มาช่วยกันสร้างแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนกันเถอะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07084150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เศรษฐกิจชาวบ้าน

ภ.พชร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการตลาด คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา

มาช่วยกันสร้างแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนกันเถอะ

หลายครั้งที่ผู้เขียนมีโอกาสได้เดินทางไปเยี่ยมเยือนแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ ที่มีศักยภาพมากมาย และก็มองเห็นว่ามันสามารถจะถูกพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนได้

โดยแหล่งท่องเที่ยวโดยชุมชนนี้มีลักษณะที่โดดเด่น แตกต่างกับแหล่งท่องเที่ยวในแบบอื่นคือ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดำเนินการเองโดยชุมชน และเพื่อชุมชน ฟังดูง่าย แต่ไม่ง่ายเลย เพราะเมื่อเวลาผ่านเนิ่นนานไปในอีกหลายแห่ง ที่มีโอกาสได้กลับไปยืนยังจุดเดิม ก็ปรากฏว่ามีคนต่างถิ่น โดยเฉพาะจากในเมืองซึ่งมีทรัพยากร และความพร้อมที่เหนือกว่าได้เข้ามาเปิดกิจการท่องเที่ยว มีกิจกรรมการท่องเที่ยว ที่มีลักษณะย้อนแย้งกับวิถีชีวิตของชุมชน และไม่สามารถปรับตัวให้หลอมละลาย กลายเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน หรือเป็นต้นแบบให้คนในชุมชนซึ่งมักจะด้อยกว่าในเกือบทุกด้าน ได้ดำเนินรอยตาม นัยว่าเป็นเรื่องของธุรกิจการค้า การมีคู่แข่ง ย่อมหมายถึงผลกำไรที่ลดลง การมีส่วนร่วมของชุมชนเพียงอย่างเดียวก็คือค่าจ้างแรงงานในราคาถูก และความฝันของคนในชุมชนที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน ก็ดูเหมือนจะยังคงเป็นความฝันอยู่เหมือนเดิม

ปัจจัยหลักที่สำคัญคือ การที่ผู้นำชุมชน หรือตัวผู้อาศัยในชุมชนเอง ขาดพลังความรู้ ขาดวิสัยทัศน์ และขาดการจัดการที่เพียงพอ ที่จะนำมาประกอบกันให้เป็นเป้าหมายใหม่ในการสร้างรายได้เสริมอย่างยั่งยืนให้กับชุมชนของตนเองได้ ในหลายกรณีผู้เขียนพบว่า ผู้นำชุมชนที่ถูกเลือกเข้ามาตามหลักประชาธิปไตยนั้น ไม่ได้มีเจตนาที่แท้จริงตามที่ได้ทำสัญญาประชาคมไว้เมื่อครั้งหาเสียง แต่เพียงเพราะว่างบประมาณด้านการอบรม ดูงาน เพื่อเพิ่มพูนองค์ความรู้ให้กับคนในปกครองของตนนั้น ยากต่อการตรวจสอบ และจะเป็นการง่ายกว่าถ้าจะปกครองคนที่ไม่มีความรู้ กลายเป็นการเสียโอกาสครั้งใหญ่ของชุมชน ซึ่งกว่าจะแก้ไขทันก็ต้องรอจนครบวาระ และพอแก้ไขได้แล้ว ก็ปรากฏว่ากิจกรรมการท่องเที่ยวในชุมชนของตน ได้ถูกปนเปื้อนไปด้วยน้ำมือจากคนต่างถิ่น ด้วยลักษณะแนวคิดแบบทุนนิยมไป อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว

จะว่าไปแล้ว ก็เหมือนกับที่ทั้งประเทศไทยของเรากำลังโดนกลุ้มรุมทำร้ายไปด้วยแนวความคิดแบบทุนนิยม และเป็นเรื่องยากที่แนวความคิดแบบเศรษฐกิจพอเพียงจะมีช่องทางได้เงยหน้าอ้าปากขึ้นมาหายใจ จากก้นหลุมของการพัฒนากันอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่ไม่ใช่ว่าจะไม่มีทางออกเลยเสียทีเดียว

ประเทศไทยเรามีดินดี มีน้ำอุดม มีแสงแดดที่อบอุ่น มีข้าวปลาอาหารที่ยังอุดมสมบูรณ์ และตั้งแต่โบราณกาลที่ผ่านมา ปัจจัยสี่ที่ใช้ในการดำเนินชีวิต อันมี 1. อาหาร 2. เครื่องนุ่งห่ม 3. ยารักษาโรค และ 4. ที่อยู่อาศัย ก็สามารถจะผลิตขึ้นใช้ได้เองภายในชุมชน เปรียบเสมือนระบบปิดที่ไม่มีความจำเป็นใดๆ จากภายนอกที่จะต้องมาคอยเกื้อหนุน เพียงแต่ที่ผ่านมา เราอาจไม่เข้าใจคำว่า “ความเจริญ” อย่างถ่องแท้ คิดไปถึงแต่การอยากอวด อยากมีให้เหมือนคนอื่น คิดถึงแต่การบริโภคที่ต้องเอาเงินแลกซื้อ ความรุ่มรวยทางทรัพยากรที่เคยอุดมสมบูรณ์ในชุมชนก็ค่อยๆ ลดลง แลกเปลี่ยนอย่างเสียเปรียบไปกับเทคโนโลยีใหม่ๆ จากต่างประเทศที่เกิดขึ้นมากมาย ก็กลายเป็นว่า โลกในทุกวันนี้มีปัจจัยที่ 5 เพิ่มขึ้นมาอีกอย่าง นั้นก็คือ 5. การติดต่อสื่อสาร (เทคโนโลยี)

ในเมื่อเราไม่สามารถปฏิเสธแนวคิดแบบทุนนิยมได้ ก็จงอยู่ร่วมกันอย่างสมดุล โดยในชั้นนี้เมื่อคนในชุมชนทราบถึงภัยคุกคามต่างๆ จากทั้งภายในและภายนอกที่มีต่อชุมชนแล้ว ก็จงรีบทำใจยอมรับ และเริ่มวางแผนรับมือเสียตั้งแต่วันนี้ และให้มองเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนนั้นเป็นผลพลอยได้ไปก่อน อย่ามองให้เป็นหลัก เพราะคงไม่มีวันที่จะเอาชนะฝ่ายทุนนิยมที่หยั่งรากลึกมาตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองไปได้ อย่างง่ายดาย

เริ่มต้นจากการสำรวจตัวเองก่อน ว่าเราเป็นใคร มาจากไหน ปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษของเราเป็นใคร คิดอย่างไรถึงได้มาตั้งถิ่นฐานในดินแดนแห่งนี้ ทำไมถึงยังอยู่ที่นี่ อากาศดี ดินดี น้ำอุดมหรือไร เป็น โคก หนอง นา ลุ่ม บึง ปลูกอะไรได้ดี มีพืชพื้นถิ่น สัตว์พื้นถิ่นเป็นอะไร ชื่อหมู่บ้านใครเป็นคนตั้ง ตั้งชื่อนี้เพราะเหตุใด ทรัพยากรรอบๆ ตัวเรา ในท้องถิ่นทั้งหมดที่ทำให้เราอยู่ที่นี่ ไม่หนีไปไหน มีอะไรบ้าง ปัจจัย 4+1 อย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว อาทิ อาหารพื้นบ้าน อาหารและผลไม้ตามฤดูกาล, การทอผ้าเองเพื่อใช้ในครัวเรือน การแต่งกายในวัยต่างๆ รวมถึงเครื่องประดับ, ต้นไม้ หรือพืชสมุนไพร (หมายรวมถึงสัตว์ป่า และแมลงบางประเภท ที่ใช้เป็นยาได้) ยาดองเหล้า ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายในชุมชน, การสร้างบ้านที่ใช้ไม้ในท้องถิ่น รวมถึงการประดับตกแต่งบ้านที่สะท้อนความเชื่อของชุมชน ถ้ามันมลายสูญหาย หรือลบเลือนไป จะทำอย่างไร ให้มันกลับคืนมา เพราะสิ่งต่างๆ เหล่านี้ย้อนกลับไปเมื่อนานมาแล้ว ครั้งหนึ่งมันทำให้เราอยู่รอด และอยู่ที่นี่ ไม่หนีหายไปไหน ทั้งหมดที่กล่าวมานี้มีอะไรบ้างที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน หรือเป็นอัตลักษณ์ของชนเผ่า ซึ่งอาจจะทำได้ด้วยปัจจัยที่ 5 คือการสื่อสาร การค้นหา การค้นคว้า ทั้งในห้องสมุด ถามผู้เชี่ยวชาญ และผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เมื่อฐานปัจจัยทั้ง 4+1 พร้อมแล้ว จึงค่อยตั้งเป้าหมายใหม่

ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อว่า สิ่งที่เพิ่งกล่าวไปข้างบนนี้ มีชุมชนอย่างน้อย 3 แห่งที่ทำได้ก่อนใคร และทำมานานมากแล้วด้วย นั่นก็คือ ชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์บ้านแม่กำปอง ตำบลห้วยแก้ว อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ หมู่บ้านท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านปราสาท ตำบลธารปราสาท อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา วิสาหกิจชุมชนบางน้ำผึ้งโฮมสเตย์ ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ และกำลังจะมีที่อื่นๆ ทยอยออกมาประกาศความสำเร็จอีกเป็นจำนวนมาก และแน่นอนที่สุดคือ หากชุมชนไหนสนใจ อยากพัฒนาตนเองให้มีรายได้เสริมอย่างมั่นคงและยั่งยืน ก็สามารถติดต่อประสานขอเข้าเยี่ยมชมกิจการดังกล่าวได้ หรืออาจขอคำปรึกษาได้ที่ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.)

บางชุมชนอาจจะมีความพร้อมในฐานทรัพยากรต่างๆ เหล่านี้อยู่แล้ว แต่ยังอาจขาดความมั่นใจในเรื่องของการตลาด ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักของฝ่ายทุนนิยม ซึ่งทางชุมชนก็อาจจะหยิบยืมมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้ ก็ไม่ถือว่าผิดกติกาแต่ประการใด เพียงแต่ต้องมีความพอประมาณ มีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกันที่ดี และภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่กำลังคับขันอยู่นี้ อย่าปล่อยให้โอกาสเช่นที่ว่ามานี้หลุดลอยไป โครงการพี่ช่วยน้องของ อพท. กำลังรอช่วยเหลือชุมชนของท่านอยู่ครับ?

มีคำถามเรื่องอาชีพ ยินดีตอบทุกประเด็น ฝากคำถามมาได้ที่ อีเมล p.bhachara@gmail.com

แบไต๋ Google Translate

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

แบไต๋ Google Translate

ครั้งนี้ผมขออาสามาไขความลับเกี่ยวกับการใช้ Google Translate หรือที่หลายๆ คนรู้จักกันดีในนามของเครื่องมือช่วยแปลภาษาบนเว็บ Google ซึ่งเครื่องมือที่ว่านี้มีความลับหลายอย่างซ่อนอยู่ และเชื่อว่าเมื่ออ่านบทความนี้จบแล้วคุณจะต้องทึ่งกับความสามารถเหล่านี้อย่างแน่นอน?

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน เอ่ยถึงเครื่องมือแปลภาษาในดวงใจ ผมเชื่อว่าชื่อแรกที่นึกถึงน่าจะเป็น “Google Translate” (https://translate.google.co.th/) อย่างแน่นอน เพราะนอกจากไม่ต้องเสียเวลาติดตั้งลงบนเครื่องแล้ว ยังสามารถช่วยแปลคำศัพท์ แปลประโยคผ่านเว็บไซต์ได้อย่างรวดเร็วเพียงปลายนิ้วคลิก และรอไม่กี่เสี้ยววินาทีก็จะพบกับคำตอบมากมาย แต่บางทีก็สร้างความผิดหวังและสับสนให้กับทางผู้ใช้งานบ้างในผลลัพธ์ที่ได้พบเห็น

ข้อสงสัยหรือคำถามหนึ่งที่คาใจสำหรับใครหลายๆ คนก็คือ ทำอย่างไรให้การใช้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น อย่างน้อยก็ขอให้แปลคำศัพท์ แปลประโยค หรือแม้แต่แปลเนื้อเรื่องได้ถูกมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไปก็ยังดี ผมขอบอกว่ามีวิธีครับ ซึ่งได้รวบรวมเคล็ดไม่ลับเกี่ยวกับการใช้งานที่จะช่วยให้การแปลครั้งต่อไปเป็นเรื่องง่ายและแปลถูกมากกว่าผิด รวมถึงแนะนำการใช้ฟังก์ชั่นใหม่ๆ อย่างส่องกล้องแล้วแปลคำศัพท์ออกมาได้ทันที ที่สำคัญ ปัจจุบันนี้รองรับการใช้งานภาษาไทยได้แล้วเพียงแค่คุณมีสมาร์ตโฟน แท็บเลต ก็สามารถใช้งานอย่างง่ายดาย

การแก้ไขปัญหาต้องรู้จักหักมุม

ทันทีที่ผมหยิบเรื่องราวของ Google Translate ขึ้นมาเล่าก็อดนึกถึงเรื่องหนึ่งที่ผมประสบปัญหาอยู่ในช่วงเวลาหลายเดือนที่ผ่านมาไม่ได้ สิ่งนั้นก็คือ เว็บที่ผมใช้งานอยู่ปัจจุบันบางที่บางแห่งมีการบล็อกไม่ให้เข้าไปใช้ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม แต่อย่างน้อยก็ส่งผลกระทบกับผมเพราะไม่สามารถเข้าไปเพื่อศึกษาหาข้อมูลได้ แต่ปัญหานี้ใช่ว่าจะแก้ไขไม่ได้เพียงแต่อย่าพิมพ์ URL โดยตรงหรือค้นหาผ่าน Google แล้วคลิกลิงก์ที่หน้าแสดงผล

อ่านถึงตรงนี้แล้วคุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่าแล้วจะให้ทำอย่างไร คำตอบก็คือ ให้ทำเสมือนกับการแปลภาษา ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าเว็บที่ผมจะเข้าใช้ชื่อว่า http://thep2train.com/word2train จากนั้นให้เข้าไปที่ Google Translate แล้วพิมพ์ชื่อเว็บนี้ลงไป ผลลัพธ์ที่ปรากฏขึ้นมาจะแสดงชื่อเว็บไซต์นั้นแล้วให้ทำการคลิกที่ลิงก์นั้นอีกครั้งหนึ่ง เพียงเท่านี้ ก็สามารถเข้าไปใช้งานได้โดยอาศัยหน้าเว็บ Google Translate เป็นทางผ่าน

เผยเคล็ดไม่ลับการใช้ Google Translate

หากถามว่าเวลาที่ Google Translate แปลผิดพลาด ความผิดนี้น่าจะเกิดจากใคร หรือว่าเป็นความผิดพลาดจากตัวเครื่องมือนี้ ผมต้องขอบอกว่าใช่ครับแต่ไม่ทั้งหมด ส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับผู้ใช้งานด้วย บางครั้งข้อความ ประโยค หรือแม้แต่คำศัพท์ที่ใช้ค้นหานั้นอาจจะไม่ชัดเจนการประมวลผลก็อาจจะผิดพลาดได้เช่นกัน คำถามต่อมาที่ผู้อ่านยังคาใจอยู่นั่นก็คือ แล้วจะแก้ไขได้อย่างไร ผมขอบอกและอธิบายผ่านเคล็ดไม่ลับการใช้ Google Translate ดังนี้

1. แปลยาวแล้วผิดให้เปลี่ยนแปลทีละประโยคหรือย่อหน้า ถึงแม้จะเสียเวลาสักนิดแต่ผลลัพธ์ที่ได้ต้องขอบอกว่าโอกาสผิดพลาดมีน้อยลง

2. ภาษาที่ใช้สื่อสารหรือแปลถ้าเพี้ยนให้ลองปรับคำหรือข้อความใหม่ เพราะบางครั้ง Google Translate อาจจะไม่เข้าใจคำศัพท์หรือศัพท์สแลงใดๆ จึงสื่อสารผิดทำให้รูปแบบประโยค ข้อความ ย่อหน้านั้นผิดพลาดไปทั้งหมด

3. ตรวจสอบด้วยแปลย้อนกลับ เช่น จากเดิมแปลไทยเป็นอังกฤษในรูปแบบประโยค เมื่อได้ผลลัพธ์แล้วลองแปลอังกฤษเป็นไทยในรูปแบบประโยคเดิมดูสิว่าข้อความต่างๆ ยังคงความหมายใกล้เคียงหรือถูกต้องหรือไม่ ถ้าไม่ก็ต้องปรับข้อความและคำศัพท์ใหม่อีกครั้ง

4. การแปลศัพท์หลายๆ คำโอกาสเพี้ยนหรือผิดมีสูง ลองเปลี่ยนโดยการใช้คำศัพท์ 1 คำต่อ 1 บรรทัดดูสิ โดยใช้วิธีกดปุ่ม Enter การแปลความหมายจะใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องการสื่อสาร

5. จัดรูปแบบประโยคให้ชัดถ้อยชัดคำและกระชับช่วยให้การแปลภาษาไม่ผิดพลาด เป็นเรื่องง่ายที่หลายคนมักมองข้าม การแปลภาษาไม่ใช่การสื่อสารทุกคำที่แปล แต่ควรใช้คำที่ตรงประเด็นและเข้าใจง่ายมากกว่าการแต่งประโยคหรือข้อความที่สวยหรู

ส่องกล้องแล้วแปลด้วย Google Translate

ฟังก์ชั่นหรือฟีเจอร์ที่แนะนำอาจจะยังไม่แพร่หลาย หรืออาจจะเป็นที่รู้จักน้อยมาก แต่เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้น่าจะได้รับความนิยมเพราะทำให้ชีวิตมีความสะดวกสบายมากขึ้น สิ่งที่ผมกำลังนำเสนอต่อไปนี้เป็นการใช้อุปกรณ์สมาร์ตโฟน แท็บเลตเชื่อมต่อกับ Google Translate โดยอาศัยกล้องของอุปกรณ์เหล่านั้นส่องไปยังคำศัพท์ ประโยค หรือข้อความแล้วแปลเป็นความหมายออกมา ขั้นตอนการใช้งานก็แสนง่ายดายทำได้ดังนี้

1. ไม่ว่าคุณจะใช้ระบบปฏิบัติการ Android หรือ iOS ก็ตาม ให้ติดตั้งแอพที่มีชื่อว่า “Google Translate” ส่วนขั้นตอนการติดตั้งและดาวน์โหลดผ่าน Play Store, App Store อันนี้ผมขอข้ามขั้นตอนการติดตั้งไปเลยนะครับ

2. หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อเปิดแอพขึ้นมาจะพบว่ามีไอคอนหรือเครื่องมือที่เป็นรูปกล้องอยู่ด้านล่าง ให้แตะไปที่รูปกล้องนั้น เพื่อเข้าสู่โหมดการบันทึกภาพและข้อความที่ต้องการแปล

3. จากนั้นทำการส่องไปยังภาพ หรือข้อความที่ต้องการให้แปลพร้อมกับทำการโฟกัสภาพให้คมชัดก่อนการลั่นชัตเตอร์ เพียงเท่านี้ คุณก็จะได้ผลลัพธ์ในรูปแบบการแปลที่สมบูรณ์แบบ

บทสรุป “แบไต๋ Google Translate”

เรื่องราวของการใช้ Google Translate หรือเครื่องมือช่วยแปลภาษาผ่านหน้าเว็บ Google ยังมีอีกมากมายที่น่าสนใจ แต่ในสิ่งที่ผมได้นำเสนอนี้ถือว่าเป็นการคัดเอาเรื่องเด็ดที่น่าสนใจและได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานจำนวนมาก

จงอย่าเชื่อในสิ่งที่ผมบอกถ้าคุณยังไม่ได้ทดลองและฝึกฝน เพราะการปฏิบัติจริงและทำซ้ำๆ จะช่วยเพิ่มทักษะและเทคนิคการใช้งานใหม่ๆ ให้กับคุณได้เป็นอย่างดี รวมถึงมีภูมิต้านทานให้รู้จักใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดอีกด้วย แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

พฤติกรรมสงฆ์ ปลงกรรม พฤติธรรมวินัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เก็บตกจาก “แท็กซี่ กูรู”

TAXI MASTER

พฤติกรรมสงฆ์ ปลงกรรม พฤติธรรมวินัย

ในโลกดิจิตอล ออนไลน์ สำหรับสังคมที่มือไม่ว่างเพราะต้องมี “มือถือ” ติดตัว ยุคพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง แต่ก่อนเรามักจะพูดว่าจะไปไหนก็โบกแท็กซี่ หมายถึง โบกมือเรียกแท็กซี่ แต่เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นกดเรียกแท็กซี่ เพราะช่วงนี้มี “แอพสายด่วน” ให้ดาวน์โหลดฟรี เพื่อใช้เป็นตัวเลือกสำหรับโทรศัพท์เรียกใช้บริการแท็กซี่ ในเขตที่สัญญาณ GPS ไปถึง โดยเพิ่มค่าโดยสารอีก 20 บาท สำหรับผู้ที่สะดวกด้านเศรษฐกิจก็คิดว่าเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยไม่ต้องไปยืนโบกข้างฟุตปาธ มีให้เลือกเรียกใช้บริการอย่างน้อยก็มากกว่า 10 ศูนย์ หรือบางเบอร์โทรก็เป็นสหกรณ์ และบางศูนย์บริการก็ระบุว่า “ฟรีค่าโทร” ถ้าหากจะดูรายละเอียดก็เข้าไปดูในเว็บไซต์ก็ได้ ซึ่งมีคำอธิบายวิธีเรียกใช้บริการไว้ชัดเจน พอจะสรุปได้ เช่น บอกว่าให้ไปรับที่ไหน บอกเส้นทางจุดที่จะรับ จะไปส่งที่ไหน ซึ่งควรโทรก่อนล่วงหน้าประมาณ 15-20 นาที และอาจจะรอประมาณ 15-20 นาทีเช่นกัน เรื่องนี้อาจจะกระทบกระเทือนแท็กซี่รูปแบบเก่าอย่างพวกเราบ้าง แต่ก็ถือว่าเป็นแรงกระตุ้นที่ให้แท็กซี่รุ่นเดิมๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ดีขึ้น และเป็นตัวเลือกที่ไม่ต้องปฏิเสธ

พวกเราในชมรมแท็กซี่ปฏิบัติดีเพื่อสังคม ได้แสดงออกถึงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์สมาชิกในชมรมคนหนึ่ง ซึ่งมีวี่แววว่าน่าจะไม่มีความจริงใจ และอาจจะนำความเสื่อมเสียมาสู่ชมรมพวกเราได้ เนื่องจากมีพฤติกรรมบางอย่างที่อยู่ใน 5 กลโกง ที่ส่อให้พวกเราคิดว่าเป็นอย่างนั้นอย่างน้อย 2 อย่าง ซึ่งไม่ควรกระทำอย่างใดๆ ในเรื่องต่อไปนี้คือ เปลี่ยนยางหรือวงล้อยางให้เล็กลงเพื่อทำให้รอบมิเตอร์หมุนเร็วขึ้นทำให้ค่าโดยสารสูงกว่าความเป็นจริง ต่อวงจรไฟมิเตอร์กับสายแตรแล้วกดบ่อยครั้งแต่แตรไม่ดัง ซึ่งทำให้ไฟฟ้ารถยนต์ลัดวงจรทำให้เลขมิเตอร์เพิ่มขึ้นโดยที่ไม่ใช่ขณะรถวิ่ง หรือแกล้งให้ตัวเลขเวลาขณะที่รถจอดติดอยู่ดับโดยอ้างว่าเสีย มีการสลับมิเตอร์เตรียมไว้ 2 ตัว เมื่อมีผู้โดยสารต่างชาติก็ใช้มิเตอร์ตัวเก่าปรับค่าโดยสารตามชอบหรืออ้างว่ามิเตอร์เสียแล้วชักชวนให้ข้อเสนอเหมาจ่าย นอกจากนั้น ก็อาจจะมีพฤติกรรมที่พยายามเพิ่มระยะทางระยะเวลาโดยพาผู้โดยสารอ้อมเส้นทางโดยอ้างว่ารถติด พวกเราได้ซักถามตรวจสอบพฤติกรรมแล้วพบว่าเขาทำ 2 อย่างใน 5 อย่างที่กล่าวจึงให้พ้นชมรม

พวกเราชื่นชมกับแท็กซี่คันหนึ่งที่ใช้ชื่อว่า “แท็กซี่รสพระธรรม” เป็นรถแท็กซี่ส่วนบุคคลเขียวเหลืองที่เขียนข้างรถว่า บริการฟรีสำหรับ ผู้ป่วย คนชรา ผู้พิการ แม่ชี คนตาบอด และพระภิกษุสามเณร ซึ่งเขาเคยได้รับการยกย่องและสัมภาษณ์ข่าวผ่านสื่อโทรทัศน์ ปัจจุบันก็ยังดูได้ในเว็บไซต์ในอินเตอร์เน็ต พวกเรายังแซวแบบยกย่องว่าน่าจะเป็นคู่แข่งกับรถแท็กซี่ของกรุงเทพมหานครที่บริการฟรีเช่นกัน

ช่วงนี้ใกล้จะออกพรรษา ผมมีลูกค้าขาประจำที่มักจะนัดหมายไปรับหรือส่งที่วัดบ่อยๆ และชอบนำแผ่นซีดีธรรมะที่ได้มา มาเปิดช่วงเดินทางไปหรือกลับจากวัดบ่อยครั้ง ทำให้บางครั้งต้องอดฟังเพลงโปรดที่เตรียมมากล่อมอารมณ์โลกส่วนตัว หรือบางครั้งก็อดฟังภาษาอังกฤษวันละประโยค วันนี้นัดหมายให้ไปรับที่วัดจึงต้องขอฟังเพลงที่กำลัง “ฟิล” อยู่ช่วงนี้ก่อนที่จะฟังธรรมะ เนื่องจากระลึกถึงกลอนบทหนึ่งตั้งชื่อว่า “ความหลังเมื่อครั้งก่อน” ที่เขียนบทแรกไว้ว่า “ภาพความหลัง ยังจุดไฟในใจฉัน แต่สีมันพร่ามัวเลือน เหมือนวันเก่า ภาพครั้งก่อน ย้อนรอยยิ้ม ยังพริ้มเพรา เมื่อครั้งเก่า เรายิ้มไว้ ให้แก่กัน” ทำให้ผมนึกถึงเพลงประกอบภาพยนตร์เมื่อ 40 ปีก่อน เรื่อง The way we were ที่ขึ้นต้นว่า “Memories, Light the corners of my mind, Misty water-colored memories of the way we were. Scattered pictures, Of the smiles we left behind, Smiles we gave to one another for the way we were?” ผม “อิน” กับหนังเรื่องนี้มากเพราะชอบความหล่อของ Robert Redford และ Barbra Streisand

ผมไปถึงวัดตรงเวลาแต่โยม (อุปถัมภ์) ขาประจำแท็กซี่มาขออนุโมทนาเอาบุญมาฝากบอกว่า ขอโทษให้รออีกเกือบชั่วโมง เพราะต้องอยู่กรรมและร่วมสังฆกรรมในพิธีสงฆ์ โดยเจ้าอาวาสขอให้ฆราวาสที่มีชื่อเป็นกรรมการวัดอยู่ร่วมพิธีอีกสักช่วงหนึ่ง และมีพระสงฆ์รูปหนึ่งต้องอาบัติปาราชิก ถ้าอยู่รอจะให้รางวัลค่าเสียเวลา ผมงงๆ ไม่เข้าใจนักแต่ตอบตกลง ก็คิดว่าช่วงเวลารอนี้ จะไปนมัสการหลวงลุงที่คุ้นเคย เผื่อจะได้สนทนาธรรมหายข้องใจคำพระบางคำที่เคยได้ยินว่าปลงอาบัติ ปาราชิก หรือคำว่า สิกขาบท

โชคดีที่หลวงลุงดูแลและแยกปลูกกล้วยไม้อยู่หลังกุฏิ ผมเข้าไปกราบนมัสการและขอโทษที่มารบกวนเวลา “จำวัด” ท่านบอกว่าไม่เป็นไรมาสนทนาธรรมด้วยก็ชอบใจแล้ว ชวนขึ้นไปบนระเบียงหน้ากุฏิ ผมเข้าไปกราบพระพุทธรูป แล้วมานั่งกับหลวงลุง ตั้งปุจฉาท่านด้วยความเป็นกันเอง นมัสการถามท่านกับคำว่า ปลงอาบัติ ปาราชิก สิกขาบท หลวงลุงหัวเราะอย่างมีเมตตา วิสัชนากลับแซวว่าโยมเตรียมตัวจะบวชหรือคิดจะต้องปลงอาบัติแล้ว วางแผนจะทำผิดอะไร เดี๋ยวจะให้พระวินยาธิการจับมาสึกเสียเลย ผมรู้ดีว่า พระวินยาธิการ คือตำรวจพระ ที่เจ้าคณะแต่งตั้งไว้ตรวจจับพระอลัชชี

หลวงลุงแซวผมว่า “แหมให้แสดงธรรมโดยไม่ได้อาราธนาเลยนะ พุทธบัญญัติเกี่ยวกับระเบียบปฏิบัติ ขนบธรรมเนียม วิถีธรรม ของภิกษุสงฆ์หรือภิกษุณี เรียกว่า พระวินัย ซึ่งแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ อาทิพรหมจริยกาสิกขา และ อภิสมาจาริกาสิกขา อย่างแรกเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติเพื่อป้องกันความเสียหาย และปรับโทษเป็นอาบัติหนักบ้างเบาบ้างโดยสวดทุกกึ่งเดือนเรียก “พระปาติโมกข์” ส่วนอย่างที่สองเป็นหลักศึกษาอบรมธรรมเนียมมารยาทให้ชักนำพระสงฆ์ให้ประพฤติดี พระวินัยนั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติไว้ล่วงหน้า เมื่อเกิดความเสียหาย จึงบัญญัติเป็นสิกขาบทไว้เพื่อพระสงฆ์ควรมีวัตรปฏิบัติที่ดีงามจึงทรงสิกขาบทเรื่อยมา”

หลวงลุงท่านลุกขึ้นไปหยิบคู่มือธรรมะเล่มบางๆ มาให้แล้วบอกว่าว่างๆ เอานี่ไปอ่านแล้ววิสัชนาต่อว่า

“อาตมาจะสรุปต่อนะ ทีนี้คำว่า อาบัติ แปลว่า ต้อง หรือการล่วงละเมิด ถ้าพระสงฆ์ล่วงละเมิดสิกขาบทนั้นๆ ก็จะเป็นโทษ เช่น ภิกษุกล่าวอวดอุตริมนุสธรรมที่ไม่มีในตน ก็ต้องอาบัติปาราชิก สำหรับอาบัติมีถึง 7 กอง คือ ปาราชิก สังฆาทิเสส ถุลลัจจัย ปาจิตตีย์ ปาฏิเทสนียะ ทุกกฎ และ ทุพภาสิต

โทษแต่ละสิกขาบทหนักเบาไม่เท่ากันหรอก โยมจะเลือกโทษข้อไหนล่ะ อาบัติปาราชิกมีโทษหนัก ผู้ล่วงละเมิดจะขาดจากความเป็นภิกษุ จับสึกเลย อาบัติสังฆาทิเสสมีโทษรองลงมา ผู้ละเมิดต้องอยู่กรรม คือประพฤติอยู่ในปริวาสกรรม ตามจำนวนวันเวลาที่กระทำผิดหรือปกปิดไว้ หรือให้สงฆ์จำนวน 20 รูป สวดอัพภาน คือการสวดถอนจากอาบัติสังฆาทิเสส เพื่อรับเข้าหมู่สงฆ์ ส่วนอาบัติอีก 5 กองที่เหลือมีโทษเบาลงมา ผู้ล่วงละเมิดต้องประกาศสารภาพผิดต่อหน้าภิกษุสงฆ์ เรียกว่า “ปลงอาบัติ” จึงจะพ้นอาบัติ

พระวินัยแต่ละข้อ หรือมาตราต่างๆ เรียกว่า “สิกขาบท” แปลว่า ข้อที่จะต้องศึกษา ภิกษุมี 227 สิกขาบท แบ่งกลุ่มได้ เช่น ปาราชิก 4 สังฆาทิเสส 13

ปาราชิก แปลว่า ผู้พ่ายแพ้ โทษร้ายแรงเพราะไม่ประพฤติในพรหมจรรย์ เช่น เสพเมถุน ฆ่ามนุษย์ ลักทรัพย์ สังฆาทิเสส ทำผิดพระวินัย เช่น แกล้งทำให้น้ำอสุจิเคลื่อน มีกำหนัดจับต้องกายหญิง ให้ผู้หญิงบำเรอกาม ส่วนปาจิตตีย์ เป็นการละเมิดอันยังกุศลธรรมให้ตก คือจงใจทำให้กุศลจิตเศร้าหมองก็ปลงอาบัติได้

อ้อ! ที่ถามว่า อลัชชีนั้นคือพระสงฆ์ผู้ไม่มีความละอาย คือหน้าด้าน โยมแท็กซี่เคยรับสงฆ์อลัชชีไหม? โน่นโยมลงมาแล้ว ไปส่งบ้านก่อน ว่างๆ ค่อยมาปลงอาบัติกันต่อนะ!”

สรุปสาระธรรมจาก : คู่มือศึกษาธรรมปฏิบัติ และเว็บไซต์สื่อออนไลน์

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

สิ่งใดที่ติดขัด ไม่เป็นอย่างที่คิด รวมถึงเรื่องที่เป็นความลับ สิ่งที่คุณไม่ต้องการให้ใครได้รู้ ได้เห็น ควรรีบดำเนินการให้เสร็จหรือจบให้เร็วที่สุด ซึ่งจะส่งผลดีให้กับคุณ ด้วยเหตุช่วงเดือนหน้าหลายอย่างจะไม่ลงตัวและไม่ได้อย่างใจคิด อีกทั้งจะมีอุปสรรคปัญหาเข้ามาต่อเนื่อง ความลับจะถูกเปิดเผย มีคนมาขุดในเรื่องที่คุณไม่ต้องการให้ใครรู้เห็น ผู้ใหญ่หรือคนที่เข้ามาสามารถช่วยได้ แต่จะมีข้อแม้ที่มากขึ้น รายได้เป็นช่วงที่ต้องออกแรงมากเป็นพิเศษในการที่คุณจะได้สิ่งใดมา แต่ในที่สุดแล้วได้อย่างที่คิดที่หวังไว้ ด้วยความมานะพยายามและมีเทคนิคการขาย เทคนิคการหาเงินที่แปลกแหวกแนว อีกทั้งความเป็นกันเองต่อลูกค้าจะนำมาซึ่งรายได้ที่สูงขึ้น ยอดขายที่น่าชื่นใจ ด้านความรักเป็นช่วงที่ปล่อยวางบ้างจะทำให้มีความสุขมากขึ้น และมุ่งเน้นเรื่องของงานให้มากขึ้น ลูกหลานบริวาร คนที่คุณดูแลจะเจ็บป่วยกะทันหัน เพื่อนร่วมงานใกล้ตัวจะช่วยเหลือบางสิ่งที่คุณต้องการ ขอให้พูดคุยกับคนรอบตัวด้วยรอยยิ้มและความเป็นมิตรที่มากขึ้น สุขภาพระวังความเครียด การคิดมาก คิดไปเองเกินความเป็นจริง จะทำให้เจ็บป่วยได้ครับ

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

การงานจะสำเร็จได้โดยใช้ปากและการเจรจา ถ้ามีการตกลงสิ่งใดในช่วงนี้ อยากให้คุณเปิดตัว คิดหวังสิ่งใดลงไปให้ลุยเอง อย่าไปไหว้วานใครแล้วคุณจะสำเร็จอย่างที่ต้องการ ระวังเรื่องลูกน้องบริวาร สั่งการสิ่งใดให้เน้นย้ำตามด้วยเอกสารและต้องมีพยานผู้รู้เห็น เพราะมีโอกาสเข้าใจผิดในสิ่งที่คุณต้องการสื่อสาร ซึ่งจะนำมาซึ่งความเสียหายโดยรวมได้ รายได้พิเศษยังมีเข้ามาให้คุณได้หมุนใช้ต่อเนื่อง ระวังกระเป๋าเงินหาย มีคนเข้ามาขอยืม ทำทุกอย่างให้เราควักเงินออกจากกระเป๋าได้ มีคนเข้ามาหลอกให้คุณลงทุน ก่อนการตัดสินใจใดๆ ควรศึกษาหาข้อมูลและควรถามผู้รู้จริง ตัวเลขการค้าขายใดๆ ในระยะนี้มีเข้ามาให้ชื่นใจระยะสั้นๆ อีกทั้งจะเกิดการตัดราคากันอย่างน่าใจหาย โดยขอแนะนำว่าคุณอย่าลงไปในสงครามถล่มราคาเพราะจะมีผลตามมาในอนาคต ขอให้เน้นที่คุณภาพบวกการบริการที่ดี คือกุญแจไขความสำเร็จในช่วงเวลานี้ ด้านความรักมีความสัมพันธ์กับคนรักที่แนบแน่นขึ้น มีกิจกรรมที่ได้ทำร่วมกันมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา สุขภาพระวังเจ็บป่วยจากการเดินทาง เรื่องของอาหารการกินต้องดูแลมากขึ้นด้วยครับ

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

ระวังการถูกหลอก ถูกโกงในทุกแง่มุม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการรับปากทั้งตัวคุณเองและคู่สัญญายังไม่สามารถทำได้ตามที่ตกลงกันไว้ แต่จะเริ่มดีขึ้นในช่วงเดือนหน้า สิ่งที่ติดขัดไม่ลงตัวก่อนหน้าจะเริ่มมีทางออก ทางแก้ มีผู้ใหญ่ใจดีให้ความเมตตาให้ความช่วยเหลือดูแลในสิ่งที่ติดขัด จะเป็นผู้ใหญ่ในสายงานหรือผู้ใหญ่ที่คุณให้ความเคารพ แต่ระยะนี้ไฟในตัวคุณแรงขึ้น ดังนั้น คิดฝันทำสิ่งใดให้รีบดำเนินการต่อยอดความฝันให้เป็นรูปธรรม รายได้เข้าจากคู่ค้าคู่สัญญา ลูกค้าใหม่ๆ การขายของชิ้นสำคัญ ที่คุณคาดหวังไว้นำมาเป็นทุนก้อนสำคัญได้ในช่วงนี้ รายได้จากการค้าขายจะเข้ามาและพร้อมจะออกไปในทันทีด้วยเรื่องของหนี้สิน แต่อย่าเพิ่งหมดหวังเสียทีเดียวเพราะการเสี่ยงโชคเสี่ยงดวง เสี่ยงลุยสู้ลงทุนด้วยวิธีการ ด้วยสินค้าใหม่ๆ จะทำรายได้อันงดงามให้กับคุณอย่างแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ชัวร์ ความรักระวังเรื่องของการมีรักต้องห้ามหรือการคบกับคนที่มีเจ้าของอยู่แล้วทำให้ปัญหาจะเกิดได้ง่ายขึ้น สุขภาพระวังภูมิแพ้ ระบบทางเดินหายใจ อากาศที่เปลี่ยนแปลงไปมาทำให้คุณไม่สบายได้ง่ายขึ้นครับ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

หน้าที่การงานได้รับมอบหมายงานต่างๆ ที่มากขึ้น มีระยะเวลาจำกัดมากขึ้นและผลงานของแต่ละชิ้นงาน เจ้านายหรือผู้สั่งงานจะรอคอยอย่างตั้งใจ จึงต้องใส่ใจให้มากเป็นพิเศษ มีการผิดพลาดประการใดเกิดขึ้นสามารถที่จะกระเทือนถึงชื่อเสียงและผลงานที่สร้างมาได้ มีเงินเข้ามาเป็นระยะๆ แต่ความต้องการในเรื่องส่วนตัว รวมถึงเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ทำให้ต้องจ่ายออกเป็นก้อนใหญ่ทำให้เมื่อถึงคราวจำเป็นต้องใช้จริงๆ จะหาไม่ทัน อีกทั้งครอบครัว คนใกล้ตัว มีเรื่องจำเป็นที่ต้องการความช่วยเหลือจากคุณ คนรักจะมีปัญหาที่ต้องจับเข่าคุยกันในเรื่องค่าใช้จ่ายที่เพิ่มมากขึ้น ไม่ควรต่างคนต่างคิดต่างทำตามความเข้าใจกันเองจะทำให้เรื่องบานปลายได้ ด้านค้าขายช่วงนี้ดีขึ้นมีสภาพคล่องทางการเงินที่น่าชื่นใจ ถึงแม้เป็นเพียงระยะสั้นๆ แต่ก็พอที่จะนำไปลงทุนเพิ่มเติมรวมถึงพอจะใช้หนี้เก่าๆ ที่คาราคาซังมานาน บริวารหรือคนที่คุณสั่งงานจะลาหยุดโดยไม่บอก ยิ่งถ้าดูให้ละเอียดในอีกไม่นานนี้จะมีลูกน้องบางคนลาออก จึงควรตระเตรียมหาคนช่วยงานคนใหม่ๆ สุขภาพระวังเรื่องของอารมณ์ ความเครียดความดัน ปัญหาโรคเก่าๆ ที่เคยเป็นกลับมาเป็นอีกครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

เป็นช่วงที่คุณต้องรีบดำเนินการทั้งงานเก่าและงานใหม่ให้เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น เอกสาร สัญญา รวมถึงการรับปากทั้งในส่วนของตัวคุณและคู่สัญญาเริ่มชัดเจนเห็นผลสำเร็จมากกว่าที่ผ่านมา แต่ให้ระวังการถูกพูดลับหลัง การนินทาว่าร้ายทำให้คุณเสียชื่อ สิ่งที่ควรทำคือไม่ต้องแก้ข่าว ให้ทำหน้าที่เต็มที่มากขึ้น ทุกอย่างจะเงียบหายไปตามกาลเวลา อีกประการเรื่องของลายเซ็นควรตรวจเช็กให้รอบคอบก่อน การเงินยังต้องวิ่งหมุนจากงานใหม่ แต่ค่าใช้จ่ายส่วนตัว คนใกล้ตัวที่ฟุ่มเฟือยควรงดเว้น แต่ยังมีผู้ใหญ่ใจดีจะมอบหมายงานที่เป็นรายได้มาให้ การค้าขายระยะนี้ให้ยิ้มแย้มทั้งตนเองและลูกหลานบริวารที่ต้องคอยอยู่หน้าร้าน อย่าให้คนหน้าหงิกหน้างอมานั่งคุยกับลูกค้าจะทำให้ยอดตกอย่างน่าใจหาย ส่วนครอบครัวความรักระวังในส่วนของรักซ้อน รักมากกว่าหนึ่ง ความจะแตกได้ แต่ถ้าใครรักเดียวใจเดียวไม่วอกแวกจะได้สิ่งดีๆ จากคนรัก โดยเฉพาะท่านที่ยังโสดช่วงนี้หาโอกาสปรับเปลี่ยนเสื้อผ้าหน้าผมทำอะไรใหม่ๆ ให้กับชีวิตแล้วจะเกิดสิ่งดีๆ คนดีๆ เข้ามาหามาสู่ สุขภาพระวังระบบสืบพันธุ์ ท้องน้อยอักเสบและติดเชื้อได้ครับ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

งานในช่วงจากนี้จะมีการเปิดหน้างานมากขึ้น รวมถึงการเดินทางก็มากขึ้นตาม แต่ให้รู้ไว้ยิ่งหน้างานมาก เดินทางมากขึ้น ยิ่งเป็นรายได้เป็นลาภก้อนใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นทั้งในตอนนี้และอนาคต อีกประการ คุณเปิดตัวเองมากขึ้นคนรู้จักหน้าใหม่ก็มากขึ้น ทำให้กิจกรรมสิ่งใดที่ทำอยู่เจริญก้าวหน้าขึ้นเช่นกัน ระวังในเรื่องของเอกสาร สัญญาและการกระทบกระทั่งในเรื่องการคำพูด การรับปากที่ไม่มีเอกสารสัญญากำกับ มีเหตุให้เกิดการพลิกลิ้นได้ การเงินจะมากน้อยนั้นขึ้นอยู่กับปากและอารมณ์ของคุณเป็นสำคัญ ช่วงไหนสนุกกับงาน อารมณ์สบายใจช่วงนั้นๆ เรื่องเงินทองยิ่งเป็นรายได้เข้ากระเป๋ามากขึ้นเท่านั้น ความรักใกล้ชิดเจอหน้ากันมากขึ้น แต่ไม่ควรเข้าไปก้าวล้ำเรื่องส่วนตัวของกันและกันมาก ควรเว้นช่องว่างระหว่างกันบ้างจะทำให้บรรยากาศดีขึ้น คุยเรื่องต่างๆ กันง่ายขึ้น ส่วนการค้าขายช่วงนี้ให้ระวังการคิดเงิน การทอนเงิน รวมทั้งให้ระวังบริวารที่เราใช้งานได้จะทำงานตกหล่น ผิดพลาด ควรตามตรวจเช็กงานที่สั่งไปจะได้ไม่ต้องเกิดปัญหาใหญ่ตามมา สุขภาพระวังเจ็บคอ เส้นเสียงอักเสบ รวมทั้งอาการไข้หวัดรุมเร้าครับ

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

งานมีความเปลี่ยนแปลงมากขึ้นกว่าที่คุณคิดและคาดการณ์ มีเหตุให้คุณต้องเข้าไปช่วยหรือทำงานแทนเพื่อนร่วมงาน รวมถึงมีการปรับเปลี่ยนหน้าที่ เพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรที่คุณร่วมงานอยู่ สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือ การทำงานให้เต็มกำลังความสามารถ ไม่ว่าตำแหน่งใดหรือการเปลี่ยนแปลงใด จงปรับตัวให้เร็ว และต้องอยู่กับสิ่งนั้นให้ได้ อีกทั้งควรแสดงศักยภาพให้เต็มกำลัง การเงินสิ่งใดที่คิดและคาดหวังไว้ไม่เป็นไปตามคาดการณ์ แต่ไม่แย่จนคุณทนไม่ได้ ยังมีให้คุณหมุนได้อยู่ อุปกรณ์เครื่องใช้ส่วนตัวหรืออุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่เกี่ยวกับงานนั้นเสียหายทำให้เกิดรายจ่ายมากขึ้น ความรักเรื่องของความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างกันเป็นเรื่องที่จำเป็นในช่วงเวลานี้ สิ่งที่จะทำให้เป็นทุกข์ควรมองข้ามให้เร็ว สิ่งใดที่ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วสบายใจก็หาวิธีแล้วรีบทำไปเถิด เพราะลำพังตัวคุณถ้าได้กำลังใจ ถ้าสมองปลอดโปร่งโล่งใจสักนิดจะพิชิตอุปสรรคปัญหาต่างๆ ที่รุมเร้าเข้ามาได้อย่างไม่ยากเย็นแน่นอนล้านเปอร์เซ็นต์ สุขภาพระวังความดัน ไมเกรน สายตาเจ็บอักเสบได้ครับ

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

เป็นช่วงเวลาแห่งโอกาสที่คุณต้องเร่งให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เคลียร์งานรวมถึงสิ่งใดที่คุณรับปากใครไว้ให้รีบทำ เหตุด้วยเมื่อเข้าเดือนหน้าเป็นต้นไป หลายอย่างที่คุณคิดและตั้งใจ ไม่เป็นไปตามแผน อีกประการ สิ่งใดที่คิดว่าง่ายจะเริ่มยากขึ้นต้องใช้กำลังมากขึ้น ตัวช่วยยังเป็นผู้ใหญ่ในสายงานหรือบุคคลที่คุณเคารพ ท่านช่วยชี้ทางออกให้ได้ การเงินการติดต่อเจรจาสิ่งใดที่เป็นเรื่องของผลประโยชน์องค์กร หรืองานส่วนตัวก็ตาม ให้คุณรีบดำเนินการต่อเนื่อง สรุปจบยิ่งเร็วยิ่งดี ความรักระวังการพูดจา อีกทั้งเรื่องของการเงินเป็นชนวนเหตุ ทำให้เรื่องที่คุยง่ายเป็นเรื่องที่คุยกันไม่รู้เรื่อง ควรเร่งทำความเข้าใจให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน การค้าขายสามารถทำกำไรในระยะสั้นๆ ได้ซึ่งเป็นการดีอีกด้วยในการหาวิธีลดและแจกแถมเป็นโปรโมชั่นเล็กน้อยในการกระตุ้นยอดขายเพราะผลตอบรับถือว่าดีใช้ได้เลยทีเดียว ส่วนการเสี่ยงโชคในช่วงนี้ถือว่ามีเข้ามาบ้างให้ยิ้มออกได้ในช่วงที่อุณหภูมิความร้อนทะลักจุดแตกขนาดนี้ สุขภาพระวังการปวดเมื่อย อักเสบกล้ามเนื้อหลัง ชาตามแขน ขา และหัวเข่าด้วยครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

เป็นช่วงที่มีงานใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง จำเป็นที่ตัวคุณต้องเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์ในการจัดสรรเวลา เพราะงานเก่าในความรับผิดชอบยังมีต่อเนื่อง ทำงานล่วงเวลาก็ยังไม่พอ จะต้องจัดตารางแล้วทำให้ได้อย่างที่จัดไว้ งานเอกสารหรือติดต่อราชการรอบคอบให้มากเป็นพิเศษ รายได้ที่เข้ามาจะมาจากการติดต่อเจรจาเป็นส่วนใหญ่ งานที่ต้องเดินทาง การเป็นนายหน้า เป็นคนกลาง ทำรายได้เข้ากระเป๋า การค้าขายอยู่กับที่หรือเปิดร้านต้องระวังจะมีบางวันที่ลูกค้าหายเงียบเชียบอย่างน่าใจหาย ถือโอกาสบางวันเช็กยอดสินค้าหรือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ฮวงจุ้ยเต็มๆ สักวัน การจัดร้านเน้นความเป็นระเบียบของสินค้ากับทางเดินเข้าร้านที่โล่ง สะอาด สว่างจะเสริมดวงด้านโชคลาภ เงินทองไหลเข้าไม่ขาดสาย การเจรจาติดต่อสิ่งใดช่วงแรกติดขัด ต้องตามอย่างสุขุมและต่อเนื่อง สำเร็จอย่างแน่นอน ความรักการร่วมมือร่วมใจกับครอบครัวคนรักยังไปกันได้ด้วยดี มีกิจกรรมที่ทำร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ระวังเรื่องของการเดินทาง ควรต้องวางแผนและมีแผนสำรอง จะมีอุปสรรค รวมถึงการเจ็บเนื้อเจ็บตัวจากการเดินทาง สุขภาพระวังโรคประจำตัวกลับมาทำให้กังวลใจครับ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

งานในช่วงระยะนี้ระวังในส่วนของการตกปากรับคำแล้วไม่สามารถทำได้อย่างที่พูดไป ทำให้เกิดความเสียหายทั้งในส่วนของการถูกปรับ ถูกตำหนิ ทำให้คุณเสียเครดิตชื่อเสียงที่ได้สะสมมา ดังนั้น การรับปากสิ่งใดต้องผ่านกระบวนการตามขั้นตอน รวมถึงผู้ใหญ่ควรรับทราบ ถ้าเป็นอย่างนี้คุณรอด อีกทั้งไม่ควรเปิดหน้างานหรือการลงทุนในสิ่งใดที่ไม่คุ้นเคยจะเสียมากกว่าได้ รวมทั้งจะมีคนรอเก็บผลประโยชน์จากคุณอย่างเดียว การเงินหมุนได้ต่อเนื่องจากจ๊อบงานส่วนตัว งานสั้นๆ หรือการทำโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นยอดขาย แต่ระวังข้อตกลงสัญญาต่างๆ จะไม่เป็นตามเงื่อนไขทำให้ที่คุณคิดว่าจะได้ ก็อาจจะได้น้อยลง ถ้าให้ดีและปลอดภัยควรทำสัญญาหรือมีข้อผูกมัด มีมัดจำจึงจะช่วยได้ ความรักอยู่แบบไม่ต้องใกล้ชิดตัวติดกัน คุณจะสบายใจและปลอดภัยจากเรื่องของอารมณ์ เรื่องคำพูดที่จะแรงขึ้น ท่านที่มีครอบครัวให้ดูแลร่างกายบุตรหลานจะป่วย เนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนประมาณลวกไข่สุกในช่วงนี้เอาได้ สุขภาพส่วนตัวต้องระวังระบบทางเดินหายใจ รวมถึงอากาศที่เปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันจะทำให้ไม่สบายได้ครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

หน้าที่การงานมีเหตุให้ต้องเดินทางอย่างต่อเนื่อง ไม่ค่อยได้นั่งอยู่กับโต๊ะ ดังนั้น มีโอกาสควรรีบจัดการ งานทางด้านเอกสาร มีเหตุให้ทำไม่ทัน จะโดนเจ้านาย ลูกค้าตาม โดนบีบในเรื่องของเอกสารหลักฐาน มีกิจกรรมใหม่ๆ ให้คุณได้ทำ รวมถึงได้พบรู้จักคนมากขึ้น การเงินเป็นเรื่องที่ต้องเซฟ ซึ่งควรเซฟโดยไว อีกทั้งจะมีเหตุให้คุณต้องมีรายจ่ายออกไปแบบไม่คาดฝันตั้งตัวไม่ทัน ครอบครัวคนรัก ความรักควรพูดในเรื่องที่สำคัญเป็นประโยชน์และควรพูดเท่านั้น คนที่ความรักยังไม่สดใสให้อดทนต่อไป เพราะตั้งแต่เดือนหน้านี้ไปจะเริ่มดีขึ้น อารมณ์และความต้องการในเรื่องของหัวใจ รวมทั้งความโหยหาอาวรณ์อาลัยกับเรื่องรักๆ ใคร่ๆ จะเพิ่มมากขึ้น คิดจะทำสิ่งใดควรไตร่ตรองมากๆ อย่าผลีผลามใจร้อนเกินไป สุขภาพระวังเรื่องของการใช้รถ ใช้ถนน อีกประการ ยามวิกาลระวังเป็นพิเศษ มีโอกาสเจ็บเนื้อเจ็บตัวได้ครับ โดยตามดวงชะตาระยะนี้ถ้ามีโอกาสควรหาเวลาไปทำบุญถวายสังฆทานด้วยอุปกรณ์ สิ่งของทำความสะอาด อาทิ ไม้กวาด น้ำยาซักผ้า น้ำยาล้างจาน หรือแม้กระทั่งผ้าเช็ดของต่างๆ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

งานที่คุณดูแลอยู่จะเริ่มออกผล มีการต่อยอดจากงานเก่า ทำให้มีการขยายหน้างานเพิ่มมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา อีกทั้งผู้ใหญ่เห็นผลงานและให้การสนับสนุนต่อเนื่องในช่วงนี้ สิ่งใดที่คุณติดขัดมีปัญหาให้ปรึกษาไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่ในที่ทำงาน รวมถึงบุคคลที่ดูแลคุณอยู่ ท่านสามารถชี้ทางแก้ทางออกให้ แต่ให้ระวังในส่วนของข้อตกลงสัญญาต่างๆ ยังไม่สามารถตกลงกันได้ในครั้งแรก การเงินเป็นจังหวะเดือนที่คุณต้องออกแรงวิ่งหาเงินอย่างต่อเนื่อง ยังไม่ได้มาในช่วงต้นแต่คุณต้องลุยต่อเนื่อง เพราะจะสำเร็จในเวลาต่อมาอย่างแน่นอนชัวร์ล้านเปอร์เซ็นต์ ความรักมีคนผ่านเข้ามาในชีวิตของคุณช่วงนี้เยอะเป็นพิเศษโปรดใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ การค้าขายเริ่มจะแพร่สะพัดกระแสการเงินจากการทำกำไรระยะสั้นๆ จะดีอย่างที่คาดหวัง แต่ให้ระวังการทำบัญชีตัวเลขจะตกหล่น ให้สุ่มเช็กเป็นระยะจะช่วยให้เงินไม่รั่วไหล โดยเฉพาะลูกน้องบริวารช่วงนี้จะก่อปัญหาแบบมาเป็นระยะ สุขภาพของคุณและคนในครอบครัว คนรักเจ็บป่วยด้วยโรคประจำตัว ทำให้ต้องดึงเงินสำรองออกมาใช้จ่ายมากขึ้นครับ

เลขมงคลประจำปักษ์นี้ เลข 6 เลข 8 และ เลข 1 ควรเว้น เลข 3

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ พระสังกัจจายน์ และ พระแม่ธรณี

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ จะมีคนในครอบครัวเกิดปัญหา ที่ทำให้คนในบ้านวุ่นวายต้องเข้ามาช่วยกันแก้ไข รวมไปถึงจะมีของใช้ติดตัวสูญหายหรือเสียหาย

โลกเปลี่ยน ธุรกิจเปลี่ยน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

โลกเปลี่ยน ธุรกิจเปลี่ยน

ต้องยอมรับว่า ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สังคมโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วมาก นวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้สังคมการใช้ชีวิตของคนบนโลกต้องปรับตัว เปลี่ยนแปลงให้สอดรับกับทุกๆ ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ชนิดที่ย้อนกลับไปดูอดีตที่ผ่านมา แทบจะจำกันไม่ได้ว่า มนุษย์เราเคยผ่านช่วงเวลา ผ่านประสบการณ์แบบนั้นกันมาแล้ว

ย้อนไปเมื่อครั้งที่ค้าปลีกยักษ์ใหญ่ต่างชาติหลายรายแห่แหนกันเข้ามาเปิดสาขาดิสเคานต์สโตร์ในเมืองไทย ไม่ว่าจะเป็น เทสโก้ โลตัส คาร์ฟูร์ บิ๊กซี และแม็คโคร ด้วยเพราะสบช่องการขยายเครือข่ายเข้ามาให้บริการ เป็นห้วงเวลาที่ร้านโชห่วยขนาดเล็กแค่บ้านคูหาเดียวในตรอกซอกซอยเริ่มหวั่นวิตกว่าจะได้รับผลกระทบ เพราะคนไทยหันไปซื้อสินค้าถูกกว่า แห่แหนกันไปช็อปดิสเคานต์สโตร์ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ชนิดขนซื้อตุนกันเป็นโหลๆ เพราะราคาที่ถูกกว่าซื้ออาแปะข้างบ้าน จนทำให้โชห่วยรายเล็กรายน้อยล้มหายตายจากกันระนาว

แต่พอผ่านมาถึงตอนนี้ ดิสเคานต์สโตร์ยักษ์ใหญ่ประสบปัญหาแทนที่ เมื่อยอดขายลดฮวบ เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป หันมานิยมความสะดวกสบาย ความใกล้บ้าน ประเภทเอาง่ายเข้าว่า ตื่นเช้ามาก็เดินเข้าเซเว่นอีเลฟเว่นปากซอย หยิบจับง่ายซื้อง่าย หมดแล้วค่อยมาซื้อใหม่ เข้าเซเว่นฯ ได้ทุกวันไม่เบื่อ เป็นเหตุให้ดิสเคานต์สโตร์ขนาดใหญ่ต้องหันมาซอยย่อยสาขาให้เหลือขนาดเพียงไม่ถึงร้อยตารางวา อยู่ริมถนนบ้าง ปากซอยบ้าง เพื่อแข่งขันกับเซเว่นฯ ให้ได้

เป็นสถานการณ์การค้าที่แปรผันตามพฤติกรรมของลูกค้า!!

แต่สังคมเมืองยังคงเปลี่ยนแปลงไม่หยุดหย่อน แนวโน้มสังคมคนเมืองหลวงดูเหมือนว่า จะพัฒนาไปสู่การเป็นสังคมเชิงเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น ครอบครัวถูกพัฒนาให้มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ และมีแนวโน้มจะเป็นสังคมที่พึ่งพาตัวเอง ขออนุญาตเรียกขานว่า เป็นการใช้ชีวิตแบบดีไอวาย (Do It Yourself)

การใช้ชีวิตแบบนี้ เกิดขึ้นจากพัฒนาการของคนรุ่นใหม่ที่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง ชอบที่จะเรียนรู้ด้วยตัวเอง (ในที่นี้หมายถึงการเรียนรู้ ศึกษาเรื่องราวต่างๆ ผ่านมือถือ เสิร์ชข้อมูลผ่านกูเกิ้ล หรือการเรียนรู้ทำอะไรผ่านยูทูบนั่นเอง) ไม่ชอบความยุ่งยาก วุ่นวาย นิยมทำอะไรด้วยตัวเอง ชอบไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ไม่ซับซ้อน ยกตัวอย่างเช่น ช่วงที่มะนาวแพง คนกลุ่มนี้ก็จะเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาด้วยการปลูกมะนาวกินเอง หรือการทดลองปลูกพืชผักสวนครัว เพราะเห็นว่า เรียนรู้ได้ง่ายจากยูทูบ ก็จะทดลองทำเองได้ หรือการปลูกถั่วงอก ต้นอ่อนทานตะวันสำหรับไว้ทานเอง เพราะความที่ปลูกง่าย ได้ผลผลิตเร็วทันใจ แถมผักเหล่านี้ยังมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่ต้องไปซื้อหาให้ยุ่งยากเสียเวลา

หรือแม้กระทั่งล่าสุด การเรียนรู้ทดลองทำสบู่ แชมพู น้ำยาล้างจานใช้เอง โดยไม่ต้องซื้อยี่ห้อดังที่มีวางขายทั่วไปตามท้องตลาด กำลังได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า แนวความคิดแบบนี้กำลังระบาด แพร่กระจายไปเร็วมาก จนตอนนี้มีการเปิดคอร์สสอนอบรมการทำผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ส่วนตัวเหล่านี้กันมากมาย ชนิดเรียนแค่ไม่กี่ชั่วโมง ก็สามารถทำสบู่กลิ่นเฉพาะตัวเอาไว้ใช้เองได้เลย

นี่คือ ตัวอย่างพฤติกรรมผู้บริโภคที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ถามว่า ในฟากของผู้ผลิต ผู้จำหน่าย หรือผู้ขายมองเห็นหรือไม่ และเริ่มที่จะคิดปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์การค้าขายที่จะเปลี่ยนแปลงไปหรือยัง

อย่ารอจนกระทั่งได้รับผลจากความเปลี่ยนแปลง อย่ามัวแต่ก้มหน้าก้มตาทำมาค้าขายจนลืมมองดูโลกที่กำลังเคลื่อนไหว มองดูลูกค้าที่ค่อยๆ ลดน้อยถอยลง จนยอดขายลดฮวบฮาบแล้วเพิ่งจะรับรู้

คนทำธุรกิจที่ดี ต้องเปิดหู เปิดตา รู้จักสังเกตสังกาทุกสิ่งรอบตัว!!

ยุคนี้มีแต่ “ข่าวร้าย” SMEs ต้องตั้งสติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

ยุคนี้มีแต่ “ข่าวร้าย” SMEs ต้องตั้งสติ

“เรื่องยอดส่งออกก็ออกมาพูดกันมากว่าการเติบโตนั้นติดลบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งจากปัญหาประเทศที่นำเข้าอย่าง จีน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง…ปัญหาทางยุโรปที่เป็นคนซื้อของที่บ้านเราส่งออกไปก็ยังสามวันดี สี่วันไข้”

เมื่อเราๆ ท่านๆ ไม่ว่าในฐานะคนขายของ คนทำธุรกิจ คนทำโรงงานผลิต คนทำธุรกิจรับจ้างทำของ-ให้บริการ หรือแม้แต่คนทำอาชีพเกษตรกรรม-กสิกรรม หรือในฐานะที่ถูกยกย่องว่าเป็น SMEs กระดูกสันหลังของระบบเศรษฐกิจไทยคงไม่มีใครจะไม่รู้สึกละเหี่ยใจ เหตุเพราะว่าเวลาได้อ่านข่าวสาร ได้รับฟังข่าวสารทางเศรษฐกิจช่วงเวลานี้ล้วนมีแต่ในทางข่าวลบ และมากระทบความรู้สึกได้แทบทุกวัน ในทุกช่องทางที่รับรู้

– ยอดขายรถ ตกต่ำบ้าง ขายไม่ออก มีรถเหลือเยอะแยะ โปรโมชั่นเต็มที่แล้ว ถึงขนาดออกมาแบบว่าดอกเบี้ย 0 เปอร์เซ็นต์ ผ่อน 72 งวดก็แล้ว ที่สำคัญ ผลจากโครงการรถยนต์คันแรกที่เกิดขึ้นได้ทำให้ครัวเรือนส่วนใหญ่ที่ตัดสินใจซื้อรถยนต์คันใหม่ ทั้งที่อาจจะยังไม่มีความพร้อม และจะต้องมีภาระในการผ่อนชำระอย่างน้อย 4-6 ปีตามงวดการชำระ ความระมัดระวังของสถาบันการเงินในการอนุมัติสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์เนื่องจากสถาบันการเงินมีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจและความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ ทำให้มีการปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้ซื้อรถใหม่เป็นเจ้าของรถได้ยากขึ้น เมื่อพิจารณาถึงสาเหตุ ทั้งการบิดเบือนของตลาดรถยนต์ในช่วงที่ผ่านมา ผลของรายได้ที่ลดลง ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ รวมถึงภาระหนี้ครัวเรือนที่มีอยู่สูง จึงนำมาสู่เรื่องราวในทางลบนั่นเอง แต่ปรากฏว่าเวลานี้ รถยนต์ยี่ห้อแพงๆ กลับขายได้ดี

– อสังหาริมทรัพย์ บ้าน คอนโดมิเนียม ทาวน์เฮ้าส์ มียอดการปฏิเสธสินเชื่อที่สูงเพิ่มขึ้น พูดง่ายๆ คือ มีใบสมัครสินเชื่อเข้ามาให้พิจารณา 100 ใบ ปรากฏว่าไม่ผ่านการพิจารณาทั้งเรื่องของรายได้ไม่มากพอตามเกณฑ์ มีภาระหนี้เดิมอยู่มาก ผ่อนเพิ่มอาจจะไม่ไหว หรือว่ามีประวัติผิดนัดชำระหนี้ล่าช้าในบางบัญชีที่เรียกว่า “ปัจจุบันไม่มีการค้าง แต่ในอดีตที่ผ่านมาเคยค้างชำระ-เรียกเป็นภาษาชาวบ้านว่าเป็นคนเคยค้าง” ขณะที่เกณฑ์การให้สินเชื่อยังเป็นเกณฑ์เดิม เพียงแต่จะมีการพิจารณารอบคอบมากขึ้น โดยยอดปฏิเสธสินเชื่อบ้านลูกค้าตลาดบน คนที่มีรายได้สูงจะมีอัตราการปฏิเสธสินเชื่ออยู่ที่ 20-25 เปอร์เซ็นต์ ของคำขอสินเชื่อ และกลุ่มลูกค้าทั่วไปอยู่ที่ 40-45 เปอร์เซ็นต์”

– ยอดสินเชื่อที่ธนาคาร สถาบันการเงินให้กู้ยืม มีอัตราการเติบโตที่ลดลงมากว่าปีก่อนๆ และก็มีความระมัดระวังในเรื่องการให้กู้กับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น เช่น ในช่วงที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างช้าๆ การปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับผู้ที่มีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่า 30,000 บาท ธนาคารได้ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อเป็นอย่างมาก เนื่องจากลูกค้ากลุ่มนี้มีภาระหนี้เก่าสูง ขณะที่กลุ่มที่มีรายได้ต่อเดือนที่ 50,000 บาทขึ้นไป และต้องการที่อยู่อาศัยราคา 5 ล้านบาท หรือคอนโดมิเนียมราคา 10 ล้านบาท ที่ติดรถไฟฟ้ายังไปได้ดี ดังนั้น เจ้าของโครงการหรือผู้พัฒนาโครงการจะหันมาเน้นกลุ่มลูกค้าระดับบนที่มีรายได้สูงมากขึ้น

– ในส่วนของดัชนีความเชื่อมั่นด้านต่างๆ ล้วนมีการประกาศออกมาในทางลดลงอย่างต่อเนื่อง

– เรื่องยอดส่งออกก็ออกมาพูดกันมากว่าการเติบโตนั้นติดลบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งจากปัญหาประเทศที่นำเข้าอย่าง จีน มีการเติบโตทางเศรษฐกิจลดลง เช่น การส่งออกในเดือนกรกฎาคม ติดลบไป 8.3 เปอร์เซ็นต์ ต่ำสุดในรอบ 4 เดือนและต่ำสุดกว่าที่ตลาดได้คาดการณ์ไว้ ปัญหาทางยุโรปที่เป็นคนซื้อของที่บ้านเราส่งออกไปก็ยังสามวันดี สี่วันไข้ พอมาดูทางอเมริกา ตอนแรกๆ ก็บอกว่าเศรษฐกิจน่าจะดีแล้ว ที่สุดก็ยังไม่แน่นอนขึ้นมาว่าจะดีแบบคงทน ถาวร แข็งแกร่งหรือไม่ ใจของผู้คนที่ได้รับฟัง เจอทุกวัน นานวันเข้าก็จะมีความรู้สึกว่า สถานการณ์มันมีอะไรที่น่าวิตก เศรษฐกิจไทยมันจะไปได้โลดจริงหรือ ยากนักที่สังคม (ที่เชื่อตามความรู้สึก ไม่ได้เชื่อจากความรู้จริงแบบบ้านเรา) จะยอมเชื่อว่า เศรษฐกิจเรามีพื้นฐานแข็งแรง ได้เปรียบในจุดยุทธศาสตร์ของการแข่งขัน ปัญหาที่เจอเป็นเรื่องชั่วคราวแล้วเราก็จะผ่านไปได้ เหมือนที่เรามีพระเอกขี่ม้าขาว มาช่วยโดยตลอด…เราจะเชื่อเช่นนั้นได้จริงหรือ

แล้วอะไรคือสิ่งที่ SMEs บ้านเราในเวลานี้ที่ควรต้องดำเนินการภายใต้ข่าวสารที่ออกมา ไปในทางลบค่อนข้างมาก จนอาจกล่าวได้ว่า ตื่นเช้าขึ้นมา อ่านสื่อ เสพสื่อแล้ว ยังจะมีกำลังใจเหลืออยู่หรือไม่

ผมคิดว่าเมื่อเราเป็น SMEs ในเมืองพุทธ น่าจะมีศาสนาในใจ จึงขอนำเอาข้อความมาสื่อให้กับทุกท่าน ในช่วงเวลานี้เนื่องจากเป็นช่วงของ “การเข้าพรรษา” เพื่อท่านจะได้มีข้อมูลอะไรที่จะช่วยท่านๆ ทั้งหลาย ที่ต้องแบกรับภาระหนี้สิน ภาระการหมุนเงิน ภาระการหมุนหนี้ ภาระการดูแลธุรกิจ ลูกจ้าง พนักงาน ในยามนี้ เวลานี้ที่ต้องใช้สรรพกำลังทั้งกายและใจต่อสู้ ฝ่าฟัน กับข่าวสารในทางลบที่ออกมาดังกล่าวข้างต้น ก็ไปพบว่า มีผู้คนที่ปรารถนาดีต่อกันได้ส่งข้อมูลมาให้เพื่อเป็นทั้งกำลังใจ ทั้งเตือนสติ ให้กาย-ใจ กลับสู่ที่ตั้ง มีความไม่ปรุงแต่งเป็นที่ยึด คำนึงถึงความเพียงพอ เพื่อที่จะมีชีวิตทั้งทางโลก ทางธรรม ทางธุรกิจ แบบพอเพียง ความมีดังนี้ครับ

ชีวิตคน ย่อมแปรผัน

สิ่งสำคัญ อย่าประมาท

สิ่งผิดพลาด คือบทเรียน

สิ่งพากเพียร คือลาภผล

สิ่งช่วยตน คือปัญญา

สิ่งบูชา คือบุญคุณ

สิ่งค้ำจุน คือพ่อแม่

ผู้เสริมต่อ คือครูอาจารย์

สิ่งบันดาล คือเงินตรา

ยอดปรารถนา คือความสุข

สิ่งเปลื้องทุกข์ คือศีลทาน

สิ่งสำราญ คือความชั่ว

สิ่งเมามัว คือความอยาก

พาลำบาก คือเกียจคร้าน

ใจเบิกบาน คือไม่มีหนี้

ความป่นปี้ คืออบายมุข

พาให้สุข คือธรรมะ

ไม่หมดภาระ คือยังไม่ตาย

เลิกวุ่นวาย คือได้ “นิพพาน”

คำที่ว่า “ใจเบิกบาน คือไม่มีหนี้ ความป่นปี้ คืออบายมุข” เห็นจะเป็นจริงแน่แท้

ดังคำที่ว่า ความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ภายใต้บรรยากาศของหนี้ครัวเรือน 10.5 ล้านล้าน + ความเข้มงวดของคนให้กู้ + เศรษฐกิจเปราะบางเวลานี้ ที่ต่างก็ระบายออกมาทางไลน์ว่า “การหมุนเงินทัน ในแต่ละเดือน คือลาภอันประเสริฐ”

ผมต้องขอขอบคุณท่านที่เป็นผู้แต่งคำกล่าวข้างต้นที่ระบุเพียงว่า สายธรรม (วัดป่าฯ อุดร) ด้วยความขอบคุณยิ่ง

ท่านเตือนสติผู้คน เตือนสติ SMEs ในยามนี้ได้อย่างงดงามจริงๆ ครับ

ทำไม…ใครๆ ก็อยากไปญี่ปุ่นอีก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ทำไม…ใครๆ ก็อยากไปญี่ปุ่นอีก

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ฟังเพื่อนคุยกันถึงสถานที่ท่องเที่ยวอันน่าประทับใจ และอยากไปซ้ำ แต่ละคนสรุปตรงกันว่า “ญี่ปุ่น” คือประเทศที่อยากไปซ้ำอีก ไปกี่ครั้งก็ไม่เบื่อ ขนาดนั้นเชียวเหรอ…

ถ้าจะว่าไปก็ไม่น่าเป็นคำกล่าวเกินจริง เพราะญี่ปุ่นมีหลากอารมณ์ให้ชม ให้ชิม และให้ช็อป แต่สิ่งที่น่าสนใจนอกเหนือจากสภาพบ้านเมืองอันมีระเบียบ ชนิดอย่าเอาเมืองไทยไปเทียบให้อายเขา ยังมีธรรมชาติงดงาม มีแหล่งช็อปชนิดที่ใจแข็งแค่ไหนก็กระเป๋าฉีกได้

แต่สำหรับผม คิดว่าสิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้เรื่องการท่องเที่ยวคือ เรื่องการทำงานของคนญี่ปุ่น

มีคนเคยกล่าวว่า ถ้าท่านไปเที่ยวสวนสนุกดิสนีย์แลนด์ ซึ่งมีในหลายประเทศ รวมทั้งญี่ปุ่นเป็นหนึ่งในสวนสนุกดิสนีย์อันเลื่องชื่อ แต่เขาเคลมว่า ที่ญี่ปุ่นให้บริการดีที่สุดในโลก

เป็นคำกล่าวที่ไม่เกินจริงในเรื่อง “งานบริการ” ที่คนญี่ปุ่นมีหัวใจบริการเต็มเปี่ยม น่าเอาเยี่ยงอย่าง

ผมเคยลองนั่งวิเคราะห์ดูว่า ทำไมเราจึงรู้สึกว่าการทำธุรกิจ การให้บริการของคนญี่ปุ่น จึงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งที่น่าหลงใหล ได้ข้อสรุปมาประมาณ 5 ข้อครับ

ข้อแรก คนญี่ปุ่นตั้งใจทำงาน (มาก หรืออาจมากเกินไปในสายตาคนไทย) เวลาทำงานของคนญี่ปุ่น จะแสดงให้เห็นถึงความจริงจัง จดจ่อ เอาใจใส่กับงานตรงหน้า อย่างไม่วอกแวกไปสนใจอย่างอื่น

ผมเคยนั่งรถไฟสายชนบทของญี่ปุ่นสายหนึ่ง ที่มีเพียงโบกี้เดียว จึงสามารถมองดูพนักงานขับรถไฟทำหน้าที่ได้อย่างใกล้ชิด ทั้งรถไฟ มีเจ้าหน้าที่คนเดียวครับ ขับรถไป จอดรถก็ลุกมาเก็บค่าโดยสาร แวะรับของที่มีคนมาส่งทางรถไฟ เอามาเรียง หรือเอาของลงให้คนที่มารอรับ “คนเดียว” ทำได้ครบ

ถ้าเป็นเมืองไทย ต้องมีอย่างน้อย 2-3 คนแน่นอน หน้าที่ใครหน้าที่มัน ช่วยกันไม่ได้ ทำแทนกันไม่ได้ แต่ญี่ปุ่นใช้คนน้อยสุด ใช้คนเท่าที่จำเป็นจริงๆ แต่ทุกคนทำงานได้เร็ว เร็วแค่ไหน ลองดูสนามบินในโตเกียวตอนเอกซเรย์กระเป๋าได้ครับ แถวยาวเหยียด แต่เร็วมาก

ย้อนกลับไปที่พี่คนขับรถไฟ เสือเดี่ยวโบกี้เดียวของผม ทุกครั้งเมื่อถึงสถานี และก่อนออกรถ เขาจะทบทวนขั้นตอนทุกครั้งว่าต้องกดปุ่มไหน ต้องทำอะไรบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด

ถ้าใครเคยทำงานกับเจ้านายญี่ปุ่น อาจไม่สนุก เพราะความตั้งใจทำงานมากเกินเหตุนี่แหละ ผมเคยมีเจ้านายญี่ปุ่น ทำกันอยู่ระยะสั้นๆ ก็รู้สึกว่าชีวิตรันทดครับ เล่นไม่ได้ ไม่มันส์เลย

ข้อสอง คนญี่ปุ่นอ่อนน้อมให้เกียรติ การโค้ง คือการแสดงความให้เกียรติของคนญี่ปุ่นแทนการไหว้แบบของไทย การโค้งยังมีระดับของการโค้งว่าต่ำแค่ไหน ก้มไม่มาก อาจเป็นรุ่นราวไล่เลี่ยกัน แต่ถ้าอาวุโสมาก หรือให้เกียรติมาก โค้งต่ำแทบหลังหัก

ไม่เพียงในร้านอาหาร ร้านค้าต่างๆ ที่โค้งแล้วโค้งอีก อันนั้นผมว่าธรรมดา แต่ผมสังเกตในสนามบิน ซึ่งมีพนักงานคอยตรวจเช็กความพร้อมของเครื่องบิน และคนที่คอยให้สัญญาณเลี้ยวและการเข้าจอดเทียบงวงของเครื่องบิน ที่เมืองไทยคงเคยเห็นคนที่ถือไม้ปิงปองคู่ โบกมือไหวๆ นั่นแหละ

คนเหล่านี้ ทำงานอยู่ในสนามบินตามปกติของเขา สื่อสารกับกัปตัน แต่ที่ญี่ปุ่นคนเหล่านี้จะโค้งเมื่อทำภารกิจเสร็จ จะไปยืนส่งผู้โดยสาร เมื่อเครื่องบินเริ่มเคลื่อนออกไป จะโค้งแสดงอาการเหมือนขอบคุณ โบกมือให้

แม้แต่แอร์โฮสเตสจะเดินเข้าเครื่องบิน ยังต้องหยุดโค้งให้ผู้โดยสารที่นั่งรอในโถงประตูทางออก เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดินจะเข้าทำหน้าที่ ก็โค้งผู้โดยสารที่รออยู่ ไม่มีใครสนใจ ก็ไม่เป็นไร แต่ก็โค้งด้วยทีท่าจริงใจ ไม่ใช่สักแต่โค้งๆ ไปให้เสร็จภาระ

ข้อสาม ยินดีให้บริการ คนญี่ปุ่นมีลักษณะพิเศษที่ผมชอบคือ ความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง เขาไม่ดูถูกอาชีพของตัวเอง และไม่เห็นใครดูถูกอาชีพคนอื่น จะหน้าที่ไหน เขาทำหน้าที่ด้วยความขยันขันแข็ง ทำด้วยความสนุกในหน้าที่

ดังนั้น เวลาเป็นผู้รับบริการ จะพบว่าได้รับการบริการที่เขายินดีมอบให้ ตามร้านค้า ถ้าไปเดินดูของจะไม่เจอมาเร่งเร้า มาคอยตามประกบราวจะตีหัวเข้าบ้าน

ยิ่งตามร้านซูชิ ผมชอบลีลาการเสิร์ฟซูชิของเชฟ ที่มาทำตรงหน้า และทำด้วยอารมณ์ของคนภาคภูมิใจในการปรุงอาหาร อยากให้เราได้กินของดีๆ แค่ดูก็มีความสุขแล้ว

ข้อสี่ พยายามช่วยเหลือ เมื่อขอความช่วยเหลือ ชาวญี่ปุ่นก็พยายามช่วยเหลือ ด้วยความเต็มใจ แม้ว่าโดยปกติแล้วชาวญี่ปุ่นจะถือความเป็นส่วนตัวค่อนข้างมาก การรบกวนเป็นเรื่องไม่ควรกระทำ แต่ในงานบริการ ความพยายามที่จะช่วยเหลือนั้นมีอยู่ไม่น้อย

เคยเจอพนักงานบริการร้านอาหารแห่งหนึ่ง ทั้งร้านพูดภาษาอังกฤษไม่ได้เลย มีแต่น้องคนหนึ่ง ที่พอพูดได้แบบงูๆ ปลาๆ แล้วเป็นงูและปลาตัวน้อยซะด้วย ต้องอาศัยภาษารูปกับภาษามือช่วยเสริม แต่ก็พบว่าเขามีความพยายามที่จะดูแล พยายามจะสื่อสาร จะช่วยให้เราได้กินอย่างที่อยากกิน เหนื่อยกันไปทั้ง 2 ฝ่าย

ข้อห้า สร้างเสน่ห์ด้วยรายละเอียด จริงๆ แล้วผมว่าญี่ปุ่นนี่แหละคือตัวพ่อของแนวคิด minimalism คือ ทำน้อยแต่ได้มาก คือไม่ต้องมีอะไรมากชิ้นให้รกรุงรัง แต่คุณค่าที่ตอบสนองเพียบ การประดับตกแต่ง การสร้างบรรยากาศ ซึ่งในแง่ของการตลาดบริการเขาเรียกว่า physical evidence สิ่งที่ปรากฏชัดทางด้านกายภาพคือ เห็นได้ ฟังได้ ดมได้ สัมผัสได้ ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า

บรรยากาศของร้านญี่ปุ่น ของธุรกิจบริการต่างๆ การประดับประดามักจะน้อยๆ แต่เสน่ห์มาแบบเน้นๆ เพราะในความน้อยนั้น มีความใส่ใจในรายละเอียดต่างๆ แฝงอยู่

ด้วยความเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยี และระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลาย อุปกรณ์อัตโนมัติจึงเป็นสิ่งธรรมดาของญี่ปุ่น แต่สังเกตได้ว่า ไม่ได้บ้าอัตโนมัติแบบไม่ลืมหูไม่ลืมตา เขาใช้เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับการใช้ชีวิตประจำวันมากกว่า โดยเฉพาะถ้าสิ่งนั้นข้องเกี่ยวกับความสะอาด

ห้องน้ำอัตโนมัติมีน้ำล้างฉีดให้เอง ถังขยะในห้องน้ำที่มีเซ็นเซอร์ มือโบกก็เปิดฝาให้ ห้องอาบน้ำที่มีระบบป้องกันกระจกเป็นฝ้าจากการเปิดน้ำอุ่น แต่ละสิ่งถูกคิดด้วยรายละเอียด ด้วยการเอาประโยชน์ใช้สอยเป็นตัวนำ แล้วตามด้วยดีไซน์แบบ minimal

ลองนึกดูสิครับ ว่าถ้าการใช้บริการในญี่ปุ่นได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างเป็นธรรมชาติ ผมขอย้ำว่า “อย่างเป็นธรรมชาติ” คือทุกคนทำด้วยความภาคภูมิใจในอาชีพของตนเอง คนรับบริการจะมีความสุขแค่ไหน นั่นคือสิ่งที่ญี่ปุ่นเป็นอยู่ คนรับบริการจึงมีความสุข

ผมว่าบางทีปัญหาเรื่องการบริการในบ้านเรา ที่เจอปัญหาบ่อยๆ ได้ฟังเจ้าของกิจการบ่นให้ฟัง บ่อยครั้งถูกเชิญไปบรรยาย ก็เริ่มจากปัญหาบริการเป็นส่วนใหญ่ คนไทยจำนวนไม่น้อยให้บริการแบบขอไปที ถ้าเราเริ่มต้นแก้ไขให้สะเด็ดน้ำ คงต้องเปลี่ยนวิธีคิดก่อน

ทำอย่างไรให้คนไทย รู้จักภาคภูมิใจในอาชีพ ในงานที่ตนเองทำ เริ่มต้นแค่นี้แหละ ผมเชื่อว่า ถ้าทำได้…บริการที่ดีจะตามมาเอง

แล้ว…ใครๆ ก็คงอยากมาเมืองไทย…เหมือนที่ใครๆ อยากไปญี่ปุ่นอีก…

ผอ.ททท.อีสาน ฟันธง เทรนด์เที่ยวเพื่อสุขภาพไม่มีวันตาย ชี้ “ปากช่อง-เขาใหญ่” แหล่งท่องเที่ยวเกษตรผุดขึ้นเพียบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07017010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

ผอ.ททท.อีสาน ฟันธง เทรนด์เที่ยวเพื่อสุขภาพไม่มีวันตาย ชี้ “ปากช่อง-เขาใหญ่” แหล่งท่องเที่ยวเกษตรผุดขึ้นเพียบ

ในวงเสวนาเรื่อง “อนาคตการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเขาใหญ่-ปากช่อง” เมื่อเร็วๆ นี้ที่ เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา คุณสมฤดี จิตรจง ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า เทรนด์การท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพยังเป็นกระแสที่มาแรงทั่วโลก ซึ่งหลายประเทศต่างมีรายได้หลักจากการท่องเที่ยวในรูปแบบดังกล่าว และเชื่อว่าจะเป็นกระแสที่ไม่มีวันตาย เนื่องจากผู้คนหันมาสนใจดูแลสุขภาพกันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เกิดในยุคเบบี้บูมในไทยที่มีกว่า 10 ล้านคน ซึ่งนิยมการเดินทางท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

คุณสมฤดี กล่าวว่า ที่ผ่านมาทาง ททท. ได้ผลักดันให้ปากช่อง-เขาใหญ่เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ทุกวันตลอดทั้งปี โดยเน้นในเรื่องของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากนักท่องเที่ยวไทยและกำลังขยายตัวไปสู่ตลาดนักท่องเที่ยวต่างประเทศ โดยในปีที่แล้วมีนักท่องเที่ยวเข้ามาร่วม 10,000,000 คน และจากการที่แหล่งท่องเที่ยวแถบนี้อยู่ในพื้นที่ที่มีโอโซนมากเป็นอันดับ 7 ของโลก จึงเกิดแหล่งท่องเที่ยวน้องใหม่ขึ้นมาอีกหลายแห่ง นั่นคือ แหล่งท่องเที่ยวการเกษตรผสมผสานกับแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องและขยายตัวเป็นอย่างดี

“อำเภอปากช่องเป็นแหล่งผลิตผักผลไม้ที่สำคัญของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และไม่เพียงแต่เป็นการเกษตรที่เน้นเรื่องของเกษตรอินทรีย์และปลอดสารพิษ ในพื้นที่แถบนี้ยังมีความสวยงามด้วยบรรยากาศของทิวเขาล้อมรอบและการเดินทางที่สะดวก มีที่พักที่สวยงามสะดวกสบาย ตลอดจนมีการนำสินค้าพัฒนาต่อยอดขึ้นมาในเชิงลักษณะเป็นสินค้าสุขภาพ” ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวและว่า แหล่งท่องเที่ยวการเกษตรผสมผสานกับแหล่งท่องเที่ยวในเชิงสุขภาพของปากช่อง มีเสน่ห์ต่างจากที่อื่น อีกทั้งยังสอดแทรกเรื่องของการเรียนรู้ ทำให้นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมเยือนนอกจากจะได้ความสุขแล้วยังได้ความรู้กลับไปอีกด้วย

คุณสมฤดี กล่าวอีกว่า แหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรที่นักท่องเที่ยวสามารถไปเยี่ยมชม เช่น สวนผักปากช่อง แดรี่โฮม ไร่องุ่นต่างๆ ฯลฯ ส่วนแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อย่างเขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม ฯลฯ ถ้าเป็นร้านอาหารอร่อย อาทิ ช็อกโกแลตแฟกตอรี่ ยุ้งข้าว ฯลฯ นอกจากนี้ ยังมีแหล่งที่ครอบครัวจะได้เรียนรู้ต่างๆ ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นสวนสอนศิลป์ ฟาร์มโชคชัย ฟาร์มม้าหมอปอ และแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ อีกมากมาย ที่สำคัญที่สุดคือ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่ขึ้นทะเบียนมรดกโลกที่ยังคงมีมนต์เสน่ห์ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาในเส้นทางนี้ได้เป็นอันมาก

ด้าน คุณปรเมศวร์ สิทธิวงศ์ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เขาใหญ่ พาโนรามา ฟาร์ม จำกัด กล่าวว่า ได้เปิดเป็นฟาร์มเห็ดเชิงท่องเที่ยว เมื่อปี 2554 ก่อนขยายธุรกิจ เฟส 2 ในนามเขาใหญ่ พาโนรามา รีสอร์ต เมื่อปีที่แล้วภายใต้รูปแบบรีสอร์ตทรงเห็ดแห่งแรกในเมืองไทย และมีจุดเด่นที่สระว่ายน้ำแบบออนเซ็นน้ำอุ่น ในหินอ่อนธรรมชาติ รวมถึงเมนูอาหารเห็ดเพื่อสุขภาพที่ให้บริการนักท่องเที่ยว โดยได้รับการตอบรับอย่างดีจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในอีก 2 ปีข้างหน้าจะเปิดมัชรูมแลนด์ ซึ่งจะเป็นแหล่งให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสุขภาพของตัวเองแบบครบวงจร สำหรับแผนธุรกิจปี 2559-2560 จะเน้นในเรื่องการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสุขภาพของประเทศ โดยมุ่งเน้นการให้ความรู้ในเชิงการเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือ รวมทั้งสรรพคุณที่มหัศจรรย์ของเห็ดหลินจือ โดยนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสโรงเรือนเพาะเห็ดหลินจือระบบปิดอย่างใกล้ชิด

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ชักหน้า…ให้ถึงหลัง

ป้านะยะ Pranaya.n@ktc.co.th

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?

จุดที่ค่าห้องพักในโรงพยาบาลแพงกว่าค่าห้องพักในโรงแรม จุดที่น้ำดื่มแบบขวดในร้านอาหารถูกกำหนดราคาไว้แพงกว่าน้ำอัดลม จุดที่กาแฟบางร้านแก้วละร้อยกว่าบาท ในขณะที่เดินไปอีกไม่กี่ก้าวขายแก้วละ 20 บาท จุดที่อาหารบางมื้อแพงกว่าเงินเดือนของคนทำงานบางคนทั้งเดือน และที่น่าประหลาดใจคือ สินค้าหรือบริการที่ตั้งราคาแพงๆ แบบนี้ กลับขายได้และผู้บริโภคยอมรับ

อะไรคือกฎเกณฑ์ในการตั้งราคาของเจ้าของธุรกิจเหล่านี้?

ในการทำธุรกิจนอกจากจะต้องคิดให้ออกแล้วว่าจะขายอะไร ขายที่ไหน แล้วจะขายที่ราคาเท่าไหร่ เป็นกลยุทธ์สำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่เจ้าของธุรกิจต้องคำนึงถึง ซึ่งเป็นการตั้งราคา (Price) เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของส่วนผสมการตลาดพื้นฐานของ 4 P”s (Product, Price, Place, Promotion)

การกำหนดราคา นั้นเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ก่อให้เกิดรายได้ให้กับธุรกิจของเรา และนอกจากนี้ การตั้งราคาสินค้ายังถูกใช้เพื่อเป็นการบ่งบอกคุณภาพและคุณค่าของสินค้าไปในตัวได้อีกด้วย บ่อยครั้งที่เราเห็นสินค้าที่มีราคาสูง เราก็มักที่จะรับรู้ได้ด้วยตนเองไปก่อนว่า สินค้าแบรนด์นี้น่าจะมีคุณภาพที่ดีกว่าสินค้าที่มีราคาถูกกว่า หรือบางทีการตั้งราคาที่ต่ำจนเกินไป อาจทำให้รู้สึกว่าคุณภาพคงไม่ดีจนไม่กล้าใช้ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าของเรานั้นเหมาะสมกับราคาที่ตั้งไว้ กลยุทธ์การตั้งราคาสินค้าจึงถือเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่น่าสนใจที่จะทำให้สินค้าและราคาสอดคล้องกันตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และยังเป็นการเชิญชวนให้ลูกค้าเข้ามาสนใจเลือกซื้ออีกด้วย

สิ่งสำคัญของการกำหนดราคาคือ 1. หาจุดคุ้มทุน เจ้าของธุรกิจต้องหาจุดคุ้มทุนให้เจอก่อน ภาษาบ้านๆ คือ “จุดเท่าทุน” โดยส่วนที่เลยจุดเท่าทุนคือ ผลกำไรที่ธุรกิจจะได้ พูดง่ายๆ รายได้ทั้งหมด-ต้นทุนทั้งหมด=จุดคุ้มทุน จุดคุ้มทุนที่ว่านี้ก็คือ ตัวเลขที่ต่ำที่สุดที่เราสามารถไปตั้งราคาขายได้โดยที่ไม่ขาดทุน ซึ่งถ้าเรายิ่งอยากได้ผลกำไรต่อสินค้า 1 ชิ้นมากขึ้นเท่าไรก็ต้องเพิ่มราคาขายให้มากกว่าจุดคุ้มทุนเท่านั้น

แต่ทุกอย่างไม่ง่ายอย่างนั้น เมื่อการตั้งราคามีปัจจัยอื่นๆ อีกหลายอย่างประกอบอยู่มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับสินค้าใหม่ที่บางครั้งเป็นเรื่องยากที่จะเข้าสู่ตลาดด้วยราคาที่สูงตั้งแต่ต้นเพราะผู้คนจะไม่กล้าทดลองเสี่ยงกับราคาที่สูงเกินไปกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่พวกเขาเคยใช้ ทำให้เราอาจต้องเริ่มตั้งต้นที่ราคาไม่สูงมากนักหรือเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ดูก่อน จนกระทั่งพวกเขาเริ่มเกิดความจงรักภักดีกับแบรนด์และแบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้นแล้วก็ค่อยเพิ่มมูลค่าของสินค้าและราคาตามเข้าไปในภายหลัง อย่างไรก็ดี อย่าลืมว่าราคาสินค้านั้นนอกจากจะเป็นตัวกำหนดผลกำไรแล้ว ยังเป็นตัวช่วยกำหนดความรู้สึกรับรู้ของผู้บริโภคที่มีต่อสินค้าได้ด้วย

2. ตรวจสอบความต้องการของตลาดและผู้บริโภค การกำหนดราคานั้นมักเป็นไปตามกลไกของตลาดที่ว่า ถ้าสินค้านั้นมีความต้องการของผู้บริโภคสูงก็ย่อมกำหนดราคาสูงได้ตาม ในทางกลับกัน ถ้าหากสินค้านั้นไม่ค่อยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากนัก อำนาจในการกำหนดราคาของเราก็จะลดลงตามไปด้วย ดังนั้น ราคาของสินค้าอาจต้องมีความยืดหยุ่นและปรับตัวขึ้นลงได้ตามตลาดอยู่เสมอ โดยในบางครั้งเมื่อเราไม่สามารถปรับลดราคาลงมาได้เพราะกลัวเสียแบรนด์ก็อาจใช้การจัดโปรโมชั่นลดราคาสินค้า หรือแจกของแถมมากขึ้นทดแทนจนกว่าสินค้านั้นจะเป็นที่ต้องการของตลาดอีกครั้งก็ได้

3. ดูคู่แข่ง นอกจาก 2 ปัจจัยข้างต้นแล้วเรายังต้องคำนึงถึงราคาสินค้าของคู่แข่งเพิ่มเข้าไปด้วย เนื่องจากราคาสินค้าของคู่แข่งมีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าค่อนข้างมาก ลองคิดดูว่าหากมีสินค้าที่มีคุณภาพและทำจากวัตถุดิบที่มีความใกล้เคียงกัน แต่ทว่ามีเจ้าหนึ่งราคาถูกกว่าอย่างเห็นได้ชัด ลูกค้าก็มักจะเลือกสินค้าชิ้นที่ถูกกว่าเพราะคุณภาพต่างกันไม่มาก แต่ทั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าวิธีแก้ปัญหาจะเป็นการตัดราคาตนเองลงมาเสมอไป เพราะสิ่งสำคัญคือ การศึกษาคู่แข่ง รู้เขารู้เราแล้วค่อยนำมาวิเคราะห์ว่าจะตั้งราคาอย่างไร จะทำให้สินค้าดูมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเพื่อตั้งราคาสูงขึ้น หรือหาวิธีลดต้นทุนเพื่อใช้ราคามาแข่ง

การตั้งราคาขายเป็นกลยุทธ์ที่ต้องให้ความสำคัญ เป็นกระบวนท่าที่ต้องออกแบบ แต่สูงสุดของกระบวนท่าคือ ไร้กระบวนท่า 555…ไม่ได้พูดให้ขำ ดิฉันได้เคยมีโอกาสพูดคุยกับเจ้าของธุรกิจร้านอาหารที่ประสบความสำเร็จ มีสาขาหลายร้อยสาขาทั่วประเทศ ท่านจะเป็นผู้กำหนดราคาอาหารแต่ละเมนูเอง แล้วไม่ต้องใช้โมเดลทางการเงิน (Feasibility) มาคำนวณให้ปวดหัว ถามท่านว่าท่านใช้กลยุทธ์อะไร ท่านบอกใช้เซนส์ (Sense) เดาๆ กะๆ เอาว่าจานนี้ต้องขายเท่าไหร่ เงิบบบบ!!! มั้ยคะ? และท่านยังไม่สนใจด้วยนะคะว่าคู่แข่งจะขายเท่าไหร่ ฉันจะขายของฉันเท่านี้แหละ แต่ดิฉันเลยได้ข้อสรุปว่า ท่านใช้ ความเก๋า หรือประสบการณ์ในวงการนั่นเอง

คำเตือน! ไม่เก๋าพอ ทำไม่ได้นะคะพี่น้อง

“ใหม่ ดาวิกา” จากฝันเล็กๆ “Misstar by Davika” สู่ร้านกาแฟ “Misstar Cafe”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“ใหม่ ดาวิกา” จากฝันเล็กๆ “Misstar by Davika” สู่ร้านกาแฟ “Misstar Cafe”

“ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่” นางแบบ ลูกครึ่งไทย-เบลเยียม และเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 7 สี เข้าวงการตั้งแต่อายุ 13 ปี จากการถ่ายโฆษณา จนได้มาเซ็นสัญญากับต้นสังกัดช่อง 7 ประเดิมงานละครเรื่องแรก “เงากามเทพ” ก็เปรี้ยงเลย ต่อด้วย “ดอกแก้ว”, “มาหยารัศมี”, “ตะวันทอแสง” ถือได้ว่าเธอเป็นนางเอกละครที่เล่นเรื่องไหนก็ประสบความสำเร็จ จนมาพีกสุดที่ภาพยนตร์ “พี่มาก?พระโขนง” ที่ทำรายได้สู่หลักพันล้านและส่งผลให้เธอได้ฉายา “นางเอกพันล้าน” และล่าสุดกับบทผี “ริล” ในละคร “นางชฎา” ทางช่อง 7 ก็สร้างชื่อเสียงให้เธออีกครั้ง

นอกจากการแสดงแล้วเธอยังนำความสามารถเรื่องการวาดรูปของเธอมาต่อยอดทำธุรกิจออนไลน์ขายแอกเซสซอรี่สำหรับผู้หญิงในแบรนด์ “Misstar by Davika” วันนี้ในวัย 23 เธอได้ก้าวข้ามความสำเร็จต่างๆ รวบรวมเงินหลักสิบล้านที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงปั้นธุรกิจร้านกาแฟชื่อ “Misstar Cafe” ย่านสุขาภิบาล 5

กำเนิด “Misstar Cafe”

เจ้าของร้านเล่าให้ฟังอย่างมีความสุขถึงการเริ่มต้นของ Misstar Cafe จากไอเดียร้านกาแฟเล็กๆ ข้างโฮมออฟฟิศ Misstar by Davika สุดท้ายทนความล้นหลามของการรองรับลูกค้าที่มาใช้บริการร้านกาแฟไม่ไหว เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนจากโฮมออฟฟิศ Misstar by Davika มาเป็นร้านกาแฟอย่างเต็มพื้นที่

“จุดเริ่มต้นมันมาจากธุรกิจของใหม่คือขายผ้าพันคอ Misstar by Davika ที่เริ่มต้นจากไอเดียการวาดรูปของใหม่มาลงผ้าพันคอ แล้วแตกไลน์มาเป็นสินค้าอื่นๆ เป็นหมวก กระเป๋า แอกเซสซอรี่ต่างๆ พอวันหนึ่งเราเริ่มมีรายได้มากพอแล้ว ธุรกิจมันขยายตัว เลยอยากได้ที่ไว้สำหรับสต๊อกของ เลยคิดอยากจะเปิดออฟฟิศเป็นของตัวเองไว้เก็บสต๊อกสินค้า ด้วยความที่คุณแม่ใหม่มีที่อยู่ตรงนี้พอดี ซึ่งมันยังเป็นหญ้าไม่มีอะไรเลยประมาณ 1 ไร่ เราก็เลยไปขอแม่ว่าอยากจะทำที่ตรงนี้เป็นโฮมออฟฟิศ พอแม่อนุญาตเราก็คิดว่าที่ตรงนี้มันน่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น ก็เลยคิดไอเดียเปิดเป็นร้านกาแฟเล็กๆ สำหรับคนที่เขาอาจจะมารับสินค้า ชื่อ Misstar Cafe ก็คิดว่าคงจะมีคนเข้ามาไม่เยอะ แต่พอทำไปแล้วไปๆ มาๆ มันก็เริ่มขยายตัวขึ้น พอเปิดตัวจริงๆ กลายเป็นว่าโฮมออฟฟิศที่ตั้งใจไว้เป็นอันต้องยุบไปเพราะร้านกาแฟคนไม่พอนั่ง มันเป็นอะไรที่เราคาดไม่ถึงว่าคนจะมาเข้าร้านกาแฟเยอะขนาดนี้”

ต่อยอดความรู้ด้านธุรกิจกาแฟ

ด้วยอายุ 23 ปี ไม่มีความรู้เรื่องของการทำธุรกิจเลย แต่เพราะอยากสร้างความฝันของตัวเองให้เป็นจริง จากความฝันเล็กๆ Misstar by Davika ทำให้ใหม่มีประสบการณ์ประมาณหนึ่ง แต่เท่านั้นยังไม่เพียงพอ เธอยังต่อยอดความรู้การทำธุรกิจด้วยการขอวิชาจากคนรอบข้าง โดยไม่สนใจว่าใครจะมองว่าตัวเองโง่ เพื่อให้ได้ความรู้สู่การเปิดธุรกิจ Misstar Cafe

“สิ่งที่ยากที่สุดคือการที่เราเริ่มจากศูนย์ ที่ผ่านมาการเปิดแบรนด์ Misstar by Davika จนขยายมาเป็น Misstar Cafe ใหม่เรียนรู้การทำธุรกิจด้วยตัวเองทั้งหมด เอาตรงๆ เราไม่มีความรู้เรื่องการทำธุรกิจอะไรเลย อาศัยการถามจากคนที่เขาทำธุรกิจอยู่ และจากประสบการณ์ตรงที่เราขายของกับลูกค้าด้วยตัวเราเอง ทั้งตลาดนัด ออกบู๊ธ สิ่งที่ใหม่ได้มามันมีอะไรให้เราได้แก้ไขตลอดเวลา ซึ่งตรงนี้แหละทำให้เรามีประสบการณ์ของตัวเราเอง มองเห็นปัญหาแล้วก็รู้ทางที่จะแก้ปัญหา จนแข็งแรงพอที่จะขยายธุรกิจ

แต่เท่านั้นมันยังไม่ทำให้เรามั่นใจพอที่จะก้าวสู่ Misstar Cafe ช่วงแรกๆ เป็นอะไรที่หนักเหมือนกัน ด้วยที่ผ่านมาเราทำเองและมีเพื่อนอีกคนหนึ่งช่วยกันทำ Misstar by Davika แต่พอเป็น Misstar Cafe มันเหมือนเป็นอีกก้าวหนึ่งในการเรียนรู้ของเราพอสมควร ต้องรู้จักการคุมคน บริหารคนให้เป็น ใหม่เรียนรู้ว่ามันเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลา บวกกับการเอาใจเราให้เขา เขาถึงจะเอาใจเขาให้เรา แล้วเขาจะช่วยดูแลธุรกิจเราอย่างเต็มที่ ต่างคนต่างครอบครัวต้องมาทำงานร่วมกัน ในภาพลักษณ์เดียวกัน เราต้องอาศัยพึ่งพาเขามากธุรกิจเราถึงจะเดิน ใหม่ว่าตรงนี้เป็นอะไรที่ยากที่สุดแล้ว ใหม่เลยเลือกเซตระบบ Misstar Cafe เป็นเหมือนครอบครัวที่ดูแลกันมากกว่าที่จะเป็นธุรกิจจ๋า และการดูแลภาพลักษณ์ของแบรนด์ก็สำคัญ ก็มีพี่แนะนำว่าแบรนด์เราเป็นที่รู้จักมาก่อนหน้านี้แล้ว ครั้นจะทำเล็กๆ ก็คงจะทำไม่ได้ ต้องทำให้ใหญ่ทำให้สวย ใหม่ก็ไปขอความรู้จากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่รู้จัก ถึงแม้คนจะมองว่าโง่เหรอมาถามทำไม แต่ก็ไม่อาย ถามเขาต่อไปจนเขายอมบอก ช่วงแรกๆ นี่เรียกว่าไปหมกตัวอยู่กับเขาเลยก็ว่าได้ จนพอมีความรู้มาบ้าง ทีนี้เราก็ลงมือทำ ซึ่งขั้นตอนนั้นเราต้องดูแลทุกอย่างทุกขั้นตอน ตั้งแต่ที่ตรงนี้ยังเป็นป่าหญ้า ถมดิน เริ่มสร้าง เราลงมือทำและเห็นทุกกระบวนการกว่าจะมาเป็น Misstar Cafe”

“Misstar Cafe” ตัวตนของใหม่

โดยเจ้าของร้านได้วาง Misstar Cafe ให้เป็นธุรกิจที่ครบวงจรและยังคงเอกลักษณ์ของ Misstar by Davika ซึ่งในเรื่องของการตกแต่งร้านเธอจึงเลือกที่จะตกแต่งในสไตล์ที่เป็นตัวเองมากที่สุด ที่มีทั้งความเรียบง่าย อบอุ่น และยังมีความเป็นผู้หญิงอยู่

“Misstar Cafe เราออกแบบให้เป็นสไตล์ ลอฟต์ (Loft) แต่ก็มีความเป็นผู้หญิงอยู่ ผสมกับสวนอังกฤษ รวมๆ แล้วมันคือความเป็นใหม่ นอกจากร้านกาแฟที่เราขยายตัวเบียดโฮมออฟฟิศไปหมดแล้ว เรายังสร้าง Misstar Cafe ไว้สำหรับการรองรับการจัดงานเลี้ยงต่างๆ และมีให้เช่าสถานที่ถ่ายแบบ พรีเวดดิ้ง ถ่ายแฟชั่นต่างๆ ด้วย เรามีห้องแต่งตัว สตูดิโอ ถือเป็นการต่อยอดในการเพิ่มรายได้ให้ Misstar Cafe และทำให้มันเป็นธุรกิจที่ครบวงจร ซึ่งแต่ละงานใหม่จะเป็นคนดูแลเอง เราคัดงานที่จะมาจัดที่ร้านพอสมควร และเราเองก็ค่อนข้างจำกัดคน ด้วยพื้นที่ที่เรามีไม่มากด้วย ก็น่าจะจุอยู่ประมาณ 100 คน แล้วร้านเรานอกจากจะมีเครื่องดื่มและเบเกอรี่แล้ว ร้านเรายังมีอาหารหลากหลายด้วย ทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง ไม่ว่าจะเป็นผักขมอบชีส พาสต้า สปาเกตตี ข้าวไก่อบ คั่วกลิ้ง ซึ่งทั้งหมดใหม่เองเดินทางไปทดลองชิมจากร้านอร่อย แล้วขอให้เขาทำส่งเรา โดยเราเลือกจากที่เราชอบเป็นหลักมาลงที่ร้าน รวมไปถึงเบเกอรี่ด้วย ของทุกอย่างเราคัดสรรคุณภาพมาอย่างดี เราเลือกทานยังไงเราก็ขายอย่างนั้น นอกจากนั้นแล้วคนที่มาร้าน Misstar Cafe ยังสามารถมาซื้อสินค้า Misstar by Davika ได้อีกด้วย”

ลูกค้าเน้นบอกต่อ

นอกจากที่ลูกค้าตอบรับล้นหลามแล้ว Misstar Cafe ยังได้รับคำชมจากปากต่อปาก ทำให้มีลูกค้าใหม่ๆ แวะเวียนเข้ามาเรื่อยๆ เพราะติดใจรสชาติของอาหารและเบเกอรี่ที่หลากหลาย นี่จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของร้านภูมิใจถึงกระแสการตอบรับที่ดีเกินคาด

“จุดเด่นของร้าน Misstar Cafe น่าจะเป็นสถานที่ที่ร่มรื่น สถานที่สวย คนก็จะชอบมาถ่ายรูปแชร์กันอันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้คนอยากจะมาร้านของเรา บวกกับรสชาติของอาหาร และเบเกอรี่ ในย่านนี้ยังไม่มีร้านสไตล์นี้ ส่วนใหญ่คนที่มาก็จะเป็นคนแถวๆ นี้ ใส่ชุดนอนมานั่งทานมาซื้อกาแฟตอนเช้ากันเป็นประจำ แล้วรสชาติอาหารนั้นทำให้เกิดการบอกต่อ ตอนนี้นอกจากจะมีลูกค้าประจำที่อาศัยอยู่แถวนี้แล้วก็จะมีย่านอื่นๆ ด้วย ใหม่ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่งนะคะ ด้วยร้านเราเพิ่งเปิด ช่องทางการติดต่อลูกค้าก็ยังมีเพียงแต่ในอินสตาแกรม ตอนนี้เปิดตัวร้านอย่างเป็นทางการแล้วก็ยิ่งมีลูกค้าเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ทำให้เราเองยังพบจุดบกพร่องหลายอย่างในเรื่องการวางระบบ วันแรกๆ ที่เซตระบบเป็นอะไรที่วุ่นวายมาก คือไม่คาดคิดว่าจะมีคนอยากมาร้านเรากันมากขนาดนี้ ตอนนี้ถือว่าลงตัวแล้วในระดับหนึ่งเพราะเราพอจะเห็นแล้วว่ามีคนที่มาแล้วกลับมาร้านเราอีก”

เป้าหมายขายแฟรนไชส์สู่ตลาด AEC

ความฝันของ Misstar Cafe นางเอกพันล้านตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า เธอหวังจะให้คนมาชอบร้าน Misstar Cafe และซื้อแฟรนไชส์ไปเปิดตามห้างดัง ขยายสาขาไปตามต่างจังหวัด และที่สุดของความฝันเลยคือ การบุกตลาดประเทศเพื่อนบ้าน AEC

“ใหม่มองไว้ว่าหลังจากที่เราศึกษา เซตระบบการทำธุรกิจนี้อย่างแข็งแรง ลงตัวมากที่สุดแล้วใหม่จะเปิดขายแฟรนไชส์ ตอนนี้ใหม่มองเห็นว่าร้าน Misstar Cafe ของใหม่จะไปอยู่ตามห้างดัง ไปอยู่ตามต่างจังหวัดทั่วประเทศไทย แต่ใหม่เองก็ไม่ได้หยุดฝันไว้แค่เพียงเท่านี้ ใหม่ยังมองเห็นว่าธุรกิจร้าน Misstar Cafe ของใหม่จะขยายตัวไปยังประเทศเพื่อนบ้าน สู่ตลาด AEC ใหม่ว่านี่คงจะคือที่สุดของ Misstar Cafe แล้วแต่ก็ยังตอบไม่ได้ว่าความฝันนี้จะเป็นจริงเมื่อไหร่ คงต้องใช้เวลาอยู่เหมือนกัน ควบคู่ไปกับธุรกิจ Misstar by Davika ที่ตอนนี้เราก็ขยายตัวแทนจำหน่ายอยู่ไม่หยุด”

ใครที่ยังไม่มีโอกาสได้แวะเวียนไปร้าน Misstar Cafe ลองเข้าไปส่องมุมสวยๆ บรรยากาศของร้าน และหน้าตาขนม อาหาร เครื่องดื่ม ที่เห็นแล้วต้องตกหลุมรักได้ที่อินสตาแกรม @misstarcafe หากมีเวลาว่างสนใจอยากเข้าไปถ่ายรูปวิวสวยๆ ในสวนสไตล์อังกฤษแชร์ไปอวดเพื่อน ชิมอาหาร เบเกอรี่อร่อย ร้าน Misstar Cafe อยู่ที่ ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 40 ตรงข้ามกับบิ๊กซี สุขาภิบาล 5 เข้าซอยมา 100 เมตรอยู่ซ้ายมือ นอกจากจะได้รูปสวยแถมอิ่มท้องแล้ว Misstar Cafe เขายังมีสินค้าจาก Misstar by Davika ไว้ให้เลือกช็อปไม่ต้องสั่งออนไลน์ด้วยนะ