ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี
http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07025010759&srcday=2016-07-01&search=no
| วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400 |
ช่องทางสร้างอาชีพ
สดุจตาสดุจตา
ยกระดับสวนเกษตร “สวนละไม” ชูจุดขาย “เที่ยวได้ทั้งปี”
“สวนละไมไม่ได้คิดที่จะโตคนเดียว แต่ต้องการให้เกษตรกรในพื้นที่มีตลาด ซึ่งตอนนี้สวนละไมรับซื้อรวมแล้วกว่า 50 ราย หรือเท่ากับ 80 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผลไม้นำมาใช้ต้อนรับลูกค้า ซึ่งในฤดูกาลหนึ่งจะใช้ผลไม้กว่า 170 ตัน”
อาชีพเกษตรกรใช่ว่าจะจบอยู่แค่การปลูก และส่งขายให้พ่อค้าคนกลาง เพราะถ้าไม่มีผู้ซื้อก็กลายเป็นความขื่นขม
วิธีเพิ่มมูลค่า ต่างหากจะนำมาสู่ความยั่งยืนได้ ดังเช่นที่ “สวนละไม” ดำเนินการอยู่ ด้วยวิธีเปิดสวนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สร้างไฮไลต์กับทุกช่วงฤดูกาล อย่าง ฤดูผลไม้ บริการบุฟเฟ่ต์ ต่อจากนั้นในช่วงฤดูหนาว ชื่นชมอุทยานดอกไม้เมืองเหนือ และไร่ชา ฤดูกาลถัดมาชื่นชมสวนสตรอเบอร์รี่ที่สามารถปลูกได้ผลดี รสอร่อย ซึ่งกับการจัดรูปแบบบริการเช่นนี้ ทำให้สวนละไม กลายเป็นหนึ่งในแผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดระยอง สามารถเรียกผู้คนให้เดินทางเข้ามาปีละนับหมื่นนับแสนคน
เปิดสวนผลไม้ สร้างรายได้ในสวน
คุณไพโรจน์ ปิติพันธรัตน์ เล่าถึงแนวความคิดกับการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต โดยมองไปถึงภาพธุรกิจท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเติบโตดี ฉะนั้น ถ้าปรับพื้นที่เดิมซึ่งมีอยู่ประมาณ 500 ไร่ให้กลายเป็นสวนผลไม้ แล้วเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาชม โดยชูไฮไลต์เริ่มต้นบริการบุฟเฟ่ต์ผลไม้ทานได้ไม่อั้น ก็น่าจะคือคำตอบในการต่อยอดธุรกิจเกษตรให้เติบโตควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว
“นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจังหวัดระยอง จะมีจุดมุ่งหมาย 2 ประการคือ ทะเล และทานผลไม้ ซึ่งผมเองเชื่อว่าชื่อเสียงผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน เป็นที่ยอมรับ จึงเริ่มต้นวางแผนจัดสรรพื้นที่ ลงมือปลูกผลผลิต โดยเฉพาะทุเรียน เงาะ มังคุด ใช้เวลา 15 ปี จึงเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นมองว่าถ้าไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา ก็หาตลาดระบายสินค้าออกไป แต่จนถึงวันนี้ สวนละไมไม่เคยนำผลไม้ไปเร่ขายนอกพื้นที่เลย เพราะลำพังนักท่องเที่ยวเดินทางมาวันละ 2,000 คนขึ้นไป หรืออย่างปีนี้คาดยอดรวมตลอดปี 120,000 คน ผลผลิตในสวนไม่พอแล้ว”
กับขนาดพื้นที่ 500 ไร่ แบ่งเป็นการปลูกผลไม้หลากหลายชนิด ไม่อาจเพียงพอรองรับลูกค้า จึงส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ให้มีตลาดใกล้บ้าน แต่สามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูง
“สวนละไมไม่ได้คิดที่จะโตคนเดียว แต่ต้องการให้เกษตรกรในพื้นที่มีตลาด ซึ่งตอนนี้สวนละไมรับซื้อรวมแล้วกว่า 50 ราย หรือเท่ากับ 80 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผลไม้นำมาใช้ต้อนรับลูกค้า ซึ่งในฤดูกาลหนึ่งจะใช้ผลไม้กว่า 170 ตัน”
จัดเมนูหลากหลาย กระจายความเสี่ยง
คุณไพโรจน์ ยังกล่าวถึงราคารับซื้อผลไม้จากเกษตรกรในพื้นที่ โดยยินยอมให้ผู้ขายตั้งราคาเอง แต่ทว่ามีข้อแม้ต้องได้คุณภาพดีจริง
“ผมไม่เคยต่อราคาผลไม้ อย่างทุเรียนเคยซื้อสูงสุดกิโลกรัมละ 102 บาท ขอแค่คุณภาพดีจริง ถ้าเจอทุเรียนอ่อน ตีคืนทันที และหยุดการค้าขายไปก่อน เพื่อให้เกษตรกรยอมรับในกติกา ส่วนสวนทุเรียนที่รับซื้อต้องอยู่ในพื้นที่จังหวัดระยอง เพราะเราต้องการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่เป็นอันดับแรก”
กับการตั้งราคาเที่ยวชมสวนพร้อมบุฟเฟ่ต์ผลไม้ 400 บาท ต่อหัว (เด็ก 200 บาท) จะเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง แต่กับการบริการและความจริงใจที่ใส่คุณภาพแบบไม่มีการกำหนดเวลา และให้ลูกค้าทานได้ไม่อั้น จึงเกิดเป็นความรู้สึกคุ้มค่าในใจลูกค้าขึ้นมาทันที
แต่ทว่าในมุมมองของผู้ประกอบการ วิธีให้บริการในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ อาจส่งผลกระทบต่อผลกำไร ยิ่งในช่วงปีนี้ภาวะแล้ง ผลผลิตราคาสูง ยกตัวอย่าง ทุเรียน กิโลกรัมละกว่า 100 บาท ย่อมเสี่ยงกับการขาดทุน
“การวางแผนเส้นทางท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยว สำคัญมาก การจัดการด้านอาหารต้องใส่ใจ สวนละไมแบ่งเส้นทางท่องเที่ยวเป็น 3 จุดหลักๆ คือ ชื่นชมสวนเงาะ มังคุด, สวนทุเรียน และฟาร์มแกะ โดยมีรถรางนำพา จุดแรกที่ลูกค้าต้องแวะคือ สวนเงาะและมังคุด ซึ่งในจุดนี้จะให้บริการผลไม้ เงาะ มังคุด และมีอาหารประเภทอื่นๆ ด้วย อาทิ ข้าวโพดต้ม ขนมบ้าบิ่น ไอศกรีม กล้วยทอด มันทอด ฟักทองทอด
จากนั้นนำพาขึ้นไปยังจุดที่ 2 คือสวนทุเรียน ซึ่งจะมีบริการทุเรียน และผลไม้นานาชนิด รวมไปถึง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ทอด ของหวานก็จะมี ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วง เราต้องวางอาหารให้หลากหลาย เพื่อลดทอนรายการวัตถุดิบบางชนิดที่มีราคาต้นทุนสูง อย่างปีนี้ต้นทุนวัตถุดิบถือว่าสูงมาก ถ้าต้องซื้อมะละกอจากที่อื่นคงใช้เงินเป็นแสนบาท ปลูกเองจึงทำให้ลดต้นทุนได้มาก อย่างในปีนี้กำไรต่อหัวอาจไม่ถึง 100 บาท แต่ก็ยังถือว่าอยู่ได้”
ส่วนการจะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบต่ำ นั่นก็คือ พืชผักผลไม้นำมาใช้ ต้องปลูกเอง
เดินทางมานับพัน บริการดี วัตถุดิบไม่อั้น
สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในสวนละไม คือพนักงานบริษัท ด้วยเพราะจังหวัดระยอง และรวมไปถึงจังหวัดชลบุรี มีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก และในกลุ่มรองลงมาคือ ครอบครัว
“นักท่องเที่ยวเดินทางมาส่วนใหญ่กลุ่มละ 4 คนขึ้นไปจนถึงหลักร้อย และเคยมีนักท่องเที่ยวสูงสุดใน 1 วัน 4,500 คน แต่โดยเฉลี่ยราวๆ 2,000 คน ซึ่งตรงนี้ต้องบอกเลยว่า เราแทบไม่ได้ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่ลูกค้าที่เดินทางมาคือกระบอกเสียง ด้วยเพราะปัจจุบันสื่อโซเชียลเข้าถึงคนได้กว้างและรวดเร็วมาก”
กับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาปีละหลายหมื่นคน หรือในปี 2559 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเกินกว่า 120,000 คน ลำพังฤดูกาลผลไม้เพียงไม่กี่เดือนคงไม่อาจเรียกจำนวนคนได้มากขนาดนี้ และสำคัญคือ ถ้าจะทำธุรกิจ แล้วหวังเพียงแค่ยอดขายไม่กี่เดือน ก็คงอยู่ไม่ได้
ไอเดียเที่ยวสวนละไมได้ทั้งปี จึงเกิดขึ้น “ผมต้องการให้สวนละไมคือแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง สามารถเที่ยวได้ทั้งปี ไม่ใช่แค่ฤดูกาลผลไม้ที่จะเปิดปลายเดือนเมษายน แล้วปิดในวันที่ 14 สิงหาคม ฉะนั้น ในเดือนตุลาคม-ธันวาคม จึงเปิดอุทยานดอกไม้เมืองเหนือ และสวนชา จากนั้นก็จะเปิดสวนสตรอเบอร์รี่ต่อ ในช่วงปลายเดือนมกราคมไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม ซึ่งในช่วงอากาศหนาวราวเดือนธันวาคม-มกราคม อุณหภูมิที่นี่ประมาณ 15-16 องศาเซลเซียส ไม้เมืองหนาวจึงให้ผลผลิตดีมาก”
การต่อยอดยังไม่หยุดยั้ง สวนละไม วางแผนกับการสร้างรีสอร์ต สวนน้ำ และเส้นทางท่องเที่ยวแบบผจญภัย โดยขณะนี้ได้ลูกๆ ทั้ง 3 คน (และลูกเขยคนโต) ซึ่งศึกษาจบด้านการตลาด บริหารธุรกิจ และการท่องเที่ยวและโรงแรม มาช่วยสานต่อกิจการ
“การขยายธุรกิจเกิดจากลูกค้าที่เรียกร้องเข้ามาด้วย อย่างเรื่องของที่พัก แต่ว่าส่วนหนึ่งผมก็วางไว้ว่าจะติดต่อพูดคุยกับเจ้าของรีสอร์ต เจ้าของร้านอาหาร เพื่อจัดเส้นทางท่องเที่ยวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยอาจทำในรูปแบบส่วนลดให้ลูกค้า และให้คนในชุมชนได้นำสินค้าออกมาจำหน่าย ผมเองก็อยากให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงชุมชน เติบโตไปด้วยกัน คาดหวังว่าเมื่อลูกค้ามาแล้วจะนำเงินออกมาใช้จ่าย 800-1,000 บาท”
ธุรกิจนี้มีโอกาสโต เกษตรกรทำได้ในสวน
กับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น การขยายธุรกิจต้องทำอย่างต่อเนื่อง ลำพังเงินทุนในกระเป๋าคงไม่อาจเพียงพอ คุณไพโรจน์จึงว่า วิธีขับเคลื่อนธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยกู้ยืม
“สวนละไมรับซื้อผลไม้กว่า 170 ตัน ต่อฤดูกาล หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท และด้วยผมเป็นลูกค้าของ ธกส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) มานานกว่า 20 ปีแล้ว จึงเข้าไปพูดคุยขอสินเชื่อ โดยในปี 2559 นี้ก็มีโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 SME เกษตร 72,000 ล้านบาท แต่ว่าตอนนั้นหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่พอ ผมก็ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ธนาคารให้รู้จักกับ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อแทน เรื่องขอสินเชื่อเลยกลายเป็นเรื่องที่ง่ายมาก”
คุณไพโรจน์ ยังกล่าวถึงเกษตรกรที่มีสวนเกษตร แล้วสนใจจะก้าวสู่การต่อยอดเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ว่า ไม่จำเป็นต้องทำใหญ่ เพราะแค่สวนเล็กๆ ก็สามารถบริหารจัดการพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวได้ ขอเพียงใส่ใจในบริการ ซื่อสัตย์ ผลิตวัตถุดิบคุณภาพดีมารองรับ
“ผมอยากให้ธุรกิจแบบนี้เกิดขึ้นมากๆ อยากเห็นเกษตรกรมีศักยภาพ ซึ่งปัจจุบันนี้มีหน่วยงานสนับสนุนหลายแห่ง ถ้ามีเงินทุนน้อย ก็ทำเล็กๆ ครับ ทำตามกำลังก่อน ซึ่งผมว่าตลาดนี้ไม่ตัน จากนั้นเมื่อถึงเวลาขยาย ค่อยก้าวไปทีละขั้น”
สนใจเดินทางไปชื่นชม “สวนละไม” ตั้งอยู่ เลขที่ 19/9 ถนนบ้านบึง-แกลง (สาย 344) ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง