โพสต์-แชร์แบบไหน ไม่เสี่ยงตะราง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07087150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

โพสต์-แชร์แบบไหน ไม่เสี่ยงตะราง

ข่าวคราวการโพสต์-แชร์ ด้วยความคึกคะนองของนักเลงคีย์บอร์ดบนโลกโซเชียลมีให้เห็นไม่เว้นในแต่ละวัน ทั้งที่เป็นคดีความจนถึงขนาดขึ้นโรงขึ้นศาล หรือแม้แต่เข้าตะรางเพราะความพลั้งเผลอ เรื่องราวเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับคุณเลยหากรู้และเข้าใจถึงวิธีป้องกัน?

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน บ่อยครั้งที่เราได้รับโพสต์-แชร์ข้อความเข้ามาทั้ง LINE, Facebook หรือ Instagram รวมถึง Social network อื่นๆ อีกหลายโปรแกรม แต่เคยสักครั้งไหมที่จะมีการตรวจสอบข่าวสารเหล่านั้นว่าเป็นเรื่องจริงหรือมั่วนิ่ม เพราะการส่งต่อไปยังบุคคลอื่น คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ปี 2550 (พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550) ทั้งที่เจตนาและไม่เจตนาก็ตามโดยเฉพาะมาตรา 14 การเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นั่นถือว่าเป็นหนึ่งในหลายๆ ความผิดที่มีโอกาสเสี่ยงตะรางสูงสุดในยุคโซเชียล หรือบนโลกออนไลน์

บทความครั้งนี้อาจจะแตกต่างจากทุกครั้งที่นำเสนอ เพราะครั้งนี้ผมอยากให้คุณผู้อ่านได้ลองสวมบทบาทนักสืบไปพร้อมๆ กับผม โดยถือว่าเป็นการฝึกปฏิบัติหาแหล่งข้อมูลข่าวที่ถูกต้องว่าที่ได้รับมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกกันแน่

วิธีตรวจแหล่งข่าวด้วยข้อความ

คุณผู้อ่านพร้อมหรือยังกับการสวมบทบาทนักสืบ โดยผมจะขอเล่าถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2558 ให้ทราบก่อนว่า มีข้อความหนึ่งได้ส่งเข้าใน Facebook และ LINE ของผมว่า “กสิกรไทยปิดระบบ” โดยไม่ทราบว่าแหล่งข่าวนี้มาจากไหน แต่พอจับประเด็นเบื้องต้นได้ว่า “ธนาคารกสิกรไทยขอแจ้งงดให้บริการชั่วคราวในช่วงวันที่ 17-19 ก.ค. 58” นี่คือเหตุการณ์จริงที่มีการส่งต่อกันมา ใครที่ใช้บริการของธนาคารแห่งนี้ย่อมกังวลใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือหลอกกันแน่ เพราะหากต้องการทำธุรกรรมทางการเงินช่วงนั้นอาจจะได้รับความไม่สะดวก

การตรวจสอบแหล่งข้อมูลข่าวทำได้ไม่ยากครับ โดยในที่นี้ผมจะขอแนะนำวิธีการตรวจสอบแหล่งข่าวจากข้อความก่อนว่าทำได้อย่างไร ในที่นี้คุณผู้อ่านสามารถลองปฏิบัติตามไปพร้อมๆ กันได้ดังนี้

1. เข้าในงานที่เว็บ Google (http://www.google.co.th) ตามปกติ จากนั้นให้คัดลอกข้อความ หรือคีย์เวิร์ดที่ต้องการค้นหา ในที่นี้ใช้คำว่า “กสิกรไทยปิดระบบ” ปรากฏว่าจะมีลิงก์หรือชื่อเว็บที่มีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว

2. เลือกการตรวจสอบโดยเข้าไปยังเว็บที่คุณคิดว่าน่าเชื่อถือที่สุด หนึ่งในนั้นก็น่าจะเป็นจากเว็บของธนาคารกสิกรไทยนั่นเอง เพียงเท่านี้ ก็จะรู้แล้วว่าเรื่องไหนจริงหรือหลอกกันแน่

วิธีตรวจแหล่งข่าวด้วยภาพ

การตรวจสอบแหล่งข่าวใช่ว่าจะใช้แต่ข้อความค้นหาได้เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันนี้ทาง Google ได้พัฒนาเครื่องมือให้สามารถค้นหาแหล่งที่มาของข่าวด้วยภาพได้แล้ว วิธีการตรวจสอบก็ง่ายมาก คุณผู้อ่านสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนได้ดังนี้

1. ผมขอสมมติสถานการณ์เดียวกันว่าได้รับภาพ ให้พิมพ์ URL : http://www.google.com/imghp เข้าสู่เครื่องมือค้นหาภาพ

2. คลิกไอคอนกล้องถ่ายรูปที่บริเวณช่องค้นหา การค้นหาด้วยภาพสามารถทำได้ 2 แบบ

– แบบที่ 1 วาง URL ของภาพที่ได้ แล้วคลิกที่ปุ่ม “ค้นด้วยภาพ”

– แบบที่ 2 คลิกแท็บ “อัพโหลดภาพ” นำภาพที่บันทึกได้ทำการอัพโหลด

3. ผลลัพธ์ที่ได้จะปรากฏเนื้อหาที่เป็นทั้งแบบข้อความและภาพซึ่งแสดงชื่อลิงก์ในหน้าเว็บต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ใช้ค้นหา

บทสรุป “โพสต์-แชร์แบบไหน ไม่เสี่ยงตะราง”

ก่อนอื่นผมเองคงต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ขอขอบคุณภาพและข้อมูลบางส่วนที่ได้มาจาก “ธนาคารกสิกรไทย” ที่ใช้สำหรับการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการงดใช้บริการในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยในโอกาสนี้

ย้อนกลับมาที่การตรวจสอบแหล่งข่าวถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย จากตัวอย่างที่ผมได้นำเสนอไปนั้นสรุปว่า “เป็นเรื่องจริง” เพราะมีการตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้นั่นก็คือ ธนาคารกสิกรไทยได้มีการประชาสัมพันธ์ข่าวดังกล่าวจริง ซึ่งหากได้รับข้อมูลแบบนี้รับรองว่าไม่ใช่เรื่องมั่วนิ่มอย่างแน่นอน

เห็นไหมครับว่าการตรวจสอบแหล่งข่าวไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหมครับ ถ้าคิดจะเผยแพร่ข่าวสารใดออกไปขอแนะนำว่ารับข้อมูลจากใครทุกครั้งก่อนแชร์ หรือโพสต์ครั้งต่อไปขอให้ตรวจสอบด้วยก็จะเป็นการดี เพื่อจะได้ไม่เกิดความผิดพลาดต่อการนำเสนอข่าวและบุคคลหรือองค์กรที่ถูกอ้างอิง แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

ทำบุญหรือให้ทาน จะบอกลูกหลาน…อย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เก็บตกจาก “แท็กซี่ กูรู”

TAXI MASTER

ทำบุญหรือให้ทาน จะบอกลูกหลาน…อย่างไร?

ช่วงนี้มีข่าวสาระโฆษณาจากกรมการขนส่งทางบกออกอากาศผ่านสื่อต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะข่าววิทยุเมื่อเปลี่ยนเวลาหรือเปลี่ยนรายการ จะมีข่าวสั้นประกาศเชิญชวนผู้ใช้บริการรถแท็กซี่ให้ร่วมประเมินคุณภาพรถแท็กซี่ ส่งตรงถึงกรมการขนส่งทางบกได้ทันที เพียงโหลด Application “DLT Check in” เพิ่มความปลอดภัยใส่ใจบริการ ด้วย 3 ขั้นตอน คือเริ่มต้นเปิดแอพพลิเคชั่นของกรมการขนส่งทางบก ขั้นต่อไปคือระบบแอพพลิเคชั่น โดยลงบันทึกเลขทะเบียนรถแท็กซี่หรือถ่ายรูปทะเบียนเพื่อบันทึกเป็นข้อมูลซึ่งจะมีแบบฟอร์มให้ลงทะเบียนรายละเอียดได้ สำหรับขั้นตอนสุดท้ายคือประเมินความพึงพอใจ และตอบผลการประเมินโดยทำเครื่องหมายในช่องที่ให้ดาวไว้ เช่น ความสุภาพ ความปลอดภัย อัตราค่าโดยสาร ความสะอาด สภาพรถ และความคิดเห็นอื่นๆ ที่จะเสนอแนะเพิ่มเติม นอกจากนั้นสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้โดยการสแกน QR Code หรือสอบถามผ่าน Call Center 1584 ก็ได้ ทุกอย่างไม่มีค่าใช้จ่าย มีผู้ให้คำจำกัดความ DLT Check in นี้ว่า “ตัวช่วยใหม่” จัดระเบียบรถแท็กซี่

ผมเคยเกริ่นเรื่อง DLT กับพรรคพวกในชมรมแท็กซี่ปฏิบัติดีเพื่อสังคมบ้างแล้ว แต่พวกเรามีบางคนไม่ได้ตื่นเต้นกับเรื่องนี้มากนักเพราะคิดว่าเราจะตั้งใจปฏิบัติดีถูกต้องตามกฎระเบียบกติกาแล้วไม่มีอะไรน่าวิตก หมายถึงเรื่องนี้ไม่น่าจะเดือดร้อนสำหรับพฤติกรรมในชมรมเรา แต่สำหรับพรรคพวกที่ขับรถแท็กซี่เก่าๆ เกือบหมดอายุกำลังกังวลกับคำโฆษณาของบริษัทแท็กซี่รุ่นใหม่ที่โชว์ตัวว่าเป็น “แท็กซี่ในฝัน” ของคนอีกกลุ่ม และออกข่าวผ่านสื่อโด่งดัง กลบข่าวการเปิดให้บริการของแท็กซี่ทันสมัยในโลกออนไลน์ตั้งแต่ปีที่แล้วที่เรารู้จักกันว่า “อูเบอร์แท็กซี่” แม้ว่าลักษณะการให้บริการรูปแบบที่เรียกว่าเป็นแท็กซี่แบรนด์ใหม่ทั้ง 2 แบบนี้จะคล้ายๆ กัน เพียงแต่ว่าครั้งนี้แท็กซี่แบรนด์ใหม่ในฝันได้รับการเปิดตัวโดยกรมการขนส่งทางบกร่วมเป็นแม่งานด้วยจึงถูกสื่อบางช่องพูดว่า แท็กซี่รุ่นเก่าเดิมๆ คงจะต้องร้อนๆ หนาวๆ เป็นแน่ ผมจึงต้องนำข่าวคราวเรื่องนี้มาเปิดประเด็นกับเพื่อนๆ ในชมรมพวกเราให้ตระหนักถึงการปฏิบัติตัวให้ดียิ่งขึ้น อย่าให้ผู้โดยสารคิดสมน้ำหน้าในใจ

พวกเราลองค้นหาเรื่องราวของแท็กซี่แบรนด์ใหม่ในฝัน ที่ใช้รถเก๋งรุ่นใหม่ Hybrid อ้างข้อดีมากมาย จนทุกคนลืมไปว่าต้องเพิ่มเงินอีก 20 บาท ทุกครั้งที่ใช้บริการ ซ้ำยังยืนยันว่าภายในเดือนกรกฎาคมได้ออกมาวิ่งบริการครบ 500 คัน พวกเรารู้ว่าจำนวนแท็กซี่รุ่นเดิมๆ ที่บริการอยู่มีจดทะเบียนไว้ไม่น้อยกว่าแสนคัน นั่นหมายถึงคนขับต้องมีแสนกว่าคน แม้ว่าจะหยุดกะหมุนเวียน หยุดซ่อม หรือหมดอายุไปบ้าง แต่ก็ใช้งานอยู่จริงๆ ไม่ต่ำกว่า 80,000 คัน พวกเรามองตากันอย่างไม่มีข้อโต้แย้งที่ทางกรมการขนส่งทางบกร่วมเปิดตัว บอกว่า รถแท็กซี่แบรนด์ใหม่ที่ออกมาอีก 500 คัน คงไม่เป็นอุปสรรคสำหรับแท็กซี่กลุ่มเดิม มีเพื่อนคนหนึ่งแซวว่า เราโต้แย้งไม่ออกเพราะน้ำท่วมปาก แต่อีกหลายคนในกลุ่มประชดว่า ทำอย่างไรได้ รถเก่าๆ อย่างพวกเรา ไม่ได้ติดตั้ง GPS Tracking ตรวจสอบตำแหน่งรถ ไม่มีติดตั้ง CCTV ทั้งภายนอกภายในรถ พวกเราไม่ได้แต่งฟอร์มเสริมบุคลิก เราไม่มีป้ายบอกเลขความเร็วหลังรถ เราไม่มีแอพให้ลูกค้าเรียกจองหรือเรียกบริการ พวกเราจึงต้องขับตระเวนบอกทุกๆ คนว่าพวกเรา “ว่าง” มีเพื่อนอีกคนพูดตลกเชิงน้อยใจว่า มีอยู่วันหนึ่งผู้โดยสารเรียกถามเขาว่า “พี่แท็กซี่จะไปทางไหนจ๊ะ ฉันจะติดรถไปลงทางผ่านนั้นด้วยจะได้ช่วยจ่ายค่าก๊าซ” คิดดูซิ เขากลัวว่าเราจะปฏิเสธผู้โดยสารจึงประชดประชันเรา

ทุกคนทราบข่าวรับสมัครพนักงานขับรถแท็กซี่แบรนด์ใหม่ในฝัน มีสมาชิกในชมรมเราคนหนึ่งรถหมดอายุตามระเบียบกรมการขนส่งทางบก รู้สึกเครียดกับวิถีชีวิตคงจะไปดื่มน้ำเปลี่ยนนิสัยช่วงไปสมัครงานเขาให้ลองขับรถ ปรากฏว่าในรถมีเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ จึงถูกปฏิเสธการรับเข้าทำงาน เนื่องจากบริษัทแท็กซี่นี้เขาจะจ่ายเงินเดือนประจำให้พนักงาน แต่ครอบครัวเขายังโชคดี ส่งภรรยาไปสมัครได้รับการพิจารณารับเข้าเพราะเขามี Lady Taxi เป็นพนักงานไว้เมื่อผู้โดยสารต้องการคนขับรถเป็นผู้หญิง ผมคิดในใจว่า เรามีคู่แข่งน่ากลัวแล้ว

ช่วงเข้าพรรษานี้ผมยังคง “ท่องไปในเส้นทางบุญ” กับผู้โดยสารที่ใช้บริการไปทำบุญตามวัดต่างๆ ทำให้รู้จักวัดหลายแห่งเพิ่มขึ้นจากที่เคยได้ยินเพียงชื่อ หลายสถานีวิทยุเปิดเพลงแนวพุทธศาสน์บ่อยๆ เช่น เพลงพระรัตนตรัย เพลงรางวัลชีวิต หรือเพลงเกี่ยวกับชะตาชีวิตบนดวงดาว ผมนึกถึงเพลงหนึ่งที่เคยได้ยินได้ฟังมามากกว่า 40 ปีแล้ว ชื่อเพลง Look for a Star โด่งดังมาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1960 คนขับร้องชื่อ Garry Miles ชอบเนื้อร้องทุกตอนแต่ประทับใจท่อนสุดท้ายที่ว่า “If you wish on your lucky star You”re sure to find someone to love A rich man, a poor man, a beggar. No matter whoever you are there”s a friend who”s waiting to guide you look for a star.” แล้วจึงย้อนไปถึงช่วงเด็กๆ ที่เคยได้ยินพี่ๆ ล้อเลียนแปลงบทกลอนว่า “เผย Window โผล่เห็น Moon ขึ้นขอบฟ้า ล้วน Stars ล้อมรอบขอบบุหลัน I not see your face มาหลายวัน เชิญจอมขวัญตอบ Letter อย่าเผลอเอย” ผมเผลอยิ้มคนเดียวลืมนึกถึงที่จะเข้าชมรมโชว์เนื้อเพลง พอดีมีผู้โดยสารโบกมือเรียกบอกให้ไปส่งที่วัด

ผู้โดยสารบอกว่าขอให้ย้อนเข้าในซอยเพื่อไปรับหลวงพ่อและขนปัจจัยไทยธรรม กลับวัดให้ทันก่อน 6 โมงเย็น เพื่อทำวัตรช่วงปฏิบัติศาสนกิจเข้าพรรษา พระท่านขึ้นนั่งเบาะหน้าคู่คนขับบอกว่าโยมบ้านนี้ถวายของเป็นทานมากมาย จึงให้ขนขึ้นไปนั่งเฝ้าเบาะหลัง ผมแปลกใจว่าโยมถวายของทำบุญปัจจัยไทยธรรม ทำไมพระคุณเจ้าจึงพูดว่าเป็นทาน ทำไมไม่เอ่ยคำว่า “ทำบุญ” ท่านมองหน้าผมคงจะเข้าใจว่าผมสงสัยที่ท่านพูด ท่านจึงพูดต่อว่า “ไม่ต้องงงหรอกโยมแท็กซี่ เมื่อตอนเพลก็เทศน์เรื่องการทำบุญทำทานให้เข้าใจแล้ว ถ้าโยมแท็กซี่จะอาราธนาก็จะเทศน์อีก” ผมยกมือสาธุนมัสการท่านบอกว่า “ขับดีๆ เถอะไม่อาราธนา อาตมาก็จะเทศน์”

ท่านเริ่มว่า “คนเรามักจะคิดว่าการทำบุญคือการถวายของแก่พระ ส่วนให้ทานคือการให้กับคนทั่วไป ชาวบ้าน หรือคนตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งเป็นการเข้าใจที่เพี้ยนๆ กันมานานแล้ว ความจริงตามหลักพระศาสนา คำว่าทานนั้น มีความหมายกลางๆ จึงถูกแยกกันว่า ทำบุญกับให้ทาน จริงๆ แล้วการถวายของแก่พระที่เราเรียกว่าทำบุญนั้น ก็เรียกว่า “ทาน” เช่น ถวายแก่สงฆ์ ก็เรียก สังฆทาน ทำบุญทอดกฐินก็เรียกว่า กฐินทาน ทำบุญทอดผ้าป่าก็เป็น บังสุกุลจีวรทาน ถวายสิ่งก่อสร้างในวัดก็เรียก เสนาสนทาน หรือวิหารทาน เห็นมั้ยว่า เป็นการทำทานทั้งนั้น ทานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำบุญ จนลืมกันว่าวิธีทำบุญยังมีอีกหลายวิธี การให้ทานกับใครก็เป็นบุญทั้งนั้น อย่าเข้าใจว่าได้บุญต้องถวายกับพระอย่างเดียว หรือจะรู้ว่าได้บุญมากบุญน้อยก็ได้นะ”

การจราจรไม่คล่องตัวนัก รถไปได้เรื่อยๆ โยมที่ถวายสังฆทานนั่งหลับเบาะหลัง พระคุณเจ้านิ่งเหมือนจะดูว่าผมสนใจฟังต่อหรือไม่ ผมหันมาปุจฉากับท่านว่า บุญมากน้อยวัดได้อย่างไรขอรับพระคุณเจ้า ท่านหันมามองผมอย่างสมณเจ้า แล้วพูดต่อว่า “ก็อยู่ที่ตัวผู้ให้ คือทายกทายิกา คือโยมๆ นั่นแหละมีเจตนาอย่างไร และผู้รับคือ ปฏิคาหก มีคุณความดีแค่ไหน และวัตถุทาน หรือของที่ให้หรือไทยธรรม มีความบริสุทธิ์มีความสมควรยังประโยชน์ได้เพียงใด ถ้าหากว่าปฏิคาหกคือผู้รับ เป็นผู้มีศีล มีคุณธรรมดี ก็จะเป็นบุญมาก แต่ถ้าเป็นคนไม่ดี เป็นโจรผู้ร้าย เราก็ได้บุญน้อย เพราะเขาอาจจะนำไปใช้ในสิ่งที่ไม่ดีไม่ควรได้ สำหรับวัตถุสิ่งของที่ถวายหรือให้เป็นทาน ถ้าได้มาโดยบริสุทธิ์เป็นประโยชน์ มีคุณค่าเหมาะแก่ผู้รับก็จะเป็นบุญมาก แล้วส่วนตัวผู้ให้ทานก็ต้องมีเจตนาที่เป็นบุญกุศล ตั้งใจดี และถ้าเจตนานั้นประกอบด้วยปัญญาก็ยิ่งได้บุญมากเช่นกัน ดังนั้น การให้ทาน จึงได้บุญ ไม่ใช่เฉพาะถวายพระ และคำว่าบุญ ไม่ใช่แค่ให้ทาน”

ก่อนจะถึงซอยเข้าวัด ท่านย้ำว่า ไทยธรรมแปลว่าสิ่งที่จะพึงให้หรือของที่ควรให้ แล้วบอกว่า การทำบุญเรียกว่า “บุญกิริยาวัตถุ” ซึ่งมี 3 อย่างคือ ทาน การให้เผื่อแผ่แบ่งปัน ศีล การประพฤติสุจริต ไม่เบียดเบียนใคร และ ภาวนา คือ ฝึกอบรมพัฒนาจิตใจ เจริญปัญญาทั้งทานศีลภาวนาก็เป็นบุญอย่างหนึ่ง และสูงขึ้นตามลำดับด้วย ศีลเป็นบุญสูงกว่าทานภาวนาเป็นบุญสูงกว่าศีล แต่เราสามารถทำพร้อมกันทั้ง 3 อย่าง จึงเรียกว่า “ทำบุญ” ที่แท้จริง

รถเข้าประตูวัดท่านหันไปปลุกโยมที่มาด้วยกัน แต่ยังพูดต่ออีกว่า “โยมทำบุญแล้วพระก็อนุโมทนาคือ แสดงความพลอยยินดีด้วยกับโยมที่ได้ทำบุญเพราะทำดีงาม ทำถูกต้อง พระจะบอกว่าบุญที่ทำนี้เกิดผลเกิดอานิสงส์ ผลดีจากทานศีลภาวนาอย่างไร ทำบุญทำที่ไหนก็ได้ ทำอะไรถ้าทำเป็นก็ได้บุญ ถวายทานที่วัดแล้วก็ให้ได้ศีลภาวนาครบบุญพร้อม อย่าลืมนะ ทางที่จะให้ทานมีเยอะ เรื่องบุญก็มีมากมาย ทำด้วยปัญญา ก็จะได้ “คุณภาพชีวิต” อยู่ในบุญนั้นด้วย โยมแท็กซี่ช่วยขนของขึ้นกุฏิก็ถือว่าทำทานรับบุญไปด้วยนะ เจริญพร”

สรุปความจาก หัวข้อ “ก้าวไปในบุญ” จากหนังสือ คู่มือชีวิต พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ มีอะไร…ต้องรู้บ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

จอดป้ายเส้นทางฯ

กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ มีอะไร…ต้องรู้บ้าง

นับตั้งแต่ วันที่ 4 สิงหาคม เป็นต้นไป พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2558 จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในยุคดิจิตอล การที่ให้ผู้บริการอินเตอร์เน็ตเข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดงานละเมิดบนอินเตอร์เน็ต และเจ้าของสิทธิที่นำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการงานของตนเอง ทั้งหมดดังกล่าวนับเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Digital Economy ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

คุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย และผู้เชี่ยวชาญกฎหมายลิขสิทธิ์ กล่าวว่า สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ เป็นเรื่องของการป้องกันปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์เพิ่มเติม เช่น การแครกซอฟต์แวร์ไปเจาะรหัสอะไรต่างๆ จะมีความผิดตามกฎหมาย การละเมิดออนไลน์ จะมีการร้องขอต่อศาลให้มีการไปลบข้อมูลที่มีการละเมิดที่อยู่ในระบบของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต หรือมือถือ หรือที่อื่นๆ ได้หมด เป็นต้น

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายลิขสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับ “การบริหารสิทธิ” ตามกฎหมายฉบับใหม่นี้ คือ เวลาสร้างข้อมูลขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นส่วนของภาพ คลิป จะมีส่วนที่แจ้งว่า ใครเป็นเจ้าของงาน ยกตัวอย่าง เราถ่ายรูปรูปหนึ่ง จะมีคำเขียนว่า โฟโต้บาย หรืออินสตาแกรมของดาราต่างๆ หรือแม้แต่การโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ จะมีชื่อเจ้าของทวิตเตอร์อยู่

ข้อมูลเหล่านี้ เรียกว่าเป็น “ข้อมูลบริหารสิทธิ” ระบุว่า ใครเป็นเจ้าของภาพ ใครเขียนข้อความต่างๆ ซึ่งตามกฎหมายใหม่ ใครที่ไปลบเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าว จะมีโทษอาญา สูงสุด 2 ปี และปรับสูงสุดถึง 400,000 บาท ฉะนั้น ใครที่หลงลืม ไม่ได้ใส่ข้อมูลบริหารสิทธิลงไป อาจจะมีความผิดตามกฎหมายใหม่นี้ได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นกรณีบุคคลทั่วไปที่ใช้โซเชียลออนไลน์ สามารถใช้ได้ตามปกติ กดแชร์ กดไลก์ได้ตามปกติ แต่มีเพิ่มเข้ามาว่า ทุกครั้งที่มีการแชร์ภาพหรือข้อมูลลิขสิทธิ์ หรือคลิปต่างๆ จะต้องมีแหล่งที่มาของข้อมูลชัดเจน มิเช่นนั้นแล้วจะมีโทษตามกฎหมาย แต่ในแง่นิติบุคคล ปกติจะไม่สามารถนำงานลิขสิทธิ์ผู้อื่นมาใช้ได้อยู่แล้ว ยกเว้นในเรื่องการรายงานข่าว แต่ต้องอ้างถึงแหล่งที่มา หรือการเอามาใช้เพื่อติชมวิจารณ์งานนั้น แต่ว่าในกรณี การติชมที่มา ก็ยังต้องอ้างแหล่งที่มา และต้องไม่แสวงหากำไร

“ถ้าต้องอ้างแหล่งที่มาต้องบอกว่า ภาพนั้น ถ่ายโดยใคร หากมีลายน้ำหรือสิ่งที่แสดงความเป็นเจ้าของภาพ ห้ามลบเด็ดขาด หรือหากเป็นคลิปต้องชัดเจนครบถ้วนว่าเป็นคลิปของใคร ยกตัวอย่าง ที่ผ่านมา เวลาเราเอาคลิปยูทูบมาใช้ เราอาจจะแค่ขึ้นเครดิตขอบคุณยูทูบ แต่ ตั้งแต่ 4 สิงหา เป็นต้นไป เราจะผิดเรื่องข้อมูลบริหารสิทธิ เพราะเราต้องบอกว่ายูสเซอร์คนที่โพสต์ยูทูบคนนี้ คือใครด้วย” คุณไพบูลย์ กล่าวสรุป

ท่านใดมีข้อสงสัย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา โทรศัพท์ 1368 หรือ เว็บไซต์ http://www.ipthailand.go.th

กินอย่างไรห่างไกลโรคข้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

กินอย่างไรห่างไกลโรคข้อ

ปัจจุบันนี้ สุขภาพของคนไทยได้รับผลกระทบจากการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ จากการสำรวจสุขภาพคนไทยเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า มากกว่า 3 ใน 10 คนของผู้ชายไทยและ 4 ใน 10 คนของผู้หญิงไทยอยู่ในเกณฑ์อ้วน ความชุกสูงสุดอยู่ในกลุ่มอายุ 45-60 ปี นอกจากนี้ ยังพบปัญหาโรคเรื้อรังต่างๆ เพิ่มขึ้นในประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ได้แก่ ความชุกของโรคเบาหวานร้อยละ 6.9 ความชุกของโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 21.4 ความชุกของภาวะไขมันในเลือดสูงร้อยละ 19.1 การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดโรคเหล่านี้ ได้แก่ โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง, โรคไต, โรคอ้วน รวมทั้งทำให้เกิดโรคข้ออักเสบชนิดต่างๆ เช่น โรคเกาต์ เป็นต้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสามารถป้องกันการเกิดโรค ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นกว่าเดิมหรืออาจทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้

อาหารเพื่อสุขภาพ หมายถึง อาหารที่รับประทานแล้วทำให้ร่างกายสามารถรักษาภาวะสุขภาพที่ดีได้ต่อไป หรือทำให้สุขภาพที่ไม่ดีกลับฟื้นตัวขึ้น บทบาทของอาหารในการป้องกันการเกิดโรคข้อนั้น เห็นได้ชัดเจนในโรคข้อเสื่อมและโรคเกาต์ สำหรับโรคข้ออักเสบอื่นๆ อาจไม่เกี่ยวข้องกับชนิดของอาหารแต่อาจเกี่ยวข้องกับความสะอาดของอาหารที่รับประทาน เช่น โรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่เกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อสึกกร่อน ซึ่งมีสาเหตุจากความเสื่อมสภาพตามอายุ การใช้งาน กรรมพันธุ์ และน้ำหนักที่กระทำต่อกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งแปรผันตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย ดังนั้น หลักการในการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันการเกิดโรคข้อเสื่อมคือ การรับประทานอาหารให้ถูกส่วน ป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วน ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ข้อต้องรับน้ำหนักที่มากเกินไป มีข้อมูลจากการศึกษาที่พบว่า หากสามารถลดน้ำหนักได้ 5.1 กิโลกรัม ในระยะเวลา 10 ปี ความเสี่ยงในการเกิดโรคข้อเสื่อมจะลดลงร้อยละ 50

สำหรับโรคเกาต์มีความสัมพันธ์กับความอ้วน ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารนอกจากต้องป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วนแล้ว ยังต้องลดปริมาณการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้ง กะปิ ชะอม กระถิน สะเดา น้ำต้มกระดูก น้ำซุปไก่ รวมถึงงดการดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อื่นๆ เพื่อรักษาระดับกรดยูริกในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือมีค่าน้อยกว่า 7 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร โอกาสเกิดโรคเกาต์จะมีเพียงร้อยละ 0.1 ต่อปี แต่หากระดับกรดยูริกในเลือดสูงระหว่าง 7-8.9 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร โอกาสเกิดโรคเกาต์จะสูงขึ้นถึงร้อยละ 0.5 ต่อปี หากระดับสูงกว่า 9 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร โอกาสเป็นโรคจะสูงถึงร้อยละ 4.9 ต่อปี นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรดื่มนมพร่องมันเนยทุกวัน วันละ 1-2 แก้ว เพราะมีข้อมูลว่าทำให้ความเสี่ยงของการเกิดโรคเกาต์ลดลง ในขณะเดียวกัน ควรจำกัดปริมาณน้ำหวานโดยเฉพาะน้ำผลไม้ในแต่ละวัน เพราะน้ำตาลฟรักโทส (fructose) จากน้ำผลไม้จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดยูริก ทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับโรคข้ออักเสบเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ (spondyloarthritis) ตัวโรคมักมีผลกระทบต่อสภาวะโภชนาการของผู้ป่วย เนื่องจากกระบวนการอักเสบของโรคทำให้เบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้ลำบาก ไม่สามารถประกอบอาหารเองได้หรือเคี้ยวอาหารลำบาก ในขณะที่ร่างกายมีความต้องการใช้พลังงานมากกว่าปกติ ผู้ป่วยจึงมักมีน้ำหนักลดในระยะที่โรคกำเริบ ในต่างประเทศมีการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนชนิดของอาหาร งดหรือลดการบริโภคอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพราะมีสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นแอนติเจนของปฏิกิริยาภูมิแพ้มากกว่า และทำให้ชนิดของแบคทีเรียในลำไส้เปลี่ยนแปลงไปจากสภาวะปกติได้มากกว่า และการบริโภคผลิตภัณฑ์จากพืช ผัก ผลไม้ จะทำให้ปฏิกิริยาการอักเสบจากภูมิแพ้น้อยกว่า มีการศึกษาการปรับเปลี่ยนชนิดของอาหารเป็นมังสวิรัติ เทียบกับกลุ่มควบคุมที่รับประทานอาหารตามปกติ พบว่า ในกลุ่มที่รับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นระยะเวลา 3.5 เดือน มีการควบคุมโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ดีกว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารตามปกติ

ผู้ป่วยมักตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องอาหารแสลงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ว่ามีอะไรบ้าง และควรรับประทานสิ่งใด ตามหลักในการรักษาทั่วไป ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้ทุกอย่างไม่มีของแสลง แต่ควรละเว้นอาหารที่ไม่สุก ไม่สะอาด และไม่ควรดื่มสุรา การใช้ยาในการรักษาโรคอาจทำให้มีการติดเชื้อโรคในร่างกายได้ง่ายกว่าปกติ ผู้ป่วยจึงไม่ควรรับประทานอาหารดิบหรือรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด ยาบางชนิดอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ จึงไม่ควรดื่มสุราร่วมด้วย เพราะอาจทำให้เกิดตับอักเสบรุนแรงได้ ในกรณีที่มีการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วน เช่น รับประทานอาหารชนิดที่มีไขมันจากสัตว์มากเกินไป ควรมีการปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อช่วยในการควบคุมอาการปวดและการอักเสบ โดยการเพิ่มสัดส่วนของอาหาร เช่น ผักและผลไม้มากขึ้น

การไม่ปรับเปลี่ยนการบริโภคอาหารให้ถูกต้อง หวังพึ่งแต่ยาจากแพทย์ หวังพึ่งอาหารเสริมชนิดต่างๆ อาจทำให้การรักษาโรคไม่ได้ผลเต็มที่หรือมีภาวะแทรกซ้อนตามมา

กินอย่างไร ห่างไกลโรค โชคดีแท้

ที่แน่แน่ แย่ไม่มี ดีใจหาย

กินให้ถูก ลูกไม่แย่ แม่ไม่ตาย

อยู่สบาย เพราะเลือกกิน จินดาเอย

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

หน้าที่การงานของคุณควรงดการโต้เถียงใดๆ ทั้งสิ้นไม่คุ้มกัน ระวังในการเกิดคดีความหรืออยู่ดีๆ ก็มีคนเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาปั่นให้มันเป็นเรื่อง ทำให้คุณเสียหาย เสียเปรียบ ดังนั้น เป็นช่วงที่ทำสิ่งใดต้องรัดกุมให้มากที่สุด ควรทำเป็นเอกสารหลักฐาน มีพยานรู้เห็น คุณยังมีเพื่อนหรือคนใกล้ชิดพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ การเงินมีจากงานเก่า งานเก็บตก งานที่คนอื่นไม่สามารถทำได้ล้วนแต่เป็นเงินของคุณทั้งสิ้น จะจ่ายไปกับเรื่องของคนรักและอุปกรณ์ เครื่องอำนวยความสะดวกส่วนตัวมากขึ้น การลงทุนเพิ่มหรือเติมเงินลงไปในตัวงานให้ตัดแบ่งไว้หลายๆ ก้อน อย่าทุ่มทุนไปทั้งหมดทีเดียวอาจเสียวได้ ครอบครัว คนรัก ความคิด และการตัดสินใจหลายอย่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่เหตุเกิดที่ตัวคุณมากกว่า อารมณ์จะแปรปรวนทำให้เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ สุขภาพอารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ ทำให้เกิดความเครียด ไมเกรน ความดัน โรคประจำตัวกำเริบได้ครับ อีกทั้งจะมีคนในครอบครัวป่วยไข้ไม่สบาย ต้องรีบดูแลป้องกันแต่เนิ่นๆ

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

งานให้ระวังเรื่องของลายเซ็น การรับปาก การตัดสินใจใดๆ ที่ไม่มีข้อมูลมากพอ จะทำให้เสียหาย มีปัญหาต่อเนื่อง งานชิ้นใดที่ดูแล้วจะสร้างปัญหายุ่งยากให้คุณในอนาคตได้ ควรเตรียมความพร้อมเรื่องของเอกสาร หลักฐานทุกรูปแบบเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันตัวเองจากผู้ที่ไม่หวังดีรอเล่นงานคุณอยู่ ผู้ใหญ่ที่สนิทที่คุณเคารพท่านควรจะรู้ความเคลื่อนไหวและความเป็นไปของคุณในช่วงนี้ เพราะเมื่อมีเหตุท่านจะให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที การเงินรายได้จากการเจรจา การเป็นนายหน้า การเป็นคนกลาง แต่ของใช้ส่วนตัวเสียหาย ตกหล่น ทำให้เสียเงินซ่อม ซื้อใหม่ แต่ได้ของคุณภาพไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ รวมถึงการลงทุนและการค้าขายในช่วงนี้จะดีขึ้นเล็กน้อย มีรายได้และโชคลาภฟลุกๆ เข้ามาให้ชื่นใจ แนะนำให้มีรอยยิ้มในการทำงานให้มาก เงินทองก็จะยิ่งไหลเข้ามามากเช่นกัน ความรักระวังเรื่องของคนอื่น เรื่องของครอบครัวทั้ง 2 ฝ่ายที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน เป็นเหตุให้เถียงกันได้ง่ายขึ้น ร่างกายระวังอุบัติเหตุจากการเดินทาง รวมถึงอาการคันตามเนื้อตัวด้วยครับ

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

เป็นช่วงที่จะได้ทำอะไรใหม่ๆ หรือเริ่มต้นที่จะทำในสิ่งที่คุณตั้งใจมานาน คุณควรศึกษาหาข้อมูลให้รอบด้านก่อนการตัดสินใจ เพียงแค่อยากทำหรือทำตามกระแสคนรอบข้าง หาโอกาสศึกษาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผู้รู้ ผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์มาก่อน อีกทั้งผู้ใหญ่ที่คุณเคารพท่านสามารถแนะนำ ให้ความชัดเจน ช่วยเหลือให้สิ่งที่คุณขาดได้เป็นอย่างดียิ่ง เป็นช่วงเวลาที่คุณทำงานแล้วมีคนเห็นผลงานมากขึ้น ทำให้มีรายได้เกิดขึ้นต่อเนื่อง มีสภาพคล่องทางการเงินจากงานพิเศษ แต่จะจ่ายไปกับของใช้สิ้นเปลืองทั้งหลายที่ไม่เกิดประโยชน์กับชีวิตช่วงนี้เท่าไหร่ เป็นประเภทของสะสมซะส่วนมาก แต่กับลูกน้องบริวารคุณต้องเข้มงวดรัดกุมอย่าให้สิทธิ์อำนาจมากเกินไป เพราะจะทำให้คุณเดือดร้อนได้ในภายหลัง ความรักระวังคุณจะเป็นโรคเลื่อน ทั้งโดนเลื่อนนัด ทั้งเป็นคนเลื่อนเสียเอง ทำให้ระยะห่างจากกันมากขึ้น จะให้ดีมีอะไรก็โทรหากันบ่อยๆ หน่อยในช่วงนี้ สุขภาพจะปวด มึนศีรษะอยู่เป็นระยะๆ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

เป็นช่วงที่อารมณ์ร้อนแรง หงุดหงิดได้ง่าย แต่เพื่อนร่วมงาน ลูกน้องบริวาร ทำอะไรมันช้า มันหนืดไปหมด แรงขับเคลื่อนน้อยลง จะให้ได้อย่างที่คิดต้องตามงาน สอบถามเป็นระยะ ถึงจะบรรลุเป้าหมายที่คุณตั้งใจไว้ มีการเดินทางทั้งระยะใกล้ ไกล พบเจอลูกค้าต่อเนื่อง ก่อนการเดินทางควรเช็กเรื่องของยานพาหนะที่ใช้ ระบบไฟ รวมถึงอุปกรณ์ที่คุณต้องใช้ในงาน มีเหตุชำรุด เสียหาย ติดขัด ถึงเวลาใช้งานจริง การเงินหมดไปกับเรื่องของการเดินทาง จ่ายไปกับอุปกรณ์ส่วนตัวที่ชำรุด เสียหาย ช่วงต้นเดือนหน้าจะมีรายได้พิเศษเข้าต่อเนื่อง ควรเก็บเงินก้อนนี้ไว้ใช้ตอนฉุกเฉิน อีกทั้งควรเตรียมตัวในการดำเนินงานเชิงรุก หาเวลาทบทวนจุดบกพร่องและต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการลุยงานตามหน้าที่โดยเร็ว ความรักควรพูดเฉพาะเรื่องที่ควรพูด พูดหวานหู พูดแต่เรื่องดีๆ ต่อกันช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นได้ สุขภาพระวังเรื่องของอารมณ์ทำให้เครียด ซึ่งความเครียดจะทำให้คุณเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้นครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

หน้าที่การงาน การค้าขาย การติดต่อเจรจา เป็นคนกลางนายหน้า ควรดำเนินการในช่วงนี้ รวมถึงข้อสัญญา การตกลงจำเป็นที่ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่าการพูดด้วยวาจาโดยเฉพาะปลายเดือนจะมีเรื่องวุ่นวายใจ ดังนั้น การวางแผนแล้วยึดตามแผนการที่วางไว้เป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าติดขัดปัญหาใดๆ ผู้ใหญ่ที่คุณเคารพสามารถช่วยเหลือคุณได้เป็นอย่างดี ลูกน้องบริวารฝีมือดีๆ จะมีเข้ามาช่วยให้งานคุณเดินเร็วขึ้น การเงินมีลูกค้าส่วนตัวมากขึ้นทำให้มีเงินหมุนคล่องมือมากขึ้น กับเพื่อนร่วมงานให้ระวังการทำงานที่ขัดตาขัดใจระหว่างกัน ควรระวังเรื่องอารมณ์และวาจาจะทำให้เสียความรู้สึกที่ดีต่อกัน ความรักช่วงนี้เป็นเรื่องที่มีมาควบคู่กับงาน ถ้างานคุณเดินเป็นไปได้ด้วยดีความรักและการเงินสดใสตาม คนรักคนใกล้ตัวเข้ามาช่วยเหลือทำให้คุณมีพลัง มีแรงลุยเรื่องต่างๆ ให้ถึงเป้าหมายได้เป็นอย่างดี สุขภาพระวังความดัน การเดินทางที่นานขึ้น ไกลขึ้นทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหลังและก้นกบมีปัญหาครับ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

งานช่วงนี้ยิ่งทำมากยิ่งได้มาก มีงานฟลุกๆ เข้ามาได้ทั้งในส่วนของเรื่องเงินทอง เรื่องของชื่อเสียงเครดิตที่มีเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน ติดขัดสิ่งใดให้คุณเข้าหาท่าน อีกทั้งควรรายงานผู้ใหญ่ที่ดูแลเป็นระยะยิ่งทำให้คุณได้รับความไว้วางใจมากขึ้น งานเรื่องเอกสารการติดต่อเจรจาส่งผลดีให้กับคุณ อาจติดขัดเรื่องเอกสารในเบื้องต้น แต่สุดท้ายจะสำเร็จทุกอย่างพุ่งฉลุย ส่วนลูกน้องบริวารเป็นช่วงเวลาที่คุณสั่งงานแล้วต้องเคลียร์ให้เข้าใจตรงกันก่อนปล่อยให้ทำ ด้านการเงินนั้นสภาพคล่องทางการเงินจะเริ่มดีขึ้น สิ่งที่ติดขัดเริ่มดีขึ้นมีทางออกการเจรจาในเรื่องเงินประสบผลสำเร็จ แต่มีตัวหารมากขึ้นทำให้ได้ไม่เต็มส่วนที่คิดไว้ คนที่คบหากันได้ไม่นานควรเช็กประวัติไม่เช่นนั้นจะทำให้คุณเสียชื่อ ถูกหลอกทั้งตัวและหัวใจ เงินทองได้ พูดถึงเรื่องที่ต้องเตือนก็คืออาการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนในครอบครัว มีเวลาควรแนะนำหรือหาทางช่วยเหลือ กับสุขภาพของคุณนั้นให้ระวังเรื่องโรคกระเพาะ ปวดท้อง ช่วงกลางลำตัวด้วยครับ

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

หน้าที่การงานมีเหตุให้วุ่นวายทั้งในส่วนของงานเก่า งานใหม่ๆ มีการปรับเปลี่ยนภายในองค์กรที่คุณอยู่ จำเป็นที่คุณต้องตื่นตัว ตามสถานการณ์ อัพเดตข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา มีบางงานที่ตัวคุณไม่อยากทำ แต่เจ้านาย ผู้ใหญ่ใกล้ชิดมอบหมายให้ซึ่งไม่ควรปฏิเสธ จะเป็นงานที่สามารถสร้างชื่อในอนาคตให้คุณอย่างแน่นอน การเงินเป็นเรื่องที่ต้องเซฟได้ควรเซฟ ตั้งแต่ต้นเดือนจะมีเหตุให้คุณต้องจ่ายออกแบบไม่คาดคิดในเรื่องของครอบครัวคนรัก โชคลาภไม่ควรเสี่ยงลงทุนด้วยเงินก้อนโต การลงทุนในระยะนี้ยังไม่คล่องตัวจะมีอุปสรรคไม่ได้ตามเป้า ควรลงทุนแบบรวยรัด รวดเร็ว ซื้อเร็วขายเร็วอาจมีกำไรต่อชิ้นน้อยลง แต่ขอให้เน้นปริมาณเพื่อเปิดตลาดให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นแทน ความรักควรพูดในเรื่องที่สำคัญเป็นประโยชน์และควรพูดเท่านั้น คนที่ความรักยังไม่สดใสกลางเดือนไปแล้วจะเริ่มดีขึ้น สุขภาพระวังการใช้รถ ใช้ถนน เดินทางยังสถานที่ไม่คุ้นเคย ยิ่งช่วงยามวิกาลระวังเป็นพิเศษ มีโอกาสเจ็บเนื้อเจ็บตัวได้ครับ

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

งานจะได้ข่าวการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงโยกย้าย แบบสายฟ้าแลบของเพื่อนร่วมงาน คนในองค์กร ทำให้งานบางส่วนตกมาอยู่ที่คุณ ปัญหาในเรื่องการเรียนรู้ในส่วนของเนื้องาน ไม่สอดคล้องกับระยะเวลาการส่งงาน ทำให้คุณต้องขยันเป็นสอง สามเท่า มีงานบางส่วนที่กระทบต่อผลประโยชน์ของผู้อื่น ทำให้การขอความร่วมมือในบางภาคส่วนมีอุปสรรค แต่ผู้ใหญ่ใกล้ตัวที่สนิทยังสามารถให้คำชี้แนะ หาทางออกที่ดีให้ได้ รายได้ที่มีเข้ามา จะหมดไปกับความอยากได้ อยากมีส่วนตัว บริวารที่คุณดูแลมีโอกาสเจ็บป่วย ทำให้รายจ่ายพุ่งสูงขึ้น จุดเด่นเป็นเวลาของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสินค้าทั้งเพิ่มและลดให้เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบัน แสดงถึงการปรับเปลี่ยนสิ่งใดที่ช่วงนี้จะทำให้อนาคตในระยะต่อไปของคุณมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น คนรักครอบครัวระวังเงินทองทำให้ไม่เข้าใจกัน การตัดสินใจซื้อของใช้ อุปกรณ์ชิ้นใหญ่และราคาสูง ควรยินยอมพร้อมใจจะช่วยลดการโต้เถียงได้ สุขภาพระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ทำให้เจ็บป่วยง่ายขึ้นครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

หน้าที่การงานมีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมในบางส่วนที่คุณรับผิดชอบดูแล มีการขยายหน้างาน ขยายกิจการเพิ่มขึ้น กิจกรรมโดยรวมดีขึ้น สนุกกับกิจกรรมที่คุณทำมากขึ้น มีความท้าทาย ทำให้คุณไม่สามารถหยุดนิ่ง ต้องหาข้อมูลทั้งเก่าและใหม่ ทำให้คู่แข่งอ่านเกมคุณได้ยากขึ้น เป็นช่วงที่ลูกพี่ว่าอย่างไรคุณควรว่าอย่างนั้นแล้วจะอยู่รอดปลอดภัย มีเกาะกำบังที่ดี โดยเรื่องที่ต้องระวังในระยะนี้คือการซื้อของ มีเกณฑ์ได้ของมีตำหนิหรือแพงกว่าร้านอื่นโรงงานอื่น รวมถึงการเช็กสต๊อกสินค้าและระบบบัญชีจะมีจุดผิดพลาด จากนี้ไปต้องรัดกุมดูแลให้ทั่วถึงที่สุด การเงินมีเหตุให้ใช้จ่ายไปในเรื่องครอบครัวคนรัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพร่างกายหรือต้องซื้อทรัพย์สินของมีค่าให้ครอบครัว คนรัก ดีตรงที่มีงานเข้าอย่างต่อเนื่องทำให้คุณมีเงินหมุนได้อยู่ คนรักครอบครัวบรรยากาศโดยรวมดีขึ้น มีการปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน สุขภาพระวังปวดต้นคอ บ่า ไหล่ มากขึ้นกว่าที่ผ่านมาครับ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

งานจะมีงานพิเศษ จ๊อบเล็กๆ เข้าอย่างต่อเนื่อง จะเป็นช่วงที่เนื้อหอม มีคนเอางานมาให้คุณทำตลอดเวลา แต่เรื่องที่ต้องระวังคือ ควรเลือกที่จะรับงาน ดูเรื่องของสัญญาหรือข้อตกลงต้องรัดกุม มีงานส่วนหนึ่งที่ทำไปแล้วผลสุดท้ายจะสร้างปัญหาตามมาให้คุณ อีกทั้งควรหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่จะรับหรือไม่รับงานนั้นๆ ด้วย ปรึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมจากคนสนิทในสายอาชีพเดียวกันกับคุณ การเงินมีเข้าจากจ๊อบต่างๆ ที่คุณรับนั้นเอง ระวังถูกหลอก ถูกโกง ไม่ควรลงทุนในกรณีที่ไม่มีความชัดเจน ท่านที่ทำอาชีพเกี่ยวกับการขายของกินและของใช้ช่วงนี้รายได้ไม่เป็นไปตามที่คาด ทางแก้ในการเพิ่มยอดขายคือควรหาวิธีจัดโปรโมชั่นพิเศษ แล้วรายได้เป็นกอบเป็นกำจะตามมา ความรักต้องพึ่งเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย ด้วยเหตุที่เวลาไม่ตรงกัน ไม่ควรเงียบหายไปเลยกับคนที่คุณยังรู้สึกดีๆ ด้วย สุขภาพระวังเรื่องของลม เรื่องกรดในกระเพาะ การพักผ่อนที่ไม่พอ ทำให้มึน งง ปวดหัว ปวดตามากขึ้นได้ครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

งานจะสำเร็จได้โดยใช้ปากและการเจรจา ถ้ามีการตกลงสิ่งใดในช่วงนี้ อยากให้คุณเปิดตัว คิดหวังสิ่งใดลงไปลุยเอง ไม่ควรไหว้วานให้คนอื่นทำแทน ลูกค้า คู่สัญญาควรเห็นหน้า ได้พบปะพูดคุยกับคุณโดยตรงบ้างจะสำเร็จได้ง่ายขึ้น ระวังเรื่องของสัญญา การต่อรองที่นอกเหนือการตัดสินใจเดิมควรชะลอ เพื่อปรึกษาผู้ใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อีกทั้งข้อมูลในส่วนฝ่ายต่างๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการทำงานของคุณ ควรทำความเข้าใจให้ได้ทั้งหมด จะช่วยได้ในยามคับขัน รายได้พิเศษยังมีเข้า ระวังกระเป๋าหาย ของใช้มีค่าส่วนตัวเสียหาย โทรศัพท์พัง คอมพิวเตอร์เจอไวรัส กับคนรักมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นขึ้น ระวังระหว่างทางที่ไปไหนด้วยกันจะมีการคุยขัดคอกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง จึงควรคุยแต่เรื่องที่สบายใจอย่าเพิ่งเปิดประเด็นที่อาจเป็นชนวนทะเลาะ เมื่อถามถึงโชคลาภนั้นตอบได้ว่าจะมาจากเพศตรงข้าม ด้านสุขภาพระวังเจ็บป่วยจากการเดินทาง เรื่องของอาหารการกินต้องดูแลมากขึ้นด้วยครับ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

งานมีการเดินทาง เปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนที่ทำงาน มีจ๊อบสั้นๆ เข้ามาให้คุณได้ลองฝีมือตลอดเวลา งานเก่า สัญญาเก่าที่คลาดเคลื่อน มีโอกาสที่คุณจะได้กลับมาทำอีกครั้ง รวมถึงงานที่คนอื่นทำไว้ไม่สำเร็จ ผู้ใหญ่จะนำงานชิ้นนั้นๆ กลับมาให้คุณทำจนสำเร็จ ระวังในส่วนของเอกสารสัญญาเก่า ที่ยังเคลียร์ไม่จบ อีกประการอารมณ์จะร้อนแรงขึ้นเร็วลงเร็วมากเป็นพิเศษ ทำให้เสียหายได้ การเงินยังไม่ควรลงทุน เสี่ยงทำการค้าชิ้นใหม่ๆ ซื้อของชิ้นใหญ่ ก่อนการตัดสินใจใดๆ ควรมีข้อมูลที่มากพอ หรือปรึกษาผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ตรง ท่านจะมีข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์กับตัวคุณได้เป็นอย่างดี การกู้ยืมเงินจะมีอุปสรรคในช่วงแรก แต่สุดท้ายจะสำเร็จ อีกทั้งให้ระวังข้าวของเครื่องใช้ในร้านในบ้านจะสูญหายหรือเสียหาย ส่วนความรักสดใส มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น จะมีการเปิดตัวเปิดใจต่อกันมากขึ้น สุขภาพระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ อาการแพ้ต่างๆ หาเวลาไปสูดอากาศบริสุทธิ์บ้างครับ

เลขมงคลประจำปักษ์นี้ เลข 9 เลข 3 และ เลข 1 ควรเว้น เลข 5

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ หลวงปู่ทวด และ หลวงพ่อแพ

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ จะมีงานใหม่ๆ มีกิจกรรมใหม่ๆ มาให้ทำ รวมถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงานใหญ่ๆ อีกครั้งในรอบปี ส่วนบริวารก็จะมีหน้าใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา

“วิถี” ที่เปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

“วิถี” ที่เปลี่ยนแปลง

วันนี้เรามาว่ากันด้วยเรื่อง “ทำเลทอง” กัน!!

ถ้าถามว่า ที่ดิน ณ จุดไหนในประเทศไทยที่มีราคาแพงที่สุด เชื่อว่า คำตอบน่าจะไม่ยาก หลายคนที่ติดตามข่าวสาร น่าจะรู้คำตอบว่า จากการประเมินราคาที่ดิน ล่าสุด พบว่า ที่ดินบริเวณรถไฟฟ้าสยาม มีราคาแพงที่สุด ถึงตารางวาละ 1.65 ล้านบาท หรือตกไร่ละ 660 ล้านบาท สาเหตุที่แพงที่สุด ก็เพราะเป็นย่านใจกลางเมืองที่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านถึง 2 สาย ทำให้ย่านนี้เป็นจุดคมนาคมขนส่งที่พลุกพล่าน มีคนสัญจรใช้เส้นทางไปมาวันหนึ่งหลายแสนคนทีเดียว

แต่ถึงแม้ไม่มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่าน ย่านสยามสแควร์เอง แต่ไหนแต่ไรก็เป็นศูนย์กลาง แหล่งชุมนุมของเหล่าวัยรุ่น วัยเรียน มาตั้งแต่ 20-30 ปีก่อนแล้ว ตั้งแต่สมัยที่รถรายังไม่แน่นถนนขนาดนี้ รถเมล์เป็นการคมนาคมที่สะดวกและแพร่หลายที่สุด จะมีรถเมล์เกือบ 20 สายที่วิ่งผ่านสยามสแควร์ เป็นเหตุให้สยามสแควร์กลายเป็นแหล่งชุมนุม แหล่งนัดพบของวัยรุ่นในอดีต ภาพวัยรุ่นนั่งระเกะระกะ คุยกันบ้างนั่งเหล่สาวกันบ้างตรงขั้นบันไดที่ทอดยาวอยู่หน้าสยามเซ็นเตอร์ กลายเป็นอิริยาบถกิ๊บเก๋ สุดเท่ที่วัยรุ่นสมัยนั้นนิยมชมชอบ

แหล่งช็อปปิ้งย่านสยามสแควร์เอง ก็มีจุดแตกต่าง มีสไตล์แปลกที่เป็นเอกลักษณ์ เป็นที่นิยมของวัยรุ่น ด้วยเพราะสยามสแควร์ อยู่ติดกับสถานศึกษาชื่อดังหลายแห่ง เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มศว.ปทุมวัน เป็นนักเรียนนักศึกษาที่ถือว่า มีกำลังซื้อที่ค่อนข้างสูงทีเดียว ทำให้ย่านสยามสแควร์กลายเป็นย่านค้าขายทำเลทองไปโดยปริยาย

เป็นทำเลค้าขายที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพราะผู้ประกอบการ แผงขายของที่นี่จะมีความหลากหลาย แถมมีหลายร้านที่เป็นคนรุ่นหนุ่มสาวที่มีไอเดียแหวกตลาด มีหัวการค้า เห็นช่องทางการทำมาค้าขาย มีความคิดสร้างสรรค์ ผลิตสินค้าที่มีดีไซน์ ไม่เกร่อ ถูกอกถูกใจวัยรุ่นด้วยกัน

นี่จึงเป็นวิถีของย่านสยามสแควร์ที่ย่านอื่นๆ ลอกเลียนลำบาก และพ่อค้าแม่ค้าล้วนอยากตั้งแผงขายของที่นี่ ราคาค่าแผงจึงสูงตามไปด้วย!!

แต่ล่าสุด สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่บริหารพื้นที่ย่านสยามสแควร์ ให้ข่าวว่า กำลังทบทวนโครงการพัฒนาที่ดินย่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริเวณสวนหลวง-สามย่าน และสยามสแควร์ใหม่ เนื่องจากแผนพัฒนาในปัจจุบันมุ่งเน้นเชิงพาณิชย์มากเกินไป จนทำให้เกิดเป็นเมืองร้างในเวลากลางคืนและไม่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของจุฬาฯ

ใครลองไปเดินเที่ยวชมย่านสยามสแควร์ สามย่านในช่วงนี้ คงจะเห็นจริง ที่ว่า ตอนนี้สยามสแควร์ไม่เหมือนในอดีตอีกแล้ว ที่เห็นชัดเจนก็คือ ผู้คนมาช็อปปิ้ง เดินเล่นน้อยลง เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เสน่ห์ของย่านนี้สูญสลายไปพร้อมๆ กับการพัฒนาปรับโฉม มีอาคารใหม่ผุดขึ้น แทนที่ตึกแถวเดิมๆ ร้านค้าเดิมๆ หายไป กลายเป็นศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่ให้เช่าพื้นที่กับร้านค้าใหม่ๆ ที่ขายสินค้าพื้นๆ ก็ไม่ต่างจากสินค้าย่านประตูน้ำ หรือห้างสรรพสินค้าทั่วๆ ไป เรียกว่า จิตวิญญาณความเป็นวิถีชีวิตที่สยามสแควร์ หรือสามย่านเคยมี หายไปหมด ร้านที่เคยเป็นตำนานกล่าวขานของวัยรุ่นถูกย้ายออกไป

จำได้ว่า เมื่อหลายปีก่อน เคยมีเสียงร้องเรียนมาเป็นระยะๆ ตั้งแต่เมื่อห้างมาบุญครอง หรือ เอ็มบีเค ในปัจจุบัน ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับจุฬาฯ ใหม่ เป็นเงินถึง 25,000 ล้านบาท เป็นข้ออ้างทำให้พื้นที่เช่าในสยามสแควร์ถูกขึ้นค่าเช่า-ค่าเซ้งใหม่ไปด้วย หลายร้านสู้ราคาไม่ไหว จำต้องย้ายออก ขณะที่พื้นที่เดิมถูกรื้อ ถูกประมูลได้โดยบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีทุนหนา ราคาแพงเท่าไหร่ก็จ่ายได้ พัฒนาพื้นที่เป็นห้างรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นดิจิตอล เกตเวย์ หรือสยามสแควร์ วัน

เช่นเดียวกับพื้นที่บริเวณสามย่าน แผงขายอาหารเก่าแก่ที่เคยเรียงรายเป็นตับ ถูกกวาดออกไป กลายเป็นห้างขึ้นแทน ในนามแอมพาร์ค หรือไซวอล์ค ตามด้วยสวนหลวง สแควร์ และจะมีอีกหลายชื่อตามมาในอนาคต

แต่ใจความสำคัญที่ทำให้ย่านนี้ที่เคยเป็น “แหล่งค้าขายทำเลทอง” ที่ถูกกลืนหายไป พร้อมๆ การรื้อถอนพัฒนาพื้นที่ที่เกิดขึ้น ก็คือ จิตวิญญาณของความเป็นสยามสแควร์ วิถีชีวิตแบบคนสามย่าน เป็นจิตวิญญาณที่มีเสน่ห์ มีเอกลักษณ์ ดึงดูดผู้คนให้เข้ามาเดินเล่น เข้ามาช็อปปิ้ง มาหาของอร่อยรับประทาน ใช้เวลาในช่วงวันหยุดพักผ่อน ทั้งหมดทั้งมวลไม่มีเหลืออยู่ในสามย่าน และสยามสแควร์ปัจจุบันอีกแล้ว เพราะมาแล้วก็ไม่ได้อะไร ไม่มีของที่อยากได้อยากซื้อ แถมไม่มีของอร่อยให้รับประทานอีกต่างหาก

ต่อให้มีรถไฟฟ้าวิ่งผ่านเพิ่มขึ้นอีกเป็น 10 สาย สยามสแควร์และสามย่าน จะกลายเป็นเพียงแค่ “ทางผ่าน” เพื่อเปลี่ยนรถโดยสารสัญจรกลับบ้านเท่านั้น

ฉะนั้น ผู้บริหารต้องเร่งแก้ ไม่งั้นที่ดินที่มีราคาแพงที่สุด แต่กลับไม่ใช่ทำเลทองอีกต่อไป!!