EuropaCorp จับมือ Lexus เผยโฉม “SKYJET” ยานอวกาศแห่งศตวรรษที่ 28 ในหนังไซไฟฟอร์มยักษ์ “Valerian and the City of a Thousand Planets”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

โตเกียว–11 พ.ย. 2559–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ยลโฉมยาน “SKYJET” ในตัวอย่างแรกของภาพยนตร์ได้แล้วที่HTTP://VALERIANMOVIE.COM

Lexus ประกาศผนึกกำลังกับ EuropaCorp สตูดิโอสร้างหนังจากยุโรป โดยหนึ่งในผลงานความร่วมมือชิ้นแรกคือ ภาพยนตร์เรื่อง “Valerian and the City of a Thousand Planets” หนังไซไฟฟอร์มยักษ์ที่ทั่วโลกรอคอย นำแสดงโดย Cara Delevingne และ Dane DeHaan มีกำหนดลงโรงในปี 2017 โดย Lexus ได้ร่วมกับทีมงานครีเอทีฟของ Valerianเพื่อนำยาน SKYJET แห่งโลกจินตนาการมาให้ผู้ชมได้สัมผัสในภาพยนตร์เรื่องนี้

Lexus collaborated with the Valerian creative team, as they imagined and brought to life the vision for the SKYJET, a single-seat pursuit craft featured in the film. See it in the Valerian teaser trailer here:http://valerianmovie.com (PRNewsFoto/Lexus International)

(รูปภาพ:http://photos.prnewswire.com/prnh/20161109/437450 )

An epic teaser trailer unveiled today (http://valerianmovie.com) gives viewers a first glimpse of the SKYJET maneuvering through the intergalactic citadel of Alpha (PRNewsFoto/Lexus International)

(รูปภาพ:http://photos.prnewswire.com/prnh/20161109/437451 )

Dane DeHaan stars in Luc Besson’s VALERIAN AND THE CITY OF A THOUSAND PLANETS (C) 2016 VALERIAN SAS Ð TF1 FILMS PRODUCTION. (PRNewsFoto/Lexus International)

(รูปภาพ:http://photos.prnewswire.com/prnh/20161109/437452 )

ในตัวอย่างแรกที่มีการเปิดตัวบนโลกออนไลน์วันนี้ (http://valerianmovie.com) แฟนหนังอวกาศจะได้ชมฟุตเทจแรกของหนังหลังจากที่ตั้งตาคอยกันมานาน นอกจากนี้ ผู้ชมจะได้เห็นโฉมแรกของยาน SKYJET ที่บินโฉบเฉี่ยวในดินแดนใจกลางกาแล็กซี่อย่างมหานครอัลฟ่า

ทีมผู้สร้าง Valerian ได้เนรมิต SKYJET ด้วยแรงบันดาลใจที่จะสร้างยานพาหนะที่เข้ากับโลกความเป็นจริง แต่ในขณะเดียวกันก็เหมาะกับโลกของ Valerian ซึ่งเป็นโลกอนาคตในอีก 700 ปีข้างหน้า โดยทีมครีเอทีฟได้เข้าพบ Takeaki Kato หัวหน้าวิศวกรยานยนต์และทีมออกแบบของLexus เพื่อหารือกันในเรื่องเทคโนโลยีที่เหนือจินตนาการแต่ก็มีความเป็นไปได้ รวมถึงงานดีไซน์ร่วมสมัย ก่อนจะคัดแล้วคัดอีกจนเหลือแบบสุดท้ายของ SKYJET

งานออกแบบ SKYJET ได้นำเอากระจังหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ของรถLexus รวมถึงไฟหน้าของรถคูเป้ Lexus LC รุ่นปี 2018 มาประยุกต์ใช้ โดยคำนึงถึงความแข็งแกร่งและหลักอากาศพลศาสตร์ของตัวยานด้วย

Valerian and the City of a Thousand Planets รวบรวมดาราดังไว้อย่างคับคั่ง ทั้ง Clive Owen, Ethan Hawke, Rihanna และ Kris Wuนอกจากนั้นยังเป็นผลงานที่ท้าทายที่สุดสำหรับผู้กำกับ Luc Besson และเป็นหนังสัญชาติยุโรปที่ใช้ทุนสร้างสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ภาพยนตร์เรื่องนี้อำนวยการสร้างโดย Virginie Besson-Silla และดัดแปลงมาจากคอมมิคของฝรั่งเศสเรื่อง “Valerian” ที่แต่งเนื้อเรื่องโดย Pierre Christinและวาดภาพโดย Jean-Claude Mezieres

ผู้กำกับ Luc Besson กล่าวว่า สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ เราต้องการแบรนด์ที่เป็นผู้บุกเบิกนวัตกรรมและเทคโนโลยี และเป็นผู้ที่ฝักใฝ่อนาคตมากกว่าอดีต”

แบรนด์ดังกล่าวพร้อมที่จะมอบประสบการณ์สุดพิเศษให้แก่แฟนๆ ตลอด 9 เดือนจากนี้ไป เพื่อให้แฟนพันธุ์แท้จากทั่วโลกได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ไปจนถึงวันฉายภาพยนตร์ในเดือนกรกฎาคม 2017

David Nordstrom ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายแบรนด์ทั่วโลกของ Lexusกล่าวถึงการพัฒนา SKYJET ว่า ในฐานะที่เป็นแฟนภาพยนตร์ของ Luc Besson ทางเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ช่วยทำความฝันของเขาให้กลายเป็นจริง เรารู้สึกท้าทายที่ได้นำหลักการออกแบบและนวัตกรรมของเรามาใช้ในงานนี้ เราจะสานความร่วมมือกับ EuropaCorp ต่อไป ในขณะเดียวกันก็จะมอบประสบการณ์สุดพิเศษเท่าที่จะจินตนาการได้ให้แก่ผู้ชมในปีต่อๆไป

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ VALERIAN AND THE CITY OF A THOUSAND PLANETS ได้ที่

เฟซบุ๊ก: https://www.facebook.com/ValerianMovie

ทวิตเตอร์: https://twitter.com/ValerianMovie

อินสตาแกรม: https://instagram.com/valerianmovie/

#Valerian

เฟซบุ๊ก: https://www.facebook.com/LexusInternational

ทวิตเตอร์: https://twitter.com/LexusInt

อินสตาแกรม: https://www.instagram.com/beyondbylexus/

เว็บไซต์: http://www.lexus-int.com/

เกี่ยวกับ VALERIAN

ด้วยแรงบันดาลใจจากมหากาพย์คอมมิคสุดคลาสสิคอย่างValerian and Laureline ทางผู้กำกับและผู้เขียนบทมากจินตนาการอย่างLuc Besson จึงได้นำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ไซไฟร่วมสมัยในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร

Valerian (รับบทโดย Dane DeHaan) และ Laureline (รับบทโดยCara Delevingne) เป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการพิเศษขององค์การปกครองเขตแดนมนุษยชาติ ทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยทั่วทั้งจักรวาล วันหนึ่งทั้งสองได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการ (รับบทโดย Clive Owen) ให้ออกเดินทางไปยังดินแดนใจกลางกาแล็กซี่อย่างมหานครอัลฟ่า ที่มีสิ่งมีชีวิตหลายพันสปีชีส์จากทั่วทุกมุมจักรวาลอาศัยอยู่ร่วมกัน โดยชาวเมืองอัลฟ่ากว่า 17 ล้านชีวิตต่างหลอมรวมความสามารถ เทคโนโลยี และทรัพยากรทั้งหลายเข้าไว้ด้วยกันเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีของทุกคน แต่โชคร้ายที่ทุกคนไม่ได้คิดเหมือนกัน มหานครแห่งนี้จึงมีภัยร้ายที่แฝงตัวอยู่ และทำให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ตกอยู่ในอันตราย

เกี่ยวกับ LEXUS

นับตั้งแต่เปิดตัวเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1989 Lexusก็ได้กลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ด้วยนวัตกรรมคุณภาพสูงพร้อมบริการลูกค้าอันเหนือชั้น Lexus ได้รับการยกย่องจากความน่าเชื่อถือของยานยนต์ และเป็นผู้นำด้านยานยนต์ระบบไฮบริดสุดหรู โดยนำเสนอนวัตกรรมไฮบริดที่ผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยเข้ากับความหรูหราได้อย่างลงตัว ปัจจุบัน Lexus ได้ขยายธุรกิจครอบคลุมตลาดกว่า 90 แห่งทั่วโลก วิวัฒนาการของ Lexus ไม่ได้ปรากฎให้เห็นในการออกแบบยนตรกรรมใหม่ๆเท่านั้น แต่ยังสะท้อนอยู่ในพันธกิจของแบรนด์ ที่มุ่งสร้างความประทับใจให้แก่คนรุ่นใหม่ที่หลงใหลความหรูหรา ด้วยจิตสำนึก ยนตรกรรม และบริการที่เปี่ยมด้วยวิสัยทัศน์ เป็นเอกลักษณ์ และน่าตื่นตาตื่นใจ รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.lexus-int.com

เกี่ยวกับ EUROPACORP

EuropaCorp เป็นสตูดิโอภาพยนตร์และรายการทีวีระดับโลก ซึ่งก่อตั้งโดยผู้กำกับ ผู้เขียนบท และผู้อำนวยการผลิตเจ้าความคิดอย่าง Luc Besson (ผู้อยู่เบื้องหลังภาพยนตร์ The Big Blue, La Femme Nikita, Leon: The Professional, The Fifth Element, The Lady และ Lucy) EuropaCorp คือผู้สร้างสรรค์ภาพยนตร์ภาคต่อที่ฮิตถล่มทลายอย่าง Taken และ The Transporter เช่นเดียวกับภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์อย่าง Lucy และอีกหลายเรื่องที่ประสบความสำเร็จทั่วโลก นอกจากนั้นยังมีผลงานภาพยนตร์รอเปิดตัวอีกหลายเรื่อง ได้แก่ Shut In นำแสดงโดย Naomi Watts, Miss Sloane นำแสดงโดย Jessica Chastain และRenegades ภาพยนตร์แอคชั่นทริลเลอร์ที่นำแสดงโดย Sullivan Stapleton และ JK Simmons

ที่มา: Lexus International

“ทริลเลียนท์” จับมือ “ซีเมนส์” วางเครือข่ายพลังงานอัจฉริยะให้การไฟฟ้าเม็กซิโก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เรดวู้ด ซิตี้แคลิฟอร์เนีย11 พ.ย. 2559–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ทริลเลียนท์ และ ซีเมนส์ ร่วมมือกันใน 3 โครงการล่าสุด เพื่อตอบสนองความต้องการของหน่วยงานด้านสาธารณูปโภคทั่วโลก ที่ต่างพยายามวางรากฐานด้านการสื่อสารเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น และเพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

ทริลเลียนท์ (Trilliant) ผู้นำระดับโลกด้านการสื่อสารอัจฉริยะระดับองค์กรในภาคพลังงาน จับมือกับ ซีเมนส์ (Siemens) เพื่อวางระบบสื่อสารด้านพลังงานอัจฉริยะให้แก่ 3 โครงการของการไฟฟ้าเม็กซิโก (CFE) ในรัฐเม็กซิโกและเมืองเม็กซิโกซิตี โดยเครือข่ายการสื่อสารระดับองค์กรดังกล่าวประกอบไปด้วยระบบมิเตอร์อัจฉริยะ (AMI) และระบบจ่ายไฟฟ้าอัตโนมัติ (DA) ที่ออกแบบมาเพื่อลดการสูญเสียพลังงาน และช่วยให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งยังทำให้โครงข่ายไฟฟ้าในประเทศมีความทันสมัยยิ่งขึ้นด้วย

Trilliant Logo / Trilliant Logo (PRNewsFoto/Trilliant)

Trilliant Logo (PRNewsFoto/Trilliant)

โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20150127/171757LOGO

ทั้ง 3 โครงการเป็นความร่วมมือครั้งล่าสุดภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือระดับโลก ซึ่งเปิดทางให้ซีเมนส์สามารถเข้าถึงแพลตฟอร์มการสื่อสารอัจริยะของทริลเลียนท์ ที่เมื่อนำไปใช้งานร่วมกับโครงข่ายไฟฟ้าดิจิทัลของซีเมนส์แล้ว จะเกิดเป็นโซลูชั่นครบวงจรที่ช่วยให้หน่วยงานด้านสาธารณูปโภคทั่วโลกสามารถพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ทริลเลียนท์มีเครือข่ายหลายระดับ รวมถึงเครือข่ายบริเวณกว้าง (WAN) และเครือข่ายระยะใกล้ (NAN) ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงโครงข่ายไฟฟ้าเข้ากับมิเตอร์อัจฉริยะของซีเมนส์จำนวน 634,000 ตัว ใน 7 เขตของเมืองเม็กซิโกซิตี และทำให้สามารถสื่อสารกับหม้อแปลงไฟฟ้าเกือบ 12,900 ตัว ผ่านสายไฟฟ้าความยาวกว่า 1,185 วงจร-กิโลเมตร (กว่า 736 ไมล์)

การสื่อสารแบบครอบคลุมทั้งองค์กรสามารถประสบความสำเร็จได้บนเครือข่ายเดียว เพราะทริลเลียนท์ได้นำเสนอเทคโนโลยีที่หลากหลายและครอบคลุมมากที่สุดในอุตสาหกรรม (เช่น 5GHz Secure Mesh WAN, 2.4GHz Secure Mesh NAN, LTE/GPRS และ 2.4GHz RPMA)ผ่านแพลตฟอร์มการสื่อสารอัจฉริยะเพียงหนึ่งเดียว ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบริหารจัดการและการดูแลระบบมิเตอร์อัจฉริยะ ทั้งยังสามารถใช้งานร่วมกับระบบและอุปกรณ์อื่นๆได้ในอนาคต

โทมัส ซิมเมอร์แมน ซีอีโอธุรกิจโครงข่ายดิจิทัล ฝ่ายบริหารจัดการพลังงานของซีเมนส์ กล่าวว่า “โซลูชั่นระดับโลกของทริลเลียนท์ถือเป็นหัวใจสำคัญในการให้บริการแก่การไฟฟ้าเม็กซิโก เพราะเป็นการวางรากฐานด้านการสื่อสารที่ปลอดภัยสำหรับลูกค้า และเตรียมพร้อมสำหรับอนาคตที่ต้องมีการบริหารจัดการและติดตามอุปกรณ์เชื่อมต่อมากมาย สำหรับการจ่ายพลังงานอัตโนมัติ การเพิ่มประสิทธิภาพ การเข้าถึงผู้ใช้บริการ และการจัดการพลังงานฝั่งผู้ใช้งาน”

ซีเมนส์ดำเนินธุรกิจในเม็กซิโกมาตั้งแต่ปี 2437 และโครงการล่าสุดนี้ก็เป็นการสนับสนุนให้เม็กซิโกได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น โดยอาศัยโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและ Internet of Things (IoT) เพื่อรับประกันว่าการจ่ายไฟฟ้าจะมีความปลอดภัยและเพียงพอต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของเม็กซิโก ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2559 การไฟฟ้าเม็กซิโกได้เผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ที่ระบุว่าจะลดการสูญเสียไฟฟ้าทั้งทางเทคนิคและที่ไม่ใช่ทางเทคนิค อันเกิดจากการไม่ได้วัดปริมาณการใช้ไฟฟ้า รวมถึงการไม่ซ่อมบำรุงและปรับปรุงโครงข่ายไฟฟ้า

แอนดี้ ไวท์ ประธานและซีอีโอของทริลเลียนท์ กล่าวว่า นับเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่บริษัทได้เป็นพันธมิตรกับซีเมนส์ เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกันในการวางรากฐานด้านการสื่อสารให้แก่ผู้ให้บริการไฟฟ้าทั่วโลก เพื่อตอบสนองความต้องการด้านพลังงานแห่งอนาคต

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะของซีเมนส์ได้ที่

http://w3.siemens.com/smartgrid/global/en/pages/Default.aspx

เกี่ยวกับทริลเลียนท์

ทริลเลียนท์ นำเสนอแพลตฟอร์มการสื่อสารอัจฉริยะระดับองค์กรเพียงหนึ่งเดียวให้แก่อุตสาหกรรมพลังงาน เพื่อเชื่อมโยงกับ internet of things (IoT) ผ่านโซลูชั่นที่ปลอดภัย ได้มาตรฐาน มีเทคโนโลยีที่หลากหลาย และมีคลื่นความถี่ที่เปิดกว้าง ทริลเลียนท์มีประสบการณ์สามทศวรรษและโซลูชั่นที่ได้รับการยอมรับในระดับโลก จึงสามารถสร้างผลตอบแทนสูงสุดจากการลงทุนในโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและเมืองอัจฉริยะ รวมทั้งสามารถเตรียมการดำเนินงานต่างๆให้พร้อมสำหรับอนาคต รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.trilliantinc.com

เกี่ยวกับซีเมนส์

ซีเมนส์ เอจี (เบอร์ลินและมิวนิก) เป็นบริษัทด้านเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ที่ยึดมั่นในความเป็นเลิศทางวิศวกรรม นวัตกรรม คุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความเป็นสากลมานานกว่า 165 ปี บริษัทดำเนินธุรกิจในกว่า 200 ประเทศ โดยมุ่งไปที่การผลิตไฟฟ้า เครื่องจักรอัตโนมัติ และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ผลิตเทคโนโลยีประหยัดพลังงานรายใหญ่ของโลก ซีเมนส์จึงเป็นเบอร์หนึ่งในด้านการสร้างกังหันลมนอกชายฝั่ง ทั้งยังเป็นผู้นำด้านการจัดหากังหันก๊าซและกังหันไอน้ำสำหรับผลิตไฟฟ้า เป็นผู้นำด้านโซลูชั่นการส่งพลังงาน รวมถึงเป็นผู้บุกเบิกโซลูชั่นโครงสร้างพื้นฐาน ระบบอัตโนมัติ ระบบขับเคลื่อน และซอฟต์แวร์สำหรับอุตสาหกรรม นอกจากนี้ บริษัทยังเป็นผู้นำด้านการจัดหาเครื่องตรวจวินิจฉัยโรคด้วยการแสดงภาพ เช่น ระบบสร้างภาพสามมิติ (Tomography) และระบบสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) อีกทั้งยังผู้นำในด้านการวินิจฉัยทางห้องปฏิบัติการและการจัดการข้อมูลในคลินิก ทั้งนี้ ในปีงบการเงิน 2558 ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 30 กันยายน 2558 ซีเมนส์มีรายได้ 7.56 หมื่นล้านยูโร และมีรายได้สุทธิ 7.4 พันล้านยูโร รวมทั้งมีพนักงานกว่า 348,000 คนทั่วโลก สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.siemens.com

Puma Energy เข้าซื้อคลังน้ำมันของ BP ในไอร์แลนด์เหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์–10 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

ส่งผลให้บริษัทมีเครือข่ายคลังน้ำมันทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 100 แห่ง 

Puma Energy บริษัทพลังงานกลางน้ำและปลายน้ำระดับโลก ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้ลงนามในสัญญาซื้อกับ BP เพื่อเข้าซื้อคลังเก็บน้ำมันของ BP ในเมืองเบลฟาสต์ของไอร์แลนด์เหนือ ส่งผลให้ Puma Energy มีเครือข่ายคลังน้ำมันทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็น 100 แห่ง และมีศักยภาพในการจัดเก็บน้ำมันรวม 7.9 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยก่อนหน้านี้ในปี 2558Puma Energy ก็ได้เข้าซื้อคลังน้ำมันในมิลฟอร์ด ฮาเวน ที่มีศักยภาพในการจัดเก็บน้ำมัน 1.4 ล้านลูกบาศก์เมตร นับว่าช่วยรองรับการขยายตัวของ Puma Energy ในตลาดยุโรปได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังช่วยรับประกันว่าไอร์แลนด์เหนือจะมีน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีคุณภาพสูงและน่าเชื่อถือด้วย

 Puma Energy Logo / Puma Energy is a global integrated midstream and downstream oil company active in over 47 countries. (PRNewsFoto/Puma Energy)

Puma Energy is a global integrated midstream and downstream oil company active in over 47 countries. (PRNewsFoto/Puma Energy)

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160830/402490LOGO )

Puma-Energy / Puma Energy's global network of bulk storage fuel terminals reaches 100 after it announces a purchase agreement with BP to buy its bulk storage fuel terminal in Belfast, Northern Ireland. (PRNewsFoto/PUMA ENERGY)

Puma Energy’s global network of bulk storage fuel terminals reaches 100 after it announces a purchase agreement with BP to buy its bulk storage fuel terminal in Belfast, Northern Ireland. (PRNewsFoto/PUMA ENERGY)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20161108/437242 )

คลังน้ำมันเบลฟาสต์เป็นคลังจัดเก็บน้ำมันเบนซิน น้ำมันกลั่น และน้ำมันเชื้อเพลิงเครื่องบิน โดยรองรับการขนถ่ายน้ำมันทางถนน และมีท่าเทียบเรือที่สามารถรองรับเรือขนส่งระดับ MR ได้ คลังน้ำมันแห่งนี้ประกอบไปด้วยถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงขนาดใหญ่ 20 ถัง ซึ่งมีศักยภาพในการจัดเก็บน้ำมัน 143,000 ลูกบาศก์เมตร พื้นที่ขนาด 53 เอเคอร์แห่งนี้เคยใช้เป็นโรงกลั่นมาก่อน และตั้งอยู่ระหว่างสนามบินจอร์จ เบสต์ เบลฟาสต์ ซิตี้ และท่าเรือเบลฟาสต์ โดยโรงกลั่นเปิดดำเนินงานในปี 2507 และเปลี่ยนเป็นคลังน้ำมันในปี 2525

Puma Energy มีประสบการณ์โชกโชนในด้านการก่อสร้าง การซ่อมบำรุง รวมถึงการดำเนินงานคลังน้ำมันและระบบการเทียบเรือนอกชายฝั่งที่ได้มาตรฐานสูงสุดในระดับสากล

Pierre Eladari ซีอีโอของ Puma Energy กล่าวถึงการซื้อคลังน้ำมันครั้งนี้ว่า “การทำข้อตกลงนี้นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จในการขยายธุรกิจของเรา รวมทั้งเสริมสถานะของ Puma Energy ในฐานะบริษัทน้ำมันกลางน้ำและปลายน้ำครบวงจรรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในปัจจุบัน”

เกี่ยวกับ Puma Energy 

Puma Energy International เป็นบริษัทน้ำมันกลางน้ำและปลายน้ำครบวงจรระดับโลกที่ดำเนินงานใน 47 ประเทศ บริษัทก่อตั้งในปี 2540ในอเมริกากลาง จากนั้นได้ขยายการดำเนินงานไปทั่วโลก และประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วทั้งในแง่ของการเติบโต ความหลากหลาย และการพัฒนาสายผลิตภัณฑ์ Puma Energy มีพนักงาน 7,844 คน โดยมีสำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์ และมีศูนย์กลางประจำภูมิภาคในโจฮันเนสเบิร์ก (แอฟริกาใต้) ซานฮวน (เปอร์โตริโก) บริสเบรน (ออสเตรเลีย) และทาลลินน์ (เอสโตเนีย) 

กิจกรรมหลักของ Puma Energy ในธุรกิจกลางน้ำประกอบด้วย การจัดหา จัดเก็บ และขนส่งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมผ่านทางเครือข่ายคลังน้ำมันกว่า 100 แห่ง โดยมีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานซึ่งช่วยให้ระบบห่วงโซ่อุปทานมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมรักษามูลค่าทั้งในฐานะเจ้าของสินทรัพย์และผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์ ส่วนธุรกิจปลายน้ำประกอบด้วย การจัดจำหน่าย ค้าปลีก และค้าส่งผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นหลากหลายประเภท รวมทั้งการนำเสนอผลิตภัณฑ์เพิ่มเติมอย่างน้ำมันหล่อลื่น บิทูเมน ก๊าซแอลพีจี และน้ำมันเชื้อเพลิงในเรือ ปัจจุบัน Puma Energy มีเครือข่ายสถานีบริการทั่วโลก 2,468 แห่ง และให้บริการแก่สนามบิน 62 แห่ง นอกจากนั้นยังจัดหาแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งให้กับนักธุรกิจอิสระที่ต้องการพัฒนาธุรกิจของตนเอง โดยนำเสนอแหล่งพลังงานทางเลือกใหม่นอกเหนือจากแหล่งพลังงานเดิมๆ 

สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.pumaenergy.com 

แหล่งข่าว: Puma Energy

มหกรรม Guzhen Lightning Fair ครั้งที่ 18 ทำสถิติผู้จัดแสดง-ผู้เข้าชมงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

จงซาน, จีน–10 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            มหกรรม China Guzhen International Lighting Fair ครั้งที่ 18ปิดฉากลงด้วยความสำเร็จอย่างงดงาม ณ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้าGuzhen Convention and Exhibition Centre เมื่อวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา

http://photos.prnasia.com/prnvar/20161104/0861611660-a

คำบรรยายภาพ: พิธีเปิด

มหกรรม Guzhen Lighting Fair ประจำฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ สามารถดึงดูดผู้ซื้อคุณภาพสูงได้มากถึง 83,614 ราย ซึ่งรวมถึงผู้ซื้อต่างชาติ4,126 รายจาก 118 ประเทศ เฉพาะในส่วนจัดแสดงหลัก (เพิ่มขึ้น 23%จากปีที่แล้ว) ทั้งยังดึงดูดผู้ซื้อระดับมืออาชีพมากถึง 191,228 รายในส่วนจัดแสดงย่อยอีก 5 ส่วน รวมแล้วมีผู้เข้าชมงานถึง 274,842 ราย เพิ่มขึ้นราว 17% จากมหกรรมประจำฤดูใบไม้ร่วงปีที่แล้ว

http://photos.prnasia.com/prnvar/20161104/0861611660-b

คำบรรยายภาพ: ผู้เข้าชมงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์

นอกจากจำนวนผู้เข้าชมงานแล้ว พื้นที่จัดแสดงในครั้งนี้ยังยิ่งใหญ่เป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้น 23% จากปีที่แล้ว เป็น 1,070,000 ตารางเมตร ขณะเดียวกัน ปริมาณและคุณภาพของผู้จัดแสดงก็เพิ่มขึ้นด้วย โดยมีบริษัทเข้าร่วมจัดแสดงรวม 675 ราย เพิ่มขึ้น 11.2% เมื่อเทียบรายปี 

การเสวนาว่าด้วยแนวโน้มอุตสาหกรรม 

มหกรรมนี้ได้เปิดให้บริการ “จับคู่ทางธุรกิจ” เพื่อให้ผู้ซื้อจากต่างประเทศได้ติดต่อพูดคุยกับซัพพลายเออร์อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้ซื้อที่เข้ารับบริการนี้แทบทุกรายต่างบรรลุเป้าหมายด้านการจัดซื้อในเบื้องต้นร่วมกับบรรดาซัพพลายเออร์ชั้นนำ

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อต่างๆ อาทิ “China International Lighting Design Awards” “Smart Lights Environment”และ “Original Design as the Way to Success” โดยผู้เชี่ยวชาญและคนในอุตสาหกรรมได้มารวมตัวกันเพื่อพูดคุยถึงประเด็นต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย เช่น ข่าวสารเกี่ยวกับตลาดทั่วโลก ความก้าวหน้าใหม่ๆ และแนวทางในการพัฒนาองค์กร 

การจัดงานประจำฤดูใบไม้ผลิปีหน้า 

มหกรรม Guzhen Lighting Fair ประจำฤดูใบไม้ผลิ จะแบ่งเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกจะเปิดให้เข้าชมตามปกติ ณ ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้าGuzhen Convention and Exhibition Centre ในวันที่ 18 มีนาคม โดยเน้นจัดแสดงผลิตภัณฑ์ส่องสว่างเป็นหลัก

สำหรับส่วนที่สองของงาน (ผู้ผลิตและซัพพลายเออร์) จะจัดขึ้นหลังจากนั้น 1 สัปดาห์ (ระหว่างวันที่ 28-31 มีนาคม) โดยเน้นจัดแสดงชิ้นส่วนอุปกรณ์ส่องสว่างและเครื่องจักร รวมทั้งมีการจัดกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการค้า การออกแบบ และการขนส่ง

แม้ว่าอุตสาหกรรมนี้กำลังเผชิญกับความท้าทายและความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่มหกรรม Guzhen Lighting Fair ครั้งที่ 18 ยังคงมีผู้เข้าชมงานสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ความสำเร็จอันโดดเด่นตอกย้ำว่างานนี้ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรม เพราะเป็นการเปิดเวทีระดับนานาชาติให้ผู้ประกอบธุรกิจได้มารวมตัวกัน และหวังว่ามหกรรมนี้จะประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นไปอีกในเดือนมีนาคม 2560 

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.gzlightingfair.com/en

งานแคนตันแฟร์ ครั้งที่ 120 ปิดฉากงดงาม ด้วยมูลค่าการค้า 2.789 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กว่างโจว, จีน–9 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          งานแสดงสินค้านำเข้าและส่งออกของจีน (China Import and Export Fair: Canton Fair) ครั้งที่ 120 ปิดฉากลงพร้อมกับความสำเร็จอย่างงดงาม เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา ด้วยมูลค่าการทำข้อตกลงด้านการส่งออกที่ 1.87301 แสนล้านหยวน (2.789 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 3.2% เมื่อเทียบกับงานแคนตันแฟร์ที่จัดขึ้นในฤดูใบไม้ร่วงปี 2558 ขณะที่มีจำนวนผู้ซื้อ 185,704 ราย จาก 213 ประเทศและภูมิภาค เพิ่มขึ้น 4.6% เมื่อเทียบเป็นรายปี

          งานแคนตันแฟร์ในปีนี้มีผู้เข้าร่วมงานที่เป็นผู้ซื้อจากต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น โดยส่วนใหญ่ให้ความสนใจกับสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือน สินค้าอุปโภคบริโภค ของตกแต่งบ้าน ของขวัญ และเครื่องจักรกล ผู้ซื้อจากเอเชีย ยุโรป อเมริกาและโอเชียเนียมีจำนวนเพิ่มขึ้น 4.22% 6.53% 10.91% และ 0.11% ตามลำดับ

          ซู ปิง โฆษกงานแคนตันแฟร์และรองผู้อำนวยการศูนย์การค้าต่างประเทศของจีน กล่าวถึงแนวคิดของการจัดงานแคนตันแฟร์ ครั้งที่ 120 ว่าเน้นไปที่การพัฒนานวัตกรรมและการแบ่งปันความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับอุตสาหกรรมในระดับโลก “แคนตันแฟร์เติบโตอย่างต่อเนื่องตลอด 60 ปีที่ผ่านมาสู่การเป็นเวทีระดับนานาชาติที่เปิดกว้างให้มืออาชีพจากทั่วโลกได้มาแลกเปลี่ยนความคิดและแบ่งปันข้อมูลกัน และปัจจุบันขึ้นแท่นงานแสดงความสำเร็จล่าสุดในด้านเทคโนโลยีและแนวโน้มอุตสาหกรรมระดับโลก”

          สินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรกลเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในงานแคนตันแฟร์ครั้งนี้ ด้วยมูลค่าการค้า 1.510 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากเมื่อปีที่แล้ว 1.8% คิดเป็น 54.1% ของมูลค่าการค้าทั้งหมด ตามด้วยผลิตภัณฑ์ในอุตสาหกรรมเบา ด้วยมูลค่าการค้า 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม มูลค่า 1.63 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

          เมื่อพิจารณาเป็นรายประเทศและภูมิภาค มูลค่าการค้าสูงสุดมาจากสหภาพยุโรป (7.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) กลุ่มประเทศ BRIC ซึ่งประกอบด้วย บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน (3.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และสหรัฐอเมริกา (3.71 ดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้นจากเมื่อปีที่แล้ว 5.6% 11.5% และ14.7% ตามลำดับ

          ซูระบุว่า จำนวนผู้ร่วมงานและการตกลงทางธุรกิจที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนางานแคนตันแฟร์ให้เป็นงานแสดงสินค้าที่มีความครอบคลุม ด้วยฟังก์ชั่นการทำงานที่หลากหลายและเป็นนวัตกรรม “จำนวนผู้ซื้อที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าผ่านช่องทางนิวมีเดียของเราจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะ 70,000 คนในปีนี้”

 

          เกี่ยวกับงานแคนตันแฟร์

          งานแสดงสินค้านำเข้าและส่งออกของจีน หรืองานแคนตันแฟร์ จัดขึ้นปีละ 2 ครั้งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ณ นครกว่างโจว งานนี้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 2500 จึงเป็นงานแสดงสินค้าที่มีประวัติอันยาวนานที่สุด ทั้งยังมีระดับที่สุด ขนาดใหญ่ที่สุด และมีจำนวนสินค้ามากที่สุด นอกจากนั้นยังมีผู้ซื้อจากนานาประเทศมากที่สุด และมีมูลค่าการทำธุรกิจสูงสุดในประเทศจีน

ทีเส็บประกาศผลรางวัลผู้ชนะแคมเปญออนไลน์ Digital MICE Award 2016 “Young VDO Contest”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บจัดพิธีประกาศผลรางวัล และร่วมแสดงความยินดีกับผู้ชนะแคมเปญDigital MICE Award 2016 “Young VDO Contest” กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นิสิต นักศึกษา และบุคคลทั่วไป อายุระหว่าง 18-25 ปี ส่งผลงานคลิปวีดีโอเข้าประกวดในหัวข้อ “MICE is everywhere ไม่ว่าที่ไหนในเมืองไทย ก็จัดงานประชุมได้ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทีเส็บต้องการเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดสร้างสรรค์และมุมมองใหม่ๆ เข้าร่วมประกวดแข่งขันวีดีโอคลิปกับทีเส็บ เพื่อโปรโมทออนไลน์ สร้างกระแส และส่งเสริมให้องค์กรภาครัฐและเอกชนสนใจงานไมซ์ในประเทศมากขึ้น โดยนายนพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการทีเส็บ ได้ให้เกียรติเป็นประธานในงานประกาศผลฯ และมอบทุนการศึกษา โล่รางวัลเกียรติยศ ให้แก่ทีมผู้ชนะรางวัลประเภทต่างๆ ประกอบด้วย

–                               รางวัลชนะเลิศ ทีม PPNN มหาวิทยาลัยศิลปากร

–                               รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ทีม Multimedia29มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

–                               รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทีม Messyมหาวิทยาลัยศรีปทุม

–                               รางวัลวีดีโอที่ได้ยอดวิวสูงสุด (Highest View) ทีมPPNN มหาวิทยาลัยศิลปากร

นางสริตา จินตกานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ทีเส็บกล่าวว่า ทีเส็บขอแสดงความยินดีกับทีมนักศึกษาที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ และรางวัลประเภทต่างๆ ที่มีผลงานโดดเด่นเป็นอย่างมาก และขอชื่นชมนักศึกษาทุกคนที่เข้าร่วมกิจกรรมแคมเปญออนไลน์ Digital MICE Award2016 “Young VDO Contest” แคมเปญนี้ได้นำกลยุทธ์การตลาดออนไลน์มาใช้ตอบรับกระแสความนิยมสื่อดิจิทัล และเทรนด์การสื่อสารผ่านการทำวีดีโอออนไลน์ เพื่อประชาสัมพันธ์แก่สาธารณชนรวมทั้งสร้างการรับรู้และกระแสบอกต่อเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไมซ์ไทยในวงกว้าง และสร้างกระแสส่งเสริมให้องค์กรต่างๆ จัดงานไมซ์ในประเทศมากขึ้น”

ผลสำเร็จของแคมเปญ Young VDO Contest ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี มีผู้เข้าชมผลงานวีดีโอจำนวนกว่า 70,000 วิว สร้างการรับรู้ผ่านช่องทางออนไลน์กว่า 1.6 ล้านวิว ผู้สนใจสามารถร่วมชมผลงานที่ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทต่างๆ ได้ที่ www.youngvdocontest.com

ระบบอัตโนมัติในโรงงาน ทางเลือกและทางรอดของภาคอุตสาหกรรมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

โรงงานอุตสาหกรรมระบบอัตโนมัติในประเทศไทย

          ประเทศไทยพึ่งพาธุรกิจในภาคการผลิตเพื่อจัดหาผลิตภัณฑ์สำหรับการบริโภคภายในประเทศและการส่งออกมาอย่างยาวนาน ผลการวิเคราะห์ระบุว่ากลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ระดับแถวหน้าของประเทศไทยนั้นล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องอาศัยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์และอุตสาหกรรมการผลิตวัตถุดิบเช่น ยาง1 เป็นต้น หากแต่ในช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปี 2559 การขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือจีดีพีของไทยอ่อนตัวลงอันเนื่องมาจากการส่งออกที่หดตัวลงซึ่งเป็นผลจากความผันผวนของตลาดการเงินโลกประกอบกับตลาดอื่นๆ ในภูมิภาคเอเชียก็ชะลอการเติบโตซึ่งส่งผลต่ออุปสงค์และอุปทาน นอกจากนี้การชะลอตัวดังกล่าวยังส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อธุรกิจการผลิตทั่วประเทศ2 

หากมองย้อนกลับไปในยุคแรกๆ ของการปฏิวัติอุตสาหกรรมจนกระทั่งถึงช่วงวิกฤตการเงินในศตวรรษที่ 21     จะเห็นได้ว่า ธุรกิจการผลิตทั่วทุกอุตสาหกรรมและตลาดล้วนแต่ต้องเผชิญกับภาวะขาขึ้นขาลงของเศรษฐกิจมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่ว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นในรูปแบบใด สิ่งหนึ่งที่ผู้ผลิตยังต้องทำอยู่เสมอ คือ การลงทุนในอุปกรณ์เครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตและช่วยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดผู้ผลิตในประเทศไทยก็เช่นเดียวกันที่แม้ว่าจะต้องเผชิญกับการผันผวนทางเศรษฐกิจในปัจจุบันมากเพียงใดก็จำเป็นต้องลงทุนกับเทคโนโลยีและอุปกรณ์เครื่องจักรใหม่ๆ 

ระบบอัตโนมัตินำสู่ความสำเร็จ

วงจรเศรษฐกิจที่ขึ้นๆลงๆ กลายเป็นแรงกดดันที่ทำให้กลุ่มผู้ผลิตต้องปรับตัวรับเอานวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาใช้และสร้างความแตกต่างให้ตัวเอง ในขณะเดียวกันก็ต้องพยายามลดต้นทุนการผลิตและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ ซึ่งรัฐบาลไทยได้เล็งเห็นสถานการณ์ที่ผู้ผลิตกำลังเผชิญอยู่และเข้ามามีบทบาทช่วยเหลือหลายประการ โดยในปี 2558 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ประกาศมาตรการยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับค่าใช้จ่าย  ด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมจาก 2 เท่าเป็น 3 เท่า(200% เป็น 300%) ซึ่งครอบคลุมไปถึงค่าใช้จ่ายในการลงทุนกับเทคโนโลยีที่ใช้ระบบอัตโนมัติและอุปกรณ์เครื่องจักรกล3อีกด้วย

ยิ่งกว่านั้น ในช่วงต้นปี 2559 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้ออกมาตรการส่งเสริมการรวมกลุ่มของการลงทุนในอนาคตในสามอุตสาหกรรมซึ่งอุตสาหกรรมที่ใช้ระบบการผลิตแบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ได้รับการส่งเสริม4

เป็นที่แน่นอนว่ามาตรการสนับสนุนดังกล่าวจะสร้างโอกาสมหาศาลให้กับอุตสาหกรรมการผลิตในประเทศไทยในการลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตลงได้ด้วยการใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัย อาทิ การใช้หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติต่างๆ

            ปัจจุบัน หุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่เข้ามาสู่ภาคการผลิตของไทยมีรูปทรงและขนาดที่แตกต่างกันไป พื้นที่ในโรงงานขนาดกลางถึงเล็กหรือเงินลงทุนไม่ใช่ประเด็นที่เป็นอุปสรรคอีกต่อไป ตัวอย่างเช่น แขนกลหุ่นยนต์ขนาดกระทัดรัดที่ใช้งานร่วมกับมนุษย์ได้ซึ่งมีราคาที่ไม่สูงจนเกินไปและยังเคลื่อนย้ายไปใช้งานตามจุดต่างๆ ทั่วโรงงานได้อย่างสะดวกและง่ายดาย อีกทั้งยังปรับใช้งานกับกระบวนการผลิตของโรงงานประเภทต่างๆ ได้อีกด้วย ตั้งแต่การใช้แขนกลเพื่อติดชิ้นส่วนอะไหล่ขนาดเล็กเข้ากับอุปกรณ์แกดเจตอิเล็กทรอนิกส์ไปจนถึงการหยิบและยกชิ้นส่วนอะไหล่ที่มีขนาดใหญ่ในกระบวนการประกอบรถยนต์ โดยแม้ว่าจะได้รับการพัฒนาให้มีความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีเพียงใด แต่แขนกลก็ถูกออกแบบมาให้มนุษย์ใช้งานและควบคุมได้อย่างง่ายดาย 

ห่วงโซ่คุณค่าที่ขยายตัวขึ้น

กลุ่มผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยต่างก็ได้ประจักษ์ถึงประสิทธิภาพการทำงานของหุ่นยนต์และการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ โดยเมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ได้เปิดเผยตัวเลขการนำเข้าหุ่นยนต์และระบบการทำงานโดยอัตโนมัติว่ามีมูลค่าถึงกว่า 47.3 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือ ประมาณกว่า 1,700 ล้านบาท และยังคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยอุตสาหกรรมที่มีการนำเข้าหุ่นยนต์มากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ อุตสาหกรรมการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร 5 

การพัฒนาที่ก้าวไกลยิ่งขึ้นของเทคโนโลยีการผลิตด้วยระบบอัตโนมัติ อาทิ แขนกลที่สามารถทำงานร่วมกับมนุษย์ได้กลายเป็นทางเลือกที่ลงตัวของผู้ผลิตในประเทศไทยที่จะพัฒนาธุรกิจให้เติบโตต่อไปได้ เทคโนโลยีดังกล่าวช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันท่ามกลางสภาวการณ์ทางธุรกิจและสภาพแวดล้อมทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาในปัจจุบัน และยังช่วยให้ผู้ผลิตสามารถเพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพการผลิตตลอดจนบรรลุเป้าหมายในการลดต้นทุนอีกด้วย ธุรกิจการผลิตของประเทศไทยยังคงต้องติดอาวุธใหม่ๆ ให้กับตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่ประเทศไทยจะยังคงเป็นหนึ่งในศูนย์กลางด้านการผลิตที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค

# # #

 

บทความประชาสัมพันธ์ โดย เชอร์มีน ก็อตเฟรดเซ็น ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ยูนิเวอร์แซล โรบอทส์ ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เกี่ยวกับยูนิเวอร์แซล โรบอทส์

ยูนิเวอร์แซล โรบอทส์ ก่อตั้งขึ้นจากการค้นคว้าและวิจัยยาวนานหลายปี ณ ศูนย์การออกแบบหุ่นยนต์เมืองโอเดนเซ ประเทศเดนมาร์ก บริษัทฯ ก่อตั้งในปี 2548 โดยนาย เอสเบ้น ออสเตอการ์ด ซึ่งต้องการพัฒนาหุ่นยนต์ให้ใช้งานได้ทุกระดับ               โดยมีขนาดเล็ก ใช้งานง่าย ราคาสมเหตุสมผล เป็นหุ่นยนต์เพื่องานอุตสาหกรรมที่มีความยืดหยุ่น มีความปลอดภัยและทำงานเข้ากับกระบวนการผลิตของโรงงาน

ผลิตภัณฑ์ของยูนิเวอร์แซล โรบอทส์ ประกอบด้วย แขนกลหุ่นยนต์ทำงานร่วมกับมนุษย์รุ่น UR3, UR5 และ UR10 ซึ่ง   ตั้งชื่อตามกำลังการยกวัตถุซึ่งมีหน่วยเป็นกิโล นับตั้งแต่หุ่นยนต์แขนกล UR เปิดตัวครั้งแรกในปี 2551 บริษัทฯ เติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยยอดจำหน่ายหุ่นยนต์กว่า 50 ประเทศ ทั่วโลก โดยระยะเวลาที่หุ่นยนต์ช่วยให้ลูกค้าคืนทุนเฉลี่ย (ภายใน 12 เดือน) นับว่ารวดเร็วที่สุดในอุตสาหกรรม บริษัทฯ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท เทราดีน จำกัด ในบอสตัน มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ใน โอเดนเซและ          มีบริษัทในเครือและสำนักงานสาขาในสหรัฐอเมริกา สเปน เยอรมนี สิงคโปร์ เชค รีพลับบลิค อินเดีย และจีน  ยูนิเวอร์แซล โรบอทส์ มีพนักงานกว่า 300 คน ทั่วโลก

ต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ

คุณพรปวีณ์ กุลมา (ตุ๋ม), คุณอฑิตยา นาคทอง (ตุ๋ม)

บริษัท ออพติมอล คอมมิวนิเคชั่นส์ จำกัด

โทรศัพท์ มือถือ 087-589-6319, 088-055-0168

อีเมล์: pornpavee@optimal-com.com, artitayan@gmail.com, nakthong.ammy@gmail.com

Booking.com เปิดตัวแพลตฟอร์มสำหรับบริษัททัวร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กรุงเทพฯ–9 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          Booking.com for Travel Agents อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ด้วยเครื่องมือและรายงานเฉพาะเพื่อจองและจัดการรายการจองที่พักให้ลูกค้าได้อย่างง่ายดาย

          Booking.com ผู้นำระดับโลกด้านการเชื่อมโยงผู้เดินทางกับตัวเลือกที่พักจำนวนมาก ทดลองเปิดให้บริการ Booking.com for Travel Agents แพลตฟอร์มใหม่ที่ออกแบบเฉพาะให้ตรงตามความต้องการของบริษัททัวร์ ด้วยชุดเครื่องมือใช้งานที่ช่วยให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวดำเนินการและจัดการการจองที่พักของลูกค้าผ่าน Booking.com ได้อย่างง่ายดาย โดยเป็นส่วนขยายของโปรแกรมแอฟฟิลิเอตที่มีอยู่ก่อนแล้ว และนำประโยชน์จากเทคโนโลยีและพื้นฐานการพัฒนาระบบ Booking.comสำหรับธุรกิจมาใช้ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ใช้แพลตฟอร์มใหม่นี้จะได้สิทธิประโยชน์เช่นเดียวกับแอฟฟิลิเอตของ Booking.com

          แพลตฟอร์ม Booking.com for Travel Agents ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดูข้อมูล จัดการ และติดตามรายการจองของลูกค้าหลายๆ คนได้ในที่เดียว รวมถึงมีรายงานซึ่งปรับแต่งการนำเสนอได้ อีกทั้งมีข้อมูลด้านรายรับโดยละเอียด

          อ่านข่าวฉบับเต็มได้ที่เว็บไซต์ Booking.com:https://news.booking.com/th-th

          สื่อมวลชน กรุณาติดต่อ

          วีโร่ พับลิครีเลชั่นส์

          ภัทร์นีธิ์  จีริผาบ อีเมล pattanee@veropr.com

          เจนนิษา รักปทุม อีเมล jenessa@veropr.com

          เกี่ยวกับ Booking.com 

          Booking.com เป็นผู้นำระดับโลกด้านการจองโรงแรมและที่พักออนไลน์ รับประกันราคาดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นที่พักขนาดเล็กไปจนถึงรีสอร์ทหรู 5 ดาว ลูกค้าใช้งาน Booking.com ได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ และแท็บเลต โดยไม่มีค่าธรรมเนียมการจองBooking.com ให้บริการใน 43 ภาษา มีตัวเลือกที่พักมากกว่า 1 ล้านแห่ง ซึ่งรวมถึงสถานตากอากาศ 520,000 แห่ง ครอบคลุม 96,000 จุดหมายทั่วโลก ด้วยประสบการณ์กว่า 19 ปีและทีมงานมากกว่า 13,000 คนในสำนักงาน 184 แห่งทั่วโลก Booking.com มีบริการลูกค้าสัมพันธ์ของตัวเองซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน และพร้อมช่วยเหลือลูกค้าในภาษาท้องถิ่นเพื่อให้มั่นใจว่าพวกเขาจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุด

          Booking.com B.V. ก่อตั้งในปีค.ศ.1996 เป็นเจ้าของและดำเนินการ Booking.com™ อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งของ The Priceline Group (NASDAQ: PCLN) ติดตามเราได้ที่ Twitter, Google+ และ Pinterestกดถูกใจเพจของเราบน Facebook หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมที่http://www.booking.com

“ความร่วมมือและนวัตกรรม” คือตัวกำหนดอนาคตของแวดวงสุขภาพเอเชียแปซิฟิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์–9 พ.ย. 2559–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

เหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการแพทย์มารวมตัวกันในการประชุมประจำปี Asia Pacific MedTech Forum ครั้งที่ 2

Asia Pacific MedTech Forum เวทีรวบรวมเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการแพทย์ ผู้นำรัฐบาล ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำกับดูแล ผู้ประกอบวิชาชีพในแวดวงสุขภาพ ตลอดจนนักวิจัยทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้เปิดฉากขึ้นแล้วในวันนี้ที่สิงคโปร์ ภายใต้ธีม “สรรสร้างความร่วมมือครั้งใหม่ในแวดวงสุขภาพ”

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นโดยสมาคมเทคโนโลยีการแพทย์แห่งเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific Medical Technology Association: APACMed)โดยตลอด 2 วันของการประชุมจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆในแวดวงสุขภาพเพื่อแก้ปัญหามากมาย เช่น การยกระดับระบบกำกับดูแลในภูมิภาค การผลักดันการศึกษาด้านการแพทย์ ตลอดจนการสร้างความมั่นใจว่าผู้ป่วยจะสามารถเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะช่วยรักษาและเปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้ป่วยได้

อุปกรณ์ทางการแพทย์และการวินิจฉัยทางการแพทย์เป็นสิ่งที่ช่วยให้ผู้คนมีอายุยืนยาวมากขึ้น แข็งแรงขึ้น และใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์มากขึ้น โดยFredrik Nyberg ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ APACMed กล่าวว่า “ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ความก้าวหน้าทางการแพทย์ได้ช่วยยืดอายุของผู้คนทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก นอกจากนั้นนวัตกรรมเหล่านี้ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในแวดวงสุขภาพ โดยเข้ามาแทนที่การรักษาแบบเดิมๆที่แพงกว่า ลดระยะเวลาพักรักษาตัวในโรงพยาบาล และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปทำงานตามปกติได้เร็วยิ่งขึ้น”

นอกเหนือจากนวัตกรรมแล้ว ความร่วมมือที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพยังเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างหุ้นส่วนที่มีความยั่งยืน แม้ว่าวงการสุขภาพทั่วโลกจะก้าวหน้าไปมากในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา แต่ก็ยังไม่มีความเท่าเทียมกัน โดย Lancet Commission on Global Surgery 2030 ระบุว่า ยังมีประชากรกว่า 5 พันล้านคนที่ไม่สามารถเข้าถึงการผ่าตัด รวมถึงยาชาและยาสลบ”

Global Surgery 2030 ซึ่งเป็นการประชุมหลักในงานนี้ จะมุ่งเน้นไปที่บทบาทสำคัญของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ในการเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ อีกทั้งยังมีการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและกรณีศึกษาจากทั่วโลก ตลอดจนมีการกล่าวถึงความจำเป็นต่างๆ แนวทางแก้ไขปัญหา และงานที่ดำเนินอยู่ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

Vladimir Makatsaria ประธาน APACMed กล่าวว่า “การประชุม MedTech Forum ในปีนี้ นับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ APACMed ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของเราในการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการแพทย์เพื่อแก้ปัญหาด้านสุขภาพที่เร่งด่วนที่สุดในภูมิภาค บริษัทต่างๆ ทั้งวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศ รวมถึงองค์กรข้ามชาติขนาดใหญ่ ต่างมารวมตัวกันเพื่อก้าวข้ามความเป็นเอกเทศของแต่ละองค์กร และสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ที่จะช่วยพัฒนาระบบบริการด้านสุขภาพ เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก”

ในส่วนของการประชุมหลักและการบรรยายย่อยๆนั้น จะครอบคลุมหัวข้อต่างๆที่เกี่ยวกับการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในการกำกับดูแล บริการดูแลสุขภาพผ่านระบบดิจิทัลและมือถือ การศึกษาด้านการแพทย์ บริการสุขภาพแบบครบวงจร รวมถึงคำยืนยันจากตัวผู้ป่วยเอง

สำหรับบรรณาธิการ

รายชื่อผู้บรรยายหลัก

– Koji Nakao ที่ปรึกษาและอดีตประธาน Terumo Corporation
– Gary Pruden ประธานส่วนงานทั่วโลกด้านอุปกรณ์การแพทย์ และรองประธานบริหาร Johnson & Johnson
– Dr. Rana Dasgupta ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ Apollo Hospitals Group
– Dr. John Lim ประธานบริหาร Centre of Regulatory Excellence Duke-NUS Graduate Medical School ประเทศสิงคโปร์
– Professor Russell L. Gruen รองคณะบดี (ฝ่ายวิจัย) และศาสตราจารย์สาขาวิชาศัลยศาสตร์จาก Lee Kong Chian School of Medicine (NTU)
– Dr. William P. Magee ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง Operation Smile
– Anna Braun ประธานภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของ B. Braun Medical Industries
– Miss Yoshitaa Jayabalan ผู้ป่วยโรคเบาหวาน

เกี่ยวกับ APACMed

สมาคมเทคโนโลยีการแพทย์แห่งเอเชียแปซิฟิก (APACMed) เป็นกระบอกเสียงให้กับอุตสาหกรรมอุปกรณ์การแพทย์และการวินิจฉัยโรคในเอเชียแปซิฟิก APACMed จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2014 เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมและนโยบายที่จะทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการดูแลสุขภาพมากขึ้น สมาชิกปัจจุบันของสมาคมประกอบด้วยบริษัทชั้นนำหลายแห่งในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีการแพทย์ สามารถดูรายชื่อสมาชิกทั้งหมดได้ที่ http://www.apacmed.org/join/current-members/

สื่อมวลชนติดต่อ

Ashley Lau
Edelman
ashley.lau@edelman.com
+65 6733 1110

Annabel Ng
Edelman
annabel.ng@edelman.com
+65 6733 1110

Emilie Rapley Mills
Communications Manager
Asia Pacific Medical Technology Association (APACMed)
erapley@apacmed.org
+65 6816 3180

ติดตามเราได้ทาง

ทวิตเตอร์: https://twitter.com/apacmed
เฟซบุ๊ก: https://www.facebook.com/APACMed
ลิงก์อิน: https://www.linkedin.com/company/asia-pacific-medical-technology-association
เว็บไซต์: http://www.apacmed.org/

Bo Le Associates จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีอย่างยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซี่ยงไฮ้—8 พ.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ผู้บริหารระดับอาวุโสกว่า 200 รายได้มารวมตัวกันในพิธีเฉลิมฉลองครบรอบ 20 ปีของ Bo Le Associates (Bo Le) ณ เซี่ยงไฮ้ คอนเสิร์ต ฮอลล์ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2559 ที่ผ่านมา Bo Le ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี2539 ในฐานะธุรกิจสตาร์ทอัพที่มีสำนักงาน 3 สาขาด้วยกัน จากนั้นจึงได้ขยายธุรกิจในเอเชีย จนขึ้นแท่นบริษัทสรรหาผู้บริหารชั้นนำของภูมิภาค ปัจจุบัน บริษัทมีสำนักงาน 13 สาขา และพนักงาน 390 ราย ซึ่งรวมถึงที่ปรึกษาระดับแนวหน้า 330 ราย

Dr. Ma Hong Man and Panelists

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20161107/0861611740-a

CEO and President of RGF Hong Kong and Bo Le Talent Scout Golden Horses Awards’ winners

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20161107/0861611740-b

Pierre Zhuang – CEO of Bo Le Associates

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20161107/0861611740-c

ดร. หม่า หง หม่าน นักเศรษฐศาสตร์และพิธีกรชื่อดังของสถานี China Business Network ในฐานะแขกคนพิเศษของค่ำคืนดังกล่าว ได้เป็นผู้นำการอภิปรายแบบคณะ ร่วมกับผู้นำทางความคิดในวงการอุตสาหกรรมอีก 5ราย ในหัวข้อนวัตกรรมและความเป็นผู้นำสู่การเปลี่ยนผ่านในยุคดิจิทัล(Innovation & Transformational Leadership in the Digital Era)

ในระหว่างการกล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน นายปิแอร์ จวง ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Bo Le Associates ได้แสดงความขอบคุณแรงสนับสนุนจากลูกค้าตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ตามด้วยนายทาคาชิ คุซูฮาระ ซีอีโอและประธานของ RGF Hong Kong Limited บริษัทในเครือของ Bo Le ได้ร่วมขึ้นกล่าวแสดงความยินดีด้วย

ต่อคำถามที่ว่าการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในยุคดิจิทัลส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนภาวะความเป็นผู้นำทางธุรกิจหรือไม่ ปิแอร์ จวง ยอมรับว่า ปฏิภาณไหวพริบด้านธุรกิจและการตอบสนองอย่างฉับไวคือความท้าทาย 2ประการสำคัญที่สุดที่บรรดาผู้นำต้องเผชิญ ด้านเกรซ หลี่ รองประธานระดับอาวุโสของ Hanhua Finance และอดีตรองประธานฝ่ายทรัพยากรบุคคล BMW Brilliance กล่าวเสริมว่า เป็นเรื่องยากที่จะกำหนดนิยามความเป็นผู้นำด้วยตัวชี้วัดเพียงตัวเดียว และบรรดาผู้นำควรยึดมั่นต่อค่านิยมหลัก ขณะเดียวกันก็ต้องตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆอย่างสอดคล้อง

โทนี่ ฉี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Boeing Shanghai ระบุว่า การเสริมสร้างค่านิยมของธุรกิจนั้นสำคัญยิ่งกว่าการอวดผลงาน ทางด้านเดวิด จู หุ้นส่วนผู้จัดการของ Vision Knight Capital กล่าวเสริมว่า ผู้นำจะต้องไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค และต้องสามารถสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนปิแอร์ จวง กล่าวว่า โซเชียลมีเดียเปรียบเสมือนดาบสองคมที่อาจนำภัยมาสู่ธุรกิจได้เช่นกัน

หลังจากจบการอภิปรายจึงได้มีการมอบรางวัล The Bo Le Golden Horse Awards ให้แก่ลูกค้าและพันธมิตรของบริษัท ตามเกณฑ์การสรรหาบุคลากรที่รวบรวมจากกลุ่มผู้บริหารอาวุโสและบรรดาผู้สมัคร

“Bo Le มุ่งมั่นที่จะถ่ายทอดค่านิยมหลัก ความรู้ และความเชี่ยวชาญของเราไปสู่คนรุ่นใหม่ เทคโนโลยีเกิดใหม่และแพลตฟอร์มดิจิทัลช่วยให้เราสามารถพัฒนาฐานข้อมูลเปี่ยมประสิทธิภาพ เพียบพร้อมด้วยขีดความสามารถในการเฟ้นหาและจับคู่ผู้สมัครได้ตรงตามที่ลูกค้าต้องการมากขึ้นนายปิแอร์กล่าว