“ทรัสตี้คาร์” เว็บไซต์ขายรถมือสอง บุกตลาด ด้วยบริการครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ทรัสตี้คาร์” เว็บไซต์ขายรถมือสอง บุกตลาด ด้วยบริการครบวงจร

เว็บไซต์นี้เป็นตัวกลางในการซื้อ-ขายรถมือสอง ซึ่งจะเปิดพื้นที่สำหรับลูกค้าทั่วไปที่ต้องการจะขาย หรือซื้อรถโดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนั้น ก็จะเปิดพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการเต็นท์มือสองที่จะเข้ามาประกาศขาย

“รถมือสอง” กลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของผู้ที่ต้องการมียานพาหนะ ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่จะซื้อรถมือสองมักเช็กข้อมูลสเปกรถที่ต้องการซื้อในเว็บไซต์ ทำให้ 2-3 ปีที่ผ่านมา ตลาดซื้อขายรถยนต์มือสองออนไลน์นั้นมีการเติบโตมาก

แต่ขณะเดียวกัน อีกหลายคนมักมีคำถามเกี่ยวกับรถมือสองมากมาย ตรงนี้นับเป็นช่องว่างที่ทำให้ คุณธนกร สีแสงทอง หลานชายนักการเมืองชื่อดัง “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” เข้ามาลุยธุรกิจรถมือสองออนไลน์ ภายใต้ชื่อเว็บไซต์ “www.trusteecar.com” พื้นที่ซื้อ-ขายรถยนต์มือสอง โดยมีจุดขายคือ ตรวจสภาพรถยนต์ในระบบทุกคันก่อนซื้อ-ขายจริง ตั้งเป้าว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดรถยนต์มือสองในประเทศไทย

งัดทุกกลยุทธ์

เจาะลูกค้าทุกกลุ่ม

คุณธนกร เริ่มต้นทำเว็บไซต์ trusteecar.com มาปีกว่าแล้ว ในช่วงเริ่มธุรกิจเขาทำการศึกษาและวิจัยเว็บไซต์ขายรถยนต์มือสอง พบว่า เว็บไซต์ที่ซื้อ-ขายรถมือสองในไทยยังขาดมาตรฐาน และไม่ครบวงจร ดังนั้น เพื่อเป็นการยกระดับคุณภาพ จึงได้ตัดสินใจทำเว็บไซต์โดยพัฒนารูปแบบให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น และมั่นใจที่จะซื้อรถในกลุ่มนี้

สำหรับจุดเด่นของเว็บไซต์ดังกล่าว รถยนต์ทุกคันที่ประกาศขายบนหน้าเว็บไซต์จะต้องผ่านการตรวจสอบ 3 ขั้นตอน คือ

1. ข้อมูลของสมาชิกที่จะประกาศขายรถ ต้องระบุตนเองชัดเจน ด้วยอีเมล เบอร์โทรศัพท์ที่ติดต่อได้

2. ผู้ขายจะต้องยืนยันตัวตน ต้องมีการอัพโหลดสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน และหน้าเล่มทะเบียนรถยนต์ ให้ตรงกับที่ประกาศขาย

3. รถยนต์จะต้องผ่านการตรวจสอบสภาพรถ ด้วยช่างและอุปกรณ์ที่ผ่านมาตรฐานสากล

นอกจากรถยนต์ทุกคันจะต้องผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทางเว็บไซต์ trusteecar.com ยังเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้ชื้อรถด้วยการจับมือกับ 2 พันธมิตรคือ บริษัท ซิลค์สแปน จำกัด เป็นบริษัทผู้ให้บริการโบรกเกอร์ ประกันภัย ไฟแนนซ์ และ บริษัท บี-ควิก จำกัด ช่วยตรวจสภาพรถยนต์

“จุดเริ่มต้นของ http://www.Trusteecar.com เป็นการเห็นโอกาส ในการลดความกังวลของทั้งผู้ซื้อและผู้ขายเรื่องคุณภาพของรถยนต์มือสอง ในมุมผู้ซื้อจะมีความกังวลว่า รถจะอยู่ในสภาพดีแค่ไหน ซื้อแล้วจะมีปัญหาไหม ในมุมผู้ขายก็จะกังวลเรื่อง รถยนต์ขายไม่ออก ราคารถยนต์จะขายได้ไม่เท่ากับความเป็นจริง”

คุณธนกร บอกเพิ่มเติมว่า เว็บไซต์นี้เป็นตัวกลางในการซื้อ-ขายรถมือสอง ซึ่งจะเปิดพื้นที่สำหรับลูกค้าทั่วไปที่ต้องการจะขาย หรือซื้อรถโดยไม่มีค่าใช้จ่าย นอกจากนั้น ก็จะเปิดพื้นที่สำหรับผู้ประกอบการเต็นท์มือสองที่จะเข้ามาประกาศขาย ปัจจุบัน สามารถประกาศขายฟรี แต่ในอนาคต 2-3 ปีอาจจะมีการเก็บค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการลงประกาศ ตรงจุดนี้ต้องรอดูผลการตอบรับของลูกค้าอีกที

“กลุ่มลูกค้าแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม 1. ลูกค้า ผู้มองหารถยนต์ 2. ผู้ให้บริการเต็นท์รถมือสอง 3. ศูนย์บริการรถยนต์มือสอง ทั้ง 3 กลุ่มนี้ สามารถเป็นทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ขึ้นอยู่กับความต้องการ ณ ตอนนั้นของกลุ่มลูกค้า”

รถตรวจสภาพก่อนทุกคัน

ตั้งเป้าคนเข้าเว็บ 1 ล้าน

ด้านที่มาของรายได้ นักธุรกิจหนุ่ม เผยว่า รายได้จากโฆษณา และรายได้จากการให้บริการตรวจสอบสภาพรถยนต์ แต่อย่างไรก็ตาม ในปีแรกยังไม่ได้ตั้งเป้าหมายรายได้ ตั้งเป้าเพียงผู้เข้ามาใช้งานเว็บไซต์ ภายในสิ้นปี 2559 จะมีผู้เข้ามาใช้งานเว็บไซต์ 1 ล้านคน ยอดรถที่จะหมุนเวียนในเว็บไซต์คาดว่าจะมีจำนวน 20,000 คัน

หลานชายนักการเมืองชื่อดัง ยังบอกอีกว่า จุดแข็งของ http://www.trusteecar.com เป็นช่องทางที่ดีให้กับ ผู้ซื้อและผู้ขาย เพราะรถทุกคันที่ลงประกาศมีมาตรฐาน ทำให้สามารถขายได้เร็วและขายได้ราคา ผู้ซื้อเองก็มั่นใจในคุณภาพ ด้านบริการก็ทันสมัย หน้าเว็บไซต์มีระบบที่ง่ายต่อการค้นหา และระบบหลังบ้านที่ปลอดภัย บริการครบวงจรทั้งการเช็กราคา ไฟแนนซ์ ประกันภัย มีข่าว บทความ แง่มุม เกี่ยวกับรถยนต์ที่มีประโยชน์ให้คุณลูกค้าอ่าน

“ผมมองว่าเว็บไซต์ซื้อ-ขายรถยนต์ออนไลน์มีอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ที่ได้รับความนิยมและมีมาตรฐานจะมีอยู่ไม่กี่เว็บไซต์ แต่ละเว็บก็จะมีความแตกต่างกัน ซึ่งแนวโน้มของเว็บไซต์ประเภทนี้มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง ดังนั้น จึงมีการโปรโมตผ่านสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัว การโฆษณาผ่านวิทยุ แอลอีดี 20 จุดทั่วประเทศ การทำตลาดออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ และกูเกิ้ล ซึ่งคาดหวังว่าลูกค้าจะได้เห็นชื่อของเว็บไซต์”

สำหรับปัจจัยหนุนธุรกิจดังกล่าว คือภาครัฐมีการปรับลดการถือครองรถคันแรกจาก 5 ปี เป็น 3 ปี (เดิมเจ้าของรถต้องห้ามขายเปลี่ยนมือรถ 5 ปี ลดถือครองเหลือ 3 ปี) ทำให้คาดว่าจะมีรถในกลุ่มนี้เข้ามาในระบบรถมือสองมากขึ้น จะทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ส่งผลทำให้ตลาดรถมือสองคึกคัก

การลงทุนในธุรกิจนี้ เบื้องต้นทางเจ้าของเว็บใช้งบประมาณ 5 ล้านบาท งบการตลาดเพื่อโปรโมตเว็บไซต์ 10 ล้านบาท และเตรียมงบอีก 10 ล้านบาท เพื่อพัฒนาระบบการซื้อขายออนไลน์

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม คลิก http://www.trusteecar.com หรือ โทรศัพท์ (02) 196-1866-8

“SKYBOX” รับ-ฝาก-ส่งพัสดุ บน “บีทีเอส”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“SKYBOX” รับ-ฝาก-ส่งพัสดุ บน “บีทีเอส”

วิธีการใช้บริการ ลูกค้าทั่วไป และลูกค้าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ (พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของออนไลน์) นำสิ่งของที่ต้องการส่งมาเข้าระบบ ทางสกายบ็อกซ์จะมี SMS เด้งขึ้นในโทรศัพท์มือถือทั้งผู้ฝากและผู้รับ โดยผู้รับจะต้องนำ SMS มายืนยันตัวตน ผู้รับสามารถกำหนดเวลารับได้ ภายใน 1-7 วัน

ในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และสิงคโปร์ บริการรับ-ส่งสินค้าตามสถานีรถไฟฟ้าได้รับความนิยมมาระยะหนึ่งแล้ว เวลานี้บริการดังกล่าวได้เกิดขึ้นในเมืองไทยแล้ว ภายใต้ไอเดียคนรุ่นใหม่ “เบนซ์-อภิพัฒน์ เลิศฤทธิ์ศิริกุล” ชายหนุ่มอายุ 25 ปี จบคณะสถาปัตยกรรม มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ผู้ให้บริการรับ-ฝาก-ส่งพัสดุ บนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส (SKYBOX) 6 แห่งคือ ช่องนนทรี สนามกีฬาแห่งชาติ ทองหล่อ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หมอชิต และซอยอารีย์ ในเร็วๆ นี้จะเพิ่มถึง 20 สถานี อนาคตจะขยายไปสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน และยังรับชำระค่าน้ำค่าไฟ บัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ

ผุดไอเดียเก๋

ตอบโจทย์คนเมือง

คุณเบนซ์ เผยที่มาว่า บริการรับ-ฝาก-ส่งพัสดุ บนบีทีเอส เกิดจากปัญหาส่วนตัว อยากส่งของให้เพื่อน แต่เวลาไม่ตรงกัน บางคนมีเวลาจำกัด ประกอบกับคนที่รู้จักก็เจอปัญหานี้เหมือนๆ กัน เลยมองเห็นช่องทางทำธุรกิจ โดยทำเลที่เลือกคือ สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส เพราะเป็นทำเลทอง แต่ละวันคนสัญจรมหาศาล แถมยังไม่มีบริการดังกล่าวด้วย

ก่อนจะลงทุน ชายหนุ่มใช้เวลาเก็บข้อมูลราว 1 ปี ด้วยการเข้าไปศึกษาระบบการขนส่งสิ่งของที่ไปรษณีย์ไทย สาขา จังหวัดสมุทรสาคร ไปขอสถิติจำนวนคนขึ้นรถไฟฟ้าในแต่ละวันจาก บริษัท วี จี ไอ โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) พบว่าจำนวนคนขึ้นรถไฟฟ้าทุกสถานีแต่ละวันราว 2 ล้านคน ไปศึกษาโมเดลธุรกิจรับส่งสินค้าจากต่างประเทศ ก็พบข้อดี ข้อเสียหลายอย่าง จากนั้นนำมาปรับใช้กับธุรกิจของตัวเอง

ช่วงที่เบนซ์เก็บข้อมูลหลายๆ ด้าน เขาบอกว่า ยิ่งมั่นใจว่าบริการดังกล่าวจะดำเนินไปด้วยดี ในที่สุดตัดสินใจเปิดบริการ “SKYBOX” (สกายบ็อกซ์) เมื่อปี 2557 ด้วยงบลงทุนจากผู้ปกครองก้อนแรก 5 ล้านบาท นำร่อง 4 สถานี ได้แก่ ช่องนนทรี สนามกีฬาแห่งชาติ ทองหล่อ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

“ผมนำร่องสถานีช่องนนทรีเป็นที่แรก เพราะแถวนั้นมีสำนักงานเยอะ ปรากฏผิดคาด พนักงานออฟฟิศไม่ส่งพัสดุทุกวัน แถมลูกค้าส่วนใหญ่ยังไม่เข้าใจบริการดังกล่าว 6 เดือนแรกเงียบเหงามาก อาศัยใช้สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กช่วยประชาสัมพันธ์ ทั้งเฟซบุ๊ก ไลน์ อินสตาแกรม รวมถึงปรับแผนธุรกิจหันมาเจาะตลาดกลุ่มผู้ขาย และกลุ่มผู้ซื้อสินค้าออนไลน์”

คุณเบนซ์ เสริมว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยเติบโตต่อเนื่อง ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการธุรกิจอีคอมเมิร์ซผ่านช่องทางต่างๆ เยอะขึ้น มีคนไทยซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นด้วย ทางสกายบ๊อกซ์มองเห็นโอกาสของธุรกิจจากตรงนั้น จึงมุ่งเน้นไปที่การเป็นจุดรับสินค้าออนไลน์ เพื่อความสะดวกของกลุ่มเป้าหมาย

จับมือร้านโซเชียล

ระบบเสถียรเล็งขยาย

สำหรับวิธีการใช้บริการ ลูกค้าทั่วไป และลูกค้าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ (พ่อค้าแม่ค้าที่ขายของออนไลน์) นำสิ่งของที่ต้องการส่งมาเข้าระบบ ทางสกายบ็อกซ์จะมี SMS เด้งขึ้นในโทรศัพท์มือถือทั้งผู้ฝากและผู้รับ โดยผู้รับจะต้องนำ SMS มายืนยันตัวตน ผู้รับสามารถกำหนดเวลารับได้ ภายใน 1-7 วัน นอกจากส่งระหว่างสถานี ยังรับส่งทั่วประเทศไทย และส่งทั่วโลก คิดอัตราเริ่มต้น กิโลกรัมละ 35 บาท หากส่งปริมาณมากก็ติดต่อกับพนักงานได้โดยตรง หรือส่งไม่กี่ชิ้นก็เดินเข้ามาใช้บริการได้ทันที จะมีพนักงานช่วยแพ็กสินค้าลงกล่องของสกายบ็อกซ์ให้

ด้านความหลากหลายของพัสดุที่ส่ง ผู้ให้บริการ ระบุว่า มีทั้งพัสดุขนาดเล็ก พวกเครื่องสำอาง เสื้อผ้า อาหารก็มีแต่ผู้ส่งต้องแพ็กมาให้ดี พัสดุขนาดใหญ่ เช่น ราวตากผ้ายาวประมาณ 2 เมตรก็เคยมี ในกรณีต้องการให้จัดส่งในจุดที่ไม่มีศูนย์บริการของสกายบ็อกซ์ จะมีพนักงานไปส่งให้ แต่ลูกค้าต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มพิเศษ

“ผมเชื่อว่าบริการนี้เหมาะกับคนเมืองยุคใหม่ เหมาะกับคนที่อยู่บ้านไม่เป็นเวลา เวลาไม่ตรงกันระหว่างผู้ส่ง-ผู้รับ ผู้ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดและต่างประเทศ โดยผู้รับสามารถมาเลือกรับสินค้าเวลาไหนก็ได้ หากไม่มีผู้รับ พัสดุก็ตีกลับผู้ส่ง”

ปัจจุบัน สัดส่วนลูกค้าที่มาใช้บริการ คุณเบนซ์ ระบุว่า 40 เปอร์เซ็นต์เป็นลูกค้าทั่วไป 60 เปอร์เซ็นต์เป็นลูกค้าเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ เช่น Alibaba, Amazon, Lazada, Luxora

สกายบ็อกซ์เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงวันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น. และวันเสาร์เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น. ส่วนวันอาทิตย์ปิดทำการ ยกเว้น สถานีหมอชิต เปิดให้บริการทุกวัน ส่งสินค้าก่อน 12.00 น. รับสินค้าภายในวันเดียวกัน ตั้งแต่ 16.00 น. เป็นต้นไป

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต ทางผู้ประกอบการตั้งเป้าหมายว่าในปี 2559 จะมีจุดให้บริการครบทุกจุดบนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส และขยายสาขาเป็นแฟรนไชส์ตั้งแต่ช่วงไตรมาสแรกของปี 2559 ให้กระจายครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศไทย 100 สาขา ก่อนที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในปี 2560

ไนซ์ แอพพาเรล ส่งออกเสื้อกีฬาแบรนด์ดังระดับโลก เผยความลับ ยอดผลิตไม่เคยตก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07050011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ช่องทางสร้างอาชีพ

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

ไนซ์ แอพพาเรล ส่งออกเสื้อกีฬาแบรนด์ดังระดับโลก เผยความลับ ยอดผลิตไม่เคยตก

ไนซ์ แอพพาเรล ผู้ผลิตและส่งออกเสื้อผ้ากีฬารายใหญ่สุดของไทย ผู้รับจ้างผลิตสินค้าให้กับลูกค้ารายใหญ่ซึ่งมีแบรนด์ดังระดับโลก 4 แบรนด์ ได้แก่ adidas, NIKE, UNDER ARMOUR และ Mizuno และผลิตให้อีก 1 แบรนด์ซึ่งทำตลาดร้านขายปลีก ได้แก่ Foot Locker

รู้จักบริษัทในเครือไนซ์ แอพพาเรล

ไนซ์กรุ๊ป ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2526 ปัจจุบันได้ขยายทั้งในประเทศและต่างประเทศรวม 8 บริษัท ได้แก่ 1) บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด (จังหวัดนนทบุรี) 2) บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด (เมืองพล จังหวัดขอนแก่น) 3) บริษัท เอ็น เอ แอพพาเรล จำกัด (จังหวัดนครราชสีมา) 4) บริษัท เอ็น เค แอพพาเรล จำกัด (จังหวัดขอนแก่น) 5) บริษัท เอ็น ซี แอพพาเรล จำกัด (ชุมแพ จังหวัดขอนแก่น) 6) บริษัท เอ็น บี แอพพาเรล จำกัด (จังหวัดหนองบัวลำพู) 7) บริษัท เอ็น อี แอพพาเรล จำกัด (เมืองชิงเต่า ประชาชนจีน) 8) บริษัท เค เค เอ็น แอพพาเรล จำกัด (เกาะกง ประเทศกัมพูชา) ทั้งนี้ยอดพนักงานของไนซ์กรุ๊ปล่าสุดมีทั้งหมดประมาณ 20,000 คน (ในไทยประมาณ 16,100 คน ในจีนประมาณ 1,400 คน และกัมพูชา 2,500 คน)

เหตุผลขยายฐานการผลิตสู่กัมพูชา

จากปัญหาค่าแรงขั้นต่ำในประเทศไทยสูงถึง 300 บาท ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอของไทยใช้นโยบายย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน เพื่ออาศัยความได้เปรียบจากต้นทุนค่าแรงงานที่ต่ำกว่า และสิทธิประโยชน์ด้านภาษี หรือ GSP สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปยังสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา การย้ายฐานการผลิตไปตั้งโรงงานในประเทศเพื่อนบ้าน ถือว่าเป็นทางเลือกในการรักษาฐานลูกค้าเอาไว้อีกทางหนึ่ง

คุณอดิศักดิ์ อังศรีประเสริฐ ผู้บริหารระดับ COO (Chief Operating Officer) ของกลุ่มบริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด หรือ “ไนซ์กรุ๊ป” ให้เหตุผลว่า เลือกขยายฐานการผลิตไปตั้งโรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมเกาะกง ประเทศกัมพูชา เมื่อปี 2555 เพราะเห็นว่ามีข้อดีหลายอย่าง เช่น รัฐบาลกัมพูชาให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ คนงานพูดภาษาไทยและฟังภาษาไทยรู้เรื่อง วัฒนธรรมประเพณีใกล้เคียงกันมาก และยังมีค่าจ้างที่ต่ำกว่าเมืองไทย นอกจากนี้ ยังได้สิทธิประโยชน์ทางการค้าอีกมากมาย เช่น ภาษีเงินได้ ภาษีนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์ ที่สำคัญคือ การเดินทางระหว่างกัมพูชากับเมืองไทย ผ่านจังหวัดตราดใช้เวลาแค่ 1 ชั่วโมงเท่านั้น นี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้เลือกขยายฐานการผลิตมากัมพูชา

ตามแผนการผลิตที่เกาะกง จะมีจักรเย็บผ้าประมาณ 1,500 จักร คนงานและพนักงาน 2,500 คน เพื่อให้ผลิตเสื้อผ้าได้ 8 ล้านตัว ต่อปี ใช้เม็ดเงินลงทุน 200-300 ล้านบาท โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ของกัมพูชา ซึ่งมีส่วนคล้ายของประเทศไทย ในเรื่องปัจจัยพื้นฐานการลงทุนไม่มีความแตกต่างกันมากมายนัก นอกจากนี้ ไนซ์กรุ๊ปยังได้นำระบบการผลิตที่ถือว่าเป็นจุดแข็งของบริษัทที่ได้พัฒนาต่อเนื่องมายาวนานจนเป็นที่ยอมรับของคู่ค้ารายสำคัญ ซึ่งบริษัทได้นำระบบการผลิตนั้นมาใช้ในโรงงานที่กัมพูชาอย่างเต็มระบบ

ความแตกต่างอาจจะมีบ้างก็เรื่องคุณภาพของแรงงานและจำนวนแรงงาน ที่เกาะกงมีแรงงานน้อยกว่าไทย โดยเฉพาะคุณภาพของพนักงาน ช่วงแรกต้องฝึกฝนฝีมือกันอย่างหนัก แต่ขณะนี้ ฝีมือมีคุณภาพทัดเทียมแรงงานของไทยแล้ว ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับของคู่ค้า แต่ที่แตกต่างจากไทยและถือเป็นข้อได้เปรียบก็คือ ค่าจ้างที่เกาะกงจะต่ำกว่าไทยมาก

คุณอดิศักดิ์ COO ของไนซ์กรุ๊ป อธิบายถึงแนวทางในการบริหารโรงงานในประเทศกัมพูชาว่า เมื่อ 3 ปีก่อนได้ส่งคีย์แมนหลักเข้ามาคุมเกือบทุกแผนก ที่ต้องเน้นหนักมากที่สุดคือระบบการผลิต เพราะถือเป็นหัวใจหลักของการวางระบบโรงงานทั้งหมด เริ่มแรกมีการวางโครงสร้างการบริหารจัดการเหมือนที่เมืองไทย พร้อมกับนำระบบไอทีมาใช้เพื่อการสื่อสารไปยังโรงงานต่างๆ อย่างทั่วถึง ช่วงนั้นต้องเดินทางบ่อย เพื่อติดตามงานและให้คำปรึกษาทีมงาน เฉลี่ยเดือนละครั้ง

ยอดผลิตไม่ตก เพราะอิงลูกค้าระดับโลก

คุณอดิศักดิ์ กล่าวเสริมว่า ผลิตภัณฑ์จากบริษัท เค เค เอ็น แอพพาเรล จำกัด ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศกัมพูชา จะเป็นรูปแบบเดียวกับที่ผลิตในเมืองไทยคือ เน้นเสื้อกีฬาเป็นหลัก เป็นการผลิตให้กับเจ้าของแบรนด์เนมดังๆ ทั้ ง 4 แบรนด์ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โรงงานที่กัมพูชาใช้เทคโนโลยีการผลิตตลอดจนรูปแบบการบริหารงานแบบเดียวกับเมืองไทย สามารถผลิตได้คุณภาพจนเป็นที่ยอมรับของคู่ค้า

ปัจจุบัน กำลังการผลิตของบริษัท เค เค เอ็น แอพพาเรล จำกัด ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของลูกค้า ไนซ์กรุ๊ปจึงวางแผนขยายการผลิตแห่งใหม่เพิ่ม ขณะนี้ได้ทำการสำรวจพื้นที่ในประเทศเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศเป้าหมายอีกแห่งที่ไนซ์กรุ๊ปจะเข้าไปลงทุนเพิ่มขึ้น

แม้อุตสาหกรรมสิ่งทอในประเทศไทยจะอยู่ในช่วงขาลง มีผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยที่ต้องปิดกิจการไป หรือย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงที่ต่ำกว่า แต่สำหรับไนซ์ แอพพาเรล หรือไนซ์กรุ๊ป กลับสวนกระแส โดยมียอดผลิตเพิ่มจนต้องขยายโรงงานไปหลายประเทศ และยังได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า จนทำให้ยอดออร์เดอร์หลั่งไหลเข้ามามากมาย เมื่อสอบถามถึงเหตุผลที่ทำให้ไนซ์กรุ๊ปเติบโตอย่างสวนกระแสได้เช่นนี้ เป็นเพราะเหตุใด

คุณอดิศักดิ์ กล่าวอย่างภาคภูมิใจ พร้อมเผยความลับเรื่องนี้ว่า เป็นเพราะไนซ์กรุ๊ปได้ร่วมงานกับบริษัทคู่ค้ารายสำคัญของโลก และเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไนซ์กรุ๊ปเติบโตอย่างมั่นคงสวนกระแส เป็นเพราะคู่ค้าสำคัญของไนซ์กรุ๊ปมีความมั่นคงทางการตลาดในระดับโลกนั่นเอง

แนะ SMEs เรื่องลงทุนใน AEC

ต้องมีความรู้เรื่องกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะการทำผิดกฎหมายของประเทศนั้นๆ เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเด็ดขาด หลักการลงทุนอีกอย่างคือ ต้องมีคนที่เรามั่นใจได้ ไว้ใจได้ในพื้นที่ประเทศนั้น การลงทุนในต่างแดนสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ ต้องส่งทีมเข้าไปสำรวจพื้นที่จนกระทั่งมั่นใจจึงค่อยตัดสินใจ เงินลงทุนเป็นปัจจัยสำคัญแต่ไม่ใช่ปัจจัยแรกที่ใช้ในการตัดสินใจลงทุน

การไปทำธุรกิจในต่างประเทศ สิ่งที่เป็นเรื่องที่ยากสำหรับ SMEs โดยเฉพาะเรื่องภาษาที่จะต้องสื่อสารกันในหลากหลายระดับ ความเข้าใจในภาษาและการสื่อสาร นับเป็นเรื่องสำคัญไม่น้อย อยากแนะนำ SMEs อยู่เรื่องหนึ่งก็คือ ควรมีที่ปรึกษาที่ดี และต้องเป็นที่ปรึกษาในพื้นที่นั้นๆ จะทำให้ง่ายกว่าการที่เราจะมาดำเนินการเองเสียทั้งหมด

————————————————-

บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด

เลขที่ 500 ซอยงามวงศ์วาน 25 ตำบลบางเขน อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี 11000

โทรศัพท์ (02) 589-0120-5

“ณิศา รีสอร์ท” ห้องพักมีระดับ ทั้งถูกทั้งดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

ช่องทางสร้างอาชีพ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

“ณิศา รีสอร์ท” ห้องพักมีระดับ ทั้งถูกทั้งดี

สมัยก่อนหากไปตามตัวอำเภอต่างๆ ที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว การจะหาที่พักดีๆ สักแห่งเป็นเรื่องยากทีเดียว แต่ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการหน้าเก่าหน้าใหม่หลายรายหันมาทำธุรกิจรีสอร์ตกันจำนวนไม่น้อย เพราะเห็นว่าเป็นธุรกิจที่สามารถคืนทุนได้ในระยะไม่กี่ปี ถ้าอยู่ในทำเลดีๆ เนื่องจากยุคนี้ผู้คนนิยมเดินทางกันมากขึ้น ซึ่งถ้าเป็นรีสอร์ตที่ลูกค้าที่มาพักติดอกติดใจก็มักจะนำเรื่องราวไปแชร์ให้พรรคพวกได้รับทราบกันในโลกโซเชียลทั้งหลาย

ใช้งบ 16 ล้านบาท

คุณวรรณิศา อาษาสุจริต หรือ คุณเป็ด วัย 46 ปี เจ้าของ “ณิศา รีสอร์ท” เป็นอีกคนหนึ่งที่เข้าสู่ธุรกิจรีสอร์ต จากแต่เดิมที่ทำมินิมาร์ทอยู่ที่จังหวัดปัตตานี แต่เนื่องจากปัญหาความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทำให้เธอและสามีขายกิจการมินิมาร์ท เพื่อนำเงินก้อนนั้นมาซื้อที่ดินที่ตำบลระวะ อำเภอระโนด จังหวัดสงขลา เนื้อที่ 8 ไร่ บวกกับเงินสะสมก้อนหนึ่ง และกู้ธนาคารส่วนหนึ่ง สร้างที่พักจำนวน 14 ห้อง รวมเบ็ดเสร็จใช้งบประมาณไปทั้งหมด 16 ล้านบาท เนื่องจากที่ดินผืนนี้เป็นที่นา ต้องใช้ดินมาถมจำนวนมาก และใช้วัสดุก่อสร้างอย่างดี รวมถึงการตกแต่งด้วยต้นไม้ใหญ่หลากหลายชนิดทั่วบริเวณรีสอร์ต

ประกอบกับสองสามีภรรยาไม่มีประสบการณ์ และปล่อยทุกอย่างให้อยู่ในการตัดสินใจของผู้รับเหมาเพียงลำพัง จึงทำให้งบบานปลายไปหลายล้านบาท

“ณิศา รีสอร์ท” เพิ่งเปิดได้ไม่นาน แต่ด้วยความที่เป็นที่พักแห่งใหม่ของระโนด และราคาไม่แพงหากเทียบกับสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีให้ ทั้งแอร์ ตู้เย็น เตียง หมอน ผ้าห่ม ใช้ของดีมีคุณภาพเทียบเท่ากับโรงแรมทั่วไป โดยมีราคาให้เลือก 2 ราคาคือ ห้องละ 550 บาท และ 700 บาท

คุณเป็ด บอกว่า ความจริงห้องพักราคา 550 บาท กับห้องราคา 700 บาท ไม่ค่อยแตกต่างกันมาก คือ ห้อง 700 บาท จะมีความเป็นส่วนตัว มีระเบียง มีที่จอดรถ แต่ห้อง 550 บาท ไม่มีระเบียง ส่วนสิ่งอำนวยความสะดวกก็เหมือนกัน โดยจะมีชากาแฟให้ลูกค้าได้เลือกดื่มด้วย ช่วงแรกที่แขกยังไม่ได้เข้าพักก็มักจะต่อรองราคาให้เหลือห้องละ 500 บาท แต่เมื่อได้เห็นและได้เข้าพักจริงๆ กลับบอกว่า น่าจะขึ้นราคาเป็นห้องละ 600 บาท

นอกจากปัญหาความไม่สงบในภาคใต้ที่ทำให้เธอและสามีตัดสินใจมาทำรีสอร์ตที่ระโนดแล้ว ทั้งสองยังมองว่า จะได้มีเวลาดูแลคุณแม่ของทั้งสองที่อยู่ในวัยชราและเจ็บป่วยด้วย ซึ่งเธอสร้างบ้านพักไว้ด้านหลังของรีสอร์ต ในขณะที่สามีก็ยังไปๆ มาๆ อยู่เพราะสามียังทำโรงงานเจียที่ปัตตานี อันถือเป็นรายได้หลักของครอบครัว

“สมัยก่อนปัตตานีถ้าคนขยันสามารถได้เงินทุกวัน เงินสะพัดมาก เหมือนตอนที่มาเปิดมินิมาร์ท 24 ชั่วโมง ในสะพานปลา เพลินกับการนับตังค์มาก พอมีเหตุการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ่อย เรือก็ไม่มา เรือเริ่มไปมาเลย์ เริ่มไปขึ้นฝั่งที่สงขลา ไปภูเก็ต เรือในปัตตานีก็เริ่มร่อยหรอลง”

เน้นอุปกรณ์ของใช้มีคุณภาพ

“ที่ผ่านมา เราจ้างผู้รับเหมามาทำทั้งหมดเลย คือโครงสร้างแข็งแรงดี แต่ถ้าเรื่องการตกแต่งยังไม่เป็นที่พอใจของเรานัก โดยเฉพาะเรื่องการใช้สีในแต่ละห้อง แต่ลูกค้าบางคนก็ชอบ เพราะห้องดูใหม่และกว้างขวาง ส่วนมากถูกใจผ้าปูที่นอนและหมอน เพราะเราใช้แนวของโรงแรม คือยอมลงทุนแพงในส่วนตรงนี้ เพราะอย่างน้อยลูกค้าจะได้สบายใจว่า เราถอดซักทุกวัน เราเคลียร์ทุกวัน” คุณเป็ด กล่าวและว่า ทุกอย่างที่รีสอร์ตใช้ของดีหมด อย่างอุปกรณ์ไฟฟ้า ทีวีก็เป็นจอแบน LED มีอินเตอร์เน็ตให้ใช้ ในละแวกนี้คิดว่าของเราทันสมัย คือตัวเราอยากจะพักดีแบบไหนก็อยากให้คนอื่นได้พักดีแบบนั้นด้วย

แม้รีสอร์ตแห่งนี้จะเปิดได้ไม่นาน แต่ก็มีแขกมาพักตลอด และส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าประจำ หรือไม่ก็ได้รับการบอกปากต่อปากจากพรรคพวกเพื่อนฝูงที่เคยมาใช้บริการกันแล้ว

คุณเป็ด แจงว่า ลูกค้าส่วนใหญ่ล้วนเป็นแขกเมืองทั้งนั้น เช่น คุณถาวร เสนเนียม และล่าสุด ที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงเปิดโรงพยาบาล ข้าราชบริพารชุดตามเสด็จของพระองค์ท่านมาพักที่นี่ ทำให้รู้สึกภูมิใจที่ได้รับเลือกเข้าพัก อีกทั้งคุณถาวรยังได้ให้คำแนะนำที่ดีหลายอย่าง เช่นบอกว่า ใช้เงินลงทุนเยอะเกินไป ดังนั้น ต้องโฆษณา โปรโมตให้เยอะขึ้น ต้องเข้าไปเจาะหน่วยงานราชการ เช่น อบต. ไปเปิดตัวให้รู้ว่า ทำตรงนี้ และมีบริการอะไรบ้างที่สามารถเข้ามาใช้บริการได้

เธอบอกด้วยว่า ทุกวันนี้ห้องพัก 10 กว่าห้องที่มีอยู่ไม่เพียงพอเวลามีคณะใหญ่มาจอง ดังนั้น จึงคิดจะสร้างห้องพักเพิ่มเติมเพราะยังมีที่ว่างที่จะก่อสร้างได้อีก โดยคิดจะสร้างแบบน็อกดาวน์เพราะค่าใช้จ่ายไม่แพงและเสร็จในเวลารวดเร็ว แต่สามีมองว่าอาจจะไม่แข็งแรง จึงยังไม่ลงตัวว่าจะสร้างแบบไหนดี นอกจากนี้ ยังคิดจะสร้างห้องประชุมสัมมนาเพื่อรองรับลูกค้าในหน่วยราชการ เพราะที่ระโนดยังไม่มีโรงแรมไหนทำห้องประชุมสัมมนา

จุดเด่นหนึ่งของรีสอร์ตแห่งนี้คือ กังหันลมขนาดใหญ่ ซึ่งเจ้าของสร้างเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่ โดยดูแบบอย่างมาจากการไปเที่ยวสวนผึ้ง พร้อมกับนำสิ่งประทับใจจากแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ มาประดับประดาตกแต่งรีสอร์ต

ห้องน้อย ต้องจองล่วงหน้า

ร้านอาหารด้านหน้าที่พัก เป็นอีกจุดที่ผู้มาเยือนมักมานั่งสนทนากันในช่วงที่มีเวลาว่าง ซึ่งคุณเป็ด ระบุว่า อยากให้ร้านอาหารนี้เป็นจุดขายอีกอย่างของรีสอร์ตให้คนข้างนอกได้เข้ามารับประทาน โดยจะขายเป็นอาหารจานเดียวในราคาไม่แพง 40-50 บาท และยังมีแผนจะเปิดร้านกาแฟเล็กๆ พร้อมจะนำเครื่องเล่นเด็กมาตั้งไว้เพื่อให้เด็กๆ ได้เล่นกันอย่างสนุกสนาน เนื่องจากที่ระโนดยังไม่มีรีสอร์ตที่ไหนทำแบบนี้ และการเปิดร้านอาหารก็จะช่วยเพิ่มรายได้ส่วนหนึ่งให้กับพนักงานของรีสอร์ตด้วย

คุณเป็ด ยอมรับว่า ช่วงเปิดรีสอร์ตใหม่ๆ รายได้ยังไม่พอกับรายจ่าย ซึ่งแต่ละเดือนตก 40,000-50,000 บาท เป็นค่าจ้างแม่บ้าน คนสวน และแม่ครัว แต่ตอนนี้มีแขกเข้ามาพักเรื่อยๆ กิจการดีขึ้นโดยเฉพาะพวกที่มางานศพและงานบวช ซึ่งจะบอกต่อๆ กัน

ฉะนั้น ใครจะเข้าพักที่นี่จะต้องโทรจองล่วงหน้า เพราะห้องมีไม่มาก โดยโทรจองได้ที่ (081) 541-5592

เธอเปรียบเทียบการทำธุรกิจมินิมาร์ทกับรีสอร์ตว่า มินิมาร์ทได้เงินดีกว่า เงินสะพัดกว่า แต่ว่าเหนื่อยมากต้องซื้อของ เช็กของ ต้องอยู่หน้าร้านตลอด ตัวเองเป็นคนชอบงานบริการ และชอบต้นไม้ ทำรีสอร์ตก็ดีตรงที่ได้เจอคน คิดว่าต่อไปจะปลูกต้นไม้ขายด้วย เพราะที่รีสอร์ตยังมีที่ว่างอีกเยอะ

เมื่อถามถึงระยะเวลาในการคืนทุน คุณเป็ด ตอบว่า “ถ้ามองในแนวธุรกิจ การทำรีสอร์ตแห่งนี้เป็นความผิดพลาดอย่างแรง เพราะลงเงินไปเยอะมากเกินไป แต่ดิฉันกับแฟนคิดว่าดีที่ได้มีเวลาดูแลคุณแม่ และยังได้ทำตามความฝันและความชื่นชอบของตัวเอง ได้ปลูกต้นไม้”

เจ้าตัวให้คำแนะนำสำหรับคนที่อยากจะเข้ามาทำธุรกิจรีสอร์ตว่า “ต้องดูกำลังทุน กับเป้าหมายของตัวเองเป็นหลัก อย่างของเป็ดถ้ามองเป็นธุรกิจไม่คุ้มแน่นอน แต่ถ้ามองชีวิตมีความสุข ก็คุ้มกับการที่เราทำงานเหนื่อยมาครึ่งชีวิต แฟนบอกว่า ถ้าเราเคลียร์หนี้หมดเราก็จะสบาย”

ใครที่เคยมาพัก “ณิศา รีสอร์ท” นอกจากจะชื่นชอบต้นไม้หลากหลายชนิด ทั้งไม้ดอก ไม้ประดับ และไม้กินผลอย่างมะละกอและแก้วมังกรแล้ว ยังประทับใจในอัธยาศัยไมตรีของคุณเป็ด ซึ่งเธอมักมาถามมาคุยกับลูกค้าอยู่เสมอ และใครติชมอะไรเธอก็น้อมรับไปปฏิบัติ นับเป็นรีสอร์ตอีกแห่งของระโนดที่น่าพัก เพราะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ได้อย่างเต็มที่ ท่ามกลางแมกไม้สีเขียวขจี

ศิลป์ + เทคนิค สูตรสำเร็จ นักออกแบบ “ฟอนต์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07040011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

ศิลป์ + เทคนิค สูตรสำเร็จ นักออกแบบ “ฟอนต์”

“คนที่ทำอาชีพนี้ได้ดี ต้องมี 2 ส่วนผสมมารวมกันคือ ชอบศิลปะ นั่นคือมีความละเอียดลออ และมีความเป็นเทคนิค ซึ่งถ้ามองกันตามหลักทั่วไป คนที่หัวใจติสต์จะไม่มีความเป็นเทคนิค ส่วนคนที่เรียนวิศวกรรมก็จะไม่มีอารมณ์ศิลปิน แต่งานการออกแบบฟอนต์ คนที่จะทำได้ต้องมี 2 ส่วนนี้ผสมกันในเกณฑ์พอดี ซึ่งคนประเภทนี้ผมว่ามีจำนวนน้อยมากครับ ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่หมายถึงทั่วโลก”

อัตลักษณ์ คือ สิ่งบ่งบอกตัวตน ทำให้ผู้พบเห็นเกิดภาพจดจำได้อย่างชัดเจน ซึ่งในแง่การทำธุรกิจแล้วถือว่าเอื้อประโยชน์ต่อการสื่อสารได้เป็นอย่างดี และนี่จึงเป็นแนวทางให้หลายๆ องค์กรหันมาให้ความสนใจกับการสร้างความเป็นตัวตน ให้ใครเห็นแล้วเกิดอาการร้อง “อ๋อ”

ปัจจุบัน การสร้างแบรนด์ให้เป็นที่จดจำ ไม่ใช่แต่เพียงออกแบบโลโก้ หรือการให้สีสันเท่านั้น แต่สิ่งหนึ่งที่สามารถบอกตัวตนของแบรนด์ได้ดีก็คือ “ตัวอักษร” หรือ “ฟอนต์” (Font)

สิบปีที่ก้าวผ่าน

อักษรสร้างสรรค์

อาชีพออกแบบตัวอักษร จึงถือกำเนิดขึ้น ซึ่งแม้ต่างประเทศจะมีผู้ผลิตตัวอักษรป้อนตลาดมาเนิ่นนาน แต่ทว่าในประเทศไทยการริเริ่มเพิ่งจะผ่านพ้นมาได้ราว 10 ปี โดย บริษัท คัดสรร ดีมาก จำกัด (ก่อตั้งโดย คุณอนุทิน วงศ์สรรคกร) ถือเป็นบริษัทแรกเริ่มที่ก้าวเข้ามาในวงการนี้อย่างเต็มตัว ด้วยเพราะขณะนั้นธุรกิจโทรคมนาคมเข้ามามีบทบาทสำคัญ

“ตอนนั้นโทรศัพท์ 3 ค่ายเกิดขึ้น และทั้ง 3 ค่ายยังใช้ฟอนต์หน้าตาเหมือนกัน เพียงแต่ถูกแบ่งแยกด้วยสี ซึ่งในด้านการออกแบบแล้ว สีไม่ใช่หัวใจสำคัญที่จะทำให้เกิดความชัดเจน เขาจึงเริ่มมามองตัวอักษร กระทั่ง คัดสรร ดีมาก ได้รับการติดต่อจากบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ให้ออกแบบตัวอักษรให้ ทำให้ตลาดเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับฟอนต์มากขึ้น และหลายๆ องค์กรก็เริ่มให้ความสำคัญกับคัสตอมฟอนต์ตามมา” คุณสมิชฌน์ สมันเลาะ ตัวแทนจาก บจก.คัดสรร ดีมาก เล่าถึงจุดกำเนิดกับการเปิดตัวธุรกิจรูปแบบคัสตอมฟอนต์ (Custom Font) ในประเทศไทย

คุณสมิชฌน์ อธิบายถึงประเภทของฟอนต์นั้นมีอยู่ 2 รูปแบบหลักๆ ในท้องตลาดคือ รีเทลฟอนต์ (Retail Font) ซึ่งเป็นการออกแบบตัวอักษรเพื่อขายปลีกให้กับผู้สนใจทั่วไป โดยมีช่องทางจำหน่ายผ่านเว็บไซต์ ข้อดีคือ ซื้อง่าย ราคาไม่แพง แต่จะไม่สร้างความแตกต่าง เพราะเป็นสินค้าตลาดที่ใครๆ ก็สามารถซื้อหาไปใช้ได้

ฉะนั้น หากผู้ใด องค์กรใด ต้องการสร้างคาแร็กเตอร์ของตนเอง สร้างภาพการจดจำให้เกิดขึ้นในใจผู้พบเห็น คัสตอมฟอนต์ จึงเป็นบทสรุปในการเลือก ซึ่งแม้สนนราคาแตะหลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท อันเนื่องมาจากต้องใช้ระยะเวลาผลิตนานหลายเดือนหรือนับปีกว่าจะแล้วเสร็จ แต่ทว่าในด้านการทำธุรกิจในฐานะผู้ว่าจ้าง ต่างมองว่า ภาพลักษณ์ การจดจำ หรือ การสร้างตัวตน คือสิ่งที่เขาต้องการ และนี่คือการลงทุน

เริ่มจากธุรกิจใหญ่

SMEs ให้ความสำคัญ

เช่นเดียวกับ สตูดิโอ คราฟส์แมนชิพ ที่ก้าวเข้ามาให้ความสำคัญสร้างทีมงานผลิตฟอนต์ โดยเฉพาะในส่วนของคัสตอมฟอนต์ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

คุณขวัญชัย อัครธรรมกุล ตัวแทนจากสตูดิโอคราฟส์แมนชิพ เล่าว่า ปัจจุบัน องค์กรหลายแห่งให้ความสำคัญกับตัวอักษรมากขึ้น โดยเฉพาะคัสตอมฟอนต์ และนี่จึงเป็นเหตุผลของคนที่อยู่ในเส้นทางสายงานออกแบบ ให้หันมาทำฟอนต์เพื่อเสริมให้ธุรกิจด้านโมชั่นกราฟิกที่ดำเนินการอยู่เกิดความครบวงจร

“จุดกำเนิดของการทำฟอนต์นั้นมาจากความชอบ และตอบสนองในส่วนของงานบริการลูกค้าที่บริษัทดำเนินการอยู่ โดยส่วนใหญ่จะทำในรูปแบบคัสตอมฟอนต์ ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าทั้งขนาดใหญ่และเล็ก อย่างธุรกิจเคมีแห่งหนึ่ง แต่ถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็กก็ร้านจำหน่ายเสื้อผ้าในไอจี ซึ่งผมว่าการค้าขายบนโซเชียลเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้น”

คุณขวัญชัย ยังกล่าวถึงราคาค่าบริการว่า ในส่วนของคัสตอมฟอนต์ ยังอยู่ในเกณฑ์สูง แน่นอนว่าผู้ที่จะเข้ามาจัดจ้างส่วนใหญ่ต้องเป็นองค์กรขนาดใหญ่ มีเงินหนาในกระเป๋า

แต่ในมุมความเติบโตทางธุรกิจ กลับเห็นว่ากลุ่มผู้ประกอบการรายกลางลงมาถึงรายเล็ก หรือที่เรียกว่า SMEs ก็มีอัตราความเติบโตสูง และ SMEs หลายคนมีความคิดกับการสร้างความต่างในด้านงานออกแบบตัวอักษรเช่นกัน และนี่จึงเป็นเหตุผลให้ บริษัท กะทัดรัด อักษร จำกัด ก้าวเข้ามาเปิดตลาดคัสตอมฟอนต์ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย SMEs

คุณศุภกิจ เฉลิมลาภ และ คุณธนรัชฏ์ วชิรัคกุล สองหนุ่มจาก บริษัท กะทัดรัด อักษร จำกัด เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการผลิตคัสตอมฟอนต์เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวว่า

“กะทัดรัดฯ เปิดตัวมาได้ราว 3 ปี โดยเหตุผลหลักเพราะเห็นความเติบโตของ SMEs และลูกค้ากลุ่มนี้เริ่มให้ความสำคัญกับตัวอักษรมากขึ้น ซึ่งบริษัทที่มีอยู่ อาจยังไม่ได้ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายนี้เท่าไรนัก ผมจึงคิดว่าถ้ากะทัดรัดฯ ทำสินค้าให้อยู่ในแพ็กเกจเหมาะกับเขา เช่น รองรับการใช้งานในคอมพิวเตอร์ได้ 5 เครื่อง ราคาการจ่ายก็จะน้อย เพราะที่ผ่านมาหลายบริษัทจะขายแพ็กเกจใหญ่ โดยระบบการขายจะใช้วิธีคูณราคาเครื่องคอมพ์ที่ใช้งานอยู่แล้ว เป็นไลเซนส์ซอฟต์แวร์ ตอบโจทย์องค์กรขนาดใหญ่ แต่ถ้าเฉลี่ยราคาออกมาเป็นเครื่องแล้ว ก็ไม่ต่างกันครับ แต่ว่าเราเลือกเข้าถึง SMEs ทำรูปแบบที่เหมาะกับราคาที่เขาจ่ายได้”

SMEs เอื้อมได้

ในขนาดพอเหมาะ

ทั้ง 2 หนุ่มจาก บจก.กะทัดรัด อักษร ยังกล่าวถึงความต้องการของกลุ่มลูกค้า SMEs ว่า มีจำนวนมากขึ้น โดยจุดมุ่งหมายกับการเข้ามาใช้บริการออกแบบคัสตอมฟอนต์คือ ต้องการสื่อน้ำเสียงที่ตรงกับภาพลักษณ์ เพื่อให้เกิดภาพความจดจำในแบรนด์และผลิตภัณฑ์

“เมื่อก่อนกลุ่ม SMEs จะทำอะไรตามอย่างกัน เห็นตัวอักษรของใครสวยก็ทำตาม แต่ต่อมาเริ่มเห็นถึงปัญหา ยิ่งเป็นคู่แข่งยิ่งเห็นชัดกับผลกระทบ ฉะนั้น ในวันนี้การทำคัสตอมฟอนต์ จึงเป็นทางออกที่จะสามารถสร้างความแตกต่าง และสร้างภาพจดจำได้ดี”

ระยะเวลานับเนื่องมาราว 10 ปี ที่ทั้งบริษัทออกแบบฟอนต์ทั้งเก่าและใหม่ให้ความสำคัญด้านการสื่อสารความรู้สู่องค์กรต่างๆ ส่งผลให้วันนี้ ธุรกิจฟอนต์ เข้าไปอยู่ในความสนใจมากขึ้น โดยสัดส่วนความเติบโตนับจาก 5 ปีหลัง โตขึ้นปีละ 25 เปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มตัวเลขขยับขึ้น แต่ทว่ากับจำนวนนักออกแบบฟอนต์กลับสวนทาง โดยรวมบริษัทที่จัดตั้งในประเทศขณะนี้ราว 12 แห่ง และมีผู้ผลิตรวมแล้วไม่ถึง 200 ชีวิต

“การออกแบบฟอนต์ เป็นงานที่ต้องบอกว่ายากมาก ต้องอาศัยเวลาและความละเอียดสูง การทำอักษรแต่ละตัวใช้ความพิถีพิถัน ไหนจะเรื่องของน้ำหนัก หรืออย่างการจัดช่องไฟก็ใช้เวลาเป็นวันๆ แล้ว ความอดทน จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งหลายคนอาจสนุกกับการออกแบบตัวอักษร แต่พอมาทำในรูปแบบฟอนต์เกิดอาการท้อ แม้จะรู้ว่าผลที่จะได้รับคือค่าตอบแทนคุ้มค่า แต่พอไม่สนุกก็หยุด และยิ่งในประเทศไทยคนที่เข้ามาทำอาชีพนี้ต้องอาศัยประสบการณ์ อาศัยใจรักจริงๆ จึงจะทำได้ เนื่องจากไม่มีหลักสูตรเปิดสอนดังเช่นในต่างประเทศ พลังในการก้าวเดินจึงแทบไม่มี” คุณสมิชฌน์ กล่าวให้เหตุผล

ในขณะ บจก.กะทัดรัด อักษร เสริมว่า “ผมว่าคนที่ทำอาชีพนี้ได้ดี ต้องมี 2 ส่วนผสมมารวมกันคือ ชอบศิลปะ นั่นคือมีความละเอียดลออ และมีความเป็นเทคนิค ซึ่งถ้าเรามองกันตามหลักทั่วไป คนที่หัวใจติสต์จะไม่มีความเป็นเทคนิค ส่วนคนที่เรียนวิศวกรรมก็จะไม่มีอารมณ์ศิลปิน แต่งานการออกแบบฟอนต์คนที่จะทำได้ต้องมี 2 ส่วนนี้ผสมกันในเกณฑ์พอดี ซึ่งคนประเภทนี้ผมว่ามีจำนวนน้อยมากครับ ไม่ใช่แค่ประเทศไทย แต่หมายถึงทั่วโลก”

ที่ยืนยังมีอีกมาก

รักแล้วไปให้ถึง

ฉะนั้น ในทัศนะของผู้อยู่บนเส้นทางสายนี้ จึงฝากบอกผู้สนใจจะก้าวเข้ามาสู่เวทีผู้ผลิตฟอนต์ตัวจริง คงต้องอาศัยส่วนผสมดังกล่าว และอีกหัวใจสำคัญคือ ความเป็นเจ้าของภาษาจะส่งผลให้ออกแบบผลงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเข้าใจเนื้อหาสำเนียงของถ้อยคำอย่างชัดเจน

ด้วยเหตุผลนี้ จึงมีบริษัทต่างประเทศหลายรายที่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย ต่างให้ความสนใจเลือกใช้บริการจากทีมงานคนไทยให้เป็นผู้ออกแบบฟอนต์ภาษาไทยที่เข้าชุดกับภาษาอังกฤษที่มีอยู่ โดยเฉพาะในช่วงเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะส่งผลให้ธุรกิจฟอนต์ตื่นตัว

แต่กระนั้น ด้วยเส้นทางที่มิได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ จึงทำให้หลายๆ คนที่ก้าวเข้ามาแล้ว ต้องย้อนกลับไปสู่เส้นทางอื่น ดังที่กล่าวไว้

แต่ใช่ว่าวงการนี้จะหาผู้ก้าวเข้ามายืนยาก

ดังเช่น โปรดิวซ์ ค่ายฟอนต์น้องใหม่ ที่แรกเริ่มเปิดธุรกิจเพื่อรับออกแบบผลงานด้านสื่อหลากหลายประเภท มานับสิบปี แต่ทว่าในส่วนของการคัดเลือกฟอนต์มาเติมเต็มผลงานนั้น เลือกซื้อหาจากบริษัทผู้ผลิตรายอื่นๆ

คุณวรทิตย์ เครือวาณิชกิจ ตัวแทนจากโปรดิวซ์ เล่าว่า “แต่เดิมเลือกซื้อฟอนต์ เรียกว่าคงของทุกท่านที่อยู่ตรงนี้มาใช้ครับ ผมเห็นความสำคัญของตัวอักษรมาโดยตลอด และมองว่าตัวอักษรคือหนึ่งในปัจจัยหลักที่จะสร้างความแตกต่าง สร้างความโดดเด่น ฉะนั้น ในผลงานจึงต้องมีการสอดแทรกคัสตอมฟอนต์ไปด้วยเสมอ แต่เมื่อมาถึงจุดที่เราต้องการผลิตเอง ซึ่งผมคิดถึงการรองรับลูกค้าในกลุ่มงานของบริษัทก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อให้เกิดความครบวงจร”

คุณวรทิตย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงกลุ่มลูกค้าคัสตอมฟอนต์ ว่า “การปรับภาพลักษณ์องค์กร นอกจาก โลโก้ใหม่ สีใหม่ เลย์เอาต์ใหม่ แต่ตัวอักษรใหม่ก็เป็นสิ่งสำคัญมาก ซึ่งลูกค้าจะรู้สึกว่า นี่คือความเป็นตัวของตัวเอง”

เมื่อเริ่มมีการใช้งาน และได้รับความนิยมมากขึ้น กอปรกับกฎหมายลิขสิทธิ์ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ ทำให้ทุกวันนี้นักออกแบบฟอนต์สามารถยืนอยู่บนสายอาชีพนี้ได้อย่างมั่นคง และเชื่อว่าในอนาคต ตัวเลขผู้ก้าวเข้ามาทำธุรกิจนี้จะมากตามมา ซึ่งในทัศนะของนักออกแบบรุ่นพี่ มองว่า เป็นสิ่งที่ดี เพราะจะส่งผลต่อการขับเคลื่อนให้ตลาดคึกคัก และนี่จึงเป็นที่มาของการรวมตัวกันจัดตั้ง “สโมสรอักษรศิลป์และอักขรศิลป์กรุงเทพฯ” (Typographic Association of Bangkok หรือ TAB) อันถือเป็นการผนึกกำลังให้ผู้ผลิตฟอนต์ได้มีกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้ และร่วมกระจายความรู้ เพื่อการรับรู้ในวงกว้างขึ้น

“ฟาร์มสุข” ส่งข้าวไทยพร้อมทาน บุกตลาดคนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“ฟาร์มสุข” ส่งข้าวไทยพร้อมทาน บุกตลาดคนรุ่นใหม่ใส่ใจสุขภาพ

“ความสะดวกสบาย รวดเร็ว ได้สุขภาพดี คือสิ่งที่คนในยุคนี้ต้องการ บริษัทจึงนำนวัตกรรมต่อยอดข้าวสารให้กลายเป็นข้าวพร้อมทาน ซึ่งสามารถตอบไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคนี้ที่หากตื่นเช้ามาแล้วเร่งรีบ ไม่มีเวลาปรุงอาหาร สามารถนำข้าวถ้วยออกมาเปิดฝาทานได้เลย หรือจะอุ่นไมโครเวฟเพียง 90 วินาที ก็จะได้ข้าวกลิ่นหอมฟูนุ่มร้อนๆ นำไปทานบนรถก็สะดวก”

คนไทยบริโภค “ข้าว” เป็นอาหารหลัก และข้าวออร์แกนิก ก็เป็นสินค้าที่คนรักสุขภาพมักพิจารณามาเป็นอันดับต้นๆ ทำให้เกษตรกรเริ่มหันมาปลูกข้าวในระบบอินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันเราจะได้เห็นข้าวสารออร์แกนิกมากแบรนด์ในท้องตลาด

ทว่ามีอยู่แบรนด์หนึ่งที่เขาให้ความสำคัญกับการนำข้าวออร์แกนิกมาต่อยอด ให้กลายเป็นข้าวสุกสวยพร้อมรับประทาน หรือที่เรียกว่า เรดี้ ทู อีท (Ready to Eat) เพื่อตอบโจทย์ตลาดคนรักสุขภาพสมัยใหม่ โดยเฉพาะคนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวง ที่ชีวิตไหลไปกับความเร่งรีบ จนแทบไม่มีเวลาปรุงอาหาร แต่กลุ่มคนเหล่านี้ต่างเลือกสรรสินค้าดีต่อสุขภาพมาไว้บริโภค

ต่อยอดข้าวไทย

พร้อมทานทันที

“ฟาร์มสุข” คือชื่อแบรนด์น้องใหม่ที่มีสินค้าหลัก ได้แก่ ข้าวพร้อมรับประทาน 4 ชนิด ซึ่งแม้จะเปิดตัวได้ไม่ถึง 2 ปี แต่ทว่า ฟาร์มสุข กลายเป็นแบรนด์ที่คนรักสุขภาพรู้จัก และเริ่มดังไกลไปถึงต่างแดน

คุณรจนา ทองก้อน ผู้จัดการฝ่ายบริหาร บริษัท ฟาร์มสุข (ประเทศไทย) จำกัด เล่าถึงการต่อยอดผลิตภัณฑ์ข้าวออร์แกนิกให้เป็นสินค้า เรดี้ ทู อีท ว่าเกิดจากแนวคิดต้องการให้คนไทยได้บริโภคสินค้าคุณภาพ แม้จะอยู่ในภาวะเร่งรีบ และสิ่งสำคัญที่บริษัทมุ่งหวังคือ ให้คนไทยได้รับประทานข้าวเป็นยา กอปรกับความต้องการช่วยเหลือให้เกษตรกรผู้มีความตั้งมั่นกับการหันมาปลูกข้าวคุณภาพภายใต้ระบบอินทรีย์ ได้มีโอกาสจัดจำหน่ายสินค้าง่ายขึ้น เพราะมีตลาดรองรับ

“หลายคนมุ่งมั่นกับการทำงาน เก็บเงินสะสมไว้ แต่สุดท้ายก็นำไปรักษาตัว ฉะนั้น ถ้าเปลี่ยนระบบใหม่ ให้ทุกคนหันมาทานอาหารดีมีประโยชน์ปลอดภัยจากสารเคมี ทานข้าวแทนยา นี่คือจุดมุ่งหมายของผู้บริหาร ซึ่งเมื่อเราทำเช่นนี้ได้ เกษตรกรผู้ปลูกก็จะมีความยั่งยืนไปด้วย”

คุณรจนา ยังกล่าวถึงโอกาสกับการต่อยอดข้าวออร์แกนิกว่า “ความสะดวกสบาย รวดเร็ว ได้สุขภาพดี คือสิ่งที่คนในยุคนี้ต้องการ บริษัทจึงนำนวัตกรรมต่อยอดข้าวสารให้กลายเป็นข้าวพร้อมทาน ซึ่งสามารถตอบไลฟ์สไตล์ผู้คนในยุคนี้ที่หากตื่นเช้ามาแล้วเร่งรีบ ไม่มีเวลาปรุงอาหาร สามารถนำข้าวถ้วยออกมาเปิดฝาทานได้เลย หรือจะอุ่นไมโครเวฟเพียง 90 วินาที ก็จะได้ข้าวกลิ่นหอมฟูนุ่มร้อนๆ นำไปทานบนรถก็สะดวก”

สำหรับการคัดเลือกข้าวนำมาใช้ จะเลือกข้าว 4 ชนิด ตามความต้องการของตลาดสุขภาพ ได้แก่ ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ ข้าวหอมนิลอินทรีย์ ข้าวกล้องแดงอินทรีย์ และข้าวไรซ์เบอร์รี่อินทรีย์ โดยบรรจุด้วยระบบพาสเจอไรซ์ สามารถเก็บในอุณหภูมิห้องได้นาน 18 เดือน ในภาชนะรูปถ้วยที่ได้รับมาตรฐานความปลอดภัย โดยสั่งนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งภาชนะนี้สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้นานถึง 1 ปี

ได้ใจคนรุ่นใหม่

ถูกใจคนรักสุขภาพ

สำหรับขนาดบรรจุกำหนดไว้ 150 กรัม ราคาจำหน่ายถ้วยละ 35 บาท ยกเว้น ข้าวกล้องหอมมะลิอินทรีย์ ราคา 30 บาท

“จุดมุ่งหมายแรกของฟาร์มสุขคือ ผลิตข้าวคุณภาพดีให้คนไทยทาน ซึ่งแม้เราจะอยู่ปลายน้ำ แต่ก็เป็นกระบวนการทำงานที่สำคัญ และนี่คือความภูมิใจกับการนำนวัตกรรมเข้ามาใช้กับการผลิต ส่งผลให้เกษตรกรเกิดกำลังใจในการผลิต และมีความยั่งยืนในอาชีพของเขา และตอนนี้บริษัทมองว่าตลาดต่างประเทศที่แม้แต่คนต่างชาติเอง เริ่มหันมาทานข้าว ข้าวไทยจึงมุ่งไปสู่ตลาดสากลได้ โดยหลังจากที่ได้ออกงานแสดงสินค้า ตอนนี้มีหลายประเทศติดต่อเจรจาธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา จีน ฮ่องกง ออสเตรเลีย”

แม้ ฟาร์มสุข จะจัดตัวเองว่าเป็นกระบวนการปลายน้ำ แต่ทว่าในส่วนของต้นน้ำ กลางน้ำ ก็ให้ความสำคัญ โดยจะคัดเลือกแหล่งผลิตข้าวออร์แกนิกที่ได้มาตรฐาน ปลูกในระบบอินทรีย์อย่างแท้จริง ซึ่งแหล่งปลูกอยู่ในจังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีเกษตรกรผู้ปลูกรวมตัวกันเกือบ 100 ราย บนพื้นที่ปลูกราว 600 ไร่

“กลุ่มผู้ผลิตเขาปลูกในระบบอินทรีย์มานานแล้ว จากนั้นเราเข้าไปติดต่อเพื่อนำข้าวมาต่อยอด ใส่นวัตกรรมเข้าไปเสริม กระทั่งผลิตภัณฑ์กลายเป็นสินค้าสู่สากล ได้มาตรฐาน USDA ORGANIC (U.S. Department of Agriculture เป็นตรารับรองอาหารและผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกของสหรัฐอเมริกา) หรือแม้กระทั่งถ้วยบรรจุซึ่งสั่งตรงมาจากญี่ปุ่น ก็มีใบรับรองคุณภาพการันตี สินค้าของเราในขณะนี้จึงเรียกได้ว่าออร์แกนิกร้อยเปอร์เซ็นต์”

ด้วยเพราะจุดมุ่งหมายกับการผลิตสินค้าเพื่อเสิร์ฟคนรักสุขภาพ ฉะนั้น ช่องทางที่จะเข้าถึงกลุ่มคนเหล่านี้ได้คือ ออกงานแสดงสินค้าสุขภาพที่ดำเนินการมาโดยตลอด รวมถึงการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่บนโลกออนไลน์ อย่าง เฟซบุ๊กและอินสตาแกรม

ส่วนการจัดจำหน่ายหลัก นำสินค้าเข้าสู่ร้านค้าสุขภาพ อาทิ เลมอนฟาร์ม ร้านเอเดน ร้านสบายใจ รวมถึงร้านอาหาร และโรงพยาบาลต่างๆ

“ทำตลาดมาได้ 2 ปี กับตลาดในประเทศไทยถือว่าผลตอบรับดีมาก เพราะไปตอบตรงจุดที่บริษัทตั้งไว้คือ กลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะคนในเมืองใหญ่ อย่างกรุงเทพฯ และเรายังมีการนำสินค้ามาจัดกระเช้าเพื่อไว้ส่งมอบให้กันในวันสำคัญๆ หรือในเทศกาลต่างๆ หรืออย่างผู้ที่ต้องการทำสังฆทานก็สามารถนำไปถวายได้ ซึ่งการทำตรงนี้ ส่งผลให้โอกาสขายมากขึ้น”

กับการเปิดตลาด เรดี้ ทู อีท ในรูปแบบข้าวพร้อมรับประทาน ถือว่าตลาดยังมีโอกาสก้าวไปได้อีกไกล ด้วยเพราะ คู่แข่งถือว่าน้อยราย ในขณะคนรักสุขภาพเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้น และแม้ว่าสุขภาพจะเป็นเรื่องของเทรนด์ แต่ทว่าเทรนด์นี้ไม่มีตก มีแต่จะทวีความต้องการยิ่งๆ ขึ้น

ติดต่อ บริษัท ฟาร์มสุข (ประเทศไทย) จำกัด เลขที่ 2452-2456 ถนนลาดพร้าว แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 โทรศัพท์ (02) 514-0600 Facebook : farmsukorganiclife, Instagram : farmsukorganiclife

WARRIX ชุดกีฬาสัญชาติไทย คุณภาพท้าชนแบรนด์อินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

WARRIX ชุดกีฬาสัญชาติไทย คุณภาพท้าชนแบรนด์อินเตอร์

จุดเด่นเสื้อกีฬาวาริกซ์ ได้มีการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีนาโนผสมลงในเส้นใยผ้า เลือกใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ คุณสมบัติพิเศษสามารถดูดซับเหงื่อ แห้งเร็ว ระบายอากาศได้ดี ป้องกันรังสียูวีได้ด้วยคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ต่างประเทศ

จากเบื้องหลังโรงงานผลิตเสื้อยูนิฟอร์มมากว่า 13 ปี เมื่อเห็นถึงโอกาสเติบโตในวงการเสื้อผ้ากีฬา โดยเฉพาะเสื้อฟุตบอล เลยเป็นที่มาของการแตกไลน์ธุรกิจ ผลิตชุดกีฬาใช้ชื่อแบรนด์ว่า “วาริกซ์” (WARRIX) และแม้ว่าจะเป็นแบรนด์น้องใหม่เปิดตัวได้เพียง 2 ปีเศษ แต่สามารถสร้างกระแสด้วยยอดขายเติบโตก้าวกระโดดแตะร้อยล้านบาท ได้พรีเซ็นเตอร์ “ชาริล ชัปปุยส์” นักฟุตบอลทีมชาติไทย ปัจจุบันเล่นตำแหน่งกองกลางให้กับสโมสรสุพรรณบุรี เอฟซี ในไทยพรีเมียร์ลีก

จากโรงงานทอผ้า

แตกไลน์ธุรกิจ

คุณวิศัลย์ วนะศักดิ์ศรีสกุล หรือ คุณฮิม กรรมการผู้จัดการ บริษัท วาริกซ์ สปอร์ต จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจเสื้อกีฬาวาริกซ์เป็นการต่อยอดธุรกิจเดิมที่มีอยู่แล้ว คือรับผลิตเสื้อยืด เสื้อโปโล เสื้อยูนิฟอร์ม รวมถึงจีวรกันยุง ทุกขั้นตอนทำเองตั้งแต่ทอผ้า ตัดเย็บ ปักโลโก้ โรงงานตั้งอยู่จังหวัดนครปฐม มีพนักงานกว่า 500 คน แต่เพื่อขยายตลาดใหม่ ประกอบกับมองเห็นโอกาสเสื้อผ้ากีฬาที่ยังมีช่องว่างด้านราคา เลยสร้างแบรนด์วาริกซ์ขึ้นมา

“ผมมองว่า ธุรกิจเสื้อผ้ากีฬาเป็นตลาดใหญ่และเติบโตสูงมาก ขณะเดียวกัน มีพื้นฐานความพร้อมทุกด้านไม่ว่าจะเป็นการผลิต เครื่องจักร เทคโนโลยี เลยมองเห็นโอกาสสร้างตลาดใหม่ ด้วยงบลงทุนราว 30 ล้านบาท ผลิตชุดกีฬาแบรนด์วาริกซ์เมื่อประมาณเดือนตุลาคม พ.ศ. 2556”

สำหรับจุดเด่นเสื้อกีฬาวาริกซ์ ได้มีการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีนาโนผสมลงในเส้นใยผ้า เลือกใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ คุณสมบัติพิเศษสามารถดูดซับเหงื่อ แห้งเร็ว ระบายอากาศได้ดี ป้องกันรังสียูวีได้ด้วยคุณภาพเทียบเท่าแบรนด์ต่างประเทศ จากคุณสมบัติเหล่านี้ทำให้ตลาดตอบรับค่อนข้างดี ขณะเดียวกัน จำหน่ายในราคาที่สมเหตุสมผล ส่งผลให้ยอดขายบริษัททะลุหลักล้านได้อย่างรวดเร็ว

วิธีการเข้าสู่ตลาด คุณฮิมใช้วิธีโปรโมตผ่านทีมฟุตบอล เบื้องต้นเขาเข้าไปสนับสนุนทีมฟุตบอลในระดับภูมิภาค ปี 2014 โฟกัสที่จังหวัดใหญ่ ศูนย์กลางภูมิภาค คือ “เชียงใหม่ เอฟซี” และ “นครราชสีมา มาสด้า เอฟซี” ได้ผลตอบรับดี เพราะ 2 จังหวัดนี้มีฐานประชากรจำนวนมาก กระแสความนิยมดีเกินคาด เพียงปีแรกยอดขายทะลุ 100 ล้านบาท ปัจจุบันปี 2015 เข้าไปสนับสนุนเพิ่มเป็น 14 ทีมฟุตบอล อาทิ สุพรรณบุรี พัทยา ระยอง จันทบุรี ลำพูน อุบลราชธานี อำนาจเจริญ ฯลฯ ขณะเดียวกัน ขยายออกไปในประเทศลาว และมาเลเซีย ด้วยการเซ็นสัญญาสนับสนุนเสื้อแข่งขันให้แก่ทีมกีฬา

บุกตลาดต่างจังหวัด

ราคาสมเหตุผล

เจ้าของกิจการชี้แจงเพิ่มว่า ความหมายของแบรนด์ “วาริกซ์” หมายถึง “นักรบ” มาจากคำว่า “warrior” สื่อถึงการเป็นแบรนด์สัญชาติไทยที่พร้อมทุ่มเทและมุ่งมั่นแข่งขันในทุกสนาม รวมถึงบ่งบอกถึงความเป็นเลือดนักสู้ของคนไทยมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ด้านดีไซน์เน้นให้สากล มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งหมดเป็นฝีมือดีไซเนอร์ชาวไทย 100 เปอร์เซ็นต์

ผู้บริหารหนุ่ม เพิ่มเติมว่า เสื้อฟุตบอลมีช่องว่างเรื่องราคาระหว่างเสื้อแบรนด์นอกกับแบรนด์ไทย “วาริกซ์” มุ่งเจาะตลาดตรงกลาง โดยกำหนดว่า คุณภาพทั้งเนื้อผ้าการผลิตให้ทัดเทียมยี่ห้อต่างประเทศ แต่จำหน่ายในราคาไม่สูงจนเกินไปเพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ด้านช่องทางขาย คุณฮิม บอกว่า ในอดีตให้เซลส์เข้าไปติดต่อจำหน่ายสินค้า ซึ่งทำให้การขยายตลาดเป็นไปได้ช้ามากจึงปรับเปลี่ยนมาเป็นการรับตัวแทนจำหน่าย รุกตลาดร้านเสื้อผ้ากีฬาในต่างจังหวัดและตลาดโมเดิร์นเทรด ผลปรากฏว่าตลาดเสื้อกีฬาสามารถขยายให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว โดยปัจจุบันวาริกซ์มีตัวแทนจำหน่าย 200 ราย จุดกระจายสินค้ามีทั่วประเทศ นอกนั้นขายปลีกผ่านสนามฟุตบอล

สำหรับกลุ่มสินค้า แบ่งเป็นชุดเด็กอายุ 4-12 ขวบ ชุดกีฬาผู้หญิงไซซ์หน้าอกตั้งแต่ 32-38 นิ้ว ชุดผู้ชายไซซ์ 40-60 นิ้ว ลูกค้าหลักอายุ 18-35 ปี

คว้า ชาริล ชัปปุยส์

เป็นพรีเซ็นเตอร์

กรรมการผู้จัดการ กล่าวถึงค่าใช้จ่ายในธุรกิจเสื้อฟุตบอลหลักๆ คือ ค่าทำการตลาดในการเข้าไปสนับสนุนทีมฟุตบอลต่างๆ เพราะเสื้อกีฬาแต่ละแบรนด์ต่างก็เข้าไปสนับสนุนทีมต่างๆ ยิ่งทีมดังมูลค่ายิ่งสูง ทางบริษัทใช้พรีเซ็นเตอร์ “ชาริล ชัปปุยส์” (นักฟุตบอลทีมชาติไทย สังกัดทีมสุพรรณบุรี เอฟซี) คาดว่าจะช่วยให้แบรนด์วาริกซ์เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น

คุณวิศัลย์ ปัจจุบันอายุ 42 ปี เป็นคนกรุงเทพฯ ครอบครัวประกอบธุรกิจค้าขาย วัยเด็กเรียนโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน จบปริญญาตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำหรับความฝันอันยิ่งใหญ่ของผู้บริหารหนุ่ม เขาฉายภาพในอนาคต อยากเห็นบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (MAI) พร้อมตั้งเป้าอีก 2-3 ปีข้างหน้า แบรนด์ “วาริกซ์” จะเป็นเจ้าตลาดเสื้อกีฬาของภูมิภาคอาเซียน เป็นที่รู้จักในระดับสากล พร้อมต่อยอดส่งออกไปยังตลาดเอเชีย อย่างจีน และญี่ปุ่น รวมถึงยุโรป

สนใจสอบถามข้อมูล รายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อ บริษัท วาริกซ์ สปอร์ต จำกัด เลขที่ 45/132 หมู่ 5 ตำบลท่าข้าม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 73110 โทรศัพท์ (02) 812-7881-2 โทรสาร (02) 812-7883 หรือ http://www.warrix.co.th

สแน็กไทยไปบูมที่จีน “อาหมวยเล็ก” จุดเริ่มต้นจากลูกสาวตัวน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ช่องทางสร้างอาชีพ

ศรีนวล

สแน็กไทยไปบูมที่จีน “อาหมวยเล็ก” จุดเริ่มต้นจากลูกสาวตัวน้อย

ตลาดขนมขบเคี้ยว (สแน็ก) หรืออาหารทานเล่น ใช่ว่าจะเป็นธุรกิจที่ทำเล่นๆ ได้ ในไทยตลาดสแน็ก ที่มีการเก็บข้อมูลอย่างเป็นทางการจะมีมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาท เติบโตเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี และเป็นตลาดหนึ่งที่มีผู้ประกอบการเข้ามาแย่งชิงส่วนแบ่งกันมากสุด แต่ก็ใช่ทุกรายจะประสบความสำเร็จ

ล่าสุด บริษัท เอ็นพีพี ฟู้ดส์ จำกัด ภายใต้การบริหารของ คุณวัน-ณฤภัค ประยูรวงศ์ ผู้ค้นคิดสแน็กตรา “อาหมวยเล็ก” แม้เพิ่งทำตลาดมาได้ปีเศษ แต่ก็มียอดขายเกิน 80 ล้านบาทแล้ว ด้วยจุดขายที่แตกต่าง ตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีการอบ แทนการทอด อย่างที่สแน็กทั่วไปผลิตกัน…

คุณวัน เล่าว่า จุดกำเนิดของอาหมวยเล็กคือ ลูกสาว น้องหว่าหวา (เด็กหญิงพรรณรัศม์ จิรวราพันธ์) วัย 3 ขวบ เหมือนเด็กหลายๆ คนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ ตอนน้องหว่าหวาอายุได้ขวบเศษ คิดว่าจะทำอย่างไรให้เขาได้ทานเนื้อสัตว์ ประกอบกับมีวัตถุดิบอาหารทะเลและผักหลายชนิด มีห้องเย็นของเราเอง มีแหล่งวัตถุดิบมากมาย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ทำอยู่ ก็ลองนำปลาหมึกผสมเนื้อปลา ก็ต้องคิดต่อว่าจะทำอย่างไรให้น่าทานและมีประโยชน์สูงสุดสำหรับเด็ก เมื่อมีโอกาสไปดูงานที่ญี่ปุ่นก็พบกระบวนการผลิตอบแห้ง จึงได้นำมาใช้ในการผลิตขนมอบกรอบ

เมื่อให้น้องหว่าหวาได้ชิม พบว่า เขาชอบและทานง่ายขึ้น จึงคิดว่าน่าจะทำให้เด็กคนอื่นที่ไม่ชอบทานเนื้อสัตว์ได้ทานบ้าง จึงเกิด “อาหมวยเล็ก” หรือสแน็กอัดเป็นแผ่นบางๆ รสซีฟู้ด ส่วนชื่อก็เอามาจากเขาอีกนั่นแหละ เป็นเด็กผู้หญิงกลมๆ หน้าหมวยๆ ก็เอามาทำเป็นโลโก้และพรีเซ็นเตอร์บนหีบห่อสแน็กอาหมวยเล็ก ซึ่งหากใช้ชื่ออื่นๆ เป็นเครื่องหมายการค้า กว่าจะได้รับการพิจารณาอาจต้องรอหลายปี แต่อาหมวยเล็กจากที่คิดค้น พัฒนาสูตร และผลิตเพื่อวางจำหน่าย ก็ใช้เวลาเพียง 2 ปี

อีกความแตกต่างคือ จุดจำหน่าย เริ่มเปิดตัวและวางขายในประเทศจีน ซึ่งตรงกับรูปแบบสินค้าที่เป็นอาหมวยและสแน็กเพื่อเด็ก ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในประเทศจีน ปรากฏว่าได้รับการตอบรับอย่างดี ปัจจุบันส่งออกไปจีนปีละไม่ต่ำกว่า 10 ตู้คอนเทนเนอร์ หรือคิดเป็นยอดขายประมาณ 50 ล้านบาท อีกหลายประเทศก็สนใจ กำลังเข้าไปทำตลาดในประเทศมาเลเซีย ประเทศในตะวันออกกลาง และเยอรมนี โดยเดือนตุลาคมนี้ จะมีงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มระดับโลก หรือ งานอานูกา (Anuga) ก็จะนำอาหมวยเล็กไปแสดงด้วย เป็นอีกก้าวหนึ่งของการเปิดตัวในตลาดโลก สำหรับสแน็กสัญชาติไทย

“มั่นใจว่าจะได้รับการต้อนรับจากโลกมุสลิม เพราะวันไม่ทำธุรกิจเกี่ยวกับเนื้อหมู เนื้อไก่ จึงให้ความมั่นใจในเรื่องสารปนเปื้อน และได้รับตราฮาลาลรับประกันแล้วในทุกสินค้าที่ทำอยู่ เพราะเราส่งออกไปทั่วโลก”

ความดังของสินค้าและรสชาติ ถูกปากผู้บริหารของห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ที่ไปเห็นสินค้าอาหมวยเล็ก ที่เซี่ยงไฮ้ ได้ติดต่อขอให้นำมาวางขายในสาขาเดอะมอลล์ และเอ็มโพเรียม ปรากฏว่าขายดี ทำให้ตอนนี้หลายห้างติดต่อให้นำสินค้าไปวางขายด้วย แต่เมื่อสำรวจตลาดสแน็ก พบว่า อาหมวยเล็ก ที่ตอนนี้ขาย 30 บาท หากจะให้วางขายได้ทั่วประเทศกับทุกช่องทาง ต้องปรับขนาดและราคาเหลือ 20 บาท ดูเหมือนเป็นเรื่องเล็ก แต่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพราะจะเหมือนกับต้องกลับไปเริ่มต้นผลิตใหม่ ไม่ใช่แค่ออกหีบห่อแค่ปริมาณลดลง แต่ต้องทำรายละเอียดในเรื่องโภชนาการ ส่วนผสม ซองที่ใช้ เดิมพิมพ์เป็นภาษาจีนและอังกฤษ (A-Muay-Lek) ก็ต้องพิมพ์เป็นภาษาไทย เรียกได้ว่าต้องปรับโฉมใหม่ แต่อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้

นอกเหนือจากการปรับรูปลักษณ์และขนาดแล้ว อาหมวยเล็กยังเดินหน้ากลยุทธ์ใหม่ไปพร้อมๆ กัน นั่นคือ การพัฒนาสูตรรสชาติและสินค้าใหม่ๆ จากปัจจุบัน สแน็กอาหมวยเล็กมี 5 รสชาติคือ รสกุ้งออริจินอล รสต้มยำกุ้ง รสปลาออริจินอล รสปลาต้มยำ และรสปลาบาร์บีคิว เร็วๆ นี้ จะได้เห็นรสชาติใหม่และสินค้าใหม่ที่เจาะกลุ่มก่อนวัยรุ่นและวัยรุ่นมากขึ้น ซึ่งจะมีรสชาติที่จัดจ้านขึ้น

“ส่วนนี้ก็คิดตามการเติบโตของน้องหว่าหวา ตอนนี้กำลังวิจัยพัฒนาสแน็กผลไม้ ก็เพราะลูกสาวที่กำลังเปลี่ยนทัศนคติต่อการบริโภคที่เป็นผัก-ผลไม้มากขึ้น ถือว่าเขาคือสิ่งจุดประกายและความคิดในการต่อยอดทางธุรกิจที่ทำอยู่”

สาเหตุการใช้จุดเด่นของอาหมวยเล็กคือ กระบวนการผลิตใช้การอบนั้น เพื่อไม่ให้มีน้ำมันสะสม เหมือนกับสแน็กทั่วไป เทคโนโลยีและเครื่องจักรนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น แม้ต้นทุนการอบจะสูงกว่าการทอด เพราะการอบน้ำหนักสินค้าจะเบากว่าการทอด ดูภายนอกสินค้าทอดจะฟูและเนื้ออาหารหนากว่าการอบ ดูอย่างข้าวเกรียบทั่วไป ยิ่งเป็นเนื้อสัตว์แท้ๆ เมื่ออบน้ำหนักจะหดหายจากน้ำที่หายไป แต่ได้คุณภาพมากกว่า และผลการวิจัยในห้องแล็บพบอีกว่า การอบ อายุการเก็บของสินค้าจะเก็บได้นานถึง 2 ปี แต่การทอดควรบริโภคภายใน 6-12 เดือนและเกิดกลิ่นได้ง่าย แต่อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ควรบริโภคสแน็กหลังวันที่ผลิตไม่เกิน 6 เดือน ดังนั้น เพื่อรองรับตลาดสแน็ก และสินค้าใหม่ๆ ก็เตรียมจะลงทุนสร้างโรงงานและเครื่องจักรใหม่ มูลค่า 1,500 ล้านบาท บนพื้นที่ 10 ไร่ ย่านบางนา-ตราด ซึ่งการจะลงทุนใหม่จะเร็วหรือช้า ก็ขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศและภาวะส่งออก

คุณวัน เล่าย้อนถึงประสบการณ์การทำงานว่า ทำงานมาตั้งแต่อายุ 20 ปี ขณะนี้อายุ 35 ปี มีธุรกิจต้องบริหารคือ บริษัท เอ็นพีพี ฟู้ดส์ จำกัด และ บริษัท มาครองทรัพย์ จำกัด เป็นบริษัทด้านกิจการค้า ขายปลีก ขายส่ง พืชผัก ผลไม้ วัตถุดิบในการปรุงแต่งอาหาร และเนื้อสัตว์ ทุกชนิด ทุกประเภทที่ยังไม่ได้แปรรูปและที่แปรรูปแล้ว และเป็นบริษัทผู้นำเข้าสินค้ามาจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ มีแพปลาเป็นของตนเอง และมีแหล่งรับผัก ผลไม้ จากเกษตรกรและชาวสวนโดยตรง โดย เอ็นพีพี ฟู้ดส์ และมาครองทรัพย์ ต่างกันเพียงเอ็นพีพี ฟู้ดส์ จะมีอาหารสำเร็จรูปเพิ่มคือ สแน็กอาหมวยเล็ก ซึ่งทั้ง 3 บริษัท ตั้งอยู่ที่อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ส่วนบริษัท ดีเลิฟฟาร์ม จำกัด เป็นบริษัทที่ทำเกี่ยวกับผักไฮโดรโปนิกส์โดยเฉพาะ

ที่ประสบความสำเร็จถึงทุกวันนี้ คุณวัน บอกถึงเคล็ดลับว่า “วันทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย คลุกคลีกับตลาดสี่มุมเมือง เพราะมีญาติทำธุรกิจอยู่ก่อน ตลาดสี่มุมเมืองขึ้นชื่อเป็นแหล่งจำหน่ายอาหารและผักสด เจอซัพพลายเออร์จำนวนมาก ล้วนร้านอาหารดังๆ ทั้งนั้น ก็จะมีลูกค้ามาขอให้หาและจัดส่งวัตถุดิบที่เขาขาด ไม่ว่าจะเป็นผักปลอดสาร อาหารทะเล ก็ไปแสวงหา จัดส่งตามคำสั่ง ต่อมาก็ห่วงว่าลูกค้าจะได้สินค้าคุณภาพไม่ดีพอ ปริมาณไม่สม่ำเสมอ จนเมื่อ 6-7 ปีก่อนนี้ มีโอกาสเข้าร่วมประมูลแพปลา ทำห้องเย็น และตั้งบริษัทของตัวเองชื่อ บริษัท เอ็นพีพี ฟู้ดส์ จำกัด ต่อมาก็ขยายธุรกิจอื่น ที่ล้วนเกิดจากความต้องการของลูกค้าทั้งสิ้น ตั้งแต่ทำฟาร์มผักไฮโดรโปนิกส์ ลงทุนที่กาญจนบุรี พื้นที่ 15 ไร่ ลงทุน 20 ล้านบาท ยังขอให้เพื่อนปลูกผักปลอดสาร เหลือก็ให้นำมาขาย วันก็รับและส่งจำหน่ายต่อ ล่าสุด ได้ทำฟาร์มสตรอเบอร์รี่ ที่เขาค้อ และกำลังพัฒนาที่ดินที่ซื้อไว้ที่เขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ทำรีสอร์ต น่าจะเปิดได้เร็วๆ นี้”

แต่ใช่ว่าหนทางธุรกิจจะโรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะคุณวัน เล่าให้ฟังถึงธุรกิจที่ล้มเหลวก็มี “หลายธุรกิจที่ผ่านมาไม่สำเร็จก็มี ไม่ว่าจะเปิดร้านอาหาร ขายต้นไม้ เปิดร้านทำผม แต่วันก็ไม่เคยท้อ วันเข้าใจและคิดว่าคงไม่ใช่ทางของวัน เลยหันมาทำธุรกิจอื่นๆ แทน ที่สำคัญ เราต้องซื่อสัตย์ จริงใจ เน้นทีมเวิร์ก เราใส่ใจทุกคนเหมือนคนในครอบครัว บอกลูกน้องเสมอทำทุกวันให้ดีที่สุด สิ่งดีๆ จะเข้ามา เมื่อเราซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ที่ผ่านมาผลสำเร็จจากที่ลูกค้าวางใจให้เราทำ พอมีอะไรก็จะให้เราทำ พยายามตอบสนองเขาได้ ก็จะต่อยอดเรื่อยๆ อย่างทุกวันนี้ แบบไม่รู้ตัวเลย”

เมื่อถามถึงความฝันของธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะสแน็ก ถือเป็นสินค้าปราบเซียน ตัวหนึ่ง “วันไม่ได้กำหนดว่าเป้าหมายจะไปไกลแค่ไหน ก็จะทำอย่างนี้ต่อไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้หยุดนิ่ง ส่วนเรื่องจะใช้ประโยชน์จากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างที่ธุรกิจคาดหวัง และรัฐบาลเองก็พยายามผลักดัน ส่วนตัวเห็นว่า มีทั้งแง่ลบแง่บวก แง่ลบ คือคนไทยอาจโดนแย่งงานมากขึ้น และต้นทุนแพงขึ้น ซึ่งควรนำเครื่องจักรมาลดปัญหาเรื่องแรงงานขาดแคลน แง่บวก แน่นอนการค้าและการส่งออกจะคล่องตัวขึ้นและขยายตัวเพิ่มขึ้น”

คุณวัน บอกถึงเคล็ดลับการเป็นเศรษฐีคือ ต้องไม่หยุดนิ่ง ต้องพัฒนาและแสวงหาโอกาสใหม่ๆ และทำอะไรที่เราถนัดและทำมันให้ดีที่สุด ไม่แค่ซื้อขายสินค้า แต่ต้องซื้อใจลูกค้าด้วย

ท่องให้จำ สำหรับคนที่อยากเป็นเศรษฐี!!

ยกระดับลำไย “ริม เดอ รอง” ท่องตลาดต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

ยกระดับลำไย “ริม เดอ รอง” ท่องตลาดต่างแดน

ลำไย ไม้ยืนต้นพบเห็นง่ายในจังหวัดลำพูน โดยแทบทุกบ้านนิยมปลูกไว้ และหลายๆ ครอบครัวก็เลือกที่จะประกอบอาชีพเกษตรกรรมผู้ปลูกลำไยเลี้ยงชีพ เช่นเดียวกับครอบครัวของ คุณปิยะภรณ์ สมพงษ์ หรือ คุณนิ่ม ที่ดำเนินชีวิตอยู่กับครอบครัวชาวสวนลำไย

ไม่เพียงปลูกเพื่อนำผลสดจำหน่าย ยังคิดต่อยอดแปรรูป โดยคุณป้าของเธอ (คุณพิมลศรี ชัยมนัส) ริเริ่มก่อตั้ง วิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านริมร่อง ขึ้น

ยกระดับลำไย

ใส่นวัตกรรมเพิ่มค่า

“ครอบครัวทำสวนลำไยมาเนิ่นนานแล้ว ซึ่งต่อมาคุณป้าได้ก่อตั้งกลุ่มแปรรูปลำไยอบแห้ง ตั้งแต่ปี 2549 เพื่อแก้ปัญหาภาวะลำไยล้นตลาด ราคาตกต่ำ แต่ว่าการทำตลาดในตอนนั้นยังจำกัดวงแคบ ทำให้รายได้ต่อปีอยู่ที่ประมาณ 200,000-300,000 บาทเท่านั้นเอง”

กระทั่ง 5 ปีก่อนหน้านี้ หลังจากที่คุณปิยะภรณ์ศึกษาจบด้านบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา ก็ได้นำความรู้กลับมาพัฒนากลุ่ม โดยรับหน้าที่เลขานุการ พร้อมๆ กับพัฒนาในส่วนของการสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ และการสร้างแบรนด์ให้เข้ากับตลาดสากลมากยิ่งขึ้น อันถือเป็นการยกระดับลำไย โดยใส่นวัตกรรมแปรรูปให้เกิดเป็นสินค้าแปลกใหม่กว่าที่ท้องตลาดเคยมี

“ตอนที่เข้ามารับหน้าที่ช่วยสานต่อธุรกิจ เราคิดถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนของเราให้มีมูลค่ามากขึ้น และก็คิดว่าต้องพัฒนาได้อย่างแน่นอน เพราะลำไยก็ถือว่าเป็นผลไม้ไทยที่ตลาดยอมรับมาก โดยเฉพาะตลาดจีน เพราะเชื่อว่าเป็นยา ฉะนั้น ความต้องการเขาจะสูงมาก”

การแต่งตัวสร้างหน้าตาให้ผลิตภัณฑ์ใหม่ เพื่อให้เข้าสังคมได้ในระดับสูงขึ้น คือสิ่งที่คุณปิยะภรณ์เลือกลงมือทำ โดยมองว่านวัตกรรมจะส่งเสริมด้านการยกระดับ “นำนวัตกรรมอบแห้งด้วยระบบอินฟราเรดมาใช้ ทำให้เนื้อลำไยมีสีเหลืองทองสวยงาม ซึ่งพอทำตลาดปรากฏว่ายอมรับมาก ทั้งยังเพิ่มมูลค่าได้เป็นอย่างดี”

ลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง ภายใต้แบรนด์ “Sawasdee” (สวัสดี) คือผลิตภัณฑ์ที่ถูกพัฒนาจนได้มาตรฐานการผลิต รับเครื่องหมาย อย. และ GMP

เมื่อได้รับการพัฒนา มีมาตรฐานรับรอง การก้าวไปสู่ตลาดระดับบนก็เป็นไปได้มากขึ้น โดยปัจจุบันมีวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และสนามบิน ไม่เพียงเท่านั้น ยังก้าวสู่ตลาดต่างประเทศด้วย ส่งผลให้ยอดขายขยับกว่าเดิมถึง 10 เท่า

“เมื่อปี 2556 วิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านริมร่อง ได้รับรางวัลชนะเลิศโอท็อปดีเด่นประเภทอาหาร และในปี 2558 นี้ สามารถคว้ารางวัลชนะเลิศแผนธุรกิจโอท็อปดีเด่นระดับประเทศ กลุ่มกลายเป็นที่รู้จักทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งก็ถือเป็นความภาคภูมิใจของเรา”

เพิ่มมูลค่า 2-10 เท่า

ชูจุดขาย ใส่ใจสุขภาพ

แม้จะประสบความสำเร็จกับลำไยอบแห้งเนื้อสีทอง ซึ่งมีตลาดรองรับจนกำลังผลิตไม่ทัน แต่ทว่า คุณปิยะภรณ์ก็ไม่หยุดความคิดไว้เพียงเท่านี้ เพราะต่อมาเธอมุ่งพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ลำไยเคลือบช็อกโกแลต ลำไยสีทองในน้ำเชื่อม น้ำตาลกรวดจากลำไยอบแห้งสีทอง น้ำลำไยผงพร้อมชงดื่ม และที่ถือเป็นผลิตภัณฑ์เด่น ลำไยไฟเบอร์ โดยทุกผลิตภัณฑ์อยู่ใต้แบรนด์ใหม่ว่า “ริม เดอ รอง” (Rim de” Rong) โดยมาจากชื่อกลุ่ม แม่บ้านริมร่อง

คุณปิยะภรณ์ กล่าวถึงการสร้างแบรนด์ใหม่ก็เพื่อให้สอดรับกับการยกระดับสู่ตลาดโกอินเตอร์ และรองรับการเปิดประตูสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะมาถึงในเร็วๆ นี้

กับแนวคิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์ลำไยให้เกิดสินค้าใหม่ก้าวไปสู่ตลาด กับความคิดนี้ คุณปิยะภรณ์ ว่า ล้วนเป็นผลงานการวิจัยและพัฒนาของสถาบันการศึกษาหลายแห่ง แต่ด้วยที่ผ่านมายังไม่มีผู้นำออกมาใช้ในเชิงพาณิชย์ “เราได้ขอให้ทางสถาบันการศึกษาเข้ามาช่วยแนะนำพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกัน จนกลายเป็นสินค้าที่ได้เห็นอยู่นี้ และต่อไปในอนาคตก็ยังคงมุ่งพัฒนาต่อไป”

คุณปิยะภรณ์ ยังกล่าวถึงการแปรรูปลำไยว่า สามารถเพิ่มมูลค่าได้ 2 เท่าไปจนถึงหลักสิบเท่า “สินค้าจะเจาะไปที่ตลาดสุขภาพ โดยนำความรู้ นำผลงานวิจัยออกมายืนยันในด้านคุณสมบัติอันดีต่อสุขภาพ อย่างการไหลเวียนของโลหิต บำรุงระบบประสาท สายตา ต่อต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น แต่อย่างตลาดที่ประเทศจีน นอกจากเรื่องสุขภาพแล้ว ยังชูให้เป็นผลไม้มงคลตามความเชื่อของชนชาวจีนด้วย ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องอธิบายมาก เพราะผู้บริโภคมักจะเข้าใจดีอยู่แล้ว”

กำลังผลิตขยาย

ไปต่างประเทศ

ทั้งนี้ คุณปิยะภรณ์ ยังกล่าวถึงยอดขายว่า เติบโตขึ้นทุกปีราว 5-10 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในปี 2557 ตัวเลขประมาณ 5 ล้านบาท โดยยอดขายจะมาจากตลาดหลักในประเทศ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 30 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกไปต่างประเทศ อาทิ จีน มาเลเซีย ไต้หวัน สิงคโปร์ โดยผ่านตัวแทนจำหน่าย

ผู้ประกอบการคนขยัน ยังกล่าวถึงตลาดต่างประเทศว่า มีแนวโน้มเติบโตสูงมาก ซึ่งทุกวันนี้กำลังการผลิตไม่พอจำหน่าย “ตอนนี้กำลังการผลิตลำไยสดสูงสุดเพียง 3 ตัน ต่อวัน โดยจะนำมาผ่านกระบวนการอบแห้ง เพื่อสต๊อกไว้ จากนั้น จึงค่อยๆ นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ เพื่อส่งจำหน่าย”

สำหรับพื้นที่ปลูกเพื่อส่งจำหน่าย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นของสมาชิกรวมแล้วประมาณ 500 ไร่ โดยสายพันธุ์นำมาใช้คือ “อีดอ” โดยคัดคุณภาพเกรดเอ และให้ราคารับซื้อสูงกว่าราคาตลาดกิโลกรัมละ 1-2 บาท

“ความต้องการของตลาดถือว่าสูงมาก แต่ว่าเรามีเตาอบลำไยอยู่แค่ 2 เตา ซึ่งถ้าต้องขยาย ก็ถือว่าใช้ทุนสูงพอสมควร และเนื่องจากตอนนี้การตลาดของเรานำหน้าการผลิตไปไกลมาก ไม่สามารถผลิตให้ทันได้ จึงต้องวางแผนเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งก็ได้ขอสินเชื่อจาก ธ.ก.ส. (ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร) ซึ่งได้อนุมัติวงเงินสินเชื่อ 6 ล้านบาท ซึ่งเราก็ได้ บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) เป็นผู้ค้ำประกันให้ ทำให้มีทุนหมุนเวียนในการซื้อลำไยมากขึ้น กำลังการผลิตมากกว่าเท่าตัว การขยายตลาดก็ทำได้ไกลกว่าเดิม”

กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ก่อเกิดความหลากหลาย ส่งผลให้แรงงานผลิตมากตามไปด้วย โดยปัจจุบันมีอยู่ 55 คน “ที่เป็นสมาชิกประจำ 10 ราย และส่วนที่เหลือจะเป็นแรงงานสมทบ ซึ่งในส่วนของสมาชิกเมื่อก่อนจะมีแต่แม่บ้านสูงอายุ แต่ปัจจุบันเริ่มมีวัยหนุ่มสาวในชุมชนเข้ามาทำงานกับเรามากขึ้น ปัญหาการย้ายถิ่นฐานก็ถือว่าลดน้อยลง”

ความรู้ ถือเป็นสิ่งสำคัญที่สมาชิกควรรับรู้เพื่อให้ทัศนคติในการทำงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ ทางกลุ่มจึงยินดีส่งสมาชิกเข้าไปอบรมความรู้ กับสถาบันส่งเสริม โดยเฉพาะหน่วยงานภาครัฐ

ปัจจุบัน สินค้าภายใต้การผลิตของวิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านริมร่อง ผลิตภายใต้ 2 แบรนด์คือ สวัสดี และ ริม เดอ รอง ซึ่งคุณปิยะภรณ์ กล่าวถึงแบรนด์สวัสดีว่า มุ่งเจาะกลุ่มเป้าหมายคนไทย เป็นสินค้าของขวัญของฝาก จึงเลือกทำตลาดผ่านการออกงานแสดงสินค้า ร้านขายของที่ระลึก ห้างสรรพสินค้า และสนามบิน ส่วน ริม เดอ รอง หวังก้าวสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นตลาดมีกำลังความต้องการสูงมาก

“ตอนนี้วางแผนเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ เป็นต้นแบบให้กลุ่มอื่นๆ ได้มาศึกษาดูงาน ให้เขาได้มีแบรนด์ของตนเอง มีการพัฒนาสินค้า อันถือเป็นการช่วยยกระดับอุตสาหกรรมลำไย ซึ่งเป็นผลไม้เศรษฐกิจให้มีโอกาสก้าวไปสู่ตลาดได้มากขึ้น”

ซึ่งคุณปิยะภรณ์ ว่า ถ้าการรวมกลุ่มแข็งแรง สินค้าขายได้ ก็ย่อมสร้างความพอใจต่อทุกคนที่ร่วมมือกัน

สนใจติดต่อ วิสาหกิจชุมชน กลุ่มแม่บ้านริมร่อง ตั้งอยู่ เลขที่ 228 หมู่ 7 ตำบลมะเขือแจ้ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน 51000 โทรศัพท์ (084) 613-6368 http://www.sawasdeelongan.com, Facebook/sawasdeelongan.com IG : sawasdee_longan, LINE : สวัสดีลำไยอบแห้ง

OWL COFFEE กาแฟสิงคโปร์ ลุยตลาดในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

OWL COFFEE กาแฟสิงคโปร์ ลุยตลาดในไทย

ทุกวันนี้ตลาดกาแฟนับว่าเป็นตลาดใหญ่ที่มีเม็ดเงินมหาศาล เพราะผู้คนทั่วโลกต่างนิยมดื่มกาแฟกันเป็นกิจวัตรประจำวัน บางคนวันหนึ่งดื่มหลายแก้ว ธุรกิจเกี่ยวกับกาแฟทั้งหลายจึงไปได้ดี ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟที่เปิดกันดาษดื่นทั่วทุกหัวระแหง ทั้งที่มีหน้าร้าน หรือแม้กระทั่งรถเข็น

จะเห็นว่าในบ้านเราเองตลาดกาแฟก็มีการแข่งขันกันสูง ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ของไทย หรือแบรนด์หลากหลายที่มาจากต่างประเทศ และด้วยความที่คนไทยมีกำลังซื้อสูง ผู้ประกอบการจากประเทศในอาเซียนก็อยากจะเข้ามาทำตลาดเพราะมองว่าไทยเป็นศูนย์กลางในย่านนี้

มีแฟรนไชส์ที่กรุงจาการ์ตา

อย่างกาแฟยี่ห้อเก่าแก่อายุเกือบ 60 ปีของสิงคโปร์ ชื่อ OWL COFFEE ซึ่งเข้ามาทำตลาดในเมืองไทยสักพักหนึ่งแล้วปรากฏว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างดี เพราะใช่จะมีแค่กาแฟอย่างเดียว ยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีก อาทิ ชาชัก และเต้าฮวยผงสำเร็จรูป

คุณริชมอนด์ ที เจ้าของ OWL INTERNATIONAL PTE LTD เล่าว่า เป็นรุ่นที่ 2 ที่เข้ามาดูแลกิจการของครอบครัว แต่คุณพ่อผู้ก่อตั้งแบรนด์ก็ยังช่วยให้คำแนะนำและให้คำปรึกษา โดยสมัยก่อนเมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้วจากการเป็นแผงลอยเล็กๆ ตั้งอยู่ริมถนน เป็นเจ้าแรกที่คั่วกาแฟข้างถนนในสิงคโปร์ และยังเป็นเจ้าแรกที่ก่อตั้งแบรนด์ขึ้นมา สมัยก่อนถ้าขายตามข้างถนนแผงลอยจะไม่มีแบรนด์

หลายคนอาจสงสัยว่าแบรนด์ชื่อนี้ มีที่มาที่ไปอย่างไร ประเด็นนี้ คุณริชมอนด์ บอกว่า ความจริงไม่มีอะไรมาก สมัยนั้นแค่เปิดดูในหนังสือแล้วเห็นรูปตัวนกฮูกว่าน่ารักน่าสนใจดี เลยนำมาทำเป็นแบรนด์ เริ่มจากการทำเป็นอินสแตนต์มิกซ์ ไม่ว่าจะเป็นกาแฟหรือชา กระทั่งปีนี้เข้าสู่ในกลุ่มของ Business Hotel เป็น Professional Coffee มากขึ้น นอกจากนี้ ยังเปิดคาเฟ่ชื่อ OWL CAFE ซึ่งให้บริการทั้งกาแฟและมีอาหารด้วย ทำแบบครบวงจรครอบคลุมทุกอย่าง คือทั้งขายแฟรนไชส์และขายอุปกรณ์ในการชงกาแฟ

ในสิงคโปร์ตอนนี้มี OWL COFFEE จำนวน 3 สาขาด้วยกัน มีแฟรนไชส์อีก 1 สาขา และในปีนี้ทางบริษัทได้ขายแฟรนไชส์ในต่างประเทศ ซึ่งมีแล้ว 1 แห่งคือ ที่อินโดนีเซีย โดยเป็นแฟรนไชส์ที่มีราคาในระดับกลางๆ ไม่สูง และก็ไม่ต่ำมาก

คุณริชมอนด์ แจงว่า OWL CAFE มีจุดเด่นตรงที่ใช้เมล็ดกาแฟคั่วเอง ในขณะที่หลายเจ้ามุ่งเน้นกาแฟที่มาจากยุโรป แต่ของทางร้านเป็นกาแฟที่อยู่คู่สิงคโปร์มานาน และมีหลากหลายรสชาติให้เลือกที่เสิร์ฟตามคอฟฟี่ช็อปในสิงคโปร์ ซึ่งทางร้านยังคงรักษารสชาติไว้ จุดเด่นอีกอย่างคือ อาหารที่ไม่เหมือนเจ้าอื่น เป็นแนวอาหารท้องถิ่น เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวเอเชีย

คั่วแบบใส่น้ำตาลลงไปด้วย

“ข้อที่เห็นได้ชัดคือ เรื่องของรสชาติที่เน้นความเข้มข้นในเรื่องของรสชาติกาแฟ คาเฟ่ที่อื่นจะเน้นนม หรือเป็นพวกกลิ่นผลไม้ แต่ของทางร้านเน้นตัวกาแฟเป็นหลัก วิธีการคั่วของเราคือ ผสมน้ำตาลลงไปด้วยระหว่างที่คั่ว เพื่อให้รสชาติกลมกล่อมมากขึ้น และถูกปากคนเอเชีย เพราะคนเอเชียชอบความเข้มข้นและออกหวานนิดๆ”

นอกจากวิธีการคั่วเฉพาะแบบที่กล่าวไปแล้ว คุณริชมอนด์ ยังบอกอีกว่า ความแตกต่างอีกอย่าง เป็นเรื่องของวิธีการชงกาแฟที่ใช้ถุงกาแฟ ซึ่งจะกรองก่อนแล้วต้องยกถุงขึ้นให้สูง นั่นคือ ศิลปะอย่างหนึ่ง เป็นวัฒนธรรมในแถบเอเชียที่ทางร้านอนุรักษ์ไว้ เวลาคนต่างชาติเห็นแล้วต่างเกิดความรู้สึกประทับใจ บวกกับรสชาติที่แตกต่าง สิ่งเหล่านี้ทำให้โดดเด่นจากกาแฟในแถบยุโรป

สำหรับพันธุ์กาแฟนั้น หนุ่มเจ้าของบริษัท OWL แจกแจงว่า ใช้กาแฟพันธุ์โรบัสต้าเป็นหลัก แต่ผสมกาแฟอย่างอื่นเข้าไปด้วย อย่างเช่น พันธุ์อาราบิก้า ไวบาริก้า และเอ็กซ์เซลซ่า ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ไม่ค่อยดังในแถบตะวันตก จึงไม่เป็นที่รู้จักเท่าไรนัก เนื่องจากเป็นพันธุ์ผสมที่คนไม่ค่อยนิยมใช้กัน แต่ทางบริษัทใช้เพื่อรสชาติที่แตกต่าง สร้างจุดเด่นให้กับกาแฟ

ในส่วนเมล็ดกาแฟดิบนั้น ทางบริษัท OWL สั่งนำเข้าจากหลายประเทศ เช่น บราซิล อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งทางบริษัทได้ไปเปิดโรงงานที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม เพื่อใกล้แหล่งวัตถุดิบและสะดวกในการขนส่ง อีกอย่างที่ประเทศสิงคโปร์ที่มีพนักงานประมาณ 100 กว่าคน ก็ไม่สามารถขยายโรงงานได้ ขณะที่ธุรกิจมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น

คุณริชมอนด์ ระบุว่า กลุ่มลูกค้าทั้งคาเฟ่และโปรดักต์แบรนด์ OWL COFFEE คือ ลูกค้าทั่วไปที่รู้สึกคุ้นเคยกับรสชาติเอเชีย หรือของบ้านเกิด แทนที่จะไปคลั่งไคล้กาแฟฝั่งทางตะวันตก โดยรสชาติที่นำเสนอเป็นรสชาติที่นิยมดื่มกันมาตั้งแต่โบราณ กลุ่มลูกค้ากลุ่มนี้อาจเคยเห็น เคยสัมผัสมาตั้งแต่สมัยที่พ่อแม่ดื่ม ทางบริษัทจึงเน้นการสานต่อมาจากตรงนั้น พร้อมทั้งทำให้ชาวต่างชาติรู้ว่า นี่เป็นศิลปวัฒนธรรมการดื่มกาแฟของอาเซียน ซึ่งอาจจะเป็นสิ่งที่แตกต่างจากกาแฟที่เคยดื่มอยู่เป็นประจำ

“สิ่งที่เราโฆษณาประชาสัมพันธ์คือ อยากให้ลิ้มลองกาแฟของทางเอเชียบ้างรสชาติก็ไม่เลวนะ เป็นประโยคสั้นๆ ที่สามารถบ่งบอกความเป็นเราได้คือ เราพยายามเป็นตัวแทนในการที่จะเผยแพร่วัฒนธรรมการดื่มกิน ไม่ว่าจะเป็นอาหาร กาแฟ ในแถบเอเชียสู่ทั่วโลก”

กับคำถามที่ว่าในการรับช่วงธุรกิจต่อจากรุ่นพ่อนั้นมีความยากง่ายหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้าง คุณริชมอนด์ บอกว่า ในรุ่นพ่อเป็นธุรกิจที่มาจากแผงลอยสู่โรงงาน เน้นการทำธุรกิจเฉพาะในสิงคโปร์ที่เดียว พอมาถึงรุ่นนี้เป็นการมาสานต่อในเรื่องความเป็นแบรนด์มากขึ้น สร้างจุดขาย จุดเด่นของโปรดักต์ เพิ่มผลิตภัณฑ์อย่างอื่น เช่น K-Cup หรือพวกที่เป็นฟู้ดเซอร์วิสในลักษณะที่เป็นมืออาชีพเรื่องคอฟฟี่ ที่เสิร์ฟตามโรงแรม รวมถึงธุรกิจร้านคาเฟ่ด้วย ซึ่งก็มีแผนที่จะขยายธุรกิจตรงนี้ไปยังกลุ่มต่างประเทศด้วย

สำหรับแฟรนไชส์ที่อินโดนีเซียนั้น เปิดขายที่กรุงจาการ์ตา คุณริชมอนด์ ให้ข้อมูลว่า สาเหตุที่เลือกซื้อแฟรนไชส์ของบริษัทเพราะมั่นใจในตัวโปรดักต์ และการบริการที่มีให้ และลูกค้ามองเป็นคาเฟ่ระดับพรีเมี่ยม มีคุณภาพ มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนกับคอฟฟี่ช็อปที่อื่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งทำให้เกิดความแตกต่างจากกาแฟในกลุ่มของชาติอื่นๆ

“สิ่งที่เรามองเห็น Asian Coffee คือ มรดกตกทอดที่ล้ำค่ามาก เราเลยอยากจะอนุรักษ์ตรงนี้ไว้ โดยที่เราต้องการพัฒนา และเติบโตไปกับมัน ให้อยู่ในระดับพรีเมี่ยม ให้เท่ากับ Western Coffee ขณะที่เป็นกาแฟแบรนด์ท้องถิ่นจริงๆ”

วางขายในห้างไทยหลายแห่ง

ส่วนการเข้ามาทำตลาดในบ้านเรานั้น เขามองว่า ประเทศไทยมีแค่กาแฟในแบบที่คนไทยชอบดื่ม แต่ยังไม่มีใครทำกาแฟที่มาจากแถบเอเชีย เน้นรสชาติของเอเชียคอฟฟี่เทสต์ ซึ่งน่าจะเป็นจุดเด่นของกาแฟ “OWL” ที่ไม่เหมือนคนอื่น นอกจากนี้ จะออกโปรดักต์ตัวใหม่ที่เป็นรสชาติไม่เหมือนใคร และคิดว่าจะเป็นจุดเด่นที่ทำให้สู้แบรนด์ไทยได้

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ OWL มีวางขายแล้วในไทย มีที่ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต ตั้งฮั่วเส็ง วิลล่า มาร์เก็ต ฯลฯ โดยกาแฟทรีอินวัน ขนาด 27 ซอง ราคา 99 บาท

เขายังเล่าถึงความเป็นมาของการทำเต้าฮวยผงสำเร็จรูปว่า คือความจริงแล้วเกิดจากเป็นเมนูที่ขายตามพวกร้านอาหารหรือโรงอาหารในสิงคโปร์ ซึ่งหาทานได้ง่ายมาก ทางบริษัทมองเห็นตรงนั้นว่าน่าจะทำให้สะดวกสบายมากขึ้นเลยทำเป็นทรีมิกซ์ เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถปรุงได้เอง คือพยายามหาสิ่งที่เป็น Local Food มาทำเป็นอินสแตนต์ให้ง่ายขึ้น ให้เหมาะกับการใช้ชีวิตที่ยุ่งยากในเวลานี้ รวมถึงการทำกาแฟและชาทรีอินวันในวันนี้ กระทั่งได้รับการตอบรับจากคนสิงคโปร์เป็นอย่างดี

“ในประเทศไทยเรามองเห็นลู่ทางที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว ซึ่งน่าจะเหมาะกับวัฒนธรรมคนไทยเหมือนกัน เรามองกลุ่มเป้าหมายเป็นพวกโรงแรม ร้านอาหาร ร้านเบเกอรี่ และในตอนนี้กำลังพัฒนาในส่วนที่เป็นห่อเล็ก ใส่แค่น้ำ แล้วตั้งไว้ให้มันแข็งตัว จากนั้นกินได้เลย ให้สำเร็จรูปมากกว่านี้ หากทำสำเร็จจะนำเข้ามาขายให้บริโภคทั่วไปเพราะเหมาะกับการซื้อกลับไปกินที่บ้าน”

เผยส่งออกทั่วเอเชีย

โปรดักต์อีกอย่างที่น่าสนใจของแบรนด์ OWL คือชาชัก คุณริชมอนด์ อธิบาย ความจริงชาชักวัฒนธรรมไม่ได้เกิดที่สิงคโปร์โดยตรง มาจากวัฒนธรรมการชงชาของชาวอินเดียที่ทานกับพวกโรตี ซึ่งสมัยก่อนที่จะตั้งเป็นประเทศสิงคโปร์ มีคนอินเดียอพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในสิงคโปร์ คนพวกนี้ได้นำวัฒนธรรมการดื่มกินเข้ามาด้วย จากนั้นตั้งเป็นร้านขึ้นมาขาย ปรากฏว่ารสชาติถูกปากคนในละแวกนั้น เลยมีการสานต่อวัฒนธรรมอันนี้ขึ้นมา กลายเป็นหนึ่งวัฒนธรรมการดื่มกินของชาวสิงคโปร์ไปแล้ว ซึ่งเมื่อบริษัทมองเห็นตรงนี้เลยทำชาชักสำเร็จรูปเพื่อให้เหมาะกับสมัยนี้

อย่างที่เกริ่นไปแต่แรกว่า OWL COFFEE ได้เข้ามาทำตลาดในบ้านเราสักพักแล้ว อย่างที่คุณริชมอนด์ ถ่ายทอดประสบการณ์จุดนี้ให้ฟังว่า จากการเข้ามาขายเมื่อ 2 ปีที่แล้วในไทย ทำให้เรียนรู้การทำตลาดในไทยหลายอย่าง อันแรกคือ ราคาต้องถูก หาจุดเด่นในเรื่องรสชาติที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน พูดถึงอย่างแรกที่บริษัทจะไม่ทำอย่างแน่นอนคือ เรื่องลดราคา เพราะโปรดักต์มีคุณภาพดีอยู่แล้ว ฉะนั้น เรื่องลดราคาจึงไม่ใช่คำตอบ ที่สำคัญ เป็นแบรนด์ที่อยู่คู่กับสิงคโปร์ ในเรื่องของกาแฟรสชาติเอเชีย จึงต้องการนำเสนอแนวคิดนี้เพราะในไทยยังไม่มีใครทำมาก่อน

เขาระบุด้วยว่า กาแฟไทยต่างพยายามหาจุดเด่นของแต่ละยี่ห้อ โดยหันมาทำกาแฟที่มีส่วนผสมสมุนไพรและเห็ดต่างๆ เน้นดื่มแล้วผอม แต่มองว่าเป็นเรื่องของเทรนด์มากกว่า สักวันเทรนด์ดังกล่าวก็จะหายไป แต่วัฒนธรรมการดื่มกิน หรือรสชาติที่เป็นมรดกตกทอดย่อมจะคงอยู่ตลอดไป ไม่สูญหาย สิ่งเหล่านี้น่าจะอยู่ได้ยาวนานกว่า เพราะอย่างไรเสียจะต้องมีการสานต่อวัฒนธรรมดังกล่าว

ในการเข้ามาทำตลาดในเมืองไทย คุณริชมอนด์ บอกว่า “การแข่งขันตลาดที่เมืองไทยรุนแรง ดังนั้น สิ่งที่บริษัทผมจะทำเป็นการเน้นการออกรสชาติใหม่ ส่วนเรื่องยอดขายคิดว่าควรจะทำได้ดีกว่านี้ แต่สิ่งที่คิดคือ การที่จะทำให้อยู่ได้นานในตลาด ด้วยการสร้างความแตกต่างจากคนอื่น แล้วทำอย่างไรให้คนอื่นมาซื้อแบรนด์ของเราแล้วก็มาดื่มกาแฟเรา”

นอกจากจะเข้ามาขายในไทยแล้ว ที่ผ่านมาบริษัท OWL ก็เข้าไปขายในหลายประเทศแล้ว และวางแผนรุกไปตลาดในเอเชียอื่นๆ ด้วย ทั้งไทย มาเลเซีย กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ บรูไน จีน ไต้หวัน ฮ่องกง เกาหลี

ในฐานะคนหนุ่มที่รับช่วงกิจการครอบครัว คุณริชมอนด์ พูดถึงหลักการบริหารแนวคิดในการทำธุรกิจของเขาว่า ไม่ว่าอะไรก็ตาม ต้องสร้างจุดเด่นให้กับตัวเองให้แตกต่างจากคนอื่น และเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งคนอื่นไม่สามารถขโมยไปได้ ถ้าตามเทรนด์สักวันเทรนด์ก็ต้องหมดไป ดังนั้น หาจุดเด่นให้กับตัวเอง พร้อมพยายามรักษาความเป็นตัวเองตรงนั้นให้ได้

จากนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่า กาแฟแบรนด์ OWL ที่แปลว่า นกฮูก ของสิงคโปร์ จะประสบความสำเร็จในการทำตลาดที่บ้านเรามากน้อยเพียงใด