เฟซบุ๊ก ช่องทางค้าขายแห่งยุค “สะตอ” ก็ไม่มีข้อจำกัด!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07043010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ช่องทางสร้างอาชีพ

เมดาริน กฤษณะราช

เฟซบุ๊ก ช่องทางค้าขายแห่งยุค “สะตอ” ก็ไม่มีข้อจำกัด!

กลุ่มลูกค้าหลัก น่าจะเป็นพวกชาวใต้ที่ไปทำงานที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคกลาง แต่ติดที่เรื่องการขนส่งที่ลำบาก จึงเกิดความคิดในการนำสะตอมาแกะและตัดส่งให้กับลูกค้าผ่านทาง EMS

หากพูดถึงอาหารปักษ์ใต้ หลายคนมักนึกถึงเมนูอาหารที่มีผักพื้นบ้านทางภาคใต้อย่าง “สะตอ” เพราะสะตอได้ชื่อว่าเป็นผักยอดนิยมที่คนใต้นำมาปรุงเป็นอาหารรับประทานกัน ไม่ว่าจะเป็นการนำสะตอสดๆ มาจิ้มกับน้ำพริก นำสะตอไปผัดกับกะปิใส่หมูสับหรือใส่กุ้ง หรือว่าจะนำไปประกอบเป็นอาหารอย่างอื่นก็ล้วนแล้วแต่หรอยจังฮู้ถูกปาก

และจากการสอบถามไปยังเจ้าของกิจการ “สะตอ EMS” จึงทราบว่า สะตอนั้นราคาดี เพราะความนิยมในการรับประทานไม่เฉพาะแต่คนใต้หรือชาวปักษ์ใต้เท่านั้น คนภาคกลางหรือภาคอื่นๆ นิยมรับประทานกันอย่างแพร่หลาย ตลาดผู้บริโภคขยายตัวออกไปกว้างขวางเช่นกัน

คุณแบงค์-ณรงศักดิ์ โชติช่วง อายุ 30 ปี เจ้าของ ชมจันทร์ บีช รีสอร์ท จังหวัดระนอง ที่หันมาทำธุรกิจขายส่งสะตอผ่านเฟซบุ๊ก แจงให้ฟังว่า ตนเองพื้นเพเป็นคนจังหวัดระนอง ที่ผูกพันกับสะตอมาเป็นเวลา 10 กว่าปี โดยมีพื้นฐานมาจากที่ครอบครัวมีอาชีพเป็นพ่อค้าขายสะตออยู่แล้ว บวกกับมีญาติเยอะ คนส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนสะตอ พอถึงหน้าสะตอ ผลผลิตออกมามาก ชาวสวนไม่รู้จะเอาไปขายที่ไหน คุณพ่อของเขาเลยอยากช่วยเหลือชาวสวนในการระบายของที่มีเยอะจนไม่สามารถขายในจังหวัดระนองได้ จึงตัดสินใจเริ่มรับซื้อสะตอโดยไปขายต่อที่ภูเก็ตและหาดใหญ่

“หลักๆ สะตอของเรามาจากเกาะพยาม เป็นสะตอ 2 สายพันธุ์คือ สะตอดานและสะตอข้าว สะตอดานมีลักษณะตรงกันข้ามกับสะตอข้าวคือ เมล็ดใหญ่ ฝักใหญ่ตรง เปลือกหนา และกลิ่นฉุนแรง นิยมนำมาประกอบอาหาร เช่น ใช้เป็นผักแกง ผัดผัก

ส่วนสะตอข้าว มีลักษณะฝักบิดเล็ก เรียวยาว เมล็ดเล็ก เปลือกบาง กลิ่นฉุนน้อย รสชาติออกหวานๆ มันๆ นิยมรับประทานสดเป็นผักเหนาะและผักเคียง ซึ่งสะตอจะเริ่มออกผลผลิตให้เราได้รับประทานกันตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนสิงหาคม” คุณแบงค์ เล่า

ต่อมาคุณแบงค์เริ่มมองเห็นช่องทางการขายผ่านโซเชียลที่กำลังมาแรง จึงได้เปิดช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านทางเฟซบุ๊ก ที่ใช้ชื่อว่า “สะตอ EMS” เพิ่งเปิดขายมาได้ไม่นาน และคิดว่าน่าจะเป็นช่องทางในการขยายตลาดได้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีลูกค้าเข้ามาสั่งเป็นจำนวนมากเหมือนกัน

ซึ่งโดยปกติสะตอเป็นที่นิยมของคนใต้อยู่แล้ว คุณแบงค์เลยมองว่าทางภาคเหนือไม่น่าจะนิยมรับประทานกัน เพราะฉะนั้น กลุ่มลูกค้าหลัก น่าจะเป็นพวกชาวใต้ที่ไปทำงานที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน หรือภาคกลาง แต่ติดที่เรื่องการขนส่งที่ลำบาก จึงเกิดความคิดในการนำสะตอมาแกะและตัดส่งให้กับลูกค้าผ่านทาง EMS แทน

สำหรับราคาขาย “สะตอ EMS” จะแยกเป็น สะตอแกะแล้ว อยู่ที่กิโลกรัมละ 200-250 บาท ราคาแปรผันตามฤดูกาล แต่ถ้าเป็นสะตอตัด คือสะตอดิบๆ เหมือนเดิมเพียงแค่นำมาตัด เพื่อให้ลดปริมาณน้ำหนักให้น้อยที่สุดในการจัดส่ง EMS ซึ่งราคาจะอยู่ที่กิโลกรัมละ 150-300 บาท

ในมุมมองของคุณแบงค์มองว่า สะตอของเกาะพยาม คงเหมือนกับทุกๆ ที่ แต่เพียงแค่เป็นเรื่องราวมากกว่าที่ตัวเขาสร้างขึ้นมาให้แม่ค้าเห็นว่าเขาอยากที่จะช่วยชาวสวนจริงๆ ไม่ได้ต้องการหวังผลกำไรอะไรมากมาย

ความต้องการของคุณแบงค์ในอนาคต อยากที่จะรักษาคุณภาพของสะตอเพื่อให้ลูกค้ามีรับประทานได้ตลอดทั้งปี และอยากช่วยชาวสวนไม่ให้ถูกกดราคามากจนเกินไป

หากใครสนใจ อยากจะรับประทานสะตอจากจังหวัดระนอง ในแบบของคุณแบงค์ สามารถติดต่อได้ทาง Facebook/สะตอ EMS

สยาม บานาน่า บุกแดนโสม เพิ่มไส้มะม่วง-ทุเรียน ผูกใจต่างชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07045010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

สยาม บานาน่า บุกแดนโสม เพิ่มไส้มะม่วง-ทุเรียน ผูกใจต่างชาติ

ถึงตอนนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักขนมสัญชาติไทย “สยาม บานาน่า” (SIAM BANANA) ที่มีหน้าตา รสชาติคล้ายคลึงกับขนมชื่อดังของญี่ปุ่น โตเกียว บานาน่า เพราะจากกรณีพิพาทระหว่างเซเว่นอีเลฟเว่น กับ คุณพลอย-พลอยไพลิน ศรีเฉลิม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทริปเปิ้ล เพาเวอร์ โซลูชั่น จำกัด เจ้าของขนม สยาม บานาน่า ทำให้ผู้บริโภคได้รู้จัก และได้ลิ้มลองขนมที่ได้ชื่อว่า โตเกียว บานาน่า เมืองไทย

ล่าสุด ขนมสัญชาติไทยยี่ห้อนี้ โด่งดังจนทำให้ทางเกาหลีใต้สนใจที่จะนำไปวางขายในแดนโสม

คุณพลอย เล่าความคืบหน้าของธุรกิจให้ฟังว่า เดิมทำรสออริจินอลคือ รสกล้วยหอม นอกนั้นเป็นรสกาแฟ และรสช็อกโกแลต ราคาขายกล่องละ 220 บาท 1 กล่อง มี 8 ชิ้น ตอนนี้เพิ่มมาอีก 2 รสชาติคือ ไส้มะม่วงและไส้ทุเรียน ราคากล่องละ 345 บาท มี 8 ชิ้น สรุปแล้ว มีรวม 5 รสชาติ และไส้ใหม่ล่าสุดที่กำลังจะออกมาคือ ไส้สับปะรด ซึ่งมีวางขายอยู่หลายแห่งอย่าง ท็อปส์ สยามพารากอน เอ็มโพเรียม บนเครื่องบินของสายการบินแอร์เอเชีย ฯลฯ และกำลังเจรจากับทางคิง เพาเวอร์

ทัวร์จีน ลูกค้ารายใหญ่

ทั้งนี้ สยาม บานาน่า เป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวจีนมาก โดยนิยมซื้อรสชาติทุเรียนกับมะม่วงมากที่สุด ซึ่งหากในท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต แห่งไหนมีทัวร์จีนลง สยาม บานาน่า จะขายดีเป็นพิเศษ แตกต่างจากสาขาที่ไม่มีทัวร์จีนลงอย่างชัดเจน

เธอว่าในบ้านเรา ทุเรียนเป็น King of Fruit ยังไงก็อยู่ในใจของคนจีน และมาเลเซีย-สิงคโปร์ ก็ชอบเช่นกัน โดยใช้ทุเรียนหมอนทอง เกรด A และมะม่วงจากจันทบุรี แต่ลูกค้าคนไทยก็ยังชอบรสชาติดั้งเดิม ตามด้วยรสกาแฟ และรสช็อกโกแลต

ปัจจุบันมีโรงงานผลิตอยู่ 2 แห่งคือ ที่ย่านประชาชื่นและที่บางบัวทอง รวมงบลงทุนทั้งหมด 7-8 ล้านบาท มีพนักงานประมาณ 30 คน คาดว่าจะคืนทุนได้ภายในปีนี้ ซึ่งธุรกิจนี้มี 2 หุ้นส่วน โดยตัวคุณพลอยเป็นหุ้นส่วนใหญ่

เธอได้นำปัญหาการทำธุรกิจไปปรึกษา ดร.วิริยะ ลิขิตวงศ์ ผู้อำนวยการหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยเล่าว่า ปัญหาอย่างหนึ่งของสยาม บานาน่า คือ อายุของขนมที่อยู่ได้แค่ 3 เดือน จึงเป็นอุปสรรคต่อการส่งไปขายในต่างประเทศ แม้ว่าจะมีหลายประเทศสนใจ แต่ติดปัญหานี้เพียงอย่างเดียว จึงได้ไปปรึกษาและขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารและการแปรรูป เพื่อให้ขนมมีอายุถึง 6 เดือน หรือ 1 ปี

นอกจากจะวางขายในห้างต่างๆ ในบ้านเราแล้ว คุณพลอยยังขายทางออนไลน์ด้วย อย่างที่เจ้าตัวแจงว่า

“ลูกค้าที่รับของพลอยไป คือลูกค้าที่รับทางไอจี แล้วก็ลูกค้าที่ทำตลาดออนไลน์ เขาขายออนไลน์ที่ประเทศเขา แล้วมาซื้อจากพลอยไป แต่ถามว่า มองตลาดต่างประเทศไหม มองค่ะ ตอนนี้ก็เตรียมขอเครื่องหมายต่างๆ เพื่อส่งออก อย่างเช่น ได้บัตรประจำตัวผู้ส่งออกต่างประเทศเรียบร้อยแล้ว รวมทั้งเครื่องหมายฮาลาล”

ว่าไปแล้วเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างเธอกับเซเว่นฯ ก็มีผลดีเหมือนกัน เพราะทำให้ผู้คนรู้จักมากขึ้น และทำให้ได้ขายบนเครื่องบินของสายการบินแอร์เอเชีย แค่คืนเดียวเท่านั้นก็ทำให้ผู้คนรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นที่มาเลเซียหรือสหรัฐอเมริกาก็ตาม

เจ้าของสยาม บานาน่า ระบุว่า เกาหลีใต้น่าจะเป็นประเทศแรกที่ส่งออกไปขาย ขณะที่ประเทศอื่นยังเจรจากันไม่เสร็จ ส่วนสาเหตุที่ทำไมเกาหลีถึงมาสนใจสยาม บานาน่า ทั้งที่อยู่ใกล้กับประเทศญี่ปุ่น ต้นตำรับในการผลิตโตเกียว บานาน่า นั้น ประเด็นนี้ คุณพลอย อธิบายให้ฟังว่า “พลอยก็ถามเขาเป็นคำถามแรกว่า ทำไมคุณถึงเลือกสยาม บานาน่า คือคนที่ติดต่อมาเป็น Distributor ที่ติดต่อนำสินค้าไปลงในร้านซียู กับ ลอตเต้มาร์ท เขาบอกว่า เขาสนใจสยาม บานาน่า เพราะคนเกาหลีนิยมสินค้าไทย โดยเขาต้องการออริจินอลกับไส้มะม่วง”

เธอว่า เรื่องไส้ขนมนั้น ทางลูกค้าคนจีนและคนญี่ปุ่น อยากให้ทำไส้มังคุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องทดลองก่อน

คุณพลอย ให้ข้อมูลว่า “หลังจากสยาม บานาน่า ขายดี ทางโตเกียว บานาน่า ก็บอกว่าดีใจที่เห็นเรามีแรงบันดาลใจจากเขา เพราะพลอยมีแรงบันดาลใจจากโตเกียว บานาน่า จึงมาทำสยาม บานาน่า ที่ผ่านมายังไม่เคยไปดูธุรกิจของโตเกียว บานาน่า เลย แต่โดยส่วนตัวพลอยชื่นชอบสินค้าเขา และติดตามสินค้าของเขามาตลอด ซึ่งตอนนี้มีหลายผลิตภัณฑ์ มีไส้สตรอเบอร์รี่ด้วย เป็นแบรนด์ที่คนรู้จักทั่วโลก ปีหนึ่งขายได้ 2,400 ล้านบาท”

รอผลเจรจากับคิง เพาเวอร์

เธอย้ำด้วยว่า การทำขนมไส้กล้วยหอมเพราะกล้วยบ้านเรามีชื่อเสียงไปทั่วโลก กล้วยประเทศไทยมีคุณประโยชน์ มองว่าต้นทุนของสยาม บานาน่า กับ โตเกียว บานาน่า ต่างกัน และขนาดธุรกิจต่างกัน ของสยาม บานาน่า เล็กกว่าเยอะมาก ในการซื้อวัตถุดิบแต่ละตัวค่อนข้างต่างกัน เพราะว่าไซซ์ธุรกิจที่ใหญ่กว่า ซื้อวัตถุดิบในราคาที่ถูกกว่าแน่นอน

ทั้งนี้ เธอให้เหตุผลในการสั่งซื้อแป้งสาลีจากอเมริกาว่า จริงๆ เป็นแป้งเค้กที่มีส่วนผสมของแป้งสาลี ไม่ใช่ว่าของไทยไม่ดี แต่เมื่อนำมาทำขนมแล้วกระด้าง ไม่นุ่มเท่ากับของอเมริกา ส่วนน้ำตาลที่ทำไส้ ถ้าจะให้สินค้าหรือเค้กอายุยืนกว่าปกติ ต้องลดความชื้น ซึ่งน้ำตาลที่ใช้ไม่มีความชื้น ทำให้ต้นทุนสูงกว่า เพราะน้ำตาลทั่วไปกิโลกรัมละ 20-30 บาท แต่น้ำตาลที่ใช้อยู่ กิโลกรัมละ 67 บาท

“พลอยทำขนมโตเกียว บานาน่า เพราะความชอบ เวลาไปญี่ปุ่นจะซื้อมาครั้งละ 3 กล่อง กล่องละ 1,800 บาท พอมาทำของตัวเองก็พัฒนาสูตรเพื่อให้หวานน้อยลง และใช้วัตถุดิบเกรดเอทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นแป้ง หรือไข่ซีลีเนียม และผลไม้ เน้นให้เป็นขนมที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สินค้าของพลอยจึงเป็นเกรดพรีเมี่ยม”

คุณพลอย บอกว่า เคยรับประทานขนมแบบเดียวกันของเลอ แปง ค่ายซีพี “ถ้าถามพลอย ก็ต้องเชียร์แบรนด์ตัวเอง เพราะรสชาติไม่เหมือนกัน แล้วแต่ความชอบของลูกค้ามากกว่า พลอยไม่ได้คิดว่าจะเป็นคู่แข่งอะไรกับใคร แต่ก็แตกต่างกัน เรื่องราคาด้วย เพราะของสยาม บานาน่า ขายชิ้นละ 27 บาท ส่วนของเลอ แปง ขายชิ้นละ 12 บาท อย่างที่พลอยบอกว่า ไซซ์ธุรกิจต่างกัน ต้นทุนต่างกันแน่นอน บริษัทเราไม่มีนมเป็นของตัวเอง พลอยต้องซื้อนม ซื้อไข่ ธุรกิจเราเล็กกว่าเขาเยอะ”

สำหรับในปีนี้คุณพลอยย้ำว่า จะเพิ่มช่องทางการตลาดให้มากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการเพิ่มยอดขายผ่านทางออนไลน์ด้วย ซึ่งจะกำไรดีกว่าส่งขายในห้าง เพราะค่าขนส่งลูกค้าเป็นคนออกเงินเอง ทั้งนี้ ยอมรับว่าการทำตลาดในประเทศนั้นยาก อย่างที่คิง เพาเวอร์ ก็ติดต่อกันมาเป็นปีแล้วก็ยังไม่ได้เข้าไปขายสักที รวมถึงการเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวจีนในจุดที่มีทัวร์ลงจำนวนมาก เนื่องจากต้องมีคอนเน็กชั่น และการเข้าไปวางขายในห้างด้วยเพราะต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงมาก

“พลอยตั้งเป้าให้ขายได้เดือนละ 10 ล้านบาท แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเป้า ที่ผ่านมาพลอยได้ติดต่อผู้เชี่ยวชาญในการยืดอายุขนมเพื่อให้เก็บได้นานกว่า 3 เดือน แต่ก็ยังทำไม่ได้ เพราะเป็นโจทย์ที่ยากมากเนื่องจากจะต้องใช้วัตถุดิบอย่างดีและให้อร่อยเหมือนเดิม ขณะที่การยืดอายุโดยทั่วไปจะต้องใช้ของปลอมอย่างเช่นนมปลอม และในกระบวนการผลิตต้องใช้เครื่องจักรทั้งหมด ไม่ให้สินค้าโดนมือคนเลย เห็นเป็นสินค้าที่ทำจากกล้วย เป็นขนมกล้วยๆ แต่ในความเป็นจริงวิธีการทำไม่ได้กล้วยเลย”

แนะต้องเพิ่มช่องทางการขาย

เจ้าของขนมสยาม บานาน่า เล่าว่า ปัญหาขนมมีอายุ 3 เดือน ทำให้เป็นอุปสรรคในการส่งออก ทั้งที่มีหลายประเทศต้องการนำเข้าไปขายแต่ติดปัญหานี้ ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม ฮ่องกง อย่างไรก็ตาม มีนักธุรกิจที่มาเลเซียและสิงคโปร์ติดต่อขอให้ไปเปิดโรงงานผลิตที่นั่น แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย อย่างการขอเครื่องหมาย อย. ก็ยากกว่าบ้านเราเสียอีก นอกจากนี้ การทำขนมดังกล่าวต้องใช้คน ทางอินโดนีเซียก็สนใจ แต่ก็กลัวว่าพอได้โนว์ฮาวหมดสัญญาแล้วจะหันไปผลิตเอง

ทางด้าน ดร.วิริยะ ให้ความเห็นว่า สิ่งสำคัญที่ทางสยาม บานาน่า จะต้องทำมี 3 ข้อหลักๆ คือ 1. พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณค่าเพิ่มทางการตลาดมากกว่าที่จะเป็นของฝากเพียงอย่างเดียว 2. ในทางการตลาดนั้นจะต้องมีการวางแผนพัฒนาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้น และจะต้องมีจุดขายที่เข้มแข็งในระดับภูมิภาค โดยจะต้องสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดให้เกิดความจงรักภักดีต่อแบรนด์ ประเภทใครมาเมืองไทยต้องซื้อสยาม บานาน่า กลับไป 3. เมื่อวางตำแหน่งสินค้าเป็นของฝาก จะต้องมีช่องทางการขายที่ชัดเจนและมีจุดขายมีบริการที่หลากหลาย อาทิ แพ็กเกจจิ้งที่ทำขึ้นสามารถซื้อได้ในสนามบินและหิ้วขึ้นเครื่องไปได้เลย หรือมีบริการดีลิเวอรี่ สั่งซื้อได้สะดวก

สำหรับข้อเสนอแนะของนักศึกษาในหลักสูตรวิชาชีพที่ปรึกษาธุรกิจ กลุ่ม 4 ได้เสนอว่า ในระยะสั้นทางสยาม บานาน่า ควรวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เป็นสินค้าฝากสำหรับนักท่องเที่ยวเอเชียที่มาเที่ยวเมืองไทย โดยเพิ่มยอดขายจากการเพิ่มช่องทางจำหน่ายที่เน้นเจาะตลาดนักท่องเที่ยวทั้งในร้านขายของฝากและร้านค้าทั่วไปตามแหล่งท่องเที่ยว อย่างเช่น วัดพระแก้ว วัดร่องขุน ตลาดน้ำ สนามบิน เป็นต้น รวมทั้งร้านค้าในโมเดิร์นเทรด พร้อมกับสร้างการรับรู้สินค้าผ่านสื่อออนไลน์ รวมทั้งทำกิจกรรมผ่านกลุ่มทัวร์ แหล่งท่องเที่ยวเพื่อสร้างการเป็นสินค้า “Thailand Best” ที่ต้องซื้อกลับในกลุ่มนักท่องเที่ยว ส่วนระยะยาว ยังต้องพัฒนาสินค้าของฝากอื่นๆ ที่ทำจากวัตถุดิบในเมืองไทย และขยายสู่ตลาดการส่งออกต่อไปในอนาคต

ขายชุดไทย ใส่เล่นสงกรานต์ ไอเดียเด็ด โดนใจวัยโจ๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0738150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

ช่องทางสร้างอาชีพ

เมดาริน-ณัฏฐ์ฤดี

ขายชุดไทย ใส่เล่นสงกรานต์ ไอเดียเด็ด โดนใจวัยโจ๋

หลังจากเปิดร้านออนไลน์ได้แค่ 1 สัปดาห์ ปรากฏผลตอบรับดีมาก ไม่กี่วันมีคนเข้ามากดไลก์ให้ถึง 21,676 คน และมีออร์เดอร์สั่งเข้ามาทุกวัน ล่าสุดวันเดียว 300 ชุด ลูกค้าเป็นกลุ่มวัยรุ่น ทั้งชาย-หญิง ที่สนใจอยากนำไปใส่เอง เพื่อเล่นน้ำวันสงกรานต์

จากกรณี คุณวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ออกมาแถลงเกี่ยวกับนโยบายของ กทม. ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่จะขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการงดแจกน้ำให้กับลูกค้า เนื่องจากปีนี้ประเทศไทยประสบภัยแล้งอยู่ ทั้งยังเรียกร้องให้ประชาชนตระหนักถึงการเล่นน้ำสงกรานต์อย่างประหยัด พร้อมแนะนำให้ใช้กระบอกฉีดน้ำแบบละออง หรือ “ฟ็อกกี้” แทนการสาดน้ำ หรือแทนปืนฉีดน้ำ เพราะใช้น้ำน้อยกว่ามากนั้น

คุณอภิณุ วิริยกอบกุล เจ้าของร้าน “ทุกอย่าง 20 บาท” ย่านสายไหม ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับบรรยากาศค้าขายภายในร้าน “ทุกอย่าง 20 บาท” ของเขา หลังจาก กทม. ชักชวนให้คนหันมาใช้ “ฟ็อกกี้” ช่วงสงกรานต์ว่า ตอนนี้ลูกค้ายังเงียบอยู่ อาจเพราะยังไม่ถึงเทศกาลและร้านของตนก็เพิ่งเปิดได้ไม่นาน

อย่างไรก็ตาม โดยปกติที่ร้านมี “ฟ็อกกี้” ขายอยู่แล้ว และเมื่อเห็นนโยบายของ กทม. เลยสั่งมาขายเพิ่มบ้าง แต่ไม่มากแค่ราว 7 โหล เพราะอยากขอดูความเป็นไปได้ก่อน ทั้งนี้ มีการสั่งซื้อจากโรงงานพลาสติกในไทย โดยรวมกลุ่มกับเพื่อนที่เปิดร้านทุกอย่าง 20 บาทเหมือนกัน สั่งซื้อพร้อมกันเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง

สำหรับ “ฟ็อกกี้” ที่สั่งมาจำหน่าย จะเลือกพลาสติกที่ได้คุณภาพ มีทั้งขนาด 550 ซีซี แบบขุ่น และ ขนาด 750 ซีซี แบบใส แถมมีสีต่างๆ ให้เลือกกว่า 6 สี ขายในราคา 20 บาท แต่เท่าที่ทราบสินค้าแบบเดียวกันในห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่ขายราคา 40-50 บาท

“การใช้ฟ็อกกี้เล่นน้ำสงกรานต์คิดว่าไม่แตกต่างกับการเล่นปืนฉีดน้ำ แถมยังช่วยให้ประหยัดน้ำ หากเล่นเสร็จสามารถนำมาใช้ต่อได้ เชื่อว่าช่วงวันสงกรานต์ปีนี้ คนจะนำมาเล่นกันเยอะ และหากมีคนดังถ่ายภาพเล่นน้ำสงกรานต์ด้วยฟ็อกกี้ อาจเกิดกระแสเลียนแบบแน่นอน” คุณอภิณุ กล่าว

อีกฟากหนึ่ง อย่าง ร้านขายปืนฉีดน้ำกระบอกโตนั้น ได้รับอานิสงส์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดย คุณจันทนา กำลัง อายุ 38 ปี เจ้าของร้าน 888 shop จำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ด อย่าง ของเล่น เครื่องครัว เครื่องเขียน และสินค้าทำจากพลาสติกทุกอย่าง แบบ “ขายส่ง” ผ่านทางเว็บไซต์ เผยว่า เปิดกิจการนี้มาได้ 3 ปีเศษแล้ว พร้อมทั้งจำหน่ายสินค้าตามเทศกาลต่างๆ

อย่างช่วงสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ทางร้านได้เริ่มสั่งปืนฉีดน้ำแทบทุกขนาด มาขายผ่านทางออนไลน์ตั้งแต่ช่วงปลายมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ลูกค้าได้เตรียมอุปกรณ์สำหรับเล่นน้ำ แต่หลังจากที่ กทม. มีนโยบาย “ฟ็อกกี้” ออกมา ทำให้ยอดสั่งซื้อลดลงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าลดลงมากอย่างเห็นได้ชัด

“ถึงปืนฉีดน้ำของเราขายไม่ได้ก็ไม่ส่งผลกระทบต่ออะไรมากมาย เพราะยังมีสินค้าอย่างอื่นอีกหลากหลาย และถึงอย่างไรน้ำก็สำคัญสำหรับคนไทยมากกว่า จึงอยากให้ช่วยกันประหยัดน้ำอย่างจริงจังด้วย” เจ้าของร้าน 888 shop กล่าว

ยังอยู่กับบรรยากาศค้าๆ ขายๆ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่คราวนี้หันมาดูไอเดียเด็กไทยหัวใจอนุรักษ์ ที่หันมาทำธุรกิจรับเทศกาลได้พอดิบพอดี

ชื่อ คุณบี-ลลดา ตรงต่อศักดิ์ วัย 25 ปี จบจากคณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาจีน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเจ้าของร้าน “April”s ใส่ชุดไทยไปสาดน้ำกัน”

ย้อนความเป็นมาให้ฟัง ก่อนหน้านี้เคยทำงานด้านประสานงานลูกค้ามาก่อน กระทั่งเมื่อราวปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว โดยเริ่มด้วยการขาย ชุดไทยออนไลน์ สำหรับไปเล่นน้ำสงกรานต์ เพราะเกิดไอเดียว่าใกล้จะถึงเทศกาลสงกรานต์แล้ว เลยอยากที่จะลองหารายได้ช่วงว่าง

และคิดว่า “ชุดไทยเนี่ยแหละ เวิร์กสุด” เพราะยังไม่เห็นมีร้านไหนออกมาขายชุดไทยเพื่อไปเล่นน้ำสงกรานต์กันแม้แต่เจ้าเดียว จึงเริ่มต้นเปิดร้านขายชุดไทยผ่านทางเฟซบุ๊กมาตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา โดยตั้งชื่อเพจว่า “April”s ใส่ชุดไทยไปสาดน้ำกัน”

ช่วงแรกไปรับสินค้ามาจากแหล่งขายส่งทั่วไป แต่พอทำไปได้ไม่นาน เกิดความคิดว่าน่าจะผลิตเองได้ เลยไปซื้อผ้ามาตัดเย็บเอง โดยมีมือเย็บแถวบ้านเป็นผู้ช่วย 2-3 คน สินค้าของเธอจึงมีเอกลักษณ์ สีสันสวยงาม น่ารัก เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เด็กใส่ได้ผู้ใหญ่ใส่ดี

“สินค้าทางร้านมีผ้าสไบ 4 สี ให้เลือก ได้แก่ ชมพู-ม่วง-เขียว-ทอง ขายชิ้นละ 185 บาท ถ้าซื้อ 6 ชิ้นขึ้นไป คิดราคาส่ง 165 บาท สามารถคละสีได้ ส่วนโจงกระเบนสำเร็จรูปที่สวมใส่ได้เลยเหมือนกางเกง ขนาดฟรีไซซ์ ราคาตัวละ 290 บาท ทั้งนี้ มีค่าจัดส่งเริ่มต้น แบบธรรมดา 40 บาท และ EMS 60 บาท” คุณบี แจงให้ฟัง

ก่อนเผยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า หลังจากเปิดร้านออนไลน์ได้แค่ 1 สัปดาห์ ปรากฏผลตอบรับดีมาก ไม่กี่วันมีคนเข้ามากดไลก์ให้ถึง 21,676 คน และมีออร์เดอร์สั่งเข้ามาทุกวัน ล่าสุดวันเดียว 300 ชุด ลูกค้าเป็นกลุ่มวัยรุ่น ทั้งชาย-หญิง ที่สนใจอยากนำไปใส่เอง เพื่อเล่นน้ำวันสงกรานต์

“สงกรานต์ไม่ได้มีแต่คนไทยเท่านั้นที่เล่น แต่ยังมีชาวต่างชาติมาร่วมสนุกกับประเพณีนี้เหมือนกัน ถ้าเห็นคนไทยใส่ชุดที่บ้านเขาไม่มี จะเป็นการดึงดูดและสร้างวัฒนธรรมที่ดีให้ได้เห็น

และอยากให้มองว่าการใส่ชุดไทยยังไงก็สื่อถึงความเป็นไทยดีกว่าใส่สายเดี่ยวเกาะอก อยากให้หันมามองชุดไทยเพราะมีความสวยอีกแบบ ไม่จำเป็นต้องใส่ไปงานสำคัญอะไรก็ได้ ใส่ไปร้านอาหารหรือไปเดินเที่ยวก็ยังได้” คุณบี บอกจริงจัง

ถามถึงแผนธุรกิจ เจ้าของกิจการรายนี้ บอก อยากทำชุดไทยออกมาในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น ชุดไทยแบบเสื้อสมัยใหม่แต่ยังคงเน้นความเป็นไทยอยู่ ซึ่งหลังเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว อาจมีออกมาให้ลูกค้าได้เลือกซื้อหากัน

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook/April”s ใส่ชุดไทยไปสาดน้ำกัน

“aDAY FRESH” ดีลิเวอรี่ ผลไม้ไฮโซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0752150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“aDAY FRESH” ดีลิเวอรี่ ผลไม้ไฮโซ

ชีวิตที่คลุกคลีอยู่กับงานด้านไอทีมาโดยตลอด ฉะนั้น เมื่อถึงคราวต้องพัฒนาธุรกิจค้าขายผลไม้ จึงเลือกจับสินค้าเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์ แม้ช่องทางนี้ใครอาจมองว่าไม่น่าสร้างยอดขาย แต่กลับกลายเป็นวิธีให้ผลรายได้หลักล้านบาทต่อเดือน

ขายผลไม้ออนไลน์

เป้าหมายตลาดบน

อะไรคือคำตอบของความสำเร็จ “เส้นทางเศรษฐี” ขอนำท่านผู้อ่านไปรู้จักกับ คุณยุทธนา เทียนธรรมชาติ เจ้าของธุรกิจผลไม้ดีลิเวอรี่ ในชื่อแบรนด์ “aDAY FRESH” ที่มีช่องทางจำหน่ายบนเฟซบุ๊ก

คุณยุทธนา เริ่มเล่าที่มากับการขายผลไม้ผ่านช่องทางนี้ว่า เดิมที คุณธัญวรัตน์ รุ่งโรจน์วิทยกุล ภรรยาของเขาอยู่ในแวดวงธุรกิจค้าขายผลไม้รายใหญ่แห่งหนึ่ง จนกระทั่งผันตัวเองมาสู่ผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งผลไม้เอง แต่ด้วยการแข่งขันสูง กอปรกับมองว่าผลไม้เป็นสินค้าไม่นิยมสร้างแบรนด์ ลูกค้าจึงไม่เฉพาะเจาะจงอยู่กับผู้ขายรายใดรายหนึ่ง

“เมื่อผมรู้ปัญหา จึงคิดเข้ามาช่วยกิจการของภรรยา เพราะได้ศึกษาด้านการตลาดมาด้วย เริ่มต้นจากตั้งชื่อแบรนด์ aDAY FRESH ขึ้นมาก่อน จากนั้นอาศัยความรู้จากที่เป็นโปรแกรมเมอร์สร้างเพจบนเฟซบุ๊กทดลองตลาดในราวเดือนกันยายน 2014 ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่าได้ยอดขายเดือนละ 100,000 ก็ดีแล้ว แต่เมื่อมาถึงช่วงเดือนตุลาคม ปรากฏว่าลูกค้าติดต่อสั่งซื้อจำนวนมาก ในเดือนพฤศจิกายนจึงจับช่องทางนี้จริงจัง ปรับพัฒนารูปแบบหน้าเพจให้น่าสนใจยิ่งๆ ขึ้น”

คุณยุทธนา ยังกล่าวถึงกลุ่มลูกค้าของ aDAY FRESH ว่าเป็นคนละกลุ่มกับลูกค้าหน้าร้านเดิม โดยเน้นเจาะตลาดระดับบน ด้วยสินค้าผลไม้คุณภาพดี หาซื้อยากจากตลาดทั่วไป หรือแม้แต่ในห้างสรรพสินค้าก็ยังแทบไม่มีจำหน่าย อย่าง เชอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ องุ่นไร้เมล็ด โดยมีแหล่งปลูกในต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งคุณธัญวรัตน์เป็นผู้บินตรงไปคัดสรรด้วยตนเอง

สินค้าดี หาไม่ง่าย

กลายเป็นของขวัญ

นอกจากสร้างแบรนด์ เปิดหน้าเพจบนเฟซบุ๊กแล้ว ยังเลือกสร้างความต่างด้วยบริการส่งถึงที่หมาย ทำให้รู้ว่ากลุ่มลูกค้าหลักอยู่ระดับบน

“ถ้าเป็นลูกค้าพักอาศัยในคอนโดฯ ราคาห้องไม่ต่ำกว่า 6 ล้านบาท แต่หากเป็นบ้านก็ขนาดหลังใหญ่ มีแม่บ้านออกมารับสินค้า ซึ่งตรงนี้สอดคล้องกับคุณภาพผลไม้นำมาจำหน่าย อย่าง เชอร์รี่ เบอร์ 32 และ 32+ราคาต่อกิโลกรัมประมาณ 1,199 บาท เป็นเกรดที่ตลาดไทยไม่ค่อยนำมาจำหน่ายกัน ส่วนผลไม้ขายดีอันดับ 1 คือ เชอร์รี่ อันดับ 2 สตรอเบอร์รี่ และตามมาด้วยองุ่นไร้เมล็ด”

คุณยุทธนา ยังกล่าวเสริมถึงแหล่งซื้อว่า ต้องบินไปดูในหลายๆ ประเทศ ศึกษาข้อมูลเพื่อให้รู้ฤดูกาลผลไม้ของแต่ละแห่ง รวมถึงต้องรู้รสชาติ ความโดดเด่นของผลไม้ในประเทศนั้นๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการขาย

นอกจากคุณภาพผลไม้ดีเยี่ยมแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับ 1 ต่ออาชีพนี้ ยังต้องให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ปรับพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากสินค้าซื้อไปทาน กลายเป็นสินค้าของขวัญของฝาก

“เราทุ่มเทเรื่องดีไซน์บรรจุภัณฑ์ ออกแบบต้องดีสมสินค้า ซึ่งเริ่มต้นลูกค้าจะซื้อไปทานเอง แล้วติดใจในรสชาติก็มีการซื้อกันต่อเนื่อง แต่พอมีเรื่องของดีไซน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ยอดขายพุ่งขึ้น เพราะลูกค้าจำนวนมากนิยมนำไปเป็นของขวัญของฝาก”

กับรูปแบบส่งสินค้าดีลิเวอรี่ แน่นอนว่า บริการอันดี คือหัวใจของธุรกิจ โดยปัจจุบันมีรถห้องเย็นไว้บรรทุกสินค้า แต่หากยอดขายมากเกินกำลังรับไหว จะจัดจ้างรถขนส่งภายนอก อย่างยานพาหนะประเภทมอเตอร์ไซค์ ก็ถือว่าเหมาะกับสังคมเมือง เพื่อรักษามาตรฐานด้านเวลาที่ต้องทันตามลูกค้ากำหนด ส่วนผลไม้จะให้คงความสด ก็เลือกวิธีบรรจุลงกล่องโฟมคงความเย็นด้วยเจลเย็น

ดีลิเวอรี่ทั่วไทย

ผลไม้ไม่ดีมีเคลม

ทั่วประเทศ คือพื้นที่เป้าหมายของ aDAY FRESH ดังนั้น ในพื้นที่ต่างจังหวัดจึงจัดส่งไปในหลายๆ ช่องทาง ทั้งรถตู้โดยสาร รถทัวร์ เครื่องบิน ส่วนอัตราค่าจัดส่งกำหนดไว้กับยอดซื้อไม่มีขั้นต่ำแต่ไม่เกิน 3,000 บาท คิดค่าบริการในพื้นที่กรุงเทพฯ 100 บาท แต่หากในพื้นที่ต่างจังหวัดอัตราค่าส่งเริ่มต้น 350 บาท แต่ถ้าซื้อสินค้าสูงกว่า 3,000 บาท ลดค่าขนส่งให้ 100 บาท

อีกบริการหนึ่งก่อเกิดความประทับใจต่อลูกค้าคือ สินค้าไม่ดียินดีเคลม “ผลไม้เป็นของสด ย่อมมีโอกาสช้ำ หรือว่าเสียบ้าง อย่างเมื่อก่อน สตรอเบอร์รี่เสีย 2 ลูก ผมเคลมให้เลย 1 ลัง เพราะเราอยากทำให้ลูกค้ารู้สึกว้าว แต่ต้องยอมรับว่าช่วงแรกๆ ต้องเคลมให้ลูกค้าเยอะมาก ตอนนี้จึงแก้ปัญหาด้วยการทำข้อมูลลูกค้าก่อนว่ารายใดเข้มงวดมาก มีความจุกจิก และจะให้ดี ก่อนส่งต้องถ่ายรูปสินค้าให้ลูกค้าดูก่อน ที่เราต้องทำเช่นนี้เพราะลูกค้าส่วนมากไม่สะดวกเช็กสินค้าตอนรับ เพราะส่วนใหญ่ไม่อยู่บ้าน ให้แม่บ้านรับของไว้แทน เราก็ต้องสร้างความสบายใจด้วยการรับประกันเคลม ซึ่งเป็นวิธีมัดใจลูกค้าไว้ได้”

จากยอดขายวางไว้กับช่องทางออนไลน์ 100,000 บาท ต่อเดือน แต่มาถึงปัจจุบันแตะ 2 ล้านบาท ซึ่งกับยอดขายดังกล่าว คุณยุทธนา ว่า เป็นไปตามกำลังผลิต แต่ทว่าความต้องการของตลาดยังกว้างกว่านี้มาก

“ผมเคยวิ่งรถส่งสินค้าเอง เริ่มต้นตั้งแต่ตีสี่ไปจนถึงห้าทุ่ม ช่วงเทศกาลยิ่งขายดี อย่างตรุษจีนที่ผ่านมา ทำรายได้ถึง 1,000,000 บาท หรือปีใหม่ทำรายได้ 500,000 บาท แต่ด้วยช่วงเทศกาลจะนิยมกระเช้าของขวัญ ซึ่งต้องใช้เวลาจัด แต่กำลังคนมีแค่ 19 ชีวิต พื้นที่ต่างจังหวัดจึงต้องหยุดส่งไปเลย”

สั่งซื้อหนึ่งกล่อง

ลองอร่อย สั่งสิบ

คุณยุทธนา ยังกล่าวถึงยอดสั่งซื้อแต่ละคนแต่ละครั้งเฉลี่ยประมาณ 3,500 บาท “เคยมีลูกค้าท่านหนึ่งสั่งซื้อเชอร์รี่ 1 กล่อง 3,500 บาท เมื่อลูกค้าได้ชิม สั่งอีก 10 กล่อง โดยให้เรากระจายไปตามบ้านต่างๆ และเมื่อผู้ได้รับ ชิมผลไม้แล้ว ก็สั่งซื้ออีก จากลูกค้าคนเดียวทำให้มีรายได้ในครั้งนั้น 300,000 บาท”

ผู้ประกอบการคนขยัน กล่าวถึงหัวใจสำคัญกับการบริหารจัดการธุรกิจ อันนำมาสู่ความสำเร็จ “ด้วยเงื่อนไขของสดมีอายุเก็บรักษา ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนมากน้อย แต่ต้องรู้อายุ รู้ฤดูกาลของผลไม้แต่ละชนิด รู้แหล่งปลูกแหล่งขายที่จะจัดนำเข้ามา และเมื่อมีความสูญเสีย หรือค้างสต๊อก ต้องหาวิธีจัดการได้ อย่างนำมาตัดแต่งเพื่อแปรรูป

ไม่เพียงผลไม้นอกที่เลือกนำมาจำหน่าย ปัจจุบัน คุณยุทธนาได้มองผลไม้ไทย ซึ่งยังคงได้รับความสนใจจากตลาด อย่าง มะม่วง กล้วยหอม เสาวรส แต่ทั้งนี้ยังคงเลือกคัดคุณภาพระดับพรีเมี่ยม

“ตอนนี้ลูกค้ากลุ่มซื้อไปมอบเป็นของขวัญของฝากเพิ่มจำนวนมากขึ้น ก็คงต้องให้ความสำคัญกับดีไซน์บรรจุภัณฑ์และความหลากหลายของผลไม้ และปัจจุบันกำลังซื้อก็ถือว่ามากกว่ากำลังผลิต จึงวางแผนขยายพื้นที่ศูนย์ตัดแต่ง คัดแยกสินค้า โดยทุ่มเงินลงทุนไป 2 ล้านบาท คาดว่าแล้วเสร็จในราวเดือนพฤษภาคม ซึ่งจากการขยายนี้น่าจะทำรายได้เพิ่มอีกเท่าตัว”

ทั้งนี้ คุณยุทธนายังกล่าวย้อนกลับไปถึงการลงทุนว่า ไม่มีในเบื้องต้น เพราะการเปิดเพจบนเฟซบุ๊กไม่ต้องลงทุนตัวเงิน ส่วนผลไม้นำมาจำหน่ายได้เครดิตรับสินค้ามาขายก่อนจ่ายทีหลัง

“ผมว่าการขายผ่านโลกออนไลน์ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือ การพัฒนาเพจ อย่างรูปภาพสำคัญมากต้องสวยงาม บริการต้องดีจริง การเล่นโปรโมชั่นก็เป็นอีกกลยุทธ์ดึงดูดลูกค้า ซึ่งผมจะทำแบบแรงจริง เพื่อกระตุ้นการรับรู้ กระตุ้นยอดขาย แต่ว่าจะเลือกทำโปรโมชั่นกับสินค้าบางรายการเท่านั้น”

คุณยุทธนายังกล่าวทิ้งท้ายกับผู้สนใจต้องการมุ่งสู่เส้นทางสายนี้ว่า ยังมีโอกาสอีกมาก หรือหากคุณมีสินค้าอื่นๆ ในมือ ก็สามารถขายผ่านช่องทางนี้ได้ อยู่แค่ว่า…กล้าก้าวหรือไม่

สนใจติดต่อธุรกิจ คลิก http://www.facebook.com/adayfresh โทรศัพท์ (089) 153-0539

เฟอร์นิเจอร์ “สว.” เทรนด์ใหม่ที่น่าจับตามอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07033010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

เฟอร์นิเจอร์ “สว.” เทรนด์ใหม่ที่น่าจับตามอง

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ บ้านเราพูดเรื่องสังคมผู้สูงอายุกันมากขึ้น ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ประสบกับภาวะดังกล่าว เรียกว่าเป็นประเทศที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้โดยตรง พร้อมกันนั้นยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ด้วยเหตุนี้ ทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จึงได้จับมือกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ร่วมดำเนินงานโครงการความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าเฟอร์นิเจอร์สำหรับผู้สูงอายุในญี่ปุ่น ชื่อ Thai KAGU Project และได้นำมาจัดแสดงในงาน “Thailand International Furniture Fair 2016” หรือ TIFF 2016 เมื่อไม่นานมานี้ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

โครงการนี้ได้เชิญ คุณโคเฮอิ ทาคาตะ (Mr.Kohei Takata) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสินค้าเฟอร์นิเจอร์ วัย 65 ปี มาบรรยายและให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมเป็นรายบริษัท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในแดนอาทิตย์อุทัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ผลิตในไทย มาตรฐานญี่ปุ่น”

ชี้ส่งออกปีนี้ตัวเลขดีขึ้น

คุณมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า สินค้าเฟอร์นิเจอร์จากโครงการ Thai KAGU มุ่งตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้บริโภคแบบรอบด้านในไลฟ์สไตล์แบบคนญี่ปุ่นที่เน้นความเรียบง่าย สงบนิ่ง และลงตัว แต่มีฟังก์ชั่นและความหลากหลายของสินค้า อาทิ โซฟา เก้าอี้ อาร์มแชร์ เตียง โต๊ะทำงาน โต๊ะรับประทานอาหาร ตู้ทีวี และตู้เก็บของ ซึ่งล้วนได้รับการออกแบบมาอย่างดี ผ่านการคัดสรรวัสดุคุณภาพชั้นเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นไม้สักแท้คุณภาพสูง หนังวัวเกรดพรีเมี่ยม ผ้าฝ้ายเนื้อหนา ผลิตด้วยความประณีต โดยผู้ผลิตและช่างฝีมือผู้ชำนาญการชาวไทย ในมาตรฐานผลิตแบบญี่ปุ่น เพื่อให้ได้เฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูง พร้อมดีไซน์ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

“ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก โดยประชากรญี่ปุ่นทุกๆ 4 คน จะมีผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 65 ปี 1 คน ที่สำคัญ คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง กรมจึงเห็นโอกาสที่จะสร้างช่องทางตลาดใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของไทย”

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุด้วยว่า ปีนี้แนวโน้มส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไทยน่าจะดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐ อันเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทยเริ่มฟื้นตัว รวมทั้งตลาดจีนยังมีกำลังซื้อ คาดว่าจะทำให้มูลค่าการส่งออกรวมได้ 1,156 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มจากปีก่อน 10 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่ คุณไชยยงค์ พงษ์สุทธิมนัส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ข้อมูลว่า มั่นใจว่าการส่งออกของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ปีนี้จะกลับมาเป็นบวกจากปีก่อน ที่ติดลบถึงร้อยละ 10 เนื่องจากตลาดหลักอย่างสหรัฐ จีน และอาเซียน เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว และมีความต้องการสินค้าเฟอร์นิเจอร์ไทย เพราะโดดเด่นในเรื่องการออกแบบและดีไซน์ทันสมัย ที่สำคัญ คุณภาพดี โดยเฉพาะตลาดอาเซียนเพื่อนบ้านของไทยทั้งเมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ซึ่งคาดว่าในตลาดอาเซียนการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไทยจะขยายตัวถึงร้อยละ 50

ส่วนสหรัฐและจีนคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ขณะที่ตลาดญี่ปุ่นการเติบโตอาจเหลือเพียงร้อยละ 3 ทำให้อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทยจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกร้อยละ 10 มีมูลค่ากว่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนตลาดอียูน่าจะติดลบกว่าร้อยละ 10 เพราะเศรษฐกิจยังซบเซา

“แม้จะมีเฟอร์นิเจอร์จากจีนเข้ามาแข่งกับไทยจำนวนมาก แต่ถือว่าเป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งกับไทย ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวตลอด ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนและออกแบบให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ผมเองเชื่อว่าแนวโน้มการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ของไทยน่าจะสดใสดีกว่าปีที่ผ่านมา”

แนะต้องรู้จักไลฟ์สไตล์คนญี่ปุ่น

วกกลับมาถึงเฟอร์นิเจอร์ของผู้สูงอายุ ว่าไปแล้วหากมองแบบผิวเผินจะไม่เห็นถึงความแตกต่างกับเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป ประเด็นนี้ คุณโคเฮอิ ให้คำตอบว่า จุดเด่นของเฟอร์นิเจอร์สำหรับผู้สูงอายุคือ ไม่มีเหลี่ยม จะทำเป็นลักษณะกลมมน เพื่อกันไม่ให้เกิดการกระแทก หรือถ้าโดนชนก็จะไม่เจ็บ กรณีโซฟาจะไม่ใช้วัสดุที่นิ่มอ่อนหรือยุบบุ๋ม เพราะถ้านั่งไปแล้วจะลุกยืนขึ้นยาก ส่วนที่นอนเน้นไม่ติดสปริง ผิดกับที่นอนของคนทั่วไปที่จะติดสปริง ทั้งนี้ เพื่อให้ยกง่ายไม่หนักเกินไป และเน้นขนาดเล็กไม่ใหญ่

คุณโคเฮอิ บอกว่า คำว่าผู้สูงอายุในที่นี้หมายถึงบุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่ผู้สูงอายุติดเตียงหรือเดินไม่ได้ คนกลุ่มนี้แม้จะสูงอายุแต่จิตใจยังเป็นหนุ่มสาวและมีฐานะทางการเงินดี พร้อมจ่ายเพื่อจะซื้อสินค้าดีมีคุณภาพ และไม่เกี่ยงเรื่องราคา แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยยังไม่รู้จักตลาดญี่ปุ่น ไม่รู้ไลฟ์สไตล์ของคนญี่ปุ่น นอกจากนี้ แบรนด์ไทยยังไม่เป็นที่รู้จักของชาวญี่ปุ่น ซึ่งหากศึกษาตลาดญี่ปุ่นให้ดีจะมีโอกาสมาก แม้จะมีราคาแพงกว่าเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป 2-3 เท่า เนื่องจากผู้สูงอายุญี่ปุ่นนิยมเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้สัก

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจนคือ เฟอร์นิเจอร์ของผู้สูงอายุใช้สีเรียบๆ สบายตา ไม่ฉูดฉาด อาทิ สีโอ๊ก สีขาว-ดำ จะไม่มีสีแดง สีเหลือง สีส้ม สีเขียวเข้ม ให้เห็น

ส่องสินค้า “DEmark”

ในงาน TIFF 2016 ครั้งนี้ จุดที่จัดแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่ได้รับรางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบดี หรือ DEmark ก็มีความน่าสนใจ ซึ่งหลายผลิตภัณฑ์ผลิตขายแล้ว หลายอย่างใช้นวัตกรรมง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอะไร อย่างเช่นที่เปิดขวด KAPP ทำจากไม้ล้วนชิ้นเดียว จุดเด่นอยู่ที่การใช้เหรียญบาทเป็นตัวช่วยในการงัดเปิดฝาขวด ราคาชิ้นละ 360 บาท

POP-UP CARD AMAZING MUAY THAI ป๊อปอัพโมเดลรูปคนเล่นมวยไทย สามารถพับออกมาเป็นรูปคนได้อย่างสวยงามและง่ายดาย ราคา 199 บาท

ชุดนกอโรม่า ทำจากเซรามิกสำหรับให้กลิ่นหอมในห้อง ด้วยดีไซน์รูปลักษณ์ที่น่ารัก สีสันสวยหวานสไตล์พาสเทล ราคาชิ้นละ 590 บาท

NIGHT OWL ชุดเก็บพวงกุญแจดีไซน์สวยรูปนกฮูก เมื่อเสียบกุญแจเข้าไปตาของนกฮูกจะเปิดคอยดูแลกุญแจให้ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้การเก็บกุญแจเป็นเรื่องง่าย แต่ยังเป็นของตกแต่งบ้านที่กิ๊บเก๋ ราคาชิ้นละ 320 บาท

ARTWORK กระเป๋ากระดาษแนวคิดอีโค่ ด้วยการเลือกใช้กระดาษที่แข็งแรงทนทาน รับน้ำหนักได้ดี ขนาดใส่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กก็ยังไหว พร้อมมีซิปปิดด้านบนกันน้ำฝนได้ ดีไซน์เก๋ เท่ มีความเป็นสตรีตแฟชั่น เข้าถึงคนรุ่นใหม่เป็นอย่างดี ใบละ1,800 บาท

INNER LIGHT COLLECTION งานเซรามิกร่วมสมัยสะท้อนความสงบเรียบง่ายย่านเมืองเก่า พร้อมกิมมิกสุดสร้างสรรค์ ด้วยการจับคู่สีทั้งหมด 6 ชุด 2 ขนาด เมื่อวางซ้อนกันจะเกิดคู่สีใหม่ตามแต่บุคลิกของผู้ใช้ ขนาดเล็กราคา 790 บาท และขนาดใหญ่ทรงรีราคา 1,380 บาท

VUUDH แจกันที่ออกแบบมาด้วยแนวคิดขวดเก็บความทรงจำที่มีค่าจากการเดินทาง ประจวบกับความเชื่อของคนเอเชียที่นิยมใช้รูปทรงของน้ำเต้า เพื่อสื่อถึงความเป็นมงคล ความมั่งคั่ง และความยั่งยืน มาสร้างสรรค์ลงไปในการออกแบบให้มีทั้งความหรูหรา ความร่วมสมัย และสะท้อนความละเอียดอ่อนของวัฒนธรรมเอเชีย ราคา 950 บาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ SMALL ORDER OK (SOOK) อันเป็นกลยุทธ์ในการรุกตลาดให้มากขึ้น จากเดิมที่ผู้ซื้อจะต้องสั่งซื้อจำนวนมากเท่านั้น แต่กลยุทธ์นี้ลูกค้าสามารถสั่งได้ไม่ว่าจะเป็นการสั่งจำนวนมาก จำนวนน้อย หรือเพียงแค่ชิ้นเดียว ที่สำคัญ พร้อมจะปรับดีไซน์ตามความต้องการของลูกค้า เพื่อจะทำให้ได้ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche) มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าโรงแรม รีสอร์ต และ Contract Project ส่งผลให้เฟอร์นิเจอร์ไทยมีมูลค่าเพิ่มโดยไม่ต้องแข่งขันเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว

“NAVY” ผ้าย้อมครามใส่ดีไซน์ เสื้อผ้าเข้าใจวัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“NAVY” ผ้าย้อมครามใส่ดีไซน์ เสื้อผ้าเข้าใจวัยรุ่น

…..เราต้องการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้กับแบรนด์ ให้กับสินค้า แต่ว่าสินค้าแฟชั่นมาเร็วไปเร็ว การก๊อบปี้เกิดขึ้นง่ายมาก โจทย์จึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้เมื่อเห็นแล้วเกิดความเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือ NAVY”

เครื่องแต่งกายประเภทเสื้อผ้า แม้จะเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทว่าเหตุผลของผู้ซื้อนั้นมากกว่าประโยชน์ใช้สอย แต่มีเรื่องของ “ดีไซน์” เข้ามาเป็นปัจจัยหลักต่อการตัดสินใจจ่าย

ตลาดเสื้อผ้า ณ วันนี้ จึงมีความหลากหลายในด้านรูปแบบ การออกแบบที่ต้องพัฒนาเพื่อให้สอดรับกับความต้องการ และนี่จึงเป็นงานที่อาจเรียกได้ว่ายาก

ทำอย่างไรสินค้าจึงจะโดนใจกลุ่มเป้าหมาย ทำอย่างไรจึงจะสามารถควักเงินออกจากกระเป๋าผู้ซื้อได้ ทำอย่างไรให้สินค้าใส่แล้วเกิดความภูมิใจ

ภูมิปัญญา ปะทะ ไอเดีย

จับเป้าหมายตั้งแต่วัยรุ่น

“NAVY” คือแบรนด์ผู้ผลิตจำหน่ายเสื้อผ้า ที่ดึงคุณค่าจากภูมิปัญญาไทย มาใส่ดีไซน์เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ด้วยการออกแบบเรียบหรู ดูดี แอบเซ็กซี่ และมีความร่วมสมัย

คุณสุนิสา ศรีปริวาทิน ดีไซเนอร์อายุน้อย (28 ปี) หนึ่งในเจ้าของแบรนด์ เริ่มต้นเล่าความเป็นมาว่า แรกเริ่มนั้นมีภาพความฝันกับการสร้างธุรกิจส่วนตัว ฉะนั้น แม้ยังคงอยู่กับงานประจำด้านแฟชั่นดีไซน์ ก็หาเวลาว่างสร้างอาชีพเสริม ด้วยการจับมือกับ คุณอเนชา สุขเกษม ช่างภาพฝีมือดี จัดทำผลิตภัณฑ์กระเป๋าและถุงเท้าพิมพ์ลาย ขายผ่านเว็บไซต์

ระยะเวลาก้าวผ่านได้ราว 2 ปี เมื่อเห็นลู่ทางดี จึงสร้างความมั่นคงกับการก้าวสู่ธุรกิจหลัก โดยคุณสุนิสาตัดสินใจ ลาออกจากงานประจำในราวปี 2014 เพื่อใช้เวลาทุ่มเทไปกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตนเองชื่นชอบ นั่นก็คือ เสื้อผ้า

“เราทำกระเป๋าและถุงเท้าพิมพ์ลายขายบนโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งตอนนั้นผลงานสะดุดตาลูกค้าก็คงเป็นเรื่องของดีไซน์ และฝีมือการถ่ายภาพของคุณอเนชา แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง คิดผันตัวเองต้องการออกมาสร้างธุรกิจอย่างเต็มตัว จึงลาออก แล้วก็ทุ่มเทจริงจัง และเหตุผลที่สนใจเสื้อผ้า เพราะได้ไปเห็นผ้าย้อมครามของสกลนคร ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณอเนชา เมื่อแรกเห็นก็ชอบเลย จึงมองว่าถ้านำมาใส่ดีไซน์ ออกแบบให้หลากหลาย ดึงความเป็นตัวเราออกมา เพื่อให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจสวมใส่กันมากขึ้น”

ด้านการออกแบบ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่คุณสุนิสาลงมือคิดสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความชอบของตนเองเป็นหลัก เพื่อให้การถ่ายทอดผลงานออกมามีเอกลักษณ์เฉพาะ จากนั้น มองกลุ่มเป้าหมายวางไว้อายุตั้งแต่ 20 ปีต้นๆ ไปจนถึงวัยพ้นเลข 4 แต่สำคัญคือ เป็นกลุ่มคนที่ยังชื่นชอบการแต่งกาย

เรียบหรู ดูเซ็กซี่

NAVY เข้าใจคนใส่

สำหรับรูปแบบเสื้อผ้ามีความหลากหลาย ทั้ง เสื้อ กางเกงขาสั้น ขายาว เดรส และโดยเฉพาะบรา ซึ่งเมื่อนำผ้าย้อมครามมาทำ บวก การออกแบบ ทำให้เกิดความแตกต่าง และทันสมัยขึ้นมาทันที

“เราเห็นว่าผ้าย้อมครามคือภูมิปัญญาที่น่าจะนำมาทำให้เกิดความร่วมสมัยได้ การออกแบบดูแล้วจะเห็นเป็นความเรียบ เห็นเนื้อผ้าชัดเจน แต่ว่าแอบเซ็กซี่ อย่างเสื้อคาดหลัง ถือว่าเป็นชิ้นงานได้รับความนิยม และยังบ่งบอกความเป็น NAVY คือลูกค้าเห็นแล้วจำได้ ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่เรามุ่งมั่นพัฒนา เราต้องการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้กับแบรนด์ ให้กับสินค้า แต่ว่าสินค้าแฟชั่นมาเร็วไปเร็ว การก๊อบปี้เกิดขึ้นง่ายมาก โจทย์จึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้เมื่อเห็นแล้วเกิดความเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือ NAVY”

ความรู้จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการคนขยัน ต้องขวนขวาย โดยเข้าไปศึกษาเรียนรู้กระบวนการสร้างธุรกิจ การบริหารจัดการ การตลาด และรวมไปถึงการออกแบบ เพื่อให้เกิดความกระจ่างในการสร้างธุรกิจให้บรรลุถึงจุดหมายปลายทาง

“เราสองคนไม่มีพื้นฐานด้านบริหาร ไม่มีความรู้ด้านการตลาด นี่คือสิ่งที่ต้องก้าวเข้าไปเรียน อย่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ก็ถือเป็นหน่วยงานสำคัญทำให้เราได้องค์ความรู้ในสิ่งที่ขาดมาเติมเต็มธุรกิจ หรือแม้แต่สิ่งที่มีความรู้อยู่แล้ว อย่างด้านการออกแบบ เรื่องของแฟชั่น จะหยุดพัฒนาไม่ได้ ต้องสร้างโอกาสให้ตัวเองได้เข้าไปศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพราะจุดมุ่งหมายของเราในตอนนี้คือการสร้างแบรนด์ และสินค้าให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตน”

แม้วันนี้จะอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าเพิ่งเริ่มก้าว คุณสุนิสาก็เลือกก้าวไปกับความมั่นคง แต่ทว่าไม่ผลีผลาม โดยเฉพาะด้านการลงทุนเงิน แต่ให้ความทุ่มเทกับการลงทุนความคิด นำมันสมองของตนเองมาใช้อย่างเต็มกำลัง

“อย่างแหล่งผ้า รับจากชุมชนผู้ผลิตในจังหวัดสกลนคร แล้วจัดจ้างผู้ตัดเย็บรับงานไปทำอีกต่อหนึ่ง ตามแบบที่เรากำหนดไว้ ทำให้การลงทุนไม่สูงมาก ไม่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง”

กับการตั้งราคาขาย กำหนดไว้เริ่มต้นชิ้นละ 1,200 บาท ไปจนถึง 6,000 บาท สำหรับกลุ่มผู้ชื่นชอบภูมิปัญญาไทยใส่ดีไซน์ โดยฝีมือคุณสุนิสา ต่างยอมรับและยอมจ่าย โดยช่องทางจำหน่ายหลักขณะนี้ ขายผ่านออนไลน์ แต่ก็ได้วางแผนไว้กับช่องทางฝากจำหน่ายและสร้างหน้าร้านขึ้นมารองรับ

สนใจผลิตภัณฑ์ ติดต่อ http://www.navybangkok.com, http://www.facebook.com/navyofficial หรือโทรศัพท์ (089) 196-9244, (089) 169-4296

ขายไอติมวอลล์ปีละ 8 แสนกว่าแท่ง เปลี่ยนชีวิต ปลดหนี้ มีบ้าน สร้างธุรกิจของตัวเอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

ขายไอติมวอลล์ปีละ 8 แสนกว่าแท่ง เปลี่ยนชีวิต ปลดหนี้ มีบ้าน สร้างธุรกิจของตัวเอง

ขายไอศกรีมจนสามารถปลดหนี้ สร้างบ้าน มีที่ดินเป็นของตัวเองได้ หนำซ้ำยังสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้อีกด้วย

ได้เข้าร่วมฟังเรื่องราวส่งความสุขกับแคมเปญ “WALL”S man only” มากกว่าส่งไอติมคือส่งความสุข จาก บริษัท ยูนิลีเวอร์ และผลิตภัณฑ์วอลล์ ที่ร่วมมือกับกระทรวงแรงงาน เพื่อหวังสร้างอาชีพให้คนไทยที่อยากเป็นเจ้าของธุรกิจไอศกรีมวอลล์ของตัวเอง ให้มีรายได้พร้อมสวัสดิการให้ครอบครัว

คุณปุณณิฏฐา พันธุ์ทวี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาตลาดไอศกรีมวอลล์ เผยว่า “ความจริงทางวอลล์จัดงานลักษณะคล้ายแคมเปญนี้มานานแล้ว เราทำเป็นเชิง CSR ร่วมกับโครงการอื่นๆ คู่ไปด้วย เพื่อให้ครอบครัววอลล์เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าเอาไว้ว่าในปี 2560 จะมีรถขายไอศกรีมวอลล์เพิ่มเป็น 5,000 คัน

ไอศกรีมวอลล์ไม่ได้เป็นเพียงแค่ไอศกรีมธรรมดา แต่คือนิยามของความสุข สำหรับคนไทยทุกคน และ WALL”S man ก็ไม่ใช่เป็นเพียงเซลส์แมน แต่เป็นเหมือนบุรุษที่คอยส่งความสุขให้กับลูกค้าของเราทั่วประเทศ”

ภายในงานมีการมอบรางวัล พี่ติมวอลล์อวอร์ด 2015 โดยมีการมอบ “เสื้อสามารถ” และรางวัลกว่า 20 รางวัล ถือเป็นงานรวมพลพรรครัก “พี่ติมวอลล์ วันนี้เพื่อพี่เท่านั้น” โดยเฉพาะอีกด้วย

สำหรับปีนี้ คุณบุญโฮม นุวรรโน วัย 53 ปี สุดยอดพี่ติมวอลล์ยอดขายสูงสุดประจำภาคกลาง รับรางวัลเสื้อสามารถระดับมงกุฎ และทองคำหนัก 2 บาท ซึ่งเป็นรางวัลการันตีความสำเร็จในการประกอบอาชีพ เขาเล่าว่า พื้นเพเป็นคนโคราช เข้ามาเสี่ยงโชคทำงานในกรุงเทพฯ หลังจากนั้น จึงมาทำอาชีพเป็นคนขายไอศกรีมวอลล์ ทำมากว่า 7 ปีแล้ว จากการแนะนำของน้องชาย

โดยมีเกณฑ์การคัดเลือกการให้รางวัลครั้งนี้คือ ผู้ที่มียอดขายไอศกรีมสูงสุดของเขตพื้นที่ภาคกลาง ในปี 2558 ซึ่งมียอดขายโดยรวมตลอดทั้งปีอยู่ที่ 874,000 แท่ง หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 72,800 แท่ง รวมไปถึงความขยันในการออกพื้นที่ขายด้วย จึงสามารถคว้ารางวัลนี้ไปครอง

คุณบุญโฮม เล่าว่า “หลังจากที่น้องชายแนะนำให้มาลองขายไอติมวอลล์ สิ่งที่ทำมาโดยตลอดคือ การแต่งกายต้องสะอาดสะอ้าน ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า ทั้งต้องพูดจาให้ดี ขับรถช้าๆ และพยายามมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้า เช่น เวลาเจอก็ทักทายและพยายามจำชื่อลูกค้าที่เป็นขาประจำเราให้ได้ มันจะเกิดความประทับใจในสิ่งที่เราทำ

เขายังเล่าต่อว่า เป็นคนขายไอติมวอลล์ ทำให้ชีวิตเปลี่ยน สามารถปลดหนี้สินที่ค้างไว้ได้หมด อีกทั้งยังมีเงินสร้างบ้าน และสามารถอยู่ได้โดยไม่เดือดร้อนอีกต่อไป เพียงยึดหลักในอาชีพที่ว่า “ออกขายแต่เช้า กลับมืด และเรียนรู้ที่จะทำความรู้จักคนให้เยอะขึ้น” ก็สามารถทำให้เราประสบความสำเร็จในสิ่งที่เราทำได้

ปัจจุบัน คุณบุญโฮมขายไอศกรีมอยู่ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร อาทิ กองทัพอากาศ, สายไหม, ดอนเมือง, โรงพยาบาลภูมิพลและเขตรอบๆ ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนทุกเพศทุกวัย และทุกอาชีพ

ทางด้าน คุณตนายุทธ เตียวประเสริฐ วัย 44 ปี ทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับวอลล์มากว่า 10 ปี และเป็นพี่ติมวอลล์ตัวอย่าง เล่าว่า เขาเป็นทั้งคนขายไอติม และเป็นเจ้าของธุรกิจศูนย์กระจายไอติมให้กับสมาชิกท่านอื่น ที่อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี

อีกทั้งปัจจุบัน ยังสามารถขยายกิจการเปิดศูนย์กระจายไอศกรีมไปสู่อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี เปิดเป็นแห่งที่ 2 ด้วย โดยให้ คุณยุวันดา เตียวประเสริฐ ภรรยา เป็นคนช่วยบริหาร เนื่องจากความต้องการของผู้บริโภคและอยากย่นระยะเวลาการขนส่งไอศกรีมให้แก่สมาชิก จึงตัดสินใจเปิดศูนย์กระจายขึ้นอีกแห่ง ซึ่งที่นี่เปิดมาได้ 1 ปีกว่า ผลตอบรับถือว่าดีมาก และยังคาดว่าจะดีไปอย่างต่อเนื่อง

สำหรับสมาชิกในความดูแลของคุณตนายุทธมีทั้งหมด 10 ท่าน หลายคนเริ่มทำงานด้วยกันมานาน เขามัดใจสมาชิกด้วยการพูดคุยที่ตรงไปตรงมา และคอยช่วยเหลือซัพพอร์ตให้กับสมาชิกด้วย สมาชิกส่วนใหญ่เป็นคนในพื้นที่ ขายไอศกรีมจนสามารถสร้างเนื้อตั้งตัวได้ ไม่เดือดร้อนอีกต่อไป เจ้าของศูนย์กระจายไอศกรีม เล่า

ส่วนการบริการจัดการศูนย์กระจายไอศกรีมและดูแลสมาชิกของคุณตนายุทธ คือ เริ่มแรกที่เข้ามาคือ ต้องอยากขายก่อน หลังจากนั้นต้องพูดคุยกันให้เข้าใจว่า ทางวอลล์มีรถที่แต่งองค์ให้ครบหมดแล้ว แต่คนขับหรือคนขาย ถ้าอยากทำจริง เราขอให้วางเงินมัดจำ 500 บาท เพราะป้องกันพวกสิบแปดมงกุฎ แต่หลังจากทำงานครบ 1 เดือน ก็จะคืนเงินที่มัดจำให้

ทั้งการขายไอศกรีม สามารถขายได้ทั่วจังหวัดเพชรบุรี ไม่ได้มีเขตกั้นอีกด้วย ทำให้คนขายสามารถสร้างโอกาสทางการขายได้เยอะ หากขยันเราก็จะได้รับรายได้ที่เยอะขึ้นไปตามลำดับ ทั้งยังมีโบนัส สวัสดิการ และประกันชีวิต

พี่ติมวอลล์ทั้ง 2 ท่าน ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทุกวันนี้กินอยู่สบายขึ้น ขายไอศกรีมจนสามารถปลดหนี้ สร้างบ้าน มีที่ดินเป็นของตัวเองได้ หนำซ้ำยังสามารถเป็นเจ้าของธุรกิจได้ด้วย”

สำหรับแคมเปญ WALL”S man only มากกว่าส่งไอติมคือส่งความสุข ครั้งนี้จะเดินทางจัดแคมเปญไปทั่วทุกภาคของประเทศ เพื่อส่งความสุขให้ครอบครัววอลล์ และผู้ที่สนใจสามารถเข้าไปดูรายละเอียดหรือข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.facebook.com/Wall”sThailand

มะดันลอยแก้ว-หมอนทองเม็ดมินต์ อีกทางเลือกของคนชอบผลไม้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ช่องทางสร้างอาชีพ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

มะดันลอยแก้ว-หมอนทองเม็ดมินต์ อีกทางเลือกของคนชอบผลไม้

หากติดตามข่าวสารบ้านเมืองจะเห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเอสเอ็มอีในหลากหลายโครงการ อย่างเช่น “โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด” ภายใต้แผนส่งเสริมยุทธศาสตร์การส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมระยะเร่งด่วน โดยร่วมกันคัดเลือกคลัสเตอร์ที่มีศักยภาพรวม 17 เครือข่าย อันเป็นความร่วมมือระหว่างกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ทั้ง 2 หน่วยงานได้เปิดตัวโครงการดังกล่าว พร้อมคาดการณ์ว่าภายใน 1 ปีจะเกิดการขยายตัวในระบบเศรษฐกิจ 530 ล้านบาท และสามารถลดต้นทุนได้ 65 ล้านบาท

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมอยู่ใน 17 คลัสเตอร์ จำนวนหนึ่งเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่เพิ่งผลิตสินค้าได้ไม่นาน บางรายเป็นสินค้าใหม่ที่ยังไม่เคยมีวางขายในท้องตลาดมาก่อน ดังนั้น การเข้ารวมกลุ่มเครือข่ายนี้จึงเกิดประโยชน์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ การซื้อวัตถุดิบและการทำตลาดร่วมกัน

ประโยชน์ของมะดัน

ดังที่ “คุณนงนุช เทียมณรงค์” เจ้าของผลไม้แปรรูป แบรนด์ “งามลมัย” ในนามวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลไม้ ตำบลท่าทราย อำเภอเมือง จังหวัดนครนายก แจกแจงให้ฟังว่า มีสมาชิกทั้งหมด 33 คน ได้เข้าร่วมในกลุ่มคลัสเตอร์ผู้ผลิตและแปรรูปผลไม้ภาคตะวันออกที่มี 6 จังหวัด ประกอบด้วย ระยอง จันทบุรี ปราจีนบุรี นครนายก ชลบุรี และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นการรวมตัวกันในส่วนที่เป็นต้นน้ำ คือเกษตรกรผู้ผลิตภาคการเกษตร สามารถช่วยเหลือให้ความรู้ข่าวสารแก้ไขปัญหาให้ไปในทิศทางเดียวกัน กลางน้ำ คือการแปรรูปผลผลิตที่มีปริมาณมากก็จะเข้ามาช่วยต้นน้ำได้มากมาย ปลายน้ำ คือผู้ที่ทำการตลาด สามารถมาช่วยกลางน้ำ ทำให้สายน้ำยาวและใหญ่ ทำให้บ้านเราอุดมสมบูรณ์และยั่งยืน

สำหรับกิจการแปรรูปผลไม้ของเธอนั้น มีมะดันเป็นตัวชูโรง ทั้งมะดันลอยแก้ว มะดันอบแห้ง น้ำมะดัน และมะม่วงกวน ในชื่อแบรนด์ “งามลมัย” ปัจจุบันขายมะดันลอยแก้วกระป๋องละ 50 บาท มะดันอบแห้งกิโลกรัมละ 250 บาท ส่วนน้ำมะดันขวดละ 25 บาท มีวางขายที่กรุงเทพฯ ร้านค้าใกล้สถานีตำรวจสามเสน ซึ่งกลุ่มลูกค้ามีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร ร้านค้า และพนักงานออฟฟิศ ผู้สนใจในกรุงเทพฯ สั่งซื้อได้ที่ คุณนงนุช โทรศัพท์ (081) 733-1745 ส่วนถ้าอยู่นครนายกสั่งได้ที่ คุณตู่ โทรศัพท์ (089) 001-4112

เธอเล่าถึงสาเหตุของการแปรรูปมะดันว่า ปัจจุบันเป็นพนักงานธนาคารกรุงเทพ เริ่มทำสวนที่จังหวัดนครนายก ครั้งแรกปี 2550 เมื่อก่อนบริเวณนั้นเป็นที่นาจึงต้องลงทุนถมที่ในเนื้อที่ 4 ไร่กว่าๆ เพื่อปลูกมะยงชิดและผลไม้ที่ตัวเองชอบ เช่น มังคุด มะม่วง กล้วย ละมุด ฯลฯ ส่วนมะดันเป็นต้นไม้ที่มีมาตั้งแต่ดั้งเดิม ต่อมาเริ่มปลูกมะดันเพิ่มเติมเข้าไปด้วย แต่พอปี 2551 ราคามะดันตกต่ำมาก เลยเริ่มทำมะดันลอยแก้ว ตามด้วยมะดันอบแห้ง และน้ำมะดัน โดยมีการปรับปรุงพัฒนาสูตรตลอดมา ซึ่งการนำมะดันมาแปรรูปนั้นเพราะเป็นผลไม้พื้นบ้านที่มีวิตามินสูงมาก ช่วยในเรื่องภูมิแพ้หวัด ทำให้ผิวพรรณดีและช่วยระบบขับถ่ายด้วย

วางแผนปลูกแบบออร์แกนิก

ใครชิมมะดันอบแห้งหรือน้ำมะดันของคุณนงนุช ต่างชอบอกชอบใจในรสชาติที่ไม่เปรี้ยวจี๊ดจ๊าดจนเกินไป ด้วยเหตุนี้ จึงมีลูกค้าประจำและมีออร์เดอร์ไม่ขาด เจ้าตัวเองก็รู้สึกดีที่ได้ช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มขึ้นจากการแปรรูปนี้ เพราะที่ผ่านมาผู้คนมักจะนำมะดันมาใส่ในต้มปลาทูและนำไปแช่อิ่มเท่านั้น แต่ของเธอได้นำมาทำน้ำ ทำอบแห้ง และทำลอยแก้ว ซึ่งในท้องตลาดยังไม่เห็นมีใครทำเป็นล่ำเป็นสัน หรือมีบ้างแต่คุณภาพและความอร่อยก็ต่างกัน

เธอย้ำว่า ทางกลุ่มเน้นเรื่องคุณภาพเป็นสำคัญ เพื่อให้ได้มาตรฐานสูงสุด สามารถเข้าตลาดระดับสูงได้ รวมถึงมองการส่งออกด้วย ซึ่งทางกลุ่มทำได้ไม่ยากเพราะทุกครัวเรือนในบริเวณนี้ปลูกมะดันกันอยู่แล้ว สามารถคัดเลือกลูกที่มีขนาดใหญ่และเนื้อแน่น ตอนนี้ราคามะดันดีกว่าปีก่อนๆ จากที่เคยขายได้กิโลกรัมละ 3 บาท ขึ้นมาเป็นกิโลกรัมละ 7-15 บาท แล้วแต่ช่วงว่ามีมากหรือน้อย

ในเรื่องการปลูกมะดัน เธอให้ข้อมูลว่า ไม่มีแมลงอะไรมารบกวน จะมีก็แต่กาฝาก จึงต้องทำการตกแต่งกิ่งให้ดี และในการเก็บจะต้องเลือกเก็บเฉพาะลูกที่มีขนาดใหญ่ ทั้งนี้ มะดันจะออกผลมากในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงธันวาคม แต่ออกผลตลอดทั้งปีถ้าให้น้ำตลอด ซึ่งในอนาคตมีแผนที่จะปลูกแบบออร์แกนิก

คุณนงนุช พูดถึงปัญหาของการแปรรูปมะดันว่า ปัญหาที่เห็นชัดคือ มีผลผลิตเป็นฤดูกาล การเก็บรักษาต้องใช้ความเย็นช่วยถนอมอาหาร ซึ่งการใช้ความเย็นมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก

ผู้ประกอบการอีกรายที่อยู่ในคลัสเตอร์อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล คือ คุณเชิดพงษ์ เมธาวุฒินันท์ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยรับราชการ ปัจจุบันเป็นข้าราชการบำนาญ เขาระบุถึงการเข้าร่วมในคลัสเตอร์ผู้ผลิตและแปรรูปผลไม้ภาคตะวันออกว่า ในกลุ่มมีทั้งความแตกต่างและความเหมือนกัน จึงมีมุมมองในหลายๆ ด้านที่แลกเปลี่ยนและสามารถเสริมแนวทางธุรกิจซึ่งกันและกันได้

เชื่อมั่นตลาดนักท่องเที่ยวจีนชอบ

คุณเชิดพงษ์ อธิบายถึงธุรกิจแปรรูปผลไม้ที่ทำอยู่ว่า เริ่มจากจุดที่ว่าเมืองไทยมีผลไม้ตามฤดูกาลหลากหลายชนิด โดยเฉพาะทุเรียนที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ราชาแห่งผลไม้” ประกอบกับเทคโนโลยีการถนอมอาหารของไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติ ด้วยเหตุนี้ จึงนำทุเรียนหมอนทองมาแปรรูปเป็นเม็ดๆ เหมือนทอฟฟี่ ในชื่อแบรนด์ “ชิวดี้” โดยจ้างโรงงานผลิตที่มีมาตรฐานและมีประสบการณ์ อยู่ที่จังหวัดปราจีนบุรี

ว่าไปแล้วคุณเชิดพงษ์ก็เหมือนกับผู้ประกอบการรุ่นใหม่ยุคนี้ที่เน้นจ้างผลิตแล้วมาทำการตลาดเอง ซึ่งหากจับตลาดได้ถูกกิจการก็จะไปได้ดี ไม่ต้องมายุ่งในส่วนการผลิต การตั้งโรงงาน หรือจ้างพนักงานแต่อย่างใด เป็นการลดขั้นตอนไปได้เยอะ อยู่ที่ว่าหากเป็นสินค้าใหม่จะทำให้ลูกค้ารู้จักและเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าได้มากน้อยแค่ไหน

คุณเชิดพงษ์ บอกว่า จุดเด่นของ “ชิวดี้” คือผลิตจากทุเรียนหมอนทองพันธุ์ดี ผ่านการคัดสรรจากสวนผลไม้ที่ปลูกด้วยระบบออร์แกนิก และผ่านกระบวนการผลิตอันทันสมัยได้มาตรฐาน ทำให้ได้ทุเรียนเม็ดมินต์ที่มีรสชาติอร่อย เพิ่มความสดชื่นเวลารับประทาน และเป็นรสชาติที่แปลกใหม่ เคี้ยวเพลินได้ทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งในท้องตลาดไม่มีใครผลิตแบบนี้ โดยผลิตภัณฑ์ขนาด 20 กรัม ราคาขายปลีกซองละ 25 บาท และบรรจุกล่อง กล่องละ 60 ซอง ราคาขายส่ง 1,200 บาท

“ความจริงผลิตภัณฑ์ของเราก็คล้ายๆ กับทอฟฟี่ แต่ไม่อยากให้เรียกแบบนั้น เนื่องจากมูลค่ามันต่างกัน เพราะทางเราเลือกใช้ทุเรียนหมอนทองเกรดดี”

ผู้ประกอบการหน้าใหม่รายนี้เล่าว่า เตรียมวางแผนที่จะจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ และจะวางขายเพิ่มเติมในร้านขายของฝากบริการนักท่องเที่ยวและร้านอาหาร ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นที่ถูกอกถูกใจของนักท่องเที่ยวจีนที่ชอบรับประทานทุเรียน รวมทั้งการเข้าถึงตลาดอาเซียนเป็นตลาดที่ใหญ่มากทั้งจำนวนประชากรและรายได้ประชาชาติ หากสามารถมีผลิตภัณฑ์ที่สนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ในภูมิภาคนี้จะสร้างยอดขายได้สูงมาก

เจ้าตัวพูดถึงปัญหาอุปสรรคของการเริ่มทำธุรกิจนี้ว่า อยู่ที่การเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วไป เพราะเป็นของใหม่ไม่มีในท้องตลาด แต่หากได้ลองชิมแล้วจะถูกปากและติดใจในรสชาติที่มีความแปลกใหม่อันผสมกลมกลืนระหว่างทุเรียนกับมินต์ได้อย่างลงตัว

ในงานแถลงข่าวเปิดตัว “โครงการสนับสนุนเครือข่าย SME ใน 18 กลุ่มจังหวัด” เมื่อไม่นานมานี้ คุณเชิดพงษ์ก็ได้นำผลิตภัณฑ์มาให้ชิมกัน หลายรายชื่นชอบรสชาติที่แปลกใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่ชอบรสมินต์ทั้งหลาย

สนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายหรืออยากลิ้มชิมรสทุเรียนหมอนทองรสมินต์แบรนด์ “ชิวดี้” ติดต่อคุณเชิดพงษ์ได้ที่ โทรศัพท์ (092) 419-6695

“เพ้นต์หมวกกันน็อก” ศิลปะบนหัว ถูกใจนักบิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“เพ้นต์หมวกกันน็อก” ศิลปะบนหัว ถูกใจนักบิด

หมวก 1 ใบ ใช้เวลาเพ้นต์นาน 2-3 วัน ขึ้นอยู่กับรายละเอียด และความยากง่ายของลาย ยกตัวอย่าง ลายไทย ลายหัวกะโหลก ลายยักษ์ ตั้งแต่ปลายปี 2558 จนถึงต้นปี 2559 ลูกค้าชอบ ขายดี เนื่องจากทางร้านใส่ใจเก็บทุกรายละเอียด งานเนี้ยบจริงๆ นอกจากนั้นยังรับเพ้นต์ตามความต้องการของลูกค้า และยังรับทำโลโก้กลุ่มอีกด้วย

เป็นมากกว่าอุปกรณ์ที่ป้องกันอาการบาดเจ็บทางศีรษะของนักบิดไปแล้ว สำหรับหมวกกันน็อก เพราะยังเป็นเครื่องประดับคู่กายของชายหนุ่มที่ชื่นชอบความเร็ว เลยมีงานฝีมือประเภทเพ้นต์หมวกกันน็อกออกมาเอาใจคนกลุ่มนี้ หนึ่งในนั้นคือแบรนด์ “O SKULL STORY” (โอ สคูล สตอรี่) โดยมี คุณอันทพัธฏ์ พลเยี่ยม หรือ คุณโอ เป็นเจ้าของไอเดีย

ทำเงิน จากฝีมือ

แฮนด์เมด ลายไม่ซ้ำใคร

คุณโอ ปัจจุบันอายุ 37 ปี จบคณะศิลปกรรมศาสตร์สาขาทัศนศิลป์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ โดยส่วนตัวเขาชื่นชอบการขี่มอเตอร์ไซค์เลยทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับเครื่องยนต์สองล้อชนิดนี้ โดยใช้ทักษะและฝีมืออวดลวดลายลงบนหมวกกันน็อก ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นหลักหมื่นบาท

อันที่จริง หมวกกันน็อกมีความสวยงามอยู่แล้ว แต่คุณโอบอกเพิ่มเติมว่า คนที่ชอบหมวกกันน็อกเพ้นต์ เป็นกลุ่มคนที่ต้องการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ชอบความไม่เหมือนใคร ฉะนั้น สินค้าเลยได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันเปิดหน้าร้านอยู่ที่โครงการ จตุจักร กรีน กรุงเทพฯ

ก่อนหน้านี้ คุณโอทำงานประจำตำแหน่งครีเอทีฟดีไซเนอร์ กระทั่งราวปี 57 เขาลาออกมาทำกิจการส่วนตัวด้วยการเพ้นต์หมวกกันน็อกขาย ต่อมาเพิ่มสติ๊กเกอร์ฟิล์มติดรถไม่ลอกล่อน โดยหมวกกันน็อกที่ใช้สั่งจากโรงงานเป็นลักษณะแยกชิ้นส่วน จากนั้นมาประกอบเอง ข้อดีคือ หมวกสามารถถอดซักได้ ต่างจากหมวกกันน็อกปกติถอดซักไม่ได้

“ผมสั่งหมวกกันน็อกจากโรงงานที่ได้มาตรฐานมีเครื่องหมาย มอก. น้ำหนักเบา ใส่สบาย ผลิตจากพลาสติก ABS มีคุณสมบัติทนต่อแรงกระแทก ขอบหมวกหุ้มด้วยกระดูกงู สั่งแบบแยกชิ้นส่วนเพื่อให้ง่ายต่อการนำมาเพ้นต์ เพราะหมวกกันน็อกจะมีลักษณะโค้งมน มีผิววัสดุเรียบมัน การเพ้นต์ต้องใจเย็นๆ หมวกมีไซซ์ M วัดรอบศีรษะ 57-58 เซนติเมตร ไซซ์ L วัดรอบศีรษะ 59-60 เซนติเมตร ไซซ์ XL วัดรอบศีรษะ 61-62 เซนติเมตร ลายที่เพ้นต์เน้นลายกราฟิก ลายหัวกะโหลก ลายยักษ์ ลายไทย ผสมผสานกัน ลวดลายส่วนใหญ่เกิดจากไอเดียกับจินตนาการ”

หมวกกันน็อกที่เลือกมาเพ้นต์นั้น สีพื้นจะอ่อนหรือเข้มก็ได้ ใครที่ยังไม่ชำนาญแนะนำให้ร่างโครงไว้ก่อนแล้วลงสีตาม แต่สำหรับคุณโอเขาสามารถลงสีเลย ซึ่งจะใช้สีอะครีลิก จากนั้นเคลือบด้วยสีรถยนต์อีก 4 ชั้น เพื่อให้มัน เงา ทนทาน อายุการใช้งานต่อใบ 5-6 ปี ลายที่เพ้นต์แนะนำไม่ควรก๊อบปี้ใครเพื่อชิ้นงานจะได้แตกต่าง เพราะหัวใจสำคัญอยู่ที่ความไม่เหมือนใคร

ด้านกำลังการผลิต ชายหนุ่ม เผยว่า หมวก 1 ใบ ใช้เวลาเพ้นต์นาน 2-3 วัน ขึ้นอยู่กับรายละเอียด และความยากง่ายของลาย ยกตัวอย่าง ลายไทย ลายหัวกะโหลก ลายยักษ์ ตั้งแต่ปลายปี 2558 จนถึงต้นปี 2559 ลูกค้าชอบ ขายดี เนื่องจากทางร้านใส่ใจเก็บทุกรายละเอียด งานเนี้ยบจริงๆ นอกจากนั้น ยังรับเพ้นต์ตามความต้องการของลูกค้า และยังรับทำโลโก้กลุ่มอีกด้วย

เทรนด์บิ๊กไบค์ ส่งผลดี

ขายฝีมือ กำไร 2 เท่าตัว

ทางกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาอุดหนุน เจ้าของร้าน กล่าวว่า เป็นคนขี่มอเตอร์ไซค์ที่อยากจะมีหมวกกันน็อกเข้ากับสไตล์รถ ลูกค้าบางคนเปลี่ยนรถ แต่หมวกกันน็อกไม่สวย ก็มาซื้อหมวกทางร้าน เรียกง่ายๆ สมัยนี้หมวกต้องแมตช์กับรถ

ราคาหมวกกันน็อกเพ้นต์ต่อใบ 1,200-5,000 บาท ราคานี้รวมหมวกกันน็อกแล้ว ส่วนสติ๊กเกอร์ข้อความเริ่มต้น 800 บาท ซึ่งทุนวัสดุอยู่ที่ใบละไม่เกิน 1,000 บาท เท่ากับได้กำไร 2 เท่าตัวเลยทีเดียว แต่ทว่าเป็นงานที่อาศัยฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ ฉะนั้น ราคาก็ย่อมสูงเป็นธรรมดา

“ระยะเวลาเกือบ 2 ปีที่ทำมา ช่วงแรกขายหมวกกันน็อกได้เพียง 6-7 ใบ ต่อเดือน อาศัยพัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาลวดลายให้ตรงใจทั้งลูกค้าคนไทยและต่างชาติ คอยดูแลเทกแคร์ หมั่นทำโปรโมชั่น ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็น 20 ใบ ต่อเดือน”

สำหรับกลยุทธ์ที่คุณโอใช้ เขาเน้นงานดีไซน์เป็นหลัก มีลายใหม่ๆ เพิ่มขึ้นสม่ำเสมอ ดูกระแสแต่ละช่วงฮิตอะไร ส่งผลให้เกิดการซื้อซ้ำทั้งลูกค้าหน้าเก่า และลูกค้าหน้าใหม่ เพราะปัจจุบันหมวกกันน็อกสวยๆ เปรียบเสมือนแอกเซสซอรี่ที่บรรดาเจ้าของรถมอเตอร์ไซค์ต้องมี

นอกจากหน้าร้านที่จตุจักร กรีน แล้ว ชิ้นงานที่ทำขึ้นก็จะลงขายผ่านทางเฟซบุ๊ก รวมถึงเป็นพื้นที่ให้ลูกค้ามาร่วมรีวิวที่ http://www.facebook.com/O SKULL STORY และลงคลิปสินค้าใน http://www.youtube.com ด้วย สาเหตุที่ชายหนุ่มเลือกขายผ่านช่องทางนี้เพราะติดต่อสื่อสารกับลูกค้าได้ทั่วโลก รู้ฟีดแบ็กได้ทันที

และเนื่องจากกระแสผู้ที่ขับขี่รถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์กำลังมาแรง ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวกับรถมอเตอร์ไซค์ขยับสูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งร้าน “O SKULL STORY” ก็ไม่ได้มีดีแต่หมวกกันน็อก ยังมีแอกเซสซอรี่เกี่ยวกับรถมอเตอร์ไซค์อีกมากมาย

ถ้าเบื่อกับหมวกกันน็อกใบเก่าๆ ลายซ้ำๆ ได้เวลาเป็นตัวของตัวเองกับหมวกกันน็อก “O SKULL STORY” (โอ สคูล สตอรี่) ร้านอยู่ที่ จตุจักร กรีน กรุงเทพฯ เปิดทำการทุกวันพฤหัสบดี ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ขายส่งและปลีก โทรศัพท์ (094) 864-1625

“phiory” กระเป๋าหนังแบรนด์ไทย ที่ไม่แพ้แบรนด์นอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ช่องทางสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“phiory” กระเป๋าหนังแบรนด์ไทย ที่ไม่แพ้แบรนด์นอก

หากพูดถึงแฟชั่นของคุณสาวๆ หลายคนต้องจับจ้องไปที่เสื้อผ้า รองเท้า และความสวยของใบหน้า แต่อีกหนึ่งแฟชั่นที่ขาดไม่ได้สำหรับพวกเธอ คือการใช้กระเป๋าสะพาย โดยกระเป๋าสะพายที่วางขายมีให้เลือกกันละลานตาตามรสนิยมและสไตล์แต่ละคน

คุณผู้หญิงหลายคนใส่ใจกับความพิถีพิถันของคุณภาพงานกระเป๋าสะพาย เพราะต้องใส่สิ่งของอุปกรณ์ที่จำเป็นหลายอย่าง จึงต้องมีความแข็งแรง และควรเลือกเป็นกระเป๋าสะพายหนัง ขณะเดียวกัน ยังต้องการให้กระเป๋าโปรดของตัวเองมีความสวยงาม สามารถสะพายไปไหนต่อไหนได้โดยไม่เขินอาย

อีกทั้งยังต้องการให้มีช่องใส่ของมากมาย สลับกับลูกเล่นการปรับเปลี่ยนรูปทรงสำหรับไว้ใช้ได้ในหลายบรรยากาศงานโดยไม่เบื่อ ไม่จำเจ และ “phiory” ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้นได้

“phiory” เป็นชื่อแบรนด์กระเป๋าหนังของคนไทย ที่โดดเด่น ด้วยรูปทรงการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมใส่ฟังก์ชั่นหลายอย่าง จากการดีไซน์โดยเจ้าของการันตีความรู้และประสบการณ์เรื่องการออกแบบจากต่างประเทศ เรียกว่าสู้กับแบรนด์นอกได้อย่างไม่อายเลย

คุณณัฐมณฑ์ วุฒิภัทรอารีย์ หรือ คุณนัท เจ้าของธุรกิจกระเป๋าหนัง phiory เล่าว่า ความที่ตัวเองเรียนจบมาด้านการออกแบบจากประเทศออสเตรเลีย จึงตั้งใจว่าจะกลับมาเปิดกิจการตามที่ร่ำเรียนมา เพราะเป็นคนที่ชอบหนัง โดยคิดว่าจะทำธุรกิจขายรองเท้าหนัง แต่มาคิดอีกทีพบว่าจะต้องวุ่นวายกับการสต๊อกขนาดรองเท้า

เลยหันมาจับงานผลิตกระเป๋าหนัง เพราะคิดว่าเป็นของใช้ที่คนให้ความสนใจตลอดเวลาไม่เบื่อ โดยมีความตั้งใจว่าจะผลิตกระเป๋าที่มีคุณภาพ เน้นการออกแบบให้สามารถใช้งานได้สารพัดประโยชน์ สร้างกิมมิกเพื่อให้เป็นที่จดจำแก่ลูกค้าได้ง่าย เน้นขายในราคาไม่แพง และผลิตอย่างมีคุณภาพ มีความประณีต ออกแบบให้ทันสมัย เพื่อแข่งขันกับแบรนด์นอก

การผลิตกระเป๋าหนัง phiory ในทุกกระบวนการ คุณนัทดูแลเองหมดตั้งแต่ออกแบบ เลือกวัสดุ ควบคุมการตัดเย็บ โดยใช้วัตถุดิบเกรดคุณภาพของเมืองไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้ต้องการออกแบบเพื่อให้คุ้มค่ากับการใช้งาน โดยไม่เพียงการใส่ของใช้จำเป็นลงในกระเป๋า แต่ยังเป็นกระเป๋าที่ให้ความทันสมัย เป็นเครื่องประดับคู่กายเจ้าของได้อย่างภาคภูมิใจ

กระเป๋าชิ้นแรกที่คุณนัทตั้งใจผลิตตามนิยามตัวเองมี 2 แบบคือ รุ่น Buzac เป็นการออกแบบทรง bucket bag ที่สามารถปรับเปลี่ยนการสะพายได้แบบหลากหลาย ถือเป็นกระเป๋าที่ได้รับความนิยมตลอดจนทุกวันนี้ เป็นการออกแบบให้มีความคลาสสิก สามารถใช้ได้ทุกยุค ทุกสมัย จากการออกแบบภายนอกที่ดูเรียบง่าย แต่ภายในเน้นการใช้งานได้หลายชนิด สามารถบรรจุของได้จำนวนมากหลายแบบ

และรุ่นคือ Heart เป็นกระเป๋าขนาดเล็กลงมาจากแบบรุ่น Buzac และเป็นงานต่อยอด มีความจุของได้มากเช่นกัน มีให้ทั้งสายหนังและโซ่ พร้อมกับพู่หนังคู่ ที่ปรับใช้ได้ตามความชอบ ไม่ว่าจะต้องการปรับเป็นแบบ crossbody cluth หรือการใช้แบบ pouch

“ลูกค้าบางรายยังไม่คุ้นกับแบรนด์ดีจึงมักเลือกซื้อ รุ่น Heart มาใช้ก่อนเพราะเห็นว่ามีขนาดที่พอเหมาะ แต่ภายหลังพบว่าสินค้า phiory มีงานตัดเย็บที่มีคุณภาพ และออกแบบได้สวยงามทันสมัย ที่สำคัญเมื่อเทียบกับแบรนด์นอกแล้วราคาไม่แพงเลย ลูกค้ารายเดิมจึงตัดสินใจแบบไม่ลังเลที่จะเลือกซื้อรุ่น Buzac อีกใบทันที”

จากความใกล้ชิดในการผลิต ตลอดจนการเอาใจใส่พิถีพิถันทุกขั้นตอนก่อนถึงมือลูกค้า จึงทำให้ในช่วงเวลาเพียงปีเศษกระเป๋าหนังแบรนด์ phiory ได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมจากลูกค้าอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าของผลิตภัณฑ์กระเป๋าหนังแบรนด์ phiory จึงส่งผลิตภัณฑ์กระเป๋าหนังภายใต้การออกแบบที่เน้นความทนทาน สวยหรู แฝงด้วยสาระประโยชน์จากการใช้งานออกมาอีก ได้แก่

รุ่น Uma//weave เป็นกระเป๋าหนังแท้ที่สามารถปรับรูปทรงได้ตามสไตล์ที่คุณต้องการ รวมถึงรายละเอียดความประณีตและสวยงามจากจุดเด่นของการสานหนังบริเวณฝาด้วยมือ ดังนั้น จึงมีราคาแพงที่สุดในบรรดาสินค้าตัวอื่น อีกทั้งเน้นการผลิตที่มีขนาดใหญ่พองาม มีลูกเล่นมากมาย มีการปรับทรงด้านข้างให้ย่อ-ขยายได้ ทั้งนี้ Uma//weave สามารถสะพายทั้งแบบคล้องแขน หรือคล้องมือ เป็นกระเป๋าที่เหมาะกับทุกงานที่คุณต้องใช้ ในอนาคตอาจผลิตสีที่มีความสดใสเพิ่มเติม

รุ่น V Tote กระเป๋าหนังแท้ ที่มีความนุ่ม ทนทาน ดูแลง่าย ยิ่งใช้ไปนานยิ่งสวย เพราะหนังมีความมันมากขึ้นเรื่อยๆ มีขนาดใบใหญ่ที่จุใจ ตัวกระเป๋าชิ้นหน้า/หลัง ใช้หนังเต็มผืนไม่มีรอยต่อ สามารถใช้ได้ทั้งในวันทำงานหรือวันหยุด

ส่วนด้านบนปิด-เปิดด้วยซิปเพื่อความปลอดภัย แถมด้วยการออกแบบช่องซิปขนาดใหญ่ด้านหลังอีกเพื่อให้เป็นที่เก็บของได้อย่างจุใจ และด้านในมีการออกแบบช่องเก็บของขนาดต่างๆ เพื่อให้ท่านจัดของได้อย่างมีระเบียบ ง่ายต่อการหยิบใช้งาน นอกจากนั้น V Tote ให้ความสำคัญกับความแข็งแรงและปลอดภัยต่อไหล่ของท่าน ด้วยการออกแบบสายสะพาย 2 ชั้น

รุ่น Pepa Lock Tote นับเป็น Tote ที่เพิ่มระดับความหรูหรามากขึ้น โดยการออกแบบจะไม่เน้นการใช้สอยมากนัก แต่ยังคงเปิดพื้นที่การเก็บของอยู่ ทั้งนี้ Pepa Lock Tote ได้ใส่ลูกเล่นที่สร้างความโดดเด่นของแม่กุญแจ ตลอดจนการปรับสายกระเป๋าให้สามารถใช้งานได้หลากสไตล์ตามความเหมาะสมทั้ง crossbody, Tote หรือ clutch ก็ตาม

รุ่น SYM (ซิม) เป็นกระเป๋าขนาดกลาง ทรงเหลี่ยม แต่แฝงด้วยความละเอียดมากมาย ทั้งคุณภาพการออกแบบที่มีความแปลก สร้างจุดสนใจที่โดดเด่นจากหมุดที่ตอกลงบนกระเป๋า จึงนับเป็นกระเป๋าหนังที่ให้น้ำหนักการออกแบบฉีกแนวเดิม ที่ให้ความรู้สึกเท่ ผสมกับความเซ็กซี่

คุณนัท บอกว่า กระเป๋าทุกใบผ่านการออกแบบมาด้วยตัวเอง เพราะมีประสบการณ์ ความรู้ที่ร่ำเรียนมาจากประเทศออสเตรเลีย โดยเน้นการออกแบบเพื่อสะท้อนจากความต้องการส่วนตัว เพราะชอบของใช้ที่ให้ประโยชน์ได้มากมาย ดังนั้น เมื่อนำแนวคิดส่วนตัวมาออกแบบกระเป๋าจึงทำให้เน้นความคุ้มค่าจากฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย ทำให้เกิดความคุ้มค่า

ด้านการตัดเย็บ เจ้าของธุรกิจรายนี้มีทีมงานเป็นของตัวเอง จะเน้นผลิตจำนวนที่เหมาะสม เพราะมองในเรื่องคุณภาพ ความประณีตในการตัดเย็บ คุณนัท ว่า การที่ต้องทำการตลาดแบบขายออนไลน์ จึงต้องสร้างความเชื่อถือด้านคุณภาพให้แก่ลูกค้าเป็นสำคัญก่อน เพราะนั่นหมายถึงคุณอาจมีโอกาสอีกในคราวต่อไป

“อย่าลืมว่าไม่ได้วางสินค้าขายแบบเผชิญหน้ากับลูกค้า อีกทั้งลูกค้าก็สามารถจับต้องได้ หากชอบหรือไม่ชอบก็ตัดสินใจตรงนั้นทันที แต่การขายแบบออนไลน์ตรงกันข้ามเพราะเห็นแต่รูป อ่านแต่รายละเอียด ลูกค้าก็เสี่ยง คนขายก็เสี่ยง ดังนั้น เพื่อสร้างเครดิตให้ตัวเองและแบรนด์ควรแข่งขันในเรื่องคุณภาพตั้งแต่การผลิตไปยังการส่งของจนถึงมือลูกค้า”

เจ้าของธุรกิจรายนี้มองว่า แฟชั่นกระเป๋าหนังในท้องตลาดมีมากมาย แล้วแต่รสนิยมของลูกค้า ทั้งนี้การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์อาจโดนใจและชื่นชอบของลูกค้า ดังนั้น สินค้าของเราคงขายในกลุ่มที่นิยมการออกแบบหรือชอบสไตล์แบบใจเราด้วยเช่นกัน

“สินค้าหลายอย่างที่ผลิตและคิดค้นโดยคนไทยมีคุณภาพและมาตรฐานฝีมือไม่แพ้ต่างประเทศ และที่สำคัญราคาถูกกว่าสินค้าต่างประเทศหลายเท่า ฉะนั้น ถ้าคนไทย ช่วยกันอุดหนุนสินค้าที่คนไทยคิด ถือเป็นการช่วยชาติ สร้างงาน สร้างรายได้ พร้อมกับสร้างกำลังใจให้เพื่อนร่วมชาติอีกด้วย

สนใจสอบถามสั่งซื้อหรือแวะชมกระเป๋าหนัง แบรนด์คนไทยอย่าง “phiory” ได้ที่ คุณนัท โทรศัพท์ (061) 542-2464 http://www.facebook.com/phioryphiory, http:instagram.com/phioryphiory