JA Solar เปิดโรงงานผลิตโซลาร์เซลล์แห่งใหม่ในจีน กำลังการผลิตต่อปี 1.5 กิกะวัตต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ปักกิ่ง–9 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

JA Solar Holdings Co., Ltd. (Nasdaq: JASO) ผู้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประกาศว่า บริษัทได้เริ่มผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงในปริมาณมาก ณ โรงงานผลิตแห่งใหม่ล่าสุดในเมืองซิงไท่ มณฑลเหอเป่ย ประเทศจีน

http://photos.prnasia.com/prnvar/20150522/0861504483LOGO

โรงงานผลิตแห่งใหม่นี้ตั้งอยู่ในเขตพัฒนาเศรษฐกิจของเมืองซิงไท่ และมีกำลังการผลิตต่อปี 1.5 กิกะวัตต์ นอกจากนั้นยังมีสายการผลิตอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตสุดล้ำสมัย สามารถผลิตได้ทั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบ 60 และ 72 เซลล์ โดยใช้เซลล์ PERCIUM ประสิทธิภาพสูงของ JA Solarเอง

สายพานการผลิตทุกสายในโรงงานมีการติดตั้งปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่สามารถเชื่อมบัสบาร์ของเซลล์แสงอาทิตย์ได้ทั้งแบบ 4 และ 5 บัสบาร์ นอกจากนั้นยังผลิตได้ทั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบทั่วไปและแบบกระจกสองด้าน โดยสามารถสลับรูปแบบการผลิตไปมาได้อย่างง่ายดาย           

สายการผลิตอัตโนมัติเต็มรูปแบบที่ใช้ผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบ 60 และ 72 เซลล์ ช่วยให้โรงงานมีความสามารถในการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล โดยมีกำลังการผลิตต่อหัวต่อปีราว 2 เมกะวัตต์ ซึ่งสูงที่สุดในอุตสาหกรรม นอกจากนี้ ส่วนผลิตแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ห้องทดสอบและประเมินประสิทธิภาพ ห้องเก็บสินค้า และโกดัง ยังอยู่ภายใต้อาคารเดียวกัน จึงใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

คุณเป๋าฟาง จิน ประธานบอร์ดบริหารและซีอีโอของ JA Solar กล่าวว่า “การเปิดโรงงานผลิตอัตโนมัติเต็มรูปแบบในเมืองซิงไท่ ถือเป็นก้าวที่สำคัญของ JA Solar ในการพัฒนาระบบการผลิตอัจฉริยะ เราจะเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยีและเพิ่มประสิทธิภาพของสินค้าของเรา เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่อยากได้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงต่อไป”

ISEG เข้าซื้อ Startup Stock Exchange รุกขยายกิจการในระดับสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอนดอน–9 ..–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ตลาด European Stock Exchange และ Startup Stock Exchange เตรียมควบรวมกิจกรรมต่างๆที่อยู่ภายใต้การดูแลของ ISEG

The International Stock Exchange Group (ISEG) ได้เข้าซื้อ Startup Stock Exchange http://www.Startup.SX ซึ่งเป็นตลาดหุ้นระดับสากลสำหรับการซื้อขายหุ้นของบริษัทสตาร์ทอัพ

 ISEG Logo / ISEG (PRNewsFoto/ISEG)

ISEG (PRNewsFoto/ISEG)

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160505/364267LOGO )

การซื้อกิจการครั้งนี้จะนำไปสู่การผนวกรวมการดำเนินงานต่างๆของตลาด European Stock Exchange (ESE) และตลาดหุ้นสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพหรือStartup Stock Exchange (SSX) โดยอยู่ในความดูแลของ ISEG ถือเป็นการขยายกิจการในระดับสากลและขยายศักยภาพในการรองรับการจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์

SSX ถือกำเนิดขึ้นในปี 2555 ด้วยเป้าหมายในการทำหน้าที่เป็นตลาดซื้อขายหุ้นบริษัทสตาร์ทอัพที่มีคุณสมบัติเหมาะสมและจดทะเบียนในตลาดแล้ว SSXดำเนินงานภายใต้การดูแลของตลาดหลักทรัพย์ดัชท์แคริบเบียน (DCSX) ในกือราเซา ราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ ซึ่งกำกับดูแลโดยธนาคารกลางกือราเซาและเซนต์มาร์เติน ตลาด SSX ได้ขยายตลาดออกไปสู่กลุ่มนักลงทุนที่จดทะเบียนแล้วจากประเทศต่างๆ 144 ประเทศ และได้รับคำขอจดทะเบียนในตลาดจากบริษัทต่างๆกว่า 900 แห่งใน 80 ประเทศ หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัลได้เคยนำเสนอบทความเกี่ยวกับตลาด SSX ในเดือนกันยายน 2557 นอกจากนี้ยังมีการรายงานข่าวในหนังสือพิมพ์ของบราซิล อินเดีย และสิงคโปร์ด้วยเช่นกัน

สำหรับปัจจัยที่ผลักดันการซื้อกิจการในครั้งนี้ คือศักยภาพที่ส่งเสริมกันและกันของตลาด ESE และตลาด SSX โดยตลาด ESE เปิดโอกาสให้บริษัทต่างๆสามารถดึงดูดนักลงทุนในระดับที่สูงขึ้นไป ทั้งยังเปิดโอกาสให้บริษัทเหล่านี้ดำเนินการเสมือนเป็นบริษัทมหาชน ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติตามข้อกำหนดการเป็นบริษัทมหาชนจริง ตลาด ESE ได้สร้างสรรค์แพลตฟอร์มหนึ่งเดียวที่บริษัทต่างๆสามารถเข้ามาจดทะเบียนได้หลังจากผ่านการระดมทุนจากกลุ่มคนจำนวนมากแล้ว (Crowdfunding) และทำหน้าที่เป็นตัวกลางของการระดมทุนรูปแบบดังกล่าวและกฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์อย่างเต็มรูปแบบ

เอ็ดวาร์ด ฟิดซ์แพททริก ผู้ก่อตั้ง ISEG กล่าวว่า ตลาดหุ้นทั่วไปไม่สามารถตอบโจทย์บริษัทสตาร์ทอัพได้ เนื่องจากปัจจุบันวงจรของธุรกิจรุดหน้าไปอย่างรวดเร็วตลาดจำพวกนี้เหมาะสมสำหรับบริษัทที่มั่นคง บริหารธุรกิจได้อย่างช่ำชอง ส่วนตลาด ESE เปรียบเสมือน มหาวิทยาลัยเหมาะสำหรับบริษัทที่ระดมทุนแล้วเพื่อนำพาบริษัทเหล่านี้ไปสู่ขั้นตอนถัดไป และพาไปให้ถึงนักลงทุนอีกระดับ ESE เป็นแพลตฟอร์มที่ไม่เปิดการซื้อขายหุ้น ดังนั้น การเพิ่มตลาดซื้อขายหุ้นอย่าง SSXเข้ามาในระยะถัดไปทำให้บริษัทต่างๆสามารถซื้อขายหุ้นในได้เป็นปกติ

การบรรลุข้อตกลงซื้อกิจการ SSX และการควบรวมกิจกรรมและการจัดการของ SSX กับ ESE นั้น เปิดโอกาสให้บริษัทหลายพันแห่งได้มีพื้นที่ในการดำเนินการแบบ 2 ขั้นตอนที่จำเป็นก่อนที่จะตัดสินใจจดทะเบียนเป็นหุ้นในกระดานหลักและการใช้ยุทธศาสตร์ทางออกอื่นๆ

การเข้าซื้อ SSX Holdings Corp. โดย ISEG ถือเป็นความก้าวหน้าที่น่าตื่นเต้นของ SSX เพราะเปิดโอกาสให้ ESE ช่วยเหลือบริษัทและนักลงทุนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม สามารถเข้าไปซื้อขายหุ้นของตนเองในตลาดที่ได้รับใบอนุญาตในขั้นตอนต่อไปได้ ไบรอัน นีสเซน ผู้ร่วมก่อตั้งและผมเอง ตื่นเต้นที่ได้ดำเนินการให้ SSXมาอยู่ในความดูแลของ ISEG และสร้างหลักประกันว่า ESE และ SSX จะเติบโตต่อไปอย่างต่อเนื่องเอียน แฮต ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง SSX กล่าว

การเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ทำให้ ISEG มีแพลตฟอร์มทางเทคนิคที่แข็งแกร่งไว้รองรับการซื้อขายหุ้น ISEG ยังมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานอื่นๆในแพลตฟอร์มนี้ และอยู่ระหว่างเจรจากับภาคส่วนอื่นๆทั่วโลก เพื่อผลักดันแหล่งฟูมฟักระดับสากลสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพ เพื่อจัดโครงสร้างเงินทุน ชี้ให้เห็นถึงโอกาส และเปิดซื้อขายหุ้นบริษัทเหล่านี้ได้ในท้ายที่สุด รวมถึงเปิดทางให้บริษัทเหล่านี้มีกลยุทธ์สำหรับทางออกที่ไตร่ตรองมาอย่างดีเพื่อให้นักลงทุนเข้ามาให้การสนับสนุนอย่างรวดเร็ว

นักลงทุนและบริษัทต่างๆสามารถดูข้อมูลได้ที่

http://www.europeanstockexchange.com , http://www.startup.sx และ http://www.iseg.co

แหล่งข่าว: ISEG

เมอร์ค ประกาศขยายศูนย์ให้บริการ หวังยกระดับบริการรักษาโรคด้วยไวรัสและยีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดาร์มสตัดท์, เยอรมนี–9 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

การขยายศูนย์ให้บริการในเมืองคาร์ลสบาด รัฐแคลิฟอร์เนีย จะช่วยยกระดับการให้บริการลูกค้าได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิตเชิงคลินิกไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์

ช่วยเพิ่มศักยภาพในการผลิตตามหลัก GMP (Good Manufacturing Practice) ได้เกือบ 90% 

เมอร์ค (Merck) บริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำ ประกาศขยายพื้นที่ศูนย์ให้บริการในเมืองคาร์ลสบาด รัฐแคลิฟอร์เนีย เพื่อรองรับความต้องการผลิตภัณฑ์รักษาโรคด้วยไวรัสและยีน ที่กำลังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

 Merck Carlsbad Expansion / The expansion at Merck's viral and gene therapy flagship site in Carlsbad, California will allow seamless scale-up customer support from clinical to commercial scales (PRNewsFoto/Merck)

The expansion at Merck’s viral and gene therapy flagship site in Carlsbad, California will allow seamless scale-up customer support from clinical to commercial scales (PRNewsFoto/Merck)

รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20160502/362386

ศูนย์ให้บริการโฉมใหม่คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยจะมีพื้นที่เพิ่มขึ้นจาก 44,000 ตารางฟุต เป็น 65,000 ตารางฟุต เพียบพร้อมด้วยห้องคลีนรูมสำหรับผลิตไวรัสเพื่อการรักษาจำนวน 16 ห้อง ห้องบรรจุและผลิตยา 2 ห้อง และโกดังเก็บสินค้าที่มีขนาดใหญ่กว่าเดิม 2 เท่า นอกจากนั้นยังมีการนำอุปกรณ์แบบใช้ครั้งเดียวทิ้งมาใช้ เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นในการผลิตยาเชิงคลินิกและเชิงพาณิชย์ในปริมาณมาก

อูดิท บาทรา สมาชิกบอร์ดบริหารของเมอร์คและซีอีโอธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ กล่าวว่า “เรากำลังต่อยอดบริการผลิตและทดสอบนวัตกรรมและผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อน ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในการก้าวขึ้นเป็นพาร์ทเนอร์ที่ไว้วางใจได้ในระยะยาวทั้งนี้ การขยายศูนย์ให้บริการในเมืองคาร์ลสบาดทำให้เมอร์คสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่การผลิตเชิงคลินิกไปจนถึงการผลิตเชิงพาณิชย์ ทั้งยังได้รับการเติมเต็มด้วยบริการธนาคารเซลล์ในเมืองร็อควิลล์ รัฐแมรีแลนด์ รวมถึงบริการผลิตยารักษาโรคด้วยไวรัสและยีนในเมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ และบริการทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพ BioReliance(R)ที่มีให้บริการทั่วโลก

ศูนย์ให้บริการที่เมืองคาร์ลสบาด ซึ่งเป็นศูนย์หลักของเมอร์คในการพัฒนาเทคโนโลยีรักษาโรคด้วยไวรัสและยีนให้แก่ SAFC จะยังคงปฏิบัติการอย่างเต็มรูปแบบตลอดระยะเวลาการขยายพื้นที่

ศูนย์ให้บริการในเมืองคาร์ลสบาดสามารถดำเนินการบรรจุและผลิตยารักษาโรคด้วยยีน วัคซีนจากไวรัส และยารักษาโรคด้วยการก่อภูมิคุ้มกัน ด้านทีมงานของเมอร์คก็มีประสบการณ์รวมกันนานหลายทศวรรษทั้งในด้านการรักษาโรคด้วยไวรัส ยีน และการทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพ

ข่าวประชาสัมพันธ์ของเมอร์คทั้งหมดได้รับการเผยแพร่ผ่านทางอีเมลในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของเมอร์ค กรุณาคลิกที่www.merckgroup.com/subscribe เพื่อลงทะเบียนออนไลน์ เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกบริการนี้

เกี่ยวกับเมอร์ค

เมอร์ค คือบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำในด้านการดูแลสุขภาพ ชีววิทยาศาสตร์ และเพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล พนักงานราว 50,000 คนของบริษัทได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆที่ช่วยปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ยาชีวภาพเพื่อรักษาโรคมะเร็งหรือโรคปลอกประสาทอักเสบ ระบบที่ทันสมัยสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการผลิต ไปจนถึงจอแอลซีดีสำหรับสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ ทั้งนี้ ในปี 2558 เมอร์คสามารถทำยอดขายได้ 1.285 หมื่นล้านยูโร ใน 66 ประเทศ

เมอร์คก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2211 จึงเป็นบริษัทเภสัชภัณฑ์และเคมีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ครอบครัวผู้ก่อตั้งบริษัทยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทเมอร์คในดาร์มสตัดท์ ประเทศเยอรมนี ครอบครองสิทธิ์ในชื่อและแบรนด์เมอร์คทั่วโลก ยกเว้นในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจในชื่อ อีเอ็มดี โซโรโน่, มิลลิพอร์ซิกม่า และอีเอ็มดี เพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล

CTS Engines คว้ารางวัล 2015 Boeing “Supplier of the Year”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

ฟอร์ตลอเดอร์เดล, ฟลอริดา–(บิสิเนส ไวร์)–3 พ.ค. 2016

– มีซัพพลายเออร์ของโบอิ้งไม่ถึง 0.1% ที่ได้รับรางวัลนี้

CTS Engines ผู้นำระดับโลกด้านบริการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ที่มีอายุการใช้งานมานาน ประกาศว่า บริษัทได้รับรางวัล 2015 Boeing “Supplier of the Year” ในสาขาการสนับสนุนและบริการ จากการที่บริษัทได้ให้การสนับสนุนการซ่อมใหญ่เครื่องยนต์ CF6 ของฝูงบิน E-4B ของกองทัพอากาศสหรัฐ

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ Smart News Release ซึ่งประกอบด้วยสื่อมัลติมีเดียและข่าวฉบับเต็มได้ที่:http://www.businesswire.com/news/home/20160503006071/en/

         http://mms.businesswire.com/media/20160503006071/en/522590/4/CTS_Engines_Boeing_Photo.jpg
&nbs p;     ทีมงานของ CTS Engines ขึ้นรับรางวัล 2015 Supplier of the Year Award จากซ้ายไปขวา: Paul Pasquier, Boeing Vice President, Global Technology and Supplier Management, Engineering, Test & Technology; Jack House, Boeing Vice President, Supplier Management, Defense, Space & Security; Vesa Paukkeri, President and COO, CTS Engines; Kent Fisher, Boeing Vice President and General Manager, Supplier Management, Commercial Airplanes; James Green, VP of Sales and Customer Service, CTS Engines; Joan Robinson-Berry, Boeing Vice President, Supplier Management, Shared Services Group; Jana Neff; Brian Neff, CEO, CTS Engines; Pat Shanahan, Boeing Senior Vice President, Supply Chain & Operations (รูปภาพ: บิสิเนส ไวร์)

“เรารู้สึกตื่นเต้นเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดที่ได้รับรางวัลจากลูกค้าระดับสูงเช่นนี้” Brian Neff ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ CTS กล่าว “เราทุกคนที่ CTS ทราบดีถึงความสำคัญในการได้รับรางวัลนี้จากโ บอิ้ง และความสำคัญในการให้การสนับสนุนภารกิจของลูกค้า นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้ ทั้งยังเป็นการแสดงถึงการยอมรับในคุณค่าอันโดดเด่นที่ CTS นำเสนอแก่ลูกค้าในตลาดเครื่องยนต์ที่มีอายุการใช้งานนาน”

CTS Engines เป็นเพียง 1 ใน 12 บริษัทที่ได้รับรางวัลประจำปีดังกล่าว โดยในปี 2015 โบอิ้งได้ใช้งบประมาณ 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในการว่าจ้างซัพพลายเออร์กว่า 13,000 รายจาก 47 ประเทศ ชิ้นส่วนและส่วนประกอบที่จัดหาโดยซัพพลายเออร์คิดเป็นสัดส่วน 65% ของต้นทุนผลิตภัณฑ์ของโบอิ้ง

CTS Engines มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองฟอร์ตลอเดอร์เดล บริษัทเป็นผู้นำระดับโลกในการซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ที่มีอายุการใช้งานมานาน ซึ่งรวมถึงการซ่อมใหญ่เครื่องยนต์รุ่น CF6-50, CF6-80A, CF6-80C และ PW2000 ที่ฐานซ่อมบำรุง (MRO) ขนาด 70,000 ตารางฟุตที่ฟอร์ตลอเดอร์เดล นอกจากนี้ บริษัทยังได้ให้บริการทดสอบการนำเครื่องยนต์เก่ากลับมาใช้งานใหม่ รวมทั้งการทดสอบการรับจ้างผลิต (OEM) สำหรับระบบเครื่องยนต์ใหม่ๆ ที่แท่ นทดสอบขนาด 155,000 lbf ในเมืองจูปิเตอร์ รัฐฟลอริดา สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.ctsengines.com

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160503006071/en/

ติดต่อ:
CTS Engines
Alejandra Meza
โทร: 954-889-0640

TIDAL กระตุ้นการขยายตัวทั่วโลก พร้อมเพิ่มขีดความสามารถสูงสุดในการดำเนินธุรกรรม ด้วยความร่วมมือพิเศษกับ Ingenico ePayments

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

อัมสเตอร์ดัม, ประเทศเนเธอร์แลนด์–(Marketwired)–4 พ.ค. 2016

Ingenico ePayments แผนกออนไลน์และธุรกิจมือถือในเครือ Ingenico Group ได้แถลงในวันนี้ว่า แพลตฟอร์มนวัตกรรมด้านดนตรีและความบันเทิง TIDAL ได้เลือก Ingenico ePayments เป็นหุ้นส่วนพิเศษเพื่อช่วยจัดการความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นในการบริการ และปรับปรุงประสิทธิภาพการชำระเงินของลูกค้าให้ดียิ่งขึ้น

ด้วยการเป็นแพลตฟอร์มสุดพิเศษสำหรับการเปิดตัวศิลปินที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก TIDAL ต้องการพันธมิตรที่สามารถรองรับการเติบโตในระดับนานาชาติได้อย่างรวดเร็ว และสามารถช่วยบริษัทในการจัดการธุรกรรมนับพันต่อวินาที (‘tps’) ซึ่งเกิดจากการออกอัลบั้มเพลงพิเศษและมีโปรไฟล์สูง เช่น ‘Life of Pablo’ ของ Kanye West และ ‘Lemonade’ ของ Beyonce ความร่วมมือระหว่าง Ingenico ePayments และ TIDAL จะช่วยให้ผู้ใช้งาน TIDAL รอบโลกมีตัวเลือกกา รชำระเงินและสกุลเงินที่หลากหลาย เหมาะกับลักษณะการชำระเงินในท้องถิ่นของตน TIDAL ทำงานบนสมาร์ทโฟน แท็บเล็ตและคอมพิวเตอร์ และมอบประสบการณ์ทำงานแก่ผู้ใช้งานบนอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่าปริมาณการใช้งานช่วงนั้นจะสูงมากก็ตาม

ด้วยความร่วมมือที่พิเศษนี้ Ingenico สนับสนุนเป้าหมายของ TIDAL ในการนำผู้หลงรักในเสียงดนตรีและศิลปินให้ได้มาอยู่ใกล้กันมากขึ้น โดยได้จัดเตรียมวิธีการชำระเงินที่สะดวกราบรื่นซึ่งเป็นประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย ด้วยชุดเครื่องมือ Ingenico Connect ทำให้ TIDAL มีความยืดหยุ่นในการเลือกวิธีบูรณาการที่เรียบง่ายและปลอดภัยซึ่งตรงต่อความต้องการ ทั้งนี้ ปัจจุบัน TIDAL สามารถให้บริการการชำระเงินได้อย่างง่ายดายและรวดเร็ว แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาการใช้งานสูงสุด เช่นการเปิดตัวอัลบั้ม อีกทั้งยังนำเสนอผลิตภัณฑ์การชำระเงินระหว่างประเทศที่หลากหลาย ผ่านการเชื่อมต่อไปยังแพลตฟอร์ม Ingenico ePayments

“เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้จัดเตรียมบริการให้กับ TIDAL ด้วยบริการบัตรเ ครดิตและกระบวนการชำระเงินต่างๆ และได้ทำงานร่วมกันเพื่อสร้างประสบการณ์การชำระเงินที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ให้แก่ลูกค้าของพวกเขา” คำกล่าวของ David Jimenez รองประธานฝ่ายขายและการตลาดทั่วโลก Ingenico ePayments “ความสำเร็จของพวกเขาจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการชำระเงินที่มีความต้องการเป็นอย่างมาก พร้อมกับยอดจำนวนการใช้งานปริมาณมหาศาล ซึ่งเรารู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเลือกให้มาเป็นพันธมิตรในการชำระเงินโดยเฉพาะของพวกเขา”

TIDAL's Profile Photo

ตราบริษัท
http://release.media-outreach.com/i/Download/4170

เกี่ยวกับ TIDAL
TIDAL เป็นแพลตฟอร์มด้านดนตรีและความบันเทิงรูปแบบใหม่ในการเข้าสัมผัสและค้นพบดนตรีจากศิลปินต่างๆ รอบโลก เพลิดเพลินกับการเข้าถึงเนื้อหาพิเศษและได้รับการดูแลจัดการอย่างดี เชื่อมต่อและแชร์กับศิลปิน TIDAL ให้บริการใน 45 ประเทศ พร้อมด้วยแคตาล็อกเพลงมากกว่า 35 ล้านเพลง และวิดีโอคุณภาพสูงอีกเกือบ 85,000 รายการ ให้บริการด้วยความคมชัดสูง คุณภาพเสียงระดับซีดี วิดีโอคุณภาพสูง เนื้อหาที่ได้รับการดูแลด้วยความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ออฟไลน์ที่ไม่ซ้ำใครสำหรับสมาชิก

ติดตาม TIDAL ได้ที่ http://facebook.com/tidal และ http://twitter.com/tidalhifi

เกี่ยวกับ Ingenico ePayments
Ingenico ePayments เป็นส่วนการค้าออนไลน์และโทรศัพท์มือถือในเครือของ Ingenico Group เราเชื่อมโยงร้านค้าและผู้บริโภค ช่วยให้ธุรกิจทุกหนแห่งสามารถดำเนินไปได้เกินขอบเขตของปัจจุบัน และสร้างอนาคตของการค้าโลก ในฐานะที่เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมตั้งแต่ปี 1994 นวัตกรรมของเราได้ช่วยผลักดันให้เราก้าวไปข้างหน้าในทุกช่องทาง เราเป็นพันธมิตรที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ค้าใหญ่น้อยกว่า 65,000 รายซึ่งใช้บริการเราช่วยทำให้การชำระเงินของลูกค้าของพวกเขาเป็นไปอย่างง่ายดายและปลอดภัย ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง แก้ปัญหาการจัดการการทุจริต และ ความเชี่ยวชาญด้านพาณิชย์ข้ามพรมแดน เราช่วยให้ร้านค้าได้เพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจของพวกเขาและเติบโตไปสู่ตลาดใหม่ๆทั่วโลก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมที่ www.ingenico.com/epayments หรือติดตามเราบน Twitter หรือ LinkedIn

ข้อมูลการติดต่อ
Ingenico / สื่อ
Marisa Rijpkema
การสื่อสารและการจัดการส่วนร่วมทางสังคม
Marisa.Rijpkema@ingenico.com
+31 6 10558517

Ingenico ePayments / เอเชีย แปซิฟิก
Fionn Lai
ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ส่วนภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก
fionn.lai@ingenico.com
+65 6408 8226

ศัลยแพทย์เกาหลีเปิดโอกาสให้คุณดูสวยเป็นธรรมชาติ ด้วยการศัลยกรรมโครงหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

กรุงโซล, เกาหลีใต้—(บิสิเนส ไวร์)—4 พ.ค. 2016

เปลี่ยนความคิดเดิมๆที่ว่าความงดงามนั้นขึ้นอยู่กับสันจมูกและดวงตา เพราะวันนี้การศัลยกรรมตกแต่งโครงหน้าได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ใบหน้าดูงดงาม

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ Smart News Release ซึ่งประกอบด้วยสื่อมัลติมีเดียและข่าวฉบับเต็มได้ที่:
http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51330681&lang=en

การทำศัลยกรรมปรับแต่งโครงหน้าแบ่งได้เป็น 2 ประเภทด้วยกัน อย่างแรกคือการปรับแก้ไขขนาดและจุดของโหนกแก้ม กรามเหลี่ยม และคาง อีกประเภทได้แก่การผ่าตัดขากรรไกรทั้งบนและล่าง

ปัจจุบันจำนวนผู้เข้ารับบริการที่ศูนย์ศัลยกรรมตกแต่งเพื่อทำศัลยกรรมปรับ โครงสร้างใบหน้าได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น ศัลยกรรมปรับโครงหน้านั้นได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เนื่องจากให้ผลลัพธ์ตามที่ตนต้องการ ยกเว้นในกรณีที่ฟันสบผิดปกติเกินกว่าที่จะทำได้

การทำศัลยกรรมปรับโครงหน้าไม่เหมือนกับการผ่าตัดขากรรไกร เนื่องจากไม่ต้องมีการจัดฟัน ทั้งยังมีระยะพักฟื้นน้อยกว่าค่อนข้างมาก นอกจากนี้ คนไข้ที่เกิดอาการข้างเคียงอันเป็นผลจากการผ่าตัดขากรรไกรอย่างประมาทเลินเล่อนั้นมีจำนวนมาก โดยผู้ที่เคยเข้ารับการทำศัลยกรรมตกแต่งได้ให้ความเห็นไว้ว่า ไม่ควรมองการผ่าตัดขากรรไกรเป็นศัลยกรรมเสริมความงาม

ผู้ที่มีโหนกแก้มกว้างและชัดนั้นอาจทำให้หน้าดูแข็งและไม่มีมิติ และหากมีหน้าแก้มสั้นด้วยแล้ว ก็อาจทำให้คางสองชั้นดูเด่นขึ้น และทำให้รูปปากดูชัดยิ่งขึ้น สำหรับกรณีเหล่านี้ การทำศัลยกรรมปรับโครงหน้าสามารถช่วยให้ผู้ที่ทำศัลยกรรมมีใบหน้าที่ดูอ่อนโยนและมีมิติยิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับการผ่าตัดขากรรไกร และหากมีการตัดกระดูกส่วนหน้าแล้ว ผู้ทำศัลยกรรมก็สามารถแก้อาการปากยื่นได้ ด้วยการผ่า ตัดลดขนาดคางส่วนหน้า

ดร. Choi, Sewoon หัวหน้าผู้แทนคณะแพทย์ โรงพยาบาลศัลยกรรมTLที่ประเทศเกาหลี กล่าวว่า “เพื่อให้รูปหน้าสวยและเป็นธรรมชาติ การทำศัลยกรรมจึงควรคำนึงถึงหลายๆปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของใบหน้า และ Cubic Effect ของหน้า” พร้อมกล่าวว่า “ผู้ที่ต้องการทำศัลยกรรมควรเลือกโรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งที่สามารถมอบผลลัพธ์ที่ไว้วางใจได้ด้วยการเลือกวิธีการผ่าตัดที่เหมาะสม”

ดร. Choi, Sewoon ซึ่งเป็นผู้พัฒนาวิธีศัลยกรรมยกกระชับใบหน้าป้องกันการหย่อนคล้อยภายหลังการทำศัลยกรรมปรับโครงหน้า ได้ยกระดับความพึงพอใจของคนไข้ ด้วยการปรับแก้ไขรูปหน้าและกล้ามเนื้อผิวหนังในคราวเดียวกัน

นอกจากนี้ ดร. Choi, Sewoon ได้กล่าวเน้นว่า “เพื่อลดผลข้างเคียงและมอบผลลัพธ์ที่น่าพึงพอใจ ผู้ที่ต้องการทำศัลยกรรมควรตรวจสอบให้ดีว่า โรงพยาบาลศัลยกรรมที่จะเข้ารับบริการมีผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมตกแต่งและวิสัญญีแพทย์ที่มีประสบการณ์และความรอบรู้ใ นการทำศัลยกรรมมากพอ รวมทั้งมีระบบความปลอดภัยและระบบการจัดการภายหลังเพื่อจัดการกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51330681&lang=en

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

ติดต่อ:
โรงพยาบาลศัลยกรรม TL ที่ประเทศเกาหลี
Melissa Moon
โทร. +82-10-5489-7667
อีเมล: tlplasticsurgerythai@gmail.com
www.facebook.com/tlpsthai
ไลน์: tlpsthai

http://mms.businesswire.com/media/newsItemId/en/522000/4/Thailand_160428%28EN%29.jpg
TL Plastic Surgery (รูปภาพ: บิสิเนส ไวร์)

รางวัลพิเศษ Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน ยกย่องการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วง 100 ปีให้หลังการคาดการณ์ของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซานฟรานซิสโก–4 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

คณะกรรมการคัดเลือกผู้ชนะเลิศรางวัล Breakthrough Prize ครั้งล่าสุด ได้ประกาศยกย่องคณะนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงจากปรากฏการณ์ 2 หลุมดำชนกันในระยะหลายพันล้านปีแสง

เงินรางวัลกว่า 3 ล้านดอลลาร์มอบให้แก่ผู้ก่อตั้ง LIGO ได้แก่  W. P. Drever, Kip S. Thorne และ Rainer Weiss รวมถึงผู้ร่วมงานวิจัยอีกกว่า 1,012 คน

คณะกรรมการคัดเลือกรางวัล Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน ได้ประกาศรางวัลพิเศษ Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน เพื่อเป็นเกียรติแก่คณะนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่อุทิศตนเพื่อการตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงที่ได้มีการประกาศไปเมื่อวันที่ 11 ก.พ. 2559

รางวัลพิเศษ Breakthrough Prize เป็นรางวัลที่สามารถมอบให้ ณ เวลาใดก็ได้ที่มีการค้นพบครั้งยิ่งใหญ่ทางวิทยาศาสตร์ สำหรับเงินรางวัล 3 ล้านดอลลาร์นี้จะถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนสำหรับผู้มีส่วนร่วมอันทรงเกียรติ ได้แก่ ส่วนแรก 1 ล้านดอลลาร์สำหรับผู้ก่อตั้งทั้ง 3 ของ Laser Interferometer Gravitational-Wave Observatory (LIGO) และส่วนที่ 2 จำนวน 2 ล้านดอลลาร์ จะตกเป็นของนักวิทยาศาสตร์ที่ร่วมงานวิจัยครั้งนี้
ผู้ก่อตั้งโครงการนี้ ได้แก่  Ronald W. P. Drever ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านฟิสิกส์จาก Caltech (California Institute of Technology) Kip S. Thorneศาสตราจารย์กิตติคุณด้านฟิสิกส์ภาคทฤษฎีจาก Caltech ผู้เคยได้รับรางวัล Feynman และ Rainer Weiss ศาสตราจารย์กิตติคุณด้านฟิสิกส์จาก MIT (Massachusetts Institute of Technology)

ผู้มีส่วนร่วมในรางวัล ได้แก่ ผู้เขียนเอกสารที่บรรยายถึงการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วง 1,005 คน จากสถาบันต่างๆที่เกี่ยวข้องกับ LIGO และ Virgo Collaboration ซึ่งเป็นการทดลองขององค์กร นอกจากนี้ยังมีการมอบรางวัลให้แก่นักวิทยาศาสตร์ 7 คนที่สร้างความสำเร็จครั้งสำคัญให้แก่ LIGO สามารถดูรายชื่อผู้บริจาคได้จากลิงค์ด้านล่าง

ผู้ได้รับรางวัลจะได้รับการประกาศกิตติคุณในพิธี Breakthrough Prize ของปี 2561 ช่วงฤดูใบไม้ร่วงปี 2559 ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับการจัดงานBreakthrough Prize ด้านฟิสิฟส์พื้นฐาน Physics (แตกต่างจากรางวัลพิเศษ) เป็นประจำทุกปี รวมถึงงาน Breakthrough Prizes ด้านชีวิวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์เปิดรับผู้เข้าชิงรางวัลถึงวันที่ 31 พ.ค. 2016 และสามารถลงชื่อออนไลน์ได้ที่ https://breakthroughprize.org

Stephen Hawking ผู้คว้ารางวัล Special Breakthrough Prize 2013 กล่าวว่า การค้นพบครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ประการแรกคือเป็นหลักฐานของความสัมพันธ์ทั่วไปและการคาดเดาปฏิกริยาของหลุมดำ และประการที่สองคือเป็นจุดเริ่มต้นของดาราศาสตร์ยุคใหม่ที่จะเปิดเผยจักรวาลผ่านสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ดังนั้น ทีม LIGO จึงคู่ควรกับรางวัล Special Breakthrough Prize อย่างเต็มรูปแบบ

Yuri Milner หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Breakthrough Prizes กล่าวว่า พลังที่สร้างสรรค์ของอัจฉริยะที่แตกต่าง นักวิทยาศาสตร์เก่งๆหลายคนรวมถึงมหาวิทยาลัยได้ร่วมมือกันสร้างเรื่องราวทางวิทยาศาสตร์ที่สมบูรณ์แบบ

Edward Witten ประธานคณะกรรมการผู้คัดเลือก กล่าวว่า ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่นี้ เปิดโอกาสให้เราสามารถศึกษาผลงานอันน่าทึ่งตามทฤษฎีของไอน์สไตน์ ได้เป็นครั้งแรก โดยแนวคิดทางทฤษฎีเกี่ยวกับหลุมดำที่แต่ก่อนแทบจะเป็นนิยายไซไฟตอนผมเด็กๆนั้น บัดนี้ได้กลายเป็นจริงแล้ว

LIGO

เครื่องตรวจจับคลื่นความโน้มถ่วงของ LIGO ได้ถือกำเนิดขึ้น ขณะที่การวิจัยและพัฒนาเมื่อช่วงทศวรรษที่ 1960 โดย LIGO จัดตั้งขึ้นระหว่างปี 2537-2545 เป็นผลงานของ Caltech และ MIT ด้วยความร่วมมือกับมูลนิธิ National Science Foundation แห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อศึกษาคลื่นความโน้มถ่วงตามหลักทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของไอน์สไตน์ ล่าสุดหลังจากที่ได้มีการยกเครื่องครั้งใหญ่เมื่อปี 2553-2558 เครื่องตรวจจับนี้ก็ได้มีการค้นพบคลื่นความโน้มถ่วงแทบจะทันที คลื่นที่ว่านี้ทำให้เกิดการบิดงอของกาลอวกาศขณะที่เคลื่อนตัวผ่านโลก การบิดเบี้ยวของกาลอวกาศที่เกิดขึ้นนั้นมีขนาดเล็กเพียงหนึ่งในพันล้านล้านล้านเมตร เมื่อมีการตรวจจับที่หอสังเกตการณ์ใหญ่ 4 กม. 2 แห่งของ LIGO ในเมืองฮานฟอร์ด รัฐวอชิงตัน และเมืองลิฟวิงสตัน รัฐหลุยเซียน่า คลื่นความโน้มถ่วงเหล่านี้เกิดจากหลุมดำ 2 หลุม ซึ่งมีมวลมากกว่าดวงอาทิตย์ประมาณ 30 เท่า และแผ่ออกมาเป็นระยะทางกว่า 1.3 พันล้านปีแสงจนมาถึงโลกของเรา การค้นพบครั้งนี้นับเป็นการเปิดศักราชใหม่แห่งวงการดาราศาสตร์คลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งจะเปิดโอกาสให้กับปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่อลังการเป็นอันดับต้นๆ พร้อมไขปริศนาลึกลับของเอกภพในช่วงเกิดใหม่

รางวัลพิเศษ Brekathrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน

รางวัลพิเศษ Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐานนี้จะถูกมอบโดยคณะกรรมการผู้คัดเลือก ณ เวลาใดก็ได้ โดยรางวัลนี้เป็นรางวัลที่นอกเหนือไปจากรางวัล Breakthrough Prize หลักซึ่งจะได้รับการคัดเลือกผ่านกระบวนการเสนอชื่อแบบทั่วไปเป็นรายปี ซึ่งผู้ที่เคยได้รับรางวัลพิเศษดังกล่าวรวมถึง 7 ผู้นำจากทีม Large Hadron Collider ซึ่งเป็นผู้ค้นพบ Higgs Boson

คณะกรรมการผู้คัดเลือกผู้รับรางวัลพิเศษ Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน ประจำปี 2559 ได้แก่:  Nima Arkani-Hamed, Lyn Evans, Michael B. Green, Alan Guth, Stephen Hawking, Joseph Incandela, Takaaki Kajita, Alexei Kitaev, Maxim Kontsevich, Andrei Linde, Arthur McDonald, Juan Maldacena, Saul Perlmutter, Alexander Polyakov, Adam Riess, John H. Schwarz, Nathan Seiberg, Ashoke Sen, Yifang Wang และ Edward Witten

รางวัล Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน

รางวัล Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน นี้จะถูกมอบให้แก่ ผู้ที่อุทิศตนเพื่อยกระดับความรู้ของมวลมนุษย์ โดยเปิดกว้างสำหรับนักฟิสิกส์ทุกคน ไม่ว่าจะเป็นนักฟิสิกส์เชิงทฤษฎี เชิงทดลอง หรือเชิงคณิตศาสตร์ ที่พยายามไขปริศนาความลึกลับของจักรวาล รางวัลนี้สามารถแบ่งปันให้แก่นักวิทยาศาสตร์ได้หลายๆคน

รางวัล Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน และรางวัลพิเศษ Breakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน ได้รับเงินทุนมาจากมูลนิธิ Milner Global Foundation

รางวัล Breakthrough Prize

นับเป็นปีที่ 5 แล้ว ที่ได้มีการมอบรางวัล Breakthrough Prize ให้กับนักวิทยาศาสตร์ชั้นแนวหน้าของโลก ในแต่ละปี จะมีการมอบรางวัลสาขาชีววิทยาศาสตร์สูงสุด 5 รางวัล สาขาฟิสิกส์ 1 รางวัล และสาขาคณิตศาสตร์อีก 1 รางวัล โดยแต่ละรางวัลมีมูลค่าทั้งสิ้น 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีการมอบรางวัลNew Horizons Prize สูงสุด 3 รางวัลในสาขาฟิสิกส์ และอีก 3 รางวัลในสาขาคณิตศาสตร์ ให้กับนักวิจัยหน้าใหม่ที่มีผลงานโดดเด่นอีกด้วย งานประกาศรางวัล Breakthrough Prize จะมีการถ่ายทอดทางโทรทัศน์ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองให้แก่ความสำเร็จของผู้รับรางวัล รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ โดยผู้รับรางวัลจะได้เข้าร่วมการบรรยายและการเสวนาในงานประชุมวิชาการ รางวัล Breakthrough Prize ริเริ่มขึ้นโดย Sergey Brin และAnne Wojcicki, Jack Ma และ Cathy Zhang, Mark Zuckerberg และ Priscilla Chan รวมถึง Yuri และ Julia Milner สำหรับคณะกรรมการตัดสินรางวัล ประกอบด้วยผู้ที่เคยได้รับรางวัล Breakthrough Prize ในปีก่อนๆ

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรางวัล Breakthrough Prizes ได้ที่ www.breakthroughprize.org

รางวัล Special  Breakthrough Prize 2016 สาขาฟิสิกส์พื้นฐาน

ประกาศกิตติคุณ: แด่การสังเกตการณ์คลื่นความโน้มถ่วง ซึ่งเปิดโลกทัศน์ใหม่ให้กับวงการดาราศาสตร์และฟิสิกส์

ผู้ชนะรางวัล (1,015):

ผู้ก่อตั้งสถาบันสังเกตการณ์คลื่นแรงโน้มถ่วง (Laser Interferometer Gravitational-wave Observatory หรือ LIGO):

Ronald W. P. Drever, Caltech
Kip S. Thorne, Caltech
Rainer Weiss, MIT

ผู้มีส่วนร่วม (1,012) ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในความสำเร็จของ LIGO สามารถชมรายนามของผู้มีส่วนร่วมรวมถึงสถาบันที่เกี่ยวข้องได้ที่https://breakthroughprize.org/News/32

Opera ติดตั้งตัวบล็อกโฆษณาในเบราว์เซอร์สำหรับคอมพิวเตอร์และมือถือ เพิ่มสปีดการท่องอินเทอร์เน็ตเท่าทวีคูณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ออสโล, นอร์เวย์–4 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

ตัวบล็อกโฆษณาแบบเนทีฟติดตั้งมาพร้อมเบราว์เซอร์ Opera สำหรับคอมพิวเตอร์ และ เบราว์เซอร์ Opera Mini สำหรับ Android

 Opera Software AS / Opera adblocker desktop + mobile (PRNewsFoto/Opera Software AS)

Opera adblocker desktop + mobile (PRNewsFoto/Opera Software AS)

(ภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160503/362852 ) 

ปัจจุบันมีผู้ใช้เบราว์เซอร์ Opera สำหรับคอมพิวเตอร์ราว 60 ล้านคน และมีผู้ใช้เบราว์เซอร์ Opera Mini สำหรับ Android เกือบ 120 ล้านคนต่อเดือน และต่อจากนี้ ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องติดตั้งส่วนขยายหรือดาวน์โหลดแอปบล็อกโฆษณาอีกต่อไป เพราะ Opera ได้ติดตั้งตัวบล็อกโฆษณาไว้ในโค้ดของเบราว์เซอร์โดยตรง ช่วยให้การโหลดหน้าเพจผ่านเบราว์เซอร์ Opera สำหรับคอมพิวเตอร์เร็วขึ้นสูงสุด 89% เมื่อเทียบกับการท่องอินเทอร์เน็ตโดยไม่มีตัวบล็อกโฆษณา 

Opera Mini เวอร์ชั่นใหม่เร็วขึ้น 40% 

การบล็อกโฆษณาก็มีประโยชน์มากสำหรับมือถือ เนื่องจากโฆษณาออนไลน์มักยึดพื้นที่หน้าจอที่มีอยู่จำกัด ทั้งยังทำให้การท่องอินเทอร์เน็ตช้าลง และผู้ใช้ต้องจ่ายค่าดาต้าแพงขึ้น 

สำหรับผู้ใช้มือถือที่มองหาความคุ้มค่า การลบโฆษณาออนไลน์ถือเป็นทางเลือกที่มีข้อดีทวีคูณ แถมยังช่วยประหยัดเงินค่าดาต้าด้วย เดิมที Opera Mini ก็ขึ้นชื่อเรื่องเทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูลอยู่แล้ว และการมีตัวบล็อกโฆษณาก็ยิ่งทำให้ประหยัดดาต้าเพิ่มขึ้นสูงสุดถึง 14% เพราะโควต้าดาต้ามือถือถูกใช้น้อยลง 

วิธีเปิดใช้งานเทคโนโลยีบล็อกโฆษณาแบบเนทีฟ 

Opera Mini 

เข้าไปที่ใต้เมนู “O” ของ Opera Mini แตะที่ data-savings summary จากนั้นกดปุ่มเปิดปิด “block ads” สำหรับเวอร์ชั่น Android ตัวบล็อกโฆษณามีให้เลือกในทั้งโหมด high-saving และ extreme-saving   

Opera สำหรับคอมพิวเตอร์ 

คลิกไปที่ settings จากนั้นจะมีข้อมูลแสดงสถิติจำนวนโฆษณาที่โดนบล็อกทั้งหมด รวมทั้งจากหน้าเบราว์เซอร์ปัจจุบันด้วย นอกจากนั้นยังสามารถเปรียบเทียบความเร็วของการโหลดหน้าเว็บเมื่อเปิดและปิดตัวบล็อกโฆษณาได้ด้วย 

รายละเอียดเพิ่มเติม 

ดาวน์โหลดเบราว์เซอร์ Opera สำหรับคอมพิวเตอร์ได้ที่ http://opr.as/cwm และดาวน์โหลดเบราว์เซอร์ Opera Mini สำหรับ Android ได้ที่http://opr.as/oma  

แหล่งข่าว: Opera Software AS

NEXCOM เปิดดาวน์โหลดฟรีซอฟต์แวร์ป้ายโฆษณาดิจิตอล PowerDigiS ช่วยธุรกิจค้าปลีกรายย่อยเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ไทเป, ไต้หวัน–4 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          NEXCOM เปิดให้ดาวน์โหลด PowerDigiS ซอฟต์แวร์จัดการสื่อประชาสัมพันธ์ดิจิตอลของบริษัท ในเวอร์ชั่นฟรีเพื่อช่วยยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าและเพิ่มรายได้จากการขายให้กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMB) ในอุตสาหกรรมค้าปลีก ซอฟต์แวร์ PowerDigiS ของ NEXCOM นำเสนอคอนโซลควบคุมจากระยะไกลผ่านทางเว็บและยูสเซอร์อินเทอร์เฟซที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ ช่วยให้ร้านค้า SMB สามารถบริหารจัดการเนื้อหาป้ายโฆษณาดิจิตอลด้วยการคลิกเพียงไม่กี่คลิก

          PowerDigiS มีแบบเลย์เอาท์ให้เลือกหลากหลายแบบเพื่อช่วยให้การออกแบบเนื้อหาป้ายดิจิตอลเป็นเรื่องง่าย อันจะนำไปสู่การเปิดตัวแคมเปญการตลาดได้เร็วขึ้นทั้งนี้ เครื่องมือแก้ไขเนื้อหาของ PowerDigiS จะช่วยให้ร้านค้าปลีก SMB สามารถสร้างแบบเลย์เอาท์ตามความต้องการได้อย่างรวดเร็วจากเทมเพลตที่ให้มา ซึ่งเทมเพลตเหล่านี้สามารถปรับแก้ บันทึก และนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในภายหลัง โดยหลังจากที่สร้างเลย์เอาท์เสร็จ ร้านค้าปลีก SMBก็สามารถลากและวางไฟล์เนื้อหาไปที่แต่ละโซนของเลย์เอาท์เพื่อสร้างรายการเนื้อหาที่แตกต่างกันสำหรับแต่ละโซน โดยสามารถดูตัวอย่างไฟล์เนื้อหาแต่ละไฟล์และแบบการนำเสนอทั้งหมดได้ก่อนที่จะอัพโหลดไปยังเครื่องเล่นป้ายประชาสัมพันธ์ดิจิตอลซึ่งติดตั้งอยู่ตามสถานที่ต่างๆ หรือไปที่เซิร์ฟเวอร์ส่วนกลาง

          เพื่อความสะดวกในการจัดการ เผยแพร่และกำหนดเวลาเผยแพร่คอนเทนต์ NEXCOM PowerDigiS ได้นำเสนอคอนโซลควบคุมจากระยะไกลซึ่งสามารถเข้าถึงได้ผ่านทางเว็บเบราว์เซอร์ โดยผู้ใช้สามารถควบคุมเครื่องเล่นป้ายโฆษณาดิจิตอลตามสถานที่ต่างๆ และจัดการเครือข่ายป้ายโฆษณาดิจิตอลได้จากทางไกลโดยไม่ต้องไปยังสถานที่ติดตั้ง ซึ่งช่วยให้ร้านค้าปลีก SMB สามารถส่งข้อความได้ตรงถึงกลุ่มผู้ชมเป้าหมายในเวลาที่เหมาะสม

          “PowerDigiS เป็นซอฟต์แวร์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ โดยได้รับการออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาต่างๆในการใช้งานสื่อประชาสัมพันธ์บนจอดิจิตอล การส่งเสริมการขายภายในร้านแบบเรียลไทม์ ป้ายเมนูดิจิตอลในร้านอาหารบริการด่วน (QSR) และการสื่อสารองค์กรสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่คือตัวอย่างการใช้งานที่ได้ประโยชน์จาก PowerDigiS ซึ่งช่วยประหยัดทั้งเวลาและต้นทุน” เจนนี เชิร์น ผู้ช่วยรองประธาน NEXCOM Interactive Signage Platform Business Unit กล่าว “NEXCOM สนับสนุนให้ผู้ค้าปลีก SMB ทุกรายดาวน์โหลด PowerDigiS เวอร์ชั่นฟรีจาก www.alliotcloud.com เพื่อเรียนรู้ว่าซอฟต์แวร์นี้สามารถช่วยขยายช่องทางธุรกิจของคุณ เพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้า และเพิ่มกำไรได้อย่างไร”

          คุณสมบัติหลัก

          – รองรับสื่อหลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงวิดีโอ ออดิโอ แฟลช กราฟิก ทิกเกอร์ ฟีดข่าว RSS และเครื่องรับสัญญาณทีวี

          – รองรับแบบเลย์เอาท์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

          – สามารถบันทึกการเล่นและรายงาน

          – คอนโซลควบคุมผ่านทางเว็บที่ทำงานบนหลายแพลตฟอร์ม

          – ประสานคอนเทนต์ในโซนต่างๆให้สอดคล้องกัน (เวอร์ชัน Advanced)

          – มัลติ-เอาต์พุต คอนเทนต์อิสระ รองรับการรวมหน้าจอ (เวอร์ชัน Advanced)

          – รองรับการโต้ตอบผ่านจอสัมผัสตามตำแหน่งที่ตั้ง (เวอร์ชัน Advanced)

          เกี่ยวกับ NEXCOM: NEXCOM ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2535 บริษัทได้ผนวกรวมความสามารถและดำเนินธุรกิจระดับโลกอยู่ 6 ธุรกิจด้วยกัน ประกอบไปด้วย IoT Automation Solutions, Intelligent Digital Security, Internet of Things, Interactive Signage Platform, Mobile Computing Solutionsและ Network and Communication Solutions ทั้งนี้ NEXCOM ให้บริการลูกค้าทั่วโลกผ่านบริษัทย่อยใน5 ประเทศอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และเพื่อเป็นการตอบรับกระแสเมกะเทรนด์ของ IoTทาง NEXCOM ยังได้ขยายขอบเขตการให้บริการด้วยโซลูชั่นในแอปพลิเคชั่นใหม่ๆ ประกอบด้วย IoTหุ่นยนต์ รถยนต์เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ Industry 4.0 และความปลอดภัยในอุตสาหกรรม www.nexcom.com

          ติดต่อ :

          ลี่หยิน หลิน (Liyin Lin)

          ผู้อำนวยการการตลาด

          อีเมล: liyinlin@nexcom.com.tw

          โทร: +886 2 8226 7786 ต่อ 2110

Pew เผยปลาทูน่าสร้างรายได้ให้เศรษฐกิจโลกปีละกว่า 4.22 หมื่นล้านดอลลาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

วอชิงตัน–3 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          – รายงานล่าสุดเน้นย้ำให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงการจัดการประชากรทูน่าให้ดีขึ้น

          The Pew Charitable Trusts เผยแพร่รายงานล่าสุดที่แสดงให้เห็นว่า เรือประมงจับปลาทูน่าในจำนวนที่สามารถสร้างมูลค่าให้เศรษฐกิจโลกมากกว่า 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี

          รายงานชื่อ Netting Billions: A Global Valuation of Tuna ได้ประมาณการมูลค่าของอุตสาหกรรมการประมงพาณิชย์พื้นฐานทั่วโลก โดยเน้นไปที่ปลาทูน่า 7 สายพันธุ์ที่มีความสำคัญที่สุดในเชิงพาณิชย์ ระหว่างปี 2555-2557 จากการวิเคราะห์พบว่า ชาวประมงมีรายได้ตั้งแต่ 1.0 – 1.2 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ขณะที่มูลค่าทั้งหมด ซึ่งรวมถึงจำนวนเงินที่จ่ายโดยผู้บริโภคในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านอาหารต่างๆทั่วโลก อยู่ที่อย่างน้อย 4.2 หมื่นล้านดอลลาร์ ในปี 2557

          “เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าการจับปลาทูน่านั้นเป็นธุรกิจใหญ่” อะแมนดา นิคสัน ผู้อำนวยการฝ่ายการอนุรักษ์ทูน่าของ Pew กล่าว “นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เราสามารถระบุมูลค่าที่แท้จริงของสิ่งที่เราได้จากการต่อสู้เพื่อการอนุรักษ์และจัดการปลาสายพันธุ์สำคัญทั้งในเชิงพาณิชย์และระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

          “ข้อมูลทั้งหมดบ่งชี้ว่า มูลค่าของปลาทูน่านั้นสูงกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศอย่างน้อย 108 ประเทศ” นิคสันกล่าวเสริม “ปลาทูน่าเป็นสินทรัพย์ที่ทุกรัฐบาลควรพยายามทุกทางเพื่อปกป้อง เนื่องจากเป็นปลาที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศแถบชายฝั่ง ซึ่งเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมเชิงพาณิชย์”

          นอกจากนี้ บทวิเคราะห์ยังได้เปิดเผยข้อมูลตามภูมิภาคมหาสมุทร สายพันธุ์ และเครื่องมือที่ใช้สำหรับจับปลาทูน่า ซึ่งข้อมูลระบุว่า การจับปลาทูน่าในมหาสมุทรแปซิฟิกมีมูลค่าสูงที่สุด ประมาณ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2557

          สำหรับมูลค่าโดยประมาณจากการวิเคราะห์ตามสายพันธุ์ พบว่าทูน่าพันธุ์ท้องแถบ (skipjack tuna) ซึ่งเป็นพันธุ์ที่นิยมนำมาใช้ทำปลาประป๋องมากที่สุด มีมูลค่าสูงกว่าปลาทูน่าครีบน้ำเงิน (bluefin) ทุกสายพันธุ์ แต่นั่นเป็นเพราะปริมาณของทูน่าพันธุ์ท้องแถบที่มีการจับได้ในแต่ละปี หากพิจารณามูลค่าจากพันธุ์ปลาเพียงอย่างเดียว พบว่าพันธุ์ครีบน้ำเงินมีมูลค่าสูงที่สุด โดยทูน่าครีบน้ำเงินทุกสายพันธุ์สร้างรายได้รวมอย่างน้อย 2-2.5 พันล้านดอลลาร์ต่อปีในตลาดทั่วโลก

          รายงานของ Pew สรุปว่า มูลค่าของปลาทูน่าในคลังสินค้าทั่วโลกสามารถเพิ่มสูงขึ้นได้ หากผู้ที่มีหน้าที่ควบคุมดูแลการประมงใช้แนวทางที่ครอบคลุมและระมัดระวังเพื่อการจัดการประชากรปลาเหล่านี้ ซึ่งบางสายพันธุ์ถูกจับมากเกินขอบเขต โดยนักวิทยาศาสตร์ได้สรุปว่า ประชากรปลาทูน่าครีบน้ำเงินแปซิฟิกลดลง 97.4% จากระดับที่ไม่มีการจับปลาในอดีต ขณะที่จำนวนทูน่าพันธุ์ตาโตในแปซิฟิกกลางและตะวันตกปรับตัวลดลง 84% 

          “ฝ่ายบริหารมักพิจารณามูลค่าทางเศรษฐกิจระยะสั้นประกอบการตัดสินใจ แต่อันที่จริงแล้ว การจัดการอย่างมีความรับผิดชอบและคำนึงถึงอนาคตสามารถสร้างมูลค่าได้สูงกว่ามาก” นิคสันกล่าว “รัฐบาลที่มีหน้าที่รับผิดชอบต้องขจัดอุปสรรคที่กีดขวางกระบวนการอันจะนำไปสู่การจำกัดขอบเขตการจับปลาตามหลักวิทยาศาสตร์และการใช้เครื่องมือการจัดการที่ทันสมัย

          “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนชายฝั่งจำนวนมากซึ่งเป็นที่อยู่ของประชาชนหลายล้านคนนั้นต้องพึ่งพาปัจจัยดังกล่าว” นิคสันเผย

          การประมาณการมูลค่าของอุตสาหกรรมปลาทูน่าในรายงานฉบับนี้ไม่รวมผลประโยชน์ที่สามารถจับต้องได้น้อยกว่า อาทิ มูลค่าของการอนุรักษ์ระบบนิเวศมหาสมุทร หรือรายได้จากกิจกรรมสันทนาการและการท่องเที่ยว ซึ่งทั้งหมดนี้อาจช่วยเพิ่มมูลค่ารวมของทูน่าสายพันธุ์เหล่านี้ได้เป็นอย่างมาก

          ทั้งนี้ รายงานได้สรุปการวิเคราะห์ที่ Pew ได้รับมอบหมายจาก Poseidon Aquatic Resource Management Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทให้คำปรึกษาที่มีสำนักงานอยู่ในสหราชอาณาจักร

          The Pew Charitable Trusts ขับเคลื่อนโดยพลังแห่งความรู้ เพื่อแก้ไขปัญหาที่ท้าท้ายมากที่สุดในปัจจุบัน ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่www.pewtrusts.org

          Mike Crispino, +1 202-540-6380, mcrispino@pewtrusts.org