สวนผักปากช่อง พลิกโฉมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

สวนผักปากช่อง พลิกโฉมเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร

ว่าไปแล้วเป็นเรื่องปกติที่ผู้คนมักชอบไปเที่ยวต่างจังหวัดตอนปลายฝนต้นหนาว หลายคนไม่ชอบไปเที่ยวตอนหน้าฝน แต่ในความเป็นจริงการไปสัมผัสสถานที่ต่างๆ ในหน้าฝนก็ให้ความรู้สึกไปอีกแบบ โดยเฉพาะการไปในสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติทั้งหลาย อย่างเช่นในป่าดงพงไพร หรือสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร มองไปที่ไหนก็เห็นแต่ความเขียวขจี ให้ความรู้สึกสดชื่นตลอดเวลา แม้บางช่วงบางตอนจะมีฝนโปรยปรายมาบ้างก็ตาม

อย่างเมื่อไม่นานมานี้ “คุณสมฤดี จิตรจง” ผู้อำนวยการภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ดูแลพื้นที่ภาคอีสานทั้งหมด ได้เชิญนักข่าวจากส่วนกลางกลุ่มหนึ่งไปร่วมโครงการ “เที่ยวอีสาน ยามฝนพรำ” โดยเลือกเส้นทางปากช่อง-เขาใหญ่ ซึ่งทาง ททท.อีสาน ต้องการจะโปรโมตให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและท่องเที่ยวเชิงเกษตร เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่เหมาะสมเข้ากับเทรนด์การท่องเที่ยวของคนในยุคนี้ที่หันมาเอาใจใส่ดูแลสุขภาพกันมากขึ้น

จากวิกฤตเปลี่ยนเป็นโอกาส

จุดหนึ่งที่ไปเยี่ยมชมกันคือ “สวนผักปากช่อง” ของ คุณเสก-ชยพล กลมกล่อม ในตำบลคลองม่วง อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นฟาร์มใหญ่ทีเดียวมีพื้นที่ถึง 600 ไร่ มองไปสุดลูกหูลูกตา หากใครได้คุยกับหนุ่มใหญ่ผู้นี้แล้วจะรับรู้ได้ทันที เขาเป็นเกษตรกรที่ไม่ธรรมดาเลย ทั้งนี้ทั้งนั้น เป็นเพราะกว่าจะก้าวมาเป็นเกษตรกรอย่างเช่นทุกวันนี้เขาเคยทำธุรกิจบ้านจัดสรรมาก่อน แต่พอเจอปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจยุคต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ทำให้ชีวิตของเขาจำเป็นต้องพลิกผัน เนื่องจากเป็นหนี้เป็นสินพะรุงพะรัง สุดท้ายคนกรุงเทพฯ อย่างเขา ตัดสินใจเข้ามาทำอาชีพเกษตรที่ปากช่อง

5 ปีที่ผ่านมา สวนผักของเขาก็ปลูกผักเพื่อขายอย่างเดียว แต่ในปีนี้เขาวางแผนทำในรูปเกษตรเชิงท่องเที่ยว เพราะมองว่าน่าจะไปได้ดี สาเหตุหนึ่งคือ ผู้คนหันมานิยมการท่องเที่ยวแบบนี้มากขึ้น และพื้นที่ของสวนก็กว้างใหญ่ ที่สำคัญ มีหลายจุดที่ผู้มาเยือนจะได้ข้อมูลความรู้กลับไป โดยเฉพาะขั้นตอนวิธีการปลูกผักที่ทำรายได้ดี อย่างกุยช่ายขาว ซึ่งปลูกเป็นจำนวนมาก การปลูกขึ้นฉ่ายแบบไฮโดรโปนิกส์ในโรงเรือน นอกจากนี้ ยังมีผักกาดหอมและผักสลัดอีกด้วย

“ผมเรียนจบด้านบริหารมา ไม่ได้เรียนมาทางเกษตร ค่อยๆ พัฒนาเรียนรู้มาเรื่อย ที่ทำเกษตรเชิงท่องเที่ยวเพราะต้องการลดปริมาณการผลิตให้น้อยลง แต่เพิ่มมูลค่าขึ้น ผมต้องการให้ประชาชนเข้ามาสัมผัสวิถีเกษตรกรว่ามีความเป็นอยู่อย่างไร ทำแล้วได้ประโยชน์แค่ไหน แล้วรายได้ที่เกิดจากการเกษตร ความจริงแล้วมันอยู่ได้ ทำเป็นอาชีพได้ บางคนปลดเกษียณ หรือแม้มีงานประจำแล้วก็สามารถที่จะได้อยู่กับสภาพอากาศดีๆ อีกทั้งได้ออกกำลังด้วย”

“เราเริ่มธุรกิจจากศูนย์ ตอนนี้มีที่ดิน 120 ไร่เป็นของตัวเอง แต่เพิ่งจะมาซื้อได้ไม่กี่ปี นอกนั้นเป็นพื้นที่เช่า ในเรื่องการปลูกพืชชนิดต่างๆ ผมใช้วิธีศึกษาหาข้อมูลจากหนังสือ จากการถาม แล้วเข้าไปเรียนรู้ ลองผิดลองถูกไปเรื่อย ใหม่ๆ ก็น้ำตาตก ปลูกไปก็ไม่ได้เก็บ ปลูกไปหนอนก็กิน ใบเป็นโรค แต่มาคิดว่าคนอื่นทำได้ เราก็ต้องทำได้”

ทำไมต้องเป็นกุยช่ายขาว ประเด็นนี้ คุณเสก อธิบายว่า ที่เลือกกุยช่ายขาวเพราะว่าราคาดี อีกอย่างคู่แข่งด้านการตลาดน้อย โอกาสที่จะปลูกเป็นฟาร์มใหญ่ทำได้ยาก แต่ทุกวันนี้ก็มีคู่แข่งที่พยายามจะตีราคา ขายสินค้าให้ถูกลง อย่างที่สวนส่งขายเข้าเทสโก้ โลตัส กิโลกรัมละ 100 บาท คู่แข่งก็มาตัดราคาเหลือกิโลกรัมละ 80 บาท เพื่อที่จะดึงลูกค้าไป ซึ่งก็มีหายไปบ้างแต่ไม่เยอะ

เน้นต้องใช้การตลาดนำ

อย่างที่บอก วิธีคิดของคุณเสกไม่ธรรมดา อย่างที่เจ้าตัวสาธยาย “ผมจะใช้การตลาดนำ เนื่องจากว่า ผมเห็นเกษตรกรส่วนใหญ่เอาผักไปขายในตลาด แม่ค้าคนกลางเข้ามาตีราคา แล้วถึงจะได้ขาย แต่ของผมไม่ทำแบบนั้น ผมจะเอาตัวเองเข้าไปหาตลาดก่อน ช่วงแรกเราจะเดินไปหาแม่ค้าในตลาดก่อน ถามว่า พี่ใช้กุยช่ายขาวกี่โล ซื้อไหม เพราะของผมมีคุณภาพ รับรองมาตรฐาน GMP ช่วงใหม่ๆ มาซื้อผม 5 กิโลกรัมบ้าง 10 กิโลกรัมบ้าง ผมพยายามรักษาคุณภาพ ทำให้ยอดเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ จนตอนหลังโลตัสเห็นสินค้าก็เข้ามาหาที่สวน จึงเริ่มทำสัญญากับห้าง โดยผ่านบริษัทอัลเฟรด ค้าขายกันมาตลอด แต่ทั้งหมดทั้งมวล ผมเน้นเรื่องคุณภาพ อย่างถ้าหนอนลง เราไม่ตัดขายแต่ตัดทิ้งเลย”

แม้สวนผักปากช่องแห่งนี้จะไม่ใช่ฟาร์มออร์แกนิก แต่เจ้าของฟาร์มยืนยันว่าเป็นเกษตรปลอดภัย

“ฟาร์มเรายังใช้สารเคมีอยู่ แต่อยู่ภายใต้ของมาตรฐานกรมวิชาการเกษตร จะทำให้ไม่มีสารเคมีตกค้างไปถึงผู้บริโภค เรื่องพวกนี้ถ้าเราไม่รักษาคุณภาพ คงไม่สามารถดิวกับเทสโก้ โลตัส ได้ยืนยาวมาหลายปี ในส่วนของแมลงใช้ทั้งที่เป็นอินทรีย์ในส่วนที่ป้องกัน กับเคมีในเรื่องของการระบาด แต่ว่าก่อนที่จะเก็บเกี่ยวสารเคมีแต่ละตัวจะมีอายุการตกค้างที่ไม่เท่ากัน ฉะนั้น ยืนยันได้ว่าปลอดภัยแน่นอน”

เขาให้คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการมาเป็นเกษตรกรว่า วิธีคิดในการปลูกพืช ต้องเลือกปลูกพืชที่มีคู่แข่งน้อย ในท้องที่นั้น ผักอะไรที่ปลูกได้และโดดเด่น ซึ่งบางครั้งไม่ต้องไปตามอย่างคนอื่น แต่ให้ดูว่าพื้นที่ที่อยู่ทำอะไรได้ อย่างมีผักโดดเด่น มีผักพื้นบ้าน เช่น ทุ่งกระเจียว ดอกขจร เป็นต้น

คุณเสก บอกด้วยว่า ตลาดกุยช่ายขาวกับขึ้นฉ่าย อัตราการเติบโตดีขึ้น แต่ไม่มาก ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ต่อปี สำหรับเกษตรกรที่ไม่ได้ปลูกส่งห้าง โอกาสที่จะสร้างฐานะก็ทำได้ เพราะในภาพรวมตลาดผักทั่วประเทศปีละหลายหมื่นล้าน ไม่ว่าจะเป็น โหระพา ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด แต่ต้องเข้าไปหาตลาดให้ได้ คือต้องหาตลาดก่อน ไม่ใช่ปลูกก่อนแล้วค่อยหาตลาด เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกก่อน แล้วค่อยหาที่ขาย

น่าสนใจตรงที่ว่าคุณเสกทำอาชีพเกษตรแค่ 5 ปี แต่สามารถสร้างฐานะได้อย่างมั่นคง และขยายพื้นที่ปลูก เรื่องนี้เจ้าตัวให้ข้อมูลว่า “ทำเกษตรก็สามารถรวยเป็นเศรษฐีได้ อย่างตอนนี้ผมสามารถซื้อที่ได้เป็นร้อยไร่ก็มาจากผักทุกต้นที่เราปลูกขาย จุดสร้างความร่ำรวยของผม ประการแรกความใส่ใจต้องมาก่อน คุณต้องรู้จักเดินไปคุยกับผัก คุณต้องรู้ว่า ผักหิวไหม ป่วยไหม สิ่งเหล่านี้เกิดจากการสังเกต ถ้าใบเหลืองแสดงว่าขาดธาตุอาหาร ซึ่งทุกวันนี้เราก็ยังเจออยู่ในระบบในน้ำ แต่ในดินไม่ค่อยมีปัญหา”

เปิดให้บริการต้นเดือน ธ.ค. นี้

สวนผักปากช่องของคุณเสก นอกจากจะมีผักเด่นอย่างกุยช่ายขาวที่ต้องใช้ฝาครอบให้มิดชิดเพื่อให้เกิดสีขาวแล้ว ขึ้นฉ่ายไฮโดรโปนิกส์ก็เป็นผักเด่นอีกอย่างของสวนนี้ ซึ่งเกษตรกรทั่วไปมักปลูกในแปลงดิน

“ที่นี่เป็นแห่งแรกที่ปลูกขึ้นฉ่ายระบบไฮโดรฯ ผมพัฒนาโนว์ฮาวเอง ถ้าปลูกแบบไฮโดรฯ สามารถทำรอบได้เร็วกว่า ถ้าปลูกในดิน 70-80 วัน ต่อรอบ แต่ของเรา 35 วันก็เก็บขายได้แล้ว และสามารถปลูกต่อเนื่องได้ตลอด คุณภาพเหมือนกัน แต่ต้นทุนต่อหน่วยอาจจะสูงกว่าปลูกในดินหน่อย เพราะมีระบบน้ำ ระบบการจัดการ มีต้นทุนค่าโรงเรือนที่ค่อนข้างสูง”

ในการมาเที่ยวชมสวนผักแห่งนี้ คุณเสกประกาศอย่างมั่นอกมั่นใจว่า จุดเด่นที่แตกต่างจากสวนอื่นคือ เรื่องของบรรยากาศ มีสถานที่ให้น่าเดิน น่าดู นักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าไปปลูกผักขึ้นฉ่ายโดยที่ไม่ต้องเปื้อนเลย เพราะใช้ระบบโรงเรือน ในน้ำ เป็นระบบไฮโดรโปนิกส์

ในวันที่นักข่าวไปชมสวนดังกล่าว นอกจากจะได้ไปดูแปลงผักทั้งกลางแจ้งและในโรงเรือนแล้ว ยังได้ไปโรงเรือนแพ็กเกจจิ้ง ซึ่งจะมีการล้างและบรรจุผักหลังการเก็บ โดยมีพนักงานกว่าร้อยคนช่วยกันทำ

ส่วนพื้นที่อีกหลายจุดอยู่ในระหว่างก่อสร้าง เพื่อให้เสร็จทันในวันที่ 4 ธันวาคมที่จะถึงนี้เพื่อจะเปิดแบบไม่เป็นทางการก่อน โดยเฉพาะห้องน้ำ ร้านค้าขายสินค้าเกษตร สินค้าโอท็อปที่ผลิตในพื้นที่ และเวทีจัดแสดง รวมถึงจุดพักผ่อนของนักท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ฟรีไม่ต้องเสียค่าบัตรผ่านประตู ทั้งนี้ ทางสวนจะมีรถไว้บริการนักท่องเที่ยว เพราะพื้นที่สวนกว้างใหญ่มาก

คุณเสก บอกด้วยว่า ในการมาท่องเที่ยวเชิงเกษตรที่ปากช่อง นอกจากจะมาที่สวนผักปากช่องแล้ว ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายจุดที่ได้มีการประสานงานกันไว้แล้ว อาทิ สวนทุเรียนซีต้า สวนผัก wp ออร์แกนิกฟาร์ม สวนมะยงชิด และสวนผักของเกษตรกรที่อยู่ในบริเวณนี้ หลังจากนั้นสามารถไปเที่ยวเขาใหญ่ หรือวังน้ำเขียวต่อไปอีกก็ได้ เพราะอยู่ไม่ไกลกัน

นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามคุณเสกได้ที่ โทรศัพท์ (081) 876-3388 พร้อมย้ำอีกครั้งว่า “เป็นเกษตรกรรวยได้ ถ้าใส่ใจ แล้วทำจริง และรักษาคุณภาพสม่ำเสมอ”

“WALRUS” บ้าน DIY สร้างง่าย เสร็จเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07032010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ช่องทางสร้างอาชีพ

มีนา

“WALRUS” บ้าน DIY สร้างง่าย เสร็จเร็ว

เติบโตอยู่ในธุรกิจวัสดุก่อสร้างมานานกว่า 30 ปี แต่ต้องประสบปัญหาโมเดิร์นเทรดรุกตลาดอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้กิจการเริ่มสั่นคลอน ธุรกิจที่เคยรุ่งเรือง จึงเริ่มร่วงโรย ในทัศนะของ คุณพงษ์ธร ปัทมจินตธำรง จึงเลือกที่จะหยุดกิจการ แล้วหันมาสร้างหนทางสู่อาชีพใหม่ และนี่จึงเป็นที่มาของการผลิตวัสดุก่อสร้างที่สามารถนำมาสร้างบ้านได้ด้วยระยะเวลาอันรวดเร็ว

วัสดุที่ว่านี้คือ “ผนังสำเร็จรูป” นวัตกรรมที่คนไทยมีโอกาสสร้างบ้านได้โดย ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องมีเงินหนา และไม่ต้องง้อช่าง

โมเดิร์นเทรดรุก

ปลุกสินค้าใหม่

ทั้งนี้ คุณพงษ์ธร กล่าวถึงความเป็นมาในการก้าวสู่ธุรกิจ กับการเปิด บริษัท วอลรัส โฮม จำกัด ว่า

“ธุรกิจของครอบครัวเปิดร้านขายวัสดุก่อสร้างอยู่จังหวัดราชบุรี โดยขายสินค้าทั้งปลีกและส่งมากว่า 30 ปีแล้ว โดยผมเข้ามารับช่วงต่อกิจการเมื่อปี 2546 ถือเป็นรุ่นที่ 3 โดยรับผิดชอบการดูแลสาขาแห่งหนึ่งของธุรกิจ แต่ทว่าช่วงที่ก้าวเข้ามาดูแล ภาวะการแข่งขันเริ่มรุนแรง ร้านวัสดุก่อสร้างจะประสบปัญหากันหมด อย่างเพื่อนหุ้นส่วน (คุณณัฏฐพัชร์ คุณัชญ์วุฒิกุล) ที่เปิดธุรกิจค้าไม้ก็เจอปัญหาวัสดุทดแทน อย่างไม้เทียม ตอนนั้นเราจึงเหมือนกำลังดิ่งลง

อีกปัญหาหนึ่งที่ถือเป็นปัญหาใหญ่คือ โมเดิร์นเทรดขายวัสดุก่อสร้างเริ่มเข้ามา และเปิดกันเร็วมาก อำนาจการต่อรองเขาสูง ต้นทุนสินค้าจึงต่ำ ทำให้เราไม่สามารถแข่งขันได้ ยอดขายจึงลดฮวบ จากปีละ 80 ล้านบาท เหลือ 35 ล้านบาท และไหนจะเจอภาวะค่าแรง 300 บาท”

ฉะนั้น การสร้างบ้านแต่ละหลัง ผู้รับเหมา หรือเจ้าของบ้าน จึงเริ่มหันมามองถึงการลดต้นทุนในส่วนของวัสดุก่อสร้าง เพื่อชดเชยค่าแรงที่ต้องจ่ายเพิ่ม

“ผมในฐานะผู้ค้าขายวัสดุก่อสร้าง ก็ย่อมเจอผลกระทบ ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้ไม่ดีแน่ แต่มีหลายคนที่อยู่ในเส้นทางเดียวกัน ใช้วิธีกู้เงินมาลงทุนเพื่อปรับปรุงหน้าตาของร้านให้ทันสมัย หวังแข่งกับโมเดิร์นเทรด แต่ผมว่า นี่คือกับดักทางธุรกิจ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ลูกค้าไม่ได้ซื้อความสวยแต่ซื้อเพราะถูก ผมจึงมองว่าธุรกิจนี้คงเดินต่อลำบาก เพราะคนที่เข้มแข็งก็ย่อมอยู่ในตลาด”

นี่จึงเป็นจุดเปลี่ยนให้คุณพงษ์ธร คิดหาทางสร้างอาชีพอื่นแทนที่ โดยร่วมหุ้นกับเพื่อน 4 คน เปิดบริษัท วอลรัส โฮม จำกัด ซึ่งมีสินค้านวัตกรรม ได้แก่ “ผนังฉนวนสำเร็จรูป”

“คนที่ต้องการบ้าน 1 หลัง ถามว่าต้องการ อิฐ หิน ปูน ทราย จากเราหรือเปล่า คำตอบอาจไม่ต้องการ แต่สิ่งที่เขาต้องการคือ บ้าน ผมจึงคุยกับหุ้นส่วนว่า ฉะนั้น บ้านที่จะตอบโจทย์ลูกค้าควรเป็น กึ่งสำเร็จรูป นั่นหมายถึง เมื่อลูกค้าต้องการบ้าน ก็ขายบ้านให้เขาไปเลย ถือว่าหนีจากปัญหาค่าแรง ซึ่งตอนแรกเราคิดถึงการประกอบเอง เป็นงาน DIY ที่ลูกค้าสามารถนำไปทำเองได้ ด้วยระบบสร้างบ้านที่เรียกว่า PRE-FAB (Prefabricated Building System ระบบการก่อสร้างที่วางแผนการสร้างไว้ล่วงหน้า โดยลดขั้นตอน เพื่อให้การทำงานเร็วขึ้น) แต่ด้วยเพราะลูกค้ายังไม่คุ้นเคย เราจึงต้องปรับให้มีทีมช่างไว้รองรับก่อน”

ตอบความทันสมัย

ปลอดภัย เร็ว รัก(ษ์)โลก

คุณพงษ์ธร ยังกล่าวถึงจุดแข็งกับการก้าวสู่ธุรกิจนี้ โดยอาศัยการคลุกคลีอยู่ในวงการวัสดุก่อสร้าง ควบคู่กับมองเทรนด์สร้างบ้านทั่วโลก มุ่งตรงไปที่ความสะดวกรวดเร็ว แข็งแรงปลอดภัย ประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น แนวคิดธุรกิจใหม่จึงมุ่งตรงตอบเทรนด์ดังกล่าว

สำหรับการวิจัยและพัฒนาสินค้ากว่าจะมาเป็น ผนังฉนวนสำเร็จรูป ภายใต้แบรนด์ตนเอง ต้องใช้เวลานานถึง 2 ปี โดยหมดงบการลงทุนเบื้องต้นไปกว่า 10 ล้านบาท มีส่วนประกอบหลักของโฟม EPS ที่มีความหนาแน่นสูง ป้องกันไฟลาม คงทน ส่วนผิวนอกเคลือบด้วยซีเมนต์เสริมแรง ป้องกันปลวกแมลง ทนต่อฝน และอากาศที่ร้อนจัด

ส่วนน้ำหนักเบากว่าการก่อสร้างด้วยวิธีก่ออิฐฉาบปูน 5-14 เท่า (ขึ้นอยู่กับชนิดของวัสดุอิฐนำมาใช้ก่อสร้าง) หรือเท่ากับ 25 กิโลกรัม ต่อตารางเมตร จึงตัดปัญหาเรื่องแรงงานการขนย้าย เพราะช่วยให้ง่ายและรวดเร็วต่อการทำงาน

คุณพงษ์ธร ยังกล่าวถึงข้อดีของระบบการสร้างบ้านด้วยวิธีนี้ว่า สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของคนในยุคปัจจุบัน “หากชีวิตเพิ่งเริ่มต้นการแต่งงาน อยู่แค่ 2 คน เขาต้องการบ้าน ฉะนั้น แม้มีเงินไม่มาก ก็สามารถนำมาสร้างบ้านในรูปแบบนี้ได้ แต่เมื่อถึงคราวต้องการขยับขยายเนื่องด้วยสมาชิกเพิ่มขึ้นก็สามารถต่อเติมได้ตลอด โดยไม่ส่งผลกระทบต่อโครงสร้างบ้านเดิม”

ผู้ประกอบการเจ้าของความคิด ยังกล่าวอีกว่า “การสร้างบ้านของ วอลรัส คือการนำฟังก์ชั่นของผู้ซื้อมาเป็นหัวใจในการขาย รวมไปถึงกำหนดให้ประตูหน้าต่างอยู่ในทิศทางแสงลมตามสภาพพื้นที่ติดตั้งจริง “เหมือนกับการตัดชุด ที่เราทำหน้าที่เป็นช่าง ต้องตัดให้พอดีกับลูกค้า วัสดุของเราเป็นได้ทุกส่วนของตัวบ้าน ไม่ว่าจะ พื้น ผนัง หลังคา โดยขณะนี้ออกแบบต้นแบบบ้านให้ลูกค้าเลือก 6 รูปแบบ เราเรียกการประกอบบ้านแบบนี้ว่า MODULE ซึ่งนวัตกรรมนี้เกิดขึ้นมาแล้ว เพียงแต่ยังไม่แพร่หลาย”

จากจุดเริ่มต้นต้องการให้การสร้างบ้านเป็นเรื่องง่าย ผู้อยู่อาศัยสามารถนำไปประกอบใช้ได้เอง เป็นงาน DIY เช่นเดียวกับในต่างประเทศ จึงคิดกำหนดการขายตัววัสดุผนังสำเร็จรูปเป็นหลัก แต่ด้วยคนไทยและรวมถึงชาวเอเชียไม่ชอบใช้เครื่องมือ ไม่ชอบศึกษารายละเอียด กลัวว่าจะผิดพลาด และยังติดยึดต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ฉะนั้น วอลรัส จึงมีทีมช่างรับเหมาก่อสร้างไว้รองรับ แต่ทว่าหากทำตลาดจนเป็นที่รู้จักแล้ว อนาคตวางแผนจำหน่ายในส่วนของวัสดุอุปกรณ์อย่างเดียว

ทำงานได้ง่าย

ไม่กี่นาทีเสร็จ

แม้ระบบการสร้างบ้านของวอลรัสจะเป็นนวัตกรรมที่ผู้รับเหมา หรือผู้ก่อสร้างบ้าน ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก แต่กับกระบวนการติดตั้งไม่ยุ่งยาก “เจตนาของเราคือทำไว้รองรับเจ้าของบ้านที่จะสร้างบ้านด้วยตัวเอง ฉะนั้น การทำงานจะง่ายมาก ผมเคยไปสอนเด็ก ป.4 ให้สร้าง เขาก็ยังทำได้ แต่อย่างได้บอกครับ คนไทยส่วนใหญ่ไม่ถนัดการใช้เครื่องมือช่าง แต่ในอนาคตเมื่อค่าแรงสูงไปกว่านี้ ถึงวันนั้นผมว่าคนไทยจะหันมาทำอะไรเองมากขึ้น”

สำหรับขนาดของผนังสำเร็จรูป 1.20×3 เมตร ความหนามาตรฐาน 10 เซนติเมตร ส่วนการนำมาประกอบสามารถทำได้ง่าย ให้ได้ขนาดบ้านกว้างใหญ่ตามความต้องการ ในส่วนของความแข็งแรง จากการทดสอบสถาบันยานยนต์ เรียกว่าทดสอบแรงเฉือน สามารถรับน้ำหนักต่อจุดได้กว่า 1.5 ตัน ต่อตารางเมตร และกับความแข็งแรงนี้สามารถรับปัญหาการเกิดแผ่นดินไหว และน้ำท่วมได้ อีกทั้งยังลดความร้อนจากภายนอกได้ราว 10 องศาเซลเซียส

“ผนังของวอลรัสจะเหมาะกับการสร้างที่อยู่อาศัย แต่ว่ามีผู้นำไปสร้างตึก 5 ชั้น แต่ว่าเขาจะขึ้นโครงสร้างไว้ก่อน แล้วนำผนังไปเป็นวัสดุ ซึ่งนี่ก็ถือว่าตอบโจทย์อาคาร คอนโดมิเนียม งานต่อเติมต่างๆ เพราะจะช่วยประหยัดพลังงานด้วย”

สำหรับการติดตั้ง คุณพงษ์ธร ว่า จะเริ่มต้นสร้างโครงจากเหล็กเป็นตัวรางก่อน เพื่อเสริมความแข็งแรง จากนั้น จึงนำผนังสำเร็จรูปสไลด์ติดตั้งตามรางเหล็กประกบติดง่ายดาย เพราะแต่ละแผ่นออกแบบให้มีสลักเชื่อมต่อกันได้ ซึ่งกับนวัตกรรมนี้ได้จดสิทธิบัตรด้านการประกอบไว้เรียบร้อยแล้ว

ส่วนระยะเวลาติดตั้งก็รวดเร็ว อาจใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง จนถึงราว 7 วัน สำหรับบ้านทั่วไป ซึ่งถือว่าประหยัดเวลากว่าการสร้างบ้านในรูปแบบเดิมๆ หลายเท่า

ต่อเมื่อสอบถามถึงราคาวัสดุ คุณพงษ์ธร ว่า โดยเฉลี่ย 12,000-15,000 กว่าบาท ต่อตารางเมตร ซึ่งเมื่อเทียบกับการก่อสร้างในระบบเดิม อาจเทียบเท่า หรือสูงกว่าไม่มากนัก แต่สิ่งที่ประหยัดกว่าแน่นอนคือส่วนของค่าแรงช่าง และเวลา

กับกลุ่มผู้ซื้อเป้าหมาย ผู้ประกอบการหัวคิดทันสมัยวางไว้ ได้แก่ เจ้าของบ้านที่มีที่ดินอยู่ในต่างจังหวัด ส่วนพื้นที่กรุงเทพฯ จะมุ่งเน้นกลุ่มต่อเติมที่พักอาศัยเดิม นอกจากนี้ ยังมุ่งไปถึงกลุ่มผู้ประกอบการรีสอร์ต ร้านอาหาร ร้านกาแฟ

“เปิดธุรกิจมาได้ 2 ปี ถ้าพูดถึงรายได้ต้องบอกว่าตอนนี้ยังไม่มาก และกลุ่มผู้ซื้อยังอยู่ในระดับบน คนที่ต้องมีความเข้าใจพอสมควร เราจึงต้องให้ข้อมูล อยู่ในช่วงสร้างการรับรู้ เพราะนี่คือนวัตกรรม โดยเข้าไปเจาะตามพื้นที่ต่างจังหวัดเป็นหลัก ส่วนกรุงเทพฯ อาศัยเพื่อนพ้องช่วยเป็นกระบอกเสียง ในขณะเดียวกัน ก็วางแผนสู่การออกงานแสดงสินค้าที่เกี่ยวกับบ้าน โดยจุดมุ่งหมายคือเราอยากให้คนไทยและหมายรวมถึงตลาดอาเซียน มีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งถ้ารุ่นเราสามารถมีบ้านได้ ต่อไปในรุ่นลูกก็ไม่ต้องมานั่งผ่อนบ้าน”

สนใจติดต่อ บริษัท วอลรัส โฮม จำกัด เลขที่ 88/146 หมู่ 6 ถนนนครอินทร์ ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี โทรศัพท์ (081) 870-4706, (080) 222-4114

แผ่นยางสนามฟุตซอล-ถุงมือ เพิ่มมูลค่าน้ำยางพารา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

แผ่นยางสนามฟุตซอล-ถุงมือ เพิ่มมูลค่าน้ำยางพารา

รู้กันดีว่า “ยางพารา” เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญ แถมยังสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างมหาศาล แต่ปัญหาอย่างหนึ่งที่ชาวสวนยางต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ “ปัญหาราคา” ที่ผันผวน ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกยางต้องดิ้นรนหาทางออก บางรายก็ขอความช่วยเหลือจากภาครัฐ บางส่วนก็หันไปแปรรูปเพิ่มมูลค่าเป็นผลิตภัณฑ์ยางประเภทต่างๆ

เมื่อไม่นานมานี้ กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) พาสื่อมวลชนเยี่ยมชมความสำเร็จโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางที่ชุมนุมสหกรณ์กองทุนสวนยาง จังหวัดสตูล ตามโครงการส่งเสริมพัฒนาอุตสาหกรรมยางพาราผู้ประกอบการภาคใต้ โดยมี ดร.อดิทัต วะสีนนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 11 จังหวัดสงขลา กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ให้ข้อมูลเกี่ยวกับยางพาราว่า ประเทศไทยผลิตยางพารามากเป็นอันดับ 1 ของโลก ผลิตยางพาราได้เฉลี่ย 4.2 ล้านตัน ต่อปี จัดเป็นผู้ผลิตยางพาราอันดับ 1 ของโลก เป็นยางพาราที่ผลิตจากภาคใต้ 1.63 ล้านตัน โดยร้อยละ 87 นำมาแปรรูปขั้นต้นเพื่อจำหน่ายในประเทศและต่างประเทศ มีมูลค่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่ร้อยละ 13 แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีมูลค่า 2 แสนล้านบาท

จากสถานการณ์ดังกล่าว ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ชี้ให้เห็นว่า หากผู้ประกอบการไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนการผลิตและส่งออกยางพาราแปรรูปได้มากขึ้น ก็จะสามารถทำรายได้เข้าสู่ประเทศได้เพิ่มมากขึ้น กสอ. มีนโยบายในการส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปรรูปยางพาราขั้นต้นเป็นผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปและสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันและเพิ่มยอดขาย อาทิ แผ่นยางปูสนามฟุตซอล ถุงมือผ้าเคลือบยางพารา ท่อยางสำหรับใช้ในการผลิต และอุปกรณ์ช่วยสอนทางการแพทย์ เป็นต้น

16 ชุมนุมสหกรณ์สตูล

รวมตัวผลิตแผ่นยาง

สำหรับ ประธานชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย คือ คุณชำนาญ เมฆตรง เป็นอีกหนึ่งชาวสวนยางที่เข้าร่วมโครงการกับทางภาครัฐ หวังหาทางออกปัญหาราคายางพาราตกต่ำ ด้วยการแปรรูปยางพาราเป็นผลิตภัณฑ์พื้นสนามฟุตซอล ทั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากนักวิชาการร่วมด้วย

“วิกฤตราคายางตกต่ำ ทำให้ชาวสวนยางต้องปรับตัว ซึ่งผมตัดสินใจเลือกแปรรูปเป็นพื้นสนามฟุตซอล เพราะมองว่าตลาดนี้มีอนาคต เพราะเมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่างสนามหญ้าเทียม ถือว่าแข่งกันได้ โดยพื้นยางพารา ตารางเมตรละ 1,500-1,700 บาท ส่วนพื้นหญ้าเทียม ตารางเมตรละประมาณ 1,800 บาท ขณะที่อนาคตก็สามารถขยายตลาดไปปูพื้นโรงพยาบาล หรือสนามเด็กเล่นก็ได้”

สำหรับโรงงานแปรรูปยางพาราเป็นยางแผ่นปูสนามฟุตซอลนั้น เกิดขึ้นจากราคายางพาราตกต่ำ ชุมนุมสหกรณ์สตูลจึงรวมตัวกัน 16 สหกรณ์ เพื่อระดมเงินทุนแปรรูปยางพาราเป็นยางแผ่นปูสนามฟุตซอล ซึ่งในปี 58 ทาง ศอ.บต. สั่งซื้อ 50 สนาม นอกจากนี้ กลุ่มเป้าหมายยังมีสนามเด็กเล่น และ โรงพยาบาล ซึ่งเป็นการนำยางแผ่นมาผสมสารเคมีและแปรรูปทำเป็นพื้นที่มีความยืดหยุ่นสูง มีความทนทานอย่างน้อย 10 ปี เป็นการเพิ่มมูลค่ายางพาราที่มีอยู่

คุณชำนาญ เล่าต่อว่า ชุมนุมสหกรณ์สตูล 16 สหกรณ์ แต่ละปีมีน้ำยางพารา 3 ล้านกิโลกรัม เมื่อเจอวิกฤตราคายางตกต่ำ จึงหาทางรอดด้วยวิธีแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่ายาง เแรกๆ อัดก้อนยางเป็นยางลูกขุนส่งออกไปจีน ต่อมามีนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตหาดใหญ่ มาช่วยเหลือเรื่องความรู้และเทคโนโลยี เลยสนใจผลิตแผ่นยางปูพื้นสนามฟุตซอลเพราะเห็นว่าตลาดนี้มีอนาคต

“ผมคิดว่า การนำยางพารามาแปรรูปเป็นแผ่นพื้นสนามฟุตซอล ยังมีโอกาสเติบโตในตลาดได้อีกมาก ซึ่งคุณสมบัติของแผ่นยางปูสนามฟุตซอล มีความยืดหยุ่นสูง แข็งแรง ปลอดภัย ลูกบอลเด้งพื้น และราคาไม่สูงจนเกินไปนัก หากเทียบกับสนามหญ้าเทียม ขณะนี้มีออร์เดอร์ของหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน กลุ่มลูกค้าโรงพยาบาล โรงเรียนนำไปทำสนามเด็กเล่น ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กลุ่มผู้สูงอายุ สามารถเพิ่มมูลค่าน้ำยางดิบได้หลายเท่าตัว”

แม้ขณะนี้จะอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ออร์เดอร์ก็มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เลยเกิดปัญหากำลังการผลิตยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ประธานชุมนุมสหกรณ์ บอกว่า ปัจจุบัน ชุมนุมสหกรณ์สตูลผลิตแผ่นยางได้เพียงวันละ 50 ตารางเมตรเท่านั้น จึงได้รับการสนับสนุนจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม โดยศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรม ภาคที่ 11 เข้ามาดูแลตั้งแต่ระยะเริ่มแรก โดยให้การสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ เช่น คอมพิวเตอร์เพื่อควบคุมระบบการผลิต เครื่องโม่ และเครื่องอัดยาง เพื่อรองรับยอดการสั่งซื้อในอนาคต

“ขณะนี้ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น กำลังการผลิตค่อนข้างจำกัด ไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ทาง กสอ. จึงให้การสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องใช้ต่างๆ ให้มีศักยภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นรองรับยอดการสั่งซื้อได้”

เพิ่มมูลค่ายางได้ 5 เท่าตัว

ผลิตปีละ 2 หมื่นคู่ ส่งออก AEC

ขณะเดียวกัน ก็ยังมีภาคเอกชนอีกรายที่นำยางพารามาผลิตถุงมือผ้าเคลือบยางพารา เจ้าของกิจการ ชื่อ คุณคุณัญญา แก้วหนู หรือ คุณตู่ ผู้บริหาร บริษัท 42 เนอเจอรัลรับเบอร์ จำกัด จังหวัดสงขลา

คุณตู่ บอกว่า บริษัทก่อตั้งเมื่อปี 2551 เดิมรับซื้อน้ำยางสดมาแปรรูปเป็นยางแผ่นดิบส่งตามโรงงาน ทว่าประสบปัญหาราคายางผันผวนมาโดยตลอด เลยเพิ่มมูลค่ายางพาราด้วยการหันมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ถุงมือผ้าเคลือบยางพารา โดยมี รศ.อาซีซัน แกสมาน ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) วิทยาเขตปัตตานี ช่วยพัฒนาทั้งกระบวนการ

“ดิฉันได้แรงบันดาลใจมาจาก ได้เห็นถุงผ้าเคลือบยางพาราจากประเทศไต้หวัน เลยลองผิดลองถูกมาทำถุงมือ ใช้เวลาพัฒนาสินค้าและทดสอบราว 1 ปี จุดเด่นคือ กันลื่น กันน้ำ ใช้ได้ราว 300,000 ครั้ง สามารถกันการทะลุของเข็มขนาด 4 มิลลิเมตรได้ ตอบโจทย์บรรดาเกษตรกรที่ต้องการถุงมือจับถนัด และทนทาน”

สำหรับกรรมวิธีผลิตถุงมือผ้าเคลือบยางพารา เจ้าของกิจการจะซื้อถุงมือผ้าสำเร็จรูป จากนั้นนำมาเคลือบด้วยยางพาราสูตรเฉพาะที่คิดค้นขึ้นเอง โดยจะบ่มน้ำยางพาราข้น 60 เปอร์เซ็นต์ กับสารเคมี นาน 16 ชั่วโมง จากนั้นเทลงแม่พิมพ์ นำไปอบด้วยอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 45 นาที เพื่อให้น้ำยางเซตตัว จากนั้นนำไปล้าง และผึ่งด้วยลมร้อน ขั้นตอนสุดท้ายนำไปเคลือบบนถุงมือ

วิธีการเพิ่มมูลค่ายางพาราดังกล่าว เจ้าของกิจการ บอกว่า สามารถเพิ่มมูลค่าได้เกือบ 5 เท่าตัว ปัจจุบัน มีกำลังการผลิตถุงมือปีละ 20,000 คู่ ทำการตลาดด้วยการออกบู๊ธ ร่วมงานแฟร์กับภาครัฐ และมีตัวแทนจำหน่าย มีส่งออกไปที่ประเทศออสเตรเลียบ้าง ตามมาด้วย อิหร่าน และตุรกี

เจ้าของกิจการ บอกต่อว่า บริษัท 42 เนอเจอรัลรับเบอร์ จำกัด ผลิตและจัดจำหน่ายถุงมือผ้าเคลือบยางพาราในปี 2555 ปัจจุบัน น้ำยางพารารับซื้อจากชาวสวนยางและปลูกเองในจังหวัดสตูล เฉลี่ยวันละ 500-1,000 กิโลกรัม แรงงานหลักเป็นกลุ่มแม่บ้านราว 7-8 คน

นอกจาก ถุงมือผ้าเคลือบยางพารา ทางบริษัทดังกล่าวยังมีสินค้าที่ทำจากยางพารา อาทิ ที่บีบมือ ไว้บริหารข้อมือกันนิ้วล็อก เบาะรองนั่ง เบาะรองหลัง และที่นอน

แหวกตลาด Delivery “ธุจ้า” ส่งถึงที่…เครื่องเซ่นไหว้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07060010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ช่องทางสร้างอาชีพ

พารนี

แหวกตลาด Delivery “ธุจ้า” ส่งถึงที่…เครื่องเซ่นไหว้

“ลูกค้าของเราคือ ลูก ที่มีพ่อแม่อายุมากแล้ว และไม่ต้องการให้พวกท่านต้องเหนื่อย แต่ก็ไม่อยากไปจ่ายตลาดเอง เลยยอมจ่ายแพงกว่าหน่อย เพื่อซื้อความสบายใจ”

เคยมั้ย…ที่ต้องตามรวบรวมของไหว้ตั้งแต่ก่อนวันไหว้

เคยมั้ย…ที่ต้องตื่นแต่เช้ามืด เพื่อมาจัดของ

เคยมั้ย…ที่ของแต่ละอย่างอยู่กันคนละที่ ต้องตระเวนหาซื้อให้เสียเวลา

เคยมั้ย…ของที่ต้องการ ดันมาหมดในตอนที่จะใช้

และจะดีกว่ามั้ย ถ้ามีคนรวมของทุกอย่างที่ต้องการ โดยไม่ต้องจัดของเองให้เหนื่อย แถมส่งของถึงหน้าบ้าน คุณเพียงรับแล้วทำพิธีไหว้ได้เลยทันที

ให้ “ธุจ้า Delivery” ได้ช่วยคุณ โดยการบริการรูปแบบใหม่ ที่จะอำนวยความสะดวกแด่ทุกท่าน กับขั้นตอนการสั่งซื้อที่แสนง่าย

เห็นช่องว่าง

มั่นใจขายได้ทั้งปี

ธุจ้า Delivery กิจการรับสั่งทำเครื่องเซ่นไหว้ทุกชนิด อาทิ หมูกรอบ ไก่ต้ม เป็ดพะโล้ ปลานึ่ง ฯลฯ พร้อมบริการจัดส่งให้ถึงมือลูกค้าตามเวลานัดหมาย

มี คุณเจมส์-ธีร์รัฐ ศุภพิทักษ์พงษ์ กับ คุณพลอย-ไพลิน วงษ์บัวทอง เป็นเจ้าของกิจการร่วมกันในฐานะคนรู้ใจ วัย 23 ปี ไล่เลี่ยกัน

เกี่ยวกับความเป็นมา คุณเจมส์อาสาเป็นตัวแทนให้ข้อมูล เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัว เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ออกมาแล้ว ได้ช่วยงานที่บ้านซึ่งเป็นธุรกิจโรงงานเครื่องจักรก่อสร้างอยู่ย่านสายไหม

ความที่เป็นครอบครัวใหญ่และมีลูกน้องอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อถึงช่วงเทศกาลเซ่นไหว้ที่สำคัญตามธรรมเนียมของคนไทยเชื้อสายจีน อย่าง วันสารท-วันตรุษ ที่บ้านของเขา มักมีการเซ่นไหว้กันแบบ “ชุดใหญ่” เป็นประจำต่อเนื่อง เรียกว่าถ้าจะไหว้แต่ละที ต้องมีการสั่งเป็ด-ไก่ แบบสดมาทำเอง อย่างละไม่ต่ำกว่า 30-40 ตัว

ส่วนคนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ในการต้มไก่ ต้มหมู ต้มปลา ทำเป็ดพะโล้ ต้องยกให้ “อาม่า” ของเขา เพราะท่านมีสูตรเฉพาะตกทอดกันมา รวมทั้งยังมีความรู้เกี่ยวกับประเพณีการไหว้ที่ถูกต้องด้วย

มาถึงจุดตั้งต้นของการเริ่มต้นทำธุรกิจ ธุจ้า Delivery นั้น คุณเจมส์ เล่า เขาเป็นคนหนึ่งที่เล่นเฟซบุ๊กเป็นประจำ และมักเห็นมีการค้าขายผ่านออนไลน์เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มักเป็นพวกเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ฯลฯ

เลยหันมาถามตัวเอง จะดีมั้ยถ้าลงมือทำธุรกิจอะไรสักอย่างผ่านทางโซเชียลมีเดียกับเขาดูบ้าง

เริ่มจากดูว่าถนัดอะไร ได้คำตอบเป็นคนชอบทำและชอบทานอาหาร ส่วนการติดต่อกับตัวแทนจำหน่ายวัตถุดิบประเภทเป็ด-ไก่นั้น มีอยู่แล้วเป็นทุน จึงสามารถหาซื้อได้ในราคาที่สมเหตุสมผล

ก่อนสำรวจตลาดคร่าวๆ ยังไม่มีใครทำ “ของไหว้” ส่งให้ถึงบ้าน จึงสรุปลงตัวออกมาเป็น “ธุจ้า Delivery” ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง เมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง

“คนทุกวันนี้ไม่ค่อยมีเวลา บวกกับการหาของมันยุ่งยากด้วย ไม่ถึงกับต้อง มาต้มเป็ด-ต้มไก่เองหรอก แค่ไปซื้อให้ได้ของทุกอย่างครบเนี่ย ไม่ได้ใช้เวลาแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง บางครั้งใช้เวลาทั้งวันในการเดินหา เป็ด ไก่ หมูกรอบ ไหนจะกระดาษเงิน กระดาษทอง ไหนจะผลไม้อีก บางทีได้ไม่ครบ ต้องย้ายตลาด หรือไม่ก็ต้องมาใหม่อีกวันหนึ่ง

เลยเกิดความคิดว่า จะดีกว่ามั้ยถ้ามีคนเข้ามาช่วย วันหนึ่งก่อนไหว้ โทรสั่ง ก่อนไหว้ มีคนเอาของใส่ถาดไปส่งถึงหน้าบ้านให้เรียบร้อย ยกขึ้นไหว้เลย ง่ายกว่าที่ผ่านมาเยอะ” คุณเจมส์ สรุปให้ฟังอย่างนั้น

นึกสงสัย ถ้าส่งของได้เฉพาะช่วงเทศกาลวันสารทกับวันตรุษ ธุรกิจอาจสะดุดไม่ลื่นไหล คุณเจมส์ อธิบาย ประเพณีการไหว้หลักๆ ของคนไทยเชื้อสายจีนมีแค่ 2 ช่วงดังกล่าวก็จริง แต่ในหลายครอบครัวจะมีการไหว้แบบประปรายคือ การไหว้บรรพบุรุษ โดยถือวันที่บรรพบุรุษท่านนั้นๆ เสียชีวิต และแต่ละบ้านย่อมมีบรรพบุรุษมากกว่า 1 ซึ่งเสียชีวิตไม่พร้อมกันอยู่แล้ว ฉะนั้น การไหว้บรรพบุรุษของครอบครัวไทยเชื้อสายจีนจึงมีตลอด อีกทั้งยังมีบางครอบครัวที่เคร่งครัดมาก จะมีการไหว้ทุกวันพระจีน ซึ่ง 1 เดือนมี 2 ครั้ง ธุรกิจนี้จึงสามารถดำเนินต่อเนื่องได้ทั้งปีแน่นอน

ทำของสูตรอาม่า

โตเร็วเตรียมแตกไลน์

เมื่อแนวคิดชัด ลำดับต่อไปจึงต้องประชาสัมพันธ์ทำตัวเองให้เป็นที่รู้จัก หน้าที่หลักตรงนี้ ยกให้เป็นของคุณพลอย ที่ต้องทยอยอัพข้อมูลและถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก ใช้เวลาอยู่เดือนกว่าจึงได้ลูกค้ารายแรก จากนั้นมีทยอยเข้ามาเป็นระยะ ปัจจุบันเริ่มมีลูกค้าประจำบ้างแล้ว

ถามถึงกลุ่มเป้าหมาย คุณเจมส์ บอก แต่เดิมคนที่ไปจ่ายตลาดมักเป็นคุณแม่หรืออาม่า ซึ่งทุกวันนี้พวกท่านคงมีอายุมากขึ้น หน้าที่จ่ายตลาดหาของไหว้ จึงต้องตกมายังรุ่นลูก ซึ่งส่วนใหญ่คงไม่อยากไปตลาดสด บวกกับไลฟ์สไตล์ที่มักนั่งหน้าคอมพ์ จิ้มโทรศัพท์ เห็นสินค้าอะไรก็สั่งเลย เราจึงเสนอเข้ามาเป็นตัวเลือก

“ลูกค้าของเราคือ ลูก ที่มีพ่อแม่อายุมากแล้ว และไม่ต้องการให้พวกท่านต้องเหนื่อย แต่ก็ไม่อยากไปจ่ายตลาดเอง เลยยอมจ่ายแพงกว่าหน่อย เพื่อซื้อความสบายใจ” เจ้าของกิจการ ว่ามาอย่างนั้น

เกี่ยวกับขั้นตอนการทำงาน คุณเจมส์ อธิบายให้ฟังคร่าวๆ เมื่อรับออร์เดอร์มาแล้ว เขาและคุณพลอย จะแบ่งหน้าที่กันไปหาของ ซึ่งในส่วนของของสด ประเภท เป็ด ไก่ หมู นั้น จะสั่งผ่านตัวแทนจำหน่าย จากนั้นจึงนำมาปรุงเองตามสไตล์อาม่า ซึ่งมั่นใจว่ารสชาติดีไม่แพ้ใครเลยทีเดียว

“เป็ดพะโล้ ไก่ต้ม หมูต้ม หมูกรอบ ทำเองหมด ไม่ได้รับมา มีทีมงานช่วยกัน 3-4 คน มีอาม่าเป็นที่ปรึกษา ซึ่งท่านทำมาหลายสิบปีแล้วจึงค่อนข้างชำนาญทั้งเรื่องรสชาติและขั้นตอนการทำ ส่วนสถานที่ใช้ครัวที่บ้าน ลงทุนใหม่แค่เตาแก๊ส หม้อ ไห ลังถึง” คุณเจมส์ เผย

และว่าถึงอุปสรรคปัญหา ช่วงแรกอาจมีการส่งของล่าช้าบ้าง เพราะช่วงเช้าบางครั้งรถติดเกินคาด จึงต้องวางแผนใหม่ ให้ของออกเร็วขึ้น อีกทั้งเรื่องของราคาผลไม้ที่มักไม่คงที่ จึงต้องหาซัพพลายเออร์ที่ราคาถูกและคุณภาพดีด้วย ส่วนเรื่องคู่แข่งไม่หนักใจเพราะเป็นธรรมดาของการทำธุรกิจ

แม้ธุรกิจเสริมรายได้ของหนุ่มสาวไอเดียดีคู่นี้ จะเปิดดำเนินการมาได้ไม่นาน แต่ทราบว่ามีการเติบโตตามลำดับ ล่าสุด มีแผนจะขยายงานออกไปให้ครอบคลุมพิธีกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น บวงสรวงเจ้าที่เจ้าทาง การตั้งศาล การจัดของไหว้สำหรับใช้ในงานแต่งงาน เป็นต้น

สนใจใช้บริการ ธุจ้า Delivery จัดจำหน่ายและจัดส่งเครื่องเซ่นไหว้ ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล สอบถามรายละเอียดหรือสั่งซื้อได้ที่ โทรศัพท์ (099) 554-2229, (083) 899-9801 LINE : pployploypln IG : tujaa.delivery

กระเป๋า-รองเท้า “ชาลลาส” แบรนด์คนไทย สู้คู่แข่งจากจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

กระเป๋า-รองเท้า “ชาลลาส” แบรนด์คนไทย สู้คู่แข่งจากจีน

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าผลิตภัณฑ์พลาสติกทั่วไปน่าจะมีราคาไม่แพง แต่ในความเป็นจริงหากเป็นสินค้าพลาสติกคุณภาพเกรดดีราคาก็สูงอยู่เหมือนกัน ดังเช่น รองเท้าและกระเป๋าพลาสติกแบรนด์ “ชาลลาส” (Challas) ของ คุณสุพรรณษา ฉลาดเจริญ ซึ่งเธอรับตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไป บริษัท บุญถนอมมาร์เก็ตติ้ง จำกัด โดยมีราคาตั้งแต่หลักหลายร้อยจนถึงหลักพัน

ชื่อแบรนด์ดังกล่าวเธอนำมาจากนามสกุล อีกทั้งการทำธุรกิจรองเท้าและกระเป๋าพลาสติกแฟชั่นสำหรับสุภาพสตรีนี้เป็นการต่อยอดธุรกิจของครอบครัวที่มีโรงงานพลาสติกอยู่แล้ว

นำเข้าเม็ดพลาสติกจากญี่ปุ่น

คุณสุพรรณษา เล่าว่า หลังจากเรียนจบสาขาบัญชีจากสหรัฐอเมริกาแล้วทำงานอยู่ที่นั่นประมาณ 8 ปี พอกลับมาเมืองไทยก็มาทำงานประจำอีก 2 ปี กระทั่งรู้สึกเบื่อและอยากหาอะไรทำที่เป็นของตัวเอง

“ที่บ้านทำโรงงานพลาสติกเป็นพีวีซี เราทำเม็ดพลาสติกส่งให้กับบริษัท หลายๆ บริษัทที่เป็นลูกค้าเขารวยกันหมดแล้ว แต่เรายังเป็นบริษัททำแค่เม็ดพลาสติกอยู่เบื้องหลัง ยังไม่มีหน้าแบรนด์ ยังไม่มีอะไร เลยคิดว่า กระเป๋าพลาสติกยังไม่มีคนทำที่ฉีดออกมา เป็นกระเป๋าพลาสติกที่ใช้แม่พิมพ์ ฉีดออกมาได้เป็นกระเป๋า จึงเริ่มมีการออกแบบ ดีไซน์ คุยกับผู้ใหญ่เรื่องงบประมาณ มีการวางแผนจะให้โปรดักต์ไปในทิศทางไหน ซึ่งการผลิตเป็นเรื่องที่ยากมาก ใช้เงินลงทุนหลายล้าน”

ในการทำกระเป๋าและรองเท้าพลาสติกนั้น คุณสุพรรณษาใช้โรงงานพลาสติกของครอบครัวที่ย่านบางบอน แต่จะมีการแยกส่วนสต๊อกและพนักงาน และสั่งแม่พิมพ์พลาสติกใหม่โดยฝีมือช่างคนไทย ซึ่งยังไม่ค่อยมีความชำนาญในเรื่องนี้มากนัก ทำให้การทำแม่พิมพ์แต่ละตัวต้องใช้เวลานานหลายเดือน และต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนกว่าจะลงตัว

อย่างที่เจ้าตัวแจกแจง พอทำแม่พิมพ์เสร็จ ต้องทดลองการผลิตฉีดออกมาให้เป็นรูปที่พอใจ ผสมสีให้สวยงามใช้เวลาอีกเป็นเดือน จากนั้นทดลองเย็บประกอบเป็นรูปแบบกระเป๋า รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ออกแบบแพ็กเกจ ออกแบบเว็บไซต์ ใช้เวลาหลายเดือน และเริ่มจำหน่ายจริงๆ เมื่อต้นปีนี้ โดยใช้วิธีขายในหน้าเว็บไซต์ ยังไม่มีหน้าร้าน เน้นกระเป๋าแฟชั่นสำหรับผู้หญิง กระเป๋าถือ ที่ผ่านมา ลูกค้าต้อนรับดีมีคนรู้จักคนเยอะ

คุณสุพรรณษาให้ข้อมูลว่า แบรนด์ชาลลาสใช้พลาสติกเกรดเอที่ใช้ทางการแพทย์ ซึ่งปลอดสารพิษแน่นอน ถ้าเป็นพลาสติกไม่ดีจะมีสารพิษติดร่างกาย เป็นพวกสารก่อมะเร็ง ดังนั้น กระเป๋าพีวีซีที่ทำขึ้นจึงปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์ และมีใบการันตีจากโรงงานญี่ปุ่นที่ผลิตเม็ดพลาสติกส่งให้บริษัท

วัยรุ่น นักศึกษา กลุ่มลูกค้ารายใหญ่

ช่วงแรกของการจำหน่ายกระเป๋าและรองเท้าแบรนด์ “ชาลลาส” ของคุณสุพรรณษา นอกจากขายผ่านโลกออนไลน์แล้ว ยังใช้วิธีปากต่อปาก และเมื่อไม่นานมานี้ ได้เข้าไปขายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ อย่างเดอะมอลล์และโรบินสัน

ตอนนี้ “ชาลลาส” มีกระเป๋า 2 คอลเล็กชั่น มีรุ่นฟรุตตี้ที่มีความพิเศษตรงที่ว่ามีกลิ่นหอมของผลไม้ มีอยู่ 4 สี สีเขียว สีน้ำเงิน สีชมพู และสีเหลือง และรุ่นพีเอสเลิฟ ซึ่งราคาอยู่ที่ 2,000 กว่าบาท แต่บางช่วงที่มีการจัดโปรโมชั่นอาจจะลดลงไปบ้าง ส่วนอีกแบบเป็นรุ่นเล็กๆ หน่อย เป็นรุ่นพีเอสเลิฟ เป็นแบบกระเป๋าวีกเอนด์ สะพายออกไปเที่ยวเล็กๆ น้อยๆ ใส่มือถือ ใส่กระเป๋าสตางค์ มี 5 สี สีเขียว สีชมพู สีฟ้า สีเทา และสีครีม ราคาพันกว่าบาทปลายๆ

เธอว่า กระเป๋ารุ่นฟรุตตี้จะขายดีกว่ารุ่นพีเอสเลิฟ เพราะคนมองว่าใส่ของได้เยอะ ส่วนสีที่ขายดีเป็นสีเขียว

สำหรับรองเท้าก็มี 2 รุ่นเช่นกัน โดยรุ่นสไปซี่ เป็นทรงหัวเปิด ใส่ออกไปเที่ยวสบายๆ ไปทะเลไปเดินเที่ยว ราคาขายถ้าหน้าเคาน์เตอร์อยู่ที่ 550 บาท มีหลายสี อาทิ สีน้ำเงิน สีแดง สีส้ม สีเขียว สีเทา อีกรุ่นหนึ่งเป็นรุ่นเมทัลลิก เป็นสีออกบรอนซ์ๆ เงินๆ ใส่ออกงาน ใส่ไปทำงาน เป็นรุ่นหัวปิด รุ่นนี้เป็นทางการขึ้นมาหน่อย มี 5 สี มีสีเขียว สีมุก สีบรอนซ์ สีทอง และสีกะปิ

ดูราคาแล้วจะเห็นว่าพอสมควรทีเดียว ประเด็นนี้ คุณสุพรรณษา อธิบายว่า เนื่องจากใช้พลาสติกเกรดดีปลอดสารพิษ ซึ่งกระเป๋าพลาสติกดีตรงที่ว่ามีความคงทน เพราะในขั้นตอนการผลิตใช้วิธีขึ้นรูปฉีดออกมาเลย ไม่มีการเย็บ ทำให้ไม่มีการขาด ใช้ได้ไปตลอด อีกอย่างการใช้เม็ดพลาสติกเกรดเอ จะไม่กรอบ ไม่เหลือง จะทนมาก ใช้ได้นานหลายปี ถ้าดูแลดีๆ ไม่นำไปตากแดด จุดเด่นของกระเป๋าพลาสติกอีกอย่างคือ ทรงแน่น ใส่ของหนักได้ และยังเป็นทรงของกระเป๋าอยู่อย่างนั้น แต่ถ้าเป็นกระเป๋าหนัง กระเป๋าผ้า ใส่ของหนักจะย้วย จะหยวบ

“คนไทยส่วนมากมักมองว่า งานพลาสติกเป็นงานเกรดต่ำราคาถูก จะตั้งคำถามว่า ทำไมขายราคาหนัง ทำไมขายราคาแพง สาเหตุที่ต้องขายแพงต้องบอกว่าเราเป็นเม็ดพลาสติกปลอดสารพิษ ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบทุกอย่างสูงหมด ถ้าเกิดจะให้งานที่ทำราคาถูก เราทำได้ แต่เป็นของที่ไม่ดี ตรงนี้เราต้องการสร้างของดีๆ แบรนด์จะได้ขึ้นไปๆ คนจะได้พูดต่อว่า แบรนด์โอเค ใช้ดี วัสดุทน ไม่มีขาด ไม่มีเหลือง กลุ่มลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น เป็นนักศึกษา มีพนักงานออฟฟิศประปราย”

เจ้าของแบรนด์ชาลลาสมองว่า คงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพักที่จะทำให้คนไทยบางส่วนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องงานพลาสติก ซึ่งสาเหตุที่แพงเพราะนอกจากจะใช้วัสดุเกรดดีปลอดสารพิษแล้ว ยังเป็นงานฉีดขึ้นมา และไม่ใช่งานเย็บ

ต้องการตัวแทนจำหน่าย

“ทุกคนที่เห็นงานของเราจะบอกกระเป๋าสวย น่ารัก แต่จะติดเรื่องราคา ขนาดไปออกบู๊ธ ทำโปรโมชั่นจาก 2,350 บาท ลดเหลือ 1,600 บาท แต่คนยังว่าแพง ถ้าไปอยู่ในห้างจะโอเคกว่า จริงๆ แล้วอยากจะกระจายไปสาขาต่างจังหวัด อยากจะรับตัวแทนจำหน่าย ใครสนใจ โทรศัพท์ (090) 985-0603 หรือเข้าไปดูที่ http://www.challasbrand.com ส่วน LINE ใช้ challas.brand”

ที่ผ่านมา คุณสุพรรณษาได้นำสินค้าไปออกงานต่างๆ ในบ้านเรา ซึ่งเธอเล่าว่า มีชาวต่างชาติให้ความสนใจเยอะมาก เพราะไม่เคยเห็นงานแบบนี้มาก่อน อย่างลูกค้าจากประเทศสิงคโปร์ สเปน เวียดนาม และอินเดีย ซึ่งทางอินเดียสนใจจะนำสินค้าไปขาย

ว่าไปแล้ว สินค้าของชาลลาสมีความโดดเด่นทั้งในเรื่องดีไซน์และประโยชน์ใช้สอยที่ผู้ซื้อสามารถเลือกได้หลากหลายตามใจชอบ

คุณสุพรรณษา ระบุว่า กล้าพูดได้ว่ากระเป๋า-รองเท้าพลาสติกของชาลลาสเป็นเจ้าแรกในไทยที่ใช้แม่พิมพ์ฉีดออกมาเป็นกระเป๋าเป็นรองเท้าแบบนี้ ซึ่งยากที่จะมีใครทำเนื่องจากไม่มีใครกล้าลงทุน เพราะแม่พิมพ์ตัวหนึ่งเป็นหลักล้าน อีกทั้งคนไทยไม่มีความชำนาญในการทำแม่พิมพ์ ถ้าทำในเมืองไทยราคาแพง แต่ถ้าเทียบกันกับงานที่จ้างจีนทำของคนไทยจะเนี้ยบกว่า แต่ที่ไม่จ้างเพราะกลัวเรื่องการก๊อบปี้

เธอว่า ในส่วนคู่แข่งในท้องตลาดนั้น ไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่งานในไทย เป็นของจีนที่เน้นของถูก ทำให้ลูกค้าเกิดการเปรียบเทียบ ทั้งๆ ที่งานของจีนใช้พลาสติกเกรดดีที่รีไซเคิลแล้วรีไซเคิลอีก พวกนี้ใช้แป๊บเดียวจะกรอบเหลือง แตก แต่บางคนไม่ซีเรียสเรื่องพวกนี้เน้นใช้ของถูกอย่างเดียว จึงต้องอธิบายให้ลูกค้าฟัง เรื่องนี้หนักใจอยู่เหมือนกัน ต้องคิดให้ดีว่าจะทำอย่างไรให้แข่งกับจีนได้ แต่จะต้องเน้นคุณภาพเป็นหลักเพราะราคาสู้ไม่ได้แน่นอน อย่างกระเป๋าจีนขายใบละ 100 บาท แค่ราคาวัตถุดิบก็ไม่ได้แล้ว

นับว่าคุณสุพรรณษาเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่อีกรายที่ต่อยอดธุรกิจครอบครัว เพื่อผลิตสินค้าที่มีแบรนด์ของตัวเอง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้อยู่เบื้องหลังอย่างเดียว

ยิ้ม ห้วยขวาง โฮสเทล เล็งขยายไป “เชียงใหม่-ภูเก็ต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ช่องทางสร้างอาชีพ

ยิ้ม ห้วยขวาง โฮสเทล เล็งขยายไป “เชียงใหม่-ภูเก็ต”

โรงแรม รีสอร์ต เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยสนใจจะทำกัน ส่วนหนึ่งเพราะเป็นธุรกิจที่มีโอกาสทำกำไรได้ไม่ยาก หากอยู่ในทำเลท่องเที่ยวชื่อดัง ซึ่งจะมีลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

“คุณโชติรัตน์ อภิวัฒนาพงศ์” หรือ คุณเต็ม เป็นคนหนุ่มไฟแรงคนหนึ่งที่ตั้งใจเข้ามาทำธุรกิจโรงแรม โดยเพิ่งเปิดโรงแรมยิ้ม ห้วยขวาง (Yim Huai Khwang Hostel) เมื่อปีที่แล้ว บริเวณแยกห้วยขวาง ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินห้วยขวาง เรียกว่าอยู่ใจกลางเมืองเลยทีเดียว ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่เป็นโฮสเทลแบบกะทัดรัด ตกแต่งแบบเก๋ไก๋สไตล์ป๊อปอาร์ต ค่าห้องพักก็ไม่แพง เริ่มต้นกันที่คนละ 450 บาท ต่อคืน

ลงทุน 10 ล้าน คาดคืนทุน 3-4 ปี

ก่อนจะไปพูดถึงโฮสเทลชื่อจำง่ายแห่งนี้ มาทำความรู้จักความเป็นมาของคุณเต็มกันเสียหน่อย ซึ่งเขาเองมาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจอพาร์ตเมนต์แถวสถานทูตจีน ย่านรัชดาภิเษก ฉะนั้น ธุรกิจโรงแรมก็เท่ากับเป็นการต่อยอด ซึ่งพอเขาเรียนจบวิศวะด้านอุตสาหการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ต่อปริญญาโทสาขาผู้ประกอบการที่มหาวิทยาลัยมหิดล และเคยทำงานที่ SCG สักพักก่อนจะออกมาช่วยกิจการครอบครัว และพอเห็นอาคารเก่าก็มีความคิดว่าน่าจะทำโฮสเทลเพราะห้วยขวางเป็นย่านที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะ โดยเฉพาะชาวจีน

“เงินลงทุนทั้งโปรเจ็กต์นี้ประมาณ 10 ล้านบาท ไม่ได้กู้ธนาคาร เป็นเงินที่เราระดมทุนจากครอบครัว ผมตั้งเป้าคืนทุนประมาณ 3-4 ปี เราใช้คำว่า โฮสเทล ซึ่งในความเข้าใจของหลายๆ คน จะคิดว่า เป็นบ้านพักเยาวชน แต่ของเรารับลูกค้าทั่วไป ถ้าพูดถึงโรงแรมจะอยู่ประมาณ 3 ดาว เพราะมีเครื่องทำน้ำอุ่น และมี WiFi แต่ไม่มีที่จอดรถ”

โฮสเทลแห่งนี้ปรับปรุงมาจากอาคารที่อยู่อาศัย สร้างขึ้นในปี 2523 สูง 3 ชั้น โดยคุณเต็มเช่าสถานที่จากญาติที่เป็นเจ้าของ เริ่มก่อสร้างปี 2556 เปิดบริการปีที่แล้ว มีทั้งหมด 15 ห้อง ห้องพัก 2 แบบ แบบแรกเป็นพักรวม มี 6 เตียง ราคา 450 บาท ต่อคืน ส่วนห้องรวม 4 เตียง ราคาคนละ 550 บาท ต่อคืน เป็นเตียง 2 ชั้น ห้อง 4 เตียง ก็จะใช้เป็นเตียง 2 ชั้นเช่นกัน แต่ทุกห้องจะมีห้องน้ำส่วนตัว

ห้องรวมทั้ง 2 แบบไม่รวมอาหารเช้า นอกนั้นเป็นห้องส่วนตัว คืนละ 1,560 บาท (รวมอาหารเช้า) มีทั้งที่เป็นเตียงดับเบิ้ลที่เป็นเตียงใหญ่เตียงเดียวกับเตียงคู่ และจะมีห้องจูเนียร์ สวีท มากสุดพักได้ 4 คน คือมีห้องนอน 1 ห้อง ห้องนั่งเล่น 1 ห้อง โดยห้องที่ราคาสูงสุดอยู่ที่คืนละ 3,900 บาท (รวมอาหารเช้า)

รวมทั้งหมด 15 ห้อง สามารถจุลูกค้าได้ประมาณ 48 คน และสำหรับแขกที่ไม่ได้เข้ามาพักก็สามารถสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มได้ เนื่องจากที่นี่เปิดคาเฟ่ไว้บริการด้วย ประเภทแซนด์วิช สปาเกตตี ชาหรือกาแฟ

สาเหตุที่ต้องเปิดคาเฟ่ คุณเต็ม อธิบายว่า เริ่มมาจากว่า ย่านนี้หาร้านกาแฟดีๆ ทานไม่ได้ เลยทำเคาน์เตอร์เป็นคอฟฟี่บาร์ ถ้าใครชอบดื่มกาแฟ แนะนำเป็นกาแฟร้อน ลาเต้ร้อน ราคาแก้วละ 70 บาท อาหารทานเล่นก็มีหลายอย่าง เช่น ไก่คาราเกะ หรือว่า สปาเกตตีพริกเบคอน ซึ่งเป็นเมนูแนะนำ ราคาอยู่ที่ 150 บาท ที่สำคัญ บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างรีแลกซ์ สามารถนั่งทานได้เป็นเวลานาน และมีไว-ไฟด้วย

เขาเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่อโรงแรมแห่งนี้ว่า ยิ้มเป็นวัฒนธรรมไทยอย่างหนึ่ง ฝรั่งก็พูดได้ เรียกได้ง่าย เลยใช้คำนี้ในการสื่อสารตัวตนในลักษณะความเป็นไทย แต่อยู่ในเมือง รูปแบบเป็นโมเดิร์นหน่อย

ใครเห็นการตกแต่งของโฮสเทลแห่งนี้ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร โดยเจ้าตัวได้ไอเดียมาจากการเดินทางไปตามประเทศต่างๆ จึงให้สถาปนิกออกแบบในสไตล์ที่ต้องการ ซึ่งลูกค้าที่มาพักหรือแขกที่มาตรงล็อบบี้ของโรงแรม มักชอบถ่ายรูปตรงมุมนาฬิกาอันใหญ่ที่ตกแต่งด้วยศิลปะงานภาพปะติด

เจ้าของโรงแรมยิ้ม ห้วยขวาง ระบุถึงจุดเด่นของที่นี่ มี 2 จุดคือ ดีไซน์ การออกแบบตกแต่งภายใน การใช้วัสดุในห้องพัก หรือส่วนกลางเน้นดีไซน์มากหน่อย ทำให้มีสีสันสดใส แปลกตา อีกอย่างคือ เรื่องบริการ ซึ่งบริการแบบเพื่อน เน้นความเป็นกันเอง ลูกค้าที่เคยใช้บริการไปแล้ว ต่างกลับมาพักที่โรงแรมอีกหลายครั้ง แล้วก็มีการแนะนำเพื่อนๆ ให้มาพัก

คนจีนลูกค้ารายใหญ่

สำหรับกลุ่มลูกค้าของโฮสเทลแห่งนี้ คุณเต็ม บอก กลุ่มลูกค้าเป็นคนเอเชีย ส่วนใหญ่เป็นคนจีนประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นมีฝรั่งบ้าง 20-30 เปอร์เซ็นต์ คนไทยแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ซึ่งทางโรงแรมเองก็เน้นไปที่ลูกค้าต่างชาติอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าช่วงแรกที่เปิดให้บริการเจอวิกฤตการเมืองในบ้านเรา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมา ดีที่ว่าปีนี้สถานการณ์การเมืองคลี่คลาย ลูกค้าเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ และมีเสียงตอบรับดี

“นักท่องเที่ยวในเอเชีย อย่างจีนและไต้หวัน จะเข้ามาตลอด โดยจะเยอะในวันเสาร์-อาทิตย์เพราะเวลาที่คนเอเชียเที่ยวมักเป็น ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ หรือ เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ ดังนั้น แขกมาพักจำนวนมากหรือน้อย จึงขึ้นอยู่กับช่วงเวลา หลักๆ แล้วลูกค้านิยมจองห้องไพรเวต กับห้องดับเบิ้ล ส่วนห้องดอม (Mixed Dormitory) หรือห้องพักรวมเป็นบางช่วงที่ค่อนข้างแน่น อย่างเช่นถ้ามีลูกค้าเหมาห้อง 4 เตียง หรือ 6 เตียงด้วยจะแน่นช่วงนั้น”

ชี้ทำโรงแรมยากกว่าอพาร์ตเมนต์

คุณเต็ม แจงว่า ลูกค้าคนไทยที่มีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์นั้น ส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดที่ไม่ได้ขับรถมา และมีงานอีเว้นต์ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินก็จะมาพัก เพราะโรงแรมอยู่ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีห้วยขวาง

แม้จะเป็นโรงแรมที่สร้างใหม่ได้ไม่นาน แต่ถือว่าไปได้ดีเพราะนอกจากจะมีการโปรโมตผ่านทางโซเชียลมีเดียทั้งหลายทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ยังมีสื่อต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศสนใจมาทำข่าวเผยแพร่ให้ เนื่องจากเป็นห้องพักใหม่ใจกลางเมืองที่ราคาไม่แพงและตกแต่งสวยงาม

เห็นทำโรงแรมสวยๆ และราคาไม่แพง หลายคนคงอยากรู้ว่าจะขยายเพิ่มห้อง หรือไปสร้างในพื้นที่อื่นๆ อีกหรือเปล่า ประเด็นนี้ คุณเต็ม ให้ข้อมูลว่า อยากจะขยายในรูปแบบสาขามากกว่า เพราะพื้นที่ตรงห้วยขวางนี้แน่นแล้ว แต่กำลังพิจารณาพื้นที่กันอยู่ว่าจะไปที่ไหนดี อาจจะเป็นต่างจังหวัดหรือว่ากรุงเทพฯ ดี ที่ดูไว้จะขยายเป็นสาขามีที่เชียงใหม่ ภูเก็ต โดยจะขยายขนาดโรงแรมให้ใหญ่ขึ้นด้วย แต่คอนเซ็ปต์ยังคงเป็น ยิ้ม อาจจะเป็น ยิ้ม เชียงใหม่ และ ยิ้ม ภูเก็ต

คุณเต็ม เล่าถึงปัญหาอุปสรรคของการทำธุรกิจโรงแรมว่า ปัญหาหลักๆ มีอยู่ 2 เรื่องคือ เรื่องการเมือง ความไม่สงบในบ้านเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวไม่เดินทาง ซึ่งจะกระทบกับธุรกิจโรงแรมทุกที่ อีกอย่างเรื่องของทีมงานและพนักงาน เนื่องจากอยู่ในธุรกิจบริการ หาคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดียากหน่อย

ส่วนเรื่องคู่แข่งทางการตลาดนั้น เจ้าของยิ้ม ห้วยขวาง แจง การทำโฮสเทลในย่านนี้ไม่มีคู่แข่ง เพราะส่วนใหญ่เป็นโรงแรม ไม่ได้เป็นคู่แข่งโดยตรง เพราะกลุ่มเป้าหมายคนละกลุ่มกัน แต่ในส่วนที่ขายเป็นห้องเดี่ยว อาจจะมีบ้างที่จะต้องแข่งขันกัน

ในฐานะที่ครอบครัวทำกิจการอพาร์ตเมนต์และเขาเองมาทำธุรกิจโรงแรม ซึ่งดูเหมือนมีความต่างกันอยู่บ้าง อย่างที่คุณเต็ม กล่าวว่า ที่มาทำเป็นโฮสเทลถือเป็นไอเดียของตัวเอง คือที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว วิธีการให้บริการก็จะแตกต่างกันมากกับอพาร์ตเมนต์ที่จะเน้นเป็นคนไทย ส่วนโฮสเทลเป็นลูกค้าต่างชาติ อีกทั้งวิธีการหาลูกค้าก็จะต่างกัน มีความยากกว่าเยอะเลย เพราะต้องให้บริการ 24 ชั่วโมง ที่สำคัญ จะจุกจิกกว่า

ก่อนจบบทสนทนากันในวันนั้น คุณเต็ม ฝากบอกไปยังลูกค้าผ่านนิตยสารเส้นทางเศรษฐีว่า หากท่านใดต้องการใช้บริการยิ้ม ห้วยขวาง ทางโรงแรมมีโปรโมชั่นพิเศษให้ เป็นส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ (02) 118-6038 หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.yimhuaikhwang.com

SHUBERRY รองเท้าโซฟาแฟชั่น รับสรีระเท้าคุณผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

SHUBERRY รองเท้าโซฟาแฟชั่น รับสรีระเท้าคุณผู้หญิง

นอกจากจุดแข็งเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพ SHUBERRY ยังเด่นเรื่องแฟชั่น นักธุรกิจสาว บอกต่อว่า แต่ละสัปดาห์จะมีรองเท้าแบบใหม่ๆ ออกมามากถึง 10 แบบ แต่ละคอลเล็กชั่นผลิตไม่มาก ดังนั้น รองเท้าจึงไม่ค่อยมีค้างสต๊อก ทั้งนี้ก็เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมแฟชั่นเติบโตเร็วมาก การแข่งขันก็สูงมาก

คนไทยเวลานึกถึงรองเท้าเพื่อสุขภาพ มักคิดถึงแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศเป็นลำดับต้นๆ แต่อันที่จริงแล้วรองเท้าแบรนด์ไทยอย่าง “SHUBERRY” (ชูเบอร์รี่) หรือที่รู้จักกันดีในนามว่า “รองเท้าโซฟา” กลับเป็นรองเท้าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสุขภาพเท้าอย่างแท้จริง มีคุณสมบัติช่วยนวดจุดสำคัญของฝ่าเท้า สวมใส่แล้วผ่อนคลาย ช่วยกระตุ้นอวัยวะภายใน พร้อมปรับสมดุลของร่างกาย เหมาะกับสุภาพสตรีทุกวัย

จากปัญหาชีวิต

ต่อยอดกลายเป็นธุรกิจ

คุณกรกนก สว่างรวมโชค หรือ คุณป้อ เจ้าของธุรกิจรองเท้าโซฟา กล่าวว่า จุดเริ่มต้นมาจาก ครั้งหนึ่งเคยประสบอุบัติเหตุที่เท้า ทำให้ไม่สามารถเดินได้ปกตินานหลายเดือน ช่วงนั้นเฟ้นหารองเท้าดีๆ มาสวมใส่หวังเพื่อบรรเทาอาการเดินให้ดีขึ้น แต่ก็ไม่มีที่ถูกใจ จึงเกิดความคิดอยากทำรองเท้าใส่เอง โดยอาศัยหลักการนวดฝ่าเท้าและโซฟา มีความแน่น นุ่ม สปริงตัวได้ดี เกิดความสมดุลขณะเดิน

“ย้อนกลับไปตอนที่ดิฉันหารองเท้าเพื่อสุขภาพมาใส่ตอนที่ข้อเท้าบาดเจ็บ พบว่า รองเท้าเหล่านี้ส่วนใหญ่พื้นแข็ง ดีไซน์ไม่ทันสมัย เลยอยากจะทำรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ทั้งสวยงามและมีคุณสมบัติในการนวดฝ่าเท้าในขณะใส่เดินได้ด้วย” หญิงสาว อธิบาย

กว่าจะกลายเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง คุณป้อใช้เวลาการหาชิ้นส่วนประกอบ ลองผิดลองถูก พร้อมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยได้ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบรองเท้าจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นที่ปรึกษา กว่าจะลงตัวใช้เวลานาน 1 ปีเต็ม

สำหรับจุดเด่นรองเท้าดังกล่าว เจ้าของบอกว่า อยู่ที่การออกแบบพื้นรองเท้า โดยจะใช้ฟองน้ำทำที่นอน แทนฟองน้ำทำรองเท้าทั่วไปเพื่อลดแรงสัมผัสและการเสียดสี เสริมด้วยซิลิโคนอีกชั้นเพื่อไม่ให้ยุบง่าย ภายในเสริมด้วยวัสดุที่มีความยืดหยุ่นอีก 5 ชิ้น วางตามตำแหน่งกระดูกฝ่าเท้า ทำให้เกิดความสมดุลของร่างกายในขณะเดิน

นอกจากนั้น บริเวณส้นเท้าเสริมด้วยสปริงขนาดสั่งทำพิเศษ วางตรงจุดกระดูกชิ้นใหญ่ที่รองรับน้ำหนักของผู้สวมใส่ เป็นการลดแรงกระแทก ช่วยเป็นแรงส่งขณะก้าวเดิน เพื่อช่วยนวดฝ่าเท้าด้านหน้าให้ดียิ่งขึ้น ตัวรองเท้าเป็น PVC คุณสมบัติพิเศษ น้ำหนักเบา แข็งแรง ทนทาน และยึดเกาะกับพื้นในขณะที่เดิน

รองเท้าเพื่อสุขภาพก็สวยเจิดได้

3 ปี ขยาย 13 สาขา

ด้านกระบวนการผลิตรองเท้า เริ่มจากการวางแผนเตรียมวัตถุดิบ ออกแบบและสร้างแพตเทิร์นรองเท้า ก่อนนำไปเสริมด้วยวัสดุนวดเท้าตามจุดต่างๆ จากนั้น นำมาประกอบเป็นรองเท้าสำเร็จรูป โดยใช้แรงงานคนที่มีฝีมือ กึ่งๆ เป็นรองเท้าแฮนด์เมดด้วยซ้ำ

นอกจากเป็นรองเท้านวดฝ่าเท้าแล้ว หญิงสาวยังต่อยอดโดยประยุกต์เทคนิคไปใช้กับรองเท้าแฟชั่นเพื่อสุขภาพ เช่น รองเท้าส้นสูง รองเท้าคัตชู เพื่อสวมใส่ทำงาน ออกงานสังคมเป็นแฟชั่นลักษณะสวยเรียบ ใส่ได้ทุกโอกาส ภายใต้อีกแบรนด์นั่นคือ “ชูเบอร์รี่คอมฟี่ชู” (SHUBERRY Comfy Shoes)

ธุรกิจรองเท้า “SHUBERRY” ถือกำเนิดขึ้นในปี 2555 ปัจจุบัน ทำตลาดทั้งนำสินค้าไปลงประกาศขายตามเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าชื่อดัง และเปิดสาขาเองมี 13 สาขาทั่วกรุงเทพฯ อาทิ เซ็นทรัล พระราม 2 เซ็นทรัล พระราม 9 เซ็นทรัล ลาดพร้าว เดอะมอลล์ บางกะปิและบางแค ห้างซีคอนสแควร์ เมกา บางนา สยามสแควร์ วัน แฟชั่น ไอส์แลนด์ เป็นต้น

นอกจากจำหน่ายในประเทศ SHUBERRY ยังส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ อาทิ ลาว พม่า เวียดนาม มียอดขายปีละ 100,000 คู่ สร้างรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

ปัจจุบัน SHUBERRY มีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง นอกจากรองเท้า ยังทำกระเป๋าที่สามารถสั่งผลิตแผ่นเหล็กติดชื่อตัวเองบนกระเป๋าได้

นอกจากจุดแข็งเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพ SHUBERRY ยังเด่นเรื่องแฟชั่น นักธุรกิจสาว บอกต่อว่า แต่ละสัปดาห์จะมีรองเท้าแบบใหม่ๆ ออกมามากถึง 10 แบบ แต่ละคอลเล็กชั่นผลิตไม่มาก ดังนั้น รองเท้าจึงไม่ค่อยมีค้างสต๊อก ทั้งนี้ก็เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมแฟชั่นเติบโตเร็วมาก การแข่งขันก็สูงมาก ดังนั้น ต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่ในตลาดรองเท้าที่มีแรงกดดันและการแข่งขันที่ดุเดือด ด้วยการเข้าร่วมหลายโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อาทิ การฝึกอบรมด้านอุตสาหกรรมเครื่องหนัง โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมแฟชั่น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การผลิตรองเท้าเพื่อเข้าสู่ตลาด AEC

เริ่มต้นจากศูนย์

ปัจจุบัน โกยปีละ 100 ล้าน

สำหรับประวัติ คุณป้อ-กรกนก สว่างรวมโชค เธอเริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์ ครอบครัวค่อนข้างลำบาก เคยขายขนมปังริมถนน เคยขอข้าววัดกิน แต่มีใจรักด้านแฟชั่น พยายามเก็บหอมรอมริบ ขวนขวายหาโอกาส ใช้เงินต่อเงิน กระทั่งกลายเป็นผู้ประกอบการร้อยล้านในทุกวันนี้

“ฐานะทางบ้านไม่ดี คุณพ่อเสียตอนอยู่มัธยมปีที่ 1 มีแม่เป็นเสาหลัก ด้วยความที่ชอบค้าขาย ตอนเด็กขายตุ๊กตากระดาษ เก็บเปลือกหอยมาระบายสีแล้วเอาไปขายที่ตลาด จนกระทั่ง คุณแม่เริ่มหันมาทำขนมปัง ก็นำขนมปังไปขายริมถนน ขายเรื่อยมา ตอนอยู่มหาวิทยาลัยปี 4 ได้มีธุรกิจเป็นของตัวเอง นั่นคือ กระเป๋า และเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ Sexy de Cute ด้วยความที่ไม่มีเงินลงทุน ใช้วิธีออกแบบแล้วให้โรงงานผลิต จากนั้นแบ่งรายได้กัน ขายส่งย่านประตูน้ำและสำเพ็ง”

เริ่มจากธุรกิจเล็กๆ จับพลัดจับผลู กลายเป็น SHUBERRY ได้เพราะ คุณป้อ มองว่า กระเป๋าเริ่มบูม เสื้อผ้าก็ขายดี ทว่าไม่ครบวงจร มองว่ายังขาดรองเท้า เลยเอาเงินจากการขายกระเป๋า เสื้อผ้า มาทุ่มกับการเปิดร้านรองเท้า ประกอบกับตอนนั้นเธอประสบอุบัติเหตุ เลยกลายเป็นที่มาของรองเท้าเพื่อสุขภาพ หรือรองเท้าโซฟา แบรนด์ SHUBERRY

สุภาพสตรีที่มองหารองเท้าเพื่อสุขภาพ สามารถหาซื้อได้ที่ร้าน SHUBERRY ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือดูแบบเพิ่มเติมที่ http://www.facebook/Shuberry shoe หรือ http://www.shuberry.com