บำนาญ-เกษียณ…เกษมศานต์ ไม่กระเสือกกระสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เก็บตกจาก “แท็กซี่ กูรู”

TAXI MASTER

บำนาญ-เกษียณ…เกษมศานต์ ไม่กระเสือกกระสน

กรมการขนส่งทางบก โดย กองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน หรือ กปถ. รณรงค์ผ่านสื่อเกือบทุกสถานีวิทยุและประกาศหลังข่าว เกี่ยวกับการประเมินคุณภาพแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่น กับ DLT Check in เพื่อเป็นกำลังใจกับแท็กซี่ที่มีพฤติกรรมดี หรือปรับปรุงสิ่งที่ควรแก้ไข เป็นการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ที่มีผลกระทบกับการบริการแท็กซี่ แท็กซี่ทำดีมีรางวัล โดยมีจำนวนนับหรือบอกกล่าวที่ได้รับความร่วมมือกับประชาชนผู้ใช้บริการ

เรื่องราวที่ผ่านมาส่วนใหญ่แท็กซี่น่าจะตกเป็นจำเลยของสังคมตลอดช่วงเวลาปฏิรูปนี้ เพราะนอกเหนือจากมีรูปแบบการมีแท็กซี่ประเภทไม่ต้องออกมาตระเวนตามท้องถนนเสนอบริการ แต่ออกมารับผู้โดยสารเมื่อเรียกผ่านระบบสื่อสารหรือออนไลน์แล้ว การได้รับการพิจารณาเพื่อขึ้นค่าโดยสารอัตราใหม่นี้ก็ไม่ได้เป็นที่ชื่นชมสำหรับผู้ใช้บริการ จึงกลายเป็นจำเลยซ้ำซ้อนไปอีก แม้ว่าการได้รับการพิจารณาอัตราค่าโดยสารเพิ่มขึ้นครั้งนี้ ไม่ได้ใช้พลังมวลแท็กซี่เรียกร้องแต่อย่างใด

ข่าวคราวการปฏิเสธการให้บริการผู้โดยสารก็ยังถูกวิจารณ์และมีข่าวถูกฟ้องสังคมอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมา ต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลจนถูกประชดว่า ต่อไปนี้ขอให้แท็กซี่ช่วยเขียนเส้นทางที่จะผ่านไปติดไว้หน้ารถ เพื่อผู้เรียกใช้บริการจะได้รู้ว่าผ่านไปในเส้นทางที่จะไปหรือไม่ พวกเราชาวชมรมแท็กซี่ปฏิบัติดีเพื่อสังคมได้ยินข่าวนี้ก็ไม่สบายใจเพราะพวกเราไม่มีใครประพฤติเช่นนั้น บางครั้งพวกเราทราบดีว่า การที่จะไปส่งผู้โดยสารโดยผ่านเส้นทางที่เรากลัวหรือกังวลเกี่ยวกับรถติดนั้น ยังมีอยู่ในใจ แต่สัญญาสุภาพบุรุษของเรายืนยันไม่ปฏิเสธผู้โดยสารแน่นอน มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเองประสบเหตุการณ์ด้วยตนเองคือ ถูกเรียกใช้บริการและต้องผ่านเข้าในย่านศูนย์การค้าหลังช่วงเวลาเลิกงาน ปรากฏว่า รถติดอยู่นานเกินกว่าผู้โดยสารจะรอได้จึงขอจ่ายค่าโดยสารตามมิเตอร์ที่ขึ้นแล้วขอลงไป ส่วนผมต้องอยู่บนถนนที่รถติดนั้นอีกเกือบ 2 ชั่วโมงฟรีๆ

สื่อสารฉับไวแจ้งข่าวลงภาพได้ทันท่วงที เมื่อมีอะไรไม่ถูกตาต้องใจผู้พบเห็นก็ถูกนำมาลงในสื่อพร้อมคำบรรยายเชิงประจักษ์เท่าที่เข้าใจ บางครั้งเหตุการณ์หรือเหตุผลจริงๆ อาจจะไม่ใช่เหมือนที่เห็น มีอยู่วันหนึ่งไปส่งผู้โดยสารซึ่งเขารีบร้อนมาก ขอร้องให้ขับเร็วเพื่อทันเวลานัดหมาย เมื่อถึงสี่แยกสัญญาณไฟเหลือง เขาขอให้รีบผ่านไปเพื่อไม่ต้องหยุดรออีก 2-3 นาที ผมเข้าใจและเห็นใจในธุระสำคัญที่เขาขอร้อง ส่งเสร็จได้รับคำขอบคุณและชื่นชมในฝีมือโชเฟอร์หรือจะด่าในใจว่าตีนผีระดับพระกาฬก็แล้วแต่ แต่ต่อมาอีก 3 วัน ผมก็ได้รับจดหมายชื่นชมจากเจ้าพนักงานจราจร เป็นใบสั่งพร้อมแนบภาพถ่ายในวงกลมชัดเจน 3 ภาพ ณ จุดฝ่าสัญญาณไฟแดง มีภาพขยายป้ายทะเบียนรถชัดเจน แจ้งว่าฝีเท้าดีขนาดนี้ขอให้รีบไปชำระค่าปรับ 800 บาท ภายใน 15 วัน ผมนำใบสั่งไปเปรียบเทียบปรับโดยขอความกรุณาให้ปรับในอัตราขั้นต่ำ 400 บาท ก็ได้รับความกรุณาจากร้อยเวร ได้รับคำอบรมเล็กน้อย แต่ก็เห็นว่าตำรวจก็รับฟังเหตุผลและมีน้ำใจ

มีการประชุมคณะรัฐมนตรี มีข่าวคราวการพิจารณาอายุข้าราชการบางหน่วยงานที่จะให้ข้าราชการปฏิบัติงานได้ถึงอายุ 65 ปี แม้ว่ายังไม่ได้แถลงข่าวเป็นทางการ แต่ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันพอควร ผมได้ฟังข่าวแสดงความคิดเห็นทางสถานีวิทยุ ที่กำลังจะหาเพลงเตรียมไว้ถ้าแวะเข้าชมรม ใจนึกถึงข้าราชการเกษียณที่ถูกหาว่าเป็นคนแก่ แต่คิดไปถึงเจ้าแร้งแก่ในหนังเรื่อง MACKENNA”S GOLD “Old Turkey Buzzard” ชอบเพลงในหนังแล้วมีภาพแร้งบิน “Old turkey buzzard flying flying high. He”s just awaiting Buzzard”s just awaiting. Waiting for something down below to die Old buzzard knows that he com wait. “Cause every mother”s son has got a date A date with fate?with fate. He sees men come, he sees men go Crawling like ants on the rock bellows…” เพลงแร้งแก่ แต่ผมกลับนึกถึงข้าราชการเกษียณที่เขามักจะเรียกว่า “ชราวัย” ซึ่งผมค้านในใจว่านี่แหละคือแร้งแก่บินสูงด้วยพลังเพียบด้วยประสบการณ์รู้เห็นมาก เพลงเพิ่งจบลงมีข่าวที่จะพิจารณาอายุข้าราชการถึง 65 ปีอีกแล้ว พอดีมีผู้โดยสารเรียกรถ

ผมจอดรถกล่าวสวัสดีเชิญขึ้นรถหลังจากที่เขาบอกปลายทาง สังเกตบุคลิกน่าจะเป็นคนมีความรู้ ดูเป็นผู้ใหญ่แต่หนุ่มกว่าที่จะเรียกว่า “ชราวัย” ผมเปิดไมตรีด้วยเอ่ยถึงข่าวในวิทยุที่วิพากษ์กันเรื่องการต่ออายุข้าราชการถึง 65 ปี ฤดูกาลเกษียณกันยายนปีนี้คงจะวิ่งกันวุ่นเขาขยับตัวเหมือนตอบรับการทักทาย ผมแอบมองใบหน้าผ่านกระจกดูชัดๆ แล้วคิดว่าไม่ใช่รุ่นวัยเกษียณแน่นอน ดูหนุ่มกว่าที่เห็นครั้งแรกมากนัก เขาตอบรับไมตรีด้วยการบอกว่าจะไปร่วมงานเกษียณพวกพี่ๆ ที่เป็นรุ่นน้อง พร้อมกับหัวเราะรู้ว่าผมคงจะงง จึงอธิบายว่าเขาเป็นข้าราชการบำนาญเพราะลาออกก่อนพวกพี่ๆ ที่เกษียณตามอายุ 60 ปี ผมได้โอกาสจึงถามข้อสงสัยว่าถ้าอายุไม่ถึง 60 ปี หรือรับราชการไม่ครบ 25 ปี ทำไมถึงรับบำนาญได้ครับ ดูท่านยังหนุ่มเหมือนคนอายุ 50 ปี เขายิ้มกว้างชอบใจคำชมรีบตอบคำถาม

มีอุบัติเหตุทางแยกสัญญาณไฟแดงรถคงจะติดนาน เขาย้ำถามว่า “ดูเหมือนผมอายุน้อยจริงหรือครับ พอบอกใครว่าเป็นข้าราชการบำนาญไม่ค่อยมีใครเชื่อ ส่วนใหญ่คิดว่าต้องมีอายุถึง 60 หรือทำงานครบ 25 ปี แต่ความจริงแล้ว การได้รับบำเหน็จบำนาญไม่ต้องอย่างนั้นหรอก มีหลักเกณฑ์ตั้งหลายข้อที่นำมาประกอบขอรับบำนาญได้โดยไม่ต้องเกษียณอายุ สิทธิของข้าราชการในการขอรับบำเหน็จบำนาญปกติมีถึง 4 เหตุหลัก ผมเองเพิ่งสอบบรรจุเข้ารับราชการได้เมื่ออายุ 30 กว่าปี แล้วทำงานได้เพียง 15-16 ปี อายุตัวเพียง 50 ต้นๆ คิดจะขอลาออก มีผู้หวังดีติงว่าอย่าลาออกเลยได้รับบำเหน็จไม่กี่แสน หมดเงินแล้วจะกระเสือกกระสน อยู่ได้อย่างไร แก่ชราแล้วจะทำงานอะไรไม่ได้” เขาหัวเราะเครียดๆ

รถขยับตัวคล่องขึ้น เขาดูเวลาแล้วพูดติดตลกว่า “แก่แล้วขอพูดความหลังต่อหน่อย เรื่องขอรับบำนาญนี่เรื่องเยอะ ขนาดว่าเจ้าหน้าที่การเงินที่ทำงานก็ยังไม่รู้เลย บอกว่าผมไม่มีสิทธิขอรับบำนาญหรอกเพราะอายุราชการเพียง 16 ปี ต้องรับบำเหน็จอย่างเดียว พอดีมีคนรู้จักเป็นเจ้าพนักงานการเงินที่หน่วยงานอื่นนำเอกสารสิทธิข้าราชการที่มีระเบียบหลักเกณฑ์การออกจากราชการโดยได้รับบำนาญ ด้วยการพิจารณาตามหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่งใน 4 ข้อ หรือ 4 เหตุที่ผมเข้าในเหตุนั้น ผมจึงนำไปให้เจ้าหน้าที่การเงิน “ตีความ” ว่าผมอยู่ในหลักเกณฑ์ด้วยใช่ไหม” เขาเน้นเสียงกึ่งประชด

ผมแอบมองกระจกหลังดูเหมือนสีหน้าเขาจริงจัง แต่ก็ถามต่อว่าแล้วท่านเข้าเกณฑ์ข้อไหนครับ เขาจึงเปิดเรื่องต่อว่า “ขออธิบายหน่อยนะ ผมเป็นข้าราชการพลเรือน สังกัดข้าราชการครู ผมท่องสิทธิข้าราชการที่จะได้รับบำเหน็จบำนาญปกติ โดยจ่ายให้ผู้ออกจากราชการด้วย 4 เหตุต่อไปนี้อย่างขึ้นใจ” เขาหัวเราะแล้วพูดต่อว่า

“ข้อ 1 เหตุทดแทน ให้แก่ข้าราชการซึ่งออกจากประจำการเพราะเลิกหรือยุบตำแหน่งงาน หรือมีคำสั่งให้ออกโดยไม่มีความผิด ข้อ 2 เหตุทุพพลภาพ ให้แก่ข้าราชการผู้ป่วยเจ็บทุพพลภาพซึ่งแพทย์ที่ทางราชการรับรองได้ตรวจและแสดงความเห็นว่าไม่สามารถรับราชการในตำแหน่งต่อไปได้ ข้อ 3 เหตุสูงอายุ ให้แก่ข้าราชการผู้มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ หรืออายุครบ 50 ปีบริบูรณ์แล้วประสงค์จะลาออก ข้อ 4 เหตุรับราชการนาน และมีเวลาครบ 25 ปีบริบูรณ์ หรือมากกว่าสำหรับคำนวณบำเหน็จบำนาญ คุณรู้ไหมว่าผมเข้าเกณฑ์พิจารณาข้อไหน”

ผมอ้อมแอ้มตอบ เดาว่า ข้อ 3 ครับ เขายิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าไม่ดูระเบียบย่อยอีกข้อก็จะไม่เจอเกณฑ์ ข้อ 3 ถูกแล้ว แต่มีข้อย่อยว่าด้วยบำนาญจ่ายเป็นรายเดือน สิทธิที่จะได้รับบำนาญคือ ต้องมีเวลารับราชการตั้งแต่ 10 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ขอออกจากราชการโดยไม่มีความผิด และอีกข้อย่อยว่า ลาออกจากราชการเมื่ออายุครบ 50 ปีบริบูรณ์ ข้อนี้แหละครับที่ผมขีดเส้นใต้ไปยื่นเจ้าหน้าที่การเงินจึงได้รับการพิจารณา สรุปว่าเกณฑ์ที่ผมได้บำนาญคือรับราชการเกิน 10 ปี และอายุตัวเกิน 50 ปี ก็ได้บำนาญน้อยหน่อยแต่พออยู่ได้ เกณฑ์พิจารณาข้อนี้หลายคนมองข้าม จึงคิดว่าต้องทำงานครบ 25 ปีจึงได้บำนาญ”

เขาถอนหายใจแต่ยิ้มพูดว่า “ผมยึดหลักกินอยู่พอเพียง พออิ่มพออยู่กับสังคมได้ ก็วันนี้ต้องกระเสือกกระสนไปงานเลี้ยงเกษียณรุ่นพี่ที่เคยทำงานแต่เป็นรุ่นน้องที่ได้รับบำนาญ คุณคุยกับใครได้เลยนะ ทำงานครบ 10 ปี อายุครบ 50 ขอรับบำนาญได้ เผื่อจะได้พบกับเกษมกระสัน เอ๊ย ขอโทษ เกษมศานต์ ชีวิตอิสระ จอดให้คนแก่ลงหน่อย ขอบคุณ!”

เอกสาร : หลักเกณฑ์ สิทธิบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กรมบัญชีกลาง

มูลคดีเกิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07089010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

มูลคดีเกิด

สั่งซื้อสินค้ากับพนักงานบริษัทที่ออกเดินสายขายสินค้าในจังหวัดอันเป็นที่ตั้งร้านค้า พนักงานส่งคำสั่งซื้อสินค้ากลับไปยังบริษัทผู้ผลิตในอีกจังหวัดให้อนุมัติ เมื่อรับอนุมัติแล้วผู้สั่งซื้อเดินทางไปรับสินค้าที่โรงงานบริษัทผู้ผลิตด้วยตนเอง เกิดมีปัญหาติดค้างค่าสินค้าไม่ยอมจ่าย ต้องฟ้องศาลที่ไหน

1.

ในพื้นที่นั้น ในอำเภอนั้น ในจังหวัดนั้น ในประเทศ-นี้ มีการทำสวนหลากหลายชนิด สวนยางพารา สวนเงาะ สวนมังคุด สวนทุเรียน สวนลองกอง ฯลฯ

คุณจำนูญอยู่ในพื้นที่นั้น และด้วยความที่มีหัวทางการค้า (ไม่ใช่มีศีรษะทางการค้า) จึงดำเนินอาชีพค้าขายที่เกี่ยวข้องกับการทำการเกษตร

คุณจำนูญเป็นพ่อค้า เปิดกิจการค้าขายปุ๋ย ขายวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตร ให้แก่เกษตรกรในย่านใกล้เคียงกับที่ตั้งของร้าน

ซื้อมาราคาเท่าไร คิดต้นทุนต่างๆ รวมเข้าไป ไม่ว่าจะเป็น ค่าขนส่ง ค่านั่งขาย ค่าไฟที่ร้าน แล้วบวกด้วยกำไรเล็กน้อยตามสมควร ตั้งเป็นราคาขาย

“เอากำไรแต่พองาม ให้มีความเป็นอยู่อย่างพอเพียง หลีกเลี่ยงยาเสพติด” นี่เป็นสิ่งที่อยู่ในใจของคุณจำนูญที่ยึดมั่นเป็นคติในการทำมาค้าขายและในการดำรงชีวิต

ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ย เป็นยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ อาหารปลา วัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นต้องใช้ในงานเกษตรอื่นๆ เช่น เสียม จอบ บุ้งกี๋ และจิปาถะ คุณจำนูญมีขายครบถ้วน

แม้จะไม่สามารถพูดได้ว่าขายตั้งแต่สากกะเบือยันเรือรบก็ตามเหอะ แต่วัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตรแทบทุกอย่างมีขายที่นี่

(สากกะเบือและเรือรบ คุณจำนูญไม่ได้สั่งมาไว้ขาย เรือดำน้ำยิ่งแล้วใหญ่ จะไปถามซื้อหลังร้านก็ไม่มีขาย)

แหล่งซื้อสินค้าแหล่งสั่งสินค้า ก็เป็นบริษัทจากหลายที่

แรกๆ ต้องลงทุนเดินทางไปเลือกซื้อหาสินค้านั่นนี่โน่นถึงแหล่งผลิต แต่ค้าขายมานานๆ เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจกัน สินค้าบางเจ้าสามารถนั่งสั่งเอาที่ร้าน เพราะมีพนักงานขายของบริษัทผู้ผลิตวิ่งมาหาถึงที่

สินค้าบางรายส่งมาให้ถึงที่ แต่มีสินค้าบางชนิดบางรายการ ที่อาจต้องแย่งกันซื้อหาเพราะมีจำนวนจำกัด อาจต้องเดินทางไปรับเองถึงหน้าโรงงาน แล้วแต่ชนิด แล้วแต่ช่วงเวลา

บางทีเพื่อความสะดวกรวดเร็ว เพื่อให้ได้มีสินค้าที่ร้านค้าขายอื่นๆ ยังไม่มี คุณจำนูญถึงกับไปรับสินค้าจากโรงงาน จากแหล่งผลิตด้วยตนเอง

นี่เรียกว่าเป็นการค้าขายเชิงรุก ไม่ใช่ว่าจะคอยแต่ให้บริษัทผู้ผลิตนำส่งถึงที่ ที่อาจต้องคอยเป็นเวลานานๆ และจะได้สินค้าพร้อมๆ กับร้านค้าขายรายย่อยเจ้าอื่นๆ

แต่คุณจำนูญไม่ ไม่ใช่จะนั่งรอท่าเดียวเช่นนั้น

คุณจำนูญอยากให้มีขายก่อนใครๆ มันรู้สึกสะใจดี

ถ้าถึงเวลาต้องรุก ต้องนำรถไปขนเอง ต้องสั่งรถรับจ้างไปขนมา คุณจำนูญไม่รอช้า เพื่อว่าจะสามารถค้าขายได้ยอดที่ดีกว่ารายอื่นๆ

2.

อย่างกับอาหารสัตว์นี่คุณจำนูญเห็นว่าเป็นสินค้าที่ขายดี ทำให้มีกำไรไม่น้อย (คือมีมาก) มีผู้เลี้ยงสัตว์มาก คือจำนวนคนที่เลี้ยงสัตว์มาก และจำนวนสัตว์เลี้ยงก็มากตามไปด้วย

แม้จะมีพนักงานขายของบริษัทผลิตอาหารสัตว์มาเสนอขายถึงร้านที่นครศรีธานีแล้วก็ตาม แต่คุณจำนูญอยากได้สินค้าเร็วๆ จึงเดินทางไปรับสินค้าถึงบริษัทผู้ผลิต

มีอาหารสัตว์อยู่รายหนึ่ง มีโรงงานผลิตอยู่ที่จังหวัดหนึ่ง บริษัทนี้ส่งผู้แทน หรือพนักงานขายมาขาย มารับคำสั่งซื้อถึงจังหวัดนครศรีธานีที่ร้านคุณจำนูญ

เมื่อคุณจำนูญต้องการอาหารสัตว์ก็สั่งกับพนักงานขาย พนักงานขายส่งคำสั่งไปยังบริษัทให้อนุมัติ เมื่อได้รับอนุมัติแล้วคุณจำนูญจะส่งรถไปขนถึงบริษัทกลับมายังร้านค้าไว้รอบริการลูกค้า

ค้าขายกันไปค้าขายกันมา ส่งสินค้าไป ชำระค่าสินค้ากัน แต่มีบางรายการที่คุณจำนูญยังคงค้างไม่ได้ชำระ

สรุปสุดท้าย คุณจำนูญยังไม่ได้ชำระค่าอาหารสัตว์กับบริษัทผู้ผลิตจำนวน 1,050,267 บาท

ทั้งๆ ที่การทำมาค้าขายเคยเดินไปได้ด้วยดี แต่ไม่ทราบท่าไหน ไม่ชัดเจนว่าคุณจำนูญได้ใช้เงินผิดประเภทหรือไม่

ปรากฏว่า คุณจำนูญไม่ยอมชำระค่าสินค้าอาหารสัตว์จำนวนนี้

ทางบริษัทผู้ผลิตจึงเริ่มทวงถาม แต่ไม่ว่าจะทวงถามอย่างไร กี่ครั้งแล้วก็ตาม ทางคุณจำนูญยังไม่ยอมชำระ

เมื่อเวลาล่วงเลยนานเข้าบริษัทจึงต้องใช้วิธีการฟ้องคดี เพื่อให้คุณจำนูญชำระค่าสินค้าที่ส่งไปให้

3.

บริษัทผู้ผลิตและขายอาหารสัตว์ยื่นฟ้องคุณจำนูญที่ศาลจังหวัดอันเป็นที่ตั้งของบริษัทผู้ผลิตอาหารสัตว์นั้นเอง ขอให้ศาลพิพากษาให้คุณจำนูญชำระเงิน 1,050,267 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

คุณจำนูญเห็นคำฟ้อง เห็นศาลที่ฟ้องแล้วจึงให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้องไป

ประเด็นหนึ่งที่คุณจำนูญหยิบยกขึ้นมาต่อสู้คือ บริษัทฟ้องผิดศาล

ศาลชั้นต้นรับฟ้อง พิจารณาแล้วพิพากษาว่า ให้คุณจำนูญชำระเงิน 1,050,267 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

คุณจำนูญ ยังข้องใจอยู่จึงอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

คุณจำนูญฎีกาคดีอีก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของคุณจำนูญว่า มูลคดีเกิดขึ้นในเขตอำนาจศาลชั้นต้นหรือไม่

ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้ บริษัทฟ้องขอให้บังคับคุณจำนูญชำระหนี้ตามสัญญาซื้อขาย ซึ่งเป็นหนี้เหนือบุคคล บริษัทจึงมีสิทธิที่จะเสนอคำฟ้องต่อศาลที่คุณจำนูญมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล หรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลก็ได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 4(1)

คำว่า มูลคดี ตามบทบัญญัติดังกล่าวหมายถึง ต้นเหตุอันเป็นที่มาแห่งการโต้แย้งสิทธิ อันจะทำให้เกิดอำนาจฟ้องแก่บริษัท

ทางนำสืบของบริษัทได้ความว่า คุณจำนูญสั่งซื้อสินค้าที่บริษัทผลิตผ่านพนักงานขายของบริษัทที่จังหวัดนครศรีธานีซึ่งเป็นภูมิลำเนาของคุณจำนูญ เพื่อนำไปจำหน่ายให้แก่ลูกค้า

จากนั้นพนักงานขายของบริษัทได้ส่งใบสั่งซื้อมายังบริษัทที่จังหวัดสาครบุรี เพื่อพิจารณาอนุมัติ

เมื่อบริษัทอนุมัติก็จะจัดส่งสินค้าไปให้คุณจำนูญยังจังหวัดนครศรีธานี

กรณีจึงเป็นการทำคำเสนอ ต่อบริษัทที่ไม่ได้อยู่เฉพาะหน้า หากบริษัทประสงค์จะทำสัญญาซื้อขายกับคุณจำนูญก็ต้องแสดงเจตนาบอกกล่าวสนองรับไปถึงคุณจำนูญ

แต่อย่างไรก็ตาม ได้ความจากคำเบิกความของพนักงานขายของบริษัทว่า ในการสั่งซื้อสินค้า คุณจำนูญเป็นผู้จัดรถมารับสินค้าไปจากบริษัท

สอดคล้องกับสำเนาใบส่งของชั่วคราวแนบท้ายใบส่งสินค้า/ใบแจ้งหนี้ ที่ระบุว่าคุณจำนูญเป็นผู้รับสินค้าเอง

โดยคุณจำนูญมิได้นำพยานหลักฐานมาสืบหักล้าง

ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า คุณจำนูญเป็นผู้รับสินค้าตามฟ้องจากบริษัทที่จังหวัดสาครบุรี ซึ่งการรับมอบสินค้าของคุณจำนูญ ถือว่า เป็นการรับไว้แทนการบอกกล่าวสนองรับ

ดังนั้น สถานที่ที่คุณจำนูญรับมอบสินค้า จึงเป็นสถานที่ที่มูลแห่งคดีได้เกิดขึ้นตามบทบัญญัติดังกล่าว

เมื่อสำนักงานใหญ่ของบริษัท อยู่ในเขตอำนาจศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นจึงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีนี้ได้

ที่ศาลอุทธรณ์ภาค พิพากษามานั้นชอบแล้ว

ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

ศาลฎีกาพิพากษายืน

เป็นการยืนยันว่า มูลคดีเกิดขึ้น ณ ที่ที่คุณจำนูญไปรับสินค้า จึงสามารถยื่นฟ้องต่อศาลอันเป็นที่ที่คุณจำนูญไปรับสินค้านั้นได้

คุณจำนูญจึงต้องจ่ายค่าสินค้าตามที่บริษัทฟ้องมา

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6580/2557)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง

มาตรา 4 เว้นแต่จะมีบทบัญญัติเป็นอย่างอื่น

(1) คำฟ้อง ให้เสนอต่อศาลที่จำเลยมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาลหรือต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาลไม่ว่าจำเลยจะมีภูมิลำเนาอยู่ในราชอาณาจักรหรือไม่

(2) คำร้องขอ ให้เสนอต่อศาลที่มูลคดีเกิดขึ้นในเขตศาล หรือต่อศาลที่ผู้ร้องมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตศาล

ปฏิรูป-ร่างรัฐธรรมนูญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

ปฏิรูป-ร่างรัฐธรรมนูญ

การจัดงานของ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เรื่อง “เปลี่ยนประเทศไทยกับ สปช.” นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม ณ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ผ่านพ้นไปด้วยความเรียบร้อย

ประเด็นปฏิรูปด้านต่างๆ ถูกนำเสนอผ่านสื่อสารมวลชน ทั้งการแถลงชี้แจงตั้งแต่ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สปช., นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ประธานกรรมาธิการวิสามัญจัดทำวิสัยทัศน์และออกแบบอนาคตประเทศไทย ฯลฯ และการแบ่งกลุ่มเสวนา มีการนำเสนอสาระการปฏิรูปและการแลกเปลี่ยนความเห็น ตามประเด็นปฏิรูปที่สำคัญรวม 6 กลุ่ม ได้แก่

ระบบการเลือกตั้งที่สุจริตยุติธรรม, กลไกป้องกันและขจัดการทุจริตประพฤติมิชอบและการบังคับใช้กฎหมาย, ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ, ขจัดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเป็นธรรมทางสังคม, กลไกของรัฐที่มีประสิทธิภาพ, คุณภาพคนและพลเมือง

ปิดรายการตอนเย็นโดย พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รับมอบผลงานการปฏิรูปจากมือนายเทียนฉาย

ภาพส่งท้ายงานในช่วงเย็นแสดงให้เห็นว่า นายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้คัดเลือกสมาชิก สปช. ให้มาปฏิบัติหน้าที่ได้ยอมรับการทำงานของ สปช.

หาก พล.อ. ประยุทธ์ไม่ยอมรับ สปช. จะด้วยเหตุผลใดก็แล้วแต่ ก็น่าจะรองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีในคณะ รัฐมนตรีคนใดคนหนึ่งมาแทนแล้วอ้างว่า ติดภารกิจสำคัญ มาร่วมงานรับมอบผลงานไม่ได้

ถ้าทำเช่นนี้ ใครจะไปว่าอะไรได้

จากนี้ไปจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศ

เมื่อ พล.อ. ประยุทธ์รับเอกสารกองโตจากนายเทียนฉายแล้ว ก็เป็นเรื่องที่ พล.อ. ประยุทธ์จะนำไปพิจารณาในฐานะเป็นรัฐบาล แต่คงจะยังไม่ดำเนินการใดๆ

เพราะหลัง สปช. สิ้นสุดสภาพเมื่อลงมติรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญช่วงประมาณวันที่ 7 กันยายน จากนั้นภายใน 30 วัน นายกรัฐมนตรีจะแต่งตั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไม่เกิน 200 คน มาดำเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่างๆ เหมือนกับที่ สปช. เคยทำมา และทำสืบต่อจาก สปช. โดยให้คำนึงถึงความสำคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผลของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่

กฎเกณฑ์ดังกล่าวที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ที่แก้ไขเพิ่มเติมเป็นเงื่อนไขที่รัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์จะรอการเสนอเรื่องการปฏิรูปจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

การที่รัฐบาลจะไปดำเนินการปฏิรูปเรื่องใดๆ ก่อนที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอย่อมไม่ถูกต้อง

นี่เป็นเรื่องการปฏิรูปที่ยังต้องรอไปอีกช่วงหนึ่ง

อีกเรื่องหนึ่งคือ รัฐธรรมนูญ

สปช. ได้รับร่างรัฐธรรมนูญร่างสุดท้ายจาก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 22 สิงหาคม เมื่อได้รับร่างรัฐธรรมนูญ สปช. มีเวลาศึกษาไม่เกิน 15 วัน และภายใน 3 วันนับจากนั้น จะต้องมีการนัดประชุม สปช. เพื่อให้สมาชิกมาลงมติว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ (คว่ำ) ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งไม่เกินวันที่ 7 กันยายน

สปช. จะลงมติร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ให้ผ่านหรือคว่ำเป็นบทบาทสำคัญที่จะต้องรับผิดชอบความเป็นไปของบ้านเมือง

กรณี สปช. ลงมติผ่านร่างรัฐธรรมนูญ ขั้นตอนต่อไปคือ ร่างรัฐธรรมนูญจะนำไปให้ประชาชนออกเสียงประชามติว่า จะให้ความเห็นชอบหรือไม่

ถ้าเกิดประชาชนลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่มีปัญหา

แต่ถ้าคว่ำ ก็จะเกิดคำถามจากสังคมว่า

ทำไม สปช. จึงส่งร่างรัฐธรรมนูญที่มีปัญหามาให้ประชาชนลงมติ สปช. จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร

สมมติ ประชาชนลงประชามติให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องมีหลักประกันว่า จะไม่เป็นรัฐธรรมนูญที่ประชาชนยังขัดแย้งกันอยู่หรือขัดแย้งกันไปเรื่อยๆ จนเกิดภาวะ “วิกฤตรัฐธรรมนูญ”

เพราะถ้าเป็นเช่นนี้ รัฐธรรมนูญก็คงอายุไม่ยืนยาวเหมือนรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 เป็นแน่แท้

การปฏิรูปประเทศกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายใต้สถานการณ์บ้านเมืองยุค คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่กำลังจะก้าวเดินไปสู่ประชาธิปไตย

ซึ่งยากต่อการพยากรณ์ว่าอนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไร

จะสงบเรียบร้อย แล้วเดินหน้าไปสู่การพัฒนาอย่างแท้จริงเสียที ภายใต้ร่มธงการรัฐประหาร

หรือจะวุ่นวาย ปั่นป่วน อลเวง คนไทยแตกแยก ขัดแย้งชุมนุมเดินขบวนในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด กลับไปเหมือนเก่าในช่วงเกือบ 1 ทศวรรษตั้งแต่ปี 2548 มาจนถึงก่อนเกิดเหตุการณ์ 22 พฤษภาคม 2557 ที่เกิดความรุนแรง มีคนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ถูกดำเนินคดีติดคุกติดตะรางก็ไม่น้อย

การปฏิรูปและการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ต้องไปหาคำตอบเอาวันข้างหน้า และใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงจะแน่นอน

ทำการเหมาะ-เพราะถูกเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

ทำการเหมาะ-เพราะถูกเวลา

ในชีวิตของเราแต่ละวันมีกิจกรรมพื้นฐานที่คนเราทำเป็นกิจวัตรประจำวันหลายอย่าง เช่น การนอนหลับ การขับถ่าย การรับประทานอาหาร รวมถึงการออกกำลังกาย แต่ละคนทำกิจกรรมพื้นฐานเหล่านี้ แตกต่างกัน ต่างเวลากัน ถึงแม้เป็นกิจวัตรพื้นฐานที่ทำทุกวัน แต่เชื่อว่าคนทุกคนคงมีความต้องการที่จะให้การทำกิจวัตรเหล่านี้ได้ประโยชน์สูงสุด ทำให้ร่างกายของเรามีสุขภาพดี หรือดีขึ้นอีก การเลือกทำกิจกรรมต่างๆ ให้ถูกเวลา อาจเป็นคำตอบของความต้องการให้มีสุขภาพดี หรือดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ก็ได้ เรามาดูกันว่าเวลาที่เหมาะสมสำหรับกิจวัตรประจำวันเป็นอย่างไร

คนจำนวนไม่น้อย เข้าใจว่าการนอนหลับจะนอนตอนไหนก็ได้ ขอแค่นอนให้พอก็แล้วกัน ผลที่ตามมาก็คือ หลังตื่นนอนบางวันจะรู้สึกไม่สดชื่นเอาซะเลย จริงๆ แล้วการนอนมีเงื่อนไขมากกว่านี้มาก จากข้อมูลขององค์กรการนอนหลับแห่งชาติ (National Sleep Foundation) ระบุว่า การนอนหลับในตอนกลางคืนที่ได้ประสิทธิภาพ ควรใช้เวลาในการนอนให้เหมาะสมกับช่วงอายุ เพราะพัฒนาการของร่างกายของคนแต่ละวัยไม่เหมือนกัน เมื่อเร็วๆ นี้มีงานวิจัยที่ประเทศฟินแลนด์ ทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้ชาย 1,875 คน ผู้หญิง 1,875 คน เกี่ยวกับการนอนหลับ ผลแสดงให้เห็นว่า ในกลุ่มผู้หญิง ผู้ที่ลาป่วยน้อยที่สุด นอนเฉลี่ยวันละ 7.6 ชั่วโมง ส่วนผู้ชาย 7.8 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นระยะเวลาการนอนที่เหมาะสมที่สุดกับกลุ่มตัวอย่าง ผู้ชายที่นอนเป็นเวลานานเหมาะสม ลาป่วยเฉลี่ยเพียงปีละ 5.93 วัน ส่วนผู้หญิงลาป่วยปีละ 7.6 วัน เท่านั้นเอง และช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 4 ทุ่มถึง 6 โมงเช้า การนอนไม่หลับในตอนกลางคืนนั้นไม่ได้ส่งผลแค่ทำให้เราง่วงทั้งวันเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายทำงานผิดปกติ กระทบถึงความคิด อารมณ์ความรู้สึก มีผลต่อการทำกิจกรรมต่างๆ

วิธีง่ายๆ ต่อไปนี้อาจช่วยให้เรามีการนอนหลับที่ดีขึ้น

1. กำหนดเวลาเข้านอนให้แน่ชัด ควรเข้านอนในช่วง 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน ควรทำให้ได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดสุดสัปดาห์

2. งดเล่นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดก่อนเข้านอนอย่างน้อย 30 นาที

3. ปรับเปลี่ยนบรรยากาศในห้องนอนให้มีความสงบเงียบ อุณหภูมิห้องเหมาะสม แสงไฟไม่สว่างไป ที่นอนสะอาด ไม่มีแมลง หรือยุงรบกวน

4. ใส่ใจเรื่องความนุ่มสบายของที่นอน หมอน เนื้อผ้าปูที่นอนและปลอกหมอน ไม่ระคายผิว

5. ทำกิจกรรมสั้นๆ เพื่อให้ร่างกายเตรียมตัวเข้านอน เช่น ฟังดนตรีผ่อนคลาย อ่านหนังสือธรรมะ เป็นต้น

6. ออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน

7. งดทานอาหารก่อนเข้านอนประมาณ 1 ชั่วโมง

8. งดดื่มน้ำหลายๆ แก้วก่อนนอน เพราะอาจจะทำให้ปวดปัสสาวะในเวลากลางคืน

9. กรณีที่นอนหลับไม่สนิทเพราะกรน ขาเป็นตะคริว เป็นเหน็บชา หายใจติดขัด ควรปรึกษาแพทย์

การนอนหลับสนิทโดยไม่ถูกรบกวนใดๆ เป็นเวลานานพอ จะทำให้เราตื่นนอนมาด้วยความสดชื่น พร้อมสำหรับวันใหม่

พูดถึงเรื่องการออกกำลังกาย คำถามหนึ่งที่มีคนถามเสมอคือ ควรออกกำลังกายเวลาไหนดี ตอนเช้าดีหรือตอนเย็นจะดีต่อสุขภาพมากกว่ากัน จริงๆ แล้วคงต้องลองเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของการออกกำลังกายในแต่ละช่วงเวลา ว่าแบบใดเหมาะสมกับเรามากที่สุด

ช่วงเวลาเช้า เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายกำลังฟื้นตัวจากการนอนหลับ การออกกำลังกายในช่วงเช้า

มีข้อดีคือ

1. อากาศในช่วงเช้าจะสดชื่นและมีมลพิษน้อยกว่าช่วงอื่นของวัน ทำให้การออกกำลังกายจะได้รับอากาศที่บริสุทธิ์กว่า อีกทั้งแสงแดดในตอนเช้ายังมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย

2. ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น ตื่นตัวพร้อมสำหรับเริ่มต้นวันใหม่ การออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นระบบต่างๆ ให้ทำงานได้ดีขึ้น การหลั่งสารเอนดอร์ฟิน (endorphin) ออกมา ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นขึ้น อารมณ์ดีขึ้น

3. กระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญของร่างกายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถเผาผลาญแคลอรีได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปได้ทั้งวัน

4. มีสมาธิในการออกกำลังกายมากกว่า เพราะมีสิ่งรบกวนน้อย

มีข้อเสียคือ

1. หากพักผ่อนไม่พอเพียง การออกกำลังกายตอนเช้าจะทำให้ยิ่งอ่อนเพลียยิ่งกว่าเดิม

2. ตับต้องทำงานหนักขึ้น เพราะในขณะนอนหลับ ตับยังทำงานอยู่ เมื่อตื่นนอนเราจะไม่มีพลังงานเหลือในหลอดเลือดเพียงพอสำหรับการออกกำลังกาย ตับจะต้องดึงสารอาหารที่ร่างกายสะสมไว้ออกมาใช้เป็นพลังงาน ทำให้ตับไม่ได้หยุดพัก

3. ช่วงเช้า ร่างกายมีอุณหภูมิต่ำกว่าปกติ ทำให้ระบบไหลเวียนของเลือดยิ่งทำงานไม่ดี ทำให้ออกกำลังกายไม่ได้เต็มที่

4. มีโอกาสบาดเจ็บได้มากกว่า เพราะความไม่พร้อมของกล้ามเนื้อ และระบบอื่นๆ ในร่างกาย

ดังนั้น หากต้องการออกกำลังกายในช่วงเวลาเช้า ควรอบอุ่นร่างกายให้นานกว่าการออกกำลังกายในช่วงเวลาอื่นๆ อย่างน้อย 10-15 นาที ควรจะรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกายอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอ แต่ไม่ควรรีบรับประทานอาหารหรือดื่มน้ำทันทีหลังการออกกำลังกายหนัก เพราะอาจทำให้เกิดอาการจุก หรือหายใจขัดได้ ที่สำคัญ ควรพักผ่อนให้เพียงพอก่อนออกกำลังกาย

การออกกำลังกายช่วงเวลาเย็นถึงค่ำ เป็นช่วงเวลายอดนิยมของคนทำงานและนักเรียน นักศึกษา มีข้อดี ข้อเสีย ดังนี้

ข้อดี

1. อุณหภูมิและฮอร์โมนในร่างกายอยู่ในภาวะสูงที่สุดช่วง 18.00 น. ทำให้ออกกำลังกายได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

2. มีพลังงานมากกว่าช่วงเวลาอื่น เนื่องจากได้รับประทานอาหารอย่างเพียงพอในระหว่างวัน

3. ช่วยผ่อนคลายความเครียด และลดอาการเมื่อยล้าจากการทำงาน

4. ลดความอยากอาหารในมื้อเย็น ทำให้ไม่รับประทานมากไป

5. มีความเสี่ยงในการเกิดการบาดเจ็บน้อย

ข้อเสีย

1. การออกกำลังกายตอนเย็น ทำให้ร่างกายตื่นตัว และนอนหลับได้ยาก

2. ร่างกายจะเผาผลาญไขมันที่สะสมได้น้อยกว่า

ในการออกกำลังกายในช่วงเย็นถึงค่ำ ไม่ควรรับประทานอาหารก่อนออกกำลังกาย หากกลัวหมดแรง ควรรับประทานเป็นผลไม้แทน ควรดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้อง ไม่ควรดื่มน้ำเย็น เพราะอุณหภูมิร่างกายจะปรับลดเร็วเกินไป และควรเว้นระยะเวลาอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อให้ร่างกายปรับสมดุลทำให้หลับสนิทได้

ไม่ว่าจะเป็นการทำกิจกรรมใดๆ ควรเลือกเวลาที่เหมาะสมที่สุด และสะดวกกับตนเองมากที่สุด

เวลาเหมาะ เพราะเลือกดี มีหลักการ

ไม่ว่างาน น้อยใหญ่ ไม่กังขา

ทั้งนอนหลับ ขับถ่าย กายออกนา

อยู่ที่ว่า หาให้เหมาะ เจาะกับงาน

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

เรื่องงานให้ระวังในส่วนของงานเก่าๆ ที่ทำผ่านมา จะกลับมาทำให้คุณเครียด ให้คุณต้องตามแก้ไข จากเนื้องานไม่ว่าจะเป็นคุณทำเอง หรือลูกน้อง บริวาร จะได้รับมอบหมายให้เข้าไปดูแล ปรับปรุง งานบางชิ้นที่ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ เป็นงานล่อเป้า มีเกณฑ์ทำให้คุณเสียเครดิตได้ ติดขัดสิ่งใดไม่ควรนิ่งเฉย ให้รีบรายงานเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องจนกว่าจะเสร็จสิ้น รายได้เกิดจากการเดินทาง ติดต่อเจรจา การไม่อยู่นิ่ง เดินทางบ่อยขึ้น ซึ่งจะเป็นรายได้เข้ากระเป๋าอย่างต่อเนื่อง รายจ่ายในเรื่องของการเดินทางจะเพิ่มมากขึ้น ควรวางแผนก่อนการเดินทาง การค้าขายและการลงทุนในช่วงนี้ควรเน้นคุณภาพ ตรวจสอบฝีมือรวมทั้งผลงานของลูกน้องให้มาก เพราะตามดวง บริวารจะทำให้คุณเสียหาย เนื่องจากคุณภาพกับฝีมือตกลงอย่างเห็นได้ชัด ความรักควรระวังเรื่องวาจาคำพูด จะแรงและหนักจนเกิดความเข้าใจผิดได้ง่ายขึ้น กับท่านที่ยังไม่มีคู่ ช่วงนี้ลองมองถึงคนในที่ทำงานหรือเพื่อนของเพื่อนที่ยังโสดอยู่ แม้ไม่สดแต่นิสัยใจคอนั้นน่านับถือเป็นอย่างยิ่ง สุขภาพความเครียดจะทำให้เกิดอาการหลงลืมและงานหลุดตกหล่นได้ง่าย จึงควรรัดกุมให้มากในทุกเรื่อง

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

งานระวังเรื่องของเอกสาร สัญญา การเซ็นลายเซ็น รวมถึงการรับปากจะทำสิ่งใดให้กับใคร ควรคิดและมีข้อมูลที่มากพอ จะช่วยให้การตัดสินใจผิดพลาดน้อยลง ท่านที่ทำการค้า การลงทุน มีการปรับเรื่องของสินค้า และราคา อย่างต่อเนื่อง ควรเช็กหรือดูข้อมูลก่อนการลงทุน อีกทั้งระวังข่าวลวง มีคนปล่อยข่าวเท็จเพื่อให้คุณหลงเชื่อ ก่อนนำไปใช้ควรเช็กแหล่งที่มาของข่าว การเงินส่วนใหญ่เป็นเงินหมุนจากงานเก่า งานที่คนอื่นไม่ทำแต่เมื่อคุณเข้าไปทำแก้ไข ปรับปรุงเป็นรายได้อย่างต่อเนื่อง โดยตัวเลขรายได้ในช่วงนี้จะมาแบบขาดช่วงไม่ต่อเนื่อง คือวันไหนที่ขายดีวันนั้นทั้งวันคุณแทบไม่ได้พัก ส่วนเช้าๆ วันไหนลูกค้าเงียบ วันนั้นแทบจะนั่งตบยุงนั่งเมาธ์กับร้านข้างๆ ไปทั้งวัน ช่วงนี้หาเวลาปัดกวาดเช็ดถู ปรับแต่งมุมร้านใหม่ๆ ให้ดูแปลกตาน่าเข้ามาหามาชมบ้างจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี กับคนรักและครอบครัว ถ้าเกิดปัญหาสิ่งใดที่คิดไม่ตก ผู้ใหญ่ที่คุณเคารพหรือผู้ใหญ่ในบ้านสามารถหาทางออกให้คุณได้เป็นอย่างดี สุขภาพระวังการเจ็บเนื้อเจ็บตัวจากการทำงานในบ้าน รวมทั้งมีเกณฑ์เป็นหวัด

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

งานจ๊อบพิเศษ งานใหม่ๆ งานที่คุณติดต่อเจรจาไว้ก่อนหน้า จะเริ่มส่งผลชัดเจน ควรเตรียมความพร้อมในการรับมือทั้งเรื่องของร่างกาย ทีมงาน เอกสาร สัญญา อีกทั้งแผนสำรองในกรณีเกิดเหตุการณ์ที่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ตามที่คุณวางแผนไว้ จะทำให้งานทั้งหลายที่คุณรับผิดชอบไม่ติดขัด การติดต่อเจรจา การค้าขาย ลูกค้าเพิ่มมากขึ้น มีโอกาสควรหาสินค้ารูปแบบใหม่ๆ เข้าร้าน จะทำให้เกิดการขยายตัวมากยิ่งขึ้น การเงินมีเงินพิเศษไหลเข้า แต่ระวังการลงทุน การซื้อของสิ่งใดที่มีข้อมูลไม่มากพอ จะทำให้เสียหายได้ การกู้ยืมเงินจะติดขัดเล็กน้อยจะต้องใช้เอกสารเพิ่มเติม อีกทั้งระยะนี้จะต้องใช้เงินในส่วนของคนในครอบครัว กับญาติพี่น้องและการเดินทางมากกว่าที่เตรียมการไว้ ปัญหาจึงจะมาจากการใช้เงินแบบจุกจิกเป็นเบี้ยหัวแตก ถ้ายังไม่จำเป็นต้องซื้อของฟุ่มเฟือยควรจะเบรกรายจ่ายที่ไม่ก่อให้เกิดรายรับเข้ามาเอาไว้ก่อน ความรักระวังการเข้าใจผิด ควรพูดคุยหรือการตัดสินใจใดๆ ควรทำเมื่อใจเย็นทั้ง 2 ฝ่ายจะดีที่สุดในช่วงนี้ สุขภาพระวังเรื่องของอาหาร ลมในกระเพาะ ทำให้จุก เสียด ท้องเสียได้ครับ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

งานระวัง เรื่องของหุ้นส่วน คู่ค้า คู่สัญญา ทั้งเก่าและใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของเอกสาร สัญญา การตกปากรับคำสิ่งใดทั้งในส่วนของคุณ และคู่สัญญา จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา อีกประการเป็นช่วงที่จะต้องเจอคนเข้ามาหาผลประโยชน์จากคุณมากกว่าช่วงที่ผ่านๆ มา แต่ก็มีงานรูปแบบใหม่ๆ มาให้คุณได้ทดสอบฝีมือ ด้วยเหตุที่ผู้ใหญ่ไว้วางใจมากเป็นพิเศษ ทำให้คนรอบข้าง เพื่อนร่วมงานจะหมั่นไส้กวนประสาทแล้วไม่ให้ความร่วมมือเท่าที่ควร ซึ่งระยะนี้คุณอาจต้องเล่นเกมการเมือง เริ่มสงครามประสาทในเรื่องงานอย่างน่าเบื่อหน่าย การเงินมีเหตุให้จ่ายไปกับเรื่องครอบครัว บุตรหลาน บริวารคนที่คุณดูแลอยู่ เป็นค่าใช้จ่ายพิเศษเพิ่มมากขึ้น แต่คุณสามารถหมุนและมีที่ให้หมุนได้อย่างต่อเนื่องเช่นกัน โชคลาภฟลุกๆ นั้นมีเข้ามาให้คุณได้ชื่นอกชื่นใจ แต่การพูดคุยกับใครทางโทรศัพท์มากเกินไปจะทำให้ระยะนี้คุณจะปวดหู ปวดหัวเอาได้ ความรักระวังญาติพี่น้องของกันและกัน จะสร้างความไม่สบายใจให้ เรื่องเล็กกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ ระวังการนอนไม่พอ ทำให้ระบบเลือด ความดัน ทำให้เจ็บป่วยได้ครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

งานที่คุณดูแลอยู่จะเริ่มออกผล มีการต่อยอดจากงานเก่า ทำให้มีการขยายหน้างานเพิ่มมากขึ้น มีผู้ใหญ่ที่ให้การสนับสนุน ให้กำลังใจอย่างเต็มที่ แต่อีกภาคส่วนเรื่องหนี้สินและสภาพการเงินที่ติดขัดมาสักพักก็คอยกดดันสภาพจิตใจคุณเช่นกัน ดังนั้น ควรตั้งหน้าตั้งตาทำหน้าที่อย่างเต็มกำลัง และรายงานเจ้านายให้ทราบเป็นระยะหรือต้องหากำลังใจบอกกล่าวเล่าความในกิจการคุณให้คนใกล้ตัวฟังเป็นระยะ จะทำให้เรื่องยุ่งๆ มีทางออก มีคนคอยช่วยมากยิ่งขึ้น การสั่งงานหรือการเรียกประชุม ควรทำเป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่าการพูดด้วยปากเปล่า รวมทั้งก่อนทำสัญญา การรับปากสิ่งใดควรพิจารณาถึงความเป็นไปได้ มิเช่นนั้นจะถูกใช้เป็นข้ออ้างกลับมาทำให้คุณเสียหายได้ การเงินจากนี้จะมีรายได้เข้าต่อเนื่องจากงานที่ได้ลงแรงไปก่อนหน้า เริ่มสร้างผลกำไรให้เก็บกิน ความรักมีคนให้ความสนใจในตัวคุณมากขึ้นเป็นพิเศษ เช่นนั้นแล้วคุณควรมีช่องว่างในการคบหา หรือทำกิจกรรมใดๆ ร่วมกัน ต้องอย่าปล่อยตัวปล่อยใจมากจนเกินไป สุขภาพระวังอุบัติเหตุจากการเดินทาง รวมทั้งจะเจ็บตัวเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ ในที่ทำงาน

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

งานหรือการทำการค้าที่เกี่ยวข้องกับการใช้วาจา ใช้คำพูด เป็นช่วงที่คุณต้องคิดให้รอบคอบ มีข้อมูลมากพอในเรื่องต่างๆ ที่จะพูดหรือต่อรอง ระวังข่าว และข้อมูลที่ได้มาเป็นข่าวลวง ไม่เป็นความจริง ไม่อัพเดต ทำให้คุณนำมาใช้แล้วเกิดความเสียหาย ยังรวมถึงข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลในหน้าที่ความรับผิดชอบรั่วไหล ลูกน้องบริวารคนสนิทยังไว้ใจได้ และให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี การเงินมีการขอเอกสารเพิ่มเติมในกรณีที่คุณกู้แบงก์ รายได้พอมีเข้ามา แต่จะมีของใช้ส่วนตัวชำรุดเสียหาย เป็นรายจ่ายที่ไม่ได้เตรียมไว้ การค้าขายทำกำไรระยะสั้นจะดีกว่าหวังผลระยะไกล หาวิธีปล่อยของปล่อยสินค้าออกให้มากด้วยราคาไม่สูงนัก จะดีกว่าโก่งราคาต่อชิ้นแพงๆ เพราะคู่แข่งของคุณเริ่มจะหาวิธีหลากหลายโจมตีคุณในช่วงเวลาอันใกล้นี้ กับเรื่องความรักประเภทที่ไม่เปิดเผย เป็นความลับอยู่ ระวังความลับจะแตก มีคนรู้เห็น อีกทั้งจะมีญาติพี่น้องคนในครอบครัวเจ็บไข้ได้ป่วยไม่สบายต้องดูแลและคอยเตือน โชคลาภฟลุกๆ ยังพอมีหวัง สุขภาพระวังโรคประจำตัวกำเริบจากความเครียดได้ครับ

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

เรื่องงานจะได้ข่าวการปรับเปลี่ยน โยกย้าย หน้าที่ความรับผิดชอบ ทั้งของคุณและคนใกล้ตัว ปัญหาตามมาคือเรื่องของงาน และเวลาในการเรียนรู้กับระบบและหน้าที่ใหม่ๆ รวมถึงผู้ที่เสียผลประโยชน์ยังคอยกวน คอยป่วน ทำให้การทำงานยากขึ้น อุปสรรคมากขึ้น คุณสามารถรอดพ้นจากแรงกดดันต่างๆ ได้ ไม่ควรถอดใจเมื่อยังไม่เห็นเส้นชัย เพราะยังมีผู้ใหญ่ มีเพื่อนร่วมงานที่ดี ที่คอยเป็นแรงหนุนให้คุณอยู่ไม่ห่าง รายได้ไหลเข้าตามระบบปกติ รายจ่ายในเรื่องของเครื่องใช้ส่วนตัวที่เสียหาย สูญหาย ทำให้คุณต้องควักเงินซื้ออีกแล้ว การลงทุนและการค้าขายในช่วงนี้ค่าของค่าใช้จ่ายต่างจะแพงขึ้นอย่างน่าใจหาย ทั้งที่ใจก็หายมาหลายรอบแล้วตั้งแต่ปีก่อน การประหยัดค่าใช้จ่ายจนถึงที่สุดคุณก็ทำมาเกือบจะครบแล้ว ทางที่ดีตามดวงควรหากิจกรรมส่งเสริมการขาย หาสินค้าดึงดูดหรือมีลูกเล่นใหม่ๆ เพิ่มเติมจึงจะได้กำไรอย่างน่าชื่นใจ คนรัก ครอบครัวยังเป็นกำลังใจ คอยช่วยเหลือ ชี้แนะในทุกเรื่องที่คุณมีปัญหา ยังเป็นกำลังเสริมสำคัญที่ทำให้คุณมีพลังพร้อมลุยไปข้างหน้าเสมอ สุขภาพระวัง กระเพาะ และอาการปวดท้องน้อย

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

งานเริ่มลงตัวในหลายๆ กิจกรรมที่ต้องรับผิดชอบ จะมีความชัดเจนในหน้าที่มากขึ้น มีคนเข้ามาช่วยเหลือให้คำแนะนำ ทำให้สิ่งที่ติดขัดมีทางออก ทางแก้ได้เป็นอย่างดี ลูกน้องบริวารฝีมือดีขึ้น ทำงานเข้าขากันมากขึ้น ทำให้ผลงานออกมาดี ระวังเรื่องของเอกสาร สัญญา การพูดคุยและการประสานงาน ต่างฝ่าย ต่างแผนก คนต่างออฟฟิศให้มากขึ้น การเงินรายได้จากงานเก่า เงินค้างชำระ จะมีเข้ามาให้คุณได้หมุนคล่องมือ ระวังการจ่ายออกไปในเรื่องของการซ่อมสิ่งต่างๆ ภายในบ้าน ยานพาหนะ รวมทั้งจะมีกิจกรรมภายในครอบครัว กับคนรัก และบุตรบริวารที่ต้องดูแล ใส่ใจในรายละเอียดเพิ่มมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างกันแนบแน่นขึ้น การค้าการลงทุน รวมทั้งรายได้ในช่วงนี้ยังมาได้เรื่อยๆ ลูกค้าเก่าและใหม่หมุนเวียนเข้ามามากยิ่งขึ้นแต่กำลังซื้อจะน้อยลง อาศัยการพูดคุยด้วยความคุ้นเคยเป็นกันเองจะทำให้ลูกค้าติดใจจนต้องกลับมาซื้อของกับคุณอีก แต่ต้องระวังระบบบัญชีและภาษีจะตกหล่นมีปัญหา สุขภาพกล้ามเนื้อ ข้อต่อต่างๆ ระวังการอักเสบ ปวด บวม ได้ง่ายขึ้นครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

งานหลายอย่างเริ่มลงตัว มีคนเข้ามาให้ความช่วยเหลือ มีการขยับขยายหน้าที่การงานเพิ่มเติมจากที่ผ่านมา ผลงานหลายชิ้นเข้าตาเจ้านาย ได้รับความไว้วางใจให้ทำงานส่วนตัวของท่านมากขึ้น ส่วนการค้าขาย การติดต่อเจรจา การเป็นนายหน้าคนกลาง มีข่าวดี มีการติดต่อที่ก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้น ควรระวังเรื่องสัญญาต่างๆ ที่ทำ ต้องมีความชัดเจนและรัดกุม การเงินรายได้พิเศษจากงานส่วนตัว จ๊อบสั้นๆ ทำให้มีเงินหมุน แต่คนในครอบครัว คนที่คุณดูแล เจ็บป่วยปัจจุบันทันด่วนทำให้มีค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้เตรียมไว้เกิดขึ้น ลูกค้าเก่าจำเป็นจะต้องติดต่อและรักษาไว้ให้เหนียวแน่นที่สุด ลูกค้าใหม่ๆ ตามดวงจะมาจากความเป็นกันเองของคุณ รวมทั้งมาตรฐานการทำงานการตรวจสอบสินค้าอย่างไม่โกหกหลอกลวงต่อลูกค้า จะนำความประทับใจให้กับทุกคนในระยะยาว ส่วนความรักเจอกันน้อยลงด้วยเรื่องของหน้าที่การงาน รวมถึงเรื่องของระยะทาง ควรใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย จะทำให้หลายอย่างลงตัวมากขึ้น สุขภาพระวังอากาศและคนรอบข้างที่ไม่สบาย ทำให้คุณเจ็บป่วยตามไปด้วยครับ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

งานมีเข้ามาทั้งงานเก่าและงานใหม่ รวมถึงงานแก้ทั้งในส่วนของตัวคุณและงานที่คนอื่นทำไว้ไม่ประสบความสำเร็จ คุณมีโอกาสเข้าไปแก้ไขปรับปรุง ทำเพิ่มเติมให้ดีขึ้น เบื้องต้นคงต้องพักเรื่องของตัวเลขไว้ชั่วคราว ให้มองถึงระยะยาว คุณจะได้งานได้คนรู้จักที่จะส่งงานใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น รายได้จะตามมาอย่างแน่นอน ลูกน้องบริวารฝีมือดีขึ้น รายได้จากงานเก่า งานซ่อม งานแก้ไข ยังคงเป็นเงินเข้ากระเป๋าคุณในช่วงนี้อยู่ แต่ความต้องการส่วนตัว ที่อยากมี อยากได้สิ่งของที่ไม่จำเป็น จะทำให้เงินไม่พอถึงสิ้นเดือนได้ เมื่อดูถึงการลงทุนในช่วงนี้จะมีกำไรพอสมควร แนะนำว่าการส่งเสริมการขายจากนี้ไปจำเป็นต้องเพิ่มเข้ามาให้มากกว่าเดิม บริวารที่ใช้งานยังคงทำงานหลุดตกหล่นอยู่เป็นระยะ ความรักจะเป็นช่วงที่เนื้อหอมมากขึ้น ทำให้คนอยากจะเข้ามารู้จัก สนิทสนมเพิ่มขึ้น คุณควรมีระยะห่างในการคบ สุขภาพระวังโรคประจำตัว ระบบเส้นประสาทต่างๆ อักเสบ ชา เพิ่มมากขึ้นครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

กิจกรรมต่างๆ จะเพิ่มมากขึ้นในทุกหน้าที่ความรับผิดชอบที่คุณดูแลอยู่ มีเหตุให้ต้องเดินทาง ติดต่องานนอกองค์กร หรือต่างฝ่ายต่างแผนกบ่อยขึ้น ส่วนผู้ที่ทำการค้า มีการขยายตัวของขนาดร้านค้า ขนาดบริษัทเพิ่มขึ้น ลูกค้าทั้งหน้าเก่าและใหม่มาอย่างต่อเนื่องจากบริการ รวมทั้งการให้คำมั่นคำสัตย์จริงที่ดีของคุณ ทำให้ลูกค้าพูดกันปากต่อปาก ควรรักษาระดับความดีเช่นนี้ไว้ แต่ระวังอารมณ์ส่วนตัวจะทำให้งานเสียหาย ผิดพลาด การเงินกิจกรรมที่เข้ามามากขึ้นทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้นเช่นกัน ควรงดของใช้ส่วนตัวให้พิจารณาหลายๆ ครั้งก่อนควักเงินจ่าย แต่รายได้มีเข้ามาจากลูกค้า จากการต่อรองเรื่องผลประโยชน์ต่างๆ กับเจ้านายให้ระวังจะถูกจับผิดหรือบังเอิญไปเห็นจุดประมาท จุดเลินเล่อของคุณ ส่วนความรักที่คลุมเครือมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ระวังคำพูด อารมณ์ จะทำให้สิ่งดีๆ ที่จะได้รับ หายไปอย่างน่าเสียดาย ท่านที่มีลูกน้องบริวารพยายามหาเวลาคุยนอกรอบแล้วเกลี้ยกล่อมใจให้ได้ทีละคน จึงจะทำงานให้สะดวกคล่องตัวมากยิ่งขึ้น สุขภาพระวังกระเพาะ ท้องน้อย อักเสบ ปวดมากขึ้น ถี่ขึ้นกว่าที่ผ่านมาครับ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

งานมีการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงหน้าที่ความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น หลากหลายขึ้น คุณจะชอบหรือไม่ การตัดสินใจเป็นของเจ้านายหรือหัวหน้า พยายามทำให้เต็มกำลังความสามารถ เมื่อทำอย่างตั้งใจเต็มที่แล้ว จะมีคนเข้ามาช่วยมากขึ้น ทำให้การทำงานเริ่มสนุก มีความสุข เจ้านายพึงพอใจได้รับคำชม มีโอกาสได้เดินทางบ่อยขึ้น การเงินช่วงกลางเดือนจะเห็นผลในสิ่งที่คุณทำอย่างตั้งใจ ย้อนกลับมาเป็นรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น แต่ควรเบรกการซื้อของใช้ส่วนตัวไว้ก่อน ส่วนการลงทุนที่เกี่ยวกับงานจะมีรายได้ที่ดีขึ้น แนวโน้มของการปรับเปลี่ยนทำโปรโมชั่นใหม่ๆ หรือการส่งเสริมการขายจะทำกำไรให้คุณได้อย่างงาม ครอบครัวคนรักบางครั้งทำตัวเหมือนเด็กที่พูดไม่ค่อยรู้เรื่อง คงอยากให้คุณหันมาสนใจ เอาใจใส่มากขึ้นนั้นเอง ส่วนคนที่ยังไม่มีแฟน ระยะนี้ระวังคนที่เข้ามาจะมีพันธะ มีคนรักแอบซ่อนอยู่แต่ไม่ยอมจะบอกคุณ สุขภาพระวังกล้ามเนื้อ ข้อ อักเสบ กระดูกแตก หัก จากอุบัติเหตุที่เกิดจากการเดินทาง รวมทั้งการยกของหนักด้วยครับ มีโอกาสควรหาเวลาไปทำบุญค่าน้ำค่าไฟวัดครับ

เลขมงคลประจำปักษ์นี้ เลข 0 เลข 5 และ เลข 3 ควรเว้น เลข 1

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ พระประธานในวัดใหญ่ชัยมงคล จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ งานจะมีอุปสรรคแบบปุบปับฉับพลัน มีคนจ้องจับผิดคุณอยู่ ทำสิ่งใดควรระมัดระวังข่าวสาร ความลับจะรั่วไหล ควรเก็บเอกสารสำคัญให้มิดชิดด้วยครับ

อีกมุมหนึ่งของโลกโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

อีกมุมหนึ่งของโลกโซเชียล

มีประเด็นเรื่อง “การตั้งราคาสินค้า” ที่อยากจะแชร์ความคิดแชร์ความรู้สึกกันสักหน่อย!!

ด้วยบังเอิญติดตามภาวะการซื้อขายสินค้าในโลกออนไลน์ ซึ่งต้องถือว่า กำลังฮอตฮิตมาแรงที่สุด ณ พ.ศ. นี้ ขนาดอาซิ้ม อาเจ็ก ที่เปิดร้านขายของมาหลายสิบปี ยังต้องทันสมัยเพิ่มช่องทางขายผ่านเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ตามคำชี้แนะของลูกหลาน ไม่งั้นสภาพการขายยิ่งสาละวันเตี้ยลง เจอแต่ลูกค้าหน้าเก่าๆ เพราะหน้าใหม่ๆ หันไปสั่งซื้อ ช็อปผ่านมือถือกันส่วนใหญ่ แถมเจอเซ็งลี้ในช่วงนี้ที่ไม่ฮ้อเอาซะเลย ยิ่งกลุ้มไม่ทำอะไรสักอย่างไม่ได้แล้ว

แต่ที่อดรนทนไม่ไหว ก็เพราะสังเกตเห็นราคาสินค้าที่ขายผ่านออนไลน์ โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นอาหารการกินทั้งหลาย ไฉนราคาถึงได้อัพเพิ่มขึ้น แพงกว่าวางขายหน้าร้าน 1-2 เท่าตัว จริงอยู่ที่การสั่งซื้อสินค้าผ่านออนไลน์ จะต้องบวกค่าส่งสินค้า ค่าแพ็กเกจจิ้งเข้าไปด้วย ซึ่งเข้าใจว่า ค่าขนส่งปัจจุบันเท่าที่เห็น จะบวกเพิ่มอีก 80-150 บาท ต่อเที่ยว ซึ่งแน่นอนว่า ลูกค้าเป็นผู้จ่าย

นั่นเป็นเรื่องเข้าใจได้ แต่ที่ไม่เข้าใจเลยก็คือ สินค้าชิ้นเดียวกัน หน้าตาแบบเดียวกันเป๊ะ ไปซื้อถึงร้าน แหล่งต้นกำเนิด กลับราคาถูกกว่า หรือจะเป็นเพราะบรรจุภัณฑ์ แพ็จเกจจิ้งที่ใช้ ซึ่งส่วนมากจะเป็นกล่องพลาสติกหน้าตาดูดี มีช่องใส่อาหารหลายช่อง ปิดผนึกแน่น ไม่หกเลอะเทอะระหว่างการจัดส่ง ซึ่งปัจจุบันจะเป็นกล่องพลาสติกที่ต้องผลิตขึ้นมารองรับเพื่อการนี้โดยเฉพาะ อาจมีราคากล่องเพิ่มขึ้น อย่างมากก็ 10-20 บาท แต่ราคาสินค้าที่ตั้งขายสูงกว่าราคาท้องตลาดทั่วไปมาก

ยกตัวอย่างเช่น ขนมจีนน้ำยาปู ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากในขณะนี้ ราคาทานที่ร้าน อาจจะชุดละ 200 บาท แต่ที่เคยเสิร์ชดู ราคาขายในเฟซ สูงถึงชุดละ 380 บาท แม้จะมีการโฆษณาให้เห็นภาพปูเป็นก้อนๆ แต่ก็ยังแพงอยู่ดี หรือล่าสุด กรณีขนมหวานไทยๆ จำพวกกล้วยเชื่อม เปียกปูน ลูกชุบเป็ด (กำลังเห่อและแห่ทำขายกันเต็มหน้าเว็บ) ซึ่งเทรนด์สุดๆ แม้กระทั่งยักษ์ใหญ่ซีพี ยังออกผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นขนมไทยขายกะเขาด้วย กรณีนี้เจอมากับตัว เป็นร้านขนมที่ขายในเว็บ แต่ไปออกงานอีเว้นต์ที่ห้างแห่งหนึ่ง อุตส่าห์ลงทุนตามไปดูกับตาว่า หน้าตาขนมน่ากินอย่างที่เห็นในเว็บหรือไม่ ซึ่งต้องยอมรับว่า แพ็กเกจจิ้ง การตกแต่งขนมสอบผ่าน แต่ที่อึ้งไปเลยก็คือ ราคาขายกล้วยเชื่อมใส่กล่องพลาสติก จำนวนประมาณ 8-10 ชิ้น หากไปซื้อที่ร้านขนมของป้าอะไรสักคนในตลาดทั่วไป ราคาจะประมาณถุงละ 15-20 บาท แต่แม่ค้าสาวสวย แต่งตัวดีมาก เข้าใจว่า น่าจะเป็นดารานักแสดงประกอบที่คุ้นหน้าพอสมควร ตั้งราคาขายกล้วยเชื่อมที่ว่านี้ ถึงกล่องละ 165 บาท!!

ขณะที่ขนมอีกกล่องข้างๆ กันคือ ข้าวเหนียวแก้ว ในกล่องไซซ์เดียวกัน มีข้าวเหนียวแก้วอยู่ในถ้วยขนาดถ้วยน้ำพริก ประมาณ 5 ถ้วย ราคาขายปาเข้าไป 250 บาท อารมณ์แรกคือ ตกใจกับราคาที่ได้ยิน พอถามว่า ทำไมแพงจัง ได้คำตอบจากสาวสวยเจ้าของขนมว่า “ใช้เวลาทำนาน”

มึนกับคำตอบ แต่ไม่เป็นไร กัดฟันซื้อมาลองชิมดู แม้จะแพงหูฉี่ ปรากฏว่า ผิดหวังเต็มเปา ป้าที่ตลาด แม้จะแก่ หน้าตาเหี่ยวย่น ไม่ค่อยเจริญหูเจริญตา แต่ประสบการณ์ที่สั่งสมมา ทำให้ขนมถุงละ 15-20 บาท อร่อยล้ำกว่ามาก

ถึงได้สงสัยเต็มประดาว่า ขณะที่กระแสขายผ่านออนไลน์มาแรง ติดลมบน ชนิดที่ว่า อะไรๆ ก็ขายได้ มันจะแรงจนกระทั่งคนซื้อไม่สนใจเรื่องราคาแพงเลยหรือ หรือว่าโลกโซเชียลมีอิทธิพลมากมายมหาศาล หรือลูกค้าผู้บริโภคยุคปัจจุบันนิยมความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว เห็นแค่ภาพโฆษณาในเว็บก็คลิกสั่งซื้อได้อย่างง่ายดาย โดยไม่มีปัจจัยเรื่องราคา รสชาติ หรือคุณภาพของสินค้าเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจกระนั้นหรือ

เป็นคำถามที่คงต้องให้เวลาเป็นตัวพิสูจน์!!

โรคซ้ำ กรรมซัด ภัยพิบัติของ SMEs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

แหล่งทุนหนุน SMEs

สุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด

โรคซ้ำ กรรมซัด ภัยพิบัติของ SMEs

“SMEs ก็ต้องระวังตัวเองให้มาก ถึงมากที่สุด เพราะเมื่อความต้องการในสินค้าหรือ Demand ลดลง หากทำธุรกิจแบบเดิม แบบที่เคยทำ อาจอยู่ไม่ได้ ต้องเผื่อว่าโลกของการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ลงทุน หรือการค้า การขายเปลี่ยนไปให้มากไว้ด้วย”

เมื่อไม่นานมานี้ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า สศค. จะพิจารณาปรับประมาณการเศรษฐกิจไทย ปี 2558 โดยจะปรับลดการขยายตัวจากที่คาดไว้เดิม 3.7% เหลือ 3% ต่อปี ซึ่งทุกฝ่ายทั้งประชาชนและนักลงทุนก่อนหน้านี้ต่างได้รับทราบข้อมูลแล้ว การปรับลดเศรษฐกิจครั้งนี้มาจากเหตุปัจจัยดังนี้

– เนื่องจากการส่งออกที่เดิมคาดว่าจะขยายตัว 0.2% มาเป็นติดลบ 1.7%

– การบริโภคเอกชนและการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวได้แต่ยังไม่สูงมากที่ประมาณ 2-3% ดัชนีเศรษฐกิจเดือนพฤษภาคม 2558 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงออกมาอ่อนแอ ต่อเนื่องจากภาคครัวเรือนและธุรกิจยังคงระมัดระวังการใช้จ่าย การบริโภคเอกชนชะลอลงจากการปรับลดการบริโภคสินค้าคงทน โดยเฉพาะหมวดยานยนต์เป็นสำคัญ พอเข้าไปดูจะเห็นว่าสาเหตุที่ภาคดังกล่าวปรับลดลง ยังเป็นผลจากบริษัท TOYOTA เปิดตัวกระบะรุ่นใหม่กลางเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลให้ยอดขายกระบะเดือนพฤษภาคม 2558 ปรับตัวลงต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า ดังนั้น จากความเห็นนักวิชาการระบุว่า ปัจจัยลบดังกล่าวที่มากระทบต่อการบริโภคสินค้าคงทนน่าจะเป็นเพียงระยะสั้น หลังจากรถยนต์กระบะรุ่นใหม่ได้มีการส่งมอบในเดือนถัดๆ ไป จะทำให้การบริโภคสินค้าคงทนน่าจะฟื้นตัวกลับมาในระยะต่อไปได้ ทั้งนี้ ดัชนีชี้วัดด้านอื่นๆ ของการบริโภคเอกชนยังคงทรงตัวจากเดือนก่อนหน้าท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยลบเดิม ไม่ว่าจะเป็นราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงต่อเนื่องตามภาวะเศรษฐกิจ

– การลงทุนภาครัฐขยายตัวได้มากกว่า 15% เนื่องจากภาครัฐเร่งการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการเบิกจ่ายได้รวดเร็วมากขึ้น โดยเฉพาะงบประมาณปี 2558 และยังมีงบลงทุนพิเศษจากการลงทุนโครงการน้ำและซ่อมสร้างถนนทั่วประเทศอีก 80,000 ล้านบาท มีการอนุมัติก่อสร้างโครงการถนนมอเตอร์เวย์ 3 สาย รวมถึงงบประมาณปี 2559 มีแผนการขาดดุลถึง 390,000 ล้านบาท โดยจะมีการตั้งเป็นงบลงทุนสูงถึง 500,000 ล้านบาท ทั้งหมดจะมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจครึ่งปีหลังให้ขยายตัวได้มากขึ้น

นอกจากนี้ เศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทำให้ขยายตัวลดลงบางส่วน รัฐบาลได้เร่งออกมาตรการช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง ทั้งการพักชำระหนี้เพื่อลดรายจ่าย และการให้สินเชื่อเพิ่มเติมในจุดที่จำเป็นเร่งด่วนไปแล้ว

มีอดีตนายธนาคารกล่าวว่า “ถ้าประเมินกลุ่มสินค้าเกษตรการเมือง 5 ชนิด คือ ข้าว ยาง มันสำปะหลัง ปาล์ม และอ้อย จะพบว่า อ้อย ปาล์ม มัน มีทางเลือกในการนำไปทำเป็นพลังงานทดแทนได้ ถ้าบริหารให้ดีก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อพิจารณาโครงสร้างภาคเกษตร ทั้งด้านรายได้และหนี้สินครัวเรือนเกษตรกร สถานการณ์มีความน่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะตั้งแต่ปี 2553 เป็นต้นมา GDP ภาคเกษตรหรือรายได้รวมของภาคเกษตรมีการหดตัวต่อเนื่อง เหตุที่ GDP ภาคเกษตรในช่วง 6-7 ปีที่ผ่านมายังเติบโตได้ ยกเว้นปี 2555 ที่ GDP ภาคเกษตรหดตัวเนื่องจากเรื่องน้ำท่วมใหญ่ปลายปี 2554 แล้วต่างเป็นเพราะรัฐบาลที่ผ่านมาทุกรัฐบาลต่างแทรกแซงราคาสินค้าเกษตรตลอด” ขณะที่ GDP ภาคเกษตรปี 2557 มีมูลค่า 1.412 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มูลค่า 1.2 ล้านล้านบาท เพราะมีทั้งโครงการประกันรายได้ โครงการรับจำนำข้าวเปลือก 15,000 บาท/ตัน จึงมีแรงกระตุ้นให้เติบโต

– ต่อเนื่องจากนโยบายประชานิยมเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เวลานี้เมื่อไม่มีมาตรการกระตุ้นต่อ บวกกับเกิดภัยแล้ง GDP ภาคเกษตรก็ลดลงทันที ปีนี้จะอยู่ที่ 1.38 ล้านล้านบาท ขณะที่ฝั่งหนี้สินของครัวเรือนเกษตรเทียบกับรายได้ จะพบว่า สัดส่วนหนี้สินของเกษตรกรต่อ GDP ภาคเกษตรสูงเกิน 80% ไปแล้ว โดยเกษตรกรเป็นหนี้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รวม 1 ล้านล้านบาท เป็นหนี้สถาบันการเกษตร 1.18 แสนล้านบาท หนี้สินธนาคารพาณิชย์ 1.02 แสนล้านบาท เป็นต้น และหนี้เหล่านี้ยังไม่ได้รวมหนี้นอกระบบ

ลองหันกลับมามองทางด้าน SMEs กันบ้าง จะพบว่า ประธานธนาคารใหญ่ที่เป็นผู้ให้กู้รายใหญ่ของ SMEs ระบุไว้อย่างน่าสนใจ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้ลูกหนี้เริ่มมีกำลังผ่อนชำระลดลง โดยเฉพาะ SMEs ที่สายป่านสั้นกว่าลูกค้ารายใหญ่

ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานสัดส่วน NPL ต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2558 ของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบ พบว่า ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องสู่ระดับ 1.25% จาก 1.22% และ 1.20% ในงวดเดือนมีนาคม 2558 และ ธันวาคม 2557 ในส่วนของมูลค่าของ NPL ยังคงเพิ่มขึ้น แต่มีอัตราที่ชะลอตัวลงหรือเพิ่มขึ้น 3.09% จากไตรมาสก่อนหน้าเทียบกับไตรมาสแรกที่ NPL เติบโตถึง 8.14% จากไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากสถาบันการเงินต่างมีมาตรการช่วยเหลือลูกค้าในภาคธุรกิจและ SMEs ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ

จุดที่น่าสนใจคือ รายงานผลประกอบการงวดครึ่งปี 2558 ธนาคารพาณิชย์มี NPL ที่เพิ่มขึ้นมาจากลูกหนี้ SMEs และกลุ่มสินเชื่อเพื่อการเคหะ อันเป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ เนื่องจากในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ SMEs เป็นภาคที่ต้องเจอมรสุม เพราะอำนาจต่อรองในตลาดมีน้อย หากเศรษฐกิจไม่เดิน ไม่มีคำสั่งซื้อเข้ามาก็ลำบาก

จนมีคำกล่าวว่า “SMEs เป็นเม็ดทรายของระบบเศรษฐกิจให้เกิดความมั่นคง ในช่วงที่ยากเย็นก็ต้องประคองให้อยู่รอดให้ได้ ธนาคารไม่จำเป็นต้องปรับนโยบาย ไปเน้นสินเชื่อรายใหญ่หรือรายย่อย เพราะเรากระจายทุกกลุ่มอยู่แล้วและแต่ละกลุ่มมีความแข็งแรงไม่เหมือนกัน การอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปทำได้แค่ขั้นหนึ่ง หากผลิตแล้วไม่มีคนซื้อก็ไปไม่ได้ เศรษฐกิจโดยรวมต้องถูกกระตุ้น จึงจะเป็นปัจจัยที่เอื้อให้ค้าขายได้ต่อเนื่อง”

ในส่วนของธนาคารมีการดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิดและพยายามแก้ไขผ่อนปรนให้ได้มากที่สุด เพื่อรอการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจะกลับมา เพราะหากเป็นปัญหาเรื่องวงจรเศรษฐกิจ ธนาคารก็ช่วยประคองลูกค้า ไปจนถึงวันที่เศรษฐกิจฟื้นด้วยการปรับโครงสร้างกันไป แต่หากระยะยาวเป็นเรื่องปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยและโลก ซึ่งในขณะนี้ยังไม่มีตัวบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจะฟื้นอย่างชัดเจน

หากเป็นอย่างนี้ไปอีก 2-3 ปี ก็คงแย่ เพราะ SMEs เป็นกลุ่มใหญ่ของระบบเศรษฐกิจและถ้าเศรษฐกิจโลกไม่ดีจะกระทบกับความต้องการของโลกที่จะกลับมากระทบที่ธุรกิจ หากว่าจะมีการปลดคนงาน มันก็กระทบการจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนตามมาเป็นลูกโซ่

ดังนั้น SMEs ก็ต้องระวังตัวเองให้มาก ถึงมากที่สุด เพราะเมื่อความต้องการในสินค้าหรือ Demand ลดลง หากทำธุรกิจแบบเดิม แบบที่เคยทำ อาจอยู่ไม่ได้ ต้องเผื่อว่าโลกของการซื้อขาย แลกเปลี่ยน ลงทุน หรือการค้า การขายเปลี่ยนไปให้มากไว้ด้วย

เวลานี้คงต้องรอว่ารัฐบาลจะมีโปรแกรมออกมากระตุ้นระบบเศรษฐกิจกันแบบไหน เช่น SMEs กู้เงินต้องมีการค้ำประกันจาก บสย. มาเติมเต็ม มีการผ่อนผันการชำระเงินต้นและให้ชำระเพียงดอกเบี้ยนานถึง 24 เดือน ในลูกค้าบางราย ซึ่งหากเป็นลูกค้า SMEs ธนาคารจะพิจารณาจากกระแสเงินสดเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า ธุรกิจที่ยังไปได้นั้นยังมีอยู่ เช่น ธุรกิจโกดังสินค้า สถานเสริมความงาม โรงพยาบาล รวมถึงลูกค้ารายใหญ่ในแต่ละท้องถิ่น

“สถานการณ์ของ SMEs ในขณะนี้เรายอมรับว่าต้องระมัดระวัง ยอดเช็คเด้งมากขึ้น NPL มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เวลานี้ลูกค้าที่เคยมีสายป่านยาวเริ่มสั้นลงเรื่อยๆ เพราะเศรษฐกิจไม่ดีมาต่อเนื่อง 2 ปีแล้ว ซ้ำร้ายปีนี้ราคาพืชผลเกษตรก็ไม่ดี เพราะภัยแล้ง อีกทั้งราคาหุ้นก็ตกตามไปอีก”

ทั้งหมดที่เล่ามานี้ เป็นแค่เรื่องราวของช่วงครึ่งปีแรกเท่านั้น และขอภาวนาให้ SMEs ยืนหยัดต่อไปได้จนครบยกตลอดปี 2558

อาโก กาแฟโบราณ ลงทุนหลักหมื่น คืนทุนไม่ยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07018150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

แฟรนไชส์โซน

พารนี

อาโก กาแฟโบราณ ลงทุนหลักหมื่น คืนทุนไม่ยาก

“แฟรนไชซีรายหนึ่งของเราประสบความสำเร็จมาก ขายอยู่ในซอยแจ้งวัฒนะ 14 บางวันขายได้ 300 ถุง ถุงละ 25 บาท กำไรอย่างต่ำเดือนละ 50,000-60,000 บาท กระทั่งมีการบอกต่อ ทำให้เราได้แฟรนไชซีเข้ามาเพิ่มอีกหลายราย”

แม้ก่อนหน้าจะมีแบรนด์ฮิตติดตลาดอยู่ก่อนแล้วหลายเจ้า

แต่ “อาโก” ก็ไม่หวั่นไหว เพราะมั่นใจใน “จุดขาย” ของตัวเอง

จึงเปิดตัวอย่างเป็นทางการในวงการธุรกิจแฟรนไชส์ “กาแฟโบราณ” เมื่อกว่า 2 ปีที่แล้ว

ปรากฏได้ผลตอบรับอย่างที่ตั้งใจ ปัจจุบันมีแฟรนไชซีอยู่ในความดูแล กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 40 สาขาแล้ว

?????

“แถวภาคใต้สมัยก่อน มักเรียกคนขายกาแฟว่า อาโก พอเราจะทำกาแฟโบราณขาย เลยอยากได้ชื่อเรียกที่ฟังเหมือนย้อนยุค จึงใช้ชื่อแบรนด์เป็นอาโก กาแฟโบราณ” คุณนก-เพ็ญพิมล ทองคำ เจ้าของกิจการ เริ่มต้นให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนแนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้น จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เคยทำงานด้านการตลาดมากว่า 15 ปี จนเริ่มอิ่มตัวและอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงลาออกจากพนักงานประจำ มาทำอาชีพขายน้ำอัดลมและกาแฟสด อยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร

เป็นเจ้าของร้านน้ำถึง 2 บู๊ธ ในตลาดนัดชื่อดัง ทำอยู่ได้เกือบ 7 ปี มีอันต้องพลิกผัน ทั้งๆ ที่ช่วงแรกขายดิบขายดีวันละเป็นพันแก้ว

“ช่วงหลังขายไม่ดีมาตลอด ผลกระทบน่าจะมาจากการชุมนุมทางการเมือง ที่มีต่อเนื่องมาหลายปี ลูกค้าหายไปเกือบครึ่ง รายรับไม่คุ้มค่าเช่าเลยเซ้งต่อให้คนอื่นไป” คุณนก ย้อนความทรงจำเสียงหม่น

ก่อนเล่า หลังจากนั้นหันมาเปิดสถาบันกวดวิชา เนื่องจากมีอาคารพาณิชย์ของครอบครัว อยู่ในซอยวัดกู้-อัมพรไพศาล ใช้ชื่อว่า “ติวเตอร์ คลับ” กิจการไปได้ดีและยังดำเนินอยู่จนถึงทุกวันนี้

ระหว่างที่นั่งแท่นผู้บริหารสถาบันกวดวิชาดังกล่าวนั้น มีกิจการกาแฟโบราณแบรนด์หนึ่งมาจ้างให้ไปช่วยทำการตลาดให้ ทำไปได้ระยะหนึ่งจึงทราบว่าแนวคิดในการทำงานไม่สอดคล้องกัน เลยขอแยกตัวออกมา

คุณนก บอกต่อ พอได้มีโอกาสสัมผัสกับแวดวงกาแฟโบราณ ประกอบกับเคยมีพื้นฐานด้านการทำกาแฟสดมาก่อนสมัยเปิดบู๊ธอยู่ตลาดนัดจตุจักร จึงทำให้ตระหนักว่าการจะนำพาร้านกาแฟสดสักแบรนด์ให้ออกมาให้เป็นที่จดจำของลูกค้านั้น ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะปัจจุบันการแข่งขันสูงมาก เจ้าตลาดล้วนเป็นแบรนด์ใหญ่

ฉะนั้น หากอยากจะ “แจ้งเกิด” ร้านกาแฟ คงต้องโฟกัสไปที่ประเภทกาแฟโบราณ น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า

รวบรวมความคิดได้ดังนั้น คุณนกจึงเดินหน้าหาจุดต่าง เพื่อนำมาเป็นจุดขายให้กับกิจการของตัวเอง

เริ่มต้นจากการให้ความสำคัญกับวัตถุดิบหลัก ซึ่งก็คือ “ผงกาแฟ” โดยเชิญซัพพลายเออร์เมล็ดกาแฟมาแจ้งความต้องการ อยากได้ผงกาแฟที่มีความเข้มเหมือนกาแฟสด แต่สูตรการชงเป็นแบบกาแฟโบราณ

กระทั่งได้ออกมาเป็นผงกาแฟ 2 สายพันธุ์คือ โรบัสต้าและอาราบิก้า ผสมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม และสามารถใช้วิธี “ถุงชง” แบบโบราณ ไม่ต้องลงทุนซื้อเครื่องชงราคาหลายหมื่น แต่ได้รสชาติเข้มข้นไม่ต่างจากกาแฟสด

คุณนก เล่าให้ฟังต่อ จากการศึกษาข้อมูลและประวัติการทำกาแฟโบราณในสมัยก่อน พบว่า กาแฟในสมัยก่อน ไม่ได้ผสมธัญพืชข้าวโพด ถั่ว งา เหมือนในปัจจุบัน เพียงแต่ในยุคสมัยหนึ่งกาแฟมีราคาแพง จึงมีผู้นำ ข้าวโพด ถั่ว งา ที่คั่วให้มีกลิ่นไหม้มาผสม เพื่อให้ต้นทุนถูกลง และกลายเป็นที่ยอมรับและนิยมมาถึงทุกวันนี้

“ผงกาแฟโบราณ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ผสมธัญพืช อาจใช้ต้นทุนสูงกว่าชนิดผสมเล็กน้อย แต่คุณภาพดีกว่ามาก เมื่อมาผสมกับผงอาราบิก้าสไตล์กาแฟสด ก่อนผ่านการชงแบบโบราณหรือใช้ถุงชง รสกาแฟของอาโก จึงมีกลิ่นหอมและอร่อยแบบกาแฟสด สามารถขายได้ทั้งลูกค้าที่ชอบดื่มกาแฟโบราณและกาแฟสด” คุณนก ย้ำถึงข้อเด่น

เปิด “อาโก กาแฟโบราณ” ร้านต้นแบบอยู่หน้าตึกติวเตอร์ คลับ ในซอยวัดกู้-อัมพรไพศาล ได้ไม่นานนัก เจ้าของกิจการจึงเริ่มประชาสัมพันธ์ธุรกิจแฟรนไชส์ในแบบของเธอ ผ่านสื่อออนไลน์ ทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก

ใช้เวลาไม่นานมีลูกค้าสนใจติดต่อเข้าประเดิม 2-3 ราย จากนั้นจึงมีการบอกต่อกันไปแบบปากต่อปาก

“แฟรนไชซีรายหนึ่งของเราประสบความสำเร็จมาก ขายอยู่ในซอยแจ้งวัฒนะ 14 บางวันขายได้ 300 ถุง ถุงละ 25 บาท กำไรอย่างต่ำเดือนละ 50,000-60,000 บาท กระทั่งมีการบอกต่อ ทำให้เราได้แฟรนไชซีเข้ามาเพิ่มอีกหลายราย” คุณนก ว่าอย่างนั้น

เกี่ยวกับเงื่อนไขในการร่วมธุรกิจแฟรนไชส์ เจ้าของกิจการ แจง แบ่งออกเป็น 3 โปรแกรม ประกอบด้วย โปรแกรม 1 ราคา 14,999 บาท เป็นการเรียนสูตร-วัตถุดิบตั้งต้น โปรแกรม 2 ราคา 26,999 บาท ได้โปรแกรม 1 รวมอุปกรณ์พร้อมขาย และ โปรแกรม 3 ราคา 38,999 บาท ได้โปรแกรม 1 รวมอุปกรณ์พร้อมรถเข็น

ส่วนราคา 34,999 บาท ได้โปรแกรม 1 รวมอุปกรณ์พร้อมเคาน์เตอร์ถอดประกอบ

“ก่อนลงทุน ควรถามตัวเองก่อน มีใจแค่ไหน เพราะแต่ละทำเลใช่จะขายดีเหมือนกันหมด ฉะนั้น ต้องอดทน ตั้งใจ และรักการขายจริง ถึงจะอยู่ได้ ส่วนเรื่องรสชาติกาแฟ มั่นใจว่าสู้ได้แน่นอน” เจ้าของเรื่องราว บอกจริงจัง

และว่า เร็วๆ นี้จะพา “อาโก” โกอินเตอร์ ขยับขยายไปขายแฟรนไชส์ที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง พม่า ลาว โดยระหว่างนี้อยู่ในขั้นตอนของการเจรจาขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า

“ทุกวันนี้แม้คู่แข่งเยอะ แต่ขอสู้ด้วยคุณภาพของวัตถุดิบ ส่วนความตั้งใจหวังจะไปให้ถึงความเป็นพรีเมี่ยมของกาแฟโบราณ ที่มีระบบแฟรนไชส์ถูกต้องตามหลักสากล ชูวัฒนธรรมการชงแบบคนไทย และค้าขายได้อย่างยั่งยืน” คุณนก ฝากทิ้งท้าย

สนใจแฟรนไชส์ อาโก กาแฟโบราณ ผลิตจากกาแฟแท้ 100 เปอร์เซ็นต์ เข้มแบบโบราณ หอมอร่อยแบบกาแฟสด ติดต่อ คุณนก โทรศัพท์ (086) 793-9099, (02) 583-2608 LINE ID : penpimol99 Facebook/อาโกกาแฟโบราณ และเว็บไซต์ http://www.อาโกกาแฟโบราณ.com

ลูกค้ายอมจ่ายก่อน…ถ้าดีจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด : อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ลูกค้ายอมจ่ายก่อน…ถ้าดีจริง

ดูเหมือนกระแสการกินอยู่แบบปลอดภัย จะกลับมารุนแรงเพิ่มขึ้นอีกครั้ง กินคลีน กินกรีน กินออร์แกนิก ดูว่าจะส่งแรงกระเพื่อมวงการกิน ทำให้บรรดาพืชผักที่ประคบประหงมด้วยเคมีต้องสั่นคลอน

ผมเองก็นิยมชมชอบกับการกินผักปลอดสารพิษ ถึงขั้นลงมือปลูกผักกินเอง ได้กินมั่ง สละให้แมลงกินมั่ง ก็แบ่งปันกันไป จำนวนมื้อที่ต้องบริโภคผักอาบสารพิษ ก็ลดลงบ้าง อย่างน้อยจะได้ตายทรมานน้อยลง

อยากจะบอกก่อนเข้าเรื่องว่า เชิญชวนนะครับ ใครมีที่ดินเล็กน้อย หรือไม่มีที่ดิน มีที่ตั้งกระถาง ปลูกผักกินเองเถอะครับ อย่างน้อยรู้สึกดีที่ปลอดภัย แต่ที่เหนือกว่า “รสชาติ” ครับ อร่อยกว่าชัวร์ ผมยืนยัน

ตามที่จั่วหัวไว้ว่า กระแสมันมามากขึ้นอีกครั้ง แล้วผมก็พบเรื่องราวน่าสนใจเชิงการตลาด การบริการ ที่น่าจะนำมาขบคิดสำหรับเราๆ ท่านๆ ที่ทำธุรกิจทั้งหลาย

เครือข่ายตลาดสีเขียว กลุ่มคนที่รักตัวกลัวตายจากอันตรายของผักเคมี สร้างเครือข่ายร่วมกัน ฝั่งหนึ่งเป็นเกษตรกรในสังกัด ที่ปลูกผักปลอดสารพิษ อีกฝั่งหนึ่งเป็นผู้ประกอบการร้านค้า เป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างฝั่งที่สามคือ ผู้บริโภค กับฝั่งของเกษตรกร 3 ฝั่ง 3 ฝ่ายประสานกันได้ ความปลอดภัยในการกินก็เกิด

ตะกร้าปันผัก เป็นผู้ประกอบการรายหนึ่งที่เชื่อมโยงผู้กิน กับผู้ปลูก โดยนำเสนอขายผักปลอดสารพิษที่คนกิน ต้อง “จ่ายเงินก่อน” เป็นเหมือนค่าสมาชิก ซึ่งจะได้รับการตอบแทนด้วย “ผักปลอดสารพิษ 100 เปอร์เซ็นต์” จะกี่ชนิดก็แล้วแต่ฤดูกาล เลือกกินไม่ได้ แต่เขาจะส่งให้ เป็นจำนวนกิโลกรัมที่ตกลงกันไว้

จ่ายก่อน กินทีหลัง เลือกไม่ได้ ฟังดูช่างเป็นธุรกิจแบบมัดมือชกสิ้นดี แต่กลับได้รับการตอบสนองจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สิ่งที่ฝั่งคนกินจ่ายเงินซื้อ ไม่ได้ซื้อผักหรอกครับ แต่ซื้อ “คุณภาพชีวิต”

ราคาของคุณภาพชีวิต คงประเมินไม่ได้ ว่าควรจ่ายก่อน หรือจ่ายหลัง แต่เป็นการจ่ายเมื่อ “มั่นใจ”

ตัวอย่างอีกราย เป็นชายหนุ่มมีปริญญา ที่ยอมหันหลังให้งานในออฟฟิศ แล้วใช้ที่ดินประมาณ 200 ตารางวา กลางกรุง แถวย่านลาดพร้าว “ปลูกผัก”

ด้วยความเป็นคนมีความรู้ และมีความเข้าใจ การปลูกจึงประสบความสำเร็จงดงาม ที่ดินน้อย แต่ผลผลิตเยอะ ปลูกจนได้รับฉายา “เจ้าชายผัก”

มีคนสนใจไปขอศึกษาเรียนรู้ เปิดคอร์สสอนปลูกผักเป็นเรื่องเป็นราว เกิดรายได้จากการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่บรรดาคนที่ไปเรียน ถามว่าสักกี่คนที่จะมีเวลาทำอย่างที่ได้เรียน แต่การไปสัมผัส ได้เกิดความ “มั่นใจ” ในผลิตภัณฑ์อย่างไม่รู้ตัว ดังนั้น “ซื้อกิน” ง่ายกว่า

เจ้าชายผัก เธอก็เก็บเงินค่าสมาชิกครับ ขอเงินก่อน และมีเงื่อนไขจะส่งผักให้เดือนละกี่กิโลกรัม ก็ว่ากันไป เลือกไม่ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับว่ามีผักอะไรในฤดูกาลนั้น

“มีคนจ่ายกันเพียบ”

สิ่งที่น่าสนใจจากตัวอย่าง 2 เรื่องนี้คือ ทำไมบางธุรกิจจึงจ่ายก่อน กินทีหลังได้

หลายท่านอาจมองว่า จ่ายก่อนมีเยอะแยะไป หลายธุรกิจ จะซื้ออะไรก็ต้องจ่ายก่อนทั้งนั้น ทั้งแบบมัดจำบางส่วน และมัดจำ 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่เรียกจ่ายก่อนหรือ

ก็จริงครับ เพียงแต่สินค้า หรือบริการส่วนใหญ่ที่เราจ่ายก่อน หรือจ่ายมัดจำ มักมีการเห็นสินค้า ตกลงปลงใจเลือกแล้ว ดูแล้ว สัมผัสแล้ว แต่นี่เป็นสินค้าที่คาดหวังอนาคตล้วนๆ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะได้อะไรมา รู้แต่ว่าจะได้ในปริมาณเท่าไหร่แค่นั้น แล้วต้องจ่ายเต็มจำนวนไปก่อน

ดูไม่เหมือนการซื้อของ แต่เหมือนการจ่ายเงินจ้างให้ไปช่วยทำ

หากจะวิเคราะห์ว่าทำไมจึงมีผู้ยอมจ่าย เต็มใจจ่ายแบบไม่งอแง ไม่ต่อรอง และมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนบางทีไม่ได้แปลว่าพร้อมจ่าย แล้วจะได้ตามต้องการ

ประการแรก สินค้าที่ต้องการ มีปริมาณน้อยกว่าความต้องการ ภาษาเศรษฐศาสตร์เรียกว่ามีซัพพลายน้อยกว่าดีมานด์ ความต้องการของคนซื้อเยอะกว่าของที่ผลิตได้ เลยทำให้ต้องแย่งกันซื้อ

ประการที่สอง ความเชื่อมั่น ตัวกลางที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงทั้งฝั่งผู้บริโภค กับฝั่งผู้ผลิต ต้องสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับทั้ง 2 ฝ่ายได้ แล้วความเชื่อมั่นนี้ จะกลายเป็นสินค้าหลัก ที่ไม่ใช่การ “ขายผัก” แต่ “ขายความเชื่อมั่น”

ประการที่สาม ความปลอดภัย สินค้าที่ซื้อ ไม่ใช่แค่ผัก แต่เป็นผักปลอดภัย ที่คนรักตัวกลัวจะตายทรมานทั้งหลายต้องการบริโภค สิ่งนี้คือ “มูลค่าเพิ่ม” ของสินค้า ที่เหนือกว่าผักในท้องตลาด

แม้แต่ผักปลอดภัยในห้าง ยังเคยมีการสุ่มตรวจโดยหน่วยงานด้านสาธารณสุข แล้วพบว่า มีสารพิษตกค้าง แบบนี้จะเชื่อใครได้อีก ลำพังฉลาก หรือถุงบรรจุที่มีถ้อยคำว่าปลอดภัย ยังเชื่อไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ผักที่มีคนเป็นตัวกลางรับรอง ควบคุม ประสานงาน สนใจขอไปดูฟาร์มได้ แบบนี้ยืนยันความปลอดภัยแน่นอน

ความปลอดภัย และความเชื่อมั่น เมื่อผสมผสานกัน กลายเป็นสินค้าหลักที่ทำให้ผักปลอดสารพิษ ผักออร์แกนิกเหล่านี้ กลายเป็นสินค้าที่มีความแตกต่างจากท้องตลาดโดยสิ้นเชิง

และนี่คือ “มูลค่าเพิ่มของสินค้า”

จากบทเรียนนี้ น่าคิดว่า ปัจจุบันการตลาด เป็นเรื่องจิตวิญญาณ มากยิ่งขึ้น ดังที่กูรูการตลาดระดับโลก ฟิลิป คอตเลอร์ กล่าวไว้ นั่นแปลว่า ถ้าทำให้เกิดความเชื่อมั่นได้ เงื่อนไขการค้าเป็นเรื่องรองทันที สามารถกำหนดเงื่อนไขได้ว่า จะให้ลูกค้าจ่ายก่อน หรือหลัง ก็ได้ดังใจคนขายปรารถนา

การจ่ายก่อน 100 เปอร์เซ็นต์ ล่วงหน้าแบบเต็มใจ ไม่ใช่แบบค่ายมือถือบังคับจ่ายพรีเพด แบบนั้นเขาเรียกจำยอม อยากใช้ก่อน แต่เขาไม่ยอม จำเป็นต้องยอม แต่แบบนี้ลูกค้าเต็มใจจ่าย เพราะเข้าใจ

หากจะนำไปประยุกต์ใช้ คงต้องมีกระบวนการดังนี้

ขั้นแรก “สร้างสิ่งที่มีคุณค่าแตกต่าง” ไม่ใช่ทำสินค้าหน้าตาแตกต่างอย่างเดียวนะครับ แต่ต้องสร้าง “คุณค่า” ที่แตกต่าง หน้าตาสินค้าไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับคุณค่าที่นำเสนอพ่วงเข้าไปด้วย เช่น ผักเป็นสินค้า แต่คุณค่าคือ ความปลอดภัย

ขั้นที่สอง “สื่อสาร” ต้องสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นถึงคุณค่านั้น เข้าใจถึงคุณค่านั้น ทำให้เขารู้และเข้าใจความยากลำบากกว่าจะได้มา เพราะหากไม่สื่อสารก็จะไม่มีวันเข้าใจได้ การสื่อสารจึงสำคัญในการทำตลาดแบบนี้

ขั้นที่สาม รักษาคุณค่า การจะปกป้องคุณค่าไว้ได้ ต้องใช้ “ความซื่อสัตย์” ครับ ความซื่อสัตย์ของผู้ขาย เป็นสิ่งที่สามารถปกป้องคุณค่าให้คงอยู่ได้ยาวนานแบบยั่งยืน

หากทำได้ 3 ขั้นตอนนี้ รับรองว่า การสร้างสินค้าเพื่อให้ลูกค้าจ่ายก่อน ได้ใช้ของทีหลังแบบไม่มีเงื่อนไขต่อรอง สามารถเป็นจริงได้ไม่ยาก

การได้เงินของลูกค้ามาก่อน มีผลดีอย่างไร ก็มีเงินทุนที่ไม่มีดอกเบี้ย ไม่มีหนี้ที่ต้องชำระ เข้ามาหมุนในระบบ เป็นการเพิ่มทุน โดยไม่ต้องเรียกระดมทุน แบบนี้ถือเป็นกำไรทางอ้อมเพิ่มขึ้นอีกทางด้วย

สรุป หลักการง่ายๆ ครับ “ถ้าดีจริง…ลูกค้ายอมจ่ายก่อน” แน่นอน…

“ปลูกปั่น” น้ำผักผลไม้ 5 สี สดทุกเช้า…ส่งถึงมือด้วยจักรยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

รายงานพิเศษ เทรนด์ คลีน ฟู้ด

“ปลูกปั่น” น้ำผักผลไม้ 5 สี สดทุกเช้า…ส่งถึงมือด้วยจักรยาน

“…ทำออกมาได้ไม่นาน มีหลายคนอยากได้บ้างในระยะที่ไกลขึ้น จึงมานั่งคิดว่าจะส่งให้ยังไง สรุปสุดท้ายจะส่งด้วยจักรยาน เพราะรักการปั่นเป็นชีวิตจิตใจและเคยเห็นในหนังฝรั่งเขาส่งนมกันตอนเช้าไปวางไว้หน้าบ้าน เลยอยากให้เมืองไทยมีแบบนั้นบ้าง”

การรับประทานน้ำปั่นผักผลไม้ 5 สีทุกวัน ช่วย “กู้โลก” ได้

เพราะนอกจากสุขภาพจะดีแล้ว ยังสร้างโลกสีเขียวและสังคมดีๆ ไปพร้อมกัน

“ปลูกปั่น” เป็นธุรกิจที่เกิดจากคนป่วยที่หายด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิต และรับประทานผักผลไม้ 5 สีทุกวันด้วยการทำเป็นน้ำปั่นจนหาย…กลายเป็นคนสุขภาพดีอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

และคนป่วยคนนั้นดันเป็นนักออกแบบ “ปลูกปั่น” จึงไม่ได้เป็นเพียงร้านน้ำปั่นธรรมดา

……………

เหล่านี้คือ ข้อความแนะนำตัว…ที่จะพาเราไปรู้จัก “ธุรกิจสีเขียว” ที่พร้อมจะเติบโตแบบยั่งยืนควบคู่ไปกับความสุขของทั้งคนทำ คนปั่น และ คนรับประทาน

หลายโรครุม

จุดเริ่มสำคัญ

ช่วงสายของวันทำงานต้นสัปดาห์ มีนัดพูดคุยกันที่ “เวลาเย็น” ร้านจำหน่ายจักรยานและอุปกรณ์เสริม ขวัญใจนักปั่นย่านซอยทองหล่อ

คุณจัง-ศิริลักษณ์ มหาจันทนาภรณ์ หุ้นส่วนคนสำคัญของร้านเวลาเย็นและเจ้าของกิจการ “ปลูกปั่น” ที่เกริ่นไว้ตอนต้น กรุณาสละเวลามาให้ข้อมูลด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม เป็นกันเอง เริ่มต้นให้ฟัง พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ จบปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ เอกนิเทศศิลป์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ทำงานเป็นนักออกแบบฟรีแลนซ์ ตั้งแต่จบจากรั้วมหาวิทยาลัยจนถึงปัจจุบัน

ด้วยความที่เป็นคนชอบทำงานหนักและมักให้ความสำคัญกับประสบการณ์มากกว่าค่าตอบแทน ผลงานที่ผ่านมา จึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ผ่านการเดินสายงานประกวดการออกแบบทั้งในและต่างประเทศ หรือกระทั่งงานแฟร์เกี่ยวกับงานการออกแบบที่ว่ากันว่าดีสุดในโลก อย่างที่อิตาลีหรือเยอรมนี ผลงานของเธอเคยถูกเชิญให้ไปแสดงมาแล้ว

แต่ชีวิตคนเราใช่ว่าจะได้ไปเสียทุกอย่าง เพราะขณะหน้าที่การงานกำลังรุ่ง สุขภาพร่างกายของเธอกลับเริ่มมีปัญหาทยอยเข้ามา…ทีละโรค ทีละโรค

“เหล้า-บุหรี่-กาแฟ ไม่เคยแตะ แต่เป็นคนทำงานดึก-ตื่นสาย ทานอาหารตามใจปาก ประกอบกับภูมิคุ้มกันไม่ค่อยดีตั้งแต่เด็ก พออายุได้ 20 ปลายๆ โรคภัยถามหา เริ่มจากหัดกุหลาบ เป็นอาการของเชื้อไวรัสกินเม็ดเลือดขาว ถ้าผู้ใหญ่เป็นโอกาสตายมีมากกว่าเด็ก ไปดูหนังกันทั้งโรงติดมาคนเดียว ตอนนั้นต้องเข้าโรงพยาบาลเจาะเลือด ให้ยาฉีดทุกวัน” คุณจัง ย้อนความทรงจำ

เมื่อศักราชแห่งความเจ็บป่วยเริ่มต้นได้ไม่นาน โรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ก็ตามมาเป็นระยะ คุณจังจึงพยายามหาสาเหตุทำไมเธอถึงอ่อนแอได้ขนาดนั้น กระทั่งทราบว่าโรคที่เป็นบางโรครักษาไม่ได้ด้วยยา แต่ต้องทำให้ตัวเองแข็งแรงขึ้นก่อนจึงจะสู้โรคนั้นๆ ได้

ช่วงที่หลายโรครุมเร้า เธอพยายามหาทางรักษา พึ่งพาทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์ทางเลือก ใครแนะนำอะไรและรู้สึกว่าน่าสนใจจะไปเรียนรู้หมด

สุดท้ายไปเจอ “หมอแมะ” ท่านหนึ่ง แนะนำให้รับประทานอาหารตามเมนูของหมอแมะ ติดต่อกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ควบคู่ไปกับการปรับเวลานอน-เวลาตื่น เลยลองทำตาม พอทำครบ 3 สัปดาห์ เริ่มเห็นความแตกต่าง สังเกตดูได้เลยว่าผิวใสขึ้น จากคนป่วยที่สีผิวจะออกเหลืองๆ ขุ่นๆ กลายเป็นมีแสงออร่า พอครบกำหนด ไปหาอีกรอบ หมอแมะบอก…คุณหายแล้ว

“เมนูของหมอแมะ ให้กินวันหนึ่ง 4 มื้อ เช้า-กลางวัน-บ่าย-เย็น อาหารนั้นทำไม่ยาก เป็นอาหารคลีน ที่กำลังนิยมในปัจจุบัน อย่างซุปทำจากผัก กินข้าวซ้อมมือ เห็ด 2 อย่างมาผัดกัน ตอนนั้นพอมีความรู้แล้วว่าเป็นการรักษาด้วยโภชนาการ” คุณจัง เล่าอย่างนั้น

ตอบรับดีต่อเนื่อง

สายส่งนักปั่น 60 ชีวิต

เมื่อแนวทางของหมอแมะ ได้ผลเกินคาด เธอจึงถามไถ่ ขั้นตอนต่อไปควรทำอย่างไร ได้คำแนะนำสั้นๆ ให้ทาน?ผัก-ผลไม้ 5 สี

จดจำ “ผัก-ผลไม้ 5 สี” เป็น Key Words สำคัญไว้ขึ้นใจ ก่อนเสาะหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ซึ่งไม่ใช่เรื่องลับอะไรเลย เป็นเรื่องที่หลายคนทราบดีอยู่แล้ว ที่ผ่านมาก็มีการรณรงค์ให้แต่ละมื้อ รับประทานผักครึ่งหนึ่ง เนื้อสัตว์ครึ่งหนึ่ง แต่ไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่

คุณจัง เล่าต่อ การรักษาสุขภาพให้ดีต่อเนื่องในแบบของเธอหลังจากผ่านคอร์สรักษากับหมอแมะดังกล่าวก็คือ รับประทานอาหารมื้อหลักที่เลือกแล้วว่าดี ควบคู่ไปกับการรับประทานผัก-ผลไม้ให้ได้อย่างน้อยวันละครึ่งกิโลกรัม

ช่วงแรกรับประทานแบบสด ปอกบ้าง หั่นบ้าง ใส่กล่องไว้รับประทาน แต่ไม่นานรู้สึกยุ่งยาก เพราะการรับประทานผลไม้วันละครึ่งกิโลกรัมกว่าจะหมดนั้นเหนื่อยไม่ใช่เล่น

เลยลองหาวิธีรับประทานแบบใหม่ กระทั่งไปเจอคลิปของคุณหมอท่านหนึ่งซึ่งปั่นน้ำผัก-ผลไม้รับประทาน จึงลองทำบ้าง ก่อนค่อยๆ ปรับเป็นสูตรที่เหมาะกับตัวเธอเอง

ทำ “น้ำผัก-ผลไม้ 5 สี” รับประทานเองเป็นประจำ มาได้เกือบ 3 ปี เห็นผลดีเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างเห็นได้ชัด จึงแบ่งปันให้คนใกล้ตัวได้ลองบ้าง ช่วงมาทำงานที่ร้านจักรยานเวลาเย็น จะปั่นน้ำมาเผื่อเพื่อนทำงานอยู่ตึกใกล้กันหลายคน รวมทั้ง คุณเอ-กฤตยา สัณฑมาศ ด้วย

พอบ่อยๆ เข้าเกิดความเกรงใจจึงแนะนำให้ทำขายดีกว่า หลังจากหารือกันในรายละเอียด คุณจังกับคุณเอจึงตกลงจับมือร่วมหุ้นกันในธุรกิจ “ปลูกปั่น” มาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2557 ที่ผ่านมา

“ช่วงเริ่มต้นไม่ได้จะทำเป็นธุรกิจจริงจัง แค่จะทำให้เพื่อน ญาติ คนแถวบ้าน และคนในละแวกออฟฟิศได้ลองทาน ปรากฏทำออกมาได้ไม่นาน มีหลายคนอยากได้บ้างในระยะที่ไกลขึ้น จึงมานั่งคิดว่าจะส่งให้ยังไง สรุปสุดท้ายจะส่งด้วยจักรยาน เพราะรักการปั่นเป็นชีวิตจิตใจและเคยเห็นในหนังฝรั่งเขาส่งนมกันตอนเช้าไปวางไว้หน้าบ้าน เลยอยากให้เมืองไทยมีแบบนั้นบ้าง” คุณจัง เล่ายิ้มๆ

สำหรับการรวบรวม “สายส่ง” น้ำปั่นผักผลไม้ 5 สี แบรนด์ “ปลูกปั่น” นั้น เริ่มจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ในการประกาศรับสมัคร ตอนแรกคิดว่าแค่สองสามคนสลับกันปั่นก็น่าจะพอ แต่เมื่อประชาสัมพันธ์ออกไป ปรากฏได้รับความสนใจจากนักปั่นจำนวนมาก

“ทีมงานนักปั่นสายส่งมี 60 คน เป็นฟรีแลนซ์ทั้งหมด มีทั้งหนุ่มสาว ขาแรงตามงานต่างๆ ก็มาปั่นเป็นสายส่งให้เรา อาวุโสสุดอายุ 57 ปี แต่ร่างกายยังฟิต วันหนึ่งจะใช้สายส่งประมาณ 20 คน สลับกันไป นักปั่นทุกคนจะได้รับอาหารเช้าแนวเกษตรอินทรีย์และน้ำปั่นผัก-ผลไม้ 5 สี คนละแก้วเป็นสวัสดิการ และทราบชัดเจนว่าได้ค่าตอบแทนเท่าไหร่ภายในกี่ชั่วโมง บางคนส่งเสร็จมานั่งคุยเล่นกัน หลายคนกลับไปทำกิจการที่บ้านต่อ” คุณจัง เล่าบรรยากาศในการทำงาน สไตล์ชิล-ชิล

ใส่ใจรายละเอียด

สร้างธุรกิจดีทั้งระบบ

เปิดมาได้ปีเศษได้ผลตอบรับคึกคักดีเกินคาด สายการผลิต-สายส่ง ขยายและเติบโตขึ้นทุกวัน ประเด็นนี้ เจ้าของเรื่องราว วิเคราะห์ให้ฟังว่า น่าจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะรูปแบบธุรกิจ “ปลูกปั่น” นี้ ได้ผ่านกระบวนการคิดในฐานะนักออกแบบมาก่อนแล้วแทบทุกรายละเอียด

เริ่มต้นจาก บรรจุภัณฑ์ คุณจัง บอก จากประสบการณ์ด้านการออกแบบบรรจุภัณฑ์ ทำให้ทราบว่ามีบรรจุภัณฑ์จำนวนมหาศาลที่ใช้แค่แป๊บเดียวทิ้งเลย ฉะนั้น การทำน้ำปั่นขายในแบบของเธอ จึงเลือกใช้ภาชนะแก้วและสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนทุกวัน เพื่อช่วยลดขยะบรรจุภัณฑ์บนโลกใบนี้ได้ทางหนึ่ง

และเพื่อเป็นการลดวัตถุดิบเหลือทิ้ง ธุรกิจ “ปลูกปั่น” จึงใช้วิธีการบอกรับเป็นสมาชิก เพื่อจะได้ทราบคำสั่งซื้อที่แน่ชัด ไม่ต้องซื้อวัตถุดิบมารอไว้ แต่ถ้ามีคนสั่งรับประทานไม่หมดต้องทิ้งไป เพราะผัก-ผลไม้ เป็นของสด ไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน

คุณจัง บอกต่อด้วยว่า จากการทำน้ำปั่นผัก-ผลไม้ 5 สี รับประทานเองทุกวันมานานหลายปี จึงทำให้ตระหนักว่า วัตถุดิบที่เลือกมาปั่นนั้นควรมีแหล่งที่มาเชื่อถือได้ สุดท้ายจึงลงเอยที่พืชผลเกษตรอินทรีย์ ซึ่งนอกจากจะได้รับประทานสิ่งปลอดภัยแล้วยังได้ช่วยเกษตรกรกระแสรองได้ทางหนึ่ง

“คนอุดหนุนปลูกปั่นกันมากขึ้น น่าจะเป็นเพราะเราทำสิ่งที่ดี ที่ผ่านมาเคยคิดงานออกแบบให้ลูกค้าแต่มักมีข้อแม้ให้ทำสิ่งดีให้เกิดขึ้นในธุรกิจไม่ได้ เลยคิดว่าถ้าตัวเราทำธุรกิจอะไรอีกสักอย่างจะทำให้ดีทั้งระบบ ปลูกปั่นน่าจะเป็นตัวอย่างจริงของธุรกิจที่ดี รักษ์โลก รักษาสิ่งแวดล้อม สุขภาพดี แถมได้ผลตอบแทนด้วย พอเห็นว่าทุกอย่างดีอย่างที่เราตั้งใจ พวกเขาเลยช่วยสนับสนุน” คุณจัง บอกเสียงเรียบ

ขอความรู้เกี่ยวกับประโยชน์จากการรับประทานน้ำปั่นผัก-ผลไม้ 5 สี ได้ผลดีจริงมากน้อยแค่ไหน คุณจัง อธิบาย

ปกติร่างกายมนุษย์สามารถรักษา-ซ่อมแซมตัวเองได้ แต่อาหารที่ป้อนให้ตัวเองทุกวันนี้ มักไม่มีคุณค่าทางโภชนาการมากพอที่จะให้เซลล์ต่างๆ ลุกขึ้นมาปกป้องตัวเอง ฉะนั้น ถ้าเรารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ย่อยง่าย สุขภาพโดยรวมจะไม่มีปัญหา

“มนุษย์เป็นสัตว์กินพืช ดูได้จากลำไส้ที่ยาวมาก หากกินเนื้อสัตว์เข้าไปจะย่อยยากและย่อยช้ามาก ฉะนั้น ถ้าเรากินอาหารให้เหมาะกับความเป็นสัตว์ของเราที่เป็นสัตว์กินพืช เซลล์ต่างๆ จะซ่อมตัวเองได้” คุณจัง บอกอย่างนั้น

และว่า น้ำผัก-ผลไม้ 5 สี ยังช่วยลดความอ้วนได้ด้วย เพราะการรับประทานอาหารบางครั้งหลายคนบอกไม่อยู่ท้อง-ไม่อิ่ม นั่นเป็นเพราะของที่รับประทานเข้าไป คุณค่าทางโภชนาการไม่สูง ร่างกายเลยบอกให้ไปเอามาอีกซึ่งคุณค่าก็ไม่สูงเหมือนเดิมแต่กลายเป็นแป้ง-ไขมันเสียเยอะ เมื่อร่างกายได้สิ่งเหล่านี้เข้าไปจึงอ้วนขึ้นเป็นธรรมดา แต่ถ้าร่างกายเราเคยชินกับการได้รับอาหารดี คุณค่าทางโภชนาการสูง ระบบเผาผลาญ ระบบทุกอย่างดีขึ้นก็จะไม่อ้วนเอง

กระรอก, กระต่าย

หลายโปรแกรมให้เลือก

ถามไถ่ถึงสูตรน้ำผัก-ผลไม้ 5 สี คุณจัง บอก จากการค้นพบของตัวเองได้ข้อสรุปว่าต้องรับประทานผัก-ผลไม้ท้องถิ่นและตามฤดูกาล การรับประทานแต่ละครั้งจึงไม่มีสูตรตายตัว มีเพียงกฎว่าถ้าไม่ใช่ฤดูกาลก็ไม่ควรทาน และในกรณีที่จะปั่นขายเป็นธุรกิจ ถ้านำผัก-ผลไม้ ไม่ต้องตามฤดูกาลมาทำ ต้นทุนย่อมสูงกว่าปกติ

“ในเมื่อเป็นน้ำปั่นเพื่อสุขภาพ ไม่ใช่เพื่อความเอร็ดอร่อยอย่างเดียว ฉะนั้น จึงทำน้ำปั่นที่รสชาติรับประทานได้คุณค่าทางโภชนาการสูง ในราคาที่ควบคุมได้ด้วย” คุณจัง บอก

และว่า น้ำปั่นของปลูกปั่น แบ่งออกเป็น 2 สูตร คือ กระต่าย ที่มีส่วนผสมของผัก ผลไม้ และสมุนไพร รสชาติหวานอมเปรี้ยว รับประทานง่าย เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้น ผู้ที่ยังไม่เคยรับประทานน้ำผักผลไม้ลักษณะนี้ หรือผู้ที่รับประทานผักยากอยากรับประทานให้ง่ายขึ้น

และ กระรอก ที่มีผัก ผลไม้ สมุนไพร และธัญพืช รสชาติหวานอมเปรี้ยว กรุบๆ ข้นนิดๆ เหมาะสำหรับผู้จริงจังขอจัดหนักขึ้น เพื่อให้ได้สารอาหารที่มีอยู่ในธัญพืชด้วย

ทั้ง 2 สูตรดังกล่าว มี 2 ขนาดให้เลือก คือ แก้วเล็ก 480 มิลลิลิตร และ 650 มิลลิลิตร

สำหรับคุณสมบัติของน้ำผัก-ผลไม้ 5 สี ช่วยระบบขับถ่าย ลดการดูดซึมของคอเลสเตอรอลและไขมัน เพิ่มเอนไซม์รับสารอาหารได้ดีขึ้น ต้านอนุมูลอิสระ บำรุงเซลล์ให้แข็งแรง และทำให้ร่างกายสดชื่นผิวพรรณสวยงาม

“การทานผัก-ผลไม้ 5 สี เป็นพื้นฐานของสุขภาพที่ดีในแต่ละวัน น้ำปั่นของปลูกปั่นเป็นแค่ตัวช่วย ที่เหลือคุณต้องดูแลตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอ รับแสงแดดสีทอง ลดเนื้อสัตว์ เหล้า บุหรี่ และออกกำลังกายบ้าง” คุณจัง ว่าอย่างนั้น

และบอกถึงผู้ที่สนใจด้วยว่า “ปลูกปั่น” มีหลายโปรแกรมให้เลือกรับประทาน เริ่มตั้งแต่ อินดี้ ที่เป็นการทดลองดื่ม 1 ครั้ง สำหรับผู้ที่ไม่แน่ใจว่าจะรับประทานได้หรือไม่ สูตรดีท็อกซ์ 5 วัน เหมาะกับผู้ที่ต้องการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย และ คอร์ส 21 วัน เพื่อผู้ต้องการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เป็นนิสัยถาวร

สำหรับวัตถุดิบที่ใช้ส่วนใหญ่ ประกอบด้วยผัก-ผลไม้ ประเภท แคร์รอต สับปะรด แตงโม บีทรูท ข้าวโพด เซเลอรี่ กล้วย มะละกอ มะเขือเทศ แอปเปิ้ลเขียว บร็อกโคลี่ รวมถึงธัญพืช อย่าง วอลนัท อัลมอนด์ เมล็ดแฟล็กซ์ ฯลฯ

ในการปั่นแต่ละครั้ง มีการผสมน้ำมันมะพร้าว-น้ำมันมะกอก แต่ไม่ใส่น้ำเชื่อม น้ำตาล และสารกันบูด

เพิ่ม “ฮับ” ผลิต-ส่ง

หวังขยายทั่วประเทศ

ส่วนกฎ-กติกา ในการรับประทานน้ำ “ปลูกปั่น” ทั้ง 2 สูตร คุณจัง บอก ควรรับประทานให้หมดภายใน 6 ชั่วโมง นับจากบรรจุใส่ขวด หรือรับประทานทันทีเมื่อได้รับน้ำ ถ้าเกินจากนั้นสารอาหารที่ควรจะได้จะค่อยๆ ลดลง อย่างไรก็ตาม ภาชนะขวดแก้วที่ใช้บรรจุเป็นแบบสุญญากาศสามารถเก็บความสดได้มากกว่าปกติ 2 เท่า และยังมีถุงฟอยล์ใส่เจลเย็นคลุมไปอีกชั้นหนึ่ง เมื่อถึงมือคนรับประทานยังคงคุณค่าทางโภชนาการไว้แน่นอน

และเมื่อรับประทานน้ำปั่นเข้าไปแต่ละครั้ง ต้องทำการเคี้ยวน้ำนั้นอย่างน้อยคำละ 10 ครั้ง รับประทานต้องเคี้ยว-เพราะในปากของคนเรามีน้ำย่อยอะไมเลส ไว้ย่อยแป้ง แต่ถ้ารับประทานอะไรเร็วเกินไป ร่างกายจะไม่ย่อย กลายเป็นภาระให้กระเพาะและร่างกายส่วนอื่นๆ ฉะนั้น ต้องเลียนแบบธรรมชาติ แม้จะเป็นน้ำก็ต้องเคี้ยว เพื่อให้สั่งสมองว่าจะมีสารอาหารเข้าไปแล้ว

ทราบมาว่ามีการขยายธุรกิจจากเคยส่งในละแวกสุขุมวิท ล่าสุดขยาย “ฮับ” ไปย่านรามอินทราแล้ว เรื่องนี้ มีข้อมูลจากคุณจังว่า แต่เดิมคิดแค่อยากทำเป็นธุรกิจเล็กๆ แต่ในการเปิดรับข้อมูลให้มีคนสมัครเข้ามาเป็นสมาชิก พบข้อมูลจากหลายคนต้องทนทุกข์ทรมานจากโรคภัยไข้เจ็บ บางคนไม่ขับถ่ายติดต่อกัน 7 วันซึ่งน่าสงสารมาก แต่พวกเขาเหล่านั้นอยู่ตามสถานที่ต่างๆ ที่จักรยานของเราส่งไม่ได้

เลยตัดสินใจ ขยายการส่งให้กว้างขึ้น ซึ่งความตั้งใจล่าสุดนี้ อยากให้โมเดลธุรกิจในแบบปลูกปั่น ขยายไปทั่วประเทศ

“ไม่เคยคิดว่าธุรกิจปลูกปั่นจะมาได้ไกลขนาดนี้ แต่พอมาถึงตรงนี้ ทำให้คิดต่อไปถึงผลผลิตทางเกษตรที่ล้นตลาด นี่อาจเป็นโอกาสที่มาถึงแล้ว สวนเกษตรอินทรีย์คงสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน เพราะถ้าขยายไปทั่วประเทศได้จริง น้ำปั่นพวกนี้ไม่ต้องการผักผลไม้ที่สวยเนี้ยบ ขอให้มีคุณค่าทางอาหารพอ เกษตรกรจะปลูกพืชผลได้โดยไม่ต้องเอาใจสายตาคนกินอีกต่อไป” คุณจัง บอกยิ้มๆ น้ำเสียงจริงจัง

ถามถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย คุณจัง บอก คนชั้นกลางที่มีกำลังจ่ายแต่ไม่มีเวลาและต้องการรักษาสุขภาพ ปัจจุบันลูกค้าที่ใช้บริการ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้หญิง วัย 30-45 ปี ส่วนผู้ชายแม้จะสัดส่วนน้อยกว่า แต่ถ้าลองได้รับประทานแล้วจะรับประทานต่อเนื่อง บางรายรับประทานติดต่อกันเป็นปีก็มี

เกี่ยวกับอุปสรรคปัญหา คุณจัง บอก น่าจะเป็นเรื่องการแก้ปัญหาหน้างาน เพราะไม่มีตัวอย่างธุรกิจแบบเดียวกันนี้ให้เรียนรู้ เลยต้องแก้ปัญหาหรือลองผิดลองถูกด้วยตัวเองทั้งหมด อย่างไรก็ตาม อยู่ในระหว่างศึกษาระบบเพื่อรองรับการเติบโต เป็นระบบที่ทำให้คนที่ทำงานมีความสุขด้วย

เมื่อถามว่าถ้ามีคนทำธุรกิจแบบเดียวกัน คุณจังยิ้มกว้าง ก่อนบอกสั้นๆ ส่งท้าย

“ทำออกมาหลายๆ เจ้า ดีนะคะ คนในบ้านเราจะได้สุขภาพดีกันทั้งระบบ จะได้ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาได้เยอะเลย”

……………

สนใจ “ปลูกปั่น” น้ำผัก-ผลไม้ 5 สี จากสวนเกษตรอินทรีย์ ปั่นสดถึงมือทุกเช้าด้วยจักรยาน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (089) 029-5295 LINE : pukpunbkk อีเมล : pukpunpukpunbkk@gmail.com Facebook/pukpun ที่อยู่ติดต่อ เลขที่ 808/15 ซอยธารารมณ์ 2 สุขุมวิท 22 เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110

สูตรน้ำผัก-ผลไม้ ของนางเอกหน้าใส

แต้ว ณฐพร

สูตรผิวใส สูตรนี้มีวิตามินซีและเบต้าแคโรทีน ที่ดีต่อผิวมาก แถมยังเสริมกระชายที่ช่วยในการปรับฮอร์โมนอีกด้วย

แคร์รอต 2-3 หัว

มะเขือเทศ 1 ลูก

เสาวรส พอประมาณ

กระชาย พอประมาณ

สูตร Power ช่วยให้มีแรงออกกำลังกายมากขึ้น และช่วยดีท็อกซ์ไปในตัว

แคร์รอต 1 หัว

แอปเปิ้ล 1 ผล

บีทรูท 1 ถ้วยตวง

สูตรผิวสวย หุ่นดี ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนและผิวพรรณ

บีทรูท 1 ถ้วยตวง

แอปเปิ้ลเขียว 1 ผล

กระชาย พอประมาณ

เสาวรส พอประมาณ

ปู ไปรยา

สูตรน้ำผัก ผักคะน้า ผักโขม เซเลอรี่ พาร์สลีย์ แอปเปิ้ลเขียว และเลมอน นำมาปั่นรวมกัน

สูตรสมูธตี้มื้อเช้า

คะน้า 2 กำ

สับปะรด 1/3 ของซีกเท่าฝ่ามือ

กล้วย 1 ลูก

แตงกวา 1 ลูก

น้ำเปล่า 1 ถ้วย

(บางครั้งอาจเพิ่มผักโขม)

ปั่นรวมกัน

ขอบคุณข้อมูลจาก : women.truelife.com