Asia Plantation Capital เปิดบ้านต้อนรับนักศึกษาเข้าฝึกงานที่โรงกลั่นน้ำมันกฤษณาในรัฐยะโฮร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย–31 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          Asia Plantation Capital เตรียมเปิดโครงการฝึกงานอุตสาหกรรมให้กับเหล่านักศึกษาจาก Universiti Putra Malaysia (UPM) และ International Islamic University Malaysia (IIUM) โดยจะเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2559

คำบรรยายภาพ – โรงกลั่นน้ำมันกฤษณาของ Asia Plantation Capital ในเมืองยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซีย เตรียมเปิดประตูต้อนรับนักศึกษาฝึกงาน

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnvar/20160530/8521603476 

          โรงกลั่นและศูนย์วิจัยไม้กฤษณาของ Asia Plantation Capital ได้ดำเนินการอย่างเต็มกำลังในปีที่ผ่านมา และบัดนี้พร้อมแล้วที่จะเปิดประตูต้อนรับนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยท้องถิ่นให้เข้าร่วมฝึกงาน โดยเมื่อเร็วๆนี้ Asia Plantation Capital Berhad ได้ยืนยันความร่วมมือกับ Universiti Putra Malaysia (UPM) และ International Islamic University Malaysia (IIUM) เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในโครงการฝึกงานของมหาวิทยาลัยเหล่านี้

          ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะส่งนักศึกษาหนึ่งคนมายังโรงกลั่น Asia Plantation Capital ในรัฐยะโฮร์ เพื่อฝึกงานตามข้อกำหนดเป็นระยะเวลาสามเดือน โดยเริ่มตั้งแต่เดือนมิ.ย. ปีนี้

          สำหรับมหาวิทยาลัย UPM นั้น Asia Plantation Capital ร่วมมือกับคณะวนศาสตร์ จัดโครงการฝึกงานอุตสาหกรรมให้แก่นักศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางไม้ นักศึกษาฝึกงานคนแรกของคณะดังกล่าวนี้จะเริ่มฝึกงานกับฝ่ายวิจัยและพัฒนา (R&D) ที่โรงกลั่นและศูนย์การวิจัยของ Asia Plantation Capital ในรัฐยะโฮร์ ซึ่งนักศึกษาจะได้มีส่วนช่วยในกระบวนการผลิต และจะได้เข้าร่วมในการวิจัยเชิงพัฒนาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มปริมาณยางไม้ที่ผลิตน้ำมันจากไม้กฤษณา

          ในส่วนของความร่วมมือกับ IIUM จะมุ่งไปที่นักศึกษาจากคณะวิศวกรรมศาสตร์โดยเฉพาะ โดย Asia Plantation Capital จะเปิดโรงกลั่นในยะโฮร์ให้นักศึกษาในสาขาวิศวกรรมชีวเคมีและชีวเทคโนโลยีเข้าฝึกงาน โดยนักศึกษาเหล่านี้จำเป็นต้องผ่านการฝึกงานในโครงการ Engineering Industrial Training (EIT) จึงจะสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรปริญญาตรี นักศึกษาฝึกงานคนแรกจากโครงการนี้จะมีส่วนช่วยในเรื่องที่เกี่ยวกับการเพาะเชื้อและการทำดีเอ็นเอบาร์โค้ดของไม้กฤษณา

          สตีฟ วัตส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Asia Plantation Capital ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก กล่าวว่า “จุดประสงค์ของการจัดโครงการฝึกงานอุตสาหกรรมสำหรับนักศึกษาในระดับปริญญาตรีคือเพื่อให้นักศึกษาเหล่านี้ได้รับประสบการณ์ตรงในสภาพแวดล้อมการทำงานจริงขององค์กรในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยากในรั้วมหาวิทยาลัย หรือในสถาบันการศึกษาที่เน้นด้านวิชาการเพียงอย่างเดียว โรงกลั่นและศูนย์วิจัยของเราในรัฐยะโฮร์ จะเป็นสถานที่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับนักศึกษาเหล่านี้ เพราะพวกเขาจะได้ประสบการณ์จากชีวิตการทำงาน ตลอดจนเรียนรู้ว่าจะนำทักษะและความรู้ไปใช้อย่างไร เมื่อใด และที่ใด อีกทั้งยังจะมีโอกาสได้สัมผัสกับบรรยากาศการทำงานของบริษัทระหว่างประเทศภายในโรงงานที่สร้างขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะอีกด้วย เราหวังว่านักศึกษาเหล่านี้จะได้เรียนรู้และเติบโตขึ้นภายในระยะเวลาการฝึกงานกับเราตลอดสามเดือน” คุณวัตส์กล่าวสรุป “เราส่งเสริมให้นักศึกษาจาก UPM และ IIUM มาร่วมฝึกงานกับเรามากขึ้น มาดูว่าเรากำลังทำอะไร และคว้าประโยชน์จากการได้ทำความรู้จักกับเราในระหว่างการฝึกงานที่โรงงาน”

          โรงกลั่นและศูนย์วิจัยไม้กฤษณาอันทันสมัยของ Asia Plantation Capital ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมมาไซ รัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย และได้เปิดดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบตั้งแต่ช่วงต้นปีที่แล้ว และเนื่องในโอกาสฉลองครบรอบการเปิดทำการครบ 1 ปี Asia Plantation Capital จะทำพิธีเปิดโรงงานอย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก YB Datuk Abu Bakar Mohamad Diah รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (MOSTI) ในวันที่ 2 มิ.ย. 2559

          หมายเหตุถึงบรรณาธิการ:

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

          ซาอาฮิรา มูฮัมหมัด

          ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด

          อีเมล:zaahira@asiaplantationcapital.com

          สำนักงาน: +6012 203 5344

          ซาแมนธา ธาม

          ผู้บริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด

          อีเมล:samantha.tham@asiaplantationcapital.com

          มือถือ: +65 9144 0933

          เกี่ยวกับ Asia Plantation Capital

          Asia Plantation Capital Berhad ในมาเลเซีย กำลังทุ่มลงทุนอย่างมหาศาลในภาคการเพาะปลูกของมาเลเซีย โดยได้มีการพัฒนาพื้นที่เพาะปลูกและโรงงานผลิตไม้กฤษณาแห่งใหม่ รวมถึงผลิตภัณฑ์อื่นๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ บริษัทได้ย้ายสำนักงานใหญ่มาที่ใจกลางกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจในมาเลเซีย หลังจากที่เมื่อปีที่แล้วได้เปิดโรงงานแปรรูปไม้กฤษณาและโรงกลั่นน้ำมันกฤษณาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เมืองยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซีย

          Asia Plantation Capital Group เป็นผู้ดำเนินธุรกิจและบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกอย่างยั่งยืนที่ได้รับรางวัลมาแล้วมากมาย บริษัทมีโครงการต่างๆใน 4 ทวีป และมีพนักงานกว่า 2,000 คนทั่วโลก สำหรับคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของเราซึ่งเป็นผู้นำในวงการนั้น ประกอบด้วยนักวิชาการระดับแนวหน้าจากนานาประเทศ (จีน ไทย มาเลเซีย อินเดีย สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์) ที่ร่วมกันพัฒนา รวมทั้งจดสิทธิบัตรระบบและเทคโนโลยีชั้นนำของอุตสาหกรรม

          ด้วยการให้ความสำคัญกับโครงการเพาะปลูกเชิงพาณิชย์ และธุรกิจแบบบูรณาการแนวดิ่ง ซึ่งมอบผลประโยชน์ที่ผสมผสานกันระหว่างชุมชน สิ่งแวดล้อม และการค้า Asia Plantation Capital จึงก้าวขึ้นเป็นบริษัทที่ประสบความสำเร็จและไม่หยุดนิ่งตามหลักการสร้างความสมดุล 3 ด้าน         

JA Solar จัดหาเซลล์แสงอาทิตย์ 44% ให้โปรเจคท์ “Front Runner” ของทางการจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ปักกิ่ง–31 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

JA Solar Holdings Co., Ltd. (Nasdaq: JASO) ผู้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ประกาศว่า บริษัทได้จัดหาเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 420 เมกะวัตต์ ให้แก่โครงการสาธิตเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์แห่งชาติในเมืองต้าถง มณฑลซานซี ซึ่งเป็นโครงการแรกภายใต้โปรเจคท์ “Front Runner” ของทางการจีน โครงการดังกล่าวมีกำลังการผลิตติดตั้งทั้งสิ้น 950 เมกะวัตต์ ดังนั้น เซลล์แสงอาทิตย์ที่ JA Solar จัดหาให้จึงคิดเป็นสัดส่วน 44% ของทั้งหมด

 

โลโก้ –  http://photos.prnasia.com/prnvar/20150522/0861504483LOGO

สำนักงานพลังงานแห่งชาติของจีนได้ริเริ่มโปรเจคท์ “Front Runner” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์ที่ทันสมัยในหมู่ซัพพลายเออร์ในประเทศ โดยการลงทุนในโครงการแรกมีมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และจะประกอบด้วยโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 13แห่ง เมื่อการก่อสร้างแล้วเสร็จ คาดว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวจะผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 1.5 พันล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี ซึ่งจะช่วยให้รัฐมีรายได้จากการเก็บภาษี 260 ล้านหยวน และลดการใช้ถ่านหินลงได้ 480,000 ตันต่อปี

ด้วยเทคโนโลยีหลักที่ก้าวล้ำนำสมัย เมื่อเดือนกรกฎาคม 2558 JA Solar จึงได้รับเลือกจากรัฐบาลท้องถิ่นเมืองต้าถงให้เป็นนักลงทุนของโครงการสาธิตดังกล่าว โดยรับหน้าที่เป็นผู้จัดหาเซลล์แสงอาทิตย์ให้กับโครงการ “Leader + New Technology + New Model Demonstration” ขนาด 50 เมกะวัตต์ นอกจากนี้ JA Solarยังจัดหาเซลล์แสงอาทิตย์ขนาด 370 เมกะวัตต์ให้แก่บริษัทอีก 6 แห่งที่ลงทุนในโครงการสาธิตโครงการอื่นๆ ได้แก่ China Three Gorges Corporation, China Huadian Corporation, China Power Investment Corporation, China Guangdong Nuclear Power Group, Beijing Energy Investment Holding และ Sungrow Power Supply

ในการเข้าร่วมโปรเจคท์ “Front Runner” นั้น เหล่าซัพพลายเออร์จะต้องมีประสิทธิภาพและคุณภาพตามมาตรฐานระดับสูงที่กำหนดโดยสำนักงานพลังงานแห่งชาติของจีน โดยเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดโพลีคริสตัลไลน์และโมโนคริสตัลไลน์จะต้องมีประสิทธิภาพการแปลงพลังงานสูงกว่า 16.5% และ 17% ตามลำดับ ด้านอัตราการลดทอนของเซลล์แสงอาทิตย์ในปีแรกหลังเริ่มใช้งานจะต้องไม่เกิน 2.5% และ 3% ตามลำดับ ส่วนในปีต่อๆไปต้องไม่เกิน 0.7% ต่อปี และอัตราการลดทอนโดยรวมตลอดอายุการใช้งานของเซลล์แสงอาทิตย์จะต้องไม่เกิน 20%

JA Solar ตอกย้ำความเป็นผู้นำระดับโลกด้วยการนำเสนอผลิตภัณฑ์ 4 รายการที่ได้มาตรฐานหรือสูงกว่ามาตรฐานของ “Front Runner” ได้แก่ เซลล์แสงอาทิตย์ Cypress ชนิดโมโนคริสตัลไลน์, เซลล์แสงอาทิตย์ Cypress ชนิดโพลีคริสตัลไลน์, เซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูง Percium ชนิดโมโนคริสตัลไลน์ และเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูง Riecium ชนิดโพลีคริสตัลไลน์ นอกจากนี้ เมื่อต้นปี 2559 เซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูง Riecium ชนิดโพลีคริสตัลไลน์แบบกระจกสองด้านของ JA Solar ยังได้รับการรับรองจากศูนย์รับรองคุณภาพของจีน ซึ่งเป็นการยืนยันถึงความสอดคล้องกับมาตรฐานคุณภาพและเทคโนโลยีของ “Front Runner”

ปัจจุบัน ลูกค้าที่ต้องการเซลล์แสงอาทิตย์ประสิทธิภาพสูงมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เซลล์แสงอาทิตย์ที่มีประสิทธิภาพการแปลงพลังงานสูงจะมีกำลังการผลิตติดตั้งต่อหน่วยพื้นที่สูงตามไปด้วย ส่งผลให้ผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากขึ้น มีต้นทุนพื้นที่ต่อวัตต์ลดลง ต้นทุนขนส่งและติดตั้งลดลง รวมทั้งสร้างรายรับมากขึ้น ดังนั้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า JA Solar ตั้งใจว่าจะเพิ่มกำลังการผลิตต่อปีของเซลล์แสงอาทิตย์ในโปรเจคท์ “Front Runner” เป็น 1.8 กิกะวัตต์สำหรับเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดโมโนคริสตัลไลน์ และเป็น 2.3 กิกะวัตต์สำหรับเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดโพลีคริสตัลไลน์ โดยตั้งเป้าว่าจะทำให้สำเร็จภายในปีเดียว

คุณเจี้ยน เซียะ ประธานของ JA Solar กล่าวว่า “โปรเจคท์ “Front Runner” ช่วยให้อุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ของจีนบรรลุเป้าหมายที่ต้องการมากมาย ด้วยการส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม การยกระดับกระบวนการผลิต การใช้เทคโนโลยีใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ รวมถึงการสร้างมาตรฐานระดับสูงในด้านคุณภาพและการทดสอบ JA Solar มีความภูมิใจที่ได้เป็นผู้จัดหาเซลล์แสงอาทิตย์เกือบครึ่งหนึ่งของโครงการแรกในเมืองต้าถง และเราจะเดินหน้าบุกเบิกเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อผลักดันการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ของจีนต่อไป”

Wolf Blass ขึ้นแท่นผู้สนับสนุนสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์–31 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

วู้ล์ฟ บลาสส์ ไวน์ยี่ห้อดังจากแดนจิงโจ้ จับมือกับทีมที่สร้างสีสันมากที่สุดทีมหนึ่งในพรีเมียร์ลีกอังกฤษ

วู้ล์ฟ บลาสส์ (Wolf Blass) แบรนด์ไวน์ชั้นนำจากประเทศออสเตรเลีย ประกาศความร่วมมือด้านการตลาดเป็นระยะเวลาหลายปีร่วมกับสโมสรฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซึ่งทำให้ วู้ล์ฟ บลาสส์ ขึ้นแท่นเป็นผู้สนับสนุนเครื่องดื่มอย่างเป็นทางการ (Official Wine Partner) ของทีมเรือใบสีฟ้าในเอเชีย ตะวันออกกลางและแอฟริกา (MEA) และเม็กซิโก

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์พร้อมมัลติมีเดียได้ที่: http://en.prnasia.com/mnr/treasurywine_201605.shtml

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160526/8521603195-c

ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดของ วู้ล์ฟ บลาสส์ ในการเดินหน้าให้การสนับสนุนแวดวงการกีฬาในภูมิภาคดังกล่าว หลังจากที่ทางแบรนด์ได้ลงนามข้อตกลงร่วมกับสมาคมบาสเก็ตบอลแห่งชาติของจีน และสมาคมเบสบอลอาชีพในญี่ปุ่นและเกาหลีไปเมื่อไม่นานมานี้

ทั้งนี้ วู้ล์ฟ บลาสส์ จะเข้าถึงบรรดาแฟนกีฬาในตลาดหลักๆ เหล่านี้ ผ่านแคมเปญอันน่าตื่นเต้นในหลากหลายช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นการจัดโปรโมชั่นตามร้านค้า การออกผลิตภัณฑ์โดยใช้แบรนด์ร่วมกัน การแจกของรางวัล การสร้างกระแสในสื่อดิจิตอลและโซเชี่ยลมีเดีย รวมถึงการจัดกิจกรรมสำหรับผู้บริโภค

โรเบิร์ต ฟอยด์ (Robert Foye) ประธานและกรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลางและแอฟริกา และละตินอเมริกา บริษัท Treasury Wine Estatesซึ่งเป็นเจ้าของแบรนด์ วู้ล์ฟ บลาสส์ กล่าวว่า “วู้ล์ฟ บลาสส์ มีความสัมพันธ์กับแวดวงการกีฬามาอย่างยาวนาน และมีความมุ่งมั่นในการไล่ล่าความสำเร็จ เราจึงรู้สึกตื่นเต้นที่ได้มีส่วนร่วมกับกีฬาอันดับหนึ่งของโลก และเป็นพันธมิตรกับหนึ่งในสโมสรฟุตบอลที่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จสูงสุดในโลก”

วู้ล์ฟ บลาสส์ จะนำแคมเปญระดับโลก ‘Here’s To The Chase’ ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกย่องการตามล่าคว้าชัยชนะ มาสร้างสีสันผ่านทางความร่วมมือกับสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เราตั้งตารอที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งกับแมนเซสเตอร์ ซิตี้ ในการคว้าถ้วยแชมป์มาครองเพิ่มเติม และเฉลิมฉลองความสำเร็จของทีมด้วยไวน์ วู้ล์ฟ บลาสส์ อันโด่งดัง”

คริส แฮทเชอร์ (Chris Hatcher) หัวหน้าไวน์เมกเกอร์ ของวู้ล์ฟ บลาสส์ กล่าวว่า “ในฐานะที่เป็นหนึ่งในผู้ผลิตไวน์ที่ได้รับรางวัลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของออสเตรเลีย วู้ล์ฟ บลาสส์ ไม่เคยหยุดยั้งที่จะก้าวขึ้นเป็นสุดยอดผู้ผลิตไวน์ เช่นเดียวกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่พยายามรักษามาตรฐานการเล่นฟุตบอลที่สวยงามที่สุดในโลกไว้อย่างต่อเนื่อง”

เดเมี่ยน วิลลอห์บี้ (Damian Willoughby) รองประธานและผู้อำนวยการฝ่ายความร่วมมือภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของ ซิตี้ฟุตบอลมาร์เก็ตติ้ง กล่าวว่า “วู้ล์ฟ บลาสส์ เป็นผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมไวน์ ซึ่งมีความใส่ใจในการรักษาความสม่ำเสมอของคุณภาพและคุณลักษณะของแบรนด์เช่นเดียวกันกับเรา ความร่วมมือครั้งใหม่นี้มอบโอกาสอันน่าตื่นเต้นให้กับเราที่จะได้ใกล้ชิดกับแฟนๆ และผู้บริโภค เราตั้งตารอที่จะได้ทำงานร่วมกับ วู้ล์ฟ บลาสส์ เพื่อเติบโตในแนวทางใหม่และสร้างสรรค์ไปด้วยกัน”

ในฐานะผู้สนับสนุนเครื่องดื่มอย่างเป็นทางการ (Official Wine Partner) ของแมนเซสเตอร์ ซิตี้ วู้ล์ฟ บลาสส์ จะสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นคอลูกหนังผู้ชื่นชอบในกีฬาฟุตบอลเป็นชีวิตจิตใจ ด้วยฐานแฟนบอลกว่า 240 ล้านคนในเอเชีย ตะวันออกกลางและแอฟริกา รวมถึงผู้ติดตามในโซเชี่ยลมีเดียอีกหลายล้านคน แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคทั้งเก่าและใหม่ได้รู้จักไวน์ วู้ล์ฟ บลาสส์ มากขึ้น และร่วมสร้างจิตวิญญาณแห่งการไล่ล่าความสำเร็จไปพร้อมกัน

สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.mcfc.co.uk 

สำหรับสื่อมวลชน กรุณาติดต่อ:

Gwendolyn Cheong
Treasury Wine Estates
อีเมล: Gwendolyn.Cheong@tweglobal.com
โทร: +65-8233-9383

วิดีโอ – http://static.prnasia.com/pro/media/201605/treasurywine/treasurywine.mp4
รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160526/8521603195-a
รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160526/8521603195-b
รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160526/8521603195-c
รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160526/8521603195-d

รัฐบาลนานาชาติจับมือเดินหน้ากำจัดโรคไวรัสตับอักเสบให้หมดสิ้นไปภายในปี 2573

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอนดอน–31 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

194 ชาติสมาชิกให้คำมั่นร่วมกันกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ ณ การประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลก

เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ประเทศสมาชิกทั้ง 194 ชาติได้ประกาศฉันทามติครั้งประวัติศาสตร์ในการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบให้หมดสิ้นภายในปี2573 ระหว่างการประชุมสมัชชาองค์การอนามัยโลกครั้งที่ 69 โดยรัฐบาลประเทศต่างๆมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ใช้ “กลยุทธ์ต่อสู้กับโรคไวรัสตับอักเสบ” เป็นครั้งแรกของโลก นับว่าเป็นความร่วมมือครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของการรับมือกับโรคร้ายนี้

เป้าหมายของกลยุทธ์ดังกล่าวคือการเดินหน้ากำจัดไวรัสตับอักเสบบีและซีให้หมดสิ้นภายในปี 2573 โดยครอบคลุมถึงเป้าหมายทั้งในเชิงป้องกันและรักษา ซึ่งหากบรรลุเป้าหมายดังกล่าวก็จะสามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตรายปีลงได้ถึง 65% และเพิ่มจำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาถึง 80% ซึ่งจะช่วยชีวิตผู้คนได้มากกว่า7.1 ล้านคนทั่วโลกภายในปี 2573

โรคไวรัสตับอักเสบคร่าชีวิตผู้คนทั่วโลกไปมากกว่า 1.4 ล้านคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจากเชื้อเอชไอวีหรือมาลาเรีย ทั้งยังเป็นสาเหตุหลักที่ก่อให้เกิดโรคตับแข็งและมะเร็งตับ อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้เรามีวัคซีนและยารักษาโรคไวรัสตับอักเสบบีและซีที่มีประสิทธิภาพ ดังนั้น เราสามารถบรรลุเป้าหมายในการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบให้หมดไปภายในปี 2573 ได้

การใช้กลยุทธ์ดังกล่าวคือก้าวแรกสู่การกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ ซึ่งมีผู้ป่วยทั่วโลกกว่า 400 ล้านราย เรารู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่รัฐบาลแต่ละชาติมีความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง” Raquel Peck ซีอีโอของสมาพันธ์โรคตับอักเสบสากล (World Hepatitis Alliance: WHA) กล่าว “หากรัฐบาลแต่ละชาติปฏิบัติตามมติดังกล่าว เราจะได้ร่วมกันเป็นสักขีพยานในการเอาชนะโรคหนึ่งซึ่งเป็นภัยคุกคามสูงสุดภายในช่วงชีวิตของเรา”

แม้ว่าการประกาศกลยุทธ์ดังกล่าวจะแสดงถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองอย่างแรงกล้า แต่การกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบยังต้องอาศัยการลงมือลงแรงอีกมากจึงจะสัมฤทธิ์ผล เนื่องจากข้อมูล ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2559 ระบุว่า มีเพียง 36 ประเทศที่มีแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติในการรับมือกับโรคไวรัสตับอักเสบ และอีก 33 ชาติกำลังพัฒนาแผนดังกล่าว นั่นหมายความว่ามีอีก 125 ประเทศสมาชิกที่ยังไม่มียุทธศาสตร์ระดับชาติในการรับมือกับโรคนี้ ดังนั้น การเพิ่มทรัพยากรที่จำเป็นและการยกระดับความสำคัญของโรคร้ายนี้จึงถือเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง

สมาพันธ์โรคตับอักเสบสากลและประเทศสมาชิก 230 ชาติ จะดำเนินงานร่วมกันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า แต่ละประเทศจะปฏิบัติตามมติและใช้มาตรการต่างๆที่จำเป็นเพื่อบรรลุเป้าหมาย ทั้งนี้ เนื่องในวันตับอักเสบโลก (28 กรกฎาคม 2559) ทางสมาพันธ์โรคตับอักเสบสากลจะเปิดโครงการระดับโลก NOhep เป็นครั้งแรก เพื่อสนับสนุนการกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบให้หมดไปภายในปี 2573

สำหรับบรรณาธิการ

เกี่ยวกับสมาพันธ์โรคตับอักเสบสากล

สมาพันธ์โรคตับอักเสบสากล เป็นองค์กรเอ็นจีโอที่ให้ความสำคัญกับผู้ป่วยเป็นหลัก ทางสมาพันธ์มีสมาชิกกว่า 230 ชาติ และเป็นผู้นำในการลงมือกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ โดยดำเนินงานร่วมกับรัฐบาลและพันธมิตรเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับผู้ป่วย รณรงค์ให้ทุกคนตระหนักถึงภัยของโรค รวมถึงช่วยวางกลยุทธ์ในการรับมือกับโรคร้ายชนิดนี้

สื่อมวลชนติดต่อ

Tara Farrell

            ผู้จัดการฝ่ายสื่อสาร

อีเมล: Tara.farrell@worldhepatitisalliance.org

โทร. +44(0)776162525

แหล่งข่าว: สมาพันธ์โรคตับอักเสบสากล

ฮ่องกงสวนกระแสเศรษฐกิจเอเชีย ผงาดขึ้นครองอันดับ 1 ประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูงสุดของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์–31 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          ฮ่องกง โชว์ฟอร์มสมฉายา “ไข่มุกแห่งตะวันออก” โดยสามารถยืนหยัดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจตกต่ำในเอเชีย จนก้าวขึ้นชิงตำแหน่งจากประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ในการจัดอันดับประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจสูงที่สุดในโลก โดย IMD World Competitiveness Center [http://www.imd.org/wcc ]

 IMD World Competitiveness 2016 Infographic / The top 10 in the 2016 IMD World Competitiveness Ranking - Hong Kong and Singapore are the stars of Asia in world competitiveness. Editorial use of this picture is free of charge. Please quote the source: "IMD International" (PRNewsFoto/IMD International)

The top 10 in the 2016 IMD World Competitiveness Ranking – Hong Kong and Singapore are the stars of Asia in world competitiveness. Editorial use of this picture is free of charge. Please quote the source: “IMD International” (PRNewsFoto/IMD International)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160527/372928-INFO )

          ฮ่องกงคว้าตำแหน่งสูงสุดในการจัดอันดับ World Competitiveness Ranking ประจำปี 2559 ซึ่งเป็นการกลับขึ้นสู่อันดับหนึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2555 ขณะที่สิงคโปร์ ซึ่งรั้งอันดับ 4 ในการจัดอันดับครั้งนี้ เป็นเพียงอีกหนึ่งประเทศในเอเชียที่ติด 10 อันดับแรก

         สหรัฐอเมริกาครองอันดับหนึ่งในปี 2556, 2557 และ 2558 ในขณะที่ฮ่องกงหล่นลงมาถึงอันดับ 4 อย่างไรก็ตาม สหรัฐไม่สามารถรักษาความยิ่งใหญ่ทางเศรษฐกิจไว้ได้ต่อไป จึงเปิดทางให้ประเทศที่ใช้ยุทธศาสตร์การแข่งขัน เช่น ฮ่องกงที่สร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรต่อภาคธุรกิจ หรือ สิงคโปร์ที่ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะด้านการขนส่งสินค้า สามารถก้าวขึ้นมาต่อกรกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ได้

          สำหรับการจัดอันดับครั้งล่าสุดนี้ 10 อันดับแรก ประกอบด้วย ฮ่องกงในอันดับ 1 สวิตเซอร์แลนด์อันดับ 2 สหรัฐอเมริกาอันดับ 3 ตามด้วยสิงคโปร์ สวีเดน เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ นอร์เวย์ และแคนาดา

          หากไม่รวมฮ่องกงและสิงคโปร์แล้ว ผลการวิจัยพบว่าขีดความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของทวีปเอเชียนั้นลดลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่ที่มีการเผยแพร่ผลการจัดอันดับประจำปีที่แล้ว

          ไต้หวันซึ่งอยู่ที่อันดับ 14 มาเลเซียที่อันดับ 19 เกาหลีใต้ที่อันดับ 29 และอินโดนีเซียที่อันดับ 48 ต่างมีอันดับร่วงลงจากปีที่แล้วทั้งสิ้น ในขณะที่จีนยังคงอยู่ใน 25 อันดับแรก

          ศาสตราจารย์ อาร์ทูโร บริส ผู้อำนวยการของ IMD World Competitiveness Center กล่าวว่า “หากมองในภาพรวมแล้ว ทวีปเอเชียมีขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงจากปีที่แล้วอย่างมาก โดยมีสาเหตุมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำ เงินดอลลาร์ที่แข็งค่า และงบดุลที่ย่ำแย่ทั้งในภาครัฐและเอกชน”

          ศ.บริสกล่าวเสริมว่า ความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของฮ่องกงในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยแก่ภาคธุรกิจ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ฮ่องกงสามารถผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาคมาได้

          เช่นเดียวกับสิงคโปร์ ฮ่องกงนั้นเป็นศูนย์กลางการเงินและการธนาคารชั้นนำที่ให้การสนับสนุนภาคธุรกิจด้วยการจัดเก็บภาษีในอัตราต่ำและไม่ซับซ้อน รวมทั้งไม่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนย้ายเงินทุน

          นอกจากนี้ ฮ่องกงยังเป็นประตูสู่การลงทุนของนานาชาติในประเทศจีน ซึ่งเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจรายใหม่ของโลก และในทางกลับกัน ก็ช่วยให้ธุรกิจจากจีนสามารถเข้าถึงตลาดทุนทั่วโลกได้

          การจัดอันดับของ IMD ใช้เกณฑ์ชี้วัดกว่า 340 รายการ บนพื้นฐานของ 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประสิทธิภาพของรัฐบาล ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐาน

           ศ.บริสกล่าวว่า “มีความจริงที่สำคัญประการหนึ่งที่เราได้เน้นย้ำทุกปี นั่นคือการเติบโตทางเศรษฐกิจในปัจจุบันไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันความสามารถทางการแข่งขันในอนาคต แนวทางที่ทุกประเทศใน 20 อันดับแรกต่างให้ความสำคัญเหมือนกันคือ การจัดทำกฎระเบียบที่เป็นมิตรต่อธุรกิจ โครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพและที่จับต้องไม่ได้ รวมถึงสถาบันบูรณาการ”

          โรงเรียนธุรกิจ IMD [http://www.imd.org ] ได้จัดทำและเผยแพร่ผลการจัดอันดับประจำปีมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2532

          สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการจัดอันดับได้ที่ https://worldcompetitiveness.imd.org/Pressกรุณาติดต่อฝ่ายสื่อมวลชนสัมพันธ์ของ IMDเพื่อขอรับบัตรประจำตัวสื่อมวลชน  

          สื่อมวลชนติดต่อ: 

          Matthew Mortellaro, +41-21-618-0352 matthew.mortellaro@imd.org

          ในสิงคโปร์:

          Lynette Wong, +65-6327-0267 lynette.wong@mslgroup.com

          ที่มา: IMD International

“ดังกิ้น โดนัท” ร่วมฉลองวันโดนัทโลก ซื้อเครื่องดื่ม 1 แก้ว แถมโดนัท 1 ชิ้นฟรี 3 มิ.ย. นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

แคนตัน, แมสซาชูเซตส์–31 ..–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

โปรโมชั่นพิเศษนี้สามารถใช้ได้ ณ ร้านดังกิ้น โดนัท สาขาที่ร่วมรายการทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

ดังกิ้น โดนัท (Dunkin’ Donuts) หนึ่งในเครือร้านขนมอบและกาแฟชั้นนำของโลก  จัดโปรโมชั่นพิเศษเอาใจคนรักโดนัททั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายนนี้ ร้านดังกิ้น โดนัท ทั่วภูมิภาคที่เข้าร่วมรายการ จะแจกโดนัทฟรี 1 ชิ้น (จนกว่าสินค้าจะหมด) ให้กับลูกค้าที่ซื้อเครื่องดื่ม 1 แก้ว เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันโดนัทโลกของดังกิ้น โดนัท ซึ่งจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 แล้ว ทั้งนี้ เงื่อนไขขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ โดยดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ ณ ร้านดังกิ้น โดนัท ที่ร่วมรายการ

 DUNKIN' DONUTS HOT LOGO / Dunkin' Donuts Hot Logo. (PRNewsFoto/Dunkin' Donuts)

Dunkin’ Donuts Hot Logo. (PRNewsFoto/Dunkin’ Donuts)

โลโก้ –  http://photos.prnewswire.com/prnh/20110224/NY53806LOGO

เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้มอบความสุขให้กับคนทั่วโลกผ่านโปรโมชั่นพิเศษสำหรับวันโดนัทโลกที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดยในปีนี้เป็นครั้งที่ 4 แล้วคริส ฟูกัว รองประธานฝ่ายการตลาดแบรนด์ ข้อมูลเชิงลึกของผู้บริโภคทั่วโลก และนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ของดังกิ้น แบรนด์ส กล่าว เรามีความภูมิใจที่ดังกิ้น โดนัท เป็นตำนานของขนมอบและกาแฟมากว่า 65 ปี และหวังว่าลูกค้าของเราจะเพลิดเพลินไปกับโปรโมชั่นแจกโดนัทฟรี 1 ชิ้นให้กับลูกค้าที่ซื้อเครื่องดื่ม 1 แก้ว ในวันศุกร์ที่ 3 มิถุนายนนี้

ลูกค้าสามารถเพลิดเพลินไปกับข้อเสนอพิเศษในวันโดนัทโลกโดยรับโดนัทคลาสสิคหลากหลายรสชาติ อาทิ บอสตันครีม โดนัทเคลือบช็อคโกแลต โดนัทสอดไส้เยลลี่ โดนัทช็อกโกแลตเคลือบน้ำตาลไอซิ่ง เมื่อซื้อเครื่องดื่มของดังกิ้นโดนัท ซึ่งมีให้เลือกมากมาย ทั้งกาแฟร้อนและเย็น ลาเต้ เอสเพรสโซ่ คาปูชิโน่ ชา และคูลลาต้า โฟรเซ่น (Coolatta(R) frozen) ณ ร้านดังกิ้น โดนัท สาขาที่ร่วมรายการในประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม

นอกจากนี้ ร้านดังกิ้น โดนัท สาขาที่ร่วมรายการทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกยังเตรียมนำเสนอ สมายลี่ เฟซ โดนัท (Smiley Face Donut) แสนอร่อย เพื่อฉลองความสุขที่ผู้คนได้รับเมื่อรับประทานโดนัท สมายลี่ เฟซ ซึ่งเป็นโดนัทเชลล์ที่ตกแต่งเป็นรูปหน้ายิ้มแสนน่ารัก โดยไส้ของโดนัทจะมีรสชาติแตกต่างกันไปตามแต่ละประเทศ เช่น ไส้เยลลี่ ครีมบาวาเรียน และครีมช็อกโกแลต เป็นต้น

ดังกิ้น โดนัท เสิร์ฟโดนัทและกาแฟคุณภาพสูงมากว่า 65 ปี โดยเมื่อปีที่แล้วมียอดจำหน่ายโดนัทและมันช์กิ้นกว่า 2.8 พันล้านชิ้น รวมถึงกาแฟร้อนและเย็นมากกว่า 1.9 พันล้านแก้ว จากร้านกว่า 11,800 สาขาใน 44 ประเทศทั่วโลก

ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับดังกิ้น โดนัท ได้ที่ www.facebook.com/DunkinDonuts

เกี่ยวกับ ดังกิ้น โดนัท   

ดังกิ้น โดนัท ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2493 เป็นหนึ่งในบริษัทขนมอบและกาแฟชั้นนำของโลก ให้บริการกาแฟคุณภาพสูง เครื่องดื่มเอสเพรสโซ ชา แซนวิช และขนมอบประเภทต่างๆ โดยบริษัทมีร้านขายโดนัทกว่า 11,800 สาขา ใน 44 ประเทศทั่วโลก ทั้งนี้ ดังกิ้น โดนัท มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองแคนตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ และเป็นบริษัทในเครือของดังกิ้น แบรนด์ กรุ๊ป (จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ภายใต้ชื่อ DNKN) สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ http://www.dunkindonuts.com

Tech Mahindra เตรียมซื้อกิจการ Target Group หวังต่อยอดบริการ BPaaS รองรับตลาด BFSI

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

มุมไบ—30 พ.ค.—พีอาร์นิวส์ไวร์-เฟิร์สท์คอล/อินโฟเควสท์

เดินกลยุทธ์เสริมสร้างศักยภาพ เพื่อคว้าประโยชน์จากตลาดเทคโนโลยีการเงินที่กำลังเติบโต ด้วยโซลูชั่นอัตโนมัติและการประมวลผลโดยตรง (STP)

เพิ่มพูนข้อได้เปรียบทางการแข่งขันของ Tech Mahindra เพื่อยกระดับบริการแก่ตลาดเอาท์ซอร์สในภาคธนาคาร บริการทางการเงิน และประกันภัย(BFSI) ของสหราชอาณาจักร การผนึกกำลังครั้งนี้ครอบคลุมการพัฒนาแพลตฟอร์มรองรับตลาดอื่นๆทั่วโลก และโอกาสในการทำ Cross-Selling

ด้วยอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยต่อปี (CAGR) ตลอดระยะเวลาสามปีที่ 22% รวมทั้งทรัพย์สินทางปัญญา สัญญาระยะยาวและความสัมพันธ์ที่Target Group ได้สานต่อกับลูกค้า นำเสนอโอกาสผนึกกำลังเพื่อส่งเสริมรายได้ให้กับบริษัท

Tech Mahindra Ltd. ผู้เชี่ยวชาญด้านการประยุกต์ใช้ดิจิตอล การให้คำปรึกษา และการยกเครื่องธุรกิจ ได้บรรลุข้อตกลงเพื่อซื้อกิจการของ Target Group ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มประมวลผลชั้นนำของสหราชอาณาจักร โดยคาดว่าจะสามารถสรุปข้อตกลงเสร็จสิ้นได้ในไตรมาสสองของปีงบการเงิน 2560 เมื่อได้รับการอนุมัติจากฝ่ายกำกับดูแลแล้ว

การซื้อกิจการครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างธุรกิจ BFSI ของ Tech Mahindra ให้แข็งแกร่ง ด้วยการเข้าถึงทรัพย์สินทางปัญญาและแพลตฟอร์ม ซึ่งช่วยวางระบบอัตโนมัติให้กับกระบวนการต่างๆอย่างครบวงจร ทั้งในตลาดเงินกู้ การลงทุน และประกันภัย และยังจะเข้ามายกระดับศักยภาพของ Tech Mahindra พร้อมเปิดโอกาสให้ Tech Mahindra สามารถคว้าส่วนแบ่งตลาดได้มากขึ้น ในตลาด BFSI ของสหราชอาณาจักรที่มีการใช้จ่ายค่าซอฟต์แวร์และบริการรวมกันถึง 4.5-6 หมื่นล้านปอนด์ต่อปี ทั้งนี้ Tech Mahindra ตั้งใจที่จะใช้ประโยชน์จากการดำเนินงานทั่วโลก และยกระดับแพลตฟอร์มที่ว่านี้เพื่อรองรับตลาดอื่นๆ

ข้อตกลงซื้อกิจการดังกล่าวเป็นไปตามกลยุทธ์ของ Tech Mahindra ในการยกระดับศักยภาพด้านเทคโนโลยีการเงินของบริษัท และผนวกรวมทรัพย์สินทางปัญญาและแพลตฟอร์มใหม่ เพื่อขับเคลื่อนระบบ Non Linearity และรุกตลาด BFSI โดยแพลตฟอร์มที่ทาง Target Group ได้พัฒนาขึ้นนั้น ช่วยให้ขั้นตอนประมวลผล การบริการ และการบริหารจัดการเงินกู้ การลงทุน และประกันภัย ที่มีความสำคัญและซับซ้อนนั้นทำงานเป็นระบบอัตโนมัติ แพลตฟอร์มนี้นำเสนอบริการอันเป็นเลิศ รองรับการทำงานในสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนและมีการควบคุม ซึ่งสามารถปรับระบบเพื่อให้บริการตลาดใหม่ๆได้อย่างง่ายดาย

Target Group มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหราชอาณาจักร ด้วยพนักงาน 740 ราย และได้รับความไว้วางใจจากลูกค้ามากมาย ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการเงินชั้นนำอย่างGoldman Sachs, Morgan Stanley และ Credit Suisse ผู้ให้บริการเงินกู้อย่าง Shawbrook และองค์กรแบบมีผลประโยชน์ตอบแทนอย่าง Yorkshire Building Society และเมื่อปี 2558 ที่ผ่านมา Target Group สามารถทำรายได้ถึง 51 ล้านปอนด์ โดยความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่าง Target Group กับลูกค้า ช่วยให้บริษัทสามารถสร้างรายได้ได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ Target Group ยังมีโครงสร้างแข็งแกร่ง ซึ่งเปิดโอกาสให้สามารถตรวจสอบรายได้และก่อให้เกิดกระแสเงินสด

ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่า Tech Mahindra ได้ตกลงที่จะซื้อหุ้นของ Target Group ทั้งหมด 100% โดย Target Group จะยังคงเป็นบริษัทแยกตัวอิสระ และยังคงไว้ซึ่งแบรนด์เดิมที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในตลาด สำหรับคณะผู้บริหารทั้งหมดของ Target จะยังคงอยู่กับบริษัทต่อไป โดยมีความรับปิดชอบในการปฏิบัติงานอย่างเต็มที่

แพลตฟอร์มที่เป็นกรรมสิทธิ์: บริการที่แตกต่าง

Target Group ให้บริการแพลตฟอร์ม BPaaS ในแวดวงบริการเงินกู้และการลงทุนแก่ลูกค้าตามโมเดลราคาที่ยืดหยุ่น แพลตฟอร์มดังกล่าวรองรับปริมาณงานได้ค่อนข้างสูงบนระบบอัตโนมัติ ด้วยค่าการประมวลผลโดยตรง (STP) สูงถึง 95%

การเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ซอฟต์แวร์ การดำเนินงานที่สอดคล้องกับมาตรฐาน และความรู้ความเชี่ยวชาญในธุรกิจนี้ ล้วนเป็นสิ่งที่ทำให้ Target Group โดดเด่นเหนือคู่แข่ง

การผนึกกำลังครั้งสำคัญ

ศักยภาพของ Target Group นับเป็นส่วนเติมเต็มความสามารถในการให้บริการทางไอทีแก่ตลาด BFSI ของ Tech Mahindra และยังยกระดับบริการด้านเทคโนโลยีทางการเงินของบริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญด้วย การซื้อกิจการครั้งนี้ส่งผลให้ Tech Mahindra ขึ้นแท่นผู้ให้บริการทางการเงิน 3 อันดับแรกของสหราชอาณาจักร ในส่วนของผลิตภัณฑ์เงินกู้และการลงทุนบางประเภทที่มีความซับซ้อน และยังช่วยหนุนการทำธุรกิจของ Tech Mahindra ในยุโรป เพื่อดึงดูดลูกค้าใหม่ๆให้เข้ามาใช้บริการ

ข้อตกลงซื้อกิจการจะช่วยให้ Tech Mahindra สามารถต่อยอดบริการของตนในภาคเงินกู้ เงินออม การลงทุน และการประกันภัย และยังมอบโอกาสครั้งสำคัญในการทำ Cross-sell โซลูชั่น Tech Mahindra/ Target กับฐานลูกค้าของแต่ละฝั่ง พร้อมส่งเสริมการจำหน่ายแพลตฟอร์มนี้ให้ครอบคลุมตลาดอื่นๆ

ซีพี กูร์นานี เอ็มดีและซีอีโอของ Tech Mahindra กล่าวว่า ทรัพย์สินทางปัญญาและแพลตฟอร์มที่ Target Group ได้พัฒนาขึ้นนั้น ช่วยยกระดับธุรกิจเทคโนโลยีการเงินของเราได้เป็นอย่างมาก การซื้อกิจการครั้งนี้จะทำให้เรามีบทบาทอันน่าเกรงขามในตลาด BFSI ของสหราชอาณาจักร โดยมีสถาบันทางการเงินชั้นนำกว่า 50 รายเป็นลูกค้า ข้อตกลงซื้อกิจการนี้เป็นไปตามกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจของเรา ได้แก่ เสริมทัพทรัพย์สินทางปัญญา เพิ่มรายได้จากธุรกิจ BFSI เป็นสองเท่า และขยายธุรกิจในยุโรป ทั้งนี้ เราหวังที่จะให้การต้อนรับบุคลากรของ Target Group สู่ครอบครัว Tech Mahindra”

แพดดี้ ไบร์น ประธานของ Target Group กล่าวว่า “Target Group ได้มุ่งไปที่การเสริมสร้างความเชี่ยวชาญในแวดวงเงินกู้ การลงทุน และประกันภัย เพื่อก้าวขึ้นเป็นผู้นำในแต่ละตลาดที่เราดำเนินงาน เราเติบโตขึ้นอย่างมากตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ด้วยการสนับสนุนจากผู้ถือหุ้นรายปัจจุบันอย่าง Pollen Street Capital โดยเราหวังที่จะได้เห็นบริษัทเติบโตต่อไปในระยะต่อไป ทั้งนี้ การผนึกกำลังกับบริษัทที่มีมูลค่าสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐอย่าง Tech Mahindra นั้น จะเปิดโอกาสให้เราสามารถให้บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น ผ่านการยกระดับโซลูชั่นและบริการของเรา ตลอดเวลาที่ผ่านมาเราได้สร้างทีมบริหารที่แข็งแกร่งและมีความน่าเชื่อถือสูง ซึ่งทำให้แบรนด์ของเราได้รับความไว้วางใจในตลาดที่เราดำเนินงาน และเรายินดีที่จะได้มีโอกาสขับเคลื่อนบริการที่ผสานกันระหว่าง Target Group/Tech Mahindra ให้ครอบคลุมภาคส่วนและภูมิภาคใหม่ๆ ในตลาดการธนาคาร บริการทางการเงิน และการประกันภัย

เกี่ยวกับ Tech Mahindra

Tech Mahindra มุ่งมั่นสร้างสรรค์โลกที่เชื่อมถึงกันมากขึ้น ผ่านการนำเสนอบริการและโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัยและตรงตามความต้องการของลูกค้า เพื่อเปิดโอกาสให้องค์กร หุ้นส่วน และสังคมก้าวไปข้างหน้าตามแนวคิด Rise(TM) บริษัทของเรามีมูลค่า 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีผู้เชี่ยวชาญรวมกันกว่า105,400 คนใน 90 ประเทศ ที่คอยให้ความช่วยเหลือแก่ลูกค้ากว่า 800 รายทั่วโลก ซึ่งในจำนวนนี้มีบริษัทระดับ Fortune 500 รวมอยู่ด้วยหลายแห่ง แพลตฟอร์มสุดล้ำสมัยและสินทรัพย์หมุนเวียนของเราได้ช่วยหลอมรวมเทคโนโลยีต่างๆไว้ด้วยกัน เพื่อมอบคุณค่าทางธุรกิจที่จับต้องได้ให้แก่ผู้ถือผลประโยชน์ทุกคน ทั้งนี้ Tech Mahindra เป็นบริษัทระดับ Fab 50 ในเอเชีย จากการจัดอันดับของ Forbes ในปี 2557

Tech Mahindra เป็นส่วนหนึ่งของ Mahindra Group เครือบริษัทที่มีมูลค่า 1.69 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีพนักงานรวมกันกว่า 200,000 คนในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก เครือบริษัทดำเนินธุรกิจในอุตสาหกรรมหลักๆที่มีส่วนขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยเป็นผู้นำในแวดวงรถแทรกเตอร์ รถยนต์อเนกประสงค์ เทคโนโลยีสารสนเทศ ธุรกิจตลาดหลังการขาย และ บริการที่พักแบบ vacation ownership

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อรู้จักเราให้มากขึ้นได้ที่ http://www.techmahindra.com

เกี่ยวกับ
Target Group

Target Group เป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านการจ้างทำกระบวนการธุรกิจ (BPO) และโซลูชั่นซอฟต์แวร์ แก่บรรดาสถาบันการเงินชั้นนำกว่า 50 แห่งทั่วโลก เช่นGoldman Sachs, Morgan Stanley, Credit Suisse, Barclays และ Shawbrook Bank

แพลตฟอร์มเทคโนโลยีการเงินอันล้ำสมัยของเราได้รับความไว้วางใจให้บริหารจัดการทรัพย์สินมูลค่ากว่า 2.4 หมื่นล้านปอนด์ ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้าของเราสามารถปรับขั้นตอนทำงาน การบริการ และจัดการเงินกู้ การลงทุน และการประกันภัยที่มีความสำคัญและซับซ้อนให้ทำงานแบบอัตโนมัติ เรามอบข้อได้เปรียบในการแข่งขันและโอกาสในการเติบโตที่วัดผลได้ โดยนอกเหนือจากบริการ BPO และโซลูชั่นซอฟต์แวร์แล้ว Target ยังจะใช้ความรู้ความเชี่ยวชาญเชิงลึกเพื่อคอยให้คำแนะนำในเรื่องของการปรับปรุงกระบวนการทำงาน การสอบทานธุรกิจ และการปฏิบัติงานให้สอดคล้องมาตรฐาน

ปัจจุบัน ระบบของ Target มีการประมวลผลบัญชีกว่า 18 ล้านรายการ พร้อมบันทึกการชำระเงินแบบหักบัญชีเป็นจำนวน 3 พันล้านปอนด์ในแต่ละปี ในนามของลูกค้าทั้งภาครัฐและเอกชน

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Target Group สามารถรับชมได้ที่ http://www.targetgroup.com

ติดต่อ
Vikas Jadhav
หัวหน้าฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์
โทร +91 20 42252839
อีเมลvikas.jadhav@techmahindra.com
investor.relations@techmahindra.com

Chris Tuite
รองผู้อำนวยการ
MRM
โทร: 0203 326 9925 / 07471 350 810
อีเมล: chris.tuite@mrm-london.com

Kirsten Scott
ผู้อำนวยการฝ่ายดูแลลูกค้า
Éclat Marketing
โทร: +44 (0)1276 486 000, มือถือ: +44 (0)7799 824158
อีเมล: Kirsten@eclat.co.uk

แหล่งข่าว: Tech Mahindra

New Diamond Technology ทำลายสถิติอีกครั้งดัวย 4 เพชรสังเคราะห์เม็ดใหญ่ที่สุดในโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลาสเวกัส–30 พ.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

New Diamond Technology (NDT) จากเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก ประเทศรัสเซีย เตรียมพิสูจน์เทคโนโลยีการสังเคราะห์เพชรในห้องแล็บที่ปฏิวัติวงการ ด้วยการอวดโฉมเพชรสังเคราะห์ 4 เม็ดที่ได้รับการรับรองสถิติใหม่ในฮ่องกงโดยสถาบัน International Gemological Institute (IGI) ในมหกรรมอัญมณี JCK Las Vegas ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-6 มิถุนายน 2559 ที่บูธหมายเลข B41184 ในโซน “First Look”

วิดีโอ:

เพชรเหลี่ยมมรกต น้ำหนัก 5.27 กะรัต เกรดความสะอาดระดับ VS1 สี Fancy Deep Blue

เพชรสังเคราะห์เหลี่ยมมรกตสีน้ำเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

เพชรรูปหัวใจ น้ำหนัก 5.26 กะรัต เกรดความสะอาดระดับ VVS1 สี Fancy Deep Blue

เพชรสังเคราะห์รูปหัวใจสีน้ำเงินที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

เพชรแฟนซี รูปหัวใจ น้ำหนัก 5.05 กะรัต เกรดความสะอาดระดับ VS2 D

เพชรสังเคราะห์รูปหัวใจไร้สีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

เพชรทรงกลม น้ำหนัก 5.06 กะรัต เกรดความสะอาดระดับ VS2 D

เพชรสังเคราะห์ทรงกลมไร้สีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้มีโอกาสนำเสนอเพชรสุดพิเศษของเราในมหกรรม JCK Las Vegas ซึ่งเป็นหนึ่งในงานแสดงอัญมณีที่มีชื่อเสียงที่สุด” Tamazi Khikhinashviliประธานของ NDT กล่าว “ในงานนี้เมื่อปีที่แล้ว เราได้เปิดตัวเพชรสีขาวน้ำหนัก 10.02 กะรัต ซึ่งสร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับอุตสาหกรรมอัญมณี และเราหวังว่าจะสร้างความประหลาดใจให้แก่เพื่อนร่วมอุตสาหกรรมต่อไปเรื่อยๆทุกปี”

ตลาดเพชรสังเคราะห์กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีบริษัทชั้นนำระดับโลกเข้ามาในตลาดนี้มากมาย แสดงให้เห็นชัดเจนถึงแนวโน้มที่เป็นบวก” คุณKhikhinashvili กล่าวเสริม “ที่สำคัญที่สุดคือ ตลาดนี้เติบโตอย่างแข็งแกร่งทั้งในแง่ของปริมาณและคุณภาพ ซึ่งต้องยกความดีความชอบให้กับบรรดาแบรนด์ต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ช่วยกันขับเคลื่อนกลไกในตลาดด้วยตัวเอง”

เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว NDT ได้เปิดตัวเพชรสีน้ำเงินเหลี่ยมมรกตที่สังเคราะห์โดยฝีมือมนุษย์ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในขณะนั้น ณ มหกรรม BaselWorld ที่สวิตเซอร์แลนด์ ส่วนในงานนี้ NDT ในฐานะที่เป็นผู้นำทั้งในเรื่องของสี ความใส และขนาดของเพชรสังเคราะห์ จะจัดแสดงเพชรอื่นๆที่มีน้ำหนัก 1.00-4.00 กะรัต สี D-F และ Fancy Blue ซึ่งทั้งหมดได้รับการรับรองจาก IGI เป็นที่เรียบร้อย

Marc Brauner ซีอีโอร่วมของ IGI Worldwide ยืนยันว่า เทคโนโลยีการสังเคราะห์เพชรของ NDT มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดดและสร้างปรากฏการณ์ในทุกๆด้าน ทั้งขนาด ความใส รวมถึงสี และเพชรทั้ง 4 เม็ดคือข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน เพราะสามารถทำลายทุกสถิติของเพชรของ NDT ที่เคยได้รับการรับรองจาก IGI ก่อนหน้านี้

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ NDT ได้ที่ http://ndtcompany.com

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ IGI ได้ที่ http://igiworldwide.com

ไฟล์รูปภาพ

https://www.dropbox.com/sh/m0xfaoq6w0prfc2/AACSotYF6jAF58FaI9kJA0Cla?dl=0

จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เปิดตัว “Johnnie Walker House” ในสนามบินสคิปโฮลอัมสเตอร์ดัม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

อัมสเตอร์ดัม30 พ.ค.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ลองจินตนาการถึงการได้ลิ้มลองสก็อตช์วิสกี้รสเลิศของโลก พร้อมโอกาสในการเลือกซื้อวิสกี้หายากที่ไม่มีขายที่อื่น รวมถึงการได้พูดคุยกับแอมบาสเดอร์ผู้มากด้วยทักษะและความรู้ที่จะพาคุณไปสัมผัสกับการเดินทางครบรสในโลกของวิสกี้ ณ แกลเลอรี่และบาร์ส่วนตัวที่ออกแบบอย่างหรูหราอลังการ สุดท้าย ลองจินตนาการถึงการได้สัมผัสประสบการณ์เหล่านี้ขณะรอขึ้นเครื่องดูสิ

 Johnnie Walker House 2 / Doug Bagley, Managing Director Diageo GTME (L) joins Kay Spanger, Managing Director Purchasing and Logistics Gebr. Heinemann (R) and Merjin Hos, the Dutch artist behind the design of the Johnnie Walker House Blue Label Casks Edition- Schiphol Limited Edition, to officially open the Johnnie Walker House Amsterdam Airport Schiphol (c)Marco Hofste (PRNewsFoto/Diageo)

Doug Bagley, Managing Director Diageo GTME (L) joins Kay Spanger, Managing Director Purchasing and Logistics Gebr. Heinemann (R) and Merjin Hos, the Dutch artist behind the design of the Johnnie Walker House Blue Label Casks Edition- Schiphol Limited Edition, to officially open the Johnnie Walker House Amsterdam Airport Schiphol (c)Marco Hofste (PRNewsFoto/Diageo)

(รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20160527/372931 )

Johnnie Walker House 3 / Doug Bagley, Managing Director Diageo GTME (L) joins Kay Spanger, Managing Director Purchasing and Logistics Gebr. Heinemann (R) to officially open the Johnnie Walker House Amsterdam Airport Schiphol (c)Marco Hofste (PRNewsFoto/Diageo)

Doug Bagley, Managing Director Diageo GTME (L) joins Kay Spanger, Managing Director Purchasing and Logistics Gebr. Heinemann (R) to officially open the Johnnie Walker House Amsterdam Airport Schiphol (c)Marco Hofste (PRNewsFoto/Diageo)

(รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20160527/372932 )

Johnnie Walker House 6 / Europe's first Johnnie Walker House - a luxury Scotch Whisky embassy, located in Lounge 2 of Amsterdam Airport Schiphol (PRNewsFoto/Diageo)

Europe’s first Johnnie Walker House – a luxury Scotch Whisky embassy, located in Lounge 2 of Amsterdam Airport Schiphol (PRNewsFoto/Diageo)

(รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20160527/372933 )

ผู้โดยสารที่มาพักผ่อนในเลานจ์ 2 ของสนามบินสคิปโฮลอัมสเตอร์ดัมจะได้สัมผัสกับ Johnnie Walker House(TM) แห่งแรกในยุโรป อันเป็นสถานที่รับรองของแบรนด์สก็อตช์วิสกี้สุดหรูที่เปิดตัวภายใต้ความร่วมมือระหว่าง Diageo Global Travel และ Schiphol Airport Retail

Johnnie Walker House ณ สนามบินสคิปโฮลอัมสเตอร์ดัม สานต่อความสำเร็จของการเปิด Johnnie Walker House ในสนามบินหลายแห่งทั่วเอเชีย ทั้งในสิงคโปร์ มุมไบ รวมถึงไต้หวัน และได้รับการออกแบบเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเดินทาง ผ่านการนำเสนอประวัติ ต้นกำเนิด และจิตวิญญาณแห่งการบุกเบิกของแบรนด์จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ โดยเปิดโอกาสให้ทุกท่านที่มาเยือนได้สัมผัสกับความประณีตและคุณภาพอันเหนือชั้นของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ และเครื่องดื่มของแบรนด์ ผ่านการเดินทางอันครบรสเพื่อสัมผัส ลิ้มลอง และดื่มด่ำส่วนผสมหายากที่ใช้รังสรรค์สก็อตช์วิสกี้อันโด่งดังของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์

ดั๊ก บักลีย์ กรรมการผู้จัดการของ Diageo Global Travel & Middle East กล่าวว่า ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ เราได้รับฟีดแบคที่ดีเยี่ยมและประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการเปิดตัว Johnnie Walker House ในสนามบินหลายแห่งทั่วเอเชีย บัดนี้ เราได้นำประสบการณ์สุดพิเศษดังกล่าวมาสู่ยุโรปเป็นครั้งแรก และเรามั่นใจว่าจะสร้างความประทับใจและความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าในยุโรปอย่างแน่นอน เราต้องการให้ผู้มาเยือนได้สัมผัสประสบการณ์ที่แตกต่างจากร้านค้าในสนามบินทั่วไปโดยสิ้นเชิง พร้อมเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ซึมซาบเรื่องราวสุดพิเศษของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ และได้ลิ้มรสสก็อตช์วิสกี้ชั้นเลิศของโลก

ปีเตอร์-แจน โรเซนเบิร์ก กรรมการผู้จัดการของ Schiphol Airport Retail กล่าวเสริมว่า “Johnnie Walker House ณ สนามบินสคิปโฮลอัมสเตอร์ดัม ช่วยเติมเต็มความพิเศษให้กับเลานจ์ 2 ทั้งยังเปิดโอกาสให้คอวิสกี้และมือใหม่หัดดื่มได้เรียนรู้เกี่ยวกับสก็อตช์วิสกี้ที่ขายดีที่สุดในโลก ท่ามกลางบรรยาการสุดหรูพร้อมการบริการลูกค้าอันดีเยี่ยม สนามบินสคิปโฮลอัมสเตอร์ดัมเป็นศูนย์กลางสำคัญสำหรับนักเดินทางในยุโรป และเรายินดีอย่างยิ่งที่เหล่าผู้มาเยือนจะได้สัมผัสประสบการณ์จาก Johnnie Walker House ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะสร้างบรรยากาศร้านค้าในสนามบินให้โดดเด่นและน่าจดจำ

Johnnie Walker House ณ สนามบินสคิปโฮลอัมสเตอร์ดัม มีความสูง 2 ชั้น และตกแต่งด้วยทองแดง น้ำ ข้าวบาร์เลย์ ถ่านหินเลน และไม้โอ๊ค ให้อารมณ์กึ่งแกลเลอรี่กึ่งพิพิธภัณฑ์ที่นำเสนอประวัติอันยาวนานของการผลิตวิสกี้ จุดเด่นของสถานที่นี้ประกอบด้วย “whisky constellation wall” ที่ถ่ายทอดศิลปะแห่งการผสมวิสกี้ของจอห์นนี่ วอล์กเกอร์ และวิธีการทำซิงเกิลมอลต์ รวมถึง “flavour wall” ที่แสดงการผสมผสานศาสตร์และศิลป์ในกระบวนการผสมวิสกี้

นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถซื้อวิสกี้ได้ที่เลานจ์และบาร์ส่วนตัวสุดหรูบนชั้น 1 ที่ให้บริการตลอดทั้งปีสำหรับสมาชิก Johnnie Walker House และยังสามารถซื้อผลิตภัณฑ์สุดเอ็กซ์คลูซีฟที่มีขายเฉพาะใน Johnnie Walker House เท่านั้น

เพื่อเฉลิมฉลองการเปิดตัว Johnnie Walker House แห่งใหม่ล่าสุดนี้ ลูกค้าสามารถซื้อวิสกี้ Johnnie Walker House(TM) Blue Label(TM) Casks Edition-Schiphol Limited Edition ได้อีกด้วย ขวดวิสกี้รุ่นนี้ออกแบบโดยเมอร์จิน ฮอส ศิลปินดังของเนเธอร์แลนด์ โดยเป็นภาพของ “คนก้าวเดิน” กำลังเดินทางจากสกอตแลนด์ไปยังสคิปโฮลด้วยรองเท้าไม้ขนาดใหญ่ท่ามกลางดอกทิวลิป กังหันลม และจักรยานอันเป็นเอกลักษณ์ของเนเธอร์แลนด์

นอกจากนี้ ทางแบรนด์ยังวางจำหน่าย Johnnie Walker House Exclusive Collections เป็นครั้งแรกในยุโรปที่ Johnnie Walker House แห่งใหม่นี้ โดยคอลเลคชั่นดังกล่าวประกอบด้วย John Walker & Sons(TM) Master Blenders Collection, Johnnie Walker(R) Epic Dates Collection และ Johnnie Walker House(TM) Zodiac Collection

กรุณาดื่มอย่างมีความรับผิดชอบ รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.DRINKiQ.com

The Johnnie Walker, Master Blenders Collection, Epic Dates Collection, Zodiac Collection, Blue Label(TM) Casks Edition และคำว่า Keep Walking รวมถึงสัญลักษณ์และโลโก้ที่เกี่ยวข้องกับรูป “คนก้าวเดิน” เป็นเครื่องหมายการค้าของ (C) John Walker & Sons 2016

แหล่งข่าว: Diageo

นครปักกิ่งเปิดตัวแคมเปญโปรโมทงานมหกรรมพืชสวนโลก 2019 Beijing Expo เชื่อมั่นประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

อันทาเลีย, ตุรกี–30 พ.ค.–ซินหัว-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

          ที่งานมหกรรมพืชสวนโลก Antalya International Horticultural Exposition ในเมืองอันทาเลีย ประเทศตุรกี นครปักกิ่งถือฤกษ์ดีในวัน China National Pavilion Day เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2016 เพื่อเปิดตัวแคมเปญแนะนำและโปรโมตงาน 2019 Beijing Expo ณ อาคารจัดแสดงประเทศจีน China Huayuan Garden ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้ร่วมงานได้อย่างล้นหลาม

          โดยเมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 27 พฤษภาคม ตามเวลาท้องถิ่น หลี่ ไห่โป ผู้เชี่ยวชาญการจัดดอกไม้ของจีน ได้รังสรรค์ผลงานสองชิ้นจากไม้ไผ่และดอกไม้ ซึ่งมีฉากหลังเป็นสวนโบราณแห่งซูโจว ผลงานทั้งสองชิ้นได้รับความสนใจจากผู้ชมเป็นอย่างมาก ผลงานชิ้นแรกมีชื่อว่า “Tu Po” (ฟันฝ่า) ซึ่งสอดคล้องกับธีม “Eco Life and Beautiful Homeland” ของงาน Beijing Expo ขณะที่ผลงานอีกชิ้นมีชื่อว่า “He Xie” (ความปรองดอง) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความร่วมมือและการพัฒนาร่วมกันระหว่างจีนและตุรกี นอกจากการจัดแสดงดอกไม้แล้ว ยังมีการแสดงในโรงละครเล็กมาสร้างสีสันให้กับแคมเปญนี้อีกด้วย หนึ่งในนั้นได้แก่การบรรเลงเพลงพื้นบ้านชื่อดังของจีนอย่าง “Huan Xisha” (ทรายแห่งสายน้ำล้างผ้าไหม)  “Silu Huayu” (ตามทางสายไหม) และเพลงดอกมะลิ โดย Crystal วงออร์เคสตราที่มีชื่อเสียง ซึ่งสร้างความเพลิดเพลินให้กับผู้ที่เข้ามาชมความงามสุดคลาสสิคของ Huayaun Garden ด้านคณะกายกรรม Gold Lion ได้สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่ผู้ชมผ่านการแสดงชุด “Qiao Huadan” โดยในระหว่างการเปิดตัวแคมเปญดังกล่าว เจ้าหน้าที่จากสำนักประสานงาน Beijing Expo ยังได้มีโอกาสเยี่ยมชมอาคารจัดแสดง 51 แห่งของประเทศศต่าง ๆ ที่เข้าร่วมงานมหกรรมพืชสวนโลก เพื่อแนะนำและโปรโมตงานที่ปักกิ่งด้วย

          ผู้อำนวยการสำนักประสานงานเปิดเผยว่า การจัดเตรียมงาน Beijing International Horticultural Exposition กำลังดำเนินไปอย่างราบรื่นและเป็นระเบียบเรียบร้อย นครปักกิ่งมีความเชื่อมั่นว่างาน 2019 Beijing Expo จะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใคร วิเศษ และยากที่จะลืมเลือน

          ทั้งงาน 2019 Beijing Expo และงาน 2016 Antalya Expo ต่างได้รับการจัดอันดับให้เป็นงานนิทรรศการนานาชาติระดับ A-1 โดยงาน Beijing Expo ภายใต้ธีม “Eco Life and Beautiful Homeland” จะจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 29 เมษายน 7 ตุลาคม รวมระยะเวลา 162 วัน ที่หยานชิ่ง นครปักกิ่ง ซึ่งเป็นสถานที่จัดการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว 2022 ด้วยเช่นกัน

          ที่มา: รัฐบาลนครปักกิ่ง

 

The flag-raising ceremony on China National Pavilion Day

          ลิงค์รูปภาพประกอบข่าว: http://asianetnews.net/view-attachment?attach-id=271197