เรียนรู้ด้วยตัวเอง สุดยอดติวเตอร์ 3 ภาษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

วัชรี

เรียนรู้ด้วยตัวเอง สุดยอดติวเตอร์ 3 ภาษา

“เรียนภาษาจากการดูยูทูบที่เขามีคลิปสอนทั่วไปนั่นแหละ ก็ดูคลิปโน้นบ้าง นี่บ้าง รู้จักเลือกตัวอย่างคลิปที่เราพอทำได้ มาลองปรับวิธีการฟัง การพูด, ฟังและร้องเพลงภาษาอังกฤษ ดูหนัง ดูซีรีส์ต่างประเทศ ซึ่งการฟังสำคัญนะ ลองเลียนแบบทำตามดู ที่สำคัญ หาซื้อหนังสือภาษามาอ่านเสริมความเข้าใจให้ถูกต้องด้วย” นี่คือคำพูดของติวเตอร์อ๊อฟ ที่ตอนนี้เปิดสอนถึง 3 ภาษา

เริ่มจากเรียนรู้ด้วยตัวเอง

สู่การเป็นติวเตอร์มืออาชีพ

อ๊อฟ-หฤษฎ์ อุปริสาร นิสิต ปี 2 คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มต้นเป็นติวเตอร์ตั้งแต่อายุประมาณ 16 ปี หลังจากกลับมาจากการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน AFS หรือที่เรียกเต็มๆ ว่า องค์การเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมสัมพันธ์นานาชาติ ที่ประเทศคอสตาริกา ตอนนั้นได้เข้าไปแลกเปลี่ยนที่โรงเรียน Liceo de Cervantes

ที่มาของการเป็นติวเตอร์ ครูอ๊อฟ บอกว่า ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย จากการชักชวนของคุณครูท่านหนึ่งที่สอนอยู่ในสถาบันติวเตอร์ตอนนั้น วิชาภาษาอังกฤษ คือวิชาแรกที่ได้สอน เป็นวิชาที่ได้รับความนิยมมากจนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่เสื่อมความนิยม ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปถึงตอนนั้นเคยมีความฝันว่าอยากประกอบอาชีพครู จึงมักรับบทบาทเล่นเป็นครูสอนการบ้านน้องสาวและเพื่อนๆ ของน้องสาวเสมอ กลายเป็นแรงบันดาลใจให้สอนต่อเนื่องมาตลอด เพราะในขณะที่สอนก็สนุกและชอบ ทั้งยังได้เงินด้วย

แต่ก็ใช่ว่าจะทำการสอนได้อย่างราบรื่นเหมือนในปัจจุบัน เพราะกว่าครูอ๊อฟจะมาถึงจุดนี้ที่เป็นติวเตอร์รับสอนเองได้ ต้องผ่านอุปสรรคมาไม่น้อย “ตอนนั้นเราก็เจอปัญหาคือ ผู้ปกครองที่ส่งลูกหลานมาเรียน ไม่เชื่อถือในการสอน มีคำถามแวะเวียนมาเสมอว่าจะสอนได้จริงหรือ ให้เด็กที่ไม่ใช่ครู หรือมืออาชีพมาสอน จะได้รับความรู้มากเท่ามืออาชีพหรือครูสอนได้ยังไง ซึ่งตอนนั้นเราต้องยอมรับว่า ยังเด็ก ยังเรียนมัธยมปลายอยู่เลย อายุยังน้อย รวมถึงทักษะทางภาษาที่เราก็ไม่ได้คิดว่าเก่งมาก ก็ยังคิดว่าตนเองอาจจะยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ ที่สำคัญคือ เรากดดันจากเรื่องนี้พอสมควร แต่ด้วยเพราะความกดดันจากสภาพแวดล้อมทำให้ต้องพยายามมากยิ่งขึ้น จนสามารถพิสูจน์ทุกข้อกังวลของผู้ปกครอง และเป็นติวเตอร์มาถึงทุกวันนี้”

พัฒนาตนเองสม่ำเสมอ

เปิดสอน 3 ภาษา

ด้านความรู้สึก ติวเตอร์คนนี้บอกว่า คนที่มาลงเรียนเรียก ครูอ๊อฟ ก็ชอบนะ…เพราะเคยฝันว่าอยากเป็นครู แต่ตอนนี้อยากเป็นสจ๊วตมากกว่านะ…(ฮา) ก่อนจะบอกถึงคติที่ยึดมั่นในการสอนว่า “หากเราจะไปสอนใคร เราต้องเตรียมพร้อมให้ดี หาความรู้ให้มาก และพยายามเตรียมการสอนให้ดีที่สุด”

จากจุดเริ่มต้นมาเป็นติวเตอร์ที่สอนภาษาอังกฤษ เพียงภาษาเดียว มาวันนี้เปิดสอนเพิ่มอีก 2 ภาษาคือ สเปน ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากการเป็นนักเรียนทุนแลกเปลี่ยน AFS และภาษาบาลี-สันสกฤต ซึ่งได้รับความนิยมมาก และที่สำคัญ ภาษาบาลี-สันสกฤต หาคนสอนยากมากพอควร จึงเป็นโอกาสและช่องทางสร้างรายได้ให้ตนเอง

“ส่วนตัวมีความสนใจและชอบศึกษาภาษาต่างประเทศมาก ใช้เวลาเรียนด้วยตัวเองเยอะมาก ด้วยความชอบและตั้งใจจริง จึงมีวิธีการเรียนที่ได้ผลคือ ทุ่มเท ให้เวลา และตั้งใจ”

ครูอ๊อฟยังบอกเคล็ดลับการเรียนภาษาให้เก่งขึ้นด้วยตนเองไว้ดังนี้ “เรียนภาษามาจากการดูยูทูบที่เขามีคลิปสอนทั่วไปนั่นแหละ ก็ดูคลิปโน้นบ้าง นี่บ้าง รู้จักเลือกตัวอย่างคลิปที่เราพอทำได้ มาลองปรับวิธีการฟัง การพูด, ฟังและร้องเพลงภาษาอังกฤษ, ดูหนัง ดูซีรีส์ต่างประเทศ ซึ่งการฟังสำคัญนะ ลองเลียนแบบตามดู ที่สำคัญเลยคือ หาซื้อหนังสือภาษามาอ่านเสริมความเข้าใจให้ถูกต้องด้วย

ไม่ใช่ว่าไม่เคยพูดผิด เขียนผิด หรือเข้าใจเกี่ยวกับภาษาผิดๆ แต่เพราะยิ่งผิด จึงยิ่งเข้าใจ อย่าไปกลัวที่จะพูดหรือสื่อสารผิด ของแบบนี้ต้องลองผิดดูบ้าง และไม่ลืมที่จะเข้าไปสื่อสารกับชาวต่างชาติ ถ้ามีโอกาสก็พูดไปเลย ไม่ใช่ว่าเห็นฝรั่งแล้วกลัว เดินห่าง 500 เมตร ก่อนรีบเดินหนีอย่างไว แบบนี้ก็ไม่ช่วยให้เก่งขึ้นได้หรอก เพราะยิ่งใช้ ยิ่งเรียนรู้ เราจะยิ่งเก่งขึ้น เดี๋ยวก็จะเซียนไปเอง อย่าหยุดพัฒนาตัวเราเองก็พอ”

บรรยากาศสอนสนุก

เนื้อหาเข้มข้น

สำหรับการลงเรียน มีกฎเกณฑ์ที่ต้องทำความเข้าใจร่วมกันเสมอคือ สำหรับคนที่อยากลงเรียนเป็นกลุ่ม ลิมิตต้องไม่เกิน 2 คน เนื่องจากว่า ไม่ต้องการให้นักเรียนหรือคนที่มาเรียน รู้สึกตามใครไม่ทัน เพราะทักษะของคนเราไม่เท่ากัน บางคนมาก บางคนน้อย

สามารถเลือกลงคอร์สเรียนได้ 3 แบบตามความสะดวก ดังนี้ คอร์สเรียน 30 ชั่วโมง ราคา 8,500 บาท, คอร์สระยะยาว 70 ชั่วโมง ราคา 13,000 บาท และสอนรายชั่วโมง ชั่วโมงละ 300 บาท ลงเรียนต้องไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง/ครั้ง ใน 1 เดือน รูปแบบการสอนค่อนข้างตามใจผู้เรียน จึงให้มีจัดตารางเรียนและเวลามาตกลงกันกับเราว่าใครสะดวกวันไหน ไม่อยากเรียนวันไหน ซึ่งเรื่องนี้ให้อิสระเต็มที่ เอาความสมัครใจของผู้เรียน

ติวเตอร์รุ่นเยาว์ บอกว่า “คนที่มาเรียนต้องคุ้มค่า สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ย้ำกับนักเรียนรวมถึงผู้ปกครองเสมอว่า ติวเตอร์ให้ได้อย่างเต็มที่อยู่แล้ว แต่ต้องทำความเข้าใจว่า การเรียนภาษาต้องใช้เวลาและทุ่มเทให้กับมัน ต้องใจเย็น ที่ต้องบอกแบบนี้ ไม่ใช่ว่าต้องการเงินหรือยืดเวลาติวแต่อย่างใด แต่มันขึ้นอยู่กับทักษะ ความตั้งใจที่อยากจะเรียนของผู้เรียนด้วย”

สำคัญอีกอย่าง ต้องทำการโอนเงินจองเพื่อลงเรียนก่อนด้วย ถ้าจองเปล่าๆ ไม่มีการโอนเงิน ถือว่าไม่ได้จอง เหมือนเราทุกคนนั้นละ เวลาเสียเงินแล้วก็จะมาเรียนอย่างเต็มที่เต็มเวลา เพราะไม่อยากเสียเงินค่าลงเรียนฟรี…ครูอ๊อฟ กำชับ

ซัพพอร์ตรายจ่าย

2 หมื่นอัพ ต่อเดือน

“ติวเตอร์ฟรีแลนซ์” คือ อาชีพ ในความคิดของครูอ๊อฟ เป็นอาชีพที่ช่วยทำให้เด็กต่างจังหวัดคนหนึ่งสามารถใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ ได้อย่างสบายๆ รายได้ที่มากกว่า 20,000 บาทอัพ ต่อเดือน ช่วยซัพพอร์ตรายจ่ายต่างๆ ได้อย่างดี โดยไม่ต้องเดือดร้อนครอบครัว จนเจ้าตัวออกปากพูดเลยว่า เขาได้การพัฒนาภาษาเป็นของแถมที่ดีมากๆ จากการเป็นติวเตอร์ ตอนนี้ไม่กลัวฝรั่งหน้าไหนอีกแล้ว เพราะสามารถฟัง พูด อ่าน เขียน คล่อง เข้าใจหมดทุกอย่างที่คนต่างชาติต้องการจะสื่อสาร มันเหมือนเป็นอัตโนมัติที่เราสามารถพูดได้เลย…เหมือนที่เราพูดภาษาไทยของเรา

ครูอ๊อฟ ยังบอกอีกว่า ส่วนตัวเป็นคนชอบท่องเที่ยว ชอบเดินทาง เดินทางไปต่างประเทศมาบ้างพอสมควร ทำให้ได้ใช้ภาษา ได้เข้าใจธรรมชาติการสื่อสารของมนุษย์มากขึ้น และจากทั้ง 3 ภาษาที่เปิดสอนอยู่ในขณะนี้ ภาษาบาลีเป็นภาษาที่ได้ใช้ในการสื่อสารน้อยที่สุด เพราะไม่ค่อยมีคนเอามาใช้พูด ใช้สื่อสารมากนัก นอกจากจะเข้าวัด ฟังพระท่านเทศน์นั้นแหละถึงจะได้ใช้

“จากประสบการณ์ที่เคยได้สอนในสถาบันหลายแห่ง มีเวลาเข้า-ออกประจำ ซึ่งเรารู้สึกว่าไม่ได้ชอบการทำงานตรงจุดนั้น ด้วยข้อกำหนดของเวลา รูปแบบการสอนต่างๆ ทำให้ไม่ได้รู้สึกสนุกกับการทำงานประจำที่ต้องไปในที่เดิม จุดเดิม เวลาเดิม ทั้งยังมีข้อกำหนดไว้แล้ว มันไม่ใช่ตัวตนของเรา”

ปัจจุบัน ครูอ๊อฟเป็นเพียงนิสิตที่มีอาชีพเสริมด้วยการเป็นติวเตอร์ แต่ในอนาคตอยากประกอบอาชีพเป็นสจ๊วต ถึงแม้ลักษณะการทำงานคืองานประจำ แต่ก็ไม่ได้จำเจอยู่กับที่ ได้มีโอกาสเดินทางตลอด ซึ่งชอบและใฝ่ฝันเอาไว้ ถ้าหากในอนาคตมีโอกาสก็จะพยายามทำให้สำร็จ ทั้งยังมีแผนว่าจะเปิดสถาบันสอนภาษาควบคู่ไปด้วย

เมื่อต้องเรียนและทำงาน แถมพ่วงท้ายด้วยการเป็นเชียร์ลีดเดอร์และทำกิจกรรมต่างๆ ของคณะ การแบ่งเวลา จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างมาก เพราะฉะนั้น ครูอ๊อฟจึงมีเทคนิคการแบ่งเวลามาบอกต่อ “เวลาเรียนก็ลงเรียนตามปกติเหมือนนิสิต/นักศึกษาทั่วไป เรียนให้เต็มที่ และเอาเวลาว่างจากวันที่มีเรียนน้อย ช่วงเย็นและเสาร์-อาทิตย์ มาสอนพิเศษ กลายร่างเป็นครูอ๊อฟ จัดสรรเวลาให้ดีระหว่าง เรียน กิจกรรม และทำงาน เรายึดวิถี Enjoy Life จงใช้ชีวิตและทำงานให้เต็มที่” ครูอ๊อฟ ทิ้งท้ายเอาไว้

สำหรับใครที่สนใจอยากเพิ่มพูนทักษะภาษาเพิ่มเติม สามารถเข้าไปสอบถามรายละเอียดต่างๆ ได้ที่ Facebook : Harit Auparisan, Instagram : hariddh และ LINE ID : mraofcu

เปิดอาชีพนักเดินทาง บล็อกเกอร์สาว “I Roam Alone”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

อันติกา

เปิดอาชีพนักเดินทาง บล็อกเกอร์สาว “I Roam Alone”

“หลังเรียนจบ กลับมาประเทศไทย ตอนนั้นกดดันมาก เพราะใครๆ ก็คิดว่าต้องทำงานบริษัท ตัวเราเองก็วิ่งสมัครงานอยู่ 3-4 เดือน ซึ่งต้องขอบคุณมากที่ไม่มีใครรับ จึงบอกกับแม่ว่าจะขอใช้ชีวิตกับการเดินทาง 1 ปี และถ้าทำให้การเดินทางเป็นอาชีพไม่ได้จะยอมกลับมาทำงานในบริษัทเป็นพนักงานกินเงินเดือน หรือไม่ก็สานต่อธุรกิจที่บ้าน”

“งาน” กับ “เที่ยว” ดูเหมือนจะเดินกันคนละทาง แต่กับ คุณมณฑล กสานติกุล หรือ “มิ้นท์” 2 สิ่งนี้คือเส้นทางเดียวกัน ซึ่งตลอด 4 ปีนี้เธอเดินทางมาแล้วกว่า 70 ประเทศทั่วโลก และเธอ “เดินทางคนเดียว”

การเดินทางของคุณมิ้นท์ถูกบอกเล่าผ่านโลกโซเชียล เธอกลายเป็นบล็อกเกอร์สาว ที่มีแฟนเพจ ณ ปัจจุบันกว่า 77,000 คน คุณมิ้นท์ได้รับโอกาสตีพิมพ์เรื่องราวผ่านตัวอักษร ได้รับโอกาสกับการทำหน้าที่พิธีกร ได้รับโอกาสถูกเชิญตัวไปเล่าประสบการณ์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับใครหลายๆ คน

วันนี้ คุณมิ้นท์กลายเป็น “ฟรีแลนซ์” ที่มีงาน มีรายได้หล่อเลี้ยงตัวเองจากการเดินทาง และสำคัญคือ เธอมี “ความสุข”

ขอท่องเที่ยว 1 ปี

มีอาชีพจากเดินทาง

คุณมิ้นท์เติบโตมาในครอบครัวฐานะปานกลาง เธอคือลูกสาวคนเดียวและถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจ ฉะนั้น ไม่ว่าต้องการอะไร เธอจึงได้เสมอ แต่ทว่าสิ่งที่เธอค้นพบคือ เธอไม่มีความสุข และป่วยเป็นโรคซึมเศร้า

จนกระทั่ง เธอเดินทางไปศึกษาต่อปริญญาโท ด้านวรรณกรรมสเปน ที่ประเทศสเปน นี่คือจุดเริ่มต้นกับการเดินทางของเธอ

“ตอนเรียนก็มีโอกาสแบกเป้ไปเที่ยว แต่ว่าเงินเที่ยวก็คือเงินที่คุณแม่ส่งให้ จนกระทั่งต่อมา หารายได้ด้วยการรับหน้าที่ดูแลคณะทัวร์ แค่ 2 ชั่วโมงได้เงินครั้งหนึ่ง 5,000-6,000 บาท ซึ่งตรงนี้ทำให้เห็นชีวิตกับการเดินทาง”

แม้จะรู้สึกได้ว่าการแบกเป้ขึ้นหลังเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ คือความสุข แต่คุณมิ้นท์ไม่คิดว่าตนเองจะได้เป็นนักเดินทางตัวจริง และไม่คิดว่าจะนำพามาสู่อาชีพ

“หลังเรียนจบ กลับมาประเทศไทย ตอนนั้นกดดันมาก เพราะใครๆ ก็คิดว่าต้องทำงานบริษัท ตัวเราเองก็วิ่งสมัครงานอยู่ 3-4 เดือน ซึ่งต้องขอบคุณมากที่ไม่มีใครรับ จึงบอกกับแม่ว่าจะขอใช้ชีวิตกับการเดินทาง 1 ปี และถ้าทำให้การเดินทางเป็นอาชีพไม่ได้จะยอมกลับมาทำงานในบริษัทเป็นพนักงานกินเงินเดือน หรือไม่ก็สานต่อธุรกิจที่บ้าน”

เมื่อได้รับอนุญาต โดยมีข้อบังคับว่า หากเดินทางแล้วต้องทำให้เป็นชิ้นเป็นอัน คุณมิ้นท์จึงตัดสินใจเปิดบล็อก I Roam Alone และเขียนเว็บไซต์ของตนเอง เพื่อบอกเล่าการเดินทางของเธอ รวมถึงข้อแนะนำให้กับผู้หญิงได้ก้าวสู่การเดินทางด้วยตัวเองได้

“หลายคนมีความฝันถึงการเดินทาง แต่ทว่าจะไม่รู้จักความฝันเลย ถ้าไม่ลงมือทำ ซึ่งพอมิ้นท์เดินทาง ทำให้เห็นด้านดี ด้านแย่ อยู่ไปสักพักจะได้เห็นทุกด้าน และสุดท้ายก็รู้ว่าเราขาดสิ่งนี้ไม่ได้”

เปิดบล็อกเล่าเรื่องราว

เที่ยวอย่างไรให้ได้ตังค์

จากคนไม่ชอบท่องโลกโซเชียล การเปิดบล็อกด้วยวิธีลงมือทำเองทุกกระบวนการ จึงเป็นเรื่องยากมาก “มิ้นท์เขียนบล็อกเขียนเว็บไม่เป็นเลย ไม่เคยอ่านโพสต์ แต่สิ่งที่มองนี่คือหนทางนำไปสู่การใช้ชีวิตที่เราชอบ จึงลงมือทำ แต่ยอมรับว่าเขียนไปร้องไห้ไป โดยใช้เวลา 2 เดือน จนเว็บออกมาเรียบร้อย จากนั้นเริ่มวางแผนสู่การเดินทาง กับทริปแรกของ I Roam Alone ที่ Azores ใช้ระยะเวลา 3 สัปดาห์”

ความทุ่มเท คือสิ่งที่คุณมิ้นท์ว่าเธอให้เกินร้อย โดยก่อนเดินทางจะศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดเท่าที่จะทำได้ และเดินทางไปในสถานที่ที่มีความปลอดภัย ซึ่งโดยส่วนใหญ่เธอไม่นิยมเลือกในเมือง ซึ่งหลายๆ ครั้งไปตามป่า เขา สถานที่ธรรมชาติ

การเดินทาง ถ่ายรูป บันทึกเรื่องราว ทำให้เธอกลายเป็นบล็อกเกอร์สาวชื่อดังในเวลาไม่นาน “พอเดินทางไป ถ่ายรูป และก็หยุดเขียนบอกเล่าเรื่องราวในบล็อกตลอด หลังผ่านไปได้ประมาณ 1 เดือน มีสำนักพิมพ์ติดต่อเข้ามาเพื่อให้เขียนหนังสือพ็อกเก็ตบุ๊ก โดยใช้เวลาประมาณ 2 เดือน หนังสือ I ROAM ALONE THAI – SIBERIA issue ก็แล้วเสร็จ”

การเดินทางครั้งนี้ทำให้คุณมิ้นท์มีรายได้ที่เห็นเป็นรูปธรรม สร้างกำลังใจให้กับการเดินทางครั้งต่อๆ ไป ซึ่งคุณมิ้นท์ ว่า หลังจากได้เขียนบล็อกและเขียนหนังสือ ทำให้เธอรู้ว่า ตัวอักษรคือสิ่งที่เธอหลงรัก และพร้อมจะให้เวลากับการเขียนในแต่ละวัน โดยเธอวางตารางไว้ 1-2 ชั่วโมง คือเวลาที่เธอต้องให้กับการเขียน

ทริปการเดินทางของ I Roam Alone โดยคุณมิ้น ถูกคิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง และบางทริปใช้เวลานาน อย่างทริปท่องแอฟริกาที่เธอใช้เวลา 2 เดือน ทริปอเมริกาใต้และอเมริกากลางที่ใช้เวลาเดินทาง และอยู่เพื่อเรียนรู้สิ่งรอบตัวถึง 8 เดือน

บัดนี้ คุณมิ้นท์กลายเป็นบล็อกเกอร์สาวอายุเพียง 27 ปี ที่ใครๆ ต่างรู้จัก และเธอคือแรงบันดาลใจให้ใครหลายคนกล้าที่จะก้าวออกมาจากกรอบความกลัว แล้วแบกเป้ขึ้นหลังเดินทางไปกับความสุข

เดินตามความฝัน

สำคัญต้องเป็นตัวเอง

ผู้หญิงรูปร่างเล็ก ดูภายนอกบอบบาง หน้าตาสวยหวาน อ่อนโยน คุณสมบัติเช่นนี้หลายคนมองว่าไม่ดีแน่กับการเดินทางคนเดียว

“ผู้หญิงเที่ยวคนเดียว คือเรื่องใหม่มากสำหรับคนเอเชีย โดยเฉพาะคนไทย เขาจะมองว่านี่คือเรื่องอันตราย แต่จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เลย ถ้าเราวางแผนดี และเลือกไปในสถานที่ที่ปลอดภัย โดยเฉพาะที่พัก ด้วยเหตุนี้ มิ้นท์จึงเขียนบอกไว้ในบล็อกเลยว่า อะไรควรทำ ไม่ควรทำ เทคนิค ข้อแนะนำต่างๆ ที่นักเดินทางผู้หญิงควรรู้”

ความจริงใจที่เธอมอบให้ ส่งผลให้คุณมิ้นท์ดังต่อเนื่อง เธอสามารถสร้างรายได้จากการเขียนรีวิว งานโฆษณา ได้รับความสนใจจากรายการทีวีตามไปถ่ายทำ ได้รับโอกาสเป็นพิธีกร ได้รับเชิญไปออกงานต่างๆ จนบัดนี้คุณมิ้นท์มีรายได้ราว 100,000 บาท ต่อเดือน

“จะทำอะไรให้สำเร็จต้องเป็นตัวเองก่อน มิ้นท์ไม่มีไอดอล เราไม่เปลี่ยนตัวเองเพื่อให้ได้เงินหรือว่าดัง แต่หลายคนมักจะมองข้ามความชอบแล้วไปดูภาพความสำเร็จ ดูเงิน ในที่สุดก็เปลี่ยนตัวเอง ทุกวันนี้ แม้มิ้นท์จะได้รับโอกาสต่อยอดจากการเดินทางของตนเอง แต่ทุกอย่างที่ทำ ล้วนอยู่บนความเป็นตัวเองเสมอ”

แม้การทำงาน การเดินทาง จะอยู่บนความเป็นตัวของตัวเอง แต่ใช่ว่าจะไม่สร้างระเบียบวินัย และความรับผิดชอบ ซึ่งคุณมิ้นท์ ว่า อาจมากกว่าพนักงานออฟฟิศ “การเดินทางคือการทำงาน เราต้องให้เวลากับการเขียน กับการวางแผน ฉะนั้น ทุกวันนี้ใครมาชวนไปไหน เราอาจไปไม่ได้ เพราะต้องรับผิดชอบทุกอย่างให้ดีที่สุดก่อน ตรงนี้คือเรื่องสำคัญมาก”

ส่วนผู้ที่ต้องการผละจากงานประจำ แล้วมาสร้างอิสระในการทำงานด้วยตัวเองในตำแหน่ง ฟรีแลนซ์ เช่นเดียวกัน คุณมิ้นท์ บอกเลยว่า อายุไม่ใช่อุปสรรค แต่สิ่งที่ต้องมีอย่างเต็มเปี่ยมคือ “พลัง” ในการขับเคลื่อนตัวเองไปสู่ความเปลี่ยนแปลง ไปสู่สิ่งที่อยู่บนความรับผิดชอบ

“งานของมิ้นท์ ไม่มีการตอกบัตร ไม่มีที่นั่งประจำ ไม่มีบริษัท แต่ว่าต้องมีพลังในการเดินทางไปพบกับสิ่งต่างๆ รอบตัว ซึ่งทุกวันนี้มิ้นท์เห็นอะไรก็รู้สึกตื่นเต้นตื่นตัวไปหมด และการเดินทางมันไม่ได้มีความหมายว่าต้องไปไกล แค่เราก้าวออกจากบ้านก็เรียกว่าการเดินทางแล้ว แต่ถ้าจะทำให้เกิดเป็นอาชีพ ต้องมีใจรักในสิ่งนั้น ต้องสนุก มีความรับผิดชอบ มีวินัย และด้วยเราอยู่ในโลกออนไลน์ ต้องยอมรับคำติชมได้ และต้องคิดวางแผนต่อยอด อย่างต่อไปมิ้นท์คิดถึงการทำรายการทีวี วางแผนกับสิ่งใหม่ๆ แต่อย่างที่บอกค่ะ ทุกอย่างต้องเกิดจากความเป็นตัวของตัวเอง”

บล็อกเกอร์สาว ยังกล่าวปิดท้ายถึงการเดินทางที่นำมาสู่อาชีพของเธอว่า คือความลงตัวในชีวิต ที่แม้จะมีตำแหน่งงานประจำ กับเงินเดือนก้อนโตมาวางลงตรงหน้า ก็ไม่แม้แต่จะชายตามอง

ติดตามเรื่องราวการเดินทางของคุณมิ้นท์ได้ที่ http://www.facebook.com/I Roam Alone, http://www.iroamalone.com

พี่สอนน้อง ฟรีแลนซ์ อาชีพเฉพาะตัว เด็กจบใหม่ ไม่ควรเลียนแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07039151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

พี่สอนน้อง ฟรีแลนซ์ อาชีพเฉพาะตัว เด็กจบใหม่ ไม่ควรเลียนแบบ

ได้ชื่อว่าเป็นนักออกแบบคอนเสิร์ต หรือ “คอนเสิร์ตดีไซน์” ชั้นนำของวงการบันเทิงไทย สำหรับ “พล หุยประเสริฐ” ชายหนุ่มที่ออกแบบทั้งภาพ แสง สี เสียง ให้ศิลปินมากว่า 200 เวที ทุกแนวเพลง อาทิ บอดี้สแลม, พาราด็อกซ์, เจ เจตริน, ออฟ ปองศักดิ์, ก๊อต จักรพันธ์, สล็อตแมชชีน ฯลฯ

คุณพล หุยประเสิรฐ จบด้านอินดัสเทรียลดีไซน์ จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขาเป็นผู้นำงานออกแบบ มาผสมผสานกับดนตรีได้อย่างลงตัว ทุกคอนเสิร์ตที่เขาทำ สามารถสะกดอารมณ์ของคนดูได้อย่างน่าประหลาดใจ ปัจจุบัน เป็นเจ้าของบริษัท H.U.I. ประกอบธุรกิจผลิตคอนเสิร์ตและให้ความบันเทิง

ก่อนเปิดบริษัทเป็นของตัวเอง คุณพลเคยทำงานประจำในตำแหน่งนักออกแบบเฟอร์นิเจอร์ ชายหนุ่ม บอกว่า ทำได้เพียงปีกว่า ก็ลาออกมาเปิดบริษัทด้วยเหตุผลไปรับจ๊อบงานงานหนึ่ง ซึ่งผู้ว่าจ้าง บอกว่า ต้องจดทะเบียนรูปแบบบริษัทถึงจะสามารถรับจ๊อบงานนั้นได้

คุณพลเป็นเจ้าของบริษัทในวัยเพียง 20 ปีเศษ เจ้าตัว เล่าว่า ทุกอย่างเกิดขึ้นด้วยความรวดเร็ว เปิดบริษัทไปสักพักได้รับโอกาสจาก คุณสายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา ชวนมาทำฉาก ทำเวทีคอนเสิร์ต ตรงนี้นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้ามาทำงานเบื้องหลังในวงการบันเทิง ในตำแหน่งโปรดักชั่นเฮ้าส์ มีหน้าที่เตรียมงานด้านการผลิตทั้งหมด

ปัจจุบัน บริษัท H.U.I. มีพนักงานประจำไม่มาก งานที่ต้องใช้ความสามารถเฉพาะตัว เจ้าของบริษัทเลือกจ้างฟรีแลนซ์

“บริษัทของผมมีพนักงานราว 10 คน ฟรีแลนซ์ที่จ้างมาทำงานให้ส่วนใหญ่เป็นกราฟิก ตากล้อง ช่างภาพ ทำฉาก ทำโมเดล งานพวกนี้ทำเองคนเดียวได้ และใช้ความสามารถเฉพาะทาง ส่วนตัวมองว่าฟรีแลนซ์ตอบโจทย์”

ในมุมมองของคนที่ทำงานเบื้องหลัง เขาได้นิยามคำว่า “ฟรีแลนซ์” คือ บริษัทขนาดเล็กที่ทำงานเฉพาะด้าน ปิดจ๊อบได้ในคนคนเดียว สำหรับปัจจัยที่คนจะหันมาทำงานฟรีแลนซ์คือ เวลา และรายได้

“การจะเป็นฟรีแลนซ์ที่ดี ควรเป็นคนที่ชัดเจน มีสไตล์เป็นของตัวเอง สร้างมูลค่าเพิ่มให้ตัวเองอยู่เสมอ ถ้าเลือกได้ควรเลือกรับงานดีๆ ใช้ความสามารถหลายด้านเพื่อเป็นการพัฒนาศักยภาพไปในตัว”

คุณพล บอกต่อว่า ฟรีแลนซ์มักจะรับงานเฉพาะที่ตัวเองถนัด ทำให้พัฒนาการด้านอื่นลดน้อยลง ขณะเดียวกัน บริษัทใหญ่ๆ ก็คงไม่ลงทุนส่งฟรีแลนซ์ไปอบรม หรือเข้าคอร์สเหมือนพนักงานประจำ ฉะนั้น ฟรีแลนซ์ที่ดีควรเพิ่มทักษะด้านอื่นด้วย

ดูเหมือนอาชีพอิสระอย่างฟรีแลนซ์ จะเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ของเด็กจบใหม่ในสมัยนี้ รุ่นพี่อย่างคุณพล เขาได้ให้ข้อคิดไว้ว่า

“นักศึกษาจบใหม่ไม่เหมาะกับอาชีพฟรีแลนซ์ มองว่ายังด้อยประสบการณ์ ควรทำงานประจำไปอย่างน้อย 5-10 ปี เพื่อเรียนรู้งานหลายๆ ด้าน และสัมผัสกระบวนการทำงานเป็นทีมก่อน แล้วค่อยคิดจะเป็นฟรีแลนซ์”

ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก และ ห้ามพลาด…กอช. !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

ชักหน้า…ให้ถึงหลัง

ป้านะยะ Pranaya.n@ktc.co.th

ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก และ ห้ามพลาด…กอช. !!

ขอเกาะกระแสหนังไทยเรื่อง ฟรีแลนซ์ ห้ามป่วย ห้ามพัก ห้ามรักหมอ ซึ่งเป็นการตีแผ่ชีวิตของคนทำงานอิสระ อาชีพในฝันตามจินตนาการของคนรุ่นใหม่ ที่ต้องการมีอิสระ ไม่อยากเป็นลูกจ้างใคร ไม่ต้องการอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ของบริษัทหรือองค์กรใดๆ

เรื่องย่อในหนังขอไม่พูดถึง เพราะไม่ใช่คอลัมน์วิจารณ์หนัง แต่จะขอหยิบยกประเด็นทางสังคมในหนังที่น่าเอามาขบคิด เช่น ค่าใช้จ่ายแพงสุดโหดในโรงพยาบาลเอกชน และคิวที่ยาวเหยียดในโรงพยาบาลของรัฐ ซึ่งต้องเสียเวลาหลายชั่วโมงกว่าจะได้พบหมอ แต่ด้วยความที่อาชีพฟรีแลนซ์เป็นอาชีพที่อยู่นอกระบบประกันสังคม จึงต้องก้มหน้ารักษาในโรงพยาบาลของรัฐ ด้วยค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า

ท่ามกลางกระแส ฟรีแลนซ์ ฟีเวอร์ รัฐบาลก็ได้มี กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. ออกมา

กองทุนการออมแห่งชาติ กอช. คืออะไร

กองทุนการออมแห่งชาติ หรือ กอช. เป็นกองทุนการออมเพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรืออยู่นอกระบบบำเหน็จบำนาญของรัฐ ได้ออมเงินเพื่อใช้ในยามเกษียณ โดยรัฐจะช่วยจ่ายสมทบให้ส่วนหนึ่ง เพราะปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีระบบการออมเพื่อการชราภาพที่ครอบคลุมภาคแรงงานทุกประเภทได้อย่างทั่วถึง ซึ่งยังมีแรงงานส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่ได้รับความคุ้มครองเพื่อการชราภาพ และแรงงานเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะตกอยู่ในความยากจนในวัยสูงอายุ เพราะไม่มีช่องทางให้เข้าถึงเครื่องมือการออมเงินในขณะที่อยู่ในวัยทำงาน ดังนั้น รัฐบาลจึงจัดตั้งกองทุนเพื่อเป็นช่องทางการออมขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้ที่ยังไม่ได้รับความคุ้มครองให้ได้รับผลประโยชน์ในรูปแบบของบำนาญ อันเป็นการสร้างความเท่าเทียมและเป็นธรรมในการดูแลจากภาครัฐ

ดูในรายละเอียดแล้ว นี่มันกองทุนสำหรับฟรีแลนซ์ชัดๆ คือ คนที่ไม่ได้ทำงานบริษัท ไม่ได้ส่งเงินให้ประกันสังคม/กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และไม่ได้เป็นข้าราชการ ไม่ได้ส่งเงินให้ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) และที่น่าสนใจคือ รัฐบาลประกันผลตอบแทนขั้นต่ำให้ไม่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนของธนาคารใหญ่ นอกจากนั้น รัฐบาลยังช่วยสมทบเงินให้เพิ่มอีก

ประโยชน์จากการเข้าร่วม กอช.

สิ่งที่ผู้เข้าร่วมเป็นสมาชิกกองทุนการออมแห่งชาติจะได้รับนั้น ก็คือ ผลตอบแทนจากการออม ซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกันคือ เงินสะสม เงินสมทบ และเงินผลประโยชน์ แต่ละส่วนคืออะไรกันบ้าง

1. เงินสะสม ก็คือ เงินที่สมาชิกออมเข้าสู่กองทุน ซึ่งมีเงื่อนไขว่าการออมเงินเข้าสู่กองทุนแต่ละครั้งจะต้องไม่ต่ำกว่า 50 บาท และรวมแล้วทั้งปีจะออมเงินได้สูงสุดไม่เกิน 13,200 บาท ซึ่งจะแตกต่างจากการฝากประจำกับธนาคารพาณิชย์ตรงที่สมาชิกไม่จำเป็นต้องฝากเงินเท่าๆ กันทุกครั้ง และไม่ต้องฝากเงินทุกๆ เดือน ทำให้การออมเงินกับกองทุนการออมแห่งชาตินั้นมีความยืดหยุ่นกว่าการฝากประจำกับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งเงินสะสมนี้กองทุนจะนำไปบริหารด้วยการลงทุน และจะเกิดผลประโยชน์จากการลงทุนที่เรียกว่าเงินผลประโยชน์ของเงินสะสม เงินสะสมตรงนี้จะได้รับคืนในกรณีที่สมาชิกทุพพลภาพก่อนอายุ 60 ปี หรือลาออกจากกองทุน แต่ถ้าเป็นกรณีอื่นๆ เช่น อายุครบ 60 ปีบริบูรณ์จะจ่ายเป็นเงินบำนาญไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเสียชีวิต ซึ่งส่วนหนึ่งของเงินบำนาญจะมาจากเงินสะสม หรือกรณีที่สมาชิกเสียชีวิตก็จะได้รับเงินก้อนแก่ทายาทตามที่มีชื่อระบุไว้ก็จะมีเงินส่วนหนึ่งที่เป็นเงินสะสม

2. เงินสมทบ เงินส่วนนี้เป็นเงินที่รัฐบาลจ่ายสมทบให้ตามสัดส่วนของเงินสะสมในแต่ละงวด โดยจะจ่ายให้ในสิ้นเดือนถัดไป ซึ่งรัฐบาลจะสมทบให้ทุกเดือนที่มีการออมเงินเข้ากองทุน แต่ทั้งนี้ ก็มีกำหนดเพดานการสมทบเงินเอาไว้ตามเงื่อนไขอายุของสมาชิก ดังนี้ (มีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี)

– สมาชิกอายุ 15-29 ปี รัฐบาลสมทบ 50 เปอร์เซ็นต์ ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 600 บาท/ปี

– สมาชิกอายุ 30-49 ปี รัฐบาลสมทบ 80 เปอร์เซ็นต์ ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 960 บาท/ปี

– สมาชิกอายุ 50 ปีขึ้นไป รัฐบาลสมทบ 100 เปอร์เซ็นต์ ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 1,200 บาท/ปี

3. เงินผลประโยชน์ เป็นเงินส่วนเพิ่มจากการที่กองทุนนำเงินสะสมที่เราออมเข้ากองทุน และเงินสมทบที่รัฐบาลจ่าย โดยนำเงิน 2 ส่วนนี้ไปลงทุนผ่านการมอบหมายให้สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลซึ่งมีความเชี่ยวชาญดำเนินการแทน ภายใต้เงื่อนไขว่าจะต้องลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความมั่นคงสูงไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ซึ่งเมื่อลงทุนแล้วก็จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนมาเรียกรวมๆ ว่า เงินผลประโยชน์ คล้ายๆ กับดอกเบี้ยหรือเงินปันผล แต่การออมกับกองทุนการออมแห่งชาตินี้รัฐบาลมีการรับประกันผลตอบแทนว่าจะไม่น้อยกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือนโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ใหญ่ๆ

หากสมาชิกอายุ 60 ปีบริบูรณ์ก็จะได้รับเงินบำนาญเรื่อยไปจนกระทั่งเสียชีวิต เงินบำนาญนี้ส่วนหนึ่งก็มาจากเงินผลประโยชน์ของเงินสะสมและเงินสมทบ แต่ถ้าหากสมาชิกทุพพลภาพก่อนอายุ 60 ปี นอกจากจะได้รับเงินสะสมทั้งหมดครั้งเดียวแล้ว ก็ยังได้รับเงินผลประโยชน์จากเงินสะสมในช่วงเวลาที่ผ่านมาด้วย ส่วนเงินสมทบและเงินผลประโยชน์จากเงินสมทบจะทยอยจ่ายในลักษณะเงินบำนาญหลังจากที่สมาชิกอายุครบ 60 ปีแล้ว การลาออกจากกองทุนสมาชิกจะได้รับเงินสะสมและเงินผลประโยชน์จากเงินสะสม แต่ไม่ได้เงินสมทบและเงินผลประโยชน์จากเงินสมทบ และเมื่อเสียชีวิตทายาทที่มีชื่อตามที่สมาชิกระบุจะได้รับเงินก้อนซึ่งรวมเงินผลประโยชน์เอาไว้แล้ว

บอกได้เลยงานนี้ ฟรีแลนซ์ ห้ามพลาด !! จะมาก จะน้อย อย่างน้อยก็มีหลักประกันในยามเกษียณนะ พี่น้อง

รองเท้าแตะ…แกะลายเฟี้ยววว สวยจนไม่กล้าใส่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

ศิลปหัตถกรรม

พารนี

รองเท้าแตะ…แกะลายเฟี้ยววว สวยจนไม่กล้าใส่

“พอพ่อถ่ายรูปรองเท้าแตะแกะลายของผม โพสต์ลงเฟซ ภายในคืนเดียวคนเข้ามาไลก์เป็นหมื่น ตกใจหมดเลย ทำไมเขาชอบกันจัง เพราะเท่าที่ดูไม่ใช่ผมคนเดียวที่ทำงานแบบนี้ มีคนโพสต์ขายกันมานานแล้ว ไม่ใช่ของใหม่อะไร”

“ช่วยกันอุดหนุนหน่อยครับ รองเท้านันยางแกะลายคู่ละ 300 บาท รวมค่าส่งครับ ลูกชายทำครับ สั่งได้ครับ ส่งถึงบ้านครับ สนใจติดต่อ 08-6957-5311 โอนเงินเข้าบัญชี นายหิรัณย์ ตนานุสรณ์ หมายเลขบัญชี 9710033771 ธนาคารกรุงเทพ พร้อมส่งหลักฐานการโอนเงินมาให้เราด้วยนะครับ ใครอยากให้เราทำลายอะไรส่งแบบมานะครับ”

ข้อความจากเฟซบุ๊กของผู้เป็นพ่อ ที่ขอเล่นบท “ป๋าดัน” ข้างต้น

นับเป็นจุดพลิกผันสำคัญ ทำให้ผลงานรองเท้าแตะแกะลาย ของลูกชายวัย 22 ปี เดียว-สันธิศักดิ์ ตนานุสรณ์ ได้แจ้งเกิดแบบเต็มตัว

เพราะเพียงชั่วข้ามคืน มีคนเข้ามากดไลก์ให้เป็นหมื่น แถมมีออร์เดอร์ทยอยมานับร้อยคู่จากลูกค้าทั่วสารทิศ ทั้งจากกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ขอนแก่น ศรีสะเกษ ฯลฯ

ขอให้เล่าที่มาที่ไป เดียว เริ่มให้ฟังด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เป็นคนพัทลุง เรียนจบชั้น ม.3 จากโรงเรียนสตรีพัทลุง และไม่ได้เรียนต่อ เพราะเคยมีพฤติกรรมเกเร กระทั่งได้รับโทษ ต้องเข้าไปอยู่ในเรือนจำตั้งแต่อายุ 18

ระหว่างที่ต้องขังเป็นเวลา 3 ปี หลังจากต้องปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ เขามักใช้เวลาว่างช่วงพักเที่ยงและวันเสาร์-อาทิตย์ ไปฝึกฝนวิชาแกะลายรองเท้าแตะ จาก “พี่เขียว คนตรัง” ด้วยเหตุผล อยากหาสตางค์ไปซื้อขนมกิน

“ตอนอยู่ในเรือนจำ ที่บ้านไม่ค่อยมีตังค์ส่งเสียให้ พอเห็นเพื่อนนักโทษคนอื่น มีญาติฝากตังค์มาให้ซื้อขนมกิน รู้สึกอยากกินขนมแบบเขาบ้าง เลยคิดว่า ถ้าทำเป็น ทำเก่ง เหมือนพี่เขียว อาจหากินได้ ไม่ต้องรอเงินจากพ่อแม่” เดียว เล่าความหลัง

ลงทุนด้วยเงิน 200 กว่าบาท ซื้อรองเท้าแตะยี่ห้อนันยาง มาได้ 2 คู่ พร้อมใบมีดโกนหนวด ใช้เวลาฝึกฝนวิชาดีจากพี่เขียว อยู่เดือนกว่า เจ้าของฉายา “เดียว ไม้เลื้อย” ก็สามารถรับงานจากเพื่อนๆ ได้ทันที

ทำให้ตลอด 3 ปี ที่อยู่ในเรือนจำ ได้ฝึกปรือวิชาแกะลายรองเท้าแตะ มาแล้วอย่างเชี่ยวชาญ

เดียว เล่าต่อ เมื่อราวกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากพ้นโทษ เคยไปสมัครงานกับร้านค้าละแวกบ้าน เพราะต้องการประกอบอาชีพสุจริตเหมือนคนทั่วไป แต่ไม่มีใครรับ อาจเพราะมีอคติว่าคนอย่างเขาเคยผ่านคุกผ่านตะรางมาก่อน ทำให้รู้สึกน้อยใจ เหตุใดไม่มีใครให้โอกาสบ้าง

จึงนำความทุกข์ในครั้งนั้น ไปปรึกษาพ่อ ก่อนขอเงิน 200 บาท นำไปซื้อรองเท้าแตะมาแกะลายให้พ่อดู

“ผมบอกพ่อว่ามีวิชาแกะรองเท้าแตะที่ได้มาจากในคุก แต่ไม่แน่ใจฝีมือตัวเองว่าจะมีคนชอบ เลยขอตังค์ไปซื้อรองเท้า 2 คู่มาแกะให้ดู พ่อเห็นแล้วชมว่าสวยดี ก่อนบอกให้ทยอยทำเก็บสะสมไปเรื่อยๆ พอได้ประมาณ 20-30 คู่แล้วจะพาไปตั้งขายตามตลาดนัด” เดียว ย้อนถึงแผนการตลาดที่พ่อของเขาวางไว้ในเบื้องต้น

ระหว่างสะสมผลงานไว้ตามคำแนะนำ คุณหิรัณย์-พ่อของเดียว เกิดปิ๊งไอเดีย ใช้เทคโนโลยีสื่อออนไลน์ให้เป็นประโยชน์ ถ่ายรูปรองเท้าแตะแกะลายสารพัดของลูกชาย และนำไปอัพขึ้นเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมประชาสัมพันธ์ใครอยากได้ลายไหน สั่งมาได้ ซึ่งนับเป็นเหตุตั้งต้นของทุกวันนี้

“พอพ่อถ่ายรูปรองเท้าแตะแกะลายของผม โพสต์ลงเฟซ ภายในคืนเดียวคนเข้ามาไลก์เป็นหมื่น ตกใจหมดเลย ทำไมเขาชอบกันจัง เพราะเท่าที่ดูไม่ใช่ผมคนเดียวที่ทำงานแบบนี้ มีคนโพสต์ขายกันมานานแล้ว ไม่ใช่ของใหม่อะไร” เดียว เล่าเสียงซื่อ

ก่อนบอก นับแต่นั้นออร์เดอร์มีเข้ามาทุกวัน ที่ผ่านมา 2 เดือนกว่า ทำส่งขายไปแล้วกว่า 200 คู่ และยังไม่เคยนำไปวางขายตามตลาดนัด อย่างที่พ่อของเขาตั้งใจไว้ในตอนแรก

ถามถึงภารกิจตามออร์เดอร์ทุกวันนี้ เดียว เผย ถ้างานตามปกติ จะเริ่มลงมือแกะลายตั้งแต่ 8 โมงเช้า ไปจนถึงเที่ยงคืน ได้ชิ้นงานออกมาประมาณ 4-5 คู่ แต่ถ้าช่วงไหนลูกค้าเร่งมาก ต้องแกะลายให้ได้วันละไม่ต่ำกว่า 10 คู่ เคยตื่น 6 โมงเช้าแกะจนถึงตี 3 พอ 6 โมงเช้าของวันรุ่งขึ้นก็ตื่นขึ้นมาแกะต่อ ช่วงนั้นได้นอนแค่วันละ 3 ชั่วโมง

“งานนี้ผมทำคนเดียว เป็นแฮนด์เมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ไม่มีเครื่องจักรอะไร ใช้แค่ใบมีดโกนหนวด มาหักให้มุม 45 องศา และไม้ไผ่ 1 แท่งเสียบเป็นด้ามจับแค่นั้น” เดียว บอกและว่า ส่วนคุณพ่อของเขา ช่วยทำหน้าที่รับออร์เดอร์ จัดคิว และส่งของให้ลูกค้า

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาคุณพ่อของเขาเคยโพสต์ไว้ ราคาขายคู่ละ 300 บาท พร้อมค่าจัดส่งอีเอ็มเอส ซึ่งหากเป็นลูกค้าในเขตภาคใต้ กรุงเทพฯ หรือปริมณฑล ยังพอมีกำไร แต่ถ้าเป็นลูกค้าที่มาไกลกว่านั้น อย่าง ภาคเหนือ อาจต้องขอค่าส่งเพิ่ม แต่ถ้าลูกค้าไม่เต็มใจจ่าย เพราะยืนยันว่าเคยโพสต์ไว้อย่างนั้น ก็ไม่ว่ากัน

ถามถึงผลตอบรับ เจ้าของเรื่อง เล่า ตัวเขาถนัดแกะลวดลายดอกไม้เป็นพิเศษ ขณะที่ความต้องการของลูกค้ามีหลากหลาย อยากได้ลายนกยูง ลายปลา ลายมังกร หรือแม้แต่ลายการ์ตูน เขาก็ทำให้ได้ แต่จะเพิ่มความระมัดระวังเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ไว้แล้วด้วย

“ลูกค้าบางคนสั่งไปใส่เอง หลายคนสั่งไปเป็นของขวัญ พอรับไปแล้วเฟซกลับมาบอกเอาใส่ตู้โชว์ ไม่อยากใส่เพราะเสียดาย” เดียว เล่า ก่อนยิ้มกว้าง

ก่อนหน้านี้ เรื่องราวของเดียว เคยถูกนำเสนอแล้วในหลายสื่อ ทำให้มีคนรู้จักมากขึ้นและอยากมีวิชาแบบเขาบ้าง เมื่อไม่นานมานี้ จึงมีหนุ่ม-สาว จำนวนหนึ่ง จากจังหวัดต่างๆ อย่าง พระนครศรีอยุธยา สุราษฎร์ธานี ติดต่อขอสมัครเข้ามาเรียนการแกะลายรองเท้าแตะจากเขา

ทำให้ปัจจุบัน นอกจากจะรับงานตามปกติแล้ว เดียวยังต้องรับบท “อาจารย์” อีกหน้าที่หนึ่ง

“สอนให้ทุกเทคนิค สอนหมดหน้าตักไม่มีอะไรกั๊ก อยากทำเป็น ต้องเรียนรู้ 4-5 วัน แต่ถ้าจะให้เก่ง ต้องฝึกฝน และใช้เวลามากกว่านั้น และไม่คิดค่าสอนสักบาทเดียว ให้เป็นวิทยาทาน เพราะผมได้มาฟรี เชื่อว่าคนที่ได้วิชานี้ไปจะมีงานทำ มีอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้เหมือนกับผม” เดียว บอกจริงจัง

ก่อนทิ้งท้ายแบบหล่อๆ

“สังคมเปิดโอกาสให้ผมพิสูจน์ตัวเองแล้ว ที่ผ่านมาผมเคยเกเร สำมะเลเทเมา ไม่ใช่คนดีของสังคม แต่ตอนนี้ขอกลับตัวใหม่ พลิกชีวิตไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องไม่ดีทั้งหลาย นับจากนี้จะไม่ทำความเดือดร้อนให้ใคร ผมก็อยากให้โอกาสกับคนอื่นบ้าง”

รู้ก่อนเลี้ยง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07047151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

Pet Care

หมอส้ม สัตวแพทย์โรงพยาบาลสัตว์นาคนิวาส

รู้ก่อนเลี้ยง

สวัสดีค่ะท่านผู้อ่านที่เลี้ยงสัตว์ และกำลังคิดจะเลี้ยงสัตว์ทุกๆ ท่าน สุนัข แมว หรือสัตวที่สามารถนำมาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงได้ทั้งหลายนั้น ล้วนมีความน่ารักตามแต่ละสายพันธุ์แตกต่างกันไป

สุนัข เราอาจพบความน่ารัก ขี้อ้อน ติดคนเลี้ยง และอยากได้รับความเอาใจใส่จากเจ้าของมากกว่าบรรดาแมวเหมียว ที่เขามีโลกส่วนตัว และต้องการเวลานอนพักผ่อนมากกว่าสุนัข และคนอย่างเราๆ ด้วยซ้ำ บรรดาแมวเหมียวเขาอาจอยากเข้ามาหาเราเมื่อเขาอยากมา รึก็ไม่สนใจเราเลยแม้เราอยากเล่นด้วยก็ตาม แต่แมวบางตัวก็ชอบที่จะคลุกคลีกับเจ้าของมากๆ ผู้เลี้ยงสัตว์ทั้งหลายจะมีทั้งผู้มีประสบการณ์ หรือผู้ที่ยังไม่เคยเลี้ยงสัตว์มาเลย ทุกๆ ท่านดังกล่าวก็ย่อมมีข้อสงสัยทั้งน้อยทั้งมากเกี่ยวกับการเลี้ยง ซึ่งเดี๋ยวนี้สามารถหาข้อมูลได้จากทั้งในหนังสือ ในอินเตอร์เน็ต ถามผู้รู้ทั้งหลาย หรือแม้แต่สามารถขอข้อมูลต่างๆ จากสัตวแพทย์ก็ได้

แต่ไม่ทราบว่าจะมีสักกี่คนที่จะนึกไปถึงสิ่งที่ผู้เลี้ยงควรคำนึงไว้เสมอก่อนจะเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเหล่านั้น ดิฉันมีโอกาสได้อ่านข้อมูลหนึ่งมา เขากล่าวถึงความคิดที่คิดว่าสัตว์เลี้ยงคงอยากจะบอกผู้เลี้ยงทั้งหลาย ก่อนที่จะนำพวกเขาทั้งหลายมาเลี้ยงกัน ลองอ่านดูนะคะ เหมือนเป็นบัญญัติ 10 ประการ ที่ควรรู้ก่อนเลี้ยงสัตว์ทั้งหลาย คือ

o ชีวิตของฉันอย่างมากก็สิ้นสุดที่ 10-15 ปีเท่านั้น การต้องแยกจากเธอ ไม่ว่าด้วยเหตุผลใดๆ มันเป็นความปวดร้าวอย่างยิ่งของฉัน จึงโปรด…สังวรให้จงหนัก ก่อนที่จะรับฉันเข้ามาในชีวิต

o โปรดให้ “เวลา” กับฉันสักหน่อย เพื่อทำความเข้าใจให้ชัดเจนว่า…เธอต้องการอะไร

o จงเชื่อมั่นในตัวฉัน เพราะเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความเป็นอยู่ของฉัน

o อย่าโกรธฉันนานนัก และอย่าลงโทษฉันด้วยการกักขัง เธอมีทั้งหน้าที่การงาน ความบันเทิง และมิตรสหาย แต่ “ฉัน”…มี…”เพียงแต่เธอ”

o พูดกับฉันบ้าง แม้ว่าฉันจะไม่เข้าใจคำพูด แต่ฉันเข้าใจได้จากน้ำเสียง

o พึงระลึกอยู่เสมอว่า ไม่ว่าเธอจะปฏิบัติต่อฉันอย่างไร ฉันไม่มีวันลืมเลือนเลย

o โปรดอย่าทุบตีฉัน เพราะแม้ฉันจะทุบตีกลับไม่ได้ แต่ฉันสามารถ กัด หรือข่วนเธอได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันไม่อยากทำเลย

o ก่อนจะดุฉันสำหรับท่าทีที่คล้ายไม่เชื่อฟัง ดื้อดึง เกียจคร้าน ขอจงได้ถามตัวเองก่อนว่า เกิดสิ่งผิดปกติกับฉันหรือไม่ บางทีอาจจะเรื่องของอาหาร หรือถูกทิ้งไว้กลางแดดนานเกินไป หรือไม่บางที “หัวใจของฉัน” อาจแก่ชรา หรืออ่อนล้าเสียแล้ว

o ดูแลฉันเมื่อยามแก่เฒ่าด้วย เพราะวันหนึ่งเธอก็ต้องเป็นเช่นนั้น

o อยู่กับฉันเมื่อช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตมาถึง ขออย่าได้พูดเป็นอันขาดว่า “ฉันทนดูไม่ได้ ขออย่าให้เกิดต่อหน้าเลย” เพราะเรื่องทั้งหมดจะง่ายขึ้น หากเธออยู่ด้วย

สุดท้าย…โปรดรำลึกไว้เสมอว่า…”ฉันรักเธอ”

ฉะนั้น การที่เราจะรับสัตว์สักตัวมาเลี้ยงดู เราต้องนึกอยู่เสมอว่า เขาจะอยู่กับเราอีกหลายปีและเราจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นจนกว่าจะต้องจากกันไป สัตว์เลี้ยงทั้งหลาย ย่อมต้องการความรัก ความเอาใจใส่จากเจ้าของทั้งสิ้น ท่านผู้เลี้ยงควรให้ความสนใจถึงสภาพความเป็นอยู่ การกิน การเจ็บป่วยทั้งหลายของสัตว์เลี้ยงของเราด้วยเสมอ

เวลามีการเจ็บป่วยเกิดขึ้น สัตว์ทั้งหลายไม่สามารถที่จะบอกอาการที่เป็นอยู่กับสัตวแพทย์ได้ ฉะนั้น เจ้าของสัตว์เลี้ยงเป็นผู้มีความสำคัญมากๆ ที่จะให้ข้อมูลความผิดปกติที่พบกับสัตว์เลี้ยงของตนเองแก่สัตวแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นอาการที่พบที่บ้าน พฤติกรรมการกิน การขับถ่ายที่ผิดปกติ หรือแม้แต่ความผิดปกติต่างๆ ที่พบ เพื่อให้สัตวแพทย์ได้นำข้อมูลเหล่านั้นมาประกอบการพิจารณา ในการวินิจฉัยโรคต่างๆ ร่วมกับการตรวจร่างกายของสัตว์เลี้ยงของท่าน เพื่อให้เขาเหล่านั้นหายจากการเจ็บป่วย และมีสุขภาพที่แข็งแรง อยู่เป็นเพื่อนกับเจ้าของสัตว์ได้อีกนาน

“หมาเจ็บ” เบาะน้องหมานอนสบาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07048151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

Pet”s Business

สดุจตา

“หมาเจ็บ” เบาะน้องหมานอนสบาย

ด้วยพื้นฐานเป็นคนรักสัตว์ และมีโอกาสทำงานอยู่ในกองบรรณาธิการหนังสือ “หมาเจ็บ” จากหนังสือต่อยอดมาเป็นอาชีพ ทำให้วันนี้ คุณปวีณา สารภี กลายเป็นเจ้าของธุรกิจเบาะนอนและอุปกรณ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ที่ได้รับเสียงตอบรับอันดี มีตลาดจัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ จนแทบจะเรียกได้ว่า กำลังผลิตไม่พอต่อความต้องการ

ปิ๊งที่นอนน้องหมา

จับด้อยมาทำเด่น

ถูกและดี มีอยู่ในสินค้าแบรนด์ “หมาเจ็บ” ที่ใส่ใจตั้งแต่คัดเลือกวัตถุดิบ ออกแบบโดยเน้นประโยชน์ใช้สอย ดูแลรักษาง่าย จวบจนความสบายที่มอบให้กับน้องหมา

“ดิฉันทำงานในกองบรรณาธิการหนังสือเด็ก และได้มาอยู่ในทีมทำหนังสือหมาเจ็บ ตรงนี้นี่เองทำให้คิดถึงการต่อยอดจากรูปภาพน้องหมาน่ารักๆ มากมาย นำมาผลิตเป็นโปสการ์ด วางขายในตลาดนัดจตุจักร แต่ก็ขายได้ไม่คุ้มค่าเช่าพื้นที่ จึงนำหลักความรู้ด้านการตลาดที่ร่ำเรียนมาวิเคราะห์ พบว่า คนส่วนใหญ่เดินทางมาซื้อสัตว์เลี้ยง ซื้ออุปกรณ์ให้กับสัตว์เลี้ยงมากกว่า จึงเริ่มหันมามองสินค้าอื่นแทน”

คุณปวีณา ว่า น้องหมาก็ไม่ต่างจากคนที่ต้องการปัจจัยพื้นฐานต่อการดำรงชีวิต ทั้ง อาหาร เสื้อผ้า ยารักษาโรค เครื่องนุ่งห่ม ซึ่งไอเดียของคุณปวีณาผุดขึ้นมากับเบาะนอน เพราะตลาดตอนนั้นยังไม่ค่อยมีผู้ผลิต

ประสบการณ์ด้านออกแบบไม่มี จึงเริ่มต้นซื้อสินค้าแบรนด์อื่นมาทำการวิเคราะห์หาจุดเด่น ส่วนอะไรที่เป็นจุดด้อยก็ทำให้เด่นขึ้นมา อย่างเช่น ทำเบาะให้นุ่มน่านอน เพราะเบาะนอนทั่วไปส่วนพื้นมักจะแข็งรองรับน้ำหนักได้ไม่สบายพอ

ด้านการตัดเย็บ จัดจ้างแรงงานผลิตในละแวกบ้านของตนเอง จวบจนผลตอบรับดี จึงจัดตั้งโรงงานผลิตเป็นของตนเอง โดยขณะนี้มีแรงงานผลิตประมาณ 20 คน

จากพื้นที่เช่าแผงค้า 2 ห้องในตลาดนัดจตุจักร ขยับเป็น 4 ห้อง และ 8 ห้อง สำหรับลูกค้า นอกจากคนไทยแล้วยังมีชาวต่างชาติให้ความสนใจเดินทางมาจับจองสินค้าไปจำหน่ายต่อ อาทิ ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ซาอุดีอาระเบีย ศรีลังกา เวียดนาม

ขายผ่านออนไลน์

ได้ลูกค้าไทย-เทศ

ค้าขายผ่านไปได้นับปี จนกระทั่งฐานลูกค้าเริ่มแน่น ซึ่งส่วนใหญ่ใช้วิธีโทรศัพท์เพื่อสั่งซื้อสินค้า ประกอบกับยอดขายในตลาดนัดจตุจักรไม่ดีเท่าที่ควร จึงปิดหน้าร้านแล้วหันมามุ่งดูแลการผลิต พร้อมๆ ไปกับทำตลาดส่งออกอย่างจริงจัง โดยมีโชว์รูมโรงงานเป็นหน้าร้าน รวมไปถึงขายผ่านเว็บไซต์ของตนเอง เฟซบุ๊ก และผ่านเว็บไซต์ลาซาด้า ซึ่งก็ได้ลูกค้าร้านค้าสัตว์เลี้ยงทั้งในตลาดนัดจตุจักร, ตลาดสนามหลวง 2, ร้านไดโซะ และร้านค้าสัตว์เลี้ยงทั่วไป ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ รวมแล้วประมาณ 20 ราย รับสินค้าไปจำหน่ายต่อ

สำหรับราคาขายนั้น กำหนดขายปลีกเริ่มต้นตั้งแต่ชิ้นละ 60 บาท ไปจนถึง 1,600 บาท (ขายส่งถูกกว่าประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือขึ้นกับจำนวนสั่งซื้อ)

คุณปวีณา เล่าย้อนถึงตลาดต่างประเทศ จนเป็นที่มาของการจัดตั้งบริษัทว่า “เมื่อปี 2550 มีลูกค้าญี่ปุ่นรายหนึ่งซึ่งไปใช้ชีวิตอยู่ที่ฮาวาย เดินทางมาติดต่อให้ผลิตสินค้าเพื่อนำไปสร้างแบรนด์ของเขาเอง โดยส่งผ้ามาให้ และสั่งสินค้าประมาณ 3 เดือนครั้ง ครั้งละ 40,000-50,000 บาท แต่ด้วยตอนนั้นเราไม่เข้าใจกระบวนการส่งออก ทำให้ต้องศึกษาเรียนรู้ และเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้ลูกค้า จึงจัดตั้ง บริษัท หมาเจ็บ ด็อก กูดส์ ช็อป (ไทยแลนด์) จำกัด ขึ้นในปี 2551”

การจัดตั้งบริษัท ส่งผลให้ลูกค้าเกิดความมั่นใจมากขึ้น ยอดขายจึงมีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉลี่ยปีละประมาณ 5 ล้านบาท โดยสัดส่วนค้าส่งราว 80 เปอร์เซ็นต์ มีตลาดในประเทศเป็นหลัก 70 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นส่งออกไปขายยังตลาดต่างแดน

ผู้ประกอบการคนขยัน ว่า สิ่งสำคัญที่ทำให้ทุกวันนี้แม้ไม่มีหน้าร้าน แต่ลูกค้ายังคงอยู่และเกิดลูกค้าใหม่ตามมาอย่างต่อเนื่อง นั้นเพราะความมุ่งมั่นตั้งใจผลิตสินค้าให้ได้มาตรฐาน เน้นประโยชน์ใช้สอยที่บางแบบมากกว่าหนึ่ง อย่างเช่น บ้านกล่องมีหลังคา แต่สามารถนำมาพับกลายเป็นเบาะโซฟาได้ และสำคัญคือ คิดแทนลูกค้า

“ด้วยเพราะสินค้าชิ้นใหญ่ ถ้าบรรจุไม่ดีก็จะเสียค่าขนส่งสูงมาก และไม่ได้จำนวน ฉะนั้น เราจึงออกแบบให้สินค้าพับได้ ใส่ถุงครั้งละหลายๆ ใบซ้อนกัน โดยเมื่อนำออกมาจะไม่เสียทรง และการันตีเลยว่าสามารถซักได้ทั้งใบโดยไม่เสียทรง แต่ควรใส่ในถุงซัก ซึ่งเราจะบรรจุไปให้ลูกค้า เพื่อความสะดวกในการใช้งาน”

เอกลักษณ์ผ้าพิมพ์ลาย

เตรียมขยายสู่ AEC

คุณปวีณา ว่า วัตถุดิบคือส่วนสำคัญ โดยยกตัวอย่างฟองน้ำนำมาใช้จะสั่งผลิตด้วยสูตรเฉพาะ เพื่อให้ได้คุณภาพแข็งแรง นุ่มเหนียว แต่คืนตัวได้ดี ส่วนผ้าก็เลือกใช้ผ้าคอตต้อนที่มีให้เลือกมากกว่า 70 แบบ โดยหลายแบบสั่งพิมพ์ลายเอกลักษณ์เฉพาะของหมาเจ็บ เพื่อสร้างความต่างจากท้องตลาด ส่วนผู้ที่ต้องการความหรูหราจะเลือกใช้ผ้าขนที่ให้ความนุ่มน่าสัมผัส เอาใจสุนัขที่รักความนุ่มนวล

สินค้าประเภทเบาะที่นอน ถือว่าเป็นสินค้าหลัก โดยมีสัดส่วนประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ บ้านหลังคา 20 เปอร์เซ็นต์ และเสื้อยืด 10 เปอร์เซ็นต์ โดยมีหลากหลายรูปแบบให้ลูกค้าเลือก ซึ่งการออกแบบนี้ คุณปวีณา ว่า ส่วนหนึ่งเกิดจากไอเดียที่เข้าร่วมสัมมนากับหน่วยงานภาครัฐ และหลายแบบที่สร้างสรรค์ขึ้นได้จดสิทธิบัตรไว้แล้ว

“สินค้าผลิตมาเพื่อน้องหมาสายพันธุ์เล็กไปจนถึงน้ำหนักตัว 50 กิโลกรัม และยังผลิตสินค้าใช้ได้กับสัตว์เล็ก อย่าง กระต่าย Sugar Glider หรือแมวก็ใช้ของสุนัขได้ด้วย โดยสินค้าจะมีราคาหลากหลาย เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกว้างขึ้น”

คุณปวีณา มองว่า ตลาดสัตว์เลี้ยงมีความเติบโตขึ้นทุกปี โดยเฉพาะสุนัขและแมว แต่ผู้ผลิตต้องเรียนรู้ รู้จักการพัฒนาให้ทันตลาด อย่างช่วงใกล้เปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ผู้ประกอบการคนเก่งเตรียมพร้อมขอสินเชื่อกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอี แบงก์) วงเงิน 1 ล้านบาท โดยมี บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกัน เพื่อนำเงินมาลงทุนกับคลังสินค้าหลังใหม่ ในการสต๊อกผลิตภัณฑ์ไว้จัดจำหน่ายได้ทันยอดสั่งซื้อ และไม่เพียงเท่านั้น ยังวางแผนยื่นขอสินเชื่อเพื่อซื้อเครื่องจักรรองรับกำลังผลิตที่จะตามมา โดยคาดว่าจะใช้เงินลงทุนอีกประมาณ 1 ล้านบาท

และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ตอบตลาดคนรักสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะน้องหมา ซึ่งถือเป็นตลาดที่ใหญ่และมีความเติบโตสูง

สนใจติดต่อ ร้านหมาเจ็บ ตั้งอยู่ เลขที่ 333/83 โครงการบัวทองแฟคทอรี่ 1 หมู่ 3 ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ตำบลบางรักพัฒนา อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี 11110 โทรศัพท์ (080) 419-5566 หรือ http://www.mahjeb.com, http://www.facebook/fanpage.mahjeb

คิดแตกต่างในโลกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

คิดแตกต่างในโลกออนไลน์

ในช่วงหลายปีผ่านมา หลายคนคงประจักษ์ชัดถึงอิทธิพลของการตลาดออนไลน์ เพราะแค่มีสินค้าจำนวนหนึ่งก็สามารถขายของได้แล้ว

ขอให้เพียงสินค้านั้นๆ โดดเด่น

มีความแตกต่าง

ราคาถูกกว่าที่อื่น

ทั้งยังสามารถจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตได้

สินค้านั้นๆ จะได้รับความนิยมทันที

ซึ่งไม่มีแต่เฉพาะในต่างประเทศเท่านั้น หากประเทศไทยเองการทำตลาดออนไลน์ดูเหมือนจะได้รับความนิยมมากขึ้นเช่นกัน

จนมีสำนักพิมพ์หลายแห่งพิมพ์หนังสือแนวนี้ออกมาจำนวนมาก

ทั้งยังเพิ่มช่องทางการทำตลาดออนไลน์มากขึ้นด้วย ทั้งเฟซบุ๊ก ไอจี ไลน์ และอื่นๆ อีกมากมาย จนทำให้หลายบริษัทมองเห็นช่องทางการตลาด

ด้วยการรวบรวมสินค้าทั้งหมดให้มาอยู่ในที่ที่เดียวกัน

ทั้งยังมีการแบ่งหมวดหมู่สินค้าอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า และเครื่องประดับต่างๆ บางแห่งมีการเปิดตลาดออนไลน์มือสองด้วย

แถมยังมีการประชาสัมพันธ์ทางการตลาดตรงกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้สินค้าเหล่านั้นเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น สำคัญไปกว่านั้น สินค้าที่เขารวบรวมมาจากหลายแหล่ง หลายเจ้าของธุรกิจ ยังมีการแบ่งผลกำไรกันอย่างชัดเจน

เป็นใครจะไม่เข้ามามีส่วนร่วมล่ะครับ

เพราะเห็นอยู่แล้วว่า win win game

ไม่มีใครได้ประโยชน์ หรือเสียประโยชน์ฝ่ายเดียว แต่ได้กันทั้งคู่ โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารสต๊อกสินค้า เพราะคงไม่มีใครอยากจะมีสโตร์สินค้าเพื่อเก็บของอย่างมากมาย

แต่ถ้าเราสามารถบริหารจัดการให้ทุกร้านเป็นศูนย์กระจายสินค้าในภูมิภาคต่างๆ ได้ ยิ่งจะทำให้ธุรกิจการตลาดออนไลน์เติบโตขึ้น

เพราะถ้าหากเขานำสินค้าของหุ้นส่วนธุรกิจเข้ามากองอยู่ที่เดียวกัน ยิ่งจะทำให้สินค้านั้นๆ เกิดความเสียหายได้ บางทีสินค้าที่ประชาสัมพันธ์ออกไป กับความต้องการของลูกค้าสวนทางกัน ยิ่งจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ

ครั้งเดียวไม่เป็นไร

แต่ถ้าหลายครั้ง โอกาสที่ลูกค้าจะไม่ใช้บริการย่อมมีสูง ซึ่งเรื่องการบริหารศูนย์กระจายสินค้าให้ลูกค้า ผมมีโอกาสคุยกับผู้บริหารบริษัทค้าปลีกขนาดใหญ่คนหนึ่ง เขาบอกว่าทุกครั้งที่ผัก ผลไม้ถูกนำออกมาจากชุมชนเพื่อส่งยังศูนย์กระจายสินค้า

จะมีความล่าช้าเกิดขึ้นอย่างน้อย 1 วัน ถึง 1 วันครึ่ง

หมายความว่า รอบการขาย และรอบของการวางสินค้าจะหายไปด้วย จนทำให้อายุการขายสั้นลง เพราะอย่างที่ทราบอายุการขายผัก ผลไม้สั้นมาก หากเสียเวลาไปกับรอบการขาย

ความเสียหายจะเกิดขึ้นทันที

นี่ไม่นับการบรรจุหีบห่อสินค้าอีก เพราะผัก ผลไม้บางชนิดหากบรรจุหีบห่อสินค้าไม่ดี ปล่อยให้เกิดการทับซ้อนกัน ผัก ผลไม้ทั้งหมดกว่าจะถึงห้างค้าปลีกมีโอกาสขายได้เพียง 70 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น

ส่วนที่เหลือทิ้งหมด

ผู้บริหารท่านนี้จึงเกิดความคิดว่าแทนที่เขาจะบริหารจัดการเอง สู้เขาไปจ้างมืออาชีพในการบรรจุหีบห่อตั้งแต่ต้นดีไหม ด้วยการอธิบายให้เจ้าของสวนผัก ผลไม้เข้าใจว่าต่อไปนี้เราจะเข้ามาบริหารจัดการเอง

ทั้งยังแนะนำเกษตรกรให้เข้าใจด้วยว่าช่วงไหนลูกค้ามีความต้องการผัก ผลไม้มากที่สุด เหมือนอย่างช่วงกินเจราวเดือนตุลาคม แทนที่เกษตรกรจะนำผลผลิตออกขายเดือนกันยายนทั้งหมด สู้อั้นไว้หน่อยได้ไหม พอเดือนตุลาคมค่อยนำออกขาย เกษตรกรก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น

ห้างค้าปลีกก็จะมีรายได้มากขึ้น

win win game กันทั้งคู่

ปรากฏว่าทุกฝ่ายเห็นชอบ

จนเกิดพันธมิตรในการดำเนินธุรกิจจนทุกวันนี้

ที่อยู่ภายใต้กรอบการตลาดออนไลน์ เพราะถ้าทุกฝ่าย win win game ด้วยกันทั้งคู่ ทุกอย่างจะดำเนินไปตามเกมธุรกิจที่สัมพันธ์กัน

ยิ่งโลกทุกวันนี้ถูกเชื่อมเข้าหากัน

จากตลาดในเอเชียถูกส่งออกไปยังตลาดสหรัฐอเมริกา ยุโรป แอฟริกา และอื่นๆ อีกมากมาย เช่นเดียวกัน จากตลาดจากโลกฝั่งตะวันตกก็ถูกนำมาขายในฝั่งตะวันออก

ทุกอย่างมีความเป็นไปได้ทั้งสิ้น

ขอให้มีการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ มีความเป็นธรรม ซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ คู่ค้า และลูกค้า ทุกอย่างจะงอกเงยอย่างงดงาม

เหมือนอย่างล่าสุดที่ใครจะเชื่อล่ะว่ากำลังจะมีโบรกเกอร์ออนไลน์เกิดขึ้นประมาณปลายปีนี้ เนื่องจากมีบริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่งกำลังคิดกลับหัว ด้วยการตัดส่วนของฝ่ายการตลาดออก เพราะเดิมทีพอลูกค้าเข้ามาเทรดการซื้อขายหุ้น ลูกค้าจะต้องจ่ายค่าเทรดให้บริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ส่วนหนึ่ง

อีกส่วนหนึ่งจะต้องจ่ายให้ฝ่ายการตลาด

แต่บริษัทแห่งนี้ตัดวงจรจากฝ่ายการตลาดออก โดยให้ลูกค้าจ่ายค่าเทรดให้กับโบรกเกอร์แต่เพียงฝ่ายเดียว ส่วนที่เหลือลูกค้าไม่ต้องจ่าย

ตอนนี้บริษัทแห่งนี้กำลังเปิดให้ลงทะเบียนออนไลน์เพื่อรับสมัครสมาชิก โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งสมาชิกยังสามารถเข้าไปเทรดหุ้นจากตลาดหลักทรัพย์ต่างๆ ในอาเซียน โดยสามารถดูข้อมูลความเคลื่อนไหวจากบริษัทหลักทรัพย์แห่งนี้ผ่านแอพพลิเคชั่น

ที่นอกจากจะมีบทวิเคราะห์การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์อาเซียนแล้ว ยังมีบริการข้อมูลวิเคราะห์การซื้อขายหุ้นในประเทศอื่นๆ อีกด้วย

สำคัญไปกว่านั้นยังสามารถพิมพ์คำถาม แสดงความคิดเห็นผ่านห้องแชตรูมอีกด้วย ผู้บริหารบริษัทแห่งนี้บอกผมว่าโลกของเรากำลังเชื่อมโยงเข้าหากัน

เราในฐานะพลเมืองของโลกจึงต้องปรับตัวต่อการพัฒนาที่เกิดขึ้น

ผมถึงเชื่อไงล่ะว่าต่อไปนี้โลกจะเป็นของคนที่คิดต่าง

เพราะการคิดต่าง คิดไกล รอบด้าน รอบรู้จะทำให้คนคนนั้นมีโอกาสเป็นเศรษฐีได้ในอนาคต

ไม่เชื่อลองคิดให้แตกต่างดูนะครับ

เผื่อบางทีคุณจะพบคำตอบโดยเร็ววัน

อาหารใกล้มอญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07056151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

ตู้จดหมายพลศรี

ยศพิชา คชาชีวะ

อาหารใกล้มอญ

ปลายๆ ปีนี่ ชีพจรมักจะลงเท้า เดินทางทั่วประเทศไทย ปีนี้ผมเพิ่งไปอบรมแม่ครัวพ่อครัวที่รีสอร์ตใหญ่ “ผึ้ง-หวาน” กาญจนบุรี โครงการครัวไทย ครัวโลก ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ต่อจากนั้น ไปอบรมเรื่องอาหารและเครื่องดื่มให้โรงแรมใหญ่เหมือนกัน ที่เชียงใหม่ มีเรื่องน่าสนใจเอามาเล่าในคอลัมน์นี้ได้อีกหลายตอน

ที่รีสอร์ตผึ้ง-หวาน ซึ่งเป็นรีสอร์ตเก่าแก่ของเมืองกาญจน์ สวยงามติดริมน้ำแคว มีผืนเขาสีเขียวโอบล้อม นอนฟังเสียงน้ำในเรือนแพเพลินจนหลับผ็อย ดีที่ตื่นขึ้นมาแล้วไม่ลอยไปตามน้ำด้วย ยังอยู่ที่เดิม

ระหว่างไปสอน ตกตอนเย็นได้ตระเวนชิมอาหารร้านดังแถวนั้นได้ 2-3 ร้าน ร้านหนึ่งชื่อ ไอซ์ เป็นร้านดั้งเดิม แต่ปรับปรุงใหม่น่านั่ง มีอาหารน่าสนใจหลายอย่าง จานหนึ่งเขาตั้งชื่อว่า ไข่ไอซ์ เป็นไข่ต้มยางมะตูม แล้วมาชุบหมูบด เกล็ดขนมปังเอาไปทอด เสิร์ฟกับน้ำปลายำ หน้าตาสวยดี ปกติเรามักจะเจอแต่ “ไข่จรกา” คือไข่เยี่ยวม้ามาหุ้มด้วยหมู เกล็ดขนมปังแบบเดียวกัน บางทีก็หุ้มด้วยทอดมัน เปลี่ยนมาเป็น “ไข่ไอซ์” ไข่ต้มยางมะตูม ดีเหมือนกันครับ ขอยืมร้านไอซ์เป็นไอเดียได้

น้ำจิ้มเขาเป็นน้ำปลายำ กับ แจ่ว ตัวน้ำปลายำกินกับไข่ต้มยางมะตูมอร่อย โดยทั่วไป เราผสมน้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลนิดหนึ่งให้รสเปรี้ยวนำ เค็มตาม พริกขี้หนูซอยเล็กๆ อย่าหนาแบบกินกับข้าวผัด แล้วซอยหอมแดงบางๆ ลงไป กินกับกุ้งเผาเพิ่มกระเทียมซอยไปด้วย เข้ากันอย่าบอกใคร บ้านใครมีมะยม ตะลิงปลิง มะดัน มะม่วงดิบ ซอยใส่ลงไปแทนมะนาว กินกับไข่ กินกับปลาทอด ปลาทู แค่คิดถึง น้ำลายสอแล้วครับ

สมัยเด็ก แม่ทำน้ำปลายำอย่างนี้ให้กินกับไข่เต่าต้ม ปัจจุบันเราไม่มีสิทธิ์กินไข่เต่าแล้ว เนื่องจากเป็นสัตว์อนุรักษ์ กินไข่เต่าติดคุกได้ครับ และไม่มีขายด้วย ไข่เต่าต้มนานแค่ไหน ไข่ขาวก็ยังเป็นวุ้น ส่วนไข่แดงจะแข็งขึ้นเรื่อยๆ คลุกข้าวกินอร่อยมันมาก

โบราณมียำไข่เต่ากับมังคุด คือต้มไข่เต่าแกะใส่จาน มังคุดแกะกลีบเล็กๆ หรือใส่ทั้งลูก ราดน้ำปลายำ กินเข้ากันจริงๆ มาสมัยหลังเมื่อไม่มีไข่เต่า เราเปลี่ยนเป็นไข่ต้มยางมะตูมแทน พอถูไถไปได้

ตำนานกินไข่เต่ากับยำมังคุดนี้ มีที่มาย้อนหลังไปได้ถึงสมัยรัชกาลที่ 1 ตำนานเล่าว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดเสวยไข่เหี้ยกับมังคุดมาก คงเอามายำอย่างนี้แหละ นัยว่าไข่เหี้ยต้มหรือปิ้งแล้วคล้ายไข่เต่า อร่อยกว่าด้วย มาคราหนึ่ง พระองค์อยากเสวยไข่เหี้ย แต่หาไม่ได้ เจ้าจอมแว่น พระสนมคนโปรดเลยคิดประดิษฐ์ ขนมไข่เหี้ย ขึ้นมาให้พระองค์เสวยแทน ขนมไข่เหี้ยคือ ขนมไข่หงส์ ในปัจจุบัน ให้ชื่อมันเพราะขึ้น ส่วนผสมคือ แป้งข้าวเหนียวห่อมันเทศ เอาไปทอดคลุกน้ำตาล เรื่องเล่ามาอย่างนี้ ไข่หงส์จะเกิดมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 จริงหรือไม่ ยกให้ตำนานไป แต่ผมว่าหน้าตาของขนมไข่หงส์ละม้ายเหมือนขนมทางจีนมากกว่า

จากยำไข่เหี้ยกับมังคุด มาเป็นยำไข่เต่า และกลายเป็น ยำไข่ต้มยางมะตูม ในที่สุด

อีกร้านถัดมาหน่อย เป็นร้านเก่าแก่เช่นกัน ร้านเรณู มีอาหารพิเศษคือ หมูอบสับปะรด กับ ผัดผักพื้นบ้าน แถมด้วยน้ำพริกกะปิแบบใสๆ ตัวผัดผักใช้ดอกผักปลังคัดเฉพาะอ่อนๆ กับยอดผักหวาน ผัดรสไม่จัด ออกจืดหน่อย พอกินกับน้ำพริกกะปิรสเปรี้ยว เค็ม หวาน เลยกินได้เพลินๆ ไม่เผ็ดให้ต้องซี้ดซ้าด ผักปลังเวลาผัดแล้วเป็นเมือกลื่นๆ ผักที่ลื่นๆ อย่าง ผักปลัง กระเจี๊ยบ ผักกูด คนเป็นโรคกระเพาะกินดี แต่อย่าเผ็ด คนถ่ายไม่ออกก็กินดี เขาบอกว่าให้กินกล้วยวันละลูกช่วยได้

ส่วนหมูอบสับปะรด ใช้กระดูกหมูอ่อนมาต้มใส่สับปะรด อมเปรี้ยวหน่อยๆ แต่ไม่หวานมาก หมูเปื่อยนุ่มจริงๆ

กลับมารีสอร์ต ผึ้ง-หวาน มีชาวต่างประเทศทำงานอยู่เยอะ มีชาวฝรั่งเศส 1 คน นอกนั้นเป็น พม่า กะเหรี่ยง และมอญ น่ารักทุกคน อาหารที่อบรมอย่างหนึ่งคือ ยำทวาย จัดเป็นยำชนิดโบร้าณโบราณ คนรุ่นไหนๆ ก็ไม่เคยชิม เคยเห็น พอเอ่ยปากไปว่า มีอาหารไทยชื่อ ยำทวาย อยู่ในโลกนี้ด้วย บรรดาแม่ครัวพ่อครัวเลยเรียกร้องอยากให้สอน ได้รู้จักกัน

ยำทวาย นั้นชื่อบอกแล้วว่ามาจากเมืองทวายของมอญ กาญจนบุรีก็ติดกับพม่า ใกล้ถิ่นเก่าของมอญ คนมอญผิวคล้ำ ตาคม อาหารเขาชอบรสเปรี้ยวนำ พวกยำ แกงคั่วส้ม ผมเคยเก็บลูกมะตาดมาทำแกงคั่วแบบมอญ รสเปรี้ยวโดยไม่ต้องใส่น้ำมะขามเปียก บริกรสาวชาวมอญของรีสอร์ตบอกอย่างเขินอายว่า พ่อแม่มาจากเมืองทวาย แต่ตัวเขาเองเกิดในไทย พ่อแม่อยู่ที่นี่ด้วย ถึงจะอยู่เมืองไทยมานาน แต่ครอบครัวของสาวมอญยังชอบทำอาหารมอญกินกัน หนึ่งในนั้นคือ ยำทวาย ซึ่งไม่เหมือน ยำทวาย ของไทย คล้ายกันบ้างเล็กน้อย

เอาของเราก่อน ยำทวายแบบไทยชาววัง ผมเคยเอามาลงไปเมื่อไม่กี่ฉบับก่อน ลองย้อนดูคร่าวๆ คือ ผักลวก มีหัวปลี มะเขือยาว ถั่วฝักยาว ถั่วงอก กะหล่ำปลี ผักบุ้ง เอามาต้มในหางกะทิ ผักนี้ไม่จำกัด อะไรที่ต้มได้ กินได้ ทำได้หมด ส่วนน้ำยำ ใช้พริกแกงคั่วมาผัดกับกะทิ แล้วปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียก น้ำตาลปี๊บให้เปรี้ยวนำ โรยงาขาวคั่ว ใส่เป็นน้ำยำกับผักต้ม กินแล้วลื่นคอมาก

ยำทวายของสาวมอญ เธอบอกว่า ไม่ได้ใส่กะทิ เอาผักมาต้มกับน้ำมะขามเปียกจางๆ ทำน้ำยำจากพริกแห้ง หอมแดง ไม่ได้ใส่เครื่องแกงอะไรมาก รสออกเปรี้ยวนำ เป็นน้ำยำราดผักต้ม โรยงาดำไม่โรยงาขาว เรียกว่าต่างจากยำทวายไทยค่อนข้างมาก เสียดายที่ไม่มีโอกาสให้สาวมอญทำยำทวายมอญให้กิน เลยไม่ได้รู้รสแบบมอญเลย

จะว่าไปแล้วเครื่องแกงของอาหารมอญไม่น่าจะต่างจากไทยพื้นบ้านมากนักคือ พริก หอม กะปิ ผมไปเจอสูตรหนึ่งในหนังสือแม่บ้านทันสมัย ฉบับโบราณแล้ว กว่า 30 ปี อาจารย์อารมณ์ มุกด์เตียร์ อาจารย์ทำอาหารท่านหนึ่งของเรา เคยไปค้นคว้ามา ได้แกงส้ม “มะรุมแกงมอญ” เครื่องเหมือนกับแกงส้มไทย ต่างกันที่ใช้กุ้งแห้งตำเป็นเนื้อแกงส้มแทนเนื้อปลาช่อนต้ม หรือ กุ้งต้ม ที่เราชินกัน

มะรุมแกงมอญ

พริกแห้งเม็ดใหญ่ 3-5 เม็ด

หอมแดงหั่น 3 ช้อนโต๊ะ

กุ้งแห้ง 1 ขีด

กะปิปิ้งไฟ 2 ช้อนชา

เกลือป่น 1 ช้อนชา

เอาพริกตัดเป็นท่อน เอาเมล็ดออก แช่น้ำให้นุ่ม แล้วตำกับเกลือให้แหลก ใส่กุ้งแห้งลงตำละเอียด ใส่หอมแดงลงตำต่อ ตามด้วยกะปิ เป็นน้ำพริกแกงส้ม (ของเราพริกจะเยอะกว่า แล้วถ้าชอบรสเผ็ดร้อนมากๆ เราเพิ่มกระชายลงไปตำด้วย แอบใส่พริกขี้หนูแห้งทั้งเม็ดอีกหลายสิบเม็ด ไม่งั้นไม่แซบ)

น้ำ 5 ถ้วย

มะรุมปอกเปลือกตัดเป็นท่อน 10 ฝัก

มะเขือเทศสีดาหั่นชิ้นพอคำ 5 ลูก

น้ำมะขามเปียกคั้นข้น 1/2 ถ้วย

น้ำปลา 3 ช้อนโต๊ะ

เทน้ำใส่หม้อ ตักน้ำพริกแกงส้มลงละลาย ใส่มะรุมลงไปได้เลย เปิดไฟ ตั้งให้เดือด ใส่มะเขือเทศ ต้มต่อจนมะรุมนุ่ม ปรุงรสด้วยน้ำมะขาม น้ำปลา รสจะออกเปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ดน้อยๆ คล่องคอดี คนไทยกิน โยนพริกขี้หนูสวนบุบลงไปสักกำมือเป็นแกงส้มพริกขี้หนูส้ม เอาให้ร้อง “ว้าว” ไปเลย

สูตรแกงส้มมอญอีกแบบหนึ่ง คราวนี้ใช้ พริกชี้ฟ้าสด และใส่พริกไทยด้วย รสชาติจะจัดจ้านขึ้นกว่าสูตรแรก ใส่กระเจี๊ยบฝักอีกชื่อคือ กระเจี๊ยบมอญ หรือ กระเจี๊ยบเขียว แล้วก็ใส่ใบกระเจี๊ยบแดง แปลว่าต้องปลูกต้นกระเจี๊ยบแดงเองถึงจะได้ใบ ไม่มีต้องปรุงรสด้วยน้ำมะขามเปียกให้เปรี้ยวแทน แกงนี้จะอมเปรี้ยว เคี้ยวกระเจี๊ยบมอญลื่นๆ คอดี

ไทยเรียกทั้ง 2 กระเจี๊ยบว่า กระเจี๊ยบคล้ายๆ กัน ที่จริงแล้วมันเป็นพืชพันธุ์คนละวงศาคณาญาติเลย กระเจี๊ยบมอญมีชื่อภาษาฝรั่งว่า okra ถิ่นกำเนิดมาไกลจากแอฟริกา ทางอเมริกาที่มีคนผิวดำไปอยู่เยอะ เลยมีแกงพื้นเมืองที่ใส่กระเจี๊ยบ ส่วนกระเจี๊ยบแดงเป็นพืชพวกชบา ภาษาฝรั่งใช้ rosella เราเอาลูกของมันมาตากแห้งทำน้ำกระเจี๊ยบเปรี้ยวจี๊ด แต่ดีต่อสุขภาพ ช่วยลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิต ลดเบาหวาน (ถ้าไม่ใส่น้ำตาล ต้องใส่พวกหญ้าหวานแทน)

แกงส้มกระเจี๊ยบ

พริกชี้ฟ้าสดหั่น 1/2 ถ้วย

พริกไทยเม็ด 1/2 ช้อนชา

เกลือ 1 ช้อนชา

กะปิปิ้งไฟ 1 ช้อนชา

หอมแดง 3 ช้อนโต๊ะ

กุ้งสด 3 ขีด

ใบกระเจี๊ยบแดง 1 ขีด

กระเจี๊ยบมอญ 3 ขีด

น้ำเปล่า 6 ถ้วย

น้ำปลา 2-3 ช้อนโต๊ะ

น้ำตาลปี๊บ 2 ช้อนโต๊ะ

น้ำมะขามเปียก 2-3 ช้อนโต๊ะ (ถ้าไม่มีใบกระเจี๊ยบ)

คล้ายๆ สูตรแรก ตำพริกไทยให้ละเอียด แล้วใส่เกลือ ใส่พริกสดลงไปตำให้แหลก ตามด้วยหอมแดง กะปิ โขลกให้ละเอียด กุ้งสดแกะเปลือก เอาแต่เนื้อใส่ลงไปโขลกด้วย (ถ้าไม่เอากุ้งสด ก็เอากุ้งไปต้มแล้วค่อยมาโขลกให้เนื้อเป็นปุย ใช้เนื้อปลาช่อน ปลาทับทิม นึ่งก็ได้)

พอตำเสร็จ เอาลงไปละลายในน้ำ ตั้งไฟ รอเดือดใส่กระเจี๊ยบมอญหั่นตูดหน่อย ถ้ายาวตัด 2 ท่อน แต่อย่าหั่นท่อนสั้นมากจะเละ ใบกระเจี๊ยบต้มไปสักพัก ให้รสเปรี้ยวของใบกระเจี๊ยบออก ชิมดูปรุงรสน้ำปลา น้ำตาลปี๊บ ถ้าไม่มีใบกระเจี๊ยบแดง ปรุงด้วยน้ำมะขามเปียกแทน

แกงนี้อมเปรี้ยว คล่องคอ ไม่เผ็ดมาก หอมพริกสด ใครชอบกลิ่นพริกแห้งเปลี่ยนเป็นพริกแห้งได้ ตัวกระเจี๊ยบมอญจะทำให้น้ำแกงลื่นๆ กินแล้วสบายท้อง ถ่ายคล่อง ไม่หวงห้องน้ำ ไม่ต้องนั่งนาน ริดสีดวงก็ไม่เป็นด้วยครับ

มัฟฟิน (Gluten-free raspberry muffins)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07060151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

เฮลท์คิทเช่น

วินดี้

มัฟฟิน (Gluten-free raspberry muffins)

เดี๋ยวค่ะเพื่อนๆ! อย่าเพิ่งเปิดข้ามหน้าไปไหนค่ะ! ก่อนอื่นขอสวัสดีคุณผู้อ่านเฮลท์คิทเช่นทุกคนก่อนเป็นอันดับแรก

เพื่อนๆ มีขนมในดวงใจไหมคะ หรือขนมที่ต้องทานเวลานึกถึงคู่กับกาแฟ วินนึกถึงมัฟฟินเค้ก ก้อนโตๆ ไส้บลูเบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่เนื้อฉ่ำๆ ที่เห็นเป็นต้องซื้อคู่กับกาแฟแก้วโปรดยามเช้าทุกที

วินเชื่อว่าหลายคนอาจยังไม่รู้ว่ามัฟฟินมีวิธีการทำ ส่วนผสม และหน้าตาแตกต่างจากคัพเค้กยังไง ดูยังไงๆ ก็เป็นขนมอบทรงถ้วยเหมือนกันอยู่ดี เรามาทำความรู้จักกับมัฟฟิน (Muffins) กันดีกว่าค่ะ

มัฟฟินเนี่ยเป็นขนมที่มักจะทำไม่หวานเท่าคัพเค้ก และไม่ตกแต่งสวยงามเท่า แต่จะเน้นเป็นการใส่ไส้ข้างใน เช่น ช็อกโกแลต บลูเบอร์รี่ กล้วย อัลมอนด์ เสียมากกว่า

โดยต้นกำเนิดอยู่ที่ประเทศอังกฤษ ในยุคแรกนั้น มัฟฟินมีลักษณะกลมแบน หรือที่เราเรียกว่า English Muffins ที่เราทานคู่กับไข่เบเนดิกต์ (Egg benedict) มื้อเช้านั่นเองแหละค่ะ พอเริ่มมีการเผยแพร่ไปในประเทศต่างๆ เช่นอเมริกา มัฟฟินก็มีการปรับเปลี่ยนสูตรจนกลายเป็นมัฟฟินลักษณะคล้ายคัพเค้กที่เราคุ้นเคยกันอย่างในปัจจุบัน

ซื้อทานมาเยอะแล้วเปิดเตาทำเองกันดีกว่าค่ะคุณขา เปลี่ยนแป้งเป็นกลูเต็นฟรีแล้วใช้กล้วยบดเพิ่มเนื้อมัฟฟินและความหอม เปลี่ยนเนยเป็นน้ำมันพืช ตามสไตล์ Health kitchen recipe เล็กน้อย ลองทำไปพร้อมๆ กันเลยนะคะ

อุ่นเตาที่ 180 องศาเซลเซียสในระหว่างเตรียมส่วนผสมเช่นเคยค่ะ

ส่วนผสม (สำหรับ 12 ท่าน)

แป้งเค้กแบบกลูเต็นฟรี 1 ? ถ้วย

แป้งข้าวกล้อง

หรือแป้งกลูเต็นฟรี 1/2 ถ้วย

น้ำตาลทรายแดง 1/2 ถ้วย

เบกกิ้งโซดา 1/2 ช้อนชา

ราสป์เบอร์รี่ 1 ถ้วย

กล้วยบด 1 ถ้วย

น้ำมันพืช 1/2 ถ้วย

ไข่ไก่ 2 ฟอง

นมอัลมอนด์

หรือนมสด สำหรับคนไม่แพ้ 1/2 ถ้วย

(ใช้นมอัลมอนด์แทนนมสดไม่ได้ทำให้เนื้อสัมผัสเกิดความแตกต่างจากการใช้นมสดนะคะ หรือใครจะใช้นมถั่วเหลืองก็ได้ค่ะ)

(แป้งเค้ก คือแป้งที่ผสมผงฟูหรือเบกกิ้งโซดาแล้วส่วนหนึ่ง)

วิธีทำ

1. อุ่นเตาอบไว้แล้วก็เตรียมถาดอบแบบหลุม ขนาดคัพตามต้องการ หรือที่เพื่อนๆ มีนะคะ แล้ววางกระดาษถ้วยเตรียมไว้ในหลุม

2. ผสมแป้ง น้ำตาล เบกกิ้งโซดา ในอ่างผสมและใส่ราสป์เบอร์รี่เข้าผสมด้วย วินใช้ราสป์เบอร์รี่แบบแช่แข็งนะคะ เพราะตอนแรกกลัวว่าตอนอบเสร็จมันจะฉ่ำเกินไป

3. ตีกล้วยบด น้ำมันพืช ไข่ไก่ และนมในอ่างผสมอีกอันหนึ่ง แล้วเทใส่อ่างผสมแห้ง ใช้ตะกร้อมือคนจนแป้งและส่วนผสมเปียกกลายเป็นเนื้อครีมเนียนเข้ากัน

4. ตักส่วนผสมลงในถ้วยคัพที่เตรียมไว้ประมาณ 3 ส่วน 4 ของถ้วย เพราะตัวแป้งมีผงฟู ตอนอบตัวมัฟฟินจะฟู พองตัวขึ้นมา ถ้าเราใส่เต็มถ้วยมันจะล้น ไม่สวยนะคะ

5. ใช้เวลาอบในเตาประมาณ 20-25 นาที หรือทดลองจิ้มด้วยไม้เสียบในเนื้อเค้ก ถ้าไม้สะอาดไม่มีเนื้อเค้กติด แสดงว่าสุกแล้วค่ะ

6. บางคนอาจจะโรยน้ำตาลก้อนก่อนอบ หรือโรยหลังอบเสร็จใหม่ๆ วินโรยหลังอบเสร็จเพราะส่วนตัวชอบทานแล้วมีกรุบๆ บนเค้กมัฟฟินนุ่มๆ ด้วย แล้วแต่ชอบเลยนะคะ

อบเสร็จใจก็ยังนึกงุนงง หอมเหมือนเค้กกล้วยหอมกลิ่นราสป์เบอร์รี่ รูปร่างหน้าตาเหมือนคัพเค้กตอนยังไม่แต่งหน้า แต่ส่วนประกอบวิธีการทำและใส่ไส้ราสป์เบอร์รี่มีผิวบนแตกๆ เป็นซิกเนเจอร์ (Signature) มัฟฟินชัดๆ

เอ้า! อบแล้ว แคปเจอร์ (Capture) คู่เมนูแก้วโปรดมาให้ดูกันหน่อยค่ะคุณผู้อ่านขา หมู่หรือจ่า เอ้ย! ได้มัฟฟินกันหรือเปล่าเอ่ย