Asia Plantation Capital Berhad เดินหน้าขยายการลงทุนในมาเลเซีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย–3 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

เพื่อเป็นการปรับกลยุทธ์การขยายธุรกิจในมาเลเซีย ทางบริษัท Asia Plantation Capital Berhad ผู้บริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืนพร้อมรางวัลการันตีคุณภาพ จึงได้ร่วมมือกับเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็กถึงขนาดกลางหลายรายในประเทศมาเลเซีย Asia Plantation Capital เป็นผู้บุกเบิกการปลูกไม้กฤษณามาตั้งแต่ปี 2552 และได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำตลาดในแง่ของความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคนิคที่ใช้ในการปลูกเชื้อเพื่อกระตุ้นแก่นไม้เรซินของต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรีย

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160427/8521602718-a

ต้นกฤษณาที่ได้รับการปลูกเชื้อเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เริ่มผลิตยางไม้ออกมาเมื่อผ่านไปเพียง 3 เดือน (ดูจากบริเวณที่เป็นสีเข้ม)

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160427/8521602718-b

แซลลี่ ฝู ผู้บริหาร และเวอโรนิกา ลี ผู้อำนวยการบริษัท Eco BlackGold พร้อมด้วยไม้กฤษณาล้ำค่าอายุ 80 ปี ซึ่งตั้งอยู่ที่สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของAsia Plantation Capital ในกรุงกัวลาลัมเปอร์

จุดประสงค์ของการร่วมทุนกับเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกหลายรายคือ การให้ความรู้และความช่วยเหลือแก่เจ้าของพื้นที่เพาะปลูกที่ขาดทักษะและความชำนาญ เพื่อให้สามารถบริหารพื้นที่ปลูกต้นกฤษณาได้ด้วยตัวเอง โดยพันธมิตรสำคัญรายหนึ่งคือบริษัท Eco BlackGold ที่ได้ร่วมทุนกับ Asia Plantation Capitalมาตั้งแต่ช่วงปลายปี 2557

Eco BlackGold มีที่ดินสำหรับเพาะปลูก 2 ผืน ขนาด 4 เฮกตาร์ ตั้งอยู่ในรัฐเนเกรีเซมบิลัน ทางตอนใต้ของกรุงกัวลาลัมเปอร์ และนับตั้งแต่ที่ได้ลงนามข้อตกลงระยะเวลา 5 ปี กับ Asia Plantation Capital ทาง Eco BlackGold ก็ได้ปลูกต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรีย ไซเนนซิส ไปแล้วทั้งสิ้น 5,655 ต้น และในเดือนเมษายน 2559 บริษัทได้ต้นกฤษณาโตเต็มวัยมาอีก 2,345 ต้น รวมทั้งสิ้น 8,000 ต้น

“Asia Plantation Capital เป็นผู้นำด้านการบริหารพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืน” สตีฟ วัตส์ ซีอีโอของ Asia Plantations Capital ประจำเอเชียแปซิฟิก กล่าว “เราพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจว่าจะทำงานร่วมกับใคร และเรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ Eco BlackGold ในการบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูก Eco BlackGold คือพันธมิตรรายใหญ่ที่สุดรายหนึ่งของเรา ซึ่งให้การสนับสนุนและตอบรับแนวคิดการทำงานของเราอย่างเต็มที่ ตลอดปีที่ผ่านมา เราได้ใช้เทคโนโลยีอันเป็นกรรมสิทธิ์ของเราในการปลูกเชื้อต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรีย 2,627 ต้นในพื้นที่เพาะปลูกแห่งนี้ ซึ่งเห็นผลลัพธ์ในเวลาไม่นาน และเรามั่นใจว่าจะสร้างผลลัพธ์ที่แข็งแกร่งและสม่ำเสมอต่อไป”

เขากล่าวเสริมว่า “ผมเชื่อว่าการทำงานร่วมกันของทั้งสองบริษัทจะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการพัฒนาและความยั่งยืนของไม้กฤษณาพันธุ์เอควิลาเรีย และอาจสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุตสาหกรรมด้วย เรามุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และคว้าโอกาสที่ลอยมาหาเราอยู่ตลอดเวลาเพื่อเติบโตต่อไป”

แซลลี่ ฝู ผู้บริหารของ Eco BlackGold กล่าวว่า “ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการผสานความเชี่ยวชาญของ Asia Plantation Capital เข้ากับการเพาะปลูกต้นกฤษณาของเรา ซึ่งนับได้ว่าเป็นการพลิกโฉมอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ เมื่อครั้งที่เราได้พบกับ Asia Plantation Capital เราก็รู้ทันทีว่าเรามีวิสัยทัศน์ร่วมกัน เพราะเราต่างก็กังวลกับอนาคตของพันธุ์ไม้ที่ใกล้สูญพันธุ์ชนิดนี้ เรามั่นใจว่าตัดสินใจถูกที่ทำงานร่วมกับ Asia Plantation Capital และอนุญาตให้เข้ามาจัดการการปลูกไม้กฤษณาอย่างยั่งยืน พร้อมกับผลิตไม้กฤษณาและน้ำมันกฤษณาให้ได้คุณภาพและปริมาณสูงสุดอย่างต่อเนื่อง”

นอกจากนี้ Eco BlackGold ยังให้ Asia Plantation Capital ยืมไม้กฤษณาล้ำค่าอายุ 80 ปีไปไว้ที่สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาค ซึ่งเพิ่งเปิดทำการอย่างเป็นทางการไปเมื่อเดือนที่แล้ว ณ ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์

ตามธรรมชาติแล้ว ต้นกฤษณาที่ติดเชื้อจะเริ่มผลิตยางไม้หลังผ่านไป 20 ปีหรือนานกว่านั้น แต่ในพื้นที่เพาะปลูกของ Asia Plantation Capital ที่มีการบริหารจัดการอย่างดี ต้นกฤษณาสามารถผลิตยางไม้ได้ภายในระยะเวลาเพียง 7 ปี และพร้อมที่จะถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท

จนถึงปัจจุบัน Asia Plantation Capital ได้ปลูกเชื้อต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรียไปแล้วทั้งสิ้น 3,482 ต้นในมาเลเซีย ต้นกฤษณาเหล่านี้จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดีโดยทีมพัฒนาและวิจัยของบริษัท ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญชื่อดังระดับโลก โดยจะมีการใช้ป้ายแท็กติด GPS กับต้นกฤษณาแต่ละต้น นอกจากนั้นยังมีการตรวจสอบต้นกฤษณาทุกๆ 3 เดือน ไปจนกว่าจะถึงเวลาเก็บเกี่ยว

การร่วมทุนครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การขยายธุรกิจของ Asia Plantation Capital เพื่อขยายการลงทุนและการดำเนินงานในมาเลเซียภายในระยะเวลาหลายปีจากนี้

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ:

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

ซาอาฮิรา มูฮัมหมัด
ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด
อีเมล: zaahira@asiaplantationcapital.com
สำนักงาน: +6012 203 5344

ซาแมนธา ธาม
ผู้บริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด
อีเมล: samantha.tham@asiaplantationcapital.com
มือถือ: +65 9144 0933

เกี่ยวกับ Asia Plantation Capital

Asia Plantation Capital Berhad ในมาเลเซีย กำลังทุ่มลงทุนอย่างมหาศาลในภาคการเพาะปลูกของมาเลเซีย โดยได้มีการพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกใหม่ๆและโรงงานผลิตไม้กฤษณา รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ บริษัทได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาที่ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเน้นทำธุรกิจในมาเลเซีย หลังจากที่เมื่อปีที่แล้วได้เปิดโรงงานแปรรูปไม้กฤษณาและโรงกลั่นน้ำมันกฤษณาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เมืองยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซีย

Asia Plantation Capital Group เป็นผู้ดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืนที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย บริษัทมีโครงการต่างๆใน 4ทวีป และมีพนักงานกว่า 2,000 คนทั่วโลก สำหรับคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของเราซึ่งเป็นผู้นำในวงการนั้น ประกอบด้วยนักวิชาการระดับแนวหน้าจากนานาประเทศ (จีน ไทย มาเลเซีย อินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ที่ร่วมกันพัฒนารวมถึงจดสิทธิบัตรระบบและเทคโนโลยีชั้นนำของอุตสาหกรรม

บริษัทญี่ปุ่นในเครือทั้ง 6 บริษัท พร้อมบรรยายในหัวข้อ “ไคเซ็น” ที่กรุงเทพฯ 6 มิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

โตเกียว–28 เม.ย.–เกียวโด เจบีเอ็น-เอเชียเน็ท

          สมาคมการบริการจัดการแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA) เตรียมจัดงาน GENBA Management Conference & Award 2559 เป็นครั้งแรกขึ้นที่กรุงเทพฯ ในวันที่6 มิถุนายนนี้ โดยภายในงานจะมีการบรรยายจาก บริษัทญี่ปุ่นในเครือเดียวกัน 6 บริษัท ภายใต้หัวข้อ “ไคเซ็น” หรือ “เส้นทางการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง” 

          (ภาพ: http://prw.kyodonews.jp/opn/release/201604280243/ )

          งานครั้งนี้จะจัดขึ้น ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทคโดยมี ผู้บริหารในแต่ละภาคการผลิตจาก 6 บริษัทผู้ผลิตสัญชาติญี่ปุ่นในเครือประจำประเทศไทย  จะร่วมนำเสนอแนวปฏิบัติของโครงการ “ไคเซ็น”  ซึ่งเป็นโครงการที่มีจุดประสงค์เพื่อสร้างการตระหนักรู้ถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคคลากรและทรัพยากรมนุษย์ขององค์กร รวมไปถึงหัวข้อที่น่าสนใจอื่นๆ

          สำหรับประเทศไทยนั้น  การแข่งขันระดับนานาชาติเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากไทยเป็นชาติศูนย์กลางการผลิต ดังนั้น บริษัทผู้ผลิตหลายรายจึงพยายามที่จะปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์, ต้นทุน และการขนส่ง เพื่อพัฒนาประสิทธิทางการผลิตของตนให้ดียิ่งขึ้น โดยบริษัทสาขาของบริษัทญี่ปุ่นทั้ง 6 แห่ง ประกอบด้วย ไดกิ้น อินดัสทรีส์ จำกัด, มาสด้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น, โตโยต้า โบโชคุ คอร์ปอเรชั่น, มิซูบิชิ อิเล็กทริก คอร์ปอเรชั่น, โคมาสึ จำกัด และนิสสัน มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ได้นำหลักไคเซ็นมาพัฒนาบริษัทจนประสบความสำเร็จ

          ยิ่งไปกว่านั้น บริษัทเจ้าของโครงการยังได้รับการประเมินสูงสุดจากการลงคะแนนเสียงของผู้ชม โดยจะมีการมอบรางวัลใหญ่ภายหลังจากที่ได้มีการลงคะแนนแล้ว

          ข้อมูลสังเขปของงาน

          วันที่/เวลา: 10:00-17:20 น. วันที่ 6 มิถุนายน 2559

          สถานที่: ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค

          ผู้จัดงาน: สมาคมการบริหารจัดการแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA)

          ขนาดความจุสถานที่: 200 คน

          ภาษาที่ใช้ในการบรรยาย: ภาษาไทย

          ค่าเข้าชม: 3,200 บาท/ท่าน (รวมภาษี 7%)

          การลงทะเบียนเข้าร่วมงาน: ผู้ที่สนใจเข้ารับการฟังบรรยายสามารถสำรองที่นั่งได้ที่เว็บไซต์ http://jpaward.com/entry/

          บริษัทที่เข้าร่วมการบรรยาย :

          บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด

          บริษัท มาสด้า พาวเวอร์เทรน แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด

          บริษัท โตโยต้า โบโชคุ สยาม เมทัล จำกัด

          บริษัท สยาม คอมเพรสเซอร์ อินดัสทรี จำกัด

          บริษัท บางกอก โคมาซึ จำกัด

          บริษัท นิสสัน มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

          โปรแกรม: เว็บไซต์: http://jpaward.com/

          เกี่ยวกับสมาคมการบริหารจัดการแห่งประเทศญี่ปุ่น (JMA)

          http://www.jma.or.jp.e.is.hp.transer.com/index.php

          JMA เป็นองค์กรสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2485 เพื่อวางแผนการบริหารจัดการองค์กรและอุตสาหกรรมให้แก่บริษัทญี่ปุ่น เพื่อช่วยยกระดับความสามารถในการผลิตของบริษัท

          เราเป็นผู้บุกเบิกในสร้างการกุญแจสำคัญ ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนา 3 กิจกรรมหลักของเรา ประกอบด้วย:

          “นวัตกรรมด้านการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์” ผ่านการฝึกอบรมและสัมมนา

          “การพัฒนาอุตสากรรมและเทคโนโลยี” ผ่านการจัดนิทรรศการและการประชุม

          “การรับรองและการจดทะเบียน”  ผ่านการวัดประสิทธิภาพและการตรวจสอบ

          เรานำเสนอโปรแกรมที่มีความหลากหลาย เพื่อช่วยพัฒนานวัตกรรมให้ดียิ่งขึ้นในทุกมุมมอง

          ที่มา: สมาคมการบริการจัดการแห่งประเทศญี่ปุ่น

          AsiaNet 64256

แฟนปืนเฮ “อาร์เซนอล” เตรียมทัวร์ซิดนีย์ กรกฎาคมปีหน้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซิดนีย์–3 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

แฟนบอลทีมอาร์เซนอลเตรียมตัวแพคกระเป๋า และบินลัดฟ้าสู่นครซิดนีย์ รัฐนิวเซาท์เวลส์กันได้เลย เพราะอาร์เซนอลได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้วว่าจะเดินทางมาเตะนัดพิเศษ 2 นัดในปีหน้า โดยขุนพล “ปืนใหญ่” จะลงสนามดวลแข้งกับทีมซิดนีย์ เอฟซี ในวันพฤหัสบดีที่ 13 กรกฎาคม 2560 และทีมเวสเทิร์น ซิดนีย์ วันเดอเรอร์ส ในวันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม 2560

 

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160428/8521602757

อาร์เซนอลเตรียมบินลัดฟ้าระเบิดความมันส์ให้กับแฟนบอลในซิดนีย์ ก.ค. 2560

สจวร์ต เอย์เรส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้า การท่องเที่ยวและเทศกาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกีฬา กล่าวว่า “แฟนบอลในออสเตรเลียและทั่วโลกต้องเคลียร์คิวให้พร้อม และตีตั๋วมามันส์ไปกับศึกดวลแข้งทั้ง 2 นัด ที่เอเอ็นแซด สเตเดียม ในซิดนีย์”

ตั๋วจะเปิดขายในวันที่ 19 กรกฎาคม 2559 ผมอยากให้แฟนๆกีฬาทุกคนมาเยือนซิดนีย์ และสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการเที่ยวรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยอาร์เซนอลจะนำทีมชุดใหญ่ลงสนามสู้ศึกกับ 2 ทีมเจ้าบ้านยักษ์ใหญ่ของเรา”

อิวาน กาซิดิส ประธานบริหารของอาร์เซนอล กล่าวว่า “อาร์เซนอลจะลงเตะในแมตซ์อุ่นเครื่องก่อนเปิดฤดูกาล เพื่อเตรียมความพร้อมเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่ฤดูกาลใหม่จะเริ่มขึ้น เราเชื่อว่าทั้ง ซิดนีย์ เอฟซี และ เวสเทิร์น ซิดนีย์ วันเดอเรอร์ส จะเป็นบททดสอบที่แข็งแกร่งให้กับเรา การเดินทางไปซิดนีย์ครั้งนี้ยังเป็นโอกาสดีที่เราจะได้พบปะกับแฟนๆที่ให้การสนับสนุนเราอย่างเหนียวแน่น ในดินแดนที่ทุกคนต่างคลั่งไคล้กีฬาฟุตบอล ทริปนี้จึงถือเป็นทริปพิเศษสุดที่นักเตะอาร์เซนอลทุกคนต่างตั้งตารอ”

การทัวร์ซิดนีย์ในปี 2560 จะเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่ “เดอะ กันเนอร์ส” ได้กลับมาเยือนซิดนีย์อีกครั้ง และนับเป็นโอกาสหายากที่แฟนบอลทั่วโลกจะได้ชมสโมสรยักษ์ใหญ่แห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษลงเตะในซีกโลกใต้

ซานดรา ชิปเชส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Destination NSW กล่าวว่า “ซิดนีย์คือบ้านของฟุตบอลออสเตรเลีย และยังเป็นจุดหมายปลายทางที่สมบูรณ์แบบของเหล่าแฟนบอลอาร์เซนอล ที่ไม่เพียงอยากเห็นทีมรักของตนโชว์ลีลาในสนามเท่านั้น แต่ยังต้องการเริ่มต้นวันหยุดพักผ่อนอันน่าจดจำในนิวเซาท์เวลส์อีกด้วย”

เราจะออกแพคเกจท่องเที่ยวที่ช่วยให้แฟนบอลสามารถวางแผนเดินทางท่องเที่ยวในซิดนีย์และนิวเซาท์เวลส์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยรูปแบบการท่องเที่ยวและที่พักซึ่งเรามีให้เลือกหลากหลาย แฟนบอลสามารถเลือกชมเกมนัดเดียวหรือทั้งสองนัดก็ได้ และสามารถอยู่เที่ยวต่อเพื่อสัมผัสกับนิวเซาท์เวลส์อย่างทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นชายหาดระดับเวิลด์คลาส แนวชายฝั่งทะเลที่สวยงาม การผจญภัย ธรรมชาติ รวมไปถึงกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬาต่างๆ” คุณชิปเชสกล่าวเสริม

ตั๋วเข้าชมฟุตบอลทั้ง 2 นัดจะเปิดขายในวันอังคารที่ 19 กรกฎาคม 2559 และจะมีการเปิดเผยรายละเอียดของแพคเกจการท่องเที่ยวในวันเดียวกัน

สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการทัวร์ซิดนีย์ของอาร์เซนอลได้ที่: www.arsenalinsydney.com

สำหรับข้อมูลเกี่ยวกับซิดนีย์และนิวเซาท์เวลส์ กรุณาเข้าชมที่: www.sydney.com หรือ www.visitnsw.com

“โตชิบา” เปิดตัววงจรขยายเสียงป้อนกลับกระแส 4 ชาแนลสำหรับเครื่องเสียงรถยนต์ พร้อมระบบตรวจจับค่าออฟเซตแบบฟูลไทม์ติดตั้งในตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

โตเกียว–(บิสิเนส ไวร์)–27 เม.ย. 2016

บริษัท สตอเรจ แอนด์ อิเล็กทรอนิกส์ ดีไวเซส โซลูชันส์ (Storage & Electronic Devices Solutions Company) ในเครือของ โตชิบา คอร์ปอเรชั่น (Tokyo: 6502) ประกาศเปิดตัว “TCB501HQ” วงจรขยายจายเสียง 4 ชาแนล ที่สามารถตรวจจับแรงดันออฟเซตเอาต์พุต ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ลำโพงไหม้ โดยมีกำหนดที่จะเริ่มการผลิตขนาดใหญ่ในเดือนมิถุนายน 2016

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ Smart News Release ซึ่งประกอบด้วยสื่อมัลติมีเดียและข่าวฉบับเต็มได้ที่:
http://www.businesswire.com/news/home/20160427005680/en/

http://mms.businesswire.com/media/20160427005680/en/521682/4/TCB501HQ_1000p.jpg
“โตชิบา” เปิดตัววงจรขยายเสียงแบบป้อนกลับกระแส 4 ชาแนล “TCB501HQ” มาพร้อมระบบตรวจจับค่าออฟเซตสำหรับเครื่องเสียงรถยนต์ (รูปภาพ:บิสิเนส ไวร์)

ผลิตภัณฑ์วงจรรวมตัวใหม่นี้ประกอบด้วยวงจรตรวจจับออฟเซตแบบฟูลไทม์ที่พัฒนาใหม่ล่าสุด การตรวจจับออฟเซตระหว่างการขยายเสียงนั้นโดยทั่วไปแล้วเป็นเรื่องยาก แต่วงจรรวมแบบใหม่ของโตชิบาสามารถตรวจจับแรงดันไฟฟ้ากระแสตรง ที่เกิดจากการรั่วไหลของตัวเก็บประจุอินพุตและสาเหตุอื่นๆ แม้ในระหว่างการขยายเสียง และยังสามารถป้องกันไม่ให้ลำโพงไหม้อีกด้วย

วงจรรวมแบบใหม่ประกอบด้วยระบบป้อนกลับกระแส ซึ่งเป็นระบบที่ใช้ในเครื่องเสียงไฮไฟระดับไฮเอนด์ โดยจะช่วยป้องกันการเสื่อมของคุณภาพเสียงที่ช่วงความถี่กว้าง และทำให้คุณภาพเสียงคงที่

ข้อมูลจำเพาะ

หมายเลขชิ้นส่วน: TCB501HQ
แรงเอาต์พุต สูงสุด: 49W x 4ch (Vcc=15.2V, RL=4Ω, MAXPOWER)
ระยะแรงดันไฟฟ้า: 6V-18V (4Ω), 6V-16V (2Ω)
แรงดันออฟเซตเอาต์พุต: 90mV
แรงดันรบกวนเอาต์พุต: 33uV (BW=A-weight)
ฟังก์ชั่นและคุณสมบัติพิเศษ:
– กำลังเอาต์พุตสูงและความเพี้ยนของสัญญาณต่ำ
– ฟังก์ชันปิดเสียงและสแตนด์บายติดตั้งในตัว การตรวจจับออฟเซต ตรวจจับการลัดวงจร และไดร์เวอร์ควบคุมไฟฟ้าแรงสูง
– จ่ายแรงดัน 6 โวลต์ (ลดภาวะเครื่องยนต์ไม่ทำงาน)
– มีวงจรป้องกันหลายชนิด (ความร้อน, แรงดันเกิน, เอาต์พุตไปยัง VCC, เอาต์พุตไปยัง GND, เอาต์พุตไปยังวงจรป้องกัน)
แพ็คเกจ: HZIP25-P-1.00F
ราคาตัวอย่าง (รวมภาษี): 500 เยน

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ที่:
http://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/product/automotive/power-amp.html

ลูกค้าติดต่อสอบถามได้ที่:
Mixed Signal IC Sales & Marketing Dept.
โทร: +81-44-548-2826
http://toshiba.semicon-storage.com/ap-en/contact.html

ข้อมูลในเอกสารฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงราคาและข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ เนื้อหาการบริการและข้อมูลติดต่อ เป็นข้อมูลปัจจุบัน ณ วันที่ประกาศ และอาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

เกี่ยวกับโตชิบา

โตชิบา คอร์ปอเรชั่น (Toshiba Corporation) หนึ่งในบริษัท Fortune Global 500 นำเสนอผลิตภัณฑ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อันล้ำสมัย รวมถึงระบบต่างๆ ใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ พลังงาน (Energy) เพื่อทุกวันของชีวิตที่สะอาดและปลอดภัยขึ้นอย่างยั่งยืน, โครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน และการจัดเก็บข้อมูล (Storage) เพื่อสนับสนุนสังคมแห่งข้อมูลข่าวสารที่ก้าวล้ำ โตชิบาส่งเสริมการดำเนินงานทั่วโลก และสนับสนุนการสร้างสรรค์โลกเพื่อชีวิตที่ดีขึ้นของคนรุ่นต่อๆไป ภายใต้รากฐานความมุ่งมั่นของโตชิบา กรุ๊ป ที่ว่า “ความมุ่งมั่นต่อประชากร, ความมุ่งมั่นต่ออนาคต”

โตชิบาก่อตั้งขึ้นในโตเกียวเมื่อปี 1875 และปัจจุบันเป็นศูนย์กลางของกลุ่มบริษัทในเครือกว่า 580 แห่ง ด้วยจำนวนพนักงาน 199,000 คนทั่วโลก และยอดขายต่อปีกว่า 6.6 ล้านล้านเยน (5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) (ณ วันที่ 31 มีนาคม 2015)

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโตชิบาได้ที่ www.toshiba.co.jp/index.htm

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160427005680/en/

ติดต่อ:
สำหรับสื่อมวลชน:
Toshiba Corporation
Storage & Electronic Devices Solutions Company
Chiaki Nagasawa, +81-3-3457-4963
semicon-NR-mailbox@ml.toshiba.co.jp

Polyeco International จับมือ Lamor จัดตั้ง Polyeco Group บริษัทให้บริการด้านสิ่งแวดล้อมแบบผสมผสานเต็มรูปแบบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

 ปอร์โว, ฟินแลนด์–29 เม.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          Polyeco International และ Lamor Corporation จะควบรวมธุรกิจระดับโลกของทั้งสองบริษัทเพื่อจัดตั้ง Polyeco Group บริษัทผู้ให้บริการด้านสิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่ใหญ่ที่สุด Polyeco Group จะส่งมอบบริการต่างๆอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งครอบคลุมถึง การตอบสนองเหตุฉุกเฉิน การฝึกอบรม การฟื้นฟู การแก้ไขและบริการจัดการขยะ ด้วยโรงงาน/สำนักงาน 20 แห่ง ใน 5 ทวีปทั่วโลก

 Lamor Corporation / Sea Diamond incident, oil spill response operations, Santorini, Greece (PRNewsFoto/Lamor Corporation)

Sea Diamond incident, oil spill response operations, Santorini, Greece (PRNewsFoto/Lamor Corporation)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160428/361244 )

          Lamor เครือข่ายระดับโลกที่จัดตั้งขึ้นมายาวนานกว่า 30 ปี จะส่งมอบรากฐานเพื่อจัดตั้งเครือข่ายการตอบสนองในระดับภูมิภาคที่จะใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในประเทศให้สอดคล้องไปกับประสิทธิภาพการสนับสนุนระหว่างประเทศ ขณะที่ Polyeco ได้นำประสบการณ์กว่า 40 ปีจากการดำเนินงานทั่วโลกมาใช้กับพื้นที่ที่ยากลำบากที่สุด ด้วยการผสานความสามารถของ Lamor และ Polyeco นั้น Polyeco Group จะสามารถส่งมอบบริการจัดการขยะปฏิกูลและการตอบสนองเหตุฉุกเฉินด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ที่เหนือกว่า

          David Nazha ซีอีโอ Polyeco Group กล่าวว่า “การจัดตั้ง Polyeco Group ช่วยตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศที่มีต่ออุตสาหกรรม และยังถือกำเนิดขึ้นจากการตระหนักที่ว่า ผู้ให้บริการจำเป็นต้องลงทุนในบริการที่ได้รับการยกระดับ เพื่อส่งมอบโซลูชั่นที่คุ้มค่าและทันสมัยให้แก่ลูกค้าทั่วโลก บริการ HNS และ hazmat  ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างบริการจัดการขยะอย่างครอบคลุมและการรับมือกับการรั่วไหลของน้ำมัน จะสามารถดำเนินการได้ผ่านทางหน่วยงาน ทรัพย์สินและบุคลากรทั่วตะวันออกกลาง ตะวันออกไกล อเมริกาเหนือและใต้ และยุโรป รวมทั้งการให้บริการโซลูชั่นที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าจะทำให้ Polyeco Group ก้าวเป็นผู้ให้บริการการตอบสนองเหตุฉุกเฉินและบริการกำจัดขยะที่ครอบคลุมและยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก

Fred Larsen ซีอีโอและประธาน Lamor Corporation กล่าวว่า “บุคลากรหลักของ Lamor จะร่วมมือกับ Polyeco Group เพื่อส่งมอบความเชี่ยวชาญและการสนับสนุนให้แก่ธุรกิจการบริการระดับโลก Lamor จะเดินหน้าพัฒนาเครื่องมือจัดการการรั่วไหลของน้ำมันที่ล้ำสมัยและโซลูชั่นการตอบสนองที่สอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาวของเรา

          Athanasios Polychronopoulos ประธานบริหาร Polyeco Group กล่าวว่า “Polyeco ทำงานอย่างไม่หยุดยั้งมาโดยตลอด นับตั้งแต่การก่อตั้งบริษัทขึ้นเมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว เพื่อลงทุนและปรับตัวให้เข้ากับความต้องการของตลาดอย่างต่อเนื่อง การควบรวมบริษัทครั้งนี้เป็นอีกก้าวหนึ่งในประวัติศาสตร์อันยาวนานของเราและชี้ให้เห็นถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและความมุ่งมั่นที่จะมอบบริการการจัดการขยะและโซลูชั่นสิ่งแวดล้อมที่ปรับให้เหมาะสมกับลูกค้าทั่วโลก สำหรับหลักการดำเนินงานของเรานั้น เรายังเป็นบริษัทที่บริหารงานโดยสมาชิกในครอบครัวเหมือน Lamorทั้งนี้ หลักการและมาตรฐานที่สนับสนุนธุรกิจของบริษัทตั้งอยู่บนคุณภาพงานและประสบการณ์หลายทศวรรษด้านการดูแลการเข้าถึงโซลูชั่นอันยืดหยุ่นที่ขับเคลื่อนโดยลูกค้า Lamor จึงสร้างเครือข่ายบริการคุณภาพที่น่าเชื่อถือและกว้างขวางและผสานเข้ากับการบริหารงานแบบครอบครัวของ Polyeco Group อันจะนำไปสู่องค์กรร่วมแห่งใหม่ในอุตสาหกรรม    

          ข้อมูลบริษัท:

          http://www.lamor.com/wp-content/uploads/2016/04/pr_polyeco_company_profiles.pdf

          http://www.polyecogroup.com

          http://www.lamor.com

          http://www.polyeco.gr 

          หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

          Polyeco Group

          Loraini Alimantiri, โทร. +30-6948500531, l.alimantiri@polyecogroup.com   

          Lamor Corporation

          Tristan Owens, โทร. +358-40-759-9040, tristan.owens@lamor.com

          แหล่งข่าว: Lamor Corporation

“เอ็มไพร์สเตท” เปิดให้แฟนๆโหวตเลือกแบบไฟประดับอาคารฉลองครบรอบ 85 ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวยอร์ก–29 เม.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

แฟนๆสามารถโหวตได้ทางโซเชียลมีเดียของตึกเอ็มไพร์สเตท

ตึกเอ็มไพร์สเตทเปิดให้แฟนๆทางโซเชียลมีเดียได้โหวตเลือกแบบไฟประดับอาคาร เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 85 ปีในวันที่ 1 พฤษภาคม ไฟประดับตึกเอ็มไพร์สเตทถือเป็นแลนด์มาร์คประดับขอบฟ้าของมหานครนิวยอร์กมาเนิ่นนาน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ประชาชนทั่วไปจะได้มีส่วนร่วมในการเลือกรูปแบบไฟประดับอาคารที่โด่งดังที่สุดในโลกแห่งนี้

ในวันที่ 28 เมษายน ไฟประดับทั้ง 5 แบบอันเป็นผลงานของนักออกแบบแสงไฟชื่อดังระดับโลกอย่างมาร์ก บริคแมน จะเผยโฉมทางโซเชียลมีเดียของตึกเอ็มไพร์สเตท โดยแฟนๆสามารถโหวตเลือกไฟประดับแบบที่ชอบผ่านทางเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม เวยป๋อ และวีแชท ได้จนถึงเวลา 16.00 น.ของวันที่ 30 เมษายนตามเวลา EST สำหรับรูปแบบไฟประดับที่ได้รับคะแนนโหวตสูงสุดจะเปิดให้ได้ชมพร้อมกันที่ตึกเอ็มไพร์สเตทในช่วงค่ำของวันที่ 1 พฤษภาคม

ไฟประดับทั้ง 5 แบบที่มีให้เลือกประกอบด้วย

– แบบมีชีวิตชีวา ได้แรงบันดาลใจมาจากพลุและดอกไม้ไฟ

– แบบหลากสีสดใส

– แบบแสงสีขาววูบวาบเหมือนเปลวเทียน

– แบบแสงสีแดงตัดกับแถบริบบิ้นสีขาว

– แบบแสงสีขาวระยิบระยับ

นอกจากนี้ ทางตึกเอ็มไพร์สเตทยังจัดกิจกรรมพิเศษผ่านทางโซเชียลมีเดีย โดยจะนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับตึกเอ็มไพร์สเตท รูปภาพในอดีต คำถามสนุกๆ รวมถึงกิจกรรมตกแต่งอาคารแบบอินเตอร์แอคทีฟ ตลอดช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลองในเดือนพฤษภาคม เพื่อให้แฟนๆได้มีส่วนร่วมในการฉลองครบรอบ 85 ปีของอาคาร ขณะเดียวกันผู้ใช้โซเชียลมีเดียยังสามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยการใช้แฮชแท็ก #ESBday และติดแท็ก ESB ในทุกๆโพสต์บนเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม เวยป๋อ และวีแชท

“เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะได้เฉลิมฉลองร่วมกับแฟนๆทั่วโลก และเราขอเชิญชวนทุกๆคนมาร่วมสนุกด้วยกัน” แอนโทนี อี มัลกิน ประธานและซีอีโอของเอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์ (NYSE: ESRT) กล่าว “อาคารอายุ 85 ปีแห่งนี้เป็นที่รักของคนทั่วโลก และเราอยากเชิญชวนทุกคนให้มาร่วมฉลองไปด้วยกัน การปรับปรุงอาคารให้เข้ากับยุคศตวรรษที่ 21 ทำให้ตึกเอ็มไพร์สเตทไม่ใช่แค่แลนด์มาร์คประดับขอบฟ้าของมหานครนิวยอร์กเท่านั้น แต่ยังเป็นอาคารที่มีความสำคัญมากกว่าที่เคย เพราะมีความแข็งแกร่ง มีการใช้พลังงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยียิ่งกว่าอาคารใหม่ๆหลายแห่ง”

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตึกเอ็มไพร์สเตท และซื้อบัตรเพื่อขึ้นชมวิวด้านบนได้ที่ www.empirestatebuilding.com

เกี่ยวกับตึกเอ็มไพร์สเตท

ตึกเอ็มไพร์สเตทมีความสูง 1,454 ฟุต (จากฐานถึงเสาอากาศ) เหนือย่านมิดทาวน์แมนฮัตตัน อาคารแห่งนี้เป็นของบริษัทเอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์ อิงค์ และเป็น “อาคารสำนักงานที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก” ด้วยการลงทุนใหม่ๆในเรื่องการประหยัดพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่สาธารณะ และภูมิทัศน์ ตึกเอ็มไพร์สเตทจึงสามารถดึงดูดผู้เช่าชั้นหนึ่งจากหลากหลายวงการทั่วโลก นอกจากนี้ เทคโนโลยีการแพร่ภาพและกระจายเสียงที่แข็งแกร่งของตึกเอ็มไพร์สเตทยังสามารถรองรับสถานีโทรทัศน์และวิทยุสำคัญๆในมหานครนิวยอร์ก ตึกเอ็มไพร์สเตทได้รับการจัดอันดับให้เป็นอาคารยอดนิยมของสหรัฐอเมริกาโดยสถาบันสถาปัตยกรรมแห่งอเมริกา ส่วนหอชมวิวของตึกเอ็มไพร์สเตทก็เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้ชื่นชอบมากที่สุดในโลก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของภูมิภาค สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตึกเอ็มไพร์สเตท โปรดเยี่ยมชม www.empirestatebuilding.com ,www.facebook.com/empirestatebuilding , @EmpireStateBldg , www.instagram.com/empirestatebldg , http://weibo.com/empirestatebuildingwww.youtube.com/esbnyc หรือ www.pinterest.com/empirestatebldg/

เกี่ยวกับเอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์

เอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์ อิงค์ (NYSE: ESRT) คือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ โดยเป็นผู้ครอบครอง บริหารจัดการ ดำเนินงาน เข้าซื้อ และรีโพสิชั่นอาคารสำนักงานและห้างค้าปลีกบนเกาะแมนฮัตตันรวมถึงมหานครนิวยอร์ก ซึ่งรวมไปถึงตึกเอ็มไพร์สเตท อาคารสำนักงานที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก เอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก และนับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 บริษัทมีสำนักงานและอาคารค้าปลีกให้เช่าเป็นพื้นที่รวมกัน 10.1 ล้านตารางฟุต ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ให้เช่า 9.3 ล้านตารางฟุตในอาคารสำนักงาน 14 แห่ง แบ่งเป็นบนเกาะแมนฮัตตัน 9 แห่ง ในเขตแฟร์ฟิลด์ รัฐคอนเนตทิคัต 3 แห่ง และในเขตเวสต์เชสเตอร์ รัฐนิวยอร์กอีก 2 แห่ง นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าอีกประมาณ 723,000 ตารางฟุต

ข้อความคาดการณ์อนาคต

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วย “ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์อนาคต” ซึ่งอาจจำแนกได้ด้วยการใช้คำว่า “เชื่อ” “คาด” “อาจ” “จะ” “ควร” “แสวงหา” “ประมาณ” “ตั้งใจ” “วางแผน” “เสนอ” “คาดคะเน” “พิจารณา” “มุ่งหมาย” “เดินหน้า” “น่าจะ” หรือ “คาดหวัง” หรือคำและวลีอื่นๆที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน ปัจจัยต่อไปนี้ และอื่นๆ อาจจะทำให้ผลลัพธ์จริงและเหตุการณ์ในอนาคตมีความแตกต่างไปจากที่ได้ระบุไว้ในข้อความคาดการณ์ ปัจจัยเหล่านี้รวมอยู่ใน (i) รายงานประจำปีของบริษัทบนแบบฟอร์ม Form 10-K สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 รวมถึงปัจจัยที่อยู่ภายใต้หัวข้อ “Risk Factors” “Management’s Discussion and Analysis of Financial Condition and Results of Operations” “Business” และ “Properties” และ (ii) ในรายงานต่างๆในอนาคต ซึ่งบริษัทต้องยื่นตามกฎหมาย Securities and Exchange Act of 1934 ที่มีการปรับปรุงแก้ไข แม้ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์อนาคตจะสะท้อนถึงความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจของบริษัท แต่ข้อความดังกล่าวไม่สามารถรับประกันผลการดำเนินงานในอนาคตได้ บริษัทไม่มีภาระผูกพันในการเผยแพร่ข้อความคาดการณ์ที่ได้รับการปรับปรุงหรือแก้ไขเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสมมติฐานหรือปัจจัยพื้นฐาน, ข้อมูล สถิติ หรือระเบียบวิธีใหม่ๆ, เหตุการณ์ในอนาคตหรือการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ หลังจากวันที่จัดทำข่าวประชาสัมพันธ์นี้ เว้นแต่เป็นไปตามบังคับของกฎหมาย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้และอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ ผลการดำเนินงาน หรือการทำธุรกรรมของบริษัทในอนาคต ได้ที่หัวข้อ “Risk Factors” ในรายงานประจำปีของบริษัทบน Form 10-K สำหรับปีงบการเงินสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 รวมทั้งความเสี่ยงอื่นๆที่อธิบายอยู่ในเอกสารที่บริษัทยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ ผู้ลงทุนที่มีความสนใจไม่ควรยึดถือข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์อนาคตมากเกินควร เนื่องจากเป็นการคาดการณ์โดยอ้างอิงข้อมูลที่ทางบริษัทมีอยู่ ณ ปัจจุบันเท่านั้น (หรือเป็นข้อมูลที่ได้จากบุคคลที่สามซึ่งเป็นผู้จัดทำข้อความคาดการณ์)

4 ทวีปทั่วโลกร่วมเฉลิมฉลองวันแห่งฟุตบอลและมิตรภาพนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

มอสโก–29 เม.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/ อินโฟเควสท์

          บริษัท ก๊าซพรอม (Gazprom) นำเยาวชนจากประเทศต่างๆ ร่วมเฉลิมฉลองวันแห่งฟุตบอลและมิตรภาพนานาชาติ (International Day of Football and Friendship) ในโครงการ Football for Friendship (F4F) ฤดูกาลที่ 4

Franz Beckenbauer / Franz Beckenbauer, Global Ambassador of the F4F programme, at Moscow International Day of Football and Friendship event (PRNewsFoto/FOOTBALL FOR FRIENDSHIP)

Franz Beckenbauer, Global Ambassador of the F4F programme, at Moscow International Day of Football and Friendship event (PRNewsFoto/FOOTBALL FOR FRIENDSHIP)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160428/361071)

          โดยในวันที่ 25 เม.ษ.นี้จะถูกประกาศให้เป็นวันหยุดในประเทศที่มีผู้เข้าร่วมโครงการ F4F ซึ่งได้แก่ 32 ประเทศในแอฟริกา เอเชีย ยุโรป และอเมริกาใต้ เพื่อร่วมฉลอง

          ในวันนี้ เยาวชนที่เข้าร่วมโครงการจะได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเกี่ยวกับกีฬาและและกิจกรรมสำหรับสื่อต่างๆ ในฐานะยุวทูตที่เข้าร่วมโครงการจะได้แบ่งปันประสบการณ์ระหว่างเพื่อนๆและคนรู้จักภายใต้คุณค่าที่โครงการให้ความสำคัญได้แก่ มิตรภาพ ความเท่าเทียม ความยุติธรรม สุขภาพ สันติภาพ การทุ่มเท ชัยชนะ ประเพณี และเกียรติยศ

          กิจกรรมทั้งหมดที่จัดขึ้นในวันแห่งฟุตบอลและมิตรภาพนานาชาติจะเริ่มด้วยการแลกสายรัดข้อมือ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ผู้เข้าร่วมโครงการที่สวมใส่เท่านั้นแต่ยังรวมถึงศิลปินดาราดังที่ให้การสนับสนุนโครงการในประเทศต่างๆด้วย ในปีนี้นักกีฬาอย่าง หลุยส์ เฟอร์นานเดซ , มาริโอ โกเมซ, มาร์ติน ปาแลโม รวมถึงนักกีฬาและบุคคลที่มีชื่อเสียงคนอื่นๆจากหลายประเทศที่ได้ให้การสนับสนุนโครงการร่วมกับผู้สนับสนุนในปีที่แล้วเช่น ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา, ดิค แอดโวแคท, หลุยส์ เนโต, อนาโตลี ติโมชุค, จูเลียน แดรกซ์เลอร์ ด้วย

          งานที่จัดขึ้นใน 4 ทวีปประกอบไปด้วยการแข่งขันฟุตบอลกระชับมิตร การจัดทัวร์นาเมนต์ฟุตบอล การฝึกฝนฟุตบอลกับนักกีฬาชื่อดัง วันหยุดประจำเมือง งานประชาสัมพันธ์และรายการพิเศษทางโทรทัศน์ จำนวนผู้เข้าร่วมโครงการและร่วมการเฉลิมฉลองวันแห่งฟุตบอลและมิตรภาพสากลจากทั่วโลกคาดว่ามากถึงกว่า 90,000 คน

          ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ แบรนด์แอมบาสเดอร์ของโครงการได้เดินทางมายังกรุงมอสโกเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันแห่งฟุตบอลและมิตรภาพนานาชาติ และได้พบกับทีมฟุตบอลเด็กของสโมสร FC Zenit ซึ่งจะเป็นตัวแทนประเทศรัสเซีบไปร่วมประชุมและแข่งขันในรายการ Fourth International Children’s F4F Forum and Tournament ที่มิลานในเดือนพ.ค.นี้ นอกจากนี้ เบคเคนบาวเออร์ ยังได้พูดคุยกับตัวแทนสื่อมวลชนและเป็นแขกในรายการโทรทัศน์ของรัสเซียที่ให้ความสำคัญกับวันแห่งฟุตบอลและมิตรภาพนานาชาติ

          “วันนี้เป็นวันที่รวมผู้คนมาอยู่ด้วยกันโดยไม่เกี่ยงเรื่องอายุ เพศ เชื้อชาติ และสภาพร่างกาย ทุกคนสามารถร่วมเฉลิมฉลองและเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันฟุตบอลได้ ในวันนี้เราจะเห็นทั้งศิลปินและนักข่าว เด็กและผู้ใหญ่ เด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชาย นักกีฬาและผู้ที่มีต้องการช่วยเหลือเป็นพิเศษ ทุกคนต่างมายืนอยู่ในสนามเดียวกัน ชอบและทำในสิ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่โครงการนี้กำลังผลักดัน” ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ กล่าว

          ที่มา: ศูนย์สื่อมวลชน โครงการ International Children’s Social FOOTBALL FOR FRIENDSHIP

Risen จับมือ Chemtech Solar รุกขยายธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์ในแอฟริกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

หนิงไห่, จีน–29 เม.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

Risen Energy Co., Ltd ผู้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงระดับเทียร์ 1 ได้ทำการส่งมอบเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 11 เมกะวัตต์ให้แก่บริษัทChemtech Solar จากคำสั่งซื้อทั้งสิ้น 22 เมกะวัตต์ สำหรับนำไปใช้กับโครงการในสาธารณรัฐเซเนกัลในแอฟริกาตะวันตก 

Risen ได้จับมือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์กับ Chemtech Solar จากอิตาลีมานานกว่า 8 ปีแล้ว และบรรลุผลสำเร็จในโครงการต่างๆมากมายในช่วงเวลาดังกล่าว สำหรับคำสั่งซื้อเซลล์แสงอาทิตย์ล็อตล่าสุด 22 เมกะวัตต์นั้น Risen ได้แบ่งการส่งมอบออกเป็น 2 ครั้ง ครั้งละเท่าๆกัน โดยการส่งมอบครั้งแรกเป็นไปตามที่ระบุข้างต้น ส่วนการส่งมอบครั้งที่สองจะเกิดขึ้นในช่วงต้นไตรมาส 3 นับว่าทั้งสองบริษัทต่างได้ขยายธุรกิจของตนเองให้มีความครอบคลุมตลาดใหม่ๆมากขึ้น 

ดังคำกล่าวที่ว่า “การกระทำสำคัญกว่าคำพูด” Mr. Piergiorgio Balicco หุ้นส่วนผู้จัดการของ Chemtech ได้แสดงความเห็นว่า “Risen ช่วยให้เรามีกำไรเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด เราจึงไม่เคยคิดที่จะเปลี่ยนใจ และกลับไปใช้บริการจาก Risen ตลอดหลายปีมานี้ Risen สนับสนุนวิสัยทัศน์ของเราด้วยตัวแปรที่จำเป็นต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน รวมถึงการส่งมอบที่ซื่อตรงและเชื่อถือได้ เราจึงสามารถประสบความสำเร็จได้ในทุกทวีปทั่วโลก” 

Chemtech เป็นบริษัทผู้ผลิตพลังงานอิสระ (IPP) และบริษัทวิศวกรรม การจัดซื้อ และการก่อสร้างแบบเบ็ดเสร็จ (EPC) ที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี บริษัทจึงมีศักยภาพในการประเมินห่วงโซ่อุปทานเซลล์แสงอาทิตย์ Ms. Junshu Zeng หุ้นส่วนผู้จัดการอีกท่านหนึ่งของ Chemtech กล่าวว่า “ประวัติการร่วมมือกับ Risen ได้มีการบันทึกไว้เป็นอย่างดี ความสำเร็จมากมายของเราเป็นผลพวงมาจากการเป็นพันธมิตรกับ Risen สำหรับการส่งมอบครั้งล่าสุดนี้ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโครงการขนาดใหญ่ที่เราร่วมมือกับ Risen เพื่อขยายธุรกิจในแอฟริกาและภูมิภาคอื่นๆทั่วโลก ความสำเร็จเหล่านี้เป็นผลมาจากการมีเป้าหมายร่วมกันอย่างโปร่งใส รวมถึงความเข้าใจในปัจจัยทางธุรกิจอย่างแท้จริง อันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัทของเรา ลูกค้าของเรา และผู้ใช้” 

Mr. Bypina Veerraju Chaudary ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายขายและการตลาดของ Risen Energy กล่าวว่า “ความน่าเชื่อถือ เป็นสิ่งที่เราต้องสร้างและรักษาไว้ให้ดี ส่วน Chemtech ก็มีความมุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศอย่างแน่วแน่ตลอดเวลาที่เรารู้จักกัน ทั้งยังใช้กลยุทธ์ที่สอดคล้องกันเพื่อบรรลุเป้าหมายตามวิสัยทัศน์ของตนเอง เรารู้สึกยินดีที่ได้มีส่วนร่วมในการขยายธุรกิจของ Chemtech Solar และเชื่อมั่นว่าเราสามารถจับมือกันเพื่อเป็นพลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมต่อไป” 

ความร่วมมือระหว่าง Risen และ Chemtech ยังคงสร้างความพึงพอใจให้กับทั้งสองบริษัทและลูกค้าของบริษัท การทุ่มเทเวลาทำความเข้าใจซึ่งกันและกันทำให้ทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์สูงสุดจากความร่วมมือ ทั้งยังทำผลงานได้สูงกว่าความคาดหวังของลูกค้า นี่จึงเป็นความก้าวหน้าที่น่าจับตามองอย่างแท้จริง

 

เกี่ยวกับ Risen 

Risen Energy คือผู้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงและผู้ให้บริการโซลูชั่นธุรกิจการผลิตไฟฟ้าครบวงจร ซึ่งเป็นบริษัทชั้นนำระดับเทียร์ 1 และได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ AAA บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2545 ก่อนที่จะจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2553 และสร้างมูลค่าให้แก่ลูกค้าทั่วโลก นวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อการพาณิชย์ที่เปี่ยมด้วยคุณภาพได้ทำให้โซลูชั่นเซลล์แสงอาทิตย์ของบริษัททรงพลังและคุ้มค่าที่สุดในอุตสาหกรรม บริษัทมีรากฐานทางธุรกิจที่มั่นคงในภูมิภาคและมีสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง เราจึงสามารถสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับเหล่าพันธมิตรเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย และสามารถคว้าประโยชน์สูงสุดจากพลังงานสีเขียวที่กำลังมีมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง

เกี่ยวกับ Chemtech Solar 

Chemtech Solar เป็นธุรกิจในเครือ Chemtech Group ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองแบร์กาโม ประเทศอิตาลี บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2537 และดำเนินธุรกิจในฐานะผู้ผลิตพลังงานอิสระ (IPP), บริษัทวิศวกรรม การจัดซื้อ และการก่อสร้างแบบเบ็ดเสร็จ (EPC) และกลุ่มลงทุนระดับโลก โดยส่วนใหญ่จะรุกตลาดพลังงานแสงอาทิตย์เกิดใหม่ในแอฟริกา และยังมีรากฐานทางธุรกิจที่แข็งแกร่งในยุโรปด้วย

“ทาเลส” ร่วมพัฒนาศักยภาพกองทัพเรือไทยให้ทันสมัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กรุงเทพฯ–29 เม.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          – ทาเลสได้ลงนามในสัญญาฉบับสำคัญกับกองทัพเรือไทย เพื่อจัดหาโซลูชั่นทั้งแบบเหนือน้ำและใต้น้ำ

          – ทาเลส จะจัดหาระบบอาวุธต่อสู้แบบบูรณาการ ให้กับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ลำที่สองของกองทัพเรือไทย

          – ทาเลส จะทำหน้าที่ยกระดับเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดชุดเรือหลวงบางระจันสองลำให้ทันสมัย ทั้งด้านการออกแบบ การผนวกรวม การฝึกอบรม และการสนับสนุน

          ทาเลส (Thales) ประกาศลงนามในสัญญาที่มีความสำคัญสองฉบับ ว่าด้วยการจัดหาโซลูชั่นทั้งแบบเหนือน้ำและใต้น้ำอย่างเต็มรูปแบบให้กับกองทัพเรือไทย โดยทาเลสจะพัฒนาเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดชุดเรือหลวงบางระจันให้ทันสมัย พร้อมทั้งจัดหาชุดสื่อสาร เดินเรือ และอาวุธต่อสู้บนเรือ ให้กับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ที่เพิ่งมีคำสั่งมาใหม่

 

           http://photos.prnasia.com/prnvar/20160426/8521602695

          ทาเลส เป็นคู่สัญญาหลักในการพัฒนาเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดชุดเรือหลวงบางระจันให้ทันสมัย

          ทาเลส ได้เป็นพันธมิตรกับกองทัพไทยมาตั้งแต่ช่วงปลายทศวรรษที่ 90 และยังได้จัดหาโซลูชั่นให้แก่กองทัพเรือไทยเป็นจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นระบบเซ็นเซอร์ ไปจนถึงระบบอาวุธต่อสู้แบบบูรณาการสำหรับเรือหลายๆลำ และด้วยความสำเร็จในการเป็นพันธมิตรกับกองทัพเรือไทยนี้เอง ทาเลส จึงเข้ามามีบทบาทในการเป็นคู่สัญญาหลัก ในการยกระดับเรือล่าทำลายทุ่นระเบิดชุดเรือหลวงบางระจันจำนวนสองลำ ที่สร้างขึ้นในช่วงปลายทศวรรษที่ 80 (เรือหลวงบางระจันและเรือหลวงหนองสาหร่าย) การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นความสำเร็จครั้งแรกของทาเลส ด้านระบบใต้น้ำและตลาดโซนาร์ ในประเทศไทย

          ในฐานะที่เป็นคู่สัญญาหลัก ทาเลส จะรับผิดชอบในส่วนของการออกแบบเรือ ซ่อมแซม พัฒนา จัดซื้ออุปกรณ์ และวางระบบแพลตฟอร์ม โดยเรือที่ได้รับการยกระดับจะได้รับการติดตั้งโซลูชั่นใหม่ ซึ่งประกอบด้วยระบบควบคุมเครื่องจักร ระบบนำทาง ระบบสื่อสารที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ โซนาร์ TSM 2022 MkIII พร้อมด้วยระบบคอมมานด์และคอนโทรล (C2) M-CUBE ตลอดจนระบบซิกเนเจอร์แบบมัลติ-อินฟลูเอนซ์เพื่อจัดการซิกเนเจอร์ของเรือรบไทย

          ทาเลส พร้อมประสานความร่วมมือกับอุตสาหกรรมไทยเพื่อบริหารจัดการการดำเนินงาน ทางบริษัทยังจะจัดฝึกอบรม และให้การสนับสนุนด้านโลจิสติกส์แบบ Integrated Logistic Support (ILS) แก่กองทัพเรือ เพื่อให้สามารถปฏิบัติการบนเรือได้อย่างเต็มศักยภาพในไม่กี่ปีข้างหน้านี้

          โซลูชั่นของทาเลส ยังช่วยยืดอายุการทำงานของเรือเหล่านี้ออกไปอีกกว่า 15 ปี

          ทาเลส รับหน้าที่ยกระดับเรือตรวจการณ์ไกลฝั่งชุดเรือหลวงกระบี่ลำที่สอง

          เมื่อปี 2552 ทาเลส ได้รับเลือกให้เป็นผู้จัดหาชุดอาวุธต่อสู้ นำทาง และสื่อสาร ให้กับเรือหลวงกระบี่ เรือลำดังกล่าวได้เข้าประจำการเมื่อปี 2556 และได้ปฏิบัติภารกิจในท้องทะเลมาแล้วกว่า 1,000 วัน

          เมื่อปี 2558 กองทัพเรือได้ตัดสินใจเปิดตัวกองเรือชุดเรือหลวงกระบี่ลำที่สอง ซึ่งจัดสร้างโดยบริษัท อู่กรุงเทพ จำกัด และจะมีการติดตั้งโซลูชั่นบูรณาการของทาเลส ที่ครอบคลุมระบบจัดการการต่อสู้ TACTICOS รวมทั้งระบบสะพานเดินเรือแบบบูรณาการ และระบบนำทาง

          อุปกรณ์เซ็นเซอร์ที่จะถูกจัดส่งได้แก่ เรดาร์ตรวจการณ์ VARIANT, เรดาร์ควบคุมการยิง STIR 1.2 EO Mk2 และ VIGILE Electronic Support Measures พร้อมแท่นปล่อยเป้าลวงอาวุธ SKWS นอกจากนี้ ทาเลส ยังเตรียมจัดหา Tactical Data Links Link RTN และ LINK-Y Mk2 เช่นเดียวกับระบบสื่อสารภายในและภายนอกทั้งหมด ทาเลส จะเป็นผู้รับผิดชอบการวางโครงสร้างทั้งหมด รวมถึงปืน 76 มม. ปืน 2x 30 มม. และ HARPOON SSM

          เรือหลวงลำที่ว่านี้คาดว่าจะเข้าประจำการในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561

          ด้วยการร่วมงานกับ Key Industrial Partner ที่เชี่ยวชาญในแวดวงกองทัพเรือ ทาเลส จึงสามารถจัดการอบรมและให้บริการแก่กองทัพเรือไทยได้อย่างเหนือชั้น พร้อมส่งเสริมให้ไทยบรรลุเป้าหมายในการยกระดับศักยภาพอุตสาหกรรมระดับไฮเอนด์

          เกี่ยวกับทาเลส

          ทาเลส เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลกในตลาดอากาศยาน การขนส่ง การป้องกันตนเองและความมั่นคง ในปี 2558 บริษัทมียอดขาย 1.4 หมื่นล้านยูโร และมีพนักงานจำนวน 62,000 คน ใน 56 ประเทศ ด้วยวิศวกรและนักวิจัยกว่า 22,000 ชีวิต ทาเลส จึงมีศักยภาพอันโดดเด่นในการออกแบบและใช้งานอุปกรณ์ ระบบ และบริการที่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่มีความซับซ้อนมากที่สุด ทาเลส มีรากฐานที่แข็งแกร่งในระดับสากล ซึ่งเปิดโอกาสให้สามารถร่วมงานกับลูกค้าทั่วโลกได้อย่างใกล้ชิด

          เกี่ยวกับทาเลส ในประเทศไทย

          ทาเลส ได้เริ่มทำธุรกิจในประเทศไทยนับตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษที่ 90 จนปัจจุบันมีแผนงานและคว้าความสำเร็จมาแล้วเป็นอย่างดีทั้งในภาคพลเรือนและการป้องกันประเทศ บริษัทรับหน้าที่เป็นผู้จัดหาระบบป้องกันประเทศให้กับกองทัพไทยและกองทัพเรือไทยมาเป็นเวลานาน ทั้งยังมีการส่งมอบโซลูชั่นให้กับลูกค้าชาวไทยในวงการอากาศยานและการคมนาคมด้วย

          Photo – http://photos.prnasia.com/prnh/20160426/8521602695

สายการบินชั้นนำร่วมพิธีเปิด Concourse D อย่างเป็นทางการ ณ ท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–29 เม.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          -ชีคห์ อาเหม็ด บิน ซาอีด อัล มัคตูม ทรงต้อนรับผู้แทนจากสายการบินต่างๆ สู่ Concourse D

          ชีคห์ อาเหม็ด บิน ซาอีด อัล มัคตูม (His Highness Sheikh Ahmed Bin Saeed Al Maktoum) ประธานกรรมการบริษัทท่าอากาศยานดูไบ ทรงต้อนรับคณะผู้แทนจาก 60 สายการบินนานาชาติที่ให้บริการใน Concourse D ของท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ ในพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ซึ่งจัดขึ้นโดยบริษัทท่าอากาศยานดูไบ

Dubai Airports Royal 1 / His Highness Sheikh Ahmed Bin Saeed Al Maktoum, Chairman of Dubai Airports, and CEO Paul Griffiths lead the celebrations at Dubai International's Concourse D on Wednesday. (PRNewsFoto/Dubai Airports)

His Highness Sheikh Ahmed Bin Saeed Al Maktoum, Chairman of Dubai Airports, and CEO Paul Griffiths lead the celebrations at Dubai International’s Concourse D on Wednesday. (PRNewsFoto/Dubai Airports)

          (ภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160427/360684 )

Dubai Airports Royal 2 / His Highness Sheikh Ahmed Bin Saeed Al Maktoum, Chairman of Dubai Airports, and CEO Paul Griffiths lead the celebrations at Dubai International's Concourse D on Wednesday. (PRNewsFoto/Dubai Airports)

His Highness Sheikh Ahmed Bin Saeed Al Maktoum, Chairman of Dubai Airports, and CEO Paul Griffiths lead the celebrations at Dubai International’s Concourse D on Wednesday. (PRNewsFoto/Dubai Airports)

          (ภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160427/360685 )

          ในโอกาสนี้ ชีคห์อาเหม็ดทรงปฏิสันถารกับเหล่าผู้แทนจากสายการบินต่างๆ และเสด็จเยี่ยมชมอาคารเชื่อมลานจอดเครื่องบินแห่งใหม่นี้ซึ่งครบครันไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก โดยพิธีเปิดอย่างเป็นทางการมีขึ้นหลังจากที่อาคาร Concourse D ได้เริ่มเปิดให้บริการและประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

          “สายการบินเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการทำให้ดูไบเป็นเมืองศูนย์กลางการเชื่อมต่อชั้นนำของโลก เราให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับสายการบินที่เป็นพันธมิตรของเรา ตลอดจนลูกค้า ซึ่งได้แก่ผู้โดยสารหลายแสนคนที่เดินทางผ่านสนามบินของเราทุกวัน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเราจึงได้ลงทุนถึง 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการพัฒนา Concourse D ที่ทันสมัย รวมถึงการปรับปรุงอาคารผู้โดยสาร 1 (Terminal 1) ครั้งใหญ่” ชีคห์อาเหม็ดทรงกล่าว

          “Concourse D รองรับสายการบินมากถึง 60 สายการบิน ซึ่งให้บริการ 350 เที่ยวบินต่อวัน สู่จุดหมายปลายทาง 90 แห่งทั่วโลก ด้วยเล็งเห็นถึงฐานลูกค้าขนาดใหญ่และหลากหลายที่ใช้บริการอาคารแห่งใหม่นี้ จึงได้มีการคัดสรรผลิตภัณฑ์ บริการ ร้านค้า อาหารและเครื่องดื่มนานาชนิดอย่างพิถีพิถันและสอดคล้องกับกลยุทธ์เชิงพาณิชย์ที่มีรายละเอียดมาก เรายึดลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญในการออกแบบ เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดวางพื้นที่ทั้งหมดสำหรับผู้โดยสาร เช่น พื้นที่ร้านค้าและร้านอาหารนั้น สร้างสรรค์ขึ้นจากมุมมองของนักเดินทางอย่างแท้จริง”

          Concourse D โดดเด่นด้วยการรวบรวมเอาแบรนด์ดังระดับโลกมาเปิดตัวเป็นครั้งแรก ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารบรรยากาศสบายๆอย่าง The Kitchen โดยเชฟคนดัง Wolfgang Puck, ร้าน Pret a Manger สาขาแรกในสนามบินตะวันออกกลาง, ร้าน Butlers Chocolate Cafe, ร้าน CNN Travellers Cafe สำหรับผู้ที่ชอบเสพข่าว และร้าน Masale: The Taste of India เป็นต้น ทั้งนี้ Concourse D มีสัมปทานร้านอาหารรวมทั้งสิ้น 21 แห่ง ยังไม่รวมแบรนด์ยอดนิยมอีกหลายแบรนด์ที่เปิดให้บริการแล้วในอาคารผู้โดยสารแห่งอื่นๆของท่าอากาศยานนานาชาติดูไบ

          ยิ่งไปกว่านั้น อาคารเชื่อมลานจอดเครื่องบินแห่งใหม่นี้นำเสนอบริเวณที่นั่งพักผ่อนแสนสบาย พร้อมชูแนวคิดอยู่ดีมีสุข อาทิ “Be Relax” และ “SnoozeCubes” ซึ่งมอบความสะดวกสบายในการพักผ่อนให้แก่ผู้โดยสารระหว่างรอต่อเครื่อง นอกจากนี้ Concourse D ยังมีห้องรับรองผู้โดยสารจำนวน 9 ห้อง กินพื้นที่ 6,926 ตร.ม. ประกอบไปด้วยห้องรับรองของสายการบินจำนวน 5 ห้อง, ห้องรับรอง Al Majlis จำนวน 1 ห้อง, ห้องรับรองของ Dubai International Hotel จำนวน 2 ห้อง และห้องรับรอง Marhaba VIP จำนวน 1 ห้อง

          ดาวน์โหลดคลิปวิดีโอของงานได้ที่  https://game.wetransfer.com/downloads/288a48b1346a280239f264ade717443920160428091322/45c56d

          แหล่งข่าว: ท่าอากาศยานดูไบ