Eurofins เปิดห้องปฏิบัติการสุดล้ำแห่งใหม่ในสิงคโปร์ รองรับอุตสาหกรรมอาหารและการขยายตัวในเอเชียแปซิฟิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์–3 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Eurofins Scientific (EUFI.PA) (Paris:ERF) ผู้นำระดับโลกในการทดสอบผลิตภัณฑ์ด้านอาหาร ประกาศเปิดห้องปฏิบัติการสุดล้ำสมัยแห่งใหม่ในประเทศสิงคโปร์ เพื่อให้บริการแก่อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มที่กำลังขยายตัวในภูมิภาค ทั้งนี้ บริษัท Eurofins Food Testing Singapore Pte Ltd ก่อตั้งขึ้นในเดือนธ.ค.2015 เพื่อให้บริการด้านการวิเคราะห์แก่ตลาดสิงคโปร์ซึ่งมีความซับซ้อน รวมถึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางอันเปี่ยมศักยภาพสำหรับตลาดที่กำลังเติบโตในฟิลิปปินส์ ไทย และอินโดนีเซีย

โลโก้ –  http://photos.prnasia.com/prnvar/20160923/8521606062LOGO

ห้องปฏิบัติการขนาด 557 ตารางเมตรแห่งใหม่นี้ ตั้งอยู่ในเขตปายา เลบาร์ และได้เริ่มให้บริการด้านการทดสอบแก่บริษัทอาหารและเครื่องดื่มรายใหญ่ระดับโลกที่มีกิจการในภูมิภาคไปบ้างแล้ว

สำหรับการทดสอบนั้นสามารถทำได้ทั้งในประเทศ หรือผ่านทางศูนย์ Eurofins Competence Center สาขาต่าง ๆ โดย Eurofins มีเครือข่ายห้องปฏิบัติการระดับโลกกระจายอยู่ใน 39 ประเทศ ซึ่งศูนย์หลัก ๆ ได้แก่ Eurofins เดนมาร์ก สำหรับทดสอบวิตามินและกรดอะมิโน, Eurofins Dr. Specht Lab เยอรมนี สำหรับทดสอบสารกำจัดศัตรูพืช, Eurofins WEJ Contaminants Lab เยอรมนี สำหรับทดสอบสารพิษจากเชื้อรา สารตกค้างในสัตว์ และสารปนเปื้อนอินทรีย์ และEurofins Genescan Lab เยอรมนี สำหรับทดสอบพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) ส่วนห้องปฏิบัติการแห่งใหม่นี้มุ่งให้บริการการทดสอบทางจุลชีววิทยาและเคมีวิเคราะห์อย่างเหนือชั้น แก่อุตสาหกรรมการจัดเลี้ยง การผลิตอาหาร รวมถึงร้านอาหารและเครื่องดื่ม ด้วยเครื่องไม้เครื่องมืออันทันสมัยและวิธีการอันเป็นกรรมสิทธิ์ของ Eurofins

ดร.จิลส์ มาร์ติน ซีอีโอของ Eurofins แสดงความคิดเห็นว่า “ห้องปฏิบัติการใหม่นี้เป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Eurofins ในการขยายกิจการในเอเชียแปซิฟิก และสนับสนุนอุตสาหกรรมท้องถิ่น ผ่านการให้บริการตรวจวิเคราะห์ระดับโลกแก่ภูมิภาค เราตั้งใจที่จะเสริมสร้างสถานะของเราให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้นทั้งในสิงคโปร์ และประเทศอื่นๆในเอเชีย ด้วยการนำเสนอขีดความสามารถและความรู้ทางเทคนิคของกลุ่มบริษัทอย่างเต็มที่”

สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่www.eurofins.sg

ติดต่อ

Sanjay Anugula

Eurofins Food Testing Singapore Pte. Ltd

โทร: +65-8876-4350

อีเมล: SanjayAnugula@eurofins.com

ฝ่ายขาย:sales_singapore@eurofins.com

ข้อจำกัดความรับผิด:

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วยข้อความคาดการณ์อนาคตและการประมาณการที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ข้อความคาดการณ์อนาคตและการประมาณการที่กล่าวถึงในที่นี้ เป็นไปตามการประเมินของฝ่ายบริหารของ Eurofins Scientific ณ วันที่เผยแพร่ข่าว ข้อความคาดการณ์อนาคตเหล่านี้ไม่รับประกันผลการดำเนินงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และเหตุการณ์ที่คาดการณ์ไว้ในข่าวฉบับนี้อาจจะไม่เกิดขึ้น Eurofins Scientific ไม่ขอรับผิดชอบในการปรับปรุงแก้ไขข้อความคาดการณ์อนาคตและการประมาณการเหล่านี้ ข้อความคาดการณ์อนาคตทั้งหมดจัดทำขึ้นตามข้อมูลที่ฝ่ายบริหารของบริษัทมีอยู่ ณ วันที่เผยแพร่ แต่ไม่มีข้อรับประกันความถูกต้องของข้อมูลดังกล่าว

 

รายงานการวิจัยล่าสุดจาก The Center for Global Enterprise ชี้การพัฒนาห่วงโซ่อุปทานดิจิทัลช่วยหนุนการเติบโตของรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวยอร์ก–3 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            Digital Supply Chain initiative (DSCi) ซึ่งเป็นคณะวิจัยชุดใหม่ที่ดำเนินการโดย The Center for Global Enterprise (CGE) ร่วมกับ CREATe.org เปิดเผยรายงานล่าสุดในชื่อ Digital Supply Chains: A Frontside Flip ซึ่งจัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อแนะนำขั้นตอนการปฏิบัติที่บริษัทต่างๆ สามารถนำมาใช้ได้ในปัจจุบัน เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนโฉมห่วงโซ่อุปทานไปสู่ดิจิทัลในอนาคต

            รายงานดังกล่าวนำเสนอหลักฐานจากผู้บริหารระดับสูง 24 รายที่บริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานขนาดใหญ่ที่สุดเป็นลำดับต้นๆของโลก โดยผู้นำอุตสาหกรรมเหล่านี้เชื่อว่าระบบห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจอาจเป็นการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่สุดของบริษัทต่างๆ ในช่วงอีก 5 ปีข้างหน้า การวิจัยได้เปิดเผยแนวทางใหม่ในการบริหารห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ นั่นก็คือการให้ความสำคัญกับลูกค้าและเพิ่มอุปสงค์ไปสู่ระดับสูงสุด ซึ่งหมายถึงการพลิกความสำคัญสู่ด้านที่ลูกค้ากำลังเผชิญอยู่ ซึ่งก็คือด้านหน้าของธุรกิจ

            การวิจัยบ่งชี้ว่า ห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล หรือ Digital Supply Chains (DSC) ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นสามารถนำไปสู่การลดต้นทุนการจัดซื้อได้ถึง 20%ลดต้นทุนห่วงโซ่อุปทานลง 50% และเพิ่มรายได้ 10% นี่เป็นเรื่องจริงในทุกอุตสาหกรรม แม้กระทั่งในบางอุตสาหกรรม เช่น การบริการทางการเงิน ซึ่งโดยปกติแล้วไม่ได้รวมเอาห่วงโซ่อุปทานเข้าไว้ในกลยุทธ์การสร้างรายได้

            “บริษัทที่ประสบความสำเร็จจะใช้ประโยชน์จากแนวปฏิบัติใหม่ๆ ด้านการบริหาร แหล่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนเทคโนโลยีใหม่ๆที่เกี่ยวข้องกับ DSC หากพวกเขาต้องการมีความได้เปรียบในการแข่งขันในอนาคตและครองใจลูกค้า” จอร์จไบลีย์ หัวหน้าโครงการ DSCi ของ CGE กล่าว

            รายงานนี้จะช่วยซีอีโอ ผู้บริหารห่วงโซ่อุปทาน และบุคคลที่สนใจในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานให้ทันสมัยและการปรับปรุงการปฏิบัติงานได้ดังต่อไปนี้:

            1. รายงานนี้นำเสนอกรอบการทำงานในการบริหาร DSC และโร้ดแม็พในการเปลี่ยนโฉมห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจด้วยการให้ความสำคัญกับลูกค้าและเพิ่มอุปสงค์ไปสู่ระดับสูงสุด การปฏิบัติตามขั้นตอนที่รายงานการวิจัยเสนอแนะจะช่วยเพิ่มรายได้ของธุรกิจและลดต้นทุนห่วงโซ่อุปทาน

            2. รายงานนี้ช่วยให้ฝ่ายที่สนใจมีความเข้าใจดีขึ้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะมาพลิกโฉมห่วงโซ่อุปทานของบริษัท

            3. รายงานนี้อธิบายถึงความแตกต่างที่สำคัญระหว่างห่วงโซ่อุปทานแบบดั้งเดิมและห่วงโซ่อุปทานดิจิทัล ช่วยให้ผู้บริหารห่วงโซ่อุปทานมีความเข้าใจในเชิงลึกเกี่ยวกับตำแหน่งของตนในธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น

            สามารถอ่านรายงาน Digital Supply Chains: A Frontside Flip ได้ที่: http://thecge.net/category/research/digital-supply-chain-initiative/

            The Center for Global Enterprise เป็นสถาบันการวิจัยที่ไม่แสวงหาผลกำไรและมีความเป็นกลาง ซึ่งทุ่มเทให้กับการศึกษาแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศในการบริหารจัดการระดับโลก องค์กรร่วมสมัย การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ตลอดจนผลกระทบและบทบาทต่อสังคม

Pelli Clarke Pelli Architects เนรมิตหอประชุม Hancher คืนสู่มหาวิทยาลัยไอโอวา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวเฮเวน, คอนเนตทิคัต–30 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

หอประชุม Hancher แห่งมหาวิทยาลัยไอโอวา คือศูนย์จัดแสดงศิลปะชั้นนำของรัฐและได้รับยกย่องว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างสุดอลังการให้เหล่าศิลปินทั้งในและต่างประเทศได้ใช้แสดงนวัตกรรมด้านการเต้นรำและการละคร จนเมื่อปี 2551 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ขึ้น ส่งผลให้อาคารหลายแห่งได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง โดยสำนักงานจัดการเหตุฉุกเฉินของรัฐบาลกลาง (FEMA) ระบุว่า หอประชุม Hancher และอาคารอีกจำนวนหนึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจนไม่สามารถบูรณะซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้อีก จึงได้จัดสรรเงินทุนส่วนหนึ่งสำหรับก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ขึ้นในสถานที่เดิม

 

Hancher Auditorium, University of Iowa, photo by Jeff Goldberg/Esto (PRNewsFoto/Pelli Clarke Pelli Architects)

รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160929/413357

Hancher Auditorium, University of Iowa, photo by Jeff Goldberg/Esto (PRNewsFoto/Pelli Clarke Pelli Architects)
รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160929/413358

Lobby, Hancher Auditorium, University of Iowa, photo by Jeff Goldberg/Esto (PRNewsFoto/Pelli Clarke Pelli Architects)
รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160929/413359

Pelli Clarke Pelli Architects ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารแห่งใหม่ขึ้นภายหลังการว่าจ้างและร่วมงานกับ ชัค สแวนสัน ผู้อำนวยการบริหารโครงการก่อสร้างหอประชุม Hancher และคณะกรรมการดูแลการก่อสร้างของมหาวิทยาลัยไอโอวา เมื่อปี 2553 โดยชัคกล่าวว่า การทำงานร่วมกับทีมงานในการออกแบบและก่อสร้างหอประชุม Hancher ใหม่ในครั้งนี้เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตของผม เราจะเฉลิมฉลองพิธีเปิดไปด้วยกัน อีกทั้งร่วมรับรู้ว่าหอประชุม Hancher อีกทั้งศิลปะอันหลากหลายที่อยู่ในมหาวิทยาลัยไอโอวาแห่งนี้ จะช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับชีวิตของนักศึกษา รวมถึงชาวไอโอวาทั่วทั้งรัฐในรุ่นต่อ ๆ ไป

ความตื่นเต้นค่อย ๆ พรั่งพรูเข้ามาตลอดฤดูร้อน เพราะหอประชุม Hancher เป็นอาคารแรกในจำนวนอาคารใหม่ 4 หลังที่เปิดใช้งานหลังน้ำท่วม พิธีเปิดถูกจัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน โดยหอประชุม Hancher เปิดประตูต้อนรับมวลชนที่มาร่วมงานด้วยเสียงดนตรีประโคมอันกึกก้อง มิทเชลล์ เฮิร์ช ประธานดำเนินการและออกแบบแห่งสถาบันสถาปนิกอเมริกัน ภายใต้หลักเกณฑ์การประเมินอาคารเขียวของสหรัฐอเมริกา กล่าวหลังจากเข้าร่วมพิธีเปิดว่า นี่คือสุดยอดการเฉลิมฉลองอนุสรณ์แห่งการกลับมาของห้องนั่งเล่นทางวัฒนธรรมแห่งชุมชนไอโอวา

ด้านนายเปลลี หนึ่งในผู้บริหารอาวุโสของ Pelli Clarke Pelli Architects ได้อธิบายถึงหอประชุม Hancher แห่งใหม่นี้ว่าเป็น วิสัยทัศน์แห่งความงดงามและพันธสัญญาของการแสดงสุดพิเศษการออกแบบนั้นอยู่บนพื้นฐานของสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติของตัวอาคาร ได้มาเป็นรูปแบบที่ทอดขยายไปตามแนวนอนอันสะท้อนภูมิทัศน์และเส้นโค้งของแม่น้ำ รูปแบบคานคู่ขนานทางทิศใต้ของตัวอาคารรังสรรค์ล็อบบี้ลอยฟ้าและระเบียงสองชั้น ผนังกระจกที่สูงจากพื้นจรดเพดานซึ่งอยู่ใต้คานทำให้สามารถดื่มด่ำไปกับทัศนียภาพของแม่น้ำและมหาวิทยาลัยได้แบบพาโนรามา

เกี่ยวกับ PELLI CLARKE PELLI:

Pelli Clarke Pelli Architects ก่อตั้งขึ้นในปี 2520 นำโดยผู้บริหารอาวุโส ซีซาร์ เปลลี, เฟรด คลาร์ก และราฟาเอล เปลลี บริษัทเป็นผู้ออกแบบอาคารที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกหลายแห่ง อาทิ World Financial Center ในนิวยอร์ก, Petronas Towers ในกัวลาลัมเปอร์ และ International Finance Centre ในฮ่องกง Pelli Clarke Pelli Architects ได้รับการชื่นชม รวมถึงได้รับรางวัลด้านการออกแบบนับร้อยรายการ ได้แก่ รางวัล AIA Firm Award และรางวัล Aga Khan Award for Architecture เป็นต้น

XCMG ผนึกกำลัง Permco สู่การเป็นผู้นำอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซูโจว, จีน–30 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

XCMG Hydraulics Co., LTD. บริษัทลูกของ XCMG ได้บรรลุข้อตกลงความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระยะยาวร่วมกับ Permco บริษัทชิ้นส่วนไฮดรอลิกของสหรัฐ ทำให้XCMG ขึ้นแท่นฐานการผลิตกระบอกสูบไฮดรอลิกของ Permco เพียงรายเดียวในประเทศจีน

“Permco มีชื่อเสียงโด่งดังในฐานะผู้ผลิตชิ้นส่วนไฮดรอลิกชั้นนำระดับโลก การจับมือเป็นพันธมิตรของเราไม่เพียงแต่จะเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัทเท่านั้น แต่ยังเป็นการนำเอาทรัพยากรมาช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านทางความร่วมมือของเราอีกด้วย” เฉิน เติ้งหมิน ผู้จัดการทั่วไปของ XCMG Hydraulics Company กล่าว

XCMG Hydraulics Company ก่อตั้งในปี 1975 โดยมีพันธกิจในการวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนประกอบหลักสำหรับอุปกรณ์ก่อสร้างและเหมืองแร่ ซึ่งรวมถึงกระบอกสูบไฮดรอลิก วาล์วไฮดรอลิก ส่วนประกอบท่อโลหะ และระบบไฮดรอลิก

ปัจจุบันผลิตภัณฑ์กระบอกสูบของบริษัทถูกใช้เป็นชิ้นส่วนหลักของเครนสำหรับทุกสภาพพื้นงาน ซึ่งมีน้ำหนักตั้งแต่ 55-1,600 ตัน และรถขุดที่มีน้ำหนักตั้งแต่ 1.5-700 ตัน นอกจากนี้ ชุดกระบอกสูบไฮดรอลิกของบริษัทยังเป็นส่วนประกอบของเครนตีนตะขาบ น้ำหนัก 34-4,000 ตันอีกด้วย

กระบอกสูบเดี่ยวพร้อมบูมแบบแขนตรงสำหรับรถเครนที่รองรับทุกภาพพื้นงานนั้น ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากลูกค้าในเรื่องความยืดหยุ่น ความน่าเชื่อถือ ระบบล็อกสองชั้น และการตอบสนองอย่างฉับไว โดยกระบอกสูบรถขุดขนาด 360 ตันของบริษัทที่มีการใช้งานอยู่ในออสเตรเลีย สามารถทำงานได้ 6000 ชั่วโมงโดยไม่มีปัญหาใดๆ

ผลิตภัณฑ์ของ XCMG Hydraulics Company ได้รองรับการใช้งานในกว่า 20 ประเทศ ซึ่งรวมถึงสหรัฐอเมริกา รัสเซีย ญี่ปุ่น ในฐานะที่เป็นชิ้นส่วนประกอบหลักสำหรับอุปกรณ์เครื่องจักรหลากหลายประเภทในภาคอุตสาหกรรมการก่อสร้าง ท่าเรือ สุขาภิบาล เหมืองแร่ และการขนส่งสินค้าทางเรือ โดยถึงแม้เศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาลง แต่บริษัทกลับยังคงทำยอดขายในประเทศเพิ่มขึ้นถึง 99% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมียอดส่งออกรวมเพิ่มขึ้น 15% ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2016

สำหรับแผนการของบริษัทในทศวรรษหน้านั้น จะมุ่งเน้นไปที่การเจาะตลาดการใช้วัสดุใหม่ๆ การแก้ปัญหาคอขวดในเทคโนโลยีหลักๆ และการรับรองคุณภาพที่เข้มงวดมากขึ้น 

ความเชี่ยวชาญในด้านเทคโนโลยีชิ้นส่วนประกอบหลักจะทำให้ผลิตภัณฑ์เครื่องจักรของ XCMG มึความได้เปรียบในตลาดที่มีการแข่งขันสูง และหลีกเลี่ยงการแข่งขันที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้หวัง หมิน ประธานกรรมการและประธานบริษัท XCMG กล่าว

         

เกี่ยวกับ XCMG

XCMG เป็นบริษัทข้ามชาติผู้ผลิตเครื่องจักรหนักที่มีประวัติความเป็นมายาวนานถึง 73 ปี และปัจจุบันติดอันดับ 9 ในอุตสาหกรรมเครื่องจักรก่อสร้างของโลก บริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังกว่า 176 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.xcmg.com หรือติดตาม XCMG Group ได้ทาง FacebookTwitterYouTubeLinkedIn และ Instagram

รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160929/413277

พล.อ.ประยุทธ์ นำเสนอโอกาสด้านการลงทุนภายใต้วิสัยทัศน์ “ประเทศไทย 4.0” ต่อสภาธุรกิจเพื่อความเข้าใจระหว่างประเทศ ณ มหานครนิวยอร์ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวยอร์ก–30 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          สภาธุรกิจเพื่อความเข้าใจระหว่างประเทศ (Business Council for International Understanding) ได้จัดการประชุมโต๊ะกลมระดับซีอีโอที่นครนิวยอร์ก โดยพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กล่าวนำเสนอโอกาสในประเทศไทย ขณะที่ประเทศกำลังเดินหน้าปฏิรูปจากการเป็นประเทศที่พึ่งพาการค้า ไปเป็นประเทศที่พึ่งพานวัตกรรมและเทคโนโลยี อันเป็นแกนหลักของโครงการริเริ่ม “ประเทศไทย 4.0” ตามวิสัยทัศน์ของนายกรัฐมนตรี

          “รัฐบาลไทยได้จัดเตรียมแผนแม่บทเพื่อเปิดศักราชใหม่แห่งการพัฒนาประเทศไทย ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เราสามารถหลุดพ้นจากกับดักชนชั้นกลางที่ยืดเยื้อมาตลอดทศวรรษที่ผ่านมา พร้อมเดินหน้าสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างรุ่งเรือง” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อที่ประชุม “ในขณะที่เรากำลังก้าวออกจากประเทศที่พึ่งพาอุตสาหกรรมหนักและการส่งออก ไปเป็นประเทศที่มุ่งเน้นการวิจัย พัฒนา และนวัตกรรม เราจะสามารถนำเสนอบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้นต่อประชาคมโลก และถือกำเนิดขึ้นเป็นประเทศที่มีบทบาทหลายด้านและมากด้วยพลังขับเคลื่อน และสำหรับธุรกิจทั่วโลกที่มีแผนขยายการทำธุรกิจในประเทศที่กำลังเติบโตและมีศักยภาพสูง ประเทศไทยขอเสนอโอกาสใหม่ๆที่รอให้ค้นพบในภาคส่วนต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจ การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม สุขภาพ และอื่นๆอีกมากมาย”

          “ท่านนายกรัฐมนตรีได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมา เพื่อเชิญชวนให้บรรดานักลงทุนเข้ามาลงทุนในไทยภายใต้ยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 และยังได้กล่าวแสดงความขอบคุณต่อ Goodyear และผู้ฟังอีกหลายๆรายในที่ประชุมที่ได้เข้ามามีบทบาท ซึ่งบางรายได้ดำเนินการมานานหลายทศวรรษ รวมถึงประธานร่วมในการประชุมครั้งนี้อย่าง Citi และ AIG” ปีเตอร์ ทิชานสกี ประธานของ BCIU กล่าว “เรารู้สึกประทับใจกับถ้อยแถลงของท่านนายกฯ ที่ได้ลงลึกเมื่ออธิบายถึงแผนการอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมถึงความสะดวกในการทำธุรกิจ”

          ด้วยเป้าหมายที่จะส่งเสริมความเข้าใจระหว่างประเทศของภาคธุรกิจและภาครัฐทั่วโลก BCIU จึงมีการจัดโครงการต่างๆถึง 200 รายการทุกปี ไม่ว่าจะเป็นการประชุมโต๊ะกลม การประชุมทั่วไป งานรับรอง โครงการเยี่ยมชมสถานที่ และจัดคณะผู้แทนการค้า ซึ่งการประชุมโต๊ะกลมรูปแบบนี้มักมีผู้บริหารระดับอาวุโสเข้าร่วมทั้งสิ้น 20 ราย และเป็นการประชุมที่จัดขึ้นนอกรอบอย่างไม่เป็นทางการกับคณะเจ้าหน้าที่จากรัฐบาลประเทศต่างๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในเรื่องของการพาณิชย์และการค้า

          ทั้งนี้ การประชุมโต๊ะกลมจัดขึ้นเมื่อวันที่ 22 ก.ย. 2559 ณ โรงแรม Plaza Athenee นครนิวยอร์ก

          เกี่ยวกับสภาธุรกิจเพื่อความเข้าใจระหว่างประเทศ (BCIU)

          BCIU ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 60 ปีที่ผ่านมา ในการประชุมสภาความร่วมมือภาคอุตสาหกรรมแห่งทำเนียบขาว (White House Industrial Cooperation Council Conference) เมื่อวันที่ 10 พ.ย. 2498 ภายใต้การนำของประธานาธิบดีไอเซนฮาวร์ ในฐานะโครงการริเริ่มที่เป็นลักษณะ “people-to-people” BCIU มีนโยบายส่งเสริมความรู้ความเข้าใจระหว่างประเทศ ด้วยการเป็นช่องทางให้บรรดาเจ้าหน้าที่รัฐบาลระดับอาวุโส สามารถพบปะกับเหล่าผู้นำธุรกิจ เพื่อหารือในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญร่วมกัน ผ่านการเปิดโอกาสให้มีการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างรัฐ-เอกชนทั่วโลก และการให้ความช่วยเหลือในการแก้ไขปัญหาในสถานการณ์และตลาดที่มีความรุนแรง นอกจากนี้ BCIU ยังมีการจัดหลักสูตรฝึกอบรมด้านทูตเชิงพาณิชย์ให้กับบุคลากรของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาด้วย สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถรับชมได้ที่ www.bciu.org

Mahindra Comviva เปิดตัวบัตรเติมเงินอเนกประสงค์ MobiLytix Flexible Coupon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวเดลี–30 ก.ย.–พี่อาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

-เปิดทางให้ผู้ให้บริการมือถือสามารถแนะนำข้อเสนอสุดพิเศษแก่ลูกค้าที่ใช้บริการเติมเงินด้วยบัตรเติมเงินแบบขูด

Mahindra Comviva ผู้นำระดับโลกด้านการให้บริการโซลูชั่นสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ ประกาศเปิดตัว MobiLytixTM Flexible Coupon เครื่องมือการจัดการอันทรงพลังที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้บริการมือถือมีตัวเลือกบัตรเติมเงินที่หลากหลายในราคาเดียว

Mahindra Comviva Logo / Mahindra Comviva Logo

Mahindra Comviva Logo

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20130626/625127 )

MobiLytixTM Flexible Coupon มอบข้อเสนอที่ไม่เหมือนใครเพื่อจัดการกับความท้าทายจากการเติมเงินแบบเดิมๆ ที่ทั้งผู้ขายและลูกค้าต้องเผชิญ โดยนำเสนอเครื่องมือ สารพัดประโยชน์ในราคาเดียวพร้อมด้วยข้อเสนอที่ดีที่สุด

อมิท ซันยาล ประธานธุรกิจ  Consumer Value Solutions ของ Mahindra Comviva กล่าวในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ว่า วิธีการเติมเงินโทรศัพท์มือถือผ่านบัตรเติมเงินเป็นที่นิยมในประเทศส่วนใหญ่ ซึ่งรวมถึงประเทศในตะวันออกกลางและแอฟริกา แต่เนื่องจากข้อเสนอที่ไม่ยืดหยุ่นเท่าที่ควรของบัตรเติมเงินแบบขูด ทำให้ผู้ใช้บริการมือถือยังต้องเผชิญกับข้อจำกัด เช่นเดียวกับบรรดาผู้ขายและค่ายมือถือ เราตระหนักดีถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในตลาด เราจึงได้เปิดตัวMobiLytixTM Flexible Coupon เพื่อแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้รับความสะดวกสบายในการเติมเงินมากขึ้น  และส่งเสริมธุรกิจต่างๆ ของผู้ให้บริการมือถือ โดยช่วยลดต้นทุนการขายและจัดจำหน่าย ทั้งยังมัดใจลูกค้าได้มากขึ้นอีกด้วย

MobiLytixTM Flexible Coupon ของ Mahindra Comviva จะช่วยสนับสนุนทั้งผู้ค้าปลีกและผู้ให้บริการโทรคมนาคม ด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีความน่าสนใจและดึงดูดทางการตลาดได้อย่างแข็งแกร่งเขากล่าวเพิ่มเติม

บัตรเติมเงินอเนกประสงค์ MobiLytixTM Flexible Coupon นำเสนอโอกาสในการสำรวจทางเลือกที่หลากหลายในราคาที่แน่นอน ควบคู่ไปกับกลวิธีอื่นๆเพื่อมัดใจลูกค้า ผู้ใช้บริการจะต้องซื้อบัตรเติมเงินแบบขูด Scratch Card Voucher และกดรหัสตามที่ปรากฏอยู่บนบัตร จากนั้นตรวจสอบสอบคะแนนสะสมลูกค้าเพื่อเลือกตัวเลือกในการเติมเงิน โดยหลังจากที่เลือกรหัสสินค้าแล้ว ลูกค้าจะได้รับคะแนนสะสมและข้อความแจ้งมายังรหัสประจำตัวลูกค้าในตอนท้ายของการเติมเงิน การถ่ายโอนจาก บริการหนึ่งไปอีกบริการหนึ่งสู่ บริการหนึ่งไปยังอีกหลายบริการนับเป็นการพลิกโฉมประสบการณ์การบริการลูกค้าไปสู่อีกระดับ ซึ่ง Mahindra Comviva สามารถทำให้เป็นจริงขึ้นมาได้

บัตรเติมเงินนี้ยังตอบโจทย์ความต้องการของร้านค้าปลีก เพราะช่วยให้ผู้ขายไม่ต้องสำรองบัตรเติมเงินหลายชนิดไว้ในร้านเพื่อให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้า โดยคุณสมบัตินี้จะช่วยให้ผู้ขายประหยัดเวลาดำเนินการได้มากขึ้น อีกทั้งยังช่วยรักษาลูกค้าและช่วยเพิ่มความภักดีของลูกค้า ด้วยการมอบความสะดวกสบายในระหว่างขั้นตอนการซื้อ

กรุณาติดต่อ:

Sundeep Mehta

Mahindra Comviva

อีเมล: pr@mahindracomviva.com

ที่มา: Mahindra Comviva

Dlodlo V1 แว่น VR สุดล้ำ เบาเพียง 88 กรัม เปิดระดมทุนผ่าน Kickstarter

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

วยอร์ก–30 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          Dlodlo V1 คืออุปกรณ์ VR สวมศรีษะรุ่นแรกของโลกที่มีรูปลักษณ์ภายนอกเหมือนแว่นตากันแดดทั่วๆไป ซึ่งทาง Dlodlo พัฒนาขึ้นมาและเปิดระดมทุนเมื่อวันที่ 28 กันยายน ผ่านทาง Kickstarter ตั้งเป้าให้ถึง 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ ภายใน 40 วัน เปิดให้จับจองเป็นเจ้าของในราคาสุดคุ้ม 559 ดอลลาร์สหรัฐ

          Dlodlo V1 เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ดีไซน์ทันสมัย และมีความทนทาน ซึ่งได้รับความสนใจเป็นอย่างสูงในงานเปิดตัว 8 สิงหาคมที่ผ่านมา ในนิวยอร์ก เนื่องจากอัดแน่นไปด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากมาย รวมถึงคุณสมบัติสุดล้ำดังต่อไปนี้

          – ดีไซน์นำเทรนด์ สวมใส่ง่าย น้ำหนักเพียง 88 กรัม บาง 16 มิลลิเมตร

          – แสดงผลด้วยความละเอียด 2400 x 1200 และอัตราการสร้างภาพใหม่ 90Hz

          – มุมรับภาพ 105 องศา

          – ลดอาการวิงเวียนศรีษะด้วยการลดเอฟเฟค Dynamic Delay ได้เกือบหมดโดยการใช้อัลกอริธึมทำนายของ Dlodlo ซึ่งสามารถพัฒนาการทำงานเองได้

          Dlodlo V1 ใช้เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยในการลด Dynamic Delay ช่วยลดอาการวิงเวียนศรีษะเมื่อผู้ใช้สวมแว่น และมีการปรับแก้ภาพที่บิดเบี้ยวอัตโนมัติ เพื่อยกระดับประสบการณ์รับชมภาพให้ดียิ่งขึ้น Dlodlo ยังเสริมการตั้งค่าพิเศษเพื่อผู้ใช้สายตาสั้นเฉพาะ ทำให้ไม่ต้องสวมแว่นสายตาทับอีกชั้นเพื่อปรับความชัด

          “Dlodlo V1 คือความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของ Dlodlo ในการพัฒนาอุปกรณ์ VR และเป็นการวางรากฐานครั้งสำคัญในการนำเสนออุปกรณ์ VR ออกสู่สายตาสาธารณชน” ลี่ กัง ซีอีโอของ Dlodlo กล่าว “Dlodlo V1 มีขนาดที่เล็กกว่า ทำงานฉลาดกว่า และดูดีกว่าอุปกรณ์ VR อื่นๆในตลาด ทั้งยังมอบประสบการณ์ที่เหนือชั้น เราก้าวหน้าในทุกๆด้าน ทั้งในเรื่องของภาพและการมองเห็น อิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงวัสดุและโครงสร้าง”

          ปัจจุบัน Dlodlo แตกผลิตภัณฑ์ออกเป็น 4 ไลน์ด้วยกัน ได้แก่ ซีรีส์ H, A, V และ X สำหรับอุปกรณ์เรือธงของแบรนด์ ได้แก่รุ่น Dlodlo Glass H1 ลิมิเต็ด อิดิชั่น, Dlodlo H2 และ Dlodlo A1 (สำหรับ iPhone) เวอร์ชั่นปรับปรุงใหม่ Dlodlo V1 และ Dlodlo X1 ที่พ่วงคุณสมบัติออลอินวัน และ D1 อุปกรณ์เก็บคอนเทนต์ VR แบบพกพา

          Dlodlo ไม่หยุดอยู่แค่การออกแบบและการพัฒนาแว่นตา VR สวมศรีษะเท่านั้น บริษัทยังให้การสนับสนุนคอนเทนต์ VR อาทิ วิดีโอ เกม และแอปพลิเคชั่นซึ่งรองรับการทำงานกับฮาร์ดแวร์ของ Dlodlo เพื่อเป็นการขยายผลิตภัณฑ์ของบริษัทออกไป ปัจจุบันแพลตฟอร์มคอนเทนต์ของบริษัทสตรีมวิดีโอ 658 รายการ ประกอบด้วยหนัง 3 มิติ 139 เรื่อง และคลิปพาโนรามา VR 516 คลิป นอกจากนี้ ยังนำเสนอรายการกีฬา รายการแอคชั่นผจญภัย และเกมยิงต่างๆ อาทิ Basketball, Deep Space Battle และ Lamper อีก 76 รายการ

          “แว่นตา V1 เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น” คุณลี่กล่าว “ก้าวถัดไปในเรื่องของกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์จะไม่จำกัดอยู่แค่ฮาร์ดแวร์ แต่รวมไปถึงการให้บริการคอนเทนต์ที่สนับสนุนให้เกิดการแชร์ เราอยากเห็นคนในวงที่กว้างกว่าเดิมได้สนุกกับสุดยอดประสบการณ์เสมือนจริงจากทุกที่ทุกเวลา อุปกรณ์อย่างแว่นตาอัจฉริยะ ซึ่งสนับสนุนการทำงานโดยฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ แอปพลิเคชั่น แพลตฟอร์ม และชุมชนผู้ใช้ เปิดทางให้เราสร้างสรรค์โลกแห่ง Dlodlo ให้เป็นจริง”

          รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่: https://www.kickstarter.com/projects/203407287/dlodlo-v1-opening-a-new-world-of-vr หรือ http://www.dlodlo.com/en

          เกี่ยวกับ Dlodlo

          Dlodlo เป็นบริษัทเทคโนโลยีสัญชาติจีน ซึ่งมีความชำนาญพิเศษในด้านการออกแบบและพัฒนาแว่นตาและแพลตฟอร์ม VR มาตั้งแต่ปี 2013 ปัจจุบันบริษัทแตกผลิตภัณฑ์ออกเป็น 4 ไลน์ด้วยกัน ได้แก่ ได้แก่ ซีรีส์ H, A, V และ X บริษัททุ่มเทในการสร้างระบบนิเวศ VR เพื่อเป็นช่องทางนำเสนอคอนเทนต์วิดีโอ เกม และแอปพลิเคชั่นมากมาย Dlodlo มีพนักงานมากกว่า 100 คน และมีสำนักงานอยู่ในจีน สหรัฐ และ ญี่ปุ่น

Jennifer Le Nechet คว้าตำแหน่งสุดยอดบาร์เทนเดอร์หมายเลข 1 ของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ไมอามี–30 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          Jennifer Le Nechet คว้าตำแหน่งสุดยอดบาร์เทนเดอร์หมายเลข 1 ของโลก ในการแข่งขัน WORLD CLASS Bartender of the Year ประจำปี 2559 ที่ไมอามี

          บาร์เทนเดอร์จากฝรั่งเศสผู้รังสรรค์เครื่องดื่มเพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าที่ Cafe Moderne ในกรุงปารีส ได้ทำให้คณะกรรมการตกตะลึงด้วยเครื่องดื่มหลากหลายชนิด ณ บาร์เฉพาะกิจในธีม Stempunk

Jennifer Le Nechet is crowned World Class Bartender of the Year 2016 in Miami. (PRNewsFoto/WORLD CLASS)

          รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160926/411770

          เหล่าบาร์เทนเดอร์เกือบ 10,000 ชีวิตจากทั่วทุกมุมโลกได้เข้าร่วมการแข่งขันนี้ แต่มีบาร์เทนเดอร์เพียง 56 คนที่ได้เป็นตัวแทนของประเทศเข้าร่วมการแข่งขันรอบสุดท้ายที่ไมอามี และมีเพียง 6 คนที่ได้ประชันฝีมือกันในรอบชิงชนะเลิศ ด้วยการทำภารกิจเปิดบาร์เฉพาะกิจภายในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนต่างแสดงทักษะอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเองทั้งในเรื่องของเทคนิค บุคลิกภาพ ความรู้เรื่องเครื่องดื่ม และการแสดงฝีมือท่ามกลางแรงกดดัน

          ผู้เข้าแข่งขันได้นำเครื่องดื่มแบรนด์ดังจาก Diageo Reserve อันได้แก่ Ketel One vodka, Ciroc, Don Julio, Tanqueray No TEN, Bulleit, Zacapa rum และJohnnie Walker Blue Label Blended Scotch Whisky มาใช้ในการสร้างสรรค์ค็อกเทลสุดคลาสสิกในแบบฉบับของตนเอง โดยต้องเนรมิตเครื่องดื่ม 14 ชนิดภายในเวลาเพียง 10 นาทีเท่านั้น

          Jennifer Le Nechet บาร์เทนเดอร์หญิงคนแรกที่คว้ารางวัลนี้ กล่าวว่า ฉันรู้สึกตื่นเต้นมาก และรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับตำแหน่งสุดยอดบาร์เทนเดอร์อันดับ 1 ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้แข่งกับบาร์เทนเดอร์มากความสามารถจากทั่วโลก การแข่งขันในสัปดาห์นี้เป็นแรงบันดาลใจให้ฉันก้าวข้ามขีดจำกัดในการสร้างสรรค์เครื่องดื่ม และผสานทุกประสาทสัมผัสไว้ในค็อกเทล ฉันรอแทบไม่ไหวที่จะได้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆที่รออยู่ข้างหน้า

          หลังจากนี้ Jennifer Le Nechet จะได้เดินทางท่องเที่ยวไปทั่วโลกในฐานะแบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Diageo Reserve และจะได้เป็นกรรมการตัดสินการแข่งขันต่างๆ รวมถึงได้โชว์ฝีมือผสมเครื่องดื่มซิกเนเจอร์ของตนเองตามประเทศต่างๆด้วย

          Alex Kratena อดีตหัวหน้าบาร์เทนเดอร์ของร้าน Artesian London กล่าวว่า มาตรฐานของผู้เข้าแข่งขันในปีนี้สูงลิ่ว การเลือกบาร์เทนเดอร์คนใดคนหนึ่งจึงเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่ Jennifer โชว์ฝีมือได้อย่างโดดเด่นที่สุดในช่วง Superstar Pool Party โดยมีทักษะทุกอย่างที่บาร์เทนเดอร์ต้องมี บาร์เฉพาะกิจของเธอเท่สุดๆในธีม Stempunk และเธอยังพลิกแพลงค็อกเทลสุดคลาสสิกด้วยเครื่องดื่มที่คิดขึ้นเอง โคล่า และส่วนผสมออร์แกนิก เธอสมควรได้รับตำแหน่งนี้ ขณะที่บาร์เทนเดอร์อีก 5 คนก็เป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ โดยนอกจากจะแสดงทักษะพื้นฐานได้อย่างไร้ที่ติแล้ว ทุกคนยังโชว์เทคนิคใหม่ๆอันน่าตื่นตาตื่นใจอีกด้วย

          Johanna Dalley ผู้อำนวยการ Global World Class กล่าวว่า การแข่งขันในสัปดาห์นี้เต็มไปด้วยบาร์เทนเดอร์ที่มีความคิดสร้างสรรค์ รสนิยม และพรสวรรค์ ซึ่งช่วยยกสถานะของบาร์เทนเดอร์ให้เทียบเท่ากับเชฟระดับโลก จุดมุ่งหมายของ WORLD CLASS คือการส่งเสริมให้ทุกคนใส่ใจในเครื่องดื่มเช่นเดียวกับที่ใส่ใจในอาหาร ผู้เข้าแข่งขันในรอบชนะเลิศทั้ง 6 คนล้วนเป็นยอดฝีมือที่มีความสามารถสูสีกันมาก แต่ในท้ายที่สุดแล้ว เราก็ตัดสินใจเลือก Jennifer เป็นบาร์เทนเดอร์หญิงคนแรกที่คว้ารางวัล WORLD CLASS Bartender of the Year”

          เนื่องในโอกาสนี้ยังมีการประกาศให้ เม็กซิโกซิตี้เป็นสถานที่จัดการแข่งขัน WORLD CLASS Bartender of the Year ประจำปี 2560 ในรอบสุดท้ายด้วย

          Johanna Dalley กล่าวเสริมว่า ในปีหน้า WORLD CLASS จะยกระดับการสร้างสรรค์ค็อกเทลไปอีกขั้นที่เม็กซิโกซิตี้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุด เพราะตลอดหลายปีมานี้ เม็กซิโกซิตี้ได้พัฒนาตนเองจนกลายเป็นศูนย์กลางของอาหาร เครื่องดื่ม และวัฒนธรรมที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของโลก

          พันธกิจของ WORLD CLASS คือการสนับสนุนให้ทุกคนใส่ใจในเครื่องดื่มไม่ว่าจะดื่มที่ใดก็ตาม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ theworldclassclub.com หรือเฟซบุ๊กของ WORLD CLASS เพื่อดูสูตรเครื่องดื่ม วิดีโอสอนผสมเครื่องดื่ม รวมถึงเทรนด์ล่าสุด

          สำหรับบรรณาธิการ

          ผู้เข้ารอบสุดท้าย

          ผู้เข้ารอบสุดท้ายของการแข่งขันประกอบด้วยบาร์เทนเดอร์ที่เป็นตัวแทนของประเทศต่างๆ ดังนี้

          ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยียม บราซิล บัลแกเรีย แคนาดา ชิลี โคลอมเบีย คอสตาริกา สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก สาธารณรัฐโดมินิกัน เอสโตเนีย ฝรั่งเศส เยอรมนี แกรนด์เคย์แมน กรีซ ฮ่องกงและมาเก๊า ไอซ์แลนด์ อินเดีย มหาสมุทรอินเดีย ไอร์แลนด์ อินโดนีเซีย อิสราเอล อิตาลี ญี่ปุ่น เคนยา เลบานอน มาเลเซีย เม็กซิโก โมร็อกโก เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ ปานามา เปรู ฟิลิปปินส์ โปแลนด์ โปรตุเกส เปอร์โตริโก โรมาเนีย รัสเซีย สิงคโปร์ สโลวาเกีย แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ไต้หวัน ไทย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อุรุกวัย สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และเวียดนาม โดยมีบาร์เทนเดอร์ที่เป็นตัวแทนของเรือสำราญเข้าแข่งขันในรอบสุดท้ายด้วย

          เกี่ยวกับ WORLD CLASS

          พันธกิจของ WORLD CLASS คือการสร้างประสบการณ์ที่ดีและสร้างความทรงจำอันไม่รู้ลืมในการดื่ม โดย WORLD CLASS สนับสนุนให้ลูกค้าทุกคนพิจารณาและใส่ใจในเครื่องดื่มเช่นเดียวกับที่ใส่ใจในรสชาติของอาหาร ไม่ว่าจะดื่มที่ใดก็ตาม

          ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา WORLD CLASS ได้ให้การสนับสนุน ฝึกอบรม และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่บาร์เทนเดอร์กว่า 250,000 คนทั่วโลก โดยให้บาร์เทนเดอร์ใช้เครื่องดื่มที่ดีที่สุดจาก Diageo Reserve Collection นอกจากนี้ WORLD CLASS ยังให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในเรื่องของเทรนด์ใหม่ๆ สูตรค็อกเทล และข้อมูลเชิงลึกในวงการ

          WORLD CLASS เป็นผู้จัดการแข่งขัน “WORLD CLASS Bartender of the Year” ซึ่งเป็นการแข่งขันอันทรงเกียรติของเหล่าบาร์เทนเดอร์ โดยบาร์เทนเดอร์ที่ชนะการแข่งขันระดับประเทศ 56 ชีวิต จะมาประชันฝีมือกันเพื่อชิงตำแหน่งสุดยอดบาร์เทนเดอร์อันดับหนึ่งของโลก

          กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.theworldclassclub.com

          เกี่ยวกับ Diageo Reserve

          Diageo Reserve ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 2547 ได้รวบรวมแบรนด์เครื่องดื่มสุดหรูที่มีประวัติอันยาวนาน รังสรรค์อย่างประณีต และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แบรนด์สุดหรูของ Diageo ประกอบด้วย Johnnie Walker Blue Label, Ciroc, Don Julio, Tanqueray No.TEN, Ketel One vodka, Zacapa และคอลเลคชั่น Single Maltsผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Reserve ทำยอดขายกว่า 15% จากยอดขายทั้งหมดของ Diageo และมีอัตราการเติบโต 7% ในปีงบการเงินนี้

          เกี่ยวกับ Diageo

          Diageo เป็นบริษัทเครื่องดื่มชั้นนำระดับโลกที่เป็นเจ้าของแบรนด์ดังมากมาย ได้แก่ วิสกี้ Johnnie Walker, Crown Royal, J&B, Buchanan’s และ Windsor, วอดก้า Smirnoff และ Ciroc รวมถึง Captain Morgan, Baileys, Don Julio, Tanqueray และ Guinness

          Diageo เป็นบริษัทระดับโลกซึ่งมีผลิตภัณฑ์วางขายในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (DGE) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (DEO) สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท บุคลากร แบรนด์ต่างๆ และผลการดำเนินงานของเราได้ที่เว็บไซต์ http://www.diageo.com รวมทั้งรับชมข้อมูล โครงการ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการดื่มอย่างมีความรับผิดชอบได้ที่เว็บไซต์ http://www.DRINKiQ.com

          ฉลองให้กับชีวิตได้ทุกที่ทุกเวลา

          ที่มา: WORLD CLASS

Sotheby’s International Realty ขยายธุรกิจรับฝากขายอสังหาฯ สุดหรูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เมดิสัน, นิวเจอร์ซีย์ และกรุงเทพฯ และมะนิลา, ฟิลิปปินส์—30 ก.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Sotheby’s International Realty Affiliates LLC ประกาศในวันนี้ว่า บริษัทได้ลงนามในข้อตกลงกับ LIST Co., LTD ซึ่งเป็นเจ้าของ List Sotheby’s International Realtyเพื่อขยายแบรนด์ Sotheby’s International Realty(R) ให้ครอบคลุมประเทศไทยและฟิลิปปินส์

SOTHEBY'S INTERNATIONAL REALTY LOGO / Sotheby's International Realty logo. (PRNewsFoto/Sotheby's International Realty)

Sotheby’s International Realty logo. (PRNewsFoto/Sotheby’s International Realty)

โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20140311/MM81288LOGO

List Sotheby’s International Realty ได้เข้าซื้อธุรกิจนายหน้าในเครือของ Sotheby’s International Realty ที่มีอยู่เดิมในภูเก็ตและฟิลิปปินส์ตามลำดับ บริษัทจะเดินหน้าทำธุรกิจต่อไปในสำนักงานสาขาปัจจุบันที่เมืองตากิก ประเทศฟิลิปปินส์ และจะรีแบรนด์โดยใช้ชื่อใหม่ว่า List Sotheby’s International Realty โดยบริษัทมีแผนเปิดสำนักงานสาขาใหม่ของ List Sotheby’s International Realty ที่กรุงเทพฯ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2017 ด้วย

ข้อตกลงนี้เป็นการต่อยอดการเติบโตของ List Sotheby’s International Realty ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ภายใต้การนำของนายฮิซาชิ คิตามิ เจ้าของบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โดยเมื่อช่วงต้นปีนี้ บริษัทได้ขยายเข้าสู่ตลาดสิงคโปร์ หลังจากที่ได้ทำธุรกิจจนประสบความสำเร็จมาแล้วที่ญี่ปุ่น และเกาะโออาฮูของฮาวาย

ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ถือเป็นประตูสำคัญในการก้าวเข้าสู่ตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังเติบโต ทั้งยังมีอสังหาริมทรัพย์ที่น่าสนใจมากมายรอให้การต้อนรับบรรดานักลงทุนทั่วโลกนายฟิลิป ไวท์ ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Sotheby’s International Realty Affiliates LLC. กล่าว คุณฮิซาชิ คิตามิ และทีมงาน ยังคงมุ่งมั่นที่จะสานต่อค่านิยมและพันธสัญญาของแบรนด์ เพื่อมอบบริการที่เหนือชั้นที่สุดในวงการอสังหาริมทรัพย์สุดหรู โดยเรามีความภาคภูมิใจต่อการเติบโตอย่างต่อเนื่องนี้

เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้เสร็จสิ้นการซื้อกิจการในประเทศไทย เริ่มต้นที่เมืองหลวงอย่างกรุงเทพฯ ไปพร้อมกับการดำเนินแผนขยายธุรกิจไปยังตลาดที่อยู่อาศัยสุดหรูที่ทางแบรนด์ได้เข้าไปทำตลาดแล้วในภูเก็ตนายคิตามิกล่าว ส่วนฟิลิปปินส์ก็นับเป็นอีกจุดหมายสำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยนำเสนอโอกาสที่น่าสนใจสำหรับลูกค้าของเรา ทั้งยังมีฐานลูกค้าหลากหลายชาติ เครือข่ายของ Sotheby’s International Realty ที่ครอบคลุมทั่วโลกนั้น เป็นประโยชน์ต่อลูกค้าของเราอย่างยิ่ง และยังสอดคล้องกับทัศนคติของทีมงานเราด้วย

Sotheby’s International Realty มีเครือข่ายพนักงานขายมากกว่า 19,000 คน ประจำสำนักงานราว 850 แห่งใน 65 ประเทศทั่วโลก สำหรับรายการอสังหาริมทรัพย์ของ List Sotheby’s International Realty นั้นจะเปิดขายบนเว็บไซต์ thesothebysrealty.com นอกเหนือจากโอกาสมากมายที่จะได้จากเว็บไซต์นี้แล้ว นายหน้าและลูกค้าของบริษัทยังจะได้รับสิทธิประโยชน์จากความสัมพันธ์ที่มีร่วมกับบริษัทประมูล Sotheby’s และโปรแกรมการตลาดของ Sotheby’s International Realty ทั่วโลก โดยสำนักงานแต่ละแห่งของ Sotheby’s มีเจ้าของและบริหารงานอย่างเป็นอิสระ

เกี่ยวกับ Sotheby’s International Realty Affiliates LLC

Sotheby’s International Realty Affiliates LLC ก่อตั้งขึ้นในปี 1976 ในฐานะสื่อกลางที่เชื่อมโยงบริษัทอสังหาริมทรัพย์อิสระเข้ากับลูกค้าอันทรงเกียรติทั่วโลก เพื่อมอบรายการอสังหาริมทรัพย์สุดหรูพร้อมด้วยโปรแกรมการตลาดอันทรงพลังให้กับเหล่านายหน้าอิสระ Sotheby’s International Realty Affiliates LLC เป็นบริษัทลูกของ Realogy Holdings Corp (NYSE: RLGY) เครือข่ายแฟรนไชส์อสังหาริมทรัพย์ระดับโลก และผู้ให้บริการจัดหานายหน้า การย้ายที่และการตั้งถิ่นฐาน ในเดือนกุมภาพันธ์ 2004 Realogy ได้บรรลุข้อตกลงเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระยะยาวกับบริษัทจัดการประมูล Sotheby’s เพื่ออนุญาตให้ใช้สิทธิภายใต้ชื่อของ Sotheby’s International Realty และพัฒนาระบบแฟรนไชส์อย่างเต็มรูปแบบ โดยนายหน้าและบุคคลที่มีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดเท่านั้นจึงจะเข้าถึงระบบได้ Sotheby’s International Realty Affiliates LLC ให้การสนับสนุนแฟรนไชส์ในเครือด้วยทรัพยากรการดำเนินงาน การตลาด การสรรหาบุคลากร การศึกษา และการพัฒนาธุรกิจ นอกจากนี้ บริษัทแฟรนไชส์ยังจะได้รับสิทธิประโยชน์จากความสัมพันธ์ร่วมกับบริษัทประมูล Sotheby’s อันเก่าแก่ ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1744 สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถเข้าชมได้ที่ www.sothebysrealty.com

ติดต่อ

Kay Lee

Director, International Marketing, Asia Pacific

Sotheby’s International Realty Affiliates LLC

175 Park Avenue Madison, NJ 07940

โทร: 1.973.407.4953

อีเมล: Kay.Lee@sothebysrealty.com

สำหรับภาษาอังกฤษ:

Takae Suzuki

List Sotheby’s International Realty

List Kannai Bldg., 4-47 Onoe-cho, Naka-ku, Yokohama, Kanagawa,

231-0015 Japan

โทร: +81 45 671 1111

อีเมล: takae.suzuki@sothebysrealty.com

สำหรับภาษาญี่ปุ่น:

Noriaki Matsumoto

List Co. Ltd.

List Kannai Bldg., 4-47 Onoe-cho, Naka-ku, Yokohama, Kanagawa,

231-0015 Japan

โทร: +81 45 671 1134

อีเมล: n-matsumoto@list.co.jp

รายงาน “WORLD CLASS: The Future of Cocktails” เผยเทรนด์ใหม่ของวงการค็อกเทล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ไมอามี–29 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

จากค็อกเทลที่แหกกฎเดิมๆ สู่เทรนด์ใหม่แห่งการดื่มด่ำความรู้สึก

รายงาน WORLD CLASS: Future of Cocktails เผยแนวโน้มค็อกเทลในหลายทศวรรษข้างหน้า

วัฒนธรรมการดื่มค็อกเทลกำลังได้รับความนิยมอย่างไม่มีทีท่าว่าจะสร่างซา โดยมีการคาดการณ์ว่า ภายในปี 2563 จะมีผู้บริโภคหน้าใหม่ถึง 400 ล้านคน[1]ในอดีตมีแค่ชาวยุโรปและอเมริกันที่นิยมเครื่องดื่มประเภทนี้ แต่ปัจจุบันเทรนด์ดังกล่าวกำลังกระจายไปทั่วโลก โดยในช่วง 5 ปีมานี้ การบริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น 26%ในแอฟริกาและตะวันออกกลาง 15% ในเอเชีย และ 22% ในจีน[2]

Operation Dagger’s exhilirating bar experience (PRNewsFoto/WORLD CLASS)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160923/411170 )

Trick Dog’s innovative take on the cocktail menu (PRNewsFoto/WORLD CLASS)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160923/411171 )

Tim Phillips demonstrates how the micro-friendship can start in as little as 30 minutes (PRNewsFoto/WORLD CLASS)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160923/411172 )

https://www.youtube.com/watch?v=Jp1PEMV8M98&feature=youtu.be

การที่ค็อกเทลได้รับความนิยมไปทั่วโลกนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเหล่าบาร์เทนเดอร์ได้คิดค้นสูตรใหม่ๆเพื่อเสิร์ฟความพอใจให้กับลูกค้า แต่ในโลกที่ผู้บริโภคไม่เคยหยุดมองหาสิ่งที่ดีกว่า บาร์เทนเดอร์ก็จำต้องนำหน้าไปหนึ่งก้าวเสมอ

WORLD CLASS การแข่งขันเฟ้นหาสุดยอดบาร์เทนเดอร์ระดับโลกซึ่งริเริ่มโดยบริษัท Diageo ได้ร่วมมือกับบริษัทที่ปรึกษา Future Laboratory เพื่อเจาะลึกอนาคตของเครื่องดื่มค็อกเทล และเผยให้เห็นเทรนด์ต่างๆที่จะเข้ามาปฏิวัติวงการ

รายงาน WORLD CLASS: Future of Cocktails ซึ่งเปิดเผยระหว่างการแข่งขัน WORLD CLASS Bartender of the Year รอบชิงชนะเลิศระดับโลกที่ไมอามี ได้แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานทางวัฒนธรรมอันน่าตื่นเต้น อันเกิดจากการจุดประกายประสบการณ์ใหม่ๆ การถกเถียง และการก้าวข้ามขีดจำกัด พร้อมเผยแนวโน้มของค็อกเทลในอนาคต ดังนี้

แหกกฎเดิมๆ

บริบท: เมื่อเราท่องโลกออนไลน์กันมากขึ้น เราก็แสดงจุดยืนของตนเองมากขึ้นตามไปด้วย ผู้บริโภคในปัจจุบันจึงมองหาแบรนด์สินค้าที่มีจุดยืนเช่นเดียวกัน โดย 40% ให้ข้อมูลว่าต้องการแบรนด์ที่มีจุดยืนและมีเป้าหมายที่ชัดเจน[3]

เทรนด์ใหม่-ค็อกเทลแหกกฎเดิมๆ: เมื่อพูดถึงการผสมค็อกเทลแล้ว บรรดาเจ้าของบาร์หัวก้าวหน้าต่างแหกกฎเดิมๆ และใส่ความคิดสร้างสรรค์อันแหวกแนวลงไปตามใจต้องการ

1. มั่นใจในแบบของตัวเอง

เมื่อก่อนลูกค้าเป็นฝ่ายถูกเสมอ แต่บาร์เทนเดอร์รุ่นใหม่ทำตามใจตัวเองมากขึ้นและไม่พยายามเอาอกเอาใจลูกค้าทุกคนอีกต่อไป เวลาเข้าร้านอาหารดังลูกค้าไม่เคยชี้นิ้วสั่งเชฟ เพราะฉะนั้นก็ไม่ควรชี้นิ้วสั่งบาร์เทนเดอร์เช่นกัน

Benjamin Padron Novo เจ้าของร้าน Licoreria Limantour ในเม็กซิโก กล่าวว่าลูกค้ามักขอให้ผมช่วยเพิ่มความหวานของเครื่องดื่ม ซึ่งทำให้รสชาติของเครื่องดื่มและผลไม้เจือจางลงไป ปัจจุบันทางร้านเราจึงปฏิเสธที่จะทำเช่นนั้นและอธิบายเหตุผลให้ลูกค้าฟัง ซึ่งถือเป็นการส่งต่อความรู้สู่ลูกค้าไปในตัว

2. กระตุ้นความรู้สึกด้วยภาพ

เพื่อกระตุ้นและปลุกเร้าการตอบสนองจากลูกค้า บาร์ต่างๆเริ่มมีการใช้ภาพในการสร้างประสบการณ์แปลกใหม่และมอบความประทับใจให้แก่ลูกค้า

Luke Whearty เจ้าของร้าน Operation Dagger ในสิงคโปร์ ได้ตกแต่งฝ้าเพดานด้วยหลอดไฟเสมือนเป็นเมฆก้อนใหญ่ และติดตั้งกล้องวงจรปิดปลอมในห้องน้ำเพื่อสร้างความรู้สึกตื่นเต้น ขณะที่เมนูค็อกเทลของร้านก็น่าตื่นตาไม่แพ้กัน อย่างวอดก้าแช่ดอกอัญชันและตะไคร้สีสด ซึ่งเมื่อผสมกับแชมเปญแล้วจะเปลี่ยนจากสีน้ำเงินเข้มกลายเป็นสีชมพูเรืองแสง

3. สร้างสรรค์เมนูใหม่

วงการค็อกเทลก้าวหน้าไปมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทว่าเมนูยังมีรูปแบบเหมือนเดิม แต่บรรดาบาร์เทนเดอร์รุ่นใหม่ต่างกำลังท้าทายแนวคิดนี้และพยายามสร้างสรรค์เมนูใหม่ที่ลูกค้ารู้สึกเข้าถึงได้ง่าย ยกตัวอย่างเช่นร้าน Trick Dog ในซานฟรานซิสโก ที่ฉีกกฎการเรียกชื่อค็อกเทลแบบซ้ำๆ และตั้งชื่อค็อกเทลใหม่ทั้งหมดตามชื่อราศีและสี Pantone ขณะที่ร้าน Fragrances ในโรงแรม The Ritz-Carlton ที่เบอร์ลิน ก็เป็นบาร์แห่งแรกที่ให้ลูกค้าสั่งเครื่องดื่มตามชื่อน้ำหอมและกลิ่นหอมต่างๆ

กระตุ้นอารมณ์

บริบท: ในยุคที่คนเราให้ความสำคัญกับการสัมผัสประสบการณ์มากกว่าการครอบครอง เราจึงเห็นธุรกิจที่เน้นกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกเพิ่มมากขึ้น โดยผู้คนต่างต้องการเชื่อมโยงกับแบรนด์สินค้ามากขึ้น

เทรนด์ใหม่-ค็อกเทลกระตุ้นอารมณ์: บาร์เทนเดอร์มักปรับตัวได้เร็วในเรื่องของการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ด้วยลักษณะงานที่ต้องเข้าสังคมทำให้บาร์เทนเดอร์เข้าใจความคิดของคนอื่นอย่างทะลุปรุโปร่ง ปัจจุบัน บรรดาเจ้าของบาร์และแบรนด์เครื่องดื่มกำลังแสวงหาแนวทางใหม่ๆที่สร้างสรรค์ยิ่งกว่าเคย เพื่อให้เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

4. โน้มน้าวความรู้สึก

ในทศวรรษหน้าจะมีบาร์มากมายที่โยนเมนูเดิมๆทิ้งและแทนที่ด้วยค็อกเทลที่ผสมตามอารมณ์ คุณอาจได้รับค็อกเทลสีแดงเพื่อกระตุ้นความรู้สึกมั่นใจ สีเหลืองสำหรับมิตรภาพ หรือสีดำเพื่อความสุขุมนุ่มลึก

ร้าน Seymour’s Parlour ในลอนดอน ใช้ภาพและกลิ่นเพื่อโน้มน้าวอารมณ์ของลูกค้า เช่น ใช้กลิ่นเพื่อดึงความทรงจำแสนสุขในอดีต โดยกลิ่นหญ้าหลังตัดใหม่ๆทำให้นึกถึงฤดูใบไม้ผลิอันสดชื่น และกลิ่นไม้สนรมควันทำให้นึกถึงยามเย็นอันแสนอบอุ่นในฤดูใบไม้ร่วง

5. บอกเล่าเรื่องราวในแก้ว

ปัจจุบัน ค็อกเทลสามารถบอกเล่าเรื่องราวและพาไปยังสถานที่ใหม่ๆ อย่างเช่น ไป๋จิ่ว (Baijiu) ซึ่งกลั่นจากข้าวสาลีหรือข้าวเหนียวด้วยสูตรเก่าแก่ถึง 5,000 ปี ก็ได้กลายเป็นสื่อนำพาผู้คนทั่วโลกไปรู้จักกับวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของประเทศจีน

ร้าน Artesian ในลอนดอน ได้สร้างสรรค์ความแปลกใหม่ด้วยการถามถึงช่วงเวลาในวันหยุดของลูกค้า จากนั้นจึงสร้างสรรค์ค็อกเทลที่เต็มไปด้วยอารมณ์และเรื่องราวในแก้ว

6. สร้างมิตรภาพในเวลาสั้นๆ

ลูกค้ามักต้องการสนิทสนมกับคนรอบข้างให้เร็วที่สุดเพื่อจะได้ดื่มให้สนุก และบาร์เทนเดอร์คือผู้ที่จะตอบสนองได้อย่างตรงจุด ปัจจุบัน บาร์เทนเดอร์จะพยายามผูกสัมพันธ์กับลูกค้าในเวลาสั้นๆเท่าที่มี โดย Tim Philips อดีตเจ้าของตำแหน่ง WORLD CLASS Bartender of the Year ชาวออสเตรเลีย กล่าวว่า การสร้างมิตรภาพในเวลาสั้นๆ อาจใช้เวลาเพียง 30-45 นาที หรือเทียบเท่ากับเวลาในการดื่มค็อกเทล 1 แก้ว  

เขาอธิบายว่าการสร้างมิตรภาพในเวลาสั้นๆ คือการสร้างความรู้สึกร่วมกันอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นตัวตัดสินว่าลูกค้าจะชอบร้านของคุณมากแค่ไหนดังนั้น บาร์เทนเดอร์มักจะถามคุณเรื่องวันหยุดสุดสัปดาห์ เรื่องงาน หรือเรื่องครอบครัว เพื่อเปลี่ยนสถานะจากลูกค้าเป็นเพื่อนอย่างรวดเร็ว

อัตลักษณ์ที่ยืดหยุ่น

บริบท: องค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยว่า มีประชากรมากถึง 232 ล้านคนที่อาศัยอยู่นอกประเทศบ้านเกิดของตนเอง คนจำนวนมากจึงมองว่าตนเองไร้พรมแดนและนิยามตัวตนจากวิถีการใช้ชีวิตหรือรสนิยมทางดนตรีมากกว่าภูมิลำเนา  

เทรนด์ใหม่-ลูกค้ามีอัตลักษณ์ที่ยืดหยุ่น: เจ้าของบาร์ที่มองการณ์ไกลจะพร้อมต้อนรับลูกค้าที่มีอัตลักษณ์แตกต่างกันไป 

7. เพศไม่สำคัญ

หมดยุคของเครื่องดื่มที่แสดงความเป็นชายหรือความเป็นหญิงเพราะสังคมได้ก้าวข้ามแนวคิดเรื่องเพศแบบเดิมๆไปแล้ว ตอนนี้คนทุกเพศสามารถเลือกชนิดเครื่องดื่มได้ตามใจปรารถนา บาร์เทนเดอร์จึงใช้คำศัพท์ที่มีความเป็นกลางทางเพศในการตั้งชื่อ อธิบาย และเสิร์ฟค็อกเทล

ยกตัวอย่างเช่น คำว่า “Brose” ซึ่งหมายถึงการที่ผู้ชายดื่มไวน์กุหลาบได้โดยไม่ต้องรู้สึกอาย และผู้หญิงจิบค็อกเทล Old Fashioned ได้อย่างมั่นใจ

8. อาชีพ ไม่ใช่แค่งาน

เนื่องจากผู้บริโภคมีความรู้และต้องการสิ่งต่างๆมากขึ้น บทบาทของบาร์เทนเดอร์จึงเปลี่ยนไปเช่นกัน การแข่งขันระดับโลกอย่าง WORLD CLASS Bartender of the Year แสดงให้เห็นว่าการผสมเครื่องดื่มอย่างมืออาชีพต้องอาศัยทักษะที่เฉียบคม ความคิดที่สร้างสรรค์ และความสามารถในการสร้างความประทับใจ ซึ่งต้องใช้อัตลักษณ์ที่ยืดหยุ่นอย่างมาก

Alex Kratena ผู้ก่อตั้งกลุ่มเครื่องดื่มระดับโลก P(OUR) อธิบายว่าบาร์เทนเดอร์ที่ดีต้องตามลูกค้าให้ทัน เพราะลูกค้าสมัยนี้มีจุดยืนชัดเจน มีความรู้ และมีความช่ำชอง บาร์เทนเดอร์จึงต้องสามารถคุมเกมและนำเสนอสิ่งแปลกใหม่ให้แก่ลูกค้า

เทรนด์ดังกล่าวนำไปสู่โอกาสทางอาชีพ เนื่องจากบาร์ต่างๆทุ่มทุนให้กับบาร์เทนเดอร์มากกว่าที่เคย โดยมีการส่งบาร์เทนเดอร์ไปทั่วโลกเพื่อฝึกฝนทักษะ โดยหวังให้เป็นกำลังสำคัญของวงการค็อกเทลต่อไป อย่างเช่นร้าน Licoreria Limantour ก็ได้สนับสนุนให้บาร์เทนเดอร์เดินทางไปฝึกฝนยังต่างประเทศเพื่อเพิ่มทักษะ ขณะที่ร้าน Outrage ในแอฟริกาใต้ ได้ฝึกทักษะทุกอย่างให้แก่บาร์เทนเดอร์ ตั้งแต่การแสวงหาส่วนผสมหลักและอุปกรณ์ ไปจนถึงการเปิดบาร์แบบครบวงจร

9. บาร์เทนเดอร์มากทักษะ

บาร์เทนเดอร์คือกลุ่มคนที่มีความสามารถหลากหลายและมีอัตลักษณ์ที่หยืดหยุ่นได้ตลอดเวลา เพราะต้องรับบทบาทมากมาย ทั้งเป็นเชฟ บาริสต้า หรือแม้แต่ปาติซิเย่ บทบาทของบาร์เทนเดอร์จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในบาร์อีกต่อไป

เหล่าบาร์เทนเดอร์ยังคงพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดต่อไป ด้วยการสร้างสรรค์ส่วนผสมใหม่ๆให้แก่ลูกค้า โดย Mike Knowlden ผู้บริหารร่วมของร้าน Blanch & Shock กล่าวว่าอาหารที่ผมประทับใจที่สุดที่ The Clove Club คือ ไวน์มาเดร่าอายุ 100 ปี เขาเทไวน์เพียงเล็กน้อยลงในแก้วให้คุณได้ชิม จากนั้นก็เทซุปเป็ดใสตามลงไป ทำให้ซุปมีรสชาติดีมาก จากนั้นผมจึงคิดได้ว่าทำไมซุปใสจะเป็นค็อกเทลไม่ได้ล่ะ

Tom Savigar พาร์ทเนอร์อาวุโสของ The Future Laboratory กล่าวว่าค็อกเทลวิวัฒนาการไปไกลกว่าที่เคยเป็นเพียงของเหลวที่ผสมอยู่ในแก้ว เนื่องจากบาร์เทนเดอร์ผู้มีความคิดสร้างสรรค์ได้ใช้วัตถุดิบ เทคโนโลยี และแนวคิดใหม่ๆในการพลิกโฉมค็อกเทลแบบเดิมๆ และทำให้เรากระหายใคร่รู้ว่าค็อกเทลจะมีอะไรใหม่ๆอีก

อ่านรายงานฉบับเต็มและข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.theworldclassclub.com

สำหรับบรรณาธิการ

เกี่ยวกับ WORLD CLASS  

พันธกิจของ WORLD CLASS คือการสร้างประสบการณ์ที่ดีและสร้างความทรงจำอันไม่รู้ลืมในการดื่ม โดย WORLD CLASS สนับสนุนให้ลูกค้าทุกคนพิจารณาและใส่ใจในเครื่องดื่มเช่นเดียวกับที่ใส่ใจในรสชาติของอาหาร ไม่ว่าจะดื่มที่ใดก็ตาม

ตลอด 8 ปีที่ผ่านมา WORLD CLASS ได้ให้การสนับสนุน ฝึกอบรม และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่บาร์เทนเดอร์กว่า 250,000 คนทั่วโลก โดยให้บาร์เทนเดอร์ใช้เครื่องดื่มที่ดีที่สุดจาก Diageo Reserve Collection นอกจากนี้ WORLD CLASS ยังให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในเรื่องของเทรนด์ใหม่ๆ สูตรค็อกเทล และข้อมูลเชิงลึกในวงการ

WORLD CLASS เป็นผู้จัดการแข่งขัน “WORLD CLASS Bartender of the Year” ซึ่งเป็นการแข่งขันอันทรงเกียรติของเหล่าบาร์เทนเดอร์ โดยบาร์เทนเดอร์ที่ชนะการแข่งขันระดับประเทศ 57 ชีวิต จะมาประชันฝีมือกันเพื่อชิงตำแหน่งสุดยอดบาร์เทนเดอร์อันดับหนึ่งของโลก กรุณาดูข้อมูลเพิ่มเติมที่www.theworldclassclub.com

เกี่ยวกับ Diageo Reserve

Diageo Reserve ซึ่งถือกำเนิดขึ้นในปี 2547 ได้รวบรวมแบรนด์เครื่องดื่มสุดหรูที่มีประวัติอันยาวนาน รังสรรค์อย่างประณีต และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แบรนด์สุดหรูของ Diageo ประกอบด้วย Johnnie Walker Blue Label, Ciroc, Don Julio, Tanqueray No.TEN, Ketel One vodka, Zacapa และคอลเลคชั่น Single Maltsผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Reserve ทำยอดขายกว่า 15% จากยอดขายทั้งหมดของ Diageo และมีอัตราการเติบโต 5% ในปีงบการเงินนี้

เกี่ยวกับ Diageo

Diageo เป็นบริษัทเครื่องดื่มชั้นนำระดับโลกที่เป็นเจ้าของแบรนด์ดังมากมาย ได้แก่ วิสกี้ Johnnie Walker, Crown Royal, J&B, Buchanan’s และ Windsor,วอดก้า Smirnoff และ Ciroc รวมถึง Captain Morgan, Baileys, Don Julio, Tanqueray และ Guinness

Diageo เป็นบริษัทระดับโลกซึ่งมีผลิตภัณฑ์วางขายในกว่า 180 ประเทศทั่วโลก บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน (DGE) และตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (DEO) สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท บุคลากร แบรนด์ต่างๆ และผลการดำเนินงานของเราได้ที่เว็บไซต์ http://www.diageo.com รวมทั้งรับชมข้อมูล โครงการ และแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการดื่มอย่างมีความรับผิดชอบได้ที่เว็บไซต์ http://www.DRINKiQ.com

ฉลองให้กับชีวิตได้ทุกที่ทุกเวลา

อ้างอิง

1. Future Labs Luxury Report 2015.

2. Bain Luxury Report 2015.

3. WORLD CLASS: Future of Cocktails report 2016

*Source: World’s best 50 bars, Euromonitor, ASKCIA

ที่มา: WORLD CLASS