DUCKSHIN HOUSING ผู้ผลิตวัสดุก่อสร้างอันดับหนึ่งจากเกาหลีใต้ เตรียมจัดแสดงนวัตกรรมล้ำสมัยที่งานสถาปนิก’59 มุ่งบุกตลาดอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

โซล, เกาหลีใต้–(บิสิเนส ไวร์)–26 เม.ย. 2559

– เตรียมนำเสนอนวัตกรรมอันทันสมัยที่งานสถาปนิก’59 พร้อมเปิดตัว DECK PLATE ให้เป็นที่รู้จักทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

– แจ้งเกิดเพื่อขยายการส่งออกให้ครอบคลุมบรรดาประเทศคู่ค้าทั่วอาเซียน

DUCKSHIN HOUSING CO., LTD. (KOSDAQ: 090410)(ประธาน: เมียง-ฮวาน คิม) (www.duckshin.com) บริษัทอันดับหนึ่งของเกาหลีใต้ ผู้ผลิต DECK PLATE for Construction เตรียมเข้าร่วมงาน “สถาปนิก’59” (งานแสดงวัสดุและเทคโนโลยีก่อสร้างนานาชาติแห่งประเทศไทยประจำปี 2559) ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี วันที่ 26 เมษายน – 1 พฤษภาคมนี้

งานสถาปนิกเป็นงานจัดแสดงเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ใหญ่เป็นอันดับต้นๆของอา เซียน และถือเป ็นเวทีตัวแทนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยจัดขึ้นเป็นปีที่ 30 ติดต่อกันแล้ว สำหรับงานในปีนี้ DUCKSHIN HOUSING มีแผนที่จะรุกโปรโมทนวัตกรรม DECK PLATE ที่ทั้งปลอดภัยในทางโครงสร้าง ราคาประหยัด ติดตั้งง่าย ตลอดจนคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มธุรกิจก่อสร้างและบริษัทสถาปัตยกรรมทั่วเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้

DECK PLATE ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถร่นระยะเวลาก่อสร้างได้ราว 40% อีกทั้งลดต้นทุนได้ราว 25% เมื่อเทียบกับวิธีการก่อสร้างทั่วไปที่ใช้ไม้อัดเป็นหลัก

นอกจากนี้ DUCKSHIN HOUSING ยังมีแผนเปิดตัว ECO DECK อย่างยิ่งใหญ่ โดยเป็นนวัตกรรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากสามารถใช้ผลิตสินแร่เหล็กได้เป็นมูลค่าราว 40 ล้านดอลลาร์ ด้วยการรีไซเคิลเหล็กกล้าแผ่นที่แยกตัวออกมา ทั้งยังช่วยลดน้ำหนักถ่วงที่ไม่จำเป็นของตัวอาคารลง เมื่อมีการถอดเหล็กกล้าแผ่นล่างออกหลังจากที่เทคอนกรีตไปบ้างแล้ว

อย่างไรก็ตาม เนื่องจ ากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดที่ยังใหม่สำหรับการเปิดตัว DECK PLATE ทางบริษัทจึงมีแผนจัดแสดงผลิตภัณฑ์ตัวหลักอย่าง ECO DECK และ SPEED DECK รวมถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ ECO BEAN DECK ควบคู่กันกับผลิตภัณฑ์รุ่นเดิมอย่าง FORM DECK และ INNO DECK เพื่อไม่ให้ผู้เยี่ยมชมงานรู้สึกประหลาดใจมากเกินไป เมื่อต้องสัมผัสกับนวัตกรรมล้ำสมัยที่มีความแตกต่างอย่าง DECK PLATE

สำหรับ ECO BOT หุ่นยนต์ก่อสร้างตัวแรกของโลก พร้อมดึงดูดความสนใจจากผู้มาเยือนด้วยศักยภาพในการคลายสลักเกลียวอันน่าทึ่ง ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นความก้าวหน้าในการสร้างสรรค์เทคโนโลยีของ DUCKSHIN HOUSING

คุณเมียง-ฮวาน คิม ประธานของ DUCKSHIN HOUSING กล่าวว่า “เรามีแผนในการวางรากฐานเพื่อขยายการส่งออกสินค้าให้ครอบคลุม ประเทศต่างๆในอาเซียน ผ่านงานจัดแสดงสินค้าในไทย” พร้อมเสริมว่า “เราเชื่อว่าจะบรรลุเป้าหมายการส่งออกสำหรับปีนี้ เมื่อประเทศต่างๆทั่วอาเซียนให้ความสนใจมากขึ้น หลังจากที่ได้มีการโปรโมทนวัตกรรม DECK PLATE สู่สายตาผู้บริโภคใน อาเซียน”

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือ ได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

ติดต่อ:
DUCKSHIN HOUSING
Jeonghwan Han, +82-2-2600-2643
hanjh@duckshin.com

สามารถรับชมข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้และสื่อมัลติมีเดียได้ทางออนไลน์ที่:
http://www.businesswire.com/news/home/20160426005744/en


http://mms.businesswire.com/media/newsItemId/en/521376/4/DUCKSHIN_HOUSING_photo.jpg
DUCKSHIN HOUSING CO., LTD. (KOSDAQ: 090410) (www.duckshin.com) บริษัทอันดับหนึ่งของเกาหลีใต้ ผู้ผลิต DECK PLATE for Construction เตรียมเข้าร่วมงาน “สถาปนิก’59” (งานแสดงวัสดุและเทคโนโลยีก่อสร้างนานาชาติแห่งประเทศไทยประจำปี 2559) ณ อาคารชาเลนเจอร์ 1-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี โดย DUCKSHIN HOUSING มีแผนที่จะรุกโปรโมทนวัตกรรม DECK PLATE ที่ทั้งปลอดภัยในทางโครงสร้าง ราคาประหยัด ติดตั้งง่าย ตลอดจนคุณสมบัติพิเศษอื่นๆ ให้เป็นที่รู้จักในกลุ่มธุรกิจก่อสร้างและบริษัทสถาปัตยกรรมทั่วเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ (รูปภาพ: บิสิเนส ไวร์)

“พานาโซนิค โอเพ่น กอล์ฟ แชมเปี้ยนชิพ” เตรียมถ่ายทอดสดผ่านออนไลน์ 23-24 เมษายนนี้ ตั้งเป้าดึงดูดผู้ชมจากทั่วทุกมุมโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

โตเกียว–(บิสิเนส ไวร์)–20 เม.ย. 2016

การแข่งขัน พานาโซนิค โอเพ่น กอล์ฟ แชมเปี้ยนชิพ จะถ่ายทอดสดผ่านออนไลน์ในช่วงปลายเดือนนี้ โดยจะเป็นการถ่ายทอดสดแบบกำหนดหลุมและสนามในรอบแข่งขันสุดสัปดาห์ ณ ชิบะ คันทรี่ คลับ เพื่อเป็นการยกระดับประสบการณ์การรับชมของแฟนกีฬากอล์ฟ

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ Smart News Release ซึ่งประกอบด้วยสื่อมัลติมีเดียและข่าวฉบับเต็มได้ที่:
http://www.businesswire.com/news/home/20160419006187/en/

http://mms.businesswire.com/media/20160419006187/en/520041/4/PanasonicOpen.jpg
พานาโซนิค โอเพ่น กอล์ฟ แชมเปี้ยนชิพ (ภาพ: บิสิเนส ไวร์)

[การถ่ายทอดสด พานาโซนิค โอเพ่น ผ่านออนไลน์]
กำหนดการออกอากาศ: 7.00 น. (ตามเวลาญี่ปุ่น) วันเสาร์ที่ 23 เมษายน
(การแข่งขันรอบ 3) URL: https://www.youtube.com/watch?v=bBdORFizIfg

กำหนดการออกอากาศ: 7.00 น. (ตามเวลาญี่ปุ่น) วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน
(การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ) URL: https://www.youtube.com/watch?v=xyY56aHWcnQ

พานาโซนิค โอเพ่น กอล์ฟ แชมเปี้ยนชิพ มีกำหนดแข่งขันในวันที่ 21 – 24 เมษายน และจะเป็นปีแรกที่ประเดิมเก็บคะแนนสะสมในเอเชียนทัวร์ และเจแปน กอล์ฟ ทัวร์ การแข่งขันรายการนี้ดึงดูดนักกอล์ฟชื่อดังมากมาย รวมถึง มาร์คัส เฟรเซอร์ โปรกอล์ฟจากออสเตรเลีย ซึ่งรั้งตำแหน่งผู้นำเงินรางวัลรวมสูงสุด (Order of Merit) ของเอเชียนทัวร์ในปัจจุบัน โดยเขาจะท้าชิงความเป็นหนึ่งกับเหล่านักกอล์ฟชั้นแนวหน ้าของญี่ปุ่น

พานาโซนิคตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งกับความก้าวหน้าและแนวคิดริเริ่มด้านดิจิตอล ซึ่งเราหวังว่าจะช่วยขยายการรับชมออกไปทั่วโลก

แฟนกอล์ฟสามารถรับชมการแข่งขันในหลุมที่ 1, 10 และ 18 รวมทั้งจากสนามไดรฟ์กอล์ฟ ในระหว่างการแข่งขันรอบที่ 3 และรองชิงชนะเลิศ ที่ชิบะ คันทรี่ คลับ ได้ที่ช่องยูทูบอย่างเป็นทางการของ Japan Golf Tour Organization

แอนดี้ วาดะ อดีตผู้เล่นเอเชียนทัวร์ และเดฟ ฟรอมม์ จะเป็นผู้บรรยายภาษาอังกฤษในระหว่างการถ่ายทอดสดทางออนไลน์ โดยการแข่งขันรายการนี้ชิงเงินรางวัลรวม 150 ล้านเยน (ราว 1.27 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

เกี่ยวกับ พานาโซนิค โอเพ่น กอล์ฟ แชมเปี้ยนชิพ
เนื่องในโอกาสที่กอล์ฟได้รับการบรรจุเข้าสู่มหกรรมกีฬาโอลิมปิกเป็นครั้งแรก ในรอบ 112 ปี ที่ ริโอ 2016 ทางพานาโซนิค ซึ่งเป็น Worldwide Oly mpic Partner มานานกว่า 25 ปี จึงปัดฝุ่นการแข่งขัน พานาโซนิค โอเพ่น ขึ้นใหม่ เพื่อสนับสนุนยุคใหม่ของกอล์ฟที่กำลังจะมาถึง นอกเหนือจากการแข่งขันประเภทชายแบบเดิมแล้ว เรายังได้ปรับเปลี่ยนแนวคิดและจัดทัวร์นาเมนต์สำหรับผู้หญิงในชื่อ Ladies’ Step Up Tour เพื่อสนับสนุนนักกอล์ฟทั้งชายและหญิงที่กำลังชิงชัยเพื่อคว้าสิทธิไป โอลิมปิก สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าชมที่เว็บไซต์พานาโซนิค โอเพ่นhttp://www.panasonic.com/global/panasonic-open

ข้อมูลโดยสังเขปของ Panasonic Open Golf Championship

เจ้าภาพ: Panasonic Corporation
เจ้าภาพร่วม: Japan Golf Tour Organization
การบริหารเจ้าภาพร่วม: Japan Golf Tour Organization / Asian Tour
สถานที่จัดการแข่งขัน: Chiba Country Club – Umesato Course
เงินรางวัล: เงินรางวัลรวม 150,000,000 เยน
วันแข่งขัน:
20 เมษายน (พุธ) – กำหนดเป็นวันฝึกซ้อม
21 เมษายน (พฤหัสบดี) – รอบ 1
22 เมษายน (ศุกร์) – รอบ 2
23 เมษายน (เสาร์) – รอบ 3
24 เมษายน (อาทิตย์) – รอบชิงชนะเลิศ

ข้อมูลโดยสังเขปของ LPGA Step Up Tour Panasonic Open Ladies

เจ้าภาพ: Ladies Professional Golfers’ Association of Japan
เจ้าภาพร่วม: Panasonic Corporation
สถานที่แข่งขัน: Chiba Country Club – Noda Course
เงินรางวัล: เงินรางวัลรวม 20,000,000 เยน
วันแข่งขัน:
20 เมษายน (พุธ) – รอบ 1
21 เมษายน (พฤหัสบดี) – รอบ 2
22 เมษายน (ศุกร์) – รอบชิงชนะเลิศ

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160419006187/en/

ติดต่อ:
สำหรับสื่อมวลชน:
Panasonic Corporation
Global Communications Department
Media Promotion Office
อีเมล: presscontact@ml.jp.panasonic.com

Calvin Klein, Inc. ประกาศกลยุทธ์การสร้างสรรค์ใหม่ในระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

นิวยอร์ก–(บิสิเนส ไวร์)–19 เม.ย. 2016

– Francisco Costa และ Italo Zucchelli เตรียมก้าวลงจากตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ของ Calvin Klein Collection

Calvin Klein, Inc. ประกาศกลยุทธ์การสร้างสรรค์ใหม่สำหรับการดำเนินงานทั่วโลกของบริษัท ซึ่งจะหลอมรวมแบรนด์ทั้งหมดของ Calvin Klein ให้อยู่ภายใต้วิสัยทัศน์แห่งการสร้างสรรค์เพียงหนึ่งเดียว โดย Francisco Costa ผู้อำนวยการสร้างสรรค์ฝ่ายแฟชั่นสตรีของ Calvin Klein Collection และ Italo Zucchelli ผู้อำนวยการสร้างสรรค์ฝ่ายแฟชั่นบุรุษของ Calvin Klein Collection จะอำลาบริษัท

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ Smart News Release ซึ่งประกอบด้วยสื่อมัลติมีเดียและข่าวฉบับเต็มได้ที่:
http://www.businesswire.com/news/ home/20160419006394/en/

http://mms.businesswire.com/media/20160419006394/en/520161/4/costa%2Cfrancisco-portrait-2011_ph_clinch%2Cdanny-bw04192016_webready.jpg
Francisco Costa (รูปภาพ: บิสิเนส ไวร์)

กลยุทธ์ดังกล่าวสอดคล้องกับการเปลี่ยนทิศทางของแบรนด์ Calvin Klein ซึ่งเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่ทางแบรนด์ได้ซื้อธุรกิจยีนส์และชุดชั้นในคืน เมื่อปี 2013 ในขณะที่บริษัทเดินหน้าเพื่อก้าวขึ้นเป็นธุรกิจค้าปลีกระดับโลกที่มียอดขาย แตะ 1 หมื่นล้านดอลลาร์ การประกาศกลยุทธ์ใหม่นี้จะช่วยเสริมสร้างตำแหน่งของแบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่ง ขึ้นในเวทีโลก พร้อมปูทางสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตข้างหน้า ทิศทางที่เกิดขึ้นใหม่นี้จะเป็นไปตามวิสัยทัศน์หนึ่งเดียวในการสร้างสรรค์ผล งานสำหรับธุรกิจทุกสาขา โดยจะมีการเปิดเผยวิสัยทัศน์ดังกล่าวเมื่อถึงกำหนด

Steve Shiffman ซีอีโอของ Calvin Klein, Inc. กล่าวว่า “กลยุทธ์การสร้างสรรค์ใหม่นี้ถือเป็นการเปิดบทใหม่ที่มีความสำคัญ ยิ่งในประวัติศาสตร์ของ Calvin Klein นับตั้งแต่ที่ Mr. Klein เองนั้นได้ประกาศก้าวลงจากตำแหน่ง ผมขอแสดงความขอบคุณ Francisco และ Italo ที่ได้ทุ่มเทอย่างเต็มที่ให้กับแบรนด์ Calvin Klein เช่นเดียวกับความสำเร็จที่เกิดขึ้นตลอดทศวรรษที่ผ่านมา บุคคลทั้งสองท่านนี้ได้เข้ามามีบทบาทอย่างมากในการส่งเสริมให้ Calvin Klein ขึ้นแท่นผู้นำในวงการแฟชั่นของโลก ซึ่งเกิดขึ้นจริงได้ด้วยการอุทิศตน ความตั้งใจจริง และความคิดสร้างสรรค์”

Calvin Klein, Inc. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ PVH Corp. [NYSE: PVH] คือหนึ่งในสตูดิโอการออกแบบแฟชั่นและการตลาดชั้นนำของโลก บริษัทได้ออกแบบและทำตลาดคอลเลคชั่นเครื่องแต่งกายของดีไซเนอร์ทั้งสำหรับ สุภาพบุรุษและสุภาพสตรี รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ได้รับการผลิตและทำการตลาดผ่านเครือข่ายข้อตกลงการอนุญาตให้ใช้สิทธิ์ และข้อตกลงอื่นๆที่มีความครอบคลุมทั่วโลก ไลน์สินค้าภายใต้แบรนด์ที่หลากหลายของ Calvin Klein ประกอบด้วย เดรสและสูทสำหรับสุภาพสตรี เครื่องแต่งกายแล ะเสื้อผ้าสั่งตัดสำหรับสุภาพบุรุษ คอลเลคชั่นเครื่องแต่งกาย คอลเลคชั่นแบรนด์ลูก และชุดกีฬาสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ชุดเล่นกอล์ฟ ชุดยีนส์ ชุดชั้นใน น้ำหอม แว่นตา ชุดกีฬาผ้ายืดหรับสุภาพสตรี ถุงเท้ายาว ถุงเท้า รองเท้า ชุดว่ายน้ำ เครื่องประดับ นาฬิกา เสื้อผ้าชั้นนอก กระเป๋า เครื่องหนังขนาดเล็ก และเครื่องตกแต่งบ้าน (รวมทั้งเฟอร์นิเจอร์) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าชม calvinklein.com

PVH มีประวัติความเป็นมาสืบย้อนไปกว่า 130 ปี และมีความโดดเด่นในการขยายแบรนด์และธุรกิจด้วยความเป็นอเมริกันแบบเข้มข้น จนกลายเป็นหนึ่งในบริษัทเครื่องแต่งกายขนาดใหญ่ที่สุดในโลก บริษัทมีพนักงานมากกว่า 30,000 คนในกว่า 40 ประเทศ และมีรายได้สูงกว่า 8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2015 อีกทั้งยังเป็นเจ้าของแบรนด์ชื่อดังต่างๆ อาทิ Calvin Klein, Tommy Hilfiger, Van Heusen, IZOD, ARROW, Speedo*, Warner’s และ Olga รวมถึงทำตลาดสินค้าหลากหลายประเภทภายใต้แบรนด์เหล่านี้ และแบรนด์อื่นๆ ที่บริษัทเป็นเจ้าของและได้รับลิขสิทธิ์ทั้งในประเทศและนานาชาติ

* แบรนด์ Speedo ได้รับอนุญาตสำหรับภูมิภาคอเมริกาเหนือและแคริบเบียน โดยเป็นกรรมสิทธิ์ตลอดชีพจากบริษัท Speedo International, Ltd.

คำจำกัดสิทธิ์ความรับผิดชอบภายใต้กฎหมาย Private Securities Litigation Reform Act of 1995:

ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเพียง ข้อความที่ระบุถึงแผนงานในอนาคต กลยุทธ์ วัตถุประสงค์ ความคาดหมาย และเจตจำนงของ PVH Corp. และบริษัทในเครือ (กล่าวโดยรวมในนาม “PVH”) เป็นไปตามคำจำกัดสิทธิ์ความรับผิดชอบภายใต้กฎหมาย Private Securities Litigation Reform Act of 1995 นักลงทุนควรทราบว่าข้อความคาดการณ์ล่วงหน้าเหล่านี้ ประกอบไปด้วยความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ซึ่งอาจไม่สามารถคาดการณ์ได้อย่างแม่นยำและไม่สามารถคาดคะเนได้บางส่วน ซึ่งรวมถึง (i) แผนงาน กลยุทธ์ วัตถุประสงค์ ความคาดหวัง และเจตจำนงของ PVH อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามดุลยพินิจ และ (ii) ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนอื่นๆดังที่ระบ ุไว้ในเอกสารที่ PVH ได้ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ

บริษัทไม่มีภาระผูกผันในการปรับปรุงแก้ไขข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า ถึงแม้ว่าจะได้รับข้อมูลใหม่ เกิดเหตุการณ์ในอนาคต หรืออื่นๆ

แหล่งข่าว: Calvin Klein

SOCIAL MEDIA: facebook.com/calvinklein; calvinklein.tumblr.com; google.com/+calvinklein; youtube.com/calvinklein; twitter.com/calvinklein; instagram.com/calvinklein; pinterest.com/calvinklein snapchat: calvinklein show yours. #mycalvins brand handle: @calvinklein

รับชมข่าวต้นฉบับบนเว็บไซต์ businesswire.com ได้ที่: http://www.businesswire.com/news/home/20160419006394/en/

ติดต่อ:
Calvin Klein, Inc.
Global Communications Office
Rod Manley
EVP, Global Communications
โทร: 212-292-9795
อีเมล: rodmanley@ck.com
หรือ
Alexandra Wagner
VP, Corporate Communications
โทร: 212-292-9794
อีเมล: alexandrawagner@ck.com
หรือ
EMEA Communications Office
Denise Zamarioni
SVP Public Relations – EMEA
โทร: +39 02 550 50 510
อีเมล: denisezamarioni@ck.com

ละลานตาไปกับอาหารและเครื่องดื่มนานาชนิดที่มหกรรม “Beijing International Import Food Expo 2016”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

ปักกิ่ง–(บิสิเนส ไวร์)–18 เม.ย. 2016

มหกรรม Beijing International Import Food Expo 2016 (cipfe 2016) ครั้งที่ 5 จะจัดขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้า Beijing Exhibition Center ระหว่างวันที่ 6-8 พฤษภาคมนี้ โดยคาดว่าจะมีบริษัทอาหารนานาชาติตบเท้าเข้าร่วมงานกว่า 600 แห่ง จากกว่า 30 ประเทศและภูมิภาค โดยหนึ่งในไฮไลท์สำคัญของงานจะอยู่ที่ความหลากหลายของอาหารและเครื่องดื่ม จากทั่วทุกมุมโลก

ผู้เแสดงสินค้าจากเอเชียอย่าง เกาหลี ญี่ปุ่น ไทย และมาเลเซีย ได้เตรียมนำเสนออาหารว่างจากประเทศของตน ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นจากไทยและมาเลย์ เช่น ผลไม้และเนื้ออบแห้ง ซึ่งมีทั้งทุเรียน มะม่วง มะพร้าว เม็ดมะม่วงหิมพานต์ มะขาม หรือแม้กระทั่งเนื้อจระเข้ รวมไปถึงเครื่องดื่ม กาแฟ และผลิตภัณฑ์ที่ได้จากปลา

ด้านผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าจากรั สเซียจะนำสินค้าพิเศษ ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบกันในหมู่ชาวรัสเซียมาร่วมโชว์ในงานนี้ด้วย อาทิ ผลไม้เคี้ยวหนึบ ขนมถั่ว ขนมถั่วลิสง รวมไปถึงเค้กทิรามิสุสไตล์รัสเซีย ชีสเค้ก ขนมหวาน และน้ำผึ้ง โดย Yug Rusi ผู้ผลิตน้ำมันดอกทานตะวันรายใหญ่ของรัสเซีย และเป็นผู้ผลิต-ส่งออกธัญพืชและน้ำมัน จะนำน้ำมันพืชซึ่งดีต่อสุขภาพ แป้งสาลี ขนมปัง ของหวาน และอาหารว่างมาจัดแสดง ขณะที่บรรดาผู้ผลิตขนมชื่อดังรายอื่นๆจะขนเอาผลิตภัณฑ์เลื่องชื่อของตนมาอวด โฉมกันในงานนี้ด้วยเช่นกัน

ขณะเดียวกันผู้จัดแสดงสินค้าจากยุโรปจะนำน้ำดื่มระดับพรีเมียมมาเปิดตัวภาย ในงานนี้ อาทิ Zajecicka Horka ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็นน้ำแห่งชีวิตจากปราก ที่ครั้งหนึ่งเคยเสิร์ฟนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในระหว่างการเดินทางเยือนสาธารณรัฐเช็กมาแล้ว ขณะที่ Saint-Geron จะเข้าร่วมเป็นตัวแทนจากประเทศฝรั่งเศส

ในส่วนของผู้แสดงสินค้าจากสหรัฐนั้น Vita Coco แบรนด์น้ำมะพร้าวชื่อดังซึ่งกำลังเป็นที่นิยมไปทั่วยุโรปและอเมริกาเหนือ จะเข้าร่วม งานนี้ด้วย โดยน้ำมะพร้าวแบรนด์นี้เป็นที่ชื่นชอบอย่างมากในหมู่ดาราฮอลลีวูดและเหล่าเซ เลบริตี้ รวมถึง มาดอนน่า และ เดมี่ มัวร์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท

มหกรรมอาหารและเครื่องดื่มครั้งนี้ยังจะรวบรวมเอาผลิตภัณฑ์อีกหลากหลายชนิด จากทั่วทุกมุมโลกมาจัดแสดง ไม่ว่าจะเป็นน้ำผึ้งจากออสเตรเลีย เยอรมนี และรัสเซีย ไวน์จากโปแลนด์และจอร์เจียซึ่งถือเป็นดินแดนต้นกำเนิดของไวน์ น้ำมัน เช่น น้ำมันดอกทานตะวันจากรัสเซีย น้ำมันมะกอกจากสเปน และน้ำมันมะพร้าวบริสุทธิ์จากประเทศไทย หรือที่รู้จักกันในนาม “น้ำมันแห่งชีวิต” “อาหารเอนกประสงค์” และ “ยาครอบจักรวาล” นอกจากนี้ยังมีชาดำจากศรีลังกา น้ำผึ้ง ส้มโอ ชา และสาหร่ายจากเกาหลี บิสกิตจากโปแลนด์ และคุกกี้และข้าวโอ๊ตจากอิตาลี

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160418006106/en/

ติดต่อ:
Beij ing Zhenwei Exhibition Co., Ltd.
Margaret Duan หรือ Cassidy Liu
โทร. +8613910314389, +86-10-58236512
cipfe@zhenweiexpo.com

Emerson ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล Form 10 ตามแผนการแยกธุรกิจ Network Power ออกเป็นบริษัทใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

เซนต์หลุยส์–(บิสิเนส ไวร์)–19 เม.ย. 2559

– บริษัทจดทะเบียนแห่งใหม่จะมีชื่อว่า Vertiv และสกอต บาร์เบอร์ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Vertiv ขณะที่การแยกบริษัทยังคงเป็นไปตามแผนซึ่งมีกำหนดจะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 กันยายน 2559

Emerson (NYSE: EMR) ประกาศว่า บริษัทได้ยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล Form 10 ต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) ของสหรัฐ ซึ่งเกี่ยวข้องกับแผนการที่บริษัทได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ในเรื่องการแยก ธุรกิจ Network Power ของบริษัทออกเป็นบริษัทใหม่ซึ่งจะมีชื่อว่า Vertiv การยื่นแบบดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของ Emerson ในการแยกหุ้นสามัญของบริษัท Vertiv ทั้ง 100% ผ่านทางการกระจายหุ้นแก่ผู้ถือหุ้นโดยปลอดภาษี และเป็นขั้นตอนสำคัญในกระบวนการที่คาดว่าจะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 30 กันยายน 2559

“วันนี้นับเป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าในกระบวนการที่เราได้เริ่มต้นเมื่อช่วง ต้นปี 2558 ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับ Emerson และเตรียมความพร้อมให้กับบริษัทในการคว้าโอกาสทางการเติบโตในอนาคต” เดวิด เอ็น. ฟาร์ ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าว “การแยก Vertiv จะช่วยให้ Emerson หันไปให้ความสำคัญกับตลาดที่มีการเติบโตสูงได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ Vertiv ก็จะกลายเป็นบริษัทจดทะเบียนระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม ภายใต้ความเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งของสกอต บาร์เบอร์”

สกอต บาร์เบอร์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานบริหารของ Emerson และเป็นผู้นำธุรกิจ Emerson Network Power กล่าวว่า “การเป็นส่วนหนึ่งของ Emerson มานานหลายปีทำให้เรามีพื้นฐานที่ดีเยี่ยมสำหรับการเปิดตัวและผลักดัน Vertiv ให้เติบโตขึ้นในฐานะบริษัทอิสระ ทีมของเราตั้งตารอโอกาสที่จะได้ยกระดับความสามารถหลัก ขยายฐานลูกค้าทั่วโลก เสริมความแข็งแกร่งให้กับตำแหน่งผู้นำอุตสาหกรรม และสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นในอนาคตของเรา”

Vertiv เป็นผู้นำระดับโลกในด้านการออกแบบ การผลิต และการให้บริการเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการใช้ งานที่สำคัญๆในศูนย์ข้อมูล เครือข่ายการสื่อสาร และสภาพแวดล้อมด้านการพาณิชย์/อุตสาหกรรม บริษัทนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายในการจัดการพลังงานทั้งไฟฟ้าและความร้อน ตลอดจนนำเสนอบริการบริหารจัดการแบบครบวงจร และโซลูชันสำหรับการใช้งาน การซ่อมบำรุง และการเพิ่มประสิทธิภาพผลิตภัณฑ์เหล่านี้ นอกจากนี้ Vertiv ยังให้บริการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน การติดตาม ควบคุม และโซลูชันซอฟต์แวร์ สำหรับการใช้งานที่สำคัญๆ ของลูกค้าของบริษัท

การยื่นแบบ Form 10 เป็นการแจ้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจของ Vertiv รวมทั้งงบการเงินสำหรับปีงบการเงินสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2556, 2557 และ 2558 Vertiv จะยังคงดำเนินธุรกิจเป็นส่วนหนึ่งของ Emerson ไปจนกว่าการแยกบริษัทจะเสร็จสมบูรณ์

ทั้งนี้ คาดว่าจะมีการแก้ไขแบบแสดงรายการ Form 10 ในภายหลัง ต ามการพิจารณาทบทวนของ SEC และตามการตัดสินใจด้านการเงินและอื่นๆ และคาดว่า SEC จะยังคงไม่ประกาศให้แบบแสดงรายการมีผลจนกระทั่งใกล้ถึงวันแยกบริษัท สามารถดูสำเนา Form 10 ในส่วนนักลงทุนบนเว็บไซต์ของ Emerson ได้ที่ www.emerson.com/financial และเว็บไซต์ของ SEC ที่ www.sec.gov

สำหรับการแยกบริษัท คาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในวันที่ 30 กันยายน 2559 และต้องเป็นไปตามเงื่อนไขบางประการ ซึ่งรวมถึงการอนุมัติขั้นสุดท้ายจากคณะกรรมการบริหารของ Emerson การได้รับความเห็นที่เป็นบวกเกี่ยวกับการทำธุรกรรมที่ปลอดภาษี และการมีผลบังคับของแบบแสดงรายการข้อมูล Form 10 ที่ยื่นต่อ SEC

เกี่ยวกับ Emerson

Emerson (NYSE: EMR) ในเมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิสซูรี สหรัฐอเมริกา เป็นผู้นำระดับโลกในการผนวกรวมเทคโนโลยีและวิศวกรรมเพื่อมอบโซลูชั่นเปี่ยม นวัตกรรมแก่ลูกค้าในตลาดอุตสาหกรรม พาณิชย์ และอุปโภคบริโภคทั่วโลก บริษัทประกอบด้วย 5 ส่วนธุรกิจ ได้แก่ Process Management, Industrial Automation, Network Power, Climate Technologies และ Commercial & Residential Solutions บริษัทมียอดขาย 2.23 หมื่นล้านดอลลาร์ในปีงบการเงิน 2558 สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Emerson.com

ข้อความเตือนและข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์ในอนาคต

ข้อความในข่าวเผยแพร่ฉบับนี้ที่ไม่ใช่ข้อความในอดีต อาจถือเป็นข้อความที่มีลักษณะเป็น “การคาดการณ์ในอนาคต” ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอนต่างๆ และ Emerson ไม่รับผิดชอบในการปรับปรุงข้อความดังกล่าวให้สะท้อนถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในภายหลัง ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนเหล่านี้ ได้แก่ ความสามารถของ Emerson ในการทำตามข้อกำหนดและเงื่อนไขได้สำเร็จ ผลกระทบทางการเงิน การวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์และบริการเชิงกลยุทธ์ สภาวะเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยน อุปสงค์ตลาด การกำหนดราคา การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา และปัจจัยทางเทคนิคและการแข่งขัน เป็นต้น โดยความเสี่ยงและความไม่แน่นอนเหล่านี้มีอยู่ในรายงานประจำปี Form 10- K ฉบับล่าสุด และรายงานอื่นๆที่ตาม ซึ่ง Emerson ได้ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC)

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51316842&lang=en

ติดต่อ:
ตัวแทน Emerson
Mark Polzin, 314-982-1758

ไอซ่าเผยพื้นที่เพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพ/จีเอ็มเพิ่มขึ้น 2 พันล้านเฮกตาร์ทั่วโลก ระหว่างปี 1996-2015

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

ปักกิ่ง–(บิสิเนส ไวร์)–13 เม.ย. 2016

– เกษตรกรได้รับผลตอบแทนกว่า 1.50 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการพัฒนาพืชเทคโนชีวภาพตลอด 20 ปี

รายงานประจำปีซึ่งเผยแพร่ในวันนี้โดยองค์การไอซ่า (International Service for the Acquisition of Agri-Biotech Applications: ISAAA) ภายใต้หัวข้อ “20th Anniversary of the Global Commercialization of Biotech Crops (1996-2015) and Biotech Crop Highlights in 2015” ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการยอมรับพืชเทคโนชีวภาพ แสดงให้เห็นว่า พื้นที่ปลูกพืชเทคโนชีวภาพ หรือพืชดัดแปลงพันธุกรรม เพิ่มสูงขึ้นทั่วโลกจาก 1.7 ล้านเฮกตาร์ในปี 1996 เป็น 179.7 ล้านเฮกตาร์ในปี 2015 โดยการที่พื้นที่เพาะปลูกขยายตัวขึ้น 100 เท่าภายในเวลาเพียง 20 ปีทำให้เทคโนโลยีชีวภาพเป็นเทคโนโลยีการเพาะปลูกพืชที่ได้รับการยอมรับอย่าง รวดเร็วที่สุดในยุคปัจจุบัน และสะท้อนให้เห็นว่าเกษตรก รมีความพึงพอใจต่อผลผลิตพืชเทคโนชีวภาพ

นับตั้งแต่ปี 1996 ได้มีการเพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพบนพื้นที่เพาะปลูกกว่า 2 พันล้านเฮกตาร์ ซึ่งคิดเป็นพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่กว่าประเทศจีนหรือสหรัฐอเมริกาถึง 2 เท่า ยิ่งไปกว่านั้น มีการประมาณการว่า ตั้งแต่ปี 1996 เกษตรกรใน 28 ประเทศได้รับผลตอบแทนจากผลผลิตพืชเทคโนชีวภาพเป็นมูลค่ากว่า 1.50 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งช่วยบรรเทาความยากจนของเกษตรกรรายย่อย 16.5 ล้านคนและครอบครัวของเกษตรกร ซึ่งคิดเป็นจำนวนรวมประมาณ 65 ล้านคนต่อปี ซึ่งบางส่วนมาจากกลุ่มประชากรที่ยากจนที่สุดในโลก

“เกษตรกรในประเทศกำลังพัฒนาหันมาเพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพกันมากขึ้น เนื่องจากเป็นพืชทางเลือกที่ผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดแล้วว่า สามารถปรับปรุงผลผลิตพืชผลได้จริง” ไคลฟ์ เจมส์ ประธานและผู้ก่อตั้งองค์การไอซ่า ในฐานะผู้เขียนรายงานประจำปีมากว่าสองทศวรรษกล่าว “ถึงแม้จะมีคำกล่าวอ้างจากผู้ไม่เห็นด้วยว่า เทคโนโลยีชีวภาพให้ประโยชน์กับเกษตรกรในกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเท่านั้น แต่การที่ปร ะเทศกำลังพัฒนาได้นำเอาเทคโนโลยีนี้ไปใช้อย่างต่อเนื่อง ก็เป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าพวกเขาคิดผิด” เจมส์กล่าวเสริม

กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาเพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพ (14.5 ล้านเฮกตาร์) มากกว่ากลุ่มประเทศอุตสาหกรรมเป็นปีที่ 4 ติดต่อกันแล้ว โดยในปี 2015 เกษตรกรจากละตินอเมริกา เอเชีย และแอฟริกา เพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพคิดเป็นสัดส่วน 54% ของพื้นที่ปลูกพืชเทคโนชีวภาพทั่วโลก ( 97.1 ล้านเอกตาร์ จากทั้งหมด 179.1 ล้านเฮกตาร์) และในบรรดาประเทศที่ปลูกพืชเทคโนชีวภาพ 28 ประเทศนั้น พบว่า 20 ประเทศเป็นประเทศกำลังพัฒนา ทั้งนี้ ในแต่ละปี ระหว่างปี 1996-2015 มีเกษตรกรมากถึง 18 ล้านคนได้รับประโยชน์จากการปลูกพืชเทคโนชีวภาพ โดย 90% ของเกษตรกรกลุ่มนี้เป็นผู้เพาะปลูกรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนาที่ขาดแคลน ทรัพยากร

“จีนเป็นตัวอย่างหนึ่งของประเทศกำลังพัฒนาที่เกษตรกรได้รับผลประโยชน์จากการ ใช้เทคโนโลยีชีวภาพ โดยในระหว่างปี 1997-2014 เกษตรกรจีนที่ปลูกฝ้ายดัดแปลงพันธุกรรมสามารถทำเงินได้ถึง 1.75 หมื่นล้านดอลลา ร์ และ 1.3 พันล้านดอลลาร์เฉพาะปี 2014 เพียงปีเดียว” นายแรนดี้ โฮเทีย ผู้ประสานงานระหว่างประเทศของไอซ่ากล่าว

นอกจากนี้ในปี 2015 อินเดียยังกลายเป็นผู้ผลิตฝ้ายชั้นนำของโลก ซึ่งการเติบโตดังกล่าวมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากการปลูกฝ้ายบีที (Bt Cotton) ซึ่งเป็นฝ้ายดัดแปลงพันธุกรรม ทั้งนี้ อินเดียเป็นประเทศที่ปลูกฝ้ายดัดแปลงพันธุกรรมมากที่สุดในโลก โดยในปี 2015 มีเกษตรกรรายย่อย 7.7 ล้านรายปลูกฝ้ายดัดแปลงพันธุกรรมบนพื้นที่ 11.6 ล้านเฮกตาร์ อีกทั้งในปี 2014 และ 2015 ต้นฝ้ายถึง 95% ของอินเดียถูกปลูกด้วยเมล็ดดัดแปลงพันธุกรรม ในขณะที่จีนปลูกฝ้ายโดยใช้เมล็ดดัดแปลงพันธุกรรมถึง 96% ในปี 2015

“เกษตรกร ซึ่งเดิมที่ไม่ชอบความเสี่ยง เริ่มเห็นข้อดีของพืชเทคโนชีวภาพที่มีต่อทั้งผู้บริโภคและตัวเกษตรกรเอง ทั้งการทนต่อความแห้งแล้ง ความต้านทานโรคและแมลง การทนต่อยากำจัดวัชพืช ตลอดจนคุณภาพอาหารและโภชนาการที่เพิ่มขึ้น” นายโฮเทียกล่าวเพิ่มเติม “นอกจากนี้ พืชเทคโนชีวภาพยังนำมาซึ่งระบบการผลิตพืชผลที่ยั ่งยืนมากขึ้น พร้อมจัดการกับความกังวลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและ ความมั่นคงทางด้านอาหารทั่วโลก”

การปลูกพืชเทคโนชีวภาพเพิ่มสูงขึ้นติดต่อกันมา 19 ปี ตั้งแต่ปี 1995 ถึง 2014 โดยมีอัตราการขยายตัวสองหลักถึง 12 ปีด้วยกัน พื้นที่ปลูกพืชเทคโนชีวภาพเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดที่ 181.5 ล้านเฮกตาร์ในปี 2014 เทียบกับ 179.7 ล้านเฮกตาร์ในปี 2015 ซึ่งคิดเป็นการปรับตัวลดลงสุทธิ 1% ความเปลี่ยนแปลงนี้มีสาเหตุหลักมาจากพื้นที่เพาะปลูกพืชโดยรวมที่ลดลง ซึ่งเกี่ยวเนื่องกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์เกษตรที่ลดต่ำลงในปี 2015 อย่างไรก็ดี องค์การไอซ่าคาดการณ์ว่าพื้นที่เพราะปลูกโดยรวมจะเพิ่มขึ้น เมื่อราคาพืชผลปรับตัวดีขึ้น เช่นเดียวกับที่แคนาดาได้คาดการณ์ว่าพื้นที่ปลูกคาโนลาในปี 2016 จะดีดตัวกลับสู่ระดับที่สูงกว่าปี 2014 นอกจากนี้ปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่เพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพในปี 2015 ยังรวมถึงภัยแล้งในประเทศแอฟริกาใต้ ที่ส่งผลให้พื้นที่เพาะปลูกลดลงอย่างมากถึง 23% จาก 700,000 เฮกตาร์ที่เดิมตั้งใจว่าจะใช้ทำการเพาะปลูกในปี 2015 ภัยแ ล้งทางตอนใต้และตะวันออกของแอฟริกาในช่วงปี 2015/2016 ส่งผลให้คนยากจน 15-20 ล้านคนตกอยู่ในความเสี่ยงที่จะขาดแคลนอาหาร และบีบให้ประเทศแอฟริกาใต้ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวโพด ต้องกลายเป็นผู้นำเข้าข้าวโพดแทน

ข้อมูลสำคัญอื่นๆ ในรายงานประจำปี 2015 ขององค์การไอซ่า ได้แก่

– พืชเทคโนชีวภาพชนิดใหม่ๆได้รับการอนุมัติและ/หรือเพาะปลูกเชิงพาณิชย์ในหลาย ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา บราซิล อาร์เจนตินา แคนาดา และเมียนมาร์

– สหรัฐอเมริกาเป็นแหล่งกำเนิดพืชเทคโนชีวภาพที่ผลิตขึ้นครั้งแรกหลายชนิด และมีการเพาะปลูกพืชใหม่ๆในเชิงพาณิชย์ อาทิ
– มันฝรั่ง Innate(TM) Generation 1 ซึ่งมีสารที่อาจก่อมะเร็งอย่างอะคริลาไมด์ในระดับต่ำและต้านทานรอยช้ำ ขณะที่ Innate(TM) Generation 2 ที่ได้รับการอนุมัติในปี 2015 ยังมีความสามารถในการต้านทานโรคใบไหม้อ ีกด้วย มันฝรั่งสายพันธุ์นี้ขึ้นชื่อว่าเป็นพืชอาหารที่มีความสำคัญมากที่สุดเป็น อันดับ 4 ของโลก
– แอปเปิล Arctic(R) ซึ่งเนื้อไม่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเมื่อฝาน
– SU Canola(TM) ถูกปลูกในสหรัฐอเมริกา โดยพืชชนิดนี้เป็นพืชปรับแต่งจีโนมแต่ไม่ดัดแปลงพันธุกรรมชนิดแรกที่จะมีการ เพาะปลูกในเชิงพาณิชย์ทั่วโลก
– มีการอนุมัติผลิตภัณฑ์อาหารทำจากสัตว์ตัดต่อพันธุกรรมเป็นครั้งแรก ซึ่งได้แก่ แซลมอนตัดต่อพันธุกรรม สำหรับการบริโภคของมนุษย์

– พืชเทคโนชีวภาพหลายลักษณะ ซึ่งมักเรียกว่า “stacked traits” ถูกปลูกในพื้นที่ 58.5 ล้านเฮกตาร์ คิดเป็น 33% ของเนื้อที่เพาะปลูกพืชเทคโนชีวภาพทั้งหมด และเพิ่มขึ้น 14% เมื่อเปรียบเทียบรายปี

– เวียดนามปลูกพืชเทคโนชีวภาพชนิดแรกของประเทศ ซึ่งได้แก่ ข้าวโพดบีที ซึ่งรวมหลายคุณลักษณะและทนทานต่อสารกำจัดวัชพืช

– ข้าวโพด Biotech DroughtGard(TM) ซึ่งปลูกครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 2013 มีพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มขึ้น 15 เท่า จาก 50,000 เฮกตาร์ในปี 2013 สู่ระดับ 810,000 เฮกเตอร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าข้าวโพดพันธุ์นี้เป็นที่ยอมรับอย่างสูงในหมู่เกษตรกร

– ซูดานเพิ่มพื่นที่เพาะปลูกฝ้ายบีที 30% สู่ระดับ 120,000 เฮกตาร์ ขณะที่มีหลายปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการเพิ่มพื้นที่เพาะปลูกในบูร์กินาฟาโซ

– พืชที่สนับสนุนการบรรเทาความยากจนในแอฟริกาได้ผ่านการทดสอบภาคสนามใน 8 ประเทศของแอฟริกา ซึ่งเป็นขั้นตอนท้ายสุดก่อนการยื่นขออนุมัติ

สำหรับอนาคตของเทคโนโลยีชีวภาพในภาคการเกษตรนั้น ไอซ่าระบุว่าโอกาสสำคัญที่จะทำให้การปลูกพืชเทคโ นชีวภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีอยู่ 3 ประการ ดังต่อไปนี้

– แม้ตลาดเทคโนโลยีชีวภาพรายใหญ่ในปัจจุบันมีโอกาสขยายตัวเพียงเล็กน้อย เนื่องจากอัตราการเพาะปลูกอยู่ในระดับสูงอยู่แล้ว (90-100%) แต่ประเทศ “ใหม่” อื่นๆ ยังคงมีศักยภาพสูงที่จะเปิดรับผลิตภัณฑ์บางชนิด อาทิ ข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรม ซึ่งอาจมีพื้นที่ปลูกเพิ่มขึ้นราว 100 เฮกตาร์ทั่วโลก ประกอบด้วย 60 ล้านเฮกตาร์ในเอเชีย ซึ่งเป็นพื้นที่ในจีนแห่งเดียวถึง 35 ล้านเฮกตาร์ บวกกับอีก 35 ล้านเฮกตาร์ในแอฟริกา

– ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีศักยภาพกว่า 85 ชนิดซึ่งอยู่ระหว่างรอการเปิดตัว กำลังได้รับการทดสอบภาคสนาม อาทิ ข้าวโพดดัดแปลงพันธุกรรมที่ทนทานความแห้งแล้ง จากโครงการ WEMA (Water Efficient Maize for Africa) ซึ่งคาดว่าจะเปิดตัวที่แอฟริกาในปี 2017 ข้าว Golden Rice ในเอเชีย ตลอดจนกล้วยที่เสริมคุณค่าทางโภชนาการและถั่วฝักยาวต้านทานศัตรูพืชใน แอฟริกา

– CRISPR (Clustered Regularly Interspersed Short Palindromic Repeats) คือเทคโนโลยีปรับแต่งจีโนมรูปแบบใหม่เปี่ยมประสิทธิภาพ และครองความได้เปรียบอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับพืชธรรมดาและพืชจีเอ็มใน 4 ด้านด้วยกัน ได้แก่ ความแม่นยำ ความเร็ว ต้นทุน และกฎเกณฑ์ นอกจากนี้ ยังผนวกรวมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอื่นๆในวิทยาศาสตร์พืชผล CRISPR จึงอาจเพิ่มศักยภาพการผลิตในพื้นที่ที่เหมาะแก่การเพาะปลูก 1.5 พันล้านเฮกตาร์ทั่วโลก โดยอาศัยแนวทาง “ทวีความแข็งแกร่งอย่างยั่งยื่น” และมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงทางอาหารโลก

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมหรือข้อมูลสรุปของรายงานได้ที่ www.isaaa.org

เกี่ยวกับองค์การไอซ่า

องค์การไอซ่า (International Service for the Acquisition of Agri-Biotech Applications: ISAAA) เป็นองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร โดยมีเครือข่ายศูนย์กลางนานาชาติสำหรับแบ่งปันความรู้และการใช้พืชเทคโน ชีวภาพเพื่อช่วยบรรเทาความหิวโหยและความยากจน ตลอด 30 ปีที่ผ่า นมา ไคลฟ์ เจมส์ ประธานและผู้ก่อตั้งองค์การไอซ่า ได้ใช้ชีวิตและ/หรือทำงานในประเทศกำลังพัฒนาหลายประเทศในเอเชีย ละตินอเมริกา และแอฟริกา โดยอุทิศตนให้กับงานด้านการวิจัยและพัฒนาทางการเกษตร ซึ่งมุ่งเน้นไปที่พืชเทคโนชีวภาพและความมั่นคงทางอาหารทั่วโลก ขณะที่แรนดี โฮเทีย ผู้ประสานงานนานาชาติ ประจำศูนย์ไอซ่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้ร่วมงานกับองค์การไอซ่ามาตั้งแต่ปี 1998 หลังจากดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสถาบันปรับปรุงพันธุ์พืช (Institute of Plant Breeding) มหาวิทยาลัยฟิลิปปินส์ ลอสบานโยส

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51317522&lang=en

ติดต่อ:
ISAAA
Mollie Dreibrodt
โทร. 713-513-9524
อีเมล: Mollie.Dreibr odt@fleishman.com

WEX ขยายขอบเขตบริการลูกค้า รองรับกลุ่มบริษัทน้ำมันในเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

สิงคโปร์–(บิสิเนส ไวร์)–13 เม.ย. 2016

– ด้วยประสบการณ์มากกว่า 20 ปีในการดำเนินธุรกรรมและจัดการบริการเอาท์ซอร์สอย่างครบวงจรแก่ธุรกิจต่างๆ ในอเมริกาเหนือ

WEX Inc. (NYSE: WEX) ผู้ให้บริการโซลูชั่นการชำระเงินสำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในการขยายบริการในเอเชีย นับเป็นการต่อยอดความสำเร็จหลังจากที่บริษัทได้ให้บริการแก่บริษัทน้ำมันใน ภูมิภาคนี้มานานเกือบทศวรรษ

โซลูชั่นสำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจของ WEX ได้ขยายจากบริการโฮสติ้งและการจัดการธุรกรรมการชำระเงินในเอเชีย ไปสู่การนำเสนอบริการใหม่ๆ ซึ่งรวมถึงการจัดหาเงินทุนสำหรับลูกหนี้ บริการลูกค้า และการเรียกเก็บเงินสำหรับบริษัทน้ำมัน

ขณะนี้ บริษัทได้ขยายบริการดังกล่าวมายังกวม ไซปัน และ สิงคโปร์แล้ว ซึ่งเป็นการสานต่อความสำเร็จและจุดแข็งที่ WEX ได้สร้างไว้ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์

จอร์จ โฮแกน รองประธานอาวุโสระหว่างประเทศของ WEX กล่าวว่า “เราตื่นเต้นที่จะได้ให้บริการที่ดีขึ้นแก่บรรดาบริษัทน้ำมันในเอเชีย ที่ใช้โซลูชั่นใหม่ๆของเรา และยังคงไว้วางใจให้เรานำเสนอแบรนด์ของพวกเขาในฐานะพันธมิตรบัตรน้ำมัน สำหรับลูกค้าธุรกิจ” โดยโฮแกนกล่าวต่อไปว่า “โซลูชั่นระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรมและบริการลูกค้าที่ได้รับรางวัลการันตี มาแล้ว จะตอบสนองความต้องการในปัจจุบันและในอนาคตของลูกค้าในเอเชีย ซึ่งไว้ใจเลือก WEX ให้ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการชำระเงิน”

เกี่ยวกับ WEX Inc.

WEX Inc. (NYSE: WEX) เป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นการชำระเงินสำหรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ บริษัทได้เริ่มให้บริการชำระเงินผ่านบัตรเติมน้ำมันในปี 1983 และได้ขยายขอบเขตธุรกิจไปสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นการชำระเงินสำหรับ ลูกค้าธุรกิจผ่านหลายช่องทาง ซึ่งเทียบเ ท่ากับรถยนต์กว่า 9 ล้านคัน พร้อมนำเสนอความปลอดภัยในการชำระเงินที่เหนือชั้น ครอบคลุมภาคธุรกิจต่างๆเป็นวงกว้าง WEX ให้บริการลูกค้าและหุ้นส่วนทั่วโลกผ่านการดำเนินงานที่มีอยู่ทั่วโลก โดยบริษัทมีสำนักงานในสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ บราซิล สหราชอาณาจักร อิตาลี ฝรั่งเศส เยอรมนี นอร์เวย์ และสิงคโปร์ WEX และบริษัทในเครือมีสมาชิกกว่า 2,000 คน บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ตั้งแต่ปี 2005 โดยจดทะเบียนในตลาดหุ้นนิวยอร์กภายใต้ชื่อย่อหลักทรัพย์ “WEX” สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าดูได้ที่ www.wexinc.com และติดตาม WEX ได้ทางทวิตเตอร์ @WEXIncNews

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160413006397/en/

สื่อมวลชนติดต่อ:
WEX Inc.
Jessica Roy, +1-207-523-6763
Jessic a.Roy@wexinc.com

Argosy เปิดโรงงานแห่งใหม่เพื่อขยายการผลิตวัสดุอากาศยาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

นิวยอร์ก–(บิสิเนส ไวร์)–18 เม.ย. 2016

Argosy International Inc. บริษัทชั้นนำผู้ผลิตและจำหน่ายวัสดุเชิงประกอบขั้นสูงและวัสดุที่เกี่ยวข้อง ให้แก่อุตสาหกรรมอากาศยานเอเชียแปซิฟิก ได้เริ่มการก่อสร้างโรงงานผลิตแห่งใหม่ขนาด 2,300 ตารางเมตร ซึ่งตั้งอยู่ที่ No. 33, Jing 3rd Road, Wuqi District, Taichung City, Taiwan (R.O.C.)

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ Smart News Release ซึ่งประกอบด้วยสื่อมัลติมีเดียและข่าวฉบับเต็มได้ที่:
http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51316075&lang=en

http://mms.businesswire.com/media/20160411005058/en/518177/4/Argosy_ATAM_Facility_2.jpg
โรงงาน Argosy Taiwan Aerospace Materials (ATAM) ตั้งอยู่ที่ No. 33, Jing 3rd Road, Wuqi District, Taichung City, Taiwan (R.O.C.) ในเขตปลอดอาการไถจง และสร้างขึ้นตามมาตรฐาน AS9100 โดยจะประกอบไปด้วยห้องคลีนรูม โต๊ะตัด และห้องเย็นเพื่อดำเนินการตัดและขึ้นรูปวัสดุเชิงประกอบ (รูปภาพ: บิสิเนส ไวร์)

โรงงานแห่งใหม่ตั้งอยู่ในเขตปลอดอากรไถจง และสร้างขึ้นตามมาตรฐาน AS9100 โดยจะประกอบไปด้วยห้องคลีนรูม โต๊ะตัด และห้องเย็นสำหรับดำเนินการตัดและขึ้นรูปวัสดุเชิงประกอบ ด้วยโครงร่างของพื้นที่โรงงานแห่งใหม่นี้ บริษัทจะสามารถผลิตวัสดุเชิงประกอบป้อนให้กับบรรดาผู้ประกอบอากาศยานใน ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

“Argosy Taiwan Aerospace Materials (ATAM) ต่อยอดความสำเร็จของโครงการ Vendor Managed Inventory ของ Argosy ซึ่งเปิดตัวเป็นครั้งแรกในปี 2006” ไรอัน ฟลูเจล รองประธานฝ่ายขายและการตลาดของ Argosy กล่าว “โรงงานแห่งนี้มุ่งรองรับลูกค้าที่หลากหลาย และสามารถนำแบบไปก่อสร้างในสถานที่อื่นๆได้อย่างไม่ยุ่งยาก เพื่อสนับสนุนการเ ติบโตและตอบสนองความตองการต่างๆของลูกค้า เราตื่นเต้นที่โรงงานขนาดใหญ่แห่งใหม่นี้จะช่วยขยายขีดความสามารถในการผลิต ของเรา โดยจะช่วยให้เราสามารถเพิ่มกำลังการผลิตและขยายศักยภาพในการจัดหาและให้ บริการวัสดุที่แปลกใหม่แก่ลูกค้าของเรา

เกี่ยวกับ Argosy International Inc.:

ประวัติบริษัท

Argosy เป็นบริษัทการค้าที่ก่อตั้งขึ้นในสหรัฐอเมริกา ในปี 1988 บริษัทเริ่มเข้ามาทำตลาดอากาศยานพาณิชย์ในเอเชีย เมื่อบริษัทกลายเป็นผู้จัดหาวัสดุผสมและสารเคมีพิเศษให้กับผู้ผลิตอากาศยาน รายใหญ่ เพื่อสนับสนุนธุรกิจนี้ Argosy จึงได้เปิดสำนักงานต่างประเทศแห่งแรกในไต้หวัน และในอีกห้าปีต่อมา Argosy ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้จัดหาสินค้าและบริการรายสำคัญให้กับจีน และสร้างความมั่นคงในตลาดนี้ เมื่อผู้ผลิตเครื่องบินอย่าง Boeing, Sikorsky, Honeywell และ Eurocopter ได้เริ่มหันมาใช้บริการผู้รับจ้างผลิตเอเชียในปี 2000 ทั้งนี้ เพื่อตอบรับกับความต้องการของตลาด Arg osy ได้เปิดสำนักงานในปักกิ่ง ซีอาน และเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน รวมทั้งในเกาหลี มาเลเซีย สิงคโปร์ อินเดีย และออสเตรเลีย ปัจจุบัน Argosy ได้รับการรับรองให้เป็นผู้จัดหาสินค้าและบริการให้แก่ผู้รับจ้างผลิตและ ประกอบเครื่องบินรายใหญ่ทุกรายในเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น

ตลาด ผลิตภัณฑ์และบริการของเรา

Argosy ให้บริการกลุ่มตลาดหลากหลายกลุ่ม แต่มุ่งเน้นเป็นพิเศษไปที่อากาศยาน ยานยนต์ การขึ้นรูปและสร้างต้นแบบสำหรับอุตสาหกรรม และอิเล็กทรอนิกส์ เราให้บริการตลาดเหล่านี้ด้วยเคมีภัณฑ์พิเศษ ได้แก่ เรซิ่นสำหรับทำแม่แบบ กาว สารเคลือบ สารห่อหุ้ม เทปกาวชนิดพิเศษ ฟิล์มกาว รังผึ้ง วัสดุยาแนว เส้นใยพรีเพรก และผ้าทอประสิทธิภาพสูง

แนวทางแก้ปัญหาของ Argosy นำมาสู่บริการที่ครบวงจร ได้แก่ การตัดและประกอบวัสดุ การจัดจำหน่าย Vendor Managed Inventory (VMI) โลจิสติกส์ ประสิทธิภาพพลังงานผ่านทางบริการอาคารสีเขียวที่ครบวงจร ซอฟต์แวร์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิ ต และการสนับสนุนทางเทคนิค งานของเราคือการทำให้ลูกค้าของเราดำเนินการได้ง่ายขึ้นและมีประสิทธิภาพมาก ขึ้น Composites Manufacturing Services ที่แปลกและแตกต่างของ Argosy มุ่งเน้นไปที่การสร้างมูลค่าให้กับลูกค้าด้วยการปรับปรุงต้นทุน ประสิทธิภาพการผลิต และการใช้ประโยชน์จากวัสดุ

Argosy Shanghai Aerospace Materials (ASAM) ในเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ดำเนินการผสมวัสดุเคลือบและให้บริการเคลือบผิวอากาศยาน Argosy XAC Composite Materials (AXAC) ในซีอาน ประเทศจีน ดำเนินการผลิตผลิตภัณฑ์โครงรังผึ้ง และ Argosy Composite Advanced Materials (ACAM) ในเมืองฮันท์สวิลล์ รัฐอลาบามา เป็นโรงงานสำหรับตัดโครงรังผึ้งเพื่อเพิ่มมูลค่า ขณะที่ Argosy Taiwan Aerospace Materials (ATAM) ในเมืองไถจง ไต้หวัน และ Argosy Xian Aerospace Materials (AXAM) ในเมืองซีอาน ประเทศจีนนั้น เป็นโรงงานสำหรับ VMI การตัดวัสดุเชิงประกอบ และการประกอบวัสดุ

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/cg i-bin/mmg.cgi?eid=51316075&lang=en

ติดต่อ:
Argosy International Inc.
Thomas A. Burke
โทร: +1-212-268-0003 ต่อ 107
อีเมล: tburke@argosyinternational.com

มิตซุย เคมิคอล ขยายสิ่งอำนวยความสะดวกในการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ประสิทธิภาพสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

โตเกียว–(บิสิเนส ไวร์)–18 เม.ย. 2016

– เดินหน้าส่งเสริมธุรกิจผลิตภัณฑ์อนามัยเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มสูง ขึ้น

มิตซุย เคมิคอล อิงค์ (TOKYO:4183; ประธานและซีอีโอ: ทสึโตมุ ทันโนวะ) จะขยายสิ่งอำนวยความสะดวกในการผลิตใยสังเคราะห์ประสิทธิภาพสูงที่โรงงานในนา โงย่า (Nagoya Works) ตามรายละเอียดด้างล่าง เพื่อตอบสนองความต้องการผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมระดับพรีเมียมที่จะเพิ่มสูงขึ้นต่อ ไปในอนาคต

ข้อมูลโดยสังเขปของสิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆ

  1. ผลิตภัณฑ์เป้าหมาย: ผ้าใยสังเคราะห์ประสิทธิภาพสูง (สำหรับผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมคุณภาพสูงเป็นหลัก)
  2.  ที่ตั้ง: โรงงานในนาโงย่าของมิตซุย เคมิคอล
  3.  กำลังการผลิตใหม่: 15,000 ตัน/ปี
    (กำลังการผลิตรวมเพิ่มขึ้นจาก 94,000 (ดูที่หมายเหตุ) เป็น 109,000 ตัน/ปี)
    หมายเหตุ:
    บริษัท ซันเร็กซ์ อินดัสตรีส์ จำกัด (เมืองยกไคจิ): 49,000 ตัน/ปี
    บริษัท มิตซุย ไฮยีน แมททีเรียลส์ (ประเทศไทย) จํากัด (ประเทศไทย): 30,000 ตัน/ปี
    บริษัท มิตซุย เคมิคอล นอนวูฟเวน (เทียนจิน) จำกัด (ประเทศจีน): 15,000 ตัน/ปี
  4. กำหนดการ: เริ่มก่อสร้าง: เมษายน 2016
    ก่อสร้างแล้วเสร็จ: พฤศจิกายน 2017 (อาจมีการเปลี่ยนแปลง)
    เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์: มีนาคม 2018 (อาจมีการเปลี่ยนแปลง)

ตามแผนธุรกิจระยะกลางของเรานั้น เรามีเป้าหมายที่จะวางตำแหน่งธุรกิจดูแลสุขภาพให้เป็นหนึ่งในธุรกิจหลักซึ่ง ขับเคลื่อนการเติบโต นอกเหนือไปจากธุรกิจการขนย้าย อาหารและบรรจุภัณฑ์ โดยเราตั้งเป้าที่จะขยายธุรกิจใยสังเคราะห์ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม ธุรกิจดูแลสุขภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ผ้าอ้อมคุณภาพสูง ทั้งในตลาดญี่ปุ่นและทั่วเอเชีย

ตลาดผ้าอ้อมสำเร็จรูปในเอเชียกำลังขยายตัวอย่างต่อเนื่องในแง่ของอุปสงค์ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปเพิ่มขึ้นและการผ่อน คลายนโยบายลูกคนเดียวของจีน นอกจากนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดผ้าอ้อมสำเร็จรูปคุณภาพสูงและประสิทธิภาพสูง ยังได้ส่งผลให้ผู้ผลิตจำนวนหนึ่งพยายามยกระดับการพัฒนาระบบเพื่อเพิ่มการ ผลิต

เพื่อสนับสนุนการจัดหาผ้าใยสังเคราะห์ประสิทธิภาพสูงป้อนให้กับผู้ผลิต ผ้าอ้อมระดับพรีเมียมได้อย่างต่อเนื่อง เราจึงตัดสินใจที่จะเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกในการผลิต ใยสังเคราะห์ประสิทธิภาพสูง และเลือกที่จะเริ่มใช้สิ่งอำนวยความสะดวกใหม่ๆที่โรงงานในนาโงย่า ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการผลิตวัสดุเฉพาะทางของเรา โดยเรามุ่งหวังว่าการใช้ทักษะทางเทคนิคซึ่งพัฒนาขึ้นที่โรงงานในนาโงย่าจะ ช่วยยกระดับกระบวนการผลิตเส้นใยสังเคราะห์ประสิทธิภาพสูง รวมทั้งจะส่งเสริมระบบวิศวกรรมของเราให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

และเพื่อตอบสนองความต้องการผ้าใยสังเคราะห์ประสิทธิภาพสูงในเอเชียต่อไปใน อนาคต เราจึงตั้งเป้าที่จะขยายสิ่งอำนวยความสะดวกในการผลิตเพิ่มเติมอีก ซึ่งจะช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนและคุณภาพ เราเชื่อว่านี่จะเป็นการส่งเสริมตำแหน่งของเราในฐานะผู้นำตลาดใยสังเคราะห์ คุณภาพสูงให้มั่นคงยิ่งขึ้น

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160412006884/en/

ติดต่อ:
มิตซุย เคมิคอล อิงค์
ทากาชิ คาวาโมโตะ
ฝ่ายสื่อสารองค์กร
โทร: +81-3-6253-2100
อีเมล: takashi.kawamoto@mitsuichemicals.com

Toranomon Hills เตรียมเปลี่ยนโฉมครั้งใหญ่เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

โตเกียว–(บิสิเนส ไวร์)–13 เม.ย. 2016

– Mori Building เผยโฉม 3 โครงการปรับภูมิทัศน์เพื่อก้าวสู่ปี 2020 และอนาคต –

Mori Building ผู้นำด้านการปรับภูมิทัศน์เมือง ประกาศโครงการปรับภูมิทัศน์ขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบด้วยการสร้างอาคารสูง 3 หลังรอบอาคาร Toranomon Hills ที่มีอยู่เดิม โดยมุ่งเปลี่ยนให้บริเวณดังกล่าวเป็นศูนย์กลางธุรกิจระดับโลกที่มีความ คึกคักมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะจูงใจให้ทั้งบุคคลและบริษัทต่างๆจากทั่วโลกเข้ามาอาศัย ทำงาน และพักผ่อนกันใน Toranomon

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบ Smart News Release ซึ่งประกอบด้วยสื่อมัลติมีเดียและข่าวฉบับเต็มได้ที่:
http://www.businesswire.com/news/home/20160412006906/en/

Mori Building unveils three redevelopment projects leading up to 2020 and beyond-

Overview of Toranomon Hills (Graphic: Business Wire)
http://mms.businesswire.com/media/20160412006906/en/519044/4/MORI_BUILDING_Toranomon.jpg
ภาพรวมของ Toranomon Hills (กราฟฟิก: บิสิเนส ไวร์)

Toranomon เร่งเดินหน้าสู่การเปลี่ยนแปลง

ในช่วงหลายปีต่อจากนี้ Mori Building จะพัฒนาอาคารสูงแบบผสมผสาน (mixed-use tower) ขึ้นใหม่ 3 อาคาร ซึ่งมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า Toranomon Hills Business Tower, Toranomon Hills Residential Tower และ Toranomon Hills Station Tower โดยอาคารเหล่านี้จะตั้งอยู่โดยรอบตึกToranomon Hills หลังเดิมที่ได้เปิดให้บริการเมื่อเดือนมิถุนายน 2014

เมื่อสร้างแล้วเสร็จ ย่าน Toranomon Hills จะมีพื้นที่รวมอยู่ที่ประมาณ 7.5 เฮกตาร์ ประกอบไปด้วยอาคาร Toranomon Hills จำนวน 4 หลัง สถานีขนส่งใหม่ ถนน และพื้นที่สีเขียว โดยจะมีพื้นที่ในแต่ละชั้นรวม 800,000 ตารางเมตร ซึ่งมีขนาดใกล้เคียงกับพื้นท ี่ของ Roppongi Hills ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่สำนักงานประมาณ 300,000 ตารางเมตร และพื้นที่ค้าปลีกอีก 26,000 ตารางเมตร นอกจากนี้ พื้นที่ของ Toranomon Hills ยังจะเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินสาย Hibiya Line สถานีใหม่ และสถานีรถโดยสารด่วนพิเศษ หรือ Bus Rapid Transit (BRT) แห่งใหม่ ซึ่งจะเชื่อมต่อใจกลางกรุงโตเกียวและอ่าวโตเกียว

ผลจากการเร่งการปรับภูมิทัศน์ทำให้ขณะนี้โครงการของ Mori ในการปรับปรุงพื้นที่ของ Toranomon Hills เริ่มมองเห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว โดยนับตั้งแต่มีการเปิดใช้อาคาร Toranomon Hills ปัจจุบันราคาที่ดินได้พุ่งสูงขึ้นราว 34.4 % และมีจำนวนผู้ใช้สถานี Toranomon Station เพิ่มขึ้น 7% ทั้งนี้ คาดว่าพื้นที่สำนักขนาดใหญ่ซึ่งจะได้รับการพัฒนาขึ้นในโครงการนี้ จะทำให้มีผู้ที่ทำงานในย่าน Toranomon Hills เพิ่มขึ้น 3 เท่า เป็น 30,000 คน ขณะเดียวกันมีการคาการณ์ว่า โครงการซึ่งดำเนินงานโดย Mori และผู้พัฒนารายอื่นๆในพื้นที่ของ Toranomon จะทำให้มีพื้นที่สำนักงานใหม่ในช่วง 10 ปีข้างหน้าเพิ่มขึ้นมากกว่าที่เพิ่มขึ้นตลอด 30 ปีที่ผ่าน มา

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ด้วยว่าจำนวนผู้พักอาศัยในบริเวณดังกล่าวจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจาก Toranomon Residential Tower จะมีพื้นที่พักอาศัยถึงราว 600 ยูนิต นอกจากนี้ ทางโครงการยังได้มีการพัฒนาพื้นที่สีเขียวขนาดยักษ์ครอบคลุมพื้นที่ 15,000 ตารางเมตร ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าจากพื้นที่ปัจจุบันที่มีขนาด 6,000 ตารางเมตร โดยโครงการดังกล่าวจะสร้างเครือข่ายสีเขียวซึ่งเชื่อมต่อระหว่าง Toranomon Hills ไปยังเนิน Mt. Atago และย่าน Atago Green Hills ที่อยู่ใกล้เคียง ก่อให้เกิดเป็นเกาะทางธรรมชาติที่สร้างความสดชื่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“ทั้งเมืองและชาวเมืองต่างก็ต้องมีการพัฒนาอยู่เสมอ เพื่อให้เมืองมีอำนาจมากขึ้นในการดึงดูดบุคคลและบริษัทจากทั่วทุกมุมโลก” Shingo Tsuji ซีอีโอของ Mori Building กล่าว “เราเชื่อมั่นว่า ย่าน Toranomon Hills จะยังคงกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อมต่อไป ด้วยการสร้างให้พื้นที่แห่งนี้เป็นศูนย์กลางของธุรกิจนานาชาติ ซึ่งจะเสริมให้ท ั้งเมืองโตเกียวมีความคึกคักและแข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

อาคารสูงแบบผสมผสาน และสถานีขนส่งแห่งใหม่ ก่อกำเนิดเป็น “ประตูสู่โตเกียว”

Mori ได้มองภาพโครงการนี้ออกเป็นโครงสร้างต่างๆที่สัมพันธ์กันอย่างกลมกลืน โดยจะเชื่อมต่อการคมนาคมทุกรูปแบบเข้าไว้ด้วยกันอย่างราบรื่น ทำให้ Toranomon กลายเป็นประตูสู่โตเกียว และศูนย์กลางของธุรกิจนานาชาติ

“เราเชื่อในพลังของคนเราในการเปลี่ยนโฉมเมืองที่ตนเองอยู่ สิ่งที่พวกเราจะทำนั้นคือการทำให้ Toranomon Hills ไม่เป็นเพียงแค่สถานที่สำหรับทำธุรกิจ แต่ยังเป็นชุมชนที่อุ้มชูและเชื่อมต่อผู้คนหลากหลายจากที่ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ตามแนวคิดการออกแบบเมืองในรูปแบบสวนแนวตั้ง หรือ Vertical Garden Cities อันเป็นเอกลักษณ์ของเรา โดยเน้นการใช้โครงสร้างอาคารสูงและพื้นที่ใต้ดินอย่างชาญฉลาดเพื่อเพิ่ม ประสิทธิภาพของโครงสร้างพื้นฐานและผนวกรวมบทบาทหน้าที่ต่างๆของ เมือง” Shingo Tsuji กล่าว

Toranomon Hills Business Tower จะมีพื้นที่สำนักงานประมาณ 94,000 ตารางเมตร โดยมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2019 อาคารสูง 36 ชั้นแห่งนี้จะเป็นที่ตั้งของศูนย์นวัตกรรม หรือ Innovation Center พื้นที่สำนักงาน ร้านทำผม และห้องสัมมนาสำหรับนักลงทุนและฝ่ายพัฒนาธุกิจของบริษัทชั้นนำต่างๆ และเพื่อให้อาคารมีการออกแบบที่เป็นสากลและทันสมัย Mori จึงได้ว่าจ้าง Christoph Ingenhoven สถาปนิกชาวเยอรมัน ให้เป็นผู้ควบคุมการออกแบบภายนอกอาคาร และ Masamichi Katayama มัณฑนากรแถวหน้าของญี่ปุ่น ให้เป็นผู้รับผิดชอบการออกแบบภายในตัวอาคาร

อาคารแห่งนี้ยังจะเป็นที่ตั้งของสถานี BRT แห่งใหม่ที่เชื่อมต่อใจกลางกรุงโตเกียว อ่าวโตเกียว และสถานที่จัดการแข่งขันโอลิมปิกและพาราลิมปิก 2020 ที่กรุงโตเกียวเป็นเจ้าภาพ รวมทั้งเป็นที่ตั้งของสถานีรถรับส่งสนามบิน หรือ Airport Limousine แห่งใหม่ ซึ่งจะเชื่อมต่อ Toranomon กับสนามบินนานาชาติของกรุงโตเกียว สำหรับรถด่วน BRT นั้นจะสามารถรับส่งผู้โดยสารได้ราว 3,000 คนต่อชั่วโมง และคาดว่าจะเป็นช่องทางคมนา คมที่สำคัญสำหรับนักกีฬาและผู้ชมจากนานาประเทศในระหว่างการแข่งขันกีฬาดัง กล่าว

Toranomon Hills Residential Tower จะประกอบด้วยที่พักอาศัยระดับพรีเมียม 600 ยูนิต ซึ่งมีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2019 โดยจะทำให้จำนวนที่พักอาศัยในย่าน Toranomon Hills เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 800 ยูนิต ทั้งนี้ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติแบบระยะยาว อาคารสูง 56 ชั้นแห่งนี้จะนำเสนอห้องพักขนาดใหญ่และเซอร์วิสอพาร์ทเมนท์ที่เพียบพร้อม ด้วยบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เช่น ห้องน้ำในตัวสไตล์ตะวันตก สปา ฟิตเนส สถานรับเลี้ยงเด็ก และบริการพนักงานที่พูดได้ 2 ภาษา ตลอด 24 ชั่วโมง สำหรับการออกแบบภายในของอาคารนั้น ทางบริษัทได้ว่าจ้าง Tony Chi นักออกแบบจากนิวยอร์ก ผู้เคยออกแบบโรงแรม Grand Hyatt Tokyo และ Andaz Tokyo มาแล้ว ในขณะเดียวกัน Christoph Ingenhoven จะรับหน้าที่ออกแบบภายนอกของอาคารแห่งนี้ โดยมุ่งเน้นให้สัมพันธ์กันอย่างกลมกลืนกับอาคาร Toranomon Hills Business Tower และ Toranomon Hills ที่สร้างอยู่ก่อนแล้ว

Toranomon Hills Station Tower จะเป็นอาคารที่มีลักษณะเฉพาะตัวที่รวมเอาอาคารสูงแบบผสมผสานที่สร้างโดย Mori และสถานีรถไฟใต้ดินแห่งใหม่ที่สร้างโดย Urban Renaissance Agency เข้าไว้ด้วยกัน โดยอาคารแห่งนี้จะเชื่อมกับสถานีรถไฟใต้ดินสาย Hibiya Line สถานีใหม่ที่จะเริ่มเปิดให้บริการในบางส่วนในปี 2020 และยังมีสวนลอยที่เชื่อมกับบริเวณอื่นๆผ่านอาคาร Toranomon Hills หลังเดิมอีกด้วย ด้วยสไตล์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Mori Building ในการพัฒนาอาคารแบบครบวงจร ผู้มาเยือน ผู้ที่ทำงานและผู้อยู่อาศัยในย่านนี้และทั่วทั้งเมืองนี้ จึงจะได้สัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่เขียวชอุ่ม พร้อมๆไปกับการเดินทางสัญจรที่สะดวกสบาย โครงการนี้จะได้รับการออกแบบโดย Shohei Shigematsu แห่ง OMA ร่วมกับ Rem Koolhaas ประธานผู้ก่อตั้ง ทั้งนี้ Toranomon Hills Station Tower ยังอยู่ในขั้นตอนของการสรุปรายละเอียด และมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2022

สำหรับระบบคมนาคมบนดิน อาคาร Toranomon Hills จะยังคงเป็นประตูที่นำไปสู่ถนนวงแหวนหมายเลข 2 ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่จะเชื่อ มตั้งแต่ย่าน Shimbashi ไปจนถึง Toyosu เมื่อแล้วเสร็จในปี 2020 และจะทำให้พื้นที่แถบนี้เชื่อมต่อโดยตรงกับบริเวณอ่าวโตเกียวที่มีการพัฒนา อย่างรวดเร็ว

ในอนาคต Mori Buildings จะยังคงรับผิดชอบโครงการปรับภูมิทัศน์ขนาดใหญ่ใน Toranomon และพื้นที่โดยรอบ รวมทั้งสิ้น 10 โครงการ โดยมีอาคาร 3 หลังนี้เป็นหัวใจสำคัญ

รับชมข้อมูลเพิ่มเติม และดาวน์โหลดรูปภาพ/วิดีโอ:
www.mori.co.jp/dl/image.zip
www.mori.co.jp/dl/video.zip

รับชมวิดีโออย่างเป็นทางการบนยูทูบ:
https://www.youtube.com/watch?v=SuzeIhU47Yc

เกี่ยวกับ Mori Building

Mori Building Co., Ltd. ตั้งอ ยู่ในกรุงโตเกียว บริษัทสร้างสรรค์แนวคิดที่แปลกใหม่สำหรับการอยู่อาศัยในเมืองทั่วทั้ง ญี่ปุ่นและเอเชีย ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้พัฒนาภูมิทัศน์เมืองระดับแนวหน้าของญี่ปุ่น Mori Building ได้มีส่วนร่วมในการปรับภูมิทัศน์เมือง การให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ การบริหารจัดการและการให้คำปรึกษา ซึ่งครอบคลุมทั้งสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ สำนักงาน และที่พักอาศัยระดับสูง ตัวอย่างเช่นย่าน Roppongi Hills ในโตเกียว และ Shanghai World Financial Center ทั้งนี้ Mori Building ก่อตั้งขึ้นในปี 1959 กรุณาเยี่ยมชม www.mori.co.jp/en

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160412006906/en/

ติดต่อ:
สำหรับสื่อมวลชน
Weber Shandwick
Rutsuko Nakajima / Masashi Nonaka
โทร. +81-90-9006-2769 / +81-80-1037-7879
อีเมล: moribldg@webershandwick.com