อาหารคลีน คืออะไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07031150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

จอดป้ายเส้นทางฯ

อาหารคลีน คืออะไร?

จากความใส่ใจสุขภาพของคนในยุคนี้ ส่งผลให้สินค้าสุขภาพได้รับความนิยมมากขึ้น โดยเฉพาะในด้านอาหาร คำว่า “อาหารคลีน” (Clean Food) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ ถือเป็นทางเลือกของคนรักสุขภาพอีกทางหนึ่ง

หลายคนที่คิดจะเริ่มต้นหันมาดูแลด้านอาหารการกินที่ดีมีประโยชน์แท้ต่อร่างกาย หรือรวมไปถึงผู้ประกอบการที่คิดจะประกอบอาชีพค้าขายเมนูคลีน คงต้องมาดูแล้วละว่า อาหารคลีน คืออะไร

อาหารคลีน คือ อาหารที่เน้นความเป็นธรรมชาติของวัตถุดิบ ไม่เน้นรสชาติ ฉะนั้น การดัดแปลงปรุงแต่งรสต้องน้อยที่สุด หรือบางเมนูไม่ต้องปรุงแต่งเลย

ส่วนวัตถุดิบนำมาประกอบอาหารเรียกได้ว่าหลากหลาย ทั้งพืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ธัญพืช แต่ต้องมีความสด ใหม่ ปลอดภัยจากสารเคมี สารกันเสีย สารสังเคราะห์ ไม่ผ่านกระบวนการหมักดอง หรืออย่างอาหารกระป๋อง น้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยว เช่นนี้ ถือว่าไม่คลีน เพราะผ่านกระบวนการมาแล้วหลายขั้นตอน ความสดใหม่จึงไม่เหลือ

เมนูอาหารคลีนที่ดีต้องได้คุณค่าทางโภชนาการครบทั้ง 5 หมู่ ให้ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน ผัก ผลไม้

แป้ง จึงเป็นวัตถุดิบที่สามารถทานได้ แต่ไม่ควรผ่านกระบวนการขัดขาว ดังนั้น ข้าวกล้อง ขนมปังทำจากถั่ว โฮลวีต จึงเหมาะจะนำมาจัดอยู่ในเมนูคลีน

ส่วนเนื้อสัตว์นั้น ถือว่าเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญและควรบรรจุไว้ในมื้ออาหารต่อวัน แต่ทั้งนี้ ควรเลือกเนื้อสัตว์ที่ปลอดภัย มีความสด สะอาด

ไขมัน ที่ใครๆ กลัวว่าจะทำให้อ้วน แต่จริงๆ แล้วสำคัญ สามารถทานได้แต่ควรเป็นไขมันจากสัตว์ พืช อย่างน้ำมันมะพร้าว น้ำมันมะกอก แต่สำคัญคือ ต้องไม่มากเกินพอดี

เมื่ออาหารคลีนมีกระบวนการปรุงรสไม่ซับซ้อน สดใหม่ โดยมาจากวัตถุดิบปลอดภัย จึงให้คุณค่าต่อร่างกาย หากทานในระยะยาวจึงเท่ากับว่าได้สร้างสมดุลให้ชีวิต ทำให้ระบบภายในดีส่งผลสู่ภายนอก ความเจ็บไข้แทบไม่มาเยือน

นอกจากนั้นแล้ว อาหารคลีน ยังเป็นอาหารให้แคลอรีต่ำ จึงมีผลต่อการควบคุมน้ำหนักหรือลดน้ำหนัก (ต้องควบคุมปริมาณในการทาน) และยังช่วยดีท็อกซ์ร่างกาย ดีต่อระบบขับถ่าย

อาหารคลีนจึงเหมาะอย่างยิ่งกับคนที่ต้องการดูแลสุขภาพ โดยเฉพาะผู้อยู่ในสังคมเมือง ที่ต้องเจอมลพิษอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และยังต้องประสบกับปัญหาความเครียด การพักผ่อนที่ไม่เป็นเวลา

อาหารจึงเป็นตัวช่วยสำคัญ แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น จะให้ได้ประสิทธิผลดีควรควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

“Tip Top คลีนฟู้ด Delivery” เสิร์ฟสด ลดความอ้วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

รายงานพิเศษ เทรนด์ คลีน ฟู้ด

“Tip Top คลีนฟู้ด Delivery” เสิร์ฟสด ลดความอ้วน

“การขายของเราไม่ได้มีเงื่อนไขผูกมัด ฉะนั้น ซื้อ 1 กล่องก็ส่งให้ค่ะ แต่ขอให้ลูกค้ารับผิดชอบค่าขนส่ง แต่ด้วยขณะนี้มีลูกค้าจำนวนมากต้องการลดน้ำหนัก จึงเลือกซื้อแบบจัดคอร์สคลีนฟู้ด 14 วัน”

สร้างอาชีพเสริม ดูแลสุขภาพ ลดน้ำหนัก

สามความปรารถนาข้างต้นนี้ นำมาสู่ “Tip Top คลีนฟู้ด Delivery” ธุรกิจที่ผุดขึ้นท่ามกลางเทรนด์รักสุขภาพ ที่มี คุณอรอุษา พุกจินดา หรือ คุณนุ่น สาวหน้าใสวัยเพียง 28 ปี เป็นหนึ่งในเจ้าความคิด กับการผลิตอาหารคลีนฟู้ดบรรจุกล่องจำหน่ายผ่านเฟซบุ๊ก จนมียอดขายวันละ 300-400 กล่อง

ทำทาน สู่ทำขาย

สุขภาพดี ต้องคลีน

คุณอรอุษา เล่าว่า ธุรกิจนี้เกิดจากความคิดเบื้องต้นต้องการสร้างอาชีพเสริมที่จะส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางการเงินและคุณภาพชีวิต แต่จะทำอะไรนั้น เธอขอถามตัวเองก่อนว่า ชอบอะไร

ความชอบเข้าครัวปรุงอาหารทานเอง เลือกวัตถุดิบสดใหม่ สะอาด แบบที่เธอเรียกว่าคลีนนั้น นอกจากจะส่งผลให้สุขภาพดีแล้ว เธอยังมองว่าเหมาะกับคนที่มีไลฟ์สไตล์เช่นเดียวกัน หรือโดยเฉพาะคนรักสุขภาพ

“อาชีพประจำของนุ่นเป็นแอร์โฮสเตส ซึ่งรูปแบบการใช้ชีวิตจะไม่ค่อยเป็นเวลา แม้การนอน นอนดึก จึงทำให้น้ำหนักตัวขึ้นง่ายมาก ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ และก็ต่อการทำงานด้วย จึงคิดว่าคงต้องหาวิธีลดน้ำหนักและสร้างสุขภาพที่ดี ซึ่งโดยส่วนตัวนุ่นชอบทำอาหารทานเอง จึงเลือกเมนูสุขภาพ โดยซื้อหาจัดเตรียมวัตถุดิบด้วยตัวเอง อย่าง ผักออร์แกนิก ทานเนื้อปลา เนื้อไก่”

หันมองเทรนด์สุขภาพ คุณอรอุษา ว่า เริ่มมาแรง แต่ว่ากระแสช่วงกว่า 1 ปีก่อนหน้านี้อาจอยู่ในรูปแบบออกกำลังกาย เข้าฟิตเนส แต่ในขณะที่เธอมองว่า อาหารคือส่วนสำคัญมาก ประจวบกับเพื่อนหุ้นส่วนประกอบอาชีพจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริม จึงเห็นความเติบโตของตลาดสุขภาพว่าไปได้อีกไกล

“ด้วยเพราะนุ่นให้ความสนใจกับสุขภาพ ทำอาหารทานเองอยู่แล้ว จึงคิดว่าถ้าทำขายก็น่าจะไปได้ โดยเลือกช่องทางผ่านโลกออนไลน์ ในรูปแบบดีลิเวอรี่ เพราะมองว่าไม่ต้องลงทุนในส่วนของหน้าร้าน ซึ่งเบื้องต้นนำเมนูออกมาจำหน่ายเพียง 6 รายการ เปิดเพจแล้วถ่ายรูปโพสต์ลง ถือเป็นความโชคดีก็ว่าได้ เพราะเพียงวันแรกยอดสั่งก็ตามมาทันที”

ปัจจุบัน เมนูอาหารของ Tip Top มี 10-13 เมนู โดยเน้นอาหารจาน ผัก ปลา ไก่ และมีกุ้งบ้างในช่วงฤดูกาล ส่วนเมนูได้รับความนิยมได้แก่ แซลมอนฮันนี่เลม่อน, ผัดเขียวหวานแห้ง เป็นต้น

จัดคอร์สเพื่อรูปร่าง

สวย หุ่นดี ใน 14 วัน

สำหรับราคาขาย กำหนดไว้กล่องละ 100 บาท ส่วนเมนูปลาแซลมอน 150 บาท แต่ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ต้องการทานอย่างต่อเนื่อง Tip Top จัดโปรโมชั่นซื้อมากลดมาก อย่าง ถ้าซื้อ 20 กล่อง ราคา 1,900 บาท 30 กล่อง ราคา 2,700 บาท แต่ถ้าซื้อ 50 กล่อง ราคา 4,000 บาท โดยสามารถทยอยรับอาหารได้ตามความสะดวก

ทั้งนี้ กับผู้สนใจต้องการดูแลรูปร่าง Tip Top จัดคอร์ส คลีนฟู้ด 14 วัน ราคา 4,200 บาท โดยภายในคอร์สประกอบด้วย อาหารกล่องวันละ 3 มื้อ (สามารถเลือกเมนูได้ตามต้องการ) บวกนมถั่วเหลืองออร์แกนิก 1 ขวด ต่อวัน

จากกลุ่มเป้าหมายแรกเริ่ม ได้แก่ วัยทำงาน แต่ทว่าปัจจุบันได้ลูกค้ากลุ่มแม่บ้านเพิ่มมากขึ้น โดยเหตุผลหลักกับการตัดสินใจซื้อสินค้า เพราะต้องการ “ลดน้ำหนัก”

“การขายของเราไม่ได้มีเงื่อนไขผูกมัด ฉะนั้น ซื้อ 1 กล่องก็ส่งให้ค่ะ แต่ขอให้ลูกค้ารับผิดชอบค่าขนส่ง แต่ด้วยขณะนี้มีลูกค้าจำนวนมากต้องการลดน้ำหนัก จึงเลือกซื้อแบบจัดคอร์สคลีนฟู้ด 14 วัน”

คุณอรอุษา ยังกล่าวถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการลดน้ำหนักว่า ที่ผ่านมามีผู้สามารถทานอาหารของ Tip Top อย่างมีวินัย สามารถลดน้ำหนักได้ 2-5 กิโลกรัม ภายใน 2 สัปดาห์

ฉะนั้น การคำนวณแคลอรี เป็นสิ่งสำคัญกับอาหารรูปแบบคลีน โดยเฉพาะในด้านลดน้ำหนัก โดย Tip Top จะมีนักโภชนาการมาดูแลโดยตรง ทำให้ลูกค้ามั่นใจว่า อาหารที่ทานไปนั้น ไม่เกินกว่าร่างกายต้องการ

สุขภาพดี คือหัวใจของอาหารคลีน และนั่นหมายถึงวัตถุดิบตลอดจนกระบวนการปรุงรส ต้องได้มาตรฐาน ซึ่งคุณอรอุษา ว่า ในเบื้องต้น ตนคือผู้ลงมือคัดสรรวัตถุดิบและปรุงรสด้วยตนเอง แต่เมื่อตัวเลขยอดขายแตะที่หลักร้อยกล่อง จึงต้องจ้างผู้ปรุงเข้ามาช่วย โดยปัจจุบันมี 3 คน

“แม้ตอนนี้นุ่นไม่ต้องลงมือปรุงเอง แต่ว่าทุกจานต้องผ่านการตรวจสอบค่ะ ส่วนวัตถุดิบเมื่อก่อนไปซื้อด้วยตัวเอง แต่พอค้าขายไปได้ระยะหนึ่งเริ่มมีบริษัทจัดจำหน่ายเข้ามาติดต่อส่งสินค้าให้ แต่ว่าเราก็ต้องเลือกให้ได้คุณภาพจริงๆ อย่างผัก นุ่นมีเพื่อนที่ทำฟาร์มผักออร์แกนิกอยู่ จึงรับซื้อจากเขาค่ะ ส่วนข้าวใช้ไรซ์เบอร์รี่ออร์แกนิก สำหรับน้ำมันใช้น้อยมาก เราใช้น้ำซุปในการผัด แต่ถ้าต้องการจะเจียวหอมกระเทียม ก็จะใช้น้ำมันมะกอกแทน ส่วนกะทิ จริงๆ แล้วก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนะคะ สามารถใส่ได้ เพียงแต่ว่าที่เราไม่ทำเมนูกะทิ เพราะจุดประสงค์ของผู้ทานตอนนี้คือลดน้ำหนัก และอีกประการหนึ่งคือ อาหารจานกะทิ มีอายุการเก็บสั้น ซึ่งเมนูที่ทำอยู่ทุกวันนี้สามารถเก็บในตู้เย็นช่องธรรมดาได้ 3-4 วัน ช่องแช่แข็ง 7 วัน”

สด สะอาด อร่อย

ได้มาตรฐาน ได้ใจ

ทั้งนี้ คุณอรอุษา ยังกล่าวถึงอาหารคลีนในทัศนะของเธอว่า อาจไม่ได้หมายความรวมว่าทุกอย่างต้องออร์แกนิกทั้งหมด แต่ว่าทุกอย่างต้องคุณภาพดี ไม่มีวัตถุกันเสีย ไม่ใช้ของหมักดอง มีความปลอดภัย ได้มาตรฐาน สด สะอาด นั้นหมายถึงกรรมวิธีการปรุงด้วย ฉะนั้น การผลิตสินค้าจึงต้องวันต่อวัน

เพียงแค่ สด ใหม่ สะอาด ดีต่อสุขภาพ เท่านั้นคงไม่เพียงพอต่อการทำธุรกิจอาหาร แต่ทว่าความอร่อยต้องเข้าขั้น “ที่ผ่านมาปีกว่าๆ นี้จะรับฟังความคิดเห็นของลูกค้าตลอด ซึ่งแรกๆ ปรับปรุงหลายด้าน ทั้งปริมาณต้องเหมาะสมกับการทานต่อมื้อ รสชาติยิ่งสำคัญ หรือแม้กระทั่งบรรจุภัณฑ์ก็ต้องคำนึงถึงกระบวนการจัดส่งด้วย เพราะเมื่อไปถึงลูกค้าแล้วหน้าตาอาหารต้องดูดี ไม่หกเลอะเทอะ”

ทุกวันนี้ Tip Top เดินทางส่งสินค้าให้ลูกค้า โดยจะตระเวนส่งไปทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และเคยไปไกลสุดแถวพระราม 2 โดยมีเงื่อนไขการสั่งซื้อสินค้าก่อนล่วงหน้า 1 วัน (ก่อนเวลา 23.00 น.) พร้อมโอนเงิน จึงจัดส่งให้

“การจัดส่งจะมีบริษัทขนส่งโดยตรงที่ใช้บริการประจำอยู่ โดยรถมอเตอร์ไซค์มีกล่องบรรจุอาหารเรียบร้อย ส่วนราคาค่าจัดส่งเป็นไปตามความจริง โดยเริ่มต้นตั้งแต่ 50 บาท แถวย่านเกษตร ไปจนถึงอย่างพระราม 2 เอกชัย ค่าจัดส่งอยู่ที่ 500 บาท ซึ่งตรงนี้ก็จะแจ้งให้ลูกค้าทราบก่อน แต่ถ้าลูกค้าท่านใดสะดวกมารับเอง เราก็ยินดีค่ะ เดินทางมาได้เลย แต่ว่าครัวจะปิดวันพุธ”

กับการก้าวสู่ธุรกิจนี้ คุณอรอุษา ว่า แม้จะมีคู่แข่งเพิ่มมากขึ้นตามความเติบโตของตลาด “ช่วงแรกๆ ที่นุ่นเข้ามาทำธุรกิจนี้ แทบไม่มีผู้ผลิตเช่นเดียวกันเลย แต่มาถึงวันนี้ตัวเลขสูงขึ้น และสำคัญคือ เริ่มแข่งขันกันที่ราคา ขายแค่ 59 บาท 69 บาท ก็มี ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว อาหารคลีน หรืออาหารสุขภาพจริงๆ ขายราคานี้ไม่ได้ เพราะราคาวัตถุดิบสูงอยู่”

ฉะนั้น ถ้ามีผู้สนใจก้าวมาสู่เส้นทางสายนี้ คุณอรอุษาฝากบอกถึงความซื่อสัตย์ควรมีต่อลูกค้า “คนอยากทานอาหารคลีนเยอะมากแต่ใช่ว่าทุกคนจะทำเป็น ไหนจะเรื่องวัตถุดิบที่หาได้ไม่ง่ายนัก ฉะนั้น อาชีพนี้จึงเป็นอาชีพที่ไปต่อได้สบายค่ะ”

ด้วยภาพความเติบโตที่มีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้น คุณอรอุษาจึงวาดโครงการแตกไลน์สินค้าเพิ่ม ไม่เพียงเท่านั้น ยังคิดก้าวสู่ผู้ปลูกผักออร์แกนิกอย่างจริงจัง

“ทุกวันนี้ ขายอาหารได้วันละ 300-400 กล่อง ก็ถือว่าตัวเลขยอดขายมากกว่าอาชีพประจำ ซึ่งกับการลงทุนก็ถือว่าน้อยมาก และไม่เสี่ยง เพราะเราให้ลูกค้าโอนชำระเงินก่อนลงมือผลิต และหน้าร้านก็คือเฟซบุ๊ก แต่ทว่าถ้าจะให้ยั่งยืนและเติบโตต่อไปได้ ก็ต้องรักษาคุณภาพสินค้าไว้ให้ดีที่สุดค่ะ”

สนใจติดต่อ facebook.com/TiptopCleanFoodDelivery, IG : Cleanfoodsdelivery หรือ โทรศัพท์ (098) 418-4814

Fit Food Always จัดสรรอาหาร ให้เป็นมิตรกับร่างกาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

รายงานพิเศษ เทรนด์ คลีน ฟู้ด

Fit Food Always จัดสรรอาหาร ให้เป็นมิตรกับร่างกาย

“เมนูอาหาร ทางร้านจะกำหนดไว้เลยว่าแต่ละวัน มื้อเช้า กลางวัน เย็น มีเมนูอะไรบ้าง แต่จะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทุกสัปดาห์ สิ่งสำคัญคนทานต้องได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ในรสชาติที่อร่อย ปริมาณที่เหมาะสม”

นับตั้งแต่อาหารคลีนเข้ามามีบทบาทในชีวิต สุขภาพของใครหลายคนก็เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น ปัจจุบัน เลยมีธุรกิจอาหารคลีนเกิดขึ้นมากมาย รวมถึง “Fit Food Always” ที่เป็นมากกว่าอาหารคลีน เพราะเป็นอาหารที่ถูกปรุงขึ้นเพื่อสุขภาพของแต่ละคนที่มีความแตกต่างกัน ทุกๆ เมนูครีเอตโดย คุณอภินันต์ เศวตวรรณกุล หรือ เชฟเอฟ เชฟรุ่นใหม่ที่จัดสรรอาหารให้ถูกกับร่างกายและความต้องการอย่างแท้จริง

ธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ

กระแสยังดี แต่ต้องแตกต่าง

ประวัติเชฟเอฟ หลังจบปริญญาตรี สาขาวิชาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ ภาคภาษาอังกฤษที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เขาเริ่มต้นทำงานที่แรกในแผนกต้อนรับของโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง จากนั้นไปประเทศสกอตแลนด์ ไปเป็นเด็กล้างจาน สักพักได้เข้าไปทำงานครัว จากนั้นเขยิบไปเป็นกุ๊กที่ร้านอาหารไทย พอวีซ่าหมด กลับมาไทย มาเรียนทำอาหารที่โรงแรมโอเรียนเต็ล ได้ฝึกงานครัวอาหารไทยที่โรงแรมแห่งนี้

จนกระทั่งมีร้านอาหารชื่อร้าน “น้ำ” (nahm) ร้านที่ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 50 ร้านอาหารที่ดีที่สุดในโลก มาเปิดในเมืองไทย เชฟเอฟ เล่าว่า ไปเป็นเชฟร้านน้ำได้ 1 ปี ต่อมาย้ายไปทำงานที่ร้านอาหารของคุณตัน ภาสกรนที 2 ปี ก่อนจะย้ายมาทำที่โรงแรมดับเบิ้ลยู จากนั้นไม่นานได้ไปเป็นผู้ช่วย คุณพล ตัณฑเสถียร ทำรายการอาหารทางทีวี ช่วงเวลานี้เองมีโอกาสเรียนรู้หลักโภชนาการอาหารที่ถูกต้องจากอาจารย์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งทางคุณพลเชิญมาสอนในรายการทีวี และยังได้รู้จักน้องคนหนึ่งซึ่งเป็นโภชนากรประจำโรงพยาบาลอีกด้วย ตรงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สนใจอาหารเพื่อสุขภาพ

“นอกจากจะได้รู้จักนักโภชนากร เมื่อ 2 ปีที่แล้วแฟนผมไปสั่งอาหารลดน้ำหนักมาทาน ทำให้ผมเริ่มสนใจอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารลดน้ำหนัก เลยลองปรุงให้แฟนทานวันละ 3 มื้อทุกวัน เป็นเวลา 2 สัปดาห์ ระหว่างนั้นมีเพื่อนๆ มาชิม ทุกคนต่างชมว่าอร่อย เลยบอกปากต่อปาก ช่วยถ่ายรูปโพสต์ลงโซเชียลเน็ตเวิร์ก คราวนี้เลยมีลูกค้าติดต่อเข้ามา”

จากความต้องการของกลุ่มเพื่อน อีกทั้ง 2 ปีที่แล้ว อาหารลดน้ำหนักในรูปแบบกล่องส่งดีลิเวอรี่ ยังไม่ค่อยมีใครทำ ประกอบกับเชฟเอฟรู้จักโภชนากรเป็นทุนอยู่แล้ว ชายหนุ่มมองว่า หากตั้งใจทำจริง ก็สามารถยึดเป็นอาชีพได้ จึงตัดสินใจทำเมนูอาหารเพื่อสุขภาพ และอาหารลดน้ำหนักออกจำหน่าย ในรูปแบบของดีลิเวอรี่ เมื่อราวปี 2556

จัดเมนูตามสรีระ

ราคาต่อเซต 3,000-4,500 บาท

สำหรับหลักการจัดเมนูอาหาร ชายหนุ่ม เผยว่า จัดตามสรีระ คำนวณสารอาหารและปริมาณแคลอรีต่อวันที่ควรจะได้รับ โดยจะถามน้ำหนัก ส่วนสูง สิ่งที่ทานได้ ทานไม่ได้ของลูกค้า จากนั้นนำไปประมวลผล แล้วจัดอาหารให้ตรงกับความต้องการของผู้ทาน ยกตัวอย่าง ผู้หญิงวัย 30 ปี พลังงานจากอาหารที่ควรได้รับต่อวัน อยู่ที่ 1,500 แคลอรี ทาง Fit Food Always จะจัดอาหารให้ 1,200 แคลอรี เพื่อให้ร่างกายดึงส่วนที่เก็บไว้มาใช้ ทานแบบนี้ต่อเนื่อง 2 สัปดาห์ กระเพาะจะปรับขนาดเล็กลง ทานน้อยลง รูปร่างมีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น

“บางคนไม่ชอบหรือแพ้วัตถุดิบอะไร ผมจะจัดอาหารให้ถูกกับเขา การใส่ใจรายละเอียดของลูกค้า ถือเป็นสิ่งสำคัญ เทคนิคคือ คุยกับลูกค้าให้ชัดเจน พูดกันตรงไปตรงมา ชอบไม่ชอบอะไร แพ้อะไร ซึ่งหลักการนี้ใช้จนถึงปัจจุบัน เข้มงวดเรื่องการแพ้อาหารของคนมาก”

ทางด้านเมนู Fit Food Always เป็นอาหารฟิวชั่นโฮมเมด สไตล์มิกซ์แอนด์แมตช์ เชฟเอฟจะไม่ใส่สารปรุงรสที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เน้นวัตถุดิบที่มาจากธรรมชาติ ใช้วัตถุดิบคุณภาพสูง ปรุงสดใหม่วันต่อวัน โดยรสชาติยังคงมีความจัดจ้าน เจาะกลุ่มคนดูแลสุขภาพ กลุ่มลูกค้าต้องการลดน้ำหนัก

“เมนูอาหาร ทางร้านจะกำหนดไว้เลยว่าแต่ละวันมื้อเช้า กลางวัน เย็น มีเมนูอะไรบ้าง แต่จะสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดทุกสัปดาห์ สิ่งสำคัญคนทานต้องได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ในรสชาติที่อร่อย ปริมาณที่เหมาะสม เช่น แกงส้มทานคู่กับสปาเกตตี ไข่ดาวเมอแรงก์ ยำกระเจี๊ยบเขียว ไก่อบผักโขม ข้าวไรซ์เบอร์รี่ยำปลากะพง สลัดอกไก่ม้วนผักโขม ราดซอสเพสโต้ เป็นต้น”

สำหรับรายละเอียด “Fit Food Always” จะมีอาหารส่งมาที่บ้าน โดยลูกค้าสามารถเลือกว่าจะรับกี่มื้อ ต่อวัน มีตั้งแต่ 2-5 มื้อ ต่อวัน โดยทุกเช้าเชฟเอฟจะตื่นขึ้นมาปรุงอาหาร ครัวอยู่ที่ถนนพระราม 9 กรุงเทพฯ เสร็จราวตี 5 ก็เริ่มทยอยส่ง อาหารจะถึงมื้อผู้รับ 6 โมงเช้า รอบกรุงเทพฯ ทางเหนือคือ มหาวิทยาลัยรังสิต ทางใต้คือ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา พระราม 2 ทางด้านตะวันออกถึงวงเวียนพระราม 5 อัตราค่าบริการจัดส่งคิดตามระยะทาง 1-10 กิโลเมตรแรก 400 บาท ต่อสัปดาห์ ราคาเมนูอาหารจัดเป็นเซต 1 สัปดาห์ ราคา 3,000-4,500 บาท

พลังโซเชียลเน็ตเวิร์กยังดี

อนาคตเล็งทำอาหารผู้ป่วย

ปัจจุบัน Fit Food Always เปิดบริการมาได้ 2 ปี ด้านกระแสการตอบรับ เจ้าของธุรกิจ บอกว่า เติบโตขึ้นเรื่อยๆ จากเมื่อก่อน 3 เดือนแรก มีลูกค้า 10 คน ทุกวันนี้สัปดาห์หนึ่งมีลูกค้าที่สั่งอาหารราว 70 คน กลุ่มลูกค้าอายุตั้งแต่ 30-40 ปี เกือบทั้งหมดเป็นผู้หญิง 50 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าทั้งหมดเป็นกลุ่มรักษาสุขภาพ อีก 50 เปอร์เซ็นต์เป็นกลุ่มที่ต้องการลดน้ำหนัก

ด้านช่องทางการทำตลาด เชฟเอฟ ระบุว่า เลือกใช้สื่อออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ และอินสตาแกรม ไว้สื่อสารกับลูกค้า โดยแต่ละวันจะส่งเมนูอาหารให้ลูกค้าดูก่อน ดูฟีดแบ็กจากลูกค้าว่าชอบอะไร หรือไม่ชอบอะไร พยายามใกล้ชิดกับลูกค้าให้เหมือนเพื่อน

ทุกวันนี้ Fit Food Always ค่อนข้างมีชื่อเสียงในกลุ่มคนที่สรรหาอาหารเพื่อสุขภาพในรูปแบบกล่องส่งดีลิเวอรี่ นั่นเป็นเพราะคุณภาพอาหารเสมอต้นเสมอปลาย เมนูมีการครีเอตใหม่ๆ และใกล้ชิดลูกค้า

แผนงานต่อจากนี้ ชายหนุ่ม เผยว่า จะขยายกลุ่มเมนูอาหารเป็นขนมไม่มีส่วนผสมของแป้ง น้ำผัก ผลไม้สกัดเย็นแยกกาก รวมถึงเปิดร้านอาหารที่จัดเซตอาหารที่เหมาะกับลูกค้า และเจาะตลาดกลุ่มผู้ป่วยโรคต่างๆ ที่ต้องการอาหารเฉพาะ

“ผมสนใจทำอาหารเพื่อสุขภาพให้กับคนที่เป็นโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต โรคมะเร็ง ด้วยการไปเรียนเพิ่มเติม ชื่อคอร์สว่า หลักสูตรโภชนาการบำบัดและบริหาร ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นหลักสูตรระยะสั้น 3 เดือน เรียนเพื่อให้เข้าใจหลักของอาหารมากยิ่งขึ้น เพราะจริงๆ แล้วโภชนาการสำคัญต่อมนุษย์ทุกวัยตั้งแต่อยู่ในท้อง”

สำหรับคนที่อยากชิมอาหารฝีมือเชฟเอฟ ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (086) 359-3795 http://www.fitfoodalways.com

bike for MOM ดันยอดขายจักรยานพุ่ง 20%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

จอดป้ายเส้นทางฯ

bike for MOM ดันยอดขายจักรยานพุ่ง 20%

ฮิตสุดๆ ในหมู่คนเมือง และกำลังจะแผ่ขยายไปทั่วประเทศ สำหรับกระแสปั่นจักรยานเพื่อสุขภาพ ล่าสุด บริษัท เอ็น.ซี.ซี.เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด หรือ นีโอ ฐานะผู้จัดงาน “อินเตอร์เนชั่นแนล บางกอกไบค์ 2015” หรือ มหกรรมจักรยาน ได้คาดการณ์มูลค่าตลาดจักรยานไว้ว่า ตลาดจักรยานจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2557 มูลค่าตลาดรวมจักรยานในปี 2558 คาดว่าอยู่ที่ 6,500 ล้านบาท

ส่วนความนิยมเกี่ยวกับจักรยานในปี 2558 เป็นจักรยานประเภท Road bike อาทิ จักรยานเสือหมอบ และ Hybrid รวมถึงจักรยานกลุ่ม Lifestyle ส่วนจักรยานที่จะได้รับความนิยมจากนักปั่นมากที่สุดคือ จักรยาน City bike ด้านประเภทของจักรยานที่น่าสนใจและมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ได้แก่ จักรยานสำหรับผู้หญิง และเด็ก

สำหรับราคาเฉลี่ยของจักรยานที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อในปัจจุบันนั้น เริ่มมีแนวโน้มราคาสูงขึ้น จากเดิมราคาเฉลี่ยคันละไม่ถึง 10,000 บาท แต่ปัจจุบันขยับราคาการซื้อต่อคันที่ 15,000 บาท และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นไปอีก

ซึ่งกระแสความนิยมการปั่นจักรยานในปี 2558 ยังคงเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมให้คนไทยหันมาปั่นจักรยาน มีการปรับปรุงเส้นทางจักรยาน มีกิจกรรมมากขึ้น เช่น ทริปปั่นจักรยานท่องเที่ยว และการแข่งขันจักรยาน คาดว่าสิ้นปี 2558 คนไทยจะมีจักรยานใช้กัน 3,000,000 คน กลุ่มที่หันมาสนใจในการปั่นจักรยานเพิ่มมากขึ้น ได้แก่ ผู้หญิง และเด็ก

TRINX จักรยานประเภทกึ่งการกีฬา และแอกเซสซอรี่คุณภาพสูง สัญชาติจีน ได้รับการออกแบบที่ทันสมัย นิยมมากในทางทิศตะวันตก เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ล่าสุด คุณกีรติกูล โสภณศิริ หรือ คุณกอล์ฟ นักธุรกิจหนุ่มสายเลือดไทย ได้รับสิทธิ์นำเข้าจักรยาน แบรนด์ TRINX มาจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวเป็นเวลา 5 ปี ผ่านตัวแทนจำหน่าย 200 ราย นำเข้าปีละ 20,000 คัน ราคาตั้งแต่ 5,000-100,000 บาท

ภาพรวมตลาดจักรยาน ในมุมมองของนักธุรกิจหนุ่ม ระบุว่า ปัจจุบัน คนไทยมีความสนใจในกีฬาจักรยานมากขึ้น ประเภทจักรยานที่คนนิยมขี่คือ เสือภูเขา รองลงมาจักรยานเสือหมอบ และจักรยานฟิกซ์เกียร์ ช่วงราคาจักรยานที่ขายดีอยู่ระหว่าง 6,000-7,000 บาท กลุ่มลูกค้าของ TRINX อายุเฉลี่ย 16-30 ปี ธุรกิจโตขึ้นทุกปี ปีละ 30-40 เปอร์เซ็นต์

จากกระแสของ bike for MOM หรือ ปั่นเพื่อแม่ ปลุกตลาดจักรยานคึกคักขึ้นหรือไม่ คุณกอล์ฟ ระบุว่า แม้ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา วงการจักรยานจะอยู่ในขาขึ้น แต่จากอีเว้นต์นี้รายการเดียว สามารถหนุนให้ยอดขายโตขึ้นๆ ได้จากช่วงปกติประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์ โดยเป็นกลุ่มลูกค้าหน้าใหม่ มีทั้งกลุ่มครอบครัว และกลุ่มวัยรุ่น

“ปกติช่วงหน้าฝนจะเป็นช่วงที่จักรยานขายไม่ดี แต่กระแส bike for MOM เข้ามาช่วยปลุกกระแสครั้งประวัติศาสตร์วงการจักรยานเมืองไทย ส่งผลทั้งยอดขายของจักรยาน และแอกเซสซอรี่เพิ่มขึ้น ซึ่งปกติกลุ่มลูกค้าของ TRINX เป็นลูกค้าประจำ แต่จากกระแสปั่นเพื่อแม่ ได้กลุ่มลูกค้าหน้าใหม่เพิ่มขึ้น โดยใช้โอกาสนี้ตัดสินใจซื้อจักรยานคันแรก”

นาฬิกาสายหนัง…ย้อมสีดอกไม้ ต่างชาติชอบใจ สวิสยังรับไปขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ไอเดียแปลก

พารนี

นาฬิกาสายหนัง…ย้อมสีดอกไม้ ต่างชาติชอบใจ สวิสยังรับไปขาย

“ตอนที่ลูกค้ามาบอกจะรับนาฬิกาเราไปขายที่สวิส งงเหมือนกัน เลยถามไปประเทศของคุณเป็นเมืองนาฬิกาไม่ใช่เหรอ เขาบอกอยากสนับสนุนสินค้าแฮนด์เมด เพราะเมืองของเขามีแต่สินค้าอุตสาหกรรมเต็มไปหมดแล้ว”

TA.THA.TA (ตะ-ถะ-ตา) คือธุรกิจที่เกิดจากความชื่นชอบถึงขั้นหลงรักใน “งานหนัง” ที่มีความคลาสสิก ใช้ได้ทุกยุคสมัย จึงเริ่มศึกษาตั้งแต่วิธีการเลือก การนำมาใช้ รวมถึงการดูแลรักษา ทำให้เห็นเสน่ห์ของวัสดุประเภทนี้ ที่ยิ่งใช้ยิ่งสวย ยิ่งใช้ยิ่งมีคุณค่า

และด้วยเหตุผลเหล่านี้ การเลือกสรรหาหนัง และกระบวนการทำผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น จึงเกิดจากความรักและความใส่ใจ ทำขึ้นมาทีละชิ้นด้วยมือ ช่วยเพิ่มเสน่ห์และคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ ในแบบที่งานอุตสาหกรรมไม่สามารถทำได้

คุณกวิตา ศรีสันต์ และ คุณวิภาวัส ดาราพงศ์สถาพร คือสองหุ้นส่วนกิจการ TA.THA.TA ผู้ผลิตและจำหน่ายกระเป๋าถือ กระเป๋าสะพาย นาฬิกา และแอกเซสซอรี่ ที่มีเครื่องหนังเป็นส่วนประกอบสำคัญ

คุณกวิตาจบจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ส่วนคุณวิภาวัสจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สองสาว-สองสถาบัน แต่มีใจตรงกันอยู่ที่ความหลงใหลในงานหนัง

ระหว่างทำงานออฟฟิศ จึงลองช่วยกันเย็บกระเป๋าขายผ่านทางเฟซบุ๊ก ปรากฏได้ผลตอบรับดีต่อเนื่อง เมื่อเห็นแนวโน้มมีความเป็นไปได้ เลยชวนกันออกมาทำธุรกิจแบบเต็มตัว

ช่วงปี 2555 ส่ง “กระเป๋าผ้าสายหนัง” เข้าประกวดในโครงการ Talent Thai ของกรมส่งเสริมการส่งออก จนได้คัดเลือกให้นำสินค้าออกบู๊ธเข้าร่วมงาน “บิ๊ก” ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ปัจจุบันลูกค้าของ TA.THA.TA ส่วนใหญ่จึงเป็นชาวต่างชาติทั้งเอเชียและยุโรป มีทั้งกลุ่มซื้อปลีกและรับไปจำหน่ายต่อ

ส่วนช่องทางจำหน่าย นอกจากจะเป็นการออกบู๊ธตามอีเว้นต์ ฝากขายในห้างสรรพสินค้าชื่อดัง ล่าสุด TA.THA.TA ยังมีหน้าร้านอยู่ที่ตลาดนัดจตุจักร โครงการ 4 อีกด้วย

สำหรับสินค้า “พระเอก” ที่พาให้เราได้รู้จักในครั้งนี้ ได้แก่ นาฬิกาแฮนด์เมด ที่สายหนังรัดข้อมือนั้น มีสีสันจากธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่งแต้มลงไป

เรื่องนี้ คุณกวิตามีที่มาเล่าให้ฟัง สายหนังวัวฟอกฝาดที่นำมาทำเป็นหูหิ้วกระเป๋าถือแต่ละใบนั้น จะนำมาเคลือบกันน้ำ เพราะไม่ต้องการให้สิ่งสกปรกซึมลงไปได้ง่าย เนื่องจากข้อเสียของหนังฟอกฝาดคือ เวลามีสิ่งสกปรกอะไรลงไปมันจะดูดซึมทันที

เมื่อมาสังเกตเห็นคุณสมบัติของสายหนังดังกล่าว จึงพลิกข้อเสียให้เป็นข้อดี ด้วยการนำดอกไม้ชนิดต่างๆ อาทิ ดาวเรือง อัญชัน ฯลฯ มาต้ม เพื่อให้ได้สีธรรมชาติ จากนั้นจึงนำสายหนังฟอกฝาดจุ่มลงไป จนได้สายหนังวัวฟอกฝาดมีสีสันจากธรรมชาติ เป็นวัสดุแปลกตาไม่เคยมีใครทำมาก่อน

ประกอบกับเป็นคนชอบนาฬิกาเป็นทุน จึงนำสายหนังย้อมสีดอกไม้ มาทำสายนาฬิกาใส่เอง และทำขายส่วนหนึ่ง ปรากฏผลตอบรับดีเกินคาด จึงพัฒนาสินค้าด้วยการออกแบบหน้าปัดตัวเรือนเอง ก่อนสั่งโรงงานให้ผลิตในนามแบรนด์ TA.THA.TA

คุณกวิตา บอกด้วยว่า นาฬิกาข้อมือ TA.THA.TA ตัวเรือนมี 2 สี สายหนังมี 5 สี ได้แก่ สีของ กล้วยไม้ อัญชัน บัวบก กากกาแฟ และดาวเรือง ราคาขายปลีก 4,800 บาท ขายส่ง 2,500 บาท ทุกวันนี้ส่งไปขายที่ประเทศออสเตรเลียและสวิตเซอร์แลนด์

“ตอนที่ลูกค้ามาบอกจะรับนาฬิกาเราไปขายที่สวิส งงเหมือนกัน เลยถามไปประเทศของคุณเป็นเมืองนาฬิกาไม่ใช่เหรอ เขาบอกอยากสนับสนุนสินค้าแฮนด์เมด เพราะเมืองของเขามีแต่สินค้าอุตสาหกรรมเต็มไปหมดแล้ว” คุณกวิตา เล่ายิ้มๆ

ถามถึงความยาก-ง่ายของการนำสีดอกไม้มาย้อมสายหนังนาฬิกา คุณกวิตา บอกว่า ก่อนหน้านี้เลือกดอกไม้มาทดลองหลายชนิด แต่เมื่อนำไปต้มและนำมาย้อมแล้ว หลายชนิดสีเพี้ยนและย้อมไม่ติด ตัวแปรก็ควบคุมยากเพราะเราใช้ดอกไม้ล้วนๆ ไม่เติมสีเคมีลงไปเลย สุดท้ายจึงมาลงตัวที่ กล้วยไม้ อัญชัน บัวบก ดาวเรือง และกากกาแฟ

เกี่ยวกับราคาขาย คิดว่าเหมาะสมไม่สูงเกินไป เพราะกว่าจะได้มาเส้นหนึ่งไม่ใช่ง่าย และยังไม่มีใครทำมาก่อน ส่วนตัวเรือนมั่นใจได้ว่าไม่ลอกหรือเป็นสนิม ตัวเครื่องเป็นของญี่ปุ่น รับประกันให้ 1 ปีเต็ม

“ไม่กลัวคนเลียนแบบนะ เพราะเชื่อว่าคนที่จะลอกเลียนงานคนอื่น ต้องไม่ใช่คนขยันที่จะทำ น่าจะเป็นคนเลือกทางที่ง่ายมากกว่า แต่สำหรับนาฬิกาในแบบ TA.THA.TA นี้ ต้องใช้เวลาและศึกษาให้ดีกว่าจะทำออกมาได้” คุณกวิตา ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

สนใจสินค้าในแบบ TA.THA.TA ติดต่อ โทรศัพท์ (089) 683-3555 อีเมล : THATATABRAND@gmail.com เว็บไซต์ : http://www.THATATABRAND.com และ Facebook/THATATABRAND

ลิปสติกข้าว “VOWDA” เจาะกลุ่มสาวชอบธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07043150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

สุขภาพความงาม

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ลิปสติกข้าว “VOWDA” เจาะกลุ่มสาวชอบธรรมชาติ

หลายปีมานี้ผู้ประกอบการบ้านเราได้นำทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียวมาแปรรูปจำนวนมาก ไม่ว่าจะเพื่อบริโภคหรืออุปโภคก็ตาม อย่างข้าวเจ้านั้นนอกจากจะมาแปรรูปเพื่อรับประทานแล้ว ยังมีการนำมาแปรรูปทำเครื่องสำอางอีกด้วย บ้างก็นำมาทำเป็นครีม นำมาทำเป็นแชมพู เป็นแป้งพัฟ และเป็นสบู่ ฯลฯ แต่สำหรับบริษัท โป๋วเอวี๋ยน (แปลว่า ก้าวไกลไปทั่วโลก) จำกัด ที่มี คุณบวรศักดิ์ โฆษิตชัยวัฒน์ นั่งเป็นกรรมการบริษัท และ คุณวิลาสินี โฆษิตชัยวัฒน์ (ภรรยา) ผู้บริหารอีกคน ได้นำข้าวเจ้ามาทำเป็นลิปสติกหลากสีสัน ชื่อแบรนด์ วาวด้า (VOWDA) ซึ่งเมื่อไปออกบู๊ธที่ไหนต่างได้รับความสนใจจากคุณผู้หญิงเป็นอย่างดี เพราะถือเป็นผลิตภัณฑ์แปลกใหม่

ใช้ส่วนผสมจากข้าวทั้งหมด

คุณบวรศักดิ์ พูดถึงที่มาที่ไปของธุรกิจนี้ว่า เริ่มต้นจากการมองในส่วนของผู้บริโภคที่ใช้อยู่ พบว่า ลิปสติกมีสารปรอท หรือสารต่างๆ ซึ่งเป็นสารเคมีที่ค่อนข้างเยอะ เลยมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลเสียกับคนที่ใช้น้อยที่สุด จึงมาตกผลึกได้ในส่วนของข้าวว่าต้องให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด เพราะถ้าเป็นลิปสติกทั่วไปหากใช้ไปเรื่อยๆ ริมฝีปากจะดำ เมื่อใช้ข้าวทำแล้วมีการเทสต์กับผู้ใช้แล้วประมาณ 40 คน ในระยะเวลา 2 เดือน พอใช้ไปแล้ว ริมฝีปากจะอิ่มน้ำมากขึ้น ส่วนคนที่ริมฝีปากคล้ำก็จะค่อยๆ คืนสภาพริมฝีปากเดิม

เขาเล่าว่า โป๋วเอวี๋ยน เป็นบริษัทคนไทยที่ทำเกี่ยวกับเครื่องสำอางอยู่แล้ว ซึ่งรับจ้างผลิตด้วย แต่ตอนนี้ต้องการจะทำแบรนด์ VOWDA เป็นของตัวเอง ซึ่งชื่อแบรนด์ความหมายคือ ใครเห็นต้องร้องว้าว ใครเห็นต้องตกใจ อยากจะลองใช้ ในส่วนของโลโก้คล้ายกับดอกไม้

ลิปสติกข้าวของ VOWDA ผลิตขายเมื่อปีที่แล้ว หลังจากปี 2556 ได้ส่งเข้าประกวดจนได้รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย อันดับที่ 3 ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ร่วมกับ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยได้รับการสนับสนุนงานวิจัยจากเครือข่ายนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ และ สนช. ในโครงการแปลงเทคโนโลยีเป็นทุนด้วยนวัตกรรมจากการใช้สีจากข้าวแดง ผักและผลไม้ ทดแทนสีสังเคราะห์และใช้ส่วนผสมต่างๆ จากข้าว เช่น ไข และน้ำมันรำข้าว รวมถึงแป้งข้าวทดแทนวัตถุดิบสังเคราะห์และวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ ก่อนที่จะผลิตขายทางบริษัทได้สำรวจความต้องการของลูกค้าก่อนว่าชอบสีอะไร สรุปแล้วได้ออกมา 3 สีคือ แคร์รอตสีส้ม แคร์รอตสีม่วง และโรแมนติกโรส อีกแบบเป็นลิปกลอส

คุณบวรศักดิ์ แจงว่า ลิปสติกข้าวที่ผลิตนี้ส่วนผสมเป็นข้าวทั้งหมด เช่น ไขข้าว น้ำมันรำข้าว ตัวลิปสติกทำจากตัวข้าว ส่วนสีได้จากข้าวแดงและสีจากแคร์รอตซึ่งสีที่ขายดีจะมี 2 สีคือ แคร์รอตสีส้ม กับ แคร์รอตสีม่วง ความชื่นชอบแล้วแต่ว่าจะชอบสีแนวไหน ถ้าเป็นแคร์รอตสีส้มจะออกแดงหน่อยๆ แต่ถ้าเป็นสีม่วงจะออกสีชมพู ออกแนวหวานหน่อย ตอนนี้วางขายอยู่ที่เลมอนฟาร์ม ที่กรุงเทพฯ ราคาแท่งละ 550 บาท ทาแล้วสามารถอยู่ได้นาน 4-5 ชั่วโมง

ส่วนใหญ่ลูกค้าใช้แล้วบอกต่อ

สำหรับราคานี้บางคนอาจจะบ่นว่าแพง แต่ในมุมของคุณบวรศักดิ์ เจ้าตัวระบุว่า ถ้าเทียบราคา บางแบรนด์ถูกกว่าของ VOWDA แต่ด้วยความที่ VOWDA ทำจากวัตถุดิบจากธรรมชาติจึงต้องขายในราคาประมาณนี้

“ผมขายลิปสติกข้าวมาประมาณปีกว่าแล้ว กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน 80 เปอร์เซ็นต์ ใช้แล้วชอบและก็มีการบอกต่อ ส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ มองสินค้าในลักษณะที่เป็นไฮแบรนด์ ราคาค่อนข้างแพงเกินไป อีกส่วนหนึ่งใช้แล้วไม่ชอบ ก็มีบ้างแต่เป็นส่วนน้อย ลูกค้าบางคนจะมองว่าเป็นแบรนด์เพิ่งเกิด แรกๆ ลูกค้าถามว่า ทำไมแพง เราก็บอกว่าทำวิจัยทำข้อมูลหลายอย่าง กว่าจะตกผลึกได้เป็นลิปสติก 1 แท่ง มันลำบากและใช้เวลานานเหมือนกัน ถือเป็นนวัตกรรมที่ทำจากข้าวทั้งหมด อย่างตัวข้าวแดงมียีสต์ซึ่งในส่วนของการผลิตจะมีสี ปกติจะละลายในน้ำ แต่เราสามารถทำให้ละลายในลิปสติกได้”

ในการผลิตลิปสติกจากข้าวนี้ คุณบวรศักดิ์ บอกว่า จะทำพอดีกับจำนวนที่สั่ง จะไม่สต๊อกไว้เยอะ เพราะบริษัทอยู่ในช่วงเริ่มต้น ต้องมีการบริหารจัดการในหลายๆ ส่วน โดยเฉพาะเรื่องการตลาด ซึ่งห้างต่างๆ ก็ยังไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ตัวนี้ดี บางรายถึงกับถามว่า ผลิตในต่างประเทศหรือเปล่า ซึ่งการมีรางวัลมาการันตีก็ทำให้คนรู้จักมากขึ้นและทำให้ธุรกิจโตเร็วขึ้นด้วย

ปัจจุบันโรงงานผลิตลิปสติกของบริษัท โป๋วเอวี๋ยน จำกัด อยู่แถวหัวหิน ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น จึงมีพนักงานไม่มากนัก เขามองว่ายังต้องบริหารจัดการอีกเยอะ โดยเฉพาะเรื่องการตลาด ซึ่งทางบริษัทเองวางแผนที่จะเข้าไปคุยกับทางห้างต่างๆ ในการเสนอสินค้าตัวนี้

“ผมอยากให้คนไทยใช้สินค้าที่เป็นแบรนด์ในประเทศ และควรต้องมองที่คุณภาพมากกว่าเรื่องราคา เนื่องจากคนที่เพิ่งทำธุรกิจที่เป็นคนหน้าใหม่ในวงการธุรกิจต้องบอกว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงมาก ตอนนี้ผมอยากให้มีตัวแทนจำหน่าย แต่ถ้าอยากจะเป็นตัวแทนจำหน่าย ลองโทรเข้ามาคุยก่อน (081) 981-8762 หรือเข้าไปดูรายละเอียดที่ http://www.vowdacosmetic.com”

แป้งจากเม็ดบัวได้รางวัลที่เกาหลี

นอกจากบริษัท โป๋วเอวี๋ยน จำกัด จะผลิตลิปสติกอินทรีย์จากข้าวแล้ว ยังมีโปรดักต์อื่นอีก อย่างเช่น วาวด้า ออร์แกนิก ลูสพาวเดอร์ ผิวขาว ซึ่งเป็นแป้งฝุ่นแต่งหน้าควบคุมความมันจากข้าวเจ้า โดยสกัดเอาโปรตีนออกแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องใส่สารกันเสีย รวมถึงไม่ผสมน้ำหอม เพราะทั้งสารกันเสียและน้ำหอมถือเป็นหนึ่งปัจจัยหลักของสารก่ออาการแพ้ เป็นแป้งเพื่อผู้ที่มีปัญหาสิว ผิวแพ้ง่าย

ผลิตจากแป้งข้าวเจ้าที่ผ่านกระบวนการผลิต และฆ่าเชื้อด้วยกรรมวิธีที่ทันสมัย จึงสะอาดปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ โดยข้าวที่นำมาผลิต ไม่ผ่านการตัดต่อทางพันธุกรรม (Non-GMO Rice) ทั้งยังเป็นสารอินทรีย์ (Organic) ทำให้สามารถย่อยสลายได้โดยจุลินทรีย์ในธรรมชาติ จึงปลอดภัยต่อผู้ใช้ ไม่เกิดการสะสมในปอด หรือในใต้ร่มผ้า

สำหรับวาวด้า โลตัส คอมแพค พาวเดอร์ (Lotus Compact Powder) ผิวสองสี เป็นแป้งอัดแข็งจากเม็ดบัว อันเป็นนวัตกรรมที่นำเอาเม็ดบัวมาทำให้อยู่ในรูปแบบ Starch โดยมีการสกัดเอาโปรตีนและสารเจือปนต่างๆ ออกแล้ว หลังจากนั้นนำมาทดแทนสารทัลคัม (Talcum) ซึ่งเป็นหินแร่ที่พบในส่วนผสมแป้งแต่งหน้าทั่วไป นอกจากนี้ ยังปราศจากน้ำหอม และสารกันเสียพาราเบน จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสิวและผิวแพ้ง่าย เพราะควบคุมความมันได้ดี โดยสารควบคุมความมันมาจากสารสกัดจากไผ่ และไม่อุดตันผิวหน้า ผู้ใช้จะสามารถสัมผัสได้ถึงความนุ่มลื่นของแป้งชัดเจน

แป้งดังกล่าว การันตีคุณภาพด้วยรางวัล Bronze Prize Award จากงาน Korea International Women”s Invention Exposition 2014 (KIWIE 2014) กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

ส่วนวาวด้า อีโค่ บลัชออน-พิ้งค์ ไวโอเลต เป็นผงแป้งที่มีสีม่วงอ่อน อัดแข็งอยู่ในจานอะลูมิเนียม บรรจุในตลับที่ทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง จุดเด่นผลิตภัณฑ์อยู่ที่การใช้แป้งข้าวเจ้า เข้ามาทดแทนสารทัลคัมทั้งหมด

สีที่ใช้ในการผลิตมาจากสีสกัดจากข้าวแดง แคร์รอตม่วง และสีจากแร่ธาตุที่อนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางออร์แกนิกได้ และใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง สามารถย่อยสลายได้เมื่อฝังดิน จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปราศจากทัลคัม น้ำหอม และสารกันเสียพาราเบน

เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัท โป๋วเอวี๋ยน จำกัด ภายใต้แบรนด์ “VOWDA” คงทำให้สาวๆ ทั้งหลายที่ชื่นชอบธรรมชาติถูกอกถูกใจและเป็นลูกค้าประจำอย่างแน่นอน

กระเป๋า-รองเท้า “ชาลลาส” แบรนด์คนไทย สู้คู่แข่งจากจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

กระเป๋า-รองเท้า “ชาลลาส” แบรนด์คนไทย สู้คู่แข่งจากจีน

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าผลิตภัณฑ์พลาสติกทั่วไปน่าจะมีราคาไม่แพง แต่ในความเป็นจริงหากเป็นสินค้าพลาสติกคุณภาพเกรดดีราคาก็สูงอยู่เหมือนกัน ดังเช่น รองเท้าและกระเป๋าพลาสติกแบรนด์ “ชาลลาส” (Challas) ของ คุณสุพรรณษา ฉลาดเจริญ ซึ่งเธอรับตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไป บริษัท บุญถนอมมาร์เก็ตติ้ง จำกัด โดยมีราคาตั้งแต่หลักหลายร้อยจนถึงหลักพัน

ชื่อแบรนด์ดังกล่าวเธอนำมาจากนามสกุล อีกทั้งการทำธุรกิจรองเท้าและกระเป๋าพลาสติกแฟชั่นสำหรับสุภาพสตรีนี้เป็นการต่อยอดธุรกิจของครอบครัวที่มีโรงงานพลาสติกอยู่แล้ว

นำเข้าเม็ดพลาสติกจากญี่ปุ่น

คุณสุพรรณษา เล่าว่า หลังจากเรียนจบสาขาบัญชีจากสหรัฐอเมริกาแล้วทำงานอยู่ที่นั่นประมาณ 8 ปี พอกลับมาเมืองไทยก็มาทำงานประจำอีก 2 ปี กระทั่งรู้สึกเบื่อและอยากหาอะไรทำที่เป็นของตัวเอง

“ที่บ้านทำโรงงานพลาสติกเป็นพีวีซี เราทำเม็ดพลาสติกส่งให้กับบริษัท หลายๆ บริษัทที่เป็นลูกค้าเขารวยกันหมดแล้ว แต่เรายังเป็นบริษัททำแค่เม็ดพลาสติกอยู่เบื้องหลัง ยังไม่มีหน้าแบรนด์ ยังไม่มีอะไร เลยคิดว่า กระเป๋าพลาสติกยังไม่มีคนทำที่ฉีดออกมา เป็นกระเป๋าพลาสติกที่ใช้แม่พิมพ์ ฉีดออกมาได้เป็นกระเป๋า จึงเริ่มมีการออกแบบ ดีไซน์ คุยกับผู้ใหญ่เรื่องงบประมาณ มีการวางแผนจะให้โปรดักต์ไปในทิศทางไหน ซึ่งการผลิตเป็นเรื่องที่ยากมาก ใช้เงินลงทุนหลายล้าน”

ในการทำกระเป๋าและรองเท้าพลาสติกนั้น คุณสุพรรณษาใช้โรงงานพลาสติกของครอบครัวที่ย่านบางบอน แต่จะมีการแยกส่วนสต๊อกและพนักงาน และสั่งแม่พิมพ์พลาสติกใหม่โดยฝีมือช่างคนไทย ซึ่งยังไม่ค่อยมีความชำนาญในเรื่องนี้มากนัก ทำให้การทำแม่พิมพ์แต่ละตัวต้องใช้เวลานานหลายเดือน และต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนกว่าจะลงตัว

อย่างที่เจ้าตัวแจกแจง พอทำแม่พิมพ์เสร็จ ต้องทดลองการผลิตฉีดออกมาให้เป็นรูปที่พอใจ ผสมสีให้สวยงามใช้เวลาอีกเป็นเดือน จากนั้นทดลองเย็บประกอบเป็นรูปแบบกระเป๋า รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ออกแบบแพ็กเกจ ออกแบบเว็บไซต์ ใช้เวลาหลายเดือน และเริ่มจำหน่ายจริงๆ เมื่อต้นปีนี้ โดยใช้วิธีขายในหน้าเว็บไซต์ ยังไม่มีหน้าร้าน เน้นกระเป๋าแฟชั่นสำหรับผู้หญิง กระเป๋าถือ ที่ผ่านมา ลูกค้าต้อนรับดีมีคนรู้จักคนเยอะ

คุณสุพรรณษาให้ข้อมูลว่า แบรนด์ชาลลาสใช้พลาสติกเกรดเอที่ใช้ทางการแพทย์ ซึ่งปลอดสารพิษแน่นอน ถ้าเป็นพลาสติกไม่ดีจะมีสารพิษติดร่างกาย เป็นพวกสารก่อมะเร็ง ดังนั้น กระเป๋าพีวีซีที่ทำขึ้นจึงปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์ และมีใบการันตีจากโรงงานญี่ปุ่นที่ผลิตเม็ดพลาสติกส่งให้บริษัท

วัยรุ่น นักศึกษา กลุ่มลูกค้ารายใหญ่

ช่วงแรกของการจำหน่ายกระเป๋าและรองเท้าแบรนด์ “ชาลลาส” ของคุณสุพรรณษา นอกจากขายผ่านโลกออนไลน์แล้ว ยังใช้วิธีปากต่อปาก และเมื่อไม่นานมานี้ ได้เข้าไปขายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ อย่างเดอะมอลล์และโรบินสัน

ตอนนี้ “ชาลลาส” มีกระเป๋า 2 คอลเล็กชั่น มีรุ่นฟรุตตี้ที่มีความพิเศษตรงที่ว่ามีกลิ่นหอมของผลไม้ มีอยู่ 4 สี สีเขียว สีน้ำเงิน สีชมพู และสีเหลือง และรุ่นพีเอสเลิฟ ซึ่งราคาอยู่ที่ 2,000 กว่าบาท แต่บางช่วงที่มีการจัดโปรโมชั่นอาจจะลดลงไปบ้าง ส่วนอีกแบบเป็นรุ่นเล็กๆ หน่อย เป็นรุ่นพีเอสเลิฟ เป็นแบบกระเป๋าวีกเอนด์ สะพายออกไปเที่ยวเล็กๆ น้อยๆ ใส่มือถือ ใส่กระเป๋าสตางค์ มี 5 สี สีเขียว สีชมพู สีฟ้า สีเทา และสีครีม ราคาพันกว่าบาทปลายๆ

เธอว่า กระเป๋ารุ่นฟรุตตี้จะขายดีกว่ารุ่นพีเอสเลิฟ เพราะคนมองว่าใส่ของได้เยอะ ส่วนสีที่ขายดีเป็นสีเขียว

สำหรับรองเท้าก็มี 2 รุ่นเช่นกัน โดยรุ่นสไปซี่ เป็นทรงหัวเปิด ใส่ออกไปเที่ยวสบายๆ ไปทะเลไปเดินเที่ยว ราคาขายถ้าหน้าเคาน์เตอร์อยู่ที่ 550 บาท มีหลายสี อาทิ สีน้ำเงิน สีแดง สีส้ม สีเขียว สีเทา อีกรุ่นหนึ่งเป็นรุ่นเมทัลลิก เป็นสีออกบรอนซ์ๆ เงินๆ ใส่ออกงาน ใส่ไปทำงาน เป็นรุ่นหัวปิด รุ่นนี้เป็นทางการขึ้นมาหน่อย มี 5 สี มีสีเขียว สีมุก สีบรอนซ์ สีทอง และสีกะปิ

ดูราคาแล้วจะเห็นว่าพอสมควรทีเดียว ประเด็นนี้ คุณสุพรรณษา อธิบายว่า เนื่องจากใช้พลาสติกเกรดดีปลอดสารพิษ ซึ่งกระเป๋าพลาสติกดีตรงที่ว่ามีความคงทน เพราะในขั้นตอนการผลิตใช้วิธีขึ้นรูปฉีดออกมาเลย ไม่มีการเย็บ ทำให้ไม่มีการขาด ใช้ได้ไปตลอด อีกอย่างการใช้เม็ดพลาสติกเกรดเอ จะไม่กรอบ ไม่เหลือง จะทนมาก ใช้ได้นานหลายปี ถ้าดูแลดีๆ ไม่นำไปตากแดด จุดเด่นของกระเป๋าพลาสติกอีกอย่างคือ ทรงแน่น ใส่ของหนักได้ และยังเป็นทรงของกระเป๋าอยู่อย่างนั้น แต่ถ้าเป็นกระเป๋าหนัง กระเป๋าผ้า ใส่ของหนักจะย้วย จะหยวบ

“คนไทยส่วนมากมักมองว่า งานพลาสติกเป็นงานเกรดต่ำราคาถูก จะตั้งคำถามว่า ทำไมขายราคาหนัง ทำไมขายราคาแพง สาเหตุที่ต้องขายแพงต้องบอกว่าเราเป็นเม็ดพลาสติกปลอดสารพิษ ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบทุกอย่างสูงหมด ถ้าเกิดจะให้งานที่ทำราคาถูก เราทำได้ แต่เป็นของที่ไม่ดี ตรงนี้เราต้องการสร้างของดีๆ แบรนด์จะได้ขึ้นไปๆ คนจะได้พูดต่อว่า แบรนด์โอเค ใช้ดี วัสดุทน ไม่มีขาด ไม่มีเหลือง กลุ่มลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น เป็นนักศึกษา มีพนักงานออฟฟิศประปราย”

เจ้าของแบรนด์ชาลลาสมองว่า คงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพักที่จะทำให้คนไทยบางส่วนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องงานพลาสติก ซึ่งสาเหตุที่แพงเพราะนอกจากจะใช้วัสดุเกรดดีปลอดสารพิษแล้ว ยังเป็นงานฉีดขึ้นมา และไม่ใช่งานเย็บ

ต้องการตัวแทนจำหน่าย

“ทุกคนที่เห็นงานของเราจะบอกกระเป๋าสวย น่ารัก แต่จะติดเรื่องราคา ขนาดไปออกบู๊ธ ทำโปรโมชั่นจาก 2,350 บาท ลดเหลือ 1,600 บาท แต่คนยังว่าแพง ถ้าไปอยู่ในห้างจะโอเคกว่า จริงๆ แล้วอยากจะกระจายไปสาขาต่างจังหวัด อยากจะรับตัวแทนจำหน่าย ใครสนใจ โทรศัพท์ (090) 985-0603 หรือเข้าไปดูที่ http://www.challasbrand.com ส่วน LINE ใช้ challas.brand”

ที่ผ่านมา คุณสุพรรณษาได้นำสินค้าไปออกงานต่างๆ ในบ้านเรา ซึ่งเธอเล่าว่า มีชาวต่างชาติให้ความสนใจเยอะมาก เพราะไม่เคยเห็นงานแบบนี้มาก่อน อย่างลูกค้าจากประเทศสิงคโปร์ สเปน เวียดนาม และอินเดีย ซึ่งทางอินเดียสนใจจะนำสินค้าไปขาย

ว่าไปแล้ว สินค้าของชาลลาสมีความโดดเด่นทั้งในเรื่องดีไซน์และประโยชน์ใช้สอยที่ผู้ซื้อสามารถเลือกได้หลากหลายตามใจชอบ

คุณสุพรรณษา ระบุว่า กล้าพูดได้ว่ากระเป๋า-รองเท้าพลาสติกของชาลลาสเป็นเจ้าแรกในไทยที่ใช้แม่พิมพ์ฉีดออกมาเป็นกระเป๋าเป็นรองเท้าแบบนี้ ซึ่งยากที่จะมีใครทำเนื่องจากไม่มีใครกล้าลงทุน เพราะแม่พิมพ์ตัวหนึ่งเป็นหลักล้าน อีกทั้งคนไทยไม่มีความชำนาญในการทำแม่พิมพ์ ถ้าทำในเมืองไทยราคาแพง แต่ถ้าเทียบกันกับงานที่จ้างจีนทำของคนไทยจะเนี้ยบกว่า แต่ที่ไม่จ้างเพราะกลัวเรื่องการก๊อบปี้

เธอว่า ในส่วนคู่แข่งในท้องตลาดนั้น ไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่งานในไทย เป็นของจีนที่เน้นของถูก ทำให้ลูกค้าเกิดการเปรียบเทียบ ทั้งๆ ที่งานของจีนใช้พลาสติกเกรดดีที่รีไซเคิลแล้วรีไซเคิลอีก พวกนี้ใช้แป๊บเดียวจะกรอบเหลือง แตก แต่บางคนไม่ซีเรียสเรื่องพวกนี้เน้นใช้ของถูกอย่างเดียว จึงต้องอธิบายให้ลูกค้าฟัง เรื่องนี้หนักใจอยู่เหมือนกัน ต้องคิดให้ดีว่าจะทำอย่างไรให้แข่งกับจีนได้ แต่จะต้องเน้นคุณภาพเป็นหลักเพราะราคาสู้ไม่ได้แน่นอน อย่างกระเป๋าจีนขายใบละ 100 บาท แค่ราคาวัตถุดิบก็ไม่ได้แล้ว

นับว่าคุณสุพรรณษาเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่อีกรายที่ต่อยอดธุรกิจครอบครัว เพื่อผลิตสินค้าที่มีแบรนด์ของตัวเอง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้อยู่เบื้องหลังอย่างเดียว

SMEs ต้องการเงินทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07048150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

คลินิกค้ำประกัน

โดย มิสเตอร์ บสย.

SMEs ต้องการเงินทุน

สวัสดีครับ ผู้ประกอบการ SMEs ทุกท่าน มิสเตอร์ บสย. ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มาเล่าให้ฟังอีกแล้วครับ เป็นข้อมูลที่โพสต์โดยผู้ประกอบการ ผ่านช่องทาง เฟซบุ๊ก บสย. ครับ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นอีกมุมหนึ่งของผู้ประกอบการครับ จึงขอนำบางส่วนมาถ่ายทอด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องความต้องการสินเชื่อ กับ การไม่ได้รับสินเชื่อ ครับ และผมขออนุญาตใช้พื้นที่ในนิตยสาร “เส้นทางเศรษฐี” เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่ง บสย. ยังดำเนินงานภายใต้หลักการนี้ครับ “เพื่อเอสเอ็มอี เรายินดีค้ำ” ครับ

ผู้ประกอบการ SMEs รายแรก บอกว่า “รู้สึกว่า การยื่นขอสินเชื่อจากธนาคาร ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากธนาคารเท่าที่ควร และไม่ค่อยมีการแจ้งรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับสินเชื่อ หรือการค้ำประกันจาก บสย. ให้ทราบ ทำให้ลูกค้าไม่กล้าที่จะสอบถามรายละเอียดต่างๆ”

ผู้ประกอบการรายที่สอง บอกว่า “ยื่นเรื่องขอสินเชื่อกับธนาคารแล้วเงียบหายไป ไม่มีการติดต่อกลับใดๆ ทั้งสิ้น อยากจะรู้ว่าตกลงแล้ว ธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อ หรือเรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะธนาคารมีเคสเข้ามาเยอะ ทำให้ผู้ประกอบการต้องรอแบบไม่มีกำหนด และไม่สามารถดำเนินการอะไรต่อได้”

“ธนาคารแห่งหนึ่งบอกว่า “ถ้าพี่ไม่จดทะเบียนการค้า บสย. จะไม่ค้ำประกันให้” ก็กิจการของเรามันเป็นกิจการทำขนมส่งเล็กๆ จะต้องจดทะเบียนการค้าด้วยเหรอ? แล้วก็เงินลงทุนของเราก็ไม่เล็กนะ ทำครั้งหนึ่งต้องมี 200,000 บาทขึ้นไป ถ้าธนาคารไม่เต็มใจสนับสนุน แบบนี้ก็คงต้องพึ่งนอกระบบต่อไป”

อีกโพสต์หนึ่ง บอกว่า “ถามธนาคารแล้วค่ะเขาบอกว่ารอ บสย. ติดต่อกลับมาค่ะ เขาถึงจะอนุมัติได้ค่ะ”

“แจ้งข้อมูลลูกค้าแบบ บิดเบือน เช่น แจ้งกับลูกค้าว่า ได้ส่งเรื่องมาให้ บสย. แล้วตั้งแต่ 3 สัปดาห์ก่อน แต่จริงๆ เพิ่งส่งมาเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ทำให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจผิด ว่าจะได้สินเชื่อ”

“ส่งเรื่องไปธนาคาร?ไม่เห็นได้เรื่องอะไรเลย…เงียบกริบ…แล้วที่บอกว่าช่วยผู้ประกอบการรายย่อย…มันช่วยตรงไหน…กู้ยาก…เรื่องมาก”

“กู้เงิน ธนาคาร…กิจการกำลังแย่ ไปขอกู้เพิ่มเขาไม่ให้กู้ บอกว่าประวัติการส่งเราไม่ดี เราบอกว่าใช้โฉนดที่ดินค้ำได้ไหม เขาบอกไม่ได้ ไม่สนใจเราเลย เราบอกว่าช่วยไปดูกิจการเราหน่อย เขาไม่สนใจเลยกิจการเรา ไหนบอกเป็นธนาคาร…กิจการเล็กๆๆ ทิ้งเลย สนใจแต่กิจการขนาดใหญ่ ไม่รู้จะทำอย่างไรช่วยหาทางออกเราด้วย 09xxxxxx”

“กู้ผ่านแบงก์ ผ่านยากมาก ส่วนมากจะอนุมัติรายใหญ่ๆ แต่รายย่อยจะไม่ค่อยอนุมัติให้ ขอตินะการอนุมัติรายย่อย ต้องให้ผู้จัดการสาขาอนุมัติเพราะเขาจะเห็นลูกค้าจริงๆ เขตเขาไม่มาเห็นหรอก เขาก็อนุมัติพวกเขาแค่นั้นแหละ”

นี่คือผลสะท้อนส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการ SMEs ที่กำลังต้องการเงินทุนหมุนเวียน เพื่อหาทางรอดให้ธุรกิจครับ

ชอบแบบไหน Thai Dog House จัดได้…ทุกสไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

Pet”s Business

Paranee

ชอบแบบไหน Thai Dog House จัดได้…ทุกสไตล์

“แม้ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี แต่กิจการไม่ค่อยได้รับผลกระทบ เพราะบ้านน้องหมาเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มาแรง ลูกค้าของเราเป็นกลุ่มที่ไม่สนเรื่องราคา ขอให้น้องหมาของเขาอยู่สบาย เท่าไหร่ก็ยอมจ่าย”

Thai Dog House (ไทยด๊อกเฮ้าส์) คือผู้ออกแบบและรับผลิตบ้านสุนัข บ้านแมว และสัตว์เลี้ยงต่างๆ ตามความต้องการของลูกค้าให้เหมาะสมกับพื้นที่และสายพันธุ์ของสัตว์ ภายในตัวบ้านของน้องหมา สามารถติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งเสริมมากมายตามรสนิยม ไม่ว่าจะติดพัดลม ติดเครื่องปรับอากาศ ติดไฟในบ้าน ติดไฟนอกบ้าน ติดมุ้งลวด ติดตะแกรงกันน้องหมาออก ปูกระเบื้อง ติดล้อเลื่อนติดประตูสะวิงให้เข้าออกเองได้

“เราให้ความสำคัญกับการออกแบบบ้านให้แตกต่างจากกรง บ้านสุนัขในแบบของเราทนแดดทนฝน กันยุง และสามารถเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่สุนัขของท่านได้ไม่ต่างจากบ้านคน”

คือคำแนะนำตัวจาก คุณเอ้-เปรมใจ โพธิกัน เจ้าของกิจการ Thai Dog House วัย 33 ปี

ก่อนคุยให้ฟังต่อ จบการศึกษาด้านการจัดการ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตบพิตรพิมุข จักรวรรดิ ด้านการจัดการทั่วไป ก่อนหน้านี้ทำงานออฟฟิศควบคู่กับอาชีพเสริม คือทำฟาร์มเพาะสุนัขพันธุ์ชิวาวา

จนเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว มีโอกาสได้ดูสารคดีต่างประเทศเห็นบ้านสุนัขน่ารักดี ทางคุณตั้ม-แฟนหนุ่ม จึงทำมาให้ แต่พอลูกค้าที่มาซื้อน้องหมาชิวาวา เห็นแล้วเกิดชอบใจขอซื้อไปหลายต่อหลายครั้ง

ทำให้เกิดความคิดทำบ้านน้องหมาออกมาขายให้จริงจังเป็นเรื่องราวเป็นราว

ช่วงแรกทำงานประจำควบคู่กับการช่วยกิจการ Thai Dog House ด้านการตลาดและการขาย ทำอยู่ได้ไม่นานผลตอบรับดีเกินคาด จึงลาออกมาดูแลแบบเต็มตัวจนถึงทุกวันนี้

“ตอนนั้นทำบ้านน้องหมาออกมาเป็นแบบธรรมดาเหมือนทั่วไป แต่เท่าที่ทราบมีคนทำขายกันไม่กี่เจ้าและลูกค้ายังไม่มากเท่าไหร่

แต่หลังจากนั้นไม่นานการซื้อขายเริ่มคึกคักมากขึ้น มีลูกค้ามาขอให้ทำแบบใหม่ๆ แปลกๆ พอทำออกมาตอบโจทย์ลูกค้าได้ดี เขาก็พอใจจนบอกต่อกันไป” คุณเอ้ เล่าอย่างนั้น

และว่าต่อ บ้านน้องหมาของ Thai Dog House ยุคปัจจุบันจึงเป็นบ้านน้องหมาที่ฉีกกฎทั่วไป ไม่ใช่หลังคาหน้าจั่วธรรมดา แต่มีการออกแบบในหลายดีไซน์ อย่าง แนววินเทจ โมเดิร์นร็อก คลาสสิก รวมทั้งบ้านน้องหมาทรงเลียนแบบบ้านเจ้าของ เรียกว่าเป็นการย่อแบบบ้านเจ้าของให้เล็กลงและรูปทรงเหมือนกันทุกรายละเอียด

“Thai Dog House เลือกใช้แต่วัสดุที่มีคุณภาพ ผนังบ้านสามารถเลือกได้หลากหลาย เน้นแผ่นเรียบเพื่อสะดวกในการทำความสะอาดและสะดวกต่อการกำจัดเห็บหมัดที่อาจเกาะอยู่ตามผนังบ้าน ส่วนสีที่นำมาทาตกแต่งเป็นสีป้องกันเชื้อราสามารถทำความสะอาดได้ง่าย หลังคาใช้สีทาหลังคาบ้านคนโดยเฉพาะ” คุณเอ้ แจงรายละเอียด

ก่อนวิเคราะห์ให้ฟังถึงแนวโน้มความต้องการของตลาด คนไทยมีนิสัยรักสัตว์ แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวใหญ่กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว หลายคนอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมและเลี้ยงสุนัขเหมือนลูก กระทั่งทุกวันนี้กลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงมาก

แต่ถึงแม้เจ้าของกับน้องหมาจะรักกันแค่ไหน กลับพบว่า หลายครั้งเกิดปัญหาไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันต่อได้ เช่น บางคนเลี้ยงสุนัขไว้ก่อนแต่งงาน พอแต่งงานมีลูกไม่สามารถเลี้ยงคลุกคลีได้ เพราะกลัวลูกจะเป็นภูมิแพ้ เป็นต้น

ครั้นจะให้ไปอยู่นอกบ้านหรือยกให้คนอื่นก็สงสาร เพราะน้องหมาอาจตรอมใจตายได้ บ้านน้องหมาที่สวยงามสะดวกสบายตามฐานะ จึงเป็นการแก้ปัญหาดีที่สุด วิน-วินทั้ง 2 ฝ่ายคือ เจ้าของสามารถอยู่กับสัตว์เลี้ยงได้เหมือนก่อนแต่เป็นสัดเป็นส่วนมากกว่าเดิม

ทราบมาว่า Thai Dog House มีลูกค้าเป็นเซเลบ-ดารา-นักร้อง หลายคน คุณเอ้ยิ้มกว้าง ก่อนบอก ก่อนหน้านี้โรงงานผลิตอยู่ที่จังหวัดเชียงราย นับเป็นอุปสรรคต่อการติดต่อซื้อขายพอสมควร อีกทั้งการค้าทางอินเตอร์เน็ตยังไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก จึงต้องพยายามเน้นประชาสัมพันธ์ และสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าด้วยการอัพเดตการทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เมื่อธุรกิจไปได้ดีและแข็งแรงขึ้น ลูกค้าจึงค่อยๆ มีการบอกต่อกันไปในหลายกลุ่ม

ถามถึงราคาขาย คุณเอ้ บอก เริ่มต้นที่ 8,000 บาท และสูงสุดเท่าที่เคยทำมาอยู่ที่ 300,000 บาท เป็นบ้านของน้องหมาพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ที่เจ้าของอยากให้เป็นบ้านที่มีรูปทรงเดียวกันกับคฤหาสน์ของเขา

“แม้ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี แต่กิจการไม่ค่อยได้รับผลกระทบ เพราะบ้านน้องหมาเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มาแรง ลูกค้าของเราเป็นกลุ่มที่ไม่สนเรื่องราคา ขอให้น้องหมาของเขาอยู่สบาย เท่าไหร่ก็ยอมจ่าย” คุณเอ้ เผย

ก่อนบอกถึงความตั้งใจในธุรกิจ อยากส่งไปขายต่างประเทศ อย่าง อิตาลี สเปน เพราะมีลูกค้าติดต่อเข้ามาแล้ว แต่ยังติดปัญหาเรื่องการขนส่ง เนื่องจากบ้านมีขนาดใหญ่และหนักมาก ระหว่างนี้จึงอยู่ระหว่างการพัฒนาสินค้าให้ส่งออกได้

ปัจจุบัน โรงงานผลิตบ้านสัตว์เลี้ยง แบรนด์ Thai Dog House ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการแล้ว เนื่องจากฐานลูกค้าส่วนใหญ่อยู่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

สนใจสอบถาม โทรศัพท์ (093) 789-2353 (คุณเอ้) หรือ (095) 879-3519 (คุณตั้ม) อีเมล : thaidoghouse@hotmail.com และ Facebook : http://www.facebook.com/Thaidoghouse

10 หลักสูตรสร้างอาชีพ “ร่วมกันสู้ชีวิต ในยามเศรษฐกิจถดถอย” เรียนรู้ได้ภายใน 1 วัน!! ที่ มติชน อคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07060150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เปรี้ยวปาก

โดย : อนุภาค ชัยชนะดารา

10 หลักสูตรสร้างอาชีพ “ร่วมกันสู้ชีวิต ในยามเศรษฐกิจถดถอย” เรียนรู้ได้ภายใน 1 วัน!! ที่ มติชน อคาเดมี

ในภาวะเศรษฐกิจขาลงและค่อนข้างผันแปร ณ เวลานี้ การใช้จ่ายเงินของใครหลายคนอาจจะฝืดเคืองไปบ้างตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ทำให้บางคนอาจจะกำลังมองหา “รายได้เพิ่ม” เพื่อนำมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวเพิ่มเติม หรือบางรายก็อาจกำลังคิดจะ “เปลี่ยนอาชีพ” ไปเป็น พ่อค้า-แม่ขาย เพื่อสร้างรายได้เป็นของตัวเองบ้าง แต่…มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดไว้ ครั้นจะออกไปลองผิดลองถูก ก็อาจกลายเป็นปัญหาที่หนักยิ่งกว่าเดิม กลายเป็นเพิ่มหนี้สิน หรือเสียเงินลงทุนฟรีไปโดยปริยาย แถมยังไม่ได้คำตอบที่ถูกต้อง มติชน อคาเดมี จึงขันอาสาขอหาทางออกมาบอกทุกท่าน ให้ผ่านพ้นเศรษฐกิจช่วงนี้ไปพร้อมๆ กันครับ

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ผู้ริเริ่มคอร์สการฝึกอาชีพชั้นนำของเมืองไทย เตรียมเปิดหลักสูตรสร้างอาชีพ พร้อมนำไปต่อยอดสร้างรายได้ด้วยตัวคุณเอง เพียงคอร์สละ 999 บาทเท่านั้น!!! ท่านก็สามารถเรียนรู้หลักสูตรทำเงินที่น่าสนใจ อาทิเช่น ก๋วยเตี๋ยวหลอด, วุ้นเป็ด, ไก่ทอดหาดใหญ่, หมูทอดเจียงฮาย และหลักสูตรอื่นๆ รวมแล้วถึง 10 วิชาที่สามารถช่วยให้คุณนำความรู้จากห้องเรียนไปลงทุนสร้างธุรกิจขายอาหารแบบย่อมเยาได้ไม่ยากเย็นเลยทีเดียว

คุณสุรพล พิทยาสกุล ผู้อำนวยการศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน กล่าวว่า “ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจค่อนข้างผันผวนเช่นนี้ ต้องบอกว่าภาคอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ล้วนประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจโดยทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน ก็จะมีคนที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้เช่นกัน ทำให้เรารู้สึกว่า จะทำอย่างไร? หรือมีวิธีไหนบ้าง? ถึงจะสามารถช่วยสร้างอาชีพให้ทุกๆ คนได้ด้วยตัวเองในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ด้วยเงินลงทุนที่ไม่ต้องมาก แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของแต่ละคนให้มีรายได้เสริมสามารถเลี้ยงครอบครัว และแบ่งเบาการใช้จ่ายได้อีกทางเลือกหนึ่งในยามเศรษฐกิจถดถอย เราจึงเกิดแนวคิดที่จะเปิดคอร์สอบรมสำหรับผู้เรียนที่อยากจะนำความรู้ไปประกอบอาชีพจริงๆ โดยมีหัวใจสำคัญว่า หลักสูตรอาหารที่เราเลือกมาสอนนั้น จะต้องเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมในท้องตลาด สามารถนำไปทำขายได้ง่าย ลงทุนไม่ต้องเยอะมาก และคนทั่วๆ ไปก็สามารถตัดสินใจซื้อรับประทานได้ไม่ยาก ดังนั้น คอร์สเรียนทั้ง 10 หลักสูตรที่ทีมงานของเราคัดสรรมาให้ทุกท่านได้เลือกอบรมครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการช่วยชี้ช่องทางในการทำมาหากินของทุกคน ด้วยเงินลงทุนเพียงคอร์สละ 999 บาทเท่านั้น ซึ่งเราถือว่าเป็นการช่วยเหลือทุกคนให้ร่วมกันสู้ชีวิตในยามเศรษฐกิจถดถอย พร้อมนำเสนอแนวทางสร้างรายได้ให้ทุกท่านในอนาคตได้”

สำหรับหลักสูตรอาหารทั้ง 10 วิชาที่นำมาสอนในเดือนตุลาคม 2558 นี้ ทีมงานมติชน อคาเดมี ได้เลือกสรรหาเมนูเด็ดขายดี ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเจ้าของอาชีพจนสามารถเลี้ยงครอบครัวมาได้จนถึงปัจจุบัน อย่าง ข้าวต้มมัดไส้กล้วย-ไส้ถั่วเหลือง สูตรโบราณ จากจังหวัดนนทบุรี ที่อร่อยจนเป็นที่เลื่องลือมายาวนานกว่า 30 ปี ที่เจ้าของสูตรก็ใจดีพร้อมบอกเทคนิค-วิธีการทำ ให้นำไปขายเป็นอาชีพได้เลย อีกหนึ่งความอร่อยสไตล์ญี่ปุ่นที่ฮิตจนหลายร้านเบเกอรี่นำไปทำขายจนรวยกันถ้วนหน้า อย่าง มิลกี้เค้กครีมสด (ฮอกไกโดเค้ก) สูตรเพื่อการค้า จากผู้มีประสบการณ์ด้านการทำเบเกอรี่ยาวนานกว่า 10 ปี จากสวนดุสิตฯ ที่ได้คิดสูตรเด็ดของเบเกอรี่เมนูนี้ขึ้นมา และพร้อมถ่ายทอดวิชาให้กับทุกคนนำไปทำกินทำขาย ตามมาด้วยจานเด็ดแนะนำอย่าง ขนมถ้วย เจ้าดังแห่งย่านนางเลิ้ง ที่ขายกันมายาวนานกว่า 40 ปีแล้ว มีทีเด็ดความอร่อยที่ตัวแป้งขนมนุ่มนิ่ม เสริมด้วยหน้ากะทิเนียนตา ไม่แตกมัน เพราะท่านว่าใช้ “กะทิคั้นสดๆ” มาทำเมนูนี้กันเลยทีเดียว ทำให้ขายดิบขายดีมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรที่น่าสนใจอย่าง ครองแครงพริกไทยดำ เจ้าดังนางเลิ้ง, วุ้นเป็ด เมืองนนท์, ก๋วยเตี๋ยวหลอด เจ้าดังนางเลิ้ง, หมูทอดเจียงฮาย ตลาดบางแค, ขนมเบื้องญวน เจ้าดังนางเลิ้ง, เปาะเปี๊ยะสด เจ้าดังนางเลิ้ง, ไก่ทอดหาดใหญ่ จรัญสนิทวงศ์ ซึ่งต้องบอกว่าคอร์สเรียนทั้ง 10 หลักสูตรที่คัดเลือกมานั้น ล้วนเป็นอาหารที่สามารถทำเองได้ง่าย หรือจะนำไปต่อยอดเปิดร้านขายก็ดี ใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่ก็สามารถขายได้ตลอด เพราะเป็นเมนูที่นิยมในท้องตลาด ถ้าคุณสามารถเรียนรู้ และเก็บความรู้เทคนิค-เคล็ดลับต่างๆ จากผู้สอนไปได้ในชั่วโมงเรียน แล้วนำไปฝึกฝนให้ชำนาญอีกสักนิด รับรองว่า ใช้เวลาอบรมเพียงแค่ 1 วัน ท่านก็นำไปทำขาย สร้างรายได้ไม่ยากเย็น

นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนที่กำลังอยากเป็นพ่อค้า-แม่ขาย หรืออยากมีอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อต่อสู้กับสถานการณ์ที่เศรษฐกิจซบเซา ซึ่งแต่ละคนล้วนมองหาโอกาสเหล่านั้น ซึ่งแน่นอนว่า ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ยังคงเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรการฝึกอาชีพต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อตอบโจทย์ให้กับคนที่เข้ามาฝึกอบรมได้มีความรู้ในด้านอาชีพจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ แล้วสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปต่อยอดสร้างอาชีพและรายได้ต่อไปในอนาคต

“ความรู้จากคอร์สเรียนของมติชน อคาเดมี ผมว่าเปรียบเสมือนมรดกด้านวิชาชีพที่ติดตัวเราไปจนตาย สามารถนำไปถ่ายทอดต่อให้คนรุ่นถัดไปได้ไม่ยาก ซึ่งความรู้นั้นอาจกลายเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวของพวกเขาต่อไปได้ในอนาคต” คุณสุรพล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจอยากเรียนรู้เคล็ดลับของหลักสูตรสร้างอาชีพทั้ง 10 หลักสูตรที่กล่าวมา หรืออยากทราบรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับคอร์สอบรมอาชีพ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือจะเข้าไปดูเพิ่มเติมที่ http://www.matichonacademy.com