ร้านค้ากว่า 2 ล้านแห่งในยุโรปรับบัตรยูเนี่ยนเพย์ มอบความสะดวกสบายให้แก่นักท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซี่ยงไฮ้, จีน–5 ก.ย.–ซินหัว-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

          ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ประกาศเมื่อวันที่ 2 กันยายนว่า ลูกค้าสามารถชำระเงินด้วยบัตรยูเนี่ยนเพย์ (หมายเลขบัตรเริ่มด้วย 62) ณ ร้านค้าประมาณ 2 ล้านแห่งในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กว่า 70% ของร้านค้าในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ และสเปน ซึ่งเป็น 6 จุดหมายปลายหลักที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว ต่างรับบัตรยูเนี่ยนเพย์ นอกจากนี้ การรับบัตรยูเนี่ยนเพย์ยังได้ขยายจากร้านค้าปลอดภาษีและห้างสรรพสินค้าไปสู่แหล่งบันเทิงและร้านอาหารด้วย

          ปัจจุบัน ยูเนี่ยนเพย์มีเครือข่ายครอบคลุม 38 ประเทศและภูมิภาคในยุโรป เพื่อมอบความสะดวกสบายในการถอนเงินสดด้วยบัตรยูเนี่ยนเพย์ โดยตู้เอทีเอ็มเกือบทุกแห่งในสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และไอซ์แลนด์ และกว่า 80% ของตู้เอทีเอ็มในอิตาลี สเปน และกรีซ ต่างรับบัตรยูเนี่ยนเพย์ เช่นเดียวกับตู้เอทีเอ็มกว่า 60% ในฝรั่งเศส นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรยังสามารถถอนเงินสดด้วยบัตรยูเนี่ยนเพย์ในไอร์แลนด์ ฟินแลนด์ และสวีเดน อีกด้วย

          ปีนี้ หลายประเทศในยุโรปใต้และตะวันออกเฉียงเหนือกลายเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยม โดยก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับประเทศท่องเที่ยวดั้งเดิมอย่าง ฝรั่งเศส และ เยอรมนี ซึ่งการขยายการรองรับบัตรของยูเนี่ยนเพย์ในประเทศเหล่านี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ โดยร้านค้า 130,000 แห่งในอิตาลี และ 90,000 แห่งในสเปนรับบัตรยูเนี่ยนเพย์ ส่งผลให้จำนวนร้านค้าที่รับบัตรยูเนี่ยนเพย์ในสองประเทศดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 60% และ 70% ตามลำดับ ขณะที่ร้านค้าในสหราชอาณาจักรยอมรับการใช้จ่ายผ่านบัตรยูเนี่ยเพย์กันมากขึ้น และประมาณ 90% ของร้านค้าในเดนมาร์ก และ 60% ของร้านค้าในเนเธอร์แลนด์ก็ยอมรับการใช้จ่ายผ่านบัตรยูเนี่ยนเพย์เช่นกัน

          ด้วยจำนวนที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวอิสระ ประเภทร้านค้าที่รับบัตรยูเนี่ยนเพย์จึงมีความหลากหลายมากขึ้นเช่นกัน กล่าวถือไม่ได้มีเพียงห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลอดภาษี และร้านแบรนด์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงศูนย์รวมความบันเทิงและร้านอาหาร ได้แก่ ร้านอาหารระดับมิชลินในปารีส พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซในอัมสเตอร์ดัม ตลอดจนร้านหนังสือและร้านจำหน่ายของที่ระลึกในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ พระราชวังแวร์ซาย พิพิธภัณฑ์ออร์เซย์ พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ และพิพิธภัณฑ์ออรองเจอรี โดย 20% ของร้านค้าหน้าใหม่ในฝรั่งเศสที่รับบัตรยูเนี่ยนเพย์ในปีนี้ เป็นร้านอาหารและโรงแรม

          สำหรับในปีนี้ ร้านค้าหลายแห่งในยุโรปได้มอบสิทธิพิเศษให้แก่ผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์ ประกอบด้วยร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน ห้างสรรพสินค้า และศูนย์จำหน่ายสินค้าลดราคาในสหราชอาณาจักร อิตาลี ฟินแลนด์ เยอรมนี และสเปน ตลอดจนร้านอาหารมิชลิน 3 ดาว Guy Savoy ในปารีส ร้านอาหาร HIX Restaurantของโรงแรมบราวน์ ในลอนดอน ศูนย์อาหาร Platea ในมาดริด มาดามทุสโซในอัมสเตอร์ดัม และโรงงานเครื่องปั้นดินเผา Koninklijke Porceleyne Fles ในเนเธอร์แลนด์

          นอกจากนี้ เมื่อซื้อสินค้ากับร้านค้าที่ได้รับการแต่งตั้งจาก Global Blue, Premier Tax Free และ Tax Free Worldwide ใน 31 ประเทศทั่วยุโรป ผู้ถือบัตรจะได้รับใบคำขอคืนเงินภาษีเพื่อกรอกข้อมูลและหย่อนลงในกล่องจดหมายของบริษัทคืนภาษีในสนามบิน เพื่อขอคืนภาษีผ่านบัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์

          รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.unionpayintl.com/

          ที่มา: ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชันแนล

ยูเนี่ยนเพย์เดินหน้าอำนวยความสะดวกผู้ถือบัตร ขณะร้านค้ากว่า 80% ในสหรัฐรับบัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซี่ยงไฮ้, จีน–5 ก.ย.–ซินหัว-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

          ณ วันที่ 1 กันยายน ตู้เอทีเอ็มเกือบทุกแห่งในสหรัฐอเมริการับบัตรยูเนี่ยนเพย์สำหรับการถอนเงินสด และร้านค้ากว่า 80% ในสหรัฐอเมริกายอมรับบัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์ โดยศูนย์การค้าและเอาท์เลทชื่อดังกว่า 90% ในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอย่าง นิวยอร์ก ฮาวาย ซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส  ออร์แลนโด และชิคาโก ต่างรับชำระเงินด้วยบัตรยูเนียนเพย์ ผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตยูเนี่ยนเพย์ (หมายเลขบัตรเริ่มด้วย 62) จึงได้รับความสะดวกสบายและสิทธิประโยชน์มากมาย เมื่อชำระเงินด้วยบัตรยูเนี่ยนเพย์ในสหรัฐ

          ร้านค้าที่รับบัตรยูเนี่ยนเพย์นั้นกระจายตัวอยู่ทั่วสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านแบรนด์ต่างๆ ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารและโรงแรม นอกจากนี้ บัตรยูเนี่ยนเพย์ยังช่วยให้ผู้ถือบัตรสะดวกทุกการใช้จ่ายที่ร้าน Macy’s, Apple Stores, Best Buy, ร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน และสถานที่อื่นๆ ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว สำหรับการใช้บัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์ในสหรัฐ ผู้ถือบัตรเพียงเซ็นชื่อ โดยไม่ต้องกดรหัส PIN นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรยังสามารถใช้บัตรเดบิตยูเนี่ยนเพย์ตามร้านค้าที่มีเครื่องอ่านบัตร PIN pad อีกด้วย

          ด้วยเครือข่ายการรับบัตรที่กว้างขวางครอบคลุมในสหรัฐ ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เดินหน้าสร้างย่านธุรกิจหลัก 30 แห่งตามสถานที่ท่องเที่ยวและศูนย์การค้าหลักๆ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อขยายขอบเขตการรับบัตร พร้อมทั้งมอบบริการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย โดยย่านธุรกิจหลักเหล่านี้ ได้แก่Metropolitan Museum of Art, Woodbury Premium Outlet, T Galleria by DFS และ Kalakaua Avenue ในฮาวาย เป็นต้น

          แม้ร้านค้าหลายแห่งในสหรัฐไม่แสดงสัญลักษณ์ของบัตรธนาคารแบรนด์ต่างๆ แต่ร้านค้าส่วนใหญ่ที่มีเครื่องอ่านบัตร PIN pad ต่างยอมรับบัตรเดบิตยูเนี่ยนเพย์ หรือเพื่อความแน่ใจ ผู้ถือบัตรอาจถามพนักงานแคชเชียร์ว่าทางร้านรับบัตรยูเนี่ยนเพย์หรือไม่

          ภายในปีนี้ ผู้ถือบัตรได้รับสิทธิพิเศษหลากหลายในสหรัฐ เริ่มตั้งแต่เอาท์เลทชื่อดังกว่า 50 แห่ง ประกอบด้วย Premium Outlet 15 แห่ง Tanger Outlet 37 แห่ง และ Fashion Outlet อีกหลายแห่ง มอบของกำนัลและส่วนลดพิเศษ VIP สำหรับผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์ นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรมีสิทธิได้รับส่วนลดสองต่อ (ส่วนลด 10% และ “เช่ารถ 7 วัน จ่ายเพียง 4 วัน”) เมื่อใช้บัตรยูเนี่ยนเพย์เช่ารถกับ Hertz ปิดท้ายด้วยการใช้บัตรยูเนี่ยนเพย์เพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Metropolitan Museum of Artฟรี และรับบัตรเข้าชม Art Institute of Chicago ฟรีอีกหนึ่งใบ เมื่อซื้อบัตรใบแรกผ่านบัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์

          รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.unionpayintl.com/

          ที่มา: ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล

จีนเตรียมจัดงานแสดงอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย “CIOSH” ตุลาคมนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ตงกวน, จีน–5 ก.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

CIOSH คือเวทีการค้าสำหรับอุตสาหกรรมสินค้าเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน ที่จัดมาอย่างยาวนานถึง 50 ปีแล้ว

มหกรรมระดับชาติ China International Occupational Safety & Health Goods Expo (CIOSH) เตรียมเปิดฉากระหว่างวันที่ 19-21 ตุลาคม 2559 Guangdong Modern Exhibition Center โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์จีน และจัดโดยสมาคม China Textile Commerce Association มหกรรมนี้จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง โดยมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 50 ปีของการจัดงาน และพร้อมก้าวไปอีกระดับอย่างมั่นคง

มหกรรม CIOSH จัดบนพื้นที่กว่า 60,000 ตารางเมตร โดยจะมีบูธกว่า 2,000 บูธของผู้ร่วมจัดแสดงกว่า 1,000 รายจากภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศจีน สำหรับสินค้าที่จัดแสดงก็มีมากมาย ได้แก่ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ ดวงตา ใบหน้า มือ และเท้า อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง หน้ากากกันแก๊สและอุปกรณ์ป้องกันปอด อุปกรณ์ช่วยเหลือในน้ำ รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันอีกหลากหลายประเภท), ชุดป้องกันและยูนิฟอร์มสำหรับมืออาชีพ (ชุดกันไฟ กระแสไฟฟ้า น้ำ และน้ำมัน รวมถึงชุดใส่ในสภาพการทำงานที่อันตราย) และอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน (อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในงานจราจร การทำเหมืองแร่ การขุดเจาะและสูบน้ำมัน การใช้งานเครื่องจักร การก่อสร้าง การผลิตไฟฟ้า อุปกรณ์ตรวจสอบความปลอดภัย อุปกรณ์ช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน อุปกรณ์ดับเพลิง รวมถึงอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในสถานที่ทำงานอื่นๆ) นอกจากนี้ยังมีการให้คำปรึกษาและฝึกอบรมเทคโนโลยีการผลิตที่ปลอดภัย การบรรยายเทคนิคการป้องกันอันตรายให้กับคนงาน การแสดงผลิตภัณฑ์จากองค์กรสื่อ ตลอดจนการประเมินและรับรองจากสถาบันต่างๆ  

สำหรับงานนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 20,000 คน ทั้งตัวแทนจากกระทรวงต่างๆของรัฐ หน่วยงานดูแลแรงงาน กลุ่มผู้จัดซื้อ ผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนจำหน่าย บริษัทนำเข้าและส่งออก รวมถึงผู้ค้าส่งและค้าปลีก ทั้งนี้ การสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐหลายแห่งและบริษัทเอกชนในหลายภาคส่วน ช่วยให้มหกรรมนี้สามารถพัฒนาและก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

CIOSH คืองานที่ดีที่สุดหากคุณต้องการรุกสู่ตลาดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลของจีน

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://en.ciosh.com.cn/

ติดต่อ

โทร. +86-10-68535315

อีเมล: ciosh@ciosh.com

จดหมายข่าว BRpr โดยสมาคมสื่อสารธุรกิจบราซิล นำเสนอข้อคิดเห็นจากซีอีโอ Edelman

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซาเปาโล–5 ก.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Aberje – Associação Brasileira de Comunicação Empresarial หรือสมาคมการสื่อสารภาคธุรกิจของบราซิล ได้เผยแพร่จดหมายข่าว BRpr ฉบับที่ 4 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยทางสมาคมได้ริเริ่มโครงการจดหมายข่าวขึ้นเพื่อนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับแวดวงการสื่อสารองค์กรของบราซิล ผ่านการสนทนาแลกเปลี่ยนกับนานาประเทศ

จดหมายข่าวฉบับที่ 4 นี้ประกอบไปด้วยบทความ 2 บทความ บทความแรกโดย Ricardo Sennes หุ้นส่วนผู้จัดการของ Prospectiva ได้ทำการวิเคราะห์การเลือกตั้งประธานาธิบดีของบราซิลซึ่งจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ โดยพิจารณาถึงตัวแปรทางการเมืองที่ Michel Temer รักษาการประธานาธิบดีคนปัจจุบันจะต้องรับมือไปจนถึงปี 2018 ขณะที่ Patrícia Reis อาจารย์จากสถาบันการศึกษาด้านโฆษณาและการตลาด ESPM ได้พูดถึงแบรนด์ Rio โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับมหกรรมโอลิมปิก เกมส์ 2016 ที่นครริโอ เดอ จาเนโร

สำหรับบทความอีกหนึ่งชิ้นเป็นการอภิปรายถึงการประชุมของ Lidercom ที่เมืองเซา เปาโล ซึ่งมี Richard Edelman ซีอีโอระดับโลกของ Edelman ร่วมงานด้วย โดยเขาได้เปรียบเทียบสถานการณ์ของบราซิลในปัจจุบัน กับวิกฤตการณ์ในสหรัฐเมื่อปี 2008 พร้อมเรียกร้องให้เหล่านักสื่อสารก้าวขึ้นมามีบทบาทนำการเปลี่ยนแปลงด้านจริยธรรมและเศรษฐกิจมาสู่บราซิล

เกี่ยวกับ Aberje

Aberje – Associação Brasileira de Comunicação Empresarial หรือ สมาคมการสื่อสารภาคธุรกิจของบราซิล เป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและการเผยแพร่ความรู้และวิธีปฏิบัติด้านการสื่อสารองค์กรของประเทศบราซิล Aberje ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 1967 ในฐานะองค์กรวิชาชีพและวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่แสวงผลกำไร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการสื่อสารภายในบริษัทและสถาบันต่าง ๆ และยกระดับบทบาทของนักสื่อสาร สำหรับกิจกรรมหลักของ Aberje ได้แก่ การสนับสนุน เนื้อหา การศึกษา และอาชีพ

องค์กรมีสมาชิกมากกว่า 500 ราย (ทั้งบริษัทและบุคคล) ซึ่งมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านการสื่อสารองค์กรและธุรกิจ หรือมีบทบาททั้งทางตรงและทางอ้อมในเรื่องดังกล่าว กิจกรรมของ Aberje ไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศบราซิล โดยทางองค์กรได้สร้างความสัมพันธ์และดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนกับหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส เยอรมนี อิตาลี อินเดีย เม็กซิโก อาร์เจนตินา ชิลี โคลอมเบีย และเปรู โดยมีสถานะเป็นหน่วยงานคลังสมองเพื่อการสื่อสารภาคธุรกิจของประเทศบราซิล

สมัครรับจดหมายข่าว BRpr ได้ที่ http://aberje.siteprofissional.com/optinbrpr.asp

ข้อมูลสำหรับติดต่อ:

Tato Carbonaro

ฝ่ายรัฐกิจและวิเทศสัมพันธ์

โทร. +55 11 5627-9090 ต่อ 824
tatocarbonaro@aberje.com.br
facebook.com/aberje1967

งานสัปดาห์น้ำโลกปิดฉาก ตอกย้ำ “น้ำ” มีบทบาทสำคัญในการบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สตอกโฮล์ม–5 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            งานสัปดาห์น้ำโลกปิดฉากลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมกับบทสรุปที่ว่า “น้ำ” คือกุญแจสำคัญในการบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 (Agenda 2030) รวมถึงข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Paris Climate Agreement)

            Karin Lexen ผู้อำนวยการจัดงานสัปดาห์น้ำโลกของ Stockholm International Water Institute (SIWI) กล่าวว่า “น้ำคือสายธารของชีวิต น้ำเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแทบทุกข้อ และในการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

            งานสัปดาห์น้ำโลกประจำปีนี้มีผู้เข้าร่วมงาน 3,100 คน จาก 120 ประเทศ วาระสำคัญของงานคือการทำตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหลายข้อ หนึ่งในนั้นคือข้อ 6 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำ โดยผู้วางนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำและการพัฒนา นักวิจัย ตัวแทนจากภาคประชาสังคมและภาคเอกชน ต่างมาร่วมหารือกันในเรื่องนี้

            ตลอดทั้งสัปดาห์ได้มีการเน้นย้ำถึงการดำเนินงานในระดับชุนชนและเมือง ซึ่งต่อยอดมาจากการหารือและการเจรจาระดับโลกที่นำไปสู่การรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อปี 2015

            Torgny Holmgren กรรมการบริหารของ SIWI กล่าวว่า “ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ผู้นำชุมชนและเมืองมีบทบาทสำคัญมากในฐานะผู้ผลักดัน นอกจากนี้ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคม จะต้องมีส่วนร่วมและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อก่อให้เกิดความร่วมมืออย่างชาญฉลาด ประสบผลสำเร็จ และมีความยั่งยืน น้ำมีความสำคัญมากเกินกว่าจะเป็นเรื่องของคนกลุ่มเดียว น้ำคือส่วนสำคัญของสังคมทั้งหมด”

            ข้อเท็จจริงนี้ได้รับการตอกย้ำโดย Karolina Skog รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของสวีเดน ซึ่งกล่าวว่า “น้ำคือทรัพยากรที่ใช้ร่วมกันและเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน โดยภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญเป็นพิเศษในเรื่องนี้ เพราะมีศักยภาพ เทคโนโลยี และความสามารถในการลงทุน”

            งานสัปดาห์น้ำโลกเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีบทบาทสำคัญได้มาพบปะพูดคุยกันและสรุปความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแง่ของน้ำ งานนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อติดตามความคืบหน้าในเรื่องของน้ำภายใต้ข้อตกลงต่างๆทั่วโลก

            งานนี้ยังได้รับเกียรติจากผู้แทนของคณะกรรมการระดับสูงด้านน้ำ (High Level Panel on Water) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อต้นปีโดยบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ และจิม คิม ประธานธนาคารโลก เพื่อส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่เกี่ยวข้องกับน้ำ โดยผู้แทนจากคณะกรรมการฯ ได้ใช้งานนี้เป็นเวทีเปิดรับข้อมูลจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำและการพัฒนาจากทั่วโลก

 

            รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SIWI และงานสัปดาห์น้ำโลกได้ที่ http://www.siwi.org และ http://www.worldwaterweek.org

          สื่อมวลชนติดต่อ

          Rowena Barber

          ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารของ SIWI

          โทร. +46-8-1213-6039

          ที่มา: Stockholm International Water Institute

งานแคนตันแฟร์ ครั้งที่ 120 เตรียมเผยโฉมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีล่าสุดในโซนพลังงานใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กว่างโจว, จีน–5 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            งานแสดงสินค้านำเข้าและส่งออกของจีน ครั้งที่ 120 (China Import and Export Fair: Canton Fair) ประจำฤดูใบไม้ร่วง เตรียมเปิดฉากระหว่างวันที่ 15-19ตุลาคมนี้ที่กว่างโจว โดยจะมีโซนพลังงานใหม่ (new energy) ในบริเวณ Area B ซึ่งจัดแสดงผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีล่าสุดจากอุตสาหกรรมพลังงานใหม่

            โซนพลังงานใหม่จะแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนจัดแสดงผลิตภัณฑ์เซลล์แสงอาทิตย์ ผลิตภัณฑ์ความร้อนแสงอาทิตย์ รวมถึงพลังงานลมและผลิตภัณฑ์พลังงานใหม่อื่นๆ

            นายหลิว ฉวนตง รองผู้อำนวยการสำนักกิจการต่างประเทศของงานแคนตันแฟร์ กล่าวว่า “โซนพลังงานใหม่เป็นไฮไลท์สำคัญของงานแคนตันแฟร์มาโดยตลอด ในงานแคนตันแฟร์ประจำฤดูใบไม้ผลิเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา โซนพลังงานใหม่กินพื้นที่ 3,900 ตารางเมตร และมีบูธ 200 บูธจากบริษัท 71 แห่ง พลังงานใหม่เป็นประเด็นที่ดึงดูดความสนใจของทั่วโลก โซนนี้อาจจะไม่ใช่โซนที่ใหญ่ที่สุด แต่ก็มีแนวคิดที่ทันสมัยที่สุด เพราะอุตสาหกรรมนี้เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมเทคโนโลยีและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม”

            ผลิตภัณฑ์ที่จะจัดแสดงในโซนนี้มีมากมาย อาทิ เซลล์แสงอาทิตย์ ระบบ อุปกรณ์ และอุปกรณ์เสริมอื่นๆที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเครื่องสูบน้ำ เครื่องทำความร้อน และเครื่องปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์ ตลอดจนผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ใช้พลังงานลมและพลังงานความร้อนใต้พิภพ

            บริษัทชั้นนำมากมายจะเข้าร่วมงานแคนตันแฟร์ ครั้งที่ 120 เพื่อจัดแสดงผลิตภัณฑ์เด่นของตนเอง รวมถึงเปิดตัวผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่จดสิทธิบัตรเรียบร้อยแล้ว

            โซนพลังงานใหม่ในงานแคนตันแฟร์ครั้งนี้จะเน้นไปที่การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และเนื่องจากมีการเปิดโซนนี้พร้อมๆกับโซนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์ไฟฟ้า และอุปกรณ์ส่องสว่าง ซัพพลายเออร์จึงสามารถซื้อหาสินค้าทุกอย่างได้ครบภายในงานเดียว และยังได้รับความช่วยเหลือด้านเทคโนโลยีด้วย

            คุณหลิวกล่าวว่า “เราหวังว่าทุกท่านที่มาเยี่ยมชมโซนพลังงานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นซัพพลายเออร์หรือผู้ซื้อ จะได้รับชมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยและดีที่สุด รวมทั้งได้แบ่งปันไอเดียและประสบการณ์อันมีค่าร่วมกัน แนวคิดหลักของงานแคนตันแฟร์ยังคงเหมือนเดิม นั่นคือ การเป็นแหล่งซื้อหาสินค้าที่ครบจบในงานเดียว และการเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองสำหรับมืออาชีพ”

            เกี่ยวกับงานแคนตันแฟร์

 

งานแสดงสินค้านำเข้าและส่งออกของจีน หรืองานแคนตันแฟร์ จัดขึ้นปีละ 2 ครั้งในฤดูใบไม้ผลิและฤดูใบไม้ร่วง ณ นครกว่างโจว งานนี้ถือกำเนิดขึ้นครั้งแรกในปี 2500 หรือเกือบ 60 ปีมาแล้ว จึงเป็นงานแสดงสินค้าที่มีประวัติอันยาวนานที่สุด ทั้งยังมีระดับที่สุด ขนาดใหญ่ที่สุด และมีจำนวนสินค้ามากที่สุด นอกจากนั้นยังมีผู้ซื้อจากนานาประเทศมากที่สุด และมีมูลค่าการทำธุรกิจสูงสุดในประเทศจีน ความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งของงานแคนตันแฟร์สามารถดึงดูดบริษัทกว่า 24,000 แห่งในจีน และ 500 แห่งจากต่างประเทศ งานนี้มุ่งเน้นไปที่สินค้านำเข้าและส่งออกที่มีความยืดหยุ่นและหลากหลาย โดยมีการจัดงานแบบออนไลน์ควบคู่กันไปด้วย

Huawei nova Series สมาร์ทโฟนซีรีย์ใหม่ ท้าทายทุกความคาดหวัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เบอร์ลิน–2 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          หัวเว่ย เปิดตัวสมาร์นโฟน 2 รุ่นใหม่ ผสมผสานดีไซน์สวยงาม ประสิทธิภาพทรงพลัง และกล้องถ่ายภาพที่เหนือชั้น

          – Huawei nova: สมาร์ทโฟนขอบโค้งขนาดกะทัดรัด ดีไซน์สวยไม่เหมือนใคร นำเสนอประสบการณ์ถ่ายภาพจากกล้องหน้าที่มีชีวิตชีวา

          – Huawei nova plus: บันทึกช่วงเวลาที่แสนงดงามด้วยกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล

          หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป ประกาศเปิดตัวสมาร์ทโฟนซีรีย์ใหม่ Huawei nova series ซึ่งประกอบด้วยสมาร์ทโฟนสวยล้ำ 2 รุ่นด้วยกัน ได้แก่ novaและ nova plus สมาร์ทโฟนในซีรีย์นี้ผสมผสานสไตล์และการทำงานที่สมบูรณ์แบบและไม่เหมือนใคร เพื่อสะท้อนตัวตนของผู้ที่เสาะแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเอง

Huawei Consumer Logo / Huawei Consumer BG Logo (PRNewsFoto/Huawei Consumer BG)

Huawei Consumer BG Logo (PRNewsFoto/Huawei Consumer BG)

          (โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160506/364549LOGO )

Huawei nova Series Defies Expectations (PRNewsFoto/Huawei Consumer Business Group)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160901/403534 )

           http://releasd.com/37cb

          สมาร์ทโฟนตระกูล Huawei nova ผสมผสานระหว่างประโยชน์ใช้สอย ดีไซน์ที่สวยงามน่าทึ่ง และประสิทธิภาพอันทรงพลัง ดีไซน์ที่สวยงามของ Huawei nova ได้รับแรงบรรดาลใจจากความโค้งมนในสถาปัตยกรรมร่วมสมัย โดดเด่นด้วยพื้นผิวโค้งที่บรรจบกันอย่างแนบเนียน นำเสนอประสบการณ์ที่รับรู้ได้ด้วยสัมผัสและการมองเห็น ทั้งขนาดที่เหมาะมือ พร้อมเติมดีไซน์สวยงามให้ลงตัวด้วยสีที่นุ่มนวล แต่ทรงพลัง ได้แก่ Prestige Gold, Mystic Silver และ Titanium Grey

          Huawei nova มอบประสบการณ์การถ่ายภาพที่ยอดเยี่ยม ด้วยความเร็ว ความลึก และความคมชัดอันน่าทึ่ง กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล ให้ภาพถ่ายที่สวยงามแม้ในยามแสงน้อย ในขณะที่ nova plus มีกล้องหลัง 16 ล้านพิกเซลระดับแนวหน้าของวงการ มาพร้อมฟีเจอร์ป้องกันภาพสั่น เปิดโอกาสให้ผู้ชื่นชอบการถ่ายถาพบันทึกช่วงเวลาที่แสนพิเศษเพื่อแชร์กับครอบครัวและเพื่อนฝูง ทั้งสองรุ่นมีกล้องหน้าความชัด 8 ล้านพิกเซลระดับแนวหน้า ที่ถ่ายภาพเซลฟีและบันทึกความเคลื่อนไหวบนโลกใบนี้ได้ยอดเยี่ยมกว่าที่เคยในทุกสภาพแสง ขณะที่หน้าจอให้ภาพสมจริงระดับ full HD โดยมีอัตราส่วนหน้าจอต่อบอดี้ที่กว้างที่สุดในวงการ เปิดทางให้ผู้ใช้สัมผัสกับการแสดงผลบนหน้าจอได้อย่างเต็มอิ่ม

          Huawei nova series ตอบโจทย์ผู้ที่ติดสมาร์ทโฟน ด้วยแบตเตอรีที่ดีที่สุดในวงการ อยู่ได้นานถึง 2 วัน นอกจากนี้ nova และ nova plus ยังสามารถรักษาความสมดุลเพื่อให้สมาร์ทโฟนอยู่ในโหมดสแตนด์บายได้นานขึ้น และรักษาประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมเอาไว้ เพื่อให้ผู้ใช้มีแบตเตอรีเพียงพอต่อการใช้ตลอดวัน

          เซนเซอร์นิ้วมือ 3 มิติระดับแนวหน้าของหัวเว่ยรองรับการปลดล็อกที่รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น เพื่อความปลอดภัยและความสะดวกสบาย เซนเซอร์นิ้วมือทำให้การควบคุมฟังก์ชันต่างๆของโทรศัพท์มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการถ่ายภาพ ดังนั้นผู้ใช้จะสามารถถ่ายภาพเซลฟี่สุดเพอร์เฟคได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส

          ริชาร์ด หยู ซีอีโอของหัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป กล่าวว่า “ดีไซเนอร์ของเราได้สร้างสรรค์อุปกรณ์อันสวยงามที่ตอบสนองความต้องการตามไลฟ์สไตล์ที่หลากหลาย nova และ nova plus จะมอบสิ่งที่เหนือกว่าความคาดหมายและดีที่สุดสำหรับลูกค้า โทรศัพท์มือถือรุ่น 2 รุ่นนี้จะเติมชีวิตชีวาให้กับผู้ใช้ ช่วยให้บรรลุเป้าหมายในแต่ละวัน และยกระดับการใช้ชีวิต ด้วยคุณสมบัติและฟังก์ชันการทำงานที่ยอดเยี่ยมที่สุดในวงการ”

          โดยนอกจากสมาร์ทโฟนซีรีย์ใหม่แล้ว ผู้เยี่ยมชมงาน IFA 2016 ณ กรุงเบอร์ลิน ยังได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจจากหัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป นำโดย MediaPad M3 ที่มาพร้อมหน้าจอขนาด 8.4 นิ้วสุดประทับใจ ถือเป็นแท็บเล็ตที่มีหน้าจอใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับสัดส่วนของตัวเครื่อง ขณะที่Huawei P9 สมาร์ทโฟนรุ่นเรือธงได้เพิ่มสีสันใหม่สองสี ได้แก่ สีแดงเข้ม Red และสีฟ้าคราม Blue พร้อมด้วยกล้องประสิทธิภาพสูงที่พัฒนาร่วมกับ Leica ตลอดจนฟีเจอร์อื่นๆ ในระดับชั้นนำของตลาด   

          นอกจากนี้ หัวเว่ยยังได้เปิดฉายภาพยนตร์สั้นจัดทำพิเศษ เรื่อง “Dream it Possible” กำกับโดย เดนนี กอร์ดอน นำเสนอเรื่องราวของ Anna นักเปียโนคลาสสิกสาวผู้มุ่งมั่น เพื่อถ่ายทอดคุณค่าของแบรนด์หัวเว่ยที่ว่า ทุกสิ่งเป็นไปได้

          ราคา:

          Huawei nova         399 ยูโร

          Huawei nova plus    429 ยูโร

          Huawei nova จะเริ่มวางจำหน่ายในเดือนตุลาคมนี้ ในกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค ซึ่งรวมถึงเยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน และออสเตรีย

          Huawei nova plus จะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงปลายเดือนกันยายนนี้ ในกว่า 50 ประเทศและภูมิภาค ซึ่งรวมถึงสเปน อิตาลี และแคนาดา

          สำหรับในประเทศจีน สามารถสั่งซื้อสมาร์ทโฟน Huawei nova series ได้ทางออนไลน์ที่ JD.com และ Tmall.com นอกเหนือไปจากร้านของหัวเว่ย

          แหล่งข่าว: หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป

คาสิโอ ผนึกกำลัง สคูเดอเรีย โทโร รอสโซ่ เปิดตัวนาฬิกาแนวสปอร์ตรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

มอนซา, อิตาลี–2 ก.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

บริษัท คาสิโอ คอมพิวเตอร์ จำกัด ประกาศเปิดตัวนาฬิกาโลหะแนวสปอร์ตรุ่นใหม่ล่าสุดในคอลเลคชั่น EDIFICE ซึ่งผสานดีไซน์อันทรงพลังเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย โดยมีชื่อรุ่นว่า EFR-554TR ในคอลเลคชั่น EDIFICE Scuderia Toro Rosso Limited Edition นาฬิการุ่นแรกที่ถือกำเนิดขึ้นจากการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างคาสิโอ กับทีมแข่งรถฟอร์มูลาวันอย่างสคูเดอเรีย โทโร รอสโซ่

EFR-554TR watch / The new EDIFICE Scuderia Toro Rosso Limited Edition watch, EFR-554TR, marks Casio's first partnership model with Scuderia Toro Rosso. (PRNewsFoto/Casio)

The new EDIFICE Scuderia Toro Rosso Limited Edition watch, EFR-554TR, marks Casio’s first partnership model with Scuderia Toro Rosso. (PRNewsFoto/Casio)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160831/402982 )

Casio Edifice Limited edition visual / The visual that will support the launch of the watch EDIFICE Scuderia Toro Rosso Limited Edition, EFR-554TR (PRNewsFoto/Casio)

The visual that will support the launch of the watch EDIFICE Scuderia Toro Rosso Limited Edition, EFR-554TR (PRNewsFoto/Casio)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160831/402983 )

Blank3 / The drivers Daniil Kvyat and Carlos Sainz of Scuderia Toro Rosso during the presentation of the new EDIFICE Scuderia Toro Rosso Limited Edition EFR-554TR (PRNewsFoto/Casio)

The drivers Daniil Kvyat and Carlos Sainz of Scuderia Toro Rosso during the presentation of the new EDIFICE Scuderia Toro Rosso Limited Edition EFR-554TR (PRNewsFoto/Casio)
(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160831/402984 )

ภายในงานที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่บริเวณ Energy Station ข้างสนามแข่งรถ นายฮาราลด์ ชโรเดอร์ หัวหน้าฝ่ายการตลาดของคาสิโอ ยุโรป และนายฟรานซ์ ทอสต์ หัวหน้าทีมสคูเดอเรีย โทโร รอสโซ่ ได้เปิดเวทีการแข่งขันสุดตื่นเต้นให้กับ 2 นักซิ่งทีมสคูเดอเรีย โทโร รอสโซ่ ได้แก่ คาร์ลอส เซนซ์ และดานิล คียัต ซึ่งทั้งสองจำเป็นต้องตอบคำถามเกี่ยวกับประเทศอิตาลี ไม่ว่าจะในเรื่องของอนุสรณ์สถาน อาหารการกิน และแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ในสถานการณ์ที่ไม่ค่อยเอื้ออำนวยในการตอบคำถามสักเท่าไร เนื่องจากต้องตอบคำถามเหล่านี้ขณะที่กำลังปั่นจักรยานแบบขี่อยู่กับที่ และแน่นอนว่ามีการจับเวลาด้วยนาฬิกา EFR-554TR Casio รุ่นใหม่นี้ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วการแข่งขันอันสูสีนี้ก็จบลงด้วยการหันหน้าจับมืออย่างมีน้ำใจนักกีฬา

เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา คาสิโอได้กลายเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับทีมสคูเดอเรีย โทโร รอสโซ่ โดยบริษัทเชื่อว่าพละกำลังของคนรุ่นใหม่ แรงผลักดัน และความมุ่งมั่นอันแรงกล้าต่อความเร็ว ประกอบกับกองทัพรถซิ่งที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยีล้ำสมัยนี้ ทำให้ทีมสคูเดอเรีย โทโร รอสโซ่ เป็นทีมที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับแนวคิด “Speed and Intelligence.” ของนาฬิกาคอลเลคชั่น EDIFICE

EFR-554TR เป็นนาฬิการุ่นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับทีมสคูเดอเรีย โทโร รอสโซ่ นาฬิการุ่นนี้ตกแต่งด้วยเข็มวินาทีและเข็มหน้าปัดย่อยสีแดงซึ่งเป็นสีประจำทีมเพื่อเน้นให้เด่นขึ้นมา พร้อมตกแต่งสีเนวีบลูและสีทองเพื่อเน้นในจุดอื่นๆของตัวนาฬิกา ไม่ว่าจะเป็นตัวเคสนาฬิกา เข็มชั่วโมง และเข็มนาที และยังประดับโลโก้ของทีมทั้งบนหน้าปัดและหลังนาฬิกา โดยเข็มหน้าปัดย่อยทั้ง 3 จุดนั้นช่วยมอบความรู้สึกแบบกีฬารถแข่ง ซึ่งทำให้นาฬิการุ่นนี้มีลุคสปอร์ตขึ้นไปอีกขั้น นาฬิการุ่นใหม่นี้บรรจุในแพคเกจพิเศษ และมาพร้อมกับขาโชว์นาฬิกา และบัตรที่ระลึก

นายชิเกโนริ อิโต เจ้าหน้าที่ผู้จัดการอาวุโส และผู้จัดการทั่วไปอาวุโส สายงานการตลาดสำนักงานใหญ่ บริษัท คาสิโอ คอมพิวเตอร์ จำกัด กล่าวว่าผมรู้สึกภูมิใจที่ได้เปิดตัวนาฬิกาที่เป็นสัญลักษณ์ของการเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการกับทีมรถแข่งอันเปี่ยมไปด้วยพลังคนรุ่นใหม่และกำลังมาแรงอย่างทีมสคูเดอเรีย โทโร รอสโซ่ ทั้งนี้ เราหวังที่จะได้เห็นทีมนี้ประสบความสำเร็จต่อไปในอนาคต

นายฟรานซ์ ทอสต์ ยังกล่าวถึงนาฬิการุ่นใหม่นี้ด้วยว่าผมตั้งตารอการเปิดตัวนาฬิการุ่นนี้มาโดยตลอด ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นภายใต้แบรนด์อันทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยนวัตกรรมล้ำสมัยอย่าง EDIFICE ผมหวังว่าจะได้กระชับความสัมพันธ์ระหว่างเราทั้งคู่ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

EFR-554TR

ข้อมูลจำเพาะ

   คุณสมบัติกันน้ำ: 10 บาร์

   ตัวจับเวลา: ตัวจับเวลาละเอียด 1 วินาที; จับเวลาต่อเนื่องสูงสุด: 29’59”; รูปแบบการจับเวลา: elapsed time, split time,1st-2nd place times

   ฟังก์ชั่นอื่นๆ: แสดงวันที่

   ความแม่นยำที่อุณหภูมิปกติ: บวกลบ 20 วินาทีต่อเดือน

   อายุแบตเตอรี่: 3 ปีบน SR920SW

   ขนาดของเคส: 51.2 x 47.1 x 11.9 มม.

   น้ำหนักรวม: ประมาณ 152 ก.

EDIFICE เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัท คาสิโอ คอมพิวเตอร์ จำกัด

ชื่อบริษัทหรือผลิตภัณฑ์อื่นๆในที่นี้เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนหรือเครื่องหมายการค้าของบริษัทที่เป็นเจ้าของ

แหล่งข่าว: คาสิโอ

หัวเว่ย เร่งผลักดันผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมพลิกโฉมธุรกิจสู่ระบบคลาวด์ พร้อมช่วยอุตสาหกรรมแนวดิ่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซี่ยงไฮ้–2 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

– ยุคแห่งคลาวด์ ยุคแห่งโลกใหม่

ณ ที่ประชุม Carrier Cloud Transformation Summit อันเป็นส่วนหนึ่งของงาน Huawei Connect 2016 หัวเว่ยและผู้ให้บริการโทรคมนาคมระดับโลก รวมถึงองค์กรอุตสาหกรรม และพันธมิตรรายต่าง ๆ ได้ร่วมกันแบ่งปันความสำเร็จเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัล และร่วมกันอภิปรายภายใต้กรอบ การเร่งผลักดันผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคมพลิกโฉมธุรกิจสู่ระบบคลาวด์ พร้อมช่วยอุตสาหกรรมแนวดิ่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล”

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160901/0861608981

โจว จื้อเหล่ย ประธานกลุ่มธุรกิจเครือข่ายโทรคมนาคมของหัวเว่ย

โจว จื้อเหล่ย ประธานกลุ่มธุรกิจเครือข่ายโทรคมนาคมของหัวเว่ย กล่าวว่า ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมไอทีได้ก้าวผ่านการเปลี่ยนแปลงมาแล้ว นำโดยคลื่นลูกแรกที่มีเครือข่ายเป็นศูนย์กลาง ตามด้วยคลื่นลูกที่สองซึ่งมีแอปพลิเคชั่นเป็นศูนย์กลาง และขณะนี้กำลังเริ่มก้าวเข้าสู่คลื่นลูกที่สาม ซึ่งอาจยาวนานไปตลอด 20-30 ปีข้างหน้า โดยในคลื่นลูกที่สามนี้ การพัฒนาอุตสาหกรรมจะมีระบบนิเวศอุตสาหกรรมแนวดิ่งเป็นศูนย์กลาง ซึ่งปัจจุบันระบบอินเทอร์เน็ตและคลาวด์ได้พลิกโฉมภาคส่วนต่าง ๆ ในแนวดิ่งแล้ว ตั้งแต่บริการจากภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคการเงิน ไปจนถึงภาคการขนส่ง และภาคการผลิต ขณะที่เทคโนโลยีและแนวทางใหม่ ๆ ก็กำลังก่อให้เกิดการผลิตรูปแบบใหม่ อันจะทำให้อุตสาหกรรมและภาคส่วนที่มีความสำคัญเหล่านี้กลับมายืนอยู่แถวหน้าในด้านของนวัตกรรม

ในคลื่นลูกที่สามของการเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจะเป็นตัวเร่งศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรมได้อย่างยิ่งใหญ่ อุตสาหกรรมที่ดำรงอยู่มานานนั้นต้องการบริการครบวงจรในจุดเดียวและบริการที่เข้าถึงพื้นที่ มีการผสานระบบคลาวด์และเครือข่ายเข้าด้วยกัน และมีระบบรักษาความปลอดภัยอันสมบูรณ์แบบ ผู้ให้บริการโทรคมนาคมจะสามารถนำจุดแข็งของตนมาใช้ประโยชน์ในการช่วยให้ภาคส่วนแนวดิ่งสามารถควบรวมขั้นตอนและเครือข่ายต่าง ๆ ที่ยังแยกกันอยู่ ซึ่งการปรับโครงสร้างการดำเนินงานด้านเครือข่ายและกระบวนการทางธุรกิจจะช่วยให้ผู้ให้บริการสามารถนำพาอุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคดิจิทัลได้ ทั้งยังจะได้ผลประโยชน์มากมายจากผลิตภาพที่เพิ่มขึ้นของลูกค้า

สำหรับโอกาสที่จะประสบความสำเร็จนั้นเห็นได้ชัดเจนเป็นพิเศษในด้านของบริการคลาวด์ Internet of Things (IoT) และวิดีโอ โทมัส อาเชนเบรนเนอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาดระบบคลาวด์ของดอยช์ เทเลคอม กล่าวว่า คลาวด์เป็นตัวขับเคลื่อนและเป็นตัวสร้างการเปลี่ยนแปลงให้แก่อุตสาหกรรมโดยรวม ดอยช์ เทเลคอม และ หัวเว่ย จะร่วมกันสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อไป เพื่อมอบบริการคลาวด์คุณภาพสูงให้แก่บริษัทต่างๆ ผ่านทาง Open Telekom Cloud ของเรา ด้านหวาง จิงจง ซีอีโอของไชน่า โมบาย อันยาง กล่าวว่า ไชน่า โมบาย และ หัวเว่ย ได้นำเสนอบริการคลาวด์สำหรับรัฐบาล องค์กรธุรกิจ บริการสาธารณะ และ IoT ส่งผลให้เกิดเป็นเมืองอัจริยะที่มีการเชื่อมต่อถึงกัน พร้อมด้วยระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ บริการชั้นเยี่ยมสำหรับผู้อยู่อาศัย รวมถึงสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำธุรกิจ นายจอห์น ฮอฟฟ์แมน ซีอีโอและกรรมการบริษัท จีเอสเอ็ม จำกัด มีความเชื่อเช่นเดียวกันว่า การบรรจบกันของคลาวด์ IoT และบิ๊กดาต้า ถือเป็นโอกาสใหม่ในการเชื่อมถึงโลกแห่งอนาคต ซึ่งก็คือโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั่นเอง

“ALL CLOUD” หรือการทำให้ทุกสิ่ง ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ เครือข่าย การปฏิบัติงาน และการบริการอยู่บนระบบคลาวด์ นับเป็นก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลของบรรดาผู้ให้บริการเครือข่าย นายอู๋ เซียงตง ประธานไชน่า เทเลคอม คลาวด์ คอมพิวติ้ง กล่าวว่า “ไชน่า เทเลคอม และ หัวเว่ยได้ร่วมกันพัฒนาระบบ eCloud 3.0ใหม่ล่าสุดซึ่งรวมเอาคลาวด์และเครือข่ายเข้าไว้ด้วยกัน พร้อมนำเสนอบริการคลาวด์ที่ปลอดภัยและปรับแต่งได้ตามความต้องการของลูกค้า โดยสามารถสนับสนุนการพัฒนาของอินเทอร์เน็ตระดับอุตสาหกรรม และขับเคลื่อนกระบวนการพัฒนาสารสนเทศของอุตสาหกรรม”

ขณะเดียวกัน หัวเว่ยยึดมั่นในหลักการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ หรือ “Make It Possible” พร้อมก้าวขึ้นเป็นผู้นำในการพัฒนาคลาวด์ ทั้งเพื่อตอบโจทย์ สร้างประสบการณ์ และให้ความรู้แก่ผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม ซึ่งถือเป็นการกระตุ้นศักยภาพภายในองค์กรของหัวเว่ยได้อย่างดีเยี่ยม และนำไปสู่บริการทีดีกว่าเดิมสำหรับผู้ให้บริการเครือข่าย

เทคโนโลยีคลาวด์นั้นอยู่รอบตัวเรา และหัวเว่ยก็พร้อมที่จะทำงานร่วมกับหุ้นส่วนในอุตสาหกรรมเพื่อพัฒนาระบบนิเวศคลาวด์แบบเปิดที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะสนับสนุนกลยุทธ์ด้านคลาวด์ของบรรดาผู้ให้บริการโทรคมนาคม เร่งผลักดันการพลิกโฉมธุรกิจสู่โลกของคลาวด์ และช่วยให้อุตสาหกรรมโทรคมนาคมทั้งหมดเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล ทั้งนี้ เฉิ่น เค่อ รองประธานของไชน่า ยูนิคอม เซี่ยงไฮ้ กล่าวว่า “ไชน่า ยูนิคอม และ หัวเว่ย ได้ร่วมกันสร้างระบบนิเวศดิจิทัลเชิงธุรกิจ ‘2+N’ อันทรงพลัง สำหรับให้บริการออนไลน์แก่องค์กรธุรกิจผ่านอีคอมเมิร์ซคลาวด์ และให้บริการบ่มเพาะธุรกิจแบบครบวงจรในหนึ่งเดียวแก่บรรดาพันธมิตร”

งาน Huawei Connect 2016 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 2 กันยายน ณ Shanghai Expo Centre, Mercedes-Benz Arena และ Shanghai World Expo Exhibition and Convention Center (SWEECC) ในนครเซี่ยงไฮ้ โดยมีผู้นำในวงการอุตสาหกรรมมากกว่า 15,000 ราย มาร่วมกันอภิปรายถึงแนวทางในการสร้างโลกที่เชื่อมต่อถึงกันได้ดีขึ้น และแนวทางส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมต่างๆ สู่ยุคดิจิทัล สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าชมที่ http://www.huawei.com/minisite/huaweiconnect2016/en/index.html

เกี่ยวกับหัวเว่ย

หัวเว่ย เป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ชั้นนำระดับโลก เรามีจุดมุ่งหมายในการสร้างโลกที่เชื่อมต่อถึงกันได้ดีขึ้น ผ่านการรับบทบาทเป็นธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้ผลักดันนวัตกรรมในสังคมสารสนเทศ และผู้มีส่วนช่วยเหลืออุตสาหกรรม ด้วยแรงผลักดันจากนวัตกรรมที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าและพันธมิตรแบบเปิดกว้าง หัวเว่ยได้สร้างสรรค์โซลูชันไอซีทีแบบเอ็นด์ทูเอ็นด์ที่ช่วยให้ลูกค้ามีความได้เปรียบในการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและเครือข่ายระดับองค์กร อุปกรณ์ และคลาวด์คอมพิวติ้ง พนักงาน 170,000 คนทั่วโลกของหัวเว่ยมีพันธกิจในการสร้างมูลค่าสูงสุดให้แก่ผู้ให้บริการโทรคมนาคม บริษัทและผู้บริโภค โซลูชั่น ผลิตภัณฑ์และบริการด้านไอซีทีของเราถูกนำไปใช้ในกว่า 170 ประเทศและภูมิภาค เพื่อให้บริการแก่ประชากรมากกว่าหนึ่งในสามของโลก ทั้งนี้ หัวเว่ยก่อตั้งขึ้นในปี 2530 และเป็นบริษัทเอกชนที่พนักงานเป็นเจ้าของร่วมกัน

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160901/0861608981

ทีเส็บเปิดแผนการตลาดธุรกิจ MI ปี’60 ปรับกลยุทธ์เชิงลึกเจาะ 3 กลุ่มเป้าหมายหลัก พร้อมแนะแนวโน้มตลาดโลกต่อผู้ประกอบการผ่านงาน Industry Day 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

02 กันยายน 2559 กรุงเทพฯ: สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดแผนการตลาดธุรกิจการจัดประชุมและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลปี 2560 จัดเซ็กเมนต์ใหม่เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมายหลัก เดินหน้ากลยุทธ์เชิงรุกหวังสร้างรายได้ไมซ์ได้เพิ่มขึ้น ชูแคมเปญการตลาด Meet in Style, Meet in Thailandดึงนักเดินทางกลุ่มไมซ์จากทั่วโลก พร้อมจัดงาน Industry Day 2016 แนะแนวโน้มตลาดโลกในปีหน้าต่อผู้ประกอบการไมซ์ไทย

นายนพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเส็บ เปิดเผยว่า  “จากการศึกษาเรื่องผลกระทบเศรษฐกิจของอุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศไทย พบว่า มูลค่าการใช้จ่ายทั้งหมดในระบบเศรษฐกิจจากการดำเนินกิจกรรมของอุตสาหกรรมไมซ์ในปี 2558 คิดเป็นจำนวน 2.2 แสนล้านบาท อุตสาหกรรมไมซ์ยังส่งผลต่อการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจประมาณ164,427 อัตรา และยังส่งผลประโยชน์เชิงปริมาณที่เกิดจากการสร้างเครือข่าย การสร้างตราสินค้าและการแบ่งปันทักษะระหว่างอุตสาหกรรม สำหรับอุตสาหกรรมการประชุมและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล หรือ MI นั้นพบว่า ในปี 2558 มีมูลค่าการใช้จ่ายทั้งหมดในระบบเศรษฐกิจจากการดำเนินกิจกรรมของอุตสาหกรรม MI คิดเป็นจำนวน 1 แสนล้านบาท และยังส่งผลต่อการจ้างงานในระบบเศรษฐกิจประมาณ 73,000 อัตรา นับเป็นการแสดงให้เห็นถึงธุรกิจไมซ์ โดยเฉพาะในส่วนของ MI ที่สามารถสร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจของประเทศ

 

ด้านภาพรวมของธุรกิจไมซ์ ในช่วง 3 ไตรมาสของปีงบประมาณ 2559 ประเทศไทยมีโอกาสต้อนรับนักเดินทางกลุ่มไมซ์รวม 750,742 คน สร้างรายได้ 60,593 ล้านบาท คิดเป็นนักเดินทางกลุ่ม MI จำนวน 393,859 คน สร้างรายได้ 29,664 ล้านบาท โดยมีนักเดินทางกลุ่มไมซ์จากอินเดียเป็นอันดับหนึ่ง รองมา คือ จีน และสิงคโปร์ โดยตลาดหลักของธุรกิจ MI คือภูมิภาคเอเชีย ตลาดรอง คือ ยุโรป สหรัฐอเมริกา และโอเชียเนีย ส่วนกลุ่มตลาดใหม่ที่กำลังศึกษาข้อมูลและเริ่มสร้างการรับรู้เกี่ยวกับอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทย คือ ยุโรปตะวันออก กลุ่มประเทศ CIS (Commonwealth of Independent States) ทั้งนี้สำหรับภาพรวมแผนตลาด MI ในปี  2560 นั้น ทีเส็บกำหนดแผนตลาดธุรกิจMI เน้นกลยุทธ์เชิงลึก แบ่งกลุ่มเป้าหมายใหม่ตามเซ็กเมนต์หลักที่มีการใช้งบประมาณในการเดินทางและทำกิจกรรมต่อครั้งค่อนข้างสูง รวมทั้งกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายของแต่ละกลุ่ม และแนวทางการเจาะตลาดของกลุ่มเป้าหมายเหล่านี้

 

ด้าน นางสาวนุช หอมรสสุคนธ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายการประชุมและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ทีเส็บ กล่าวว่า “ในปี 2560 ตลาด MI มีการกำหนดเป้าหมายใหม่เป็น 3 กลุ่มหลักที่มีคุณภาพ ได้แก่ กลุ่มเมกะไซส์ ที่มีจำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์ 2,000 รายขึ้นไป เน้น กลุ่มธุรกิจขายตรง/ ประกัน/ โทรคมนาคม/ ไอที/ ยานยนต์ โดยเฉพาะประเทศจีน/ อินเดีย และกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก กลุ่มการจัดประชุมองค์กร โดยมีลักษณะเป็นการประชุมบอร์ด ประชุมประจำปี ประชุมระดับภูมิภาค ในธุรกิจอาทิ การเงิน การธนาคาร/ ยานยนตร์/ ไอที/ โทรคมนาคม/ เภสัชภัณฑ์ มุ่งเน้นที่ประเทศญี่ปุ่น/ สิงคโปร์/ มาเลเซีย/ สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย และ กลุ่มท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลในระดับพรีเมียม ซึ่งเป็นกลุ่มขนาดเล็กแต่มีอัตราการใช้จ่ายต่อหัวสูง อาทิ ผู้บริหารระดับสูงของธุรกิจขายตรง/ ไอที/ โทรคมนาคม/ ยานยนต์ มุ่งเน้นที่ประเทศจีน/ สิงคโปร์/ สหรัฐอเมริกา/ ญี่ปุ่น/ อินเดีย/ ออสเตรเลีย และยุโรป”

 

ทีเส็บกำหนดแผนและแนวทางส่งเสริมการตลาดใน 5 รูปแบบหลัก เน้นทำงานร่วมกับภาคีพันธมิตร ขยายตลาดใหม่และสร้างกิจกรรมที่หลากหลายให้แก่นักเดินทางกลุ่มไมซ์ ประกอบด้วย แนวทางแรก การเข้าร่วมงานเทรดโชว์ครอบคลุมทุกภูมิภาค อาทิ งาน AIME 2017 / IMEX Frankfurt 2017 / IMEX America 2017 เป็นต้น แนวทางที่ 2 จัดกิจกรรมโรดโชว์ในตลาดเป้าหมาย อย่าง อินเดีย จีน ญี่ปุ่น แนวทางที่ 3ตั้งเป้าหมายการขายในตลาดศักยภาพใหม่ อาทิ ตลาดพรีเมี่ยม แนวทางที่ 4 จัดกิจกรรมเชิญกลุ่มลูกค้าองค์กร และตัวแทนการขาย ร่วมเสวนาในเวทีการแลกเปลี่ยนความรู้ รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจ และสัมผัสประสบการณ์ไมซ์ในประเทศไทย โดยมีโครงการ Thailand Incentive and Meeting Exchange (TIME) เป็นงานประจำปีที่มี 3 กิจกรรมภายในงาน คือ Knowledge Exchange / Business Exchangeและ Experience Exchange และแนวทางที่ 5 การขยายตลาดผ่านตัวแทนในต่างประเทศ ซึ่งในปีหน้าได้ขยายไปสู่ยุโรปและออสเตรเลีย จากปัจจุบันที่มีในจีน อินเดีย ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ ส่วนในประเทศที่มีแนวโน้มการเติบโตสูงอย่างจีน ก็มีการขยายกิจกรรมจากเมืองหลักอย่างปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ และกวางโจว ออกสู่เมืองรอง ได้แก่ เซินเจิ้น เฉิงตู ฉงชิ่ง หังโจว ซูโจว และนานจิง

 

นางสาวนุช กล่าวต่อไปว่า “ในปีหน้า MI ยังได้พัฒนาแคมเปญส่งเสริมการตลาดใหม่อย่าง Meet in Style, Meet in Thailand โดยแบ่งเป็น 5 กลุ่มสินค้าและบริการหลักที่จะเสนอคือ “Meet at Delightful Destinations” นำเสนอจุดหมายปลายทางที่หลากหลายนอกเหนือจาก 5เมืองไมซ์หลัก โดยนำเสนอเมืองที่สามารถรองรับการจัดงานไมซ์อื่นๆ อาทิ เชียงราย/ เกาะสมุย สุราษฏร์ธานี/ กระบี่/ เขาใหญ่ นครราชสีมา/ หัวหิน ประจวบคีรีขันธ์ “Meet at Breathtaking Venues” นำเสนอการจัดงานในสถานที่แปลกใหม่ ไม่จำเจ “Meet with Energy” ชูกิจกรรมการผจญภัย (Outdoor Adventures) รวมถึงกิจกรรมการสร้างทีมเวิร์ค (Treasured Team Building) “Meet the Sustainable Way” ยกกิจกรรม CSR และการจัดประชุมเชิงอนุรักษ์ (CSR and Green meetings) และ “Meet Around Great Flavours” การนำเสนออาหารไทยและความหลากหลายของวัฒนธรรมการทางอาหารในทุกกิจกรรม (Culinary Journeys)

 

ในส่วนของโปรโมชั่นส่งเสริมการขายมีการพัฒนาที่สอดรับกับทุกกลุ่มเป้าหมายของ MI  โปรโมชั่นแรก “Meet Double Cities สำหรับการเดินทางที่มีจำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์จากต่างประเทศอย่างน้อย 200 คน และมีการพำนักในประเทศไทยอย่างน้อย 4 คืน และมากกว่า 1 จุดหมายปลายทาง โดยทีเส็บจะให้การสนับสนุนงบประมาณเป็นจำนวนเงินสูงสุด 100,000 บาท เปิดรับสมัครแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 และต้องเดินทางในประเทศไทย ภายใน 31 ธันวาคม 2560 โปรโมชั่นที่ 2 Meet Sustainable สำหรับการเดินทางที่มีจำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์จากต่างประเทศอย่างน้อย 200 คน มีการพำนักในประเทศไทยอย่างน้อย 3 คืน และมีกิจกรรม CSR ในกำหนดการจัดงาน หรือ จัดงานในสถานที่ที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน “Thailand MICE Venue Standard (TMVS)” โดยทีเส็บจะให้การสนับสนุนงบประมาณเป็นจำนวนเงินสูงสุด 100,000 บาท เปิดรับสมัครแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2559 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 และต้องเดินทางในประเทศไทยภายใน 31 ธันวาคม 2560

 

ในส่วนของโปรโมชั่นเพื่อส่งเสริมกลุ่มเมกกะไซต์ ทีเส็บยังคงสนับสนุนด้วยแคมเปญ “Thailand BIG Thanks!” สำหรับการเดินทาง  ที่มีจำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์จากต่างประเทศอย่างน้อย 2,000 คน และมีการพำนักในประเทศไทยอย่างน้อย 3 คืน โดยทีเส็บจะให้การสนับสนุนงบประมาณเป็นจำนวนเงินสูงสุด 2,000,000 บาท เปิดรับสมัครต่อเนื่องตั้งแต่ปีที่ผ่านมาจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2560 และต้องมีการเดินทางในประเทศไทยภายใน 31 ธันวาคม 2560 นอกจากนี้ยังมีการสนับสนุนงานเมกกะอีเวนต์ที่จัดขึ้นในประเทศไทยด้วยการเป็นเจ้าภาพงาน IT&CMA การประมูลสิทธิ์การจัดงาน SITE Global Conference ด้วย

 

ด้านการจัดงาน Industry Day 2016 ซึ่งเป็นงานใหญ่ประจำทุกปีเพื่อเสริมศักยภาพให้ผู้ประกอบการไมซ์ โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในธุรกิจ MIนั้น ปีนี้กำหนดจัดขึ้นวันที่ 31 สิงหาคม 2559 ณ โรงแรม อวานี ริเวอร์ไซด์ กรุงเทพฯ ภายใต้คอนเซปต์ “MI Dynamic : SHARE, CONNECT, DISCOVER” เพื่อให้ความรู้ด้านแนวโน้มทางการตลาดและการทำธุรกิจในต่างประเทศของธุรกิจ MI สำหรับหน่วยงานและองค์กรที่อยู่ในภาครัฐและภาคเอกชน ตลอดจนผู้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรม สามารถนำข้อมูลไปใช้ในการวางแผนการตลาดและการดำเนินงานในอนาคต โดยมีรูปแบบการจัดงานทั้ง Panel Discussion เชิญวิทยากรให้ความรู้ในหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ MI และ ช่วง Meet the Rep โดยผู้ประกอบการมีโอกาสได้พบปะตัวแทนการตลาดของทีเส็บจาก 5 ประเทศ ประกอบด้วย ประเทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงลึกกับตัวแทนฯ เกี่ยวกับการเจาะตลาดและการประมูลสิทธิ์การจัดงานให้สำเร็จในแต่ละประเทศ

“จากข้อมูลของ 2016 GBTA Global BTI Outlook ที่สำรวจภาพรวมการเติบโตของประเทศต่างๆ ในโลกของการใช้งบประมาณสำหรับการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ ภายใน 5 ปี (พ.ศ. 25592563) คาดว่า ประเทศที่จะเติบโตสูงได้แก่ อินเดีย อินโดนีเซีย ตุรกี และจีน ส่วนประเทศที่เติบโตในระดับปานกลาง ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และยุโรป ซึ่งข้อมูลจากการสำรวจภาพรวมนี้ทำให้เรามองเห็นโอกาสเติบโตของบางประเทศในเอเชีย ซึ่งถือเป็นตลาดหลักของประเทศไทย ทีเส็บและผู้ประกอบการจึงต้องร่วมกันปรับแผนการดำเนินงานให้พร้อมที่จะรอบรับการเติบโตดังกล่าวนี้ โดยตั้งเป้าจำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์ในปี 2560 ด้วยจำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์ 1,109,000 คน สร้างรายได้ 101,000 ล้านบาท”  นายนพรัตน์ กล่าวสรุป

#####

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

ส่วนงานสื่อสารองค์กร  สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

นางสาวอริสรา ธนูแผลง                ผู้จัดการอาวุโส    โทรศัพท์ 02-694-6095        อีเมล arisara_t@tceb.or.th

นางสาวกนกวรรณ กะดีแดง   ผู้จัดการ             โทรศัพท์ 02-694-6006        อีเมล kanokwan_k@tceb.or.th

นางสาวฐิติวัลยา ไทยมงคลรัตน์      ผู้จัดการ             โทรศัพท์ 02-694-6103        อีเมล titiwanlaya_t@tceb.or.th

นางสาวขวัญชนก อดทน               ผู้ปฏิบัติการ โทรศัพท์ 02-694-6096        อีเมล kwanchanok_o@tceb.or.th

นางสาวปนิยดา มุลาลินน์               ผู้ปฏิบัติการ         โทรศัพท์ 026946091        อีเมล paniyada_m@tceb.or.th

 

เอ พับลิซิสท์ โทร. 0 2101 6860

คุณธิษตยา (แจง) 083 668 1112, คุณโกสินทร์ (ต้น) โทร. 081 566 2053, คุณสรศักดิ์ (เอิร์ธ) โทร. 089 406 5544