Bond No. 9 เปิดตัวคอลเลคชั่นน้ำหอมบรรจุกล่องประดับคริสตัลสุดหรู งดงามราวดวงดาวในจักรวาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวยอร์ก–18 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์  

เมื่อไม่นานมานี้ นักดาราศาสตร์เพิ่งค้นพบดวงดาวอันน่าพิศวงชื่อ “Exoplanet Proxima b” ซึ่งเป็นดาวเคราะห์นอกระบบสุริยจักรวาลของเราที่มนุษย์อาจอาศัยอยู่ได้ อันเป็นแรงบันดาลใจให้ Bond No. 9 นำเสนอน้ำหอม eaux de parfum ในกล่องประดับคริสตัลสุดอลังการจากสวารอฟสกี งดงามดุจกาแล็กซี่ที่มีดวงดาวพร่างพราย โดยพร้อมให้จับจองเป็นเจ้าของที่เคาน์เตอร์ Bond No. 9 ใกล้บ้านท่าน ต้อนรับเทศกาลคริสต์มาสและปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง 

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่
http://www.multivu.com/players/English/7975951-bond-no-9-holiday-2016-parfum-swarovski-crystals 

BOND NO. 9 STAR-STUDDED SWAROVSKI GALACTIC COFFRET: คอลเลคชั่นน้ำหอมที่มาในกล่องสุดหรูสามชั้นประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกีหลากสี 4,000 เม็ด บรรจงตกแต่งด้วยมือของช่างผู้ชำนาญ โดยมีทั้งคริสตัลเจียระไนทรงหลังเบี้ย รูปหัวใจ ทรงหยดน้ำ และอื่นๆ เรียงรายอยู่บนผืนผ้ากำมะหยี่สีดำสนิทราวกับหมู่ดาวในจักรวาล ภายในบรรจุน้ำหอม eaux de parfum หายาก 9 แบบ ในขวดขนาด 100 ml (รีฟิลได้) ประดับด้วยคริสตัลสวารอฟสกีส่องประกายระยิบระยับ 

Bond No. 9 SIGNATURE PERFUME 

กลิ่นหอมจากน้ำมันกฤษณาอันเย้ายวนใจ ผสานด้วยกลิ่นกุหลาบ มัสก์ และถั่วทองกา บรรจุในขวดที่ประดับด้วยแอเมทิสต์และคริสตัลสีม่วง  

PARK AVENUE SOUTH 

กลิ่นหอมอ่อนๆจากดอกไม้ ผสานกับกลิ่นหอมสดชื่นของแอปเปิลเขียว ดอกมะลิ และลูกพีช มาในขวดที่ประดับด้วยคริสตัลส่องประกายราวกับสะเก็ดดาว 

NEW YORK MUSK 

กลิ่นหอมติดทนนานที่ผสมผสานน้ำกุหลาบ ซินนามอน น้ำผึ้ง และดอกออริส มาในขวดสีเขียวมรกต 

PERFUMISTA AVENUE 

กลิ่นหอมจากหนังสัตว์ แต่งแต้มด้วยกลิ่นหอมจางๆจากดอกกุหลาบ ลูกพลัม และน้ำผึ้ง มาในขวดสีชมพูสดใส 

MADISON SQUARE PARK 

กลิ่นหอมที่สร้างความรู้สึกสดชื่นและโรแมนติก ผสมผสานความหอมของดอกกุหลาบ ดอกไฮยาซิน ไม้สัก และทุ่งหญ้า อัดแน่นอยู่ในขวดที่ประดับด้วยแอเมทิสต์งดงามราวกับแสงเหนือ 

QUEENS 

กลิ่นดอกซ่อนกลิ่นอันแสนลุ่มลึกราวกับห้วงอวกาศ แต่งแต้มด้วยกลิ่นมะกรูด แบล็กเบอร์รี่ และดอกจำปา บรรจุอยู่ในขวดสีดำราวแบล็กโฮล 

B9 

กลิ่นหอมสดชื่นที่รังสรรค์ขึ้นจากดอกพุด กล้วยไม้ หญ้าแฝก และไม้จันทน์ มาในขวดประดับคริสตัลหลากรูปทรงหลายสีสัน 

SCENT OF PEACE 

กลิ่นหอมจากเกรปฟรุต เคล้าด้วยกลิ่นแบล็กเคอร์เรนท์ ดอกลิลลี่จากหุบเขา ไม้ซีดาร์ และมัสก์ มาในขวดสีกุหลาบที่ส่องประกายแวววาว   

MADISON AVENUE 

กลิ่นหอมสดชื่นจากส้ม ผสานกลิ่นแอปเปิล มะกรูด แบล็กเบอร์รี่ มะลิ พิมเสน และกลิ่นหอมหวานจากขนมพราลีน บรรจุอยู่ในขวดที่เปล่งประกายสีรุ้งราวกับแสงออโรร่า 

น้ำหอมลิมิเต็ดเอดิชั่นชุดนี้มีจำนวนจำกัดเพียง 100 ชุดเท่านั้น สนนราคาชุดละ 14,000 ดอลลาร์ 

BOND NO. 9 SWAROVSKI GALACTIC TRIO: หากคุณไม่ต้องการน้ำหอมชุดใหญ่ขนาดนั้น เราขอแนะนำชุดน้ำหอมสุดพิเศษที่มาในกล่องประดับคริสตัลสวารอฟสกี ประกอบไปด้วยน้ำหอมรุ่น Madison Avenue, Scent of Peace for Her และ Bond No. 9 Signature บรรจุในขวดคริสตัลสุดหรู สนนราคาชุดละ 4,500 ดอลลาร์ 

นอกจากนั้นยังมีน้ำหอมขวดเดี่ยวให้เลือก นั่นคือ BOND NO. 9 SIGNATURE PERFUME (100 ml) ที่บรรจุในขวดประดับแอเมทิสต์และคริสตัลสีม่วงสุดงดงาม มาพร้อมกล่องกำมะหยี่ที่ประดับโลโก้ Bond No. 9รังสรรค์จากการร้อยเรียงคริสตัลอย่างพิถีพิถัน สนนราคา 1,000 ดอลลาร์

Vivo เปิดตัวสโลแกนใหม่ “Camera & Music” มุ่งพัฒนาสมาร์ทโฟนสเปคเทพโดดเด่นทั้งภาพและเสียง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซินเจิ้นจีน17 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

Vivo แบรนด์สมาร์ทโฟนชั้นนำ เปิดตัวสโกแลนใหม่ “Camera & Music” อย่างเป็นทางการ พร้อมมุ่งสู่การเป็นแบรนด์สมาร์ทโฟนที่โดดเด่นทั้งด้านการถ่ายภาพและการฟังเพลง โดยจะผสานฟังก์ชั่นและดีไซน์ใหม่ในผลิตภัณฑ์ที่จะเปิดตัวในอนาคต 

ในรายงาน Worldwide Mobile Phone Tracker ประจำไตรมาส 3 ปี 2559 ของ International Data Corporation (IDC) ระบุว่า Vivo เป็น 1 ใน 5 ผู้ผลิตสมาร์ทโฟนรายใหญ่ของโลก ด้วยยอดส่งมอบที่พุ่งขึ้นกว่า 102.5% เมื่อเทียบรายปี นอกจากนั้นยังเป็นสมาร์ทโฟนแบรนด์แรกของโลกที่ใช้เทคโนโลยี Hi-Fi อีกด้วย 

อเล็กซ์ เฟิง รองประธานของ Vivo กล่าวว่า “Vivo ให้ความสำคัญกับลูกค้ามาเป็นอันดับหนึ่ง ทางบริษัทจึงทุ่มเทให้กับการสำรวจความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้งาน และเราได้รับทราบว่าลูกค้าต้องการสมาร์ทโฟนที่มีกล้องคมชัด เราจึงมุ่งมั่นพัฒนากล้องของสมาร์ทโฟนให้ดียิ่งกว่าเดิม เป้าหมายที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาสมาร์ทโฟนก็คือ การช่วยให้ผู้ใช้ได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ และได้แสดงตัวตนอย่างอิสระแบบที่ไม่เคยทำได้มาก่อน” 

สำหรับกลยุทธ์ใหม่ของแบรนด์จะมุ่งเน้นไปที่การถ่ายภาพผ่านสมาร์ทโฟน ซึ่งเป็นวิธีที่ใครหลายคนใช้แบ่งปันช่วงเวลาแห่งความสุขและเปิดเผยความเป็นตัวเอง โดย Vivo ได้ทุ่มเทเวลาหลายปีในการวิจัยจนบรรลุความก้าวหน้าต่างๆอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้งยังร่วมมือกับผู้ผลิตกล้องยักษ์ใหญ่และพันธมิตรทางกลยุทธ์รายอื่นๆ เพื่อออกแบบเลนส์ ชิ้นส่วนต่างๆ Fill in light รวมถึงอัลกอริธึมอัจฉริยะมากมาย เพื่อทำให้ภาพมีความสมบูรณ์แบบทุกครั้งที่ถ่าย 

สมาร์ทโฟนของ Vivo ครบครันด้วยฮาร์ดแวร์ล้ำสมัยและซอฟต์แวร์ที่พลิกโฉมวงการ จึงไม่เพียงมอบภาพถ่ายที่สวยงามที่สุดเท่านั้น แต่ยังมอบประสบการณ์การถ่ายภาพชนิดที่ยากจะหาใครเทียบ ซึ่งการันตีได้ว่าจะทำให้ทุกช่วงเวลาของชีวิตมีความพิเศษสุดอย่างแน่นอน 

นอกจากนี้ Vivo จะหันไปให้ความสำคัญกับประสบการณ์เสียงโดยรวม โดยมีเทคโนโลยี Hi-Fi ชั้นนำเป็นพื้นฐานอันแข็งแกร่ง ผ่านการแสวงหาความเชื่อมโยงระหว่างเสียงเพลงกับชีวิต พร้อมกับเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ และสร้างความร่วมมือในส่วนของคอนเทนต์ต่อไป 

คุณเฟิงกล่าวเสริมว่า การหันเหความสนใจจาก Hi-Fi เพียงอย่างเดียว ไปสู่การเพลิดเพลินกับเสียงดนตรีในภาพรวม แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ของเราได้เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นพัฒนาฟังก์ชั่นไปสู่การคำนึงถึงประสบการณ์การใช้งานสมาร์ทโฟนโดยรวม” 

กลยุทธ์ของ Vivo ในการยกระดับประสบการณ์การใช้สมาร์ทโฟนไปอีกขั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีประสิทธิภาพและได้ผลในตลาดทั่วโลก ทั้งนี้ สมาร์ทโฟนเรือธงรุ่นใหม่ที่มาพร้อมกล้องซอฟต์ไลท์จะเปิดตัวทั่วโลกปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ 

เกี่ยวกับ Vivo 

Vivo คือแบรนด์สมาร์ทโฟนระดับโลกที่สดใหม่และเปี่ยมด้วยพลัง มาพร้อมคุณภาพเสียงที่สมบูรณ์แบบ ดีไซน์อันน่าทึ่ง และเทคโนโลยีล้ำสมัย Vivo พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สวยงามและสร้างสรรค์เพื่อทุกคนที่มีไฟในหัวใจ

เกาหลีใต้-ปากีสถาน ยกขบวนสินค้าไฮเทคร่วมจัดแสดงในงาน CHTF 2016 ตอกย้ำความร่วมมือแนบแน่นกับจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซินเจิ้น–17 พ.ย. –พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

งานมหกรรมแสดงสินค้าไฮเทค China Hi-Tech Fair (CHTF) ครั้งที่ 18เปิดฉากขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์การประชุมและนิทรรศการเซินเจิ้น (Shenzhen Convention & Exhibition Center) เมื่อวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมา โดยนอกจากจะเป็นแพลตฟอร์มที่ทรงอิทธิพลต่อวงการอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแล้ว มหกรรม CHTF ยังก้าวขึ้นเป็นเวทีจัดแสดงระดับนานาชาติสำหรับสินค้าไฮเทคที่กำลังมาแรงในตลาด และดึงดูดคณะผู้จัดแสดงจากต่างชาติเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

 

http://photos.prnasia.com/prnvar/20161117/0861612253-a

http://photos.prnasia.com/prnvar/20161117/0861612253-b

คำบรรยายภาพ: ยินดีต้อนรับสู่งานมหกรรม CHTF กับก้าวสู่การเป็นเวทีแสดงสินค้าระดับโลก!

สำหรับปีนี้ ยอดผู้จัดแสดงจากเกาหลีใต้มีจำนวนเพิ่มขึ้นจากงานครั้งก่อนถึง 4 เท่า และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ด้วยบูธจัดแสดงที่มีขนาดครอบคลุมพื้นที่เกือบ 2,000 ตร.ม. นำโดย Daejeon Techno Park, Jeonbuk Techno Park, Busan Techno Park และสถาบันอื่นๆ อาทิKOCCA รวมถึงบริษัทเทคโนโลยีกว่า 200 แห่ง ที่มาพร้อมกับสินค้าไฮเทคหลากหลาย เช่น ผลิตภัณฑ์ของ IZON อย่าง Personal Scope-EXซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสามารถช่วยให้สายตาของผู้ใช้ดีขึ้น โดยสามารถลดความเหนื่อยล้าของตาด้วยการกระตุกผ่อนคลายกล้ามเนื้อตาทุกๆ 5 นาที ซึ่งผู้เข้าชมในงานสามารถทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ที่การันตีด้วยรางวัลดังกล่าวได้ที่บูธของ IZON ขณะที่ Litook ก็ได้นำโปรเจ็กเตอร์ขนาดพกพามาร่วมจัดแสดง เป็นอีกหนึ่งแกดเจ็ตไฮเทคที่เป็นไฮไลท์ของงาน ด้วยน้ำหนักที่เบาเพียง 99 กรัม พร้อมติดตั้งระบบความปลอดภัยด้วยเซ็นเซอร์อุณหภูมิแบบอัตโนมัติ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติเด่นที่ในการโฟกัสและฉายภาพคมชัด พร้อมด้วยเลนส์ความละเอียดสูง

นอกจากเกาหลีใต้แล้ว ปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่สำคัญของจีน ยังได้ตอกย้ำความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือทางยุทธศาสตร์กับจีน ด้วยการขยายความร่วมมือและแลกเปลี่ยนตามแนวทางยุทธศาสตร์การค้าเส้นทางสายไหมใหม่ (Belt & Road) โดย AbsoLogix ได้ขนซอฟต์แวร์เกม 60เกม ซึ่งเป็นผลงานจากสถาปนิก 400 คน มาเปิดตัวแก่ผู้ชมในงานเป็นครั้งแรก และเปิดโอกาสให้ผู้เล่นสามารถดาวน์โหลดเกมเหล่านี้ได้บนสมาร์ทโฟน ขณะที่บางเกมยังรองรับการเล่นด้วยฟังก์ชั่นภาพเสมือนจริง (VR)อีกด้วย

เกี่ยวกับ CHTF

ธีมหลักของงาน China Hi-Tech Fair (CHTF) 2016 คือ การขับเคลื่อนนวัตกรรมและมุ่งเน้นคุณภาพด้วยความสำเร็จในการจัดงานตลอด 17 ปีที่ผ่านมา ทำให้ CHTF เป็นงานแสดงสินค้าที่สำคัญและมีชื่อเสียงมากงานหนึ่ง โดยมีอิทธิพลต่อวงการอุตสาหกรรมต่างๆทั่วโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมจัดแสดงในงานปีที่แล้วต่างให้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี โดยมากกว่า 80% ของผู้จัดแสดงได้แสดงความประสงค์ที่จะเข้าร่วมงานอีกครั้ง นอกจากนี้ยังได้รับความสนใจจากเจ้าหน้าที่รัฐของหลายหน่วยงานอีกด้วย มหกรรม CHTF จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีที่ศูนย์การประชุมและนิทรรศการเซินเจิ้น (SZCEC) บนถนนฝูหัว 3 เขตฝูเถียน เมืองเซินเจิ้น สามารถรับชมรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://www.chtf.com/english/

หัวเว่ย เผยกลยุทธ์และโซลูชั่น ICT ล่าสุดที่งาน Smart City Expo World Congress 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บาร์เซโลนา 17 พ.ย. พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

พัฒนาแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างด้วยเทคโนโลยี ICT ใหม่ระดับแนวหน้า เพื่อสร้างสรรค์เมืองอัจฉริยะและเปี่ยมพลัง

หัวเว่ย ประกาศกลยุทธ์และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่งาน Smart City Expo World Congress (SCEWC) 2016 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 พ.ย. 2559 ในบาร์เซโลนา ประเทศสเปน กลยุทธ์ของหัวเว่ยมีจุดสนใจหลักอยู่ที่การนำเสนอเทคโนโลยี ICT ชั้นนำใหม่ๆ ครอบคลุมช่องทาง cloud-pipe-device อย่างทั่วถึง เพื่อให้ภาครัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมสามารถมอบบริการขั้นสูงที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างชุมชนที่ยั่งยืน ในงานนี้ บริษัทได้เปิดตัวโซลูชั่น ICT หลัก ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อเร่งการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ อาทิ  Intelligent Operation Center (IOC) ที่อาศัยพลังประสิทธิภาพของคลาวด์และบิ๊กดาต้า โซลูชั่นการจัดการเมืองอัจฉริยะด้วย Internet of Things (IoT) และโซลูชั่นบริการสาธารณะขั้นสูงซึ่งหัวเว่ยพัฒนาร่วมกับพันธมิตรระดับโลก

 

https://photos.prnewswire.com/prnvar/20161116/440197

คำบรรยายภาพหัวเว่ย เผยกลยุทธ์และโซลูชั่น ICT ล่าสุดที่งาน Smart City Expo World Congress 2016

พร้อมกันนี้ หัวเว่ยได้จัดการประชุม Global Smart City Summit ในงาน SCEWC โดยมีผู้เข้าประชุมกว่า 500 คนจากทั่วโลก ทั้งตัวแทนรัฐบาล พันธมิตรภาคอุตสาหกรรม และผู้นำทางความคิด

การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City นั้นเติบโตไปทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีมานี้ อย่างไรก็ดี หลายเมืองเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในการทำเมืองอัจฉริยะให้เป็นจริง โดยนายหยาน หลี่ต้า ประธานกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ของหัวเว่ย กล่าวเปิดการประชุมว่า “เมืองอัจฉริยะก็เหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีสมองและระบบประสาทที่ซับซ้อนซึ่งประสานการทำงานกัน เพื่อให้สามารถเรียนรู้และทำให้โลกที่เราอาศัยดีขึ้นอยู่เสมอ การเติบโตและวิวัฒนาการของเมืองอัจฉริยะต้องอาศัยระบบเปิดกว้างที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการฟูมฟักนวัตกรรม หัวเว่ย มุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้ โดยนำเครือข่ายบรอดแบนด์ความเร็วสูง คลาวด์คอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า และ IoT เข้ามาใช้ เพื่อช่วยให้เมืองต่างๆ มีความรอบรู้ทันสถานการณ์ มีการเชื่อมต่อที่ดีขึ้น และชาญฉลาดมากขึ้น นอกจากนี้ ด้วยนวัตกรรมอันเกิดจากร่วมมือร่วมแรงกับพันมิตรมากกว่า 2,700 รายทั่วโลก และศักยภาพในการส่งมอบโซลูชั่นครอบคลุมทั่วโลก จึงทำให้หัวเว่ยสามารถจัดหาเทคโนโลยีและโซลูชั่นพลิกโฉมเมือง ซึ่งผสมผสานแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก เข้ากับความเชี่ยวชาญของนักพัฒนาและบริษัทในพื้นที่ เพื่อช่วยพัฒนาระบบนิเวศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสรรค์เมืองอัจฉริยะ เราเชื่อว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองเมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะสามารถต่อยอดได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

นิโคลัส โหยว ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์ของ UN-Habitat World Urban Campaign กล่าวถึงการรับมือกับความหนาแน่นที่เพิ่มขึ้นของประชากรในเขตเมืองว่า “เทคโนโลยี ICT เปิดช่องให้เมืองต่างๆ สามารถทลายระบบสารสนเทศที่ไม่สามารถสื่อสารกันได้อย่างเป็นอิสระ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้เมืองเชื่อมโยงผู้คน ข้อมูล ทรัพยากร และบริการต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดเมืองที่มีความทันสถานการณ์และมีการยกระดับ พร้อมนำเสนอบริการสาธารณะที่ชาญฉลาด เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

มัสซิมิเลียโน แคลปส์ ผู้ช่วยรองประธาน IDC Government Insightsประจำภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (EMEA) กล่าวว่า “เมืองอัจฉริยะเป็นเรื่องที่ทำได้ และเป็นกระบวนทัศน์ของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ระบบนิเวศขนาดใหญ่จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม และด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างเพื่อรวบรวมระบบและข้อมูลที่หลากหลายจากที่ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน”

ในระหว่างการประชุม Huawei Global Smart City Summit เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากเมืองต่างๆ ยังได้มาร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศในการใช้เทคโนโลยี ICT ใหม่ๆ เพื่อพลิกโฉมเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ ซึ่งรวมถึง

หลี่ ไท่ อธิบดีและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์การพัฒนาเขตเมืองของจีน ได้บอกเล่าให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับฟังว่า การบูรณาการเทคโนโลยีใหม่ๆในการพัฒนาเขตเมืองนั้นช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศจีนได้อย่างไร เขาเชื่อว่า บริการที่แยกกันจะถูกรวมเข้าด้วยกัน และธุรกิจอัจฉริยะจะเป็นไปได้ด้วยแพลตฟอร์มที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือข้ามชาติและข้ามอุตสาหกรรม

มูอัมมาร์ คาเล็ด อัล คาทีรี รองประธานบริหารฝ่ายวิศวกรรมและเมืองอัจฉริยะของ Dubai Silicon Oasis Authority (DSOA) ได้แบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับการร่วมมือกับหัวเว่ยในการติดตั้งโซลูชั่นถนนอัจฉริยะในนิคมไฮเทค ซึ่งเป็นครั้งแรกในตะวันออกกลาง โดยระบบถนนอัจฉริยะซึ่งขับเคลื่อนโดยโซลูชันไอซีทีใหม่ล่าสุดของหัวเว่ยนี้ ได้ช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าใช้งาน Wi-Fi รวมทั้งการวัดอุณหภูมิ ความชื้น และคุณภาพอากาศผ่านเซ็นเซอร์

โซลูชั่นเมืองอัจฉริยะของหัวเว่ยได้มีการติดตั้งในกว่า 100 เมือง ครอบคลุม 40 ประเทศ และเพื่อเป็นการผลักดันความร่วมมือและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หัวเว่ยได้เปิด Open Labs จำนวน 7 แห่งทั่วโลก ทั้งยังได้พัฒนาโซลูชั่นเมืองอัจฉริยะแบบองค์รวมร่วมกับพันธมิตรที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรมทั่วโลก ผ่านทางแพลตฟอร์มและระบบนิเวศเมืองอัจฉริยะที่เปิดกว้าง

เกี่ยวกับหัวเว่ย

หัวเว่ย คือผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ชั้นนำระดับโลก

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20161117/0861612252

Ithmar Capital จับมือ World Bank ประกาศจัดตั้ง Green Growth Infrastructure Facility กองทุนสีเขียวกองแรกที่มุ่งลงทุนในแอฟริกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ราบัต, โมร็อกโก–17 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          World Bank Group และ Ithmar Capital กองทุนเพื่อการลงทุนของประเทศโมร็อกโก ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการจัดตั้ง Green Growth Infrastructure Facility for Africa (GGIF Africa)กองทุนแรกที่มุ่งเน้นการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมในทวีปแอฟริกา

 Ithmar Capital Logo / Ithmar Capital and World Bank announce creation of Green Growth Infrastructure Facility, the first green fund dedicated to Africa (PRNewsFoto/Ithmar Capital)

          (โลโก้:http://photos.prnewswire.com/prnh/20161116/440093LOGO )

Ithmar Capital CEO / Mr Tarik Senhaji, Chief Executive Officer of Moroccan sovereign wealth fund, Ithmar Capital (PRNewsFoto/Ithmar Capital)

          (รูปภาพ:http://photos.prnewswire.com/prnh/20161116/440094 )

          GGIF จะมีโครงสร้างเป็นกองทุนการลงทุนภาคเอกชน โดยมีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดนักลงทุนภาคเอกชนที่สนใจลงทุนในโมร็อกโกหรือแอฟริกา และกำลังมองหาโอกาสการลงทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กองทุนนี้มีเป้าหมายเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้ทวีปแอฟริกาก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ผ่านการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้คาร์บอนต่ำ เช่น พลังงานสะอาด ระบบคมนาคมคาร์บอนต่ำ และการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

          GGIF จะได้รับการสนับสนุนจาก World Bank และ Ithmar Capitalซึ่งจะเปิดโอกาสให้กองทุนนี้ได้รับประโยชน์จากจุดแข็งขององค์กรทั้งสอง โดยทาง World Bank นั้นมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนและการวางนโยบาย ขณะที่ Ithmar Capital มีเครือข่ายพันธมิตรและประสบการณ์ในการวางโครงสร้างการร่วมลงทุน

          การประกาศดังกล่าวมีขึ้นที่เวที Finance Summit ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 22 หรือ COP22 ณ เมืองมาราเกช ประเทศโมร็อกโก โดยการประชุมมุ่งเน้นไปที่การระดมกำลังเพื่อรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวและในเชิงรุกมากขึ้น

          นอกจากนี้ กองทุน GGIF ยังจะรวมถึงโครงการความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) โดยจะมุ่งเน้นที่การริเริ่มโครงการต่างๆ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งจะก่อให้เกิดการผนวกรวมกันของกลุ่ม PPPในประเทศเป้าหมาย

          World Bank และ Ithmar Capital จะดำเนินงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับบรรดานักลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาค กองทุนความมั่งคั่งของประเทศต่างๆ ไปจนถึงนักลงทุนสถาบันทั้งในระดับภูมิภาคและทั่วโลก เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งภูมิภาค

          นอกเหนือจากการจัดสรรปริมาณเงินทุนภาคเอกชนเพื่อนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมแล้ว กองทุนGGIF ยังจะให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงของโครงการที่มีแนวโน้มทำกำไรได้น้อย (non-bankable) เพื่อให้โครงการเหล่านี้เดินหน้าต่อไปได้ โดยเครื่องมือต่างๆที่จะนำมาใช้ประกอบไปด้วยกลไกที่มีความแปลกใหม่สำหรับการเตรียมโครงการและโครงสร้างเงินทุน

          ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับหนังสือสนับสนุนแล้วจากประธานของ IFSWF (International Forum of Sovereign Wealth Funds) ซึ่งไม่นานมานี้ได้เปิดตัวคณะทำงานชุดแรกเพื่อดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ กองทุนความมั่งคั่งของประเทศต่างๆ ถือเป็นผู้ลงทุนรายหลักในโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลาย เนื่องจากมีประสบการณ์ด้านการลงทุนมายาวนาน มีสถานะเป็นกองทุนระดับชาติ และแทบไม่ต้องอาศัยสภาพคล่อง

          ภายใต้การปกครองของสมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 แห่งโมร็อกโก ทวีปแอฟริกาได้กลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับโมร็อกโก” โดยขณะนี้ ประเทศโมร็อกโกซึ่งมีเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีทำเลใกล้กับทวีปยุโรป กำลังเดินหน้าเพื่อก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางที่มีศักยภาพแข่งขันสูงของทวีปแอฟริกา

          ปัจจุบัน ประเทศโมร็อกโกถือเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจรายสำคัญสำหรับหลายประเทศในแอฟริกาอยู่แล้ว ดังเห็นได้จากปริมาณการลงทุนโดยตรงที่เพิ่มสูงขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆที่มีมูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็นภาคธนาคาร ประกันภัย โทรคมนาคม เกษตรกรรมพลังงาน และอาคารสงเคราะห์

          เกี่ยวกับ Ithmar Capital:

          Ithmar Capital ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 โดยรัฐบาลโมร็อกโก และได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Hassan II Fund for Economic and Social Development ในนามของ Fonds Marocain de Developpement Touristique (FMDT) กองทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาประเทศระยะยาว ซึ่งริเริ่มขึ้นโดยราชอาณาจักรโมร็อกโกในภาคส่วนเศรษฐกิจต่างๆทางเศรษฐกิจ

           http://www.ithmar.gov.ma

          ที่มา: Ithmar Capital

ฉลองครบรอบ 25 ปี เมอร์ค ประเทศไทยไม่หยุดยั้งทำเพื่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

บริษัท เมอร์ค จำกัด ได้ดำเนินธุรกิจด้วยความใส่ใจโดยคำนึงถึงทุกภาคส่วนตั้งแต่คู่ค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น และสังคมไทย มาโดยตลอดนับตั้งแต่ที่จัดตั้งบริษัทขึ้นในประเทศไทย จวบจนครบรอบ ปีที่ 25 ในปีนี้ ด้วยความมุ่งมั่นดังกล่าว เมอร์ค จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานหลายภาคส่วนและพนักงานในบริษัทจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องในปีนี้

โครงการล่าสุดที่กลุ่มพนักงานของเมอร์คได้เข้าไปมีส่วนร่วมนั้น เป็นกิจกรรม “มาช่วยเต่ากัน! Turtles Need Help… Rescue Turtles”  ซึ่งดำเนินการร่วมกับ รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประธานชมรมรักษ์เต่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา กิจกรรมดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือ เต่าและตะพาบน้ำจำนวน 190 ชีวิต จากวัดโพสพผลเจริญ จ.ปทุมธานี ด้วยการล้างทำความสะอาด แช่น้ำเกลือ กำจัดปรสิตภายนอก จากนั้นจึงวัดขนาด-ชั่งน้ำหนัก เพื่อบันทึกข้อมูล แยกเพศ และพันธุ์ เพื่อให้ยาถ่ายพยาธิ ป้อนวิตามินตามขนาดที่เหมาะสม ร่วมถึงการดูแลรักษาในเบื้องต้น ก่อนจะนำไปไว้ในที่พักฟื้นที่เหมาะสมหรือปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นจากเงินสนับสนุนของกิจกรรมวิ่งการกุศล Merck Charity Run : GIVE ME FIVE…. วิ่งเพื่อเต่า ด้วยแนวคิดในการทำประโยชน์ให้กับสังคมจากหนึ่งในพนักงานของเมอร์ค ได้จุดประกายให้เกิดเป็น ด้วยความตั้งใจที่อยากช่วยเหลือให้เต่าที่มีสภาพความเป็นอยู่ไม่เหมาะสมกลับคืนสู่ธรรมชาติและดำรงชีวิตได้ต่อไป โดยร่วมมือกับชมรมรักษ์เต่า และศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กิจกรรมการวิ่งการกุศลนี้ จัดขึ้น ณ สวนลุมพินี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยได้รับการสนับสนุนจากอย่างล้นหลามจากบริษัทคู่ค้าและลูกค้าของบริษัท เมอร์ค ประเทศไทย เช่นเดียวกับความสนใจจากประชาชนทั่วไปที่ให้ความสำคัญเรื่องการวิ่งเพื่อสุขภาพและร่วมทำความดี ด้วยความตั้งใจว่ารายได้จากการรับสมัครหลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกนำไปต่อยอดร่วมบริจาคให้ “โครงการคืนชีวิตเต่าและตะพาบน้ำสู่ธรรมชาติ” เพื่อช่วยเหลือเต่าและตะพาบน้ำที่ถูกปล่อยให้อยู่ในแหล่งน้ำที่ไม่เหมาะสมได้กลับคืนสู่แหล่งธรรมชาติตามแนวทางอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้ที่นับวันใกล้จะสูญพันธุ์

คุณรุ่งรวี เสลานนท์ กรรมการและประธานผู้บริหารฝ่ายการเงิน กล่าวว่า “ขอขอบคุณทุกคนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่มาร่วมกันทำความดีกับเมอร์ค ตั้งแต่การเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งระดมทุน จนถึงการอภิบาลเต่าและตะพาบน้ำให้มีสุขภาพแข็งแรงจนพร้อมที่จะกลับไปใช้ชีวิตตามธรรมชาติ และแม้ว่าบางท่านอาจจะไม่ได้มาร่วมดูแลเต่าด้วยกันในวันนี้ แต่ขอให้มั่นใจได้ว่า รายได้จากการวิ่งการกุศลที่ผ่านมาได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์สู่สังคมอย่างแท้จริงผ่านแรงกายและใจของพนักงานของเรา” จากเสียงของพนักงานเมอร์คที่กลายมาเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่ได้รับความร่วมมือจากคนทั้งในบริษัทฯ บริษัทคู่ค้า ลูกค้า และประชาชนทั่วไป ช่วยผลักดันให้ประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมาย และเป็นอีกส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าความรับผิดชอบต่อสังคมสามารถเกิดขึ้นได้จากทุกคน ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคตได้ต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://goo.gl/uxGtNN  และ https://goo.gl/qWHbLG

เกี่ยวกับเมอร์ค ประเทศไทย

บริษัท เมอร์ค จำกัด สาขาประเทศไทย เป็นผู้จัดจำหน่ายชั้นนำ สำหรับสินค้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Healthcare) ผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์เพื่อสิ่งมีชีวิต (Life Science) ผลิตภัณฑ์ วัสดุ และเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม (Performance Materials) ให้กับโรงพยาบาล สถาบัน และอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย การดำเนินธุรกิจหลักของ เมอร์ค ประเทศไทย คือการทำการตลาดสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่ผลิตโดยบริษัท เมอร์ค เคจีเอเอ และบริษัทในสังกัด บริษัท เมอร์ค จำกัด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2534 ในรูปแบบกิจการร่วมการค้าระหว่าง บริษัท เมอร์ค เคจีเอเอ และ บริษัท บี กริมม์ (ประเทศไทย)

Insight Media เปิดตัวสมุดปกขาวในเรื่องเทคโนโลยีควอนตัมดอท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News    http://www.thaibusinessnews.com/

 

นอร์วอร์ล, คอนเนตทิคัต–(บิสิเนส ไวร์)–15 พฤศจิกายน 2016

Insight Media ประกาศวันนี้ว่าได้เปิดตัวสมุดปกขาวใหม่ที่ได้เจาะลึกเข้าไปถึงวิทยาศาสตร์เบื้องหลังเทคโนโลยีควอนตัมดอทบนหน้าจอ Chris Chinnock จาก Insight Media ได้เขียนรายงานสมุดปกขาว “Quantum Dots will Power Display Products to the Next Level” ซึ่งให้รายละเอียดในประเด็นที่กว้างขวางนับตั้งแต่ตัวเลือกสีที่กว้างขึ้น High Dynamic Range (HDR) รวมถึงเทคโนโลยีควอนตัมดอที่ซับซ้อน

สมุดปกขาวนี้ให้ภาพรวมเกี่ยวกับเทคโนโลยีสามประเภทที่มักใช้ในการสร้างจอ WCG: OLED, LCD และควอนตัมดอท

ตัวอย่างในกรณีของ OLED TV แม้จะสามารถสร้างซีรีส์สี DCI-P3 ด้วยการใช้ระดับแสงต่ำ แต่ข้อจำกัดในการปล่อยระดับสูงสุดและความสว่างมีผลกระทบต่อความสามารถในการเรนเดอร์สีของหน้าจอ ซึ่งทำให้ภาพดูซีด ใช้ระดับแสงสูง และปริมาณสี การใช้โครงสร้างขนาดเล็กในจอ OLED ทำให้สีสดและมีซีรี่ส์สีที่กว้างขึ้น การเปลี่ยนโครงสร้างนี้เป็นการทำให้มุมการมองหน้าจอแคบลง

รายงาน 27 หน้านี้ได้เจาะลึกเข้าไปถึงเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับหน้าจอแต่ละประเภทและวิเคราะห์ถึงจุดแข็งจุดด้อยที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละประเภท

ประเด็นที่ครอบคลุมในรายงานมีดังนี้: (alternative is to use actual TOC image below)

•    ตัวเลือก Wide Color Gamut (WCG)

◦    หน้าจอ OLED

▪    Emitting Structure

▪    Micro-Cavity Structure

▪    Pixel Architecture

◦    หน้าจอ LCD

▪    Display Architecture

▪    Dimming Options

▪    WCG by Phosphor-Enhanced LEDs

▪    WCG by Adjusting Color Filtering

◦    หน้าจอควอนตัมดอท

▪    Quantum Dot Technology

▪    Quantum Dot Film

▪    Quantum Dot Tube

▪    On-chip LED Devices with Quantum Dots

▪    Electrically Driven Quantum Dots

สรุป

“ควอนตัมดอทเป็นวัสดุอุปกรณ์ที่วิเศษมากโดยมีความเป็นไปได้ที่เรากำลังเริ่มค้นหา” Chris Chinnock ซึ่งเป็นประธานและผู้ก่อตั้ง Insight Media กล่าว “สมุดปกขาวนี้นำเสนอโอกาสที่ดีที่ควอนตัมดอทได้ให้เมื่อใช้บนหน้าจอ โดยเฉพาะหน้าจอที่ขยายความสามารถในด้านสีของตนเองให้ถึงจุดที่กว้างขนาด BT.2020 แต่มันก็สามารถนำไปใช้งานได้อีกหลากหลายไม่ว่าจะเป็นโซล่าเซลล์ ไฟส่องสว่าง และภาพชีวภาพ มันจึงเป็นเทคโนโลยีที่น่าติดตามมาก”

เทคโนโลยีควอนตัมดอทขณะนี้ได้ให้การซัพพอาร์ทหน้าจอ LCD หลากหลาย โดยให้ WCG ที่มีขนาดใหญ่มากกว่าที่ให้กับหน้าจอ OLED และเทคโนโลยี LCD อื่นๆ เมื่อประกอบรวมกับ HDR หน้าจอควอนตัมดอทจะให้ประสิทธิภาพของภาพที่ดีที่สุดในตลาด

สามารถดาวน์โหลดสมุดปกขาว Quantum Dots will Power Display Products to the Next Level ฉบับเต็มได้ที่ http://www.insightmedia.info/insight-media-releases-technical-white-paper-on-quantum-dot-technology/

เกี่ยวกับ Insight Media

Insight Media เป็นองค์กรที่ปรึกษาเกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ทันสมัยที่สุดในด้านภาพและหน้าจอเกี่ยวกับสื่อวิทยุโทรทัศน์ ภาพยนตร์ AV แบบมืออาชีพ เครื่องใช้ไฟฟ้าและดีสเพลย์ตลาด สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับองค์กรได้ที่ www.insightmedia.info

สามารถรับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com:http://www.businesswire.com/news/home/20161115005622/en/

ติดต่อ:

Insight Media

Chris Chinnock, 203-831-8464

Chris@insightmedia.info

ชาร์จาห์ต้อนรับผู้เข้างาน 2.31 ล้านคนจาก 60 ประเทศในมหกรรมหนังสืออันดับต้นๆ ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News    http://www.thaibusinessnews.com/

 

ชาร์จาห์, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–(บิสิเนส ไวร์)–14 พฤศจิกายน 2016

ชาร์จาห์ ซึ่งเป็นที่รู้จักในแวดวงนานาชาติว่าเป็นเมืองหลวงด้านศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ เป็นรัฐที่ใหญ่เป็นอันดับสามของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ได้ต้อนรับผู้เข้างาน 2.31 ล้านคนในมหกรรมหนังสืออันดับต้นของโลก Sharjah International Book Fair (SIBF) 2016 ครั้งที่ 35

สามารถรับชมข่าวในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่http://www.businesswire.com/news/home/20161114005668/en/

ผู้เข้างานใน Sharjah International Book Fair 2016 ครั้งที่ 35 (รูปภาพ: บิสิเนส ไวร์)

งานมหกรรมหนังสือ 11 วัน ครั้งที่ 35 นี้ได้เปิดให้กับประชาชนทั่วไปตั้งแต่วันแรกจนถึงวันสุดท้าย กลายเป็นงาน SIBF ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด โดยได้จัดให้มีสำนักพิมพ์ ผู้เชี่ยวชาญในวงการมาจากหลายประเทศ จากสหรัฐอเมริกาไปยังจีน และได้ทำลายสถิติด้วยการมีสำนักพิมพ์เข้าร่วม 1,681 รายและหนังสือ 1.5 ล้านชื่อจากกว่า 60 ประเทศ

“จากวิสัยทัศน์และคำแนะนำจากเจ้าผู้ครองรัฐชาร์จาห์ His Highness Sheikh Dr. Sultan bin Muhammad Al Qasimi เราได้สร้างให้ชาร์จาห์เป็นศูนย์รวมของวรรณกรรมและวัฒนธรรม และเป็นจุดรวมสำหรับโลกตะวันออกและตะวันตก” ประธาน Sharjah Book Authority (SBA) คุณ Ahmed Al Ameri กล่าว และมุ่งมั่นในการทำให้ Sharjah International Book Fair ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

หลายปีที่ผ่านมา SIBF ได้ตั้งตัวเองให้เป็นอีเว้นท์สำคัญในการซื้อขายลิขสิทธิ์และลิขสิทธิ์ย่อยต่างๆ เช่นลิขสิทธิ์การพิมพ์ซ้ำสำหรับหนังสือต่างประเทศ ลิขสิทธิ์หนังสือปกแข็ง รวมถึงเป็นที่พบปะของเจ้าของสำนักพิมพ์ ผู้จัดการลิขสิทธิ์ ผู้ขายหนังสือ เอเย่น นักเขียน นักแปล ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการพิมพ์และสื่อ สิ่งที่ประสบความสำเร็จคือ SIBF Professional Programme ได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการมีความสนใจในข้อตกลงร่วมกัน 1,239 ข้อตกลงระหว่างเจ้าของสำนักพิมพ์และผู้เชี่ยวชาญด้านลิขสิทธิ์

#SIBF16 ซึ่งเป็นแฮชแทคของงานนี้ ได้มีผู้เข้าสนใจเป็นภาษาอังกฤษและอารบิคมากกว่า 1 ล้านครั้งตลอด 5 วันแรกของงาน และเป็นที่นิยมอย่างมากใน Facebook, Twitter, Instagram และ Snapchat.

ชาร์จาห์เป็นผู้นำในการเติบโตและการพัฒนาทางวัฒนธรรมของโลกอาหรับนับตั้งแต่ประกาศอิสรภาพ จากจุดเริ่มต้นุดเล็กๆ ในปี 1982 ซึ่งมีสำนักพิมพ์เข้าร่วมน้อยกว่า 10 แห่ง บัดนี้ SIBF ได้เติบโตขึ้นอย่างมากและวางแผนที่จะขยับขยายที่จัดงานไปยังสถานที่ที่มีพื้นที่ 60,000 ตารางเมตรแห่งใหม่ปีหน้า

สามารถรับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com:http://www.businesswire.com/news/home/20161114005668/en/

ติดต่อ:

National Network Communications

Fadia Daouk, T: +971 52 617 2111

E: f.daouk@nncpr.com

Citi เปิดตัว Global API Developer Hub เพื่อทำให้เกิดการทำธุรกรรมทางการเงินแบบเปิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News    http://www.thaibusinessnews.com/

 

นิวยอร์ก-(บิสิเนส ไวร์)–10 พฤศจิกายน 2016

วันนี้ Citi ได้ประกาศเปิดตัว API Developer Hub ของโลกแห่งใหม่ (developer.citi.com) ซึ่งจะสามารถทำให้ติดต่อสื่อสารกับนักพัฒนาได้อย่างรวดเร็วและทำให้พวกเขาสามารถสร้างโซลูชั่นส์สำหรับลูกค้าที่มีนวัตกรรมได้รวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แพลตฟอร์มของนักพัฒนานี้ครอบคลุมที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรมบริการทางการเงินในปัจจุบัน

การเปิดตัวของ Citi APIs ถือว่าเป็นวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีของ Citi ที่เปิดสถาปัตยกรรมที่จะช่วยในด้านความร่วมมือกันระหว่าบริษัท FinTech ต่างๆ รวมถึงแบรนด์สำหรับผู้บริโภคทั่วโลก เพื่อผลประโยชน์ต่อลูกค้า ทาง Citi จะให้นักพัฒนาได้เข้าถึง APIs ได้ถึงการใช้งาน 8 หมวดหมู่ ซึ่งรวมถึงการบริหารจัดการบัญชี, การจ่ายเงินแบบ peer to peer, การโอนเงินไปองค์กรต่างๆ, Citi รีวอร์ด, การซื้อการลงทุน และการกำหนดสิทธิ์บัญชี และจะมีการเพิ่มหมวดหมู่มากขึ้นอีกด้วย

“Global Develop Hub ของ Citi ได้พัฒนาวิธีการนวัตกรรมแบบเปิดเพื่อให้บริการโซลูชั่นส์ที่ล้ำสมัย และได้สร้างคุณค่าใหม่สำหรับลูกค้า พาร์ทเนอร์ และนักพัฒนา” Stephen Bird ซึ่งเป็น CEO ของ Global Consumer Banking ที่ Citi กล่าว “การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็วทำให้เกิดความต้องการในการปรับเปลี่ยนจากภายในสู่ภายนอกเป็นภายนอกสู่ภายใน ด้วยการสร้างระบบนิเวศที่มีการทำงานร่วมกันของแบรนด์ชั้นนำและนักพัฒนาต่างๆ เราจะสามารถให้ผลิตภัณฑ์ บริการ และประสบการณ์ที่ครบถ้วนเพื่อตอบสนองต่อความต้องการทางการเงินของลูกค้าในวันนี้และในอนาคต”

Sopnendu Mohanty ซึ่งเป็น Chief FinTech Officer ของธนาคารกลางของสิงคโปร์ได้กล่าวว่า “เรามีความยินดีที่ Citi Singapore ได้เป็นผู้นำในการพัฒนาและเปิดตัวการริเริ่ม API ของโลกนี้ ระหว่างงานเทศกาล สิงคโปร์ ฟินเทค เฟสติวัล ที่จัดขึ้นวันที่ 14-18 พฤศจิกายน 2016 ซึ่งช่วยทำให้เกิดการร่วมมือกันในชุมชน FinTech และมีความเป็นไปได้ในการให้บริการทางการเงินที่ดีกว่าสำหรับลูกค้า และเป็นการยืนยันในความเป็นผู้นำในการสร้างอนาคตให้กับบริการทางการเงิน”

Citi ได้จัดทีมร่วมกันกับบริษัทชั้นนำมากมาย รวมถึง Mastercard, Virgin Money และ Wonder ที่ใช้ Citi APIs ในการพัฒนาโซลูชั่นส์นวัตกรรม เมื่อต้นปีนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกา Pay with Points API ของ City ได้เริ่มให้บริการ Citi ThankYou® Rewards แก่สมาชิกที่มีบัตรเครดิต Citi ที่มีสิทธิได้รับ ในการใช้คะแนนสะสมในการใช้จ่ายทั้งหมดด้วยการใช้เครดิตการ์ดในการซื้อของบน BestBuy.com และใน Wonder App ในเดือนตุลาคม 1800Flowers.com ได้รับการเพิ่มเป็นผู้เข้าร่วมล่าสุดใน Pay with Points ของ ThankYou Rewards

“การร่วมมือกันระหว่า Virgin Money และ Citi มีความแข็งแกร่งมากขึ้นมากขึ้น” Greg Boyle ซึ่งเป็น CEO ของ Virgin Australia กล่าว “ความสำคัญหลักคือการให้บริการโมบายแอพ Virgin Money ที่จะใช้ APIs ของ Citi สำหรับการใช้งานเครดิตการ์ดที่จะให้ประสบการณ์สุดพิเศษสำหรับลูกค้าของเรา การให้บริการ ซัพพอร์ท ของ City ผ่านทาง APIs นั้นสำคัญมากเพื่อให้มั่นใจว่าเราได้ตอบสนองความต้องการด้านดิจิทัลให้แก่ลูกค้าของเราวันนี้ และจะทำให้เกิดนวัตกรรมต่อเนื่องในอนาคต”

ในสิงคโปร์ Citi ได้ร่วมมือกับ honestbee ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้บริการอำนวยความสะดวกและจัดส่งสินค้าแบบออนไลน์ที่โตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย โดยการร่วมมือนี้จะช่วยให้ลูกค้าของพวกเขาสามารถสมัครการ์ด Citi Cash Back บนเว็บไซต์และแอพของ honestbee ซึ่งมีการเปิดตัวในเดือนธันวาคมนี้ ประสบการณืนี้จะทำให้ลูกค้าได้ใช้เทคโนโลยี API ของ Citi ให้มีการสมัครการ์ดได้อย่างไร้ร้อยต่อผ่านทางไซต์พาร์ทเนอร์ต่างๆ ของ Citi

Global Developer Hub ได้รับการพัฒนาโดย Citi FinTech และทีม Citi ทั่วเอเชีย อเมริกาเหนือ และเม็กซิโก ซึ่งเป็นซีรีส์ล่าสุดของ Citi innovations นับตั้งแต่การเป็นผู้ริเริ่ม ATM ไปจนถึงการแนะนำแอพธนาคารเจ้าแรกสำหรับ Apple Watch ในปี 2014 ทาง Citi ได้จัดงานรวบรวมผู้คนและผู้สนับสนุนที่เรียกว่า Citi Mobile Challenge ซึ่งได้เดินทางไปยังละติน อเมริกา สหรัฐอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชียแปซิฟิค ด้วยความร่วมมือจากนักพัฒนานับพันๆ คนจากกว่า 100 ประเทศ ในปี 2015 Citi FinTech ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นหน่วยใหม่ใน Global Customer Bank ของ Citi ซึ่งถูกชาร์จด้วยความเร็วสปีดในตลาดด้วยความสามารถทางโมบายแบงกิ้งรุ่นใหม่

API Developer Hub ของโลกได้รับการเปิดตัววันนี้ ขอเชิญนักพัฒนามาลงทะเบียนความสนใจของท่านได้ที่ developer.citi.com ที่พวกเขาจะได้รับเครื่องมือในการติดต่อสื่อสารในแซนด์บอกซ์เพื่อช่วยให้เขาได้สามารถทดสอบไอเดียของพวกเขา

เกี่ยวกับ Citi

Citi เป็นธนาคารชั้นนำของโลก ซึ่งมีบัญชีลูกค้าประมาณ 200 ล้านบัญชีและทำธุรกิจมากกว่า 160 ประเทศและรัฐ Citi ให้ลูกค้า องค์กร รัฐบาลและสถาบันต่างๆ ด้วยผลิตภัณฑ์ทางการเงิน การบริการ รวมถึงการทำธุรกรรมและบัตรเคดิตของลูกค้า การทำธุรกรรมของบริษัทและการลงทุน securities brokerage การบริการซื้อขายและการบริหารความมั่งคั่ง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถรับชมได้ที่ www.citigroup.com | Twitter: @Citi | YouTube: www.youtube.com/citi | Blog: http://blog.citigroup.com | Facebook: www.facebook.com/citi | LinkedIn: www.linkedin.com/company/citi.

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com:http://www.businesswire.com/news/home/20161110006321/en/

สื่อมวลชนติดต่อ:

Citi

Deirdre Leahy, 212-559-3296

deirdre.leahy@citi.com

GCL-SI เตรียมให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรแก่บริษัท เอ็นแม๊กซ์ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซูโจว, จีน–17 พ.ย.– พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          GCL System Integration Technology (GCL-SI), (SZ: 002506) บริษัทในเครือ GCL ซึ่งเป็นกลุ่มพลังงานชั้นนำของโลก ประกาศจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัท เอ็นแม๊กซ์ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (เอ็นแม๊กซ์) เพื่อดำเนินงานร่วมกันในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (PV) ขนาด 10MW ในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ GCL-SI ได้ร่วมมือกับบริษัทต่างชาติ โดยจัดหาโซลูชั่นแบบครบวงจรและตรงตามเงื่อนไขของลูกค้า

          โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 10MW จะใช้โมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ GCL-P6/60G ของ GCL-SI ซึ่งสามารถใช้ผลิตไฟฟ้าที่แรงดันสูงสุด 260W และผลิตกระแสไฟฟ้าเฉลี่ย 15,552 MWh ต่อปี ซึ่งจะช่วยประหยัดการใช้ถ่านหินได้ถึง 5,600 ตันต่อปี และลดปริมาณก๊าซคาร์บอนในชั้นบรรยากาศลงได้เป็นอย่างมาก

          นอกจากนี้ GCL-SI ยังจัดหาเครื่องแปลงพลังงานแสงอาทิตย์และโครงสร้างรองรับแผงโซลาร์เซลล์ อันเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชั่นแบบบูรณาการที่บริษัทให้บริการแก่เอ็นแม๊กซ์ โดยระบบครบวงจรนี้ได้รับการอนุมัติและยอมรับจากธนาคารทหารไทย

          โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 10MW นี้ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้ากำลังการผลิต 5MW จำนวน 2 แห่ง ตั้งอยู่ในตำบลพันท้ายและตำบลโคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร ตามลำดับ โดยขณะนี้ โครงการอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หลังจากที่มีการขนส่งอุปกรณ์ในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะแล้วแล้วเสร็จก่อนวันที่ 15 ธ.ค. 2559

          นาย ซู หัว ประธาน GCL-SI กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้บริการแบบครบวงจรและตรงตามความต้องการแก่ เอ็นแม๊กซ์ นี่คือโซลูชั่นตอบโจทย์ที่ GCL-System มอบให้กับลูกค้ามาโดยตลอด แทนการจัดหาผลิตภัณฑ์ให้เป็นอย่างๆ”

          เขากล่าวเสริมว่า “ความร่วมมือระหว่าง GCL-SI และ เอ็นแม๊กซ์ ในครั้งนี้ ไม่เพียงกระชับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับความสัมพันธ์ของเราที่มีต่อธรรมชาติ ด้วยการสร้างวิถีการดำเนินชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

          เกี่ยวกับ GCL System Integration Technology Co., Ltd.

          GCL System Integration Technology Co., Ltd. (002506 Shenzhen Stock) (GCL-SI) เป็นบริษัทในเครือของ GOLDEN CONCORD Group (GCL) กลุ่มบริษัทพลังงานระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตพลังงานไฟฟ้าสะอาดและยั่งยืน บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2533 และปัจจุบันมีสินทรัพย์ทั่วโลกเป็นมูลค่าเกือบ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ GCL จัดส่งแผงเซลล์แสงอาทิตย์มากกว่า 2KW ทั่วโลกในปี 2558 และเป็นผู้ผลิตแผ่นเวเฟอร์ป้อนตลาดคิดเป็นสัดส่วน 29% ของทั้งหมด และครองส่วนแบ่งตลาดซิลิคอน 22.2%

          เกี่ยวกับ บริษัท เอ็นแม๊กซ์ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด

          เอ็นแม๊กซ์ สมาชิกใหม่ล่าสุดในเครือรักชัยกรุ๊ป เป็นบริษัทพลังงานที่มุ่งเน้นพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งยังเป็นผู้ออกแบบระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรเพื่อให้บริการสำหรับภาครัฐ ภาคเอกชน และครัวเรือน