องค์กรสหพันธ์ทันตกรรมโลก (FDI) เผยนิยามใหม่ของคำว่า “สุขภาพช่องปาก” สำหรับนำไปใช้ในวงการทันตกรรมทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

พอซนาน, โปแลนด์–7 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ในการประชุมทันตกรรมโลกประจำปีที่เมืองพอซนาน ประเทศโปแลนด์ องค์กรสหพันธ์ทันตกรรมโลก (FDI World Dental Federation) ได้ประกาศนิยามใหม่ของคำว่า “สุขภาพช่องปาก” โดยได้กำหนดให้เป็นส่วนสำคัญของสุขภาพโดยทั่วไปและสุขภาพที่ดี นิยามนี้ได้รับการยอมรับจากสมาคมทันตกรรมระดับชาติกว่า200 แห่ง และจะถูกนำไปใช้ในแวดวงสุขภาพช่องปากทั่วโลก

FDI Logo / FDI World Dental Federation (PRNewsFoto/FDI World Dental Federation)

FDI World Dental Federation (PRNewsFoto/FDI World Dental Federation)

โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160831/402993LOGO

ดร.แพทริค เฮสคอต ประธานของ FDI กล่าวว่า “การกำหนดนิยามใหม่ถือเป็นก้าวสำคัญของแวดวงสุขภาพช่องปาก ซึ่งจะเปิดทางให้เราสามารถพัฒนาวิธีการประเมินและวัดผลที่ได้มาตรฐาน อันจะนำไปสู่การจัดเก็บข้อมูลที่มีความสอดคล้องกันทั่วโลก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามกลยุทธ์ Vision 2020 ของเรา ในการทำให้ประชากรโลกมีสุขภาพช่องปากที่ดี”

FDI ให้นิยามของคำว่า สุขภาพช่องปาก” ว่า

มีแง่มุมที่หลากหลาย อาทิ ความสามารถในการพูด ยิ้ม รับกลิ่น ลิ้มรส สัมผัส เคี้ยว กลืน และแสดงอารมณ์ผ่านทางสีหน้าได้อย่างมั่นใจ โดยปราศจากความเจ็บปวด ความอึดอัดใจ รวมถึงโรคของกะโหลกศีรษะและใบหน้า

นิยามเพิ่มเติมของสุขภาพช่องปากคือ

เป็นส่วนสำคัญของสุขภาพโดยทั่วไป ตลอดจนสุขภาพที่ดีทั้งทางกายและใจ ซึ่งปรากฏในรูปแบบที่แตกต่างกันไปตามค่านิยมและทัศนคติของแต่ละบุคคลและชุมชน

สะท้อนถึงคุณสมบัติทางกาย ทางจิตใจ และทางสังคม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของคุณภาพชีวิต

ได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ ความคิด ความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปของตัวบุคคล รวมถึงความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ต่างๆ

นิยามใหม่นี้กำหนดขึ้นโดยสมาชิก Vision 2020 Think Tank ของ FDI อันประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญในวงการสุขภาพช่องปาก สาธารณสุข และเศรษฐศาสตร์สุขภาพ นิยามใหม่ของสุขภาพช่องปากเป็นผลพวงมาจากการปรึกษาหารือในวงกว้างระหว่างคนไข้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพช่องปาก สมาคมทันตกรรมระดับชาติ ชุมชนสาธารณสุข สถาบันวิชาการ รัฐบาล ภาคอุตสาหกรรม และผู้จ่ายเงินแทนผู้รับบริการ ประกอบเข้ากับกรอบความคิดที่นำไปทดสอบกับบุคคลภายนอกแล้ว

ศ.เดวิด วิลเลียมส์ ประธานร่วมของ Vision 2020 Think Tank กล่าวว่า เรากำหนดนิยามใหม่ขึ้นเพราะต้องการให้ผู้คนตระหนักถึงมิติต่างๆของสุขภาพช่องปาก และเน้นย้ำว่าสุขภาพช่องปากไม่ได้เป็นเอกเทศ แต่มีความเชื่อมโยงกับสุขภาพโดยรวม”

ศ.ไมเคิล กริค ประธานร่วมของ Vision 2020 Think Tank กล่าวว่า “เรานำเสนอนิยามของคำว่าสุขภาพช่องปากในแบบร่วมสมัย ทำให้ได้รับการยอมรับและถูกนำไปใช้โดยสมาคมทันตกรรมระดับชาติหลายแห่ง รวมถึงองค์การอนามัยโลกด้วย นี่ไม่ใช่การปฏิวัติ แต่เป็นวิวัฒนาการด้านความหมาย”

FDI มีแผนที่จะเผยแพร่นิยามใหม่นี้ในวงกว้าง และสนับสนุนให้นำไปใช้ในภาคปฏิบัติ เพื่อสร้างวิธีการประเมินที่เป็นมาตรฐานเดียวกันและสามารถนำไปใช้ได้ในทั่วทุกประเทศ ซึ่งจะพร้อมใช้ในปี 2560 เพื่อให้สามารถประเมินความต้องการของประชากรได้ อันจะนำไปสู่การขับเคลื่อนนโยบายด้านสุขภาพช่องปากต่อไป

เกี่ยวกับองค์กรสหพันธ์ทันตกรรมโลก (FDI)  

FDI เป็นตัวแทนหลักของทันตแพทย์กว่า 1 ล้านคนทั่วโลก สมาชิกขององค์กรประกอบด้วยกลุ่มผู้เชี่ยวชาญและสมาคมทันตกรรมระดับชาติกว่า 200 แห่ง ในกว่า 130 ประเทศ วิสัยทัศน์ขององค์กรคือ การเป็นผู้นำในการทำให้ประชากรโลกมีสุขภาพช่องปากที่ดี สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://www.fdiworldental.org 

สื่อมวลชนกรุณาติดต่อ

Charanjit (Chaz) Jagait

อีเมล: cjagait@fdiworldental.org

โทร. +41-22-560-81-48

ที่มา: FDI World Dental Federation

EZTalks เตรียมเผยโฉมอุปกรณ์วิดีโอคอนเฟอเรนซ์แบบออลอินวันครั้งแรก ที่งาน InfoComm India 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ฮ่องกง–7 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          EZTalks Technology Co., Ltd. ผู้ให้บริการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ระดับมืออาชีพ ด้วยประสบการณ์กว่า 6 ปีในด้านเทคโนโลยีการสื่อสารผ่านวิดีโอ จะเข้าร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีเป็นครั้งแรกที่ประเทศอินเดีย ในงาน InfoComm India (บูธหมายเลข E60)

          InfoComm India เป็นงานแสดงเทคโนโลยีโสตทัศน์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารระดับมืออาชีพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดีย นอกจากนี้ ยังเป็นการรวมตัวของเหล่าผู้ทรงอิทธิพลและผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจ ซึ่งกำลังมองหาผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ เพื่อการขับเคลื่อนธุรกิจ

          InfoComm India 2016 จะจัดขึ้นที่มุมไบ ระหว่างวันที่ 12-14 กันยายน ณ Bombay Exhibition Centre โดยนอกจาก EZTalks Onion อุปกรณ์วิดีโอคอนเฟอเรนซ์พกพาแบบออลอินวัน ความคมชัดระดับเอชดีแล้ว ในงานนี้ EZTalks ผู้ให้บริการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์สุดล้ำ ยังจะนำเสนอซอฟต์แวร์การประชุมผ่านคลาวด์ที่ใช้งานง่ายเพียงพลิกฝ่ามือ และโซลูชั่นวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ระดับมืออาชีพแบบติดตั้งกับที่อีกด้วย

          EZTalks ช่วยให้ธุรกิจเชื่อมต่อถึงกันด้วยเทคโนโลยีการประชุมที่มีรางวัลการันตี ครอบคลุมตั้งแต่การประชุมผ่านเว็บ เสียง และวิดีโอ ซึ่งถือเป็นการใช้ประโยชน์จากการสื่อสารเชิงอวัจนะ เพิ่มความสามารถในการผลิต และยกระดับความสัมพันธ์ทั้งในเชิงธุรกิจและบุคคล คุณแจ็ค จาง ผู้อำนวยการการตลาดสากลของ EZTalks กล่าวว่า “ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่ระบุว่า วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ช่วยร่นเวลาให้ปิดโครงการได้เร็วขึ้น ซึ่งเป็นการลดโอกาสในการทำงานหลายอย่างพร้อมกัน ซอฟต์แวร์วิดีโอคอนเฟอเรนซ์บนคลาวด์ โซลูชั่นการสื่อสารผ่านวิดีโอแบบติดตั้งกับที่ ตลอดจนอุปกรณ์วิดีโอคอนเฟอเรนซ์แบบออลอินวัน ความคมชัดระดับเอชดีของ EZTalks ช่วยลูกค้ากว่า 3,000 รายให้ก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ ทั้งในและนอกห้องประชุม”

          “เรารู้สึกตื่นเต้นที่จะได้จัดแสดงอุปกรณ์วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ออลอินวันใหม่ล่าสุดของเรา ‘EZTalks Onion’ ในพื้นที่จัดนิทรรศการ เทคโนโลยีการสื่อสารผ่านวิดีโอที่เป็นมืออาชีพนั้นจะเป็นประโยชน์กับงานของทุกๆคน ตราบใดที่เทคโนโลยีนี้ยังเป็นที่ต้องการ” คุณแจ็คกล่าวเสริม “และสิ่งนี้ก็ควรจะใช้งานง่ายและมีราคาย่อมเยาเช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ดิจิทัลส่วนบุคคล แทนที่จะใช้เงินลงทุนก้อนใหญ่ไปกับอุปกรณ์ที่ซับซ้อนและงานสนับสนุนด้านไอที” EZTalks Onion ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อลดอุปสรรคของระบบการสื่อสารมืออาชีพ ทั้งในแง่ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ ด้วยการตั้งราคาให้ถูกลง และลดขั้นตอนการตั้งค่า

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมที่บูธ EZTalks หมายเลข E60 และลงทะเบียนล่วงหน้าเพื่อเป็นแขก VIP ของ EZTalks ได้ที่https://www.eztalks.com/infocomm-india-2016  

          เกี่ยวกับ EZTalks

          EZTalks Technology Co., Ltd. คือผู้ให้บริการวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ระดับมืออาชีพ และเป็นผู้บุกเบิกเทคโนโลยีวิดีโอสมัยใหม่ ด้วยประสบการณ์มากกว่า 6 ปีในด้านการรวมระบบเสมือน การจัดการอุปกรณ์เคลื่อนที่ การสร้างเครือข่าย และ SaaS เพื่อช่วยตอบโจทย์การทำงานใหม่ๆ ให้กับธุรกิจ

          ข้อมูลการติดต่อ:

          สื่อมวลชนติดต่อ: press@eztalks.com

          ติดต่อฝ่ายขาย: sales@eztalks.com

          โทร. +1 (888) 567-8889

LERRI Solar ประกาศเป้าหมายขยายกิจการในต่างประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซี่ยงไฮ้–7 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

LERRI Solar ผู้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์โมโนคริสตัลไลน์ชั้นนำของโลก ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองซีอาน ประเทศจีน ประกาศเพิ่มศักยภาพของบริษัทในการนำเสนอผลิตภัณฑ์โมโนคริสตัลไลน์สู่ตลาดต่างประเทศ โดยบริษัทเตรียมจัดโร้ดโชว์นำเสนอนวัตกรรมและศักยภาพทางการเงินในหลายประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น อินเดีย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย ไทย อาบูดาบี และแอฟริกาใต้ ในการนี้ LERRI Solar เตรียมจัดแสดงผลิตภัณฑ์โมโนคริสตัลไลน์ใหม่ล่าสุด พร้อมกับแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว 

LERRI Solar นำเสนอคุณค่าให้แก่ลูกค้าผ่านทางผลิตภัณฑ์ที่จัดหาให้แก่นักพัฒนา รวมถึงบริษัทวิศวกรรม การจัดซื้อ และการก่อสร้างแบบเบ็ดเสร็จ (EPC)และที่สำคัญที่สุดคือเจ้าของ/นักลงทุน นวัตกรรมชูโรงของ LERRI Solar คือเซลล์แสงอาทิตย์โมโนคริสตัลไลน์ซิลิคอน ซึ่งประกอบกันเป็นแผงเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงและมีอายุการใช้งานยาวนาน โดยใช้เทคนิคการผลิตที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ รวมถึงต้นทุนการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ได้เป็นอย่างดี 

Mr. Richard For หัวหน้าฝ่ายธุรกิจต่างประเทศของ LERRI Solar กล่าวว่า นอกจากการเพิ่มฐานการผลิตในอินเดียและมาเลเซียแล้ว เรายังเปิดสำนักงานสาขาในโตเกียว แฟรงค์เฟิร์ต และซานโฮเซ ซึ่งการขยายกิจการในต่างประเทศเช่นนี้จะช่วยขับเคลื่อนให้บริษัทก้าวเป็นผู้นำด้านพลังงานแสงอาทิตย์ชั้นแนวหน้าของโลกอย่างแท้จริง 

งานโรดโชว์ที่กำลังจะมาถึง

7-9 กันยายน

งาน PV SYSTEM OSAKA

บูธ 37-2            

 

7-9 กันยายน

งาน Renewable Energy India 2016     

นิวเดลี, อินเดีย     

บูธ 5.101

 

12-15 กันยายน

งาน Solar Power International

ลาสเวกัส, เนวาดา, สหรัฐอเมริกา    

บูธ 2017                                                                                         

 

4-6 ตุลาคม

งาน Solar Energy UK  

NEC Birmingham

บูธ A20                  

 

18-19 ตุลาคม

งาน Solar Ireland Conference

ดับลิน, ไอร์แลนด์  

 

29-30 พฤศจิกายน

งาน Solar Energy South East Asia Conference

กรุงเทพฯ ประเทศไทย

เกี่ยวกับ LERRI Solar 

LERRI Solar คือผู้นำระดับโลกด้านการผลิตเซลล์และแผงเซลล์แสงอาทิตย์โมโนคริสตัลไลน์ประสิทธิภาพสูง บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2550 และถูกซื้อกิจการโดย Longi Group ในปี 2557 โดย Longi Group (SH601012) เป็นผู้ผลิตแผ่นเวเฟอร์โมโนคริสตัลไลน์ซิลิคอนรายใหญ่ที่สุดในโลก มีสินทรัพย์รวมกว่า 1.89 พันล้านดอลลาร์ (ณ ไตรมาส 2/2559) บริษัทมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองซีอาน และมีสำนักงานสาขาในญี่ปุ่น ยุโรป อเมริกาเหนือ อินเดีย และมาเลเซีย 

เทคโนโลยีอันล้ำสมัยและประสบการณ์อันยาวนานของ Longi Group ในด้านเซลล์แสงอาทิตย์โมโนคริสตัลไลน์ซิลิคอน ช่วยสนับสนุนให้ LERRI Solarสามารถส่งมอบเซลล์แสงอาทิตย์ได้ถึง 760MW ในปี 2558 และได้ส่งมอบไปแล้วกว่า 923MW ในช่วงครึ่งแรกของปี 2559 

ด้วยความมุ่งมั่นของ LERRI Solar ในด้านการวิจัยและพัฒนา การผลิต รวมถึงการขายและการทำการตลาดผลิตภัณฑ์โมโนคริสตัลไลน์ซิลิคอน ทางบริษัทจึงตั้งใจที่จะมอบโซลูชั่น LCOE ที่ดีที่สุด ตลอดจนสนับสนุนให้ทั่วโลกหันมาใช้เทคโนโลยีโมโนคริสตัลไลน์กันมากขึ้น 

เว็บไซต์: LERRI.com 

มหกรรมยานยนต์ IAA เตรียมเปิดฉากเดือนนี้ มุ่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เบอร์ลิน–6 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          แถลงการณ์จากคุณแมทเทียส วิสส์แมนน์ ประธานสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์เยอรมัน (VDA) ในระหว่างการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนผ่านทางเว็บ เมื่อเวลา 14.00 น. ของวันศุกร์ที่ 2 กันยายน 2559 ก่อนเปิดฉากมหกรรมยานยนต์ IAA

          ยานยนต์และเทคโนโลยีมากกว่า 320 รายการเตรียมเปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลก – ผู้จัดแสดง 2,000 ราย จาก 52 ประเทศ – ตลาดยุโรปแข็งแกร่งหนุนมหกรรม IAA

          ในอีก 3 สัปดาห์ข้างหน้า มหกรรม “IAA Commercial Vehicles” ครั้งที่ 66 จะเปิดฉากขึ้นที่เมืองฮันโนเวอร์ ประเทศเยอรมนี

          มหกรรม IAA ถูกจองเกือบเต็มพื้นที่แล้ว โดยเรามีความยินดีอย่างยิ่งที่มีผู้ให้ความสนใจจองพื้นที่มากเช่นนี้ ด้วยพื้นที่กว้างขวางถึง 270,000 ตารางเมตร มหกรรม IAA ปีนี้จึงเป็นงานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับต้นๆ นับตั้งแต่ที่มหกรรม IAA Commercial Vehicles ได้จัดแยกออกมา

          มหกรรม IAA ถือเป็นงานที่สำคัญที่สุดของโลกสำหรับแวดวงการขนส่ง โลจิสติกส์ และการเคลื่อนย้าย โดยผู้จัดแสดงประมาณ 2,000 ราย จาก 52 ประเทศ จะมารวมตัวกันที่งานนี้เพื่อนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆของตน นอกจากนี้ งานในปีนี้มียังมีความเป็นสากลมากกว่าที่เคย เนื่องจากมีประเทศต่างๆ ร่วมงานเพิ่มขึ้นถึง 15%

          สำหรับการเปิดตัวเป็นครั้งแรกของโลกนั้น ยังสรุปจำนวนแน่นอนไม่ได้จนกว่าจะใกล้ถึงวันเปิดมหกรรม IAA โดยเรายังคงได้รับเสียงตอบรับจากผู้จัดแสดงเพิ่มขึ้นทุกวัน และวันนี้ ผมสามารถเรียนให้ท่านทราบได้ว่า มหกรรม IAA ปีนี้มาพร้อมกับพลังขับเคลื่อนนวัตกรรมที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งจนถึงขณะนี้ บรรดาผู้จัดแสดงต่างแจ้งว่า พวกเขาจะจัดงานเปิดตัวครั้งแรกของโลกที่งานนี้มากกว่า 320 รายการ นอกจากนี้ ยังจะมีการเปิดตัวครั้งแรกของยุโรปกว่า 100 รายการด้วย

          เมื่อมหกรรม IAA เปิดฉากขึ้น ภายในงานจะเต็มไปด้วยบรรยากาศความเป็นสากล โดยปีนี้มีผู้จัดแสดงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 61% และนับจนถึงวันนี้ มีผู้สื่อข่าวกว่า 1,100 ราย จากประมาณ 50 ประเทศแล้ว ที่ได้รับการรับรองเพื่อร่วมทำข่าวในมหกรรม IAA

          มหกรรม IAA เตรียมนำเสนอห่วงโซ่มูลค่าระดับโลกในแวดวงยานยนต์พาณิชย์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มผู้ผลิตรถบรรทุกงานหนัก รถตู้ และรถบัส ผู้ผลิตรถพ่วงและตัวถังรถ ตลอดจนบริษัทผู้จัดหาและผู้ให้บริการอีกมากมาย

          งานในปีนี้มีสโลแกนว่า “ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด” (Driven by Ideas) ดังนั้นอุตสาหกรรมยานยนต์จึงจะเน้นย้ำเมกะเทรนด์เหล่านี้ ขณะที่ภาคยานยนต์พาณิชย์จะนำเสนอโซลูชั่นต่างๆ ตามขอบเขตที่ว่า:

          – เทรนด์เหล่านี้รวมถึงสิ่งสำคัญที่สุดประการแรก นั่นคือการขับขี่อัตโนมัติและมีการเชื่อมต่อถึงกัน ซึ่งในที่นี้เรากำลังพูดถึง “การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล” ของทั้งอุตสาหกรรม

          – เทรนด์เหล่านี้รวมถึงระบบส่งกำลังทางเลือก ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในภาคส่วนยานยนต์พาณิชย์และรถบัส โดยการขับขี่ด้วยระบบไฟฟ้าและไฮบริด ตลอดจนก๊าซธรรมชาติ ถือเป็นคำสำคัญ ณ ที่นี้

          – นอกจากนี้ เทรนด์เหล่านี้ยังรวมถึง “ระบบโลจิสติกส์ในเมือง” ซึ่งทำให้การขนส่งและโลจิสติกส์ในเมืองเล็ก เมืองใหญ่ มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยิ่งขึ้น

          เพื่อเน้นย้ำถึงประเด็นเหล่านี้ เราจึงได้กำหนดเป็นหัวข้อพิเศษสำหรับมหกรรม IAA Commercial Vehicles ภายใต้แผนริเริ่ม “New Mobility World logistics”

          แผนริเริ่มใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อเน้นย้ำความสำคัญของการออกแบบแห่งอนาคต แนวคิดใหม่ด้านโลจิสติกส์ ข้อเสนอและบริการจากผู้จัดแสดง เพื่อกระตุ้นการรับรู้ของผู้เข้าร่วมงานต่อประเด็นเหล่านี้ และเพื่อดึงดูดความสนใจของบริษัทและผู้เข้าร่วมงานกลุ่มใหม่ๆ

          นอกจากนี้ New Mobility World logistics ยังช่วยเน้นย้ำประเด็นด้านโลจิสติกส์และการขนส่งแห่งอนาคตให้ยิ่งเด่นชัดมากขึ้น

          ด้วยเหตุนี้ เราจึงดำเนินการวางขอบข่ายงานใหม่ เพื่อเป็นช่องทางสนทนาของผู้ถือผลประโยชน์ร่วมทุกราย

          เราได้เลือก 5 ขอบเขตที่สำคัญสำหรับแผนริเริ่ม New Mobolity World  logistics ประกอบด้วย

          – ยานพาหนะที่มีการเชื่อมต่อ

          – การขับเคลื่อนอัตโนมัติ

          – ระบบส่งกำลังรถยนต์ทางเลือก

          – โลจิสติกส์ในเมือง

          – บริการขนส่ง

          เทรนด์นวัตกรรมเหล่านี้ไม่ได้ยึดติดกับผู้ให้บริการรายใดรายหนึ่งอีกต่อไป ซึ่งในงาน IAA ครั้งนี้ วงการอุตสาหกรรมจะแสดงให้เห็นถึงกระบวนการที่ครบถ้วน อีกทั้งจะแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อขอบเขตนวัตกรรมเหล่านี้

          ผู้เข้าชมงาน IAA ในปีนี้จะได้รับประสบการณ์หลากหลายจากบูธของผู้จัดแสดงและจากการประชุมจำนวนมาก รวมไปถึงส่วนจัดแสดงกลางแจ้ง “New Mobility World LIVE” ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมงานได้เห็นการสาธิตการขับขี่ที่ปราดเปรียวและมีการตอบสนองกับผู้ชม นอกจากนี้ บรรดาผู้จัดแสดงจะนำเสนอนวัตกรรมของตนให้ผู้เยี่ยมชมได้สัมผัส ในระหว่างกิจกรรม Guided Tours ซึ่งการพาชมทั่วงานในแต่ละครั้งนั้นจะมุ่งเน้นไปที่ขอบเขตสำคัญ 1 ใน 5 ขอบเขต ขณะเดียวกันภายในงานยังจะมีการทดลองขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าในพื้นที่จัดแสดง รวมทั้งการทดลองขับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดใหญ่และขนาดเล็กบนถนนสาธารณะด้วย

          การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลถือเป็นประเด็นที่บรรดาผู้ผลิตกำลังพยายามผลักดัน อย่างไรก็ดี สิ่งนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้หากขาดซัพพลายเออร์ที่ต่างก็แสดงความมุ่งมั่นต่อเรื่องนี้เช่นกัน

          เป้าหมายมีความชัดเจน นั่นคือ การเชื่อมต่อจะทำให้การคมนาคมขนส่งเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

          รถยนต์พาณิชย์เริ่มมีความเป็นอัจฉริยะมากขึ้น โดยในอนาคตอาจมีกล้องแบบมัลติฟังก์ชั่น เรดาร์ และเซนเซอร์แบบอัลตราซาวด์ มาทำหน้าที่ “เป็นหู เป็นตา” เพื่อช่วยในการขับขี่อัตโนมัติ ขณะที่ข้อมูลแบบเรียลไทม์จะถูกนำมาใช้เพื่อแจ้งเตือนรถบรรทุกเกี่ยวกับการจราจรติดขัดข้างหน้า ซึ่งเป็นการต่อยอดจากในปัจจุบันที่ได้มีการนำระบบเบรคฉุกเฉินมาใช้แล้ว

          และในอนาคต รถบรรทุกขนาดใหญ่จะสามารถขับขี่อัตโนมัติไปบนท้องถนนผ่านการเชื่อมต่อแบบดิจิทัล (หรือที่เรียกว่า “platooning”) ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและเพิ่มความปลอดภัยบนท้องถนนไปพร้อมกัน

          การขับขี่ระบบไฟฟ้าและระบบไฮบริดไม่เพียงถูกนำมาใช้กับรถตู้หรือรถบัสเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงรถบรรทุกขนาดใหญ่ด้วย ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจว่าการใช้พลังงานและการปล่อยก๊าซ CO2 จะลดลงยิ่งขึ้นไปอีก โดยเชื้อเพลิงทางเลือกอื่น ๆ เช่น ก๊าซธรรมชาติ ก็ถือเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซCO2 จากรถบรรทุก

          การเชื่อมต่อและการเคลื่อนที่ด้วยไฟฟ้าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นว่า ระบบโลจิสติกส์ในเมืองแห่งอนาคต หรือ “last mile” จะมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น และมีการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์

          งาน IAA ครั้งนี้จะแสดงให้เห็นว่า เราจะมีระบบขับเคลื่อนและส่งกำลังที่ผสมผสานกันอย่างกว้างขวางในอนาคต โดยเครื่องยนต์ดีเซลจะยังคงมีบทบาทสำคัญในการขนส่งระยะไกล (ด้วยรถบรรทุกขนาดใหญ่) ขณะที่เทคโนโลยีบำบัดไอเสีย (Euro VI, SCR และ AdBlue) ไม่เพียงมีประสิทธิภาพและราคาย่อมเยาเท่านั้น แต่ยังเป็นเทคโนโลยีสะอาดอีกด้วย ปัจจุบัน รถบรรทุกและรถบัสที่ใช้ระบบ Euro VI มีการปล่อยมลพิษต่ำมาก ทั้งในระหว่างการทดสอบและการขับจริงบนท้องถนน ซึ่งการปล่อยมลพิษที่ลดลงนี้ถือว่าประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดีกับยานยนต์พาณิชย์

          ทั้งนี้ เห็นได้อย่างชัดเจนว่า แนวโน้มระบบโลจิสติกส์ในเมืองนั้นกำลังเปลี่ยนไปสู่การใช้ระบบส่งกำลังทางเลือก โดยยานพาหนะที่ใช้ระบบไฮบริดและระบบไฟฟ้าเริ่มที่จะมีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรถตู้และรถบัส และจะมีการนำระบบดังกล่าวไปปรับใช้กับรถบรรทุกหนักในการกระจายสินค้าในอนาคตอันใกล้นี้

          นอกจากการจัดแสดงแล้ว IAA ยังถือเป็นเวทีการประชุมขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบไปด้วยงานเฉพาะทาง 27 งาน ครอบคลุมทุกหัวข้อที่เกี่ยวข้อง

          โดยงานเหล่านี้จะรวมถึงกิจกรรม “คลาสสิก” ของเราอย่าง Hazardous Goods Day บวกกับกิจกรรมที่ชูประเด็นทันต่อยุคสมัย ได้แก่ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การเชื่อมต่อ (ในกิจกรรม “Lab16″ ซึ่งเป็นเวทีเสวนาสำหรับเหล่าสตาร์ทอัพ) และโลจิสติกส์ในเมือง ตลอดจนอีกหลายกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้ความรู้และฝึกอบรมด้านการขนส่งและโลจิสติกส์

          ในส่วนของตลาดนั้น

          ตลาดรถยนต์พาณิชย์ในยุโรปตะวันตกมีความเฟื่องฟู โดยยอดการจดทะเบียนรถบรรทุกงานหนัก (มากกว่า 6 t) ได้เพิ่มขึ้น 14% แตะที่ระดับ 259,000 คันในปีที่แล้ว

          สำหรับในช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ ตัวเลขดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 12% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในหลายประเทศของยุโรปตะวันตก เมื่อเศรษฐกิจไปด้วยดี ยอดขายรถยนต์พาณิชย์ก็จะเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย โดยในยุโรปตะวันตก เราทำสถิติยอดขายยานยนต์พาณิชย์ขนาดใหญ่ได้สูงสุดนับตั้งแต่ปี 2551 แต่ตัวเลขดังกล่าวก็ยังนับว่าห่างไกลจากช่วงก่อนเกิดวิกฤต

          สำหรับทั้งปี เราคาดว่าจะเติบโต 8% ในยุโรปตะวันตก แตะที่ระดับ 280,000 คัน

          ยิ่งไปกว่านั้น รถยนต์พาณิชย์มากกว่าครึ่งหนึ่ง (มากกว่า 6 t) ที่จดทะเบียนในยุโรปตะวันตกนั้นเป็นแบรนด์เยอรมัน

          ตลาดรถตู้ในยุโรปตะวันตกก็กำลังเฟื่องฟูเช่นกัน โดยเรามีอัตราการเติบโตในระดับตัวเลขสองหลักในช่วงสองปีที่ผ่านมา และตั้งแต่ต้นปีจนถึงขณะนี้ ตลาดรถตู้ขยายตัวแล้ว 12%

          ในทางตรงกันข้าม ตลาดรถบรรทุกสหรัฐจะชะลอตัวในปีนี้ ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ไม่ปกติ หลังจากที่ขยายตัวมา 6 ปีติดต่อกัน

          สำหรับตลาดจีนนั้น ตลาดรถยนต์บรรทุกหนักจะกลับมาขยายตัวได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้งในปี 2559 หลังจากอ่อนแรงมา 2 ปี

          ขณะที่สถานการณ์ในรัสเซียและบราซิลยังคงน่ากังวล เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศเหล่านี้ตกต่ำมาก และยังไม่มีทีท่าว่าจะปรับตัวดีขึ้นในเร็วๆ นี้

          โดยสรุปแล้ว ตลาดรถยนต์พาณิชย์ทั่วโลก (มากกว่า 6 t) จะเติบโตในปีนี้ เช่นเดียวกับตลาดรถบรรทุก ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากยอดสั่งซื้อออนไลน์ของภาคครัวเรือนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

          เราตั้งตารอการเปิดงาน IAA ครั้งที่ 66 โดยมหกรรมจัดแสดงชั้นนำของโลกปีนี้จะมุ่งเน้นไปที่หัวข้อที่กำลังเป็นที่สนใจอย่างการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล การเชื่อมต่อ และการขับขี่อัตโนมัติ ตลอดจนระบบส่งกำลังทางเลือก IAA จึงถือเป็นงานที่ “ขับเคลื่อนด้วยแนวคิด” อย่างแท้จริง

          ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา อุตสาหกรรมยานยนต์พาณิชย์ถือเป็นผู้ให้บริการด้านการเคลื่อนย้ายและโลจิสติกส์ และในอนาคตนั้น การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลและระบบส่งกำลังทางเลือกจะนำเสนอโอกาสอันยิ่งใหญ่ในการเพิ่มปริมาณการขนส่งทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและความเป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศต่อไป

          ติดต่อ:

          Eckehart Rotter

          German Association of the Automotive Industry (VDA)

          Press Department

          โทร.: +49-30-897842-120

          อีเมล: rotter@vda.de

          ที่มา: German Association of the Automotive Industry (VDA)

อินโฟเควสท์ ส่งท้ายสัมมนาหุ้นออนทัวร์ปี 59 ที่ “เชียงใหม่” ขอเชิญนักลงทุนชาวเหนือ เข้าร่วมสัมมนาฟรี! ในงาน “The Stock Season 3 ตอน สแกนหุ้นเด่น เฟ้นหุ้นโดนใจ by Aspen Mobile” เสาร์ที่ 22 ต.ค. นี้ จำกัด 200 ที่นั่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บริษัท อินโฟเควสท์ จำกัด ผู้ให้บริการโปรแกรมวิเคราะห์หุ้นชั้นนำ แอสเพนขอเชิญนักลงทุนมาร่วมเฟ้นหุ้นแบบเจาะลึก พร้อมฟังการวิเคราะห์หุ้นแบบสดๆ และแนะนำแนวทางการหาหุ้นเด่นด้วยฟังก์ชันการสแกนหุ้นจากบริการ Aspen Mobile โดยวิทยากรมากประสบการณ์ คุณรณกฤต สารินวงศ์ (เด็กแนว) รองกรรมการผู้จัดการสายวิเคราะห์หลักทรัพย์รายย่อย บล. CGS” นอกจากนี้ ผู้เข้าร่วมสัมมนาสามารถนำ Tablet / Smartphone ส่วนตัว มาที่บูธ “Clinic Aspen” เพื่อรับคำแนะนำ ปรึกษาปัญหาการใช้งานแอสเพนกับผู้เชี่ยวชาญได้บริเวณหน้างาน

ในสัมมนาหุ้น “The Stock Season 3  ตอน สแกนหุ้นเด่น เฟ้นหุ้นโดนใจ by Aspen Mobile” เสาร์ที่ 22 ตุลาคม 2559 เวลา 13.00 – 16.00 น. ณ ห้องประชุมใหญ่ สถาบันภาษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ฟรี! ตลอดงาน จำกัด 200 ท่านเท่านั้น สำรองที่นั่งด่วน โทร. 092-872-2181, 081-131-8280 (จันทร์ ศุกร์ เวลา 8.00 – 17.00น.) ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.infoquest.co.th/th/thestock2016-chiangmai/

“Midea” ขนทัพเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านจัดเต็มในงาน IFA 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เบอร์ลิน–6 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ารายใหญ่อันดับ 1 ของโลก นำเสนอผลิตภัณฑ์อันหลากหลายที่เป็นมิตรกับผู้ใช้อย่างเหลือเชื่อ ภายใต้สโลแกน “ทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้าน”

Midea (SZ:000333) คือบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ติดอันดับ Fortune 500 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2016 และนำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่หลากหลายและครอบคลุมมากที่สุด

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160906/0861609101LOGO

โลโก้ของ Midea Group

บูธของ Midea ในงาน IFA 2016 กินพื้นที่มากกว่า 400 ตารางเมตร โดยมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ล่าสุดของบริษัท และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมบูธได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้อย่างเหลือเชื่อด้วยตัวเอง

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160906/0861609101-a

บูธ Midea ในงาน IFA 2016 จัดแสดงผลิตภัณฑ์ล่าสุดของบริษัท และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มาเยี่ยมชมบูธได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้อย่างเหลือเชื่อด้วยตัวเอง

Midea ได้ร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์ในงาน IFA มาตั้งแต่ปี 2008 สำหรับปีนี้ บริษัทจะจัดแสดงผลิตภัณฑ์ HVAC (ระบบทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศ) ทั้งสำหรับผู้บริโภคและเชิงพาณิชย์ รวมถึงตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวทั้งขนาดใหญ่และเล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เครื่องทำความสะอาดพื้น และอุปกรณ์ส่องสว่าง

Midea ตระหนักดีว่าบ้านคือวิมานของทุกคน เราได้อยู่กับคนที่รักและสร้างความทรงจำดีๆร่วมกันที่บ้าน ด้วยเหตุนี้เอง Midea จึงจัดบูธในธีม “ทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้าน” ที่ออกแบบให้มีลักษณะคล้ายกับแขนสองข้างที่ยื่นออกไปข้างหน้า พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนสู่อ้อมกอดอันอบอุ่น

ปัจจุบัน Midea ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ชั้นนำในประเทศจีนเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่รายใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากนั้นยังเป็นแบรนด์เครื่องฟอกอากาศ กาต้มน้ำ และหม้อหุงข้าวอันดับ 1 ของโลกด้วย* ทุกๆปี Midea จะคว้ารางวัลด้านการออกแบบมาครองเกิน 40 รางวัลจากเวทีการแข่งขันออกแบบทั่วโลก อาทิ reddot, iF, Good Design Award และอื่นๆอีกมากมาย

Midea เชื่อว่าเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านควรเป็นมากกว่าเครื่องจักรที่ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยต้องเป็นสิ่งที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวได้ใช้เวลาอันมีค่าร่วมกันมากขึ้น ด้วยเหตุนี้ Midea จึงมุ่งมั่นสร้างสรรค์แนวคิดอันล้ำสมัยและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้อย่างไม่หยุดยั้ง

ผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่เป็นมิตรอย่างเหลือเชื่อซึ่ง Midea ได้จัดแสดงในงาน IFA ปีนี้ ประกอบด้วย เครื่องล้างจานประหยัดพลังงาน (WQP12-J7635L) ที่ใช้น้ำเพียง 7.5 ลิตรต่อครั้ง, เตาอบไอน้ำขนาดเล็กพร้อมฟังก์ชั่นครบครัน (TR934H5H-S00E00), เตาอบไมโครเวฟมัลติฟังก์ชั่นพร้อมแผงควบคุมแบบสัมผัส (AC925EC3-SV0E00 และ TC928A4A-SV0E00), พัดลมใช้ไฟ DC เสียงเบา มาพร้อมใบพัดแบบ bionic fluid (FTS30-16BR), เครื่องปั่น 6 ใบมีด (BL1192), หม้อแรงดันพร้อมเซนเซอร์ไฟฟ้า (PHT5083XM), กาต้มน้ำสัมผัสแล้วไม่ร้อนมือ (HE1703) และเตาแม่เหล็กไฟฟ้าความสูง 40 มิลลิเมตร มาพร้อมเทคโนโลยี EvenHeat (QHW2007)

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ข้างต้นได้ที่

https://www.dropbox.com/s/3fh865hlmnqpmn8/Press%20Release%20-%20Midea%20IFA2016%20-Appendix.pdf?dl=0

เกี่ยวกับ Midea 

Midea (SZ:000333) เป็นบริษัทจดทะเบียนที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1968 และติดอันดับ Fortune 500 ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2016 บริษัทนำเสนอผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่หลากหลายและครอบคลุมมากที่สุด

Midea มีความเชี่ยวชาญในด้านผลิตภัณฑ์ HVAC (ระบบทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศ) ทั้งแบบ B2B และ B2C รวมถึงตู้เย็น เครื่องซักผ้า เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวทั้งขนาดใหญ่และเล็ก เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำ เครื่องทำความสะอาดพื้น และอุปกรณ์ส่องสว่าง

Midea มีสำนักงานใหญ่อยู่ในจีนตอนใต้ ปัจจุบันมีพนักงานกว่า 100,000 คน โรงงานผลิต 21 แห่ง และศูนย์กระจายสินค้า 260 แห่งในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก บริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลาเกือบ 50 ปี ส่งผลให้มีรายได้รวมทั่วโลกแตะ 2.217 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2015 

ปัจจุบัน Midea เป็นแบรนด์ชั้นนำในจีนในสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งยังเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่รายใหญ่ที่สุดของโลก นอกจากนั้นยังเป็นแบรนด์เครื่องฟอกอากาศ พัดลมไอเย็น กาต้มน้ำ และหม้อหุงข้าวอันดับ 1 ของโลก* ทุกๆปี Midea จะคว้ารางวัลด้านการออกแบบมาครองเกิน 40 รางวัลจากเวทีการแข่งขันออกแบบทั่วโลก อาทิ reddot, iF, Good Design Award และอื่นๆอีกมากมาย 

ปณิธานของ Midea คือ การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรอย่างเหลือเชื่อให้แก่ผู้ที่เห็นคุณค่าของช่วงเวลาดีๆในบ้านขณะที่สโลแกนของปี 2016 คือ ทำตัวตามสบายเหมือนอยู่บ้าน”   

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา Midea สามารถคว้าสัมปทานโครงการยักษ์ใหญ่มาได้หลายโครงการ ซึ่งรวมถึงการคว้าสัมปทานติดตั้งระบบ HVAC (ระบบทำความร้อน ระบายอากาศ และปรับอากาศ) ในสนามกีฬาทั้งหมด 12 แห่งในบราซิล เมื่อปี 2016 

ในอนาคต Midea จะยังคงดำเนินธุรกิจในฐานะบริษัทที่ไม่ยอมหยุดนิ่งอยู่กับที่ และจะมุ่งมั่นผลักดันการเติบโตอย่างต่อเนื่อง อันเป็นลักษณะเฉพาะของธุรกิจระดับโลก  

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Midea ได้ที่ www.midea.com และ www.midea.com/global 

*ข้อมูลจาก Euromonitor International Limited; Consumer Appliances 16ed 

Puma Energy ขนส่งยางมะตอยล็อตแรกไปยังไนจีเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

โจฮันเนสเบิร์ก–6 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

Puma Energy บริษัทพลังงานกลางน้ำและปลายน้ำระดับโลก ได้ทำการขนส่งยางมะตอยล็อตแรกไปยังบริษัท P.E. Bitumen Resources (Nigeria) Limitedในเมืองคาลาบาร์ ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของไนจีเรีย ซึ่งเกิดจากการร่วมทุนกับ WABECO Petroleum Ltd การขนส่งครั้งนี้ดำเนินการโดยบริษัท MT Acacia Rubra ซึ่งปฏิบัติงานเสร็จเรียบร้อยในช่วงเช้าของวันที่ 5 กันยายน 2559

 Puma Energy Logo / Puma Energy is a global integrated midstream and downstream oil company active in over 47 countries. (PRNewsFoto/Puma Energy)

Puma Energy is a global integrated midstream and downstream oil company active in over 47 countries. (PRNewsFoto/Puma Energy)

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160830/402490LOGO )

Puma Energy is helping to deliver safer, smoother journeys in many countries around the world by assisting governments and highway agencies in sourcing and supplying the bitumen they need for major construction works, including with this latest delivery to Nigeria. (PRNewsFoto/Puma Energy)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160905/404079 ) 

การส่งมอบยางมะตอยในครั้งนี้จะช่วยสนับสนุนความพยายามของรัฐบาลไนจีเรียในการซ่อมแซมถนนอันเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ ซึ่งจะช่วยผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป 

Puma Energy มีโครงข่ายเรือบรรทุกยางมะตอยและคลังเก็บยางมะตอยที่ใหญ่ที่สุดในโลก นอกจากนั้นยังนำเสนอผลิตภัณฑ์อันหลากหลายที่สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละประเทศในราคามิตรภาพ Puma Energy มีส่วนช่วยให้หลายประเทศทั่วโลกมีถนนหนทางที่ใหม่และปลอดภัยยิ่งขึ้น ด้วยการทำหน้าที่จัดหาและส่งมอบยางมะตอยให้แก่รัฐบาล กรมทางหลวง และบริษัทก่อสร้าง 

Olof Klintholm หัวหน้าแผนกยางมะตอยของ Puma Energy กล่าวว่า “นี่เป็นความสำเร็จครั้งใหญ่สำหรับแผนกยางมะตอยของ Puma Energy เนื่องจากไนจีเรียเป็นตลาดสำคัญสำหรับเรา และเราก็กำลังขยายธุรกิจไปทั่วโลก ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่า เราสามารถส่งมอบยางมะตอยให้กับลูกค้าทั่วโลกได้ตรงตามความต้องการและตรงเวลา” 

Puma Energy ยินดีที่จะร่วมงานกับบริษัทก่อสร้างแห่งอื่นๆ พร้อมส่งมอบยางมะตอยคุณภาพสูงป้อนโครงการต่างๆทั่วประเทศไนจีเรีย 

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.pumaenergy.com 

ที่มา: Puma Energy

Apollo Tyres สานต่อความร่วมมือกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

เกอร์กาออน, อินเดีย–(บิสิเนส ไวร์)–8 กันยายน 2016

แบรนด์ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ขณะนี้เป็น ‘Global Tyre Partner’ ของแมนยูฯ

หลังจากประสบความสำเร็จในการร่วมมือกันมา 3 ปีกับสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งช่วยให้ Apollo Tyres เพิ่มการเป็นที่รู้จักของแบรนด์ทั่วโลก ในวันนี้ ทั้งสองได้ประกาศข้อตกลงในการสนับสนุนต่ออีก 3 ปี Apollo Tyres จะเป็นผู้สนับสนุนหลัก ‘Global Tyre Partner’ สำหรับสโมสรฟุตบอลระดับโลกนี้

สามารถรับชมข่าวในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่ http://www.businesswire.com/news/home/20160908005683/en/

(Zlatan Ibrahimovic and Wayne Rooney) Apollo Tyres is now the 'Global Tyre Partner' for Manchester United (Photo: Business Wire)

(Zlatan Ibrahimovic and Wayne Rooney) Apollo Tyres is now the ‘Global Tyre Partner’ for Manchester United (Photo: Business Wire)

http://mms.businesswire.com/media/20160908005683/en/543357/5/Zlatan_Ibrahimovic_and_Wayne_Rooney%29_Apollo_Tyres_is_now_the_%27Global_Tyre_Partner%27_for_Manchester_United.jpg?download=1
(Zlatan Ibrahimovic และ Wayne Rooney) Apollo Tyres ขณะนี้เป็นผู้สนับสนุนหลัก ‘Global Tyre Partner’ สำหรับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (รูปภาพ: บิสิเนส ไวร์)

การร่วมมือกัน 3 ปีแรกที่เริ่มต้นที่ประเทศอินเดียและอังกฤษในเดือนสิงหาคม 2013 ได้รับการขยายออกไปกว่า 100 ประเทศ ซึ่งในห้วงเวลานั้น การร่วมมือกันได้ประสบผลสำเร็จในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับแบรนด์ Apollo ในตลาดหลักที่สำคัญต่างๆ รวมถึงอินเดีย ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา การที่ได้เข้าถึงในเสาหลักทางธุรกิจต่างๆ ซึ่งรวมถึงการโฆษณา การสร้างความผูกพันธ์กับลูกค้า การขายและ CSR ได้ทำให้เรื่องราวของแบรนด์ Apollo Tyres ได้เข้าถึงแพลตฟอร์มการสื่อสารต่างๆ มากมาย
– การริเริ่มด้าน CSR เช่นการสร้างสนามฟุตบอล ‘Go The Distance’ 2 แห่ง ซึ่งสร้างจากยางรีไซเคิลในอินเดียและอังกฤษ และจัดแคมป์ฟุตบอล 1 สัปดาห์ในอินเดียโดยจัดร่วมกับโรงเรียนฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
– การสร้างความผูกพันธ์กับลูกค้า ซึ่งเป็นแคมเปญดิจิทัล เช่น ‘Apollo Challenges’ และ ‘No Shortcuts’
– โปรแกรมสิทธิพิเศษแก่ลูกค้าที่สร้างขึ้นเกี่ยวกับการร่วมมือกัน ซึ่งช่วยให้ Apollo Tyres ได้ขยายเครือข่ายดีลเลอร์
– การผลิตสินค้าตามสั่งของลูกค้า – เป็นการเปิดตัวของยางรถยนต์รุ่นพิเศษของ Apollo และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในอินเดีย ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอังกฤษ
– แคมเปญโฆษณาหลากหลายช่องทาง ‘There are no shortcuts’

ในการขยายการร่วมมือเป็นโกลบอลพาร์ทเนอร์นั้น Marco Paracciani ซึ่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาดของ Apollo Tyres จำกัด กล่าวว่า “การร่วมมือกัน 3 ปีกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดนั้น ได้ช่วยในการขยายแผนธุรกิจของเราโดยเฉพาะในอินเดีย ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา แคมเปญที่หลากหลายของเราได้ช่วยเราในการเชื่อมต่อกับคนหนุ่มสาว เพิ่มการรับรู้ของแบรนด์ Apollo และสร้างฐานลูกค้าใหม่ในภูมิภาคเหล่านี้ เราเชื่อว่าการร่วมมือกันเป็นโกลบอลพาร์ทเนอร์นี้จะช่วยให้เราสามารถวางแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเราไปในใจของผู้บริโภคได้ทั่วทุกภูมิภาค เพิ่มเติมจากการเป็นที่พบเห็นของแฟนๆ ของสโมสรฟุตบอลกว่า 659 ล้านคน”

กรรมการผู้จัดการแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กรุ๊ป Richard Arnold กล่าวว่า “กว่า 3 ปีที่ผ่านมา พวกเราต่างประทับใจในการที่ Apollo ได้รับโอกาสต่างๆ มากมายหลังจากที่จับมือกับเรา พวกเขาได้เห็นและประสบโดยตรงว่าสามารถประสบความสำเร็จอะไรได้บ้างจากการทำงานร่วมกับเรา ซึ่งนั่นรวมถึงการที่ทำให้แบรนด์ Apollo ได้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ได้มีจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้นด้วยในประเทศต่างๆ ที่มากขึ้น และผมก็รู้สึกยินดีที่จะกล่าวว่าวันนี้เส้นทางการเดินทางของมันได้มาถึงบทสรุปแล้วด้วยการที่ Apollo เข้ามาเป็นครอบครัวของเราโดยการเป็นโกลบอลพาร์ทเนอร์ เราภูมิใจที่มีผู้ตามเรา 659 ล้านคน และตั้งตารอที่จะให้ Apollo Tyres สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อไปกับฐานแฟนของเรา”

รับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160908005683/en/

ติดต่อ:
Apollo Tyres Ltd
ROHIT SHARAN, +91 124 2721000
rohit.sharan@apollotyres.com

แนะนำ BeatsX: หูฟังบลูทูธไร้สายแบบพรีเมียมรุ่นใหม่จาก Beats by Dr. Dre

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

คัลเวอร์ซิตี้, แคลิฟอร์เนีย–(บิสิเนส ไวร์)–7 กันยายน 2016

– แบรนด์ชั้นนำด้านเสียงเผยหูฟังไร้สายรุ่นใหม่ Solo3 และ Powerbeats3
– คอลเล็กชั่นไร้สายตัวใหม่นี้ได้นำเอาชิพของ W1 Apple, บลูทูธ Class 1, อายุของแบตเตอร์รี่ที่ยาวนาน, ชาร์จเร็ว และให้ประสบการณ์เสียงสุดพรีเมียมที่เป็นลักษณะเด่นของ Beats

Beats by Dr. Dre (Beats) วันนี้ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ไร้สายตัวใหม่สุดล้ำ โดยขยายพอร์ตโฟลิโอพรีเมียมของแบรนด์ด้วยการเปิดไลน์ใหม่ของหูฟังไร้สายที่เรียกว่า BeatsX ควบคู่ไปกับผลิตภัณฑ์ที่ขายดี 2 รุ่นที่ได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีก คือ หูฟังไร้สายรุ่น Powerbeats3 และ Beats Solo3 โดยได้รวมเอาชิพของแอปเปิ้ล W1, บลูทูธ Class 1, ชาร์จเร็วขึ้น และคุณภาพเสียงสุดพรีเมียมที่แฟนของ Beats ทั่วโลกต่างคาดหวัง Beats นั้นก่อตั้งโดย Dr. Dre และ Jimmy Iovine และเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ Apple

สามารถรับชมข่าวในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: http://www.businesswire.com/news/home/20160907006808/en/

Beats by Dr. Dre's new collection of wireless products boasts integrated Apple W1 chip, Class 1 Bluetooth, extended battery life, Fast Fuel charge, and the premium sound experience that is now synonymous with Beats. (Graphic: Business Wire)

Beats by Dr. Dre’s new collection of wireless products boasts integrated Apple W1 chip, Class 1 Bluetooth, extended battery life, Fast Fuel charge, and the premium sound experience that is now synonymous with Beats. (Graphic: Business Wire)

BeatsX is an entirely new line of earphones, expertly designed to accommodate sophisticated audio advancements within its small form factor. (Graphic: Business Wire)

BeatsX is an entirely new line of earphones, expertly designed to accommodate sophisticated audio advancements within its small form factor. (Graphic: Business Wire)

Powerbeats3 Wireless takes one of the world’s best-selling wireless earphones to the next level. (Graphic: Business Wire)

Powerbeats3 Wireless takes one of the world’s best-selling wireless earphones to the next level. (Graphic: Business Wire)

Beats Solo3 Wireless is the next evolution of the already iconic Solo line of on-ear headphones. (Graphic: Business Wire)

Beats Solo3 Wireless is the next evolution of the already iconic Solo line of on-ear headphones. (Graphic: Business Wire)

http://mms.businesswire.com/media/20160907006808/en/543018/5/B3-FAMILY.jpg?download=1
Beats by Dr. Dre คอลเล็กชั่นใหม่นี้ได้เอาชิพของ W1 Apple, บลูทูธ Class 1, อายุของแบตเตอร์รี่ที่ยาวนาน, ชาร์จเร็ว และให้ประสบการณ์เสียงสุดพรีเมียมที่เป็นลักษณะเด่นของ Beats (กราฟิค: บิสิเนส ไวร์)

“Beats ใส่ใจในการมอบประสบการณ์การฟังเพลงที่ดีที่สุด” Luke Wood ซึ่งเป็นประธานของ Beats กล่าว “ขณะนี้ไม่ว่าเราจะเสพสื่ออะไรต่างก็มีเรื่องเสียงเข้ามาเกี่ยวข้อง และสิ่งสำคัญคือการมีคุณภาพเสียงที่เหนือระดับ ด้วยผลิตภัณฑ์ใหม่ของเรา เราได้มอบการออกแบบที่ดี นวัตกรรม และเสียงที่คุณจะสามารถได้ยินทุกสิ่งทุกอย่างที่ผู้ผลิตสื่อนั้นๆ ต้องการที่จะให้มันเป็น”

BeatsX
BeatsX เป็นไลน์ใหม่ล่าสุดของหูฟังที่ได้รับการออกแบบอย่างมืออาชีพเพื่อยกระดับของคุณภาพเสียงสุดล้ำรวมอยู่ในหูฟังขนาดเล็ก การออกแบบที่เรียบง่าย รูปทรงที่ลื่นไหล ทำให้ BeatsX มีน้ำหนักเบามากและมีขนาดเล็กจนแทบสังเกตไม่เห็นเมื่อใช้งาน สามารถใช้ได้กับ iOS และ Android ซึ่ง BeatsX ฟีเจอร์บลูธูท Class 1 สำหรับการเชื่อมต่อที่ดีเยี่ยม สำหรับผู้ใช้ iOS10 ชิพของ Apple W 1 ให้การเชื่อมต่อบลูทูธอย่างง่ายดายเพียงขั้นตอนเดียวและเพิ่มความสามารถด้วยการเปลี่ยนเครื่องใช้งานที่เชื่อมต่อด้วย iCloud อย่างไร้รอยต่อ BeatsX ยกมาตรฐานใหม่ให้กับการใช้งานแบตเตอร์รี่อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยฟังก์ชั่น Fast Fuel ซึ่งสามารถใช้งานได้ 2 ชั่วโมงจากการชาร์จแบตเตอร์รี่เพียง 5 นาที และใช้ได้ 8 ชั่วโมงจากการชาร์จ 45 นาทีโดยการชาร์จจากสาย Lightning เคเบิล ในส่วนของ RemoteTalk จะช่วยให้คุณสามารถโทรศัพท์ ฟังเพลง หรือใช้ Siri สายเคเบิล Flex-Form และทางเลือกในการใช้จุกหูฟัง หรือ wingtip ที่ให้ความยืดหยุ่นพร้อมทั้งปลอดภัยและสะดวกสบายในการใช้งาน เมื่อคุณไม่ได้ใช้งานหูฟังของคุณ หูฟังที่เป็นแม่เหล็กจะช่วยให้ไม่มีสายพันกันที่คอ และสามารถม้วนเก็บในกล่องอย่างง่ายดาย

Powerbeats3 Wireless
Powerbeats3 Wireless ยกระดับหูฟังขายดีระดับโลกไปอีกขั้นหนึ่งอย่างแท้จริง องค์ประกอบต่างๆ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นนั้นทำให้ใช้งานได้อย่างกระชับและให้ประสบการณ์ทางเสียงที่ดียิ่งขึ้น ในขณะที่ Fast Fuel สามารถทำให้ใช้งานได้ 1 ชั่วโมงหลังจากการชาร์จเพียง 5 นาทีโดยใช้สายเคเบิลไมโคร USB ที่ให้มา เมื่อชาร์จเต็มแล้ว หูฟังที่กันเหงื่อและกันน้ำนี้สามารถใช้งานได้ 12 ชั่วโมง และที่เพิ่มขึ้นมาคือการใช้บลูทูธ Class 1 และ RemoteTalk ที่ทำให้คุณสามารถโทรศัพท์ ฟังเพลง และใช้ Siri ได้

Beats Solo3 Wireless
Beats Solo3 Wireless เป็นวิวัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของไลน์ Solo ที่เป็นที่นิยมระดับไอคอนสำหรับหูฟัง โดยสินค้าใหม่นี้สามารถใช้งานได้ 40 ชั่วโมงเนื่องจากประสิทธิภาพของชิพ Apple W1 และบลูทูธ Class 1 คุณสามารถควบคุมหูฟัง ให้โทรศัพท์ ฟังเพลง หรือใช้งาน Siri ได้ และ Fast Fuel ช่วยให้คุณใช้งานได้ 3 ชั่วโมงหลังจากการชาร์จ 5 นาทีโดยใช้สายเคเบิลไมโคร USB Beats Solo3 Wireless ยังคงคุณภาพเหมือนรุ่นก่อนๆ ด้วยการออกแบบเสียง อุปกรณ์เชื่อมต่อ และความทนทาน ที่ฟีเจอร์หูฟังที่ยืดหยุ่น หมุนได้ 360 องศา และตัดเสียงรบกวน เยี่ยมชม apple.com สำหรับราคาและช่องทางจัดจำหน่าย

เกี่ยวกับ Beats
Beats by Dr. Dre (Beats) เป็นแบรนด์เกี่ยวกับเสียงชั้นนำ ที่ก่อตั้งในปี 2006 โดย Dr. Dre และ Jimmy Iovine จากการที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านหูฟังและลำโพงคอนซูเมอร์แบบพรีเมียม Beats ได้แนะนำเจเนอเรชั่นใหม่ของความบันเทิงด้านเสียงระดับพรีเมียมสู่วงการ ความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของแบรนด์ช่วยให้สามารถนำเอาพลัง ความรู้สึก และความตื่นเต้นของเสียงที่อัดในสตูดิโอกลับมา มอบประสบการณ์การฟังให้กับคนรักเสียงเพลงทั่วโลก Beats เป็นของ Apple Inc. ในเดือนกรกฎาคม 2014

Beats by Dr. Dre, Beats, Fast Fuel, Powerbeats, RemoteTalk และ Solo เป็นเครื่องหมายการค้าของ Beats Electronics, LLC. Apple, Lightning และ Siri เป็นเครื่องหมายการค้าของ Apple Inc. ชื่อบริษัทและผลิตภัณฑ์อื่นอาจเป็นเครื่องหมายการค้าของเจ้าของผู้นั้น

สามารถรับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160907006808/en/

ติดต่อ:
Beats by Dr. Dre
Sarah Joyce, +1-310-795-4757
sarah_joyce@apple.com
หรือ
Jessica Bass, +1-310-895-6508
jessica_bass@apple.com

Equity International ปิดทุนครั้งแรกในตลาดเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : Thai Business News

http://www.thaibusinessnews.com/

 

ชิคาโก้–(บิสิเนส ไวร์)–7 กันยายน 2016

Equity International (EI) ซึ่งเป็นองค์กรในด้านการลงทุนในตลาดเกิดใหม่ของ Sam Zell วันนี้ได้ประกาศปิดทุน ZEI Co-Invest 1 Fund, L.P. (กองทุน ZEI เอเชีย) ด้วยทุน 205 ล้านเหรียญสหรัฐ กองทุน ZEI เอเชียจะร่วมลงทุนกับทุนอื่นกว่า 2 พันล้านเหรียญในโปรเจ็กต์อสังหาริมทรัพย์เกี่ยวกับลอจิสติกส์ในเอเชีย ซึ่งจะได้รับการพัฒนาโดย ESR (e-Shang Redwood) บริษัทย่อยของ EI

CEO ของ Equity International คุณ Tom Heneghan กล่าววว่า “นี่เป็นทุนที่เราโฟกัสในตลาดเอเชียเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของเรา มันสะท้อนให้เห็นถึงโอกาสที่เรามองเห็นในภาคส่วนลอจิสติกส์ของภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะในสินทรัพย์คลังสินค้าของญี่ปุ่น เรายินดีที่จะมีฐานนักลงทุนที่ลงทุนไปกับ EI ที่หลากหลาย เพื่อให้ได้มาซึ่งประโยชน์ในโอกาสทางการตลาดที่มีความเฉพาะเจาะจง และเราก็พร้อมที่จะทำงานร่วมกับ ESR เพื่อสร้างแพลตฟอร์มลอจิสติกส์ระดับแนวหน้าในเอเชีย”

Charles de Portes ซึ่งเป็นประธานและผู้ร่วมก่อตั้งของ ESR กล่าวว่า “พวกเราตื่นเต้นที่จะขยายความสัมพันธ์ของเรากับ Sam Zell และ EI ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำให้เกิดการเติบโตเปลี่ยนแปลงในแพลตฟอร์มลอจิสติกส์ในเอเชียของเรานับตั้งแต่การร่วมมือกันตั้งแต่เริ่มต้นในปี 2013 เราตั้งตารอที่จะนำเอาพันธะสัญญาความมุ่งมั่นตั้งใจที่เรามีนำมาทำให้เป็นการพัฒนาด้านลอจิสติกส์ที่มั่นคงที่สุดในญี่ปุ่น โดยมุ่งไปที่เขตเมืองที่ใหญ่ที่สุดที่มีความเติบโตต่อเนื่องและเป็นแหล่งค้าขายของโลก”

การปิดทุน ZEI เอเชียได้ทำขึ้นหลังจากกิจกรรมการลงทุนที่สำคัญที่กระทำโดย EI และบริษัทในเครือในปีนี้ ซึ่งรวมถึง:
• การตกลงในการลงทุน 400 ล้านเรอัลบราซิล ใน Estapar Estacionmentos ซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติการเกี่ยวกับการจอดยานพาหนะและโครงสร้างพื้นฐานในบราซิล (สิงหาคม 2016);
• การรวมกันระหว่าง Redwood Group และ e-Shang (มกราคม 2016); และ
• การลงทุนของ Goldman Sachs ใน SAMHI (มกราคม 2016)

“เรามองเห็นโอกาสมากขึ้นในด้านการลงทุนเมื่อเทียบกับความเสี่ยง โดยเฉพาะในละตินอเมริกา อินเดีย และส่วนหนึ่งของเอเชีย” Heneghan กล่าวเพิ่มเติม “นอกจากการลงทุนโดยตรงแล้ว เรามุ่งมั่นในการบริหารจัดการบริษัทเน้นการลงทุนต่างๆ เพื่อสร้างแพลตฟอร์มที่แข็งแรงเติบโตขึ้น”

นับตั้งแต่ปี 2012 EI และบริษัทย่อยได้มีส่วนผู้ถือหุ้น (equity) 2.4 พันล้านเหรียญสหรัฐและมีการลงทุนไปกว่า 1.5 พันล้านเหรียญสหรัฐ

เกี่ยวกับ Equity International
Equity International (EI) ก่อตั้งโดย Sam Zell ในปี 1999 โดยลงทุนในอสังหาริมทรัพย์และแพลตฟอร์มโครงสร้างพื้นฐานในตลาดเกิดใหม่ต่างๆ การลงทุนและมูลค่าของ EI มีค่าสูงกว่าเงินทุนโดยมอบสิ่งต่างๆ ให้กับบริษัทที่เน้นการลงทุน คือความน่าเชื่อถือขององค์กร การกำกับดูแลจัดการที่ยอดเยี่ยม การใช้ ‘best practice’ มุมมองการจัดการที่เป็นเอกลักษณ์ และการเข้าถึงเครือข่ายโลกที่มีอิทธิพล EI มีกระบวนการเชิงรุก ร่วมเป็นพันธมิตรกับบริษัทที่เน้นการลงทุนเพื่อการบรรลุการเติบโตเชิงกลยุทธ์และผู้นำในอุตสาหกรรม ผลที่ได้รับก็คือ EI ได้รับความเชื่อถือในการเป็นพันธมิตรทั่วโลก เว็บไซต์http://www.equityinternational.com

เกี่ยวกับ e-Shang Redwood
e-Shang Redwood (“ESR”) ได้รวมนักพัฒนาชั้นนำสองรายเข้าไว้ด้วยกัน รวมถึงเจ้าของและผู้ดำเนินงานอสังหาริมทรัพย์ลอจิสติกส์ในเอเชีย และเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มอสังหาริมทรัพย์ลอจิสติกส์ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค ด้วยโปรเจ็กต์ที่ใหญ่ 3.5 ล้านตารางเมตรที่เป็นเจ้าของเองและอยู่ระหว่างการพัฒนา ในจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ รวมถึงสำนักงานการบริหารจัดการเงินทุนในฮ่องกงและสิงคโปร์

Redwood ก่อตั้งในปี 2006 และ e-Shang ในปี 2011 และรวมกันในปี 2016 เพื่อก่อตั้งเป็น ESR และได้รับการสนับสนุนโดนนักลงทุนระดับโลกอย่าง APG, Warburg Pincus, Equity International, PGGM, CPPIB, PAG, Morgan Stanley, CBRE และ Goldman Sachs ปัจจุบันนี้ ESR เป็นรายหนึ่งที่มีโครงการพัฒนาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย โดยมุ่งไปที่เขตเมืองหลักต่างๆ ที่มีความเกี่ยวข้องกับการค้าขายและการบริโภค ESR เป็นบริษัทบุคคลที่ 3 ที่เป็นผู้นำบริษัท e-commerce ในจีน รวมไปถึงโลจิสติกส์แบบ cold chain

สามารถรับชมข่าวต้นฉบับได้ที่ businesswire.com: http://www.businesswire.com/news/home/20160907005399/en/

ติดต่อ:
Equity International
Terry Holt
+1 (312) 466-3979
tholt@egii.com