Neos Inc. จับมือ Lockheed Martin พัฒนาเซ็นเซอร์ ‘รุ่นใหม่’ นำเสนอความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในการสำรวจน้ำมัน ก๊าซ และแร่ธาตุจากทางอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซานฟรานซิสโก–7 ก.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          Neos Inc. เตรียมพัฒนาเซ็นเซอร์วัดการเปลี่ยนแปลงแรงโน้มถ่วง (gravity gradiometry) รุ่นใหม่ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการค้นหาน้ำมัน ก๊าซ และแร่ธาตุใต้พื้นผิวโลก มากกว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันถึง 20 เท่า

          Neos และ Lockheed Martin กำลังสร้างเซ็นเซอร์พิเศษ ซึ่งก้าวหน้าอย่างมากถึงขนาดที่อาจค้นพบเนินเขาสูง 10 เมตร ฝังอยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิวโลกถึง 1 กิโลเมตร หรืออีกนัยหนึ่งคือ เทคโนโลยีนี้อาจช่วยค้นพบรถหุ้มเกราะซึ่งมีทองคำอยู่เต็มคัน ลึกลงไป 20 เมตรใต้ผิวโลก ด้วยการตรวจจับคลื่นที่ส่งจากทองคำไปยังสนามแรงโน้มถ่วงในพื้นที่

          เทคโนโลยีใหม่นี้เรียกว่า Full Tensor Gradiometry (FTG) Plus ซึ่งสามารถตอบสนองได้ไวกว่าถึง 20 เท่า และมีแบนด์วิธกว้างกว่า 10 เท่า เมื่อเทียบกับเครื่องวัดความเปลี่ยนแปลงแรงโน้มถ่วงที่มีอยู่ในปัจจุบัน

          “FTG Plus พลิกโฉมสิ่งที่เราทำได้ และสิ่งที่เรามองเห็นได้จากอากาศ” คุณโจนาธาน ไฟแมน ประธานของ Neos Inc. กล่าว”การสำรวจจากระยะไกลจะเข้ามามีอิทธิพลต่อตลาดสำรวจทรัพยากร และ Neos จะมีเซ็นเซอร์ที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกก็ด้วยเพราะเซ็นเซอร์นี้ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถแสดงภาพทรัพยากรได้รวดเร็วขึ้น ได้ภาพที่สะอาดตามากขึ้น และจำหน่ายให้แก่ลูกค้าในราคาที่ถูกลง”

          Lockheed Martin อยู่ในระหว่างการสร้างเซ็นเซอร์ต้นแบบ ซึ่งออกแบบมาเพื่อการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติจากเครื่องบินที่ Neos เป็นเจ้าของและดำเนินงานเองโดยเฉพาะ

          Neos ได้ซื้อโครงการ FTG Plus ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการซื้อสินทรัพย์จาก CGG SA ตามที่ได้ประกาศเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2559

          “ความก้าวหน้าต่างๆที่เรากำลังจะพัฒนาขึ้นนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะในอดีตเราและคู่แข่งต่างใช้อาวุธยุทโปกรณ์ที่ถูกดัดแปลงเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์” เกรกอรี พาลีโอล็อก หัวหน้าโครงการ FTG Plus จาก Neos กล่าว “FTG Plus ถือเป็นเซ็นเซอร์รุ่นแรกที่ Lockheed Martin ได้สร้างขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานและความต้องการของเราโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง เนื่องจากเป็นการออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดสำหรับเรา อีกทั้งเรายังมีสิทธิใช้เซ็นเซอร์นี้แต่เพียงผู้เดียว”

          Neos ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อการประยุกต์ใช้งานด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับน้ำมัน ก๊าซ และเหมืองแร่ และจะใช้ FTG Plus ในฝูงบินของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น Basler BT-67 แบบสองเครื่องยนต์ เครื่องบิน Cessna C-208B Caravan แบบเครื่องยนต์กังหันเดียว และเครื่องบิน Reims-Cessna F406 แบบเครื่องยนต์กังหันคู่ นอกจากนี้ เซ็นเซอร์นี้ยังสามารถใช้กับเฮลิคอปเตอร์ได้อีกด้วย

          เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงแนวทางที่รัฐบาล กระทรวงพลังงาน และทีมสำรวจทรัพยากรต่างๆ ใช้ในการค้นหาทรัพยากรมีค่า และนำไปสู่การตัดสินใจที่เร็วขึ้นและมีข้อมูลประกอบมากขึ้นว่าจะดำเนินการสำรวจ ให้เช่า และขุดเจาะในพื้นที่ใดบ้าง

          “ในขณะที่อุปกรณ์สำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนในทะเลจำนวนมากหยุดทำงาน เราจะสามารถใช้เทคโนโลยี non-seismic ซึ่งติดตั้งเซ็นเซอร์ใหม่ที่ดีกว่าทุกรุ่นที่เราเคยเห็นมาถึง 20 เท่า” คุณพาลีโอล็อก กล่าว “นั่นหมายความว่าเราจะเจอทรัพยากรมากขึ้น เร็วขึ้น และแม่นย่ำกว่าที่ผ่านมา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติวงการ”

          หมายเหตุถึงบรรณาธิการ

          1. CGG และ Neos: เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2559 Neos ได้ประกาศทำข้อตกลงกับ CGG SA เพื่อเข้าซื้อกลุ่มธุรกิจ Multi-Physics กลุ่ม General Geophysics Italy และคลังข้อมูลของบริษัทด้วยวงเงินที่ไม่เปิดเผย ทั้งนี้ โครงการ FTG Plus นี้เป็นส่วนหนึ่งของการซื้อธุรกิจดังกล่าว เช่นเดียวกับฝูงบินที่ใช้ในงานด้าน non-seismic ซึ่งจะรวมถึงเครื่องบินที่จะติดตั้งเซ็นเซอร์ FTG

          2. เกรก พาลีโอล็อก และทีม FTG ประจำอยู่ในโทรอนโต ประเทศแคนาดา และในเมลเบิร์นและเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ขณะที่ฝูงบินซึ่งติดตั้งเซ็นเซอร์รุ่นปัจจุบันและอนาคตนั้นจะทำการบินไปทั่วโลก สื่อมวลชนสามารถเข้าถึงฝูงบินของบริษัท โดยติดต่อ David Yelland ที่ KTP ทางอีเมล:david@kitchentablepartners.com หรือโทร. +44 207 652 4348

          3. Neos ช่วยให้รัฐบาล กระทรวงพลังงาน และทีมสำรวจในอุตสาหกรรมทรัพยากรธรรมชาติ สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นและมีข้อมูลสนับสนุนมากขึ้นว่าจะดำเนินการสำรวจ ให้เช่า และขุดเจาะในพื้นที่ใดบ้าง โดย Neos ได้ร่วมมือกับลูกค้าหลายรายในการซื้อและแปลชุดข้อมูลทางธรณีวิทยา แผ่นดินไหว ปรากฏการณ์ไร้แผ่นดินไหว และธรณีเคมีไปพร้อมๆกัน เพื่อระบุแหล่งทรัพยากรที่มีค่าใต้ดิน ซึ่งรวมถึงไฮโรคาร์บอน แร่ธาตุ และน้ำบาดาล

          4. โจนาธาน ไฟแมน ได้ลงทุนใน Neos เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 และดำรงตำแหน่งประธาน โดยมีหน้าที่กำกับดูแลภาพรวมของบริษัท ก่อนหน้านั้น โจนาธานเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Ocado PLC ในสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2543 สำหรับนักลงทุนของ Neos นั้นประกอบด้วย โจนาธาน, Goldman Sachs, Kleiner Perkins Caufield & Byers และ Passport Capital

          สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.neosgeo.com

          สามารถติดต่อโจนาธาน ไฟแมน และ เกรก พาลีโอล็อก ผ่านทาง David Yelland ที่ KTP หรือทีมประชาสัมพันธ์ของ Neos (Courtney Ford ที่เบอร์โทรสำนักงาน: +1 925 738 2168 หรืออีเมล: cford@neosgeo.com) หรือติดต่อ Lockheed Martin ได้ที่ Jim Archibald, Gravity Systems Business Manager โทร. +1-716-298-6952

          5. FTG ย่อมาจาก Full Tensor Gradiometry โดยแรกเริ่มเดิมทีนั้น FTG ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการทหาร เช่นเดียวกับเซ็นเซอร์อื่นๆที่ใช้ในงานด้าน non-seismic

          6. Neos เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้าน non-seismic เป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันบริษัทก็มีธุรกิจด้านการประมวลผล seismic ด้วย ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสองกลุ่มนี้คือ งานด้าน seismic ซึ่งเป็นหลักสำคัญของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซมาเป็นเวลาหลายปีนั้น มักจะเกี่ยวข้องกับการใช้เรือที่ติดตั้งเทคโนโลยีรุ่นเก่าในการสำรวจทรัพยากร ขณะที่งาน non-seismic ซึ่งอาจจะเป็นทั้งงานบนบกหรือในทะเลนั้น ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการทำแผนที่ใต้ภิภพ

          7. ด้วยเหตุนี้ ทีมดิจิตอลของ Neos จึงได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้บริษัทมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันในตลาด ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำแผนที่แสดงจุดที่พบทรัพยากร โดย Neos ถือเป็นผู้นำรายหนึ่งของโลกในสาขานี้

          8. ขณะเดียวกัน การผนวกรวมเซ็นเซอร์ใหม่ของ Lockheed Martin และความก้าวหน้าในการวิเคราะห์ จะนำไปสู่การทำแผนที่ที่ดีกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

          แหล่งข่าว: Neos Inc. และ Lockheed Martin

ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวแพลตฟอร์ม “YouJiHua” ยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายข้ามพรมแดน พร้อมมอบส่วนลดทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซี่ยงไฮ้, จีน–6 ก.ค.–ซินหัว-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

          ในวันที่ 6 กรกฎาคม ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (UnionPay International) ได้จับมือกับบรรดาพันธมิตรรุ่นบุกเบิกเพื่อเปิดตัว “YouJiHua” แพลตฟอร์มการตลาดข้ามพรมแดนแบบเปิดเป็นครั้งแรกของโลก โดยมีเหล่านักธุรกิจชั้นนำร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิด อาทิ คุณเก่อ หัวหย่ง ประธานบริษัทไชน่า ยูเนี่ยนเพย์ คุณไฉ เจี้ยนโป ซีอีโอของยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล รวมถึงบรรดาผู้บริหารของ Bank of China, China Merchants Bank, CYTS, Ctrip, Spring Airlines, SaSa Hong Kong, Prince Jewellery & Watch, LUKFOOK JEWELLERY และ ISA

          “YouJiHua” เป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่พัฒนาโดยยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการข้ามพรมแดนหลายราย ทั้งในด้านบริการทางการเงิน การท่องเที่ยว และการค้าปลีก “YouJiHua” ช่วยให้ทำการตลาดได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และนับเป็นครั้งแรกที่มีการมอบส่วนลดทันทีเมื่อใช้จ่ายข้ามพรมแดน

          ผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์สามารถเพลิดเพลินไปกับการใช้บริการ “YouJiHua” ได้ 2 วิธี โดยวิธีแรกคือ สแกน QR Code คูปองส่วนลด เพียงมองหาสัญลักษณ์ “YouJiHua” หรือ “Gift” ในแอปมือถือของยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล, BOC และ China Merchants Bank ส่วนวิธีที่สองคือ รับคูปองส่วนลดจากแอปของตัวแทนท่องเที่ยวที่เป็นพันธมิตรกับบริษัท เมื่อทำการจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมผ่านแอปนั้นๆ โดยผู้ถือบัตรจะได้รับส่วนลดสูงสุดหากแสดง QR Code พร้อมกับชำระเงินผ่านบัตรยูเนี่ยนเพย์

          “YouJiHua” มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกฝ่ายด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ ประการแรกคือ “YouJiHua” เป็นโมเดลการตลาดที่มีความแม่นยำกว่าเดิม โดยอิง3 โปรแกรมการตลาดระดับโลกของยูเนี่ยนเพย์ ประการต่อมา “YouJiHua” ได้สร้างโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ด้วยการรวมผู้ออกบัตร ผู้รับบัตร บริษัททัวร์ และร้านค้ามาไว้ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเดียวกัน และประการสุดท้าย “YouJiHua” ช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้บัตรของผู้ถือบัตรให้ดีขึ้นอย่างรอบด้าน

          คุณเก่อ หัวหย่ง กล่าวว่า การเปิดตัว “YouJiHua” คือผลสำเร็จของยูเนี่ยนเพย์และหุ้นส่วนทุกราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าหลักที่ยูเนี่ยนเพย์ยึดถือมาโดยตลอด นั่นคือ “ความร่วมมือที่ได้รับประโยชน์ทุกฝ่าย และการเติบโตไปด้วยกัน” นอกจากนี้ ยังสามารถตอบสนองลูกค้าที่ต้องการทางเลือกใหม่ๆในการชำระเงิน เราจะเดินหน้าพัฒนาบริการชำระเงินข้ามพรมแดนต่อไปเพื่อประโยชน์ของหุ้นส่วนทุกราย

          ในวันเดียวกัน ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เปิดตัว 2 แคมเปญการตลาดทั่วโลก ได้แก่ แคมเปญร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน 100 แห่ง และแคมเปญจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว 50 แห่ง โดยผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์จะได้รับส่วนลดสูงสุด 10% ในร้านค้าปลอดภาษีกว่า 100 แห่งในสนามบินราว 90 แห่งทั่วโลก และตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม ถึง 15 ตุลาคม ผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์จะได้รับส่วนลดสูงสุด 15% ในร้านค้า 300 แห่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว 50 แห่งทั่วโลก

          รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.unionpayintl.com/

          ที่มา: ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล

          AsiaNet 65036

Unilever Japan K.K. เปิดตัวแคมเปญใหม่ สนับสนุนการดูแลหนังศีรษะสำหรับผู้ที่ต้องสวมหมวกขณะปฏิบัติหน้าที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

โตเกียว–5 ก.ค.–เกียวโด เจบีเอ็น-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

Unilever Japan K.K. ได้เปิดตัวแคมเปญชื่อ “CLEAR Headgear-Cover Plan. A Salute to Headgear Warriors.” เพื่อโปรโมท CLEAR แชมพูดูแลหนังศรีษะ ด้วยยอดขายอันดับหนึ่งของโลกในกลุ่มแชมพูสำหรับผู้ชาย (*1) แคมเปญนี้ยังเป็นโครงการแรกของโลก (*2) ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้บริษัทและทีมกีฬาต่างๆ จัดหาแชมพูให้กับพนักงานและผู้เล่นของทีมที่ต้องสวมหมวกขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเสี่ยงทำให้หนังศีรษะเผชิญกับปัญหามากมาย

(รูปภาพ: http://prw.kyodonews.jp/opn/release/201607052221/)

นอกเหนือจากการเปิดตัวแคมเปญแล้ว Unilever Japan K.K. ยังได้ปล่อยคลิปวิดีโอในชื่อ “CLEAR Headgear-Cover Plan. A Salute to Headgear Warriors.” โดยบริษัทเปิดเผยว่า ภาพยนตร์โฆษณาตัวนี้จะชูให้เห็นถึงความภาคภูมิใจและบทบาทหน้าที่เบื้องหลังการสวมหมวกปฏิบัติงาน ตลอดจนปัญหาที่น่ากังวลต่อหนังศีรษะ ซึ่งอาจถูกทำร้ายจากสภาวะรุนแรงขณะสวมหมวก

รายละเอียดของวิดีโอ:
CLEAR Headgear-Cover Plan. A Salute to Headgear Warriors.
(รับชมได้ในเวอร์ชั่นความยาว 90 วินาที และความยาว 15 วินาที)
วันเปิดตัว
: 22 มิถุนายน 2016
เว็บไซต์หลักของแคมเปญ: http://www.clearhaircare.jp/campaigns/chakubo-teate/index.html

(*1) จัดอันดับโดย Unilever โดยคำนวณจากยอดขายแชมพูในช่วง 12 เดือน จนถึงเดือนมกราคม หรือกุมภาพันธ์ 2016 ใน 41 ประเทศ ไม่รวมญี่ปุ่น ตามข้อมูลของNielsen Co., Ltd. (ช่วงเวลาของข้อมูลที่ได้รับมานั้นแตกต่างไปในแต่ละประเทศ)
(*2) ที่มา: ESP Research Institute, Inc., June 2016 (ครอบคลุม 200 ประเทศ) 

แนวคิดของวิดีโอ
“CLEAR Headgear-Cover Plan. A Salute to Headgear Warriors.” เป็นวิดีโอที่สื่อถึงความภาคภูมิใจ ความสำคัญ จุดมุ่งหมาย และบทบาทหน้าที่เมื่อสวมหมวก เช่นเดียวกับปัญหาที่น่ากังวลต่อหนังศีรษะ ข้อความเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดอย่างเร้าอารมณ์ผ่านเพลงฮิปฮอปที่แต่งขึ้นตามเพลงมาร์ช “Pomp and Circumstance.”

สตอรี่บอร์ด: http://prw.kyodonews.jp/prwfile/release/M103901/201607052221/_prw_OI3fl_DGwBMppA.jpg

 

Headgear-Cover Plan
หมวกหรืออุปกรณ์ป้องกันศีรษะ เป็นส่วนหนึ่งของชุดเครื่องแบบ ซึ่งไม่ได้มีไว้เพื่อความปลอดภัยและอนามัยที่ดีเพียงเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในอาชีพของตนด้วย อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยพบว่า เมื่อปฏิบัติกิจกรรมทางกายภาพภายในเวลา 30 นาที สภาวะภายใต้หมวกจะก่อให้เกิดความอึดอัดเสมือนอยู่ในป่าดิบชื้น (*3) ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเส้นผมและหนังศีรษะจากเหงื่อและความชื้น และอาจส่งผลต่อสมรรถภาพของผู้สวมหมวกด้วย CLEAR ได้ศึกษาธรรมชาติของหนังศีรษะมาเป็นเวลาหลายปี จนเกิดเป็น “CLEAR Headgear-Cover Plan. A Salute to Headgear Warriors.” ทั้งนี้ ในทำนองเดียวกันกับสิ่งอำนวยความสะดวกตามรีสอร์ท หรือโรงยิมกีฬาที่บริษัทต่างๆได้จัดสรรพื้นที่เพื่อส่งเสริมให้พนักงานของตนมีสุขภาพกายและใจที่ดี CLEAR จึงขอเสนอให้บริษัทต่างๆ พิจารณาจัดหาแชมพูให้เป็นโบนัสสำหรับบุคลากรที่มักจะเผชิญกับปัญหาหนังศีรษะ

ขั้นตอนการทำงานของ Headgear-Cover Plan: http://prw.kyodonews.jp/prwfile/release/M103901/201607052221/_prw_OI4fl_inzZd4n1.jpg

องค์กรที่ร่วมโครงการ Headgear-Cover Plan: http://prw.kyodonews.jp/prwfile/release/M103901/201607052221/_prw_OI5fl_TzV9p0I2.jpg

เคนอิจิ โตโยดะ บรรณาธิการบริหารของ Gekkan Somu (นิตยสารรายเดือนด้านงานธุรการ) แสดงความเห็นว่า:

บริษัทต่างๆจะหันมาดำเนินธุรกิจตามหลักปรัชญา บริษัทส่งเสริมสุขภาพ” (Healthy Companies”) กันมากขึ้น ด้วยเล็งเห็นว่าสุขภาพกายและใจที่ดีของพนักงานถือเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่งขององค์กร โดยโครงการ CLEAR Headgear-Cover Plan สามารถเป็นตัวอย่างหนึ่งซึ่งนำเสนอเทรนด์ใหม่ในการให้การสนับสนุนภายในองค์กร ที่บริษัททั้งหลายสามารถดำเนินตามได้

เกี่ยวกับ “CLEAR”

CLEAR เป็นแบรนด์นวัตกรรมดูแลหนังศีรษะที่ผสานวิธีการทางวิทยาศาสตร์สองแขนงเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ การศึกษาด้านเส้นผมและหนังศีรษะ และผิวหนังวิทยา โดยมีเป้าหมายที่จะดูแลรักษาหนังศีรษะเพื่อให้เส้นผมมีความแข็งแรง(*4) และสละสลวย

ทางแบรนด์ได้ทำการศึกษาอย่างครอบคลุมในเรื่องของความแตกต่างระหว่างหนังศีรษะกับเส้นผมของผู้ชายและผู้หญิง ปัจจุบัน CLEAR มีผลิตภัณฑ์แยกกันสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย และมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆต่อไป CLEAR มีการวางจำหน่ายทั่วโลก โดยสามารถทำยอดขายแชมพูผู้ชายได้มากเป็นอันดับ 1 ของโลก(*1) ทั้งนี้ CLEAR ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อปี 2014 และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วมานับตั้งแต่นั้น จนกลายเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีรษะทุกวันนี้

(*3) ที่มา: 2016 Inside-Headwear Environment Research Institute
(*4) แชมพู ครีมนวดผม และทรีทเม้นท์: ป้องกันผมขาดหลุดร่วง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญนี้ กรุณาติดต่อที่อีเมล: info@chakubo-teate.com

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครดิตและผลิตภัณฑ์ กรุณาติดต่อ:
Unilever Customer Service Office
โทร: +81-120-500-513
ชั่วโมงทำการ
: 9:00-17:00 น.
(ตามเวลาญี่ปุ่น ยกเว้นวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

เว็บไซต์พิเศษ: http://www.clearhaircare.jp/campaigns/chakubo-teate/index.html

หมายเลขอ้างอิง: 2016-C-5

ที่มา: Unilever Japan K.K.

หัวเว่ยรุกจัดงาน FSI Forum 2559 หวังเร่งการเปลี่ยนโฉมสู่ดิจิทัล แบงกิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ฮ่องกง–7 ก.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          หัวเว่ยจัดงาน FSI Forum แห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคประจำปี 2559 มุ่งเฟ้นหานวัตกรรมไอซีที เพื่อช่วยบริษัทผู้ให้บริการด้านการเงินประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัล

          หัวเว่ย ร่วมกับ The Asian Banker จัดการประชุมอุตสาหกรรมผู้ให้บริการการเงินแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (Asia-Pacific Financial Services Industry (FSI) Forum) ประจำปี 2559 โดยมีกลุ่มผู้บริหารจากแวดวงอุตสาหกรรมดังกล่าวเข้าร่วมการประชุมถึง 160 ราย การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Reshaping IT to Fuel Digital Banking Transformation” ซึ่งจะเน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมบริการด้านการเงิน โดยมีผู้นำแห่งวงการและผู้นำทางความคิดต่าง ๆ ได้ร่วมกันอภิปรายในหัวข้อเกี่ยวกับ อิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค อิทธิพลต่อนวัตกรรมเกี่ยวกับสินค้าและบริการ อิทธิพลต่อการดำเนินการด้านธุรกิจ และอิทธิพลต่อโอกาสในอนาคตของบริษัทผู้ให้บริการด้านการเงิน

          คุณหยาน หลี่ต้า ประธาน Enterprise Business Group ของหัวเว่ย กล่าวในพิธีเปิดการประชุมว่า “ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการพลิกโฉมโครงสร้าง การให้บริการ และการใช้บริการทางการเงินนั้น ธนาคารทั้งหลายจึงจำเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นใจว่า บริการของตนนั้นสามารถตอบรับกับความคาดหวังของลูกค้าที่ต้องการใช้บริการได้ทุกที่ทุกเวลา และเพื่อรองรับนวัตกรรมธุรกิจในยุคใหม่นี้ ธนาคารต่างๆจึงเริ่มย้ายระบบธุรกิจของตนเองจากโครงสร้างแบบปิดไปยังแพลตฟอร์มแบบเปิด ซึ่งธนาคารบางแห่งก็ได้ใช้โครงสร้างระบบคลาวด์ที่มีความยืดหยุ่นและฉับไวอยู่แล้ว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ทั้งนี้ ภายใต้หลักปฏิบัติในการเป็นองค์กรที่เปิดกว้าง ส่งเสริมความร่วมมือ และทุ่มเทให้กับนวัตกรรม หัวเว่ยจึงร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าและพันธมิตรในแวดวง FSI เพื่อเติมพลังให้กับการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลผ่านการสร้างสรรค์เทคโนโลยีไอซีทีใหม่ๆ โดยทุกวันนี้ เราได้มีส่วนสร้างความก้าวหน้าครั้งสำคัญ และมุ่งหวังที่จะประสบความสำเร็จต่อไป เพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราเติบโตได้ในโลกดิจิทัลนี้”

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160706/0861606755

 คำบรรยายภาพ: คุณหยาน หลี่ต้า ประธาน Huawei Enterprise BG ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน FSI Forum 2559

          คุณฟู บุน ปิง บรรณาธิการบริหารของ The Asian Banker กล่าวว่า “ธนาคารต่างๆในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนผ่านแห่งดิจิทัล สถาบันด้านการเงินกำลังปรับตัวให้ขับเคลื่อนได้ง่ายขึ้น มีปฏิสัมพันธ์ต่อสังคมมากขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้อยู่รอดในยุคนี้ ธนาคารจำเป็นต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการ ได้แก่ การบริหารจัดการลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ บริการและผลิตภัณฑ์ล้ำสมัย การเพิ่มขีดความสามารถและเปลี่ยนแปลงในหลายด้านพร้อมกัน และความร่วมมือที่ครอบคลุมในระบบนิเวศ”

คุณอีวอนน์ ชอง หัวหน้าฝ่ายออนไลน์ & โมบายล์ แบงกิ้ง, อี-บิสิเนส แผนกลูกค้าด้านการเงินทั่วโลกของธนาคาร OCBC กล่าวว่า “ขณพนี้นับเป็นช่วงเวลาที่ทั้งดีและแย่ที่สุดซึ่งธนาคาร OCBC เข้าใจดีและพร้อมปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน เราได้วางระบบบริการใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบ เรายังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบทั้งผลิตภัณฑ์ บริการและออกแบบแพลตฟอร์มใหม่ เพื่อรองรับแผนการพัฒนาในยุคดิจิทัลอย่างครอบคลุม”

          คุณถัง ปิน หัวหน้าฝ่ายไอที ธนาคารอินดัสเทรียล แอนด์ คอมเมอร์เชียล แบงก์ ออฟ ไชน่า (ICBC Asia) กล่าวว่า “เพื่อการแข่งขันในโลกดิจิทัล เราได้ปรับโครงสร้างระบบพื้นฐานด้านไอทีที่สามารถปรับเปลี่ยน มีแพลตฟอร์มเป็นศูนย์กลาง และชาญฉลาดมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้การส่งมอบบริการของเราเป็นระบบดิจิทัล ตัวอย่างเช่น เทคโลยีอี-คอนเฟอเรนซิง (e-conferencing) ทำให้ขั้นตอนการมอบหมายหน้าที่ในแต่ละสาขาของเราเป็นไปอย่างชาญฉลาด เทคโนโลยีบิ๊กดาต้าช่วยให้เราได้รู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้งจากข้อมูลที่มีค่าด้านการธนาคารของเรา ขณะที่เทคโนโลยีคลาวด์ส่วนตัวก็นำมาซึ่งความยืดหยุ่น ความคล่องแคล่ว และความคุ้มค่า เพื่อตอบสนองความคาดหวังที่สูงขึ้นของลูกค้า ICBC Asia จะเดินหน้าลงทุนด้านไอซีทีรูปแบบใหม่และเปิดกว้างเพื่อทำงานร่วมกับหัวเว่ยและพันธมิตรรายอื่นๆในอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนา IoT ด้านการเงิน”

          ในฐานะที่หัวเว่ยเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดของธนาคารในการพลิกโฉมธุรกิจไปสู่ดิจิทัล ทางบริษัทจึงได้มอบโอเพ่นแพลตฟอร์มไอซีทีแบบเบ็ดเสร็จให้กับเหล่านักพัฒนา ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกับลูกค้าระดับอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาระบบนิเวศที่ยั่งยืนและได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ

          หัวเว่ยมุ่งพัฒนานวัตกรรมร่วมกับสถาบันทางการเงินชั้นนำและผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ทั่วโลก ซึ่งเทคโนโลยีใหม่ๆไม่ว่าจะเป็น คลาวด์ บิ๊กดาต้า หรือสถาปัตยกรรมไอทีรุ่นใหม่ ต่างมีส่วนช่วยให้สถาบันทางการเงินสามารถเอาชนะความท้าทายต่างๆที่ถาโถมเข้ามาในยุคดิจิทัลได้ทั้งสิ้น ด้านโซลูชั่น Huawei Financial Cloud และ Huawei Big Data ก็ได้ถูกนำไปใช้ในธนาคารขนาดกลางและขนาดใหญ่กว่า 10 แห่ง อาทิ Industrial and Commercial Bank of China (ICBC) และ China Merchants Bank (CMB) ขณะที่ Huawei Omni-Channel Banking Solution มีผู้ใช้งานเป็นสถาบันการเงินกว่า 300 แห่ง ซึ่งรวมถึงธนาคารที่ติดอันดับท็อป 10 ของโลกรวม 6 แห่ง

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน FSI Forum 2559 สามารถเข้าชมได้ที่:

           http://enterprise.huawei.com/topic/asia_pacific_fsi_forum

          

ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือยกให้ CLX Communications เป็นผู้ให้บริการ A2P SMS ระดับ Tier 1 ที่ดีที่สุดในโลก ติดต่อกัน 2 ปีซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สตอกโฮล์ม – 6 ก.ค. – พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            CLX Communications (Nasdaq Stockholm: CLX) ผู้จัดหาบริการและโซลูชั่นการสื่อสารบนคลาวด์ชั้นนำของโลก ได้รับเลือกเป็นผู้ให้บริการ A2P SMS ระดับTier One ที่ดีที่สุดในโลกติดต่อกัน 2 ปีซ้อน ในรายงานการสำรวจผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งจัดทำโดย Roaming Consulting Company (ROCCO)

 CLX Communications Logo / CLX Communications Logo (PRNewsFoto/CLX Communications)

CLX Communications Logo (PRNewsFoto/CLX Communications)

            (โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160704/385887LOGO )

            การสำรวจดังกล่าวเป็นการสะท้อนมุมมองของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (MNO) ต่อผู้ให้บริการ SMS ระดับองค์กร โดยวัดจากดัชนีชี้วัดความสำเร็จของงาน (KPI) ในแง่ของประสิทธิภาพและความเป็นผู้นำ มากกว่า 35 ดัชนี การสำรวจนี้ได้เข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม 192 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของ MNO จำนวน 260 ราย (รวมถึงมุมมองจากผู้ตอบที่เป็น Group MNO จำนวน 7 ราย) ใน 188 ประเทศ สำหรับผู้ให้บริการ A2P SMS ที่เข้าร่วมการประเมินมีทั้งสิ้น 32 ราย และมีเพียง 5 รายเท่านั้นที่ได้รับสถานะ Tier One อันทรงเกียรติ

            จากการสำรวจครั้งนี้ บรรดา MNO ต่างยกให้ CLX เป็นผู้ให้บริการที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ในด้านหลักๆ ได้แก่ งานบริการลูกค้า คุณภาพบริการ ความสามารถในการทำงานต่อเนื่อง ความเชี่ยวชาญระดับอุตสาหกรรม โดยคะแนนรวม KPI ทุกตัวของ CLX สูงกว่าผู้ให้บริการรายอื่นๆ ทุกราย ทำให้บริษัทขึ้นแท่นผู้นำอย่างไร้ข้อกังขา

            เราภูมิใจมากที่ได้รับการโหวตให้เป็นผู้ให้บริการ Tier One A2P SMS ที่ดีที่สุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2โจฮัน เฮดเบิร์ก ซีอีโอของ CLX Communications กล่าวเราทำงานกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยตลอดปีที่ผ่านมา เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะสามารถรักษามาตรฐานบริการและเทคโนโลยีให้อยู่ในระดับสูงต่อไป เพื่อช่วยให้ธุรกิจของ CLX Communications เติบโต และรับประกันว่าลูกค้าจะได้รับโซลูชั่นที่ดีที่สุด

            ขณะเดียวกัน รายงานฉบับนี้ยังจัดอันดับให้บริษัทที่ CLX ได้เข้าซื้อล่าสุดอย่าง Mblox เป็นผู้ให้บริการระดับ Tier One เป็นปีที่ 2 เรารู้ดีว่า Mblox จะต้องเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ชั้นเยี่ยมสำหรับ CLX และผลการสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทที่เกิดจากการควบรวมกิจการแห่งนี้จะมอบโซลูชั่น บริการ และประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในตลาดให้กับลูกค้าคุณโจฮันกล่าว

            เจสัน ไบรอัน ซีอีโอ ROCCO กล่าวเสริมว่าการค้นหาผู้ให้บริการที่ทรงคุณค่าในตลาด A2P SMS Messaging ต้องใช้เวลาพอสมควร บริษัทวิจัย ROCCO จึงเสาะแสวงหาความคิดเห็นที่เชื่อถือได้จริงเกี่ยวกับผู้ให้บริการที่ดีที่สุดในสายตาของเหล่า MNO ซึ่งเป็นเรื่องดีมากที่เราได้เห็นว่า MNO มีมุมมองเสมอต้นเสมอปลายต่อทั้ง CLX และ Mblox ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากบริษัท 32 แห่งในการวิจัย A2P SMS Messaging ของ ROCCO ทั้งคู่ปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ให้บริการระดับ Tier 1 ในรายงานของเรา และติดท็อป 5 ผู้ให้บริการที่ดีที่สุด 2 ปีซ้อน ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือมีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพและความเป็นผู้นำในตลาดของผู้ให้บริการทั้งสองรายนี้

            เกี่ยวกับ CLX Communications (http://www.clxcommunications.com)

            CLX Communications (CLX) คือผู้นำระดับโลกด้านการจัดหาบริการและโซลูชั่นการสื่อสารบนคลาวด์ให้แก่องค์กรและผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริการการสื่อสารเคลื่อนที่จาก CLX เปิดทางให้องค์กรต่างๆสามารถสื่อสารกับผู้คนและอุปกรณ์เชื่อมต่อ (Internet of Things หรือ IoT) ได้ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และคุ้มค่า โซลูชั่นของ CLX นำไปสู่การสื่อสารที่มีความสำคัญระดับธุรกิจทั่วโลกผ่านบริการข้อความสั้น (SMS) บริการเสียง และบริการการเชื่อมต่อ IoT บริษัทมีสำนักใหญ่อยู่ที่สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน และมีสำนักงานขายในกว่า 10 ประเทศ

            สื่อมวลชนติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

            Kristian Mannik

            ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด CLX Communications

            โทร. +46-8-32-75-10

            อีเมล: pr@clxcommunications.com

            เกี่ยวกับ The Roaming Consulting Company (http://www.roamingconsulting.com)

            ROCCO เป็นบริษัทวิจัย กลยุทธ์ และการศึกษาที่มีความเป็นกลาง 100% บริษัทมีสำนักงานอยู่ในสหราชอาณาจักร และเปิดดำเนินงานมา 3.5 ปีแล้ว เราทำการวิจัยเกี่ยวกับผู้ให้บริการการใช้งานข้ามเขตและการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ (Roaming and Interconnect Vendors) โดยนำเสนอในนามของผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือที่ต้องการเฟ้นหาผู้ให้บริการที่ใช่ รวมทั้งติดตามประเด็นร้อนที่พวกเขาสนใจอย่างรอบด้าน ปัจจุบันมี MNO ที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยของเราปีละมากกว่า 500 ราย

            สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสำรวจและรายงานฉบับเต็มของ ROCCO สามารถดูได้ที่นี่

            แหล่งข่าว: CLX Communications

e-Shang Redwood ทุ่มหลายพันล้านดอลลาร์พัฒนาที่ดินทำเลทอง 140,000 ตร.ม. ในอ่าวโตเกียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

โตเกียว, เซี่ยงไฮ้ และสิงคโปร์–6 ก.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

e-Shang Redwood (ESR) ผู้พัฒนาและผู้จัดการกองทุนโลจิสติกส์ชั้นนำของเอเชีย ประกาศว่า บริษัทได้กว้านซื้อที่ดินทำเลทองสองผืนในอ่าวโตเกียว ซึ่งเป็นศูนย์กลางการคมนาคมขนส่งที่มีมูลค่าสูงสุดแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของญี่ปุ่น เนื่องจากอยู่ใกล้กับท่าเรือเซ็นทรัลโตเกียวและท่าอากาศยานนานาชาติฮาเนดะ อีกทั้งยังตั้งอยู่ในเขตเมืองที่มีประชากรหนาแน่นและเป็นรอยต่อระหว่างโตเกียวกับโยโกฮามา ปัจจุบันที่ดินทั้งสองผืนได้ถูกปล่อยเช่าให้แก่ผู้เช่าที่เชื่อถือได้  

รูปภาพ –  http://photos.prnasia.com/prnvar/20160704/8521604364

ที่ดินทำเลทองสองผืน – Redwood Higashi Ogijima DC

ที่ดินผืนงามซึ่งยังไม่ได้รับการพัฒนาทั้งสองผืนนี้ มีขนาดรวมกันทั้งสิ้น 143,839 ตารางเมตร (43,511 ทสึโบะ) และตั้งอยู่ในทำเลทองของเขตฮิกาชิ โอกิจิมะ ในเมืองคาวาซากิ จังหวัดคานากาวะ

ESR ตั้งใจว่าจะพัฒนาโกดังสินค้าสูง 8 ชั้น จำนวน 3 หลังในพื้นที่ดังกล่าว โดยจะแบ่งเป็นหลายเฟส และมีพื้นที่ปล่อยให้เช่ารวมทั้งสิ้น 560,000 ตารางเมตร ทั้งนี้ ที่ดินผืนแรก (Site A) มีพื้นที่ 77,723 ตารางเมตร (23,511 ทสึโบะ) ปัจจุบันถูกใช้เป็นโกดังสินค้ากลางแจ้งและลานจอดรถบรรทุกขนาดใหญ่ของผู้เช่า ส่วนที่ดินผืนที่สอง (Site B) มีพื้นที่ 66,116 ตารางเมตร (20,000 ทสึโบะ) ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของโกดังสองหลังซึ่งผู้เช่าใช้เก็บอุปกรณ์และชิ้นส่วนยานยนต์

ที่ดินนี้ตั้งอยู่ห่างจากย่านธุรกิจของโตเกียวราว 15 กิโลเมตร และอยู่ใกล้กับท่าอากาศยานนานาชาติฮาเนดะ (5 กิโลเมตร) ท่าเรือขนส่งสินค้าคาวาซากิ (1 กิโลเมตร) และท่าเรือโยโกฮามา (15 กิโลเมตร) นอกจากนี้ ทางเชื่อมฮิกาชิ โอกิจิมะ ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อกับทางด่วนเลียบอ่าว ก็อยู่ห่างออกไปเพียง 1.6 กิโลเมตร และยังเชื่อมกับมอเตอร์เวย์ที่สามารถเดินทางไปยังโตเกียว โยโกฮามา และท่าอากาศยานนานาชาติฮาเนดะได้ด้วย

สจ๊วต กิ๊บสัน ผู้ร่วมก่อตั้ง ESR และหัวหน้างานประจำประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า “พื้นที่บริเวณอ่าวโตเกียวเป็นที่ปรารถนาของบรรดาบริษัทโลจิสติกส์ยักษ์ใหญ่มาโดยตลอด ปัจจุบัน โกดังในพื้นที่ดังกล่าวถูกใช้งานจนเต็มพื้นที่ ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่าอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ของญี่ปุ่นมีรากฐานอันแข็งแกร่งมั่นคง เราเชื่อว่าโครงการพัฒนาที่ดินนี้จะยิ่งใหญ่กว่าทุกโครงการในอ่าวโตเกียวตลอด 10 ปีที่ผ่านมา และจะเอื้อให้บริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอีคอมเมิร์ซ ค้าปลีก รวมถึงโลจิสติกส์แบบเติร์ดปาร์ตี ได้เช่าโกดังที่เพียบพร้อมด้วยฟังก์ชั่นการใช้งาน ความยืดหยุ่นในการขยายพื้นที่ และข้อได้เปรียบของตำแหน่งที่ตั้ง”

เกี่ยวกับ ESR

e-Shang Redwood (ESR) เกิดจากความร่วมมือของสองผู้นำด้านการพัฒนา ครอบครอง และบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจโลจิสติกส์ โดยครอบครองอสังหาริมทรัพย์ด้านโลจิสติกส์มากที่สุดในเอเชียกว่า 3.5 ล้านตารางเมตร ทั้งที่เป็นเจ้าของเรียบร้อยและที่อยู่ระหว่างการพัฒนา กระจายตัวอยู่ในประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ นอกจากนั้นยังมีสำนักงานบริหารกองทุนและทรัพย์สินในฮ่องกงและสิงคโปร์ด้วย

e-Shang ซึ่งก่อตั้งในปี 2549 และ Redwood ซึ่งก่อตั้งในปี 2554 ได้ควบรวมกันเป็น ESR ในปี 2559 โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัทลงทุนชื่อดังระดับโลกหลายแห่ง ได้แก่ APG, Warburg Pincus, Equity International, PGGM, CPPIB และ Goldman Sachs ปัจจุบัน ESR เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มากที่สุดในเอเชีย โดยเน้นพื้นที่ในเมืองซึ่งมีการค้าและการบริโภคอย่างคึกคัก นอกจากนั้นยังเป็นผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ที่ดินแบบเติร์ดปาร์ตีรายใหญ่ที่สุดในแวดวงธุรกิจอีคอมเมิร์ซและธุรกิจการขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิของจีน

ติดต่อ

ESR Japan Leasing
คาซุฮิโกะ วาตานาเบะ
อีเมล: kwatanabe@redwoodgroup.com

ESR Corporate Media Relations 
เอ็มมา ลาร์สสัน
โทร. +33-615-123040
อีเมล: elarsson@redwoodgroup.com

Mahindra Comviva เปิดตัวระบบวิเคราะห์ข้อมูลบิ๊กดาต้า “MobiLytix(TM) Suite”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวเดลี–5 ก.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

มุ่งยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าและเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ให้บริการโทรคมนาคม 

Mahindra Comviva ผู้นำระดับโลกด้านโซลูชั่นสำหรับอุปกรณ์เคลื่อนที่ ประกาศเปิดตัว MobiLytix(TM) Suite เครื่องมือวิเคราะห์ที่ใช้บิ๊กดาต้าในการเก็บข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับลูกค้า โดยจะรวบรวมข้อมูลการใช้งานผ่านช่องทางต่างๆ ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็เพิ่มอัตราการเติบโตของรายได้ให้แก่ผู้ให้บริการโทรคมนาคมด้วย

 

MobiLytix[TM] Suite

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160704/813032 )

Mahindra Comviva Logo / Mahindra Comviva Logo

Mahindra Comviva Logo

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20130626/625127 ) 

MobiLytix(TM) Suite เป็นโซลูชั่นทางธุรกิจที่ครบวงจรในการตอบสนองความต้องการของผู้ให้บริการโทรคมนาคม ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้แก่ลูกค้าได้ หัวใจหลักของโซลูชั่นนี้คือเครื่องมือวิเคราะห์ที่จะทำความเข้าใจกิจกรรมต่างๆตลอดวงจรชีวิตของลูกค้า และช่วยพัฒนากลยุทธ์ในการเพิ่มมูลค่าให้ได้สูงสุด นอกจากนี้ ซอฟต์แวร์ดังกล่าวยังช่วยให้หัวหน้าฝ่ายการตลาดและนักการตลาดสามารถวิเคราะห์รูปแบบการสร้างรายได้ที่อาจมองไม่เห็น ตลอดจนกำหนดกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์และการเติบโตที่เหมาะสม อีกทั้งยังสามารถจัดการช่องทางต่างๆในการส่งเสริมการตลาดแบบเฉพาะบุคคลได้อย่างราบรื่นและเรียลไทม์ เพื่อรับประกันการเปิดตัวในตลาดที่เร็วขึ้นและช่วยให้ผู้ให้บริการมีโอกาสสร้างรายได้มากขึ้น 

Manoranjan ‘Mao’ Mohapatra ซีอีโอของ Mahindra Comviva กล่าวถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ว่า “ผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั่วโลกต่างมีความกังวลเกี่ยวกับการรักษาลูกค้า นอกจากนั้นยังต้องพยายามทำเงินจากลูกค้าในปัจจุบันด้วยการขายบริการเสริมต่างๆ เราหวังว่า MobiLytix(TM) Suite จะช่วยสร้างช่องทางธุรกิจและการบริหารจัดการมูลค่าในรูปแบบใหม่ โดยอาศัยผลการวิเคราะห์และข้อมูลเชิงลึกที่นำมาใช้ได้จริง และเราหวังว่าผลิตภัณฑ์ในตระกูล MobiLytix(TM) จะช่วยผลักดันให้เรากลายเป็นผู้ให้บริการรายสำคัญในภาคส่วนที่เติบโตเร็วที่สุดของธุรกิจอุปกรณ์เคลื่อนที่” 

MobiLytix(TM) Suite ของ Mahindra Comviva ช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงลึกได้แบบเรียบไทม์ โดยมีอัตราการใช้งานเติบโตประมาณ 5% นอกจากนี้ ผู้ให้บริการยังสามารถเพิ่มอัตราการตอบสนองและอัตราการเข้าถึงได้อย่างมีนัยสำคัญ ซอฟต์แวร์ดังกล่าวประกอบไปด้วยโมดูลต่างๆ ได้แก่ Campaign Management, Winback, Churn Prediction, Interactive Notifications, Next Best Offer, Subscriber & Retailer Loyalty Solution, IRIS (Incremental Revenues through Incremental Sales) และ Digital Care ทั้งนี้ MobiLytix(TM) Suite เป็นโซลูชั่นที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยสามารถรองรับการทำธุรกรรมได้ถึง 20,000 ครั้งต่อวินาทีจากการใช้งานเพียงครั้งเดียว ขณะเดียวกันยังสามารถจัดการแคมเปญต่างๆได้พร้อมกันถึง 600 ครั้ง 

ด้วยประสบการณ์ในอุตสาหกรรมที่ยาวนานกว่า 15 ปี รวมถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในระบบนิเวศของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและพฤติกรรมผู้บริโภคMahindra Comviva จึงสามารถส่งมอบโซลูชั่นให้แก่ผู้ให้บริการเครือข่าย 110 รายในกว่า 90 ประเทศทั่วโลก 

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Sundeep Mehta

ฝ่ายสื่อสารองค์การและประชาสัมพันธ์ทั่วโลก

Mahindra Comviva

โทร. +91-124-481-9000

อีเมล: pr@mahindracomviva.com 

แหล่งข่าว: Mahindra Comviva

Rohde & Schwarz แต่งตั้งคริสเตียน เลเชอร์ นั่งแท่นประธานและซีอีโอคนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

มิวนิก–5 ก.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Rohde & Schwarz เปิดเผยว่า นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2559 เป็นต้นไป บริษัทจะมีผู้บริหารสูงสุดสองท่าน ได้แก่ คุณคริสเตียน เลเชอร์ และคุณปีเตอร์ รีเดล สืบเนื่องจากการที่คุณเลเชอร์ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานบริษัทและซีอีโอคนใหม่ หลังจากที่เป็นสมาชิกบอร์ดบริหารมาตั้งแต่ปี 2548 โดยเข้ามารับหน้าที่ต่อจากคุณแมนเฟรด เฟลชแมนน์ ประธานและซีอีโอคนก่อนซึ่งอยู่ในตำแหน่งมานาน 6 ปี และได้เกษียณอายุหลังทำงานกับบริษัทมานานกว่า 30 ปี ส่วนทางด้านคุณรีเดลยังคงดำรงตำแหน่งประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการต่อไป หลังจากทำงานกับบริษัทมานานถึง 25 ปี และเป็นสมาชิกบอร์ดบริหารเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

Rohde & Schwarz

กลุ่มบริษัทอิเล็กทรอนิกส์  Rohde & Schwarz นำเสนอนวัตกรรมสำหรับภาคธุรกิจต่างๆ ได้แก่ การทดสอบและวัดผล การแพร่ภาพกระจายเสียงและสื่อ การรักษาความปลอดภัยทางไซเบอร์ การสื่อสารอย่างปลอดภัย รวมถึงการค้นหาและระบุตำแหน่งสัญญาณวิทยุ ตลอดระยะเวลากว่า 80 ปีในการดำเนินกิจการ บริษัทได้สร้างเครือข่ายการจัดจำหน่ายและการให้บริการอย่างครอบคลุมในกว่า 70 ประเทศ ทั้งยังเป็นผู้นำระดับโลกในภาคธุรกิจที่กล่าวถึงข้างต้นด้วย ณ วันที่ 30มิถุนายน 2558 Rohde & Schwarz มีพนักงานประมาณ 9,900 คน และมีรายได้สุทธิ 1.83 พันล้านยูโรในปีงบการเงิน 2557/2558 (กรกฎาคม-มิถุนายน) บริษัทมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงมิวนิก ประเทศเยอรมนี นอกจากนั้นยังมีสาขากระจายอยู่ทั่วเอเชียและสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ R&S(R) เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัท Rohde & Schwarz GmbH & Co. KG

ติดต่อ

Monika Roth

โทร. +49-89-4129-12232

อีเมล: press@rohde-schwarz.com

ที่มา: Rohde & Schwarz

HIMSS Asia Pacific เผยการพลิกโฉมวงการแพทย์ระดับภูมิภาคเริ่มต้นจากความก้าวหน้าในระดับประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์–4 ก.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

HIMSS AsiaPac16 Conference & Exhibition

โรงพยาบาลกรุงเทพ ได้รับการรับรองมาตรฐาน HIMSS Analytics EMRAM Stage 6 ขึ้นแท่นโรงพยาบาลแห่งที่สองของประเทศไทยที่ได้รับมาตรฐานระดับสูงในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อระบบสุขภาพเพื่อยกระดับบริการดูแลผู้ป่วย ความสำเร็จดังกล่าวมีขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน โรงพยาบาลปากน้ำโพ จ.นครสวรรค์ ได้ก้าวขึ้นเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกของไทย ที่ได้รับมาตรฐานเดียวกันนี้เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อระบบสุขภาพ (HIT) ของไทยนั้นไม่สอดคล้องกันเท่าไรนัก โดยถึงแม้มีภาคเอกชนเป็นผู้กรุยทาง แต่เครือโรงพยาบาลรายใหญ่ก็ยังคงเผชิญกับความท้าทายอย่างต่อเนื่อง เมื่อต้องมีการใช้โซลูชั่นข้ามแผนกและทั่วทั้งเครือโรงพยาบาล เนื่องด้วยปัจจัยทางการเมือง ต้นทุน และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ นอกจากนี้ เครือโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่กว่ายังมีความแตกต่างกันในแง่ของผู้นำและจุดประสงค์ในการดำเนินงาน ส่งผลให้การประสานงานและการตกลงในการเลือกผู้ให้บริการโซลูชั่นและโซลูชั่นที่ดีที่สุดนั้นเป็นไปได้ยาก

ทว่าในความมืดมนยังมีแสงสว่าง โดยในการเติบโตอย่างต่อเนื่องของตลาด HIT ในไทยนั้น พบว่ามีปัจจัยหนึ่งที่สำคัญยิ่ง ได้แก่ ผู้ที่ประสบความสำเร็จในระดับประเทศ คุณไชมอน หลิน ผู้อำนวยการบริหารของ HIMSS Asia Pacific กล่าวว่า “ตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา HIMSS ได้ร่วมมือกับองค์กรบริการสุขภาพรายใหญ่หลายแห่ง และได้พบว่า แม้ขณะนี้ยังคงมีความท้าทายปรากฏให้เห็นอยู่มาก แต่บุคลากรยังคงถือเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักเบื้องหลังโครงการเหล่านี้ ยกตัวอย่างเช่นในประเทศไทย ซึ่งมีผู้ประสบความสำเร็จด้าน HIT คอยผลักดันขีดจำกัด พร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมและการใช้ HIT แท้จริงแล้ว วันนี้เรามองเห็นบุคลากรเหล่านี้ที่มีพันธกิจเดียวกันกับ HIMSS ในการกำหนดอนาคตให้กับวงการบริการสุขภาพของไทย”

นพ.สมศักดิ์ หวานกิจเจริญ CIO ของโรงพยาบาลกรุงเทพ และบุคคลสำคัญเบื้องหลังการได้รับมาตรฐาน EMRAM Stage 6 เป็นบุคคลหนึ่งที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จด้าน HIT ของไทย โดยเขากล่าวว่า “เรามีเป้าหมายที่จะพลิกโฉมบริการสุขภาพ ด้วยการก้าวขึ้นเป็นโรงพยาบาลชั้นนำที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูล HIMSS Analytics EMRAM ได้กลายเป็นแผนแม่บทที่เราใช้ในการบรรลุเป้าหมายนี้ เพื่อยกระดับบริการทางคลินิกของโรงพยาบาลให้เทียบชั้นมาตรฐานโลก” นพ.สมศักดิ์ เป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคมะเร็งศีรษะและลำคอ ทั้งยังได้สั่งสมความรู้ความเชี่ยวชาญด้าน HIT ด้วยตนเอง และสนับสนุนให้มีการใช้เทคโนโลยี  HIT มาตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 90 ทั้งในชีวิตส่วนตัวและอาชีพการงาน

ด้านนพ.นรินทร สุรสินธน ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และผู้แทนฝ่ายโซเชียลมีเดียประจำการประชุม HIMSS AsiaPac16 ยังได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทของโซเชียลมีเดียในฐานะที่เป็นเครื่องมือสำหรับแพทย์ในการให้ความรู้ นพ.นรินทร เป็นที่ชื่นชอบและรู้จักในชื่อ “หมอหมี” จากการให้คำปรึกษาด้านสุขภาพทางทวิตเตอร์ โดยมียอดผู้ติดตามเกือบ 400,000 คน นพ.นรินทร กล่าวว่า “ที่โรงพยาบาลสมิติเวช เราอุทิศตนให้กับการพัฒนาคุณภาพบริการและขยายบริการสู่ภายนอกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การที่ผมเป็นทั้งชาวโซเชียลและแพทย์นั้น ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ผู้ป่วยและโรงพยาบาล”

ไม่นานมานี้ที่ประเทศนิวซีแลนด์ HIMSS ได้ลงนามในข้อตกลง Association Affiliate ฉบับแรกกับ Health Informatics New Zealand (HiNZ) เพื่อเปิดบทใหม่แห่งการพัฒนา HIT โดยคุณคิม มุนดัลล์ ประธานบริหารของ HiNZ กล่าวว่า “แวดวงการแพทย์ดิจิทัลของนิวซีแลนด์ขยายตัวอย่างรวดเร็วและคึกคัก โดยเราเล็งเห็นว่า การร่วมมือระหว่าง HiNZ กับ HIMSS เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายสมาชิกและกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ดิจิทัลทั่วโลก”

การพลิกโฉมในระดับภูมิภาคนั้นจำเป็นต้องใช้เวลา แต่ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วม เช่น การจัดโรดโชว์ทั่วภูมิภาค การเปิดตัวประชาคม HIMSS Asia Pacific ที่กำลังจะมีขึ้นเร็วๆนี้ เช่นเดียวกับการประชุม HIMSS AsiaPac16 ที่กรุงเทพฯ ในเดือนสิงหาคมนี้ จะทำให้ HIMSS Asia Pacific เดินหน้าสนับสนุนผู้ประสบความสำเร็จด้าน HIT รวมถึงผู้ใช้เทคโนโลยี และการหารือแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อยกระดับการดูแลสุขภาพในอนาคตข้างหน้า

สำหรับการเยี่ยมชมโรงพยาบาลกรุงเทพ โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ สามารถลงทะเบียนได้ทาง HIMSS AsiaPac16 เพียงที่เดียวเท่านั้น โดยจะปิดรับลงทะเบียนล่วงหน้าวันที่ 22 กรกฎาคมนี้

การประกวดผลิตภาพยนตร์โฆษณาสำหรับนักเรียนนักศึกษา “GATSBY Student CM Awards” ยกระดับเป็น “GATSBY CREATIVE AWARDS” เปิดพื้นที่สร้างสรรค์ยิ่งใหญ่กว่าเดิมและเข้าถึงลูกค้ามากขึ้น!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

โอซากา, ญี่ปุ่น–1 ก.ค.–เกียวโด เจบีเอ็น-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

          – เปิดรับผลงานของนักเรียนนักศึกษาจาก 10 ประเทศ/ดินแดน จนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2016

          บริษัท แมนดอม คอร์ป (Mandom Corp.) จากโอซากา ประเทศญี่ปุ่น เตรียมจัดการแข่งขัน “GATSBY CREATIVE AWARDS” ซึ่งเป็นการประกวดผลิตภาพยนตร์โฆษณาสำหรับผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมผู้ชายแบรนด์แกสบี้ ทั้งนี้ การประกวดดังกล่าวจัดต่อเนื่องกัน 10 ครั้งภายใต้ชื่อ “GATSBY Student CM Awards” แต่ในปี2016 ได้ยกระดับเป็นการประกวด “GATSBY CREATIVE AWARDS”

          การประกวด GATSBY CREATIVE AWARDS ไม่ได้จำกัดสิทธิอยู่แค่นักเรียนนักศึกษาในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ยังเปิดโอกาสให้กับนักเรียนนักศึกษาจากอีก 9ประเทศ/ดินแดน ได้แก่ ฮ่องกง อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ มาเลเซีย มองโกเลีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย และสหรัฐอเมริกา เพื่อให้เยาวชนได้มีโอกาสสื่อสารผ่านผลงานภาพยนตร์โฆษณา อันเป็นการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ และไม่เพียงเปิดโอกาสให้กับนักเรียนนักศึกษาที่ปรารถนาจะเป็นผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณามืออาชีพเท่านั้น แต่มือสมัครเล่นที่มีความสนใจในการทำวิดีโอก็สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้เช่นกัน

 

          โลโก้: http://prw.kyodonews.jp/prwfile/release/M100411/201607012135/_prw_OI1fl_ms69e4x6.jpg

          เว็บไซต์หลักอย่างเป็นทางการของการประกวด: http://award.gatsby.jp/international/

          ข้อมูลสำคัญของการประกวด GATSBY CREATIVE AWARDS

          – ผู้จัดการประกวด: บริษัท แมนดอม คอร์ป

          – ผู้อำนวยการการประกวด: บริษัท CrEa, Inc.

          – กำหนดการเปิดรับผลงาน: ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม ถึงวันจันทร์ที่ 31 ตุลาคม 2016

          – กำหนดการประชุมคณะกรรมการตัดสินรางวัลและพิธีมอบรางวัล: วันเสาร์ที่ 28 มกราคม 2017 (ที่เขตฮาราจูกุในโตเกียว)

          – คุณสมบัติของผู้เข้าแข่งขัน: ผู้เข้าแข่งขันต้องเป็นนักเรียนนักศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย อาชีวศึกษา วิทยาลัย มหาวิทยาลัย หรือบัณฑิตวิทยาลัยในประเทศ/ดินแดนที่กำหนด (ผู้ที่มีคุณสมบัติครบสามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ไม่ว่าจะถือสัญชาติใดก็ตาม)

          – ประเทศ/ดินแดนที่มีสิทธิเข้าประกวด: ฮ่องกง อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย มองโกเลีย สิงคโปร์ ไต้หวัน ไทย และสหรัฐอเมริกา

          – ผลงานที่คว้ารางวัลกรังด์ปรีซ์จะถูกแพร่ภาพผ่านทางสถานีโทรทัศน์ในประเทศ/ดินแดนที่เจ้าของผลงานกำลังศึกษาอยู่ และจะถูกส่งไปฉายในเทศกาลCannes Lions International Festival of Creativity นอกจากนี้ เจ้าของรางวัลกรังด์ปรีซ์จะได้รับเงินรางวัล 500,000 เยน พร้อมของรางวัลพิเศษอีกมากมาย

          การประกวด GATSBY CREATIVE AWARDS

          การประกวดผลิตคลิปวิดีโอโฆษณา GATSBY Student CM Awards จัดขึ้นต่อเนื่องมานาน 10 ปี นับตั้งแต่ปี 2006 ซึ่งเป็นช่วงที่คลิปวิดีโอยังไม่ได้รับความนิยมมากขนาดนี้ และจากนี้ไปจะกลายเป็นการประกวดโฆษณาสำหรับนักเรียนนักศึกษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดงานหนึ่งในภูมิภาคเอเชีย ด้วยจำนวนของผู้เข้าแข่งขันที่มีมหาศาล ทั้งนี้ ในการประชุมคณะกรรมการตัดสินรางวัลรอบสุดท้าย ทางกรรมการจะประเมินผลงานที่ส่งเข้ามา พร้อมกับให้คำแนะนำแก่เจ้าของผลงานด้วยความนุ่มนวลและกระตือรือร้น และปิดท้ายงานด้วยพิธีมอบรางวัลอันน่าประทับใจ

          ผู้ที่เคยเข้าร่วมพิธีมอบรางวัลได้ให้ความเห็นกับทางผู้จัดงานว่า “งานนี้เหลือเชื่อเหมือนฝัน” “เป็นโอกาสดีที่ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กันและกัน” “รู้สึกมีความหวังมากขึ้นกับอนาคตของตนเอง” “รู้สึกดีที่ได้สร้างมิตรภาพกับผู้เข้าประกวดจากประเทศอื่นๆ” และ “ขอให้จัดงานต่อไปเรื่อยๆ” ทั้งนี้ ในการประกวดครั้งที่ 10 เมื่อปีที่แล้วนั้น มีผลงานส่งเข้าประกวดรวม 1,559 ผลงาน

          สำหรับปี 2016 การประกวดดังกล่าวได้ยกระดับกลายเป็น “GATSBY CREATIVE AWARDS” โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้งานนี้ ซึ่งมุ่งเน้นไปที่การโฆษณาผลิตภัณฑ์ ได้กลายเป็นเวทีรวบรวมความคิดสร้างสรรค์อันหลากหลาย

          การประกวด “GATSBY CREATIVE AWARDS” จะเป็นเวทีที่สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ พร้อมเปิดโอกาสให้เยาวชนสามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ง่ายยิ่งขึ้น

          – ผลงานที่คว้ารางวัลกรังด์ปรีซ์ (ในสาขา Standard CM Category เท่านั้น) จะถูกแพร่ภาพผ่านทางสถานีโทรทัศน์ในประเทศ/ดินแดนที่เจ้าของผลงานกำลังศึกษาอยู่ เพื่อให้ผู้ชนะได้แบ่งปันความสุขกับเพื่อนๆ และจะถูกส่งไปฉายในเทศกาล Cannes Lions International Festival of Creativity ด้วย

          – เจ้าของผลงานที่คว้ารางวัลกรังด์ปรีซ์ในการประกวดปีที่แล้ว รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ผลงานของตนถูกส่งไปฉายในเทศกาล Cannes Lions International Festival of Creativity ดังนั้น ทางผู้จัดงานจึงพร้อมทำเช่นเดียวกันในปีนี้ เพื่อให้นักเรียนนักศึกษาที่ปรารถนาเป็นมืออาชีพได้มีโอกาสนำเสนอผลงานของตนบนเวทีที่ใหญ่ขึ้น เพื่อซึมซับแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานต่อไป

          – ยกเลิกการจำกัดความยาวของผลงานในสาขา No-Editing CM Category

          การไม่จำกัดความยาวของผลงานที่ส่งเข้าประกวดในสาขา No-Editing CM Category จะทำให้การสร้างสรรค์ผลงานเป็นไปอย่างสะดวกสบายยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้เข้าประกวดสามารถสื่อสารผ่านผลงานได้อยางเต็มที่

          – เพิ่มเงินรางวัล

          ผู้ชนะรางวัลกรังด์ปรีซ์จะได้รับเงินรางวัลเพิ่มขึ้นจาก 300,000 เยน เป็น 500,000 เยน

          สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์หลักอย่างเป็นทางการของการประกวด “GATSBY CREATIVE AWARDS” ที่ http://award.gatsby.jp/international/

          เกี่ยวกับบริษัท แมนดอม คอร์ป

          ประธานและเจ้าหน้าที่บริหาร: โมโตโนบุ นิชิมุระ

          สำนักงานใหญ่: โอซากา ซิตี้

          แหล่งข่าว: แมนดอม คอร์ป

          AsiaNet 64985