ผลสำรวจของเฮอร์บาไลฟ์นิวทริชั่นในเอเชียแปซิฟิกเผย กลุ่มมิลเลนเนียนประสบปัญหาด้านการออกกำลังกายในชีวิตการทำงานปัจจุบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News    http://www.thaibusinessnews.com/

 

ฮ่องกง–(บิสิเนส ไวร์)–4 ตุลาคม 2559

เวลเนสทัวร์ในเอเชียแปซิฟิก ชูประเด็นให้กลุ่มคนทำงานยุคมิลเลนเนียมตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อวิถีชีวิตที่ดีขึ้น

เฮอร์บาไลฟ์นิวทริชั่น บริษัทโภชนาการระดับโลก เผยผลสำรวจจาก Asia Pacific Millennials at Work Survey พบว่าพนักงานอายุน้อยในแถบเอเชียมีความต้องการที่จะออกกำลังกายในวันทำงาน แต่ประสบปัญหาว่าสถานที่ทำงานปัจจุบันไม่เอื้ออำนวยต่อความต้องการนี้

ด้วยความคาดหวังที่ว่าเจเนอเรชั่นมิลเลเนียนจะเป็นแรงงานสำคัญกว่า 50% ของแรงงานโลกในปีค.ศ. 2020 ดังนั้นการสร้างความมั่นใจเรื่องความเป็นอยู่ที่ดีให้เจเนอเรชั่นมิลเลเนียนจะส่งผลดีต่อการสร้างผลผลิตที่ดีในที่ทำงาน จากผลการสำรวจ 66% ของเอเชียนเจเนอเรชั่นมิลเลเนียน (ผู้เกิดระหว่างปี 1980-2000) ใช้เวลาน้อยกว่า 30 นาทีต่อวันในการใช้กำลังกายในที่ทำงาน รวมถึงกิจกรรมการยืน  การยืดกล้ามเนื้อและการเดิน นอกจากนี้ 71% กล่าวว่าพวกเขาสามารถที่จะกระฉับกระเฉงเพิ่มมากขึ้นได้ถ้าหากเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมขององค์กร

“ขณะที่เจเนอเรชั่นมิลเลเนียนส่วนใหญ่ต้องการมีวิถีชีวิตสุขภาพดี พวกเขากลับประสบอุปสรรคที่เกิดขึ้นจริงในที่ทำงาน” Frank Lamberti รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการของเฮอร์บาไลฟ์ ภูมิภาคเอเชียเหนือกล่าว “ที่เฮอร์บาไลฟ์นิวทริชั่น เราจัดเตรียมให้พนักงานได้รับประทานโภชนาการจากเฮอร์บาไลฟ์ในที่ทำงาน จ่ายเงินสนับสนุนค่าสมาชิกยิม และจัดโปรแกรมเกี่ยวกับโภชนาการและสุขภาพดีอย่างสม่ำเสมอ และสนับสนุนการมีส่วนร่วมในกิจกรรมกลางแจ้งและการแข่งขันกีฬา”

ผลสำรวจเปิดเผยว่า

  • 7 ใน 10 ของเจเนอเรชั่นมิลเลเนียนมุ่งมั่นในการใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีและกระฉับกระเฉง เมื่อเทียบกับเจเนอเรชั่นก่อนซึ่งมีเพียง 6 ใน 10
  • อย่างไรก็ตาม เจเนอเรชั่นมิลเลเนียนส่วนใหญ่พบว่าการดำรงวิถีชีวิตแอคทีฟในที่ทำงานเป็นไปอย่างท้าทาย 9 ใน 10 เจเนอเรชั่นมิลเลเนียนใช้เวลา 6-13 ชั่วโมงที่โต๊ะทำงานต่อวัน และ 66% (เทียบกับ 59% ของเจเนอเรชั่นก่อน) ใช้เวลาน้อยกว่า 30 นาทีกับกิจกรรมการเคลื่อนไหวในที่ทำงานเฉลี่ยต่อวัน ทั้งการยืน การเหยียดกล้ามเนื้อและการเดิน
  • นอกจากนี้ 56% ระบุว่าการ “ไม่มีเวลา” เป็นอุปสรรคสำคัญในการออกกำลังกายในวันทำงาน

เพื่อเป็นการนำเสนอเคล็ดลับให้แก่เจเนอเรชั่นมิลเลเนียนและพนักงานในการผสมผสานโภชนาการที่ถูกต้องและวิถีการดำเนินชีวิตในที่ทำงาน  เฮอร์บาไลฟ์นิวทริชั่นได้จัดงานเวเนสทัวร์ครั้งที่ 6 ในเอเชียแปซิฟิกโดยมี  ผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่านจากคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์  เดินทางสู่ 21 เมืองในแถบเอเชียเพื่อพูดคุย ทำกิจกรรมเวิร์คชอปและการประชุมสัมมนาด้านการแพทย์ระหว่างวันที่ 7-30 ตุลาคม  โดยเวลเนสทัวร์ 5 ครั้งที่ผ่านมาได้ต้อนรับผู้เข้าร่วมงานกว่า 100,000 คน

“ด้วยความพยายามดังกล่าว เราหวังเป็นอย่างยิ่งที่จะให้เครื่องมือที่ถูกต้องแก่องค์กรและพนักงาน เพื่อส่งเสริมการสร้างบรรยากาศแห่งสุขภาพดีในที่ทำงาน ทั่วเอเชียแปซิฟิก” Stephen Conchie รองประธานอาวุโสและกรรมการผู้จัดการเฮอร์บาไลฟ์ ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กล่าว

ในงานเวลเนสทัวร์ในแต่ละเมืองดังกล่าว จะได้พบกับสมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการร่วมแบ่งปันมุมมอง ทัศนคติที่มีต่อหัวข้อด้านสุขภาพ ซึ่งรวมถึงการจัดการเรื่องน้ำหนัก สุขภาพสมองและความชรา ระบบการเผาผลาญของร่างกาย เวชศาสตร์การกีฬา วิทยาศาสตร์การกีฬาและโภชนาการ สมาชิก คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการจะร่วมแบ่งปันประสบการณ์เรื่องทำอย่างไรเจเนอเรชั่นมิลเลเนียนจะสามารถนำรูปแบบวิถีชีวิตที่เหมาะสมและหลักการด้านโภชนาการแบบง่ายๆ ไปประยุกต์ใช้ในที่ทำงานเพื่อพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีในระยะยาว

ภาพถ่าย:

1. ลักษณะเฉพาะของคนยุคมิลเลนเนียนในที่ทำงาน (กราฟิค: บิสิเนส ไวร์)

2. ไลฟ์สไตล์ที่คนยุคมิลเลนเนียนต้องการในที่ทำงาน (กราฟิค: บิสิเนส ไวร์)

3. เคล็ดลับการใช้ชีวิตแอคทีฟแบบมีสุขภาพดีสำหรับคนยุคมิลเลนเนียนในที่ทำงาน (กราฟิค: บิสิเนส ไวร์)

Common traits for millennials at work (Graphic: Business Wire)

Lifestyle aspirations for millennials at work (Graphic: Business Wire)

Healthy active living tips for millennials at work (Graphic: Business Wire)

 

สมาชิกคณะกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการที่เข้าร่วมกับเวลเนสทัวร์ในครั้งนี้ได้แก่:

  • Dr. Gary Small ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและความชราของสมอง นักเขียนผลงานด้านวิทยาศาสตร์กว่า 500 เรื่องและได้รับรางวัลมากมาย  รวมทั้งเกียรติคุณ “Senior Investigator Award” จากสมาคมจิตเวชศาสตร์ผู้สูงวัยแห่งอเมริกา (American Association for Geriatric Psychiatry)
  • Dr. Chin-Kun Wang ผู้ชำนาญการด้านกระบวนการทางเคมีในร่างกายและโภชนาการ ผลงานที่สร้างชื่อคือการประเมินทางคลินิก ด้านผลิตภัณฑ์เสริมโภชนาการ โภชนเภสัช อาหารเฉพาะด้านและสมุนไพร  Dr. Chin-Kun ได้รับรางวัล National Award of Biomedicine ในไต้หวัน ปีค.ศ. 2008 ในการสนับสนุนการศึกษาทางการแพทย์
  • Dr. Julian Alvarez Garcia ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและสรีรวิทยาการกีฬา ผู้แนะนำทีมผู้เชี่ยวชาญ ทีมระดับชาติและนักกีฬารายบุคคลถึงหลักการปฏิบัติของนักกีฬาในกีฬายกน้ำหนัก ไตรกีฬา จักรยานภูเขา ฟุตบอลและบาสเกตบอล
  • Dr. Darren Burgess ผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์การกีฬาและโภชนาการ ได้เขียนผลงานทางวิชาการมากมายในวารสารทางวิชาชีพ ปัจจุบันเป็นหัวหน้าของ High Performance ที่ Port Adelaide Football (AFL) Club และอดีตหัวหน้าของ Fitness and Conditioning ที่ Liverpool Football Club
  • Dr. Rocio Medina รองประธานฝ่ายศึกษาอบรมของเฮอร์บาไลฟ์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและภาวะโรคอ้วน ซึ่งเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง  Medical College of Surgeons and Professionals in Obesity and Clinical Nutrition ณ Nuevo León ประเทศแมกซิโก ในปีค.ศ. 2000 ซึ่งเป็นที่ Dr. Rocio เคยดำรงตำแหน่งประธานระหว่างปี ค.ศ. 2009-2010

การสำรวจ 1Herbalife’s Millennials At Work Survey ได้จัดทำขึ้นในปีค.ศ. 2016 ผู้ตอบแบบสอบถาม 5,500 คนที่อายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป จากประเทศออสเตรเลีย ฮ่องกง อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เกาหลีใต้  ไต้หวัน ไทย และเวียดนาม

เกี่ยวกับ Herbalife

เฮอร์บาไลฟ์ บริษัทโภชนาการระดับโลก ช่วยส่งเสริมให้ชีวิตผู้คนทั่วโลกมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ.2523  ผลิตภัณฑ์คุณภาพของเฮอร์บาไลฟ์ ครอบคลุมตั้งแต่ผลิตภัณฑ์โภชนาการ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อการจัดการน้ำหนัก ผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมสร้างพลังงานและเพื่อการกีฬา ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณและเส้นผม จัดจำหน่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนตัวของสมาชิกอิสระของเฮอร์บาไลฟ์และผ่านสมาชิกไปยังผู้บริโภคในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก เฮอร์บาไลฟ์มุ่งมั่นที่จะต่อสู้กับภาวะการได้รับสารอาหารที่ไม่ครบถ้วน และสภาวะน้ำหนักเกินของผู้คนทั่วโลก ด้วยการส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง พร้อมคำแนะนำเฉพาะบุคคลจากสมาชิกและชมรมของเฮอร์บาไลฟ์ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคได้ใช้ชีวิตอย่างมีสุขภาพดีและมีวิถีชีวิตที่กระฉับกระเฉง

บริษัทให้การสนับสนุน เฮอร์บาไลฟ์ แฟมิลี่ ฟาวเดชั่น (Herbalife Family Foundation : HFF) และโครงการคาซ่า เฮอร์บาไลฟ์ เพื่อนำพาโภชนาการที่ดีไปสู่เด็กๆ ที่ขาดแคลน อีกทั้งยังให้การสนับสนุนนักกีฬา สโมสรกีฬา รวมถึงการจัดการแข่งขันระดับโลกรวมกว่า 190 ราย อาทิ คริสเตียโน โรนัลโด ทีมฟุตบอลแอลเอ กาแล็กซี่ และนักกีฬาระดับแชมเปี้ยนของกีฬาประเภทต่างๆ

ปัจจุบัน เฮอร์บาไลฟ์มีพนักงานทั่วโลกกว่า 8,000 คนและหุ้นได้มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE: HLF) ด้วยยอดขายสุทธิ 4.5 พันล้านเหรียญในปี 2015 ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ได้จาก www.Herbalife.com หรือ www.IAmHerbalife.com

เนื้อหาใจความในภาษาต้นฉบับของข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้เป็นฉบับที่เชื่อถือได้และเป็นทางการ การแปลต้นฉบับนี้จึงมีจุดประสงค์เพื่ออำนวยความสะดวกเท่านั้น และควรนำไปเทียบเคียงอ้างอิงกับเนื้อหาในภาษาต้นฉบับ ซึ่งเป็นฉบับเดียวที่มีผลทางกฎหมาย

สามารถรับชมภาพในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51431511&lang=en 

ติดต่อ:

Herbalife Asia Pacific

Daliea Mohamad-Liauw, +852-3589-2643

รองประธานกรรมการ ฝ่ายสื่อสารองค์กร เอเชียแปซิฟิก

dalieal@herbalife.com

Interbrand นำเสนอรายงานแบรนด์ระดับโลกที่ดีที่สุดปี 2016: Apple และ Google ครองสองอันดับแรก ในขณะที่ Tesla และ Dior ติดอันดับด้วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News    http://www.thaibusinessnews.com/

 

นิวยอร์ก—(บิสิเนส ไวร์)–5 ตุลาคม 2016

Interbrand ที่ปรึกษาแบรนด์ชั้นนำ ได้จัดให้ Apple, Google และ Coca-Cola เป็นแบรนด์ 3 อันดับแรกที่มีมูลค่าและคุณค่ามากที่สุดในรายงาน Best Global Brands ปี 2016 ด้วยแบรนด์เกี่ยวกับยานยนต์และเทคโนโลยีเป็นผู้ติดอันดับมากที่สุด Tesla และ Dior ติดอันดับใน 100 ด้วย ในปีนี้ซึ่งเป็นปีที่ 17 รายงานได้เผยให้เห็นถึง Anatomy of Growth และแสดงให้เห็นถึงมุมมองของคนในอุตสาหกรรมที่อธิบายว่าแบรนด์ที่ดีสามารถทำให้ธุรกิจที่ดีโตได้อย่างไร

“ชัดเจนว่าแบรนด์ระดับโลกที่ดีที่สุดไม่ใช่เพียงเผชิญและผจญกับความเปลี่ยนแปลง แต่เป็นผู้ขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงนั้น” Jez Frampton ซึ่งเป็น CEO ของโลก ของ Interbrand กล่าว “พวกเขาเข้าใจว่า Anatomy of Growth ของเขานั้นซับซ้อน มีเอกลักษณ์ และเป็นเรื่องส่วนตัว พวกเขามองมาข้างในและมองไปด้านนอก ขยายไปที่ตลาดใหม่ๆ และสร้างประสบการณ์ที่ดีขึ้นเพื่อการเติบโตของแบรนด์และธุรกิจ”

Apple และ Google ได้อันดับสูงสุดสี่ปีติดต่อกัน มูลค่าของแบรนด์ Apple เติบโต 5% อยู่ที่  $178,119 ล้านเหรียญ ในขณะที่มูลค่าของแบรนด์ Google ขึ้น 11% อยู่ที่ $133,252 ล้านเหรียญ Coca-Cola, Microsoft, Toyota, IBM, Samsung, Amazon, Mercedes-Benz และ GE ติด 10 อันดับแรก Dior และTesla ติดอันดับในรายงาน Best Global Brands นี้เป็นครั้งแรกที่ลำดับที่ #89 และ #100 ตามลำดับ

แบรนด์ที่เติบโตขึ้นติด 5 อันดับของโลก คือ Facebook (เติบโต 48%), Amazon (33%), LEGO (25%), Nissan (22%) และ Adobe (21%)

29 อันดับที่ได้ในรายงั้นนั้นเป็นของแบรนด์ด้านยานยนต์และเทคโนโลยี ค้าปลีกเป็นภาคส่วนที่เติบโตอันดับต้นๆ เพิ่มขึ้น 19% ตามด้วยภาคส่วนกีฬาและลักซ์ชัวรี่ ซึ่งทั้งสองได้เติบโตขึ้น 10%

แบรนด์ 100 อันดับได้รวมมูลค่าไว้ที่ $1,796,384 ล้านเหรียญ เพิ่มขึ้น 4.8% จากปี 2015 สำหรับการจัดอันดับ Top 100 และรายงานพร้อมการวิเคราะห์เจาะลึกในด้านการเติบโต ภาคส่วนธุรกิจและเทรนด์ของอุุตสาหกรรม สามารถรับชมได้ที่ www.bestglobalbrands.com

ระเบียบวิธี

รายงานประจำปีของ Interbrand ครั้งที่ 17 วิเคราะห์ว่าแบรนด์ช่วยทำให้ธุรกิจเตบโตได้อย่างไร จากการมอบความคาดหวังของลูกค้า ไปจนถึงการขับเคลื่อนมูลค่าทางเศรษฐกิจ ระเบียบวิธีนี้เป็นวิธีประเมินค่าแบรนด์เป็นครั้งแรกที่กลายมาเป็นการรับรอง ISO

การจัดอันดับนี้ขึ้นกับส่วนประกอบ 3 ประการที่ทำให้เกิดมูลค่าที่เพิ่มขึ้นของแบรนด์:

•    ประสิทธิภาพทางการเงินของผลิตภัณฑ์และบริการของแบรนด์

•    บทบาทที่แบรนด์มีในการมีอิทธิพลในการเลือกของลูกค้า

•    ความแข็งแกร่งของแบรนด์ในการได้ราคาพรีเมียมและรับประกันรายได้ของบริษัท

เกี่ยวกับ Interbrand

ที่ Interbrand เราเชื่อว่าจะองค์กรจะสามารถเติบโตได้เมื่อมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนและให้ประสบการณ์ที่ดีเยี่ยมกับลูกค้าได้ เราทำทั้งสองสิ่ง โดยผ่านการรวมกันระหว่างกลยุทธ์ ความสร้างสรรค์ และเทคโนโลยี ที่ช่วยขับเคลื่อนให้เกิดการเติบโต สำหรับแบรนด์และธุรกิจของลูกค้าของเรา ด้วยเครือข่าย 29 ออฟฟิศใน 22 ประเทศ Interbrand เป็นแบรนด์เอเยนซี่ระดับโลก และผู้พิมพ์รายงานประจำปีที่ทรงอิทธิพลอย่าง Best Global Brands and Breakthrough Brands และ Webby Award-winning brandchannel โดย Interbrand เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายเอเยนซี่ กลุ่ม Omnicom (NYSE:OMC)

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20161004006720/en/

ติดต่อ:

Interbrand

Paola Norambuena, +1-212-798-7590

Chief Content Officer

paola.norambuena@interbrand.com

Light Reaction เปิดตัวในเวียดนาม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News    http://www.thaibusinessnews.com/

 

โฮจิมินห์ซิตี, เวียดนาม–(บิสิเนส ไวร์)–4 ตุลาคม 2016

– ธุรกิจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระดับโลกรับประกันผลลัพธ์ผ่านโมเดลสื่อที่สร้างสรรค์และในรูปแบบของ Pay-for-Performance

Light Reaction ธุรกิจโฆษณาที่เน้นผลสัมฤทธิ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของ Xaxis ประกาศวันนี้ในการเปิดการปฏิบัติงานที่เวียดนาม โมเดลสื่อแบบ pay-for-performance ของ Light Reaction ให้นักโฆษณาได้มีทางในการขับเคลื่อนให้ได้ผลลัพธ์แบบไม่มีความเสี่ยง เช่นเรื่องการขาย การสมัครสมาชิก และการมีส่วนร่วมกันในวิธีอื่นๆ โดยจ่ายเมื่อได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจน และในวันนี้ที่เปิดตัวในเวียดนาม Light Reaction ได้มีในตลาด 32 แห่งทั่วอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง

Light Reaction ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้โดยการใช้ประโยชน์สูงสุดสำหรับปัจจัยหลักในการสร้างประสิทธิภาพที่รวมถึงเวลาในการเข้าถึงเพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง ในสถานที่และเวลาที่เหมาะสม และ placement ID ที่ให้จุดของสถานที่ที่ดีที่สุดบนเว็บเพจหรือแอพสำหรับเป้าหมายของแคมเปญที่เฉพาะเจาะจง

นอกจากเทคโนโลยีที่มากมายในการทำงาน ข้อมูลของ Light Reaction ทั้งหมด รวมถึงการใช้เครื่องมือและวิธีการได้มีการแลกเปลี่ยนอย่างเปิดเผยกับลูกค้า แสดงให้เห็นถึงเส้นทางที่แม่นยำและการตัดสินใจที่นำไปสู่ผลลัพธ์

“Light Reaction ได้ทำให้นักโฆษณาของโลกได้รับผลลัพธ์ที่มีความหมาย โดยไม่มีความเสี่ยง รวมถึงความสามารถในการสเกลผลลัพธ์ในช่องทางต่างๆ ได้” Auke Boersma ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการของเอเชียแปซิฟิคของ Light Reaction กล่าว “โฟกัสอยู่ที่การระบุถึงผู้เข้าชมที่สามารถให้ผลลัพธ์แง่บวกได้ในเวลาที่ถูกต้องเหมาะสมไม่ว่ากลุ่มผู้ชมจะรับสื่อจากช่องทางไหน ซึ่งจะเป็นการทำให้แบรนด์ได้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการได้รับการตอบรับจากลูกค้าในขณะที่สามารถเชื่อมโยงได้โดยตรงระหว่างโฆษณาและผลลัพธ์”

นอกจากการใช้ข้อมูลของผู้ชมที่เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ สื่อที่มีประสิทธิภาพสูง รวมถึงเทคโนโลยีโปรแกรมแบบเรียลไทม์ ทำให้ผลิตภัณฑ์ของ Light Reaction เข้าได้กับช่องทางต่างๆ ผู้โฆษณาสามารถรันแคมเปญผ่านช่องทางหลากหลายเพื่อวัดผลลัพธ์ที่ไหนก็ได้ที่ต้องการ

“แทรฟฟิคเป็นสิ่งสำคัญ แต่ปัจจัยอย่างการขาย มาร์จิ้น และการดำเนินธุรกิจที่เกิดการซื้อต่อเนื่องเป็นตัวขับเคลื่อนให้เกิดความสำเร็จทางธุรกิจ” Michel de Rijk ซึ่งเป็น CEO ของ Xaxis เอเชียแปซิฟิคกล่าว “ความงามของ Light Reaction คือพวกเราและโฆษณาของเรามีความชาญฉลาดขึ้น ผลลัพธ์ของผู้ชมได้รับการวัดว่าการส่งผ่านคุณค่าไปยังผู้ชมนั้นสำเร็จเพียงใดและสามารถส่งกลับมาที่ระบบเป็นดั่ง learning event ข้อมูลที่ส่งผ่านมานี้ทำให้เราสามารถพัฒนาความแม่นยำในการจับคู่ระหว่างผู้ชมและผลลัพธ์ที่ปราราถนาและมีคุณภาพสูงอย่างต่อเนื่องเป็นมาตรฐาน”

เกี่ยวกับ Light Reaction

Light Reaction รับประกันผลลัพธ์ที่แท้จริงสำหรับแบรนด์โดยการรวมสื่อที่เป็นกรรมสิทธิ์ ข้อมูล และเทคโนโลยี วิธีการของบริษัทในการทำการตลาดเพื่อประสิทธิภาพได้เข้าถึงผู้บริโภคในช่องทางอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลลัพธ์ที่แท้จริงสำหรับแบรนด์ Light Reaction มีอยู่ใน 32 ตลาดทั่วอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชีย และตะวันออกกลาง สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.lightreaction.com

เกี่ยวกับ Xaxis

Through the expert use of proprietary data and advertising technology along with unparalleled media relationships, Xaxis delivers results for over 3,000 clients in 46 markets across North America, Europe, Asia Pacific, Latin America and the Middle East. Advertisers working with Xaxis achieve exceptionally high return on advertising spend through the company’s proprietary media products, as well as through its specialist companies, Light Reaction and plista. For more information, visit www.xaxis.com.

Xaxis เป็นผู้ให้บริการด้านการซื้อสื่อแบบเลือกผู้ชมรายใหญ่ที่สุดของโลก ที่สามารถเชื่อมต่อนักโฆษณากับผู้ชมในทุกช่องทางที่เข้าถึง Xaxis ให้ผลลัพธ์กับลูกค้ากว่า 3,000 รายใน 46 ตลาดทั่วอเมริกาเหนือ ยุโรป เอเชียแปซิฟิค ลาตินอเมริกาและตะวันออกกลาง นักโฆษณาทำงานกับ Xaxis เพื่อได้สิ่งตอบแทนอย่างสูงในการใช้จ่ายเพื่อการโฆษณาผ่านผลิตภัณฑ์สื่อของบริษัท รวมถึงผ่านบริษัทที่เป็นผู้เชี่ยวชาญอย่าง Light Reaction และ plista สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชมเวบไซต์ www.xaxis.com

สามารถรับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20161003006649/en/

ติดต่อ:

Harmonica / Xaxis

Peter Epstein หรือ Rabeeah Patail

+1-323-251-3567 หรือ +1-310-935-3886

peter@harmonica.co หรือ rabeeah@harmonica.co

การพัฒนานวัตกรรมเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ: ใกล้เข้ามาแล้วกับเทศกาล China Yiwu International Forest Products Fair

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News    http://www.thaibusinessnews.com/

 

อี้อู, จีน–(บิสิเนส ไวร์)–2 ตุลาคม 2016

อีกเพียงเดือนเดียวเท่านั้นงานเทศกาล China Yiwu International Forest Products Fair ก็จะเวียนมาถึง ในวันที่ 1-4 พฤศจิกายน 2016 ที่ Yiwu International Exhibition Center และการคัดเลือกผู้เข้าร่วมแสดงสินค้า การลงทุน และกิจกรรมที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลืออื่นๆ ได้ดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว

สามารถรับชมข่าวในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51431383&lang=en

พิธีเปิดเทศกาล China Yiwu International Forest Products Fair ครั้งที่ 8 จัดขึ้นในปี 2015 (รูปภาพ: บิสิเนส ไวร์)

Opening Ceremony of the 8th China Yiwu International Forest Products Fair held in 2015 (Photo: Business Wire)

ผู้เข้าร่วมแสดงสินค้าที่มีคุณภาพนับพันราย และผู้ซื้อที่เข้างานกว่า 100,000 คนจากทั่วโลก จะมารวมตัวกันที่งานเทศกาลนี้ ซึ่งเป็นเทศกาลที่แสดงเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัยที่สุดของประเทศจีน นวัตกรรมเกี่ยวกับป่าและพันธุ์พืชที่เป็นที่นิยม และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับระบบนิเวศ ผู้เข้างานสามารถได้รับประสบการณ์ที่ทั้งอนุรักษ์ธรรมชาติและสนุกไปพร้อมๆ กันที่เทศกาลแห่งนี้

งานเทศกาล Forest Products Fair ครั้งที่ 9 จะขยายพื้นที่แสดงสินค้าไปที่ 80,000 ตารางเมตร โดยมีบู้ทถึง 3,600 บู้ท โดยมีการจัด 8 หมวดหมู่ด้วยกันคือ เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่ง, งานไม้และผลิตภัณฑ์จากไม้, งานช่างหัตถกรรมที่ทำด้วยไม้และไม้ไผ่, สินค้าประจำวันที่ทำด้วยไม้และไม้ไผ่, อาหารป่า, ผลิตภัณฑ์ชา, ดอกไม้และการทำสวน, เทคโนโลยีเกี่ยวกับป่าและพันธุ์พืช และอุปกรณ์เกี่ยวกับป่าและพันธุ์พืช

ด้วยจุดมุ่งหมายในการกระตุ้นเศรษฐกิจ งานเทศกาลนี้จะเน้นไปที่การโปรโมทการซื้อขายผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับป่าและพันธุ์พืช ในขณะที่นำร่องสนับสนุนการจัดงานแสดงสินค้าในชนกลุ่มน้อยและที่เกี่ยวกับภูมิภาคต่างๆ “Taiwan Agroforestry Products Collections,” “Rosewood Furniture Boutiques,” “Forestry Products of ‘She People’, ซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยของมณฑลเจ้อเจียง, “Classical Bamboo Products,” “Agroforestry E-Commerce,” “Creative Forestry Products” เป็นเพียงธีมการจัดงานบางส่วนที่ผู้คนชื่นชอบ นอกจากธีมเหล่านี้ ยังมีโซน “One Belt and One Road” ที่สะท้อนให้เห็นถึงการริเริ่มด้านเศรษฐกิจล่าสุดของจีน และให้ผู้เข้าชมงานได้ประสบการณ์ของเส้นทางสายไหมทางทะเลยในศตวรรษที่ 21

ไม่ว่าคุณมองหาผลิตภัณฑ์ที่หรูหราหรือผลิตภัณฑ์และพันธุ์พืชดั้งเดิมจากป่า คุณสามารถพบได้ที่งาน Forest Products Fair ครั้งที่ 9 นี้

เกี่ยวกับเทศกาล China Yiwu International Forest Products Fair

เทศกาล China Yiwu International Forest Products Fair ซึ่งจัดโดย State Forestry Administration และรัฐบาลมณฑลเจ้อเจียง ได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ปี 2008 เป็นนิทรรศการที่เน้นการอนุรักษ์ธรรมชาติและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีการพูดคุยธุรกิจ โอกาสทางธุรกิจ การจูงใจระดับนานาชาติที่มีชื่อเสียง และมีระบบการบริการที่ไร้ที่ติ Forest Fair เป็นเทศกาลที่เกี่ยวกับป่าและพันธุ์พืชแห่งเดียวของจีนและอันดับสองของโลก ซึ่งได้รับการรับรองโดย Global Association of the Exhibition Industry (UFI)

สามารถรับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/cgi-bin/mmg.cgi?eid=51431383&lang=en

ติดต่อ:

China Yiwu International Forest Products Fair

Hui Wang, +86-579-85415888

service@yiwufair.com

พบคำตอบ เหตุใดแอป QuickOption จึงสามารถครองใจเทรดเดอร์ทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดับลิน–6 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ล่าสุด QuickOption ไปเข้าตาดาวดังแห่งโลกโซเชียลมีเดียอีกรายแล้ว

หลังจากได้เข้ายึดครองอุตสาหกรรมการเงินอย่างรวดเร็ว แอปพลิเคชั่น QuickOption ก็ยังคงความแรงอย่างไม่หยุดยั้ง โดยสามารถดึงดูดความสนใจจากทั่วโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากผู้ใช้ต่างได้รับทราบถึงศักยภาพอันน่าทึ่งของแอปนี้ ด้วยอินเทอร์เฟซใช้งานง่ายที่พร้อมให้บริการเทรดเดอร์ที่ต้องการท่องโลกแห่งไบนารี่ ออปชั่น

Why QuickOption is Taking Over the Trading Industry. (PRNewsFoto/QuickOption)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20161005/415360)

QuickOption Logo / QuickOption (PRNewsFoto/QuickOption)

QuickOption (PRNewsFoto/QuickOption)

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160719/390943LOGO)

ทีมงานของ QuickOption รับฟังเสียงเรียกร้องจากผู้ใช้และตอบสนองความต้องการเหล่านั้น โดยก่อนหน้านี้ ผู้ใช้ได้ขอให้มีกราฟเทคนิคต่างๆ ซึ่งทีมงานก็จัดให้ตามคำขอ และล่าสุด ยังมีผู้โชคดีที่มีโอกาสได้ทดลองใช้เวอร์ชั่นเบต้าสำหรับระบบปฏิบัติการ iOS ซึ่งทำให้สามารถดูกราฟแท่งเทียนและตัวชี้วัดทางเทคนิคอื่นๆ ได้ แอปพลิเคชั่นสำหรับระบบ iOS จะพร้อมเปิดให้บริการแก่ผู้ใช้ทั่วไปภายภายในเดือนต.ค. หลังจากนั้นจะมีการเปิดตัวเวอร์ชั่น Android ตามมา

แอปพลิเคชั่นบนมือถือนี้เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี เพื่ออำนวยความสะดวกในการเทรดทุกที่ ทุกเวลา! ด้วยการย่อโลกแห่งโอกาสในการลงทุนมาอยู่ในมือของผู้ใช้ จึงไม่แปลกใจที่แอปนี้ได้สร้างความประทับใจให้กับคนดังแห่งโซเชียลมีเดียเพิ่มอีกราย

ทั้งนี้ การซื้อขายไบนารี่ ออปชั่น มีความเสี่ยงสูงและอาจทำให้สูญเงินลงทุนทั้งหมด ผลการดำเนินงานในอดีตมิใช่ตัวชี้วัดที่เชื่อถือได้สำหรับผลการดำเนินงานในอนาคต

ที่มา: QuickOption

เปิดตัวแคมเปญออนไลน์ MEET IN THE VILLAGE #Best Company outing ever

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เปิดตัวแคมเปญออนไลน์  

MEET  IN THE VILLAGE  #Best Company outing ever

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ )  ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  จัดแคมเปญออนไลน์เพื่อประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้กลุ่มบริษัทและองค์กรต่างๆ จัดกิจกรรมCompany outing และ CSR trip  ในพื้นที่ชุมชน  ภายใต้ชื่อแคมเปญ  MEET  IN THE VILLAGE  # Best Company outing ever    เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนตามยุทธศาสตร์สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล

 นางสริตา จินตกานนท์  ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ทีเส็บ กล่าวว่า  แคมเปญการแข่งขัน  โปรโมทชุมชน  MEET  IN THE VILLAGE  นี้   ได้รับเกียรติจาก 10  ผู้บริหาร จากหน่วยงานต่างๆ  มารับหน้าที่เป็น CEO  Village Ambassador  ประจำชุมชน  โดยจะ tack team  กับทีมนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ   เพื่อช่วยกันโปรโมทชุมชน    โดยมีทั้งหมด 10 ทีม ดังต่อไปนี้

V1   ทีมชุมชนกู่กาสิงห์ จ.ร้อยเอ็ด   โดยมี ดร. ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  เป็น  CEO Village Ambassador  ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม

Vทีมชุมชนบ้านถ้ำเสือโฮมสเตย์ จ.เพชรบุรี  โดยมี   ดร.นพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการ สำนักงาน  ส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)  เป็น CEO Village Ambassador ร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Vทีมชุมชนบ้านไร่กองขิง จ.เชียงใหม่ โดยมี   คุณธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เป็น CEO Village Ambassador  ร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

V-4  ทีมชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ จ.สมุทรสงคราม โดยมี   ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็น CEO Village Ambassador    ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม

V5 ทีมชุมชนเมืองเก่า จ.สุโขทัย โดยมี   คุณพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ CEO สายการบิน Bangkok Airways  เป็น CEO Village Ambassador  ร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Vทีมชุมชนพระบาทห้วยต้ม จ.ลำพูน โดยมี  ดร.วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็น CEO Village Ambassador  ร่วมกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

Vทีมชุมชนวิสาหกิจราไวย์ จ.ภูเก็ต โดยมี   คุณอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  เป็น CEO Village Ambassador ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม

Vทีมชุมชนบ้านโคกโก่ง จ.กาฬสินธุ์ โดยมี   คุณศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด  เป็น CEO Village Ambassador  ร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Vทีมชุมชนลีเล็ด จ.สุราษฎร์ธานี  โดยมี  คุณนวมินทร์ ประสพเนตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัดเป็น CEO Village Ambassador ร่วมกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

V10 ทีมชุมชนบ้านดงเย็น จ.สุพรรณบุรี โดยมี   พลเอก วุฒินันท์  ลีลายุทธ  ประธานที่ปรึกษาโครงการ Village To The World  เป็น CEO Village Ambassador ร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต

พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ   กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  ในฐานะ CEO Village Ambassador  ของชุมชนเมืองเก่า สุโขทัย  กล่าวว่า การพาพนักงานไป Outing ในที่แปลกๆ ใหม่ๆ จะช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้พนักงานมากขึ้น   โดยเฉพาะถ้า Corporate  เลือกไปในชุมชนท้องถิ่น ที่มีเอกลักษณ์ มีเรื่องราวที่โดดเด่น เช่นที่ชุมชนเมืองเก่า สุโขทัย  ที่นี่มีกิจกรรมวัฒนธรรมที่เป็น Signature ของสุโขทัยให้แข่งประลองฝีมือ   มี Photo scenery สวยมากๆ ให้ถ่ายรูป  อาหารท้องถิ่นสุโขทัยก็อร่อยมาก ๆ  ตอนนี้ ก็ใกล้จะสิ้นปีแล้ว ถ้า Corporate ไหน กำลังวางแผนพาพนักงานไป Outing   ผมขอเรียนเชิญที่ ชุมชนเมืองเก่า สุโขทัย  นะครับ     

ดร.วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม  ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  ในฐานะ CEO Village Ambassador  ของชุมชนพระบาทห้วยต้ม ลำพูน กล่าวว่า    ลำพูน” แม้จะเป็นจังหวัดเล็กๆ แต่ก็เป็นแผ่นดินประวัติศาสตร์ล้านนามาอย่างยาวนาน ในฐานะดินแดนแห่งพระพุทธศาสนาที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากว่า 600 ปี  ทำให้ลำพูน มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะที่ชุมชนพระบาทห้วยต้ม เป็นชุมชนชาวปปากะญอที่มีศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างมาก ผู้คนในชุมชนถือศีลห้า และกินมังสวิรัติ   ผมคิดว่า บริษัท ที่มีผู้บริหารและพนักงาน ชอบเข้าวัด ทำบุญ เสริมมงคลชีวิต  เรียกได้ว่า เป็นแนวสายบุญ  จะต้องชอบที่นี่ แน่นอน   

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)  ในฐานะ ฐานะ CEO Village Ambassador  ของชุมชน บ้านริมคลองโฮมสเตย์ สมุทรสงคราม  กล่าวว่า  ที่บ้านริมคลองโฮมสเตย์ ท่านจะได้สัมผัสกับวิถีชุมชนที่แสนจะเรียบง่ายแต่อบอวลไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งความสุขทางใจ ได้หยุดเวลาและใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ที่สัมผัสได้ยากจากชีวิตสังคมเมืองในปัจจุบัน  ผมขอเชิญชวนบริษัทต่างๆ ที่กำลังจะจัดจัดกิจกรรม Company outing หรือ กิจกรรม CSR trip   ขอแนะนำ ชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ สมุทรสงคราม  นะครับ   ทางชุมชน ต้องการ  แนวคิดดีๆ  มุมมองที่แตกต่างช่วยเหลือชุมชน ให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น  

คุณอภิรมย์ สุขประเสริฐ   รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร   ในฐานะ CEO Village Ambassador  ของชุมชนเกาะโหลน  กล่าวว่า  บริษัทที่ชอบลุยๆ  ออกแนว Adventure หน่อยๆ สมบุกสมบัน และชอบทำกิจกรรมอาสา CSR จะต้องชอบ โปรแกรม Outing ที่เกาะโหลน ได้มาลองใช้ชีวิตแบบชาวประมง กินซีฟู้ดสดๆ ที่หากันมาเอง แล้วไปช่วยชุมชนสร้างฝายชะลอน้ำซึ่งในชุมชนยังต้องการอีกมาก  ได้เที่ยวสนุกและได้ออกแรงทำประโยชน์ด้วย รับรองว่าทุกคนจะอยากเป็นชาวเกาะโหลน ไม่อยากกลับกรุงเทพแน่นอนครับ  

พลเอก วุฒินันท์  ลีลายุทธ  ในฐานะ CEO Village Ambassador   ของชุมชนดงเย็น กล่าวว่า   การส่งเสริมให้บริษัทต่างๆ มาจัด Outing  และ  CSR   ในชุมชน เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากของการพัฒนาชุมชน  เพราะไม่ใช่แค่การทำให้ชุมชนมีรายได้เพียงอย่างเดียว    แต่สิ่งที่จะเป็นประโยชน์อย่างมากในระยะยาวกับชุมชน  คือ การที่ผู้บริหารแต่ละองค์กรได้ไปเห็นพื้นที่แล้วเกิดแนวคิดที่จะพัฒนา ต่อยอด ช่วยเหลือชุมชนในด้านต่างๆ   ยิ่งถ้าชุมชนมีความตั้งใจดี มีความเข้มแข็ง  หัวไว ใจกล้า  เปิดใจรับมุมมองใหม่ๆ   ชุมชนก็จะสามารถพัฒนาตัวเองและยืนได้อย่างมั่นคง ครับ     

หน่วยงานใดที่สนใจจัดกิจกรรม Company outing และ CSR trip  ในพื้นที่ชุมชน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ E-Mail   meetinthevillage@gmail.com   ,www.meetinthevillage.com

เมอร์ค เปิดตัวศูนย์ความร่วมมือลูกค้า “M Lab(TM) Collaboration Center” ในเกาหลีใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

อินชอน, เกาหลีใต้–6 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

ให้การสนับสนุนและทำงานร่วมกับลูค้า ตั้งแต่ขั้นตอนพรีคลินิกไปจนถึงการผลิตเต็มรูปแบบ ในสภาพแวดล้อมแบบ non-GMP 

เปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์และความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของเมอร์ค 

นำเสนอสภาพแวดล้อมการผลิตแบบจำลอง พร้อมการสนับสนุนด้านการผลิตแบบครบวงจร 

เมอร์ค (Merck) ผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกาศเปิดศูนย์ความร่วมมือลูกค้า M Lab(TM) Collaboration Center ในเขตซงโด เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่เติบโตรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ศูนย์ดังกล่าวจะมอบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้แก่บรรดาผู้ผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของเมอร์คอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาที่ยากที่สุดของผู้ผลิต รวมทั้งเร่งให้เกิดการพัฒนาและผลิตยารักษาโรคใหม่ๆ 

วิดีโอ – http://origin-qps.onstreammedia.com/origin/multivu_archive/PRNA/ENR/Merck-Oct5.mp4

รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20161005/415619

รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20161005/415620 

อูดิท บาทรา สมาชิกคณะกรรมการบริหารของเมอร์คและซีอีโอของธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ กล่าวว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ในเกาหลีใต้ ประกอบกับความต้องการยารักษาโรคใหม่ๆในราคาเอื้อมถึงของทั่วโลก คือต้นกำเนิดของศูนย์ความร่วมมือลูกค้า M Lab(TM) Collaboration Center และสำหรับศูนย์แห่งใหม่ในอินชอนนั้น ลูกค้าของเราจะได้รับประโยชน์จากความเชี่ยวชาญทางเทคนิคในเชิงลึกของเรา ในการพัฒนากระบวนการเพื่อให้สามารถผลิตยาได้เร็วขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากกว่าในอดีต” 

ศูนย์แห่งใหม่นี้จะเข้ามาแทนที่ศูนย์เดิมที่มีขนาดเล็กกว่าในกรุงโซล และจะตอบสนองความต้องการของตลาดชีวเภสัชภัณฑ์ที่กำลังเติบโตได้ดียิ่งขึ้น ศูนย์ล้ำยุคแห่งนี้จะมีสภาพแวดล้อมการผลิตแบบจำลอง และมีการสนับสนุนด้านการผลิตแบบครบวงจร นอกจากนั้นยังมีการแนะแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ตลอดจนแนะนำวิธีใหม่ๆในการพัฒนาและยกระดับกระบวนการผลิต รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปทั่วโลก 

ศูนย์แห่งนี้มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 1,865 ตารางเมตร อีกทั้งยังมีนักวิทยาสตร์และวิศวกรที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดีมากกว่า 10 คน จึงพร้อมให้บริการแก่ผู้ผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ในเกาหลีใต้ ตั้งแต่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่อย่าง Samsung Biologics ไปจนถึงบริษัทเกิดใหม่ที่มุ่งพัฒนายารักษาโรคที่พบได้ยากหรือโรคมะเร็งต่างๆ 

ทีเอช คิม ซีอีโอของ Samsung Biologics กล่าวว่า “M Lab(TM) Collaboration Center แห่งใหม่จะมีบทบาทสำคัญในการให้การสนับสนุนทางเทคนิคและให้การฝึกอบรมแก่พนักงานของบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ในเกาหลีใต้ การที่เมอร์คตัดสินใจลงทุนในเขตซงโด ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยกำลังการผลิตของโรงงาน 520 KL ภายในปี 2561 ถือเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญในการพัฒนา Songdo Bio Cluster ซึ่งจะช่วยเร่งให้เมืองอินชอนและอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ของเกาหลีใต้เติบโตต่อไปในอนาคต” 

M Lab(TM) Collaboration Center ในเมืองอินชอน เป็นหนึ่งในศูนย์ความร่วมมือลูกค้าที่มีอยู่ทั้งหมด 9 แห่งทั่วโลก โดยศูนย์แต่ละแห่งได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ผลิตเภสัชภัณฑ์ในการแสวงหาวิธีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ปรับปรุงกระบวนการผลิต และลดความเสี่ยง ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเข้าถึงทีมผู้เชี่ยวชาญระดับโลก นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเข้าถึงเครื่องมือจำลอง วิธีการต่างๆ การวิเคราะห์ และการสร้างโมเดล ขณะเดียวกันยังมีหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับกระบวนการทางชีวภาพ ซึ่งครอบคลุมการฝึกอบรมแบบชั้นเรียนปกติ รวมถึงการฝึกอบรมเชิงโต้ตอบและลงมือปฏิบัติ 

สำหรับบุคคลผู้ทรงเกียรติซึ่งเข้าร่วมพิธีเปิดศูนย์แห่งใหม่ประกอบด้วย สเตฟาน เอาเออร์ (เอกอัครราชทูตเยอรมนี) ศจ.ดร.เกอร์ฮาร์ด ซาบาธิล(เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำเกาหลีใต้) พัค ซึง แทค (ผู้อำนวยการทั่วไปของสำนักงานนโยบายการลงทุน สังกัดกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานเกาหลีใต้) ดร.ยู จอง บค (นายกเทศมนตรีเมืองอินชอน) อี ยอง กึน (ผู้ตรวจการรัฐบาลของเมืองอินชอน) ดร.แฟรงค์ สแตนเกนเบิร์ก-ฮาเวอร์แคมป์ (ประธานคณะกรรมการบริหารและสมาชิกคณะกรรมการครอบครัวของ E. Merck KG) และดร.อูดิท บาทรา (สมาชิกคณะกรรมการบริหารของเมอร์คและซีอีโอของธุรกิจชีววิทยาศาสตร์)

ข่าวประชาสัมพันธ์ของเมอร์คทั้งหมดได้รับการเผยแพร่ผ่านทางอีเมลในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของเมอร์ค กรุณาคลิกที่www.merckgroup.com/subscribe เพื่อลงทะเบียนออนไลน์ เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกบริการนี้ 

เกี่ยวกับเมอร์ค 

เมอร์ค คือบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำในด้านการดูแลสุขภาพ ชีววิทยาศาสตร์ และเพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล พนักงานราว 50,000 คนของบริษัทได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆที่ช่วยปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ยาชีวภาพเพื่อรักษาโรคมะเร็งหรือโรคปลอกประสาทอักเสบ ระบบที่ทันสมัยสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการผลิต ไปจนถึง liquid crystal ที่ใช้กับสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ LCD ทั้งนี้ ในปี 2558 เมอร์คสามารถทำยอดขายได้ 1.285 หมื่นล้านยูโร ใน 66 ประเทศ 

เมอร์คก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2211 จึงเป็นบริษัทเภสัชภัณฑ์และเคมีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ครอบครัวผู้ก่อตั้งบริษัทยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทเมอร์คในดาร์มสตัดท์ ประเทศเยอรมนี ครอบครองสิทธิ์ในชื่อและแบรนด์เมอร์คทั่วโลก ยกเว้นในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจในชื่อ อีเอ็มดี โซโรโน่, มิลลิพอร์ซิกม่า และอีเอ็มดี เพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล

“Calypso” คว้าตำแหน่งผู้ให้บริการเทคโนโลยีแห่งปีจากนิตยสาร AsiaRisk

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซานฟรานซิสโก–6 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

บริษัทเทคโนโลยีทางการเงินแห่งนี้ยังคว้ารางวัลระดับเอเชียอีกหลายรายการ

Calypso Technology Inc. ผู้นำด้านซอฟต์แวร์ตลาดทุน คว้ารางวัล “ผู้ให้บริการเทคโนโลยีแห่งปีประจำปี 2559 จากนิตยสาร AsiaRisk

ปาสคาล ซาทาร์ท ซีอีโอของ Calypso กล่าวว่า เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้รับรางวัลนี้ ทั้งยังรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากนิตยสารชื่อดัง ได้เลือกให้เราเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีอันดับหนึ่งของภูมิภาค รางวัลนี้สะท้อนถึงจุดเด่นที่สุดของ Calypso นั่นคือ ความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการอันเฉพาะเจาะจงของลูกค้า และความสามารถในการส่งมอบโซลูชั่นอันแข็งแกร่งเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว

ในการตัดสินรางวัลผู้ให้บริการเทคโนโลยีแห่งปี ทางคณะกรรมการได้เริ่มจากการประเมินใบสมัคร ต่อด้วยการสัมภาษณ์ผู้เข้ารอบสุดท้าย และทำการติดต่อลูกค้าของแต่ละบริษัทเพื่อฟังเสียงตอบรับจากลูกค้า ซึ่งการแข่งขันในปีนี้ก็เป็นไปอย่างดุเดือด เพราะมีผู้ส่งใบสมัครเข้ามามากกว่า 30 ราย

สิ่งที่ผลักดันให้ Calypso มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่งรายอื่นๆ ก็คือ การปรับเปลี่ยนโซลูชั่นให้เข้ากับลูกค้าในภูมิภาคเอเชีย ผสานกับความสำเร็จเชิงพาณิชย์ในภูมิภาคนี้

แอรอน วูลเนอร์ บรรณาธิการของ AsiaRisk กล่าวว่า ในปีนี้ Calypso มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องของการปรับโซลูชั่นให้เข้ากับธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก ไม่ใช่แค่นำโซลูชั่นที่ใช้ในยุโรปและสหรัฐมาให้บริการ แต่ตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตลาดเอเชียจริงๆ ซึ่งการสร้างสรรค์ระบบที่ปรับให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าและระเบียบข้อบังคับในเอเชีย ได้สร้างมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงให้แก่ลูกค้าในภูมิภาคนี้ ด้วยเหตุนี้ Calypso จะเป็นผู้เข้าชิงที่แข็งแกร่งต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า”

นอกจากรางวัลอันทรงเกียรตินี้แล้ว Calypso ก็เพิ่งครองอันดับ 1 ด้านโซลูชั่นการหักบัญชีและหลักทรัพย์ประกัน จากการจัดอันดับ AsiaRisk Technology Rankings ประจำปี 2559 ซึ่งเปิดเผยไปเมื่อช่วงต้นเดือน โดยนับเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่ Calypso คว้าอันดับ 1 ด้านโซลูชั่นการหักบัญชี และเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่คว้าอันดับ 1 ด้านโซลูชั่นหลักทรัพย์ประกัน ซึ่งมาจากคะแนนโหวตของผู้อ่านนิตยสารล้วนๆ

นอกจากนี้ Calypso ยังได้รับรางวัล “Best New Technology Product: Risk” ในการประกาศรางวัล Futures and Options World (FOW) Asia Awards ประจำปี 2559 จากนวัตกรรม SA-CCR บนคลาวด์ โดยเมื่อปีที่แล้ว Calypso ก็ได้รับรางวัลนี้จากโซลูชั่นการหักบัญชี

เกี่ยวกับ Calypso Technology, Inc.

Calypso Technology, Inc. เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแบบฟรอนท์-ทู-แบ็ค ครอบคลุมสินทรัพย์ประเภทต่างๆในตลาดการเงิน ช่วยให้ลูกค้าสามารถรวบรวมบริการ สร้างสรรค์นวัตกรรม และเติบโตได้ในแพลตฟอร์มเดียว Calypso มีประสบการณ์ 19 ปีในการส่งมอบซอฟต์แวร์และบริการด้านการซื้อขาย การจัดการความเสี่ยง การประมวลผล และการทำบัญชี โซลูชั่นของบริษัทจึงช่วยให้ความท้าทายทางเทคโนโลยีและธุรกิจอันซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งยังสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดทุนได้อย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการจัดการการลงทุน การหักบัญชี หลักทรัพย์ประกัน เงินทุน และสภาพคล่อง โดยลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น การบริหารความเสี่ยงที่น่าเชื่อถือมากขึ้น การจัดสรรเงินทุนที่ดีขึ้น การปฏิบัติตามกฎระเบียบได้เร็วกว่าเดิม การเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว และต้นทุนในการเป็นเจ้าของที่ลดลง นับว่า Calypso Technology เป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ความยืดหยุ่น และขีดความสามารถอย่างแท้จริง

“Calypso” ถูกใช้งานโดยผู้เชี่ยวชาญในตลาดมากกว่า 34,000 คน จากสถาบันการเงินกว่า 200 แห่ง ใน 60 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย อเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา Calypso Technology มีพนักงานกว่า 700 คน ในสำนักงาน 21 แห่งทั่วโลก โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ทั้งนี้ “Calypso” เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Calypso Technology Inc. ในสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และเขตปกครองอื่นๆ ส่วนเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการอื่นๆ เป็นทรัพย์สินของเจ้าของเครื่องหมายนั้นๆ สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.calypso.com

สื่อมวลชนกรุณาติดต่อ

Calypso Technology

คริส เชย์น

อีเมล: chris_shayne@calypso.com

โทร. +1-415-530-4147

The Consumer Goods Forum ตั้งปณิธานใหม่ มุ่งสู่การเลิกใช้สารทำความเย็นทำลายโอโซน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ปารีส และ นิวยอร์ก–6 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

– ผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการเลิกใช้สารทำความเย็น HFC พร้อมสานต่อความสำเร็จตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา

คณะกรรมการบริหารของ The Consumer Goods Forum (CGF) ได้ประกาศปณิธานใหม่ว่าด้วยการใช้สารทำความเย็น (Refrigeration Resolution) โดยเรียกร้องให้บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคทุกรายเลิกใช้สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFC) ที่เป็นอันตราย ความมุ่งมั่นครั้งใหม่นี้ถือเป็นก้าวสำคัญก้าวต่อไปในการบรรลุเป้าหมายการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ ปัจจุบัน สาร HFC คิดเป็น 1.5% ของสาเหตุทั้งหมดที่ทำให้โลกร้อน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6-9% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจก (GHG) ทั้งหมดภายในปี 2050 หากไม่มีการดำเนินการใดๆ

The Consumer Goods Forum (PRNewsFoto/The Consumer Goods Forum)

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20151201/292056LOGO )

ปณิธานใหม่นี้มุ่งเน้นใน 4 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ การติดตั้งอุปกรณ์การทำความเย็นใหม่ในตลาดที่สามารถดำเนินการได้ การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรายสำคัญเพื่อเอาชนะอุปสรรคในตลาดที่ยังไม่สามารถติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวได้ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากระบบทำความเย็นที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน และการพัฒนาเป้าหมายเป็นรายๆไป พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติเพื่อวัดผลการดำเนินงานใน 3 ข้อแรก

คณะกรรมการฯ ยังได้ตระหนักถึงความสำคัญในการออกกฎเพื่อการเลิกใช้สาร HFC ทั่วโลกอย่างเท่าเทียมยุติธรรม และจึงได้เรียกร้องให้มีการเพิ่มรายชื่อสาร HFCลงในพิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) ว่าด้วยสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน

ไมค์ คูป ซีอีโอของ Sainsbury กล่าวว่า “นี่เป็นอีกครั้งที่สมาชิกของ CGF แสดงความเป็นผู้นำระดับโลกด้านสิงแวดล้อม ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้จะมีบทบาทสำคัญต่อการปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนของอุตสาหกรรมได้ในวงกว้างมากขึ้น โดยในขณะที่เรากำลังถอยห่างออกจากการใช้สาร HFC และมุ่งสู่แนวปฏิบัติทางธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคจะต้องเป็นผู้นำทางและก้าวนำมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง”

อลัน คลาร์ก ซีอีโอของ SABMiller กล่าวว่า “การดำเนินการที่ได้ผลดีของบรรดาบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำทั่วโลกในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของระบบทำความเย็นคาร์บอนต่ำในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งในเชิงพาณิชย์และในแง่ของการดำเนินงาน สำหรับ SABMiller เองนั้น เราตั้งเป้าที่จะซื้อตู้เย็นใหม่ที่ปราศจากสาร HFC ภายในปี 2020 โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ Prosper เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเรา โดยปณิธาณ Refrigeration Resolution ครั้งใหม่นี้จะช่วยให้ทั้งอุตสาหกรรมสามารถเดินหน้ากำจัดสารทำความเย็นซึ่งมีผลต่อภาวะโลกร้อนได้ตามข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Paris Climate Agreement)

อ่านปณิธานทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์ของ CGF

การสานต่อผลสำเร็จจากการปฏิบัติตาม Refrigeration Resolution ปี 2010 ของ CGF

 

ย้อนกลับไปในปี 2010 เมื่อ CGF ประกาศปณิธาน Refrigeration Resolution เป็นครั้งแรกนั้น ระบบทำความเย็นได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคแล้ว ทว่าเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำแบบต่างๆ ซึ่งจะเข้ามาแทนที่การใช้สารทำความเย็นนั้นยังไม่ผ่านการรับรอง CGF จึงตัดสินใจแสดงความเป็นผู้นำด้วยการประกาศความมุ่งมั่นที่จะปฏิตามแนวทางใหม่ๆ ในการทำความเย็น ภายในปี 2015

จากความเคลื่อนไหวดังกล่าว สมาชิกของ CGF จึงได้ติดตั้งระบบทำความเย็นคาร์บอนต่ำในซูเปอร์มาร์เก็ตกว่า 4,000 แห่ง ตู้แช่ไอศครีมและเครื่องดื่มกว่า 4 ล้านตู้ทั่วโลก รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้สารทำความเย็นจากธรรมชาติเป็นหลักด้วย โดยจุลสาร Refrigeration Booklet ที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ได้กล่าวถึงความสำเร็จดังกล่าวเช่นกัน ทั้งนี้ 2010 Refrigeration Resolution ได้สิ้นสุดลงเมื่อเดือนมกราคม 2016 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม CGF ยอมรับว่าแม้การทดสอบและนำร่องการใช้สารทำความเย็นธรรมชาตินั้นเป็นไปในทางบวก แต่ปณิธานใหม่ที่มีการประกาศในวันนี้มีความจำเป็นในการช่วยผลักดันความเข้าใจในวงกว้าง อีกทั้งรับประกันว่าสาร HFC จะถูกกำจัดออกจากระบบการดำเนินงานทั่วโลกอย่างถาวร

สำหรับ Refrigeration Resolution ฉบับที่ 2 นี้ นับเป็นปณิธานด้านสิ่งแวดล้อมลำดับที่ 4 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเสาหลักแห่งความยั่งยืนของ CGF นอกเหนือจากปณิธานเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่าและอาหารเหลือทิ้งที่สมาชิกปฏิบัติตามอยู่ในปัจจุบัน 

เกี่ยวกับ The Consumer Goods Forum

 

The Consumer Goods Forum (“CGF”) คือเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับโลกที่ยึดหลักความเสมอภาค บรรดาสมาชิกของเครือข่ายได้ร่วมกันผลักดันให้ทั่วโลกใช้หลักปฏิบัติและมาตรฐานที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมสินค้าผู้บริโภคทั่วโลก สมาชิกเหล่านี้ประกอบด้วยซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทค้าปลีก ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และอื่นๆ กว่า 400 แห่งจาก 70 ประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายของอุตสาหกรรมทั้งในด้านภูมิศาสตร์ ขนาด ประเภทสินค้า และรูปแบบธุรกิจ บริษัทสมาชิกมียอดขายรวมกัน 3.5 ล้านล้านยูโร มีการจ้างพนักงานโดยตรงรวมกันเกือบ 10 ล้านคน และมีลูกจ้างที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่มูลค่าอีก90 ล้านคน ทั้งนี้ CGF กำกับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารที่ประกอบด้วยซีอีโอจากบริษัทผู้ผลิตและบริษัทค้าปลีก 50 ราย

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.theconsumergoodsforum.com

ที่มา: The Consumer Goods Forum

“เดอะ บอดี้ ช็อป” เปิดผลสำรวจพฤติกรรมการแกะของขวัญของคนทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอนดอน–7 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          ผลสำรวจนี้จะช่วยตอบคำถามคาใจที่ว่า เราควรแกะกล่องของขวัญทันทีหรือรอเปิดทีหลัง

          เวลาได้รับของขวัญ หลายคนอดใจไม่ไหวเปิดกล่องของขวัญทันทีตามเสียงเชียร์ของคนรอบข้าง แต่จากนี้ไปคนเหล่านี้อาจต้องไปฝึกความอดทนใหม่ เนื่องจากผลสำรวจเผยให้เห็นว่า คนทั่วโลก 67% มองว่าการเปิดกล่องของขวัญทีหลังถือเป็นมารยาทที่ควรทำ

Upon receiving a gift, many struggle to resist the urge to open it immediately. However, 67% of people think it is polite to wait before opening a gift. The survey also highlighted a decline in generosity over the course of a long term relationship.These were some of the many findings from The Body Shop Global Gifting survey, which studied gifting behaviours of 1,950 men and women across 10 countries from five continents. (PRNewsFoto/The Body Shop International)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20161004/414890-INFO )

The Body Shop Logo / The Body Shop Logo (PRNewsFoto/The Body Shop International)

The Body Shop Logo (PRNewsFoto/The Body Shop International)

          (โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20161004/415108LOGO )

          นี่คือหนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจจากการสำรวจ The Body Shop Global Gifting ซึ่งทำการศึกษาพฤติกรรมการแกะกล่องของขวัญของชายและหญิงกว่า 1,950คน จาก 10 ประเทศ ใน 5 ทวีปทั่วโลก ได้แก่ ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา ฮ่องกง ญี่ปุ่น ซาอุดิอาระเบีย เกาหลีใต้ สวีเดน สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร

          สำหรับในฮ่องกง ผู้คนมากถึง 87% เห็นว่าการไม่แกะกล่องของขวัญในทันทีเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ตามมาด้วยคนในญี่ปุ่นและซาอุดิอาระเบีย (72% เท่ากัน) ในทางตรงกันข้าม ชาวบราซิลเกือบครึ่งมีความสุขกับการแกะกล่องของขวัญทันที และมีชาวบราซิลเพียง 51% ที่เห็นว่าควรรอเปิดกล่องของขวัญทีหลัง

          Arnaud Jeanteur ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายแบรนด์ทั่วโลกของเดอะ บอดี้ ช็อป กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์ของเดอะ บอดี้ ช็อป มักถูกนำไปมอบเป็นของขวัญ เราจึงต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับการแกะกล่องของขวัญให้มากขึ้น ในยุคนี้ คนเรามักต้องการความพึงพอใจในทันที ผลสำรวจที่ออกมาจึงทำให้เราประหลาดใจมาก แต่ถ้าคุณได้รับของขวัญจากเดอะ บอดี้ ช็อป เราก็เข้าใจได้ถ้าคุณอยากแกะกล่องของขวัญทันที!”

          ของขวัญกับความเชื่ออาถรรพ์รัก 7 ปี

          ผลสำรวจยังเผยอีกด้วยว่า การให้ของขวัญระหว่างคู่รักที่คบกันมานานจะลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ โดยจากการสำรวจในทุกประเทศ ทุกเพศ และทุกวัย ชี้ชัดว่ายิ่งคู่รักคบกันนานเท่าไรก็จะยิ่งให้ของขวัญกันน้อยลงเท่านั้น โดยเกือบ 75% ระบุว่ามอบของขวัญให้แก่คนรักน้อยลงกว่าแต่ก่อน

          รูปแบบการให้ของขวัญสำหรับคู่รักนั้น ในปีแรกและปีที่สองของการคบหากันจะหวานชื่นที่สุด โดยมูลค่าของของขวัญจะพุ่งสูงสุดก่อนครบปีที่สอง จากนั้นเมื่อหมด ช่วงโปรโมชั่นการให้ของขวัญก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ จนน้อยที่สุดในปีที่ 7 และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ช่วยอธิบายเรื่องอาถรรพ์รัก 7 ปีได้

          สามารถอ่านข่าวฉบับเต็มและรายละเอียดของผลสำรวจได้ที่

          https://www.thebodyshop.com/global-gifting-press-release

          สำหรับบรรณาธิการ: 

          การสำรวจครั้งนี้จัดทำขึ้นผ่านทางออนไลน์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 โดย GFK โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเป็นชายและหญิงจำนวน 1,950 คน จาก 10 ประเทศทั่วโลก

          ที่มา: เดอะ บอดี้ ช็อป อินเตอร์เนชั่นแนล