ยกระดับสวนเกษตร “สวนละไม” ชูจุดขาย “เที่ยวได้ทั้งปี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07025010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตาสดุจตา

ยกระดับสวนเกษตร “สวนละไม” ชูจุดขาย “เที่ยวได้ทั้งปี”

“สวนละไมไม่ได้คิดที่จะโตคนเดียว แต่ต้องการให้เกษตรกรในพื้นที่มีตลาด ซึ่งตอนนี้สวนละไมรับซื้อรวมแล้วกว่า 50 ราย หรือเท่ากับ 80 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผลไม้นำมาใช้ต้อนรับลูกค้า ซึ่งในฤดูกาลหนึ่งจะใช้ผลไม้กว่า 170 ตัน”

อาชีพเกษตรกรใช่ว่าจะจบอยู่แค่การปลูก และส่งขายให้พ่อค้าคนกลาง เพราะถ้าไม่มีผู้ซื้อก็กลายเป็นความขื่นขม

วิธีเพิ่มมูลค่า ต่างหากจะนำมาสู่ความยั่งยืนได้ ดังเช่นที่ “สวนละไม” ดำเนินการอยู่ ด้วยวิธีเปิดสวนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว สร้างไฮไลต์กับทุกช่วงฤดูกาล อย่าง ฤดูผลไม้ บริการบุฟเฟ่ต์ ต่อจากนั้นในช่วงฤดูหนาว ชื่นชมอุทยานดอกไม้เมืองเหนือ และไร่ชา ฤดูกาลถัดมาชื่นชมสวนสตรอเบอร์รี่ที่สามารถปลูกได้ผลดี รสอร่อย ซึ่งกับการจัดรูปแบบบริการเช่นนี้ ทำให้สวนละไม กลายเป็นหนึ่งในแผนที่ท่องเที่ยวจังหวัดระยอง สามารถเรียกผู้คนให้เดินทางเข้ามาปีละนับหมื่นนับแสนคน

เปิดสวนผลไม้ สร้างรายได้ในสวน

คุณไพโรจน์ ปิติพันธรัตน์ เล่าถึงแนวความคิดกับการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิต โดยมองไปถึงภาพธุรกิจท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มเติบโตดี ฉะนั้น ถ้าปรับพื้นที่เดิมซึ่งมีอยู่ประมาณ 500 ไร่ให้กลายเป็นสวนผลไม้ แล้วเปิดให้นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาชม โดยชูไฮไลต์เริ่มต้นบริการบุฟเฟ่ต์ผลไม้ทานได้ไม่อั้น ก็น่าจะคือคำตอบในการต่อยอดธุรกิจเกษตรให้เติบโตควบคู่ไปกับการท่องเที่ยว

“นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจังหวัดระยอง จะมีจุดมุ่งหมาย 2 ประการคือ ทะเล และทานผลไม้ ซึ่งผมเองเชื่อว่าชื่อเสียงผลไม้ โดยเฉพาะทุเรียน เป็นที่ยอมรับ จึงเริ่มต้นวางแผนจัดสรรพื้นที่ ลงมือปลูกผลผลิต โดยเฉพาะทุเรียน เงาะ มังคุด ใช้เวลา 15 ปี จึงเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อประมาณ 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นมองว่าถ้าไม่มีนักท่องเที่ยวเดินทางมา ก็หาตลาดระบายสินค้าออกไป แต่จนถึงวันนี้ สวนละไมไม่เคยนำผลไม้ไปเร่ขายนอกพื้นที่เลย เพราะลำพังนักท่องเที่ยวเดินทางมาวันละ 2,000 คนขึ้นไป หรืออย่างปีนี้คาดยอดรวมตลอดปี 120,000 คน ผลผลิตในสวนไม่พอแล้ว”

กับขนาดพื้นที่ 500 ไร่ แบ่งเป็นการปลูกผลไม้หลากหลายชนิด ไม่อาจเพียงพอรองรับลูกค้า จึงส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ให้มีตลาดใกล้บ้าน แต่สามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูง

“สวนละไมไม่ได้คิดที่จะโตคนเดียว แต่ต้องการให้เกษตรกรในพื้นที่มีตลาด ซึ่งตอนนี้สวนละไมรับซื้อรวมแล้วกว่า 50 ราย หรือเท่ากับ 80 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนผลไม้นำมาใช้ต้อนรับลูกค้า ซึ่งในฤดูกาลหนึ่งจะใช้ผลไม้กว่า 170 ตัน”

จัดเมนูหลากหลาย กระจายความเสี่ยง

คุณไพโรจน์ ยังกล่าวถึงราคารับซื้อผลไม้จากเกษตรกรในพื้นที่ โดยยินยอมให้ผู้ขายตั้งราคาเอง แต่ทว่ามีข้อแม้ต้องได้คุณภาพดีจริง

“ผมไม่เคยต่อราคาผลไม้ อย่างทุเรียนเคยซื้อสูงสุดกิโลกรัมละ 102 บาท ขอแค่คุณภาพดีจริง ถ้าเจอทุเรียนอ่อน ตีคืนทันที และหยุดการค้าขายไปก่อน เพื่อให้เกษตรกรยอมรับในกติกา ส่วนสวนทุเรียนที่รับซื้อต้องอยู่ในพื้นที่จังหวัดระยอง เพราะเราต้องการช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่เป็นอันดับแรก”

กับการตั้งราคาเที่ยวชมสวนพร้อมบุฟเฟ่ต์ผลไม้ 400 บาท ต่อหัว (เด็ก 200 บาท) จะเป็นราคาที่ค่อนข้างสูง แต่กับการบริการและความจริงใจที่ใส่คุณภาพแบบไม่มีการกำหนดเวลา และให้ลูกค้าทานได้ไม่อั้น จึงเกิดเป็นความรู้สึกคุ้มค่าในใจลูกค้าขึ้นมาทันที

แต่ทว่าในมุมมองของผู้ประกอบการ วิธีให้บริการในรูปแบบบุฟเฟ่ต์ อาจส่งผลกระทบต่อผลกำไร ยิ่งในช่วงปีนี้ภาวะแล้ง ผลผลิตราคาสูง ยกตัวอย่าง ทุเรียน กิโลกรัมละกว่า 100 บาท ย่อมเสี่ยงกับการขาดทุน

“การวางแผนเส้นทางท่องเที่ยวให้นักท่องเที่ยว สำคัญมาก การจัดการด้านอาหารต้องใส่ใจ สวนละไมแบ่งเส้นทางท่องเที่ยวเป็น 3 จุดหลักๆ คือ ชื่นชมสวนเงาะ มังคุด, สวนทุเรียน และฟาร์มแกะ โดยมีรถรางนำพา จุดแรกที่ลูกค้าต้องแวะคือ สวนเงาะและมังคุด ซึ่งในจุดนี้จะให้บริการผลไม้ เงาะ มังคุด และมีอาหารประเภทอื่นๆ ด้วย อาทิ ข้าวโพดต้ม ขนมบ้าบิ่น ไอศกรีม กล้วยทอด มันทอด ฟักทองทอด

จากนั้นนำพาขึ้นไปยังจุดที่ 2 คือสวนทุเรียน ซึ่งจะมีบริการทุเรียน และผลไม้นานาชนิด รวมไปถึง ส้มตำ ข้าวเหนียว ไก่ทอด ของหวานก็จะมี ข้าวเหนียวน้ำกะทิทุเรียน ข้าวเหนียวมะม่วง เราต้องวางอาหารให้หลากหลาย เพื่อลดทอนรายการวัตถุดิบบางชนิดที่มีราคาต้นทุนสูง อย่างปีนี้ต้นทุนวัตถุดิบถือว่าสูงมาก ถ้าต้องซื้อมะละกอจากที่อื่นคงใช้เงินเป็นแสนบาท ปลูกเองจึงทำให้ลดต้นทุนได้มาก อย่างในปีนี้กำไรต่อหัวอาจไม่ถึง 100 บาท แต่ก็ยังถือว่าอยู่ได้”

ส่วนการจะทำให้ต้นทุนวัตถุดิบต่ำ นั่นก็คือ พืชผักผลไม้นำมาใช้ ต้องปลูกเอง

เดินทางมานับพัน บริการดี วัตถุดิบไม่อั้น

สำหรับกลุ่มลูกค้าหลักเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในสวนละไม คือพนักงานบริษัท ด้วยเพราะจังหวัดระยอง และรวมไปถึงจังหวัดชลบุรี มีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่เป็นจำนวนมาก และในกลุ่มรองลงมาคือ ครอบครัว

“นักท่องเที่ยวเดินทางมาส่วนใหญ่กลุ่มละ 4 คนขึ้นไปจนถึงหลักร้อย และเคยมีนักท่องเที่ยวสูงสุดใน 1 วัน 4,500 คน แต่โดยเฉลี่ยราวๆ 2,000 คน ซึ่งตรงนี้ต้องบอกเลยว่า เราแทบไม่ได้ทำการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่ลูกค้าที่เดินทางมาคือกระบอกเสียง ด้วยเพราะปัจจุบันสื่อโซเชียลเข้าถึงคนได้กว้างและรวดเร็วมาก”

กับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาปีละหลายหมื่นคน หรือในปี 2559 คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเกินกว่า 120,000 คน ลำพังฤดูกาลผลไม้เพียงไม่กี่เดือนคงไม่อาจเรียกจำนวนคนได้มากขนาดนี้ และสำคัญคือ ถ้าจะทำธุรกิจ แล้วหวังเพียงแค่ยอดขายไม่กี่เดือน ก็คงอยู่ไม่ได้

ไอเดียเที่ยวสวนละไมได้ทั้งปี จึงเกิดขึ้น “ผมต้องการให้สวนละไมคือแหล่งท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในจังหวัดระยอง สามารถเที่ยวได้ทั้งปี ไม่ใช่แค่ฤดูกาลผลไม้ที่จะเปิดปลายเดือนเมษายน แล้วปิดในวันที่ 14 สิงหาคม ฉะนั้น ในเดือนตุลาคม-ธันวาคม จึงเปิดอุทยานดอกไม้เมืองเหนือ และสวนชา จากนั้นก็จะเปิดสวนสตรอเบอร์รี่ต่อ ในช่วงปลายเดือนมกราคมไปจนถึงกลางเดือนมีนาคม ซึ่งในช่วงอากาศหนาวราวเดือนธันวาคม-มกราคม อุณหภูมิที่นี่ประมาณ 15-16 องศาเซลเซียส ไม้เมืองหนาวจึงให้ผลผลิตดีมาก”

การต่อยอดยังไม่หยุดยั้ง สวนละไม วางแผนกับการสร้างรีสอร์ต สวนน้ำ และเส้นทางท่องเที่ยวแบบผจญภัย โดยขณะนี้ได้ลูกๆ ทั้ง 3 คน (และลูกเขยคนโต) ซึ่งศึกษาจบด้านการตลาด บริหารธุรกิจ และการท่องเที่ยวและโรงแรม มาช่วยสานต่อกิจการ

“การขยายธุรกิจเกิดจากลูกค้าที่เรียกร้องเข้ามาด้วย อย่างเรื่องของที่พัก แต่ว่าส่วนหนึ่งผมก็วางไว้ว่าจะติดต่อพูดคุยกับเจ้าของรีสอร์ต เจ้าของร้านอาหาร เพื่อจัดเส้นทางท่องเที่ยวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยอาจทำในรูปแบบส่วนลดให้ลูกค้า และให้คนในชุมชนได้นำสินค้าออกมาจำหน่าย ผมเองก็อยากให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ รวมถึงชุมชน เติบโตไปด้วยกัน คาดหวังว่าเมื่อลูกค้ามาแล้วจะนำเงินออกมาใช้จ่าย 800-1,000 บาท”

ธุรกิจนี้มีโอกาสโต เกษตรกรทำได้ในสวน

กับจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มมากขึ้น การขยายธุรกิจต้องทำอย่างต่อเนื่อง ลำพังเงินทุนในกระเป๋าคงไม่อาจเพียงพอ คุณไพโรจน์จึงว่า วิธีขับเคลื่อนธุรกิจจำเป็นต้องอาศัยกู้ยืม

“สวนละไมรับซื้อผลไม้กว่า 170 ตัน ต่อฤดูกาล หรือคิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 10 ล้านบาท และด้วยผมเป็นลูกค้าของ ธกส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) มานานกว่า 20 ปีแล้ว จึงเข้าไปพูดคุยขอสินเชื่อ โดยในปี 2559 นี้ก็มีโครงการสินเชื่อ 1 ตำบล 1 SME เกษตร 72,000 ล้านบาท แต่ว่าตอนนั้นหลักทรัพย์ค้ำประกันไม่พอ ผมก็ได้รับคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ธนาคารให้รู้จักกับ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อแทน เรื่องขอสินเชื่อเลยกลายเป็นเรื่องที่ง่ายมาก”

คุณไพโรจน์ ยังกล่าวถึงเกษตรกรที่มีสวนเกษตร แล้วสนใจจะก้าวสู่การต่อยอดเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ว่า ไม่จำเป็นต้องทำใหญ่ เพราะแค่สวนเล็กๆ ก็สามารถบริหารจัดการพื้นที่รองรับนักท่องเที่ยวได้ ขอเพียงใส่ใจในบริการ ซื่อสัตย์ ผลิตวัตถุดิบคุณภาพดีมารองรับ

“ผมอยากให้ธุรกิจแบบนี้เกิดขึ้นมากๆ อยากเห็นเกษตรกรมีศักยภาพ ซึ่งปัจจุบันนี้มีหน่วยงานสนับสนุนหลายแห่ง ถ้ามีเงินทุนน้อย ก็ทำเล็กๆ ครับ ทำตามกำลังก่อน ซึ่งผมว่าตลาดนี้ไม่ตัน จากนั้นเมื่อถึงเวลาขยาย ค่อยก้าวไปทีละขั้น”

สนใจเดินทางไปชื่นชม “สวนละไม” ตั้งอยู่ เลขที่ 19/9 ถนนบ้านบึง-แกลง (สาย 344) ตำบลป่ายุบใน อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง

“บ้านโฟม ดีดี” สร้างบ้านหลักแสน ด้วย “ซีเมนต์โฟม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“บ้านโฟม ดีดี” สร้างบ้านหลักแสน ด้วย “ซีเมนต์โฟม”

“จริงๆ แล้วการก่อสร้างไม่ได้ยุ่งยาก แต่ช่างต้องมีทักษะ รู้เทคนิค เราจึงต้องสร้างทีมขึ้นมาเอง ซึ่งการก่อสร้างจะเริ่มหน้างาน ใช้ระยะเวลารวดเร็ว ฉะนั้น ถ้าคิดค่าวัสดุ ซีเมนต์โฟมราคาจะสูงกว่าวัสดุอื่นๆ แต่ว่าเมื่อรวมค่าก่อสร้างแล้ว ทำให้ราคาบ้านพอๆ กัน”

“บ้าน” ความต้องการอันดับต้นๆ แต่การจะมีบ้านสักหลังเป็นของตนเอง ไม่ใช่เรื่องง่าย ด้วยเพราะราคาบ้านในยุคนี้ แค่พื้นที่ไม่กี่สิบตารางเมตรก็ต้องใช้เงินถึงหลักล้านถึงหลายล้านบาท

คุณปริษฎี ศิริชัยวัฒน์ นักออกแบบตกแต่งภายใน วัย 37 ปี เจ้าของ “บ้านโฟม ดีดี” (Baan Foam DD) ผุดไอเดีย “บ้านซีเมนต์โฟม” พร้อมสร้างนวัตกรรมสำหรับผู้มีที่ดินแล้วต้องการสร้างบ้านในราคาเริ่มต้นไม่กี่แสนบาท โดยวางแบบบ้านไว้ให้ลูกค้าเลือก หรือหากลูกค้าต้องการแบบที่แตกต่าง ก็ยินดีให้บริการ สร้างเสร็จพร้อมอยู่ โดยทีมช่างผู้มีประสบการณ์โดยตรง

มีเงิน 4.5 แสนบาท สร้างบ้าน พร้อมอยู่

คุณปริษฎี เล่าถึงแนวคิด เกิดจากความเข้าใจว่าทุกคนต้องการมีบ้านอยู่อาศัยเป็นของตนเอง และหลายๆ คน โดยเฉพาะผู้อยู่ในเขตปริมณฑลและต่างจังหวัดจะมีที่ดินเป็นของตนเอง ความต้องการของลูกค้านอกจากบ้านราคาสบายกระเป๋า ยังต้องการความรวดเร็วในการก่อสร้าง เพื่อประหยัดค่าแรงงาน

“ผมเรียนจบคณะสถาปัตยกรรม ภาควิชาสถาปัตยกรรมภายใน ซึ่งหลังศึกษาจบก็ทำงานสายออกแบบภายในอาคารและงานก่อสร้าง มาถึงตอนนี้ 5-6 ปี ทำให้เห็นปัญหา และความต้องการของลูกค้า อย่างเรื่องต่อเติมบ้าน ลูกค้าจะกังวลกับวัสดุนำมาใช้ ว่าจะกระทบโครงสร้างหรือไม่ เรื่องของความร้อนภายในตัวบ้าน เสียง ราคาค่าวัสดุ และระยะเวลาในการก่อสร้าง และไหนจะเรื่องของการออกแบบตกแต่งบ้านที่ต้องเอื้อต่อประโยชน์ใช้สอย รวมไปถึงความสวยงาม”

เมื่อโจทย์เป็นเช่นนี้ คุณปริษฎีจึงเริ่มมองหาวัสดุสามารถรองรับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ กระทั่งพบกับนวัตกรรม “ซีเมนต์โฟม” ที่ผลิตมาเพื่องานก่อสร้างโดยตรง ซึ่งซีเมนต์โฟมนี้จะประกอบไปด้วย โฟม EPS ในการก่อสร้าง ลวดตาข่าย และซีเมนต์

“คุณสมบัติ ไม่ลามไฟ เปรียบเสมือนฉนวนกันความร้อนได้ดี กันเสียง เพราะหนาถึง 3 นิ้ว จึงประหยัดพลังงาน น้ำหนักเบา การขึ้นรูปสามารถทำได้หลากหลาย มีความแข็งแรง ซึ่งในต่างประเทศใช้กันมานานแล้ว แต่นวัตกรรมนี้กับคนไทยยังถือว่าใหม่อยู่”

บ้านโฟม ดีดี เปิดรูปแบบให้บริการ โดยออกแบบวางขนาดบ้านไว้ให้ลูกค้าเลือก เริ่มต้นกับพื้นที่ 35 ตารางเมตร ราคาประมาณ 450,000 บาท หรือตารางเมตรละ 12,000-13,000 บาท แต่ทว่าถ้าต้องการได้แบบบ้านที่แตกต่างก็สามารถนำแบบมาให้สร้างได้ ส่วนราคาก็เป็นไปตามขนาดและความยากง่ายของงาน

งานเล็กงานใหญ่ สร้างได้รวดเร็ว

ทั้งนี้สำหรับระยะเวลาก่อสร้างไม่เกิน 2 เดือน กับบ้านขนาด 35 ตารางเมตร “จริงๆ แล้วการก่อสร้างไม่ได้ยุ่งยาก แต่ช่างต้องมีทักษะ รู้เทคนิค เราจึงต้องสร้างทีมขึ้นมาเอง โดยมีช่างทั้งหมดประมาณ 20 คน ซึ่งการก่อสร้างจะเริ่มหน้างาน มีการทำฐานราก ตอกเสาเข็ม โครงสร้างบ้านส่วนใหญ่จะเป็นเหล็ก แล้วก็ใช้ซีเมนต์โฟมในการก่อสร้างเป็นกำแพง ด้วยน้ำหนักเบา และขึ้นรูปได้หลากหลาย การก่อสร้างจึงใช้ระยะเวลารวดเร็ว ฉะนั้น ถ้าคิดค่าวัสดุ ซีเมนต์โฟมราคาจะสูงกว่าวัสดุอื่นๆ แต่ว่าเมื่อรวมค่าก่อสร้างแล้ว ทำให้ราคาบ้านพอๆ กัน”

จากจุดเริ่มต้นซีเมนต์โฟมนิยมใช้ในงานต่อเติม ด้วยเพราะอย่างที่บอกคือน้ำหนักเบา จึงไม่กระทบโครงสร้างหลัก แต่ว่าในความเป็นจริง “ซีเมนต์โฟมสามารถก่อสร้างบ้าน อาคาร ได้เป็นหลังๆ ตึกสองสามชั้นก็ใช้วัสดุนี้ทำมาแล้ว หรืออย่างตอนนี้ สำนักงาน โรงงาน จะให้ความสนใจก่อสร้างกันมากขึ้น เพราะส่งผลด้านประหยัดพลังงานด้วย และเขาต้องการความรวดเร็วเสร็จไวในการก่อสร้าง”

นอกจากกลุ่มเป้าหมายที่พักอาศัย สำนักงาน โรงงานต่างๆ แล้ว บ้านโฟม ดีดี พุ่งเป้าไปยังกลุ่มธุรกิจรีสอร์ต โดยเล็งทำเลกรุงเทพฯ และปริมณฑล ก่อนจะขยายวงกว้างไปยังจังหวัดอื่นๆ และรวมไปถึงแผนการเดินทางไปตลาดต่างประเทศ

น้ำหนักเบา คือหนึ่งความโดดเด่นของวัสดุชนิดนี้ โดยมีน้ำหนักเพียง 20 กิโลกรัม ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร ในขณะอิฐมวลเบามีน้ำหนักประมาณ 90 กิโลกรัม ต่อ 1 ลูกบาศก์เมตร หรือการก่ออิฐฉาบปูนที่น้ำหนักอาจสูงเป็นตัน

“แม้วัสดุชนิดนี้จะคิดค้นมานานหลายปีแล้ว แต่ก็ยังเป็นสิ่งใหม่สำหรับคนไทย คงต้องอาศัยสร้างการรับรู้อีกระยะหนึ่ง และด้วยน้ำหนักที่เบา หลายคนสงสัยด้านความคงทนแข็งแรง ซึ่งก็ได้มีการทดสอบมาแล้ว แต่จะให้ลูกค้ามั่นใจและเห็นของจริง ผมจึงสร้างบ้านของผมเอง เอาตัวเองการันตี และเราทำฐานราก ตอกเสาเข็ม ขึ้นโครงเหล็ก ก่อสร้างจนแล้วเสร็จที่หน้างาน ลูกค้าเห็นตั้งแต่ฐานรากเลย”

คุณปริษฎี ยังกล่าวทิ้งท้ายถึงงานบริการว่า คือหัวใจของธุรกิจนี้ “ด้วยผมจบการออกแบบภายใน ได้อยู่วงการก่อสร้าง ทำงานกับผู้อยู่อาศัยมานาน ทำให้รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการ การออกแบบ ประโยชน์ใช้สอย ถ้าใส่เข้าไปในตัวบ้านได้ในระหว่างก่อสร้าง จะไม่ทำให้เป็นภาระกับลูกค้าที่ต้องไปหาซื้อเพิ่มอีก อย่าง เคาน์เตอร์ครัว ห้องน้ำ ตู้เสื้อผ้า การก่อสร้างที่รวดเร็ว งบประมาณไม่บานปลาย นี่คือสิ่งที่ลูกค้าต้องการ”

สนใจสอบถามข้อมูล ติดต่อ “บ้านโฟม ดีดี” บริษัท ฟรีดอม อ๊อฟ สปีริต จำกัด เลขที่ 188/119 เอสแอนด์เอส สุขุมวิท ซอยสุขุมวิท 101/1 บางนา กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (081) 989-9696

Cafe” Stationn เครื่องครัวไม้แกะสลัก เจาะตลาดคาเฟ่-ร้านเค้ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042010759&srcday=2016-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 400

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

Cafe” Stationn เครื่องครัวไม้แกะสลัก เจาะตลาดคาเฟ่-ร้านเค้ก

นอกจากเครื่องครัวไม้จะถูกจริตร้านคาเฟ่ ร้านขนม ร้านเค้ก ที่ต้องการภาชนะน่ารักๆ เพื่อเอาใจลูกค้าเฉพาะกลุ่ม การแกะสลักเพิ่มลวดลายก็ถูกใจลูกค้าที่ต้องการหาของขวัญ ของฝาก รวมถึงซื้อใช้เอง เพราะไม้ยางพาราสามารถใส่ขนม และอาหารได้ทุกประเภท ล้างทำความสะอาดตามปกติ เก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเทดี ไม่ชื้น เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อรา

การทานอาหารของคนยุคนี้ โดยเฉพาะสาวกที่ชอบถ่ายรูปอาหารก่อนทาน ไม่เหมือนยุคพ่อแม่ที่จะใส่ภาชนะอะไรก็ได้ กลุ่มคนพวกนี้ต้องพิถีพิถันเลือกจาน ชาม ช้อนส้อม นอกจากจะไว้เพื่อถ่ายรูปให้ออกมาสวยงาม บางรายเกิดความรู้สึกว่าถ้วยชามสวยๆ สามารถเพิ่มอรรถรสในการทานเมนูนั้นๆ ได้อีกด้วย ฉะนั้น เลยมีผู้ประกอบการหัวใสปิ๊งไอเดียสร้างมูลค่าเพิ่มของใช้บนโต๊ะอาหาร ภายใต้วัสดุเนื้อไม้สร้างความแตกต่างจากเครื่องครัวทั่วไป ที่เน้นไปทางสเตนเลส หรือกระเบื้อง ทั้งนี้ เพื่อความสวยงามแตกต่าง มีเอกลักษณ์และรองรับการประดับตกแต่ง

ทิ้งอาชีพแอร์โฮสเตส ขายเครื่องครัวไม้

คุณสุรางคณา ชาญนทีกุล หรือ คุณจ๋า อดีตแอร์โฮสเตสสาว วัยเพียง 29 ปี เธอสรรหาไม้ยางพาราคุณภาพดีมาใช้ในงานเครื่องครัว และของใช้บนโต๊ะอาหาร แถมสร้างเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยการแกะสลักลวดลาย เจาะตลาดคาเฟ่ และบรรดาร้านเค้ก

สำหรับจุดเริ่มต้นธุรกิจเครื่องครัวไม้แกะสลัก คุณจ๋า เท้าความว่า ระหว่างที่ทำงานแอร์โฮสเตส หารายได้พิเศษด้วยการขายของในอินเตอร์เน็ต รวมถึงเครื่องครัวทำจากเซรามิกรับจากจีน ทว่าอยากหาความแตกต่างเลยหันมาขายเครื่องครัวทำจากไม้ อาทิ จาน ชาม ช้อน ส้อม เขียง ถาด สร้างแบรนด์ Caf? Stationn ระยะเวลากว่า 3 ปี ผลตอบรับดีขึ้น กระทั่งปัจจุบันกลายเป็นความนิยมในที่สุด

ช่วงแรกที่คุณจ๋าหันมาขายเครื่องครัวทำจากไม้ เธอใช้วิธีรับจากโรงงานทั้งหมด หลังจากฟีดแบ็กดีได้เข้าไปมีส่วนร่วม โดยการออกแบบ ปัจจุบันชุดเครื่องครัวไม้ Caf? Stationn มีให้เลือกมากถึง 40 แบบ แบ่งเป็น 6 ประเภท ประเภทจานหรือถาด ประเภทเขียง ประเภทชามและถ้วยน้ำจิ้ม ประเภทที่รองแก้ว ประเภทช้อน-ส้อม และประเภทช้อนเดี่ยว มีดเนย และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือการ “แกะสลัก”

“หลังจากที่ขายเครื่องครัวไม้มานาน 3 ปี เริ่มรู้สึกอยากหาเอกลักษณ์ให้กับสินค้า ด้วยการเพิ่มลวดลายลงไปบนภาชนะ นั่นคือ ใช้เครื่องเลเซอร์ยิงแกะสลักตามแบบที่ลูกค้าต้องการ ไม่ว่าจะเป็นชื่อคน โลโก้ คำอวยพร หวังเพิ่มมูลค่า ราวกับว่าภาชนะนั้นมีชิ้นเดียวในโลก ผลพลอยได้ไปถูกใจบรรดาคาเฟ่ ร้านขนมเค้ก ร้านกาแฟ ที่เชื่อว่าภาชนะสวยงามจะเป็นแรงจูงใจให้ลูกค้าอยากเข้ามาทาน เข้ามาถ่ายรูปและแชร์บนโลกออนไลน์”

นอกจากเครื่องครัวไม้จะถูกจริตร้านคาเฟ่ ร้านขนม ร้านเค้ก ที่ต้องการภาชนะน่ารักๆ เพื่อเอาใจลูกค้าเฉพาะกลุ่ม การแกะสลักเพิ่มลวดลายก็ถูกใจลูกค้าที่ต้องการหาของขวัญ ของฝาก รวมถึงซื้อใช้เองเพราะไม้ยางพาราสามารถใส่ขนม และอาหารได้ทุกประเภท ล้างทำความสะอาดตามปกติ เก็บในที่แห้ง อากาศถ่ายเทดี ไม่ชื้น เพื่อไม่ให้เกิดเชื้อรา

ขายดี กำเงินแสนทุกเดือน ตอบโจทย์ลูกค้าคาเฟ่

ด้านความยากของการแกะสลัก คุณจ๋า บอกว่า อาศัยความชำนาญเรื่องการคำนวณพื้นที่ของภาชนะเพื่อให้ลายออกมาสวยงาม เพราะหากบิดเบี้ยว หรือลายไม่บาลานซ์ ก็เสียของ

ปัจจุบัน ภาชนะที่คุณจ๋าจำหน่าย มีทั้งออกแบบเอง และรับสำเร็จรูป กำลังการผลิตราว 10,000 ชิ้น ต่อเดือน เธอเผยว่า ขายดีมาก ไม่พอขายด้วยซ้ำ กลุ่มลูกค้า 50 เปอร์เซ็นต์คือ ร้านกาแฟ ร้านขนม ร้านเค้ก ฯลฯ อีก 50 เปอร์เซ็นต์ซื้อใช้เอง ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ยอดขายแต่ละเดือนราว 500,000 บาท สินค้าขายดีเป็นจานกลม ถาดสี่เหลี่ยม ช้อน ส้อม

ด้านราคาขาย ยกตัวอย่าง ช้อนส้อมเฉลี่ยคู่ละ 40 บาท จานชิ้นละ 80 บาท โดยราคาดังกล่าวยังไม่รวมค่าสลักลาย ส่วนค่าสลักลายอยู่ที่จาน-ถาดเริ่มต้น 60 บาท และช้อนส้อมเริ่มต้น 30 บาท

สำหรับชนิดไม้ที่คุณจ๋าเลือกใช้ เธอบอกว่า ใช้ไม้ยางพาราตายคาต้น ไม้ยางพาราประเภทนี้คือ ไม้ที่หยุดให้น้ำยาง จะไม่ตัดไม้ใหม่ จะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม คุณสมบัติของไม้ดังกล่าว แข็งแรง โดนน้ำได้ ใช้ได้บ่อยตามที่ต้องการ นำมาเคลือบแล็กเกอร์ หรือผลิตภัณฑ์เคลือบวัสดุไม้ที่เป็น food grade เพื่อเพิ่มความเงางามทับลงไปอีกชั้น

การประชาสัมพันธ์ธุรกิจดังกล่าว หญิงสาวใช้ช่องทางออนไลน์คือ อินสตาแกรม และซื้อโฆษณาเฟซบุ๊ก เป็นช่องทางหลักในการโปรโมตสินค้า ถือว่าประสบความสำเร็จมากเลยทีเดียวเพราะตรงกลุ่มลูกค้า

สำหรับคำว่า Caf? Stationn แปลว่า สถานีคาเฟ่ คุณจ๋าตั้งใจให้เป็นศูนย์กลางของอุปกรณ์ที่ใช้สำหรับคาเฟ่ โดยจะขายชุดเครื่องครัวไม้ที่เน้นความสวยงามเป็นหลัก

ปัจจุบัน คุณจ๋าลาออกจากแอร์โฮสเตสเพื่อมาขายเครื่องครัวไม้แกะสลักเต็มตัว หลังทำงานอยู่บนเครื่องบินได้เพียง 1 ปี

ติดต่อ http://www.facebook.com/cafestationn ขายปลีก-ส่งจานไม้ ช้อนไม้ สลักชื่อหรือโลโก้ ไม่มีขั้นต่ำ โทรศัพท์ (081) 817-7468

ไม่ทิ้งงานประจำ เปิดร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” ขายน้ำแข็งไส ใส่ไอเดีย ในตลาดนัด กำไรคืนละ 6 พัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0746150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 399

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

ไม่ทิ้งงานประจำ เปิดร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” ขายน้ำแข็งไส ใส่ไอเดีย ในตลาดนัด กำไรคืนละ 6 พัน

แม้จะมีงานประจำทำอยู่แล้ว แต่ก็ยังมองหาอาชีพเสริมระหว่างทำงานประจำไปด้วย และจากคำพูดเพียงประโยคเดียวของรุ่นพี่คนหนึ่ง ทำให้สมองคิดไอเดียเกี่ยวกับ “น้ำแข็ง” ได้มากมาย ถึงขั้นอยากทำธุรกิจเกี่ยวกับน้ำแข็งขึ้นมาทันที

คำพูดประโยคนั้นคือ “รู้ไหม น้ำแข็งก้อนหนึ่ง ทำเงินได้มากขนาดไหน มันสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ ขายน้ำแข็ง อาจทำให้ได้เงินมากกว่าขายอาหารหรือเสื้อผ้าด้วยซ้ำ” เพียงประโยคเดียวนี้ สามารถจุดประกายไอเดียเมนูน้ำแข็งไสอีกสารพัดเมนูขึ้นมาได้

ร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่”

เปิด 3 เดือนกระแสตอบรับดี

คุณจตุประภา เจริญสุข หรือ คุณนุ่น เจ้าของร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” วัย 25 ปี เล่าให้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ฟังก่อนจะมาเปิดกิจการร้านน้ำแข็งไส ร้านเล็กๆ แต่ขายดีของเธอให้ฟังว่า “หลังจากเรียนจบครุศาสตรบัณฑิต ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ก็ได้เข้าทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ อยู่บริษัทเอกชนเกี่ยวกับซอฟต์แวร์แห่งหนึ่ง แต่ด้วยความที่เห็นเพื่อนมีธุรกิจเป็นของตัวเอง จึงมีความคิดอยากลองหาธุรกิจเล็กๆ ที่ตัวเองก็สามารถทำและดูแลได้เอง”

หากย้อนกลับไปเมื่อกว่า 2 ปีก่อน คุณนุ่น บอกว่า เคยเปิดร้านชานมไข่มุกขายมาก่อน แต่ต้องหยุดไป เพราะกระแสความนิยมลดลง และต้องทำงานออฟฟิศด้วยจึงหยุดขาย แต่เมื่อราว 9 เดือนก่อน ได้ไปทานน้ำแข็งไสร้านหนึ่ง แล้วเกิดติดใจในความเข้มข้นและความอร่อยของร้านนั้น บวกกับคำพูดของรุ่นพี่คนหนึ่งที่รู้จัก

จึงจุดประกาย มีไอเดียอยากขายน้ำแข็งไสขึ้นมา เธอใช้เวลาในการคิดสูตรและไอเดีย เพิ่มเอกลักษณ์น้ำแข็งไส เป็นเวลากว่า 6 เดือนจึงสำเร็จ เมื่อทั้งสูตรและไอเดียลงตัวจึงตัดสินใจเปิดร้าน

“ไอเดียในการตั้งชื่อร้าน ได้มาจากการที่ร้านมีนมเป็นวัตถุดิบหลัก ไม่ว่าจะเป็น นมผง นมสด นมคาร์เนชั่น นมข้นหวาน รวมไปถึงไซรัปที่ใช้เป็นนม จึงมีรุ่นพี่ที่ทำงาน แนะนำว่า ก็ควรตั้งชื่อร้านที่เกี่ยวกับนมๆ ไปเลย คิดกันมาหลายชื่อ จนสุดท้ายก็ได้ชื่อว่า “น้ำแข็งใสนมใหญ่” และอยากสร้างแบรนด์นี้ให้เป็นชื่อที่แปลกใหม่ คนจำได้ง่าย เตะตา คนสามารถเข้าถึงได้ง่าย ในราคาที่ไม่แพงมาก คนเดินตลาดนัดสามารถซื้อได้

ส่วนสูตรน้ำแข็งไส และไอเดียต่างๆ นั้น ที่ได้มาจากการไปลงคอร์สเรียนวิธีการทำน้ำแข็งไส เรียนประมาณ 6 ชั่วโมงได้ การลงเรียนครั้งนี้ก็เพื่อให้รู้หลักการในการทำ การขาย หลังจากนั้นมาดัดแปลงเป็นสูตรเฉพาะในแบบของตนเอง” คุณนุ่น บอก

ด้านการลงทุน เธอเผยว่า หมดเงินไปกับการคิดสูตร ลองผิดลองถูก หมดไปเยอะทีเดียว แต่เพราะมีรถเข็น จากที่เคยขายชานมไข่มุกมาก่อน จึงลดต้นทุนลงไปได้มาก

“มหากาพย์เยลลี่” ขายดี

เมนูยอดฮิต ลูกค้าเรียกร้อง

คุณนุ่น เล่าให้ฟังถึงกระแสตอบรับที่ดีนี้ว่า “ที่ร้านมีคอนเซ็ปต์คือ “น้ำแข็งไส ใจดี ฟรีท็อปปิ้ง” เพราะมีน้ำแข็งไสกว่า 18 รสชาติให้เลือก อีกทั้งท็อปปิ้งมากถึง 20 อย่าง และราคาไม่แพงมาก คนที่เดินตลาดนัดมีกำลังที่สามารถซื้อได้ ราคาจึงเริ่มต้นที่ 39 บาทขึ้นไป และไม่เกิน 100 บาท ซึ่งไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถจ่ายได้ โดยไม่รู้สึกว่าแพงมากเกินไป

อีกอย่างที่สำคัญคือ ต้องเตะตาวัยรุ่นและเป็นไอเดียเก๋ที่สามารถถ่ายรูปและแชร์ลงออนไลน์ได้

ทั้งหมดนี้จึงเกิดเป็นเมนูยอดฮิต ได้รับกระแสที่ดีมากจากสังคมออนไลน์ จึงตั้งชื่อเล่นๆ ว่า “มหากาพย์เยลลี่” เรื่องเกิดจากมีลูกค้าท่านหนึ่งมาซื้อน้ำแข็งไสที่ร้าน ประจวบเหมาะกับทางร้านมีเยลลี่หลากสี หลายรสชาติ และลูกค้าบอกว่า ขอเยลลี่เยอะๆ และเลือกเยลลี่หลายสีมากใส่ลงในถ้วย

ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ก็จัดให้ไปตามที่ขอมา และลูกค้าเอาไปโพสต์ลงเฟซบุ๊ก เพียงชั่วข้ามคืน เพจ “น้ำแข็งใสนมใหญ่” ที่ตนเคยสร้างเอาไว้ก็มีคนกดไลก์จาก 100 คนก็เพิ่มถึง 5,000 คน มีคนแชร์โพสต์นี้เยอะมาก จนเจ้าของร้านเองก็ตกใจไม่น้อย จึงทำให้ร้านเป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นและขายดีขึ้น

ลูกค้าที่มาร้าน ส่วนใหญ่มักจะสั่งเมนูนี้ จนกลายเป็นเมนูยอดฮิตประจำของร้าน บางรายก็เอารูปมาโชว์ให้ที่ร้านดู แล้วบอกว่า ขอแบบนี้เลย จากที่เปิดร้านแรกๆ มีเพียงเด็กๆ มาซื้อ หรือผู้ใหญ่ที่เดินตลาดนัดเพื่อมาซื้อของ แต่เดี๋ยวนี้กลุ่มลูกค้าขยายใหญ่ขึ้น วัยรุ่นมาที่ร้านเยอะขึ้น โต๊ะ-เก้าอี้ ที่เคยจัดไว้สำหรับเป็นที่นั่ง ไม่เพียงพอ วัยรุ่นบางกลุ่มที่ตั้งใจมานั่งกินด้วยกัน ถึงกับบอกว่า เอาเสื่อมาปู ให้นั่งก็ได้พี่”

คุณนุ่น บอกเพิ่มอีกว่า ทางร้านไม่ได้มีเมนูอะไรเป็นพิเศษ หรือเป็นเมนูเฉพาะเจาะจงอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จะใช้วิธีการสั่งตามใจคนซื้อ คนทานสามารถเลือกสิ่งที่อยากทาน สิ่งที่ชอบได้ตามใจ ว่าอยากทานรสชาติไหน ใส่ท็อปปิ้งอะไร จึงเป็นเมนูไอเดียของแต่ละคน ให้ได้สนุกกัน

เป็นมากกว่าน้ำแข็ง

ทำเงินได้ ไม่รู้จบ

ส่วนที่ยากที่สุดคือ การคิดทำรสชาติน้ำแข็ง เนื่องจากก่อนที่จะมาทำเป็นตัวน้ำแข็งก้อน มันต้องเริ่มจากการปรุงส่วนผสมต่างๆ ของรสชาตินั้นก่อน เหมือนเวลาที่เราชงนม ก็ต้องใส่นมผง ใส่ข้นหวาน อะไรก็ว่ากันไป พอผสมเสร็จเรียบร้อยตามที่ตั้งใจเอาไว้ ก็จะนำเอาน้ำตัวนี้ไปใส่ในบล็อกแช่เย็น เพื่อให้ขึ้นรูปเป็นก้อน แช่ในตู้เย็นประมาณ 1 วัน ส่วนการทำเยลลี่ ก็เหมือนการทำเยลลี่ทั่วไป แค่เพิ่มไอเดียเข้าไปเท่านั้น คุณนุ่น อธิบายให้ฟัง

ด้วยการคิดและสรรหาไอเดียไม่รู้จบ ทำให้ตอนนี้ร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” ของคุณนุ่น มีลูกเล่นเพิ่มให้กับเมนูน้ำแข็งไส เท่ไม่เหมือนใคร ทานได้และอร่อยนั่นคือ เยลลี่รสชาติปีโป้ในกระบอกฉีดยา และเมนูน้ำแข็งไสลูกแก้ว ที่สามารถตักทานได้เป็นคำๆ ซึ่งให้ความรู้สึกคล้ายกับเวลาอมลูกอม ถือเป็นการเพิ่มเสน่ห์และสีสัน

คุณนุ่น บอกว่า “ที่จริงเมนูน้ำแข็งไสเหล่านี้ ก็คือน้ำแข็งไสเป็นปกติธรรมดาทั่วไป แต่ใส่ไอเดียลงไป ทำให้เกิดเป็นรายรับ ทั้งเป็นผลพลอยได้จากกระแสโซเชียล จึงทำให้กำไรจากการขายในช่วงนี้สูงขึ้น อยู่ที่คืนละประมาณ 5,000-6,000 บาท

ซึ่งพอขายดี ก็มีคนสนใจอยากซื้อแฟรนไชส์ ส่วนตัวก็มีคิดในส่วนนี้เอาไว้บ้าง แต่สำหรับตอนนี้ ด้วยระยะเวลาที่เปิดมาได้ไม่นาน ก็ยังไม่รู้ว่าจะขายได้ดีแค่ไหน อยากให้ร้านมั่นคงและแข็งแรงกว่านี้อีกนิด ถึงตอนนั้น ค่อยคิดอีกที

สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไปติดตามได้ที่เพจเฟซบุ๊ก น้ำแข็งใสนมใหญ่ หรือแวะไปชิมไอเดียน้ำแข็ง ได้ที่ร้าน “น้ำแข็งใสนมใหญ่” ตั้งอยู่ในตลาดนัดคลองถม สถานีขนส่งสายใต้ใหม่ พุทธมณฑลสาย 1 เปิดทุกวันอังคาร-วันอาทิตย์ เวลา 18.00-24.00 น. โทรศัพท์สอบถามเส้นทางได้ที่ (062) 514-3935, ID LINE: nomyai_11 หรือ FB : น้ำเเข็งใสนมใหญ่

ไม่ทิ้งอาชีพอาจารย์ ผุด “กาดสันคะยอม” ตลาดอาหารเหนือ ขายออนไลน์ อยู่ภาคไหนก็ได้กิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0750150659&srcday=2016-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 399

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

ไม่ทิ้งอาชีพอาจารย์ ผุด “กาดสันคะยอม” ตลาดอาหารเหนือ ขายออนไลน์ อยู่ภาคไหนก็ได้กิน

ปัจจุบัน ไม่ว่าจะคนเหนือ คนใต้ คนอีสาน หรือกระทั่งคนภาคกลาง ก็อาศัยกันอย่างกระจัดกระจายไปทั่วประเทศ หลายคนคิดถึงอาหารพื้นบ้านของตน หากินที่ไหนก็ไม่ถูกปากเท่าการได้กินของพื้นถิ่นของตน

“กาดสันคะยอม” อาหารเหนือ ส่งถึงบ้าน ตลาดอาหารสดแนวใหม่ ให้คนเหนือพลัดถิ่น หรือสำหรับคนที่อยากทานอาหารเหนือ รสชาติพื้นเมือง แต่ไม่ได้ขึ้นเหนือไปถึงถิ่น ก็สามารถทานอาหารเหนือได้ง่ายๆ เพราะสามารถสั่งซื้อทางออนไลน์ได้ ตลาดอาหารสดออนไลน์นี้ จึงเป็นเสมือนแหล่งรวบรวมความอร่อยแบบพื้นบ้าน ให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น

เบื่องานเดิม สร้างกาด ออนไลน์

คัดสรรของอร่อยและดี

คุณดุษฎีพันธุ์ พจี หรือ คุณโอ๋ ผู้จัดทำ “กาดสันคะยอม” ซึ่งขายอาหารพื้นเมืองทางออนไลน์ เล่าว่า พื้นเพเป็นคนเพชรบูรณ์ เรียนปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คณะมนุษยศาสตร์ จนกระทั่งจบปริญญาโท ในคณะเดียวกันนี้ อยู่เชียงใหม่มาตลอดตั้งแต่นั้น ปัจจุบัน เป็นอาจารย์พิเศษ สาขาวิชาศิลปะการถ่ายภาพ คณะวิจิตรศิลป์ ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เดิมทีเปิดบริษัททำสื่อ ทำหนังสือ เป็นบริษัทจัดทำ content เน้นขาย content ทางภาคเหนือ ทั้งงานเขียน ภาพถ่าย ทำอาร์ตเวิร์ก ทำแผนที่ เนื้อหาที่ทำโดยมากเป็นสายการท่องเที่ยว และไลฟ์สไตล์

“กาดสันคะยอม” เกิดจากการที่เบื่องานเดิม คือทำสื่อต่างๆ ข้างต้น และการทำหนังสือมันเครียด เป็นความเครียดแบบซ้ำๆ เข้าโรงพยาบาลบ่อย เพราะเป็นโรคออฟฟิศซินโดรม บวกกับมีเพื่อนคนเหนือ คือ คำ ผกา ซึ่งเป็นเพื่อนนักเขียน กลับมาบ้านที่เชียงใหม่ แล้วมักหอบอาหารใส่กระเป๋าเดินทางกลับไปทานที่กรุงเทพฯ นำไปฝากเพื่อนๆ และใครต่อใคร คนก็ชอบและอยากทานอีก ประกอบกับเธอก็ขี้เกียจหิ้วของกลับไปกรุงเทพฯ และอยากทานกับข้าวพื้นเมืองรสชาติดี เป็นรสชาติที่แท้จริง เพราะส่วนใหญ่ที่ขาย รสจะเพี้ยน แต่รสชาติของคนสันคะยอมเป็นรสชาติอาหารเหนือที่คนทำทานในบ้าน ที่คนอาจจะไม่คุ้นชิน ถ้าซื้อในตลาดทั่วไปอาจจะไม่ได้รสนี้ คนส่วนใหญ่จะเข้าไม่ถึงคนทำอาหารแบบนี้

จึงพูดเล่นๆ ว่า ส่งไปขายให้ไหม ทำเป็นเว็บไซต์ขึ้นมา ถ่ายรูป ใส่ราคา ลิงก์กับ Paypal เผื่อใครไม่สะดวกโอนเงิน พอช่วงหยุดปีใหม่เมื่อต้นปีนี้ อยู่บ้าน พักงานอื่นๆ ทั้งหมด ก็เลยนั่งทำเว็บไซต์ขึ้นมา ทำทุกอย่างเองหมด ใช้เฟซบุ๊กเป็นหน้าร้านอีกทางหนึ่ง แล้วก็ขายมาโดยตลอด มีเพจ มีไลน์ มี IG และอื่นๆ ในชื่อ kadsankayorm ทั้งหมด

ไอเดีย “กาดสันคะยอม”

คอนเซ็ปต์ local homemade food curator

คุณโอ๋ บอกถึงไอเดียของการทำ กาดสันคะยอม หรือตลาดอาหารออนไลน์นี้ว่า “ได้ไอเดียมาจาก 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 แจ๊คหม่า แห่งอาลีบาบา ซึ่งเขาไม่คิดถึงตัวเอง สร้างอาลีบาบาขึ้นมาโดยไม่ทิ้งเพื่อนผู้ร่วมงาน ทันทีที่อาลีบาบาเข้าตลาดหุ้น ประเทศจีนมีมหาเศรษฐีเพิ่มขึ้นเป็นพันคน ส่วนตัวเธอไม่หวังว่ากาดสันคะยอมจะสร้างมหาเศรษฐีมีเงินมากมาย แต่อยากให้ร่ำรวยความสุข ที่ได้รับกลับมาเมื่อลูกค้าทานอาหารของเราแล้วมีความสุข

ส่วนที่ 2 ปางช้างชื่อ The Change ของ คุณอัญชลี กัลมาพิจิตร เป็นปางช้างที่ไม่เหมือนปางช้างทั่วไป เขาปล่อยช้างให้อยู่กับธรรมชาติ และขายลูกค้าพรีเมี่ยม คนที่อยากอยู่กับช้างแบบส่วนตัว ไม่ต้องผจญกับคนมากมายเหมือนปางช้างทั่วไป ลูกค้าคุณอัญชลีเป็นระดับเจ้าชายเจ้าหญิง มหาเศรษฐี ทำให้คิดว่า อยากจะนำอาหารท้องถิ่นไปสู่ความเป็นพรีเมี่ยม ด้วยการคัดเลือกวัตถุดิบ และรสชาติ”

ในการทำงานหลักๆ จะมีหุ้นส่วนอีกครอบครัวหนึ่งที่เป็นคนสันคะยอมแท้ๆ เป็นครอบครัวของ คุณถนอมพงษ์ สุวรรณโกสุม (คุณต้น) ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการทำอาหารเหนือ ทำแคบหมู จิ๊นส้ม ขายหมู มาตั้งแต่รุ่นตายาย รสมือการทำอาหาร บวกกับความละเอียดในเรื่องรสชาติอาหาร ส่งต่อมาถึงคนรุ่นนี้

คุณต้นจะเก่งเรื่องที่เธอไม่สามารถเข้าถึงได้ เช่น การหาแมงมัน การดองหน่อไม้ การทำอาหารเหนือ และรายละเอียดต่างๆ อีกมากมายในอาหารแต่ละจาน ตรงนี้ถือว่าคิวเรเตอร์ทางอาหารที่จำเป็นต้องมี

ทางด้านอาหารเมนูต่างๆ ตัวคุณโอ๋ บอกว่า “ไม่ได้ทำเอง เพราะกาดสันคะยอม วางตัวเองเป็น local homemade food curator อย่างเช่น ถ้าในพิพิธภัณฑ์มีคิวเรเตอร์เป็นคนคัดเลือกงานศิลปะมาแสดง กาดสันคะยอม ก็เป็นผู้คัดเลือกอาหารอร่อยๆ มานำเสนอ

อาหารแต่ละอย่างจะแบ่งๆ กันไป บ้านไหนทำอะไรอร่อยก็รับอันนั้นไป กาดสันคะยอม เป็นผู้คัดเลือก โดยการชิมอาหาร เลือกมาขาย แล้วควบคุมคุณภาพ ความสะอาด ด้านรสชาติต้องนิ่ง ไม่เค็ม ไม่หวาน เมนูอาหารเหนือจะไม่หวาน อย่างเมนู ฮังเล ของกาดสันคะยอม พรีเมี่ยมมาก และเป็นฮังเลที่ไม่หวาน”

เมนูยอดฮิต รสชาติเมืองเหนือ

ส่งขายทั่วประเทศ

เมนูยอดฮิตมีแคบหมู 3 ชนิดคือ แคบหมูมันน้อย แคบหมูมันมาก และแคบหมูคอหมู (ใช้ส่วนคอหมูมาทำแคบหมู) จิ๊นส้ม (แหนมห่อใบตอง) ไส้อั่ว และแกงฮังเลขาหมู (แกงฮังเลเนื้อน่องลายควาย อร่อยมาก)

ฮิตสุดในสัปดาห์นี้คือ เห็ดถอบ เพราะอยู่ในช่วงฤดูกาลพอดี จะคัดเลือกเห็ดอ่อนๆ มาปรุงขาย ผลตอบรับจากลูกค้าดีมาก ลูกค้ามีความสุขกลับมา ทำให้คนขายมีสุขไปด้วย คุณโอ๋ เล่าให้ฟังและเพิ่มเติมว่า ด้วยความเป็น กาด หรือ ตลาด มันคือที่รวมคนขายของมากมาย กาดสันคะยอม เป็นกาดออนไลน์ ไม่มีหน้าร้าน ขายผ่านเว็บไซต์ เพจในเฟซบุ๊ก ผ่าน LINE นอกจากเป็นหน้าร้านในการขายแล้ว สื่อเหล่านี้และอื่นๆ ก็เป็นพื้นที่ในการพีอาร์ไปด้วย

เมื่อลูกค้าสั่งอาหารมา จะจัดส่งให้ด้วยการฟรีซ และแพ็กอย่างดี ทำให้ถึงมือลูกค้าใน 1 วัน โดยไม่เสีย และอาหารทุกอย่างไม่ใช้สารกันเสีย ส่งขายทั่วประเทศไทย ลูกค้าจะได้รับของใน 1 วัน เคยส่งไกลถึงภูเก็ต ปัตตานี หาดใหญ่ หรืออย่างเมนูแคบหมู น้ำพริกก็ไปไกลถึงยุโรป แอฟริกา ญี่ปุ่น ลูกค้าหิ้วไปเอง เดินทางเป็นเดือนแคบหมูยังกรอบ

สิ่งที่ได้จากการทำกาดสันคะยอมคือ หลายครอบครัวที่ทำอาหารให้ มีรายได้มากขึ้น หากกาดสันคะยอม จะเติบโต จะเป็นเศรษฐี นั่นแปลว่า จะมีคนที่เป็นเศรษฐีเพิ่มมากขึ้น ฐานเป็นแนวนอน ไม่ใช่แนวดิ่ง เพิ่มก็เพิ่มด้วยกัน ลดก็ลดด้วยกัน

สำหรับสัดส่วนจากการขาย คุณโอ๋ บอกว่า “ลูกค้าส่วนใหญ่ซื้อผ่านโทรศัพท์มือถือ ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง อายุอยู่ที่ราวๆ 24-35 ปี และเป็นคนเหนือที่อยู่ต่างถิ่น ยอด 90% จากการสั่งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ส่วนตัวมองทิศทางและอนาคตของกาดสันคะยอม รูปแบบตลาดออนไลน์แบบนี้เอาไว้ว่า อยากได้รายได้เพิ่มมากกว่านี้ อยากส่งออกไปต่างประเทศ แต่หากขยายไปมากกว่านี้ มันอาจกลายเป็นอุตสาหกรรม ซึ่งกลัวว่าจะขาดเสน่ห์แบบอาหารพื้นบ้าน ที่เป็นงาน handmade แบบนี้ไป และกังวลเรื่องการขนส่งด้วย”

ปัจจุบันนี้ยังเป็นทั้งอาจารย์ เป็นช่างภาพ และยังรับงานเกี่ยวกับสื่อทำบ้าง และการทำ “กาดสันคะยอม” เป็นอีกความสุขในการทำงานของเธอ เพราะรู้สึกสนุกและมีความสุขทุกครั้งที่คนได้ทานอาหารที่ดีแล้วมีความสุข คุณโอ๋ บอกทิ้งท้าย

สำหรับคนที่สนใจ สามารถเข้าดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.kadsankayorm.com ทาง facebook.com/kadsankayorm LINE ID:@ kadsankayorm หรือโทรศัพท์ (091) 079-5970

“กิ๊บเกศ” เครื่องประดับผม ฝีมือไทย ส่งขายทั่วยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07045010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

ช่องทางสร้างอาชีพ

เมดาริน กฤษณะราช

“กิ๊บเกศ” เครื่องประดับผม ฝีมือไทย ส่งขายทั่วยุโรป

“…ลูกค้าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สินค้าของเราสวย มีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร ทำให้คนต่างชาติชอบสินค้าที่เราทำ”

เครื่องประดับกับผู้หญิงถือเป็นของคู่กัน โดยเฉพาะทรงผม ย่อมต้องมีเครื่องประดับตกแต่งให้สวยงามดูดี

แต่ท่านใดยังหาแบบที่ถูกใจไม่ได้ วันนี้ “เส้นทางเศรษฐี” มีร้านขายกิ๊บติดผม ซึ่งมีแบบให้เลือกหลากหลาย แถมยังราคาไม่แพง มานำเสนอ และที่สำคัญ เป็นกิจการที่ยืนยงอยู่ในตลาดมานานกว่า 13 ปีแล้ว

คุณกุ้ง-เบญญาภา สุทธิพันธุ์ อายุ 44 ปี เจ้าของร้าน “กิ๊บเกศ” กิจการขายกิ๊บและกิ๊ฟต์ช็อป ที่มีสินค้าเครื่องประดับให้เลือกมากมาย ตั้งอยู่ที่ เดอะ แพลทินัม แฟชั่นมอลล์ ตึกเก่าชั้น 5 ย้อนความเป็นมา เริ่มต้นธุรกิจนี้เมื่อ 13 ปีที่แล้ว โดยมีคุณแม่ ซึ่งเป็นนักการเมืองท้องถิ่น และเป็นประธานกลุ่มแม่บ้านที่ ศาลายา จังหวัดนครปฐม เลยมีคนนำงาน “ทำกิ๊บ” มาจ้างให้ทำ

หลังจากทำไปพักใหญ่ ผู้ว่าจ้างไม่สั่งต่อ เลยมานั่งคิดกันจะทำธุรกิจนี้ต่อไปดีหรือไม่ แต่ด้วยความที่นึกถึงกลุ่มแม่บ้าน ไม่อยากทิ้งพวกเขาไป จึงพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ประกอบกับมีเพื่อนทำออร์แกไนซ์ อยู่ที่ศูนย์การค้าอัมรินทร์ พลาซ่า จึงได้โอกาสไปออกร้านกิ๊บ เป็นครั้งแรก

หลังจากนั้น เริ่มมีคนเข้ามาติดต่อให้ไปออกบู๊ธตามห้างต่างๆ ได้ผลตอบรับที่ดีมาก ซึ่งสินค้าของร้าน มีให้เลือกหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น กิ๊บ ยางรัดผม ที่คาดผม หมวก ทุกอย่างล้วนแต่เป็นงานฝีมือทั้งหมด ราคาขายเริ่มต้น 15-150 บาท ขายแบบปลีกและส่ง

คุณกุ้ง เผยว่า จุดเด่นสินค้าของร้าน “กิ๊บเกศ” ที่แตกต่างนั้นคือ เป็นงานแฮนด์เมดทั้งหมด ออกแบบด้วยความพิถีพิถัน ส่วนวัสดุที่นำมาประกอบ ได้แก่ เชือกเทียน ลูกปัด ไหมพรม เชือกป่าน ฯลฯ ซึ่งในตลาดเมื่อ 13 ปีที่แล้ว เธอเป็นเจ้าแรกที่ออกไปขายตามบู๊ธในห้างสรรพสินค้า บวกกับราคาที่ถูกใจ ทำให้มีลูกค้าทั้งไทยและต่างประเทศ

“จากนั้นไม่นาน นำสินค้าไปออกงานโอท็อป ที่เมืองทองธานี ปรากฏขายดีมาก เลยทำให้มีที่ออกขายเรื่อยๆ จนเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ได้มาเช่าร้านที่แพลทินัม โดยใช้ชื่อร้านกิ๊บเกศ ด้วยความโชคดีที่ได้มาอยู่ที่นี่เพราะได้ออร์เดอร์จากต่างชาติที่ติดต่อสั่งสินค้าเข้ามา” คุณกุ้ง เล่าน้ำเสียงตื่นเต้น

และว่า ลูกค้าหลักของทางร้านเป็นคนต่างชาติ ส่วนใหญ่ส่งไปขายต่อทั่วทวีปยุโรป ทำให้รู้สึกภูมิใจ กลุ่มแม่บ้านเองก็ภูมิใจ นอกจากนี้ ยังมีออร์เดอร์ประจำจากทางญี่ปุ่น ที่ออกแบบงานมาให้ผลิตให้ สำหรับผลตอบรับ ลูกค้าต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สินค้าของเราสวย มีเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร ทำให้คนต่างชาติชอบสินค้าที่เราทำ

“ร้านกิ๊บเกศ มาถึงทุกวันนี้ได้เพราะไม่ทิ้งกลุ่มแม่บ้าน ทุกครั้งที่มีปัญหาจะสู้ด้วยกัน ทำให้วิกฤตกลายเป็นโอกาส ส่วนแผนในอนาคต มองว่ายังมีช่องว่างเรื่องของการตลาดอยู่ ถ้าหากมีโอกาสและมีความพร้อมจะพัฒนาธุรกิจนี้ให้ดียิ่งขึ้นต่อไป”

หากใครสนใจสินค้าสามารถติดต่อได้ที่ ร้านกิ๊บเกศ เดอะ แพลทินัม แฟชั่นมอลล์ 1269/4 ชั้น 5 หรือโทรศัพท์ (081) 172-9044

แม่ค้าเปรี้ยวแซบ-พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์ เจ้าของเสื้อผ้าโดนใจสาวเฮฟวี่เวต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0732150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

ช่องทางสร้างอาชีพ

พารนี

แม่ค้าเปรี้ยวแซบ-พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์ เจ้าของเสื้อผ้าโดนใจสาวเฮฟวี่เวต

“…เจาะกลุ่มลูกค้าคนอ้วนระดับรุนแรง ซึ่งหาเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ได้ยากมากที่สุด อย่างแหล่งค้าส่งระดับประเทศ ย่านประตูน้ำ ยังมีแค่ไซซ์ 42 จำหน่าย แต่สินค้าในแบบของเธอมีให้เลือกถึงขนาดรอบอก 60 กว่า…”

ทุกวันนี้ถ้าใครมีรูปร่างอ้วนเกินค่านิยมตามสมัย อาจถูกมองด้วยสายตาตำหนิติติง เหมือนไปทำอะไรผิดมาหนักหนา

แถมยามปะหน้าผู้คน (บางประเภท) เป็นต้องเอ่ยปากทัก ทำไมถึงได้ตัวใหญ่-ตัวโต อย่างนี้

ทั้งที่น่าจะรู้กันอยู่เรื่องของ “สังขารไม่เที่ยง” นั้น เป็นธรรมดาของมนุษย์โลก

แต่เมื่อความสวยความงามนั้น เป็นเรื่องคู่กันกับผู้หญิงแทบทุกราย

ฉะนั้น หากสาวคนไหนที่ก้าวผ่านภาวะ “อวบระยะสุดท้าย” ไป เห็นเป็นต้องรีบขวนขวายหาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วดูดี มาเสริมบุคลิกกันให้จ้าละหวั่น

ส่งผลให้ธุรกิจขายเสื้อผ้าสำหรับสาวร่างบิ๊ก มีความคึกคักมาได้พักใหญ่แล้ว

เด็กเกียรตินิยม

ใจรักค้าขาย

“พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์” คือชื่อของแฟนเพจร้านขายเสื้อผ้าออนไลน์ มีกลุ่มเป้าหมายอยู่ที่สาวอวบอ้วน น้ำหนัก 80-180 กิโลกรัม ++ โดยเสื้อผ้าแต่ละแบบมีทั้งงาน Plus Size แบรนด์เนม เอาต์เลต และงานตัดเฉพาะที่ร้านออกแบบมาเพื่อสาวเฮฟวี่โดยเฉพาะ

ส่วนสโลแกนประจำร้าน ได้แก่ “ถ้าคุณอ้วนมา เรื่องเสื้อผ้าให้เราดูแล”

ความน่าสนใจของกิจการนี้อาจไม่ได้อยู่ที่ตัวสินค้าเป็นหลักใหญ่ เพราะจะว่าไปเสื้อผ้าสำหรับคนอ้วนนั้นคงไม่ใช่ของแปลกใหม่อะไร

แต่สิ่งที่ทำให้สะดุดตา จนอดรนทนไม่ไหวต้องติดต่อขอสัมภาษณ์ไปเห็นจะเป็นลีลาการโพสท่าแสดงแบบเสื้อผ้า ซึ่งเต็มไปด้วยความมั่นใจและเปรี้ยวแซบของเหล่าบรรดานางแบบตัวแทนของร้าน ซึ่งมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่กว่า 150 กิโลกรัม!

คุณเล็ก-สุดารัตน์ สังข์ประเสริฐ ปัจจุบันอายุ 33 ปี เจ้าของกิจการที่เกริ่นถึง และเจ้าของน้ำหนักตัวเกิน 100 กิโลกรัม เริ่มต้นให้ฟังเกี่ยวกับความเป็นมาด้วยน้ำเสียงร่าเริงเป็นกันเอง พื้นเพเป็นชาวเพชรบูรณ์ จบปริญญาตรีจากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร จังหวัดพิษณุโลก

หลังสอบได้ประกอบวิชาชีพแล้ว เข้าทำงานประจำแผนกไอซียูทารกแรกเกิด ของโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ทำอยู่พักใหญ่ค่อยย้ายไปประจำโรงพยาบาลเอกชนอีกแห่งหนึ่ง ประจำแผนกไอซียูผู้ป่วยทั่วไป

กระทั่งปี 2556 ลาออกจากการเป็นพยาบาลประจำออกมาทำธุรกิจเสื้อผ้าแบบเต็มตัว แต่ทุกวันนี้ก็ยังรับงานเป็นพยาบาลฟรีแลนซ์อยู่

คุณเล็ก เล่าต่อว่า ช่วงวัยไม่กี่ขวบเคยเป็นเด็กขาดสารอาหารมาก่อน จึงโดนบังคับให้กินวิตามินเสริมหลายชนิด จนกลายเป็นเด็กอ้วนตั้งแต่เรียนอยู่ชั้น ป.2 จวบกระทั่งปัจจุบัน

“ตอนเรียนพยาบาลน้ำหนักประมาณ 90 กิโลปลายๆ ระหว่างเรียนพยายามลดน้ำหนักบ้าง จนเหลือ 70 กว่าแล้วก็ขึ้นมาเรื่อยจนปัจจุบัน แต่เป็นคนที่คล่องตัว ความอ้วนไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียน เป็นเด็กกิจกรรม ได้รับเลือกให้เป็นประธานชั้นปีและจบเกียรตินิยมด้วย” คุณเล็ก เล่าก่อนยิ้มกว้าง

ส่วนจุดเริ่มของการทำธุรกิจนั้น เธอบอก ชอบค้าขายมาตั้งแต่เด็ก ด้วยฐานะทางบ้านไม่ดีนัก เลยมักคิดอะไรเป็นธุรกิจไปหมด ชอบขายทุกอย่างที่ได้เงิน เริ่มต้นรับขนมจากตลาดมาขายเพื่อนในโรงเรียน ช่วงทำงานเป็นพยาบาลมักหารายได้เสริมตลอด ขายมาแล้วแทบทุกอย่าง เคยกระทั่งไปรับร่มจากสำเพ็งมาตั้งแผงขายบนสะพานลอยหน้าโรงพยาบาล

ส่วนการขายเสื้อผ้าออนไลน์นี้ เริ่มจากเพจส่วนตัวในเฟซบุ๊ก ช่วงประมาณปี 2555 เห็นเขาค้าขายกันเต็มไปหมด เลยลองรับรองเท้าไซซ์ใหญ่มาขายบ้างแต่ไม่ได้จริงจังอะไร เพราะตอนนั้นยังเป็นพยาบาลประจำอยู่ และด้วยความที่เป็นคนชอบแต่งตัว มีเสื้อผ้าเยอะ ช่วงขายรองเท้า ลองโพสต์ว่า อยากปล่อยเสื้อผ้าจังเลย ปรากฏมีคนเข้ามากดไลก์และขอเป็นเพื่อนจำนวนไม่น้อย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาวอ้วนเหมือนกัน

แฟนเพจค่อนแสน

เปิดช็อปแรกที่อยุธยา

เมื่อเห็นลู่ทางการขายเสื้อผ้าให้กับลูกค้ากลุ่มคนไซซ์เดียวกันน่าจะไปได้ดี คุณเล็กจึงเดินหน้าทำธุรกิจออนไลน์แบบเต็มตัว ควบคู่กับการทำงานเป็นพยาบาลพาร์ตไทม์ เริ่มจากการรวบรวมแหล่งร้านค้าที่เคยไปซื้อ ติดต่อหาร้านราคาน่าพอใจที่สามารถขายส่งให้ได้ ควบคู่ไปกับการพัฒนาธุรกิจให้เป็นระบบมากขึ้น ทำให้ปริมาณลูกค้าสูงขึ้นตามลำดับ

“เปิดเพจครั้งแรก ปี 2556 ตอนแรกใช้ชื่อ-นามสกุลจริง แต่คนชอบเรียก “บาลอ้วน ทำอยู่ 4-5 เดือน เลยเปลี่ยนชื่อเพจเป็น “พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์” หลังจากนั้นค่อยเป็นที่รู้จัก แฟนเพจไต่ระดับมากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีอยู่กว่า 60,000 คน กระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นสาวอ้วนไซซ์เฮฟวี่เวต ที่ชอบการแต่งตัวเหมือนกัน” คุณเล็ก บอก

ถามถึงจุดเด่นเรียกลูกค้า เจ้าของเรื่องราว ให้ข้อมูลว่า จะเจาะกลุ่มลูกค้าคนอ้วนระดับรุนแรง ซึ่งหาเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ได้ยากมากที่สุด อย่างแหล่งค้าส่งระดับประเทศ ย่านประตูน้ำ ยังมีแค่ไซซ์ 42 จำหน่าย แต่สินค้าในแบบของเธอมีให้เลือกถึงขนาดรอบอก 60 กว่า ชุดว่ายน้ำไซซ์ใหญ่สุดก็มีให้เลือกซื้อ เนื่องจากมีแหล่งผลิตเฉพาะซึ่งเป็นเครือข่ายกัน

ทำให้ลูกค้าชื่นชอบทยอยมาอุดหนุนกันต่อเนื่อง หลายคนลงทุนนั่งเครื่องบินจากจังหวัดไกลๆ มาขอเลือกซื้อด้วยตัวเอง จนเธอต้องดัดแปลงชั้น 2-3 ของบ้านพักย่านดอนเมือง ทำเป็นโกดังเก็บสินค้า หากมีลูกค้ามาจากต่างจังหวัดแล้วอยากค้างคืน ก็สามารถพักค้างที่บ้านได้ แต่ต้องแจ้งล่วงหน้าก่อน

และด้วยความที่ธุรกิจกำลังขยายตัวได้ดี มีเสียงเรียกร้องให้เปิดหน้าร้านตามทำเลต่างๆ ล่าสุด ตัดสินใจลงทุนเปิดร้าน พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์ รองรับลูกค้าโซนภาคเหนือ เป็นการนำร่อง ร้านนี้ ตั้งอยู่ที่โซน เดอะชิก ศูนย์การค้าอยุธยาซิตี้พาร์ค จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และถ้าผลตอบรับยังมีต่อเนื่อง อาจขยายไปเปิดตามหัวเมืองต่างๆ เพราะทุกวันนี้มีลูกค้ามาอุดหนุนจากเพจเป็นจำนวนมาก

นึกสงสัยทำไมเสื้อผ้าในแบบของ “พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์” ถึงได้ขายดิบขายดี ทั้งที่คู่แข่งในตลาดก็มีไม่น้อย คุณเล็ก วิเคราะห์ให้ฟัง เทคนิคของการนำเสนอเสื้อผ้าของเธอนั้น มีเคล็ดลับอยู่ที่ว่า อ้วนแค่ไหนก็อย่าไปปกปิด แต่เท่าที่สำรวจแม่ค้าออนไลน์บางคนที่ขายเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่เหมือนกัน ชอบถ่ายภาพมุมสูง เพื่อให้รูปนางแบบออกมาผอมและดูดี แต่เธอทำกลับกัน คือนำจุดด้อยนั้นมาโชว์ด้วยความมั่นใจ โพสท่าให้รู้สึก “แซบ” ในทุกรีวิว ก่อนนำภาพมาแชร์ลงในอัลบั้ม ไม่ได้เลือกรูปภาพที่ใส่แล้วดูดีที่สุด โดยนำผู้หญิงหุ่นทั่วไปมาเป็นแบบ ขณะที่นางแบบของทางร้านเธอนั้น เป็น “คนสวยจริง-อ้วนจริง” น้ำหนักต่ำสุด 130 กิโลกรัม ไล่ไปจนถึงกว่า 170 กิโลกรัม

“ยอดขายต่อรอบอยู่ที่ 300-600 ชิ้น เป็นธุรกิจกำไรดี พอเลี้ยงชีพได้ และแม้จะมีคู่แข่งจำนวนไม่น้อย แต่ไม่ได้มองตรงนี้ จะโฟกัสไปที่ลูกค้ามากกว่า เพราะมีคติว่าขนาดข้าวหลามหนองมน มีคนขายหลายร้าน เขายังอยู่กันได้” เจ้าของร้านร่างอวบ บอกก่อนหัวเราะอารมณ์ดี

……………

สนใจเสื้อผ้าไซซ์ใหญ่ระดับเฮฟวี่เวต ในแบบ “พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์” ติดต่อ คุณเล็ก เลขที่ 314/421 ดอนเมืองวิลล่า ซอย 3 ถนนสรงประภา 16 แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพฯ 10210 โทรศัพท์ (086) 347-0838 หรือ Facebook/พยาบาลอ้วนบิ๊กไซส์

“ดอยช้าง” กาแฟคุณภาพระดับโลก ผลิตผลของ “ชุมชนกาแฟ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“ดอยช้าง” กาแฟคุณภาพระดับโลก ผลิตผลของ “ชุมชนกาแฟ”

“คนส่วนใหญ่มองดอยช้างว่าคือแบรนด์กาแฟ แต่ที่จริงแล้ว เราคือ ชุมชนกาแฟ นี่คือจุดมุ่งหมาย และยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป”

“ธุรกิจ” คือการลงทุนและให้ผลตอบแทนด้านตัวเงิน แต่ทว่าจุดเริ่มต้นของ “ดอยช้าง” (DOI CHAANG) เงิน กลับไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง แต่ต้องการสร้าง “ชุมชนกาแฟ” สร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชาวไทยภูเขาที่อาศัยอยู่

จนมาถึงวันนี้ เจตนารมณ์ของเขาเป็นจริง ความมุ่งมั่นนำมาสู่ความสำเร็จ คนในชุมชนได้รับโอกาสและคุณภาพชีวิตอันดี สามารถเชิดหน้าชูตาได้อย่างสง่างาม เพราะกาแฟภายใต้แบรนด์ดอยช้าง กลายเป็นกาแฟไทยในแผนที่โลก

สร้างชุมชนกาแฟ

ดูแลคนในชุมชน

จากพื้นที่ดั้งเดิมของหมู่บ้านดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เต็มไปด้วยฝิ่น พืชผิดกฎหมาย แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแนวคิด พร้อมพระราชทานสายพันธุ์กาแฟดีมาให้ปลูกทดแทน พื้นที่แห่งนี้ก็เปลี่ยนไป แต่ด้วยเพราะผู้ปลูกเป็นชาวไทยภูเขา จึงถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ซื้อเมล็ดกาแฟกดราคาต่ำ คุณปณชัย พิสัยเลิศ หรือ อาเดล ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด) ผู้เห็นถึงปัญหาและต้องการแก้ไข จึงได้ปรึกษาหารือกับ คุณวิชา พรหมยงค์ หรือ อาบ๊อ (ต่อมาดำรงตำแหน่ง ประธานบริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด) และ คุณพิษณุชัย แก้วพิชัย (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานที่ปรึกษา บริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด) จึงนำมาสู่การสร้างแบรนด์ ดอยช้าง

“อาเดลในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ต้องการช่วยคนในชุมชน ทำอย่างไรให้ราคากาแฟได้รับการดูแล จึงไปปรึกษากับคุณวิชา และคุณวิชาก็มาปรึกษาผม เราใช้เวลาคุยกันหลายเดือน เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือคนในชุมชนกว่า 1,000 ครอบครัว หรือเกือบๆ 10,000 คน กระทั่งสร้างธุรกิจขึ้นมา รับซื้อกาแฟจากผู้ปลูกโดยประกันราคารับซื้อ ปัจจุบัน ราคาวัตถุดิบ 20 บาท ต่อกิโลกรัม” คุณพิษณุชัย เริ่มเกริ่นเรื่องราว

แม้วันนี้ คุณวิชาจะจากไปราว 2 ปีแล้ว แต่ถือเป็นผู้บุกเบิกและสร้างแบรนด์ดอยช้างให้ผงาดขึ้นมา ซึ่งคุณปณชัย เล่าว่า พื้นที่แห่งนี้มีชาวไทยภูเขาอยู่ 3 ชนเผ่าคือ อาข่า ลีซู และจีนฮ่อ ซึ่งแต่ก่อนปลูกฝิ่น แต่ต่อมาปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ถือว่าเหมาะ แต่เพราะผู้ปลูกคือชาวไทยภูเขา ไม่มีเอกสารทางราชการใดๆ รับรอง จึงถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้รับซื้อ ด้วยราคารับซื้อกิโลกรัมละ 10-12 บาท เท่านั้น

นี่จึงเป็นจุดประกายให้ทั้ง 3 ผู้ก่อตั้ง ร่วมกันเปิดธุรกิจ เพื่อรับซื้อวัตถุดิบจากชาวบ้านในราคายุติธรรม พร้อมๆ กับการสร้างคุณภาพชีวิต คุณภาพสังคม และสิ่งแวดล้อม

“คนส่วนใหญ่มองดอยช้างว่าคือแบรนด์กาแฟ แต่ที่จริงแล้ว เราคือ ชุมชนกาแฟ นี่คือจุดมุ่งหมาย และยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป”

ขายกาแฟเกรดดี

ดูที่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ

ด้วยเพราะคุณพิษณุชัยมีความรู้ด้านทำตลาดไวน์ระดับพรีเมี่ยมมาก่อน จึงมองว่า กาแฟก็น่าจะทำตามกระบวนการนี้ได้ โดยศึกษาตั้งแต่ต้นน้ำ คือ สายพันธุ์ พื้นที่ปลูก คุณภาพดิน สภาพอากาศ ซึ่งมีความเหมาะสม แต่กาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า ต้องอาศัยร่มเงาของป่า ซึ่งขณะนั้นถูกทำลายไปมาก จึงส่งเสริมให้หันมาปลูกไม้คลุมดิน อย่าง สะตอ มะคาเดเมีย ที่ให้ผลผลิตอีกทางหนึ่ง นอกจากจะได้เงินหล่อเลี้ยงครอบครัวแล้ว ยังได้ผืนป่ากลับคืนมาอีกครั้ง”

บัดนี้พื้นที่นับหมื่นไร่กลายเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟคุณภาพพรีเมี่ยม “ตอนนั้นมองว่าถ้าทำธุรกิจกาแฟต้องทำพรีเมี่ยม แต่ว่าคนไทยสมัยนั้นวัฒนธรรมการดื่มกาแฟอาจไม่เท่าคนสมัยนี้ หรืออย่างในกลุ่มผู้ดื่มกาแฟพรีเมี่ยมก็มองว่าต้องแบรนด์ดี และไปตามโรงแรมต่างๆ ฉะนั้น ถ้าจะทำตลาดคนไทยจึงยังคงเป็นเรื่องยาก เราจึงมองว่า อย่างนั้นทำให้ต่างชาติยอมรับก่อน แต่สำคัญคือเราต้องสร้างแบรนด์ขึ้นมา”

ในส่วนของความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการยอมรับในกาแฟดอยช้าง จึงจัดนำวัตถุดิบส่งไปยังสถาบันต่างๆ เพื่อขอใบรับรอง จนกระทั่งปัจจุบันกลายเป็นกาแฟคุณภาพที่หลายสถาบันยอมรับทั้งในไทยและต่างประเทศ ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานระดับสากลจากสถาบันที่รับรองกาแฟชั้นนำของโลก แหล่งเพาะปลูกดอยช้าง ได้รับการขึ้นทะเบียน GI หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย

ราวปี 2547 ก้าวสู่ตลาดส่งออก โดยส่งเมล็ดกาแฟไปยังประเทศไต้หวัน และต่อมาจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้นที่ประเทศแคนาดา ด้วยการร่วมหุ้น ทำให้ตลาดเริ่มขยายไปยังประเทศทั้งในแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา และต่อมาได้ทำตลาดเพิ่มในอีกหลายๆ ประเทศ อย่างที่ประเทศเกาหลี มาเลเซีย ดอยช้างขึ้นแท่นได้รับความนิยม โดยมีสาขาแฟรนไชส์กระจายอยู่นับสิบแห่ง นอกจากนั้น ยังมีร้านกาแฟชาวดอยเปิดให้บริการในประเทศเมียนมา ลาว อินโดนีเซีย สิงคโปร์ หรือโดยรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 300 สาขา

ตลาดนอกไปได้ไกล

ตลาดในไปได้แน่นอน

เมื่อตลาดต่างประเทศเติบโต ตลาดในประเทศก็ไม่ใช่เรื่องยาก มีสาขากว่า 300 แห่ง “ตอนนี้สาขาแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 60 แห่ง คาดว่าอีก 3-4 ปีข้างหน้าคงขยายได้ราว 500-600 สาขา แต่ว่าความต้องการของตลาดมากกว่านั้นเยอะ ตอนนี้เกาหลีจะขอเปิดให้ได้ 500 สาขา เราก็ต้องมาดูกำลังการผลิต อย่างปีนี้กำลังผลิตกาแฟไม่เกิน 3,000 ตัน ถ้าส่งไปเกาหลีก็คงหมดแล้ว จึงต้องเฉลี่ยให้ทุกตลาด”

กับการทำธุรกิจ แน่นอนว่าต้องมีวงเงินลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งคุณปณชัย ว่า ปัจจุบัน ใช้เงินทุนหมุนเวียนกว่า 2 ล้านบาท “ตอนที่ค่อยๆ เริ่มทำธุรกิจ และมีการขยาย เราก็ไม่ได้มีเงินทุนมากมาย จึงต้องอาศัยวงเงินสินเชื่อจากธนาคาร ซึ่งก็ถือว่าได้รับโอกาสจาก บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) ช่วยค้ำประกัน ทำให้ธุรกิจก้าวต่อไปได้

กับระยะเวลาก้าวเดินมากว่า 10 ปี จากพื้นที่ปลูก 500 ไร่ ขยับมาจนถึงวันนี้กว่า 20,000 ไร่ และด้วยความต้องการของตลาดมีมากขึ้นทุกปีๆ อนาคตพื้นที่กว่า 34,000 ไร่ คงเต็มไปด้วยต้นกาแฟ และจะได้ผลผลิตคาดราว 6,000-7,000 ตัน

การปลูกกาแฟ วิธีบริหารจัดการวัตถุดิบ ตลอดจนแปรรูป ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดทั่วโลก องค์ความรู้นี้จึงไม่ถูกปิดกั้น ถ่ายทอดไปสู่พื้นที่ปลูกในดอยอื่นๆ โดยจับมือร่วมกับองค์กรใหญ่ ผลักดันแบรนด์ใหม่ขึ้นมาทำตลาด แน่นอนว่าย่อมนำมาซึ่งผลพวงทางด้านรายได้ แต่ทว่าทั้ง 2 ผู้ประกอบการมองว่า ไม่เท่ากับการสร้างคุณภาพชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม อันดีกลับคืนสู่ชุมชนและประเทศชาติ

“บนพื้นที่แห่งนี้ สิ่งที่เราพบคือ คุณภาพของคนทั้ง 3 ชนเผ่า ที่แต่ก่อนอาจอยู่กันแบบตัวใครตัวมัน พูดคนละภาษา แต่ในวันนี้ทุกคนสมานสามัคคี มีรอยยิ้มจากรายได้ต่อไร่ราว 60,000-70,000 บาท (ครอบครัวละ 5-200 ไร่) และจากเมื่อก่อนที่ต้องก้มหน้าก้มตาไม่กล้าบอกใครว่าเขาคือคนดอย แต่มาวันนี้ยืดอกสง่า เพราะเขารู้ว่าเขาคือผู้ร่วมผลิตกาแฟดีคุณภาพระดับโลก และเราก็ถือว่าเราบรรลุวัตถุประสงค์หลักแล้วคือ สร้างชุมชนให้มีความสุข”

และนี่คือที่มาของชุมชนกาแฟดอยช้าง ชุมชนที่สามารถผลิตกาแฟคุณภาพระดับโลก

เกษตรกรสุพรรณฯ แฮปปี้รายได้งาม ปลูกเมลอนญี่ปุ่นส่งห้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010559&srcday=2016-05-01&search=no

นที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ช่องทางสร้างอาชีพ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

เกษตรกรสุพรรณฯ แฮปปี้รายได้งาม ปลูกเมลอนญี่ปุ่นส่งห้าง

ในการทำเกษตรปัจจุบันนั้น หากจะให้มีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ ประการแรกต้องเลือกพืชผักผลไม้ที่ได้ราคาดีและเป็นที่ต้องการของตลาด มีคุณภาพมาตรฐานในระดับสากล พร้อมกันนั้นต้องมีปัจจัยเรื่องการตลาดมารองรับด้วย ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่าการผลิตเลย

จะเห็นว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ เกษตรกรกลุ่มหนึ่งในหลายจังหวัดหันมาปลูกเมลอน อย่างสุโขทัย กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ฯลฯ เพราะได้ราคาดีมีตลาดรองรับ สามารถส่งขายทั้งในและต่างประเทศ ควบคุมผลผลิตได้ด้วยเทคโนโลยี เรียกว่าเป็นผลไม้ที่มาแรงในเวลานี้จริงๆ ซึ่งแม้การลงทุนจะสูงในช่วงเริ่มต้น แต่ผลตอบแทนที่ได้นับว่าคุ้มค่าทีเดียว

2 ปี ปลูกได้ 7 รอบ

อย่างเกษตรกรที่อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งพื้นที่นี้ไม่มีแม่น้ำหรือแหล่งน้ำทางธรรมชาติไหลผ่าน แต่ก็สามารถปลูกเมลอนในโรงเรือนได้ โดยมีการขุดแหล่งน้ำในพื้นที่ของตัวเอง

ทางบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) พาไปดูแปลงปลูกเมลอนของ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง” ภายใต้การนำของ “คุณอำนาจ แตงโสภา” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแจงงาม ที่ส่งขายในแม็คโคร เพื่อให้เห็นว่าที่นี่ปลูกเมลอนกันอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ ประเภท 2 ปี ปลูกได้ถึง 7 รอบ หรือ 7 คร็อป

คุณอำนาจ ย้อนอดีตให้ฟังว่า ก่อนจะมาปลูกเมลอน เกษตรกรในพื้นที่นี้ปลูกกันมาหลายอย่าง เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ แต่ก็ประสบปัญหานานา กระทั่งมาปลูกเมลอนทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ปัจจุบันทางกลุ่มมีสมาชิกราว 80 คน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 100 ไร่ และยังคงขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้ ตั้งเป้าผลิตเมลอนญี่ปุ่นให้ได้ 70 ตัน ทุกเดือน ซึ่งในการปลูกนี้มีทางบริษัทขายเมล็ดพันธุ์มาให้ความรู้ต่างๆ

ทั้งนี้ เมื่อปี 2549 กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกเมลอนญี่ปุ่นในท้องถิ่น ได้รวมตัวกันจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง” ภายใต้การนำของคุณอำนาจ ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงกว้างว่าเป็น ผู้ผลิตเมลอนญี่ปุ่นในรูปแบบโรงเรือนปิดปลอดสารพิษตกค้าง ตามการรับรองมาตรฐานการจัดการเกษตรที่ดี (GAP) ที่มีคุณภาพรสชาติความหวานเป็นที่ 1

ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง มีปัจจัยหลายอย่าง นอกจากจะมีการเรียนรู้ร่วมกันแล้ว ยังมีการทำงานร่วมกันด้วย ซึ่งในพื้นที่อื่นๆ อาจจะไม่มี นั่นคือ การลงแขก

คุณอำนาจ เล่าว่า ทางกลุ่มได้มีการจัดการผลิตที่เป็นระบบ โดยกำหนดรอบเวรให้สมาชิกแต่ละรายปลูกห่างกัน 4 วัน เพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดตลอดทั้งปี กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้นแบบแห่งนี้ตั้งใจทำงานด้วยความขยันขันแข็ง และมีความสามัคคีปรองดองในกลุ่มสมาชิก ที่ผ่านมาพวกเขามักรวมตัวกันใช้แรงงานร่วมกันที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า “ลงแขก” ไปช่วยผสมเกสรในแปลงปลูกเมลอนของเพื่อนสมาชิก เพื่อให้ได้ผลผลิตทันเวลาและช่วยกันลงแขกเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ทำให้สมาชิกกลุ่มทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากทุกคนต้องการร่วมมือกันพัฒนาเมลอนของชุมชนให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น

ด้วยระบบการปลูกที่ได้คุณภาพและมีตลาดแน่นอน ทำให้เกษตรกรในท้องถิ่นหันมาปลูกเมลอนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยทางกลุ่มจะจัดอบรมความรู้เรื่องการปลูกเมลอนญี่ปุ่นให้แก่เกษตรกรมือใหม่ได้รู้จัก “วงจรชีวิตแตงเมลอน” โดยช่วงวันที่ 1-10 เป็นขั้นตอนการเพาะกล้า ช่วงวันที่ 11-22 เป็นขั้นตอนการตัดแต่งแขนง ช่วงวันที่ 23-25 เป็นระยะผสมเกสร ช่วงวันที่ 26-30 เป็นระยะคัดผลและแขวนลูก ช่วงวันที่ 36-60 เป็นระยะเร่งลูก บำรุงปุ๋ยให้ต้นเมลอนญี่ปุ่นเจริญเติบโตตามที่ต้องการ ช่วงวันที่ 61-70 เน้นเพิ่มความหวานให้ผลเมลอนญี่ปุ่น และช่วงวันที่ 71-75 เป็นระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต

คุณอำนาจ แจงว่า กรณีเป็นเกษตรกรมือใหม่จะแนะนำให้ทดลองปลูก 4 โรงเรือนก่อน โรงเรือนขนาด 3.5×36 เมตร ปลูกได้ 740 ต้น สามารถสร้างรายได้ถึงรอบละ 40,000-45,000 บาท ต่อโรงเรือน อย่างไรก็ตาม การปลูกในครั้งแรกจะมีต้นทุนค่าโรงเรือน ค่าระบบน้ำ ประมาณ 220,000 บาท และมีต้นทุนการปลูกเป็นค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ เฉลี่ยรอบละประมาณ 8,000 บาท เมื่อหักต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด เกษตรกรมือใหม่จะมีโอกาสคืนทุนและได้ผลกำไรภายใน 1 ปี

ชอบอากาศร้อน ใช้น้ำน้อย

ที่ผ่านมาการที่กลุ่มจัดหลักสูตรอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น นับว่ามีส่วนช่วยทำให้เกษตรกรมือใหม่ สามารถผลิตเมลอนญี่ปุ่นคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับของตลาด ภายในเวลา 1 ปี เกษตรกรสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวเมลอนญี่ปุ่นได้ถึง 3 รอบ หากมีการวางแผนจัดการที่ดีบางรายอาจปลูกเมลอนญี่ปุ่นได้ถึง 7 รอบ ภายในระยะเวลา 2 ปี

“การปลูกเมลอนญี่ปุ่น ต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิดพอสมควรเหมือนเลี้ยงดูลูกอ่อน เมลอนญี่ปุ่นเป็นพืชที่ทนอากาศร้อนได้ดี แถมใช้น้ำน้อยไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำที่ใช้ทำนา ใช้เวลาปลูกดูแลเพียงแค่ 75 วันเท่านั้น สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ เมลอนแต่ละผลจะมีน้ำหนักเฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัม แต่ละโรงเรือนจะเก็บผลผลิตออกขายได้ประมาณ 1 ตัน ขายส่งในราคากิโลกรัมละ 53-60 บาท เมลอนญี่ปุ่นนี้ไม่ชอบอากาศหนาวเลย ถ้าเจอหนาวจะทำให้ผลผลิตลดลง” คุณอำนาจ กล่าวและว่า ผู้ที่สนใจปลูกเมลอน ก่อนอื่นต้องรู้ตัวว่าอดทนที่จะอยู่ในโรงเรือนได้หรือเปล่า เพราะจะร้อนมาก ถ้าอดทนไม่ได้จะลำบาก ซึ่งหากใครสนใจจะเรียนรู้การปลูกเมลอนสามารถมาศึกษาได้ที่กลุ่ม โดยคิดค่าใช้จ่ายวันละ 1,000 บาท จะสอนทุกขั้นตอน

สมาชิกกลุ่มทุกคนตั้งใจผลิตเมลอนญี่ปุ่นคุณภาพดีออกจำหน่าย หากผลผลิตไม่หวานไม่ตัดออกขายอย่างเด็ดขาด ทำให้สินค้าเมลอนญี่ปุ่นทุกลูกที่ผลิตจากชุมชนแห่งนี้ มีคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เรียกว่า ผลิตจนไม่ทันกับความต้องการของตลาด สินค้ามีมากเท่าไหร่ก็ผลิตไม่พอขาย

คุณอำนาจ ยืนยันว่า ผลผลิตของกลุ่มแม้จะไม่ได้เป็นออร์แกนิกแต่ก็เป็นเกษตรปลอดภัย สามารถรับประทานได้ไม่ต้องห่วงเรื่องสารตกค้าง แต่หากไปซื้อเมลอนที่วางขายตามข้างทาง ราคาถูก แต่อาจจะไม่ปลอดภัยพราะไม่มีการควบคุมการใช้ปุ๋ยเคมี

ตอนเช้าเหมาะผสมเกสร

สมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคางอีกราย คือ คุณชูศักดิ์ แตงโสภา หรือ “ผู้ใหญ่หมู” เล่าว่า ก่อนหน้านี้ปลูกอ้อยเป็นอาชีพหลักแต่หักค่าใช้จ่ายแล้ว ผลกำไรเหลือไม่มาก ต่อมาปี 2554 เห็นเพื่อนเกษตรกรในชุมชนปลูกเมลอนญี่ปุ่นแล้วได้ผลตอบแทนที่ดี เลยทดลองปลูกเมลอน ปรากฏว่าสามารถคืนทุนได้ตั้งแต่การปลูกรอบแรก จึงขยายพื้นที่ปลูกเมลอนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เขาอธิบายถึงเทคนิคการปลูกเมลอนญี่ปุ่นให้ได้ผลผลิตที่ดีว่า อยู่ที่เทคนิคการผสมเกสรดอกเมลอนในระยะเวลาที่เหมาะสมคือ ตั้งแต่ “07.00-11.00 น.” หลังจากนี้ไม่ได้ผลนัก เพราะพืชคายน้ำ ปัจจุบันทางกลุ่มได้ช่วยกันทำงาน โดยลงแขกผสมเกสรต้นเมลอนญี่ปุ่น ทำให้สมาชิกทุกรายได้ผลผลิตที่ดี โดยทั่วไปดอกเมลอนเป็นดอกสมบูรณ์ คือมีดอกเกสรตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้จะอยู่ระหว่างข้อบนลำต้น การผสมเกสรจะทำในตอนเช้า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ 07.00-09.00 น. โดยเลือกผสมดอกเพียง 2-3 แขนง ต่อต้น อาศัยการจดบันทึกดอกบานหรือจำนวนดอกที่ผสมในแต่ละวัน เพื่อกำหนดวันเก็บเกี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สนใจติดต่อ โทรศัพท์ (081) 924-8192)

ด้าน ผศ.ดร.ชัยณรงค์ รัตนกรีฑากุล ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งเป็นนักวิชาการที่คอยดูแลการปลูกของวิสาหกิจกลุ่มนี้ กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยมีศักยภาพผลิตเมลอนให้ได้ถึงมาตรฐานสากล (GLOBAL G.A.P.) โดยมีเงื่อนไขในการพิจารณาแบ่งออกเป็น 3 ด้านด้วยกันคือ ผลผลิตปลอดภัยได้คุณภาพไร้สารเคมีตกค้าง คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ส่วน “คุณศิริพร เดชสิงห์” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) บอกว่า เมลอนญี่ปุ่น เป็นผลไม้ที่ตลาดต้องการสูง ในแต่ละปี แม็คโครขายเมลอนกว่า 700 ตัน โดยรับซื้อจากเกษตรกรในเครือข่าย ที่ปลูกในจังหวัดสุพรรณบุรี ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 150 ตัน โดยแม็คโครควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน เนื้อแน่น หวาน กรอบ กลิ่นหอมตามธรรมชาติ ควบคุมสภาพดินและน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกในฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ควบคุมโรงคัดบรรจุตามมาตรฐานหลักเกณฑ์วิธีการผลิตที่ดี (GMP) ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างและยาฆ่าแมลง ที่สำคัญ ผลผลิตทุกลูกสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งเพาะปลูก

ฟังข้อมูลแบบนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนคงคิดอยากปลูกเมลอนญี่ปุ่นกันบ้าง ซึ่งมีเกษตรกรหลายรายที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยจากการทำแปลงปลูกเมลอนในโรงเรือน อย่างไรก็ตาม ก่อนลงมือปลูกต้องหาตลาดให้ได้แน่นอนเสียก่อน

ที่นอนตุ๊กตารูปสัตว์ เฟอร์นิเจอร์ไร้โครง หลับสบายสุดฟิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

ที่นอนตุ๊กตารูปสัตว์ เฟอร์นิเจอร์ไร้โครง หลับสบายสุดฟิน

กลุ่มลูกค้า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มบรรดาแม่ที่มีลูกเล็ก เพราะด้วยขนาดที่นอนค่อนข้างกว้าง ทำให้สามารถนอนได้ 2 คน อีก 20 เปอร์เซ็นต์ ซื้อไปใช้งานทดแทนโซฟา เพราะที่นอนดังกล่าวเป็นสินค้าใหม่ที่ก้ำกึ่งระหว่างที่นอนกับโซฟา

ฟินหนักมากหากได้ล้มตัวลงนอนบนที่นอนนุ่มๆ ท่ามกลางบรรยากาศเย็นสบาย ไปพร้อมๆ กับได้กอดตุ๊กตาตัวโปรดสุดเลิฟ ล่าสุด มีคนไทยไอเดียดี รวมความสุขเหล่านั้นมาไว้ที่ตุ๊กตายักษ์ หรือที่นอนตุ๊กตารูปสัตว์ ชนิดว่าถ้าเด็กเห็น ร้อยทั้งร้อยต้องกระโดดขึ้นมาเล่นสนุก คุณสาวๆ อยากล้มตัวลงนอน ส่วนชายหนุ่มก็สามารถใช้ที่นอนตุ๊กตานี้ได้ ชนิดไม่ต้องกังวลใครจะล้อว่าไม่แมนเล่นตุ๊กตา

มีมี่ ไบร์ท (Meemie Bright) เป็นการประยุกต์ระหว่างที่นอนกับตุ๊กตาได้อย่างลงตัว สำหรับที่นอนตุ๊กตารูปสัตว์ สินค้าที่ก้ำกึ่งระหว่างที่นอนกับโซฟา เฟอร์นิเจอร์ไร้โครงใช้งานได้หลากหลาย ไอเดียทำเงินของหญิงสาวที่ได้แนวคิดการทำธุรกิจ มาจากการต่อยอดของเดิมที่มีอยู่ ให้กลายเป็นของใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม แถมโดนใจตลาด สร้างรายได้แต่ละเดือนเป็นแสน

ตุ๊กตายักษ์ ยังไม่มีคนไทยทำ

เริ่มคนแรก เมื่อ 3 ปีที่แล้ว

คุณนันท์ณภัส ลิ้มพีรภาสโภคิน หรือ คุณขวัญ หญิงสาววัย 33 ปี เธอมาพร้อมแนวคิดการทำธุรกิจด้วยการต่อยอดของเดิมที่มีอยู่ ให้กลายเป็นของใหม่ที่ไฉไลกว่าเดิม แถมโดนใจตลาด สร้างรายได้แต่ละเดือนถึงหลักแสน ไอเดียธุรกิจดังกล่าวเกิดขึ้นจากการไปเดินห้างสรรพสินค้าเมื่อ 3 ปีที่แล้ว

เธอเล่าว่า ตอนไปเดินห้างสรรพสินค้า เห็นตุ๊กตาตัวใหญ่ซึ่งราคาขายต่อตัวสูงราว 7,000-8,000 บาท ใช้ประโยชน์ “กอด” ได้อย่างเดียว รู้สึกเทียบกับราคาแล้วไม่คุ้ม เลยปิ๊งไอเดียขึ้นมาว่า หากประยุกต์ระหว่างตุ๊กตากับที่นอน ให้มาอยู่รวมกันได้คงจะดี เรื่องราวธุรกิจทั้งหมดเลยกำเนิดขึ้น

แวบเดียวที่ไปเดินเล่นในห้างสรรพสินค้า หญิงสาวได้ไอเดียทำเงิน กลับมาขบคิด จากวันนั้นจนถึงวันนี้ แบรนด์ “มีมี่ ไบร์ท-Meemie Bright” กลายเป็นผู้ผลิตที่นอนรูปสัตว์รายแรกของไทย พร้อมจดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อย

หลังจากที่คุณขวัญคิดจะทำที่นอนรูปตุ๊กตา เธอใช้เวลาศึกษาตลาด และทดลองทำที่นอนดังกล่าวราว 4 เดือน และจากผลการศึกษา พบว่าในไทยยังไม่มีใครทำ เท่าที่มีขายล้วนนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งคุณภาพยังไม่ตรงกับความต้องการของเธอที่ต้องการงานดีมีคุณภาพ และมีดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ คุ้มค่าแก่การใช้งานอย่างแท้จริง ฉะนั้น ยิ่งมองเห็นโอกาสจากช่องว่างตรงนี้

ใส่ใจทุกขั้นตอน

คัดสรรทุกอย่างพรีเมี่ยม

สำหรับขั้นตอนการทำ เธอเริ่มจากออกแบบที่นอน โดยวาดเป็นตัวการ์ตูนรูปสัตว์ เน้นความน่ารักสดใส เป็นสัตว์ที่คนจดจำง่าย เช่น สุนัข แมว กระต่าย หมี และช้าง หลังจากออกแบบเสร็จ ตัดผ้าขึ้นลาย จากนั้นมาเย็บด้วยเทคนิคพิเศษ ลงบนผ้าขนสัตว์เทียม ด้านในอัดด้วยใยบอลโพลีเอสเตอร์ เกรดพรีเมี่ยม ที่มีการปักยึดใยด้านในเบาะเพื่อความหนานุ่ม และเป็นผืนเดียวกัน หนาประมาณ 1 ฟุต น้ำหนักราว 20 กิโลกรัม เส้นใยไม่จับกันเป็นก้อน สปริงตัวได้ดี ให้สัมผัสนุ่มสบาย ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลาย มีการใช้งานที่ยาวนาน

คุณสมบัติของวัสดุที่คุณขวัญเลือกใช้ ผ้าขนสัตว์เทียมเกรดพรีเมี่ยม ให้ความนุ่ม สบายผิว เหมาะกับผิวเด็ก นำเข้าจากประเทศเกาหลี ไม่หลุดร่วงง่าย คงสีสันได้ยาวนานแม้ผ่านการซักทำความสะอาดหลายครั้ง มีความยืดหยุ่นสูง ตอบสนองประสิทธิภาพการนอนทุกอิริยาบถ สามารถถอดปลอกไปซักในเครื่องซักผ้าได้ ส่วนด้านในที่อัดด้วยใยบอลโพลีเอสเตอร์ แนะนำให้มีการตบๆ เดือนละครั้ง เพื่อให้ใยพองตัว

สำหรับที่นอนตุ๊กตารูปสัตว์ของ Meemie Bright มีขนาดกว้าง 135 เซนติเมตร ยาว 200 เซนติเมตร หนา 30 เซนติเมตร น้ำหนักรวมประมาณ 25 กิโลกรัม ปลอกที่นอนมีซิปยาวด้านข้าง ตั้งแต่หัวถึงปลายที่นอน ถอดซักได้ ที่ตัวเบาะด้านในมีซิป 4 ด้านไว้สำหรับเพิ่มใยบอลโพลีเอสเตอร์ด้วยตัวเอง ที่นอนจะมีถุงหน้าท้องบุด้วยผ้าซาตินเพื่อให้สอดตัวเข้าไปได้ คล้ายผ้าห่ม ให้ความอบอุ่น พร้อมหมอนข้างน่ารักน่ากอด มีผ้าคลุมสำหรับกันฝุ่นกรณีไม่ได้ใช้งาน มีถุงผ้าร่มสำหรับเก็บตัวที่นอน กรณีต้องการขนย้ายหรือเก็บที่นอน

ด้านกลุ่มลูกค้า 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นกลุ่มบรรดาแม่ที่มีลูกเล็ก เพราะด้วยขนาดที่นอนค่อนข้างกว้าง ทำให้สามารถนอนได้ 2 คน อีก 20 เปอร์เซ็นต์ ซื้อไปใช้งานทดแทนโซฟา เพราะที่นอนดังกล่าว เป็นสินค้าใหม่ที่ก้ำกึ่งระหว่างที่นอนกับโซฟา เฟอร์นิเจอร์ไร้โครง ปลอดภัย ใช้งานได้หลากหลาย

ในส่วนของกำลังการผลิต ปัจจุบัน คุณขวัญผลิต 30 ตัว ต่อเดือน และทางโรงงานสามารถผลิตแม็กซิมั่มสูงสุดได้ถึง 100 ตัว ต่อเดือน ราคาขายที่นอนทุกแบบอยู่ที่ 25,900 บาท พร้อมจัดส่งถึงบ้าน โดยทางร้านจะซักปลอกที่นอนรูปสัตว์ให้ก่อนส่งมอบให้ลูกค้าทุกครั้ง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การหาตลาด เจ้าของกิจการรายนี้เลือกใช้วิธีไปออกบู๊ธ งานแฟร์ งานอีเว้นต์ต่างๆ ทั้งนี้เพื่อให้ลูกค้าได้สัมผัสสินค้าจริงก่อนตัดสินใจซื้อ และมองโอกาสเติบโตในตลาดต่างประเทศด้วย

ติดต่อ Meemie Bright โทรศัพท์ (095) 824-4261, (081) 789-4856