โดนใจนักช็อปออนไลน์ เมื่อโรงพักกว่า 100 แห่งในอเมริกา เปิด “ลานจอดรถ” เป็นเซฟ โซน ให้รับส่งสินค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

ของดี อินเตอร์

รัตติกรณ์

โดนใจนักช็อปออนไลน์ เมื่อโรงพักกว่า 100 แห่งในอเมริกา เปิด “ลานจอดรถ” เป็นเซฟ โซน ให้รับส่งสินค้า

สมัยนี้ มีคนมากมายที่ชอบซื้อของ โดยไม่จำเป็นต้อง “เห็นของจริง” แค่เห็นสินค้าผ่านไอจี ผ่านเว็บ ผ่านเฟซบุ๊ก ก็ตัดสินใจซื้อขายกันได้แล้ว แต่ปัญหาหนึ่งที่ตามมาติดๆ ก็คือ คดีอาชญากรรมที่เกิดจากพวกมิจฉาชีพ ที่ฉวยโอกาสจากธุรกิจซื้อขายออนไลน์ที่กำลังได้รับความนิยม หลอกนัดแนะเหยื่อไปรับส่งสินค้ากันในที่ลับตาคน แล้วปล้นเงิน ปล้นของ โดยที่ผ่านมาที่สหรัฐอเมริกามีคนตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก ถึงขนาดว่า ตอนนี้มีโรงพักกว่า 100 แห่งแล้ว ที่ยอมให้ชาวบ้านเข้าไปใช้พื้นที่บริเวณ “ลานจอดรถ” ของโรงพักเป็น “เซฟ โซน” หรือพื้นที่ปลอดภัยในการซื้อขาย รับส่งสินค้า หรือชำระเงินค่าสินค้ากัน เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อพวกมิจฉาชีพเหล่านี้

มิเชล เวลเลแมน หญิงชาวเมืองจอร์จทาวน์วัย 44 ซึ่งมีอาชีพเป็นผู้ช่วยผู้บริหารของบริษัทยาแห่งหนึ่ง เผยความรู้สึก หลังจากได้เข้าไปใช้บริการลานจอดรถของสถานีตำรวจในจอร์จทาวน์ เพื่อนัดส่งโต๊ะให้แก่คนซื้อ ที่ติดต่อกันผ่านเฟซบุ๊กว่า วิธีนี้ช่วยให้เธอ และแม่ของเธอสบายใจขึ้นมาก

“ฉันว่ามันเป็นเรื่องธรรมดานะที่เรามักจะใจเสีย เมื่อต้องไปที่บ้านใครก็ไม่รู้ที่เราไม่รู้จัก และทุกครั้งฉันก็ได้แต่หวังว่า คนที่ฉันจะไปพบน่าจะเป็นคนดี และทุกอย่างคงจะผ่านไปด้วยดี ดังนั้น พอโรงพักมี เซฟ โซน แบบนี้ให้เรา แม่ฉันก็สบายใจขึ้นมาก”

ออนไลน์ เซฟ โซน (Online safe zones) เหมือนที่มิเชลได้เข้าไปใช้บริการมาแล้วนั้น เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการป้องกันคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายของออนไลน์ ซึ่งมักจะเป็นการซื้อขายระหว่างคนแปลกหน้า ซึ่งที่ผ่านมามีคดีเกิดขึ้นมากมายนับไม่ถ้วน

อย่างเช่น เมื่อต้นปีที่รัฐจอร์เจีย ก็มีสามีภรรยาคู่หนึ่งที่ประกาศขายรถมัสแตง รุ่นปี 1966 ถูกชายที่นัดแนะมาพบกันเพื่อซื้อรถ ยิงจนได้รับบาดเจ็บ แล้วยังนักศึกษาชายวัย 21 ในรัฐจอร์เจียที่ถูกยิง และถูกปล้นเอาโทรศัพท์มือถือไอโฟนไป โดยชายคนร้ายที่ติดต่อไปว่าอยากจะซื้อไอโฟนของนักศึกษานายนี้ ขณะที่เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ก็มีคดีของ นักศึกษาชายวัย 19 ในรัฐอิลลินอยส์ ที่ถูกฆ่าตายจากชายคนร้ายที่ติดต่อไปอ้างว่า ต้องการซื้อรถสปอร์ตที่นักศึกษาชายประกาศขาย

จากคดีต่างๆ เหล่านี้ ทำให้สถานีตำรวจหลายแห่งตื่นตัว และเสนอพื้นที่บริเวณลานจอดรถให้ประชาชนที่ติดต่อซื้อขายกันทางออนไลน์ สามารถมานัดเจอกันเพื่อรับส่งของกันได้ อย่างเช่น สถานีตำรวจในเมืองจอร์จทาวน์ ที่ร้อยตำรวจโทสก๊อต แฮทช์ บอกว่า “ยังไง คนที่ซื้อขายของกันก็ต้องมีการนัดเจอเพื่อส่งของกันที่ไหนสักแห่ง แต่ด้วยความที่พวกเขาไม่เคยรู้ประวัติ ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยว่า ใครเป็นยังไง พวกเขาก็สามารถมาที่นี่ อย่างน้อยพวกเขาก็จะได้รู้สึกอุ่นใจว่า คนที่เขาจะมาพบไม่น่าจะใช่โจร และไม่มาหลอกเอาเงินของเขาไป”

ขณะที่ เจมส์ สปินนี่ย์ หัวหน้าสถานีตำรวจเมืองเคลมส์ฟอร์ด รัฐแมสซาชูเซตส์ ซึ่งอุทิศพื้นที่ตรงลานจอดรถเป็นเขตเซฟ โซน สำหรับการทำธุรกรรมออนไลน์ เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาบอกว่า “ผมมักจะบอกใครต่อใครเสมอว่า ให้นัดรับส่งของกันตามสถานที่เป็นกลาง (คือไม่ใช่ที่บ้าน หรือสถานที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง) และสถานที่ชุมชนที่มีคนอยู่เยอะๆ เพราะถ้าหากใครที่มีเจตนาไม่ดี แน่นอนว่า เขาไม่กล้ามานัดเจอกันที่โรงพักหรอก”

หรือที่สถานีตำรวจเมืองโพสต์ ฟอลส์ ในรัฐไอดาโฮ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เล่าว่า มีคนมา “ปิดจ๊อบ” ซื้อขายสินค้ากันที่ลานจอดรถของโรงพักเกือบทุกวัน สินค้าที่เห็นผู้คนนำมาส่งมอบให้กันก็มีทั้ง เตียง จาน ชามโบราณ หรือแม้กระทั่งสินค้าชิ้นใหญ่ อย่างชุดโต๊ะรับประทานอาหาร

ทั้งนี้สำหรับ มิมี่ ฟิชเชอร์ นายหน้าขายอสังหาริมทรัพย์ที่เคยนำหมวกกันน็อคมอเตอร์ไซค์ กรอบรูปฯลฯ ไปส่งให้ลูกค้าที่บริเวณเซฟ โซน ของโรงพักเมืองโพสต์ ฟอลส์ มาแล้วหลายครั้ง บอกอย่างสบายใจว่า “ที่ผ่านมา เคยมีลูกค้าหลายคนมาที่บ้านผมแล้วผมรู้สึกกลัวๆ ทุกครั้ง เพราะเรารู้ไม่รู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น? แต่ตอนนี้ผมรู้สึกสบายใจ เพราะผมรู้ว่ามีตำรวจอยู่ใกล้ๆ หากเราต้องการความช่วยเหลือขึ้นมากะทันหัน”

เรียนไป ได้ใช้แน่!!! คอร์ส สอนทำ “โลงศพ” ไว้ใช้เอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

ของดี อินเตอร์

โดย รัตติกรณ์

เรียนไป ได้ใช้แน่!!! คอร์ส สอนทำ “โลงศพ” ไว้ใช้เอง

ถึงแม้เราทุกคนจะรู้ดีแก่ใจว่า สักวันหนึ่ง เราก็ต้อง “ตายแน่” แต่ถึงกระนั้น ความตายก็ยังเป็นเรื่องที่คนเราไม่ค่อยชอบพูดถึงกัน และถึงแม้ปัจจุบันจะมีทั้งเว็บ และเพจที่พูดถึงเรื่องการ “เตรียมตัวตาย” อยู่ไม่น้อย แต่ส่วนมากก็จะเป็นเว็บ หรือเพจเกี่ยวกับธรรมะ ซึ่งหลายคนอาจไม่ถูกจริต ไม่ชอบอ่าน หรืออ่านแล้ว “ไม่อิน” พอผ่านไปสักพักก็ลืม!!!

แต่วันนี้เรามีเรื่องราวของการ “เตรียมตัวตาย” อีกรูปแบบหนึ่ง ที่หากใครได้มีโอกาสลงมือทำแล้วไม่น่าจะลืมกันได้ง่ายๆ เป็นเรื่องราวของ มาร์ติน เจคส์ และนอร่า เคนเนดี้ ชาวอังกฤษ ในเมืองสเตราด์ แคว้นกลอสเตอร์เชียร์ ที่เปิดคอร์ส สอนการ “ทำโลงศพ” ไว้ใช้เอง แต่ระหว่างที่ยังไม่ถึงเวลาจำเป็นต้องใช้ก็สามารถนำโลงศพนั้นไปตั้งเป็นตู้ใส่หนังสือ หรือตู้ใส่ของอเนกประสงค์ใช้ไปพลางๆ ก่อนได้

มัน “เจ๋ง” ฝุดๆ ก็ตรงนี้ล่ะ!!!

ทั้งนี้ มาร์ติน เล่าว่า โลงศพที่ถักสานจากต้นวิลโลว์ (willow ) หรือต้นหลิว ซึ่งเป็นต้นไม้ที่หาได้ง่ายภายในประเทศอังกฤษ เป็นโลงศพแบบบ้านๆ ที่ชาวบ้านใช้กันมานานตั้งแต่ดึกดำบรรพ์ อีกทั้งยังเป็นโลงศพที่สามารถเก็บไว้ได้นานหลายปี หากเก็บไว้ในที่แห้ง แล้วยังเป็นโลงศพที่สามารถใช้ได้ทั้งฝัง หรือเผา จึงพูดได้ว่าเป็นโลงศพที่สามารถตอบโจทย์ได้ครบ

สำหรับค่าเรียนคอร์สเดอะ เมกกิ้ง ยู โอน วิลโลว์ คาสเกต (The Making you Own Willow Casket) ซึ่งแปลตรงๆ ได้ว่า สอนทำโลงศพของตัวเอง มาร์ติน และนอร่า เก็บค่าเรียน 300 ปอนด์ (ราว 16,350 บาท) โดยเริ่มเปิดสอนไปเมื่อวันฮาโลวีน เมื่อ 31 ตุลาคมที่ผ่านมา ซึ่งมาร์ติน และนอร่า เล่าว่า ที่พวกเขาถือโอกาสเลือก “วันปล่อยผี” มาเป็นวันเปิดสอน ส่วนหนึ่งก็เพื่อให้เข้ากับบรรยากาศวันฮาโลวีน ที่คนชอบแต่งตัวเป็นคนตาย แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่มาร์ตินบอกก็คือ

“ในช่วงเวลานี้ของปี ซึ่งมีความเชื่อกันว่า ม่านกั้นระหว่างโลกความเป็น กับ โลกความตายได้ขยับเข้ามาใกล้กันมาก จึงนับเป็นโอกาสดีที่เราจะได้ทำอะไรดีๆ และมีเป้าหมาย นอกจากนั้น ยังถือเป็นโอกาสที่เราจะได้สำรวจดูความคิด ความรู้สึกของเราที่มีต่อความตายของตัวเราเองในทางที่สร้างสรรค์ด้วย”

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่นี่ไม่ใช่การเปิดสอนครั้งแรกของทั้งคู่ ดังนั้น มาร์ตินจึงสามารถหยิบคำบอกเล่าของบรรดาลูกศิษย์ที่เคยมาลงเรียนทำโลงศพกับเขา และนอร่า มาบอกต่อได้ว่า “คนที่เคยผ่านประสบการณ์ เคยสูญเสียคนในครอบครัว มักจะมาบอกกับผมว่า คอร์สนี้ได้เปลี่ยนมุมมองที่พวกเขามีต่อความตาย และผมคิดว่า ถ้าหากเราสามารถเผชิญหน้ากับความตายของตัวเองในแนวทางที่เป็นบวกอย่างนี้ได้ เราก็จะสามารถยอมรับความตายได้มากขึ้น”

แต่ที่รับประกันได้แน่ๆ ก็คือ ทำแล้วได้ใช้แน่ รับรองว่า ไม่เสียของ!!!

เธอทำได้ไง จากค่าแรงชั่วโมงละ 400 บาท สู่รายได้ปีละ 250 ล้านบาท!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ของดี อินเตอร์

รัตติกรณ์

เธอทำได้ไง จากค่าแรงชั่วโมงละ 400 บาท สู่รายได้ปีละ 250 ล้านบาท!!!

หนทางสู่ความร่ำรวยของแต่ละคน อาจไม่เหมือนกัน

แต่สิ่งหนึ่งที่เศรษฐี มหาเศรษฐี มักจะตอบเหมือนกันก็คือ พวกเขาเริ่มจากทำสิ่งที่ตัวเองรัก หรือถนัด แล้วจากนั้น “เงิน” มันจะตามมาเอง

เช่นเดียวกับ “มาร์นี่ อุสเลอร์” หญิงอเมริกันวัย 36 ที่สร้างตัวจากการทำงานด้วยรายได้ชั่วโมงละ 11 ดอลลาร์ (401 บาท) จนกระทั่งทุกวันนี้เธอเป็นเจ้าของธุรกิจรับสร้างบ้านที่สร้างรายได้ให้เธอถึงปีละ 7,000,000 ดอลลาร์ หรือราว 250,000,000 บาท ก็เพราะเธอค้นพบว่า นี่คืองานที่เธอรัก และมีความถนัดที่สุด

มาร์นี่ เล่าว่า เธอเริ่มซื้อบ้านหลังแรกเมื่อปี พ.ศ.2547 ตอนอายุ 24 ปี เป็นบ้านพักในเมืองเบทานี บีช รัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา ที่ครอบครัวเธอเคยไปเที่ยวพักตอนเธอเป็นเด็ก โดยใช้เงินเก็บทั้งหมดที่เธอมีวางดาวน์ไป 18,000 ดอลลาร์ (ราว 642,600 บาท ) เป็นเงินเก็บที่มาร์นี่ เล่าว่า “มาจากการทำงานด้วยค่าแรงชั่วโมงละ 11 ดอลลาร์ (ราว 400 บาท) และงานรับจ้างให้อาหารแมว งานรับจ้างล้างรถ ที่ฉันเคยทำและการกินอยู่อย่างประหยัดอยู่ถึง 2 ปี”

มาร์นี่ เล่าว่า เธอตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้เพราะเห็นว่าตั้งอยู่ในทำเลที่ดี แต่ตอนนั้นก็ไม่มีใครเห็นด้วยกับเธอเลย ที่เธอตัดสินใจลงทุนซื้อบ้านด้วยเงินเก็บทั้งหมด “ทุกคนต่างว่าฉันบ้า แต่ฉันก็ซื้อและลงมือซ่อมแซมบ้านด้วยตัวเอง เพราะไม่มีเงินเหลือพอที่จะจ้างช่างที่ไหน”

มาร์นี่ เล่าว่า เธอพอจะมีทักษะด้านงานช่างที่ได้เรียนรู้มาจากพ่อ ซึ่งมีธุรกิจรับเหมาสร้างบ้านอยู่ชานกรุงวอชิงตัน ดีซี เธอจึงเริ่มลงมือซ่อมแซมบ้านจากการรื้อพรมปูพื้น และชวนเพื่อนๆ มาช่วยกันทาสีบ้านใหม่ แล้วเธอยังลงทุนนั่งตากแดดตากฝน โรยหินกรวดทำเป็นทางถนนนอกบ้านด้วย 2 มือเปล่าของเธอเอง เพราะต้องการประหยัดเงินให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วผลที่ออกมามันก็ช่าง “คุ้มค่า” กับทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอลงทุนลงแรงทำไป เพราะ 9 เดือนต่อมา เธอก็สามารถขายบ้านหลังนี้ได้เงินมา 350,000 ดอลลาร์ (ราว 12,495,000 บาท )

นอกจาก “ได้เงิน” มาร์นี่ยัง “ได้ใจ” เพราะเริ่มรู้ตัวแล้วว่า เธอมีความสนใจและความถนัดเกี่ยวกับการซื้อขายบ้าน ดังนั้น เธอจึงตัดสินใจหางานใหม่เป็นพนักงานขายบ้านให้กับบริษัทรับสร้างบ้านแห่งหนึ่ง พร้อมกันนั้นเธอก็นำเงินที่ได้จากการขายบ้านหลังแรกไปลงทุนซื้อบ้านหลังใหม่ในทำเลที่ดีกว่าเก่า และอยู่ใกล้ทะเลมากกว่าเดิม แล้วยังลงทุนสร้างบ้านของเธอเองตรงที่ดินบริเวณนั้นด้วย

“มักจะมีคนเข้ามาติดต่อ และบอกฉันว่าคุณเก่งเรื่องบ้าน คุณช่วยสร้างบ้านให้เราหน่อยได้มั้ย? ฉันก็มักจะตอบไปว่า ไม่ได้หรอก เพราะฉันมีงานประจำอยู่ และที่ฉันสร้างบ้านก็เพราะฉันจำเป็นต้องมีบ้านอยู่ เพราะฉันยังไม่มีบ้านของตัวเองเลย”

มาร์นี่ เล่าว่า หลังจากสร้างบ้านหลังนั้นเสร็จ เธอก็อาศัยอยู่ในบ้านหลังนั้น 2 ปี จากนั้นก็ขายบ้านหลังนั้นไปในปี พ.ศ. 2549 และซื้อบ้านอีกหลังที่อยู่ใกล้ทะเลมากเข้าไปอีก ครั้งนี้เองที่ทำให้มาร์นี่ยิ่ง “มั่นใจ” ว่าเธอน่าจะเอาดีในธุรกิจซื้อขายบ้านได้ และเชื่อมั่นว่า นี่เป็นธุรกิจที่มีอนาคต ในปี พ.ศ. 2550 เธอจึงโทรศัพท์ไปหาสามีภรรยาที่เคยทาบทามเธอ ตอนที่เธอกำลังสร้างบ้านของตัวเองให้สร้างบ้านให้พวกเขา ว่าพวกเขายังต้องการให้เธอสร้างบ้านให้อีกหรือเปล่า? เมื่อ 2 สามีภรรยา “เซย์ เยส” มาร์นี่ก็โทรศัพท์หาพ่อเพื่อถามถึงวิธีประเมินราคาค่าก่อสร้างบ้าน

“ฉันยังจำที่พ่อพูดได้ว่า แกโง่หรือเปล่านี่มันปี ค.ศ. 2007 (พ.ศ.2550)!!! ไม่มีใครกล้าลงทุนทำธุรกิจตอนนี้หรอก แกอย่าทำเชียวนะ แต่ฉันก็ไม่ฟัง และตัดสินใจลาออกจากงานประจำมาตั้งบริษัทของตัวเอง”

และนั่นก็คือ จุดเริ่มต้นของ “บริษัทมาร์นี่ โฮมส์” บริษัทรับเหมาก่อสร้างในเมืองเบทานี บีช รัฐเดลาแวร์ ที่นอกจาก มาร์นี่แล้ว ก็ยังมีพนักงานประจำอีก 3 คน โดยบริษัทมีผลงานสร้างบ้าน 7 หลังต่อปี ส่วนใหญ่เป็น “บ้านหลังที่สอง” และบ้านหลังแรกที่เจ้าของตั้งใจจะมาใช้ชีวิตอยู่หลังเกษียณ นอกจากงานสร้างบ้าน มาร์นี่ก็ยังรับงานเกี่ยวกับงานตกแต่งออฟฟิศด้วย

ในปีแรก บริษัทมาร์นี่ โฮมส์ สามารถทำรายได้ 450,000 ดอลลาร์ (ราว 16,065,000 บาท) และมีรายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทุกปี กระทั่งใกล้สิ้นปี 2558 บริษัทมีรายได้เกือบ 7,000,000 ดอลลาร์ หรือราว 250,000,000 บาท

ที่สำคัญ มาร์นี่ ยังเล่าว่า เธอรู้สึกสนุกและมีความสุขในการทำงานมาก เพราะแต่ละวันไม่มีอะไรที่ซ้ำซาก จำเจเลย “โดยทั่วไปฉันจะอยู่ในออฟฟิศครึ่งวัน ส่วนอีกครึ่งวันก็จะออกไปข้างนอก แต่ละวันฉันจะโทรศัพท์ติดต่อพูดคุย และนัดพบกับลูกค้าเยอะมาก ฉันยังดูเรื่องงบประมาณในการก่อสร้างบ้านทุกหลัง และประเมินราคาค่าก่อสร้างเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้มาจากการบริหาร สร้างบ้านแต่ละหลัง ได้ออกไปดูวัสดุเพื่อนำมาใช้ในการก่อสร้าง แล้วยังดูงานตกแต่งภายใน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมฉันจึงรักงานนี้ เพราะบางวันฉันก็ไม่ได้ก้าวออกจากออฟฟิศเลย แต่บางวันฉันก็ไม่ได้เข้าออฟฟิศเลย มันสนุก เพราะทุกวันมันไม่มีอะไรซ้ำกันเลย”