ฉลองครบรอบ 13 ปี “Balloonie” สร้างเงินล้าน…ชวนคุณรวยด้วย “ลูกโป่ง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

เปรี้ยวปาก

โดย : นายอนุภาค ชัยชนะดารา

ฉลองครบรอบ 13 ปี “Balloonie” สร้างเงินล้าน…ชวนคุณรวยด้วย “ลูกโป่ง”

ธุรกิจลูกโป่ง ในปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นอย่างมาก ทั้งในฐานะตัวแทนการส่งความสุขที่เข้ามาสร้างสีสันให้กับงานต่างๆ อาทิเช่น งานอีเว้นต์, งานรับปริญญา, งานวันเกิด และงานสำคัญอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมสร้างกระแสความนิยมให้กับทุกคนทุกชนชั้น ไม่ว่าจะเป็น ดารา, ศิลปิน, นักศึกษา, พนักงานออฟฟิศ ฯลฯ ซึ่งต้องบอกว่า เป็นเทรนด์ของขวัญแทนใจที่ใครๆ ก็นิยมในยุคนี้เลยทีเดียว

และถ้าจะให้พูดถึงบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับลูกโป่งที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และเป็นที่รู้จักมายาวนานมากกว่า 10 ปี ชื่อของ Balloonie (บอลลูนนี่) ย่อมผุดขึ้นมาอยู่ในใจของใครหลายๆ คนอย่างแน่นอน

จากเด็กหนุ่มที่มีเงินทุนเพียง 2,000 บาท พกพาความฝันช่วงวัยเยาว์ ด้วยความหวังเล็กๆ ของเด็กน้อยที่ต้องยืนรอรับลูกโป่งจากพี่ตัวตลก มาจนถึงวันนี้ หนุ่มนักคิดนักสร้างสรรค์อย่าง อาจารย์รุ่งโรจน์ สุวรรณธาดา หรือ อาจารย์เป็นต่อ ผู้ก่อตั้ง บริษัท บางกอกบอลลูน และเว็บที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการสอนบิดลูกโป่งชั้นนำ อย่าง Balloonie (บอลลูนนี่) ที่วันนี้ก้าวเข้าสู่ปีที่ 13 อย่างภาคภูมิเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาวงการบิดลูกโป่งให้เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น โดยการหยุดพักการเรียนการสอนในคอร์สบิดลูกโป่ง เป็นระยะเวลาถึง 2 ปีเต็มเลยทีเดียว!!

ประกาศพักสอน 2 ปี!!

พร้อมมุ่งพัฒนาวงการ “ลูกโป่ง” ในอนาคต…

ถือว่าเป็นทั้งข่าวที่น่ายินดี และน่าเสียดายในเวลาเดียวกัน เมื่อ อาจารย์เป็นต่อ ได้แจ้งกับทีมงานของพวกเราว่า จะงดการสอนคอร์สเรียนบิดลูกโป่งของ Balloonie และ มติชน อคาเดมี เป็นระยะเวลา 2 ปีเต็มๆ หลังสิ้นสุดการเรียนการสอนในคอร์สช่วงเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่จะถึงนี้

“ที่ผ่านมากว่า 13 ปีเต็ม Balloonie ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในสถาบันการเรียนการสอนศิลปะการบิดลูกโป่งอย่างยาวนาน พอถึงจุดหนึ่งผมก็ค้นพบว่า ผู้เรียนบางคนที่ตั้งใจมาเรียนกับเรา ได้ห่างหายไปจากวงการบิดลูกโป่ง ส่วนหนึ่งมาจากหลายสาเหตุ เช่น ไม่มีงบประมาณในการลงทุน, การพัฒนาศักยภาพในเรื่องลูกโป่งไม่ต่อเนื่อง และอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ผมเกิดความรู้สึกเสียดายความรู้ และศักยภาพของผู้เรียนหลายๆ คน จึงเกิดแนวคิดที่จะหันกลับมาพัฒนาผู้เรียนเก่าๆ ที่ผ่านมาของเรา ได้กลับมาเรียนรู้เทคนิคใหม่ๆ โดยผมตั้งใจว่า จะเปิดเป็นคอร์สเทรนนิ่งเล็กๆ ให้ลูกศิษย์เก่าได้เข้ามาเรียนกัน ซึ่งจุดนี้ผมจะสอนและพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ เกี่ยวกับลูกโป่งให้ผู้เรียนทุกคน จากความรู้และประสบการณ์ทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงความรู้ต่างๆ ของผมที่สั่งสมมา ก็จะนำมาช่วยเหลือในช่วงระยะเวลา 2 ปีหลังจากนี้ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายกับผู้เรียนเลย แต่อาจจะมีแค่วัสดุ-อุปกรณ์เล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่สูงมากนัก โดยความมุ่งหวังในอนาคตของผมก็คือ ให้ลูกศิษย์เหล่านี้สามารถก้าวไปสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจในอนาคตให้ได้ และกลับมาช่วยกันพัฒนาวงการบิดลูกโป่งในเมืองไทยในอนาคตอีกด้วย” อาจารย์เป็นต่อ กล่าว

เตรียมเปิดคอร์ส

“รวยเงินล้านด้วยลูกโป่ง” ทิ้งทวนปี 2558

อาจารย์เป็นต่อ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับในช่วงเดือนตุลาคมนี้ ถือเป็นขวบปีที่สำคัญของ Balloonie เป็นอย่างมาก เพราะช่วงเวลาที่ผ่านมาเราได้มีการเปิดอบรมที่สถาบันมายาวนานกว่า 13 ปีเต็มแล้ว รวมถึงพันธกิจกับ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ที่เราได้มีโอกาสเข้าไปมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนกว่า 6 ปี มีลูกศิษย์ลูกหามากกว่า 2,000 คน ซึ่งจุดนี้การันตีได้ว่าเราประสบความสำเร็จในสายธุรกิจเกี่ยวกับ “ลูกโป่ง” อยู่ในระดับที่ดีพอสมควรเลยทีเดียว แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมองว่า ยังขาดหายไปก็คือ การนำไปต่อยอด และการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนที่ขาดตอน จึงทำให้ผมเกิดความมุ่งมั่นที่จะกลับมาคิดแนวทางที่จะพัฒนาศักยภาพให้กับลูกศิษย์ และสร้างแนวทางให้กับทุกๆ คนได้มีโอกาสก้าวเข้าสู่การทำธุรกิจเกี่ยวกับลูกโป่งในอนาคตอีกด้วย

คอร์สเรียนพิเศษครั้งนี้ เป็นการตอบแทนผู้เรียนทุกคนที่ได้ให้การตอบรับ Balloonie ทั้งในฐานะผู้เรียน และผู้อุปการคุณผลิตภัณฑ์ของเรามาโดยตลอด ทาง Balloonie จึงได้จับมือ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) เปิดคอร์สเรียนเชิงธุรกิจ รวยเงินล้านด้วยลูกโป่ง โดยมุ่งเน้นไปที่การเรียนการสอนแบบมืออาชีพจริงๆ พร้อมมุ่งเน้นการต่อยอดทางธุรกิจแบบเต็มตัว ซึ่งคอร์สนี้ต้องบอกเลยว่าจัดเต็มทุกอย่างจริงๆ ตั้งแต่อุปกรณ์ที่เราให้ฟรี ได้แก่ ลูกโป่งกลม 12 นิ้ว สีมุก 1,000 ใบ, ลูกโป่งกลม 6 นิ้ว สีมุก 1,000 ใบ, ลูกโป่งกลม 10 นิ้ว สีธรรมดา 1,000 ใบ, ลูกโป่งกลม 6 นิ้ว สีธรรมดา 1,000 ใบ, ลูกโป่ง BKK 140 (ไส้ไก่) 600 ใบ, ลูกโป่ง BKK 255 (ไส้เป็ด) 600 ใบ, กระบอกสูบมือ 2 กระบอก, ริบบิ้นสีธรรมดา 500 หลา 10 ม้วน, ริบบิ้นสีมุก 500 หลา 10 ม้วน, เจลสำหรับใส่ในลูกโป่ง Thai Float, เครื่องสูบลมไฟฟ้า (ลูกโป่งกลม) 1 เครื่อง, ถังบรรจุก๊าซ Helium (ไม่ติดไฟ) ขนาดใหญ่ 7 คิว, หัวปรับแรงดัน Conwin ของแท้ USA, หนังสือบิดลูกโป่งมหัศจรรย์ 1 เล่ม, หนังสือตกแต่งสถานที่ด้วยลูกโป่ง 1 เล่ม ต้องบอกเลยว่าแค่ชุดอุปกรณ์ทั้งหมดในคอร์สนี้ ก็สามารถนำไปต่อยอดเปิดร้านลูกโป่งขนาดเล็กๆ ได้ไม่ยากแล้ว ประกอบกับการเรียนการสอนที่เข้มข้นทั้ง 3 วัน ที่ผู้เรียนทุกท่านจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาคทฤษฎี และปฏิบัติ โดยวันแรกผู้เรียนทุกคนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการบิดดัดลูกโป่งรูปแบบต่างๆ ต่อมาในวันที่สอง เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดสถานที่และตกแต่งด้วยลูกโป่ง ปิดท้ายในวันที่สาม เรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ อาทิเช่น การจัดช่อดอกไม้ด้วยลูกโป่ง, และเทคนิคการบิดลูกโป่งปลีกย่อยอื่นๆ อีกมากมาย พร้อมเรียนแนวทางการทำธุรกิจ และแนวคิดในด้านการตลาดจากอาจารย์เป็นต่อ ซึ่งผู้เรียนทุกคนจะได้เรียนรู้อย่างเต็มที่ และพูดได้เต็มปากว่า คอร์สเรียนนี้-ไม่มีค่าสอน-ซื้ออุปกรณ์-ก็เปิดร้านได้ทันที สำหรับคนที่อยากเรียนรู้ และทำธุรกิจเกี่ยวกับลูกโป่งกับ อาจารย์รุ่งโรจน์ สุวรรณธาดา หรือ อาจารย์เป็นต่อ ก็ไม่ควรพลาดโดยประการทั้งปวง

“ความสำเร็จของผมเองน่าจะเป็นแรงบันดาลใจให้กับอีกหลายๆ คน เพราะเริ่มต้นผมก็มีเงินทุนแค่ 2,000 บาทเท่านั้น จากความชอบลูกโป่งเป็นทุนเดิม ลองหัดบิด ดัดลูกโป่ง เพื่อความเพลิดเพลิน รู้จักฝึกฝน และมองหาโอกาส จนกระทั่งได้รับโอกาส และก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของธุรกิจ Balloonie ในปัจจุบัน ต้องบอกว่า ความฝันของผมมาไกลมาก และแน่นอนว่า ผมเองก็อยากจะให้ผู้เรียนทุกคนทำตามความฝันได้เหมือนกับที่ผมทำได้เช่นกัน” อาจารย์เป็นต่อ กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจอยากอบรมในคอร์สอบรมเชิงธุรกิจสุดพิเศษอย่าง รวยเงินล้านด้วยลูกโป่ง กับ อาจารย์รุ่งโรจน์ สุวรรณธาดา หรือ อาจารย์เป็นต่อ ผู้ก่อตั้ง บริษัท บางกอกบอลลูน และเว็บไซต์ Balloonie (บอลลูนนี่) ในวันที่ 20-22 พฤศจิกายน 2558 นี้ สมัครเรียนก่อนวันที่ 31 ตุลาคม 2558 รับส่วนลดพิเศษ 30 เปอร์เซ็นต์ จากราคา 85,000 บาท เหลือเพียง 58,850 บาทเท่านั้น!! สำหรับท่านที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือจะเข้าไปดูเพิ่มเติมที่ http://www.matichonacademy.com หรือ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

กล้วยเล็บมือนางแปรรูป “บ้านครูแอ๋ว” ช็อกโกบานาน่า ถูกใจคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

กล้วยเล็บมือนางแปรรูป “บ้านครูแอ๋ว” ช็อกโกบานาน่า ถูกใจคนรุ่นใหม่

พูดถึงกล้วยเล็บมือนาง เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ลิ้มชิมรสกันมาบ้างแล้ว ทั้งที่เป็นแบบธรรมชาติและแปรรูปในหลากหลายรสชาติ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่าแหล่งใหญ่ในการปลูกกล้วยเล็บมือนางที่รสชาติดีอยู่ที่จังหวัดชุมพร และเมื่อไม่นานมานี้ทาง กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ จีไอ (Geographical Indication หรือ GI) ให้กับกล้วยเล็บมือนางชุมพร โดยระบุว่า กล้วยเล็บมือนางชุมพรลักษณะพิเศษคือ ผลเล็ก ปลายผลเรียว เรียงติดกันคล้ายนิ้วมือ ผลและเนื้อมีสีเหลืองทอง เปลือกบาง เนื้อนุ่ม รสหวาน มีกลิ่นหอม ส่วนกล้วยเล็บมือนางชุมพรอบแห้ง เนื้อกล้วยมีสีน้ำตาลนุ่มเหนียวและไม่แห้งจนเกินไป รสชาติหวาน สามารถปลูกและผลิตในพื้นที่จังหวัดชุมพร

เป็นหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ฯ

วันก่อนได้มีโอกาสสนทนากับ “คุณรัชนี อุ้ยนอง” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ครูแอ๋ว” เจ้าของร้านบ้านครูแอ๋ว อยู่ตรงบริเวณศาลพ่อตาหินช้าง ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร อันเป็นแหล่งจำหน่ายกล้วยเล็บมือนางใหญ่อีกแห่งของชุมพร ใครผ่านไปผ่านมาถนนเส้นนี้มักจะแวะซื้อติดไม้ติดมือกลับไป

ในบรรดาร้านรวงแถวศาลพ่อตาหินช้างถือว่าร้านบ้านครูแอ๋วเป็นเจ้าแรกๆ ที่นำกล้วยเล็บมือนางมาแปรรูปขายเกือบ 20 ปีมาแล้ว ซึ่งสมัยก่อนอาจจะมีแค่ขายกล้วยเล็บมือนางอบแห้งเท่านั้น แต่ปัจจุบัน มีการนำมาแปรรูปหลายแบบเพื่อให้ถูกใจลูกค้าทุกเพศทุกวัย อาทิ กล้วยเล็บมือนางเคลือบช็อกโกแลต หรือช็อกโกบานาน่า กล้วยกรอบปรุงรส กล้วยเล็บมือนางทองม้วนกรอบ คุกกี้กล้วยเล็บมือนาง โดยนอกจากจะมีรสชาติอร่อยถูกปากผู้บริโภคแล้ว แพ็กเกจจิ้งยังสวยงาม ทันสมัยอีกด้วย เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เข้ามาอบรมให้ความรู้ต่างๆ ในเรื่องการแปรรูปและแพ็กเกจจิ้ง เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร

ครูแอ๋ว เล่าว่า บริเวณศาลพ่อตาหินช้างเป็นแหล่งจำหน่ายกล้วยเล็บมือนางของจังหวัดชุมพร ซึ่งทำกันมานานแล้วเหมือนเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่นี่ แต่มักมีปัญหาเรื่องการเก็บรักษา การผลิตไม่ได้มาตรฐาน เมื่อปี 2556 ทาง วศ. โดย อาจารย์วรรณดี มหรรณพกุล หัวหน้าทีมวิจัยของ วศ. ได้เข้ามาส่งเสริม แนะนำ และถ่ายทอดเทคโนโลยี ทำให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มดีขึ้นและได้มาตรฐานต่างๆ มีการส่งเสริมแปรรูปกล้วยเล็บมือนางให้เป็นผลิตภัณฑ์หลายอย่าง ซึ่งบางอย่างคิดขึ้นใหม่ บางอย่างก็ต่อยอดจากของเดิม

อย่างเช่นกล้วยอบชุบแป้งทอด เดิมทำอยู่แล้ว แต่ทาง วศ. ได้แนะนำให้ทำแป้งจากกล้วยเล็บมือนาง คือเมื่อก่อนใช้แป้งอเนกประสงค์ อย่างแป้งมัน แป้งหมี่ เป็นส่วนผสม ทำแล้วรสชาติแข็งกระด้าง แต่พอ วศ. ไปถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ทำแป้งกล้วย แล้วนำแป้งกล้วยนั้นมาผสม ปรากฏว่ารสชาติดีขึ้น โดยใช้แป้งกล้วยผสมประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์

ได้โอท็อป 4 ดาว

ครูแอ๋ว อธิบายถึงการทำแป้งกล้วยว่า เริ่มจากการนำกล้วยดิบมาทำ พอปอกเสร็จก็สไลซ์ให้เป็นแผ่นบางๆ แต่ไม่เอาไส้ เพราะไส้เป็นเม็ด จากนั้นนำเนื้อไปอบในตู้พลังงาน หรือไปอบในตู้ลมร้อนก็ได้ เมื่ออบแล้วสังเกตดูว่ากรอบแล้วให้นำมาบด โดยใช้เครื่องปั่นหรือเครื่องบด จากนั้นเอามาร่อนให้แป้งละเอียด แล้วไปผสมกับแป้งอื่นที่เป็นส่วนผสมอยู่แล้ว

ใครที่เคยได้รับประทานกล้วยอบชุบแป้งทอดสูตรของครูแอ๋วต่างติดอกติดใจกันเป็นแถว ซึ่งขายมาหลายปีแล้ว เวลาไปขายตามงาน หรือไปช่วยในงานกุศลต่างๆ ลูกค้าชื่นชอบกันอย่างมาก เรียกว่าทอดกันไม่ทันเลย ซึ่งพอทอดเสร็จแล้วจะมีการอบไล่น้ำมันอีกครั้งหนึ่งด้วย นับเป็นสินค้าที่ขายดีมาก

ครูแอ๋ว บอกว่า กล้วยเล็บมือนางแปรรูปอีกอย่างที่ทาง วศ. มาช่วยแนะนำคือ ช็อกโกบานาน่า โดยให้นำทุเรียนชิ้นเล็กๆ มาเพิ่มความอร่อย จึงได้นำทุเรียนอบกรอบชิ้นเล็กๆ ที่ไม่มีราคาอะไรมาใส่ ส่วนกล้วยก็เลือกที่ผิวไม่สวยมาทำ ปรากฏว่ารสชาติดี และเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ส่งเข้าประกวดโอท็อปก็ได้ 4 ดาว โดยกล้วยเล็บมือนางเคลือบช็อกโกแลตขายกล่องละ 150 บาท มี 4 ชิ้น น้ำหนัก 600 กรัม

ช็อกโกบานาน่านับว่าถูกใจบรรดาคนรุ่นใหม่ ซึ่งมักชอบรับประทานช็อกโกแลตกันอยู่แล้ว แต่เท่าที่สังเกตดูคนรุ่นเก่าก็ยังชอบกล้วยเล็บมือนางอบ

สำหรับกำลังผลิตของร้านบ้านครูแอ๋วนั้น วันหนึ่งสามารถอบกล้วยได้วันละ 40-50 กิโลกรัม โดยกล้วยเล็บมือนางอบแห้งเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุด ถ้าเป็นเกรดเอ ขายกิโลกรัมละ 120 บาท เกรดรองลงมา ขายกิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนที่ขายดีรองลงมาเป็นกล้วยกรอบปรุงรส ซึ่งมีหลายรสชาติ ทั้งรสเค็ม รสหวาน ส่วนถ้าเป็นรสบาร์บีคิว ต้มยำ หรือรสอื่นๆ จะทำตามที่ลูกค้าสั่ง และกล้วยเคลือบช็อกโกแลต

ที่ผ่านมา ปัญหาอย่างหนึ่งของการแปรรูปกล้วยเล็บมือนางคือ กล้วยอบธรรมดาทั่วไปจะมีสีดำคล้ำ แต่ทาง วศ. ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ ด้วยการแนะให้นำกล้วยไปล้างน้ำเกลือก่อนจะเข้าตู้อบ พร้อมกันนั้นยังได้แนะนำในเรื่องแพ็กเกจจิ้งว่า ถ้าบรรจุแล้วโดนแสง สีของกล้วยก็จะเปลี่ยนไป ดังนั้น ควรใส่ถุงฟอยล์สี เพื่อช่วยในการยืดอายุสีกล้วยให้คงทน

หน้าแล้งกล้วยขาดแคลน

ครูแอ๋ว บอกด้วยว่า ปัญหาอีกอย่างที่เจอคือ ช่วงหน้าแล้งกล้วยจะมีจำนวนน้อยกว่าปกติ เพราะการปลูกกล้วยขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ โดยในหน้าฝนขายกันแบบชั่งทั้งเครือ ตกกิโลกรัมละ 5-6 บาท แต่พอถึงหน้าแล้งขายกันกิโลกรัมละ 7-9 บาท ดังนั้น เพื่อให้กล้วยมีพอเพียงจะมีการปลูกแซมในสวนยางพาราและสวนปาล์ม

ทั้งนี้ ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีของ วศ. ได้ทำแบบครบวงจร เนื่องจากรับรู้ปัญหาอยู่แล้วว่า กลุ่มผู้ผลิตในระดับชุมชนยังขาดประสบการณ์ด้านการจัดการ การตลาด และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ซึ่งที่ผ่านมา นอกจากจะแนะนำเรื่องการผลิตให้มีจุดขายเพื่อดึงดูดให้คนรุ่นใหม่หันมาบริโภคแล้ว ยังให้ข้อมูลในเรื่องของการขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) และการขอการรับรองมาตรฐาน การพัฒนาคุณภาพสินค้ากล้วยเล็บมือนางแปรรูป การพัฒนาคุณภาพบรรจุภัณฑ์กล้วยเล็บมือนางแปรรูป มาตรฐานการผลิตขั้นต้น (Primary GMP) และ เครื่องหมาย อย. รวมถึงความรู้เรื่องอายุการเก็บผลิตภัณฑ์ พร้อมกันนั้นยังได้ช่วยเหลือสนับสนุนในการหาตลาดอีกด้วย

ปัจจุบัน ร้านบ้านครูแอ๋ว ใช่แต่จะเป็นร้านหนึ่งที่มีลูกค้ามาอุดหนุนเป็นประจำเท่านั้น แต่ที่นี่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ถือเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องการแปรรูปกล้วยเล็บมือนางที่มีกลุ่มต่างๆ จากทั้งในจังหวัดชุมพรและที่อื่นมาศึกษาดูงานเกี่ยวกับการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาในจังหวัดชุมพร ซึ่งจะมีการสาธิตการผลิตให้ดูกันสดๆ ขณะเดียวกัน จะได้ชิมกล้วยเล็บมือนางแปรรูป อย่างกล้วยเล็บมือนางอบเคลือบช็อกโกแลต หรือกล้วยเล็บมือนางอบชุบแป้งทอด

อ่านถึงตรงนี้ใครที่อยากรับประทานกล้วยเล็บมืองนางแปรรูปบ้านครูแอ๋ว สามารถหาซื้อที่ได้ที่ ดิ โอลด์สยาม ตลาดไท ร้านเฮนเบเกอรี่ที่จังหวัดยะลา และที่ศูนย์โอท็อปของเทศบาลชุมพร และหากกลุ่มแม่บ้านหรือผู้สนใจทั่วไป อยากจะไปชมการผลิต โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ (081) 477-0053

“Company B” สวรรค์ของคนรักเนื้อ ธุรกิจอดีตนักร้อง “โต ซิลลี่ ฟูลส์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

อาชีพคนดัง

ดวงกมล

“Company B” สวรรค์ของคนรักเนื้อ ธุรกิจอดีตนักร้อง “โต ซิลลี่ ฟูลส์”

ความพิเศษของเนื้อวัว Company B อดีตนักร้องดัง เผยว่า ใช้วิธี Dry Age บ่มเนื้อนาน 30 วัน ในห้องเย็นขนาดใหญ่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ ประมาณ 0-4 องศาเซลเซียส เช็กเนื้อตลอดทุกๆ 2 ชั่วโมง ระยะเวลาการบ่มเนื้อดังกล่าวถูกคิดค้นจากทีมงานแล้วว่า ทั้งกลิ่น และ Texture หรือเนื้อสัมผัสนุ่มและเข้มข้นเหมาะกับลิ้นของคนไทยมากที่สุด

หลายคนยังไม่รู้จักกรรมวิธีการบ่มเนื้อสัตว์ หรือ “Dry Age” นิตยสารเส้นทางเศรษฐี ขออธิบายเข้าใจกันง่ายๆ “Dry Age” คือการนำเนื้อสัตว์ชนิดใดก็ได้มาแขวนไว้ในห้องเย็น หรือตู้เย็นขนาดใหญ่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ ประมาณ 0-4 องศาเซลเซียส อย่างน้อยเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ วิธีการนี้จะช่วยเพิ่มความเข้มข้นของเนื้อ เนื่องจากน้ำที่อยู่ภายในเนื้อได้ระเหยออกไป เอนไซม์ในเนื้อตามธรรมชาติจะสลายเยื่อกล้ามเนื้อ และพังผืดทำให้เนื้อคงไว้แต่เพียงความนุ่ม สีสันสวยงาม เมื่อนำมาปรุงอาหารจะมีรสชาติและกลิ่นที่เฉพาะตัว ซึ่งวิธีดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูง ใช้เวลานานกว่าเนื้อจะขายได้ ฉะนั้น เนื้อประเภทนี้จึงมีเพียงนำเข้า

แต่ทว่า ปัจจุบันในประเทศไทยมีคนนำวิธีการบ่มเนื้อดังกล่าวมาใช้กับวัวสัญชาติไทย นับเป็นเจ้าแรกในประเทศก็ว่าได้ คนคนนั้นก็คือ อดีตนักร้องนำวง ซิลลี่ ฟูลส์ คุณวีรชน ศรัทธายิ่ง หรือ คุณโต ชายหนุ่มวัย 40 ปีต้นๆ ผู้เขย่าวงการคนรักเนื้อ พร้อมท้าให้ลิ้มลองกันแล้ว

ศึกษา “เนื้อวัว” จริงจัง

ทุ่มสุดตัวทำธุรกิจ

คุณโต เผยว่า หลังแขวนไมค์แล้วหันไปทำประโยชน์ให้กับสังคม พร้อมๆ กับเผยแผ่ศาสนาอิสลาม เมื่อ 2 ปีที่แล้วเริ่มต้นทำธุรกิจเนื้อวัว “Dry Age” ภายใต้แบรนด์ “Company B” โดยมีหุ้นส่วน คุณนภศูล รามบุตร หรือ คุณตาล เป็นอดีตนายธนาคาร

คุณโต ขยายความเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวชอบทานเนื้อ โดยเฉพาะเนื้อวัว เมนูที่ชอบคือ “สเต๊ก” แต่ทว่าเนื้อวัวดีๆ ค่อนข้างหายาก ไปจ่ายตลาดทีไรมักเจอแต่เนื้อเหนียวๆ ครั้งหนึ่งเคยไปทานผัดกะเพราเนื้อที่ออสเตรเลีย รู้สึกอร่อยมากจำได้ไม่ลืม นั่นเป็นเพราะใช้เนื้อคุณภาพดี ปรุงเป็นเมนูอะไรก็อร่อย

จากความชอบทานเนื้อ เป็นเหตุผลให้คุณโตทำเป็นธุรกิจ ชายหนุ่ม บอกว่า ภายหลังที่เลิกทำงานในวงการบันเทิง ก็หันมาศึกษาเรื่องเนื้อวัว อยากจะ setup ฟาร์มวัว ทำอะไรที่เกี่ยวกับเนื้อวัวอย่างจริงจังเก็บข้อมูลอยู่นาน 2 ปี กระทั่งเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว (ต้นปี 2558) ธุรกิจก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างใช้เงินลงทุนไปนับสิบล้านบาท

“ฟาร์มวัว เป็นโปรเจ็กต์ที่ใหญ่เกินไป ผมเลยหันมาสร้างโรงงานขนาด 300 ตารางวา ประกอบด้วย ห้องเย็นไว้ชำแหละวัว สร้างโรงบ่มเนื้อ และห้องแพ็กเกจจิ้ง เลือกใช้วัวนมรับจากจังหวัดสระบุรี ภายใต้ชื่อแบรนด์สินค้าว่า Company B ตัว B ของ Company B นั้นเป็นตัวย่อมาจากคำว่า Barakah มีความหมายว่า พระพรในภาษาอาหรับ”

พิถีพิถัน ใส่ใจสุดๆ

มีทั้งวัว และแกะ

สำหรับความพิเศษของเนื้อวัว Company B อดีตนักร้องดัง เผยว่า ใช้วิธี Dry Age บ่มเนื้อนาน 30 วัน ในห้องเย็นขนาดใหญ่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ ประมาณ 0-4 องศาเซลเซียส เช็กเนื้อตลอดทุกๆ 2 ชั่วโมง ระยะเวลาการบ่มเนื้อดังกล่าวถูกคิดค้นจากทีมงานแล้วว่า ทั้งกลิ่น และ Texture หรือเนื้อสัมผัสนุ่มและเข้มข้นเหมาะกับลิ้นของคนไทยมากที่สุด เพราะเนื้อยิ่งบ่มนาน ยิ่งมีกลิ่นและเนื้อสัมผัสที่เฉพาะตัวเหมือนชีส ซึ่งเนื้อวัว 1 กิโลกรัม หลังจากบ่มแล้วจะเหลือเพียงครึ่งกิโลกรัมเท่านั้น

ในส่วนของเนื้อวัวที่คุณโตเลือกใช้ เขาใช้ 3 ส่วน ได้แก่ “เนื้อสันนอก” ค่อนข้างจะเหมาะกับคนที่ชอบเนื้อที่ไขมันน้อย รสชาติเข้มข้น ต่อมา “เนื้อสันใน” เนื้อบริเวณนี้มีความนุ่ม รสละมุน และไขมันน้อย ส่วนสุดท้ายก็คือ “ริบอาย” Rib Eye เนื้อนุ่ม มีไขมันแทรกเข้าไปทุกอณูของเนื้อ แต่ละวันเชือดวัววันละ 7 ตัว หรือราว 1.5 ตัน หลังจากบ่มแล้วเหลือจำหน่ายเพียง 100 กิโลกรัม ราคาขายเริ่มต้นกิโลกรัมละ 850-1,300 บาท ส่วนที่ไม่ใช้จะส่งขายให้รายย่อย และนอกจากเนื้อวัวแล้วยังมีเนื้อลูกแกะ Dry Age บ่มนาน 5-7 วัน จำหน่ายอีกด้วย

ด้านสเปกวัวที่เจ้าของกิจการเลือกใช้ เขาใช้วัวนมอายุ 5 ปีขึ้นไป ชนิดว่ายิ่งแก่ยิ่งดี ส่วนลูกแกะอายุ 4 เดือนเพิ่งหย่านมแม่ไม่มีกลิ่นสาบ รับจากภาคกลาง และกว่าจะมาเป็นเนื้อคุณภาพ ของ “Company B” คุณโตและเหล่าทีมงานเคยเจ๊ง ทำเนื้อวัวเสีย เน่าไปประมาณ 60 ตัว กว่าจะค้นพบวิธีการควบคุมเนื้อดังกล่าว

ปรุงเมนูอะไรก็อร่อย

ลูกค้าติดใจ ไม่พอขาย

สำหรับกลุ่มลูกค้า ชายหนุ่ม บอกว่า ตอนแรกตั้งเป้าขายลูกค้าต่างชาติ นักท่องเที่ยว แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศ เปลี่ยนแนวคิดใหม่หันมาสนใจตลาดคนไทย กลุ่มมีกำลังซื้อสูง ช่องทางจำหน่ายเปิดหน้าร้านในแผนก Butchery ของ Gourmet Market ศูนย์การค้าสยามพารากอน ส่งตามร้านอาหาร และกระจายสินค้าผ่านดีลเลอร์ไปต่างจังหวัด ราว 10 ราย

“ผมเชื่อว่า เนื้อที่ดีทำอาหารเมนูอะไรก็อร่อย ลูกค้าที่ซื้อไปปรุงเมนูได้หลากหลายมาก อาทิ สเต๊ก ย่างเกลือ ทำอาหารญี่ปุ่น ลาบ น้ำตก แฮมเบอร์เกอร์ เนื้อบด ผัดกะเพรา สปาเกตตี ฯลฯ บางคนกินสดๆ เลยก็มี”

การที่คุณโตศึกษาเรื่องเนื้อเยอะมาก เขาระบุว่า ตั้งใจทำธุรกิจนี้ให้ดีที่สุด ทำในสิ่งที่รักโดยอยู่ภายใต้จรรยาบรรณและอุดมการณ์ ไม่ยึดติดตัวเงิน ทำสินค้าคุณภาพดีเสมอต้นเสมอปลาย ใช้ใจมัดลูกค้า เพราะการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ รอฟลุกคงลำบาก

“ผมหวังว่า เนื้อวัวของ Company B คุณภาพและรสชาติสามารถสู้เนื้อนำเข้าจากต่างประเทศได้แน่ๆ เพราะกว่าเนื้อจากเมืองนอกจะนำเข้ามา ใช้เวลานาน พอเก็บนานเป็นไปได้ที่เนื้อก็จะไม่สด รสชาติยังไงก็ต้องลดลง”

ใครอยากลองทานเนื้อบ่ม ไปชิมกันที่แผนก Butchery ของ Gourmet Market ศูนย์การค้าสยามพารากอน ติดตามข้อมูลของร้าน http://www.facebook.com/pages/Company-B หรือ http://www.companyb.co.th

แจกันดอกหงอนไก่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07071151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

ช่างคิดช่างทำ

กิ่งกมล เพชรพิมล

แจกันดอกหงอนไก่

วันนี้เราจะจัดชิ้นงานโดยนำดอกหงอนไก่ ดอกไม้ธรรมดาๆ ที่ไม่ค่อยได้นำมาอวดโฉมกันบ่อยๆ นักนะคะ

อุปกรณ์

1. ดอกหงอนไก่

2. ดอกมัมสีเขียว

3. ใบกำแพงเงิน

4. ใบเล็บครุฑผักชี

5. แจกัน/ฟลอร่าโฟม

6. สร้อยลูกปัด

ขั้นตอนการทำ

1. เริ่มด้วยการนำฟลอร่าโฟมใส่ในแจกันให้แน่น จากนั้นนำใบกำแพงเงินมาปักในแจกัน โดยปักใบกำแพงเงินให้มีลักษณะโค้งให้มีความสูงต่ำของความโค้งและระยะห่างพอเหมาะสม

2. จากนั้นนำดอกหงอนไก่สีบานเย็น ปักที่ชิ้นงาน 4 ดอก

3. นำดอกมัมสีเขียว ปักระหว่างช่องว่างของชิ้นงาน เพื่อปิดฐานฟลอร่าโฟมด้วยค่ะ

4. จากนั้นประดับชิ้นงานเพิ่มด้วยใบเล็บครุฑรอบๆ ชิ้นงาน พร้อมกับนำสร้อยลูกปัดสีทองประดับที่ชิ้นงาน โดยนำมาโค้งไปตามใบของใบกำแพงเงินค่ะ

เพียงเท่านี้ เราก็จะได้แจกันดอกไม้สีสดใสโดยใช้ดอกหงอนไก่เป็นหลักในการจัดชิ้นงานค่ะ

เกร็ดเล็กๆ เกี่ยวกับดอกหงอนไก่ค่ะ

ดอกหงอนไก่ ดอกไม้ที่มีสีสันสดใส มีหลากหลายสี ทั้งส้ม เหลือง แดง บานเย็น ฯลฯ นอกจากสีสันจะสดใสแล้ว ดอกหงอนไก่ยังมีอายุยาวนานแม้จะตัดดอกแล้ว และสีที่สดใสของมันยังไม่เปลี่ยนด้วยค่ะ นอกจากนั้น ในหนังสือประมวลสรรพคุณยาไทย ยังได้กล่าวถึงสรรพคุณด้านยาของดอกหงอนไก่เอาไว้อีกด้วยนะคะ ดอกไม้ที่มีประโยชน์หลายด้านเช่นนี้ จะปลูกประดับไว้ที่บ้านในวันว่างๆ บ้างก็ดีนะคะ

ยักษ์ค้าปลีกปักหมุด 4 มุมเมือง ผุดอภิโปรเจ็กต์รอท่ารถไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07074151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

เล็งทำเลธุรกิจ

Penny

ยักษ์ค้าปลีกปักหมุด 4 มุมเมือง ผุดอภิโปรเจ็กต์รอท่ารถไฟฟ้า

เมื่อเส้นทางแมสทรานซิต หรือระบบขนส่งมวลชนของรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ เริ่มชัดเจนมากขึ้น เพราะมีการทยอยก่อสร้างและจะแล้วเสร็จหลายสาย อานิสงส์ความชัดเจนดังกล่าว ได้ส่งผลต่อการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างมาก ทั้งที่อยู่อาศัยและการพัฒนาศูนย์ค้าปลีก โดยเฉพาะในย่านขอบเมืองหรือชานเมือง (Uptown)

จากที่ก่อนหน้านี้ยักษ์ค้าปลีกขนาดใหญ่จะเน้นปั้นค้าปลีกในเมืองเป็นหลัก แต่ปัจจุบันการบุกไปนอกเมืองหรือ “Uptown” นับว่าเป็นทำเลใหม่ที่กำลังสร้างความน่าตื่นเต้นในวงการ สะท้อนให้เห็นถึงสงครามสร้างแลนด์มาร์กบนทำเลทองแห่งใหม่ๆ ของเหล่ายักษ์ค้าปลีก

คุณอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน การขยายตัวของค้าปลีกขนาดใหญ่แตกต่างจากอดีตค่อนข้างมาก เพราะในอดีตนั้นเมื่อมีที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นแล้วค้าปลีกจึงจะขยายตัวตามออกไป แต่ปัจจุบัน ค้าปลีกขนาดใหญ่จะเป็นผู้นำร่องเข้าไปจับจองพื้นที่ที่มีศักยภาพและพัฒนาโครงการขึ้นมาก่อน ซึ่งจะเป็นการสร้างความโดดเด่นให้กับทำเลนั้นๆ จากนั้นที่อยู่อาศัยจะตามมา ที่เป็นเช่นนี้เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง

โดยทำเล 4 มุมเมืองที่น่าสนใจและมีศักยภาพซึ่งอยู่ใกล้เส้นทางแมสทรานซิต ได้แก่ ปิ่นเกล้า-จรัญสนิทวงศ์ ซึ่งบริเวณดังกล่าวจะใกล้กับเยาวราช ทำให้คนจีนจากเยาวราชจะย้ายเข้ามาบริเวณย่านนี้ ขณะที่ปัจจุบัน พื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ทำให้สะดวกสบายในการเดินทาง ตามด้วยทำเลราชพฤกษ์-พระราม 5 ซึ่งบริเวณนี้จะเป็นโซนบ้านเดี่ยวชั้นดี มีห้างค้าปลีกเกิดขึ้นแล้วและคาดว่าจะมีอีกในอนาคตโดยเฉพาะบริเวณย่านสมาคมชาวปักษ์ใต้

ส่วนอีกทำเลคือ ลาดพร้าว-รามคำแหง ซึ่งน่าแปลกใจว่า ทำเลย่านนี้ยังไม่มีค้าปลีกใหม่ๆ ขนาดใหญ่เข้าไปจับจองพื้นที่มากนัก ที่ยังมีอยู่ ล้วนแต่เป็นของเดิมทั้งสิ้น นั่นคือ กลุ่มเดอะมอลล์ และตบท้ายด้วยโซนเหนือคือ รังสิต ซึ่งจะมีรถไฟฟ้าสายสีเขียวแก่และสายสีแดง ก็เป็นทำเลที่น่าสนใจเช่นกัน

คุณอลิวัสสา กล่าวว่า โดยปัจจุบันมีศูนย์การค้าที่เข้าไปจับจองพื้นที่ 4 มุมเมืองแล้ว เช่น บางกอกมอลล์ จับจองพื้นที่ย่านบางนา ไอคอนสยามจับจองพื้นที่ย่านฝั่งธนบุรี ขณะที่กลุ่มซีพีเอ็นยึดพื้นที่ปทุมธานี เช่นเดียวกับ เมกา ที่เข้ามาแข่งขันชิงส่วนแบ่งในพื้นที่ย่านดังกล่าวเช่นกัน

จากการสำรวจบริเวณชายขอบเมืองหรืออัพทาวน์บริเวณ 4 มุมเมืองนั้น พบว่า มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่น่าสนใจซึ่งถูกบรรจุอยู่ในแผนงานการดำเนินการอยู่แล้ว ประกอบด้วย 4 ศูนย์การค้าใหญ่ ได้แก่ บางกอกมอลล์, ไอคอนสยาม, เซ็นทรัล เดอะ เอ็ม และ เมกา รังสิต

เริ่มกันที่ “บางกอกมอลล์” เป็นโครงการศูนย์การค้าแห่งใหม่ เป็นไฮไลต์ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสี่แยกบางนา ตรงข้ามไบเทค เนื้อที่รวม 100 ไร่ งบลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท หน้ากว้างของห้างเกือบ 1 กิโลเมตร ใหญ่กว่าสยามพารากอน 3 เท่า ภายในโครงการจะมีทั้งศูนย์การค้าและที่อยู่อาศัย รวมถึงออฟฟิศครบวงจร ภายใต้คอนเซ็ปต์ City within the City หรือเมืองที่สมบูรณ์แบบ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จต้นปี 2559 นับเป็นโครงการศูนย์การค้าแบบรีจีนอลมอลล์ที่ใหญ่ที่สุด และสมบูรณ์แบบที่สุดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยขนาดของพื้นที่ 650,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ต พื้นที่รวม 80,000 ตารางเมตร โรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ 15 โรง ศูนย์แสดงสินค้า พื้นที่ 15,000 ตารางเมตร สวนสนุก พื้นที่ 30,000 ตารางเมตร สวนน้ำ พื้นที่ 20,000 ตารางเมตร อาคารจอดรถ พื้นที่ 250,000 ตารางเมตร ความจุสูงสุด 8,000 คัน

ตามด้วยโครงการ “ไอคอนสยาม” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ชื่อว่า “ไอคอนสยาม” (Icon Siam) บนเนื้อที่ 50 ไร่ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 750,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย ศูนย์การค้าแห่งยุค พื้นที่ 525,000 ตารางเมตร อาคารที่พักอาศัยริมน้ำระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ 70 ชั้น 1 อาคาร และ 40 ชั้น 1 อาคาร โดยการก่อสร้างโครงการ มีกำหนดจะแล้วเสร็จในปี 2560 มูลค่าโครงการประมาณ 50,000 ล้านบาท ดำเนินการโดย 3 พันธมิตรคือ สยามพิวรรธน์ แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น และเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)

ไอคอนสยามจะกลายเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมต่อการคมนาคมทางน้ำกับโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมในระบบอื่น ซึ่งประกอบด้วย 2 สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน กับอีก 3 โครงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำในอนาคต ระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าสายสีเขียว (บีทีเอส) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง นอกจากนี้ ไอคอนสยามยังสร้างท่าเรือสาธารณะ 2 ท่า ท่าเรือส่วนบุคคล 1 ท่าในพื้นที่โครงการ เพื่อเชื่อมต่อกับอีก 73 ท่าเรือในรัศมี 10 กิโลเมตรบนแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีเรือกว่า 650 เที่ยว ต่อวัน ไอคอนสยามจะมีเรือ Ferry Boat รับส่งอีก 6 ลำ และบริการรถ Shuttle Bus รับส่งระหว่างโครงการกับสถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรีอีกด้วย

ถัดมาคือ โครงการ “เซ็นทรัล เดอะ เอ็ม” ของกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา หรือ ซีพีเอ็น ที่จับทำเลมุมเมืองด้านทิศเหนือของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นประตูสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้ที่ดินแปลงยักษ์ที่เคยเป็นที่ตั้งโรงงานทอผ้าไทยเมล่อนเดิมจำนวน 616 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณรังสิต มูลค่าโครงการกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค่าที่ดินประมาณ 4,200 ล้านบาท และค่าก่อสร้างประมาณ 9,500 ล้านบาท พื้นที่ใช้สอยประมาณ 480,000 ตารางเมตร พร้อมอวดโฉมในปี 2559 ซึ่งโครงการดังกล่าวกลุ่มซีพีเอ็นให้ความสำคัญและทุ่มเทอย่างมาก เพราะเป็นทำเลยุทธศาสตร์ที่กลุ่มเซ็นทรัลต้องการปักธงสาขาให้ครอบคลุมทั้ง 4 มุมเมือง คือ เซ็นทรัล บางนา ที่ยกเครื่องรีโนเวตครั้งใหญ่พร้อมอวดโฉมต้นปี 2559, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ที่เตรียมเปิดโฉมใหม่ปลายปีนี้, เซ็นทรัล เวสต์เกต ที่เปิดโฉมไปเมื่อเร็วๆ นี้ และ เซ็นทรัล เดอะ เอ็ม ปี 2558

โครงการนี้ด้านหน้าติดถนนพหลโยธิน และด้านหลังติดแนวรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงสอดคล้องกับการขยายตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่และการเติบโตของกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง เพราะนอกจากจะเป็นประตูสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ยังมีสถาบันการศึกษาทั้งของภาครัฐและเอกชนอีกหลายสถาบัน และสำคัญที่สุดคือ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่หนาแน่น เพราะต้องไม่ลืมว่าปทุมธานีคือทำเลแรกๆ ที่ธุรกิจจัดสรรเข้าไปพัฒนาต่อจากกรุงเทพมหานคร จึงทำให้โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงไม่แปลกว่าทำไมค้าปลีกขนาดใหญ่จึงจ้องทำเลดังกล่าวตาเป็นมัน

ตบท้ายด้วยโครงการ “เมกา รังสิต” ที่เป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่มสยามฟิวเจอร์, อิคาโน่ (อิเกีย) และ ไทย วนาสิริ สัดส่วน 49, 49 และ 2 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ภายใต้ชื่อบริษัท นอร์ธ บางกอก ดีเวลอปเมนท์ จำกัด โดยเบื้องต้นโครงการดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 250 ไร่ (แต่แวดวงนักพัฒนาที่ดินระบุว่าพื้นที่ตั้งโครงการอาจเพิ่มไปถึง 1,000 ไร่ เพราะแว่วมาว่ามีการกว้านซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียงเพิ่มเติม) โดยโครงการตั้งอยู่บริเวณรังสิต-นครนายก (วงแหวนรอบนอก-ธัญบุรี) คาดว่าโครงการพร้อมอวดโฉมในปี 2560

โดยสรุปแล้วโซนที่มีการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในกรุงเทพฯ มากที่สุดคือ โซนตะวันออก หรือโซนศรีนครินทร์ อันดับ 2 คือ โซนตะวันตก หรือโซนราชพฤกษ์ บางใหญ่ และอันดับ 3 คือ รังสิต และ 4 สุดท้ายคือ โซนใต้ หรือย่านพระราม 2 นั่นเอง จึงเป็นที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อยักษ์ค้าปลีกเดินเครื่องเต็มที่จะมีผลต่อค้าปลีกของไทยอย่างไร!!

ครั้งหนึ่งที่ “บึงกาฬ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07075151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

เที่ยวไปตามแผนที่

ภควิตา อัจจาธร srangbun@hotmail.com

ครั้งหนึ่งที่ “บึงกาฬ”

พูดถึง “บึงกาฬ” จังหวัดน้องใหม่ของประเทศไทย เชื่อว่ายังมีผู้คนจำนวนมากที่ยังไม่มีโอกาสได้ไปเยือนจังหวัดลำดับที่ 77 แห่งนี้ ซึ่งมีอะไรโดดเด่นหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ ทั้งภูเขา น้ำตก ฯลฯ รวมทั้งยังเป็นแหล่งศิลปวัฒนธรรม และแหล่งปลูกยางพาราในอันดับต้นๆ ของเมืองไทย ดังคำขวัญของจังหวัดที่ว่า

“ภูทอกแหล่งพระธรรม ค่าล้ำยางพารา

งามตาแก่งอาฮง บึงโขงหลงเพลินใจ

น้ำตกใสเจ็ดสี ประเพณีแข่งเรือ

เหนือสุดแดนอีสาน นมัสการองค์พระใหญ่

ศูนย์รวมใจศาลสองนาง”

“ภูทอก” ต้องไปให้ได้

วันก่อนมีโอกาสไปงาน การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับ จังหวัดบึงกาฬ จัดกิจกรรมปั่นจักรยานเพื่อการท่องเที่ยว ภายใต้โครงการ “TOUR OF I-SAN : BUENGKAN CLASSIC อัศจรรย์ธรรมชาติที่ท้าทาย” งานนี้ คุณสมฤดี จิตรจง ผู้อำนวยการภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ททท. เจ้าภาพหลัก บอกประสบความสำเร็จเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ เพราะมีนักปั่นจากทั่วประเทศทั้งในกรุงเทพฯ ภาคกลาง และในภาคอีสาน มาร่วมประมาณ 300 คน

ทั้งนี้ ให้นักปั่นเลือกใน 2 เส้นทาง ใครชอบทางเรียบถนนดีก็ไปเส้นแรก เส้นทางเรียบพิชิตภูทอก ระยะทาง 100 กิโลเมตร เริ่มต้นจาก ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ –> สาย 212 –> แยกชัยพร เลี้ยวขวา –> ผ่านภูทอก –> ศรีวิไล –> วนกลับเข้าเส้น 212 –> แล้วย้อนกลับมาที่ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ (เส้นชัย)

ส่วนใครชอบโลดโผน ก็ไปเส้นทางวิบากพิชิตภูสิงห์ ระยะทาง 50 กิโลเมตร สตาร์ตจากศาลากลางจังหวัดบึงกาฬเช่นกัน เข้าทางสาย 212 –> แยกโคกก่อง เลี้ยวขวา –> เลี้ยวซ้าย –> ที่ทำการภูสิงห์ –> ขึ้นภูสิงห์ –> กำแพงหิน/ถ้ำฤๅษี/หินหัวช้าง/หินสามวาฬ/หินรถไฟ –> ที่ทำการภูสิงห์ –> กลับเส้นทางเดิม –> ศาลากลางจังหวัดบึงกาฬ (เส้นชัย)

ว่าไปแล้วยุคนี้กระแสขี่จักรยานมาแรง หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนต่างจัดกันเป็นว่าเล่น แต่สำหรับ ททท. แล้วไม่ใช่แค่อินเทรนด์เท่านั้น เพราะมองว่าจะได้อะไรอีกเยอะแยะจากงานนี้ อย่างที่คุณสมฤดี แจงว่า เป็นแนวคิดในการเพิ่มประสบการณ์นักท่องเที่ยวยุคใหม่โดยใช้จักรยานเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคอีสาน ซึ่งเปรียบเสมือนทูตวัฒนธรรมอันจะเป็นเครือข่ายที่สำคัญในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวที่มีความหลากหลายและสวยงามของภาคอีสาน ผ่านทางโซเชียลมีเดีย และเชิญชวนให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสเอกลักษณ์ วิถีชีวิต ประเพณี ความมีมิตรไมตรี และเกิดการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมกับชุมชนในพื้นที่ภาคอีสาน ด้วยการเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นได้มีส่วนร่วมหรือต้อนรับคณะนักท่องเที่ยว

สำหรับเส้นทางเรียบพิชิตภูทอก เป้าหมายปลายทางคือ “วัดเจติยาคีรีวิหาร” หรือ “วัดภูทอก” ซึ่งตั้งอยู่ที่บ้านคำแคนพัฒนา หมู่ที่ 6 ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอันดับต้นๆ ของบึงกาฬ ประเภทครั้งหนึ่งในชีวิตของชาวบึงกาฬต้องขึ้นมาไหว้พระที่นี่สักครั้ง และในส่วนนักท่องเที่ยวมาบึงกาฬแล้วไม่ได้ขึ้นภูทอก บอกได้เลยว่ายังมาไม่ถึง

คำว่าภูทอก ในภาษาอีสาน แปลว่า “ภูเขาที่โดดเดี่ยว” ภูทอก ประกอบด้วยภูทอกใหญ่และภูทอกน้อย ปัจจุบันภูทอกใหญ่เป็นป่ารกทึบไม่ได้เปิดให้นักท่องเที่ยวขึ้นไป ส่วนภูทอกน้อยเป็นที่ตั้งของ “วัดภูทอก”

อันที่จริงภูทอกน้อย มีความสูง 460 เมตรเท่านั้น โดยมีบันไดเรียงขึ้นตามชั้นต่างๆ 7 ชั้น เป็นวัดที่มีประวัติความเป็นมาน่าสนใจทีเดียว เพราะเป็นวัดป่าสายกรรมฐาน ที่ “พระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ” ลูกศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต มาสร้างไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2483 เนื่องจากท่านเกิดนิมิตเห็นปราสาทสวยงาม 2 หลัง อยู่ทางด้านภูทอกน้อย และเมื่อเข้ามาก็ได้พบว่าเป็นป่าที่เงียบสงัดและร่มรื่นดี เหมาะกับการปฏิบัติธรรม จึงได้ปักกลดอยู่ในถ้ำบนภูทอกแห่งนี้

ต่อมาชาวบ้านแถวนั้นอาราธนาขอให้ท่านสร้างวัด กระทั่งปี 2512 ชาวบ้านช่วยกันสร้างบันไดขึ้นภูทอก จนถึงชั้นที่ 5-6 และปลูกสร้างเสนาสนะสำหรับพระสงฆ์ พอปี 2519 จัดทำทำนบกั้นน้ำในเขตวัดและจัดทำถังน้ำบนภูเขาในชั้นที่ 5 และกุฏิพระภิกษุ สามเณร กุฏิแม่ชี บนชะง่อนเขาในชั้นที่ 5

เมื่อขึ้นไปบนชั้นสูงๆ มองไปยังพื้นล่างจะเห็นวิวข้างหน้าที่เต็มไปด้วยสวนยางพาราสุดลูกหูลูกตา ส่วนที่ใกล้มาหน่อยก็เป็น “เจดีย์พิพิธภัณฑ์อัฐบริขาร พระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ” ที่สวยงาม เป็นเจดีย์แปดเหลี่ยม สีน้ำตาลแดง ยอดสีทอง ตั้งสูงเด่น มีสระน้ำใหญ่ที่ทำให้เจดีย์แห่งนี้งามสง่า เมื่อดูจากมุมสูงเป็นวิวที่ตื่นตาตื่นใจทีเดียว

เมื่อมาถึงชั้น 5 ไฮไลต์คือ ถ้ำพระวิหาร ที่มีการก่อสร้างเป็นศาลา มีพระพุทธรูปประดิษฐาน ที่สำคัญ มีรูปเคารพพระอาจารย์จวน กุลเชฎโฐ พร้อมทั้งมีการจัดแสดงโครงกระดูกมนุษย์ใส่ตู้โชว์ไว้ และมีป้ายเขียนให้คิด ข้อความว่า “…นานไปกลายเป็นฝุ่น สูญสิ้นเป็นดิน โลกนี้อนิจจัง ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา สัพเพ สังขารา ทุกขา, สัพเพ สังขารา อนัตตา คนเราเป็นอย่างนี้…”

อ่านแล้วได้ปลงและเห็นสัจธรรมชีวิตมนุษย์ที่จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในโลกนี้

ตะลึงความงามน้ำตกถ้ำพระ

เมื่อขึ้นภูทอกแล้ว ถ้ามาบึงกาฬในหน้าฝน สถานที่ท่องเที่ยวที่ไม่ควรพลาดเลยคือ น้ำตก โดยเฉพาะน้ำตกเลื่องชื่ออย่าง น้ำตกเจ็ดสี น้ำตกถ้ำพระ น้ำตกถ้ำฝุ่น และน้ำตกชะแนน ซึ่งน้ำตกหินทรายเหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว อันเป็นป่าผืนใหญ่ที่สำคัญในบึงกาฬ มีเนื้อที่ 116,562 ไร่ หรือ ประมาณ 186.5 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมในหลายอำเภอ

หากใครที่รู้จักภูมิประเทศในอีสาน ย่อมรู้ดีว่าจะต้องมาเที่ยวน้ำตกในหน้าฝนเท่านั้น ประมาณเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งเป็นช่วงที่สามารถเล่นน้ำได้อย่างสนุกสนานเลยทีเดียว แต่ก็มีบางแห่งที่อาจจะไม่สามารถเข้าถึงตัวน้ำตกได้เพราะกระแสน้ำแรง เนื่องจากบางช่วงต้องข้ามลำน้ำ อย่างน้ำตกเจ็ดสี ปรากฏว่าคณะนักข่าวไม่สามารถเข้าไปได้ เพราะก่อนหน้านี้ฝนตกหนักทั้งวันทั้งคืน กระแสน้ำป่าไหลแรงข้ามไปไม่ได้

คณะสื่อจากส่วนกลางจึงต้องเบนเข็มไปที่น้ำตกถ้ำพระ ตัวน้ำตกตั้งอยู่ที่บ้านถ้ำพระ ตำบลโสกก่าม อำเภอเซกา ซึ่งแม้อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว แต่ อบต. เป็นผู้ดูแลและจัดการด้านการท่องเที่ยว การไปเที่ยวน้ำตกแห่งนี้ต้องนั่งเรือเข้าไป ใช้เวลาสัก 10 นาที ค่าเรือคนละ 20 บาท รวมทั้งไปและกลับ จากนั้นต้องเดินเข้าไปอีกประมาณ 500 เมตร เรียกว่ายังไม่ทันได้เหนื่อยก็ถึงตัวน้ำตกแล้ว

ตัวน้ำตกชั้นแรกเป็นแอ่งกระทะใหญ่ มีเด็กและผู้ใหญ่เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน บางพวกก็เล่นสไลเดอร์กันอย่างสนุกสนาน ทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมไปด้วย ขยับขึ้นไปอีกนิดเป็นช่วงกลาง ซึ่งมีการกั้นน้ำเป็นลักษณะฝาย (เดิมไม่มี) จุดนี้ก็มีคนเล่นน้ำเยอะเหมือนกัน ดูแล้วไม่ลึกอะไรเพราะเด็กๆ ก็เล่นกัน จุดนี้มองไปข้างหน้าตรงริมเพิงผาจะเห็นพระพุทธรูป 2 องค์ ซึ่งนักท่องเที่ยวต่างไปกราบไหว้กัน

ส่วนที่เป็นไฮไลต์ของน้ำตกถ้ำพระอยู่ที่ชั้น 3 อันเป็นชั้นบนสุด ต้องเดินขึ้นบันไดสูงหลายขั้นอยู่เหมือนกัน ท่ามกลางแดดร้อนเปรี้ยง ส่วนหนึ่งคงเป็นไอร้อนจากลานก้อนหินใหญ่ที่มีอยู่ทั่วไป

ความแรงและความสวยงามของสายน้ำที่รวมตัวกันจากผาหินสูงลงสู่เบื้องล่าง เป็นภาพที่งดงามตระการตายิ่งนัก เมื่อส่งภาพจากมือถือไปให้พรรคพวก ล้วนพูดตรงกันว่าช่างงามเหลือเกิน ไม่คิดว่าอีสานจะมีน้ำตกสวยๆ แบบนี้

น้ำตกอีกแห่งที่ได้ไปกันคือ น้ำตกถ้ำฝุ่น อยู่ที่บ้านภูสวาท ตำบลหนองเดิ่น อำเภอบุ่งคล้า อันเป็นส่วนหนึ่งของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัว การเข้าไปที่น้ำตกแห่งนี้ไม่ไกลเลย ยังไม่ทันเหนื่อยก็ถึงแล้ว แค่ 200-300 เมตรเอง

จุดเด่นของน้ำตกถ้ำฝุ่นคือ มีน้ำตกถึง 4 สายแยกจากกัน บางสายเป็นแอ่งน้ำใหญ่ให้คนลงไปเล่นน้ำ ขณะที่บางสายมีหลุมไต่ระดับ ประเภทมีอ่างจากุซซี่ของใครของมัน เนื่องจากมีหลุมหรือมีแอ่งหลายหลุมลดหลั่นกันมา

2 จุดแหล่งพื้นที่ชุ่มน้ำของโลก

ความที่ว่าพวกเรามาบึงกาฬหลายวันจึงมีโอกาสได้ไปสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายแห่งของที่นี่ โดยเฉพาะได้นั่งเรือชมพระอาทิตย์ตกดินที่บึงโขงหลง ซึ่งสวยงามมาก แม้การไปตอนเย็นจะไม่ได้เห็นนกอพยพที่เขาว่ากันว่ามีนับร้อยนับพันชนิดก็ตาม

บึงโขงหลงมีเนื้อที่ 8,000 กว่าไร่ กินพื้นที่ทั้งในอำเภอเซกาและบึงโขงหลง ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ เมื่อปี 2544 ตัวบึงมีความยาวประมาณ 13 กิโลเมตร ถือเป็นส่วนหนึ่งของที่ราบแม่น้ำสงคราม ซึ่งเป็นบริเวณที่น้ำไหลก่อนลงสู่แม่น้ำโขง ในบึงมีเกาะแก่งหลายแห่ง อาทิ ดอนแก้ว ดอนโพธิ์ ดอนน่อง ดอนสวรรค์ บางจุดเป็นป่าดิบแล้งที่อุดมสมบูรณ์

ถ้าใครได้อ่านตำนานของบึงแห่งนี้จะรู้ว่าแต่ก่อนบึงโขงหลงเป็นนครใหญ่ที่มีผู้ปกครองนคร ชื่อ “รัตพานคร” แต่ตอนหลังถูกพระยานาคราชในเมืองบาดาลโจมตีเพราะไม่พอใจที่ขับไสไล่ส่งลูกสาวที่ปลอมเป็นหญิงสาวจนได้อภิเษกสมรสกับเจ้าชายของนครแห่งนี้ ผลของการทำลายล้างทำให้นครนี้กลายเป็นผืนน้ำอันกว้างใหญ่ ขณะที่ในยุคปัจจุบันบางปีจะได้ยินข่าวมีคนเห็นพญานาคเล่นน้ำในบึงแห่งนี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการถกเถียงกันว่าจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงปลาบางประเภทที่มีลักษณะแปลกๆ หรือเป็นปรากฏการณ์บางอย่างของธรรมชาติ อันนี้ก็แล้วแต่ความเชื่อของแต่ละบุคคล

อีกวันพวกเราไปหนองกุดทิง พื้นที่ชุ่มน้ำโลกอีกแห่งของบึงกาฬ ออกจากตัวเมืองไปแค่ 5 กิโลเมตรเท่านั้น มีขนาดใหญ่กว่าบึงโขงหลงเสียอีก เพราะมีเนื้อที่มากถึง 16,500 ไร่ โดยหนองกุดทิงถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ชุ่มน้ำตามอนุสัญญาแรมซาร์ ลำดับที่ 12 ของประเทศไทย เสียดายเราไม่ได้ล่องเรือ เลยได้แต่ถ่ายรูปอยู่บนฝั่ง โชคดีได้ภาพชาวบ้านแถวนั้นกำลังหาปลาอยู่พอดี เรียกว่าเป็นแหล่งทำมาหากินอันอุดมสมบูรณ์ของชาวบึงกาฬ

ทำไมถึงชื่อหนองกุดทิง…”กุด” เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึง บริเวณที่น้ำจากลำห้วยหลายสายไหลมารวมกันกลายเป็นแอ่งน้ำ บึง หรือหนองน้ำขนาดใหญ่ ส่วนคำว่า “ทิง” น่าจะมาจากคำว่า “กระทิง” สรุปแล้วกุดทิง หมายความว่า เป็นแหล่งน้ำที่มีวัวกระทิงลงมากินน้ำเป็นจำนวนมาก

มาสำรวจแหล่งท่องเที่ยวบึงกาฬงวดนี้คุ้มทีเดียวเพราะได้เที่ยวในหลายจุดหลายพื้นที่ แต่หากใครชวนไปบึงกาฬอีกก็อยากจะไปสัมผัสในช่วงปลายฝนต้นหนาวน่าจะดี เพราะอยากรู้ว่าหนาวที่บึงกาฬเป็นเช่นไร เขาว่าภูทั้งหลายเต็มไปด้วยทะเลหมอกสวยนักสวยหนา แบบนี้ต้องไปพิสูจน์ให้เห็นกับตา

สวนสวรรค์ “ตันสัจจา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

สวนสวรรค์ “ตันสัจจา”

เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองไทยอีกเรื่องที่รู้สึกว่าถ้าไม่เขียนถึง ก็คงจะตกกระแสของปีนี้แน่นอน และจะกลายเป็นคอลัมนิสต์ที่เชยล้าหลังอย่างแรง

นั่นคือเรื่องราวของการจัดดอกไม้ประดับงานศพและเมรุวัดธาตุทอง (พระอารามหลวง) ในพิธีพระราชทานเพลิงศพ “นางนงนุช ตันสัจจา” ผู้ก่อตั้ง สวนนงนุช พัทยา เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2558

พิธีพระราชทานเพลิงศพอบอวลไปด้วยกลิ่นกรุ่นของมวลดอกไม้นานาพรรณ และความงดงามอลังการของการจัดสวนประดิษฐ์ด้วยดอกไม้สด ตามแนวคิด “สวนดอกไม้บนสวรรค์” ของนายกัมพล ตันสัจจา บุตรชาย ผู้ออกแบบสวนดอกไม้ให้ช่างฝีมือจำนวน 300 คน เนรมิตประดิดประดอยขึ้นในเวลาถึง 3 วัน 3 คืน

นี่คือมหกรรมการจัดดอกไม้สดประดับงานศพขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดขึ้นมาในประเทศไทย ใช้งบประมาณเกือบ 10 ล้านบาท และดอกไม้เป็นล้านๆ ดอก

เพราะ “คุณโต้ง” กัมพล ตันสัจจา ต้องการให้ “เป็นงานศพที่มีแต่รอยยิ้ม ไม่มีน้ำตา”

นางนงนุช ตันสัจจา เสียชีวิตอย่างสงบด้วยโรคชรา สิริอายุได้ 91 ปี เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2558 และการจัดดอกไม้ประดับศาลาสวดศพอย่างสวยสดงดงามก็เริ่มขึ้นตั้งแต่วันแรกไปจนกระทั่งถึงวันสุดท้าย ซึ่งเป็นวันพระราชทานเพลิง ซึ่งทำได้อย่างยิ่งใหญ่อลังการตื่นตาตื่นใจอย่างที่ไม่มีใครเคยเห็นมาก่อน สมกับที่เป็นผู้ก่อตั้งสวนนงนุช สถานที่ท่องเที่ยวชื่อดังอันดับต้นๆ ของเมืองพัทยาและของประเทศ

นางนงนุชและสามีคือ นายพิสิฐ ตันสัจจา สร้างสวนนงนุชขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2497 โดยซื้อที่ดิน 1,500 ไร่บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 163 ระหว่างพัทยา-สัตหีบ ทำเป็นสวนผลไม้ ต่อมาเมื่อได้เดินทางไปดูสวนดอกไม้ในประเทศต่างๆ ก็เกิดความประทับใจ จึงมีแนวคิดที่จะ “จัดสวนให้คนมาเที่ยว” บ้าง จึงเปลี่ยนสวนผลไม้เป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับ และปลูกสร้างสิ่งอำนวยความสะดวก อาคาร ร้านค้า ร้านอาหาร ที่พัก สระว่ายน้ำ ฯลฯ สำหรับบริการนักท่องเที่ยว จนสามารถเปิดอย่างเป็นทางการได้ในปี 2523

จากนั้นอีก 6 ปีต่อมา นางนงนุชได้มอบภารกิจการบริหารงานให้ลูกชายคือ กัมพล ตันสัจจา เป็นผู้อำนวยการสวนนงนุช มาจนถึงวันนี้

ปัจจุบัน มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้าเยี่ยมชมสวนนงนุช พัทยา ปีละ 2 ล้านคน สร้างรายได้ถึง 1,000 ล้านบาท ภายในสวนเต็มไปด้วยสีสันอันหลากหลายของมวลดอกไม้และความร่มเย็นเขียวขจีของพืชนานาพรรณที่ได้รวบรวมจากทั่วทุกมุมโลกมาจัดแสดง

สวนนงนุชมีพันธุ์ไม้มากกว่า 18,000 ชนิด มีการจัดสวนหลากหลายแปลกตาน่าสนใจ เช่น “สวนตุ๊กตากระถาง” ทำจากกระถางกว่า 50,000 ใบ “สวนสับปะรดสี” “สวนกล้วยไม้” ที่หมุนเวียนออกดอกหอมให้ชมกันตลอดปี “สวนฝรั่งเศส” ที่จำลองสวนมาจากพระราชวังแวร์ซายน์ “สโตนเฮนจ์” จำลองมาจากสโตนเฮนจ์ในประเทศอังกฤษ สวนตะบองเพชรและไม้ใบอวบ สวนผีเสื้อที่มีมากกว่า 40 สายพันธุ์ สวนหิน สวนพุทธรักษา สวนปาล์มโลก ซึ่งเป็นสวนที่รวบรวมพันธุ์ปาล์มจากทั่วทุกมุมโลกกว่า 1,000 ชนิด และสวนปรงกว่า 280 ชนิด สวนบอนไซ สวนโมก สวนรถไฟจำลองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชีย เป็นต้น

นายกัมพล เคยให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่าเขาจะทำให้สวนนงนุชเป็นสวนหนึ่งที่น่าเที่ยวที่สุดในโลก โดยแนวคิดในการจัดสวนของเขาคือ ความอลังการและแปลกใหม่ เพื่อสร้างสวนนงนุชให้เป็น “ดิสนีย์แลนด์ ออฟ การ์เด้น”

สวนนงนุชเน้นการทำงานแบบเปลี่ยนแปลงตัวเองไปตามความต้องการของลูกค้า ให้เห็นความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา โดยจัดสวนใหม่ทุก 6 เดือน หมุนเวียนเอาพรรณไม้มีค่าหายากออกมาโชว์สลับกันไป เป็นการดึงให้คนกลับมาเที่ยวได้ซ้ำๆ โดยไม่เบื่อ และสามารถใช้เวลาทั้งวันได้ที่สวนนงนุชในฐานะเมืองแห่งความสุข

ตามเจตนารมณ์ของมารดาที่ว่า

“ณ ที่แห่งนี้ นงนุช ตันสัจจา ขอมอบให้เป็นมรดกทางการศึกษาแก่ชนรุ่นหลัง เพื่อเรียนรู้และพัฒนาสืบไป”

นอกจากการสร้าง ดิสนีย์แลนด์ ออฟ การ์เด้น ขึ้นในเมืองไทยแล้ว กัมพล ตันสัจจา ยังออกไปสร้างชื่อเสียงให้ประเทศในระดับนานาชาติ ด้วยการเข้าร่วมประกวดจัดสวนในงาน Chelsea Flower Show ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ในเดือนพฤษภาคมของทุกปีต่อเนื่องกันมาเป็นปีที่ 6 แล้ว และผลงานการจัดสวนของเขาคว้ารางวัลชนะเลิศเหรียญทองติดต่อกันมาได้ถึง 6 ปีซ้อน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2558 สวนนงนุช พัทยา ก็คว้าเหรียญทอง ในงาน Chelsea Flower Show 2015 อีกครั้ง เป็นการจัดสวนดอกไม้ในคอนเซ็ปต์ “คนไทยกับพระพุทธศาสนา” หรือ Thailand Land of Buddhism เน้นไปที่ความงดงามของดอกกล้วยไม้ไทยที่หลากสีสัน ซึ่งนำมาใช้ในงานนี้มากกว่า 100,000 ดอก นับเป็นการสร้างชื่อเสียงและช่วยประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้เป็นที่ประจักษ์แก่นานาชาติ โดยเฉพาะกับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชมในความงามของดอกไม้ไทย

สำหรับการจัดดอกไม้ในพิธีพระราชทานเพลิงศพนั้นเป็นที่กล่าวขานกันไปทั้งประเทศว่า สวยงาม ตื่นตาตื่นใจเป็นที่สุดเพราะใช้ดอกไม้สดทั้งสิ้น เฉพาะกุหลาบอย่างเดียว 200,000 ดอก กล้วยไม้สกุลหวาย 500,000 ช่อ กล้วยไม้คัทลียา 65,000 ช่อ สับปะรดสี 8,000 ต้น ถือว่ายิ่งใหญ่กว่างาน Chelsea Flower Show ที่อังกฤษถึง 8 เท่า

คนที่บ้านอยู่ใกล้วัดธาตุทองแม้ไม่ได้รู้จักครอบครัว “ตันสัจจา” ต่างก็แอบไปชื่นชมการจัดดอกไม้ครั้งนี้ตั้งแต่ช่วงที่ยังมีการสวดอภิธรรมอยู่ ซึ่งเจ้าภาพก็ปล่อยให้ผู้ที่ชื่นชอบความงดงามของดอกไม้และการประดิษฐ์ดอกไม้ได้ถ่ายรูปกันอย่างเต็มที่โดยไม่มีการกีดกันแต่อย่างใด

ผู้ที่ได้เห็นต่างก็ชื่นชมว่านายกัมพลเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งด้านความกตัญญูและแนวทางจัดดอกไม้อย่างสร้างสรรค์สวยงาม ส่งเสริมดอกไม้ไทยและความเป็นไทยออกมาได้อย่างโดดเด่น มีคุณค่า ถือว่าเป็นการจัดดอกไม้งานศพระดับ Amazing Thailand เลยทีเดียว

สำหรับผู้ที่ไปร่วมประชุมเพลิง ทางเจ้าภาพได้แจกหนังสืออนุสรณ์ และต้นสับปะรดสีให้เอากลับไปปลูกที่บ้าน สร้างความประทับใจอย่างยิ่ง

แขกที่ไปร่วมงานศพนอกจากได้ร่วมอำลาอาลัยผู้วายชนม์แล้ว ยังได้เรียนรู้ถึงมุมมองความคิดด้านบวกเป็นของแถมด้วย เพราะในงานมีแต่ความสวยงาม ไม่หม่นหมอง เห็นแต่รอยยิ้มของลูกหลานตระกูล “ตันสัจจา” สมกับที่ลูกหลานมีความตั้งใจที่จะทำให้คุณแม่นงนุชเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อแสดงความอาลัยรักอย่างสุดซึ้ง และระลึกถึงคุณงามความดีที่ติดตัวมาตลอดชีวิต

ภาพสวนสวรรค์อันงามตระการตาที่จำลองมาปรากฏเบื้องหน้าทุกคน ณ เมรุเผาศพแห่งนี้ ย่อมติดตาตรึงใจผู้คนเช่นเดียวกับ “สวนนงนุช” สิ่งที่คุณแม่นงนุช ตันสัจจา สร้างเอาไว้ให้เป็นมรดกของชนรุ่นหลัง ซึ่งจะไม่สูญหายไปตามกาลเวลาอย่างแน่นอน

นี่คือสรวงสรรค์อันงดงามของครอบครัว ตันสัจจา ค่ะ

อยากขายหนังสือ ต้องไปงานหนังสือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07081151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

เศรษฐศาสตร์ริมทาง

จ่าบ้าน

อยากขายหนังสือ ต้องไปงานหนังสือ

ผ่านวันเวลาแห่งการเกษียณมาแล้วครึ่งเดือน ท่านผู้เกษียณจากราชการกำหนดไว้หรือไม่ว่า จะอยู่นิ่งเฉยโดยไม่ทำงานสักกี่วันกี่เดือน หลังจากนั้นจะทำอะไร เป็นงานประจำที่ได้รับเชิญจากหน่วยงานเดิม จากหน่วยงานใหม่ จากพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เชิญให้ไปเป็นที่ปรึกษา

หรือจะทำมาหากินด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการทำสวน ปลูกต้นไม้ ค้าขาย ซื้อมาขายไป ทำสวนครัว ทำอาหาร ทำขนมขาย หรือว่าจะทำอะไรนอกเหนือจากนี้

ครึ่งเดือนหลังตุลาคม มติชน อคาเดมี แหล่งศึกษาอบรมการทำมาหากินระยะสั้น (จริงๆ) เปิดอบรมทำอาหาร ขนมหวาน และเครื่องดื่มราคาพิเศษ ในหลักสูตรฉลองเดือนเกิดของมติชน อคาเดมี เพียง 999 บาท ต่อหลักสูตร ระหว่างวันที่ 16-31 ตุลาคม มีรายการอะไรบ้าง หาได้ในหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน และข่าวสดรายวัน สอบถามเพิ่มเติมที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-84 ต่อ 2115, 2116, 2123, 2124

โทรศัพท์มือถือ (082) 993-9097, (082) 993-9105 โทรสาร (02) 954-3971

การชำระเงิน โอนเงินธนาคารกสิกรไทย สาขาย่อยประชานิเวศน์ 1 เลขที่บัญชี 737-2-13905-0

สำหรับรายการทัวร์ศิลปวัฒนธรรม วันที่ 16-18 ตุลาคมนี้ เชิญร่วมท่องไปในดินแดนแหล่งพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ “ผาแต้ม-รัฐเจินละ” อุบลราชธานี และ สปป.ลาว (ใต้) ราคา 19,000 บาท เดินทางโดยเครื่องบิน

รายการท่องเที่ยวกับศิลปวัฒนธรรมยังมีเป็นประจำ โปรดติดตามในหน้าหนังสือพิมพ์มติชนรายวันและข่าวสดรายวัน ได้ทุกวัน

รายการนี้ บอกกล่าวข่าวของสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยที่ผู้เขียนเป็นสมาชิก มีรายการอบรมเรียนรู้เรื่องอาชีพเป็นประจำ ด้วยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน

คราวนี้ ด้วยความร่วมมือจาก บมจ.ซีพี ออลล์ และ บริษัท รีเทลลิงค์ (ไทยแลนด์) จำกัด จัดอบรมหลักสูตร “กาแฟสร้างอาชีพสำหรับสื่อมวลชน” วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคมนี้ ณ บริษัท รีเทลลิงค์ ซอยวิภาวดีรังสิต 62 สื่อมวลชนที่สนใจสมัครด่วนได้ที่ tjareporter@gmail.com โทรศัพท์ (02) 668-9422 ไม่เสียค่าลงทะเบียน หากสมัครวันนี้ไม่ทัน ไว้รอโอกาสต่อไป คราวนี้ แจ้งเพื่อทราบครับ

ระหว่างวันที่ 21 ตุลาคม ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ มีงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 20 สำนักพิมพ์นับร้อยแห่งต่างพากันผลิตหนังสือใหม่ออกจำหน่ายในงานนี้ด้วยราคาที่ลดลงจากราคาปก

ขณะเดียวกัน ยังมีหนังสือที่พิมพ์มาก่อนหน้านี้จำหน่ายในราคาลดเปอร์เซ็นต์ลงตามความเหมาะสม หรือตามความเก่าใหม่ของหนังสือเล่มนั้น

เว้นแต่เป็นหนังสือเก่าประเภทอายุมากและยังเป็นที่ต้องการของผู้อ่าน หาซื้อได้จากร้านขายหนังสือเก่าสองสามร้านที่มาร่วมงานทุกปี

หนังสือออกใหม่ต้อนรับงานมหกรรมหนังสือระดับชาติปีนี้ของสำนักพิมพ์มติชนเบ็ดเสร็จ 15 เล่ม

เล่มแรก เป็นหนังสือประจำปีที่ทุกท่านพลาดไม่ได้เด็ดขาด แม้จะเป็นหนังสือประจำปีหน้าตั้งแต่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2559 แต่ท่านผู้อ่านต้องการเป็นเจ้าของตั้งแต่วันนี้ เพราะเป็นหนังสือที่พยากรณ์อนาคตของทุกคนในรอบปี 2558 หรือปีวอก “ทุกวัน”

“ศาสตร์แห่งโหร 2559” มาทายกันซิว่า “ปีวอก” จะมีสมญานามว่าอย่างไร หลังจากคำโฆษณามะแม “ปีแพะโหด” ผ่านมาแล้วกว่า 9 เดือน ลองพลิกอ่านคำทำนายตั้งแต่ต้นปี และจากเดือนตุลาคมถึงเดือนธันวาคมซิว่า “โหด” ดังว่าไหม

ปีใหม่ 2559 หากว่ากันตั้งแต่วันนี้ เมื่อสหรัฐอเมริกานอกจากไม่เพิ่มดอกบี้ย แถมยังลดดอกเบี้ยลงอีก ว่ากันว่าปีหน้าค่าเงินบาทจะลดลงเกินกว่า 37-39 บาท ต่อดอลลาร์ แล้วจะว่าอย่างไรดีล่ะ

ช่างเถอะ ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติลองหาหนังสือเกี่ยวกับการทำมาหากินอ่าน เผื่อว่าจะได้มีอาชีพใหม่กับเขาบ้าง เช่น เปิดร้านออนไลน์ให้ถูกใจ เปลี่ยน Like ให้เป็นล้าน จากทีมแม่ค้าผู้นำ Like หรือ startup ideas ไม่เริ่มคิดใหม่ ก็เดินได้ไกลเท่าเดิม

มิฉะนั้น ต้องหาอ่าน อร่อย 100 ร้าน กับมาดามตวง Food Work โดยมาดามตวง เผื่อว่าจะมีไอเดียเปิดร้านอาหารกับเขาบ้าง

อีกเล่ม เขาว่า ปลูกเองกินเอง Food from my city garden โดย นันทนา ปรมานุศิษฏ์

หรืออยากอ่านเรื่องของญี่ปุ่น เป็นเรื่องของมนุษย์เงินเดือน ชื่อ JAPAN SALARYMAN เป็นได้มากกว่ามนุษย์เงินเดือน

อีกเล่มน่าสนใจ ฉลาดทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเงิน ไม่น่าสนใจหรือว่าตัวเองฉลาดแต่เรื่องเงินเท่านั้น

หนังสือของสำนักพิมพ์มติชนรอให้ทุกคนเลือกอ่านตามอัธยาศัยและอัธยาทรัพย์ ทั้งราคาที่ลดจากหน้าปกหลายเปอร์เซ็นต์

ปีนี้ “หนุ่มเมืองจันท์” หลังจากค้นพบเส้นทางเดินของตัวเองด้วยการร่วมทุนกับเพื่อนที่รู้ใจเปิดสถาบันฝึกอบรมความคิดสร้างสรรค์ชื่อย่อ ABC หนังสือเล่มใหม่จึงชื่อ “การสิ้นสุดของสิ่งหนึ่ง คือการเริ่มต้นของสิ่งใหม่เสมอ” คุณๆ ท่านๆ คิดอย่างนั้นไหม แล้วจะไม่ลองสิ้นสุดงานเก่าๆ เพื่อเริ่มงานใหม่ๆ หรือ

เพื่อให้การอ่านหนังสือได้สาระและบันเทิงกับชีวิต ในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติยังมีรายการพูดคุยกับนักเขียนอีกหลายวัน

ตั้งแต่วันแรกของงาน พุธที่ 21 ตุลาคม เริ่มด้วยรายการเสวนาเรื่อง “ฉลาดทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเงิน” วิทยากรคือผู้เขียน หมอนัท คลินิกกองทุน (นายสัตวแพทย์ธนัฐ ศิริวรางกูร) ถนอม เกตุเอม (ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษี) ดำเนินรายการ เวลา 1 ทุ่มตรง ณ เวทีเอเทรียม

วันศุกร์ที่ 23 ตุลาคม พบกับ “หนุ่มเมืองจันท์” รายการ “Special Meeting หนุ่มเมืองจันท์” เวลาบ่ายโมงตรงถึง 4 โมงเย็น 3 ชั่วโมงยาวเหยียด ที่บอร์ดรูม 4

วันเดียวกัน ทุ่มตรง พบกับผู้แปล ราชินีศุภยาลัต จากนางกษัตริย์สู่สามัญชน สุภัตรา ภูมิประภาส ลลิตา หาญวงษ์ นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ ร่วมสนทนาและดำเนินรายการ

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม เวลา 6 โมงเย็น พบกับหนังสือ “ข้ามสมุทร” จากผู้เขียนระดับรองนายกรัฐมนตรีผู้ตกเป็นข่าวในสื่อมวลชนทุกวัน ดร.วิษณุ เครืองาม ผู้ดำเนินรายการ ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี

วันอังคารที่ 27 ตุลาคม บ่ายโมงตรง พบกับเรื่องที่น่าสนใจแห่งยุคสมัย “กุญแจดอกไหนไขสู่เสรีภาพ” วิทยากรประกอบด้วย อนุสรณ์ ติปยานนท์ จันจิรา สมบัติพูนศิริ กล้า สมุทวณิช วิจักขณ์ พานิช ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์ ผู้ดำเนินรายการคือ ประจักษ์ ก้องกีรติ ไม่น่าสนใจหรือ

พุธที่ 28 ตุลาคม 1 ชั่วโมงจากบ่ายโมงตรงถึงบ่าย 2 โมง พบกับ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ผู้ขุดค้นชีวิตบิดามาบันทึกเป็นอัตชีวประวัติทั้งชีวิตรับราชการ ทั้งภูมิประเทศฉะเชิงเทราและฝั่งธนบุรี กับทุกถิ่นฐาน จะอ่านเอาเรื่องหรืออ่านเอาสนุกก็เชิญตามใจชอบ ชื่อหนังสือ “Bon Voyage!” ภาษาฝรั่งเศสที่คุ้นหูคนไทยยามเมื่อลาจากกัน เสวนาโดยผู้เขียน กับ คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์ ผู้มีประวัติชีวิตที่น่าสนใจเช่นกัน ผู้ดำเนินรายการคือนักหนังสือพิมพ์ผู้หลงใหลเรื่องการเมือง สุภาพ คลี่ขจาย

สุดท้ายในงานนี้ พฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม บ่ายโมงถึง 4 โมงเย็น 3 ชั่วโมงเต็ม เสวนาเปิดตัวหนังสือที่ไม่เพียงน่าอ่านเท่านั้น ยังน่าศึกษาค้นลึกลงไประหว่างอักษรและระหว่างบรรทัด

“ข้าแต่ศาลที่เคารพ : ล้ม ร่าง สร้างใหม่ วังวนนิติธรรมไทย” วิทยากรคือผู้เขียนคนหนึ่ง สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตผู้พิพากษาและหนึ่งในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กับ ปิยบุตร แสงกนกกุล และ เอกชัย ไชยนุวัติ ผู้ดำเนินรายการคือ พรรณิการ์ วานิช (Voice TV) อยากฟังสนุก ต้องหาซื้อหนังสือมาอ่านก่อน

เดือนนี้แนะนำงานหนังสือ หากคิดเป็นผู้ขายหนังสือต้องไปศึกษาในงานนี้ 21 ตุลาคม-1 พฤศจิกายน

การยื่นงบการเงิน ผ่านอินเตอร์เน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07082151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

การยื่นงบการเงิน ผ่านอินเตอร์เน็ต

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพิ่งออกประกาศเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2558 กำหนดให้นิติบุคคลที่เคยส่งงบการเงินให้กระทรวงพาณิชย์ ต้องนำส่งงบการเงินสำหรับปี 2558 ผ่านอินเตอร์เน็ตโดยระบบ e-filing ของกระทรวงพาณิชย์

ในอดีตกว่าที่ข้อมูลงบการเงินจะเข้าไปอยู่ในฐานข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ กิจการมีเวลาทำงบการเงินให้ผู้ตรวจสอบบัญชีและนำส่งงบการเงิน (แบบกระดาษ) ภายในเดือนพฤษภาคมของทุกปี และกว่าที่กระทรวงพาณิชย์จะให้เจ้าหน้าที่ป้อนข้อมูลเข้าระบบคลังข้อมูลในเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็อีกหลายเดือน ข้อมูลงบการเงินจึงไม่เคยมีพร้อมให้ใช้ได้ทันเวลาเสียที

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จึงหาวิธีนำส่งงบการเงินผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อที่ในเวลา 5 เดือน เมื่อกิจการนำส่งงบการเงินจะใช้วิธีป้อนข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ว่าจะโดยแบบฟอร์มในเว็บไซต์ หรือการอัพโหลดข้อมูลในรูป Excel ขึ้นไปแปลงข้อมูลเข้าระบบในเว็บไซต์ โดยบังคับกิจการทุกแห่งต้องนำส่งงบการเงินผ่านช่องทางนี้เท่านั้น (และยกเลิกระบบนำส่งงบแบบกระดาษ) โดยหากใช้วิธีนี้ข้อมูลงบการเงินจะมีพร้อมให้นำมาใช้ได้ภายใน 5 เดือนของทุกปีแทน

ในเดือนกันยายน 2558 กิจการต่างๆ คงต้องหัวหมุนรีบจัดเตรียมเอกสารเพื่อแจ้ง Username และ Password แก่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า จากนั้น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะส่งรหัสลับผ่านอีเมลให้กิจการ และกิจการนำรหัสลับกลับมาลงทะเบียนในเว็บไซต์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าภายใน 30 วัน เพื่อ Activate บัญชีการนำส่งงบการเงินของกิจการให้พร้อมไว้สำหรับการยื่นงบการเงินประจำปี 2558 ในช่วงเดือนมกราคม ถึง พฤษภาคม 2559

เข้าใจว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าคงต้องการให้ทุกคนตื่นตัวและรีบดำเนินการ จึงออกประกาศวันที่ 4 กันยายน 2558 สั่งให้กิจการหลายแสนรายดำเนินการเรื่องนี้ให้แล้วเสร็จภายในสิ้นเดือนกันยายน 2558 เท่ากับมีเวลาดำเนินการกันจริงๆ เพียง 26 วันเท่านั้น

ขั้นตอนการส่ง Username และ Password กิจการต้องกรอกแบบฟอร์มขอรับรหัสผู้ใช้งาน และรหัสผ่านในเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า (www.dbd.go.th) จากนั้นพิมพ์แบบฟอร์มดังกล่าวเพื่อนำไปยื่นที่สำนักงาน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อขอรหัสลับ ในแบบฟอร์มดังกล่าวกิจการต้องระบุชื่อผู้มีอำนาจลงนามผูกพัน อีเมลของกิจการ และกรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะส่งรหัสลับ (Activation Code) ให้ทางอีเมล จากนั้น กิจการต้องนำรหัสลับไปยืนยันการใช้งานผ่านระบบเว็บไซต์ ภายใน 30 วัน จึงจะเสร็จพิธี

การนำส่งข้อมูลในช่วงนำส่งงบการเงินช่วงมกราคม ถึง พฤษภาคม 2559 กิจการต้องใช้วิธีป้อนข้อมูลเข้าเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้าทั้งตัวเลขในงบการเงิน ข้อมูลที่เคยกรอกในแบบ สบช.3 รวมทั้งบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) ผ่านระบบ e-filing

นอกจากกรอกข้อมูลในระบบแล้ว กิจการต้องสแกนงบการเงินในรูป PDF แนบเข้าระบบอีกด้วย เท่ากับกิจการไม่ต้องนำงบกระดาษพร้อมเอกสารต่างๆ แล้วเดินทางไปส่งให้กรมเหมือนในอดีต แต่จะส่งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนทั้งหมด

เข้าใจว่า ณ วันที่ 30 กันยายน 2558 จะยังมีกิจการจำนวนมากที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนเพื่อขอรับรหัสต่างๆ เพราะด้วยจำนวนนิติบุคคลและกำลังเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไม่น่าจะเพียงพอที่จะรองรับการนำเอกสารไปยื่น โดยเจ้าหน้าที่ต้องตรวจเอกสารและคีย์ข้อมูลเข้าระบบ ในขณะที่มีคิวรอยื่นเอกสารอยู่เป็นจำนวนมาก ในวันท้ายๆ ก่อนกำหนดเส้นตาย เจ้าหน้าที่ต้องใช้วิธีรับเอกสารไว้ก่อน แล้วจะค่อยติดต่อกลับไปหากเอกสารไม่ถูกต้องครบถ้วน

อันที่จริงแนวคิดการนำส่งงบการเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์เป็นประโยชน์และเป็นเป้าหมายที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องการให้คลังข้อมูลเกี่ยวกับนิติบุคคลนั้นทันเวลาและสะดวกรวดเร็ว ลดภาระของกิจการลง แต่ด้วยวิธีการที่กรมกำหนดขึ้นนั้น ทำไปทำมาดูเราจะเริ่มต้นด้วยการยื่นเอกสารกระดาษแล้วหวังว่าต่อไปจะทำงานด้วยอิเล็กทรอนิกส์ น่าจะแสวงหาวิธีการเริ่มต้นด้วยอิเล็กทรอนิกส์เพื่อให้สอดรับกับเป้าหมายที่เราต้องการทำอะไรที่ทันต่อเหตุการณ์และสะดวกรวดเร็ว อันที่จริงระบบไอทีก็มีรูปแบบและวิธีการลงทะเบียนที่มีระบบความปลอดภัยอยู่เป็นกลไกสำคัญเป็นหลักอยู่แล้ว ทำไมเรายังต้องยื่นเอกสารกระดาษกันอยู่อีก

กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็คิดในลักษณะเดียวกันกับ Regulator ทั้งหลายในบ้านเรา ที่มักใช้แนวคิดโยนภาระการความยุ่งยากไปที่กิจการ ใช้วิธีการที่เรียกว่า “เอาง่ายเข้าว่า” จะยุ่งยากซับซ้อนก็เป็นหน้าที่ที่กิจการต้องทำตามคำสั่ง แถมการให้เวลาอย่างจำกัดทั้งที่ทราบดีอยู่แล้วว่า กำลังเจ้าหน้าที่ก็ไม่เพียงพอรองรับ ยิ่งสะท้อนวิธีการทำงานที่ยังไม่เป็นมืออาชีพพอ

หรือกรมจะคิดทำนองว่า ถ้าประกาศคำสั่งโดยให้เวลาไปจนถึงสิ้นปีเพื่อลงทะเบียน กิจการส่วนใหญ่ก็จะไปเร่งทำกันในสัปดาห์สุดท้าย อย่ากระนั้นเลย ออกประกาศเร่งรัดไปก่อน แล้วค่อยขยับขยายเวลากันอีกที หรือเปล่า แต่อย่างน้อยก็ต้องคิดว่ามีคนที่เขาพร้อมจะลงมือทำแต่เนิ่นๆ ก็ต้องให้โอกาสเขามีเวลา และวางแผนงานตัวเองได้ ไม่ใช่ต้องทิ้งงานอื่นแล้วมาเร่งทำงานนี้ เพียงเพราะกรมให้เวลาเพียง 26 วัน (นับจากประกาศคำสั่ง) ในขณะที่นิติบุคคลที่ต้องดำเนินการมีหลายแสนราย

เข้าใจว่า ในท้ายที่สุด กรมพัฒนาธุรกิจการค้า คงต้องประกาศขยายเวลาออกไปอีก เพื่อให้กิจการมีเวลาพอที่จะดำเนินการต่อไป

อีกปัญหาหนึ่งซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2559 ก็คือ หากกิจการส่วนใหญ่เข้าไปในระบบเพื่อนำส่งงบการเงินในช่วงวันท้ายๆ ก่อนกำหนดวัดเส้นตาย ระบบคอมพิวเตอร์ของกรมจะมี Capacity รองรับปริมาณการจราจรทางอิเล็กทรอนิกส์ของกิจการได้หรือไม่

รู้จักสารพัดวิธีทำการตลาดออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07085151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

กิตติ ภูวนิธิธนา http://www.facebook.com/KittiFanPage

รู้จักสารพัดวิธีทำการตลาดออนไลน์

ช่วงนี้ผมมีโอกาสได้พูดคุยกับผู้ประกอบการหลายๆ แห่งหลายๆ ธุรกิจเกี่ยวกับการทำการตลาดออนไลน์ ทำให้พบว่า มีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่ยังไม่เข้าใจภาพรวมเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ดีนัก

อาจพอที่จะรู้อยู่บ้าง ซึ่งเป็นการได้ฟังมา ได้อ่านมาบ้าง แต่ก็ยังไม่เคยลงมือทำอย่างจริงจัง และเมื่อคุยในรายละเอียดเกี่ยวกับความแตกต่างของการทำโฆษณาออนไลน์แต่ละประเภท ก็ยังไม่มีความเข้าใจถึงความแตกต่างเท่าที่ควร ทำให้คิดว่าอยากจะเขียนถึงวิธีการทำการตลาดออนไลน์แบบต่างๆ ในครั้งนี้

การทำการตลาดออนไลน์มีหลากหลายวิธี สินค้าและบริการบางอย่างอาจเหมาะกับวิธีนี้ สินค้าอีกประเภทอาจจะเหมาะกับอีกวิธีหนึ่ง หรือบางอย่างอาจจะต้องใช้หลายๆ วิธีประกอบกัน ในการเลือกว่าจะทำการตลาดออนไลน์ด้วยวิธีใด นอกจากพิจารณาจากสินค้าและบริการแล้ว ก็ต้องพิจารณาเกี่ยวกับกลยุทธ์หรือเป้าหมายในการทำการตลาดแต่ละครั้งหรือแต่ละช่วงเวลาด้วย

ไปทำความรู้จักวิธีการทำการตลาดออนไลน์ในลักษณะต่างๆ กันเลย

Facebook Ads เป็นบริการโปรโมต Facebook Fanpage ของสินค้า บริการ หรือแบรนด์ของทาง Facebook โดยตรง การโปรโมตผ่าน Facebook Ads จะช่วยให้ข้อมูลของ Fanpage ได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างมากขึ้นและช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างยอด Like

นอกจากยอด Like แล้ว สิ่งที่จะได้รับตามมาก็คือ ภาพลักษณ์ ความน่าสนใจ และความน่าเชื่อถือในสินค้าและบริการ ตลอดจนเป็นการสร้างการรับรู้ ทำให้สมาชิก Facebook มีโอกาสได้เห็นและได้รู้จักกับสินค้าและบริการของทางร้านมากขึ้น สำหรับค่าใช้จ่ายในการทำ Facebook เริ่มต้นที่ 30 บาท/วัน

Google Adwords การสร้างโฆษณากับ Google สามารถทำได้ใน 2 ลักษณะคือ โฆษณาผ่านเครือข่ายการค้นหา และโฆษณาผ่าน Display Network จะเลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือจะทำควบคู่กันก็ได้

– โฆษณาผ่านเครือข่ายการค้นหา หากมีคนค้นหาสินค้าและบริการด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการของเรา เช่น “ของเล่นเด็ก” แล้วเราทำโฆษณากับ Google Adwords ในคีย์เวิร์ดนี้ไว้ คำโฆษณาและ URL ของร้านค้าก็จะถูกแสดงผลอยู่ในหน้าแสดงผลลัพธ์การค้นหาด้วย ช่วยเพิ่มโอกาสในการที่ลูกค้าจะได้รู้จักและเข้าไปซื้อสินค้ากับทางร้าน

– โฆษณาผ่าน Display Network จะแสดงผลในรูปแบบของแบนเนอร์เผยแพร่ไปตามเว็บไซต์ต่างๆ ในเครือข่ายของ Google ทั้งที่เป็นบริการของ Google เอง เช่น YouTube หรือเว็บไซต์ที่เป็นพันธมิตรหรือเว็บไซต์ที่ทำ Google Adsense

การโฆษณากับ Google Adwords สามารถกำหนดค่าใช้จ่ายได้เอง แต่หากคาดหวังผลลัพธ์ที่ดีก็ต้องยอมจ่ายในอัตราที่สูงสักหน่อย แต่หากทำโฆษณาได้มีประสิทธิภาพก็ถือว่าคุ้มค่าและเป็นวิธีการที่น่าสนใจ

แบนเนอร์โฆษณา เป็นการซื้อตำแหน่งโฆษณากับเว็บไซต์หรือเว็บบอร์ดที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการที่มีผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก เช่น จำหน่ายสินค้าหรือให้บริการเกี่ยวกับรถยนต์ อาจจะซื้อแบนเนอร์โฆษณากับเว็บไซต์ของคลับรถยนต์ต่างๆ เป็นต้น หากเป็นการโฆษณากับเว็บไซต์ชื่อดังค่าใช้จ่ายจะค่อนข้างสูง เหมาะกับสินค้าและบริการหรือแบรนด์ในระดับกลางถึงบน แต่หากเป็นสินค้าระดับกลางลงมาอาจเลือกโฆษณาผ่านเว็บบอร์ดต่างๆ ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า

ลงประกาศ การลงประกาศกับเว็บไซต์ต่างๆ เป็นวิธีพื้นฐานที่ง่ายที่สุดและใช้กันมานาน เรียกว่าเป็นวิธีแรกๆ ที่มีการขายของผ่านออนไลน์ ซึ่งตอนนี้ก็ยังคงใช้ได้อยู่และส่วนใหญ่ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถลงประกาศกับเว็บไซต์ต่างๆ ในส่วนของประกาศซื้อ-ขายได้ฟรี

SEO เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้เว็บไซต์ของร้านค้าถูกแสดงผลในหน้าแรกและอันดับต้นๆ ของการค้นหาด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องใน Google Search วิธีนี้มีเป้าหมายคล้ายๆ กับการทำ Google Adwords แบบโฆษณาผ่านเครือข่ายการค้นหา ต่างกันตรงที่ระยะเวลาและงบประมาณ

การโฆษณาและแสดงผลกับ Google Adwords เน้นที่การประมูลคีย์เวิร์ด ยิ่งจ่ายมากยิ่งมีสิทธิ์มาก เห็นผลทันทีที่ชำระเงิน ส่วน SEO ต้องใช้เวลาและอาศัยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง เช่น เว็บไซต์ที่ดี เนื้อหาหรือคอนเทนต์น่าสนใจ และเทคนิควิธีในการทำที่ต้องอาศัยความรู้ความชำนาญ แต่หากทำสำเร็จจะมีความยั่งยืนมากกว่า ในขณะที่ Google Adwords เมื่อหยุดจ่ายเงิน โฆษณาก็จะหยุดแสดงผลเช่นกัน

Affiliate Program คือการเปิดรับนายหน้าโฆษณา ถ้าใครหรือเว็บไซต์ใดที่สามารถนำพาลูกค้ามาให้กับร้านค้าได้ ร้านค้าต้องจ่ายค่านายหน้าตามเงื่อนไขการจ่ายที่กำหนดไว้ เป็นการทำโฆษณาที่วินวินทั้ง 2 ฝ่าย ถ้าลูกค้าไม่เข้าร้าน ร้านค้าก็ไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณา

การโฆษณารูปแบบนี้เกิดขึ้นจากเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ขนาดใหญ่ในต่างประเทศ เช่น Amazon ปัจจุบันได้รับความนิยมมากขึ้น ตอนนี้ในประเทศไทยเริ่มมีเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ทำ Affiliate ให้เห็นบ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นเว็บไซต์ชื่อดังต่างๆ แต่ก็มีเว็บไซต์ระดับกลางลงมาเริ่มทำโฆษณาในรูปแบบนี้ให้เห็นบ้าง ร้านค้าทั่วไปหรือขนาดเล็กอาจยังไม่เหมาะกับวิธีนี้ เอาเป็นว่าทำความรู้จักไว้ก็ไม่เสียหาย

ลองดูว่าตอนนี้คุณได้ทำโฆษณาวิธีไหนไปบ้างแล้ว หรือว่าวิธีไหนที่ไม่เคยนึกถึงมาก่อนแล้วคิดว่าน่าจะเหมาะกับสินค้าและบริการก็ลองศึกษาเพิ่มเติมและทำโฆษณาในวิธีนั้นๆ ดูนะครับ