HOYA ขอแนะนำ Sensity เลนส์เปลี่ยนสีที่ตอบสนองกับทุกสภาวะแสง สู่ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์– 21 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ในแต่ละวัน เราต้องเปลี่ยนจากบทบาทหนึ่งไปสู่อีกบทบาทหนึ่ง จากสถานที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งตลอดเวลา วิถีชีวิตอันเร่งรีบผลักดันให้เราต้องปรับตัวเข้ากับสถานการณ์อันหลากหลายในแต่ละวันให้ได้อย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้นจึงเป็นเรื่องที่ดีอย่างยิ่งหากมีแว่นตาสักอันที่ใส่ได้ในทุกสภาพอากาศ ทุกฤดูกาล และทุกสภาวะแสง

HOYA มีความภูมิใจที่ได้ประกาศเปิดตัว HOYA Sensity นวัตกรรมเลนส์เปลี่ยนสีใหม่ล่าสุด ซึ่งมอบประสิทธิภาพที่เหนือชั้นและความสบายตาถึงขีดสุดแก่ผู้สวมใส่ เลนส์จะปรับเปลี่ยนสีไปตามสภาพแวดล้อมเพื่อปกป้องดวงตา โดยเลนส์จะมีสีที่เข้มขึ้นเมื่ออยู่กลางแจ้ง และเปลี่ยนสีเป็นเลนส์ใสเมื่ออยู่ในร่ม

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160316/8521601720-a

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160316/8521601720-b

คุณประโยชน์เด่นของเลนส์:

  • มอบความสบายตาในทุกสภาพแสง
  • เปลี่ยนสีได้อย่างสม่ำเสมอในทุกสภาพอากาศ ทุกพื้นที่ และทุกสภาวะแวดล้อม
  • เปลี่ยนเป็นสีเข้มได้อย่างรวดเร็วเมื่ออยู่กลางแดด ทั้งยังปรับเปลี่ยนสีได้รวดเร็วกว่าเลนส์รุ่นก่อนๆ (เข้มขึ้นถึง 45% ภายใน 90 วินาที)
  • เปลี่ยนกลับเป็นเลนส์ใสได้อย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ในร่ม ทันทีที่ความเข้มของแสงโดยรอบลดลง (ความเข้มของเลนส์จางลงถึง 23% หลังจากผ่านไป 1นาที)
  • ป้องกันรังสียูวีได้ 100%
  • ลดแสงกระจายได้ดีเยี่ยม และมอบความคมชัดที่เหนือกว่า
  • มี 3 สีให้เลือกตามสไตล์คุณ ได้แก่ น้ำตาลบรอนซ์ เทาเงิน และเขียวมรกต

HOYA พัฒนาเทคโนโลยีเลนส์เปลี่ยนสีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2512 และมุ่งมั่นพัฒนาสารเปลี่ยนสีให้ดีที่สุดในทุกสภาวะแสงมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเลนส์เปลี่ยนสีSensity ได้นำเทคโนโลยีการเปลี่ยนสีในผลิตภัณฑ์ของ HOYA มาพัฒนาไปอีกขั้น เพื่อให้แน่ใจในคุณภาพและความทนทาน โดยมีหลากหลายชนิดให้เลือก ทั้งแบบเลนส์ชั้นเดียว เลนส์สองชั้น และเลนส์โปรเกรสซีฟ

Sensity มอบความสบายสูงสุดแก่ผู้สวมใส่ พร้อมการปกป้องดวงตาถึงขีดสุด ฉะนั้นไม่ว่าแต่ละวันของคุณจะเป็นอย่างไร คุณก็พร้อมรับมือได้เสมอ

ทดลองสวมเลนส์เปลี่ยนสี Sensity ได้แล้ววันนี้ที่ร้านแว่นตาชั้นนำใกล้บ้านคุณ

เกี่ยวกับ HOYA

HOYA เป็นบริษัทเทคโนโลยีทางการแพทย์ระดับโลกสัญชาติญี่ปุ่น และเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพและสินค้าไฮเทคเปี่ยมด้วยนวัตกรรมซึ่งจำเป็นต่อชีวิตประจำวัน โดยผลิตด้วยเทคโนโลยีเลนส์ขั้นสูงของบริษัท HOYA ดำเนินธุรกิจ 2 ส่วนหลักๆด้วยกัน คือ Life Care และ Information Technologyในส่วนของธุรกิจ Life Care นั้น จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ เช่น เลนส์แว่นตา และคอนแทคเลนส์ รวมถึงผลิตภัณฑ์ที่มีความเกี่ยวเนื่องทางการแพทย์ อาทิ เลนส์แก้วตาเทียมสำหรับการผ่าตัดต้อกระจก และกล้องเอ็นโดสโคปทางการแพทย์ HOYA Group ประกอบด้วยบริษัทย่อยและบริษัทในเครือกว่า 100 แห่ง ด้วยจำนวนพนักงานกว่า 35,000 คนทั่วโลก

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160316/8521601720-a
รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160316/8521601720-b

Husqvarna เปิดตัวแอป Apple Watch(TM) สำหรับหุ่นยนต์เครื่องตัดหญ้าเป็นครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

 ฮัสควาร์นา, สวีเดน–18 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          – แอปของ Husqvarna ช่วยให้ผู้ใช้สามารถควบคุม กำหนดค่า และติดตามหุ่นยนต์เครื่องตัดหญ้า Husqvarna Automower(R) รุ่น 320, 330X และ 450X ได้จากข้อมือ

 Husqvarna Lawn Mower / Husqvarna Automower 330X (PRNewsFoto/Husqvarna)

Husqvarna Automower 330X (PRNewsFoto/Husqvarna)

          วันนี้ ผู้นำระดับโลกในวงการหุ่นยนต์เครื่องตัดหญ้าได้เปิดตัวแอป Automower(R) Connect ซึ่งเป็นแอปสำหรับ Apple Watch(TM) ด้วยสัมผัสจากปลายนิ้ว Automower(R) Connect ช่วยให้คุณสามารถตัดหญ้าในสนามหญ้าของคุณได้จากข้อมือคุณเองผ่านทาง Apple Watch(TM) ไม่ว่าคุณจะกำลังทำงานหรือพักผ่อนหรืออยู่อีกซีกหนึ่งของโลกก็ตาม

          โปรดคลิกเพื่อรับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมัลติมีเดีย

          http://www.multivu.com/players/uk/7784651-husqvarna-launches-apple-watch-app/

          “เมื่อ 21 ปีที่ผ่านมา Husqvarna ได้เปิดตัวหุ่นยนต์เครื่องตัดหญ้าในตลาดเป็นครั้งแรก และเราได้ผลักดันเทคโนโลยีดังกล่าวให้อยู่แถวหน้าได้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ด้วย Automower(R) Connect สำหรับ Apple Watch(TM) Husqvarna ได้ยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ขึ้นไปอีกขั้น และยังเสริมความแข็งแกร่งให้กับความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของบริษัทในตลาดหุ่นยนต์เครื่องตัดหญ้าที่กำลังเติบโต” Olle Markusson ผู้จัดการประเภทหุ่นยนต์ของHusqvarna กล่าว

          แอป Automower(R) Connect สามารถใช้งานได้กับ Husqvarna Automower(R) รุ่น 320, 330X และ 450X โดยการแสดงผลฟังก์ชั่นการทำงานต่างๆเกิดขึ้นจากการสัมผัสเพียงครั้งเดียว ดังต่อไปนี้:

          – การควบคุม – ติดตามสถานะในปัจจุบันของหุ่นยนต์เครื่องตัดหญ้า และส่งคำสั่ง “สตาร์ทเครื่อง” “หยุด” และ “จอด”

          – การตั้งค่า – อ่านและปรับแต่งเมนูการตั้งค่าหุ่นยนต์เครื่องตัดหญ้า

          – ความปลอดภัย – รับการแจ้งเตือนและติดตามตำแหน่งของหุ่นยนต์เครื่องตัดหญ้าในกรณีที่ถูกขโมย

          แอปพลิเคชัน Automower(R) Connect สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจาก App Store และอยู่ในประเภทสาธารณูปโภค

          เกี่ยวกับ Husqvarna Automower(R)

          หุ่นยนต์เครื่องตัดหญ้าของ Husqvarna เปิดตัวในปี 2538 และได้มีวิวัฒนาการไปสู่ผู้ปฏิบัติงานที่ทำงานในสวนได้เกือบทุกรูปแบบอย่างแท้จริงนับตั้งแต่นั้น กว่า 20 ปีที่หุ่นยนต์เครื่องตัดหญ้ายังคงครองเป็นเลิศในเรื่องสนามหญ้า ความเงียบ และประสิทธิภาพด้านการช่วยคุณประหยัดเวลาเพื่อทำงานอื่น

          นับตั้งแต่ที่ได้มีการเปิดตัว Husqvarna Automower(R) ได้มีวิวัฒนนาการทั้งในชื่อเสียงและศักยภาพอย่างแท้จริง Husqvarna Automower(R) ใช้พลังงานไฟฟ้าและสามารถไต่ขึ้นทางชันได้ 45% อีกทั้งยังทำงานได้ในทุกสภาพอากาศ และเดินเครื่องได้อย่างเงียบเชียบ

          เทคนิคการตัดหญ้าที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวนี้อยู่บนพื้นฐานใบมีดขนาดเล็กและคมของเครื่องตัดหญ้าที่ตัดหญ้าได้อย่างต่อเนื่องและหลายครั้งในรูปแบบสุ่มภายในพื้นที่ที่คุณกำหนด เมื่อถึงเวลาที่ต้องชาร์จแบตเตอรี่ เครื่องตัดหญ้าจะกลับมายังสถานีชาร์จไฟ และจะกลับไปทำงานต่อเองได้หลังจากนั้นจนกว่างานจะแล้วเสร็จ

          http://photos.prnewswire.com/prnh/20160318/345669

          แหล่งข่าว: Husqvarna

Fragrance Du Bois เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ใจกลางกรุงปารีส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ปารีส–18 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          Fragrance Du Bois แจ้งเกิดบนเวทีโลก ด้วยการเปิดตัวแบรนด์อย่างยิ่งใหญ่ในยุโรป ณ บูติกของ Jovoy

 

คำบรรยายภาพ 1 –ตู้โชว์น้ำหอม Fragrance Du Bois ที่ผลิตจากน้ำมันกฤษณาบริสุทธิ์ 100% ตามหลักความยั่งยืน ณ บูติกของ Jovoy

          http://photos.prnasia.com/prnvar/20160314/8521601644-a

          Jovoy บูติกที่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “แหล่งรวมน้ำหอมหายาก” ซึ่งคัดสรรแบรนด์และผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาวางจำหน่ายอย่างละเอียดรอบคอบ ได้รับหน้าที่เป็นเวทีเปิดตัวน้ำหอมแบรนด์ Fragrance Du Bois ณ กรุงปารีสอันเป็นศูนย์กลางน้ำหอมของโลก ซึ่งงานนี้ได้รับความสนใจจากบรรดาสื่อมวลชนทั่วโลก

          เนื่องในวาระครบรอบ 4 ปีของ Jovoy ความสัมพันธ์ที่เพิ่งก่อตัวขึ้นใหม่ระหว่าง Fragrance Du Bois กับ Jovoy จึงนับได้ว่าเป็นนิมิตหมายอันดีอย่างยิ่ง

          Jovoy ให้ความสำคัญกับน้ำหอมคุณภาพชั้นเลิศที่สร้างสรรค์โดยนักผสมน้ำหอมระดับโลกที่มีแนวคิดแปลกใหม่ และนี่คือหลักการทำธุรกิจของแบรนด์นับตั้งแต่ที่คุณฟรองซัวร์ เออแนง ได้ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว สำหรับน้ำหอมของ Fragrance Du Bois นั้น สามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของน้ำหอมหายากสุดพิเศษในบูติกแห่งนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ เนื่องจากมีความสอดคล้องกับค่านิยมของ Jovoy อันได้แก่ คุณภาพ ความสร้างสรรค์ และความพิเศษ

 

คำบรรยายภาพ 2 – เฮเลน เกลลีย์, นิโคลา พาร์คเกอร์ ผู้อำนวยการแบรนด์ Fragrance Du Bois, ฟรองซัวร์ เออแนง เจ้าของร้าน Jovoy, แบร์รี รอว์ลินสัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Asia Plantation Capital และแกรี เครตส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Fragrance Du Bois Europe (จากซ้ายไปขวา)

          http://photos.prnasia.com/prnvar/20160314/8521601644-b

          ความร่วมมือในครั้งนี้ ซึ่งเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของแผนความร่วมมือระหว่างทั้งสองแบรนด์ ถือเป็นการบรรจบกันของแนวคิดและเป็นการหลอมรวมวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน โดย Fragrance Du Bois มีรากฐานอันมั่นคงในเอเชีย ขณะที่ Jovoy เป็นตัวแทนของแวดวงน้ำหอมชั้นเลิศตามแบบฉบับฝรั่งเศส ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของ Fragrance Du Bois รังสรรค์ขึ้นด้วยความเชี่ยวชาญในฝรั่งเศส จากฝีมือของเหล่านักผสมน้ำหอมและช่างฝีมือชั้นนำ ด้วยส่วนผสมหลักที่แฝงไปด้วยความแปลกใหม่และกลิ่นอายแบบตะวันออก

          น้ำหอมทุกขวดของ Fragrance Du Bois ประกอบด้วยน้ำมันกฤษณาบริสุทธิ์จากธรรมชาติ 100% ซึ่งผลิตขึ้นอย่างยั่งยืน น้ำมันกฤษณาเป็นส่วนผสมที่เหล่าผู้ผลิตน้ำหอมชั้นนำของโลกต่างเลือกใช้ในน้ำหอมของตน เพราะมอบกลิ่นที่ล้ำลึกและฝังแน่นยาวนานเหนือกว่าส่วนผสมอื่นๆ และถึงแม้ว่าจะมีผู้ลอกเลียนแบบมากมายทั่วโลก แต่น้ำมันกฤษณาที่นักผสมน้ำหอมของ Fragrance Du Bois มีโอกาสได้ใช้ในผลงานของตนนั้น ยังคงเป็นที่ปรารถนาและเป็นที่ริษยาของทั่วทั้งวงการ

          Fragrance Du Bois เป็นเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรียที่เป็นต้นกำเนิดของน้ำมันกฤษณา พื้นที่เพาะปลูกดังกล่าวบริหารจัดการโดยบริษัทชั้นนำมากรางวัลการันตีคุณภาพอย่าง Asia Plantation Capital ซึ่งมาพร้อมกับเทคนิคและความเชี่ยวชาญอันเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทที่ช่วยให้ต้นกฤษณารอดพ้นจากการสูญพันธุ์ ทั้งยังมีการดำเนินธุรกิจแบบบูรณาการแนวดิ่งที่กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งโลกธุรกิจยุคใหม่

 

คำบรรยายภาพ 3 – ลูกค้าร่วมสัมผัสกับความมหัศจรรย์ของน้ำหอมจาก Fragrance Du Bois

          http://photos.prnasia.com/prnvar/20160314/8521601644-c

          บรรดาสื่อมวลชนที่เข้าร่วมงานเปิดตัวต่างทึ่งไปกับเรื่องราวของ Fragrance Du Bois โดยหลักการดำเนินธุรกิจแบบ “From Soil, to Oil, to You”สามารถดึงดูดความสนใจของนักข่าวมากประสบการณ์และผู้คลั่งไคล้น้ำหอมได้อย่างอยู่หมัด ด้วยเรื่องราวของความยั่งยืน การปลูกต้นไม้ทดแทน ความใส่ใจในสิ่งแวดล้อม และความรับผิดชอบต่อสังคมในทุกจุดของห่วงโซ่อุปทาน เรื่องราวเหล่านี้ได้นำพาผู้ฟังเดินทางจากพื้นที่ปลูกต้นกฤษณา ไปจนถึงการผลิตน้ำหอมในขั้นสุดท้าย ซึ่งน้ำหอมเหล่านี้ก็กำลังได้รับการจัดแสดงอย่างงดงามเนื่องในโอกาสนี้ ณ แหล่งรวมน้ำหอมที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่งในกรุงปารีส

          คุณฟรองซัวร์ เออแนง กล่าวว่า “Jovoy มีค่านิยมที่ชัดเจน แน่นอนว่าคุณภาพเป็นหลักสำคัญ แต่เราก็มองหาสิ่งที่แตกต่างออกไปเช่นกัน ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ตลาดน้ำหอมโลกเริ่มขาดความโดดเด่น เราจึงภูมิใจที่ได้ส่งเสริมแบรนด์ที่มีความสร้างสรรค์และมีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และเรายินดีที่ได้เปิดตัวแบรนด์ Fragrance Du Bois ในกรุงปารีส ณ “แหล่งรวมน้ำหอม” ของเรา เนื่องจากแบรนด์ทั้งสองมีค่านิยมเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดในบูติกแห่งนี้ต้องผลิตขึ้นจากส่วนผสมที่ดีที่สุด ผลิตอย่างยั่งยืน และผสมผสานจนกลายเป็นความล้ำเลิศที่กระตุ้นสัมผัสและสร้างแรงบันดาลใจ”

 

คำบรรยายภาพ 4 – สาธิตการเฉือนเนื้อไม้กฤษณาภายในงานเปิดตัว Fragrance Du Bois ที่ Jovoy

          http://photos.prnasia.com/prnvar/20160314/8521601644-d

          คุณนิโคลา พาร์คเกอร์ ผู้อำนวยการแบรนด์ Fragrance Du Bois กล่าวว่า “ย้อนกลับไปในช่วงก่อตั้งแบรนด์ Fragrance Du Bois เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา ดิฉันฝันที่จะเห็นผลิตภัณฑ์ของเราเป็นที่รู้จักในปารีส ความฝันนั้นได้กลายเป็นจริงแล้วในวันนี้ และดิฉันรู้สึกตื่นเต้นเป็นที่สุด Jovoy มีทุกอย่างที่แบรนด์ๆหนึ่งควรมี และความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความสำเร็จของเราในฐานะบริษัท อันเป็นผลพวงจากการทำงานเป็นทีม ตั้งแต่คนงานและผู้จัดการตามพื้นที่เพาะปลูกซึ่งดูแลต้นกฤษณาของเราเป็นอย่างดี คณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่ช่วยรับประกันว่าน้ำมันกฤษณาของเรามีคุณภาพยอดเยี่ยม บุคลากรตามโรงกลั่น ไปจนถึงบรรดานักผสมน้ำหอมมือฉมังซึ่งเป็นผู้สร้างสรรค์น้ำหอมอันยอดเยี่ยมเหล่านี้ เราทั้งหมดล้วนให้ความสำคัญในสิ่งเดียวกันด้วยใจจริง” คุณพาร์คเกอร์กล่าวสรุป “วันนี้ เรามีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติเช่นนี้ ดิฉันยอมรับว่า “การมาถึงจุดนี้” ให้ความรู้สึกดีแค่ครึ่งเดียว แต่ “การได้มายืน ณ จุดนี้” ให้ความรู้สึกพิเศษอย่างยิ่ง”

          Fragrance Du Bois เลือกใช้แต่ส่วนผสมชั้นเลิศที่ผลิตขึ้นอย่างยั่งยืน ทางแบรนด์มีร้านบูติกอยู่ในสิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ และกรุงเทพฯ อีกทั้งมีแผนเปิดบูติกเพิ่มเติมทั่วโลกในอีกไม่กี่สัปดาห์และไม่กี่เดือนข้างหน้า และบัดนี้ บูติก Jovoy ในกรุงปารีสก็วางจำหน่ายน้ำหอมของ Fragrance Du Bois แล้ว ในฐานะแบรนด์น้องใหม่ที่ได้รับการยอมรับในโลกแห่งน้ำหอมชั้นสูง ด้วยการใช้ส่วนผสมที่คัดสรรจากธรรมชาติและมีความยั่งยืน

          หมายเหตุถึงบรรณาธิการ:

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

          ชาร์ลอตต์ เมดิก

          เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและธุรการ

          อีเมล: charlotte.medigue@fragrancedubois.com

          โทร: +41 22 707 7330

          เกี่ยวกับ Fragrance Du Bois 

          Fragrance Du Bois เป็นแบรนด์น้ำหอมฝรั่งเศสที่ถือกำเนิดขึ้นจากสายสัมพันธ์ระหว่างสองฝั่งโลก ได้แก่ พื้นที่ปลูกต้นกฤษณาและโรงกลั่นน้ำมันกฤษณาที่ดำเนินงานอย่างยั่งยืนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และศาสตร์การรังสรรค์น้ำหอมแบบฉบับเมืองกราสส์ของฝรั่งเศสอันยากที่จะเลียนแบบ

          Fragrance Du Bois นำเสนอ Eaux de Parfums 10 รุ่นในตระกูล “Shades” และ “Prive” ส่งผลให้แบรนด์มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและเข้ามามีบทบาทสำคัญในวงการน้ำหอมโลกที่มีการแข่งขันสูง ขณะเดียวกัน หลักการดำเนินงาน “From Soil, to Oil, to You” ก็กำลังกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งโลกธุรกิจยุคใหม่

          ปัจจุบัน Fragrance Du Bois มีการวางจำหน่ายในปารีส สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ กรุงเทพฯ ดูไบ และมีแผนขยายธุรกิจไปยังโดฮา เจนีวา และลอนดอนในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

          เกี่ยวกับ Jovoy

          Jovoy ร้านบูติกกลางกรุงปารีสที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “แหล่งรวมน้ำหอมหายาก” ได้เฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 44 rue de Castiglione เมื่อวันที่ 29กุมภาพันธ์ 2559 โดย Jovoy ได้เติบโตขึ้นเป็นสุดยอดบูติกน้ำหอมสำหรับบรรดาผู้คลั่งไคล้น้ำหอมที่รังสรรค์อย่างละเอียดลออ แปลกใหม่ และเข้ากับบุคลิกของตนเอง

          คุณฟรองซัวร์ เออแนง ชายผู้ให้กำเนิดแบรนด์นี้ ได้ค้นพบและตกหลุมรักศาสตร์แห่งการสร้างสรรค์น้ำหอมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนได้ตั้งโรงกลั่นน้ำมันหอมระเหยในเวียดนาม ก่อนที่จะเริ่มรังสรรค์ผลงานของตนในเมืองกราสส์ของฝรั่งเศส

          Jovoy ได้เริ่มใช้กลยุทธ์แฟรนไชส์เพื่อขยายอุตสาหกรรมน้ำหอมโลกในศตวรรษที่ 21 โดยได้ผลักดันน้ำหอมเฉพาะกลุ่มที่โดดเด่นจากแบรนด์ทั่วๆไป ขณะเดียวกันก็ยังยึดมั่นในแก่นแท้ของน้ำหอมสไตล์ฝรั่งเศส Jovoy มีธุรกิจในกรุงเตหะรานของอิหร่าน และร้านบูติกนำร่องในเมืองเลอม็องของฝรั่งเศส นอกจากนั้นยังยืนยันแผนการเปิดตัวบูติกแห่งแรกที่กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ด้วย

มหกรรมนาฬิกาและอัญมณี “Baselworld 2016” เปิดฉากแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บาเซิล, สวิตเซอร์แลนด์–18 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

 

มหกรรม Baselworld 2016 ที่ทั่วโลกต่างยอมรับว่าเป็นเวทีสุดยิ่งใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมนาฬิาและอัญมณีโลก เปิดฉากแล้วในวันที่ 17 มีนาคม โดยมี Simonetta Sommaruga ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส เป็นประธานในพิธี งานนี้สามารถดึงดูดความสนใจของบรรดามืออาชีพและผู้บริโภคจากทั่วโลกได้อีกครั้ง ด้วยแบรนด์อันทรงเกียรติและมีชื่อกว่า 1,500 แบรนด์ ตลอดจนผู้สื่อข่าวกว่า 4,000 ชีวิตจากสื่อแขนงต่างๆทั่วโลกที่เข้าร่วมงานในครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-24 มีนาคม 2016 

 

เวทีเปิดตัวสินค้าและนวัตกรรมที่จะเป็นเทรนด์ใหม่ของโลก

 

มหกรรม Baselworld โดดเด่นเหนือใครในฐานะเวทีสุดพิเศษที่รวบรวมคนในวงการนาฬิกาและอัญมณี รวมถึงเพชร ไข่มุก เครื่องจักร และสินค้าอื่นๆที่เกี่ยวข้องมาไว้ในที่เดียว บรรดามืออาชีพกว่า 150,000 คนจากกว่า 100 ประเทศ ต่างมารวมตัวกันในงานนี้เพื่อติดตามทิศทางของอุตสาหกรรม รวมถึงรับแรงบันดาลใจจากผลงานการสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่นำมาจัดแสดงบนพื้นที่ 141,000 ตารางเมตร ตลอดจนสำรวจเทรนด์ใหม่ๆ และเป็นเจ้าของคอลเลคชั่นล่าสุดจากแบรนด์ดังระดับโลกกว่า 1,500 แบรนด์ มหกรรม Baselworld คือหัวใจของอุตสาหกรรมตลอดระยะเวลาจัดงาน 8 วันต่อปี งานนี้สร้างปรากฏการณ์สั่นสะเทือนโลกเมื่อข่าวการเปิดตัวสินค้าใหม่ๆกระจายไปทุกพื้นที่ คอลเลคชั่นต่างๆที่หลายคนรอคอยจะได้อวดโฉมเป็นครั้งแรกในงานสุดยิ่งใหญ่ที่จัดขึ้นในนครอันโด่งดังระดับโลก

 

หลักชัยสำคัญในประวัติศาสตร์ 100 ปีของ MCH Group 

 

Rene Kamm ซีอีโอของบริษัท MCH Group ได้กล่าวต้อนรับ Simonetta Sommaruga ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส โดยระบุว่ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ท่านมาเป็นประธานเปิดงาน ปีนี้เป็นปีที่สำคัญยิ่งสำหรับ MCH Group ซึ่งกำลังฉลองครบรอบ 100 ปีของการจัดงาน Mustermesse Basel (Muba)โดยคุณ Kamm ได้บรรยายถึงประวัติของงานที่เป็นทั้งจุดเริ่มต้นของ MCH Group และจุดกำเนิดของงานแสดงสินค้าสวิสสมัยใหม่ โดยกล่าวอย่างภูมิใจและยินดีที่งานนี้ได้เติบโตจากงานแสดงสินค้าขนาดเล็กของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส จนกลายเป็น “เวทีสุดยิ่งใหญ่สำหรับทั่วทั้งอุตสาหกรรม” ในปัจจุบัน คุณKamm ได้เน้นย้ำว่า “การรักษาตำแหน่งผู้นำเป็นเรื่องยาก แต่ Baselworld ก็ยังสามารถยกระดับสถานะผู้นำได้ทุกปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากยิ่งจนต้องขอย้ำให้ฟัง” ขณะเดียวกัน คุณ Kamm ได้กล่าวถึงสภาพเศรษฐกิจที่อุตสาหกรรมและทั่วโลกกำลังเผชิญ แต่ก็ยืนยันความเชื่อมั่นที่มีต่ออุตสาหกรรมพร้อมกล่าวว่า “เมื่อมีแรงจูงใจ ความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะปัญหาก็จะประสบผลสำเร็จเสมอ ซึ่งอุตสาหกรรมนาฬิกาและอัญมณีก็มีแรงจูงใจและความยืดหยุ่นในการรับมือกับความท้าท้ายเหล่านี้”  

 

งานแสดงที่โดดเด่นและเป็นหัวใจของอุตสาหกรรม

 

Baselworld เป็นศูนย์รวมของทั่วทั้งอุตสาหกรรม ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่เพื่อสำรวจทิศทางของธุรกิจและเทรนด์ใหม่ๆ ตลอดระยะเวลาการจัดงาน8 วันต่อปี” Sylvie Ritter กรรมการผู้จัดการของ Baselworld กล่าว นอกจากนี้ เธอยังเผยข้อเท็จจริงและสถิติอันน่าทึ่งที่ทำให้งาน Baselworld โดดเด่นและไม่มีใครเทียบได้ โดยกล่าวว่า “ไม่มีงานใดในโลกที่สามารถรวบรวมแบรนด์ดังมาไว้ด้วยกันได้มากขนาดนี้ ไม่มีงานแสดงนาฬิกาหรืออัญมณีใดที่สามารถดึงดูดผู้ร่วมงานได้กว่า 150,000 คนจากกว่า 100 ประเทศ และไม่มีงานใดที่สื่อมวลชนให้ความสนใจอย่างล้นหลามขนาดนี้ งานนี้สร้างรายได้กว่า 2 พันล้านฟรังก์สวิสในแต่ละปี และสร้างงานโดยตรงกว่า 13,000 ตำแหน่ง” เมื่อกล่าวถึงสภาพเศรษฐกิจและการเมืองที่อึมครึมและผันผวน คุณ Ritter ระบุว่า การเดินชมงาน Baswlworld จะทำให้เห็นว่า “ภาคการผลิตนาฬิกาและอัญมณียังคงมีศักยภาพมหาศาลในการตอบสนองและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่างๆ หรือพูดง่ายๆคือ อุตสาหกรรมนี้ยังมีแรงผลักดันที่ไม่เคยหยุดนิ่ง” ซึ่งการไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่นี่เองที่ช่วยให้อุตสาหกรรมก้าวไปถึงระดับที่ไม่มีใครกล้าฝันถึงเมื่อ 10 ปีที่แล้ว

 

เมื่อพูดถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน คุณ Ritter ได้เผยถึงความไม่มั่นใจของผู้จัดแสดงบางราย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางที่ไม่สามารถรับมือกับอุปสงค์ที่ลดลงในระยะกลางได้ แต่ผู้จัดแสดงส่วนใหญ่ยังเหนียวแน่นกับงานนี้ แม้จะไม่เข้าร่วมงานอื่นก็ตาม คุณ Ritter กล่าวสรุปว่า มหกรรมนี้จะเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้งเพื่อสะท้อนความต้องการและความปรารถนาของอุตสาหกรรม พร้อมกล่าวถึงความศรัทธาของผู้จัดแสดงที่ยังเหนียวแน่น โดยกล่าวว่า “พวกเขามั่นใจว่าเราจะก้าวต่อไปข้างหน้า เดินหน้าลงทุนเพื่ออนาคต ตลอดจนยกระดับคุณภาพและความน่าดึงดูดของงาน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบทบาทผู้นำของ Baselworld

 

ปรากฎการณ์ Baselworld สั่นสะเทือนไปทั่ว ดันเมืองบาเซิลเป็นจุดสนใจของโลก 

 

Christoph Brutschin สมาชิกสภาเขตปกครองบาเซิล-สแตดท์ กล่าวต้อนรับและอวยพรแขกทุกท่านในนามของรัฐบาลแห่งบาเซิล-แลนด์ และบาเซิล-สแตดท์ คุณ Brutschin ยอมรับว่าโลกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบาก แต่ในขณะเดียวกันก็มีโอกาสมากมายในโลกยุคดิจิตอล นอกจากนี้ การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อใช้ในการวิจัย รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ยังมีศักยภาพในการผลักดันอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาไปสู่การสร้างสรรค์และพัฒนานวัตกรรมใหม่ คุณ Brutschin ยังกล่าวยกย่องเทคโนโลยีอันน่าทึ่งของหลายแบรนด์ดัง พร้อมกับชื่นชมแบรนด์หรูต่างๆที่ผลิตสินค้าด้วยมือซึ่งต้องใช้เวลาและความอดทนสูง จนเกิดเป็นผลงานที่ “สะกดใจทั้งในแง่ของแบรนด์ รูปลักษณ์ วัสดุมีค่า และสัดส่วนอันกลมกลืน” เขามองว่าผลงานเหล่านี้เป็นกลไกสุดมหัศจรรย์ที่ “กระตุ้นความสนใจและสร้างประกายในแววตาทั้งของผู้เชี่ยวชาญและมือสมัครเล่น” พร้อมกล่าวเสริมว่า เขาตื่นเต้นที่จะได้เห็นกระบวนการและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆในอนาคต และมั่นใจว่าอุตสาหกรรมนี้สามารถแสวงหาเครื่องมือที่จำเป็นเพื่อมุ่งสู่ความสำเร็จในอนาคตได้ สุดท้ายนี้ คุณ Brutchinกล่าวว่า เขาและประชาชนชาวบาเซิลภูมิใจมากที่งาน Baselworld สามารถก้าวข้ามช่วงเวลาแห่งความผันผวนทางเศรษฐกิจมาได้ปีแล้วปีเล่า และเติบโตขึ้นเรื่อยๆจนกลายเป็นงานแสดงที่พลาดไม่ได้สำหรับทุกคนในอุตสาหกรรม

 

ทั้งนี้ พิธีเปิดงาน Baselworld จบลงด้วยการกล่าวสุนทรพจน์ของ Simonetta Sommaruga

งาน BASELWORLD 2016 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-24 มีนาคม 2016

ดาวน์โหลดภาพในงาน Baselworld ได้ฟรีที่ baselworld.com

สื่อมวลชนติดต่อ

Loraine Stantzos

โทร. +41-58-206-22-64

เว็บไซต์: http://www.baselworld.com

อีเมล: press@baselworld.com

เฟซบุ๊ก: http://www.facebook.com/baselworld

ทวิตเตอร์: http://www.twitter.com/baselworld

เว่ยป๋อ: http://www.weibo.com/baselworld

แหล่งข่าว: Baselworld / MCH Group

Achilles เผยผู้ผลิตอาหารเผชิญความเสี่ยงด้านจริยธรรมจากการไม่รู้ข้อมูลซัพพลายเออร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

กรุงเทพฯ–(บิสิเนส ไวร์)–17 มี.ค. 2016

– บริษัทอาหารควรจัดทำแผนที่ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อคุ้มครองแรงงานที่มีความเปราะบางต่อความเสี่ยง

ผู้ผลิตอาหารทั่วโลกต่างยอมรับว่ายังไม่สามารถนำมาตรการปกป้องขั้นพื้นฐานมา ใช้เพื่อคุ้มครองแรงงานที่มีความเปราะบางต่อความเสี่ยงภายในห่วง โซ่อุปทานของตน แม้ว่าการตรากฎหมายเพื่อยุติการใช้แรงงานทาส แรงงานเด็ก และแนวทางการปฏิงานที่ไร้จริยธรรม ได้ผ่านมาเกือบ 1 ปีแล้วก็ตาม

เกือบ 1 ใน 5 (19%) ของผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ยอมรับว่า บริษัทไม่มีวิธีการตรวจสอบแม้แต่ชื่อและที่อยู่ของผู้ขายหรือผู้ให้บริการใน ห่วงโซ่อุปทานของตน ซึ่งเป็นขั้นตอนพื้นฐานขั้นตอนแรกที่จะช่วยให้บริษัทสามารถสืบทราบและยุติ การกดขี่ข่มเหงหรือทารุณกรรมได้ ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มากกว่าครึ่งหนึ่ง (53%) ยอมรับว่า บริษัทยังไม่ มีแผนการในอนาคตที่จะตรวจสอบว่าผู้ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของตนนั้นเป็นใคร บ้าง

ยิ่งไปกว่านั้น จากการสำรวจบริษัทผู้ผลิตอาหารรายใหญ่ 42 แห่งในสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา สเปน บราซิล เอเชีย ออสเตรเลีย แอฟริกาใต้ และตะวันออกกลาง พบว่า บริษัทอาหารมากกว่า 1 ใน 10 (12%) ยอมรับว่าบริษัทยังไม่สามารถกำหนดมาตรฐานองค์กรซึ่งซัพพลายเออร์จะต้องยึด ถือปฏิบัติตามในประเด็นต่างๆ อาทิ หลักจริยธรรม และ สุขภาพและความปลอดภัย การศึกษาดังกล่าวจัดทำขึ้นโดยหน่วยงานวิจัยอิสระ IFF และอนุมัติให้จัดทำโดย Achilles ซึ่งเป็นบริษัทบริหารจัดการความเสี่ยงที่เกิดจากผู้ขายหรือผู้ให้บริการทั่ว โลก

ผลสำรวจพบว่า ผู้ผลิตอาหาร 40% เชื่อว่า ‘มีความเป็นไปได้ หรือ มีความเป็นไปได้อย่างมาก’ ที่บริษัทจะต้องเผชิญกับการตรากฎหมายเพิ่มขึ้น และเกือบ 1 ใน 3 (29%) ระบุว่า ‘มีความเป็นไปได้ หรือ มีความเป็นไปได้อย่างมาก’ ที่จะต้องเผชิญกับความเสียหายด้านชื่อเสียง

ลูอิส โอลิวี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจทั่วโลกของ Achilles กล่าวว่า “หากผู้ผลิตอาหารไม่รู้ว่าใครอยู่ในห่วงโซ่อุปทาน หรือไม่มีข้อมูลพื้นฐานว่าผู้รับจ้างแต่ละรายทำธุรกิจอย่างไร ก็เท่ากับว่าผู้ผลิตกำลังเพิ่มความเสี่ยงให้กับตนเองในการใช้แรงงานทาส แรงงานเด็ก หรือการปฏิบัติงานอย่างไร้จริยธรรม โดยที่ไม่รู้ตัว”

ธุรกิจที่ถูกพบว่าใช้แรงงานอย่างไร้จริยธรรมในห่วงโซ่อุปทาน จะถูกปรับอย่างหนักตามกฎหมายหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติทาสสมัยใหม่ (Modern Slavery Act) ของรัฐบาลอังกฤษ

“เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงด้านจริยธรรม เราแนะนำให้ธุรกิจขนาดใหญ่จัดทำแผนที่ห่วงโซ่อุปทานในทุกลำดับขั้น เพื่อบ่งชี้และรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น การมองเห็นภาพรวมของห่วงโซ่อุปทานจะช่วยให้ธุรกิจต่างๆสามารถกำหนดมาตรฐาน ที่ชัดเจนในด้านจริยธรรม ซึ่งผู้ขายหรือผู้ให้บริการต้องยึดถือปฏิบัติตาม ก่อนที่จะพิจารณาส่งมอบสินค้าและบริการ” โอลิวีกล่าวเสริม

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดทำแผนที่ห่วงโซ่อุปทานได้ที่: http://www.achilles.com/for-buyers/supply-chain-solutions-portfolio/supply-chain-mapping

สำหรับบรรณาธิการ:

เกี่ยวกับ Achilles – Achilles เป็นผู้สร้างและบริหารเครือข่ายชุมชนจากหลากหลายอุตสาหกรรม โดยเปิดทางให้คู่ค้าแลกเปลี่ยนข้อมูลที่มีคุณภาพ ข้อมูลโครงสร้าง และข้อมูลแบบเรียลไทม์ เราทำหน้าที่เป็นหุ้นส่วนอิสระโดยใช้เทคโนโลยีคลาวด์และความเชี่ยวชาญด้าน อุตสาหกรรม เพื่อส่งมอบข้อมูลที่ถูกต้องและข้อมูลวิเคราะห์เจาะลึก เพื่อช่วยให้ผู้ซื้อทั่วทั้งภาคส่วนสามารถบ่งชี้และจัดการกับความเสี่ยง ขณะที่ช่วยให้ผู้ขายหรือผู้ให้บริการสามารถเพิ่มการเข้าถึงตลาด พร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนด และลดต้นทุน เพื่อประโยชน์ของเครือข่ายโดยรวม

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51276329&lang=en

ติดต่อ:
Media –
Susie Carter
Global PR Manager for Achilles
Susie.carter@Achilles.com
07788385330

รายงาน ‘Future of Trade’ จาก DMCC เผยกลยุทธ์ดิจิทัลช่วยสร้างธุรกิจส่งออกหน้าใหม่ถึง 350 ล้านราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอนดอน–18 มี..–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ผลการศึกษาของ DMCC เผยโฉมการปฏิวัติดิจิทัลในแวดวงการค้าโลก

ดัชนี Industry Digitalisation Index ของ DMCC ชี้ 42% ของธุรกิจทั่วโลกมีการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

DMCC Future of Trade / Going Digital to Create 350m New Exporters Says DMCC's 'Future of Trade' Report (PRNewsFoto/DMCC)

Going Digital to Create 350m New Exporters Says DMCC’s ‘Future of Trade’ Report (PRNewsFoto/DMCC)

รายงาน ‘Future of Trade’ [http://www.futureoftrade.ae ] ฉบับปฐมฤกษ์ของ DMCC ซึ่งเป็นศูนย์กลางธุรกิจและการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ชั้นนำของโลก เผยให้เห็นว่า ธุรกิจมากถึง 350 ล้านรายมีแนวโน้มที่จะส่งออกสินค้าเป็นครั้งแรก หากพวกเขาปรับเปลี่ยนไปใช้กลยุทธ์ดิจิทัลอย่างครบวงจร

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: http://www.multivu.com/players/uk/7785351-DMCC-new-exporters-future-of-trade

รายงานดังกล่าวนำเสนอมุมมองที่ว่า ‘The Future of Trade’ จะเผยให้เห็นโลกธุรกิจในอีกทศวรรษข้างหน้าได้อย่างไร รวมทั้งนำเสนอข้อมูลเชิงลึกซึ่งรวบรวมจากผู้เชี่ยวชาญ 150 ท่าน ใน 5 ทวีป เป็นเวลา 1 ปี ทั้งนี้ รายงาน ‘The Future of Trade’ [http://www.futureoftrade.ae] จัดทำขึ้นโดย DMCCร่วมกับ Futureagenda.org และศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (Cebr) ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจชั้นนำของสหราชอาณาจักร

ข้อสรุปที่น่าตื่นเต้นที่สุดของรายงานฉบับนี้คือ ขอบเขตและอิทธิพลของดิจิทัลที่มีต่อการค้าโลก โดยผลการศึกษาวิจัยของ DMCC ชี้แนะว่าการปรับเปลี่ยนการค้าเป็นดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบนั้นสามารถทำให้ธุรกิจที่ส่งออกสินค้ามีจำนวนเพิ่มขึ้นถึง 6 เท่า ซึ่งหมายความว่าธุรกิจมากถึงราว 100 – 350 ล้านรายจะเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งออกโลกเป็นครั้งแรก

ผลสรุปจากรายงานของเรานั้นกระจ่างชัดเกอแธม ซาชิตตัล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ DMCC กล่าว หลายบริษัทที่ต้องการประสบความสำเร็จในตลาดการค้าอันท้าทายอย่างทุกวันนี้ ต้องปรับใช้กลยุทธ์ดิจิทัลอย่างจริงจัง คิดให้เท่าทันโลก และพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง หากโลกการค้าร่วมมือกันตามแนวทางเหล่านี้ เราทุกฝ่ายย่อมได้ประโยชน์อย่างแน่นอน

เพื่อเน้นย้ำความสำคัญของผลการศึกษาดังกล่าว DMCC และ Cebr จึงจัดทำดัชนี Industry Digitalisation Index (IDI) ขึ้นเพื่อติดตามความคืบหน้าของการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่ทางภูมิศาสตร์และภาคอุตสาหกรรมต่างๆ โดยจะมีการอัพเดทดัชนีอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้เห็นภาพของกระบวนการดิจิทัลในวงการการค้าโลกแบบเรียลไทม์ ทั้งนี้ IDI ชี้ว่า 42% ของธุรกิจทั้งหมดในปัจจุบันได้ปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

DMCC เป็นศูนย์รวมของบริษัทมากกว่า 11,500 บริษัท และดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเป็นมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคสินค้าโภคภัณฑ์ โดย DMCC และนครดูไบได้จับมือกับ Futureagenda.org และ Cebr เพื่อกำหนด The Future of Trade หรืออนาคตของการค้าร่วมกัน

ดูไบขึ้นแท่นเป็นศูนย์กลางของเส้นทางการค้าอันคับคั่งที่สุดของโลกมานานหลายศตวรรษอาห์เมด บิน ซูลาเยม ประธานกรรมการบริหารของ DMCCกล่าว งานวิจัยอย่างเช่น ‘The Future of Trade’ [http://www.futureoftrade.ae ] ของ DMCC นั้นช่วยให้ธุรกิจต่างๆ มีข้อมูลเชิงลึกที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ในช่วงเวลาที่กำลังมีการปรับสมดุลเส้นทางการค้า ผ่านการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และการเชื่อมโยงทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160314/343836 )

ที่มา: DMCC

Kenneth Cole เปิดตัวนาฬิกาออโตเมติกคอลเลคชั่นใหม่ Fall/Winter 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวยอร์ก–17 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Geneva Watch Group กลับมาอีกครั้งในงาน บาเซิลเวิลด์”

Kenneth Cole จับมือ Geneva Watch Group พาร์ทเนอร์ผู้ได้รับอนุญาตจากแบรนด์ ประกาศเปิดตัวนาฬิกาออโตเมติกคอลเลคชั่นใหม่ Fall/Winter 2016 ที่กำลังอวดโฉมอยู่ในงานบาเซิลเวิลด์ (Baselworld) มหกรรมนาฬิกาและอัญมณีชั้นนำของโลก ณ เมืองบาเซิล ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 17-24 มีนาคมนี้

 Geneva Watch Group Collection / Kenneth Cole, through its licensee partner Geneva Watch Group, introduces its new Fall/Winter 2016 Automatic Watch Collections at Baselworld, the international watch and jewelry trade show. (PRNewsFoto/Geneva Watch Group)

Kenneth Cole, through its licensee partner Geneva Watch Group, introduces its new Fall/Winter 2016 Automatic Watch Collections at Baselworld, the international watch and jewelry trade show. (PRNewsFoto/Geneva Watch Group)

ภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160314/344038

Kenneth Cole เป็นผู้นำด้านนาฬิกาออโตเมติกมาอย่างยาวนาน โดยได้ออกแบบนาฬิกาสไตล์โดดเด่นที่เผยให้เห็นถึงกลไกการเคลื่อนไหวของเฟืองใต้หน้าปัดที่ดูซับซ้อน สำหรับซีซั่น Fall/Winter นี้ Kenneth Cole ได้นำนาฬิกาออโตเมติกรุ่นยอดนิยมกลับมาอีกครั้ง เพื่อสานต่อกิตติศัพท์ของแบรนด์ในการนำเสนอนวัตกรรมรูปแบบใหม่ๆให้กับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี

กลไกของนาฬิกาออโตเมติกเหล่านี้ขับเคลื่อนโดยการเคลื่อนไหวของข้อมือ จึงเข้ากันได้ดีกับผู้สวมใส่ที่มีไลฟ์สไตล์ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ อันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เสมอมา

นาฬิกาออโตเมติกคอลเลคชั่น Fall/Winter ต่อยอดมาจากคอลเลคชั่น Spring/Summer อันเกลี้ยงเกลาและคลาสสิก ซึ่งได้มีการลงรายละเอียดอย่างประณีตบรรจงเพื่อชูตัวตนและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้สวมใส่ โดยคุณสุภาพสตรีสามารถเฉิดฉายได้ด้วยนาฬิกาสไตล์ Modern Dress ที่มาพร้อมกับสีสันใหม่ๆ เพิ่มเติมจากคอลเลคชั่นเดิมที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม นอกจากนั้นยังมีการประดับหินอย่างประณีตรอบกรอบตัวเรือน ซึ่งช่วยเพิ่มความชิคแต่ไม่ทิ้งความแข็งแกร่ง

สำหรับสุภาพบุรุษ Kenneth Cole ขอนำเสนอนาฬิกาผู้ชายที่สามารถใช้ได้ในทุกช่วงของชีวิต ทั้งสไตล์ Modern Dress และ Modern Sport ซึ่งมาพร้อมสายนาฬิกาที่ทำจากซิลิโคนและหนัง

Kenneth Cole ยังคงเดินหน้าออกแบบนาฬิกาที่โดดเด่นทั้งในเรื่องของรูปลักษณ์และประโยชน์ใช้สอย คอลเลคชั่นใหม่แต่ละคอลเลคชั่นจะเติมเต็มไลฟ์สไตล์อันคล่องแคล่วว่องไวของผู้สวมใส่ และเป็นแรงบันดาลใจให้กล้าที่จะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่

เกี่ยวกับ KENNETH COLE PRODUCTIONS, INC.

Kenneth Cole เป็นดีไซน์เนอร์ชาวอเมริกัน นักเคลื่อนไหวทางสังคม และผู้มากด้วยวิสัยทัศน์ เขาเชื่อว่าการทำธุรกิจและการกุศลต้องพึ่งพาอาศัยกัน เขาได้ก่อตั้งบริษัทระดับโลกในชื่อ Kenneth Cole Productions เพื่อรังสรรค์เสื้อผ้า รองเท้า และเครื่องประดับที่มีดีไซน์ทันสมัยและใช้งานได้หลากหลาย ซึ่งทำให้การแต่งตัวในแต่ละวันกลายเป็นเรื่องง่าย ภายใต้แบรนด์ Kenneth Cole Black Label, Kenneth Cole New York, Reaction Kenneth Cole และUnlisted รวมทั้งรองเท้าแบรนด์ Gentle Souls นอกจากนี้ บริษัทยังออกใบอนุญาตให้บุคคลที่ 3 ทำการผลิตเสื้อผ้าบุรุษและสตรี น้ำหอม นาฬิกา เครื่องประดับอัญมณี แว่นตา และเครื่องประดับอื่นๆ รวมถึงรองเท้าเด็ก ผลิตภัณฑ์ของบริษัทวางจำหน่ายตามห้างสรรพสินค้า ร้านค้าเฉพาะทาง ตลอดจนร้านค้าปลีกและเว็บไซต์ของบริษัท Kenneth Cole ได้สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ด้วยความรักภายใต้แบรนด์อันโดดเด่นตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี เพื่อประโยชน์ของวงการเสื้อผ้าเช่นเดียวกับชุมชนที่ต้องการความช่วยเหลือ

เกี่ยวกับ Geneva Watch Group

Geneva Watch Group ซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 1974 เป็นผู้นำระดับโลกด้านการออกแบบ ผลิต ตลอดจนจัดจำหน่ายนาฬิกาข้อมือและนาฬิกาตั้งโต๊ะ ทั้งแบบดิจิตอลและแอนาล็อก บริษัทสร้างสรรค์นาฬิกาภายใต้ลิขสิทธิ์ของแบรนด์แฟชั่นและไลฟ์สไตล์มากมาย อาทิ Kenneth Cole New York, Kenneth Cole Reaction และ Ted Baker London นอกจากนี้ Geneva Watch Group ยังมีแบรนด์เป็นของตนเอง ได้แก่ Freestyle แบรนด์นาฬิกาสมรรถนะสูงสำหรับผู้ชื่นชอบกิจกรรมกลางแจ้งและกีฬา และแบรนด์ Game Time ซึ่งเป็นนาฬิกาติดโลโก้ของทีมต่างๆในการแข่งขัน NFL, MLB, NBA, NHL และการแข่งขันใหญ่ๆในระดับมหาวิทยาลัย นอกเหนือจากการผลิตนาฬิกาภายใต้ลิขสิทธิ์ของแบรนด์ดังและแบรนด์ของตนเองแล้ว Geneva Watch Group ยังเป็นผู้ออกแบบและผลิตนาฬิกาภายใต้ตราสินค้าเฉพาะของห้างค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของโลกเกือบทุกแห่ง สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถรับชมได้ที่ GenevaWatchGroup.com

แถลงข่าวเปิดงาน “Baselworld 2016” มหกรรมนาฬิกาและอัญมณีสุดยิ่งใหญ่ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บาเซิล, สวิตเซอร์แลนด์–17 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Baselworld 2016 มหกรรมนาฬิกาและอัญมณีระดับโลกที่คนในวงการห้ามพลาดเพราะเป็นตัวกำหนดเทรนด์ตลอดทั้งปี ได้แถลงข่าวเปิดงานไปเมื่อช่วงเช้าของวันที่ 16 มีนาคม โดยตัวแทนสื่อชั้นนำจากนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ โทรทัศน์ หรือสื่อดิจิตอล ต่างรอคอยงานแถลงข่าวของBaselworld ซึ่งถือเป็นการเปิดม่านงานประจำปีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมนาฬิกาและอัญมณี

 Baselworld 2016 1 / Baselworld 2016 Press Conference Live Report (PRNewsFoto/Baselworld / MCH Group)

Baselworld 2016 Press Conference Live Report (PRNewsFoto/Baselworld / MCH Group)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160316/344933)

Baselworld 2016 2 / Baselworld 2016 Press Conference Live Report (PRNewsFoto/Baselworld / MCH Group)

Baselworld 2016 Press Conference Live Report (PRNewsFoto/Baselworld / MCH Group)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160316/344934)

Rene Kamm ซีอีโอของบริษัท MCH Group เปิดงานด้วยการกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงานแถลงข่าว “อันเป็นจุดเริ่มต้นของมหกรรมนาฬิกาและอัญมณีระดับโลกที่พลาดไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง” เนื่องในโอกาสที่ MCH Group กำลังฉลองครบรอบ 100 ปีของการจัดงานครั้งแรกในชื่อ Mustermesse Basel (Muba) ในปีนี้ คุณ Kamm จึงมีความภาคภูมิใจที่จะประกาศว่า “งาน Baselworld เป็นทายาทโดยตรงของงาน Muba” นอกจากนี้ เขายังอธิบายถึงวิวัฒนาการของงาน จากที่เคยเป็นงานจัดแสดงขนาดเล็กจนกลายเป็น “เวทีสุดยิ่งใหญ่สำหรับอุตสาหกรรมนาฬิกาและอัญมณีโลก” ซึ่งกว่าจะมาถึงจุดนี้ได้นั้น ต้องขอยกความดีความชอบให้กับบรรดาผู้เข้าร่วมจัดแสดงในงาน ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญสูงสุดของงาน Baselworld คุณ Kamm ได้กล่าวขอบคุณทุกคนที่ยังคง “นำเสนอผลงานสร้างสรรค์และนวัตกรรมสุดทันสมัย อันเป็นตัวกำหนดเทรนด์ในอนาคต” นอกจากนั้นยังกล่าวชื่นชมสื่อมวลชนที่มีส่วนรวมในการ “ตอกย้ำสถานะของงาน Baselworld ในฐานะผู้นำของอุตสาหกรรมนาฬิกาและอัญมณี”

Sylvie Ritter กรรมการผู้จัดการของ Baselworld ได้กล่าวทักทายผู้เข้าร่วมงานและบรรดานักข่าวกว่า 3,000 ชีวิต ภายหลังการแถลงข่าวที่มีการถ่ายทอดสด พร้อมทั้งกล่าวต้อนรับผู้ร่วมงานทุกคนเข้าสู่ “งานสำคัญในแวดวงนาฬิกาและอัญมณีที่ทุกคนรอคอยมากที่สุด” พร้อมทั้งอธิบายว่า เพราะเหตุใดงาน Baselworld จึงได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในฐานะมหกรรมนาฬิกาและอัญมณีระดับโลก โดยคุณ Ritter ได้กล่าวถึงปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้งานนี้มีความพิเศษไม่เหมือนใคร “งานนี้พิเศษเพราะเป็นศูนย์กลางทางธุรกิจของอุตสาหกรรมนาฬิกาและอัญมณี งานนี้พิเศษเพราะแบรนด์ชั้นสูง ผู้ค้าปลีกทรงอิทธิพล และสื่อชั้นนำมารวมตัวกันในที่เดียว และงานนี้พิเศษเพราะเป็นตัวกำหนดเทรนด์ในอีก 12 เดือนข้างหน้า” เมื่อพูดถึงสภาพเศรษฐกิจและการเมืองที่อึมครึม รวมถึงผลกระทบที่มีต่ออุตสาหกรรมและงาน Baselworld คุณ Ritter กล่าวว่า Baselworld รับรู้ได้ถึงความรู้สึกไม่มั่นใจของผู้จัดแสดงบางรายที่เป็นธุรกิจขนาดเล็ก ซึ่งอาจมีสายป่านไม่ยาวพอท่ามกลางอุปสงค์ที่ซบเซา แต่นอกเหนือจากนี้แล้ว คุณ Ritter ภูมิใจที่จะประกาศว่า ผู้จัดแสดงในปีที่แล้วเกือบทุกรายได้มาร่วมจัดแสดงในงานปีนี้ด้วย “พวกเขาศรัทธาในงาน Baselworld และมั่นใจว่าเราจะก้าวต่อไปข้างหน้า เดินหน้าลงทุนเพื่ออนาคต ตลอดจนยกระดับคุณภาพและความน่าดึงดูดของงาน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับบทบาทผู้นำของ Baselworld” นอกจากนี้ คุณ Ritter ยังได้เน้นย้ำถึงท่าทีของ Baselworld ต่อสถานการณ์ที่มีแต่ความไม่แน่นอนว่า “เราไม่ได้มองข้ามความเป็นจริง แต่เรายังมองโลกในแง่ดี และตั้งหน้าตั้งตาสร้างอนาคตด้วยการก้าวไปข้างหน้าอย่างอาจหาญ!

คุณ Ritter ยืนยันว่าเธอยังมีศรัทธาและความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรม โดยกล่าวว่า “สินค้าใหม่ในงานนี้จะกลายเป็นข่าวอย่างแน่นอน และจะสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมนี้ไม่เคยหยุดอยู่กับที่ จนก้าวไปถึงระดับที่ไม่มีใครกล้าฝันมาก่อนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว” คุณ Ritter กล่าวด้วยว่า เธอเองก็รู้สึกตื่นเต้นเหมือนกับทุกคนที่มาร่วมงาน ที่จะได้เห็นนวัตกรรมการสร้างสรรค์ใหม่ๆ ซึ่งนำมาจัดแสดงในงาน Baselworld ตลอดหลายวันหลังจากนี้”

คุณ Ritter จบด้วยการกล่าวขอบคุณผู้จัดแสดงทุกท่าน ที่ยังคงเดินหน้านำเสนอนวัตกรรมมากมายที่ทำให้งาน Baselworld พิเศษเหนือใคร

Eric Bertrand ประธานคนใหม่ของคณะกรรมการผู้จัดแสดงงาน Baselworld ซึ่งเป็นสมาชิกของคณะกรรมการมายาวนานถึง 15 ปี ได้กล่าวต้อนรับทุกคนเข้าสู่งาน พร้อมกับแนะนำตัวเองและบอกเล่าประสบการณ์ในอุตสาหกรรมนาฬิกาและอัญมณี โดยกล่าวว่า “ผมทำงานในวงการนี้มาทั้งชีวิต แต่ก็ต้องแปลกใจอยู่เสมอกับผลงานการสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่ไม่เคยหยุดนิ่ง นอกจากนี้ ความสามารถในการตอบสนองต่อสถานการณ์ที่ยากลำบากของวงการนี้ก็ทำให้ผมตื่นตาตื่นใจเช่นกัน”

แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายครั้งแล้วครั้งเล่า แต่อุตสาหกรรมก็ยังสามารถ “ฟื้นตัวได้เสมอและเติบโตยิ่งกว่าเดิม” ซึ่งคุณ Bertrand เชื่อว่าไม่ใช่เหตุบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการที่ “คนในวงการนาฬิกาและอัญมณีทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ รักในสิ่งที่ทำ และไม่เคยหยุดอยู่กับที่ เพื่อทำตามความฝันต่อไป” นอกจากนี้ เขากล่าวในฐานะประธานคณะกรรมการผู้จัดแสดงงานว่า “ผมเป็นตัวแทนของผู้จัดแสดงทุกคน และอุทิศตนให้แก่หน้าที่นี้ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้า” เขากล่าวด้วยว่า ตลอดการทำงานอันยาวนาน เขาได้สังเกตเห็น “วิวัฒนาการอันเป็นปรากฏการณ์ของงาน Baselworld” ที่เริ่มจากงานแสดงในยุโรปไปสู่งานแสดงระดับแนวหน้าที่โดดเด่นที่สุดในโลก และมุ่งเน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ  “Baselworld ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าเป็นงานที่สร้างเทรนด์ใหม่ๆ และกำหนดเทรนด์ในอนาคต” พร้อมเสริมว่า “เรายินดีต้อนรับแบรนด์นาฬิกาและอัญมณีทั้งเล็กและใหญ่ ตราบใดที่แบรนด์เหล่านั้นยังพัฒนานวัตกรรมอย่างไม่หยุดยั้งและเป็นตัวแทนของวงการได้” และย้ำว่างาน Baselworld ยังคงต้อนรับผู้จัดแสดงรายใหม่เสมอ “เพราะหัวใจของงานBaselwold คือการสะท้อนภาพรวมของตลาดนาฬิกาและอัญมณีโลก และสะท้อนสิ่งที่ดีที่สุดออกมา”

คุณ Bertrand กล่าวสรุปด้วยการสนับสนุนให้ผู้เข้าชมตักตวงอย่างเต็มที่จากงาน Baselworld โดยกล่าวว่า “ผมอยากบอกคุณว่า Baselworld ไม่ได้เป็นแค่งานแสดงสินค้าชั้นแนวหน้าเท่านั้น แต่ยังเป็นงานเฉลิมฉลองและจุดนัดพบสุดพิเศษของอุตสาหกรรมนาฬิกาและอัญมณีโลกด้วย”

Francois Thiebaud ประธานคณะกรรมการผู้จัดแสดงงานของสวิตเซอร์แลนด์ กล่าวปิดท้ายงานแถลงข่าวด้วยการเน้นย้ำว่า งาน Baselworld จัดเพียง 8 วันต่อปีเท่านั้น พร้อมกับเปิดเผยว่า ภาคการส่งออกนาฬิกาของสวิสอ่อนตัวลงเพียงเล็กน้อยในปี 2015 (ลดลง 3.3%) แม้ว่าสภาพการเมืองและเศรษฐกิจโลกจะซบเซาอย่างมากก็ตาม และนาฬิกาสวิสยังคงมีมูลค่าการส่งออกสูงที่สุดในอุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาทั่วโลก ที่สำคัญคือ อุตสาหกรรมการผลิตนาฬิกาสวิสยังขยายตัวมากกว่า 60% นับตั้งแต่ปี 2010 นอกจากนี้ เขายังกล่าวยกย่องงาน Baselworld ว่าเป็นที่ที่ “ความงามและนวัตกรรมมาบรรจบกันในนาฬิกา” พร้อมกับบรรยายให้เห็นภาพว่างาน Baselworld พัฒนามาสู่จุดสูงสุดดังเช่นปัจจุบันได้อย่างไร ด้วยการบอกผู้ฟังว่า Baselworld ถือกำเนิดขึ้นในปี 1917 โดยในขณะนั้นมีแบรนด์สวิสเพียง 29 แบรนด์ที่ร่วมจัดแสดงในงาน เทียบกับ 1,500 แบรนด์ทั่วโลกในงาน Baselworld  2016 (กว่า 300แบรนด์ในนั้นเป็นแบรนด์สัญชาติสวิส)

งาน BASELWORLD 2016 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-24 มีนาคม 2016

สื่อมวลชนติดต่อ

Loraine Stantzos  

โทร. +41-58-206-22-64

เว็บไซต์http://www.baselworld.com

อีเมลpress@baselworld.com

เฟซบุ๊กhttp://www.facebook.com/baselworld

ทวิตเตอร์http://www.twitter.com/baselworld

เว่ยป๋อhttp://www.weibo.com/baselworld

ดาวน์โหลดรูปภาพได้ฟรีที่ http://www.baselworld.com

แหล่งข่าว: Baselworld / MCH Group

หัวเว่ย เปิดตัวสโลแกนใหม่ มุ่งผลักดันไอซีทีรูปแบบใหม่เพื่อสร้างโลกที่เชื่อมต่อถึงกันได้ดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ฮันโนเวอร์, เยอรมนี–17 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          – ผู้ให้บริการไอซีทีชั้นแนวหน้าของโลกประกาศโซลูชั่นและความร่วมมือครั้งใหม่ในงาน CeBIT 2016 เพื่อขับเคลื่อนองค์กรต่างๆด้วยแบบแผนอไจล์และนวัตกรรมดิจิตอล

          หัวเว่ย เอ็นเตอร์ไพรส์ บิสสิเนส กรุ๊ป (Huawei Enterprise Business Group) เปิดตัวโซลูชั่นและความร่วมมือแห่งนวัตกรรมภายใต้สโลแกนการตลาดใหม่ “Leading New ICT, Building a Better Connected World” ที่งาน CeBIT 2016 มหกรรมแสดงสินค้าไอซีทีที่ใหญ่ที่สุดในโลกซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 มีนาคม

          สำหรับธีมหลักของงาน CeBIT 2016 ได้แก่ “d!conomy: Join – create – succeed”การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิตอลมีอิทธิพลต่อธุรกิจและสังคมในทุกด้านและไม่ใช่ปรากฏการณ์ชั่วครู่ชั่วคราว แต่จะเดินหน้าสร้างโอกาสใหม่ๆต่อไป บริษัทที่จะประสบความสำเร็จในอนาคตได้นั้น จะต้องเริ่มพัฒนาธุรกิจดิจิตอลที่สอดรับกับความต้องการของลูกค้าตั้งแต่บัดนี้ เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงต่างๆอันเกิดจากการหันไปใช้ระบบดิจิตอลได้อย่างรวดเร็ว

          ในยุคใหม่นี้ ระบบไอซีทีที่องค์กรต่างๆใช้งานกำลังเปลี่ยนจากระบบสนับสนุนสำรองไปสู่ระบบผลิตที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อช่วยให้การผลิต การดำเนินงาน และการตัดสินใจมีประสิทธิภาพ หัวเว่ยตอบสนองการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่เหล่านี้ ด้วยการเปิดตัวสโลแกนการตลาดใหม่เพื่อบ่งบอกสถานะของบริษัทในตลาดองค์กร อันได้แก่ “Leading New ICT, Building a Better Connected World”

          คุณหยาน หลี่ต้า ประธานหัวเว่ย เอ็นเตอร์ไพรส์ บิสสิเนส กรุ๊ป กล่าวที่งาน CeBIT 2016 Global Conference ว่า “ด้วยเหตุที่ไอซีทีรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Cloud Computing, Big Data, the Internet of Things (IoT) และ Software-Defined Networking มีสมบูรณ์เต็มที่ สถาปัตยกรรมไอซีทีใหม่ที่ผนวกแบบแผน cloud-pipe-device จึงได้ก่อกำเนิดขึ้นเพื่อช่วยผู้ประกอบการพลิกโฉมธุรกิจไปสู่ดิจิตอลได้อย่างรวดเร็ว หัวเว่ยต้องการสร้างระบบที่ยั่งยืนและสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน ด้วยการพัฒนาแพลตฟอร์มแบบเปิดที่ยืดหยุ่นและปรับตัวได้ โดยมีนวัตกรรมเทคโนโลยีเป็นบรรทัดฐาน และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติ Business Driven ICT Infrastructure (BDII) รวมถึงกลยุทธ์ ‘Focus’ และ ‘Being Integrated’ หัวเว่ยจึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกับพันธมิตร เพื่อสร้างมูลค่าให้แก่รัฐบาลและองค์กรในภาคส่วนอุตสาหกรรมต่างๆ ช่วยให้องค์กรเหล่านี้เป็นผู้นำยุคไอซีทีใหม่ การร่วมมือกันจะทำให้เราสร้างโลกแห่งการเชื่อมต่อที่ดีขึ้นได้

คำบรรยายภาพ a – หยาน หลี่ต้า ประธานหัวเว่ย เอ็นเตอร์ไพรส์ บิสสิเนส กรุ๊ป กล่าวสุนทรพจน์ที่งาน CeBIT 2016 Global Conference

          http://photos.prnasia.com/prnvar/20160316/0861602149-a

          ที่งาน CeBIT 2016 หัวเว่ยได้เป็นเจ้าภาพจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ การสาธิตโซลูชั่นนวัตกรรมในบริเวณพื้นที่จัดแสดง การประชุมสุดยอดอุตสาหกรรม การเปิดตัวผลิตภัณฑ์และโซลูชั่น งานแถลงข่าว และพิธีลงนาม ควบคู่ไปกับการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและแนวทางปฏิบัติที่ดีของไอซีทียุคใหม่ พร้อมแสดงศักยภาพของบริษัทในการขับเคลื่อนลูกค้าสู่การเป็นผู้นำยุคไอซีทีใหม่

          หัวเว่ยสร้างโครงสร้างพื้นฐานไอซีทีที่ขับเคลื่อนโดยธุรกิจ โดยร่วมมือกับพันธมิตรและลูกค้า

          การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิตอลกำลังเกิดขึ้นในองค์กรจากทุกอุตสาหกรรม องค์กรชั้นนำต่างกำหนดให้การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิตอลเป็นแกนหลักของกลยุทธ์ธุรกิจ เพื่อตอบสนองความต้องการด้านดิจิตอลของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และเพื่อความได้เปรียบในการแข่งขัน

          หัวเว่ยและพันธมิตรมุ่งมั่นทุ่มเทเพื่อช่วยให้องค์กรต่างๆบรรลุเป้าหมายการเติบโตและนวัตกรรมทางธุรกิจ ควบคู่กับการเพิ่มผลกำไรจากการดำเนินงาน ด้วยการนำเสนอโครงสร้างพื้นฐานไอซีทีที่ตอบสนองธุรกิจเฉพาะด้านให้แก่อุตสาหกรรม

          หัวเว่ยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมสุดยอดอุตสาหกรรม 3 รายการ ที่งาน CeBIT 2016 ประกอบด้วย Global Safe City Summit, Global Financial Services Institutions (FSI) Summit และ Global Internet Service Provider (ISP) Summit ซึ่งเป็นการรวมตัวของเหล่าผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมเพื่อแลกเปลี่ยนทัศนะและแนวคิดเกี่ยวกับโอกาสและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิตอล ซึ่งอุตสาหกรรมแนวดิ่งกำลังเผชิญอยู่

          ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา หัวเว่ยมีการเติบโตอย่างรวดเร็วในอุตสาหกรรมแนวดิ่ง ซึ่งรวมถึงความปลอดภัยสาธารณะ การเงิน การขนส่ง และพลังงาน ในช่วงปลายปี 2558 เมืองต่างๆกว่า 100 เมือง ในกว่า 30 ประเทศ ทั้งในตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียแปซิฟิก ต่างมีโอกาสได้ใช้งาน Huawei Safe City Solution เพื่อให้บริการประชาชนกว่า 400 ล้านคน ขณะที่ Huawei Omni-Channel Banking Solution มีผู้ใช้งานเป็นสถาบันการเงินกว่า 300 แห่ง ซึ่งรวมถึงธนาคารที่ติดอันดับท็อป 10 ของโลกรวม 6 แห่ง ด้าน Huawei Digital Railway Solution ถูกนำไปใช้งานกับทางรถไฟเป็นระยะทางกว่า 100,000 กิโลเมตร นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้ให้ความช่วยเหลือสเปนในการเปิดใช้ระบบการสื่อสารรางรถไฟ IP และลงนามข้อตกลงกับ Deutsche Bahn เพื่อสร้างระบบการสื่อสารจากรถไฟถึงภาคพื้นดินเพื่ออนาคต หัวเว่ยให้บริการบริษัทพลังงาน 15 แห่งที่ติดอันดับ 20 บริษัทพลังงานรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยครอบคลุมสถานีไฟฟ้าย่อยกว่า 100,000 แห่ง และท่อส่งน้ำมันและก๊าซ 38,000 กิโลเมตร หัวเว่ยยังสนับสนุนผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในการขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น หัวเว่ยช่วยให้ EVRY ซึ่งเป็นผู้จัดหาบริการไอซีทีที่ใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ในยุโรปเหนือ สามารถสร้างศูนย์ข้อมูลคลาวด์โดยมี software-defined networking (SDN) เป็นพื้นฐาน

          หัวเว่ยมุ่งมั่นต่อการรวมระบบและพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน ด้วยการสร้างระบบนิเวศใหม่บนพื้นฐานเทคโนโลยีแบบเปิด

          ในขณะที่ภาคธุรกิจกำลังเร่งเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิตอล เทคโนโลยีใหม่ๆ ผู้เล่นหน้าใหม่ และโมเดลความร่วมมือใหม่ๆ ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น อุตสาหกรรมไอซีทีได้หันไปใช้แนวทางการพัฒนาที่มี “นักพัฒนาเป็นผู้กำหนด” เปิดทางให้ลูกค้ามีอำนาจในการผลักดันความก้าวหน้าของแพลตฟอร์มธุรกิจ ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ บริษัทต่างๆจำเป็นต้องประสานงานกับหุ้นส่วนทั่วทั้งระบบนิเวศ เนื่องจากไม่มีบริษัทใดสามารถประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตอลได้เพียงลำพัง

          เพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์ “Focus” และ “Being Integrated” ของบริษัท หัวเว่ยจึงได้ทุ่มเทให้กับการสร้างระบบเปิดรูปแบบใหม่ที่ “นักพัฒนาเป็นผู้กำหนด” ผ่านทางการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆร่วมกับลูกค้าและพันธมิตร

          ในงาน CeBIT 2016 หัวเว่ยได้ประกาศความร่วมมือใหม่ซึ่งจะช่วยเร่งการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิตอลทั่วโลก ได้แก่ การเป็นพันธมิตรกับ KUKA ผู้ให้บริการด้านวิทยาการหุ่นยนต์ชั้นนำระดับโลก และได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MoU) ซึ่งภายใต้ข้อตกลงใหม่นี้ ทั้งสองบริษัทจะให้ความสำคัญกับการใช้ IoTขนาดเล็ก เครือข่ายไร้สายและ 5G และโซลูชันบิ๊กดาต้าในสภาพแวดล้อมการผลิตและโรงงาน เพื่อพัฒนาโซลูชันการผลิตที่ชาญฉลาดสำหรับอุตสาหกรรมตลาดในยุโรปและจีน นอกจากนั้น หัวเว่ย และ Deutsche Telekom ยังได้เปิดตัว Open Telekom Cloud เชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ โดยระบบคลาวด์สาธารณะสำหรับองค์กรนี้ให้บริการภายใต้กฎหมายการปกป้องข้อมูลและความเป็นส่วนตัวของเยอรมนี หัวเว่ยยังได้จัดหาฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่เปี่ยมนวัตกรรม ซึ่งรวมถึงเซิร์ฟเวอร์ การจัดเก็บข้อมูล เครือข่าย และระบบปฏิบัติการคลาวด์ เพื่อสร้างบริการคลาวด์ที่ยืดหยุ่นและสะดวกสบาย ช่วยให้ Deutsche Telekom เร่งพัฒนาธุรกิจในตลาดบริการคลาวด์ของยุโรปได้เร็วขึ้น

          ที่บูธของหัวเว่ย บริษัทได้จัดแสดงโซลูชันไอซีทีร่วมกับพันธมิตร 51 ราย ซึ่งรวมถึงพันธมิตรทางธุรกิจอย่าง SAP, Intel และ Accenture พันธมิตรด้านโซลูชัน เช่น HEXAGO และ Infosys พันธมิตรช่องทางเช่น COMNET, WOHLER และ PDV นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้สาธิตโซลูชันนวัตกรรมที่ออกแบบสำหรับลูกค้าอุตสาหกรรม ร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมอย่าง Vodafone และ Deutsche Telekom ทั้งนี้ หัวเว่ย เอ็นเตอร์ไพรส์ บิสสิเนส กรุ๊ป ในยุโรปตะวันตก มีพันธมิตรมากกว่า 1,000 ราย และได้ร่วมกันให้บริการลูกค้า ซึ่งรวมถึง Mercedes-Benz และ Deutsche Bahn

          ที่งาน CeBIT 2016 หัวเว่ยยังได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือที่สำคัญหลายฉบับ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เมืองอัจฉริยะ คลาวด์คอมพิวติ้ง ความร่วมมือด้านช่องทาง การรวมระบบ ไปจนถึงการฝึกอบรมและการให้การรับรอง

          หัวเว่ยจัดแสดงโซลูชั่นและผลิตภัณฑ์ไอซีทีที่แปลกใหม่และครบวงจร บนสถาปัตยกรรมคลาวด์ที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมอไจล์สำหรับลูกค้า

การให้ความสำคัญกับไอซีทีรูปแบบใหม่ควบคู่กับคลาวคอมพิวติ้งนั้น ช่วยให้องค์กรต่างๆดำเนินขั้นตอนทางธุรกิจได้ง่ายขึ้น เพิ่มความคล่องตัวของธุรกิจ และตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด ในขณะที่ลดต้นทุนลง

 

คำบรรยายภาพ b – บูธของหัวเว่ยที่งาน CeBIT 2016

          http://photos.prnasia.com/prnvar/20160316/0861602149-b

          หัวเว่ยจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นนวัตกรรมต่างๆ โดยใช้ไอซีทีรูปแบบใหม่ ซึ่งรวมถึงคลาวด์คอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า SDN และ IoT โดยในส่วนของโซลูชันที่นำมาจัดแสดงประกอบด้วยผลิตภัณฑ์เรือธง 8 รายการสำหรับการเก็บข้อมูลในระดับไฮเอนด์ และสวิทช์ศูนย์ข้อมูล ขณะที่ผลิตภัณฑ์ 7 รายการนั้นครอบคลุมตั้งแต่ศูนย์ข้อมูลคลาวด์ เครือข่าย IoT แบบอไจล์ และ SDN ตลอดจนโซลูชันอุตสาหกรรมสำหรับเมืองอัจฉริยะ การเงิน และการผลิตอัจฉริยะ

          นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้เปิดตัวเซิร์ฟเวอร์สำหรับภารกิจที่สำคัญในแบบ 32-Socket x86 เป็นครั้งแรกของโลก ซึ่งนำเสนอประสิทธิภาพการทำงาน ความน่าเชื่อถือ และประสิทธิภาพด้านต้นทุนที่เหนือชั้น เพื่อรองรับการใช้งานในภารกิจที่มีความสำคัญอย่างยิ่งและมีขนาดใหญ่ ขณะเดียวกัน หัวเว่ยยังได้เปิดตัวโซลูชัน IoT สำหรับการควบคุมแสงไฟอัจฉริยะแบบหลายระดับเป็นครั้งแรกของอุตสาหกรรม พร้อมทั้งยังได้แนะนำ All-Optical Campus Solution ที่ช่วยให้การติดตั้งและใช้งานเครือข่ายใหม่ๆกับการผนวกรวมบริการกลายเป็นเรื่องง่าย ด้วยการใช้เครือข่ายเป็นแบบออปติคอลทั้งหมด ภายในงาน IMS Networks ของฝรั่งเศสยังได้ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ของบริษัทในการใช้เราเตอร์ระดับไฮเอนด์ของหัวเว่ยอย่าง NE40E รวมทั้งโซลูชัน WAN และ SDN ในการสร้างเครือข่าย IP แห่งยุคหน้า

          งาน CeBIT 2016 จัดขึ้น ณ Hannover Exhibition Center ในเมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี ระหว่างวันที่ 14-18 มีนาคม 2559 บูธหลักของหัวเว่ยตั้งอยู่ที่หมายเลข B54 ใน Hall 2 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมทางออนไลน์ที่ http://enterprise.huawei.com/topic/2016Cebit_cn/index.html?utm_campaign=cebit16q1&utm_medium=hwdc&utm_source=ebghome&source=ebghome

          เกี่ยวกับหัวเว่ย

          หัวเว่ย เป็นผู้ให้บริการโซลูชันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ชั้นนำระดับโลก สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.huawei.com

Vivid Sydney 2016 เผยโปรแกรมการจัดงานสุดตระการตาตลอด 23 คืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซิดนีย์, ออสเตรเลีย–17 มี.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ขยายพื้นที่การจัดงานครอบคลุม Royal Botanic Garden Sydney และ Taronga Zoo

เจิดจรัสด้วยการประดับไฟและการฉายไฟกว่า 80 จุด

เพลิดเพลินไปกับ Bjork นักร้องหญิงในตำนานจากไอซ์แลนด์ มันสุดเหวี่ยงไปกับ New Order วงดนตรีจากเกาะอังกฤษ และวงอินดี้โฟล์คสัญชาติอเมริกัน Bon Iver ในคอนเสิร์ต Vivid Music

พบกับ Spike Jonze ผู้กำกับคนดัง Jenji Kohan โปรดิวเซอร์หญิงสุดจี๊ด และ Beau Willimon นักเขียนบทชาวอเมริกันใน Vivid Ideas

ชมวิดีโอเกี่ยวกับกำหนดการต่างๆของงานในปีนี้ได้ที่ http://www.vividsydney.com/media-centre

Vivid Sydney เทศกาลแห่งการแสดงแสงสี ณ Sydney Harbour การโชว์ดนตรีสุดบันเทิงใจ และการพูดคุยแลกเปลี่ยนไอเดียใหม่ๆ เตรียมเปิดฉากตั้งแต่ศุกร์วันที่ 17 พฤษภาคม ถึงวันเสาร์ 18 มิถุนายนนี้ กินเวลายาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์การจัดงานรวมทั้งสิ้น 23 คืน

 

http://photos.prnasia.com/prnh/20160316/8521601735-a

The Matter of Painting ผลงานศิลปะโดย Huseyin Sami และ Danny Rose MCA

Sandra Chipchase ซีอีโอของ Destination NSW และผู้อำนวยการผลิตของ Vivid Sydney กล่าวว่า “ในปีนี้ Vivid Sydney กลับมาอีกครั้งพร้อมโปรแกรมสุดตื่นตาตื่นใจ ซึ่งศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมมาบรรจบกัน โดยมีเจ้าบ้านอย่างชาวออสเตรเลียและผู้มาเยือนจากทั่วโลกร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมๆกัน”

“Vivid Sydney ได้ศิลปินประดับไฟระดับโลกมารังสรรค์ Vivid Light อันตระการตา มีนักดนตรีระดับตำนานมาสร้างความเพลิดเพลินในคอนเสิร์ต Vivid Music และมีนักนวัตกรรมมาร่วมแชร์ความคิดสร้างสรรค์ใน Vivid Ideas ทั้งนี้ ในปีที่แล้วมีผู้เข้าร่วมเทศกาลกว่า 1.7 ล้านคน ส่วนในปีนี้นักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของ Vivid Sydney ยาวนานกว่าเดิมและยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดมา”

เริ่มต้นด้วยการเฉลิมฉลองผลงานศิลปะอันงดงามหลากหลายของศิลปินพื้นเมืองออสเตรเลีย ผ่านการฉายภาพ Songlines ลงบน Sydney Opera House สิ่งก่อสร้างซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ซึ่งควบคุมการแสดงโดย Rhoda Roberts หัวหน้าฝ่ายวางโปรแกรมของ Sydney Opera House ซึ่งเป็นชาวอะบอริจินดั้งเดิมในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ร่วมด้วยศิลปินพื้นเมืองอีก 6 ชีวิตที่จะมานำเสนอผลงานศิลปะซึ่งผสานศาสตร์แห่งดวงดาวและผืนโลกเข้าไว้ด้วยกัน เกิดเป็น Songlines ที่ถักทอแผ่นดินและแผ่นฟ้าผ่านกาลเวลาและหนทางอันยาวไกลเอาไว้เป็นผืนเดียว

ขณะเดียวกันยังมีการประดับไฟที่ Chatswood, Central Park, Darling Harbour, Australian National Maritime Museum และ Martin Place ดังเช่นทุกปี ที่เพิ่มเติมเข้ามาในปีนี้คือ The Galeries พื้นที่จัดแสดงในอาคารแห่งแรกของเทศกาลนี้ รวมถึงสถานที่สำคัญอย่าง Royal Botanic Garden Sydney และTaronga Zoo ซึ่งกำลังฉลองครบรอบการก่อตั้งในปีนี้พอดี

Garden of Light ผู้มาเยือนจะได้ตื่นตาตื่นใจกับแสงไฟระยิบระยับใน Royal Botanic Garden Sydney ซึ่งกำลังฉลองครบรอบ 200 ปี พร้อมประทับใจไปกับ Cathedral of Light ซึ่งเป็นการประดับไฟ LED สีขาวนวลนับแสนดวงที่เปล่งแสงเจิดจรัสจากทุกมุมตลอดทางเดินยาว 60 เมตร

ด้าน Taronga Zoo จะจัดแสดงประติมากรรมสื่อผสม Be the Light for the Wild เกี่ยวกับสัตว์ที่ใกล้สูญพันธุ์ 10 ชนิด ตั้งแต่สัตว์ใหญ่อย่างช้างเอเชียไปจนถึงกบคอร์โรโบรีสีสันจัดจ้าน พร้อมให้ผู้ชมได้ร่วมฉลองไปกับงานครบรอบ 100 ปีของสวนสัตว์แห่งนี้  

ส่วน Vivid Music จะทำให้ทั้งเมืองขยับไปพร้อมกับเสียงดนตรีและสถานที่จัดงานใหม่ๆ โดยมีไฮไลท์อยู่ที่การเปิดตัว Bjork Digital โปรเจคท์เสมือนจริงจากศิลปินดังระดับโลก และการเปิดตัว Curve Ball การแสดงศิลปะและดนตรีสดสุดอลังการจาก Fuzzy Music Carriageworks

สำหรับ Vivid LIVE Sydney Opera House จะมีการแสดงอันน่าตื่นตามากมาย ทั้งจากเจ้าของตำนานเพลงซินธ์ป็อป New Order, วงดนตรีอินดี้โฟล์คBon Iver, ศิลปินเพลงแจ๊ส Esperenza Spalding และศิลปินดัง Anohni จะมาวาดลวดลายในการแสดงสื่อผสมอันน่าทึ่งเป็นครั้งแรกในออสเตรเลียด้วย

ด้าน Sydney Conservatorium of Music จะจัดการแสดง The Sound Gardens: Vivid New Music โดยเหล่านักศึกษามากพรสวรรค์ ร่วมด้วยศิลปินรับเชิญอย่าง Natasha Anderson, Anthony Pateras และ Clayton Thomas ส่วนการแสดงดนตรีฮิปฮอปแบบออสซี่จะจัดขึ้นที่ Come Together @ Luna Parkและ One Day Sundays ซึ่งตั้งอยู่ใน The Factory ย่านมาร์ริกวิลล์ นอกจากนี้ วงดนตรี Models ผู้บุกเบิกเพลงยุค 80 และขึ้นทำเนียบ ARIA Hall of Fame รวมถึงวง Machinations ที่ดังไม่แพ้กัน และวง The Reels ที่มี Dave Mason เป็นนักร้องนำ จะเข้าร่วมในการแสดง The Models, Machinations & The Reels ที่Enmore Theatre เพียงคืนเดียวเท่านั้น

สำหรับสถานที่อื่นๆ ที่ร่วมจัดแสดง Vivid Music ในปีนี้ประกอบด้วย Newtown Social Club และสถานที่ใหม่แกะกล่องอย่าง Cake Wines Cellar Doorรวมถึงสถานที่ยอดนิยมที่กลับมาจัดงานอีกครั้งอย่าง Oxford Art Factory, Freda’s และ The Basement

ในส่วนของ Vivid Ideas จะมีการพูดคุยในหัวข้อ Game Changers โดยนักเล่าเรื่องผู้มีชื่อเสียงในวงการ เช่น Spike Jonze ผู้กำกับและโปรดิวเซอร์คนดัง, Beau Willimon ผู้สร้างสรรค์ซีรีส์เรื่อง House of Cards, Jenji Kohan ผู้อยู่เบื้องหลังซีรีส์ Orange is the New Black และ Margaret Zhang ครีเอทีฟหน้าใหม่ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในออสเตรเลีย

การเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดนี้จะเจาะลึกในเรื่องของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ โดยมีไฮไลท์อยู่ที่การเสวนา The Sunrise ซึ่งจะขุดคุ้ยเทรนด์การตั้งบริษัทสตาร์ทอัพในออสเตรเลีย รวมถึง Media Architecture Biennale 2016 ซึ่งจะเผยว่าเทคโนโลยีและสื่อดิจิตอลสามารถสร้างเมืองที่สะดวกสบายน่าอยู่ได้อย่างไร และ Conscious Change Makers ที่จะแสดงให้เห็นว่า “ธุรกิจที่ดี” ต้องดีสำหรับทุกคน

Vivid Sydney คือเทศกาลแสดงแสงสี ดนตรี และความคิดสร้างสรรค์งานใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 8 แล้ว โดยมี Destination NSW องค์กรการท่องเที่ยวและการจัดงานแห่งรัฐนิวเซาท์เวลส์เป็นผู้จัดและบริหารจัดการ สำหรับงาน Vivid Sydneyในปีนี้จะเริ่มขึ้นตั้งแต่วันศุกร์ที่ 27 พฤษภาคม ไปจนถึงวันเสาร์ที่ 18 มิถุนายน 2016 สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.vividsydney.com

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ

 

ไฮไลท์ของงาน Vivid Sydney 2016 ประกอบด้วย

 

สถานที่

รายการแสดง

เวลา

Sydney Opera House

Songlines การแสดงร่วมกันของ 6 ศิลปินพื้นเมือง นำเสนอผลงานศิลปะที่ผสานศาสตร์แห่งดวงดาวและผืนโลกเข้าไว้ด้วยกัน เกิดเป็น Songlines ที่ถักทอแผ่นดินและแผ่นฟ้าผ่านกาลเวลาและหนทางอันยาวไกลเอาไว้เป็นผืนเดียว

18.00-23.00 น.

Royal Botanic Gardens (สถานที่จัดแสดงใหม่)

เนื่องในวาระครบรอบ 200 ปี Royal Botanic Gardens จะเปลี่ยนโฉมเป็น Garden of Light ด้วยการฉายภาพ 3 มิติลงบนพื้นผิววัตถุ และการประดับไฟสุดอลังการ เพื่อสร้างสรรค์ดินแดนมหัศจรรย์แห่งแมกไม้ที่เปล่งประกายระยิบระยับ

18.00-23.00 น.

Taronga Zoo (สถานที่จัดแสดงใหม่)

สวนสัตว์แห่งนี้จะสว่างไสวไปด้วยการแสดง Be The Light for the Wild เพื่อฉลองครบรอบ 100 ปี พร้อมกับรณรงค์ให้รู้จักสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ที่ต้องได้รับการคุ้มครอง

17.30-21.30 น.

The Galeries (สถานที่จัดแสดงใหม่)

Perspectives นำกลุ่มศิลปินวิดีโอชื่อดังของโลกมาร่วมจัดแสดงผลงานสุดตระการตาตลอดทั่วทั้งพื้นที่ ก่อเกิดเป็นกาแล็กซี่ที่เต็มไปด้วยแสง สี และความเคลื่อนไหว

17.30-23.00 น.

Customs House

Sydney’s Hidden Stories บอกเล่าเรื่องราวของจิ้งเหลนลิ้นสีน้ำเงินนักผจญภัย ผู้เผยแพร่สารเกี่ยวกับความยั่งยืนระหว่างออกสำรวจภูมิประเทศแปลกใหม่ที่ซ่อนตัวอยู่ทั่วซิดนีย์

18.00-23.00 น.

Museum of Contemporary Art Australia หรือ MCA(อาคาร sandstoneเดิม)

Huseyin Sami ศิลปินจากเวสเทิร์นซิดนีย์ และ Danny Roseศิลปินชาวฝรั่งเศส ได้ร่วมกันจัดแสดง The Matter of Paintingการฉายภาพขนาดยักษ์ซึ่งเปลี่ยนโฉม MCA สู่ผืนผ้าใบขนาดใหญ่ที่มีชีวิตชีวา ซึ่งจะถูกสลักเสลา วาดเขียน ตัดแต่ง และละเลงสี เพื่อสร้างประสบการณ์ที่กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้งหลายอย่างแท้จริง

18.00-23.00 น.

Circular Quay และSydney Harbour Bridge

Dress Circle ยกระดับการแสดงแสงสีบนอาคารต่างๆบริเวณCircular Quay ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ชมสามารถควบคุมแสงสีได้ เช่นที่บริเวณ Cahill Expressway และที่ฝั่งตะวันออกของ Sydney Harbour Bridge เป็นครั้งแรก ขณะที่ Harbour Lights จะกลับมาทำให้ลำน้ำสว่างไสวด้วยเรือและเรือข้ามฟากประดับไฟงดงาม

18.00-23.00 น.

Vivid Light Walk

Vivid Light Walk ที่ทอดยาวรอบ Circular Quay จรด The Rocks และ Walsh Bay นั้น มาพร้อมการจัดแสดงกว่า 60 จุด เช่น ยานอวกาศและเกมพินบอลแสนสนุก Love-O-Metre อันสว่างไสว และส่วนตกแต่งขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านเหนือผู้ชม

18.00-23.00 น.

Martin Place

Martin Place จะเป็นศูนย์รวมอาหารและเครื่องดื่มยอดนิยมของซิดนีย์อีกครั้ง โดยตั้งอยู่ใกล้ส่วนจัดแสดงแสงสีแบบอินเตอร์แอคทีฟสุดยิ่งใหญ่

18.00-23.00 น.

Darling Harbour

Laser-Dragon Water-Theatre จะสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมด้วยการแสดงฉายวิดีโอบนม่านน้ำจำนวน 4 ชุด การแสดงน้ำพุเต้นระบำ 56 ชุด การแสดงพ่นไฟ 22 ชุด และการแสดงแสงเลเซอร์อีก 10 ชุด ซึ่งจะนำเสนอออกมาในรูปแบบต่างๆ เช่น มังกรดุดัน และตัวตลกหัวเราะร่า เป็นต้น

18.00-23.00 น.

Australian National Maritime Museum

การเดินทางของ Norbert the Nautilus ยังคงดำเนินต่อไป ด้วยการจัดแสดง Nautilus and the Sea ซึ่งเป็นการฉายภาพลงบนหลังคา โดยตัวละครต่างๆจะออกมาโลดแล่นในโลกแฟนตาซีใต้ทะเล

18.00-23.00 น.

Central Park

X Factory จะพาไปชมเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงสถานที่ทำงานของมนุษย์ ผ่านการฉายภาพบนส่วนหน้าอาคารของCarlton Brewery ที่เป็นมรดกของชาติ ส่วน Silent Disco จะเปิดฟลอร์อีกครั้งเพื่อให้บรรดาขาแดนซ์ได้สนุกสนานกันทุกเย็นวันศุกร์และวันเสาร์ ตั้งแต่เวลา 17.30 น.

17.30-22.00 น.

Chatswood

WILDLIGHT — The Bio-kinetic City จะสำรวจสิ่งมีชีวิตน่าทึ่งแห่ง Gondwana ผ่านการเดินทางสุดไฮเทคจาก Chatswood Interchange สู่ The Concourse

27 พฤษภาคม-13 มิถุนายน เวลา 17.30-22.30 น.

Vivid LIVE Sydney Opera House

Vivid LIVE ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการแสดง Vivid Music มาพร้อมกับการแสดงของ Anohni (อดีต Antony Hegarty จากวงAntony and the Johnsons), Bon Iver วงดนตรีอินดี้โฟล์ค,New Order วงซินธ์ป็อปชื่อดัง และ Esperanza Spaldingศิลปินเพลงแจ๊ส

27 พฤษภาคม-13 มิถุนายน

Vivid Music

Vivid Music การแสดงสุดล้ำที่จะพาไปสัมผัสกับแนวดนตรีหลากหลาย ทั้ง R&B, house, retro revival rock, electronica, queer beats, eclectic และ hip hop

27 พฤษภาคม-18 มิถุนายน

Vivid Ideas

นำเสนอการพูดคุยในหัวข้อ Game Changers ร่วมกับ Beau Willimon, Spike Jonze, Jenji Kohan และ Margaret Zhangรวมถึงการประชุมเชิงสร้างสรรค์ ควบคู่ไปกับการสัมมนาแลกเปลี่ยนความคิดใน Vivid Ideas Exchange ที่ MCA

27 พฤษภาคม-18 มิถุนายน

Vivid Sydney ขอขอบคุณเหล่าสปอนเซอร์ที่สนับสนุนงานเทศกาลประจำปี 2016 อันได้แก่ พันธมิตรอย่าง Intel และ Huawei รวมถึงผู้สนับสนุนอย่าง Canon, Coates Hire, City of Sydney, Department of Premier and Cabinet, Google, Indeed, Jaguar, Oracle Liquid, Sydney Harbour Foreshore Authority, Sydney Opera House, Technical Direction Company และ 32 Hundred Lighting

สำหรับภาพความละเอียดสูงและคลิปวิดีโอของงานประจำปี 2016 ซึ่งรวมถึงภาพที่ปรับแต่งแสงแล้วของงานในปี 2016 และคลิปวิดีโอไฮไลท์ของงานในปี 2015 สามารถดาวน์โหลดได้ที่ www.vividsydney.com/media-centre

 

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160316/8521601735-b

Songlines ผลงานโดย Artists in Motion ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากศิลปิน Karla Dickens

รูปภาพ http://photos.prnasia.com/prnh/20160316/8521601735-a
รูปภาพ http://photos.prnasia.com/prnh/20160316/8521601735-b