ธุรกิจออนไลน์วิดีโอในเอเชียแปซิฟิค คาดกวาดรายได้ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2564

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ฮ่องกง, สิงคโปร์ และมุมไบ–19 เม.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Media Partners Asia (MPA) คาดว่า รายได้ของวิดีโอออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค จะอยู่ที่ระดับ 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2564 โดยอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปีจะอยู่ที่ 22% จาก 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปีนี้ ซึ่งประเทศจีนจะยังคงเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุด โดยคิดเป็นสัดส่วน 76% ของรายได้ในปี 2563 สำหรับญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, เกาหลี และอินเดียนั้น จะยังคงเป็นตลาดที่สำคัญเช่นกัน โดยมีมูลค่ารายได้จากวิดีโอออนไลน์ในภูมิภาครวม 17% ในปี 2564

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnvar/20160418/8521602480

รายงานที่ชื่อว่า Asia Pacific Online Video Distribution นี้ ครอบคลุมตลาดในเอเซียแปซิปิก 14 แห่ง โดยเก็บข้อมูลจากการเติบโตของโฆษณา การสมัครสมาชิกวิดีโอออนไลน์ เครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และบรอดแบนด์ Vivek Couto ผู้อำนวยการบริหารของ MPA แสดงความเห็นต่อข้อมูลดังกล่าวว่า

“การเติบโตของบรอดแบนด์ผนวกกับการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไปในส่วนของการออกใบอนุญาตด้านคอนเทนต์นั้น จะกระตุ้นความต้องการวิดีโอออนไลน์ให้เพิ่มสูงขึ้น อย่างไรก็ดี การเผยแพร่คอนเทนต์ของผู้ผลิตสื่อออนไลน์ในระดับท้องถิ่นยังไม่ตื่นตัวเท่าที่ควร โดยเฉพาะในพื้นที่รอบนอกของประเทศจีน อินเดีย และเกาหลี อันถือเป็นประเด็นสำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ซึ่งเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ทว่าตลาดส่วนใหญ่มีฐานรองรับเครือข่ายน้อย ผู้ประกอบการโทรคมนาคมในตลาดเหล่านี้ลงทุนในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และผนวกรวมแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์แบบรับสมัครสมาชิก ซึ่งเอื้อให้ผู้ประกอบการวิดีโอออนไลน์ใช้ประโยชน์จากการเรียกเก็บเงินผู้ให้บริการ, เอาชนะข้อจำกัดของตลาดในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานการชำระเงิน ซึ่งถือเป็นเดิมพันในการผลักดันการดูวิดีโอออนไลน์ในระยะสั้น และ ARPUs ในระยะยาว”

การโฆษณาผ่านวิดีโอออนไลน์คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 15% สำหรับการใช้จ่ายและสื่อดิจิตอลในเอเชียแปซิฟิฟในปี 2558 และจะเพิ่มเป็น 22% ในปี 2564 สำหรับยอดขายโฆษณาผ่านวิดีโอออนไลน์จะเพิ่มขึ้นแตะที่ประมาณ 2.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564 เมื่อเทียบกับ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 19% ซึ่งในปี 2564 จีนจะสามารถครองส่วนแบ่งมากกว่า 70% ของสัดส่วนการโฆษณาวิดีโอออนไลน์ทั้งหมด

ในส่วนของการสมัครใช้บริการระบบภาพยนตร์ตามสั่งแบบออนไลน์ (SVOD) นั้น MPA คาดว่า จะมีลูกค้าเพิ่มขึ้นจาก 177 ล้านคนในปีนี้ เป็น 360 ล้านคนในปี 2564 โดยที่จีนยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุด สำหรับรายได้จาก SVOD นั้นจะอยู่ที่ 1.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2564 คิดเป็นอัตราการเติบโตโดยเฉลี่ยต่อปีที่ 28% จากมูลค่า 3.7 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้ และจีนก็ยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่สุดเช่นเดิม โดยจะครองส่วนแบ่งมากกว่า 80%ในปี 2564 ด้าน SVOD ในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้นั้นจะเติบโตอย่างรวดเร็วบนฐานระดับต่ำ รายได้แตะที่ประมาณ 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2564

รายได้จากบรอดแบนด์ในภูมิภาคเอเซียแปซิฟิก จะแตะที่ 345 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ และเพิ่มเป็น 425 ล้านดอลลาร์ในปี 2564  การเข้าถึงบรอดแบนด์ระดับครัวเรือนโดยเฉลี่ยจะขยายตัวจากระดับ 35% ในปีนี้ เป็น 41%ในปี 2564 ประชากรในภูมิภาคนี้จะเข้าถึงเครือข่ายบรอดแบนด์ผ่านมือถือถึง 79% ในปี 2564 จากระดับ 46% ในปีนี้

          ข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ Lavina Bhojwani: 

          อีเมล lavina@media-partners-asia.com

          เกี่ยวกับ Media Partners Asia

          Media Partners Asia (MPA) วิเคราะห์อุตสาหกรรมสื่อและโทรคมนาคมอย่างครอบคลุมในหลายด้าน ให้บริการด้านสถิติ การวิจัย และข้อมูลเชิงลึก ซึ่งช่วยให้ธุรกิจขยายกิจการไปยังตลาดใหม่ๆ และประเมินมาตรฐานการปฏิบัติงานของตนเอง รวมถึงการวางแผนสำหรับอนาคต ลูกค้าของ MPA มีทั้งเจ้าของสื่อและโทรคมนาคม, ผู้จัดจำหน่าย, ผู้กำหนดนโยบาย, องค์กรทางการค้า บริษัทด้านทคโนโลยี และสถาบันการเงิน  

          Mike Savage

          บรรณาธิการ, Media Business Asia

          www.mediabusinessasia.com

          รองประธานฝ่ายเนื้อหา, Media Partners Asia

          www.media-partners-asia.com

          โทร: +852 2815 8715, +852 2815 8710

          อีเมล: mike@media-partners-asia.com

          ทวิตเตอร์: @MediaBizAsia

          Media Partners Asia Limited, Suite 13A, 50 Stanley Street, Hong Kong

          รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160418/8521602480

บรรยายภาพ:  MPA, การเผยแพร่วิดีโอออนไลน์ในเอเชียแปซิฟิค เมษายน 2559

เอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์ เสนอแพ็คเกจทัวร์ “New Premium Experience” ชวนนักท่องเที่ยวท่องตึกไอคอนระดับโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวยอร์ก–19 เม.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          เอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์ อิงค์ (Empire State Realty Trust, Inc.) (NYSE: ESRT) ประกาศเปิดตัวแพ็คเกจ “The Empire State Building Premium Experience”  ซึ่งเป็นแพ็คเกจนำเที่ยวสุดพิเศษที่จะนำแขกผู้มาเยือนพบกับตึกเอ็มไพร์ สเตท ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางที่เป็นไอคอนระดับสากล

          แพ็คเกจ The Premium Experience นี้ มีให้บริการในจำนวนที่จำกัด ระยะเวลาที่จำกัด ผู้สนใจสามารถเข้าไปจองผ่านช่องทางออนไลน์ได้ที่http://www.esbnyc.com/ โดยจะมีการจัดกลุ่มนักท่องเที่ยวสูงสุดกลุ่มละ 7 คน ไปเยี่ยมชมตึกเอ็มไพร์สเตท (ESB) ทั้งตึก ครอบคลุมถึงบริเวณล็อบบี้ Art Deco ที่ได้รับการปรับปรุงใหม่ บริเวณ Celebrity Walk ของตึกซึ่งนำเสนอเหล่าคนดังและผู้มีเกียรติต่าง ๆ ที่เคยเดินทางมาเยี่ยมชมตึกนี้ที่บริเวณนี้ บริเวณจัดแสดง Sustainability Exhibit ซึ่งจะมีการจัดแสดงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอันล้ำยุคของตึกซึ่งคว้ารางวัลมาแล้ว บริเวณจัดแสดง “Dare to Dream” ซึ่งเป็นการจัดแสดงประวัติการก่อสร้างตึกแห่งนี้ บริเวณจุดชมวิวแบบเปิดโล่งบนชั้น 86 และปิดท้ายด้วยจุดชมวิวชั้น 102 ที่จะทำให้ผู้เยี่ยมชมได้เพลิดเพลินไปกับทิวทัศน์ของนครนิวยอร์กได้แบบ 360 องศา เจ้าหน้าที่จุดชมวิวของตึกเอ็มไพร์สเตทสามารถจัดการทัวร์ตึกในแต่ละครั้งตามรูปแบบที่ลูกค้าสนใจได้ โดยลูกค้าจะสามารถเยี่ยมชมบริเวณใหม่ ๆ หรือเรียนรู้เรื่องราวและเกร็ดความรู้อื่น ๆ ซึ่งอาจจะไม่เกิดขึ้นในระหว่างการเยี่ยมชมแบบธรรมดา อีกทั้งยังจะได้อยู่ในบริเวณที่ลูกค้าคิดว่าต้องการจะดื่มด่ำประสบการณ์ครั้งสำคัญให้มากที่สุดได้ด้วยเช่นกัน

          “แพ็คเกจ “The Empire State Building Premium Experience” จะมอบประสบการณ์การเรียนรู้ที่มีความเฉพาะตัวและเป็นส่วนตัวให้แก่ลูกค้าที่ต้องการสัมผัสกับไอคอนของนครนิวยอร์กที่โด่งดังระดับนานาชาติในรูปแบบเฉพาะและเป็นส่วนตัว” นาย  Jean-Yves Ghazi ผู้อำนวยการฝ่ายจุดชมวิวกล่าว “แพ็คเกจดังกล่าวจะมอบช่องทางการเยี่ยมชมแบบพิเศษที่จำกัดจำนวน จำกัดเวลาในแต่ละวัน และมอบประสบการณ์ในการเยี่ยมชมตึกที่โด่งดังที่สุดในโลกแห่งนี้อย่างใกล้ชิด”

          แพ็คเกจ  The Empire State Building Premium Experience ครอบคลุมด้านต่างๆ ดังนี้:

          – การนำเที่ยวโดยเจ้าหน้าที่จุดชมวิวของตึกเอ็มไพร์ สเตท รวมไปถึงการได้สิทธิพิเศษในการเข้าชมบริเวณพิเศษตลอดการเดินเที่ยวชมเป็นระยะเวลา 90 นาที

          – รับรูปถ่ายเป็นที่ระลึก

          – ได้รับประสบการณ์การเยี่ยมชมตึกอย่างใกล้ชิดด้วยจำนวนผู้เยี่ยมชมสูงสุดเพียง 7 คน ต่อกลุ่มเท่านั้น

          เพื่อเป็นการยกระดับประสบการณ์ ขอแนะนำให้ลูกค้าดาวน์โหลดแอปสมนาคุณแบบมัลติมีเดียจากตึกเอ็มไพร์ สเตท ก่อนที่จะทำการเยี่ยมชมได้ที่iTunes และ Google Play

          แพ็คเกจ The Premium Experience มีให้บริการเพียงวันละ 3 ครั้งเท่านั้น โดยมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 150 ดอลลาร์/คน ลูกค้าสามารถสำรองด้วยการจองผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้นที่: https://ticketing.esbnyc.com/webstore/Shop/ViewItems.aspx?CG=VIP&C=VIP

          เกี่ยวกับตึกเอ็มไพร์สเตท

          ตึกเอ็มไพร์สเตทมีความสูงถึง 1,454 ฟุต (จากฐานถึงเสาอากาศ) เหนือย่านมิดทาวน์แมนฮัตตัน อาคารแห่งนี้เป็นของบริษัท เอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์ อิงค์ และเป็น “อาคารสำนักงานที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก” ด้วยการลงทุนใหม่ๆด้านการประหยัดพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่สาธารณะ และภูมิทัศน์ ตึกเอ็มไพร์สเตท สามารถดึงดูดผู้เช่าชั้นหนึ่งจากหลากหลายวงการทั่วโลก นอกจากนี้ เทคโนโลยีการแพร่ภาพกระจายเสียงที่แข็งแกร่งของตึกเอ็มไพร์สเตทสามารถรองรับสถานีโทรทัศน์และวิทยุที่สำคัญๆในมหานครนิวยอร์ก ตึกเอ็มไพร์สเตทได้รับการจัดอันดับให้เป็นอาคารยอดนิยมของสหรัฐอเมริกาโดยสถาบันสถาปัตยกรรมแห่งอเมริกา ส่วนหอสังเกตการณ์ของตึกเอ็มไพร์สเตทก็เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้ชื่นชอบมากที่สุดในโลก และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของภูมิภาค สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตึกเอ็มไพร์สเตท โปรดเยี่ยมชม www.empirestatebuilding.com ,www.facebook.com/empirestatebuilding , @EmpireStateBldg , www.instagram.com/empirestatebldg , www.youtube.com/esbnyc หรือwww.pinterest.com/empirestatebldg/

          เกี่ยวกับเอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์

          เอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์ อิงค์ (NYSE: ESRT) คือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ โดยเป็นผู้ครอบครอง บริหารจัดการ ดำเนินงาน เข้าซื้อ และรีโพสิชั่นอาคารสำนักงานและห้างค้าปลีกบนเกาะแมนฮัตตันรวมถึงมหานครนิวยอร์ก ซึ่งรวมไปถึงตึกเอ็มไพร์สเตท อาคารสำนักงานที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก เอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก บริษัทมีสำนักงานและอาคารค้าปลีกให้เช่าเป็นพื้นที่รวมกัน 10.1 ล้านตารางฟุต โดยนับตั้งแต่วันที่ 31 ธ.ค. 2558 ประกอบด้วยพื้นที่ให้เช่า 9.4 ล้านตารางฟุตในอาคารสำนักงาน 14 แห่ง แบ่งเป็นบนเกาะแมนฮัตตัน 9 แห่ง ในเขตแฟร์ฟิลด์ รัฐคอนเนตทิคัต 3 แห่ง และในเขตเวสต์เชสเตอร์ รัฐนิวยอร์กอีก 2 แห่ง นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าประมาณ 724,000 ตารางฟุต

          ข้อความคาดการณ์ล่วงหน้า

          ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วย “ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์อนาคต” ซึ่งอาจจำแนกได้ด้วยการใช้คำว่า “เชื่อ” “คาด” “อาจ” “จะ” “ควร” “แสวงหา” “ประมาณ” “ตั้งใจ” “วางแผน” “เสนอ” “คาดคะเน” “พิจารณา” “มุ่งหมาย” “เดินหน้า” “น่าจะ” หรือ “คาดหวัง” หรือคำและวลีอื่นๆที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน ปัจจัยต่อไปนี้ และอื่นๆ อาจจะทำให้ผลลัพธ์จริงและเหตุการณ์ในอนาคตมีความแตกต่างไปจากที่ได้ระบุไว้ในข้อความคาดการณ์ ปัจจัยเหล่านี้รวมอยู่ในรายงานประจำปีของบริษัทบนแบบฟอร์ม Form 10-K สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 รวมถึงปัจจัยที่อยู่ภายใต้หัวข้อ “Risk Factors,” “Management’s Discussion and Analysis of Financial Condition and Results of Operations”, “Business” และ “Properties” แม้ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์อนาคตจะสะท้อนถึงความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจของบริษัท แต่ข้อความดังกล่าวไม่สามารถรับประกันผลการดำเนินงานในอนาคตได้ บริษัทไม่มีภาระผูกพันในการเผยแพร่ข้อความคาดการณ์ที่ได้รับการปรับปรุงหรือแก้ไขเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงในสมมติฐานหรือปัจจัยพื้นฐาน หรือข้อมูล สถิติ หรือระเบียบวิธีใหม่ๆ เหตุการณ์ในอนาคต หรือการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ หลังจากวันที่จัดทำข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ เว้นแต่เป็นไปตามบังคับของกฎหมาย สำหรับการอภิปรายเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้ และอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ ผลการดำเนินงาน หรือรายการธุรกรรมของบริษัทในอนาคต สามารถดูได้ภายใต้หัวข้อ “Risk Factors” ในรายงานประจำปีของบริษัทบน Form 10-K สำหรับปีงบการเงินสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2557 รวมทั้งความเสี่ยงอื่นๆที่อธิบายอยู่ในเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ ผู้ลงทุนที่มีความสนใจไม่ควรยึดถือข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์อนาคตมากเกินควร เนื่องจากข้อความคาดการณ์อ้างอิงจากข้อมูลที่ทางบริษัทมีอยู่ ณ ปัจจุบัน (หรือเป็นข้อมูลที่ได้จากบุคคลที่สามซึ่งเป็นผู้จัดทำข้อความคาดการณ์)

คริสตัล ลากูนส์ จับมือ สตีฟ วินน์ ผู้สร้างลาสเวกัส เนรมิตชายหาดน้ำใสดุจคริสตัล ณ เมืองหลวงแห่งความบันเทิงของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลาสเวกัส–19 เม.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          คริสตัล ลากูนส์ (Crystal Lagoons) ประสบความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ในระดับนานาชาติ ด้วยการคว้าโปรเจคใหม่ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา เมืองหลวงแห่งความบันเทิงของโลกที่มีทุกสิ่งพร้อมสรรพ ขาดก็แต่เพียงไลฟ์สไตล์บนชายหาด ซึ่งแนวคิดและเทคโนโลยีของคริสตัล ลากูนส์ กำลังจะตอบโจทย์ให้กับเรื่องนี้

 Crystal Lagoons concept - Idyllic beach life and water sports / Crystal Lagoons concept - Idyllic beach life and water sports (PRNewsFoto/Crystal Lagoons)

Crystal Lagoons concept – Idyllic beach life and water sports (PRNewsFoto/Crystal Lagoons)

          รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160411/353917

The scientist Fernando Fischmann / The scientist Fernando Fischmann (PRNewsFoto/Crystal Lagoons)

The scientist Fernando Fischmann (PRNewsFoto/Crystal Lagoons)

          รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160411/353918

          คริสตัล ลากูนส์ ผนึกความร่วมมือกับ สตีฟ วินน์ นักคิดนักวางแผนผู้อยู่เบื้องหลังแนวคิดในการสร้างสรรค์ลาสเวกัส ให้เป็นมหานครความบันเทิงระดับโลกสำหรับผู้ใหญ่ โดยทางคริสตัล ลากูนส์ จะเนรมิตบึงน้ำใสดุจคริสตัลขนาดมหึมา ติดถนนสาย “Strip” อันโด่งดัง ซึ่งเป็นถนนสายหลักของเมือง

          ความเคลื่อนไหวดังกล่าวแสดงถึงการยอมรับจากทั่วโลกถึงความสำเร็จของ คริสตัล ลากูนส์ ในตลาดสหรัฐ ซึ่งทางบริษัทเข้ามาเจาะตลาดเพียงปีเดียว แต่สามารถทำสัญญาโครงการได้แล้วถึง 11 โครงการ และประเมินว่าจะคว้าโครงการในรัฐต่างๆของสหรัฐได้อีก 44 โครงการ รวมมูลค่าการลงทุนประมาณ  5.34 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

          สำหรับโปรเจคลาสเวกัสของคริสตัล ลากูนส์ มีจุดเด่นพิเศษ นั่นคือการตั้งอยู่บนที่ดินของสนามกอล์ฟเพียงแห่งเดียวในย่านกลางเมือง สถานที่ก่อสร้างของโครงการนี้จะแปลงสภาพกลายเป็นบึงน้ำใสดุจคริสตัล ขนาด 12.1 เฮกตาร์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวย่างสำคัญในสหรัฐ และเป็นตอกย้ำความสำเร็จระดับโลกอีกครั้งหนึ่งของบริษัท ในฐานะ “ผู้ให้บริการสิ่งอำนวยความสะดวกชั้นนำของโลก” ซึ่งกำลังเดินหน้าสร้างความสำเร็จอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ในประเทศที่ทุ่มเทให้กับกอล์ฟ

          ด้วยเนื้อที่ถึง 12.1 เฮกตาร์ ทำให้บึงนำใสประดุจคริสตัลแห่งนี้ขึ้นแท่นบึงน้ำใสขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐที่บริษัทได้ดำเนินการก่อสร้าง โดดเด่นด้วยการออกแบบที่ล้ำสมัย พร้อมเกาะกลางบึง เรือกอนโดลา งานแสดงดอกไม้ไฟซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกวัน กิจกรรมกีฬาทางน้ำอันตื่นเต้นเร้าใจ ตลอดจนโรงแรม ศูนย์การประชุม แหล่งช็อปปิ้ง และศูนย์กลางอาหารเลิศรสที่จะรายล้อมบึงน้ำใสแห่งนี้

          อูริ แมน ซีอีโอของ คริสตัล ลากูนส์ ยูเอสเอ กล่าวว่า “โครงการความร่วมมือนี้นำเสนอโอกาสที่ยิ่งใหญ่มาก เมื่อพิจารณาจากโครงการรีสอร์ทแห่งสำคัญของโลกที่สตีฟ วินน์ มีส่วนร่วมอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะในลาสเวกัส มาเก๊า (ประเทศจีน) และอื่นๆ สูตรสำเร็จของเขาคือการนึกภาพเมืองสักแห่งที่อุทิศให้กับความบันเทิงโดยเฉพาะ อย่างเช่น ดิสนีย์ เวิลด์ เพียงแต่เป็นความบันเทิงสำหรับผู้ใหญ่จากทั่วทุกมุมโลก โดยเป็นแหล่งรวมโรงแรมหรู คาสิโน ร้านค้า และโรงภาพยนตร์ระดับเวิลด์คลาส” ซึ่ง Bellagio, The Mirage, The Golden Nugget และ Treasure Island คือส่วนหนึ่งของรีสอร์ทที่มีชื่อเสียงที่สุดของวินน์

          อูริ แมน กล่าวทิ้งท้ายว่า “โปรเจคของคริสตัล ลากูนส์ในลาสเวกัสจะทำให้ความฝันของผู้ก่อตั้งบริษัทเป็นจริง เนื่องจากแต่แรกเริ่มเลยนั้น เฟอร์นันโด ฟิสช์แมนน์ ได้เคยวาดฝันที่จะเนรมิตรบึงน้ำใสขนาดใหญ่ในมหานครแห่งความบันเทิงและความหรูหราระดับโลก เช่นที่ดูไบและลาสเวกัส”

          เว็บไซต์: www.crystal-lagoons.comwww.fernandofischmann.com

          วิดีโอแนะนำองค์กร: https://www.youtube.com/watch?v=6tff6t0FKA8&feature=youtu.be

          สื่อมวลชนติดต่อ: Quorum Comunicaciones: +56-2-22291886/ info@quorumcomunicaciones.cl

Adtile จับมือเป็นพันธมิตร Singapore Press Holdings มุ่งยกระดับธุรกิจบนเวทีโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซานดิเอโก18 เม.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Adtile เผยเทคโนโลยีระบบนำทางยูสเซอร์อินเตอร์เฟซ (UI) แบบ Multiple Panel Touch ได้รับการอนุมัติจากสำนักสิทธิบัตรแห่งสหรัฐอเมริกา

Adtile Technologies ได้ระดมทุนอีก 2 ล้านดอลลาร์ จากเดิมที่ได้มีการระดมทุน Series A จากบรรดานักลงทุนภาคเอกชน เพื่อให้กิจการขยายตัวและสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างรวดเร็วต่อไป

Adtile Technologies ผู้สร้างสรรค์โฆษณาแบบ Motion Ads บนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตระดับรางวัล ประกาศตัวเป็นพันธมิตรกับ Singapore Press Holdings (SPH) องค์กรสื่อชั้นแนวหน้าของเอเชีย พร้อมแผนระดมทุนอีก 2 ล้านดอลลาร์ ซึ่งต่อยอดจากการระดมทุนรอบ Series A จากบรรดานักลงทุนภาคเอกชน นอกจากนี้ Adtile ยังได้รับการอนุมัติจากสำนักสิทธิบัตรสหรัฐ สำหรับเทคโนโลยีระบบนำทางยูสเซอร์อินเตอร์เฟส (UI) แบบMultiple Panel Touch ด้วย

Adtile Technologies motion / Adtile Expands Global Reach with Singapore Press Holdings Partnership for motion ads on smart phones (PRNewsFoto/Adtile Technologies)

Adtile Expands Global Reach with Singapore Press Holdings Partnership for motion ads on smart phones (PRNewsFoto/Adtile Technologies)

รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160411/353838

Adtile Technologies logo / Adtile Technologies (PRNewsFoto/Adtile Technologies)

Adtile Technologies (PRNewsFoto/Adtile Technologies)

โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160411/353837LOGO

sph logo Logo / SPH Digital (PRNewsFoto/Adtile Technologies)

SPH Digital (PRNewsFoto/Adtile Technologies)

โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160411/353836LOGO

ด้วยการจับมือเป็นพันธมิตรกับ Adtile ทาง SPH จะสามารถนำเสนอช่องทางการใช้ Motion Ads ของ Adtile ให้กับเหล่านักโฆษณาในแคมเปญโฆษณาผ่านมือถือ โดย Motion Ads ของ Adtile นั้นมีอัตราการเข้าร่วม (Engagement Rate) เฉลี่ยที่ 30% ขณะที่มีระยะเวลาในการมีส่วนร่วม (Participation Time) ที่ 23 วินาที และอัตราการคลิกโฆษณา (CTR) เฉลี่ย 5% ซึ่งเป็นตัวเลขที่แทบจะไม่ปรากฎให้เห็นในวงการโฆษณาบนมือถือ

หนึ่งในนวัตกรรมที่เรียกได้ว่ายิ่งใหญ่เป็นอันดับต้นๆสำหรับ Adtile ในปี 2558 ทั้งยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในการเป็นพันธมิตรกับ Singapore Press Holdings ได้แก่ แพลตฟอร์มโฆษณาที่ทำงานบนระบบคลาวด์ของ Adtile อย่าง Motion Store แพลตฟอร์มที่ว่านี้ทำหน้าที่สร้างประสบการณ์บนมือถือผนวกเครื่องมือตรวจวัด ซึ่งเหนือกว่าด้วยคุณภาพและสามารถสร้างได้อย่างรวดเร็วพร้อมมอบผลลัพธ์อันเป็นเลิศ Motion Store จะสร้าง HTML5 แบบ Responsive โดยอัตโนมัติ สำหรับระบบปฏิบัติการ iOS และ Android รองรับเบราว์เซอร์ทุกรุ่นและหน้าจอทุกขนาด นอกจากนี้ ยูสเซอร์ยังสามารถใช้งานในส่วนของการสร้างเว็บไซต์ที่รองรับการทำงานบนมือถือแบบมาตรฐาน หรือตามมาตรฐาน MRAID (Mobile Rich Media Ads Interface Definitions) ได้สำหรับเซิร์ฟเวอร์โฆษณาหลักๆทุกตัว Motion Store ยังสามารถปรับขนาดการทำงานได้ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยทีมขาย (Salesforce) ขนาดใหญ่ เนื่องจากระบบมีการทำงานอย่างครบวงจรในตัวและสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว

เทคโนโลยีตรวจจับการเคลื่อนไหวจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ ในรูปแบบเดียวกันกับที่เราทำงานร่วมกับอุปกรณ์มือถือ การระดมทุนรอบใหม่นี้จะเปิดโอกาสให้เราสามารถสานต่อการวิจัยให้ก้าวหน้าต่อไปนิลส์ ฟอร์สบลอม ผู้ก่อตั้ง Adtile Technologies กล่าว นวัตกรรมที่เราได้สร้างสรรค์ขึ้น ส่งผลให้เราเป็นพาร์ทเนอร์ที่คู่ควรกับ SPH โดยเราพร้อมเดินหน้าต่อไปเพื่อนำเสนอคุณประโยชน์จากเทคโนโลยีการเคลื่อนไหวที่เราได้คิดค้นขึ้น ให้เป็นที่ประจักษ์สู่สายตาแบรนด์ต่างๆ

ตัน ซู-หลิน รองผู้อำนวยการ Digital Division ของ SPH กล่าวว่า เราตื่นเต้นที่ได้นำเสนอเครื่องมือบอกเล่าเรื่องราวอันทรงพลังสำหรับใช้ในแคมเปญโฆษณาบนมือถือให้กับเหล่านักโฆษณาแบรนด์ต่างๆ Motion Ads จาก Adtile เปิดทางให้ผู้อ่านที่ใช้มือถือหลุดพ้นจากการเป็นผู้สังเกตการณ์ที่รับข้อมูลอย่างเดียว และก้าวขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์แห่งความคิดสร้างสรรค์ที่รองรับได้หลายอุปกรณ์

นวัตกรรมจะยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนของ Adtile ในปี 2559  จากการที่บริษัทได้รับสิทธิบัตรที่สำคัญสำหรับระบบนำทางยูสเซอร์อินเตอร์เฟซแบบ Multiple Panel Touch ทั้งนี้ เป็นเวลาหลายปีแล้วที่นักออกแบบแอพมือถือถูกจำกัดแค่ Navigation Panel แสดงผล 5 ปุ่มที่แบบฉบับมาตรฐานบริเวณด้านล่างของแอพต่างๆ อาทิ อินสตาแกรมและเฟสบุ๊ก

สิทธิบัตรระบบนำทางยูสเซอร์อินเตอร์เฟซแบบ Multiple Panel Touch ของ Adtile พลิกมาตรฐานที่มีอยู่เดิมแบบ 5 ปุ่มสู่การเป็น Navigation Panel ที่สามารถลากนิ้วผ่านได้ (Swipe Motion) ส่งผลให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ปุ่มการทำงานได้มากกว่า 5 ปุ่ม ด้านนักออกแบบเองก็มีความคล่องตัวมากขึ้นในการสร้างแอพมือถือ เนื่องจากมีพื้นที่มากขึ้น สามารถใส่ข้อมูลให้ผู้ใช้ได้มากขึ้น

ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา Adtile เติบโตอย่างยิ่งใหญ่และสร้างนวัตกรรมที่ยอดเยี่ยม ได้แก่ การเปิดตัว Adtile VR และ Adtile Air Pencil ซึ่งเป็นเทคโนโลยีบันทึกการเคลื่อนไหวแบบฟรีฟอร์มในรูปแบบ 3 มิติที่ใช้ไอโฟน การระดมทุนรอบใหม่วงเงิน 2.2 ล้านดอลลาร์ครั้งนี้จะช่วยให้บริษัทเดินหน้ายกระดับและขยายขอบเขตการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนาที่มีอยู่เดิมต่อไป

           

เผยแพร่โดย Singapore Press Holdings Ltd

Co. Regn. No. 198402868E

เกี่ยวกับ Adtile Technologies

Adtile  ตั้งอยู่ที่เมืองซานดิเอโก รัฐแคลิฟอร์เนีย เป็นผู้บุกเบิกและผู้พัฒนาเทคโนโลยีตรวจจับการเคลื่อนไหวสำหรับสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตที่ทำงานร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำและแบรนด์ต่างๆที่ได้รับการจัดอันดับใน Fortune 500

เกี่ยวกับ Singapore Press Holdings Ltd

Singapore Press Holdings Ltd (SPH) ซึ่งก่อตั้งในปี 2527 เป็นองค์กรสื่อชั้นนำของเอเชียที่สร้างความผูกพันทางด้านจิตใจและเติมเต็มให้กับชีวิตในทุกภาษาและแพลตฟอร์ม นับตั้งแต่สิ่งพิมพ์ ดิจิทัล วิทยุ และสื่อนอกครัวเรือน

SPH เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และหนังสือที่ขายดีที่สุดที่ได้รับรางวัลชนะเลิศทั้งในรูปแบบสิ่งพิมพ์และดิจิทัล รวมไปถึงธุรกิจการจัดหางานทางออนไลน์ในภูมิภาค นอกจากนี้ SPH ยังมีสถานีวิทยุภาษาอังกฤษ 2 แห่ง และสถานีวิทยุภาษาจีนอีก 1 แห่ง หน่วยงานด้านการโฆษณาดิจิทัลนอกครัวเรือน ธุรกิจการจัดงานและการประชุมในภูมิภาค และยังเป็นผู้บริหารเครือข่ายร้านค้าสะดวกซื้อสมัยใหม่ และ SPH ยังถือหุ้น 20% ใน MediaCorp TV Holdings Pte Ltd ซึ่งบริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง 5, 8 และช่อง U และเป็นผู้ถือหุ้น 40% ใน MediaCorp Press Limitedซึ่งได้ตีพิมพ์หนังสือพิมพ์ แจกฟรีชื่อToday

สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาเข้าเยี่ยมชม www.sph.com.sg

Moet Hennessy จับมือ Solar Impulse เดินหน้าฉลองความยั่งยืนในปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ปารีส–19 เม.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          Moet Hennessy พันธมิตรอย่างเป็นทางการได้ยืนยันเรื่องการให้การสนับสนุน Solar Impulse และการสานต่อโครงการเที่ยวบินรอบโลกเที่ยวแรกที่ใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เท่านั้น 

 

          “เฉลิมฉลองความยั่งยืน”

          การสนับสนุนของบริษัทที่มีต่อ Solar Impulse ในฐานะที่เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการนั้น ชี้ให้เห็นถึงรสนิยมของ Moet Hennessy ในการผลักดันในระดับภายนอก รวมทั้งบทบาทของความยอดเยี่ยมและนวัตกรรม ซึ่งถือเป็นปัจจัยผลักดันหลักที่สำคัญ 2 ปัจจัยสู่ความก้าวหน้าทั่วโลก

          สามารถดูข่าวประชาสัมพันธ์ชิ้นนี้ในรูปแบบมัลติมีเดีย กรุณาคลิกที่: http://www.multivu.com/players/uk/7813551-moet-hennessy-solar-impulse

          การเติบโตของกลุ่ม Moet Hennessy และแบรนด์อันทรงเกียรติทั้ง 22 แบรนด์ได้รับพลังการสนับสนุนจากจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิก และการพิชิตซึ่งดินแดนใหม่ๆ ปัจจุบัน Moet Hennessy ได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการผลิต 95% และยังเป็นผู้ผลิตและส่งออกไวน์ รวมทั้งสปิริตหรูชั้นนำของโลก

          การสนับสนุน Solar Impulse นั้น หมายถึงการเฉลิมฉลองการก้าวกระโดดไปสู่โลกที่ดีกว่าด้วยเช่นกัน Moet Hennessy ต้องการที่จะยกระดับการรับรู้เรื่องศักยภาพของเทคโนโลยีสะอาด Moet Hennessy ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัทจากโลกใบนี้ โดยมีนโยบายเชิงรุกด้านสิ่งแวดล้อม

          Christophe Navarre ประธานและซีอีโอของ Moet Hennessy กล่าวว่า เรารู้สึกได้ในทันทีถึงการเชื่อมโยงที่ทรงพลังกับ Solar Impulse เราหลงรักในความท้าทาย เรามีจิตวิญญาณของการพิชิตชัยชนะ และความสำเร็จของแบรนด์ต่างๆของเราก็ได้รับแรงบันดาลใจจากการผจญภัยอันสูงส่งของมนุษย์เสมอ เรารู้วิธีการรับมือกับความเสี่ยง เพื่อทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เราภูมิใจที่ได้แบ่งปันข้อความนี้และเพิ่มการรับรู้เกี่ยวกับอนาคตอันสดใสของพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้งานใหม่ได้ตลอดการเดินทางของเครื่องบิน

          พันธมิตรผู้บริหารของศูนย์ควบคุมภารกิจ

          ในฐานะที่ Moet Hennessy เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ Solar Impulse แล้ว Moet Hennessy ยังเป็นพันธมิตรซึ่งเป็นผู้บริหารศูนย์ควบคุมภารกิจในโมนาโคด้วยเช่นกัน  ศูนย์ดังกล่าวมีวิศวกร นักวิทยาศาสตร์ และนักอุตุนิยมวิทยาคอยดูแลโครงการอยู่ ศูนย์ซึ่งมีความสำคัญนี้จัดตั้งขึ้นโดยเจ้าชายอัลเบิร์ตแห่งโมนาโค ซึ่งมูลนิธิก็เป็นพันธมิตรด้วยเช่นกัน

          อารมณ์แห่งการชื่นชมในความท้าทาย

          Moet Hennessy จะอยู่เคียงข้างกับทีมงานของ Solar Impulse ในทุกๆย่างก้าวของการเฉลิมฉลองความท้าทายและความสำเร็จทุกๆครั้ง เราขอต้อนรับ Andre Borschberg หรือ Bertrand Piccard นักบินผู้ควบคุม ด้วยเครื่องดื่มชั้นยอดอย่าง Moet & Chandon สำหรับการร่อนลงจอดทุๆครั้ง เราขอฉลองในความกล้าหาญและความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้ โดยเลาจน์ของ Moet Hennessy จะเป็นพื้นที่ที่มีชีวิตชีวาสำหรับเพื่อนฝูงและกลุ่มผู้สนับสนุน Solar Impulse ซึ่งได้ติดตามโครงการอย่างใกล้ชิด พื้นที่เหล่านี้จะทำหน้าที่เป็นทูตให้กับศิลปะแห่งชีวิตที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความเป็นเลิศของผลิตภัณฑ์ในแบรนด์ Moet Hennessy

          http://solarimpulse.moethennessy.com

          ทวิตเตอร์: @MoetHennessy https://twitter.com/MoetHennessy

          อินสตาแกรม: @moethennessy https://www.instagram.com/moethennessy

 Moet / Across America Final Leg Flight Washington DC New York landing JFK Merz 015 (PRNewsFoto/Moet Hennessy)

Across America Final Leg Flight Washington DC New York landing JFK Merz 015 (PRNewsFoto/Moet Hennessy)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160415/355917 )

          แหล่งข่าว: Moet Hennessy

Capella Hotel Group Asia รับหน้าที่บริหารจัดการย่านอาคารสไตล์ “สือคู่เหมิน” มรดกทางวัฒนธรรมอันเก่าแก่แห่งมหานครเซี่ยงไฮ้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์–19 เม.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          – Capella Shanghai, Jian Ye Li เป็นรีสอร์ทกลางเมืองใหญ่ที่ให้บริการห้องพักแบบวิลล่าทั้งหมด ตั้งอยู่ในย่านอาคารสไตล์ “สือคู่เหมิน” ที่กินพื้นที่มากที่สุดเท่าที่ยังคงหลงเหลืออยู่จนถึงทุกวันนี้ ภายในเขตอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมของเขตซูหุยแห่งนครเซี่ยงไฮ้

          Shanghai Hengfu Investment & Development Co., Ltd ได้มอบหมายให้ Capella Hotel Group Asia เป็นผู้จัดการโครงการ Capella Shanghai, Jian Ye Li ซึ่งมีกำหนดการเปิดให้บริการในเดือนมีนาคม 2560 Capella Shanghai, Jian Ye Li ตั้งอยู่ในเขตอนุรักษ์มรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเหิงฟูของเขตซูหุย โครงการดังกล่าวจะกลายเป็นรีสอร์ทกลางเมืองใหญ่ที่ให้บริการห้องพักแบบวิลล่าทั้งหมดแห่งเดียวของเซี่ยงไฮ้ ในย่านอาคารสไตล์ “สือคู่เหมิน” (ประตูโกดังหิน) อันเก่าแก่ที่ยังคงหลงเหลืออยู่เป็นแห่งสุดท้าย ซึ่งถือว่าเป็นแลนด์มาร์คของนครเซี่ยงไฮ้ในยุคทศวรรษ 1930 โดย Capella Residences Shanghai ที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันนี้ พร้อมเปิดให้บริการในช่วงต้นปี 2017

 

รูปภาพ 1 –  http://photos.prnasia.com/prnvar/20160412/8521602356-a

          Capella Shanghai Jian Ye Li – บริเวณ Heritage Shikumen Lane

          เริ่มแรกนั้น Jian Ye Li สร้างขึ้นในยุคทศวรรษ 1930 โดย Fonciere et Immobiliere de Chine ซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์สัญชาติฝรั่งเศส ปัจจุบันพื้นที่ดังกล่าวประกอบไปด้วยรีสอร์ทสุดหรูอย่าง Capella Shanghai, Capella Residences และ The Gallery ซึ่งเป็นแหล่งรวบรวมแบรนด์ไลฟ์สไตล์ชั้นนำ อาคารสไตล์ “สือคู่เหมิน” อันเก่าแก่เหล่านี้ ได้รับการบูรณะขึ้นด้วยความใส่ใจเพื่อรองรับความต้องการของผู้มั่งมี ซึ่งผสมผสานสถาปัตยกรรมแบบเซี่ยงไฮ้โบราณเข้ากับสไตล์ของโลกตะวันตก ที่ได้ปรากฏให้เห็นเป็นครั้งแรกในช่วงทศวรรษ 1860 หลังจากนั้น มหานครเซี่ยงไฮ้ก็ได้เจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว จนทำให้บ้านสไตล์ “สือคู่เหมิน” เหล่านี้เริ่มพบเห็นได้ยาก ท่ามกลางแนวอาคารสูงระฟ้าและสถาปัตยกรรมแบบโมเดิร์นที่ผุดขึ้นมาเมื่อก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ Jian Ye Li จะกลายเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงมรดกทางสถาปัตยกรรมบ้านเรือนของเซี่ยงไฮ้ อันประกอบไปด้วยบ้านเดี่ยวแบบจีนที่ผสานเข้ากับกลิ่นอายแบบปารีส

          นายจู จิงสง ผู้จัดการทั่วไปของ Shanghai Hengfu Investment & Development Co., Ltd. กล่าวว่า “เป็นเวลาถึงหนึ่งทศวรรษแล้ว ที่ Capella Hotel Group Asia ได้อุทิศตนให้กับการพัฒนาโครงการที่พักที่มีความโดดเด่นในระดับโลก ไปพร้อมกับการทำนุบำรุงสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมเช่นนี้ ความร่วมมือระหว่าง Xufang Group และ Capella Hotel Group Asia เป็นการผนึกกำลังของพาร์ทเนอร์ที่มีแนวคิดเดียวกัน โดยทั้งสองฝ่ายจะใช้ข้อได้เปรียบของตน และสืบสานมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมอันเก่าแก่ของสถาปัตยกรรมอันเป็นเอกลักษณ์ของ Jian Ye Li ให้ดำรงอยู่สืบไป ทั้งนี้ เรามีเป้าหมายเดียวกันในการพลิกโฉมให้ Jian Ye Li กลายเป็นแลนด์มาร์คที่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาและมนต์เสน่ห์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงแนวคิดอันสร้างสรรค์ในการอนุรักษ์สถาปัตยกรรมอันเก่าแก่และงดงามของเซี่ยงไฮ้นี้ให้เป็นประโยชน์ต่อชนรุ่นหลัง”

          นายฮอร์สต์ ชูลซ์ ประธานและซีอีโอของ Capella Hotel Group กล่าวว่า “Capella Hotel Group รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ดูแลอาคารสไตล์ “สือคู่เหมิน” ที่หลงเหลืออยู่เป็นแห่งสุดท้ายของเซี่ยงไฮ้ ทั้งยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในมรดกทางวัฒนธรรมของเซี่ยงไฮ้ด้วย การผสมผสานระหว่างกลิ่นอายเมืองใหญ่อันทันสมัยที่มีผู้คนเข้าออกมากมาย กับมรดกทางวัฒนธรรมอันดึงดูดใจที่สืบสานมาอย่างยาวนานนี้ ทำให้ Capella Shanghai เป็นโครงการที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นโดยแท้ เราพร้อมที่จะปลูกฝังปรัชญาการให้บริการแบบ Capella และใช้ความเชี่ยวชาญของเราในวงการที่พักหรูหรา เพื่อก่อให้เกิดจุดบริการที่พักแห่งใหม่อันเป็นสัญลักษณ์ของมหานครเซี่ยงไฮ้”

          Capella Shanghai ตั้งอยู่ภายในย่านอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรม Jian Ye Li โครงการดังกล่าวจะกลายเป็นรีสอร์ทกลางเมืองใหญ่ที่ให้บริการห้องพักแบบวิลล่าทั้งหมดแห่งเดียวของเซี่ยงไฮ้ ด้วยวิลล่าทั้งหมด 55 ห้อง พร้อม Capella Library อันโด่งดัง เช่นเดียวกับ Auriga Spa ระดับรางวัล ภัตตาคารอาหารฝรั่งเศส และพื้นที่จัดอีเวนท์อย่างเป็นกันเอง ส่วนอีกโครงการหนึ่งที่อยู่ในบริเวณเดียวกันอย่าง Capella Residences นั้นจะเปิดให้บริการอย่างเต็มรูปแบบในปี 2017 ด้วยห้องชุด 40 ยูนิตสำหรับลูกค้าที่กำลังมองหาที่พักหรูหรา ขณะที่ The Gallery บริเวณหน้าอาคาร Jian Ye Li เป็นแหล่งรวบรวมแบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่พร้อมให้ลูกค้าเฉพาะกลุ่มเลือกสรร

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Capella Shanghai, Jian Ye Li สามารถติดต่อได้ที่: joleena.seah@capellahotelgroup.com

          เกี่ยวกับ Shanghai Hengfu Investment & Development Co., Ltd.:

          บริษัทได้รับทุนสนับสนุนและก่อตั้งขึ้นโดย Shanghai Xufang Group ในฐานะที่เป็นองค์กรระดับมืออาชีพที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการอนุรักษ์ บูรณะ และพัฒนากลุ่มอาคารเช่นเดียวกับอาคารเก่าแก่ รวมถึงบ้านสวนและบ้านเรือนตามตรอกซอกซอยที่เพิ่งได้รับการฟื้นฟู บริษัทมีความเชี่ยวชาญในการอนุรักษ์และพลิกโฉมชุมชนเก่าแก่ ทั้งยังเชี่ยวชาญในการพัฒนาบ้านสวนและบ้านเรือนตามตรอกซอกซอยในเชิงอนุรักษ์ Hengfu Development มีพันธกิจในการสืบทอดมรดกทางวัฒนธรรม และทำนุบำรุงชุมชนเก่าแก่อันล้ำค่า บริษัทมีความมุ่งมั่นในการอนุรักษ์และพัฒนาสถาปัตยกรรมทางประวัติศาสตร์ ด้วยความทุ่มเทอย่างไม่ลดละและประสงค์ดีในการฟื้นฟู เพื่อให้มรดกทางวัฒนธรรมเหล่านี้ดำรงอยู่ต่อไปชั่วลูกหลาน การผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมกับวัฒนธรรมที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ เกิดขึ้นจริงได้ด้วยการรังสรรค์และสำรวจวัฒนธรรมด้วยความใส่ใจในทุกรายละเอียดเท่านั้น

          เกี่ยวกับ Capella Hotel Group:

          Capella Hotel Group มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองแอตแลนต้า รัฐจอร์เจีย และสำนักงานสาขากระจายอยู่ในเอเชียและยุโรป บริษัทเป็นผู้ให้บริการการบริหารจัดการงานบริการทั่วโลก ด้วยโมเดลการดำเนินงาน 4 ส่วนด้วยกัน ส่วนแรกได้แก่ Capella Hotels and Resorts อันเป็นแนวคิดบริหารจัดการโรงแรม รีสอร์ท และที่อยู่อาศัยสุดหรูหรา ซึ่งได้รับการออกแบบรองรับนักท่องเที่ยวที่ฉลาดเลือก ด้วยรูปแบบการบริการที่เป็นส่วนตัว โดยปัจจุบันเปิดให้บริการอยู่ที่ดุสเซลดอร์ฟ สิงคโปร์ เมืองอิกซ์ตาปาของเม็กซิโก และประเทศเซนต์ลูเซีย อีกทั้งมีแผนเปิดให้บริการโรงแรมเพิ่มเติมที่เมืองออร์แลนโด้ กรุงเทพฯ เมืองโตโดสซานโตสของเม็กซิโก เซี่ยงไฮ้ และบาหลี

          สำหรับโมเดลส่วนที่สองอย่าง Solis Hotels and Resorts นั้นเป็นเครือรีสอร์ท โรงแรม และที่พักอาศัยสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งได้รับการออกแบบเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวและผู้วางแผนการประชุม ที่แสวงหาพื้นที่ที่รายล้อมไปด้วยความเป็นนานาชาติ อาหารที่เสริมสร้างแรงบันดาลใจ และสปาระดับเวิลด์คลาส ปัจจุบันเปิดให้บริการอยู่ที่เมืองดอนเนกัลของไอร์แลนด์ เมืองโซชิของรัสเซีย และเมืองหนานจิงของจีน และยังมีแผนเปิดตัวโรงแรมเพิ่มเติมที่บาหลี แอตแลนต้า และออร์แลนโด้

          ส่วน Independent Hotels and Resorts เป็นบริการที่พักด้วยการดำเนินงานอันเป็นเอกลักษณ์ ซึ่งได้รับประโยชน์จากความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการ เช่นเดียวกับวัฒนธรรมการบริการตามแบบฉบับของ Capella Hotel Group ปัจจุบันให้บริการอยู่ที่นิวซีแลนด์ บาหลี รัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ทั้งยังมีแผนเปิดตัวโรงแรมเพิ่มที่เม็กซิโก จีน และยุโรป

          สุดท้าย Auriga เป็นธุรกิจสปาระดับเวิลด์คลาสเพื่อเสริมสร้างสุขภาพและพลานามัยที่ดี ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการโคจรของดวงจันทร์ ทรีทเมนต์แบบฉบับของ Auriga แต่ละรายการนั้น รังสรรค์ขึ้นอย่างพิถีพิถัน โดยคำนึงถึงผลกระทบของการโคจรที่แตกต่างกันนี้ต่อร่างกายและอารมณ์ของเรา

          รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.capellahotelgroup.com

          สื่อมวลชนติดต่อ:

          Capella Hotel Group Asia

          Joleena Seah

          ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการสื่อสาร

          อีเมล: joleena.seah@capellahotelgroup.com

          โทรศัพท์: +65 6887 9835

 

 รูปภาพ 2 – http://photos.prnasia.com/prnvar/20160412/8521602356-b

          Capella Shanghai Jian Ye Li – จุดรับส่งผู้เข้าพัก

 

โลโก้ –  http://photos.prnasia.com/prnvar/20160412/8521602356-c

          โลโก้ของ Capella Hotel Group Asia

Yuri Milner เจ้าของบริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ จับมือ Stephen Hawking นักฟิสิกส์ชื่อดัง ประกาศเปิดตัวโครงการ “Breakthrough Starshot” ผลักดันภารกิจการเดินทางด้วยความเร็วร้อยล้านไมล์ต่อชั่วโมงสู่ดวงดาวให้เป็นจริงภายในหนึ่งชั่วอายุคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวยอร์ก–18 เม.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            โครงการวิจัยและวิศวกรรมมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์จะพิสูจน์แนวคิดที่ว่า ลำแสงสามารถขับเคลื่อนยาน “nanocraft” น้ำหนักไม่กี่กรัมได้ด้วยความเร็ว 20% ของความเร็วแสง ภารกิจท่องอวกาศนี้จึงอาจไปถึงระบบดาว Alpha Centauri ภายในเวลาเพียง 20 ปีนับจากการปล่อยยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

            Mark Zuckerberg ร่วมเป็นสมาชิกบอร์ดบริหารโครงการนี้

            Yuri Milner เจ้าของบริษัทอินเทอร์เน็ตยักษ์ใหญ่ผู้ให้การสนับสนุนแวดวงวิทยาศาสตร์มาโดยตลอด ปรากฎตัวร่วมกับ Stephen Hawking นักจักรวาลวิทยาชื่อดัง ณ One World Observatory เพื่อประกาศเปิดตัวโครงการใหม่ของ Breakthrough Initiative ที่มุ่งเน้นด้านการสำรวจอวกาศและการค้นหาสิ่งมีชีวิตในจักรวาล

            “Breakthrough Starshot” คือโครงการวิจัยและวิศวกรรมมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อพิสูจน์แนวคิดเกี่ยวกับยาน nanocraft ที่ขับเคลื่อนด้วยแสง ซึ่งอาจทำความเร็วได้ถึง 20% ของความเร็วแสง รวมทั้งสามารถบันทึกภาพของดาวเคราะห์ที่ยังไม่เคยค้นพบและข้อมูลวิทยาศาสตร์อื่นๆในระบบดาวที่อยู่ใกล้เราที่สุดอย่าง Alpha Centauri ในระยะเวลาเพียง 20 ปีนับจากการปล่อยยานขึ้นสู่ท้องฟ้า

            ผู้นำของโครงการนี้คือ Pete Worden อดีตผู้อำนวยการ NASA AMES Research Center และมีคณะกรรมการที่ปรึกษาอันประกอบด้วยเหล่านักวิทยาศาสตร์และวิศวกรชั้นแนวหน้าของโลก ขณะเดียวกัน Stephen Hawking, Yuri Milner และ Mark Zuckerberg จะเป็นสมาชิกของบอร์ดบริหารโครงการด้วย

 

            Ann Druyan, Freeman Dyson, Mae Jemison, Avi Loeb และ Pete Worden ร่วมปรากฎตัวในการประกาศเปิดตัวโครงการนี้ด้วย

            วันที่ 12 เมษายน 2559 เป็นวาระครบรอบ 55 ปีของการเดินทางสู่ห้วงอวกาศครั้งแรกของ Yuri Gagarin และเป็นเวลาเกือบครึ่งศตวรรษหลังภาพถ่ายดวงจันทร์ภาพแรกเกิดขึ้น ทางโครงการ Breakthrough Starshot จึงเลือกวันนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการก้าวกระโดดไปให้ถึงดวงดาว

            Breakthrough Starshot

 

            ระบบดาว Alpha Centauri อยู่ห่างออกไป 25 ล้านล้านไมล์ (4.37 ปีแสง) ยานอวกาศที่เดินทางเร็วที่สุดในปัจจุบันยังต้องใช้เวลาถึง 30,000 ปีเพื่อเดินทางไปถึง ทางโครงการ Breakthrough Starshot จึงตั้งเป้าสร้างยาน nanocraft น้ำหนักหลักกรัมที่ขับเคลื่อนด้วยแสงและทำความเร็วได้มากกว่ายานทั่วไปนับพันเท่า ถือเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับซิลิคอนวัลเลย์ในด้านการท่องอวกาศ โดยอาศัยความก้าวหน้าแบบก้าวกระโดดของเทคโนโลยีด้านต่างๆ ที่มีมาตั้งช่วงต้นศตวรรษที่ 21

            1. Nanocraft

 

            Nanocraft คือยานอวกาศหุ่นยนต์น้ำหนักหลักกรัมซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนหลักๆ ได้แก่

             StarChip: กฎของมัวร์ระบุว่าองค์ประกอบไมโครอิเล็กทรอนิกสามารถย่อขนาดลงได้อย่างมหาศาล ก่อให้เกิดความเป็นไปได้ในการสร้างวงจรเวเฟอร์น้ำหนักหลักกรัม ซึ่งสามารถบรรจุกล้อง ตัวผลักดันโฟตอน เพาเวอร์ซัพพลาย ระบบนำทาง และอุปกรณ์การสื่อสาร ประกอบกันเป็นยานสำรวจอวกาศที่ทำงานได้อย่างสมบูรณ์

Lightsail: ความก้าวหน้าของนาโนเทคโนโลยีได้ก่อให้เกิดอภิวัสดุ (metamaterial) ที่ทั้งบางและมีน้ำหนักเบากว่าเดิม ซึ่งจะเปิดทางไปสู่การสร้างlightsail ที่มีความยาวหลักเมตร ความหนาเพียงไม่กี่ร้อยอะตอม และหนักเพียงหลักกรัม

            2. Light Beamer

 

– พลังงานจากเลเซอร์ที่สูงขึ้นและต้นทุนเลเซอร์ที่ลดลง มีความสอดคล้องกับกฎของมัวร์และนำไปสู่ความก้าวหน้าสำคัญของเทคโนโลยีการยิงแสง ขณะเดียวกัน phased array ของเลเซอร์ (หรือ light beamer) ยังสามารถเพิ่มขนาดได้ถึงระดับ 100 กิกะวัตต์ด้วย

            Breakthrough Starshot มีจุดมุ่งหมายในการลดต้นทุนต่อหน่วยในแวดวงดาราศาสตร์ โดย StarChip สามารถผลิตได้เป็นจำนวนมากโดยใช้ต้นทุนเท่ากับ iPhone เพียงหนึ่งเครื่อง และสามารถส่งขึ้นไปทำภารกิจได้คราวละมากๆ เพื่อให้มีความครอบคลุมและเพียงพอต่อการใช้งาน ส่วน light beamer ก็สามารถนำมาประกอบกันและปรับตามการใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น เมื่อการประกอบยานและเทคโนโลยีถึงจุดโตเต็มที่แล้ว คาดว่าต้นทุนการปล่อยยานแต่ละครั้งจะลดลงเหลือเพียงไม่กี่ร้อยดอลลาร์

            เส้นทางสู่ดวงดาว          

 

            สำหรับขั้นตอนของการวิจัยและวิศวกรรมคาดว่าจะใช้เวลาหลายปี หลังจากนั้นการพัฒนาภารกิจที่ยิ่งใหญ่ไปสู่ Alpha Centauri อาจต้องใช้งบประมาณเทียบเท่างานทดลองทางวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคปัจจุบันหลายๆงานรวมกัน โดยภารกิจดังกล่าวประกอบด้วย

            – การสร้าง light beamer หลักกิโลเมตรติดตั้งภาคพื้นดินในที่สูงและสภาพอากาศแห้ง

            – การสร้างและกักเก็บพลังงาน 2-3 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อการปล่อยยาน 1 ครั้ง

            – การปล่อย “ยานแม่” ที่บรรทุก nanocraft หลายพันลำไปสู่วงโคจร

            – การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี adaptive optics แบบเรียลไทม์ เพื่อชดเชยผลกระทบอันเกิดจากชั้นบรรยากาศ

            – การให้ความสำคัญกับลำแสงบน lightsail เพื่อเร่งความเร็ว nanocraft แต่ละลำให้ได้ความเร็วตามเป้าหมายภายในไม่กี่นาที

            – การหลีกเลี่ยงการชนปะทะกันของฝุ่นระหว่างดวงดาวระหว่างทางไปยังเป้าหมาย

            – การบันทึกภาพดาวเคราะห์และข้อมูลวิทยาศาสตร์อื่นๆ และส่งข้อมูลกลับมายังโลกโดยใช้ระบบการสื่อสารด้วยแสงเลเซอร์แบบออนบอร์ดที่กะทัดรัด

            – การใช้ light beamer อันเดียวกับที่ใช้ปล่อยยาน nanocraft เพื่อรับข้อมูลจากยานเหล่านี้เมื่อเวลาผ่านไปราว 4 ปี

           

ภารกิจเหล่านี้รวมไปถึงความจำเป็นด้านระบบอื่นๆ ถือเป็นความท้าทายด้านวิศวกรรมที่สำคัญอย่างยิ่ง สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่www.breakthroughinitiatives.org ทั้งนี้ องค์ประกอบหลักในการออกแบบระบบที่เสนอมานี้ ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือเทคโนโลยีที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ เมื่อพิจารณาจากสมมติฐานที่สมเหตุสมผล

            ระบบขับเคลื่อนด้วยแสงที่เสนอขึ้นมานี้ ไปไกลเกินกว่าระบบอนาล็อกใดๆที่มีอยู่ในปัจจุบัน อภิมหาโครงการนี้จึงต้องอาศัยความร่วมมือและการสนับสนุนในระดับสากล

การปล่อยยานในโครงการนี้จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากรัฐบาลและองค์กรสากลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

โอกาสอื่นๆ

 

หากเทคโนโลยีที่ใช้ในการท่องอวกาศระหว่างดวงดาวถึงจุดโตเต็มที่แล้ว จะก่อให้เกิดโอกาสอื่นๆตามมามากมาย เช่น

 

            – มีส่วนช่วยในการสำรวจระบบสุริยะจักรวาล

            – สามารถใช้ light beamer เป็นกล้องโทรทรรศน์หลักกิโลเมตรเพื่อการสำรวจทางดาราศาสตร์

            – ค้นพบดาวเคราะห์น้อยตัดแนวโลกซึ่งอยู่ห่างไกลมาก

           

ดาวเคราะห์ที่อาจดำรงอยู่ในระบบดาว Alpha Centauri

 

            นักดาราศาสตร์ประเมินว่า มีโอกาสที่จะมีดาวเคราะห์ที่คล้ายโลกอยู่ใน “เขตที่อยู่อาศัยได้” ในระบบดาวสามดวงของ  Alpha Centauri ปัจจุบันกำลังมีการพัฒนาและยกระดับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ทั้งภาคพื้นดินและในอวกาศ ซึ่งจะสามารถค้นหาและระบุลักษณะของดาวเคราะห์ที่อยู่ล้อมรอบดวงดาวใกล้เคียงได้ในเร็วๆนี้

 

            ในอนาคตจะมีโครงการของ Breakthrough Initiative ที่แยกออกมาต่างหากเพื่อสนับสนุนภารกิจเหล่านี้โดยเฉพาะ

            สภาพแวดล้อมแบบเปิดกว้างและประสานความร่วมมือ

 

            คุณลักษณะสำคัญของโครงการ Breakthrough Starshot คือ

            – อาศัยงานวิจัยที่เปิดเผยต่อสาธารณะทั้งหมด

            – มุ่งมั่นเผยแพร่ผลลัพธ์ใหม่ๆ

            – อุทิศตนเพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเปิดกว้าง

            – เปิดโอกาสให้ผู้เชี่ยวชาญทุกสาขาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงภาคสาธารณะ ได้เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดผ่านทางฟอรัมออนไลน์

สามารถดูเอกสารอ้างอิงและสิ่งตีพิมพ์ทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงเข้าร่วมฟอรัมออนไลน์ได้ที่ www.breakthroughinitiatives.org

            การสนับสนุนการวิจัย

            โครงการ Breakthrough Starshot จะมอบทุนวิจัยและจัดสรรเงินทุนเพื่อสนับสนุนการวิจัยและการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง

            ประวัติศาสตร์ของมนุษย์ก้าวกระโดดอย่างยิ่งใหญ่” Yuri Milner ผู้ก่อตั้ง Breakthrough Initiative กล่าว วันนี้เมื่อ 55 ปีที่แล้ว Yuri Gagarin คือมนุษย์คนแรกที่ได้เดินทางสู่ห้วงอวกาศ วันนี้ เรากำลังเตรียมการเพื่อมุ่งสู่ก้าวใหญ่ก้าวถัดไป นั่นคือการไปไกลให้ถึงดวงดาว

            “โลกคือดินแดนมหัศจรรย์ แต่ก็อาจไม่จีรังยั่งยืน” Stephen Hawking กล่าว ไม่ช้าก็เร็ว เราต้องมองหาดาวดวงอื่น และ Breakthrough Starshot ก็เป็นก้าวแรกอันน่าตื่นเต้นของการเดินทางนี้

เราได้รับแรงบันดาลใจจาก Vostok, Voyager, Apollo และสุดยอดภารกิจอื่นๆ” Pete Worden กล่าว ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปิดศักราชใหม่แห่งการท่องอวกาศระหว่างดวงดาว และเราต้องยืนหยัดอย่างมั่นคงอยู่ที่นี่เพื่อที่จะบรรลุผลสำเร็จ

            บอร์ดบริหารของ Breakthrough Starshot

            Stephen Hawking, Dennis Stanton Avery และ Sally Tsui Wong-Avery ผู้อำนวยการด้านการวิจัยของ University of Cambridge

            Yuri Milner ผู้ก่อตั้ง DST Global

            Mark Zuckerberg ผู้ก่อตั้งและซีอีโอ Facebook

คณะกรรมการที่ปรึกษาและกำกับดูแลโครงการ Breakthrough Starshot

 

– Pete Worden กรรมการบริหารโครงการ Breakthrough Starshot และอดีตผู้อำนวยการ NASA Ames Research Center

 

ก่อนร่วมงานกับมูลนิธิ Breakthrough Prize Foundation เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ NASA Ames Research Center และเคยเป็นศาสตราจารย์วิจัยด้านดาราศาสตร์ที่ University of Arizona เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับในด้านวิทยาศาสตร์และอวกาศวิทยา รวมถึงเป็นผู้นำในการสถาปนาความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนในระดับสากล เขาเป็นผู้เขียนหรือร่วมเขียนเอกสารทางฟิสิกส์ดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์อวกาศกว่า 150 ฉบับ และเป็นผู้ร่วมวิจัยทางวิทยาศาสตร์ในปฏิบัติการทางอวกาศของ NASA ถึง 3 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดคือโครงการ Interface Region Imaging Spectrograph ในปี 2556 เพื่อศึกษาดวงอาทิตย์ นอกจากนี้ เขายังได้รับรางวัล NASA Outstanding Leadership Medal จากภารกิจส่งยานอวกาศ Clementine ไปยังดวงจันทร์เมื่อปี 2537 ทั้งยังได้รับการยกย่องจาก Federal Laboratory Consortium ในตำแหน่ง “Laboratory Director of the Year” ปี 2552 รวมทั้งคว้ารางวัล Arthur C. Clarke Innovator’s Award ประจำปี 2553 ด้วย

 

– Avi Loeb ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการ Breakthrough Starshot จาก Harvard University 

 

Avi Loeb เป็นนักทฤษฎีฟิสิกส์ที่เขียนเอกสารทางวิทยาศาสตร์กว่า 500 ฉบับ รวมถึงหนังสือเกี่ยวกับฟิสิกส์ดาราศาสตร์และจักรวาลวิทยาอีก 3 เล่ม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับดาวกลุ่มแรกๆ และหลุมดำ นิตยสาร TIME ยกให้เขาเป็น 1 ใน 25 ผู้ทรงอิทธิพลด้านอวกาศ นอกจากนี้ เขายังดำรงตำแหน่งFrank B. Baird Jr. Professor of Science ของ Harvard University ที่ซึ่งเขาเป็นหัวหน้าภาควิชาดาราศาสตร์, ผู้อำนวยการ Institute for Theory & Computation และผู้อำนวยการ Black Hole Initiative ขณะเดียวกัน เขายังได้รับการคัดเลือกให้เป็นนักวิชาการของ American Academy of Arts & Sciences, American Physical Society และ International Academy of Astronautics รวมทั้งเป็นสมาชิกของบอร์ดบริหารสถาบัน Physics and Astronomy of the National Academies ด้วย

Jim Benford จาก Microwave Sciences

 

Jim Benford เป็นประธานของ Microwave Sciences เขาพัฒนาระบบไมโครเวฟกำลังสูงตั้งแต่เป็นแนวคิดจนกลายเป็นรูปธรรม เขามีความสนใจในฟิสิกส์ของไมโครเวฟ ลำแสงพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าสำหรับการขับเคลื่อนในอวกาศ กาารทดลองลำแสงอนุภาคเข้มข้น และฟิสิกส์พลาสมา

 

– Bruce Draine จาก Princeton University

 

การวิจัยของเขาเกี่ยวข้องกับการศึกษาตัวกลางระหว่างดวงดาว โดยเฉพาะฝุ่นระหว่างดวงดาว พื้นที่ที่เกิดจากการแตกตัวโดยแสง คลื่นกระแทก และทัศนศาสตร์กายภาพของโครงสร้างนาโน ในปี 2547 เขาได้รับรางวัล Dannie Heinemann ในสาขาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ เขาเป็นสมาชิกของ National Academy of Sciences ด้วย

 

– Ann Druyan จาก Cosmos Studios

 

Ann Druyan เป็นนักเขียนและโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ เธอเคยเป็นครีเอทีฟไดเรคเตอร์ของ NASA’s Voyager Interstellar Message และผู้ร่วมเขียนบทสารคดีชุด Cosmos ที่ออกอากาศทางสถานี PBS ในยุค 80 และดำเนินรายการโดย Carl Sagan (24772539) ซึ่งแต่งงานกับเธอในปี 2524 นอกจากนั้นเธอยังเป็นผู้อำนวยการผลิตและผู้เขียนบทสารคดีชุดต่อมาอย่าง Cosmos: A Spacetime Odyssey ซึ่งทำให้เธอได้รับรางวัล Emmy และ Peabody

 

– Freeman Dyson จาก Princeton Institute of Advanced Study

 

Freeman Dyson เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีและนักคณิตศาสตร์ชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงจากผลงานด้านพลศาสตร์ไฟฟ้าควอนตัม ฟิสิกส์สถานะของแข็ง ดาราศาสตร์ และวิศวกรรมนิวเคลียร์ เขาเป็นศาสตราจารย์กิตติคุณที่ Institute for Advanced Study และเป็นศาสตราจารย์รับเชิญของ Ralston College รวมทั้งเป็นสมาชิกคณะกรรมการสนับสนุน Bulletin of the Atomic Scientists ด้วย

 

– Robert Fugate จาก Arctelum, LLC, New Mexico Tech

 

เขาอุทิศตนให้กับการวิจัยด้านฟิสิกส์การแพร่กระจายของบรรยากาศ ซึ่งเป็นการชดเชยบรรยากาศโดยใช้เทคโนโลยี laser guide star adaptive optics นอกจากนี้ โครงการวิจัยของเขายังครอบคลุมถึงการพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ ตลอดจนการใช้งานและควบคุมกล้องโทรทรรศน์ภาคพื้นดินที่มีรูรับแสงขนาดใหญ่

 

– Lou Friedman จาก Planetary Society, JPL

 

Lou Friedman เป็นวิศวกรด้านอวกาศยานศาสตร์ โฆษกด้านอวกาศ และนักเขียนผู้มีชื่อเสียงชาวอเมริกัน เขาก่อตั้ง Planetary Society ร่วมกับ Carl Sagan และ Bruce C. Murray และปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหารกิตติคุณ เขาเป็นผู้ริเริ่มโครงการอันล้ำสมัยของ JPL ทั้งการพัฒนา solar sailและการผลักดันภารกิจสู่ดาวศุกร์ ดาวพฤหัสบดี ดาวเสาร์ ดาวหาง และดาวเคราะห์น้อย ทั้งยังเป็นผู้นำ Mars Program ภายหลัง Viking Mission ด้วย ปัจจุบัน เขาเป็นที่ปรึกษาให้กับ NASA’s Asteroid Redirect Mission โดยเป็นผู้นำร่วมในการศึกษาและการสำรวจมวลสารระหว่างดาว ณ Keck Institute for Space Studies

 

– Giancarlo Genta จาก Polytechnic University of Turin

 

Giancarlo Genta เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการสั่นสะเทือน การออกแบบยานพาหนะ แบริ่งแบบแม่เหล็ก และโรเตอร์ไดนามิก เขาเป็นผู้เขียนหรือร่วมเขียนบทความมากกว่า 50 ชิ้นที่ตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการต่างๆ รวมถึงหนังสืออีก 21 เล่ม โดยการวิจัย SETI ของเขาได้รับการตีพิมพ์อย่างกว้างขวาง

 

 – Olivier Guyon จาก University of Arizona

 

เขาเป็นผู้ออกแบบเครื่องมือดาราศาสตร์ภาคพื้นดินและบนอวกาศที่ช่วยค้นหาดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะจักรวาล และยังเป็นผู้เชี่ยวชาญเทคนิคการถ่ายภาพคอนทราสท์สูง (coronagraphy, extreme adaptive optics) สำหรับการเก็บภาพและศึกษาดาวเคราะห์นอกระบบโดยตรง

 

– Mae Jemison จาก 100 Year Starship

 

Dr. Mae C. Jemison เป็นผู้นำโครงการ 100 Year Starship ที่มุ่งทำทุกวิถีทางเพื่อให้มนุษย์สามารถเดินทางจากระบบสุริยะของเราไปยังดาวดวงอื่นได้ภายใน 100 ปีข้างหน้า นอกจากนี้ เธอยังเป็นนักบินอวกาศของ NASA นาน 6 ปี และเป็นสตรีผิวสีคนแรกของโลกที่ได้เดินทางท่องอวกาศ เธอตั้งใจที่จะนำความก้าวหน้าในการสำรวจอวกาศมายกระดับความเป็นอยู่ของผู้คนบนโลก รวมถึงใช้ความสามารถของตนเองอย่างเต็มที่ในฐานะแพทย์ วิศวกร นักประดิษฐ์ ศาสตราจารย์ด้านสิ่งแวดล้อม ผู้ให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ นักพัฒนาในแอฟริกา และผู้ก่อตั้งบริษัทสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยี 2 แห่ง

 

– Pete Klupar ผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมของโครงการ Breakthrough Starshot และอดีตผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมของ NASA Ames Research Center

 

Pete Klupar สนใจในเทคโนโลยีขั้นสูงเกี่ยวกับระบบสุริยะจักรวาลที่ใช้ต้นทุนต่ำ เขาได้พัฒนาและริเริ่มภารกิจเกี่ยวกับยานอวกาศมากกว่า 50 โครงการ เขาช่วยให้บริษัทสตาร์ทอัพด้านอวกาศแห่งหนึ่งเติบโตจนมีพนักงานกว่า 500 คน จากเดิมที่มีเพียง 4 คน นอกจากนี้ เขายังมีประสบการณ์ในองค์กรขนาดใหญ่อย่าง Boeing และ Space Systems Loral ทั้งยังเคยมีส่วนร่วมในโครงการด้านการบินและอวกาศของรัฐบาล โดยล่าสุดในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายวิศวกรรมอยู่ที่ NASA Ames ทั้งนี้ เขามีบทบาทสำคัญในการช่วยลดต้นทุนของภารกิจที่ต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูงภายใต้แนวคิด Faster Better Cheaper และ Operationally Responsive Space

 

– Geoff Landis จาก SA Glenn Research Center

 

Geoff Landis เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกันที่ทำงานเกี่ยวกับการสำรวจดาวเคราะห์ การขับเคลื่อนระหว่างดวงดาว และเทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับภารกิจในอวกาศ เขาเป็นเจ้าของสิทธิบัตร 9 ฉบับ โดยเน้นในด้านการพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์และอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ นอกจากนี้ เขายังนำเสนอความเป็นไปได้ในการเดินทางระหว่างดวงดาว รวมถึงการก่อสร้างฐานบนดวงจันทร์ ดาวอังคาร และดาวศุกร์ เขายังเป็นนักวิชาการของ NASA Institute for Advanced Concepts ด้วย

 

– Kelvin Long จาก Journal of the British Interplanetary Society

 

Kelvin Long เป็นนักฟิสิกส์ นักเขียน และกรรมการบริหาร Initiative for Interstellar Studies เขาคลุกคลีอยู่ในแวดวงอวกาศมานานถึง 15 ปี และมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการเดินทางระหว่างดวงดาว โดยเน้นไปที่แนวคิดการขับเคลื่อนอันล้ำสมัย

 

– Philip Lubin จาก University of California, Santa Barbara

 

Philip Lubin เป็นศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ที่ UC Santa Barbara เขาสนใจงานวิจัยด้านจักรวาลวิทยา รังสีพื้นหลังของเอกภพ (สเปกตรัม แอนไอโซโทรปี และโพลาไรเซชัน) ดาวเทียม บอลลูนในอากาศ การศึกษาจักรวาลยุคต้นจากภาคพื้นดิน ข้อจำกัดเบื้องต้นของการตรวจสอบ ระบบพลังงานโดยตรง รวมถึงฟิสิกส์ดาราศาสตร์อินฟราเรดและอินฟราเรดระยะไกล

 

– Zac Manchester จาก Harvard University

 

Zac Manchester เป็นนักวิจัยและวิศวกรการบินอวกาศที่มีความสนใจในวงกว้างเกี่ยวกับพลศาสตร์และการควบคุม รวมถึงมีความหลงใหลในการทำให้ผู้คนเข้าถึงยานอวกาศได้ง่ายขึ้น เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษกับการใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ฝังตัวและการคำนวณ เพื่อสร้างยานอวกาศที่มีขนาดเล็กลง ฉลาดขึ้น และคล่องตัวมากขึ้น เขาก่อตั้งโครงการ KickSat ขึ้นในปี 2554 ทั้งยังมีส่วนร่วมในภารกิจอากาศยานไร้คนขับและยานอวกาศขนาดเล็กหลายโครงการด้วย

 

– Greg Matloff จาก New York City College of Technology

 

Greg Matloff เป็นศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ที่ NYC College of Technology และผู้เชี่ยวชาญด้าน deep space propulsion เขาเป็นสมาชิกของ British interplanetary Society พร้อมทั้งดำรงตำแหน่ง Hayden Associate ที่ American Museum of Natural History และเป็นสมาชิกสมทบของ International Academy of Astronautics เขาเป็นผู้บุกเบิกการวิจัยเทคโนโลยี Solar-sail ซึ่ง NASA ได้นำไปใช้ในโครงการตรวจหาพลังงานแสงอาทิตย์เพิ่มเติม รวมถึงนำไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนทิศทางดาวเคราะห์น้อยที่เป็นอันตรายต่อโลก นอกจากนี้ เขายังดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์รับเชิญที่ University of Siena ในประเทศอิตาลีด้วย

 

– Claire Max จาก University of California, Santa Cruz

 

Claire Max เป็นศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์และฟิสิกส์ดาราศาสตร์ที่ UC Santa Cruz และเป็นผู้อำนวยการของ University of California Observatories เธออุทิศตนให้กับการพัฒนาระบบ laser guide star adaptive optics ซึ่งเป็นเทคนิคที่ช่วยลดความคลาดเคลื่อนของภาพอวกาศในสภาพอากาศที่แปรปรวน เธอเริ่มทำการวิจัยในเรื่องนี้ที่ JASON group หลังจากที่เข้าเป็นสมาชิกหญิงคนแรกขององค์กรเมื่อปี 2526 เธอได้ร่วมมือกับสมาชิกท่านอื่นๆเพื่อพัฒนาแนวคิดในการใช้ artificial laser guide star ที่เกิดจากการยิงลำแสงสีเหลืองเพื่อกระตุ้นอะตอมของโซเดียม ซึ่งจะทำให้ภาพจากอวกาศมีความแม่นยำขึ้น ปัจจุบัน นอกจากจะเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีนี้ที่ Center for Adaptive Optics แล้ว เธอยังนำระบบ adaptive optics ไปใช้กับกล้องโทรทัศน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เพื่อศึกษาขอบเขตของหลุมดำขนาดใหญ่ ณ ใจกลางกาแล็กซีต่างๆ ทั้งนี้ เธอเป็นสมาชิกของ National Academy of Sciencesและ American Academy of Arts and Sciences อีกทั้งยังได้รับรางวัล Weber Prize in Instrumentation จาก American Astronomical Society รวมถึงรางวัล James Madison Medal จาก Princeton University และรางวัล E. O. Lawrence จากกระทรวงพลังงานสหรัฐ

 

– Kaya Nobuyuki จาก Kobe University

 

Kaya Nobuyuki เป็นรองคณบดีสถาบันวิศวกรรมแห่ง Kobe University ประเทศญี่ปุ่น เขาได้ทำการทดลองเกี่ยวกับภาคพื้นดินและอวกาศมากมาย โดยเขาและทีมงานนานาชาติทั้งจากญี่ปุ่นและ European Space Agency ประสบความสำเร็จในการทดลองควบคุมลำแสงไมโครเวฟที่มาจากดาวเทียม SPSโดยใช้ ISAS sounding rocket และดาวเทียมลูกอีก 3 ตัวในการสร้างโครงข่ายใยแมงมุมขนาดใหญ่ ซึ่งการทดลองนี้มีชื่อเรียกว่า “Furoshiki” นอกจากนี้ เขายังมีบทบาทสำคัญในการสาธิตการส่งพลังงานแสงอาทิตย์แบบไร้สาย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Orbital Power Plant

 

– Kevin Parkin จาก Parkin Research

 

Dr. Kevin Parkin เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษผู้มีชื่อเสียงจากการประดิษฐ์จรวด Microwave Thermal Rocket เขาได้รับรางวัล Korolev Medalจาก Russian Federation of Astronautics and Cosmonautics ในปี 2548 จากนั้นในปี 2550 เขาได้ก่อตั้ง Mission Design Center at NASA Ames รวมถึงพัฒนาโครงสร้างซอฟต์แวร์ให้กับศูนย์แห่งนี้ ก่อนหน้านี้เขาเคยพัฒนาซอฟต์แวร์ ICEMaker ให้กับยานอวกาศที่ออกแบบโดย Team-X NASA Jet Propulsion Laboratory รวมทั้งพัฒนาซอฟต์แวร์ให้กับองค์กรอื่นๆอีกหลายแห่ง ในช่วงปี 2555-2557 เขาได้ดำรงตำแหน่งหัวหน้านักวิจัยและหัวหน้าวิศวกรของโครงการสร้างจรวดความร้อนที่ใช้พลังงานคลื่นมิลลิเมตรโครงการแรก และได้ร่วมปล่อยจรวดดังกล่าวด้วย

 

– Mason Peck จาก Cornell University 

 

ผลงานวิจัยทางวิชาการของ Mason Peck เน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการสำรวจอวกาศโดยใช้ต้นทุนต่ำ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการขับเคลื่อน การนำทาง และการควบคุม เขาคลุกคลีอยู่ในอุตสาหกรรมอวกาศของสหรัฐมานานกว่า 20 ปี โดยเป็นอดีตหัวหน้าฝ่ายเทคโนโลยีของ NASA รวมทั้งเป็นวิศวกรของ Boeing และ Honeywell และยังเป็นที่ปรึกษาด้านเทคโนโลยีอวกาศด้วย นอกจากนี้ เขายังเผยแพร่บทความมากมายเกี่ยวกับยานอวกาศไมโครสเกล ระบบขับเคลื่อนเจเนอเรชั่นใหม่ หุ่นยนต์อวกาศที่ใช้พลังงานต่ำ และศาสตร์เกี่ยวกับยานอวกาศ ขณะเดียวกันยังร่วมแต่งหนังสือ 3 เล่มเกี่ยวกับการสำรวจดวงดาวและกลไลของยานอวกาศด้วย

 

– Saul Perlmutter เจ้าของรางวัล Nobel Prize และ Breakthrough Prize จาก UC Berkeley และ Lawrence Berkeley National Laboratory

 

Saul Perlmutter เป็นนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวอเมริกันจาก Lawrence Berkeley National Laboratory และเป็นศาสตร์ตราจารย์สาขาฟิสิกส์ที่University of California, Berkeley เขาเป็นสมาชิกของ American Academy of Arts & Sciences, American Association for the Advancement of Scienceและ National Academy of Sciences เขาได้รับรางวัล Shaw Prize สาขาดาราศาสตร์ในปี 2549 รางวัล Nobel Prize สาขาฟิสิกส์ในปี 2554 และรางวัลBreakthrough Prize สาขาฟิสิกส์พื้นฐานในปี 2558 ร่วมกับ Brian P. Schmidt และ Adam Riess จากการที่ทั้งสามสามารถพิสูจน์ได้ว่า จักรวาลกำลังขยายตัวในอัตราที่รวดเร็วขึ้นเรื่อยๆ

 

– Martin Rees จาก Astronomer Royal

 

Lord Martin Rees เป็นนักจักรวาลวิทยาและนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ชาวอังกฤษ เขาดำรงตำแหน่ง Astronomer Royal นับตั้งแต่ปี 2538 และเป็นอดีตผู้บริหาร Trinity College, Cambridge ในช่วงปี 2547-2555 รวมทั้งเป็นประธานของ Royal Society ในช่วงปี 2548-2553 นอกเหนือจากความสนใจในด้านวิทยาศาสตร์แล้ว เขายังเขียนและบรรยายเกี่ยวกับปัญหาและความท้าทายในศตวรรษที่ 21 รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตร์ จริยธรรม และการเมืองด้วย นอกจากนี้ เขายังเป็นสมาชิกคณะกรรมการบริหารขององค์กรต่างๆ ได้แก่ Institute for Advanced Study ในพรินซ์ตัน, IPPR, Oxford Martin School และ Gates Cambridge Trust รวมถึงเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Centre for the Study of Existential Risk และเป็นสมาชิกคณะที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์ของFuture of Life Institute ทั้งนี้ เขาให้ความสนใจเป็นพิเศษเกี่ยวกับการระเบิดของรังสีแกมมา และการสิ้นสุดของ “ยุคมืดของเอกภพ” เมื่อดาวดวงแรกได้ถือกำเนิดขึ้น ขณะเดียวกันเขายังเขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับดาราศาสตร์และวิทยาศาสตร์เพื่อให้ความรู้แก่สาธารณชน ทั้งยังให้ความรู้ผ่านการบรรยายและการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ด้วย

– Roald Sagdeev จาก University of Maryland

 

Roald Sagdeev เป็นศาสตราจารย์กิตติคุณประจำ University of Maryland ผู้ได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตจาก Moscow State University ในปี 2509 เขาเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ Space Research Institute ศูนย์กลางของโครงการสำรวจอวกาศของรัสเซียซึ่งตั้งอยู่ในกรุงมอสโกนานกว่า 15 ปี และปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการกิตติคุณ นอกเหนือจากการทำงานร่วมกับโครงการสำรวจอวกาศในยุคโซเวียตแล้ว เขายังมีผลงานโดดเด่นในด้านวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ โดยเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติจากผลงานการศึกษาปฏิกิริยาของพลาสมาร้อนและปฏิกิริยาเทอร์โมนิวเคลียร์ฟิวชันที่อยู่ภายใต้การควบคุม ทั้งนี้ เขาเป็นสมาชิกของ National Academy of Sciences, Royal Swedish Academy, Max Planck Society และ International Academy of Aeronautics

– Ed Turner จาก Princeton University, NAOJ

 

Ed Turner เป็นศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ดาราศาสตร์ประจำ Princeton University เขาทุ่มเทให้กับการศึกษาฟิสิกส์ดาราศาสตร์ทั้งในเชิงทฤษฎีและเชิงสังเกต ทั้งยังเผยแพร่เอกสารการวิจัยมากกว่า 200 ชิ้นในหัวข้อต่างๆ อาทิ จักรวาลคู่ขนาน กลุ่มจักรวาล โครงสร้างระดับใหญ่ สสารมืด ประชากรดาวควอซาร์ เลนส์ความโน้มถ่วง รังสีคอสมิกและรังสีเอ็กซ์ ค่าคงที่ของจักรวาล ดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ และชีวดาราศาสตร์ โดยส่วนใหญ่เน้นไปที่การวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ปัจจุบันเขาสอนนักศึกษาในหลายสาขาวิชา ได้แก่ จักรวาลวิทยา ชีวดาราศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ นอกจากนี้ เขายังเป็นสมาชิก Committee for Statistical Studies ของมหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ปี 2535 อีกด้วย 

 

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.breakthroughinitiatives.org

 

ดาวน์โหลดภาพ วิดีโอ และสื่อต่างๆจากงานแถลงข่าวได้ที่ www.image.net/breakthroughstarshot

เอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี คว้าสัญญาจัดหาเครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซ ระบบเชื้อเพลิงร่วม มลพิษต่ำ ให้แก่รัฐแทสมาเนียของออสเตรเลีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

แจ็คสันวิลล์, ฟลอริดา–18 เม.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

เอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี (APR Energy) ผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าแบบฟาสท์แทร็คระดับโลก ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้เซ็นสัญญากับ ไฮโดร แทสมาเนีย  (Hydro Tasmania) เพื่อติดตั้งและดำเนินงานกังหันก๊าซ ระบบเชื้อพลิงร่วม เผาไหม้สะอาด จำนวน 3 เครื่อง  

 APR ENERGY LOGO / APR Energy. (PRNewsFoto/APR Energy) (PRNewsFoto/)

APR Energy. (PRNewsFoto/APR Energy) (PRNewsFoto/)

โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20120207/FL48583LOGO

โรงไฟฟ้าเคลื่อนที่จะมาช่วยเสริมความสามารถในการผลิตที่มีอยู่เดิม และช่วยรัฐแทสมาเนียบรรเทาผลกระทบจากภัยแล้งที่ยาวนานซึ่งส่งผลต่อผลผลิตไฟฟ้าพลังงานน้ำของแทสมาเนีย รวมทั้งการที่แทสมาเนียไม่สามารถนำเข้าไฟฟ้าจากแผ่นดินใหญ่ของออสเตรเลียได้ อันเนื่องมาจากสายเคเบิลไฟฟ้าใต้น้ำล่ม ทั้งนี้ คาดว่าโรงไฟฟ้าจะเริ่มดำเนินการได้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม และจะช่วยให้ ไฮโดร แทสมาเนีย สามารถจ่ายกระแสไฟที่ปลอดภัยให้แก่ลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง

กันหันก๊าซแบบแอโรเดริเวทีฟของเอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี จะใช้หัวฉีดน้ำเพื่อเพิ่มการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยกังหันจะผลิตไนโตรเจนออกไซด์ (NOx)น้อยกว่าเครื่องยนต์ดีเซลแบบลูกสูบความเร็วสูงทั่วไปถึง 93% ส่งผลให้การปล่อยก๊าซ NOx ลดลงจาก 8,017 เมตริกตันต่อปี เมื่อใช้เครื่องยนต์ดีเซลแบบลูกสูบ เหลือเพียง 532 เมตริกตัน

นอกจากนี้ กังหันความหนาแน่นกำลังสูงเหล่านี้ใช้พื้นที่เพียงประมาณ 1 ใน 3 เมื่อเทียบกับโรงไฟฟ้าที่ให้ผลผลิตเท่ากันซึ่งใช้เครื่องยนต์ดีเซลแบบลูกสูบ อีกทั้งยังลดความดังของเสียงลงประมาณ 20%

เรายินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะสามารถส่งมอบเครื่องผลิตไฟฟ้ามลพิษต่ำให้แก่ไฮโดร แทสมาเนีย ภายในระยะเวลาเพียง 2 เดือน ขณะที่ไฮโดร แทสมาเนีย เดินหน้าสร้างความมั่นใจในเรื่องการจ่ายไฟให้แก่ครัวเรือนและลูกค้าธุรกิจในแทสมาเนีย” จอห์น แคมเปียน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี กล่าว “กังหันก๊าซแบบเคลื่อนที่ของเรานำเสนอข้อได้เปรียบนานับประการสำหรับลูกค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและตลาดกลุ่มพัฒนาแล้วที่มีกฎระเบียบเข้มงวดอย่าง แทสมาเนีย และพื้นที่อื่นๆของออสเตรเลีย

โครงการแทสมาเนียเป็นโครงการลำดับที่ 2 ของเอพีอาร์ เอ็นเนอร์จีในประเทศออสเตรเลีย นอกจากนี้ ทางบริษัทยังมีโครงการกังหันอีก 4 โครงการที่สนับสนุนบริษัท ฮอไรซอน พาวเวอร์ (Horixon Power) ในเมืองพอร์ตเฮดแลนด์ในออสเตรเลียตะวันตก

เกี่ยวกับเอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี 

 เอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี คือผู้นำระดับโลกด้านการผลิตไฟฟ้าแบบฟาสท์แทร็คจากกังหันก๊าซแบบเคลื่อนย้ายได้ โซลูชั่นพลังงานที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น และครบวงจรของเรา ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงไฟฟ้าที่น่าเชื่อถือได้อย่างรวดเร็วทุกที่ทุกเวลาตามความต้องการ โรงไฟฟ้าแบบเทิร์นคีย์ของเราซึ่งผสมผสานเทคโนโลยีประหยัดพลังงานที่ทันสมัยเข้ากับความเชี่ยวชาญระดับผู้นำในอุตสาหกรรม ได้ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรม เมือง และประเทศต่างๆทั่วโลก ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.aprenergy.com

สัมมนาวิชาการ เรื่อง เปิดโปงปุ๋ยทางใบ ฮอร์โมนพืชและสารพัดสารเร่งทางใบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล :  สมาคม ดินและปุ๋ยแห่งประเทศไทย

https://www.facebook.com/o.sfst

สมาคมดินปุ๋ย0

 

 

เชิญชวนสมาชิกสมาคม และผู้ที่สนใจเข้าร่วมสัมมนาวิชาการ

เรื่อง เปิดโปงปุ๋ยทางใบ ฮอร์โมนพืชและสารพัดสารเร่งทางใบ
ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2559 ณ ห้องประชุม801 กรมพัฒนาที่ดิน

– สมาชิกสมาคมฯเข้าร่วมสัมมนา ฟรี!!!!
– บุคคลทั่วไป ค่าลงทะเบียน 800 บาท
รายละเอียดการสัมมนาตามภาพด้านล่าง

ผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียด หรือ สำรองที่นั่งได้ที่เบอร์ 02-940-6472

โครงการ Breakthrough Listen มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์ เดินหน้าแบ่งปันข้อมูลการค้นหาสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาในจักรวาลเป็นครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซานฟรานซิสโก–18 เม.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          เครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ “แสงอรุณ (First Light)” ที่ส่องดูทุกซอกมุมของสวรรค์ พร้อมประกาศการค้นหาในวงกว้างในเร็วๆนี้ และสามารถดาวน์โหลดข้อมูลแบบเปิดได้ที่เว็บไซต์ของโครงการ Breakthrough Initiatives

          โครงการ Breakthrough Initiatives เปิดเผยว่า โครงการ Breakthrough Listen ซึ่งเป็นโครงการมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อค้นหาสัญญาณสิ่งมีชีวิตในจักรวาล ซึ่งแบ่งปันข้อมูลการสังเกตการณ์เบื้องต้นกับทั่วโลก

          เมื่อเดือนมกราคม 2559 เครือข่าย “แสงอรุณ” ของโครงการ Breakthrough Listen ได้เริ่มต้นการสังเกตการณ์เป็นระยะเวลา 10 ปีตามที่ได้ประกาศไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 ที่รอยัล โซไซตี้ ในลอนดอนโดยยูริ มิลเนอร์, สตีเฟน ฮอว์กิ้ง, ลอร์ด มาร์ติน รีส, แอนน์ ดรูยัน และ แฟรงค์ เดรก โดยได้มีการสังเกตการณ์เป็นระยะเวลาหลายร้อยชั่วโมงที่สถานีกล้องโทรทรรศน์กรีนแบงก์เรดิโอ (Green Bank Radio Telescope) ในเวสต์เวอร์จิเนีย และระบบค้นหาดาวเคราะห์อัตโนมัติของหอสังเกตการณ์ลิค (Lick) ที่เขาแฮมิลตัน รัฐแคลิฟอร์เนีย

          ในวันนี้ โครงการ Breakthrough Listen ได้เปิดเผยข้อมูลชุดแรกให้สาธารณะเข้าถึงได้ที่เว็บไซต์ของโครงการ Breakthrough Initiatives (www.breakthroughinitiatives.org ) นอกจากนี้ ผู้ใช้ซอฟต์แวร์ SETI@home ของ UC Berkeley ก็จะได้รับข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์กรีนแบงก์เช่นเดียวกัน

          ข้อมูลการสังเกตการณ์จนถึงปัจจุบันของ Breakthrough Listen รวมไปถึงดวงดาวเกือบทั้งหมดในรัศมี 16 ปีแสงจากโลก (รวมไปถึงหมู่ดาวฤกษ์ต่างๆ เช่น ดาว 51 ม้าบิน ซึ่งเป็นทราบโดยทั่วไปว่าเป็นดาวฤกษ์ที่มีดาวเคราะห์เป็นบริวาร) และตัวอย่างดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างออกไปในระยะ 16-160 ปีแสง ข้อมูลดังกล่าวรวมไปถึงดาวฤกษ์ยักษ์ที่มีลักษณะคล้ายดวงอาทิตย์และระบบดาวคู่อีกมากมาย การค้นหายังตั้งเป้าไปที่แกแล็กซี่รูปก้นหอยประมาณ 40 แกแล็กซี่ ซึ่งรวมถึงสมาชิกของกลุ่ม Maffei Group ซึ่งอยู่ในทิศทางเดียวกับกลุ่มดาวแคสสิโอเปีย หรือ กลุ่มดาวค้างคาว ดาวฤกษ์ภายในรัศมี 16 ปีแสงที่สามารถเห็นได้เฉพาะจากซีกโลกใต้เท่านั้น เช่น ดาวอัลฟาเซนทอรี (Alpha Centauri) จะถูกสังเกตการณ์ในช่วงปลายปีจากกล้องโทรทรรศน์แบบ Parkes

          แผนการสังเกตการณ์ในปีนี้สำหรับกล้องโทรทรรศน์ทั้ง 3 จุดได้ถูกเผยแพร่ออกไปแล้วและสามารถดูได้ที่www.breakthroughinitiatives.org ซึ่งประกอบไปด้วย

          1. กล้องโทรทรรศน์กรีนแบงก์เรดิโอ

          การค้นหาสัญญาณสิ่งมีชีวิตที่ไกลที่สุดในโลกใน 5 กลุ่มตัวอย่างที่สำคัญ (ซีกโลกเหนือ)

          – ดาวฤกษ์ทั้ง 43 ดวงภายใน 5 พาร์เซก ที่ 1-15 GHz ซึ่งเป็นการสำรวจ SETI ภายใน 5 พาร์เซกที่เสร็จสิ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งอ่อนไหวต่อระดับการหลุดออกจากโลกของการส่งสัญญาณวิทยุ

          – ดาวฤกษ์ 1,000 ดวงในทุกๆสเปกตรัม (OBAFGKM) ภายใน 50 พาร์เซก 1-15 GHz

          – ดาวฤกษ์นับล้านดวงที่อยู่ใกล้ๆ เริ่มต้นที่ 5,000 ดวงในปี 2559 ระยะเวลา 1 นาที (1-15 GHz)

          – ศูนย์กลางของ 100 แกแล็กซี่ที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งแบบก้นหอย วงรี แกแล็กซี่แคระ และแกแล็กซี่ไร้รูปทรง (1-15 GHz)

          – ดาวฤกษ์ต่างถิ่น ได้แก่ ดาวแคระสีขาว 20 ดวง ดาวนิวตรอน 20 ดวง หลุมดำ 20 หลุม

          2. กล้องโทรทรรศน์แบบ Parkes Radio

          การค้นหาสัญญาณสิ่งมีชีวิตที่ไกลที่สุดในโลกใน 6 กลุ่มตัวอย่างที่สำคัญ (ซีกโลกใต้)

          – ดาวฤกษ์ทั้ง 43 ดวง (ในซีกโลกใต้) ภายใน 5 พาร์เซก ที่ 1-15 GHz ซึ่งเป็นการสำรวจ SETI ภายใน 5 พาร์เซกที่สำเร็จเป็นครั้งแรก และยังอ่อนไหวต่อการหลุดออกจากโลกของระดับการส่งสัญญาณวิทยุ

          – ดาวฤกษ์ 1,000 ดวง (ใต้) ในทุกๆสเปกตรัม (OBAFGKM) ภายใน 50 พาร์เซก (1-4 GHz)

          – ดาวฤกษ์นับล้านดวงที่อยู่ใกล้ๆ (ทางใต้) เริ่มต้นที่ 5,000 ดวง ในปี 2559-2560 ระยะเวลา 1 นาที (1-4 GHz)

          – เส้นกึ่งกลางแนวนอนและศูนย์กลางของแกแล็กซี่ (1-4 GHz)

          – ศูนย์กลางของ 100 แกแล็กซี่ที่ใกล้ที่สุด (ทางซีกโลกใต้) ทั้งแบบก้นหอย วงรี แกแล็กซี่แคระ และแกแล็กซี่ไร้รูปทรง (1-4 GHz)

          – ดาวฤกษ์ต่างถิ่น ได้แก่ ดาวแคระสีขาว 20 ดวง ดาวนิวตรอน 20 ดวง หลุมดำ 20 หลุม

          3. ระบบค้นหาดาวเคราะห์อัตโนมัติ (APF) ด้วยกล้องสเปคโตรสโคป ออปติคัล SETI

          เป้าหมายคือการจับคู่กับการค้นหาของกล้องโทรทัศน์กรีนแบงก์เรดิโออย่างใกล้ชิด โดยมีการปรับเปลี่ยนเล็กน้อยเนื่องจากระบบค้นหาดาวเคราะห์อัตโนมัติมีช่วงการค้นหาที่แคบกว่า โดยมีเป้าหมายดังนี้

          – ดาวฤกษ์ทั้ง 43 ดวงที่ APF สามารถเข้าถึง (มุมเบี่ยงเบนตั้งแต่ -20 องศาขึ้นไป)

          – ดาวฤกษ์เกือบ 1,000 ดวงในทุกสเปกตรัม ส่วนใหญ่จะเป็น OBAFGKM และดาวฤกษ์ยักษ์

          – แกแล็กซี่ที่ใกล้ที่สุด 100 แห่ง (ศูนย์กลาง และมุมเบี่ยงเบนตั้งแต่ -20 องศาขึ้นไป)

          “Breakthrough Listen ได้ออกอากาศและตรวจหาสัญญาณสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาบนท้องฟ้าอย่างเป็นทางการแล้ว” มิลเนอร์กล่าว “นับเป็นความพยายามที่ครอบคลุม และช่วยให้เกิดความเป็นไปได้อย่างมหาศาลในทางวิทยาศาสตร์และความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เราจะได้เห็นนับตั้งแต่ได้เริ่มมีการใช้ความพยายามดังกล่าวเป็นต้นมา ในวันนี้ เราได้เข้าร่วมกับกลุ่มผู้บุกเบิกและขอให้ผู้คนทั่วโลกช่วยตรวจสอบข้อมูลที่เรารวบรวมและสำรวจจักรวาลไปพร้อมกันกับเรา”

          “Breakthrough Listen ได้เริ่มดำเนินการแล้ว” พีท วอร์เดน ผู้อำนวยการบริหารของโครงการ Breakthrough Initiatives กล่าว “นับเป็นครั้งแรกที่เราจะได้รับข้อมูลการค้นหาในแกแล็กซี่เพื่อนบ้านของเราจาก SETI อย่างครอบคลุม และที่สำคัญเท่าๆกันก็คือ ประชาชนและผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกก็จะได้รับข้อมูลและช่วยตัดสินใจได้ว่ามีสิ่งมีชีวิตนอกโลกหรือไม่”

          “Breakthrough Listen เป็นการก้าวกระโดดไปข้างหน้าในเรื่องความสามารถของเราในการสำรวจท้องฟ้าอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับหลักฐานของสิ่งมีชีวิตนอกโลกที่มีความก้าวหน้า” แอนดรูว์ ไซเมียน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย Berkeley SETI กล่าว “เนื่องจากเรามีความสามารถในการประเมินผลเพิ่มขึ้นในอีกหลายเดือนข้างหน้าและจะมีการเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติม โอกาสในการค้นพบก็จะเพิ่มขึ้นอีกมากมายมหาศาล”

          ข้อมูลจากกล้องโทรทรรศน์ที่อัปโหลดขึ้นไปยังเว็บไซต์ของโครงการ Breakthrough Initiatives ( www.breakthroughinitiatives.org ) ได้จัดทำดัชนีตามวันที่บันทึก ชื่อวัตถุ และมาตรวัดอื่นๆ นักวิทยาศาสตร์และผู้ที่มีทักษะด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์สามารถวิเคราะห์ข้อมูลดิบจากกล้องโทรทรรศน์และสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันของตนเองเพื่อทำงานกับข้อมูลขนาดใหญ่และสมบูรณ์นี้ได้ ส่วนใครที่มีคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนก็สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลของ Breakthrough Listen ได้ผ่านทาง SETI@home ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์การคำนวณโดยอาสาสมัคร ( http://seti.berkeley.edu/participate ) และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ยังได้พัฒนาหลักสูตรคณิตศาสตร์สำหรับกล้องโทรทรรศน์ เครื่องมือ และข้อมูลของ Breakthrough Listen (http://seti.berkeley.edu/listen ) อีกด้วย

          Breakthrough Listen จะได้รับข้อมูลการติดตามสัญญาณจากทั่วทั้งท้องฟ้าเป็นระยะเวลากว่า 10 ปีจากเครือข่ายกล้องโทรทรรศน์ออปติคัลและกล้องโทรทรรศน์วิทยุที่ทรงพลังมากที่สุดในโลก และจะเก็บรวบรวมข้อมูลในหนึ่งวันมากกว่าการเก็บรวบรวมข้อมูลในช่วงก่อนหน้านี้ การสืบค้นข้อมูลจะมีความไวเพิ่มขึ้น 50 เท่า ครอบคลุมท้องฟ้าเป็น 10 เท่า ครอบคลุมสเปคตรัมวิทยุเพิ่มขึ้นเป็น 5 เท่า และเร็วขึ้น 100 เท่า

          กล้องโทรทรรศน์กรีนแบงก์

          เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีการติดตั้งอุปกรณ์ดิจิทัลช่วงความถี่คลื่นวิทยุ 1.5 GHz ให้กับกล้องโทรทรรศน์กรีนแบงก์ การอัพเกรดดังกล่าวคาดว่า จะสามารถเพิ่มช่วงความถี่ของระบบของกรีนแบงก์ได้เป็น 2 เท่า นอกจากนี้ การยกระดับระบบนี้ยังจะเพิ่มพื้นที่ในการเก็บข้อมูลของหอสังเกตการณ์กรีนแบงก์ได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอีกด้วย

          หอสังเกตการณ์ลิค

          ระบบการค้นหาดาวเคราะห์แบบอัตโนมัติของหอสังเกตการณ์ลิคได้เริ่มนำระบบหุ่นยนต์มาใช้ในการสังเกตการณ์การปลดปล่อยเลเซอร์จากสัญญาณทางเทคโนโลยีจากนอกโลกที่เป็นไปได้จากดาวฤกษ์ที่อยู่ใกล้เคียง กล้องโทรทัศน์ดังกล่าวได้สังเกตการณ์ดาวฤกษ์ทั้งหมด 130 ดวง และได้เปิดเผยข้อมูลดิบในรูปแบบแฟ้มเอกสารผ่านทางออนไลน์

          กล้องโทรทรรศน์ Parkes Radio

          กล้องโทรทรรศน์ Parkes Radio ในเมืองพาร์เคส ประเทศออสเตรเลีย ที่มีชื่อเสียงในเรื่องบทบาทการถ่ายทอดสดโทรทัศน์ดาวน์ลิงค์ในระหว่างการลงจอดบนดวงจันทร์ของยานอะพอลโล 11 จะเข้าร่วมกับศูนย์กล้องโทรทรรศน์กรีนแบงก์และระบบการค้นหาดาวเคราะห์แบบอัตโนมัติของลิคในเดือนตุลาคม 2559 ในขณะที่กล้องโทรทรรศน์กรีนแบงก์มีเป้าหมายที่การสังเกตการณ์ดาวเคราะห์ที่เป็นไปได้ในเชิงลึก กล้องโทรทรรศน์ Parkes Radio จะเน้นไปที่การค้นหาบนท้องฟ้าในวงกว้าง จะมีการนำเฮาร์ดแวร์การประมวลผลสัญญาณสำหรับการทดสอบความถูกต้องทางวิศวกรรมมาใช้งานที่พาร์เคสในเดือนกุมภาพันธ์ และจะมีการบันทึกข้อมูลอย่างจำกัดสำหรับการทดลองเท่านั้น

          SETI@Home 

          SETI@Home ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2542 และสามารถดึงดูดผู้มีส่วนร่วมได้หลายล้านรายในช่วงเวลาดังกล่าว อาสาสมัครสามารถลงทะเบียนเพื่อมีส่วนร่วมได้ที่ http://seti.berkeley.edu/participate ผู้ใช้ซอฟต์แวร์ฟรีนี้จะใช้พลังการประมวลของคอมพิวเตอร์ของตนมาช่วยวิเคราะห์ชุดข้อมูลจำนวนมากที่เก็บรวมรวมจากการค้นหาสิ่งมีชีวิตที่มีภูมิปัญญาทางดาราศาสตร์

          นอกไปจากข้อมูลจากกรีนแบงก์แล้ว อาสาสมัครของ SETI@home จะได้รับข้อมูลพื้นที่ท้องฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากปัจจุบัน การเริ่มสังเกตการณ์จากหอสังเกตการณ์ Parkes ในเดือนตุลาคมจะช่วยให้อาสาสมัครสามารถเข้าถึงข้อมูลได้แบบเต็มท้องฟ้า ในขณะที่ Breakthrough Listen ได้ขยายขอบเขตการค้นหาเพิ่มขึ้นอย่างมาก ประชาชนทั่วไป และแม้กระทั่งผู้ที่ไม่ได้รับการฝึกอบรมทางเทคนิคก็สามารถมีส่วนร่วมในความตื่นเต้นนี้ได้ เนื่องจากเราพยายามจะตอบคำถาม “มีส่งมีชีวิตนอกโลกหรือไม่” ให้ได้

          ผู้บริหารของโครงการ

          – มาร์ติน รีส นักดาราศาสตร์ในพระราชินูปถัมภ์ สมาชิกแห่งมหาวิทยาลัยทรินิตี ศาสตราจารย์กิตติคุณภาควิชาจักรวาลวิทยาและดาราฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

          – พีท วอร์เดร ประธานมูลนิธิ  Breakthrough Prize Foundation

          – แฟรงค์ เดรก ประธานกิตติคุณของสถาบัน SETI, ศาสตราจารย์กิตติคุณภาควิชาจักรวาลวิทยาและดาราฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานตา ครูซ, ผู้อำนวยการก่อตั้งศูนย์ดาราศาสตร์และชั้นบรรยากาศแห่งชาติ, อดีตตำแหน่งศาสตราจารย์โกลด์วิน สมิธ ภาควิชาดาราศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์

          – แดน เวอร์ธิเมอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของโครงการ SETI@home , ผู้อำนวยการของ SERENDIP, หัวหน้าผู้ตรวจสอบของ CASPER

          – แอนดรูว์ ไซเมียน ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย Berkeley SETI