“กะหรี่ปั๊บ” ของดี ของดัง เมืองสระบุรี สูตรดั้งเดิมกว่า 50 ปี ยอดขายยังดี ไม่มีตกเทรนด์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0719151059&srcday=2016-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 407

ของดี…ทั่วไทย

วัชรี ภูรักษา

“กะหรี่ปั๊บ” ของดี ของดัง เมืองสระบุรี สูตรดั้งเดิมกว่า 50 ปี ยอดขายยังดี ไม่มีตกเทรนด์

“เนื้อนุ่ม นมดี กะหรี่ดัง” แทบจะเรียกได้ว่าเป็นสโลแกนของจังหวัดสระบุรี ที่ทำให้ผู้คนรู้จักจังหวัดสระบุรี ผ่านวลีเด็ดดังกล่าว ซึ่งที่กล่าวขานกันมานั้นก็เห็นว่าจะไม่ผิดแผกไปมากเท่าใดนัก เพราะที่จังหวัดสระบุรี “กะหรี่ปั๊บ” ก็ยังขึ้นแท่นของเด่น ขายดี ประจำจังหวัดไม่มีตกกระแสนิยม

คุณสิริพร ดิบแดง ในฐานะหัวหน้ากลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรมวกเหล็ก และเจ้าของสูตรกะหรี่ปั๊บดั้งเดิมที่สืบทอดกันมากว่า 50 ปีจากรุ่นคุณยาย เล่าว่า “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรมวกเหล็ก เป็นชื่อกลุ่มใหม่ที่ปรับปรุงฟื้นฟูกันมาเมื่อปี 2552 จากกลุ่มเดิมที่มีตั้งกลุ่มฝึกอาชีพแปรรูปเนื้อสัตว์ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรองรับงบประมาณโครงการฝึกอาชีพกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น

ที่มีการปรับปรุงฟื้นฟู ก็เพราะว่า ทางกลุ่มประสบกับปัญหาวัตถุดิบมีราคาสูงขึ้น ทำให้ต้องหยุดการผลิตไป เพราะสมาชิกหมดกำลังใจและเงินทุนในการผลิตต่อ ตนจึงได้เสนอทางเลือกว่า ให้ผลิตกะหรี่ปั๊บจำหน่าย เพื่อเป็นการเพิ่มรายได้ เนื่องจากกะหรี่ปั๊บเป็นของขึ้นชื่อของจังหวัดสระบุรี และมีพื้นฐาน รู้สูตรที่ได้รับการสืบทอดมา จึงผลิตและพัฒนากะหรี่ปั๊บจนเป็นที่ยอมรับของตลาด ยอดจำหน่ายก็เพิ่มสูงขึ้นรื่อยๆ

ปัจจุบัน กะหรี่ปั๊บของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรมวกเหล็ก ใช้ชื่อแบรนด์ว่า “กุสุมา” มีจำหน่าย ณ จุดขายของฝากในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ที่ศูนย์โอท็อปคอมเพล็กซ์พุแค จังหวัดกาญจนบุรี และส่งขายไปยังจังหวัดตรัง และจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เนื่องจากมีออร์เดอร์เข้ามาขอซื้อไปขาย ทั้งยังได้รับการติดต่อจากผู้ค้าจากประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่นมาติดต่อ เพื่อซื้อเข้าไปจำหน่าย แต่ยังต้องพัฒนาการเก็บรักษาให้ได้นาน 1 ปี ซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการพัฒนาสินค้าต่อไป”

โดยผลิตภัณฑ์กะหรี่ปั๊บของที่นี่ มีหลากหลายไส้ เช่น ไส้ไก่ ไส้เผือก ไส้ถั่ว ไส้หมูเห็ดหอม ไส้หมูหย็องพริกเผา ไส้สับปะรด ไส้ปลาทรงเครื่อง และไส้องุ่น ซึ่งเป็นไส้ใหม่ที่ได้รับการแปรรูปขึ้น เพื่อรองรับผลผลิตองุ่นที่มีปัญหาเรื่องตลาด ราคา และความสวยงามของลูกองุ่น เนื่องจากพื้นที่ของจังหวัดสระบุรี เป็นพื้นที่ที่มีการปลูกองุ่นกันมากพอสมควร จึงได้รวมกลุ่มเกษตรกรที่ทำไร่องุ่น รวบรวมผลผลิตมาแปรรูป เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้ามากขึ้น

นอกจากจะมีกะหรี่ปั๊บไส้องุ่นแล้ว ทางกลุ่มยังมีผลผลิตแปรรูปจากองุ่นอย่างน้ำองุ่นสด องุ่นกวน และอีกหลากหลายผลิตภัณฑ์แปรรูปด้วย คุณสิริพร บอก

สำหรับกะหรี่ปั๊บ ไส้ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 3 อันดับคือ ไส้ไก่ ไส้เผือก และไส้ถั่ว ส่วนไส้อื่นๆ ที่เหลือก็ได้รับความนิยมลดหลั่นกันไป ซึ่งกะหรี่ปั๊บที่นี่ผลิตตามยอดออร์เดอร์ที่ได้รับการสั่งมา หากคิดเฉลี่ยออร์เดอร์ที่ต้องทำในแต่ละวัน ต้องผลิตกันไม่ต่ำกว่า 4,000 ชิ้น

โดยคุณสิริพร กล่าวว่า “กะหรี่ปั๊บ ภายใต้แบรนด์ของกุสุมา เป็นตำนานความอร่อยที่สืบทอดกันมากว่า 50 ปี ตั้งแต่รุ่นคุณยาย ซึ่งนับได้ว่าเป็นเจ้าแรกๆ ของจังหวัดสระบุรี โดยมีเอกลักษณ์ที่เนื้อแป้งบางกรอบ แป้งสีเหลืองนวล ไม่อมน้ำมัน ลวดลายก้นหอยต้องเด่นชัด ไส้กะหรี่ปั๊บต้องหอม เนื้อนุ่มละมุนลิ้น ซึ่งทางกลุ่มเลือกวัตถุดิบที่มาใช้ในการผลิตชั้นดี สามารถเก็บรักษาได้นาน 3 เดือน เพื่อให้เหมาะกับการนำไปเป็นของฝาก ที่สำคัญคือ ได้รับมาตรฐานและเครื่องหมายจาก อย. และ มผช. ด้วย”

สำหรับใครที่สนใจก็สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแม่บ้านเกษตรมวกเหล็ก เลขที่ 296 ม.9 ตำบลมิตรภาพ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี 18180 หรือ โทรศัพท์ (081) 570-8066

กาแฟ บ้านไทลื้อ ร้านดังเมืองน่าน “วิวหลักล้าน” พีกสุดขายวันละพันแก้ว!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0730150859&srcday=2016-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 403

ของดี…ทั่วไทย

พารนี

กาแฟ บ้านไทลื้อ ร้านดังเมืองน่าน “วิวหลักล้าน” พีกสุดขายวันละพันแก้ว!

ยามนี้ “ปัว” อำเภอเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่ในหุบเขาของจังหวัดน่าน กำลังเพิ่มระดับความนิยมมากขึ้นตามลำดับ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวหนุ่ม-สาว ชาวฮิปสเตอร์จากทั่วสารทิศ ให้เดินทางไปเยี่ยมเยือนกันไม่ขาดสาย

ความโดดเด่นของพื้นที่อันเป็น “จุดหมายปลายทาง” ของใครหลายคนนี้ น่าจะอยู่ที่ความงามตามธรรมชาติของ ท้องฟ้า แม่น้ำ ภูเขา ต้นไม้ รวมทั้งสีเขียวขจีของ “ทุ่งนา” ที่สามารถทอดมองไปได้ไกลจนสุดลูกหูลูกตา

ร้านกาแฟ บ้านไทลื้อ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลศิลาแลง อำเภอปัว นับเป็นอีกหนึ่ง “ไฮไลต์” ของอำเภอน่าเที่ยวแห่งนี้

เพราะนอกจากรสชาติของเครื่องดื่มจะถูกปากบรรดาคอกาแฟแถมราคาไม่แพงด้วยแล้ว ร้านกาแฟบรรยากาศสุดชิกนี้ ยังมีซุ้มไม้มุงจาก ทอดยาวเรียงรายลงไปในผืนนา รอให้บรรดาอาคันตุกะจากต่างถิ่นเดินเลาะไปตามทางบนสะพานไม้ไผ่ก่อนไปนั่งรับลม ชมวิวกันแบบชิล-ชิล ได้แบบไม่คิดตังค์เพิ่ม

เรียกว่าซื้อกาแฟแก้วละไม่กี่สิบบาท แต่สามารถนั่งชมวิว “หลักล้าน” กันได้เลยทีเดียว

คุณพนม แก้วเทพ อายุ 46 ปี เจ้าของกิจการ “ลำดวนผ้าทอ” ร้านจำหน่ายผ้าทอลายน้ำไหลไทลื้อ และสินค้าของฝากจากเมืองน่าน และกิจการร้านกาแฟ บ้านไทลื้อ สละเวลามาให้ข้อมูลกับ “เส้นทางเศรษฐี” ด้วยอัธยาศัยเป็นกันเอง

เริ่มต้นให้ฟัง ตัวเขาและ คุณลำดวน แก้วเทพ ผู้เป็นภรรยา เป็นคนไทยมีเชื้อสายไทลื้อ ก่อนหน้านี้เคยเปิดธุรกิจอู่ซ่อมรถ มีลูกน้องเกือบ 10 คน ควบคู่กับทำธุรกิจรับซื้อขาย-แลกเปลี่ยนรถยนต์ อยู่ในอำเภอปัว

ช่วงราวปี 2541 ที่ประเทศไทยประสบกับวิกฤตค่าเงินบาท กิจการที่มีอยู่พังไม่เป็นท่า จนต้องกลายเป็นบุคคลล้มละลาย

จังหวะนั้นเอง เจ้าของธุรกิจขายผ้าคนหนึ่งอยากได้รถ เขาเลยนำรถที่เหลืออยู่ไปแลกกับผ้าทอลายน้ำไหล ซึ่งเป็นสินค้าของชาวไทลื้อ ก่อนนำมาเป็นอาชีพใหม่ โดยตระเวนไปหาแหล่งจำหน่ายทั้งในตัวเมืองน่านและจังหวัดใกล้เคียง อย่าง สุโขทัย แพร่ ตาก เชียงใหม่ เชียงราย ฯลฯ

ทำอยู่พักใหญ่จึงมาเช่าห้องแถวเปิดร้านจำหน่ายผ้าทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูปชาย-หญิง ตั้งชื่อว่า “ลำดวนผ้าทอ”

กิจการขายดีขึ้นตามลำดับ แต่มักหมดไปกับค่าเช่าร้าน จึงขยับขยายมาเปิดร้านแห่งใหม่บนที่ดินของตัวเองจนกระทั่งปัจจุบัน

“ร้านลำดวนผ้าทอ เปิดมาได้ 10 กว่าปี ส่วนร้านกาแฟ ทำมา 3 ปีกว่าแล้ว ลูกค้ามีมากขึ้นเรื่อยๆ” คุณพนม บอก ก่อนยิ้มกว้าง

และย้อนให้ฟังถึงที่มาของการลงทุนทำร้านกาแฟ ที่หลายคนชื่นชมกันว่าบรรยากาศดีมาก ติดอันดับต้นๆ ของประเทศนั้น เริ่มจากตอนทำร้านลำดวนผ้าทอ ลูกค้ามีทั้งผู้หญิง-ผู้ชาย ซึ่งบางคนขี้เกียจเลือก มักพากันไปนั่งศาลาไม้หลังร้าน เขาเลยนำกาแฟซองสำเร็จรูป พร้อมทั้งกระติกน้ำร้อน แก้วกาแฟ มาวางไว้ให้เพื่อเป็นการบริการลูกค้า

มาระยะหลังลูกค้ามีมากขึ้น เลยคิดอยากเปิดร้านกาแฟอีก 1 อย่าง แต่ระหว่างยังไม่ตัดสินใจ มีเพื่อนมาเสนอขายเครื่องชงกาแฟสดให้แบบไม่ต้องจ่ายเงินก้อน เพราะซื้อมาราคา 200,000 บาท แต่ใช้ได้ไม่ถึง 6 เดือน ลูกจ้างลาออกไปก่อนเลยไม่ได้ทำต่อ

จากนั้นตัวเขาและลูกสาว จึงพากันไปเรียนรู้การคั่ว การกะเทาะเปลือกกาแฟ จากเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ดอยตุง เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิตได้ทางหนึ่ง

ส่วนซุ้มไม้มุงจาก ที่สร้างทอดไปในผืนนา มีสะพานไม้ไผ่เชื่อมให้เป็นทางเดินแก่นักท่องเที่ยวนั้น คุณพนม บอก เกิดจากความคิดเขาเอง ที่ต้องการให้ลูกค้าได้สัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด แบบหาไม่ได้ในเมืองใหญ่ ที่มักมีแต่ตึกปูนและถนนคอนกรีต

มาถึงวันนี้ ร้านกาแฟในแบบของเขา ถูกหลายคนยกให้เป็นสถานที่ต้องห้ามพลาดของจังหวัดน่านไปแล้ว คุณพนมยิ้มน้อยๆ ก่อนออกตัวว่า

“อาจเพราะเราไม่หวงสถานที่ บางคนมานั่งนานชั่วโมง-2 ชั่วโมงก็ช่าง ใครไม่ซื้อก็นั่งได้ ใจจริงอยากให้เป็นสถานที่กึ่งสาธารณะ ใครก็มาได้ตามอัธยาศัย บางครั้งมีแขกโทรศัพท์มาขอจองซุ้มไม้นั่ง ผมบอกไม่ได้หรอก ใครมาก่อนนั่งก่อนเลย ไม่งั้นเสียโอกาสคนอื่นที่จะมาเที่ยว” คุณพนม เผยจุดยืน

กระซิบถามถึงรายได้ของร้านกาแฟสุดชิกนี้ เจ้าของกิจการเผย วันธรรมดา ถ้าฝนไม่ตก มีลูกค้าเรื่อยๆ ขายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 150 แก้ว วันเสาร์-อาทิตย์ ขายได้ไม่ต่ำกว่าวันละ 300 แก้ว ช่วงหยุดยาวที่ผ่านมา ขายได้วันละกว่า 1,000 แก้ว

ล่าสุดทราบว่า ทางร้านกาแฟ บ้านไทลื้อ มีอาหารพื้นบ้านพร้อมให้บริการแล้วด้วย แต่รับจำนวนจำกัดต่อสัปดาห์ ส่วนซุ้มไม้ไผ่นั้น แล้วแต่ลูกค้าจะเลือกนั่ง

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (088) 411-2098 หรือ Facebook/ลำดวนผ้าทอ อ.ปัว

ของชำร่วยทำมือ จากไม้มงคล + วัสดุธรรมชาติ เก๋ แอนด์ กรีน แถมขายดิบขายดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07014010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ของดี…ทั่วไทย

พารนี

ของชำร่วยทำมือ จากไม้มงคล + วัสดุธรรมชาติ เก๋ แอนด์ กรีน แถมขายดิบขายดี

“…ผลตอบรับดีขึ้นตามลำดับ ออร์เดอร์มีต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน บางรายสั่งไปถึง 1,000 ชิ้น หลายรายอยากเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่าย”

ของชำร่วย ของที่ระลึกในงานมงคล โดยเฉพาะงานแต่ง เจ้าภาพร้อยทั้งร้อย เป็นต้องพิถีพิถันกับตัวแทนความรักของบ่าว-สาว

เรียกได้ว่า กว่าจะตัดสินใจเลือกใช้วัตถุแบบไหน มามอบแด่แขกเหรื่อที่เชื้อเชิญมานั้น ต้องเฟ้นแล้วเฟ้นอีกกันแบบสุดๆ เลยทีเดียว

……………

Love Ozone (เลิฟ โอโซน) ของชำร่วยทำมือจากต้นไม้มงคลและวัสดุธรรมชาติ ของขายดีมีความกิ๊บเก๋สไตล์รักษ์ธรรมชาติ รายนี้ อาจเป็นที่ถูกอกถูกใจของใครหลายคนซึ่งกำลังมองหาของชำร่วยแบบไม่ซ้ำใคร มีแหล่งผลิตอยู่ที่จังหวัดชลบุรี เป็นผลงานของสาวบัญชี จากรั้วพ่อขุน วัย 31 ปี นามว่า คุณศุ-ศุพิดา ชัยประเศียร

ย้อนความเป็นมาให้ฟัง ก่อนหน้านี้เป็นพนักงานบริษัท หลังจากแต่งงานได้ 3 ปี มีพยานรัก จึงลาออกมาอยู่บ้านเลี้ยงลูก และทำอาชีพขายเครื่องสำอางทางออนไลน์ แต่มีคนทำกันเยอะ เลยมองหาสินค้าอื่น

ก่อนถามตัวเองว่าชอบอยู่กับอะไร ได้คำตอบกลับมาว่า “ต้นไม้”

จึงถามไถ่ญาติที่ทำธุรกิจขายต้นไม้อยู่ก่อนหน้าซึ่งไม่ได้ปลูกเอง แต่ใช้วิธี “รับมา-ขายไป”

โดยขอให้ช่วยซื้อต้นไม้มงคลขนาดเล็ก เช่น ช้อนเงิน ช้อนทอง ออมเงิน ออมทอง ออมเพชร ออมนาค ออมมณี เฟิร์นข้าหลวง ฯลฯ มาเผื่อด้วย ตอนที่ไปรับต้นไม้มาจากแหล่งขายส่ง อย่าง ตลาดนัดจตุจักร หรือรังสิต-นครนายก คลอง 15

ขณะที่เธอจะมองหาภาชนะใส่ต้นไม้ที่สั่งมา เน้นไปที่วัสดุจากธรรมชาติ อย่าง ไม้ไผ่ เนื่องจากจังหวัดชลบุรี มีข้าวหลามในกระบอกไม้ไผ่ เป็นสินค้าขึ้นชื่อด้วย รวมถึงกระสอบ ถุงกระดาษรักษ์โลก กระถางทำจากกาบมะพร้าว ฯลฯ ซึ่งแหล่งซื้อส่วนใหญ่ ได้มาจากทางเว็บไซต์ขายสินค้าเกษตรแนวใหม่

เมื่อมีต้นไม้และภาชนะทำจากวัสดุธรรมชาติแล้ว คุณศุจึงใช้ไอเดียและฝีมือในแบบของเธอ ประดิษฐ์งานของชำร่วย ออกมาให้ดูดีสะดุดตาแก่ผู้พบเห็น ก่อนถ่ายรูปนำไปอัพเฟซของตัวเอง ปรากฏมีคนสนใจกันมาก

กระทั่งไม่นานมานี้ ตัดสินใจเปิดเพจค้าขายออนไลน์ให้เป็นเรื่องเป็นราว ใช้ชื่อว่า “ของชำร่วยทำมือจากต้นไม้มงคลและวัสดุธรรมชาติ Love Ozone” ซึ่งผลตอบรับดีขึ้นตามลำดับ ออร์เดอร์มีต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน บางรายสั่งไปถึง 1,000 ชิ้น หลายรายอยากเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่าย แต่ไม่สามารถเปิดรับได้ เนื่องจากมีแรงงานเป็นสมาชิกในครอบครัวไม่กี่คน เกรงว่าจะทำส่งให้ไม่ทัน

ถามถึงขั้นตอนการสั่งสินค้า คุณศุ แจง ต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน ออร์เดอร์ขั้นต่ำ 100 ชิ้นขึ้นไป ส่วนรูปแบบว่าจะใช้ต้นไม้ชนิดไหน-ภาชนะแบบใดนั้น ลูกค้าสามารถบอกความต้องการมาได้

จากนั้นจึงมีการคิดคำนวณราคากัน ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ชิ้นละ 30-35 บาท ถ้าสั่งจำนวนมากราคาจะถูกลง ก่อนลงมือทำขอมัดจำล่วงหน้า 30 เปอร์เซ็นต์

ส่วนฐานลูกค้าที่สั่งซื้อมาก่อนหน้านี้ โดยมากมาจากจังหวัดทางภาคอีสาน อย่าง หนองคาย อุดรธานี มุกดาหาร คนไทยในประเทศลาว ก็เคยสั่งเข้ามา ส่วนลูกค้าทางภาคใต้ มีบ้างประปราย

คุณศุ บอกต่อเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้านั้นว่า จะใช้บริการระบบขนส่งทางรถทัวร์และรถตู้ เป็นหลัก โดยลูกค้าจะเป็นผู้มารับที่ท่ารถตามนัดหมายกัน ซึ่งในการบรรจุสินค้าทุกชิ้น จะมีการใช้ความระมัดระวังอย่างดี เพื่อป้องกันความเสียหาย ที่ผ่านมาลูกค้าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์พึงพอใจดี

กระซิบถามถึงผลตอบแทนในธุรกิจนี้ คุณศุ เผย กำไรไม่ต่ำกว่าครึ่ง ยิ่งถ้าได้ออร์เดอร์มากขึ้น อย่าง 500 ชิ้นขึ้นไป กำไรจะอยู่ที่ 60 เปอร์เซ็นต์

และบอกต่อถึงความตั้งใจด้วยว่า ในอนาคตคิดจะเพาะพันธุ์ต้นไม้เอง ทำแบบเกษตรแนวใหม่ ปลูกพืชที่ไม่ต้องใช้ดินมาก ตอนนี้อยู่ระหว่างหาที่ดินและศึกษาธรรมชาติของต้นไม้แต่ละชนิดไปพลางก่อน

“ธุรกิจนี้ทำแล้วมีความสุข แม้คู่แข่งมีเยอะ แต่เราสามารถหาจุดเด่น คิดไอเดียออกมาใหม่ ทำให้แตกต่างได้ เชื่อว่าตลาดไม่มีวันเต็ม ตราบใดที่มีงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ และงานแสดงความยินดีต่างๆ ไม่มีวันดับ และถึงอย่างไร คนเราต้องอยู่คู่กับต้นไม้อีกนาน” คุณศุ ฝากไว้อย่างนั้น

……………

สนใจอยากอุดหนุน ของชำร่วยสไตล์เก๋แอนด์กรีน สอบถามเพิ่มเติมที่ คุณศุ โทรศัพท์ (090) 985-6296 หรือ Facebook/ของชำร่วยทำมือจากต้นไม้มงคลและวัสดุธรรมชาติ Love Ozone

ปั้นฝัน “ราย็อง” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ใจกลางระยอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ของดี…ทั่วไทย

สดุจตา

ปั้นฝัน “ราย็อง” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ใจกลางระยอง

“วันหยุดนักขัตฤกษ์ ต้องรอต่อคิวโต๊ะ ยอดขายอาจแตะถึง 30,000 บาท เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยวเดินทางมามากขึ้น กลายเป็นว่าเขาได้เข้ามาชมเมืองโบราณ ชุมชนเก่าของระยอง มาทานอาหารที่ร้าน กลายเป็นเรื่องบอกต่อๆ กัน”

ถนนยมจินดา ตั้งอยู่อำเภอเมืองระยอง เมื่อครั้งอดีตถนนเส้นนี้คือถนนสายเศรษฐกิจที่มีการค้าขายอย่างคึกคัก แต่ทว่าหลายปีล่วงผ่าน ความเงียบเหงาแทนที่ แม้กระทั่งคนในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ยังแทบไม่รู้จักเรื่องราวของถนนเส้นนี้ ต่างจาก คุณธัชญา จวงสันทัด หญิงสาวชาวกรุงเทพฯ ที่เมื่อมีโอกาสเห็นถนนเส้นนี้ และบ้านเรือนไม้หัวมุม เลขที่ 001 เธอตัดสินใจลงหลักปักฐาน สร้างอาชีพให้ตัวเอง ภายใต้ชื่อร้าน “ราย็อง” ตามเสียงเรียกจังหวัดระยองเมื่อครั้งอดีต

จากความถูกชะตาในพื้นที่และบ้านไม้หลังงามอายุอานามกว่า 100 ปี จากการเริ่มต้นขายกาแฟบนรถเข็นที่มีชุดโต๊ะเก้าอี้ให้ลูกค้านั่ง 3 ชุด จากยอดขายวันละ 300 บาท ผ่านมา 14 ปี ในวันนี้ ร้านราย็อง ทำรายได้หลักหมื่นบาทต่อวัน และกลายเป็นร้านที่คนระยอง และนักท่องเที่ยวต่างต้องเดินทางมา จึงอาจเรียกได้ว่านี่คือ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ใจกลางเมืองระยอง

เปิดบ้านอายุกว่าร้อยปี

จากกาแฟรถเข็น สู่ร้านหรู

คุณธัชญา หรือ คุณยะห์ เล่าย้อนไปเมื่อ 14 ปีก่อนให้ฟังว่า หลังศึกษาจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนสุนันทา เธอก็เข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ว่าไม่นานก็ตัดสินใจลาออก ด้วยเพราะมาเห็นบ้านหลังเก่าบนถนนยมจินดา ภาพการค้าขายจึงเกิดขึ้นในใจทันที

“ตอนได้มาเห็นครั้งแรกถนนเส้นนี้เงียบมาก แต่เมื่อรู้ประวัติว่าเคยเป็นถนนเศรษฐกิจ และเพียงแค่เปิดประตูบ้านไม้หัวมุม ก็เกิดความรู้สึกชอบ จึงตัดสินใจขอเช่าในราคาเดือนละ 3,500 บาท เพื่อเปิดร้านขายกาแฟ”

ร้านค้าตั้งอยู่บางตา ส่วนร้านกาแฟก็แทบไม่ปรากฏให้เห็น แต่ทว่าคุณยะห์กลับมั่นใจว่า จะสามารถปลุกให้พื้นที่นี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

เงินลงทุนหลักหมื่นบาทกับการซื้อรถเข็นและอุปกรณ์ขายกาแฟ รวมชุดโต๊ะเก้าอี้ 3 ชุด ยอดขายวันแรก 300 บาท คุณยะห์ ว่า นี่คือความภูมิใจว่าได้เดินมาถูกทาง

“เริ่มต้นขายกาแฟแก้วละ 15 บาท ขายได้ 300 กว่าบาท ดีใจมาก เพราะเมนูก็มีแค่เครื่องดื่มไม่กี่รายการกับขนมปังปิ้ง ส่วนความรู้ด้านการชง อาศัยลองผิดลองถูกด้วยตัวเองหมด และเมื่อยอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งรู้เลยว่ามาถูกทาง การขยับขยายจึงค่อยๆ ตามมา”

จากพื้นที่นั่งตั้งโต๊ะได้ 3 ชุด ขยับขยายมาเป็น 20 ชุด ส่วนเมนูเพิ่มมากขึ้น ทั้งเครื่องดื่ม อาหารหวานคาว และจากพื้นที่เช่าเล็กๆ ก็ขอเช่าเพิ่ม จวบจนปัจจุบันซื้ออาคารด้วยเงิน 3 ล้านบาท เป็นเจ้าของร้านอย่างเต็มภาคภูมิ

สวย อร่อย คุ้มค่า

ทุกเมนูลงมือทำเอง

ความคิดสร้างสรรค์ บวกการตกแต่งจาน ส่วนหนึ่งอาจมาจากความเป็นอาร์ตของคุณยะห์เอง และสำคัญคือคุณยะห์จับตลาดถูกว่าจะขายใคร ยิ่งสมัยนี้โซเชียลมีผลต่อการโปรโมตร้าน ก็ยิ่งต้องสร้างจุดต่างให้กลายเป็นเรื่องราวที่คนคนหนึ่งจะสามารถเล่าผ่านไปยังคนอีกหลายๆ คนได้

“อย่างที่บอกเริ่มแรกขายเครื่องดื่มกับขนมปังปิ้ง จากนั้นก็เพิ่มเมนู และแต่ก่อนไม่มีอาหารจานหลัก ก็มองว่าลูกค้าอย่างถ้ามาเป็นกลุ่ม บางคนต้องการทานข้าว เขาก็พากันไปทานข้าวก่อน บางทีอิ่มแล้วก็ไม่กลับมาร้านเรา จึงว่าถ้าอย่างนั้นก็ทำอาหารจานหลักรองรับลูกค้าเลยแล้วกัน โดยปัจจุบันนี้มีเมนูเกือบ 100 รายการแล้ว แต่ที่ได้รับความนิยมถือเป็นซิกเนเจอร์ ก็อย่าง ข้าวมันไก่ โรตีพิซซ่า เมี่ยงคำร้อยปี สลัดเมล่อน หรืออย่างฤดูกาลมะม่วงก็มีไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวมะม่วง”

นอกจากความหลากหลายของเมนู บวกจัดจานสวยงาม ในส่วนของปริมาณ และราคา คุณยะห์ ว่า สำคัญไม่ยิ่งหย่อน เพราะขายอาหารถ้ารสไม่ดี มีหรือจะเกิดการทานซ้ำ ในขณะที่ถ้าปริมาณต่อจานทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ ยิ่งไม่ได้ใจ

“เรื่องเมนูพยายามทำให้ครอบคลุมหวานคาว และทุกรายการทำเองทั้งหมด แม้กระทั่งน้ำจิ้ม หรืออย่างไอศกรีม แน่นอนว่าต้องเหนื่อยมากเพราะมีรายการอาหารเกือบ 100 เมนู แต่ว่าเราภูมิใจกับการจะได้ตอบลูกค้าว่า ทำเอง ส่วนรสชาติให้ความใส่ใจมาก ตั้งแต่คัดเลือกวัตถุดิบ อย่างข้าวมันไก่จานละ 45 บาท จัดลงจานโดยมีใบตองรองรับ หน้าตาดูดี รสอร่อย ปริมาณก็ต้องสมเหตุสมผลด้วย ซึ่งผ่านมา 14 ปี ลูกค้าบางคนทานตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน จนตอนนี้แต่งงานมีลูกแล้ว ก็ยังจูงลูกมาทานอยู่เลย”

คืนสู่ความคึกคัก

สร้างโอกาสท่องเที่ยว

จากความเงียบเหงาของถนนยมจินดา มาในวันนี้เริ่มคืนสู่ความคึกคัก และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าร้านราย็อง คือหนึ่งในการเรียกนักท่องเที่ยวและรวมไปถึงคนในพื้นที่จังหวัดระยองให้กลับมาเยือนอีกครั้ง ซึ่งในอนาคตข้างหน้า คุณยะห์ ตั้งใจว่าจะทำให้ร้านราย็อง กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่

“เมื่อก่อนตอนเปิดร้าน คนระยองยังไม่รู้จักร้าน ไม่รู้จักย่านชุมชนเก่าแห่งนี้ อย่างนักท่องเที่ยวเองก็มักจะเดินทางไปทะเล ไปเกาะเสม็ดกันหมด แต่มาในวันนี้กลับมาคึกคัก คนระยองเดินทางมาทานกันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน และด้วยเป็นเมืองอุตสาหกรรม กำลังซื้อจึงสูงมาก ไม่เกี่ยงเรื่องราคา ส่วนในวันหยุดและวันนักขัตฤกษ์ ก็จะได้กลุ่มนักท่องเที่ยวเข้ามาทาน มาแชร์ภาพและเรื่องราว การบอกต่อจึงไปได้กว้างและเร็วมาก”

บวกกับราคาขายตั้งไว้ไม่สูง เริ่มต้น 15 บาท ไปจนถึง 220 บาท (สลัดเมล่อน ใช้เมล่อนสดจากสวน) ราย็อง จึงกลายเป็นร้านที่สามารถจับตลาดได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย

“วันหยุดนักขัตฤกษ์ ต้องรอต่อคิวโต๊ะ ยอดขายอาจแตะถึง 30,000 บาท เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยวเดินทางมามากขึ้น กลายเป็นว่าเขาได้เข้ามาชมเมืองโบราณ ชุมชนเก่าของระยอง มาทานอาหารที่ร้าน กลายเป็นเรื่องบอกต่อๆ กัน”

จากจำนวนร้านกาแฟเมื่อวันเริ่มเปิดมีอยู่ราว 2 แห่ง จึงเรียกว่าโอกาสทางการตลาดสูง แต่มาวันนี้ระยะทางราว 1 กิโลเมตรบนถนนยมจินดา มีผู้ประกอบการค้าขายเครื่องดื่มประเภทกาแฟ และบางร้านเปิดจำหน่ายอาหารอื่นด้วย รวมแล้วราว 6 แห่ง แต่ทว่าคุณยะห์กลับไม่เห็นถึงปัญหา เพราะเชื่อว่าถ้าใช้ใจทำงาน โอกาสยืนอยู่บนถนนสายนี้ก็ยังอีกยาวไกล

เปิดเพิ่ม 2 สาขา

แฟรนไชส์จ่อรอคิว

ด้วยเพราะกำลังซื้อของคนในพื้นที่มีสูง จึงทำให้วันนี้มีผู้เปิดร้านกาแฟจำนวนมาก และก็จำนวนไม่น้อยต้องปิดตัวลง

คุณยะห์ให้ข้อคิดถึงผู้ที่ต้องการก้าวสู่เส้นทางสายนี้ว่า “ร้านกาแฟในตัวเมืองน่าจะร้อยกว่าร้าน ผุดขึ้นเยอะมาก บางคนเปิดร้าน ชงกาแฟไม่ถึง 20 แก้วเลิกแล้ว ซึ่งถ้ามองถึงปัญหา ส่วนหนึ่งเพราะทำตามๆ กัน ไม่มีความแตกต่าง จริงๆ แล้ว ต้องหาจุดเด่นของตัวเองให้เจอ ที่เราอยู่มาได้เพราะราย็องเป็นตัวของตัวเอง และขอย้ำเลยว่า ความอดทนเป็นเรื่องสำคัญมาก คิดจะเปิดร้านกาแฟต้องมองตัวเองให้ออกว่ารักอาชีพนี้หรือไม่ อย่าลืมว่างานนี้คืองานบริการ ลูกค้ามาร้อยคนก็ร้อยแบบ สามารถรองรับตรงนี้ได้หรือเปล่า”

คุณยะห์ยังกล่าวถึงองค์ความรู้ว่า แม้ไม่ได้จบด้านการตลาด หรือเรียนรู้การทำอาหารมาก่อน แต่อาศัยตนเองเป็นคนชอบปรุงและชอบค้าขาย บวกการสั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 10 ปี ทำให้เข้าใจในอาชีพ และจากความสำเร็จในสาขาแรก มาวันนี้ ราย็องเปิดสาขาเพิ่มอีก 2 แห่งคือ สาขาทับมา และสาขาพัทยา

ไม่เพียงเท่านั้นยังมีผู้สนใจต้องการติดต่อร่วมลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ ซึ่งคุณยะห์ ว่า ต้องขอเวลาศึกษารูปแบบ และโดยเฉพาะในด้านการควบคุมคุณภาพ รสชาติ ให้เสมือนต้นตำรับ

ส่วนผู้สนใจเดินทางไปร้านราย็อง สอบถามเส้นทางได้ที่ โทรศัพท์ (093) 320-0058

“กือโป๊ะ” สแน็กอมตะ ของเด่น…เมืองปัตตานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ของดี…ทั่วไทย

พารนี ปัทมานันท์ : ภาพ/เรียบเรียง เมดาริน กฤษณะราช : ถอดเทปสัมภาษณ์

“กือโป๊ะ” สแน็กอมตะ ของเด่น…เมืองปัตตานี

สืบค้นข้อมูลจากเว็บไซต์วิทยาลัยชุมชนปัตตานี ทำให้มีความรู้ขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับของรับประทานเล่นของพี่น้องสามจังหวัดชายแดนใต้ตอนล่าง มีชื่อเรียกแปลกหูว่า “กือโป๊ะ”

จะว่าไปแล้วของว่างชนิดนี้มีชื่อท้องถิ่นเรียกกันหลากหลาย ทั้ง กือโป๊ะ กะโป๊ะ หรือ กรือโป๊ะ แต่มีความหมายเดียวกันคือ ข้าวเกรียบสด หรือบางคนอาจเรียกว่า หัวข้าวเกรียบ

สำหรับประวัติความเป็นมา มีข้อมูลบันทึกไว้ว่า หลังจากประเทศมาเลเซีย ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ มีชาวมาเลเซียจำนวนหนึ่ง อพยพมาตั้งรกรากที่ประเทศไทยบริเวณบ้านดาโต๊ะ ตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี

จากนั้นมีคนนำต้นสาคูมาทำแป้งเป็นอาหารเช้ารับประทานกับน้ำชา และเพราะเป็นยุคข้าวยากหมากแพง จึงมีการนำแป้งสาคูมาผสมกับปลาและเกลือเท่าที่ชาวบ้านในหมู่บ้านประมงจะหามาได้ โดยปั้นเป็นแท่งกลมยาว แล้วนำมาตัดเป็นชิ้นๆ ก่อนนำไปย่างหรือทอดในน้ำมันใช้เป็นอาหารรับประทาน

ต่อมาไม่นาน แทบทุกครัวเรือนในหมู่บ้านมักทำอาหารชนิดนี้บริโภคกัน กระทั่งแปรผันเป็นภูมิปัญญาสืบทอดมาเป็นขุมทรัพย์ จากการที่บรรพบุรุษของชาวดาโต๊ะ รู้จักวิธีทำข้าวเกรียบกือโป๊ะมาแต่อดีตและได้สืบทอดภูมิปัญญานี้ส่งผ่านมารุ่นแล้วรุ่นเล่า จนถึงลูกหลานยุคปัจจุบัน จากเหลือรับประทานจึงทำออกขาย จนกลายเป็นธุรกิจขนาดย่อมกระจายไปในหลายชุมชน

ผลกระทบครั้งใหญ่

ที่มาของจุดเปลี่ยน

เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่สถานการณ์ชายแดนใต้ของไทย ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ สภาพบ้านเมือง ความเป็นอยู่ การประกอบธุรกิจน้อยใหญ่ ทุกวันนี้จึงแตกต่างจากในอดีตแทบจะสิ้นเชิง

การเข้าถึงสินค้า-บริการ ในพื้นที่จึงเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนต่างถิ่น ส่งผลให้พ่อค้า-แม่ขาย ในพื้นที่ต้องพาตัวเองออกมาพบปะกับลูกค้าแทน

แม้จะกำลังง่วนอยู่กับการจัดหน้าร้าน ช่วงมาร่วมออกงาน “เสน่ห์ปัตตานี” ที่ห้างดังย่านปทุมธานี

แต่ คุณโรส-โรสมาลีน กิตินัย ผู้ผลิตและจำหน่าย กือโป๊ะ ตราดอกแก้ว วัย 53 ปี ผู้มีบุคลิกร่าเริงแจ่มใสเป็นกันเอง ยังกรุณาสละเวลามาพูดคุยกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เริ่มต้นให้ฟัง เรียนจบสายพาณิชย์ เคยทำงานอยู่บริษัทประกัน ก่อนออกมาทำธุรกิจขายผ้าม่านควบคู่กับแฟนที่ทำร้านตัดกระจก-มุ้งลวด จากนั้นไม่นานจึงเปิดกิจการขายผ้าตัดเสื้อสำหรับสตรีมุสลิม

ขายดีอยู่หลายปี เพราะผู้หญิงมุสลิมภาคใต้ นิยมแต่งกายกันด้วยชุดคลุมยาวสีสันสดใส

กระทั่งเมื่อราวปี 2542 ความเป็นไปในชุมชนพลิกผัน สืบเนื่องมาจากการก่อความไม่สงบ ที่ยังไม่มีวี่แววเลยว่าจะจบลงวันไหน

“ทุกอย่างได้รับผลกระทบไปหมด แม้กระทั่งการแต่งกาย แต่ละคนไม่เปิดเผยว่าตัวเองทำงานอะไร และหันมาใส่เสื้อยืด-กางเกงวอร์มกันเป็นส่วนใหญ่ ร้านขายผ้าจากมีลูกค้าเยอะก็ค่อยๆ ลดลง เพราะผู้หญิงจะไม่มีการแต่งเนื้อแต่งตัวเดินทางไปไหนมาไหน” คุณโรส เล่าเสียงเรียบ แววตาหม่น

อดทน “ลาก” ธุรกิจร้านขายผ้ามาอีกหลายปี แต่สถานการณ์ไม่มีอะไรดีขึ้น จึงพยายามมองหาอาชีพใหม่

จนเมื่อปี 2553 ได้มาร่วมออกบู๊ธเปิดร้านขายผ้ากับทางกระทรวงพาณิชย์ ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ปรากฏคนสนใจผ้าของเธอน้อยมาก ขณะที่สินค้าหมวดอาหารแทบทุกชนิดขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เลยเกิดความคิดเปลี่ยนทิศหันมาขายอาหารดูบ้าง

ล้มลุกคลุกคลาน

แต่ไม่คิดเลิก

คิดอยู่นานว่าจะขายอาหารชนิดไหนถึงจะดี จนนึกขึ้นได้ ปัตตานี บ้านเกิดของเธอ มีอาหารประจำท้องถิ่นมาแต่โบร่ำโบราณ ซึ่งถึงวันนี้ผู้คนในพื้นที่ รวมทั้งคนสงขลาหรือนราธิวาส ยังรับประทานกันทุกเพศ-ทุกวัย และแทบทุกวัน นั่นก็คือ “กือโป๊ะ” นั่นเอง

“กือโป๊ะ เป็นอาหารมีคุณค่าและมีประโยชน์ ทำโดยคนท้องถิ่นจริงๆ แต่ด้วยข้อจำกัด ทำให้ไม่สามารถเก็บไว้นานหรือส่งไปขายได้ไกลๆ เลยคิดว่าจะทำยังไงให้คนที่อยู่จังหวัดอื่น มีโอกาสรู้จักและรับประทานของดีบ้านเรา” คุณโรส เล่าถึงจุดเริ่ม

ตกผลึกความคิดออกมาดังนั้น จึงนำไอเดียไปหารือกับ คุณคำแก้ว มีนาคม ประธานชมรมอาหารจังหวัดปัตตานี จนได้ข้อแนะนำให้ไปขอความรู้กับทางสถาบันอาหารของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ปรากฏได้การตอบรับเป็นอย่างดี และมีการพัฒนาร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของรสชาติ การตลาด และแพ็กเกจจิ้ง

“ใช้เวลาหาความรู้อยู่นาน ปีแรกขาดทุนมาก พอมาลงมือทำจากที่ได้รับความรู้ ปรากฏมันไม่ใช่ มันเสีย มันแข็ง ทำแล้วทำอีก สูตรไม่คงที่ 1 ปีเต็มๆ ที่ขาดทุน ตอนนั้นเริ่มออกขายแต่ลูกค้าบ่นกันว่าทำไมมันแข็ง เราจะจดไว้ว่าทำไมของเรามันแข็ง ก่อนกลับมาบอกอาจารย์ที่สถาบันอาหาร

ทางอาจารย์ท่านจะแนะนำแนวทางแก้ไขให้ แต่ตอนนั้นมีงบไม่เยอะ ถ้าลงทุนซื้อเครื่องจักรหลายบาท ยังไม่รู้ตลาดจะตอบรับแค่ไหน แต่นับเป็นโชคดีที่ทางสถาบันอาหาร มีเครื่องมือพร้อม ช่วงแรกเลยได้รับความอนุเคราะห์ไปก่อน” คุณโรส บอกอย่างนั้น

ก่อนเล่าให้ฟังต่อ 3 ปีแรกของการผันตัวมาเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกือโป๊ะนั้น ยอมรับอยู่ในภาวะล้มลุกคลุกคลานมาตลอด แต่ไม่เคยคิดเลิก เพราะเชื่อมั่นต้องทำได้ ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางอออก เพียงแต่เรายังหาไม่เจอ

มาถึงวันนี้ กิจการย่างเข้าปีที่ 4 ยอดขายนับว่าดีขึ้นมาก เริ่มมีคู่ค้าหลากหลายทั้งในและต่างประเทศ อย่าง มาเลเซีย ออสเตรเลีย กัมพูชา ฯลฯ

ส่วนผลิตภัณฑ์นั้น มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งแพ็กเกจจิ้งและรสชาติ ล่าสุด มี 6 รสชาติ ประกอบด้วย รสดั้งเดิม สามรส รสงา รสสมุนไพร รสต้มยำ และรสปาปริก้า ขณะที่รูปทรงของกือโป๊ะ มีทั้งแบบแผ่นแบบดั้งเดิมและแบบแท่งเหมือนมันฝรั่งทอด กรอบนุ่ม เก็บไว้ได้นานกว่าเดิม เป็นเจ้าแรกของไทย

ตลาดขยาย

มั่นใจไปอีกไกล

ถามเป็นความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตกือโป๊ะ ตราดอกแก้ว คุณโรส อธิบาย เริ่มจากการนำปลาทูสดขนาดพอเหมาะมาตัดหัว ควักไส้ ล้างให้สะอาด ก่อนนำไปบดทั้งก้าง พอได้เนื้อปลาบดออกมาแล้ว นำไปผสมกับแป้งสาคูและแป้งมัน ก่อนใส่เครื่องปรุงรส แต่ไม่มีผงชูรสหรือสารกันบูดเด็ดขาด

จากนั้นนำมาคลุกเคล้าให้เข้าที่และนำมาปั้นว่าก้อนหนึ่งเราจะใช้กี่กรัม เป็นก้อนๆ วาง ขั้นตอนนี้จะมีพนักงานแผนกหนึ่งทำเป็นก้อนยาวๆ อีกแผนกหนึ่งจะนำเนื้อปลาที่ได้ไปต้มในกระทะ ต้มเสร็จนำไปสะเด็ดน้ำให้แห้งสนิทเพราะถ้าเอาไปทอดเลยจะเหนียวมาก ต้องนำไปน็อกน้ำแข็ง 1 คืนเสียก่อน เพื่อไม่ให้เนื้อเหนียวเกินไป ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวนี้ใช้แรงงานมือทั้งหมด

“ตอนนี้มีโรงงานเล็กๆ อยู่ละแวกบ้าน กำลังผลิตเป็นแรงงานในพื้นที่หมด ประมาณ 10 คน ล่าสุดมีลูกค้ารายใหญ่ติดต่อเข้ามาแล้ว แต่คิดว่าศักยภาพยังมีไม่พอ ขอเวลาตั้งหลักขยายโรงงาน รวมทั้งหาพื้นที่สต๊อกวัตถุดิบไว้ก่อนด้วย เนื่องจากปลาไม่ได้มีทุกฤดูกาล และเราใช้ปลาชนิดเดียว คือปลาทูสดตัวใหญ่ ซึ่งมีเนื้อหวานและไม่มีกลิ่นคาว” คุณโรส บอกอย่างนั้น

เกี่ยวกับความคึกคักในตลาดค้าขายกือโป๊ะ คุณโรส บอก พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ มีคนทำกือโป๊ะขายกันเป็นร้อยเจ้า จึงต้องหาจุดต่างด้วยการพิถีพิถันในทุกกระบวนการ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงกว่าทั่วไป การวางขายในพื้นที่จึงไม่ดีเท่าส่งออกขายภายนอก

“ที่ภาคใต้ มีกือโป๊ะขายเยอะ ซึ่งยะลากับปัตตานี อาจได้เปรียบ เพราะพื้นที่ติดทะเล และถึงแม้จะทำกันหลายเจ้า ส่วนตัวคิดว่ายังไม่พอต่อความต้องการของตลาด สังเกตได้จากการออกบู๊ธตามงานต่างๆ มักได้ลูกค้ากลุ่มใหม่กลับมาเสมอ ลูกค้าเก่ามาซื้อซ้ำ จึงมั่นใจธุรกิจนี้ยังไปได้อีกไกล” คุณโรส ว่าให้ฟัง

จากจุดเริ่มที่ล้มลุกคลุกคลาน แต่เพราะความไม่ย่อท้อ ล้มเลิกไปเสียก่อนกลางคัน จนทุกวันนี้มีลูกค้าไม่น้อย แถมยังได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดปัตตานี ประเด็นนี้ คุณโรสยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบตรงๆ จนถึงตอนนี้ก็ยัง งง กับตัวเองอยู่เหมือนกัน

“พี่เป็นคนเห็นแก่ตัว อยากให้ลูกกลับมาอยู่ใกล้ๆ ถ้ามีธุรกิจที่วางรากฐานไว้ดี ถ้าลูกกลับมาช่วยสืบทอด เขาคงทำได้ดี โดยไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างคนอื่น” คุณโรส บอกทิ้งท้าย

……………

กือโป๊ะ ตราดอกแก้ว มี 6 รสชาติ หลากหลายแพ็กเกจจิ้งให้เลือก มีทั้งขายส่ง-ปลีก

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณโรสมาลีน กิตินัย เลขที่ 157 ถนนยะรัง ตำบลจะบังติกอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี 94000 โทรศัพท์ (086) 961-5844, (087) 969-2284 LINE : K.rosemaleen, Facebook/Keropok4u