“เทสโก้ โลตัส” ชวนบุกสวนมะพร้าว เผยยอดขาย สัปดาห์ละกว่าแสนลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0742150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 391

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

“เทสโก้ โลตัส” ชวนบุกสวนมะพร้าว เผยยอดขาย สัปดาห์ละกว่าแสนลูก

มะพร้าวน้ำหอม ของไหว้ประเภทผลไม้ที่ขาดไม่ได้ในช่วงเทศกาลตรุษจีน เนื่องจากมีความหมายดี สื่อถึงการอยู่ร่วมกัน โดยแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่สำคัญของประเทศไทยที่ให้รสชาติของมะพร้าวน้ำหอมหวานอร่อยไม่เหมือนใคร อยู่ใน 4 จังหวัดคือ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี และนครปฐม

โดยครั้งนี้ได้มีโอกาสเดินทางไปบุกถึงสวนมะพร้าวน้ำหอม ที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ถิ่นที่ได้ชื่อว่า ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ได้หอม อร่อย อีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย

มาตรฐานของเทสโก้

ชาวสวนลุยได้ ผลผลิตดี

มะพร้าวน้ำหอม ขึ้นแท่นเป็นผลไม้ไหว้ยอดนิยมช่วงเทศกาลตรุษจีนเช่นเดียวกับส้มและกล้วย อีกทั้งช่วงประมาณ 7-8 ปีมานี้ คนหันมานิยมมะพร้าวน้ำหอมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีผลงานวิจัยต่างๆ ที่กล่าวถึงคุณประโยชน์ที่ดีและเด่นของน้ำมะพร้าวน้ำหอม ไม่ว่าจะเป็นดีต่อสุขภาพ ผิวพรรณ และหากทานเป็นประจำจะช่วยทำให้แลดูอ่อนเยาว์ ทำให้ผลไม้ชนิดนี้ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น

ครั้งนี้ได้ คุณพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธานกรรมการฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพสินค้าเทสโก้ โลตัส มาเผยว่า “เทสโก้ โลตัส เน้นการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไทย โดยได้มีการส่งเสริมนโยบายประชารัฐที่จะสร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับเกษตรกรไทย ทั้งยังสามารถพัฒนาสินค้าคุณภาพดีและปลอดภัยร่วมกัน

โดยสิ่งสำคัญสำหรับมะพร้าวน้ำหอมคือการพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน ซึ่งทางบริษัทที่เป็นคู่ค้าคือ บริษัท เอ แอนด์ เจ ผลไม้ไทย จำกัด นั้นได้รับมาตรฐาน GAP HACCP มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราก็ต้องร่วมกันในการพัฒนาผลไม้ไทยให้มีคุณภาพที่ดีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านนวัตกรรมสินค้า หรือการพัฒนาลักษณะของมะพร้าวให้ตรงความต้องการของตลาด”

ปัจจุบัน เทสโก้ โลตัส รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรประมาณ 120,000 ลูก ต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลตรุษจีน ถือได้ว่าเป็นฤดูที่มะพร้าวน้ำหอมขายดีและเป็นที่ต้องการของตลาดค่อนข้างสูงอีกด้วย

ส่วนทางด้าน คุณสรรค์ชัย ปวุติภัทรพงศ์ กรรมการ บริษัท เอ แอนด์ เจ ผลไม้ไทย จำกัด ซึ่งเป็นทั้งเจ้าของสวนและผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่ส่งขายให้กับเทสโก้ โลตัส ก็ได้มาเผยว่า “มะพร้าวน้ำหอมในปัจจุบันที่ส่งขายให้กับเทสโก้ โลตัส มีอยู่ 3 แบบคือ มะพร้าวควั่น (มะพร้าวที่นำมาปอกเปลือกเขียวออกหมดหรือบางส่วน ตกแต่งให้มีรูปทรงกระบอกสอบ ด้านบนเป็นรูปฝาชี) มะพร้าวเจีย (มะพร้าวที่นำมาปอกเปลือกเขียวและขาวออกหมด) และมะพร้าวหัวโต (มะพร้าวที่นำมาปอกเปลือกขาวออกเกือบทั้งหมด เหลือบางส่วนไว้เป็นฐาน)

โดยยอดจัดส่งรอบปี 2558 ที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านลูก โดยเฉลี่ยปกติที่ทางเทสโก้ โลตัส รับซื้อประมาณสัปดาห์ละ 30,000-40,000 ลูก ยิ่งในช่วงเทศกาลตรุษจีน จะมียอดขายมากกว่าปกติถึง 3 เท่า จึงจะรับซื้อเพิ่มขึ้นถึงสัปดาห์ละมากกว่า 100,000 ลูก

สำหรับสัดส่วนการวางจำหน่ายของมะพร้าวน้ำหอม สัดส่วนอยู่ที่ในประเทศร้อยละ 40 ส่งออกต่างประเทศร้อยละ 60 ซึ่งขณะนี้ส่งออกต่างประเทศรวมทั้งหมด 7 ประเทศ อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา

ต้องวางแผนปลูกมะพร้าว

ถึงส่งขายเทสโก้ โลตัส ทัน

ครั้นมาเยือนยังถิ่นมะพร้าวทั้งที จะไม่เดินเข้าสวนก็เหมือนมาไม่ถึงแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ได้คุณภาพ โดยได้ คุณณรงค์ศักดิ์ จรณะพุต เจ้าของสวนมะพร้าวอีกรายหนึ่ง ที่ส่งมะพร้าวน้ำหอมขายให้กับทางเทสโก้ โลตัส เล่าให้ฟังว่า “มะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกที่นี่ จะมีรสชาติที่ต่างจากที่อื่น ความโดดเด่นอยู่ที่ความหวานและหอม ประกอบกับเวลาดื่มแล้วจะรู้สึกสดชื่น ดีต่อสุขภาพ ทำให้มะพร้าวเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นผลสดหรือแปรรูป”

เมื่อมีความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค ชาวสวนอย่างคุณณรงค์ศักดิ์ จึงต้องมีการวางแผนร่วมกับทั้งทางเทสโก้ โลตัส และทางบริษัท เอ แอนด์ เจฯ ด้วยเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้นนี้ อีกทั้งถือเป็นการเรียนรู้มาตรฐานด้านคุณภาพที่ต้องควบคุมให้ได้ อาทิ ขนาด น้ำหนัก รูปทรง รอยแดงช้ำ ค่าความหวาน เป็นต้น ทั้งยังช่วยลดปัญหาผลิตผลที่ล้นหรือขาดตลาดอีกด้วย

สำหรับสวนของคุณณรงค์ศักดิ์นั้น มีการเก็บเกี่ยวมะพร้าวเพื่อให้ได้คุณภาพสูงที่สุด โดยความน่าสนใจของการเก็บมะพร้าวคือ การเก็บผลผลิตด้วยวิธีการลากร่องสวน ที่ไม่ต้องลงทุนมาก แต่ช่วยให้ผลผลิตที่ได้มีรอยช้ำน้อย เพื่อให้เกษตรกรสามารถคงคุณภาพของมะพร้าวไม่แตก ไม่ช้ำ ลดความเสียหายลงได้

วิธีการเก็บลูกมะพร้าวน้ำหอมดังกล่าว จะอาศัยน้ำในท้องร่องที่ขุดขึ้น โดยระดับความลึกนั้นต้องสามารถรองรับน้ำหนักการร่วงของลูกมะพร้าวได้ ซึ่งต้องมีระดับความลึกอยู่ที่ประมาณ 140-160 เซนติเมตร จึงจะสามารถลดความเสียหายจากการตัดลูกมะพร้าวได้

“ตะนาวศรี” ไก่บ้านไทย ชูคุณภาพ บุกตลาดทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ตะนาวศรี” ไก่บ้านไทย ชูคุณภาพ บุกตลาดทั่วโลก

จากวันเริ่มต้นมาถึงวันนี้ บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ได้เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทุ่ม 200 ล้านบาท เปิดร้านข้าวมันไก่ตะนาวศรี อนาคตหวังขายแฟรนไชส์ และเตรียมงบลงทุน 120 ล้านบาท สร้างโรงผลิตอาหารปรุงสุกพร้อมทานในรูปแบบแช่แข็ง ลุยต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น

คนที่ไม่รู้จักไก่บ้านดีพอ มักมีความเชื่อว่าไก่บ้านเหนียว ไม่อร่อย ต้องต้มนานกว่าจะได้กิน แต่ความจริงแล้วไก่บ้านที่เหนียวๆ ก็คือไก่บ้านแก่ ออกลูกมาแล้วหลายครอก

“ตะนาวศรี” คือ ไก่บ้านไทย เป็นสายพันธุ์ที่ค้นคว้าพัฒนาขึ้นเองของ คุณลิขิต สูจิฆระ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด เกิดขึ้นจากการผสมระหว่างพ่อพันธุ์ไก่ชนตะนาวศรี และแม่พันธุ์ไก่แดงตะนาวศรี ซึ่งจุดเด่นของไก่บ้านชนิดนี้เลี้ยงด้วยสมุนไพรไทย แทนการใช้ยาปฏิชีวนะ ปราศจากสารเร่งโต กลายเป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพเนื้อที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค เนื้ออร่อย ไม่เหนียว ไม่ยุ่ย ไม่คาว ไม่มีกลิ่นสาบ มีโครงร่างดี ปริมาณเนื้อมาก กระดูกเล็ก ไขมันน้อย โปรตีนสูง ไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ เอาไปทำเมนูไหนก็อร่อย แถมได้สุขภาพอีกด้วย มีสารพิวรีนน้อย (ตัวก่อกรดยูริก) ไม่ก่อให้เกิดโรคเกาต์

ส่งเสริม รับซื้อไก่ จากเกษตรกร

บุกตลาด AEC ก่อน

คุณลิขิต และผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาวงการเลี้ยงไก่พื้นเมืองของประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดตั้ง บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ขึ้นในปี 2538 จากวันนั้น จนมาถึงวันนี้ บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นบริษัทของเกษตรกรไทยที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการเลี้ยงไก่บ้านและธุรกิจต่อเนื่องแบบครบวงจรรายแรก และรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

คุณกณพ สูจิฆระ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด เผยว่า ปัจจุบัน บริษัทแบ่งสายงานออกเป็นส่วนของฟาร์มเลี้ยง และส่วนของโรงงานชำแหละโดยในส่วนของโรงงานชำแหละถือได้ว่า เป็นโรงงานชำแหละ ผลิตไก่พื้นเมืองแห่งแรกของประเทศไทย ที่ได้มาตรฐานรับรองตามมาตรฐาน ทั้งฮาลาล GMP HACCP และมาตรฐานการส่งออก EST 197 โรงงานชำแหละของบริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย เน้นผลิตสินค้าประเภทไก่สดและไก่แช่แข็ง ควบคู่กันไปทั้งในส่วนของไก่เนื้อและไก่พื้นเมืองที่รับมาจากฟาร์มของเกษตรกรในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงของบริษัท

โดยผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อทั้งหมดจากโรงงานชำแหละ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่งจำหน่ายตลาดภายในประเทศ วางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ 5,000 แห่งทั่วประเทศ อาทิ กูร์เม่ต์ มาร์เก็ต, โฮมเฟรชมาร์ท, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, วิลล่า มาร์เก็ต, แม็กซ์แวลู, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, เลมอน ฟาร์ม และโกลเด้น เพลส รวมถึงตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ทั้ง 4 ภาค และอีก 30 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยไก่เนื้อจะส่งไปจำหน่ายที่ประเทศจีน ญี่ปุ่น กัมพูชา และมาเลเซีย ส่วนไก่พื้นเมืองลูกผสมตะนาวศรีจะมีการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศแรกในปี 2559

ส่วนของฟาร์มเลี้ยง รองกรรมการผู้จัดการ อธิบายให้ฟังว่า บริษัทมีทั้งในส่วนของไก่เนื้อและไก่บ้าน โดยฟาร์มของบริษัท ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครปฐม โดยเป็นฟาร์มปู่-ย่า และพ่อแม่พันธุ์ไก่พื้นเมือง และฟาร์มวิจัยรวมถึงพัฒนาสายพันธุ์ ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมเกษตรกร 8 จังหวัดให้เลี้ยง อาทิ ราชบุรี สุพรรณบุรี ปทุมธานี มีเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมในปัจจุบันประมาณ 100 กว่าราย และเพื่อให้ความมั่นใจแก่เกษตรกรที่ส่งไก่มาเข้าสู่โรงงานแล้วได้ค่าตอบแทนที่โปร่งใส ถูกต้อง คือการใช้เครื่องชั่งน้ำหนักไก่สดอัตโนมัติ สามารถบันทึกข้อมูลได้

“การใช้เครื่องชั่งน้ำหนักไก่สดอัตโนมัตินี้ จะทำให้เกษตรกรสามารถตรวจสอบข้อมูลไก่จากฟาร์มในระหว่างการชั่งน้ำหนักผ่านอินเตอร์เน็ตและสมาร์ตโฟน โดยเครื่องชั่งน้ำหนักไก่สดอัตโนมัติดังกล่าวจะมีการบันทึกข้อมูลที่เกษตรกรสามารถดูได้ในเวลาเดียวกัน เช่น จำนวนตัว น้ำหนักต่อตัว และช่วงน้ำหนักที่ไก่เข้าโรงงาน หากมีข้อผิดพลาด เครื่องชั่งจะมีการสั่งยกเลิกการบันทึกข้อมูลต่างๆ ของตัวไก่ตัวนั้น และสั่งให้นำไก่ตัวนั้นเข้าชั่งน้ำหนักใหม่”

สร้างไก่สายพันธุ์ดี ระดับโลก

สยายปีกธุรกิจ ไม่มีหยุด

ด้วยระบบดังกล่าวจึงทำให้ทั้งทางโรงงานและเกษตรกรได้รับรู้ถึงข้อมูลของไก่ที่ส่งเหมือนกัน และทำให้เกิดความโปร่งใส เกษตรกรสามารถเช็กข้อมูลได้ที่ฟาร์ม โดยผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ โดยไม่ต้องมาติดตามผลที่โรงงาน

สำหรับไก่ลูกผสมพื้นเมืองตะนาวศรีเกิดขึ้นจากการผสมกันระหว่างพ่อพันธุ์ไก่ชนตะนาวศรี และแม่พันธุ์ไก่แดงตะนาวศรี ทั้งนี้ พ่อพันธุ์ไก่ชนตะนาวศรี เป็นพ่อพันธุ์ไก่ชนที่ผ่านการคัดเลือกจากไก่ชนไทยที่มีลักษณะตามตลาดต้องการ ส่วนแม่พันธุ์ไก่แดงตะนาวศรี เป็นสายพันธุ์ที่เกิดจากการค้นคว้าพัฒนา โดยนำไก่พื้นเมืองของไทยมาผสมข้ามสายพันธุ์กันกว่า 20 สายพันธุ์ เช่น พันธุ์เหลืองหางขาว ไก่ชีท่าพระ ไก่แดงสุราษฎร์ และไก่ประดู่หางดำ เป็นต้น จนกลายเป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพเนื้อที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค เนื้ออร่อย ไม่เหนียว ไม่ยุ่ย ไม่คาว ไม่มีกลิ่นสาบ มีโครงร่างดีปริมาณเนื้อมาก แม่พันธุ์สามารถผลิตไข่ได้ดี

ที่น่าสนใจอีกประการคือ ทางตะนาวศรีจะเน้นการเลี้ยงด้วยสมุนไพรไทย แทนการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาโรค และปราศจากสารเร่งโต โดยสมุนไพรทั้ง 3 ชนิด ประกอบด้วย ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชันและไพล และองค์ความรู้ดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดออกไปสู่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่โดยทั่วไป มาตั้งแต่ปี 2532

จากวันเริ่มต้นมาถึงวันนี้ บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด เติบโตไม่หยุด ล่าสุดทุ่ม 200 ล้านบาท เปิดร้านข้าวมันไก่ตะนาวศรี อนาคตหวังขายแฟรนไชส์ และเตรียมงบลงทุน 120 ล้านบาท สร้างโรงผลิตอาหารปรุงสุกพร้อมทานในรูปแบบแช่แข็ง ลุยต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น

“ร้านข้าวมันไก่ตะนาวศรี ใน 2 ปีนับจากนี้จะเปิดให้ได้ 25 สาขา เบื้องต้นการลงทุนแต่ละสาขาเฉลี่ยสาขาละ 3 ล้านบาทแล้ว 2 แห่งคือ อาคารบีบีซี ย่านเอกมัย ส่วนสาขาที่ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยหอการค้า อนาคตหวังขายแฟรนไชส์ และเตรียมสร้างโรงผลิตอาหารปรุงสุกพร้อมทานในรูปแบบแช่แข็ง”

จากแผนการดำเนินงานที่ผู้บริหารวางไว้ เขาหวังว่า ยอดขายรวมทั้งปีนี้จะทำได้ 8,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออก 20 เปอร์เซ็นต์ และในประเทศ 80 เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบัน กลุ่มบริษัท ตะนาวศรี ประกอบด้วย 5 บริษัท คือ 1. บริษัท ตะนาวศรี จำกัด หรือฟาร์มเพาะพันธุ์ไก่บ้านตะนาวศรี 2. บริษัท ฟู้ดวิลเลจ จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านการทำตลาดที่เกี่ยวกับอาหาร 3. บริษัท เอเซียนที จำกัด ดำเนินธุรกิจร้านอาหารข้าวมันไก่ตะนาวศรี 4. บริษัท ลีดดิ้ง ฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตไส้กรอกแปรรูปไก่ และ 5. บริษัท ทีแล็บ จำกัด ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบ วิเคราะห์ และวิจัย

ด้านกำลังผลิตไก่บ้าน ปัจจุบันทำได้ 120,000 ตัว ต่อสัปดาห์ กำลังการผลิตในวงจรการเชือดไก่ตะนาวศรี แบ่งเป็นไก่บ้าน 10 เปอร์เซ็นต์ ไก่เนื้อ 90 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นการผลิตพันธุ์ลูกไก่บ้าน เพื่อส่งให้ลูกค้านำไปเลี้ยงต่อ และกระจายผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ ตลาดสด โมเดิร์นเทรด และร้านอาหารกว่า 300 ราย

สำหรับผู้สนใจผลิตภัณฑ์ไก่บ้านตะนาวศรี สามารถติดตามข้อมูล รวมถึงเมนูจากเนื้อไก่บ้านตะนาวศรี เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/tanaosreechicken

ส่องโอกาสค้า CLMV ไปกับนักธุรกิจหนุ่มสาว YEN-D Program

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ช่องทางสร้างอาชีพ

ศรีนวล

ส่องโอกาสค้า CLMV ไปกับนักธุรกิจหนุ่มสาว YEN-D Program

กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดโครงการสร้างโครงข่ายผู้ประกอบการไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Young Entrepreneur Network Development Program : YEN-D Program) ซึ่งเป็นโครงการส่งเสริมผลักดันผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเจาะจงไปที่ผู้ประกอบการหน้าใหม่ ทั้งที่เป็นทายาทนักธุรกิจ หรือคนรุ่นใหม่ที่อยากมีธุรกิจเป็นของตนเอง

คุณดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงที่มาของโครงการ YEN-D ว่า “เกิดจากได้พูดคุยกับนักธุรกิจรายใหญ่ ที่ปรับทุกข์ว่า ลูกๆ หลานๆ ไม่สนใจทำธุรกิจ อยากให้กรมเปิดคอร์สฝึกอบรมให้หน่อย อย่างนักธุรกิจค้าข้าว ก็ขอให้เปิดคอร์สสอน เรื่องการทำธุรกิจค้าข้าว ก็เลยมาคิดว่าจะทำอย่างไรดี หลังจากนั่งคุยกันแล้ว จึงเกิดโครงการ YEN-D จุดประสงค์เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจและพัฒนาศักยภาพการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ของไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะกลุ่มซีแอลเอ็มวี (CLMV) สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ที่ต้องการสร้างนักรบใหม่ เจาะตลาดประเทศอาเซียน และเพิ่มการค้าชายแดน ที่ตอนนี้มีมูลค่าแล้ว 1.5 ล้านล้านบาท”

ขณะที่ คุณอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ในฐานะที่รับผิดชอบโครงการ YEN-D เล่าว่า การอบรมและจัดพบปะนั้นจะทำไปพร้อมกันทั้ง ไทยกับเวียดนาม ไทยกับกัมพูชา ไทยกับลาว และไทยกับพม่า โดยเปิดโครงการมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2558 ซึ่งตอนนี้ก็ 4 รุ่นแล้ว โดยแต่ละรุ่นจะมี 30 คนที่เป็นนักธุรกิจไทย อีก 30 คนจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งได้ผ่านการคัดเลือกจากคณะทำงานของกระทรวง ถึงตอนนี้มีแล้ว 120 คน ปี 2559 จะขยายอีก 160 คน รวมเป็น 280 คน และทำต่อไปถึงปี 2560 ซึ่งทั้งโครงการจะมี 600 คน ซึ่งจะมีทั้งนักธุรกิจไทย นักธุรกิจจากซีแอลเอ็มวี และดึงข้าราชการรุ่นใหม่เข้ามาด้วย เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ไปพร้อมกัน

“โครงการนี้ไม่แค่เป็นการสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ของไทยไปต่างประเทศ กำหนดอายุไม่เกิน 45 ปี แต่ต้องการดึงนักลงทุนรุ่นใหม่ของต่างชาติด้วย ผลลัพธ์พบว่าดีเกินคาด ไม่แค่เกิดการเจรจาซื้อขายระหว่างกันเท่านั้น ประเมินมูลค่าความร่วมมือกันแล้วกว่า 500 ล้านบาท คนรุ่นใหม่เหล่านี้ เป็นคนที่มีไฟแรง มุ่งมั่น ตั้งใจ มีความคิดสร้างสรรค์ พวกนี้อยากทำธุรกิจ แต่ยังขาดคอนเน็กชั่น และความเข้าใจ รู้จริงในตลาดเพื่อนบ้าน ซึ่งจะมีผลต่อการทำธุรกิจในระยะยาว เมื่อดึงให้เขามาเจอกัน จากความเป็นเพื่อนก่อน แล้วค่อยคุยทางธุรกิจ จากที่ได้พบปะเห็นถึงความช่วยเหลือกัน เป็นโครงการแนบเนียนที่สุด ต่อการต่อยอด ขยายตัวทางธุรกิจ และผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางในอาเซียน ซึ่งประเทศในซีแอลเอ็มวีมีวิถีการใช้ชีวิตที่คล้ายคลึงไทย เราและเขาคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี”

คุณกิตติพงศ์ งามไพบูลย์สมบัติ หุ้นส่วนผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด งามไพบูลย์การยาง ผู้ผลิตยางรถยนต์ กล่าวว่า “ผมได้ประโยชน์จากการเข้าร่วมโครงการ YEN-D มาก เพราะได้รู้จักนักธุรกิจของประเทศเพื่อนบ้านทีเดียว 30 คน เพียงระยะสั้น 7 วัน จากรุ่นก่อนๆ อาจต้องใช้เวลาเป็นสิบปี กว่าจะรู้จักหมด ทำให้เกิดแนวคิดและต่อยอดธุรกิจได้อีกมาก ซึ่งผมอยู่ในกลุ่มอบรมกับลาว เพื่อนนักธุรกิจที่มาอบรมด้วย ได้ช่วยแนะนำโอกาสทางธุรกิจ ทำให้เข้าลาวได้แล้ว และกำลังมองตลาดกัมพูชา เวียดนาม และพม่า ก็ขอเพื่อนบ้านช่วยแนะนำ โครงการแบบนี้อยากให้รัฐบาลทำให้มากขึ้นและต่อเนื่อง เพื่อให้รุ่นใหม่ได้มั่นใจว่าการไปต่างประเทศได้สะดวกและกล้ามากขึ้น”

คุณสุชาดา เจนพณิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทย เจ เพรส จำกัด ผู้ผลิตชุดชั้นในชาย กล่าวว่า “ก่อนหน้านี้ ธุรกิจอยู่แต่ภายในประเทศ แล้วรับจ้างผลิตให้แบรนด์ต่างประเทศ เช่น Levi”s, DKNY และ ARMANI เป็นต้น ไม่เคยทำธุรกิจส่งออก แต่เห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องออกไปทำตลาดต่างประเทศ ก็คิดอยู่ว่าจะไปยังไง พอดีเจอโครงการ YEN-D ก็สมัครเข้ามาร่วม ไม่เสียใจเลย เพราะได้โอกาสพบปะกับนักธุรกิจของเพื่อนบ้าน ตรงตามที่อยากทำ ซึ่งซีแอลเอ็มวีเหมาะสม เพราะรูปร่าง ลักษณะ คล้ายกับคนไทย น่าจะทำตลาดได้ไม่ยาก ที่เราเล็งไว้คือ ส่งขายเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้านได้แล้ว คือ พม่า ลาว แต่ยังไม่มีกัมพูชา เวียดนาม พอมาสมัครเข้าอบรมในโครงการ YEN-D รู้จักนักธุรกิจจากกัมพูชาหลายคน เป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ตอนนี้ก็เริ่มที่จะเจาะธุรกิจเข้าไปในตลาดกัมพูชาแล้ว กำลังมีตัวแทนขายที่เสียมเรียบ เริ่มที่ทำตลาดออนไลน์ ซึ่งมั่นใจว่าจะขยายสู่ตลาดอาเซียนได้ทั้งหมด แต่ขอเริ่มที่ซีแอลเอ็มวีให้ดีก่อนใน 1-2 ปี” คุณสุชาดา กล่าว

อีกราย คุณนิษฐา แสงสุริยะฉัตร ผู้ช่วยผู้จัดการ บริษัท ฉัตรชัยแพทย์แผนโบราณ จำกัด ทายาทโดยตรงของผู้ผลิตยาสมุนไพรไทยยี่ห้อหมอเส็ง กล่าวว่า “บริษัทกำลังต้องการขยายตลาดไปต่างประเทศ เริ่มเจาะเข้าตลาดเพื่อนบ้าน ได้เข้าลาวแล้ว กำลังหาลู่ทางขยายเข้าสู่ตลาดกัมพูชา โดยจะเน้นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับความงามของผู้หญิงและการรักษาสุขภาพ มองว่ามีโอกาสขยายตัวได้สูง ก็เลยมาอบรมรุ่นกัมพูชา เข้าร่วมโครงการ YEN-D ทำให้เกิดการต่อยอดกับสิ่งที่บริษัทกำลังจะดำเนินการเจาะตลาดเพื่อนบ้าน พอดีกับกำลังหาผู้แทนจำหน่ายในกัมพูชา ซึ่งข้อมูลส่วนหนึ่งได้จากเพื่อนนักธุรกิจที่มาอบรมด้วยกัน และยังช่วยสกรีนคน สกรีนธุรกิจให้กับเราได้เบื้องต้น เพราะข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถหาจากอินเตอร์เน็ตได้”

อีกแง่มุมหนึ่งจากปาก คุณญาดา โคระทัต ผู้จัดการการตลาด บริษัท อินซ์เทค เมโทรโลจิคอล เซ็นเตอร์ จำกัด ทำธุรกิจให้บริการตรวจสอบเครื่องมือในอุตสาหกรรม บริการเป็นที่ปรึกษาการเข้าสู่ระบบ ISO และจำหน่ายเครื่องมือที่ใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม และห้องปฏิบัติการ กล่าวว่า เดิมธุรกิจของบริษัท มีลูกค้าแล้วในลาว กัมพูชา และเวียดนาม แค่คิดว่ามีโอกาสขยายตลาดเพิ่มขึ้น ผ่านเมืองอื่นๆ กับตัวแทนใหม่ในตลาดเป้าหมายซีแอลเอ็มวี จังหวะดีกับที่ไปเห็นโครงการ YEN-D ในเฟซบุ๊กที่เพื่อนโพสต์มา ก็เลยสมัคร พอได้รับคัดเลือกให้เข้าร่วมในกลุ่มลาว พออบรมเสร็จ ก็ได้เพื่อนเป็นคนลาว ก็ขอให้เขาช่วยเช็ก พบว่า ตัวแทนที่ติดต่อนั้น ทำธุรกิจจริง ตอนนี้กำลังเจรจากันอยู่ ถ้าตั้งสำเร็จ ก็จะช่วยขยายธุรกิจของบริษัทได้แน่นอน ดีใจเพราะคิดว่าบริษัทเล็กๆ จะได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมกิจกรรม เดิมคิดว่าต้องมีเส้นสาย แต่ไม่ใช่เลย กรมเลือกจากผู้ประกอบการที่มีความตั้งใจในการทำธุรกิจและขยายธุรกิจออกไปในตลาดเพื่อนบ้าน

ขณะที่ คุณรัชยา เตชะปัญญารักษ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ บริษัท ย่งไทยการยาง จำกัด ผู้ผลิตยางอุตสาหกรรมทุกประเภท เสริมว่า การเข้าร่วมโครงการ YEN-D ได้สร้างโอกาสในการขยายธุรกิจของบริษัทเข้าสู่ตลาดเพื่อนบ้าน ปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านมีการขยายตัวด้านการก่อสร้างมาก เห็นถึงโอกาสทางธุรกิจของบริษัท ที่ผลิตยางได้ทุกประเภท ทั้งชิ้นส่วนยานยนต์ ก่อสร้าง ยางกันซึม และยางที่ใช้ในภาคคมนาคม เมื่อได้มาดูก็เห็นว่า ต้องระวังคู่แข่งอย่างจีนและเวียดนาม ที่เน้นราคาถูกกว่า มาดูตลาดได้เห็นของจริง แต่มั่นใจว่าสินค้าของเรามีคุณภาพ แข่งขันได้ อยากให้ภาครัฐทำโครงการดีๆ แบบนี้ เพื่อช่วยส่งเสริมด้านการตลาดให้กับผู้ประกอบการไทยต่อไป

อีกคนเล่าถึงการเข้าร่วมโครงการ คุณสุดสวาท จิรัปปภา กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอ็กโกร (ประเทศไทย) จำกัด ผู้นำเข้า ส่งออก และจัดจำหน่ายเคมีเกษตร (ยาต้นไม้) กล่าวว่า การเข้ามาร่วมโครงการ YEN-D สามารถต่อยอดธุรกิจจากการได้เพื่อนในการเข้ามาฝึกอบรมทั้งผู้ประกอบการไทยด้วยกันและผู้ประกอบการในประเทศเพื่อนบ้าน ช่วงแรกยังไม่เกิดธุรกิจ แต่เพื่อนธุรกิจที่เข้าอบรมร่วมกันได้ช่วยเหลือ แนะนำข้อมูล กฎระเบียบทางการค้าต่างๆ และลูกค้า ถือว่าเป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์และช่วยธุรกิจได้มาก

“เรามองเป้าหมายการทำตลาดซีแอลเอ็มวีคล้ายกับไทย คือมีการปลูกพืชเกษตรมาก ซึ่งสินค้าที่บริษัทขายอยู่ ครอบคลุมตั้งแต่การปลูกจนถึงการเก็บเกี่ยว เราทำธุรกิจมากว่า 40 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้ ส่งออกสินค้าตามแนวชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน แต่อนาคตจะหาตัวแทนจำหน่ายในซีแอลเอ็มวี เริ่มที่กัมพูชาก่อน กำลังคุยกันอยู่ และจะเป็นคู่ค้ารองรับหลังการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ด้วย” คุณสุดสวาท กล่าว

เชื่อว่าอีกไม่เกิน 2-3 ปีข้างหน้า นักธุรกิจหนุ่มสาวเหล่านี้ อาจมีชื่อติดชาร์ตผู้นำทางธุรกิจในซีแอลเอ็มวี คงต้องติดตาม…

ฝีมือคนบนดอย กาแฟ “ชะมด” แม่ฟ้าหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07072010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ฝีมือคนบนดอย กาแฟ “ชะมด” แม่ฟ้าหลวง

ได้ยินได้ฟังมานานแล้วเรื่องกาแฟชะมด แต่ด้วยความที่ไม่ใช่คอกาแฟ เลยไม่ได้เสาะหาที่จะดื่ม อีกอย่างรู้กันอยู่ว่าแพง

วันก่อน “คุณกลิ่นศักดิ์ ปิติวงษ์” หัวหน้าสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าดอยตุง อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย ชวนให้ไปดูขั้นตอนการทำกาแฟชะมด ทำให้ได้รู้ได้เข้าใจกาแฟดังกล่าวมากขึ้น อย่างน้อยก็ได้รู้ว่าอีเห็นกับชะมดเป็นสัตว์ในวงศ์เดียวกัน และกาแฟชะมดที่พูดๆ กันในเมืองไทยนั้น หากจะเรียกให้ถูกต้องน่าจะเป็นกาแฟอีเห็นเสียมากกว่า

คุยอร่อยกว่าของเวียดนาม

คุณกลิ่นศักดิ์ บรรยายสรรพคุณของกาแฟชะมดแม่ฟ้าหลวงว่า แม้กาแฟชะมดที่แม่ฟ้าหลวงอยู่ในช่วงเริ่มต้นได้เพียง 3 ปี แต่เป็นที่ยอมรับของลูกค้าที่นับวันจะมากขึ้นเรื่อยๆ จุดเด่นของกาแฟชะมดบนดอยตุงจะมีรสชาตินุ่มหอมหวาน มีลักษณะกลิ่นเฉพาะตัว หวานที่ปลายลิ้น ชุ่มที่คอ กาเฟอีนลดลง

พูดถึงกาแฟชะมด เชื่อว่ายังมีบางคนสงสัยอยู่ว่ากาแฟชะมดหรือกาแฟอีเห็น เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

คุณกลิ่นศักดิ์ อธิบายว่า ในสภาพความเป็นจริงชะมดกับอีเห็นธรรมดาหรืออีเห็นข้างลาย เป็นสัตว์ในวงศ์ชะมดและอีเห็น มีสถานภาพไม่จัดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง ซึ่งสัตว์ที่กินกาแฟจริงๆ แล้ว 80-90 เปอร์เซ็นต์ คืออีเห็น แต่คนไทยรู้จักกันในชื่อกาแฟชะมดเสียมากกว่า ความจริงอยากจะใช้คำว่ากาแฟอีเห็น แต่ผู้รู้ด้านการตลาดแนะนำว่าให้ใช้คำว่ากาแฟชะมดจะดีกว่าเพราะตลาดรู้จักกาแฟชะมดดีอยู่แล้ว

เขาพูดที่มาที่ไปของการทำกาแฟชะมดนี้ว่า เป็นการต่อยอดเพิ่มรายได้ให้พนักงานสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าดอยตุง ซึ่งต่างมีความรู้เรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์อย่างดี และเห็นถึงศักยภาพของตัวอีเห็นที่ไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครอง แต่สามารถส่งเสริมให้เป็นสัตว์เศรษฐกิจได้ ขณะเดียวกัน พนักงานก็มีสวนกาแฟปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้ากันอยู่แล้ว และหากให้ตัวอีเห็นกินกาแฟจะเป็นการเพิ่มมูลค่ากาแฟอีกหลายเท่าตัว

ได้เครื่องหมาย GI

กาแฟชะมดบนดอยตุงในอำเภอแม่ฟ้าหลวงที่มีความสูงกว่า 1,000 เมตร และเป็นกาแฟที่สหภาพยุโรป หรือ อียู ขึ้นทะเบียน GI (สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์) เช่นเดียวกับกาแฟดอยช้าง เท่ากับเป็นเครื่องการันตีว่ากาแฟของที่นี่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยกาแฟธรรมดาที่คั่วแล้วราคาอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 1,000 บาท ในขณะที่กาแฟชะมดราคาอยู่ที่ 20,000 บาท ราคาขึ้นมาเป็น 20 เท่าตัว

คุณกลิ่นศักดิ์ ย้อนให้ฟังถึงช่วงแรกของกิจการนี้ว่า เริ่มเมื่อปี 2555 โดยทดลองจากอีเห็น 2 ตัวแรกให้พนักงานเก็บกาแฟที่ปลูกมาให้กิน และดูผลผลิตดูคุณภาพ ปรากฏว่าได้รับการรับรองว่าคุณภาพดี จึงเพิ่มผลผลิตจาก 2 ตัวเป็น 5 ตัว และมีการเพาะขยายพันธุ์ขึ้นมา โดยใช้สัตว์ที่ได้มา 2 ครอก มาขยาย จากนั้นเลี้ยงเป็นลูกป้อน (หมายถึงสัตว์ที่คนคอยดูแลป้อนนมป้อนน้ำมาตั้งแต่เกิด) มีความเชื่องจนสามารถจับเล่นสัมผัสได้

ปัจจุบันในกระบวนการผลิตสามารถจับคู่และออกแบบกรงเลี้ยงให้สะดวกต่อการจัดการได้ด้วย ตอนนี้มีอีเห็นเกือบ 20 ตัว มีพนักงานเข้าร่วมโครงการ 5 คน บางคนมี 3 ตัวบ้าง 2 ตัวบ้าง 6 ตัวบ้าง ส่วนพนักงานบางคนที่ไม่ได้ร่วมโครงการก็เข้ามาเป็นเครือข่ายเป็นผู้แทนจำหน่าย

สำหรับการเลี้ยงอีเห็นนั้น คุณกลิ่นศักดิ์ ระบุว่า เป็นสัตว์ที่เลี้ยงง่ายมาก โดยจะให้อาหาร 2 มื้อคือ มื้อเช้ากับเย็น มื้อเช้าจะให้กล้วย ผลไม้ พร้อมไข่ดิบ ส่วนมื้อเย็นที่เป็นมื้อหลักให้กาแฟ ในฤดูกาแฟที่มี 3 เดือน เริ่มตั้งแต่พฤศจิกายนถึงมกราคม ส่วนนอกฤดูกาแฟให้อาหารพวกผลไม้และไข่ อาจจะเสริมด้วยอาหารสุนัขหรืออาหารแมว ถ้าไม่มีจริงๆ ก็ให้ข้าวผสมโปรตีนเข้าไป

อีเห็นเป็นสัตว์ที่โตเต็มวัยได้ภายใน 2 ปี มีฤดูการผสมพันธุ์คล้ายๆ กับสุนัขและแมว ออกลูกครั้งละ 3-5 ตัว ใช้เวลาตั้งท้องอยู่ที่ 60 วัน และใช้เวลาเป็นสัดภายในปีประมาณครั้งหรือ 2 ครั้ง ซึ่งจริงๆ แล้วการผลิตอีเห็นง่ายถ้าสนใจรอบการเป็นสัดและมีการจัดการที่ดี ง่ายเหมือนเลี้ยงสุนัขและแมว

“กาแฟที่อีเห็นกินเราคัดสรรโดยมือคน เก็บกาแฟที่สุกงอมที่สุด มีรสชาติหวาน เหมือนมีน้ำตาลในตัวเป็นเมล็ดกาแฟที่เรียกว่า เชอร์รี่ โดยจะเก็บประมาณบ่าย 3 หรือ 4 โมงเย็น แล้วให้อีเห็นกินตอน 5 โมงเย็น ซึ่งจะไม่เกิดการบูดของตัวน้ำตาลในตัวกาแฟ เมื่อเก็บมาจะให้กินทันทีไม่เกิน 2 ชั่วโมง เพื่อควบคุมคุณภาพเมล็ดกาแฟ” คุณกลิ่นศักดิ์ กล่าวและว่า อีเห็นจะกินเมล็ดกาแฟโดยกินตรงที่เป็นวุ้นระหว่างตัวเชอร์รี่กับเมล็ดกะลาของกาแฟ ซึ่งเป็นกลูโคสมีรสหวาน เป็นการเพิ่มพลังงาน กินด้วยการกลืนตัวเมล็ดกะลาเข้าไปและจะขี้ออกเป็นผลผลิตของกาแฟชะมด

วางขายในแหล่งท่องเที่ยว

อีเห็นแต่ละตัวกินเมล็ดกาแฟในปริมาณที่แตกต่างกัน และไม่ได้กินทุกตัว บางตัวกินอยู่ประมาณวันละ 100 กรัม บางตัวกิน 500 กรัม บางตัวไม่กินเลย แล้วแต่ความชอบของแต่ละตัว และบางตัวที่กิน 500 กรัม ถ้าวันไหนหนาวจะกินน้อย อุณหภูมิมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย ถ้าหนาวบางตัวอาจจะไม่กินเลยก็ได้

คุณกลิ่นศักดิ์ ให้ข้อมูลอีกว่า จริงๆ แล้วในสภาพกรงเลี้ยงควบคุมได้ง่ายกว่าในสภาพธรรมชาติ ในธรรมชาติอีเห็นกินหอย กินปู กินแมลง และมากินกาแฟ ซึ่งผลผลิตในธรรมชาติมีขี้ดิน มีโคลนผสม ถ้าเจอเร็ว สาร เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อรายังไม่เข้าไปทำลายตัวผลิตภัณฑ์ แต่ถ้าเจอช้าตัวเชื้อราจะไปทำลายผลิตภัณฑ์ทำให้มีสารที่เป็นพิษตกค้างได้

แตกต่างจากในสภาพกรงเลี้ยง ผลผลิตที่ได้จะนำมาตาก หรือถ้าไม่มีแสงแดดก็อบ เพื่อให้แห้งไวที่สุด ปกติตากประมาณ 5 แดด จากนั้นจะบ่มเหมือนกับกาแฟทั่วไป ใช้ระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือนเพื่อให้รสชาติดี แล้วถึงค่อยนำไปสีและเก็บ

“ตอนนี้ผลผลิตของเราผลิตได้ปีละ 50 กิโลกรัม แต่ยังต้องการตลาดอยู่ ซึ่งต้องการตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ เรามีศักยภาพที่จะเพิ่มผลผลิตได้ สนใจโทรสอบถามได้ที่ (081) 764-5127 ตอนนี้ก็มีวางขายอยู่แถวร้านกาแฟในเชียงราย ที่สวนสัตว์เชียงใหม่ ร้านค้าแถวจังหวัดพังงา และสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งในเชียงราย”

คุณกลิ่นศักดิ์ ยืนยันว่า กาแฟชะมดบนดอยที่แม่ฟ้าหลวงนี้คัดสรรคุณภาพทุกขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การให้อีเห็นกินกาแฟที่มีคุณภาพ กระบวนการผลิตก็ควบคุมคุณภาพ ไม่ให้เกิดเชื้อรา มีกระบวนการบ่ม และกระบวนการเก็บที่มีคุณภาพ แบบสุญญากาศ ในอุณหภูมิที่ไม่เกิน 18 องศา ในห้องมืด ซึ่งกาแฟชะมดไม่ได้ทำได้ทั้งปี ได้แค่ช่วง 3 เดือนเท่านั้น เพราะตัวเมล็ดกาแฟมีเป็นฤดูแค่ 3 เดือน

ชี้อีเห็นเป็นสัตว์เศรษฐกิจ

ในเรื่องราคาขายนั้น แม้ขายปลีกตกแก้วละ 299 บาท แต่คุณกลิ่นศักดิ์ บอกว่า เป็นราคาที่ทุกคนสามารถดื่มได้ เพราะถูกกว่าเจ้าอื่น น่าจะถูกที่สุดในประเทศไทยด้วยซ้ำไป เพราะตามท้องตลาดขายกันอยู่ที่กิโลกรัมละ 50,000-100,000 บาท หรือ 150,000 บาท ตามกระบวนการหมักของแต่ละร้าน แต่ละสถานที่

สำหรับราคาขายตัวอีเห็นนั้น คุณกลิ่นศักดิ์ แจกแจงว่า ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของผู้ซื้อกับผู้ขาย แต่จริงๆ แล้วถ้าตัวไหนที่กินกาแฟแล้วอยู่ในมูลค่าไม่ต่ำกว่า 3,000 บาท แต่ตัวไหนที่เป็นลูกป้อนจับเล่นได้ด้วย ตัวละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท อีเห็นถ้ามาสัมผัสแล้วจะรู้ว่าน่ารักเหมือนสุนัขเหมือนแมว เจอแล้วจะหลงรัก โดยเฉพาะพวกลูกป้อนทั้งหลาย อีกอย่างอีเห็นเป็นสัตว์สะอาด ขนสวย

“ตัวอีเห็นไม่ใช่สัตว์ป่าคุ้มครอง จริงๆ แล้วเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่น่าส่งเสริม มีคุณภาพ และถ้ามีการจัดการที่ดี เห็นควรส่งเสริมให้มีการผลิตและสามารถส่งออกไปต่างประเทศได้ด้วย” คุณกลิ่นศักดิ์ กล่าวและว่า ในอนาคตอาจมีการเลี้ยงอีเห็นไว้ให้เช่าเพื่อผลิตกาแฟ โดยแบ่งผลประโยชน์กันระหว่างเจ้าของอีเห็นกับเจ้าของสวนกาแฟ

ใครอยากชิมกาแฟชะมดแม่ฟ้าหลวง หรืออยากจะเป็นตัวแทนจำหน่าย ติดต่อได้ที่ คุณกลิ่นศักดิ์ ปิติวงษ์ ซึ่งเจ้าตัวรับประกันว่าคุณภาพคับแก้วจริงๆ

“biOrb air” ตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ 360 องศา นวัตกรรมจัดสวนสวย ดูแลง่าย เหมาะกับคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0728150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

“biOrb air” ตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ 360 องศา นวัตกรรมจัดสวนสวย ดูแลง่าย เหมาะกับคนเมือง

ตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ biOrb air (ไบออบ แอร์) นวัตกรรมการจัดสวนในตู้ กำลังเป็นที่สนใจสำหรับกลุ่มคนรักต้นไม้และการจัดสวนในตู้ เพราะถือเป็นนวัตกรรมที่เพิ่งเป็นที่รู้จักและยังตอบโจทย์สำหรับคนอยากเลี้ยงต้นไม้ แต่มีข้อจำกัดหลายด้าน สามารถเลี้ยงต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับพื้นที่ที่ต้องการได้

biOrb air ตู้เลี้ยงต้นไม้

มองเห็น 360 องศา

คุณปฐมะ ตั้งประดิษฐ์ ที่ปรึกษาบริษัท biOrb Store Thailand เผยว่า biOrb Store เป็นบริษัทนำเข้าตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมในการจัดสวนในตู้ ที่ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีมาจากประเทศอังกฤษ เพื่อตอบโจทย์คนที่อยากเลี้ยงต้นไม้แต่ไม่มีเวลาดูแลและมีข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ในการปลูก

“ส่วนตัว เริ่มคลุกคลีกับธุรกิจขายต้นไม้มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย โจทย์ที่เจอบ่อยมากจากลูกค้าที่มาซื้อต้นไม้ จนกลายเป็นปัญหาให้คิดคือ ความต้องการต้นไม้ที่เลี้ยงง่าย สามารถเลี้ยงในบ้าน คอนโดฯ ในห้องน้ำ หรือห้องที่มีแสงน้อยหรือลืมรดน้ำก็ไม่ตาย ที่สำคัญต้องเป็นต้นไม้จริง ฉะนั้น ต้นไม้ปลอม จึงไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ แต่จะเลี้ยงต้นไม้ในลักษณะที่มีข้อจำกัดเช่นนี้ได้อย่างไร จึงกลายมาเป็นโจทย์ให้เรามองหาสิ่งที่จะมาช่วยตอบโจทย์ให้กับคนที่อยากเลี้ยงต้นไม้ได้โดยที่มีข้อจำกัดทั้งหมดที่กล่าวมา

ส่วนข้อดีของตู้ชนิดนี้ คือสามารถมองเห็นได้ 360 องศา เนื่องจากรูปร่างของตู้เป็นทรงกลม ทั้งยังตอบโจทย์คนอยากเลี้ยงต้นไม้ได้แทบทุกกลุ่มที่ติดปัญหาเรื่องพื้นที่หรือการดูแลรักษา เพราะตู้ต้นไม้นี้สามารถนำไปเลี้ยงที่คอนโดฯ ภายในบ้าน หรือห้องที่มีแสงน้อยได้ เนื่องจากมีระบบแอลอีดีให้แสงสว่างทดแทนแสงแดด ทั้งยังมีระบบหมุนเวียนอากาศภายในตู้ ไม่ทำให้เกิดละอองน้ำภายใน และสามารถคำนวณระบบการให้น้ำภายในตู้เพื่อรักษาระดับความชื้นของต้นไม้ได้ด้วย”

นวัตกรรมสวนสวย

ตอบโจทย์คนเมือง

ตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ biOrb air จึงตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าแทบทุกกลุ่มที่อยากเลี้ยงต้นไม้แต่มีพื้นที่จำกัด ระยะเวลา 1 ปีที่ดำเนินธุรกิจมาได้รับผลตอบรับจากกลุ่มลูกค้าในเกณฑ์ดี อีกทั้งธุรกิจนี้ยังสามารถเติบโตได้อีกในอนาคต นี่จึงเป็นโอกาสในการประกอบธุรกิจ

คุณปฐมะ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “ด้วยคุณสมบัติพิเศษของตู้ที่ทำมาจากเนื้ออะครีลิก จึงสามารถป้องกันการแตก หากเกิดอุบัติเหตุจากการล่วงกระแทกพื้น การชนต่างๆ”

สำหรับตู้เลี้ยงต้นไม้อัตโนมัติ biOrb air ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด 3 อันดับคือ ตู้ต้นไม้กินแมลง, ตู้กระบองเพชร แค็กตัส และตู้เฟิร์นชนิดต่างๆ ส่วนตู้ต้นไม้ที่ลูกค้าให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันคือ ตู้ต้นไม้มงคล เนื่องจากสามารถนำเอาตู้ที่จัดสวนในลักษณะนี้ นำไปตั้งโชว์ตามส่วนต่างๆ ของบ้าน คอนโดฯ หรืออาคารสำนักงาน เพราะสามารถเสริมสิริมงคลอีกนัยหนึ่งได้

อย่างไรก็ตาม เจ้าของกิจการให้คำแนะนำวิธีการเลือกต้นไม้ว่า ควรเลือกต้นไม้เลี้ยงง่าย โตช้า สีสันสวยงาม มีเอกลักษณ์พิเศษเฉพาะตัว และหากเป็นไม้มงคล ก็จะช่วยในเรื่องการเสริมความเป็นมงคลให้กับสถานที่ด้วย

สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ facebook : Biorbstore Thailand หรือที่ ธัญญาพาร์ค ศรีนครินทร์ โซน C ชั้น B โทรศัพท์ (02) 108-6187, (082) 844-2468

“RENTAJACKET” เปิดกรุตู้เสื้อผ้า เป็นธุรกิจให้เช่ากันหนาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0737150159&srcday=2016-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 389

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

“RENTAJACKET” เปิดกรุตู้เสื้อผ้า เป็นธุรกิจให้เช่ากันหนาว

“ที่นี่เราเน้นความสะอาด เสื้อผ้า ถุงมือ หมวก ซักชิ้นต่อชิ้น แยกซักทีละชิ้น อบแห้งด้วยระบบพัดลมเย็น ตากแดดกลางแจ้ง บริเวณบ้านกว้างขวาง ผ้าไม่เหม็นอับ เสื้อผ้าที่ให้เช่าทุกชิ้นดูแลเองหมดและเน้นความสะอาดอย่างมาก เพราะเรานึกถึงว่า เสื้อผ้าที่ให้เช่าไปสวมใส่กันนั้น ครอบครัวของเราก็ต้องสวมใส่ได้จริงๆ เหมือนกัน”

เดี๋ยวนี้ หยิบจับอะไรก็สามารถทำเป็นธุรกิจได้ ถ้าหากรู้จักต่อยอดและหาช่องทางในการดำเนินธุรกิจ คุณรุ่งนภา เตชวัชรา หรือ คุณอ้อ ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่หันมาจับธุรกิจให้บริการ “เช่าชุดกันหนาว” โดยใช้ชื่อว่า “RENTAJACKET” (เร้นท์อะแจ๊กเก็ต) ที่เปิดให้บริการเช่าเสื้อกันหนาว หมวก และถุงมือ มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา

ธุรกิจเช่าเสื้อกันหนาว

เริ่มต้นเพราะกลับไทย

คุณอ้อ เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ต้องตามสามีไปทำงานและอาศัยอยู่ที่ประเทศจีนเป็นเวลา 6 ปี ก่อนจะกลับมาอยู่เมืองไทยนั้น ที่นั่นอากาศหนาวเย็นตลอดทั้งปี ครอบครัวจึงมีเสื้อกันหนาวค่อนข้างเยอะ ประกอบช่วงปีที่ผ่านมา ครอบครัวได้ย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย เสื้อกันหนาวครั้งที่อยู่จีนจึงมีเยอะพอควร

แม้บางส่วนขายให้กับเพื่อนบ้านแถวนั้น บางส่วนก็ขนกลับมาเมืองไทย เนื่องจากเสียดายเสื้อที่ยังสวย คุณภาพยังดีอยู่ พอนำเสื้อผ้าทั้งหมดขนกลับมากองที่บ้านจึงรู้ว่ามันมีเยอะมาก จนหาที่เก็บในตู้เสื้อผ้าแทบไม่หมด หากจะปล่อยไว้เสียเฉยๆ ก็เสียดายเนื้อผ้า เพราะอาจทำให้เนื้อผ้าเสื่อมคุณภาพ”

เกิดเป็นไอเดีย เปิดให้เช่าชุดกันหนาว เริ่มต้นเปิดร้านให้เช่าตั้งแต่ช่วงเดือนมิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา

“ตั้งเป้าเอาไว้ว่า ในช่วงปีแรกของการเปิดให้เช่าชุดกันหนาว คืออยากเรียนรู้และทำความเข้าใจกับตลาดและพฤติกรรมของผู้บริโภค ถึงทิศทางต่างๆ ว่ามีความต้องการสูงมากน้อยเพียงใด แต่เท่าที่ผ่านมา ถือว่ากระแสตอบรับดี เพราะลูกค้าที่มาเช่า 100 เปอร์เซ็นต์ แฮปปี้กับการเช่าชุดกันหนาวของเราไป” คุณอ้อ บอก

จากกระแสตอบรับที่ผ่านมา อยู่ในเกณฑ์ดี ทำให้เจ้าของกิจการมองหาช่องทางในการต่อยอดธุรกิจดังกล่าว โดยการวางแผนไว้ว่าจะเริ่มหาพาร์ตเนอร์อย่างเช่นบริษัททัวร์ กระทรวงต่างๆ หรือตามออฟฟิศ เพื่อให้ตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และถือเป็นการทำความเข้าใจกับผู้บริโภคด้วย

โดยตอนนี้กลุ่มลูกค้าหลักที่เข้ามาใช้บริการ ส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศ คนวัยทำงาน สัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 70 เป็นคนในกรุงเทพฯ และรอบๆ ปริมณฑล ส่วนอีกร้อยละ 30 เป็นคนต่างจังหวัด

คุณอ้อ เล่าต่อว่า ปัจจุบัน ทำการตลาดบนออนไลน์เป็นหลัก ลูกค้าส่วนใหญ่ที่เข้ามาสอบถามและเช่าส่วนใหญ่มาจากโลกออนไลน์ โดยเน้นทำให้คนรู้จัก RENTAJACKET ผ่านเฟซบุ๊กเป็นหลัก ซึ่งลูกค้าที่มาเช่าส่วนใหญ่เดินทางในเอเชียอย่างเช่น ญี่ปุ่น เกาหลี และจีน เสื้อกันหนาวที่ร้านสามารถรองรับอุณหภูมิตั้งแต่ 10 องศาขึ้นไปจนถึงติดลบประมาณ 10 องศาได้สบายๆ

เลือกชุดกันหนาวให้เช่ามาจากประสบการณ์

เจ้าของกิจการ เล่าต่อว่า “ไม่ได้มีเพียงเสื้อเท่านั้นที่มีให้เช่า แต่ทางร้านมีถุงมือและหมวกไว้ให้บริการด้วย สำหรับใครที่ต้องการเช่า จะเช่าครบทั้งถุงมือ เสื้อ หมวกก็ได้ หรือต้องการเช่าแค่อย่างเดียวก็ไม่ว่ากัน

สำหรับวิธีการเช่า คือใช้วิธีการเหมาจ่ายกำหนดระยะเวลาคือ 7 วัน โดยเก็บเงิน 3 ส่วนหลักคือ 1. ค่าเช่า 2. เงินประกันสินค้า (เท่ากับราคาเช่า) 3. ค่าจัดส่งคิดตามจริง (รวมราคากล่อง)

โดยจะเริ่มนับวันที่ลูกค้าเดินทางเป็นวันที่ 1 ทางร้านจะส่งสิ่งที่ลูกค้าเช่าให้ถึงก่อนวันที่ลูกค้าจะออกเดินทางอย่างน้อย 3 วัน และการส่งของกลับคืนของลูกค้า ทางร้านนับวันจากการปั๊มตราของไปรษณีย์

กรณีชำรุดที่จำเป็นต้องซ่อมแซมและส่งซ่อม จะหักจากเงินประกันของลูกค้าจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากร้านซ่อม”

ที่นี่เราเน้นความสะอาด เสื้อผ้า ถุงมือ หมวก ซักชิ้นต่อชิ้น แยกซักทีละชิ้น อบแห้งด้วยระบบพัดลมเย็น ตากแดดกลางแจ้ง บริเวณบ้านกว้างขวาง ผ้าไม่เหม็นอับ เสื้อผ้าที่ให้เช่าทุกชิ้น ดูแลเองหมดและเน้นความสะอาดอย่างมาก เพราะเรานึกถึงว่า เสื้อผ้าที่ให้เช่าไปสวมใส่กันนั้น ครอบครัวของเราก็ต้องสวมใส่ได้จริงๆ เหมือนกัน คุณอ้อยืนยันหนักแน่น

พร้อมกันนั้น คุณอ้อยังเล่าต่อว่า เสื้อผ้าที่เลือกมาให้เช่า เกิดจากประสบการณ์ส่วนตัวและคนในครอบครัวเป็นหลัก เนื่องจากครอบครัวเราเดินทางกันบ่อย อยู่ต่างประเทศหลายปี พอกลับมาเมืองไทยและต้องเดินทางบ่อยครั้ง เราจึงรู้ว่าเสื้อผ้าแบบไหนสวมใส่แล้วอุ่น แบบไหนซักยาก ง่าย หรือต้องดูแลรักษาแบบไหน รวมไปถึงควรเลือกเสื้อผ้ายังไงให้เหมาะกับประเทศที่จะเดินทางไป เราสามารถแนะนำได้หมด

คุณอ้อ บอกว่า เธอย้ำกับหลายคนที่มาสอบถามเกี่ยวกับการเช่าชุดกันหนาวตลอดว่า ถ้าไม่ได้เดินทางบ่อย ก็ไม่จำเป็นต้องซื้อ เพราะเสียดายเงินและการดูแลรักษาไม่ง่าย ทำไม่ดีก็เสียดายของ มาเช่าไปใช้เถิด มันคุ้มกว่า

อาจดูเหมือนว่า ต้องการทำธุรกิจอย่างเดียว แต่จริงๆ แล้ว หากลองคำนวณดู จะทราบว่า ที่ลงทุนซื้อไปหลายพันจนถึงเป็นหมื่นนั้น แท้จริงอาจจะใช้ไม่คุ้มกันเท่าไหร่ อีกทั้งดูแลรักษายากเสียด้วยซ้ำไป

ที่สำคัญ เธอบอกว่า ส่วนตัวเธอทราบดีว่าเสื้อกันหนาวที่เอามาขายนั้น ราคาที่รับมาขายไม่ได้แพงเท่าที่มาขายให้คนซื้อด้วยซ้ำ อีกทั้งเธอทราบแหล่งนำเข้าเสื้อกันหนาวคุณภาพดี ราคาเหมาะสมและใส่กันหนาวได้จริง

สำหรับใครที่มีแผนการเดินทางและกำลังมองหาเสื้อผ้ากันหนาว สามารถเข้าไปสอบถามและดูรายละเอียดได้ที่ http://www.rantajacket.com, Facebook : rantajacket, LINE ID : rantajacket หรือโทรศัพท์ (099) 584-1385

เสื้อกันหนาวแบบที่ได้รับความนิยมมาก คือเสื้อขนเป็ดและเสื้อใยสังเคราะห์หนาๆ เหตุผลคือเสื้อพวกนี้ลูกค้าจะตัดสินใจลำบากในการซื้อมาเป็นของตัวเอง เพราะแน่นอนว่าถ้าลูกค้าไม่ใช่ผู้ที่เดินทางบ่อย เมื่อซื้อมาใช้เพียงครั้งเดียวจะแขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้านิ่ง การเช่าแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ดังนี้

– ถุงมือ หมวก กลุ่มนี้ เริ่มต้นที่ 90 บาท ไปจนถึงสูงสุดที่ 200 บาท ต่อ 7 วัน

– กางเกง ราคา 300-400 บาท ต่อ 7 วัน

– เสื้อเด็ก ราคาเริ่มต้นที่ 500 บาท ไปจนถึงสูงสุดที่ 900 บาท ต่อ 7 วัน

– เสื้อผู้ใหญ่ ราคาเริ่มต้นที่ 500 บาท ไปจนถึงสูงสุดที่ 1,500 บาท ต่อ 7 วัน

ส่อง 10 ธุรกิจทำเงิน ปีวอก 2559 แค่มีรถปิกอัพก็ทำเงินล้านได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

ช่องทางสร้างอาชีพ

ศรีนวล

ส่อง 10 ธุรกิจทำเงิน ปีวอก 2559 แค่มีรถปิกอัพก็ทำเงินล้านได้

ทั้งคำพยากรณ์ภาวะเศรษฐกิจในปี 2559 และผลสำรวจต่อความรู้สึกของภาคธุรกิจและความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อเศรษฐกิจปี 2559 ยังสะท้อนไปทิศทางเดียวกันคือ ยังไม่แน่ใจบ้าง ยังไม่มั่นใจบ้าง หรือไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร และในการสำรวจ พบว่า มีเปอร์เซ็นต์เกินครึ่ง ระบุว่า ไม่รู้ว่าปี 2559 จะทำอาชีพอะไรดี พร้อมกับส่งสัญญาณว่าถนนการค้าปีหน้า น่าจะแข่งขันดุเดือด หรือล้มตายกันไปอีกจำนวนหนึ่ง!

ดังนั้น จะขอนำเสนอผลการสำรวจทางวิชาการจาก ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงธุรกิจทำเงินปี 2559 โดยวิเคราะห์จากยอดขาย ต้นทุน ส่วนต่างของยอดขายต่อต้นทุน หรือเรียกว่ากำไรสุทธิ ความสามารถในการรับผลจากปัจจัยเสี่ยงต่างๆ และความสอดคล้องกับกระแสนิยม เพื่อเป็นไกด์ไลน์ว่าธุรกิจที่ทำอยู่ควรเปลี่ยน ควรเลิก หรือควรลงทุนอะไร จึงจะเกิดความเสี่ยงทางธุรกิจน้อยที่สุด และไม่ประสบภาวะขาดทุน ล้มละลาย

จากผลสำรวจ พบว่า 10 ธุรกิจที่จะโดดเด่นมากสุด ในปี 2559 คือ ธุรกิจด้านความงามและสุขภาพ และยังเป็นธุรกิจครองแชมป์อันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ตามด้วย 2. ธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 3. ธุรกิจเครื่องสำอาง และครีมบำรุงผิว 4. ธุรกิจด้านการท่องเที่ยว 5. ธุรกิจประกันภัยและประกันชีวิต 6. ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (เฉพาะเพื่อสุขภาพ) 7. ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ 8. ธุรกิจจัดการตลาด (ตลาดนัด ตลาดสดที่รูปแบบทันสมัย ตลาดนัดกลางคืน) ธุรกิจขายวัสดุก่อสร้างและธุรกิจก่อสร้าง ธุรกิจที่ 9 คือ ธุรกิจด้านการศึกษา (สถาบันภาษา โรงเรียนติว สถาบันทางด้าน IT) ธุรกิจจำหน่ายและผลิตผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ ธุรกิจยาและเวชภัณฑ์และสมุนไพรธรรมชาติ และ 10. ธุรกิจออกกำลังกาย เช่น ฟิตเนส สนามกีฬา ธุรกิจพลังงานทดแทน/พลังงานหมุนเวียน

ในการสำรวจ ยังพบอีกว่า ธุรกิจโดดเด่นในปี 2559 แต่ไม่ติด 1 ใน 10 ในปี 2558 คือ ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ธุรกิจจัดการตลาด ธุรกิจสถานออกกำลังกาย ธุรกิจพลังงานทดแทน และพลังงานหมุนเวียน ขณะที่ธุรกิจเคยโดดเด่นในปี 2558 แต่กลับไม่ติด 1 ใน 10 ปี 2559 คือ ธุรกิจจำหน่ายและผลิตถุงยาง/ถุงมือตรวจ ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจร้านกาแฟ ธุรกิจประมงน้ำจืด และธุรกิจจำหน่ายบิ๊กไบค์

เมื่อวิเคราะห์ลึกลงในแต่ละธุรกิจที่โดดเด่นในปีหน้า จะสังเกตเห็นได้ว่า ล้วนเป็นธุรกิจที่รองรับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปตามวิถีสังคม และการพัฒนาเทคโนโลยีและการเกิดนวัตกรรม เริ่มจากธุรกิจด้านความงามและสุขภาพ ที่ยังครองธุรกิจทำเงินต่อปี รวมกันไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท เจ้าของธุรกิจด้านนี้ ระบุว่า รายได้โตได้ปีละ 40-50 เปอร์เซ็นต์ เป็นเพราะกระแสการให้ความสำคัญกับการรักษาสุขภาพและการดูแลความงามยังมีอย่างต่อเนื่อง พฤติกรรมในการดูแลเรื่องผิวพรรณ หน้าตา มีมากขึ้น การแข่งขันคิดค้นสินค้าหรือบริการจึงมีความหลากหลาย ทั้งการบริการทางการแพทย์และความงามแบบไทยๆ ได้รับการยอมรับไปทั่วโลกในเรื่องมีคุณภาพดีและราคาไม่แพงในสายตาชาวต่างประเทศ เทคโนโลยีทางการแพทย์และนวัตกรรมที่ทันสมัยออกมาเสริมแข่งขันให้เห็นทุกวัน

ตอนนี้ไม่ว่าจะเข้าโรงพยาบาลชั้นนำในเมืองไทยแห่งใด จะเห็นผู้ใช้บริการส่วนใหญ่ เป็นชาวต่างชาติกว่า 70-80 เปอร์เซ็นต์ ยิ่งปีหน้าจะเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะยิ่งเห็นเพื่อนบ้านข้ามมาใช้บริการอีกมาก ประเมินกันเพียง 2-3 ปีต่อจากนี้ ธุรกิจความงามและดูแลสุขภาพของไทยจะสูงเกิน 200,000 ล้านบาท จากข้อมูล สมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย ระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งในอาเซียนอย่าง สิงคโปร์ กับไทย พบว่า ไทยมีคนไข้ชาวต่างชาติต่อปี ประมาณ 1.4 ล้านคน ส่วนสิงคโปร์ มีประมาณ 600,000 คน มองว่าสถิติชาวต่างชาติเข้ารับบริการในไทยจะเกินกว่าปีละ 1 ล้านคน สร้างรายได้มากกว่า 100,000 ล้านบาท ต่อปี

จากข้อมูลข้างต้น มองว่านั่นเป็นโอกาสของรายใหญ่ แต่จากพฤติกรรมใส่ใจต่อสุขภาพ ทำให้คนยอมจ่ายเงินมากขึ้น เพื่อให้ชีวิตยืนยาวแบบมีสุขภาพ จึงมีส่วนสำคัญผลักดันธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับความงามเติบโตตามไปด้วย ทั้งการขายเครื่องสำอาง ครีมบำรุงผิว โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยหรือชะลอวัย (Anti Aging) บางยี่ห้อเปิดเผยว่า ยอดขายโตหลายเท่าตัว เฉพาะครีมบำรุงผิวหน้าต่อปีคนไทยใช้กันถึง 50,000 ล้านบาท

กลุ่มอาหารและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ยาและเวชภัณฑ์เชิงสมุนไพรธรรมชาติ ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้สูงอายุ ก็ไม่น้อยหน้ากว่ากัน เมื่อดูตัวเลขการยื่นขอจดทะเบียน ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตในไทยหรือนำเข้าจากต่างประเทศ หรือรับจ้างผลิตให้ต่างชาติ แล้วนำกลับเข้ามาขายในไทยอีกรอบ เพื่อให้ดูว่าเป็นสินค้านอก หวังสร้างอิมเมจสินค้า เป็นอีกตลาดที่มีมูลค่าการใช้ต่อปีเกิน 90,000 ล้านบาท และเติบโตถึง 2 เท่าของการขยายตัวทางจีดีพีในแต่ละปี

ส่วนการผุดเป็นดอกเห็ด ของตลาดนัด ตลาดสดโฉมใหม่รูปแบบทันสมัย ตลาดนัดกลางคืน ถึงขนาดที่รัฐบาลปิ๊งไอเดีย สั่งการให้ทุกกระทรวงใช้ช่องทางตลาดนัดตลาดชุมชนเป็นช่องทางช่วยเหลือผู้ประกอบการให้มีแหล่งขายเพิ่มและจุดระบายของท้องถิ่น แม้จะยังไม่มีตัวเลขอย่างเป็นทางการว่าเงินสะพัดผ่านธุรกิจตลาดต่างๆ นั้นเท่าไหร่กันแน่ แต่จะเห็นได้ว่าทุกหน่วยงาน ทุกซอกซอย จะพบตลาดนัดเล็กบ้างใหญ่บ้าง ก็เป็นผลจากคนไทยหันไปเป็นคนเมือง และคนตกงาน ก็สามารถยึดอาชีพนี้ได้ เพียงแสวงหาสินค้าที่โดนใจผู้ซื้อ และตามเทรนด์แฟชั่นความนิยมให้ทันเพียงเท่านั้นพอ

ยิ่งในปี 2559 จะเห็นรูปแบบตลาดชุมชนในต่างจังหวัดแข่งกันเปิดตัวคึกคัก ผลจากที่รัฐบาลมองว่าเห็นโอกาสขยายตลาด จะเอื้อให้สถานที่และธุรกิจเกี่ยวกับท่องเที่ยวท้องถิ่นบูมตาม จึงไม่แปลกที่จะส่งผลดีถึงธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงการประกันภัยและประกันชีวิต ดีตาม

ยิ่งปีหน้ามีปัจจัยบวกหลายอย่างที่จะดีต่อผู้ประกอบการคือ ราคาน้ำมันโลกมองว่ายังต่ำ ราคาอาจเห็น 25 เหรียญสหรัฐ ต่อบาร์เรล ขนส่งขนาดเล็กขนาดน้อย การเปิดช่องทางขายรูปแบบตลาดนัดตลาดชุมชน ทั้งนี้ สอดรับกับการพัฒนาเมือง การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐในพื้นที่ต่างๆ น่าจะทำให้ความต้องการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น อีกทั้งพฤติกรรมการซื้อขายผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น หรือการที่ผู้ค้าส่งรายใหญ่มีบริการขนส่งสินค้าให้กับลูกค้าถึงบ้าน ทำให้ความต้องการใช้บริการขนส่ง ยิ่งหาเงินได้คล่องมือกับอาชีพค้าขาย

อีกอาชีพที่อยากจะแนะนำคือ การนำเข้าหรือประดิษฐ์อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ที่ประยุกต์ใช้การสื่อสารคลื่นความถี่ 4จี และรองรับนโยบายรัฐบาลผลักดันประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิตอล ซึ่งน่าจะเติบโตไปพร้อมๆ กับธุรกิจสถาบันภาษา โรงเรียนติว สถาบันทางด้านไอที

เหล่านี้ล้วนเป็นอาชีพที่ท้าทายในปีหน้า…และหลายธุรกิจแค่มีรถกระบะคันเดียว เป็นทุนตั้งตัว ก็น่าจะทำเงินได้ เช่น การขายของตามตลาดนัดตลาดชุมชน หรือผลิตสินค้าวางขายบนออนไลน์ จัดส่งด้วยตนเอง เป็นต้น

หากจะฉายภาพให้ชัดๆ คือ เมื่อสังคมไทยไม่ว่าจะในเมืองหลวงหรือต่างจังหวัด กลายเป็นสังคมเมือง วิถีแบบเดิมๆ ลดลง คนต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น ต้องการอะไรที่เร็วขึ้น ขนาดครอบครัวเล็กลง และนิยมเดินทางกันมากขึ้น

ดังนั้น ไม่ว่าจะคิดทำอาชีพอะไร หากตอบโจทย์ความต้องการของคนเมืองได้ ทำอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง…

บูติก โฮเต็ล ธุรกิจที่ลูกค้ามีกำลังซื้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

ช่องทางสร้างอาชีพ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

บูติก โฮเต็ล ธุรกิจที่ลูกค้ามีกำลังซื้อ

ช่วงไม่กี่ปีมานี้บ้านเรามี บูติก โฮเต็ล เกิดขึ้นจำนวนมากทั้งในกรุงเทพฯ และแหล่งท่องเที่ยวตามหัวเมืองใหญ่ๆ ทำให้ผู้คนในสังคมรู้จักบูติก โฮเต็ล มากขึ้น ซึ่งถ้าย้อนไปเมื่อ 7-8 ปีที่แล้ว ถือว่าเป็นเรื่องค่อนข้างใหม่ทีเดียว

คุณวรพันธุ์ คล้ามไพบูลย์ (น้องชายของนักการเมือง คุณองอาจ คล้ามไพบูลย์) เจ้าของสามเสน ไฟว์ ลอดจ์ แบงคอค (SAMSEN 5 LODGE BANGKOK) ถือเป็นผู้หนึ่งที่ร่วมบุกเบิกบูติก โฮเต็ล ในกรุงเทพฯ และเป็นตัวอย่างสตาร์ตอัพอีกรายที่ประสบความสำเร็จ โดยใช้การตลาดบนโลกโซเชียลมีเดียเป็นตัวขับเคลื่อน ส่งผลให้บูติก โฮเต็ล ขนาด 3 ห้องที่ปรับปรุงจากโรงรถเก่าในซอยสามเสน 5 ถนนสามเสน เขตพระนคร ของเขากลายเป็นที่พักยอดนิยมจนได้รับการกล่าวขานอย่างมากในโลกออนไลน์ และเจ้าตัวยังได้ชื่อว่าเป็นกูรูด้านบูติก โฮเต็ล ของประเทศไทย

ชูจุดขาย “สถาปัตยกรรมสีเขียว”

ความสนใจในเรื่องบูติก โฮเต็ล ของเขาส่วนหนึ่งเพราะอาชีพสถาปนิกที่เจ้าตัวทำงานอยู่ โดยเป็นเจ้าของ Supergreen Studio ซึ่งทำงานออกแบบอาคารประหยัดพลังงานในแนว Green Passive Sustainable และยังสอนที่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ รวมถึงบรรยายพิเศษเรื่องสถาปัตยกรรมประหยัดพลังงานให้กับสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่ง และที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบันยังเปิดคอร์สอบรมเฉพาะเรื่องบูติก โฮเต็ล ซึ่งมีผู้ผ่านการอบรมไปแล้วหลายพันคน

คุณวรพันธุ์ เล่าถึงการเข้าทำธุรกิจบูติก โฮเต็ล ว่า เริ่มจากเมื่อปี 2552 ที่ตระเวนหาที่เช่าทำออฟฟิศแนวกรีน เมื่อมาเจอที่ซอยสามเสน 5 เป็นโรงรถว่างให้เช่า จึงเช่ามาทำออฟฟิศแล้วที่เหลือเลยทำบูติก โฮเต็ล โดยเน้นหลักคิด “สถาปัตยกรรมสีเขียว” ที่ประกอบไปด้วยสายลม แสงแดด พร้อมชูสโลแกน “อยู่แล้วเย็นสบายโดยไม่ต้องเปิดแอร์” อันเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์โรงแรมประหยัดพลังงาน

สามเสน ไฟว์ ลอดจ์ แบงคอค มี 3 ห้องพัก 3 สไตล์ แต่ละห้องมีพื้นที่เปิดรับลมและแสงได้ตามธรรมชาติ มีการจัดสรรพื้นที่สีเขียวตั้งแต่ด้านหน้าของโรงแรมไปจนถึงสวนหย่อมเล็กๆ ในพื้นที่เปิดโล่งระหว่างห้องพัก เพื่อให้อากาศถ่ายเทและสร้างความผ่อนคลายภายในพื้นที่จำกัด แต่ทำให้ผู้มาเยือนสัมผัสได้ถึงธรรมชาติรอบตัว

“จุดเด่นของห้องพักที่สามเสน ไฟว์ ลอดจ์ คือ เป็นที่พักในย่านเมืองเก่าที่มีเอกลักษณ์ทั้งธรรมชาติ วัฒนธรรม และเรื่องอาหารการกิน ที่สำคัญ เป็นการใช้พื้นที่ขนาดเล็ก กะทัดรัด แต่แฝงไปด้วยความอบอุ่น ความมีเสน่ห์แบบเอเชีย โดยการออกแบบที่ทำให้ห้องอยู่สบาย ทำให้ไม่ต้องใช้เครื่องปรับอากาศ ห้องทุกห้องเย็นสบาย น่านั่งเล่นมาก เป็นตัวอย่างของการออกแบบภายใต้เงื่อนไขจำกัด สไตล์จิ๋วแต่แจ๋ว”

คุณวรพันธุ์ ย้อนให้ฟังถึงช่วงแรกของสตาร์ตอัพที่เขาเองต้องเจอะเจอว่า ความยากตอนเริ่มต้นคือต้องหาจุดขายให้ถูก ต้องค้นคว้าข้อมูล เมื่อรู้แล้วต้องกล้าทำสิ่งที่แตกต่าง ต้องมีความเชื่อในจุดขายที่ไม่เหมือนใคร ความยากอีกอย่างคือ การกู้เงินจากสถาบันการเงิน เพราะธนาคารไม่รู้จักธุรกิจประเภทนี้ ที่อาจจะทำในทำเลไม่ดี ธนาคารจะไม่เข้าใจว่าจุดขายที่ดีเป็นเช่นไร

เขาใช้เงินลงทุนในการทำบูติก โฮเต็ล แห่งนี้ ประมาณ 500,000 บาท โดยไม่ได้กู้ธนาคาร และสามารถคืนทุนได้ในช่วงปีแรก ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า จำเป็นต้องทำให้คืนทุนในปีแรก เพราะสัญญาเช่าแค่ 3 ปี

สาเหตุหนึ่งที่ลงทุนไม่มาก คุณวรพันธุ์ อธิบายว่า มาจากหลายสาเหตุ ประการแรกครอบครัวเคยทำธุรกิจโรงแรมมาก่อน มีประสบการณ์ รู้อะไรที่ลงทุนแล้วขายได้กำไรกลับมาเร็ว และด้วยความที่เป็นสถาปนิกเอง จะเห็นได้ว่างานก่อสร้างของห้องพักไม่เรียบร้อย ดูไม่มีความเนี้ยบ แต่มีความหยาบแบบเท่ อันเป็นจุดขายอย่างหนึ่ง โดยมุ่งไปที่การเป็น “โรงแรมประหยัดพลังงาน” ซึ่งปรากฏว่ามีเสียงตอบรับเป็นอย่างดี

โซเชียลมีเดียทำธุรกิจเติบโต

เขาให้ข้อมูลด้วยว่า บูติก โฮเต็ล หลายแห่งในบ้านเรา ลงทุนแพงเกินความจริงไปเยอะ ทำให้สิ้นเปลืองงบประมาณโดยใช่เหตุ ขณะที่สามเสน ไฟว์ ลอดจ์ เลือกใช้วัสดุที่หาซื้อได้ทั่วไปและราคาไม่แพง หรือไม่ก็นำของเก่ามาตกแต่ง เช่น เสาเตียง พร้อมกันนั้นยังเปลี่ยนจุดด้อยของห้องพักให้เป็นจุดเด่น อาทิ การตกแต่งให้ห้องขนาดเล็กที่สุดเป็นห้องสำหรับคู่รัก (Lover”s Room)

“หัวใจหลักของบูติก โฮเต็ล อย่างแรกคือ จุดขายที่ดี สำคัญที่สุด ต้องให้ประสบการณ์ที่ใหม่กับลูกค้า ส่งมอบคุณค่าที่เขาปฏิเสธไม่ได้ จริงๆ จุดขายอันที่ 2 คือ การตลาด เพราะเราแข่งกับคนที่เงินทุนเยอะ แต่เราแข่งด้วยความคิด ไม่ได้แข่งด้วยเงิน ฉะนั้น เวลาทำของแปลกออกมา ต้องสามารถสื่อสารกับลูกค้าให้ตรงกลุ่ม บางครั้งคุณอาจจะทำของที่ไม่มีใครต้องการ แต่คุณต้องสร้างดีมานด์ ต้องสอนให้ได้ว่าเพราะอะไรเขาจึงต้องใช้สินค้าและบริการนี้ อีกอย่างคือ ต้องรักษาคุณภาพ”

สำหรับการสร้างจุดขายนั้นบางคนอาจจะตั้งคำถามว่า จำเป็นต้องมีความแปลกไหม ประเด็นนี้ คุณวรพันธุ์ แจงว่า ที่ผ่านมายึดหลัก “Uniqueness is best marketing” ทั้งนี้ ถ้าลงทุนในพื้นที่ห่างไกลจุดเด่นแปลกใหม่ก็มีความสำคัญ แต่สำหรับสามเสน ไฟว์ ลอดจ์ ที่มีการลงทุนในพื้นที่ที่มีความโดดเด่นด้านวัฒนธรรม สามารถขายได้อยู่แล้ว แม้จะเป็นจุดเด่นเดิมๆ แต่ทำให้มีมากขึ้น ซึ่งถือเป็นจุดขายคลาสสิก

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรก เขาเน้นการทำตลาดออนไลน์ ซึ่งรู้กันอยู่ว่าแทบไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย ขณะที่ห้องพักของเขามีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร

“โชคดีที่ยุคสมัยนี้มีโซเชียลมีเดียอย่าง เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม ที่มีอิทธิพลมากต่อคนไทย เวลานี้ใครไปที่ไหนก็อยากจะถ่ายรูปมาอวดพรรคพวกว่าได้ไปสถานที่ใหม่ๆ ที่ไหนมาบ้าง เป็นการค้นหาของแปลก และสร้างตัวตนขึ้นมา มีการค้นหาที่พักแปลกๆ เมื่อไปนอนก็โพสต์แชร์ให้เพื่อนๆ ดู เท่ากับช่วยเปิดกว้างให้กับธุรกิจบูติก โฮเต็ล รวมทั้งการมีสายการบินต้นทุนต่ำด้วย” คุณวรพันธุ์ กล่าวและว่า ได้ใช้สื่อออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารกับกลุ่มลูกค้ามาตลอด ทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊กของโรงแรม ไปจนถึงเว็บบุ๊กกิ้งยอดนิยมอย่าง tripadvisor.com และ hostelworld.com เว็บไซต์ของสามเสน ไฟว์ ลอดจ์ คือ http://www.samsen5lodgebangkok.com Facebook : เปลี่ยนบ้านเก่าให้เป็นบูติกโฮเทล

เขาพูดถึงการแข่งขันในตลาดบูติก โฮเต็ล ว่า เป็นการแข่งขันที่สูงมาก แต่เป็นตลาดที่ลูกค้ามีศักยภาพสูง มีการศึกษา รสนิยม และเปิดสำหรับคนที่มีสินค้าดีๆ เสมอ ในภาพรวมตลาดยังสดใสไปได้ดี ขอให้ทำของที่ดีจริงมีเอกลักษณ์ และเผยแพร่วัฒนธรรมที่ดีงามของชาติไทย แต่ปัญหาที่คนทำบูติก โฮเต็ล ประสบคือ จุดขายไม่ดีจริง แต่เจ้าของคิดว่าดี อีกทั้งมีการวางระบบการจัดการไม่ดีทำให้ไปไม่รอด ทำการตลาดไม่เป็น

“ห้องพักของผมเต็มตลอด โดยราคาเริ่มต้นที่ 1,000 บาทขึ้นไปถึง 3,000 บาท มีทั้งลูกค้าต่างชาติและไทย แบ่งเป็นต่างชาติ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือครึ่งหนึ่งเป็นคนไทยและชาติในอาเซียน ผมเองก็มีแผนจะขยายธุรกิจไปที่ย่านเยาวราชกับเจริญนคร ผมคิดว่าบูติก โฮเต็ล ในบ้านเรายังไม่ถึงจุดอิ่มตัว ธุรกิจนี้เพิ่งเริ่มและจะไม่มีวันอิ่มตัวเพราะบูติกดีๆ ทำยาก ไม่ใช่ใครก็ทำได้ และประเทศไทยจะเป็นเมืองหลวงบูติกโลกในอนาคต ถ้ามีการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ โดยเปลี่ยนที่พักพวกโฮมสเตย์เป็นบูติกให้หมด ของไทยเราสู้ต่างประเทศได้สบาย เพราะคนไทยเป็นคนละเอียด ชอบดูแลคน ยืดหยุ่น เหมาะกับการทำธุรกิจนี้ที่สุด”

แนะออกกฎหมายคุม

คุณวรพันธุ์ บอกอีกว่า ปัจจุบันคนไทยมีความเข้าใจธุรกิจบูติก โฮเต็ล มากขึ้น ขณะที่แต่ก่อนคนไทยส่วนใหญ่มักนิยมนอนอยู่โรงแรมหรู นอนแต่โรงแรมสแตนดาร์ดกัน แต่เดี๋ยวนี้หันมานอนโรงแรมบูติกมากขึ้น ซึ่งในส่วนของห้องพักที่สามเสน ไฟว์ ลอดจ์ ถ้าเทียบกับทั่วไป ราคาต่อห้องจะถูกกว่าเล็กน้อยเพราะสามารถบริหารต้นทุนให้ต่ำกว่าคู่แข่งได้

ในส่วนของการบริหารจัดการที่ทำให้ต้นทุนถูกและดีที่สุดนั้น เขาใช้วิธีคิดที่ว่า คือทรัพยากรที่มีอยู่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็น สิ่งแวดล้อมและทุกคนรอบข้าง ซึ่งถือเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจกัน เขาจึงจ้างแม่บ้านทำความสะอาดเป็นรายวันแทนพนักงานประจำ และอุดหนุนธุรกิจรายย่อยในละแวกเดียวกันเพื่อกระจายรายได้ไปสู่คนบ้านใกล้เรือนเคียง จ้างทำกับข้าว จ้างบ้านนี้ซักผ้า จ้างวินมอเตอร์ไซค์ส่งแขก

ในฐานะผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการนี้ เขาให้คำแนะนำในส่วนภาครัฐว่า ควรมีการออกกฎหมายเพื่อคุ้มครอง ควบคุม และสนับสนุนธุรกิจที่พักบูติกขนาดเล็กของเอสเอ็มอีที่ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายควบคุม ทั้งที่หลายแห่งสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย ทำให้ธุรกิจนี้ไม่เติบโตเท่าที่ควร โดยควรเป็นการออกแบบกฎหมายเพื่อบังคับใช้เฉพาะพื้นที่ เช่น ในพื้นที่อนุรักษ์ ในพื้นที่ธรรมชาติ ในย่านเมืองหนาแน่น ส่วนพื้นที่ปกติก็ให้ใช้กฎหมาย พ.ร.บ.โรงแรมฉบับเดิม

สำหรับการเปิดอบรมเรื่องบูติก โฮเต็ล เจ้าของสามเสน ไฟว์ ลอดจ์ บอกดีมาก ช่วง 5 ปีมานี้ อบรมไป 17 ครั้ง คนเรียนผ่านไปกว่า 3,500 คน และจะเปิดอบรมอีกครั้งในช่วงกลางเดือนมกราคมนี้ ที่ผ่านมา มีคนอบรมแล้วไปทำบูติก โฮเต็ล ประมาณ 200 กว่าราย ไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากบูติก โฮเต็ล เป็นการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ยากที่สุด ในบรรดาอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นบ้านเช่า อพาร์ตเมนต์ นายหน้าค้าที่ดิน ซื้อใบจองขายใบจอง บูติก โฮเต็ล ทำยากที่สุด แต่มีมูลค่าเพิ่มสูงสุด

สาเหตุที่ทำยากที่สุดเพราะใช้ความคิดสร้างสรรค์เยอะ และใช้จุดขายเยอะมาก ต้องใช้วิธีการทำการตลาดเยอะ โปรดักต์ต้องเด่นจริงๆ แตกต่างจากโปรดักต์อื่นๆ ที่มักแข่งกันด้วยราคา และแข่งกันที่ทำเลทอง แต่บูติก โฮเต็ล สามารถเปิดโอกาสให้ทำได้แม้ในทำเลที่ไม่ดี

ทั้งหมดนี้ คงทำให้ได้เห็นกันแล้วว่า สตาร์ตอัพนั้นลงทุนไม่มาก แต่สินค้าและบริการนั้นต้องโดดเด่นโดนใจลูกค้า และใช้โซเชียลมีเดียให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด

“BRITISH CYCLE SQUARE” ร้านจักรยาน+กาแฟ…มีอะไรมากกว่าที่คิด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

ช่องทางสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“BRITISH CYCLE SQUARE” ร้านจักรยาน+กาแฟ…มีอะไรมากกว่าที่คิด?

ช่วงนี้กระแสจักรยานมาแรง มองไปมุมไหน จุดไหน เห็นผู้คนไม่ว่าผู้ใหญ่ เด็ก ผู้สูงอายุล้วนแต่นำจักรยานคันโปรดของตัวเองออกมาปั่นบนท้องถนน ยิ่งได้รับการสนับสนุนส่งเสริมเพื่อสร้างเส้นทางเฉพาะสำหรับจักรยานด้วยแล้ว ดูจะเป็นการสร้างบรรยากาศ รวมถึงโอกาสให้แก่บรรดาสิงห์นักปั่นกันอย่างคึกคัก

การปั่นจักรยานไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงต่อสุขภาพ แต่ยังทำให้มีโอกาสได้พบปะผู้คนในกลุ่มที่มีรสนิยมเดียวกัน แล้วผลักดันให้มีการปั่นจักรยานเป็นลักษณะกลุ่มก้อนขึ้น และนั่นถือเป็นกิจกรรมการพักผ่อนที่ดีได้อีกด้วย

ความร้อนแรงของพาหนะสองล้อส่งผลให้ธุรกิจจักรยานกลับมาคึกคักอีกครั้ง ภายหลังจากที่ซบเซาเงียบเหงาและห่างหายกันไปนานหลายปี

ฉะนั้น ในตอนนี้จึงผุดร้านจำหน่ายจักรยานที่มีดาษดื่นทั่วประเทศ ทั้งเล็กและใหญ่ เก่าและใหม่ ในรายเดิมเคยขายจำนวนน้อยก็ต้องสั่งเพิ่มเติมเข้ามา ส่วนรายใหม่เน้นจัดเต็มเป็นหลัก

คุณเจนวิทย์ แก้ววิทย์ หรือ คุณกอฟ เป็นอีกคนหนึ่งที่ชื่นชอบการปั่นจักรยานแล้วใช้ความสุขอยู่บนอานจักรยานมาตลอดหลายสิบปี จนกระทั่งวันหนึ่ง เขาคิดว่าควรจะหาอาชีพที่มั่นคงและยั่งยืนด้วยการทำในสิ่งที่ตัวเองชื่นชอบ

คุณกอฟเปิดร้าน “BRITISH CYCLE SQUARE” เพื่อขายจักรยานระดับไฮเอนด์ (High end) และเป็นน้องใหม่ที่เพิ่งออกตัวได้ราวปีเศษ เน้นขายสองล้อขนาดเล็กเป็นหลัก อีกทั้งจักรยานที่นำเข้าเหล่านั้นล้วนมาจากประเทศอังกฤษเป็นหลัก จึงเป็นเหตุผลของการตั้งชื่อร้าน นอกจากนั้นยังมีบริการรับทำความสะอาดและปรับแต่ง แก้ไขรถจักรยานอย่างถูกวิธีโดยช่างผู้ชำนาญและมีมาตรฐาน

ไม่เพียงแค่นั้น เจ้าของร้านนี้ยังต้องการทำเป็นจุดนัดพบของบรรดาสมาชิกจักรยานเพื่อที่จะเสิร์ฟความอร่อยของรสชาติกาแฟ เบเกอรี่ และอาหารคุณภาพเยี่ยมให้กับลูกค้า โดยมี คุณสุพิชญา เบญจรุราวงศ์ ภรรยา ซึ่งชื่นชอบและเป็นคอกาแฟมายาวนาน ทำหน้าที่ดูแล

ร้าน BRITISH CYCLE SQUARE เป็นผู้แทนจำหน่ายจักรยานชนิดล้อเล็ก อาทิ MOULTON, BROMPTON, birdy และ Pashley (จักรยานย้อนยุคที่ผลิตด้วยมือ) ทั้งนี้ล่าสุดจะมีแบรนด์ใหม่ที่ชื่อ BICKERTON เป็นจักรยานที่ต้องการนำเข้ามาเพื่อจับกลุ่มตลาดกลาง-ล่าง เพราะมีราคาราวหมื่นกว่าบาท

“MOULTON ถือว่าเป็นโรลรอยด์ของจักรยานเลยก็ว่าได้ ทั้งนี้เพราะเป็นสุดยอดของพาหนะสองล้อที่ถูกออกแบบให้มีคุณลักษณะโดดเด่นที่มีความพิเศษในหลายด้าน ฉะนั้น เมื่อได้สิทธิการขาย MOULTON พอทาง BROMPTON ทราบ เลยตกลงให้ทางร้านเป็นตัวแทนขายอีกยี่ห้อหนึ่งด้วย”

เจ้าของร้าน BRITISH CYCLE SQUARE เผยถึงเหตุผลที่ต้องนำจักรยานจากประเทศอังกฤษมาจำหน่ายเพราะจักรยานแต่ละคันถูกสร้างขึ้นด้วยความพิถีพิถัน ผ่านการออกแบบในแนวทางเดียวกันกับหลักวิศวกรรมยานยนต์ และที่สำคัญบางคันยังผลิตด้วยมือ ฉะนั้น จึงมีความแข็งแรง ทนทาน น้ำหนักเบา แล้วมีความปลอดภัยอย่างสูงขณะปั่นและขับขี่

คุณกอฟ เผยว่า ลูกค้าที่มาอุดหนุนมีเป็นจำนวนมาก แม้ราคาจะสูงไปสักนิด ทั้งนี้อาจเป็นเพราะประเทศเรามีกิจกรรมสำคัญที่เกี่ยวกับจักรยานมาตลอดและต่อเนื่อง ดังนั้น ลูกค้าจึงมองว่าถ้าหาจักรยานที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพการใช้งานสูง สามารถขับขี่และปั่นได้นานโดยไม่รู้สึกปวดเมื่อย ก็จะถือว่าคุ้ม เพราะไม่ทำให้รู้สึกทรมาน อีกทั้งยังอยากปั่นทุกครั้งเมื่อต้องการ

“ตั้งแต่เปิดร้านมา สามารถขาย MOULTON ได้ 20 กว่าคัน เพราะมีหลายคนกำลังมองหาอยู่ พอมาเจอดีใจมาก ส่วน BROMPTON ในร้านมีให้เลือกหลายรุ่น หลายแบบ ทั้งนี้ได้สั่งซื้อชุดระบบ 6 เกียร์ซึ่งถือเป็นรุ่นดีที่สุด (รุ่น TOP) เลย แล้วยังมีแฮนด์ให้เลือกหลายแบบตามความชอบความถนัด อันได้แก่ แบบตรง แบบปีกนก หรือแบบพี”

เมื่อถามถึงจักรยานที่มีราคาแพงที่สุดในร้าน คุณกอฟ เผยว่า ราคาแพงที่สุดในราคาประมาณ 200,000 กว่าบาท เหตุผลที่มีราคาสูงเช่นนี้ เพราะเป็นจักรยานที่ถูกออกแบบให้มีความปลอดภัยต่อผู้ขับขี่ในระดับสูงจากโช้คอัพที่ช่วยลดแรงกระแทกบริเวณด้านหน้าและลูกยางด้านหลัง

“ทั้งนี้เพราะผู้ออกแบบมีความต้องการเสริมสร้างความปลอดภัย รถมีน้ำหนักเบา มีความแข็งแรง ทนทาน ขับขี่สบายและสามารถทำความเร็วได้โดยไม่ต้องใช้แรงกายมาก อีกทั้งยังทำให้รู้สึกมีความสบายระหว่างขับขี่ จึงทำให้ไม่รู้สึกเบื่อกับการปั่นเป็นเวลานาน”

แล้วยังบอกต่ออีกว่า ไม่นานนี้จะสั่งซื้อ MOULTON ทุกรุ่นทุกแบบมาไว้ในร้านแห่งนี้ และถ้าเป็นเช่นนั้นจะถือเป็นร้านแรกของเมืองไทยที่มีครบ คุณกอฟ เผยว่า รุ่นที่แพงที่สุดแต่อยู่ที่อังกฤษ มีราคาเมื่อเทียบกับค่าเงินในไทยแล้วตกประมาณคันละ 900,000 บาท เพราะโครงสร้างทำด้วยสเตนเลสสตีล ที่มีน้ำหนักเบาและแข็งแรงมาก

ร้านแห่งนี้ หากมองมาจากภายนอกอาจคิดว่าขายเฉพาะจักรยานนำเข้าจากต่างประเทศเท่านั้น แต่หารู้ไม่ว่า ภายในร้านมีกาแฟซึ่งเป็นการคิดค้นสูตรการทำเฉพาะจากเจ้าของที่มีความต่างจากแห่งอื่นด้วยรสชาติกาแฟที่หอมกรุ่น ไม่หวาน ในราคาปกติทั่วไป อย่างถ้าเป็นกาแฟร้อนแก้วละ 60 บาท, กาแฟเย็นแก้วละ 70 บาท พร้อมเสิร์ฟกับเบเกอรี่ที่ผ่านการทำโดยเชฟเบเกอรี่ระดับมือโปรของร้านกาแฟชื่อดัง นอกจากนั้นแล้วยังมีอาหารหลากหลายเมนูสลับผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไว้จำหน่ายด้วย

เมื่อเข้ามาภายในร้าน พบว่ามีการตกแต่งแบบเรียบง่าย แฝงไว้ด้วยความนุ่มลึกของโทนสีในแต่ละคอร์นเนอร์ ผนังร้านเน้นสีปูนเปลือยแบบดิบ มี 2 ชั้น ชั้นล่างจัดวางเป็นที่นั่งดื่มกาแฟและทานของว่าง มีมุมอ่านหนังสือและเปิดฉายหนังเรื่องราวของจักรยานแบรนด์ดังในอังกฤษ

ส่วนอีกซีกของชั้นล่างจัดทำเป็นห้องเซอร์วิสจักรยานไว้รองรับลูกค้าที่มีปัญหา ตลอดจนยังมีมุมไว้บริการซ่อม ดูแล หรือแนะนำการใช้จักรยานคู่ใจของคุณ โดยช่างผู้เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ระดับชาติมาดูแล

สำหรับด้านบนเป็นที่วางจักรยาน ตลอดจนอุปกรณ์อะไหล่ หรืออุปกรณ์เสริมในการใช้ขับขี่ ไว้บริการ เช่น หมวก กระเป๋า อาน เครื่องแต่งกาย ไฟส่องสว่าง ฯลฯ เป็นต้น เรียกว่ามีครบครันทุกอย่าง

แต่ที่ดูจะเป็นไฮไลต์ของร้านน่าจะเป็นการแขวนขบวนรถไฟของเล่นไว้กลางห้อง โดยขบวนรถไฟจะออกวิ่งรอบร้านในทุกชั่วโมงที่ตั้งเวลาไว้ จึงเป็นการสร้างบรรยากาศและสีสันให้แก่ลูกค้าที่มาในร้าน ถือเป็นเอกลักษณ์ประจำร้านจนลูกค้ามักเรียกและคุ้นกับชื่อร้านว่า ร้านรถไฟวิ่ง

เจ้าของร้าน กล่าวว่า เหตุผลในการตั้งชื่อเพราะความจริงตั้งใจขายรถจักรยานที่ผลิตจากประเทศอังกฤษ เลยใช้คำว่า BRITISH ส่วน SQUARE มีความหมายคือต้องการให้เป็นที่รวมตัวกันของผู้รักจักรยานประเภทนี้ แล้วมานั่งจิบกาแฟ ทานของว่างแล้วพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน หรือในบางคราวอาจมีกิจกรรมที่เอื้อประโยชน์กับคอนักปั่น หรือกิจกรรมสันทนาการต่างๆ

“นอกจากกิจกรรมภายในร้านแล้ว ยังมองไปถึงเรื่องกิจกรรมปั่นนอกสถานที่ในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล เพื่อให้สมาชิกได้มีโอกาสใกล้ชิดและสัมผัสกับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ หรือสถานที่สำคัญ อีกทั้งในบางโอกาสอาจมีการสมนาคุณลูกค้าด้วยการชักชวนไปปั่นจักรยานยังสถานที่สำคัญ โดยทางร้านจะไม่เก็บค่าใช้จ่าย แล้วยังเตรียมวางแผนสำหรับกิจกรรมอื่นๆ ไว้ทยอยออกมาให้บริการกับลูกค้าทุกท่าน”

ท้ายนี้ เจ้าของร้าน BRITISH CYCLE SQUARE กล่าวว่า การปั่นจักรยานเป็นการออกกำลังกายก็ดี ทั้งยังช่วยทำให้สมาชิกทุกท่านเกิดความรักสมัครสมานสามัคคีกัน ช่วยเหลือกัน มีความร่วมมือร่วมใจกัน เพราะแต่ละคนมาจากต่างถิ่น เมื่อมาเจอกันกลับกลายเป็นความผูกพันระหว่างกัน

“แต่ถ้าสามารถใช้เป็นพาหนะแทนการขับรถยนต์จากบ้านมาทำงานจะดีมาก เพราะไม่เพียงจะเกิดประโยชน์กับตัวเราในเรื่องสุขภาพที่แข็งแรง มีอายุยืนยาวแล้ว ยังเกิดประโยชน์กับประเทศด้วยการช่วยการประหยัดพลังงาน แล้วลดมลภาวะของเสีย เสริมสร้างสภาพอากาศให้มีความสดชื่นขึ้นด้วย จึงถือเป็นไลฟ์สไตล์อีกแบบของการแสวงหาความสุข ที่ได้ประโยชน์ครบด้าน ”

สำหรับท่านที่กำลังมองหาจักรยานล้อเล็ก แบรนด์คุณภาพจากประเทศอังกฤษ แต่หาซื้อยาก หรือหาซื้อได้แต่ไม่ถูกใจในเรื่องการบริการหลังการขาย ลองแวะไปเลือกชมพร้อมจิบกาแฟ ทานของว่าง ในบรรยากาศแบบสบายๆ ได้ที่ร้าน BRITISH CYCLE SQUARE ร้านนี้หาไม่ยากเลย อยู่หลังมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สามารถเดินทางมาเส้นถนนประชาชื่น (เลียบคลองประปา) หรือมาเส้นวิภาวดีรังสิตยังได้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ (02) 951-5987 หรือ Facebook BRITISH CYCLE SQUARE

ขานรับยุคดิจิตอล “ROOMz” สื่อสารรูปแบบใหม่ ไฉไลกว่าเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07045011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

ขานรับยุคดิจิตอล “ROOMz” สื่อสารรูปแบบใหม่ ไฉไลกว่าเดิม

“โลกออนไลน์เป็นของทุกคน” ทุกคนสร้างคอนเทนต์และแชร์ได้ด้วยตัวเองทุกวัน ROOMz Liveteractive จะกลายเป็นสังคมของคนออนไลน์ให้เข้ามาพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็นไปพร้อมๆ กับการฟังเพลงที่ดีเจกำลังดำเนินรายการอยู่ขณะนั้น

สถิติการใช้อินเตอร์เน็ตของคนไทยเฉลี่ย 62 ชั่วโมง ต่อสัปดาห์ ใช้อินเตอร์เน็ตผ่านมือถือถึง 56.1 ล้านคน และมีสมาร์ตโฟนใช้ถึง 48.2 ล้านคน จาก 91.9 ล้านเลขหมาย “Digital Media Interface” (ดิจิตอล มีเดีย อินเตอร์เฟซ) จึงก้าวรับกระแสโลกดิจิตอลที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดนี้

จาก “แยกกันใหญ่”

ก้าวสู่ “ผนึกกันโต”

จากกลยุทธ์ “แยกกันใหญ่” ก้าวสู่จุด “ผนึกกันโต” และปรับโครงสร้างเพื่อเสริมพลังธุรกิจมีเดียทุกประเภท เป็น โททัล มีเดีย โซลูชั่น และพร้อมชู วิทยุ ทีวี อีเว้นต์ ขับเคลื่อนธุรกิจ ภายใต้แบรนด์ “อินดิเพ็นเดนท์ คอมมิวนิเคชั่น เน็ทเวอร์ค” จัดทัพธุรกิจเตรียมข้ามสู่ความเป็นดิจิตอล มีเดีย อินเตอร์เฟซ อย่างเต็มรูปแบบ

คุณเดียว วรตั้งตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท อินดิเพ็นเดนท์ คอมมิวนิเคชั่น เน็ทเวอร์ค จำกัด กล่าวว่า “เราได้เปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคผนึกกันโต จากการเสริมพลังธุรกิจมีเดียทุกประเภทให้กลายเป็น โททัล มีเดีย โซลูชั่น (Total Media Solution) ทั้งจากกลุ่มผู้ฟังทั้งวิทยุและรายการทางโทรทัศน์ รวมถึงธุรกิจจัดโชว์และกิจกรรมต่างๆ ให้ก้าวเข้าสู่ดิจิตอล มีเดีย อินเตอร์เฟซ (Digital Media Interface) ซึ่งคือการนำรวมเอาทั้งดิจิตอลและมีเดีย ประสานให้เข้าด้วยกันกลายเป็นธุรกิจใหม่

อีกทั้งเรายังเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจที่สำคัญ จากเทคโนโลยีและพฤติกรรมการเข้าถึงมีเดียของผู้บริโภคที่ไม่ได้รับชมทีวี ฟังวิทยุผ่านเครื่องรับแบบเดิม อีกต่อไปแล้ว เนื่องจากการเข้ามาของอินเตอร์เน็ตและการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิตอลที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว

เชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างฐานสมาชิกราว 300,000 คน และตั้งเป้าเติบโต 300 เปอร์เซ็นต์ หรือราว 1 ล้านคน ภายในปี 2559 อีกทั้งยังเป็นฐานที่แข็งแกร่งในการรุกครั้งใหญ่ในแผนธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ เนื่องจากออนไลน์จะเติบโตมากยิ่งขึ้น เป็นเทรนด์ที่จะย้ายเม็ดเงินลงทุนจากมีเดียเดิม มาสู่รูปแบบใหม่นี้”

“ROOMz” ห้องใหม่

ของคนมีความสามารถ

จากการพัฒนารูปแบบของมีเดียแบบใหม่ ของระบบทางเทคโนโลยี หรือ Independent Digitalization นั้นคือการสร้างและดูแลคอมมูนิตี้ ภายใต้ภารกิจหลักคือการสร้างระบบมีเดียให้ตรงกับเทรนด์ของโลก ด้วยการรุกดิจิตอล แพลตฟอร์ม ภายใต้ชื่อ ROOMz (รูมส์) โดยมีคอนเซ็ปต์ว่า Liveteractive

คุณสุรศักดิ์ อารีย์สว่างกิจ กรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจดิจิตอล เสริมว่า “Independent Digitalization” (อินดิเพ็นเดนท์ ดิจิตอลไลเซชั่น) คือการสร้าง และดูแลคอมมูนิตี้ (Community) ในทุกแพลตฟอร์ม (Platform) ของ บริษัทอินดิเพ็นเดนท์ฯ อาทิ เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และโซเชียลมีเดียทั้งหมด โดยมีทีมงานที่เป็นทั้งผู้สร้างและดูแล

โดยแบ่งเป็นทีมสร้าง Entertainment tools (เอ็นเตอร์เทนเมนต์ ทูลส์) ที่จะสร้างแนวทางการเล่นเกม วิธีการร่วมกิจกรรมแบบใหม่ๆ ภายในคลื่นผ่านทางสื่อออนไลน์เพื่อทดแทนการร่วมกิจกรรมแบบเดิมๆ เช่น เกมออนไลน์ เพื่อให้แต่ละคลื่นได้นำไปใช้ในกิจกรรมต่างๆ

เน้นภารกิจหลักคือ การสร้างแพลตฟอร์มเพื่อให้ตรงกับเทรนด์ของโลกออนไลน์ในปัจจุบัน คือ ROOMz ที่เราจะยกระดับความเชื่อมโยง, ผู้ใช้งาน และเนื้อหา เข้าด้วยกัน ปรับเปลี่ยนจากการสื่อสารฝ่ายเดียว สู่การเป็น Liveteractive Media Platform (ไลฟ์เตอร์แอคทีฟ มีเดีย แพลตฟอร์ม) ที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าไปชมเนื้อหาได้แบบสดๆ เข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ แสดงความคิดเห็นได้แบบเรียลไทม์

จึงทำให้เนื้อหาและผู้ใช้งานใกล้ชิดกันมากขึ้น ดังนั้น ROOMz (รูมส์) จึงถือได้ว่าเป็นสื่อรูปแบบใหม่ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ได้อย่างครบวงจร ทั้งยังเป็นสื่อกลางของคนกล้าคิด กล้าแสดงออก และมีความสามารถที่จะเข้ามาใช้งานได้อย่างไม่จำกัด ที่สำคัญยังง่ายต่อการใช้บริการ

โดย ROOMz แบ่งเป็น 3 เนื้อหาคือ Live ROOMz (ไลฟ์ รูมส์) ฟังดูเล่นเกมในรายการต่างๆ, Idol ROOMz (ไอดอล รูมส์) ความสนุกในรูปแบบ Interactive พูดคุยใกล้ชิดตามติดไลฟ์สไตล์เหล่าบรรดา DJ/CJ/ศิลปิน/นักแสดง/เซเลบ/เน็ตไอดอล หรือบล็อกเกอร์ที่จะหมุนเวียนมามอบความสุขและความบันเทิง และ INDI ROOMz (อินดิ รูมส์) ห้องที่ทุกคนสามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ไม่ได้เป็นเพียงผู้ชมหรือผู้ฟังอีกต่อไป

ส่วนการเข้าถึงสามารถทำได้ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะเป็นคอมพิวเตอร์ (PC) แท็บเลต (Tablet) และโทรศัพท์มือถือทั้งระบบ iOS และ Android