เปิดสูตรเด็ด-ร้านดัง “ครัวคุณจ๋า” ชิมอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ แห่งวัดเขายี่สาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07056010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เปรี้ยวปาก

โดย : อนุภาค ชัยชนะดารา

เปิดสูตรเด็ด-ร้านดัง “ครัวคุณจ๋า” ชิมอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ แห่งวัดเขายี่สาร

สมุทรสงคราม ถือเป็นหนึ่งในจังหวัดทางภาคกลาง ที่มีความโดดเด่นในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยว เพราะอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แค่นิดเดียว แต่มีที่เที่ยวให้ไปเยือนมากมาย อาทิเช่น ตลาดน้ำอัมพวา, ดอนหอยหลอด, ตลาดน้ำบางน้อย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นจุดหมายปลายทางของนักชิม เพราะมีสารพัดเมนูอร่อยมากมายที่ได้รับความนิยม อาทิเช่น อาหารทะเลนานาชนิด, ปลาทูสดจากแม่กลอง, กะปิคลองโคน อีกทั้ง ลำไยบ้านแพ้ว, ข้าวเหนียวมะม่วง และลอดช่องวัดเจษฯ ของจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมานั้นหลายคนอาจคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่ในฉบับนี้ เราไม่ได้พาทุกคนไปลิ้มลองเมนูเหล่านี้หรอกครับ…แต่เราจะแวะเวียนไปลองชิมอาหารจานเด็ดจากร้านอาหารชื่อดังแห่งหนึ่งในอำเภออัมพวา ที่มีชื่อว่า “ร้านครัวคุณจ๋า” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในร้านอร่อยของคนรักอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ ซึ่งใครหลายคนต้องรู้จักเป็นอย่างดีแน่นอน

“ครัวคุณจ๋า” ความอร่อยนี้มีที่มา…

คุณนิภาภัทร พยนต์ยิ้ม หรือ คุณจ๋า เจ้าของร้าน ครัวคุณจ๋า เล่าว่า “เมื่อก่อนขายก๋วยเตี๋ยว-ผัดไทย-ผัดซีอิ๊ว-ราดหน้า และขายอาหารตามสั่งให้ชาวบ้านย่านนั้น และคนที่มาเที่ยวทำบุญที่วัดเขายี่สาร เนื่องจากร้านตั้งอยู่ติดวัด แต่ในตอนหลังเริ่มมีคนติดใจในรสชาติอาหาร จึงขยับขยายร้านเปลี่ยนมาเป็นร้านขายอาหารพื้นบ้าน เน้น ผักชะคราม เป็นเครื่องเคียง แต่ก็ยังไม่วายทำร้านกาแฟบริการคอกาแฟตั้งแต่ตอน 6 โมงเช้าเป็นต้นไป และจะเริ่มขายอาหารแบบครบเครื่องอีกที ก็ตอนสายช่วงประมาณ 3 โมงเช้า เลิกขายประมาณ 4 โมงเย็น

คุณจ๋า ยังเล่าถึงความประทับใจถึงเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งว่า “ครั้งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ มาทรงเปิดพิพิธภัณฑ์บ้านเขายี่สาร ก็จะมีสำนักพระราชวังเข้ามาตรวจเส้นทางก่อนจะเสด็จฯ แล้วอาของตนเองเป็นประธานพิพิธภัณฑ์ จึงให้ดิฉันทำอาหารต้อนรับสำนักพระราชวัง ซึ่งตอนนั้นเราก็พอทำกับข้าวเป็นอยู่แล้ว โดยมีเมนูตามสั่งคือ น้ำพริกชะคราม, กุ้งต้มเค็ม, ผัดชะคราม, แกงส้มชะคราม และก็ปลาแดดเดียวทอด เป็นเมนูที่เราทำกินกันในหมู่บ้าน พอถึงวันสำนักพระราชวังแวะมาทานอาหารที่ร้าน แล้วก็ติดใจในรสชาติ จึงได้ถามว่า “อร่อยมาก ผักอะไร สนใจผักชะครามมาก” ซึ่งตอนนั้นเขาบอกว่าน่าจะทำขายได้นะ และทางสำนักพระราชวังก็เห็นช่องทาง แล้วบอกว่า ถ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ ไปที่ไหนความเจริญจะไปถึงที่นั้น ให้ทำขายแล้วเดี๋ยวเขาจะสั่งนายอำเภอ และผู้ว่าฯ ที่มาร่วมงานด้วย ให้โปรโมตร้านให้ และจะแนะนำคนให้มากิน ซึ่งวันนั้นเองเขาก็บอกว่าให้พิมพ์นามบัตรเอาไว้เลย ไว้สำหรับแจกวันที่พระองค์ท่านเสด็จฯ แล้ววันนั้นพระองค์ท่านก็เสด็จฯ มาบ้านคุณอา คุณอาก็เฝ้าฯ รับเสด็จ พระองค์ท่านก็เสด็จฯ ไปเสวยพระกระยาหารที่บ้านคุณอา ซึ่งเราได้ทำน้ำพริกชะครามถวายด้วย แล้วพระองค์ท่านก็ตรัสว่า “ผักอะไร อร่อยนะ น่าจะทำขายได้”

“เราก็เลยเริ่มทำขาย โดยคาดหวังว่าวันหนึ่งขายได้วันละโต๊ะ 2 โต๊ะก็น่าจะพอแล้ว แต่พอเอาเข้าจริง ปรากฏว่าพอเราทำขายจริง ก็ได้รับการตอบรับที่ดี เพราะเราจะแนะนำลูกค้าที่มากินก๋วยเตี๋ยวว่า เรามีเมนูเสริมแนะนำด้วย ซึ่งลูกค้าก็สนใจและสั่งมาทานอยู่เป็นประจำ เราจึงทำควบคู่ไปกับการขายก๋วยเตี๋ยวด้วยแต่ให้ลูกค้าเลือก อย่างวันนี้เรามี แกงส้ม ปลาแดดเดียวนะ มีน้ำพริกนะ ลูกค้าก็ลอง พอลองแล้วลูกค้าบอกว่าอร่อยให้ทำขายสิ เดี๋ยววันหลังจะแนะนำลูกค้ามาให้ ก็เริ่มจากปากต่อปากไปเรื่อยๆ จากวันละโต๊ะ 2 โต๊ะ ก็เป็น 5-6 โต๊ะ แล้วก็เพิ่มขึ้นๆ จนเราต้องเอาอาหารมาเพิ่มหลายๆ อย่าง ก็เริ่มจะมี กุ้งสามรส อะไรแบบนี้ เพิ่มเมนูจนต้องเลิกขายก๋วยเตี๋ยว แต่ร้านเราจะปิด 16.00 น. เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนทางวัดด้วย” คุณจ๋า กล่าว

“ครั้งหนึ่งเราได้มีโอกาสไปแข่งที่ อบจ.สมุทรสงคราม ที่อุทยาน ร.2 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จฯ มาทรงมอบรางวัลให้ ทางจังหวัดประกาศมาว่าให้ไปร่วมแข่งขัน ใครจะร่วมให้ไปสมัคร เราก็ไปสมัคร ทั้งหมด 12 ทีม เราก็ตื่นเต้นมากเลยเพราะไม่เคยออกสนาม แล้วเราก็ลองไปแข่งดูเพราะเราก็ทำอาหารได้ เมนูที่ไปแข่งคือ กุ้งฉู่ฉี่ ปลาทูต้มส้ม ยำหัวปลี ขนมเบื้องโบราณ แล้วก็มีน้ำพริกปลาทู ซึ่งเป็นอาหารที่เราทำทุกวันอยู่แล้ว น่าจะพอมีฝีมือสู้คู่ต่อสู้ได้ แต่ก็คิดว่าเราคงแพ้เพราะไม่เคย ประหม่า พอประกาศผลออกมาแล้วเราชนะ ได้ที่ 1 ได้รับรางวัลจากพระหัตถ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเราโชคดีมากๆ”

ชูโรงความอร่อย ด้วยอาหารพื้นบ้าน…

พูดเกริ่นถึงที่มาของร้านแล้ว เราก็มาดูเมนูอร่อยของร้านครัวคุณจ๋า…กันบ้างดีกว่า เริ่มกันที่เมนู น้ำพริกใบชะคราม-ปลาหมอเทศแดดเดียว จุดเด่นความอร่อยของเมนูนี้อยู่ที่ ใบชะคราม ซึ่งเป็นผักพื้นบ้าน ซึ่งลูกค้าของร้านเราจะนิยมทานของพื้นบ้านที่หาได้ในท้องถิ่นของเรา ซึ่งเมนูนี้ตอบโจทย์ความอร่อยนั้นได้ นอกจากนี้ยังได้ประโยชน์จากใบชะคราม ที่มีธาตุเหล็ก และคลอโรฟิลล์ ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เพราะทางมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้วิจัยมาแล้ว ส่วนเมนูน้ำพริกนั้นได้สูตรคุณแม่สอนมา เมื่อก่อนจะทำให้คุณแม่ลองชิมทุกเช้า จนตอนนี้มั่นใจแล้วก็ชิมเอง น้ำพริกของร้านเราจะมีรสชาติเข้มข้น เพราะใช้กะปิแท้จากท้องถิ่น และมีเนื้อสัมผัส ไม่เหลวเป็นน้ำ อีก 1 เมนูอย่าง ต้มส้มปลากระบอก ถือเป็นซิกเนเจอร์ของร้านที่ไม่ควรพลาดอีกเช่นกัน เป็นสูตรเด็ดจากคุณป้าที่ถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น

อีกหนึ่งความอร่อยที่พลาดไม่ได้ก็คือ ปลาทูทอดน้ำปลา จุดเด่นอยู่ที่เราจะทอดปลาด้วยน้ำมันใหม่ตลอด และทอดให้กรอบ โดยยังคงความสดของเนื้อปลาทูเอาไว้ และใช้น้ำปลาอย่างดีเคี่ยวให้หอม ซึ่งจะมีรสชาติที่ต่างจากน้ำปลาทั่วๆ ไป เพราะน้ำปลาทั่วๆ ไปจะมีกลิ่นฉุน เค็มจัด แต่น้ำปลาที่เราใช้จะมีรสชาติกลมกล่อม

ปิดท้ายกันด้วย 2 เมนูสุดอร่อย อย่าง ฉู่ฉี่กุ้ง ซึ่งเราจะไปเลือกซื้อกุ้งสดที่ตลาดทุกเช้า และใช้กะทิสดทุกวัน ซึ่งบางร้านเขาจะใช้นมสด แต่ของร้านเราใช้กะทิสดอย่างเดียว ทำให้รสชาติออกมากลมกล่อม ตามมาด้วยเมนู หลนปูม้า ซึ่งจุดเด่นอยู่ที่วัตถุดิบที่ใช้ อย่าง ตะไคร้ซอย หอมแดงซอย ซึ่งเราจะใส่วัตถุดิบสดใหม่ทุกวันไม่ค้างคืน และใช้กะทิสด เป็นวัตถุดิบหลักในการเสริมความอร่อยอีกด้วย

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) จึงไม่พลาดที่จะเชิญร้านดัง อย่าง “ร้านครัวคุณจ๋า” มาเปิดสูตรเด็ด-เคล็ดลับในการทำอาหารในหลักสูตร สูตรเด็ด-ร้านดัง ครัวคุณจ๋า วัดเขายี่สาร นำเสนอเทคนิคการทำเมนูขายประจำร้านอย่าง น้ำพริกชะครามปลาทอด, ต้มส้มปลากระบอก, หลนปูม้า และปลาหมึกผัดกะปิ สอนทุกขั้นตอนตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงการปรุงทุกขั้นตอน โดยเจ้าของร้านตัวจริงอย่าง คุณนิภาภัทร พยนต์ยิ้ม (คุณจ๋า) เจ้าของร้านผู้มีฝีมือการทำอาหารทะเลพื้นบ้านแท้ๆ ได้อร่อยไม่แพ้ใคร ในวันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2558 นี้ จัดเต็มทุกขั้นตอน…ตั้งแต่ต้นจนจบชั่วโมงเรียนเลยทีเดียว!!

“ในคอร์สเรียนนี้ผู้เรียนจะทำกับข้าวอร่อยขึ้น ถ้าเขาจะเอาไปค้าขาย แล้วตั้งใจจริงๆ ก็น่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยาก เมื่อก่อนพี่ก็ไม่ชอบทำอาหาร แต่พอมาทำแล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกว่า เรายืนได้ด้วยลำแข้งของเราเอง ต้องตั้งใจทำ ต้องจริงจังกับมัน ทุ่มกำลังกายกำลังใจให้เต็มที่ ทำให้ลูกค้ามากินแล้วมากินอีก ต้องให้เขาชมเราแล้วชมเราอีก มาเรียนได้เลยคุณจ๋าไม่หวงสูตร เชื่อว่าถ้าเขาเอาไปทำขาย รายได้ดีเลยละ” คุณจ๋า กล่าว

คุณจ๋า ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า…

“ลูกค้า คือ แรงบันดาลใจในการทำอาหาร ลูกค้าน่ารักมาก เวลามาทานจะเรียกพี่จ๋าไปแนะนำถ้าอาหารรสชาติยังไม่โอเค ลูกค้าไม่ตำหนิ วันนี้เขาชมว่าอร่อย พรุ่งนี้ก็ต้องทำให้เขาติดใจ มากินแล้วอยากให้มาอีก อยากเห็นหน้าเขาบ่อยๆ เวลายืนแอบดูแล้วมีความสุข”

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนอื่นๆ อาทิเช่น หลักสูตรครัวปฏิบัติการ-ครัวเบเกอรี่ หรือครัวสาธิต ก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ข้าวกล้องลืมผัวอบกรอบ “ไอ ไรซ์” เจ้าแรกเจ้าเดียวในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07059010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ข้าวกล้องลืมผัวอบกรอบ “ไอ ไรซ์” เจ้าแรกเจ้าเดียวในไทย

บ้านเรามีเกษตรกรปลูกข้าวหลายล้านราย ปัญหาหนึ่งที่เจอคือ ราคาข้าวไม่ได้ราคา ส่งผลให้เกิดปัญหามากมาย ที่สำคัญ ทำให้เกษตรกรเป็นหนี้เป็นสิน ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งจึงช่วยกันเพื่อให้มีการแปรรูปข้าวเหล่านั้นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ก็มีการนำข้าวหลากหลายชนิดมาแปรรูป โดยเฉพาะข้าวที่มีสีสัน หรือเป็นข้าวที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นหูหรืออาจจะไม่เคยลิ้มลอง ข้าวกล้องลืมผัวอบกรอบพร้อมทาน “ไอ ไรซ์ (i Rice)” ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชาข้าวก่ำ (ข้าวลืมผัว) ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ที่มี คุณอุไรวรรณ ภู่วัตร นั่งเป็นประธาน และเป็นเจ้าของกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดข้าวสร้างสุข เนื่องจากยังไม่มีวางขายในร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับรางวัลมากมาย

ยันใช้ข้าวธรรมชาติ ไม่ใส่ผงชูรส

ล่าสุด คว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศ MOST Innovation Award 2015 สาขานักธุรกิจนวัตกรรม ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2556 ได้รับรางวัลชมเชยระดับวิสาหกิจชุมชนในการประกวดนวัตกรรมข้าวไทย ที่จัดโดย มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช.

ปัจจุบัน คุณอุไรวรรณยังคงทำงานประจำอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่จะใช้เวลาว่างในการทำธุรกิจนี้ ร่วมกับบรรดาญาติพี่น้องที่อยู่ในจังหวัดพะเยา ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระยะเริ่มต้น ทว่าการได้รางวัลต่างๆ ก็ทำให้กิจการเติบโตเร็วๆ ขึ้น มีคนรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ

“ผลจากที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมมีค่อนข้างเยอะ เพราะตอนแรกเราทำเป็นแค่ชุมชน แล้วก็ได้รับโอกาสในการพัฒนา ซึ่งพอได้รางวัลทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น”

เธอเล่าที่มาที่ไปของไอ ไรซ์ ว่า เป็นการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยนำข้าวก่ำ หรือข้าวลืมผัว อันเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองนำมาอบทำเป็นขนมขบเคี้ยวพร้อมทาน สร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 7 เท่า จากปกติมีราคาเพียง 5,500-12,000 บาท ต่อตันเท่านั้น ซึ่งในพื้นที่จังหวัดพะเยาและใกล้เคียงปลูกข้าวลืมผัวกันจำนวนมาก

อย่างครอบครัวที่จังหวัดพะเยาก็ปลูกข้าวหลายชนิดไว้ทั้งทานและขาย การเลือกข้าวชนิดนี้มาทำเพราะเป็นข้าวที่มีวิตามินสูง คือเป็นข้าวสายพันธุ์ข้าวเหนียว ปลูกบนภูเขา ปลูกตามธรรมชาติ เป็นข้าวสีม่วงเข้ม สารที่อยู่ในข้าวเป็นสารต้านมะเร็งสูง พอนำมาทำเป็นขนมแล้ว คุณค่ายังไม่ได้หายไปเยอะ เมื่อนำมาทำเป็นอาหารสุขภาพหรือสแน็กสามารถพกไปไหนก็ได้ ทานกับกาแฟ เป็นอาหารเช้า จะไปโรยใส่ไอศกรีม หรือใส่แทนขนมปังในสลัดก็ได้ แต่กับเด็กๆ อาจจะทานเป็นขนม เพราะไม่ใส่ผงชูรสเลย

มี 4 รสชาติให้เลือก

ขนมข้าวอบกรอบ “ไอ ไรซ์” เป็นการนำข้าวกล้องลืมผัวมาให้ความร้อนด้วยกรรมวิธีการนึ่งและทอดด้วยน้ำมันจนเม็ดข้าวสุกพอง จากนั้นปรุงรสด้วยเครื่องปรุงรสแล้วนำไปผ่านกระบวนการอบด้วยไมโครเวฟเพื่อไม่ให้ข้าวอมน้ำมัน จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ข้าวอบกรอบพร้อมทาน โดยขายปลีกที่ 35 บาท ต่อซอง มีต้นทุนการผลิต 15 บาท ต่อซอง ปัจจุบันมีให้เลือก 4 รสชาติคือ สาหร่าย ชีส บาร์บีคิว และต้มยำ

สำหรับคนที่กลัวเรื่องการทอดนั้น เธออธิบายว่า ไอ ไรซ์ เป็นข้าวกล้องที่มีไฟเบอร์ ทานได้ไม่เยอะ เพราะจะอิ่มเร็ว ในเรื่องของคอเลสเตอรอลก็ไม่ได้เยอะอะไร เพราะใน 1 ซอง บรรจุแค่ 20 กรัม

นอกจากข้าวกล้องอบกรอบไอ ไรซ์ แล้ว ทางกลุ่มยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วย นั่นคือ ชาข้าว ซึ่งเป็นเครื่องดื่มข้าวลืมผัว โดยใช้ต้นอ่อนของข้าวลืมผัว

ที่ผ่านมา ไอ ไรซ์ จะออกบู๊ธตามงานต่างๆ ของหน่วยราชการที่เข้ามาสนับสนุน อาทิ กรมการข้าว สนช. ฯลฯ ซึ่งคุณอุไรวรรณ บอกว่า ผลตอบรับดี แต่ต้องให้ลูกค้าได้ชิมกันก่อน เพราะเป็นสินค้าใหม่ คนทั่วไปยังไม่เคยทาน โดยใช้วัตถุดิบเป็นข้าวลืมผัวที่ปลูกเอง 100 เปอร์เซ็นต์ แม้ใช้วิธีการทอด แต่พอทานแล้วจะรู้สึกว่าไม่มีน้ำมัน ซึ่งกระบวนการที่ทำเป็นการใช้ภูมิปัญญาบวกกับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่หาได้ทั่วไปเพื่อคงความกรอบความอร่อยไว้ ไม่ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรเหมือนกับบริษัทใหญ่ๆ

ตั้งเป้าขายในโมเดิร์นเทรด

ถามถึงปัญหาอุปสรรค เธอว่า อุปสรรคเยอะ ตั้งแต่การเตรียมข้าว กระบวนการในการที่จะต้องมีการวัดอุณหภูมิ เพราะใช้วิธีทอด ไม่เช่นนั้นวิตามินจะสูญสลายไปหมด จึงต้องควบคุมทั้งหมด

ในการทำข้าวกล้องลืมผัวอบกรอบของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชาข้าวก่ำ (ข้าวลืมผัว) ถือว่าเป็นการทำแบบครบวงจรจริงๆ เพราะเริ่มจากการปลูกข้าวของสมาชิก แล้วนำข้าวนั้นมาแปรรูป และยังออกขายในงาน

สำหรับแผนการตลาดนั้น คุณอุไรวรรณ แจงว่า มีหลายรายที่ติดต่อเพื่อเป็นตัวแทนจำหน่าย อยู่ในกระบวนการคัดเลือกว่าจะเป็นเจ้าไหนที่เหมาะกับโปรดักต์ และควรจะวางขายที่ไหนบ้าง

“เรายังไม่ได้ไปขายต่างประเทศโดยตรง แต่มีคนมาซื้อแล้วไปส่งขายที่จีน แบรนด์เราได้ อย. เรียบร้อย และจดอนุสิทธิบัตรตั้งแต่ปี 2556 ตอนนี้กำลังปรับเพื่อให้ได้ GMP และ HACCP จะได้ส่งออก ในส่วนการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC นั้นยังไม่ได้คิด เพราะตั้งเป้าจะทำตลาดในประเทศ ให้คนไทยได้ทานก่อน”

ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชาข้าวก่ำ (ข้าวลืมผัว) บอกว่า วางแผนทำตลาดระดับกลางเพราะอยากให้ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัยได้ซื้อ หรือให้คนมารับเพื่อนำไปขายต่อตามร้าน ตามโรงเรียน ซึ่งถ้าขายปลีกตกห่อละ 10 บาท หากขายส่งลดราคาลงมาได้อีก และต่อไปถ้ากำลังการผลิตพอจะไปขายในโมเดิร์นเทรด

คุณอุไรวรรณ ระบุว่า เท่าที่ดูในท้องตลาดยังไม่มีผลิตภัณฑ์แบบนี้ น่าจะเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทย ในส่วนของการเลียนแบบ ต้องคิดว่าจะหนีอย่างไรให้คนอื่นตามไม่ทัน เพราะว่ากลุ่มมาทำในแนวนวัตกรรม ดังนั้น จึงต้องคิดต่อยอดไปเรื่อยๆ ซึ่งตั้งใจไว้ว่าจะเขียนโครงการต่อเนื่องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนโปรดักต์ให้พัฒนาต่อไปอีก

นับเป็นผู้ประกอบการอีกรายที่นำวัตถุดิบทางการเกษตรมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า อันเป็นการดึงดูดให้คนรุ่นใหม่หันมาบริโภคผลิตภัณฑ์จากข้าว ซึ่งนอกจากจะราคาไม่แพงแล้ว ยังได้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

สนใจผลผลิตของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชาข้าวก่ำ (ข้าวลืมผัว) ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (081) 740-7822

แหวกตลาด Delivery “ธุจ้า” ส่งถึงที่…เครื่องเซ่นไหว้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07060010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ช่องทางสร้างอาชีพ

พารนี

แหวกตลาด Delivery “ธุจ้า” ส่งถึงที่…เครื่องเซ่นไหว้

“ลูกค้าของเราคือ ลูก ที่มีพ่อแม่อายุมากแล้ว และไม่ต้องการให้พวกท่านต้องเหนื่อย แต่ก็ไม่อยากไปจ่ายตลาดเอง เลยยอมจ่ายแพงกว่าหน่อย เพื่อซื้อความสบายใจ”

เคยมั้ย…ที่ต้องตามรวบรวมของไหว้ตั้งแต่ก่อนวันไหว้

เคยมั้ย…ที่ต้องตื่นแต่เช้ามืด เพื่อมาจัดของ

เคยมั้ย…ที่ของแต่ละอย่างอยู่กันคนละที่ ต้องตระเวนหาซื้อให้เสียเวลา

เคยมั้ย…ของที่ต้องการ ดันมาหมดในตอนที่จะใช้

และจะดีกว่ามั้ย ถ้ามีคนรวมของทุกอย่างที่ต้องการ โดยไม่ต้องจัดของเองให้เหนื่อย แถมส่งของถึงหน้าบ้าน คุณเพียงรับแล้วทำพิธีไหว้ได้เลยทันที

ให้ “ธุจ้า Delivery” ได้ช่วยคุณ โดยการบริการรูปแบบใหม่ ที่จะอำนวยความสะดวกแด่ทุกท่าน กับขั้นตอนการสั่งซื้อที่แสนง่าย

เห็นช่องว่าง

มั่นใจขายได้ทั้งปี

ธุจ้า Delivery กิจการรับสั่งทำเครื่องเซ่นไหว้ทุกชนิด อาทิ หมูกรอบ ไก่ต้ม เป็ดพะโล้ ปลานึ่ง ฯลฯ พร้อมบริการจัดส่งให้ถึงมือลูกค้าตามเวลานัดหมาย

มี คุณเจมส์-ธีร์รัฐ ศุภพิทักษ์พงษ์ กับ คุณพลอย-ไพลิน วงษ์บัวทอง เป็นเจ้าของกิจการร่วมกันในฐานะคนรู้ใจ วัย 23 ปี ไล่เลี่ยกัน

เกี่ยวกับความเป็นมา คุณเจมส์อาสาเป็นตัวแทนให้ข้อมูล เริ่มต้นด้วยการแนะนำตัว เมื่อจบการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ออกมาแล้ว ได้ช่วยงานที่บ้านซึ่งเป็นธุรกิจโรงงานเครื่องจักรก่อสร้างอยู่ย่านสายไหม

ความที่เป็นครอบครัวใหญ่และมีลูกน้องอีกจำนวนหนึ่ง เมื่อถึงช่วงเทศกาลเซ่นไหว้ที่สำคัญตามธรรมเนียมของคนไทยเชื้อสายจีน อย่าง วันสารท-วันตรุษ ที่บ้านของเขา มักมีการเซ่นไหว้กันแบบ “ชุดใหญ่” เป็นประจำต่อเนื่อง เรียกว่าถ้าจะไหว้แต่ละที ต้องมีการสั่งเป็ด-ไก่ แบบสดมาทำเอง อย่างละไม่ต่ำกว่า 30-40 ตัว

ส่วนคนที่เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญ ในการต้มไก่ ต้มหมู ต้มปลา ทำเป็ดพะโล้ ต้องยกให้ “อาม่า” ของเขา เพราะท่านมีสูตรเฉพาะตกทอดกันมา รวมทั้งยังมีความรู้เกี่ยวกับประเพณีการไหว้ที่ถูกต้องด้วย

มาถึงจุดตั้งต้นของการเริ่มต้นทำธุรกิจ ธุจ้า Delivery นั้น คุณเจมส์ เล่า เขาเป็นคนหนึ่งที่เล่นเฟซบุ๊กเป็นประจำ และมักเห็นมีการค้าขายผ่านออนไลน์เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่มักเป็นพวกเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ฯลฯ

เลยหันมาถามตัวเอง จะดีมั้ยถ้าลงมือทำธุรกิจอะไรสักอย่างผ่านทางโซเชียลมีเดียกับเขาดูบ้าง

เริ่มจากดูว่าถนัดอะไร ได้คำตอบเป็นคนชอบทำและชอบทานอาหาร ส่วนการติดต่อกับตัวแทนจำหน่ายวัตถุดิบประเภทเป็ด-ไก่นั้น มีอยู่แล้วเป็นทุน จึงสามารถหาซื้อได้ในราคาที่สมเหตุสมผล

ก่อนสำรวจตลาดคร่าวๆ ยังไม่มีใครทำ “ของไหว้” ส่งให้ถึงบ้าน จึงสรุปลงตัวออกมาเป็น “ธุจ้า Delivery” ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง เมื่อไม่กี่เดือนมานี้เอง

“คนทุกวันนี้ไม่ค่อยมีเวลา บวกกับการหาของมันยุ่งยากด้วย ไม่ถึงกับต้อง มาต้มเป็ด-ต้มไก่เองหรอก แค่ไปซื้อให้ได้ของทุกอย่างครบเนี่ย ไม่ได้ใช้เวลาแค่ชั่วโมงสองชั่วโมง บางครั้งใช้เวลาทั้งวันในการเดินหา เป็ด ไก่ หมูกรอบ ไหนจะกระดาษเงิน กระดาษทอง ไหนจะผลไม้อีก บางทีได้ไม่ครบ ต้องย้ายตลาด หรือไม่ก็ต้องมาใหม่อีกวันหนึ่ง

เลยเกิดความคิดว่า จะดีกว่ามั้ยถ้ามีคนเข้ามาช่วย วันหนึ่งก่อนไหว้ โทรสั่ง ก่อนไหว้ มีคนเอาของใส่ถาดไปส่งถึงหน้าบ้านให้เรียบร้อย ยกขึ้นไหว้เลย ง่ายกว่าที่ผ่านมาเยอะ” คุณเจมส์ สรุปให้ฟังอย่างนั้น

นึกสงสัย ถ้าส่งของได้เฉพาะช่วงเทศกาลวันสารทกับวันตรุษ ธุรกิจอาจสะดุดไม่ลื่นไหล คุณเจมส์ อธิบาย ประเพณีการไหว้หลักๆ ของคนไทยเชื้อสายจีนมีแค่ 2 ช่วงดังกล่าวก็จริง แต่ในหลายครอบครัวจะมีการไหว้แบบประปรายคือ การไหว้บรรพบุรุษ โดยถือวันที่บรรพบุรุษท่านนั้นๆ เสียชีวิต และแต่ละบ้านย่อมมีบรรพบุรุษมากกว่า 1 ซึ่งเสียชีวิตไม่พร้อมกันอยู่แล้ว ฉะนั้น การไหว้บรรพบุรุษของครอบครัวไทยเชื้อสายจีนจึงมีตลอด อีกทั้งยังมีบางครอบครัวที่เคร่งครัดมาก จะมีการไหว้ทุกวันพระจีน ซึ่ง 1 เดือนมี 2 ครั้ง ธุรกิจนี้จึงสามารถดำเนินต่อเนื่องได้ทั้งปีแน่นอน

ทำของสูตรอาม่า

โตเร็วเตรียมแตกไลน์

เมื่อแนวคิดชัด ลำดับต่อไปจึงต้องประชาสัมพันธ์ทำตัวเองให้เป็นที่รู้จัก หน้าที่หลักตรงนี้ ยกให้เป็นของคุณพลอย ที่ต้องทยอยอัพข้อมูลและถ่ายรูปลงเฟซบุ๊ก ใช้เวลาอยู่เดือนกว่าจึงได้ลูกค้ารายแรก จากนั้นมีทยอยเข้ามาเป็นระยะ ปัจจุบันเริ่มมีลูกค้าประจำบ้างแล้ว

ถามถึงกลุ่มเป้าหมาย คุณเจมส์ บอก แต่เดิมคนที่ไปจ่ายตลาดมักเป็นคุณแม่หรืออาม่า ซึ่งทุกวันนี้พวกท่านคงมีอายุมากขึ้น หน้าที่จ่ายตลาดหาของไหว้ จึงต้องตกมายังรุ่นลูก ซึ่งส่วนใหญ่คงไม่อยากไปตลาดสด บวกกับไลฟ์สไตล์ที่มักนั่งหน้าคอมพ์ จิ้มโทรศัพท์ เห็นสินค้าอะไรก็สั่งเลย เราจึงเสนอเข้ามาเป็นตัวเลือก

“ลูกค้าของเราคือ ลูก ที่มีพ่อแม่อายุมากแล้ว และไม่ต้องการให้พวกท่านต้องเหนื่อย แต่ก็ไม่อยากไปจ่ายตลาดเอง เลยยอมจ่ายแพงกว่าหน่อย เพื่อซื้อความสบายใจ” เจ้าของกิจการ ว่ามาอย่างนั้น

เกี่ยวกับขั้นตอนการทำงาน คุณเจมส์ อธิบายให้ฟังคร่าวๆ เมื่อรับออร์เดอร์มาแล้ว เขาและคุณพลอย จะแบ่งหน้าที่กันไปหาของ ซึ่งในส่วนของของสด ประเภท เป็ด ไก่ หมู นั้น จะสั่งผ่านตัวแทนจำหน่าย จากนั้นจึงนำมาปรุงเองตามสไตล์อาม่า ซึ่งมั่นใจว่ารสชาติดีไม่แพ้ใครเลยทีเดียว

“เป็ดพะโล้ ไก่ต้ม หมูต้ม หมูกรอบ ทำเองหมด ไม่ได้รับมา มีทีมงานช่วยกัน 3-4 คน มีอาม่าเป็นที่ปรึกษา ซึ่งท่านทำมาหลายสิบปีแล้วจึงค่อนข้างชำนาญทั้งเรื่องรสชาติและขั้นตอนการทำ ส่วนสถานที่ใช้ครัวที่บ้าน ลงทุนใหม่แค่เตาแก๊ส หม้อ ไห ลังถึง” คุณเจมส์ เผย

และว่าถึงอุปสรรคปัญหา ช่วงแรกอาจมีการส่งของล่าช้าบ้าง เพราะช่วงเช้าบางครั้งรถติดเกินคาด จึงต้องวางแผนใหม่ ให้ของออกเร็วขึ้น อีกทั้งเรื่องของราคาผลไม้ที่มักไม่คงที่ จึงต้องหาซัพพลายเออร์ที่ราคาถูกและคุณภาพดีด้วย ส่วนเรื่องคู่แข่งไม่หนักใจเพราะเป็นธรรมดาของการทำธุรกิจ

แม้ธุรกิจเสริมรายได้ของหนุ่มสาวไอเดียดีคู่นี้ จะเปิดดำเนินการมาได้ไม่นาน แต่ทราบว่ามีการเติบโตตามลำดับ ล่าสุด มีแผนจะขยายงานออกไปให้ครอบคลุมพิธีกรรมอื่นๆ ด้วย เช่น บวงสรวงเจ้าที่เจ้าทาง การตั้งศาล การจัดของไหว้สำหรับใช้ในงานแต่งงาน เป็นต้น

สนใจใช้บริการ ธุจ้า Delivery จัดจำหน่ายและจัดส่งเครื่องเซ่นไหว้ ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล สอบถามรายละเอียดหรือสั่งซื้อได้ที่ โทรศัพท์ (099) 554-2229, (083) 899-9801 LINE : pployploypln IG : tujaa.delivery

PEACH “N PEARL โชว์ผ้าไทยสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ศิลปหัตถกรรม

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

PEACH “N PEARL โชว์ผ้าไทยสู่สากล

ในโลกยุคนี้มีคนจำนวนไม่น้อยที่ประกอบอาชีพหลายอย่างในเวลาเดียวกัน เรียกว่ามีทั้งอาชีพหลักและอาชีพรอง แสดงให้เห็นว่าคนกลุ่มนี้มีศักยภาพและมีความขยัน ไม่หยุดนิ่ง บางคนวันธรรมดาทำอาชีพหนึ่ง วันหยุดก็ทำอีกอาชีพหนึ่ง เป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์สูงสุด

งานหลักเป็นล่ามภาษาญี่ปุ่น

ดังเช่น คุณสิริรัตน์ สันตโยภาส หรือ คุณหนิง ซึ่งจบปริญญาโทจากมหาวิทยาลัย Hitotsubashi ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันนอกจากจะเป็นล่ามอิสระให้กับโรงงาน บริษัท และหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนแล้ว หากมีเวลาว่างจากงานประจำเธอก็จะไปช่วยแฟนสาว “คุณสิรี ดนัยวิเชียรนันท์” ขายเสื้อผ้าไทยแบรนด์ PEACH “N PEARLโดยมีหน้าร้านขายประจำอยู่ที่ตลาดนัดวินเทจ ห้าง The Sense ปิ่นเกล้า ซึ่งทั้งสองจะไปออกร้านขายประจำทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ ต้นเดือนและสิ้นเดือน ส่วนวันอื่นก็ไปขายตามตลาดนัดที่ต่างๆ อย่างเช่นที่ BU Market มหาวิทยาลัยกรุงเทพ วิทยาเขตรังสิต

คุณหนิง เล่าถึงความเป็นมาในการทำธุรกิจเสื้อผ้าว่า นอกเหนือจากงานล่ามฟรีแลนซ์ภาษาญี่ปุ่นที่รับเป็นประจำหลายวันในแต่ละเดือนแล้ว ยังชอบงานค้าขาย ชอบทำธุรกิจ และมองหาโอกาสใหม่ๆ ให้ตัวเองได้ท้าทายทำในสิ่งที่ไม่เคยทำอยู่เสมอ ด้วยนิสัยส่วนตัวที่เป็นคนแอ๊กทีฟตลอดเวลา ชอบค้นคว้าเรียนรู้และพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ กอปรกับงานที่มีโอกาสได้พบกับผู้บริหารระดับสูงทั้งชาวไทยและชาวญี่ปุ่น โดยเฉพาะเจ้าของธุรกิจ ทำให้ได้รับความรู้ แง่มุม และแนวความคิดดีๆ ในการทำธุรกิจ การวิเคราะห์ตลาด และการวางแผนการทำงานต่างๆ อย่างเป็นระบบ

ถือว่าเป็นประสบการณ์และโอกาสที่ดีมาก จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้อยากเริ่มมองหาและทำอะไรเป็นของตัวเองอย่างจริงจัง เป็นการจุดประกายให้เริ่มลงมือทำ เพราะอิทธิพลดีๆ จากผู้สำเร็จที่อยู่ใกล้ชิดนั่นเอง

“แรงบันดาลใจในการสร้าง PEACH “N PEARL SHOP เนื่องจากหนิงและแฟนที่จบจากคณะพาณิชย์ฯ จุฬาฯ ชื่นชอบในความเป็นไทยและหลงใหลผ้าไทยประเภทต่างๆ ที่มีความสวยงาม ประณีต และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสูง เรา 2 คนจึงอยากให้คนไทยโดยเฉพาะวัยรุ่นหันมาสนใจและภาคภูมิใจในการสวมใส่ผ้าไทย โดยนำเสนอเครื่องแต่งกายที่ผลิตจากผ้าซิ่นและผ้าทออันสวยงาม ซึ่งเราพิถีพิถันในการออกแบบให้มีความทันสมัย สวยงาม ประณีตในทุกขั้นตอน เพื่อตอบโจทย์ความต้องการให้ลูกค้าสามารถสวมใส่ได้ในหลากหลายโอกาสอย่างภาคภูมิใจในความงดงามแห่งวิถีความเป็นไทยด้วยราคาย่อมเยา สามารถเข้าถึงได้ทุกเพศทุกวัย”

ลูกค้าต่างชาติซื้อทางออนไลน์

สินค้าหลักๆ ของ PEACH “N PEARL SHOP มี 3 ประเภท อาทิ กางเกงขาสั้นผ้าทอลายไทย กระโปรงใส่ทำงานผ้าทอลายไทย และกระโปรงผ้าซิ่นลายไทย โดยสินค้าทุกประเภทมีการดีไซน์และลวดลายเฉพาะไม่ซ้ำใคร มีสีสันให้เลือกมากมาย สำหรับราคาต่ำสุด 250 บาท เป็นกางเกงขาสั้นผ้าทอและกระโปรงผ้าทอทรงเอ ส่วนราคาสูงสุดเป็นผ้าซิ่นราคา 380 บาท

ลูกค้า PEACH “N PEARL SHOP มีหลากหลายวัย ถ้าเป็นกางเกงขาสั้นผ้าทอ จะเป็นวัยรุ่น อายุ 15-25 ปี ส่วนกระโปรงผ้าทอทรงเอใส่ทำงาน เป็นสาววัยทำงาน อายุ 25-35 ปี แต่ถ้าเป็นผ้าซิ่นเป็นวัยผู้ใหญ่ 35-60 ปี

เธอว่า แม้ว่าแบบและลวดลายจะมีให้เลือกเยอะแยะแล้ว แต่กำลังจะใช้งานปักมือทำคอลเล็กชั่นต่อๆ ไป เพราะโดยส่วนตัวชื่นชอบงานปักมืออย่างมาก และแฟนเองเป็นคนที่มีความสามารถในงานปักมือ มีทักษะที่ดีเยี่ยมในการออกแบบ ดังนั้น ผลงานใหม่ๆ จะออกแบบสินค้าให้มีลวดลายที่โดดเด่นมีความยูนีก โดยใช้งานปักมือเพิ่มเสน่ห์ลงไปในตัวสินค้า

นอกจากคุณหนิงจะขายที่ PEACH “N PEARL SHOP อยู่ที่ตลาดนัดวินเทจ ห้าง The Sense ปิ่นเกล้า และตามตลาดนัดต่างๆ แล้ว ช่องทางจำหน่ายอีกทางคือ ขายผ่านทางแฟนเพจ Peach “n Pearl Shop โดยมีบริการส่งสินค้าทาง EMS ฟรี และกำลังจะมองหาช่องทางใหม่ๆ ในการจำหน่ายเพื่อให้ลูกค้าชาวต่างประเทศได้เห็นสินค้าสวยๆ ของเราด้วย เช่น ผ่านทางอีเบย์ หรือเว็บไซต์ต่างประเทศอื่นๆ

เจ้าตัวเล่าถึงยอดขายผ่านหน้าร้านและขายทางออนไลน์ว่า ขายดีพอๆ กัน แต่จะเป็นคนละกลุ่มลูกค้า หน้าร้านจะเป็นทุกที่เข้ามาซื้อ ส่วนในเน็ตเป็นลูกค้าต่างชาติเยอะมาก เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน จีน และยุโรป เพราะลูกค้าต่างชาติชื่นชอบผ้าไทยกันมากๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก

“ปัจจุบัน จากการออกร้านทุกเดือน ทำให้ได้รับเสียงตอบรับดีมาก มีลูกค้าสนใจและอุดหนุนต่อวันเป็นจำนวนมาก หลายคนเป็นลูกค้าที่ซื้อผ่านทางแฟนเพจ ก็จะตามมาอัพเดตสินค้าลวดลายใหม่ๆ โดยตรงที่ร้านของเราเองด้วย และมักจะเชิญชวนเพื่อนๆ เข้ามาดูและอุดหนุนเพิ่มเติม ทำให้เราเป็นร้านที่ขายดีมากๆ”

คุณหนิง บอก จากความสำเร็จตรงนี้เองทำให้มองไกลไปถึงการขยายประเภทสินค้าให้มีความหลากหลายขึ้น ถึงขั้นต่อไปน่าจะมีทีมดีไซเนอร์ที่มีความสามารถสูงสามารถออกแบบพร้อมยกระดับลวดลายผ้าไทยบนสินค้าประเภทต่างๆ ให้ไปสู่ระดับสากลได้ เนื่องจากเริ่มมองไกลไปถึงการส่งออกสู่ตลาดโลก และมีโรงงานผลิตที่ทันสมัยในประเทศไทยเป็นของตัวเองด้วย

ยึดหลักความซื่อสัตย์

เจ้าของ PEACH “N PEARL SHOP พูดถึงหลักการบริหารจัดการว่า ยึดถือในเรื่องความซื่อสัตย์และบริการที่ดีเยี่ยมมาเป็นอันดับ 1 ที่ผ่านมา ก่อนเริ่มมีธุรกิจเป็นของตัวเอง เคยเป็นลูกค้าซื้อของต่างๆ มาตลอดชีวิต ได้เจอพ่อค้าแม่ค้ามาหลากหลายประเภท มีทั้งแบบที่รู้สึกชื่นชอบชื่นชมอยากกลับไปใช้บริการอีกหรืออยากแนะนำเพื่อนๆ ไปอุดหนุนด้วย และมีประเภทที่รู้สึกไม่แฮปปี้ ไปซื้อแล้วเหมือนพ่อค้าแม่ค้าให้ข้อมูลไม่ตรงกับความเป็นจริง หลอกลวง หรือได้รับสินค้าที่มีคุณภาพไม่คุ้มราคา หรือได้รับการบริการที่ไม่น่าประทับใจ ฯลฯ

ทั้งหมดทั้งปวงเหล่านี้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ที่จะเป็นผู้ขายตามต้นแบบตัวอย่างที่ชื่นชอบและประทับใจ ในฐานะที่เป็นลูกค้า ชอบผู้ขายแบบไหน ชอบการบริการอย่างไรก็จะทำเช่นนั้น โดยต้องทำให้ดียิ่งกว่าด้วยเช่นกัน

“พวกเราเน้นการทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ ไม่หมกเม็ด ไม่นำสินค้าที่เป็นของเสียให้กับลูกค้าเด็ดขาด และพร้อมให้ข้อมูลที่เป็นกลาง ตรงไปตรงมา เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกคุ้มค่ากับเงินที่จ่ายในการซื้อสินค้า และจะบริการดูแลลูกค้าอย่างดีเยี่ยมทั้งก่อนและหลังซื้อสินค้า นี่เป็นหัวใจสำคัญมากที่ทำให้ร้านของเรามีการบอกต่อจนเป็นที่รู้จักและมีลูกค้าประจำมากมายจนถึงทุกวันนี้”

ในฐานะของคนที่มีประสบการณ์ในการทำงาน 2 อาชีพในเวลาเดียวกัน เธอให้คำแนะนำว่า “หากใครกำลังเริ่มมองหาธุรกิจหรืออยากทำอะไรเป็นของตัวเอง ขอแนะนำให้เริ่มจากสิ่งที่ชอบ สินค้าที่สนใจอยากทำจริงๆ แล้วนำมาต่อยอดไอเดีย ทำให้เกิดเป็นรายได้ เพราะตั้งแต่วันแรกที่ธุรกิจถือกำเนิดขึ้นจะต้องอยู่กับมันไปตลอด ดังนั้น หากเลือกทำในสิ่งที่รัก จะมีความสุขมากและสามารถอยู่กับมันได้อย่างสนุกสนานจนลืมวันเวลา โดยไม่รู้สึกเบื่อหน่าย และมีแรงบันดาลใจรวมทั้งความกระตือรือร้นที่จะค้นคว้าหาข้อมูลใหม่ๆ เพื่อมาพัฒนาสินค้าและบริการที่ทำอยู่อย่างไม่หยุดยั้ง

นี่เองคือจุดเริ่มต้นแห่งความสำเร็จที่จะนำพาไปยังปลายทางที่สวยงามอย่างที่ตั้งใจไว้ได้ อย่างเช่นกรณีของหนิงมั่นใจว่าทำในสิ่งที่รัก อย่างไรเสียธุรกิจต้องรุ่งแน่นอน”

สนใจสินค้าของ PEACH “N PEARL SHOP ติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ (083) 424-9950 หรือไอดีไลน์ lovedoraemon26

ยกทรงแนวสปอร์ต โดนใจสาวรักสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

ยกทรงแนวสปอร์ต โดนใจสาวรักสุขภาพ

ผู้คนจำนวนมากหันมาให้ความสำคัญกับการออกกำลังกายมากขึ้น เพราะตระหนักถึงความสำคัญของสุขภาพที่ดี เพื่อสร้างสมดุลให้กับชีวิตในทุกๆ ด้าน

โดยเฉพาะกลุ่มสาวๆ ที่นิยมออกกำลังกายในเวลาว่าง ไม่แพ้หนุ่มๆ ที่อยากมีกล้ามโตๆ ซึ่งกิจกรรมยอดฮิตของพวกเธอก็มีทั้งโยคะและออกกำลังในฟิตเนส เซ็นเตอร์ เพราะสะดวกทั้งเรื่องสถานที่ แถมไม่ต้องใช้อุปกรณ์มากมาย เหมือนการเล่นกีฬาชนิดอื่นๆ ที่ต้องมีพื้นที่เฉพาะ

กระแสรักสุขภาพของสาวๆ ทำให้ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการออกกำลังกายขายดิบขายดีไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นรองเท้ากีฬา เสื้อผ้า

และที่ขาดไม่ได้คือ ยกทรงแนวสปอร์ต หรือที่เรียกว่า sport bra เป็นสินค้าที่กำลังได้รับความนิยมอย่างมาก เหนือความคาดหมายของหลายๆ คน

เว็บไซต์ CNBC อ้างอิงข้อมูลของบริษัทวิจัย เอ็นพีดี กรุ๊ป ที่ระบุว่า ยอดขายผลิตภัณฑ์เสื้อชั้นในสำหรับออกกำลังกายเพิ่มขึ้นมาก สวนทางกับยอดขายชุดชั้นในทั่วไปที่ลดลง

อย่างกรณีของ “เฮนส์แบรนด์ส” บริษัทผู้ผลิตเสื้อผ้าและชุดชั้นในสัญชาติอเมริกัน ผู้บริหารระบุว่า ยอดขายชุดชั้นในทั่วไปในปีที่ผ่านมา ลดลงในระดับใกล้แตะเลข 2 หลัก ผิดกับยอดขายชุดชั้นในแนวสปอร์ตที่เพิ่มขึ้นถึง 19%

มาร์แชล โคเฮน จากเอ็นพีดี กรุ๊ป บอกว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเทรนด์แฟชั่นที่เรียกว่า athleisure ซึ่งเป็นเสื้อผ้าที่ออกแบบสำหรับออกกำลังกายในยิม แต่ก็สามารถใส่ไปออฟฟิศหรือช็อปปิ้งได้ด้วย ประกอบกับชุดแนวนี้สวมใส่สบาย ขณะที่ชุดชั้นในทั่วไปไม่มีนวัตกรรมอะไร เมื่อเทียบกับชุดชั้นในแนวสปอร์ต

ข้อมูลจากเอ็นพีดี กรุ๊ป พบว่า ชุดชั้นในแนวสปอร์ตมีสัดส่วนราว 20% ของตลาด และกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลให้ทั้งแบรนด์เสื้อผ้ากีฬาและแบรนด์ชุดชั้นในดั้งเดิม ต่างปรับโฟกัสมาที่ตลาดนี้มากขึ้น

“ไนกี้” แบรนด์กีฬายักษ์ใหญ่ของสหรัฐก็เดินตามแนวทางนี้ โดยใช้ผลิตภัณฑ์คอลเล็กชั่น “ไนกี้ โปร บรา” เป็นนางเอกสำหรับลูกค้าสาวๆ ซึ่งในปีที่แล้ว ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงของไนกี้ขยายตัว 20% แตะ 6 พันล้านดอลลาร์ และมาจากสาขาที่จำหน่ายสินค้าประเภทยกทรงที่กระชับสำหรับออกกำลังกาย

ส่วนแบรนด์เสื้อผ้า “อันเดอร์ อาร์เมอร์” ก็ให้ความสำคัญกับยกทรงแบบสปอร์ตในการช่วยขับเคลื่อนธุรกิจเสื้อผ้าผู้หญิง โดยเมื่อเร็วๆ นี้ เพิ่งเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “อาร์เมอร์ บรา คอลเล็กชั่น”

เช่นเดียวกับห้างค้าปลีกสินค้าเกี่ยวกับกีฬา Dick”s Sporting Goods ที่ตอนนี้รวบรวมเสื้อชั้นในหลากหลายแบรนด์มาขายในร้าน และหวังว่าจะปั๊มยอดขายในร้านได้

ด้าน “วิคตอเรีย ซีเคร็ต” แบรนด์ชุดชั้นในผู้หญิง ที่เน้นแนวเซ็กซี่ และยกทรงประเภทเสริมหน้าอกหน้าใจให้ดูดี ก็ยอมรับว่า ธุรกิจกีฬาสำหรับผู้หญิงเป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย แม้บริษัทจะทำธุรกิจที่โฟกัสเรื่องชุดชั้นในของผู้หญิงมาตลอดก็ตาม

มูลค่ายอดขายเสื้อผ้าแนวสปอร์ตสำหรับผู้หญิงขยายตัว 8% ในปีที่แล้ว ใกล้เคียงกับยอดขายรองเท้ากีฬาสำหรับผู้หญิงที่ขยายตัว 8% ในช่วง 6 เดือนแรกของปี

น่าสนใจว่า ไม่เพียงชุดชั้นในที่ออกแบบมาให้เหมาะสำหรับออกกำลังกายจะขายดีเป็นเทน้ำเทท่า แต่ชุดชั้นในที่ผนวกเทคโนโลยีเข้าไป ก็กำลังเป็นเทรนด์ใหม่ที่มาแรงและน่าจับตามอง

เพราะทุกวันนี้ สาวๆ ที่ออกกำลังกายในฟิตเนส เซ็นเตอร์ ไม่ได้ต้องการแค่เสียเหงื่อไปวันๆ แต่พวกเธอต้องการข้อมูลมากกว่านั้นด้วย ทั้งการเผาผลาญแคลอรี รวมถึงการเต้นของหัวใจ

การใส่นาฬิกาอัจฉริยะที่วัดข้อมูลต่างๆ ระหว่างออกกำลังกาย หรือใช้เสียบสายโน่นนี่เข้ากับเครื่องออกกำลังกาย ที่เคยเป็นทางเลือกที่น่าตื่นเต้น อาจจะกลายเป็นเรื่องเก่าไปแล้วก็ได้

ทูเดย์ดอทคอม ระบุว่า ตอนนี้บริษัทอย่าง “เซนซิลค์” (Sensilk) กำลังยกระดับเรื่องนี้ขึ้นไปอีกขั้น โดยติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับต่างๆ เข้าไปในเสื้อผ้าออกกำลังกาย รวมถึงยกทรงแนวสปอร์ตที่เพิ่งเปิดตัวไม่นานมานี้ ซึ่งมีชื่อว่า ไฟลต์ เทค สปอร์ต บรา

แอชลีย์ ไทเลอร์ ดีไซเนอร์ของเซนซิลค์ บอกว่า เทคโนโลยีเรื่องนี้มีอยู่ แต่ยังไม่ได้ถูกผนวกเข้าไปในอุตสาหกรรมสิ่งทอ และการทำให้ลูกค้ารู้สึกเหมือนสวมใส่ยกทรงธรรมดาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย

เสื้อชั้นในของเซนซิลค์สามารถเชื่อมต่อกับสมาร์ตโฟนของผู้สวมใส่ เพื่อวัดระดับการเต้นของหัวใจ การเผาผลาญแคลอรี ระยะทางที่เดิน การออกกำลังกายครั้งสุดท้ายเมื่อไร

“โดนัลด์ หยาง” ซีอีโอของเซนซิลค์ กล่าวว่า บริษัทวิเคราะห์ถึงข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็น และทำให้ผู้หญิงที่ออกกำลังกายบรรลุเป้าหมาย โดยมองเห็นพัฒนาการในแต่ละครั้ง ซึ่งพวกเธอไม่ได้มีเวลามากนัก แต่ก็จำเป็นต้องออกกำลังกายและได้รับข้อมูลแบบเรียลไทม์

ขณะนี้บริษัทยังอยู่ระหว่างทดสอบผลิตภัณฑ์ขั้นสุดท้าย และเปิดให้ผู้สนใจจองยกทรงไฮเทคนี้ล่วงหน้า ในราคาตัวละ 140 ดอลลาร์ ซึ่งค่อนข้างแพงเมื่อเทียบกับเสื้อชั้นในแนวสปอร์ตทั่วไป รวมทั้งบริษัทยังมีแผนจะติดตั้งระบบนี้ในเสื้อของคุณผู้ชายเป็นอันดับต่อไป

สิงคโปร์ 50 ปี วางอดีตกันลงเสียบ้างนะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07072010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เดินเล่นต่างแดน

อ้อมแอ้ม ณ แอลเอ

สิงคโปร์ 50 ปี วางอดีตกันลงเสียบ้างนะ

ฉันเพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่ตัวเองอยากแสดงอารมณ์มากๆ ไป 2 เหตุการณ์ หนึ่งคือ ครบรอบ 50 ปีการก่อตั้งประเทศของสิงคโปร์ และสองคือ การครบรอบ 70 ปีการถล่มฮิโรชิมาและนางาซากิที่ญี่ปุ่น ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะยุติลง

ฉันผูกพันกับสิงคโปร์ มีเพื่อนรักที่เก่ง ฉลาด เป็นมืออาชีพ แล้วก็นิสัยใจคอดีอยู่ประเทศนี้หลายคน เป็นเพื่อนร่วมงานก็มี ทำงานมาด้วยกันอย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ฉันเคยใช้ชีวิตอยู่ในสิงคโปร์ไม่ยาวนัก แต่ได้รับน้ำใจมากมายจากคนที่นั่น ฉันจึงงงนักที่คนไทยชอบมโนเอาว่าคนสิงคโปร์ไม่มีน้ำใจ คนพูดเคยพูดกับคนสิงคโปร์สักกี่คนไม่รู้

หรืออย่างที่คนชอบโวยว่าสิงคโปร์ค่าครองชีพสูง ฉันไปใช้ชีวิตมา ฉันก็ขอเถียงหัวชนฝาหลังชนกำแพงว่าไม่จริง เรื่องแพงไม่แพงนี่พูดกันปาวๆ โดยไม่ดูสิ่งแวดล้อมของแต่ละประเทศมันก็จะกลายเป็นโจ๊กเสียเปล่าๆ

คนสิงคโปร์รายได้ขั้นต่ำเดือนละเกือบแสนบาท ถ้าเขาจะกินบะหมี่ชามละ 4 ดอลลาร์สิงคโปร์ หรือราว 100 บาท มันจะแพงตรงไหน?

ฉันว่าเขาจัดการได้ดีมากด้วยซ้ำในเรื่องจัดหาอาหารราคาเหมาะสม รสชาติดี คุณภาพดี ให้คนเขาได้กิน ทั่วเกาะเขามีศูนย์อาหารขายอาหารมากมายหลายอย่าง รสชาติดี ขายกันมาหลายชั่วคน สถานที่สะอาดพอใช้ ราคาไม่แพง (กลับไปที่เรื่องมาตรฐานรายได้เขาอีกรอบนะ) ถ้ารายได้เกือบแสนกินข้าววันละ 500 บาทมันแพงตรงไหน บ้านเรือนรัฐบาลหาให้ในราคาถูก เป็นเจ้าของตลอดชีวิต คือไม่ว่าจะยากจนตกต่ำแค่ไหน คนสิงคโปร์ก็จะมีบ้านอยู่

ดังนั้น ใครที่เดินผ่านไม่กี่วัน ไปช็อปปิ้งย่านที่มันแพงๆ ไม่เคยไปศึกษาว่าชาวบ้านเขาอยู่กันยังไง แล้วยังจะบ่นต่อเพื่อบอกว่าตัวเองก็รู้จักสิงคโปร์ ก็ขอให้บ่นเบาๆ แต่ในแวดวง อย่าดังเพราะอายเขา

ส่วนญี่ปุ่นนั้น ฉันผูกพันยาวนานยิ่งกว่า มีเพื่อนฝูงที่รู้จักกันมาเกือบ 30 ปี รักกันดี ดังนั้น เวลาญี่ปุ่นมีปัญหาอะไร ฉันจึงอดจะทุกข์ร้อนด้วยไม่ได้ คราวสึนามิ ฉันก็ร้องไห้หงิงๆ เมื่อเห็นเมืองเซนไดที่ฉันเคยไปใช้ชีวิตช่วงสั้นๆ พังราบพร้อมกับชีวิตคนมากมาย

แล้วเวลาเขาครบรอบการถล่มญี่ปุ่นด้วยนิวเคลียร์ทุกเดือนสิงหาคม ฉันก็จะรู้สึกเศร้าไปกับเขาด้วย ทั้งที่ก็รู้เต็มอกว่ากว่าจะมาถึงวันที่ฮิโรชิมากับนางาซากิถูกถล่ม ญี่ปุ่นก็เปรี้ยวเกรี้ยวกราดล่อเป้ามิใช่ย่อย

เวลาผ่านไป อายุเพิ่มขึ้น เพื่อนมากขึ้น หลายอย่างในชีวิตฉันก็ไม่ง่ายเหมือนเคย อย่างเรื่องชื่นชมคนสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์ ฉันก็ต้องระวังไม่ให้ประเจิดประเจ้อมาก เพราะฉันก็มีเพื่อนรักเป็นชาวมาเลเซียหลายคน และเขาก็ดันมีประวัติศาสตร์ปีนเกลียวกันมา มาเลเซียไม่แฮปปี้นักที่เห็นสิงคโปร์เจริญรุดข้ามหน้าข้ามตา ดังนั้น เวลาฉันจะชื่นชมอะไร ฉันต้องระวังมาก

เรื่องญี่ปุ่นนั้นยิ่งหนัก ฉันมีเพื่อนเชื้อชาติจีนมากมาย ทั้งจีนแผ่นดินใหญ่ จีนในอเมริกา จีนในเอเชีย ทั้งหมดต่างมีญี่ปุ่นอยู่ในความทรงจำแบบเลวร้ายมาก คราวสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นทำสงครามเวอร์วังมาก รุกรานไม่หยุด แล้วก็มีหลายเหตุการณ์ที่ทำร้ายจิตใจคนจีนสาหัส กรณีฆ่าหมู่ที่เมืองนานกิง ประเทศจีน ในช่วงที่ญี่ปุ่นยึดครองอยู่ ก็เป็นเรื่องที่คนจีนไม่ยอมลืม ไหนจะเหตุการณ์เกณฑ์หญิงเกาหลีใต้มาเป็นนางบำเรอในกองทัพ เรื่องพวกนี้ก็ยากที่จะลืมสำหรับคนเกาหลีนะ

คนที่เคยไปเยี่ยมอนุสรณ์สถานที่ฮิโรชิมา ที่เขาสร้างรำลึกถึงเหตุการณ์ถูกถล่มด้วยนิวเคลียร์ คงรู้สึกถึงความหดหู่หม่นมัวที่ครอบคลุมไปทั่ว พวกไม่เกี่ยวข้องอะไรกับใครเขาก็เศร้าตามไปด้วย ฉันไปครั้งแรกเมื่ออายุ 20 กว่า ต่อมน้ำตาแตกเมื่อเห็นภาพคนเสียชีวิต ทั้งลูกเล็กเด็กแดงนอนกองพะเนิน เขามีทั้งวิดีโอและนิทรรศการให้ดูอย่างละเอียด

ตอนไปครั้งแรกฉันไปในฐานะแขกของสมาคมสื่อของญี่ปุ่น เขาจัดให้ดูนิทรรศการอย่างสมเกียรติ ก่อนออกมาเขาให้ลงนามในสมุดเยี่ยมด้วย ฉันก็ว่าของฉันไปสุดอารมณ์ เขียนไปน้ำตาหยดแหมะไป

แต่เพื่อนจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ยืนอัดบุหรี่มาตั้งแต่แรกที่เหยียบเข้าไปในอนุสรณ์สถาน คว้าสมุดไปเขียนว่า “ตอแหล! ทีอย่างนี้จำเก่งนักนะมึง ทีนานกิงมึงไม่เอามาเล่ามั่งล่ะวะ” เจ้าภาพมองหน้ากันเลิ่กลั่ก แต่คนญี่ปุ่นนี่ก็สุภาพมากนะ เขาก้มหัวรับสมุดนั้นคืนไปอย่างสงบ ถ้าเป็นประเทศอื่นมีชกกันแล้ว กระนั้นฉันก็สังเกตเห็นเพื่อนญี่ปุ่นของฉันหลายคนหายใจแรง และไม่พูดอะไรอีกเลยตลอดวันนั้น

ไม่ว่าเรื่องราวทั้งหมด มันจะเลวร้ายแค่ไหน ใครจะผิด ใครจะถูก มันต่างเป็นเรื่องที่ผ่านไปแล้วทั้งสิ้น เราไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขสิ่งที่บรรพบุรุษของเราบางคนทำไว้ได้ เราทำได้เพียงแค่ยอมรับ ยอมรับว่าเราและบรรพบุรุษเราก็คือมนุษย์ ที่ผิดพลาดล้มเหลวเลวทรามดีเลิศสลับกันไป เรียนรู้เพื่อจะไม่ซ้ำรอยนั้น เราทำได้แค่นั้น การยึดเอาอดีตมาทำร้ายกันไม่ก่อประโยชน์อันใด

สิงคโปร์เป็นประเทศใหม่ อดีตเขาสั้น เขาเลยไม่มีเรื่องให้ขุ่นข้องเคืองแค้นมากมาย ประเทศเขาเดินไปข้างหน้าอย่างเดียวก็เหนื่อยหนักหนาแล้ว ถ้ามัวแต่วุ่นวายเกลียดคนนั้นชังคนนี้ สิงคโปร์คงมาไม่ถึงวันนี้

ที่สุดฉันก็จบตรงที่ปลื้มสิงคโปร์อีกจนได้ วันนี้ฉันพาไปเที่ยวตลาดสิงคโปร์อีกรอบ แล้วอย่าไปบอกเพื่อนมาเลเซียฉันนะ

เลาะสองเมืองอีสาน เล่าตำนานอุรังคธาตุ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07074010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

หมุดไมล์

โดย คณินพงศ์ บัวชาติ

เลาะสองเมืองอีสาน เล่าตำนานอุรังคธาตุ

บริเวณพื้นที่จังหวัดทางภาคอีสานนั้นว่ากันว่าเป็นดินแดนแห่งพุทธธรรม เพราะนอกจากจะเป็นศูนย์รวมของพระธาตุสำคัญ และมากมายด้วยพระเถระสายวิปัสสนากรรมฐานแล้ว พื้นที่ดังกล่าวยังเป็นเบ้าหลอมของวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์และผสมผสานกันอย่างลงตัว

และเมื่อฉบับที่แล้ว เราไปม่วนหลายที่อีสานใต้กันมา ครานี้จึงอยากอาสาพาไปอีสานเหนือบ้าง ก็คงจะดีไม่น้อย สำหรับผู้ชื่นชอบการเดินทางและเรียนรู้ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมร่วมกับเพื่อนบ้านอาเซียนแล้วล่ะก็ น่าจะเป็นจุดหมายปลายทางที่ควรหาเวลาไปเที่ยวชมอย่างยิ่ง

ว่าแล้ว ไปเลาะอีสานนำกันเด้อ

แต่ก่อนที่เราจะเดินทางเพื่อสักการะขอพรองค์พระธาตุสำคัญ หรือถ่ายรูปวิวทิวทัศน์สวยๆ พร้อมสัมผัสอากาศแสนเย็นสบายริมแม่น้ำโขงแล้ว เราก็ควรมารู้จักดินแดนอีสานเหนือกันก่อน ว่าเหมือนหรือต่างกับอีสานใต้ที่เราเคยไปอย่างไร

อีสานเหนือ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “แอ่งสกลนคร” เป็นที่ราบบริเวณตอนเหนือของเทือกเขาภูพานในเมืองสกลนคร โดยมีอาณาเขตครอบคลุมถึง 1 ใน 4 ของภาคอีสานทั้งหมด นอกจากจะเป็นพื้นที่ทำการเกษตรที่สำคัญแล้ว ยังเป็นแหล่งรวมของอารยธรรมโบราณตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์เป็นต้นมาอีกด้วย

เราจะเริ่มกันที่สกลนครครับ หลายๆ คนฟังชื่อที่นี่ก็คงจะนึกถึงเนื้อโคขุนโพนยางคำที่แสนจะอร่อยนุ่มลิ้นกันเป็นอันดับแรก แต่ที่เมืองแห่งนี้กลับซ่อนมนต์เสน่ห์เอาไว้ และมีนิทานพื้นบ้านที่มีต่อวัฒนธรรมและความเชื่อของคนอีสานอย่างมากมาย เช่น ที่ทะเลสาบหนองหาน หรือ หนองหานหลวง ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่ที่สุดของภาคอีสาน ที่มีตำนานว่าเกิดจากการกระทำของพญานาค ในนิทาน ท้าวผาแดง-นางไอ่

เมืองสกลนคร ในอดีตเรียกว่า เมืองหนองหารหลวง ครับ สันนิษฐานว่าเป็นเมืองร่วมสมัยกับ แคว้นศรีโคตรบูรณ์ ที่ตั้งอยู่บริเวณ 2 ฝั่งโขงในเขตนครพนม-ลาว และอาณาจักรเขมรโบราณ เพราะมีชื่ออยู่ในตำนานการสร้างพระธาตุพนม หรือ “ตำนานอุรังคธาตุ” นั่นเอง

เป้าหมายแรกที่วางไว้คือ การสักการะ พระธาตุเชิงชุม ภายในวัดพระธาตุเชิงชุมวรวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคล พระธาตุองค์นี้นอกจากจะเป็นปูชนียสถานสำคัญคู่บ้านคู่เมืองสกลนครแล้ว ตามอุรังคนิทานยังเล่าว่า เป็นสถานที่บรรจุรอยพระบาทของพระพุทธเจ้า 4 พระองค์ด้วย หลังจากทำบุญและถ่ายรูปกันแบบจุใจแล้ว เราไปต่อกันที่ปราสาทขอมของดินแดนอีสานเหนือกันบ้าง อย่างที่ พระธาตุนารายณ์เจงเวง และ พระธาตุดุม ที่แสดงให้เห็นถึงการแผ่ขยายทางวัฒนธรรมของเขมรโบราณในดินแดนอีสานเหนืออีกด้วย

สำหรับช่วงบ่ายนั้น เห็นทีต้องหนีอากาศร้อนอบอ้าวไปนั่งเรือเล่นในทะเลสาบหนองหานก็คงจะเข้าที เพราะนอกจากจะมีสายลมเย็นๆ และละอองน้ำกระเซ็นมาแตะที่ใบหน้าแล้ว ยังสามารถถ่ายรูปหรือเซลฟี่ตัวเองกับบรรดาบัวหลวงที่บานสะพรั่ง พร้อมเรียกรอยยิ้มและความประทับใจในความงดงามเสมอ

นอกจากสกลนครแล้ว หากมีเวลาก็ควรเดินทางไปยังจังหวัดใกล้เคียงนั่นก็คือ นครพนม นั่นเอง

นครพนม เป็นเมืองที่มีบันทึกทางประวัติศาสตร์มาแต่โบราณครับ ในฐานะที่เป็นเมืองเก่าเคียงคู่กับแคว้นศรีโคตรบูรณ์ แรกเริ่มนั้นตัวเมืองอยู่ทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ต่อมาได้ย้ายมาอยู่ฝั่งขวาสลับกันหลายครั้ง โดยชื่อของเมืองนั้นได้ถูกเปลี่ยนเป็น “มรุกขนคร” และต่อมารัชกาลที่ 1 ได้โปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็น “นครพนม” ตามภูมิประเทศที่ติดกับทิวเขามากมายทางฝั่งลาว

มานครพนมทั้งที หากไม่ได้มาสักการะองค์พระธาตุพนมก็คงเหมือนมาไม่ถึง พระธาตุองค์นี้ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของทั้งชาวไทยและชาวลาวครับ มีผู้คนจากทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำโขงมากราบไหว้ขอพรไม่ขาดสาย ตามตำนานอุรังคนิทานกล่าวถึงประวัติการสร้างไว้ว่า สมัยหนึ่งพระพุทธเจ้าพร้อมทั้งพระอานนท์ได้เสด็จมาลงที่ดอนกอนเนา แล้วเสด็จไปหนองคันแทเสื้อน้ำ (เวียงจันทน์) ได้พยากรณ์ไว้ว่า ในอนาคตจะเกิดบ้านเมืองใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนา จากนั้นได้ทรงพยากรณ์ที่ตั้งเมืองมรุกขนคร (นครพนม) และได้ประทับพักแรมที่ภูกำพร้า 1 คืน วันรุ่งขึ้นเสด็จข้ามแม่น้ำโขง ไปบิณฑบาตที่เมืองศรีโคตรบูรณ์ พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า เมื่อพระองค์เข้านิพพานแล้ว พระมหากัสสปะจะนำเอาพระอุรังคธาตุ หรือพระบรมสารีริกธาตุส่วนพระอุระมาบรรจุไว้ ณ ที่นี้

พระธาตุพนมได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาหลายครั้ง จนมีลักษณะแบบที่เห็นในปัจจุบัน และยังเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีวอก (ลิง) รวมถึงผู้ที่เกิดวันอาทิตย์อีกด้วย

นอกจากจะได้ขอพรและถ่ายภาพสวยๆ กับพระธาตุศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนอีสานแล้ว ระหว่างทางจะพบกับอำเภอเรณูนคร อันเป็นต้นกำเนิดของคำว่า “เรณูผู้ไท” วรรคหนึ่งในคำขวัญของนครพนม นั่นเอง

ชาวผู้ไท หรือ ภูไท เป็นกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งที่ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในภาคอีสาน โดยเฉพาะทางอีสานเหนือในเขตจังหวัดกาฬสินธุ์, สกลนคร และนครพนม ครับ โดยเฉพาะที่นครพนมนั้นมีการแต่งกาย, วัฒนธรรมและประเพณีที่มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง เช่น การฟ้อนบูชาพระธาตุพนม ที่จะแสดงในงานเทศกาลนมัสการพระธาตุพนม หรือในวันออกพรรษาก่อนงานไหลเรือไฟทุกๆ ปี

ก่อนจะเดินทางกลับ ผมไม่อยากให้พลาดทานอาหารท้องถิ่นขึ้นชื่อของอีสานกันครับ ไม่ว่าจะเป็นเมนูอาหารเช้าสไตล์ฝรั่งเศสที่ผสมผสานความเป็นเวียดนามอย่าง ไข่กระทะ, บาแกตต์ หรือจะเป็นอาหารอีสานรสแซบไม่ว่าจะเป็นส้มตำ, ต้มแซบ, ลาบ ฯลฯ ทานกับข้าวเหนียวร้อนๆ รับรองว่าแซบอีหลีครับ

ส่วนฉบับหน้า หมุดไมล์จะพาไปที่ไหนนั้น ยังไงต้องติดตามกันต่อไปนะครับ

ในวันที่ 25-27 กันยายน 2558 นี้ เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “ย้อนรอยตำนานอุรังคธาตุ เมืองหนองหารหลวง-แคว้นศรีโคตรบูรณ์ จ.สกลนคร-นครพนม” ที่มติชน อคาเดมี จะนำพาทุกท่านได้ร่วมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมร่วมทริปกับวิทยากรพิเศษ คุณวลัยลักษณ์ ทรงศิริ เจ้าหน้าที่วิชาการ ประจำมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือที่ http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

ท่องอัลมาตี ส่องเทือกเขาเทียนซาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เที่ยวไปตามแผนที่

ภควิตา อัจจาธร srangbun@hotmail.com

ท่องอัลมาตี ส่องเทือกเขาเทียนซาน

หากถามนักเดินทางว่าอยากจะไปประเทศไหนในโลก เชื่อว่ามีไม่มากที่จะตอบว่าอยากไปคาซัคสถาน (Republic of Kazakhstan) แต่ถ้าใครได้ไปดินแดนแห่งนี้แล้ว รับรองได้ว่ามีหลายสิ่งหลายอย่างที่ผู้มาเยือนต้องติดอกติดใจ โดยเฉพาะอัธยาศัยใจคอของผู้คนที่ค่อนข้างเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว ซึ่งประชากรของที่นี่ 17 ล้านคน ส่วนใหญ่ 70 เปอร์เซ็นต์ นับถือศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ แต่มีวิถีชีวิตแบบอิสลามที่ผสมผสานกับความเป็นรัสเซีย สรุปคือไม่ค่อยเคร่งนัก

ว่าไปแล้วในบรรดาประเทศต่างๆ ที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของสหภาพโซเวียตนั้น คาซัคสถาน โดดเด่นกว่าเพื่อน เพราะนอกจากจะเป็นประเทศส่งออกน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และแร่ธาตุต่างๆ แล้ว ยังมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลก โดยมีพื้นที่กว้างขวางถึง 2.7 ล้านตารางกิโลเมตร พอๆ กับภูมิภาคยุโรปตะวันตก และใหญ่เป็น 5 เท่าของประเทศไทย ทิศตะวันออกติดจีน ทิศตะวันตกติดทะเลสาบแคสเปียน ทิศตะวันออกเฉียงเหนือติดคีร์กีซสถาน ทิศตะวันตกเฉียงใต้ติดเติร์กเมนิสถาน ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่กึ่งทะเลทราย (Steppe)

มอสโกแห่งเอเชียกลาง

เมื่อไม่นานมานี้ “คุณเอื้อมพร จิรกาลวิศัลย์” ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานมอสโก ชักชวนนักข่าว 4 ชีวิตจากกรุงเทพฯ ให้ไปร่วมงานว่า “Amazing Thailand Road Show To Kazakhstan 2015” โดยมีหลายหน่วยงานร่วมกันจัด ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เจ้าภาพหลักๆ คือ ททท.สำนักงานมอสโก สถานทูตไทยในกรุงอัสตานา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงมอสโก สายการบินแอร์อัสตานา ฯลฯ โดยยกขบวนผู้ประกอบการของไทยเกือบร้อยชีวิตไปด้วย ทั้งภาคธุรกิจการท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งบรรดาผู้ผลิตสินค้าต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแปรรูปอาหาร เครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ฯลฯ ซึ่งปรากฏว่าผลตอบรับเป็นไปด้วยดี หลายรายคู่ค้าจะเดินทางมาไทยเพื่อติดต่อธุรกิจกันต่อไป

คุณเอื้อมพร ให้ข้อมูลว่า ชาวคาซัคฯ นิยมไปเที่ยวทะเลเมืองไทยมาก เนื่องจากประเทศนี้ไม่มีทางออกทางทะเล โดยบ้านเราติด 1 ใน 5 ประเทศยอดนิยมที่นักท่องเที่ยวคาซัคฯ ชอบมาเยือน ซึ่งมักจะไปกันตอนหน้าหนาวที่บ้านเขาบางเมืองติดลบ 40-50 องศาเซลเซียส

โชคดีช่วงที่เราไปเป็นต้นฤดูร้อน อากาศโดยรวม 20 กว่าองศา ไม่ร้อนไม่หนาวนัก บางช่วงมีฝนตก ที่สำคัญ ยังได้มีโอกาสเห็นหิมะปกคลุมเทือกเขาเทียนซานอยู่แต่ไกล ซึ่งเป็นพรมแดนกั้นระหว่างคาซัคฯ กับจีน และเทือกเขาแห่งนี้ก็ยังเป็นแนวพรมแดนธรรมชาติกั้นระหว่างคาซัคสถานกับคีร์กีซสถานอีกด้วย

นครอัลมาตีนี้เคยเป็นเมืองหลวงเก่าของคาซัคสถาน ฉะนั้น จึงเป็นเมืองศูนย์กลางในทุกๆ ด้าน ทั้งอุตสาหกรรม การค้าการลงทุน การศึกษา และศิลปวัฒนธรรม มีอาคารสถานที่เก่าๆ สวยๆ ในสมัยที่ยังเคยอยู่กับสหภาพโซเวียตมาก่อน จนได้รับฉายาว่า “มอสโกแห่งเอเชียกลาง” เป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญเพราะติดกับชายแดนจีน

สวนสาธารณะร่มรื่นด้วยต้นไม้

ชอบเมืองนี้ตรงที่มองไปจุดไหนก็จะเห็นแต่ต้นไม้สีเขียว เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสวนสาธารณะ และสองข้างทางก็มีต้นไม้ใหญ่ให้ความร่มรื่นตลอด โดยลำต้นบางส่วนเป็นสีขาว นัยว่าเพื่อให้เห็นเด่นชัดในเวลากลางคืน

เมืองนี้ในอดีตเป็นเมืองที่เคยปลูกแอปเปิ้ลกันเป็นล่ำเป็นสันมาก่อน ต่อมาเมื่อความเจริญมาถึง พื้นที่ปลูกก็ลดน้อยลงไป ตอนนี้รัฐบาลกำลังฟื้นฟูให้กลับมาปลูกแอปเปิ้ลและผลไม้เมืองหนาวต่างๆ

ใครมาอัลมาตีสถานที่จะขาดเสียไม่ได้คือ อนุสาวรีย์อิสรภาพ (Monument of Independence) สร้างขึ้นเพื่อระลึกถึงการเป็นอิสรภาพ หลังแยกออกจากสหภาพโซเวียต ในปี 2534

ส่วนสวนสาธารณะแพนฟิลอฟ (Panfilov Park) มีอนุสาวรีย์ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงความหาญกล้าของวีรบุรุษชาวคาซัคฯ ที่ช่วยโซเวียตรบกับนาซีในสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่นี่มีเปลวไฟลุกโชนตลอดไม่มีดับ

ในบริเวณเดียวกับสวนสาธารณะแพนฟิลอฟ เดินไปไม่เท่าไหร่เป็นโบสถ์คริสต์เซนคอฟ (Zenkov Cathedral) อายุกว่า 100 ปี เป็นโบสถ์นิกายอีสเทิร์นออโธดอกซ์ ยอดโดมเป็นสีทอง สร้างด้วยไม้โดยไม่ใช้ตะปูเลย ด้วยเหตุนี้ จึงรอดพ้นจากแผ่นดินไหวมาได้ เสียดายข้างในก็สวยแต่เขาห้ามถ่ายรูป

วันที่ไปอากาศกำลังดีฝนไม่ตกไม่ร้อน มีผู้คนออกมาเดินเที่ยวในสวนสาธารณะแห่งนี้จำนวนมาก ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ด้านหน้าโบสถ์มีรถม้าให้นักท่องเที่ยวใช้บริการด้วย เป็นสวนที่ร่มรื่นจริงๆ ต้นไม้แต่ละต้นใหญ่ยักษ์ เขาตกแต่งสวนได้สวยงามเป็นระเบียบ

นั่งกระเช้าลอยฟ้าชมวิว

ไม่ไกลกันนักเป็นพิพิธภัณฑ์เครื่องดนตรีพื้นเมือง ซึ่งได้แต่ถ่ายรูปข้างนอก หลังออกจากสวนแห่งนี้ คณะเราก็มุ่งหน้าตรงไปที่ตลาด กรีน บาซาร์ เหมือนตลาดสดบ้านเรา แต่แตกต่างกันสุดๆ เพราะที่อัลมาตีสะอาด จัดเป็นโซนให้ง่ายต่อการซื้อ ไม่มีเสียงจ้อกแจ้กจอแจวุ่นวาย

แม้จะเป็นตลาดไม่ใหญ่แต่ใช้เวลาอยู่ที่นี่นานเป็นชั่วโมงเพราะต้องซื้อของกันหลายอย่างก่อนที่จะไม่มีโอกาส โดยซื้อผลไม้แห้งต่างๆ ที่บ้านเราไม่มี อย่าง อินทผาลัม ลูกเกด รวมทั้งจำพวกถั่ว อาทิ วอลนัท พิสตาชิโอ ฯลฯ ซึ่งถูกกว่าบ้านเรามากกิโลละหลายร้อยบาท แต่ใช้เงินเต็งเก (Tenge) ของเขาซื้อ โดยต้องเอาเงินไทยไปแลกเป็นเงินดอลลาร์สหรัฐ จากนั้นไปแลกเป็นเต็งเกอีกทอด ตก 1 ดอลลาร์ ได้ 184 เต็งเก

ตลาดสดแห่งนี้ยังมีโซนขายเนื้อหลากประเภท มีโซนสมุนไพรและโซนที่ขายน้ำผึ้งโดยเฉพาะ ทำให้เดินจ่ายตลาดได้ง่ายขึ้น ผลไม้เมืองหนาวก็เต็มไปหมด น่าซื้อมาก ส่วนด้านนอกก็เป็นสินค้าเบ็ดเตล็ดทั่วไป เท่าที่เห็นเป็นสินค้ามาจากจีนเยอะ เพราะอย่างที่บอกนครอัลมาตีติดกับชายแดนจีน

ความจริงอัลมาตีมีสถานที่ท่องเที่ยวอีกหลายจุดที่น่าไป อย่าง พิพิธภัณฑ์กลาง อันเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในอัลมาตี บอกเล่าประวัติศาสตร์ชาติคาซัคสถาน

หุบเหวชาริน (Charyn Canyon) ที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ฟาร์มเหยี่ยว และถนนอาร์บัต (Arbat) ถนนคนเดิน แหล่งรวมสินค้าราคาถูกนานาชนิด ประเภทคนทำเอามาขายเอง

โชคดีบางวันมีเวลาเหลือหลายชั่วโมงเลยได้ออกจากตัวเมืองไปยัง Medeu Skating Rink and Ski Resort ซึ่งมีความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,000 กว่าเมตร ตอนขึ้นไปอากาศเย็นสบายดี อุณหภูมิประมาณ 20 องศาเซลเซียส แค่ใส่แจ๊กเก็ตก็เอาอยู่ แต่ลมอาจจะแรงหน่อย

ที่นี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตอีกแห่งของทั้งนักท่องเที่ยวคาซัคฯ และชาวต่างชาติ เพราะนอกจากจะเห็นวิวทิวทัศน์ของภูเขาน้อยใหญ่ในเทือกเขาเทียนซานแล้ว ยังมีอะไรให้ผู้คนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ได้สนุกสนานกันอย่างเต็มที่ อย่างเช่น เครื่องเล่นนานาชนิด มีเหยี่ยวตัวเป็นๆ ให้จับต้องให้ถ่ายรูปใกล้ชิด ใครอยากจะนั่งกระเช้าลอยฟ้าชมวิวก็มีไว้บริการ หรือถ้าหน้าหนาวก็สามารถเล่นสกีได้ด้วย หิวก็มีอาหารการกินตลอด มีมุมถ่ายรูปสวยๆ ให้เซลฟี่เยอะแยะ

พูดถึงเหยี่ยว ช่วงเวลาไปยืนดูเจ้าหนุ่มเจ้าของเหยี่ยวได้ลูกค้าหลายรายทีเดียว ค่าถ่ายรูปครั้งหนึ่งตก 200 บาท ซึ่งเขาจะต้องปิดตาเหยี่ยวด้วย เพื่อไม่ให้มันเห็น สอบถามได้ความว่าเนื่องจากมันเป็นสัตว์นักล่าและดุร้าย ถ้าไม่ปิดมันอาจจะทำร้ายคนได้

นิยมกินเนื้อสัตว์รวมทั้งเนื้อม้า

มาคาซัคฯ ทั้งที ถ้าใครไม่ได้กินเนื้อม้า ขอบอกยังมาไม่ถึงเพราะที่นี่เขาทานเนื้อม้ากันเป็นเรื่องปกติแถมมีหลากหลายเมนู ด้วยเหตุนี้ ทางททท.สำนักงานมอสโก จึงได้เลี้ยงอาหารท้องถิ่น 2 มื้อ โดยสั่งเมนูเนื้อม้าและอื่นๆ ที่พวกเราคนต่างชาติสมควรจะได้หม่ำกัน ขนมหวานบางอย่างก็คล้ายๆ กับบ้านเรา นั่นคือ จัก จัก (Chak-Chak) เหมือนเส้นหมี่ใหญ่ทอดฉาบน้ำเชื่อมหรือน้ำผึ้ง ทำเป็นก้อนๆ แล้วโรยหน้าด้วยผลไม้แห้ง อาทิ ลูกเกด ลูกพลับ หรืออัลมอนด์ รสชาติอร่อยดีแต่หวานมาก เลยชิมไปนิดหน่อยพอให้รู้รสชาติ

ในมื้อที่ทานอาหารร่วมกับคณะททท.สำนักงานมอสโกที่อัลมาตีนั้น สองสาวคาซัคฯ ในทีมงาน เธอดื่มเบียร์แบบเป็นเรื่องปกติ และในเมนูที่สั่งล้วนเต็มไปด้วยเนื้อสัตว์หลากชนิด พอกลับมาถึงเมืองไทย หาข้อมูลดูจึงรู้ว่าชาวคาซัคฯ ชอบบริโภคเนื้อสัตว์ อย่างที่เว็บไซต์ของสถานทูตไทยในกรุงอัสตานาระบุว่า อาหารของชาวคาซัคฯ มักจะมีเนื้อเป็นองค์ประกอบหลัก โดยเฉพาะเนื้อม้า เนื้อแกะ นม และนมเปรี้ยว รวมทั้งอาหารที่มีลักษณะใกล้เคียงอาหารเอเชีย เนื่องจากมีพรมแดนติดกับจีน นอกจากนี้ ชาวมุสลิมในประเทศเครือรัฐเอกราชส่วนมากนิยมดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ โดยเฉพาะวอดก้า เนื่องจากอิทธิพลวัฒนธรรมของรัสเซียและเงื่อนไขทางสภาพอากาศที่หนาวเย็น

นอกจากนี้ ยังแนะนำด้วยว่าตลาดเอเชียกลางมีการผลิตสินค้าเกษตรประเภทพืชผักผลไม้ แต่ยังมีการพัฒนาด้านการแปรรูปและการเก็บรักษาอาหารไม่มากนัก ผู้ประกอบการไทยอาจพิจารณาการร่วมลงทุนในอุตสาหกรรมแปรรูปผักผลไม้ และอุตสาหกรรมอาหารกระป๋อง (เนื้อสัตว์ ไส้กรอก ปลาแปรรูป น้ำมันพืช อาหารกระป๋อง ขนมหวานผลิตภัณฑ์จากแป้ง ฯลฯ) เพื่อตอบสนองความต้องการสินค้าในภูมิภาค และแก้ไขข้อจำกัดในด้านการขนส่งและเก็บรักษาสินค้าเพื่อการส่งต่อไปยังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

ข้อมูลทั้งหมดนี้ สอดรับกับที่ผอ.ททท.สำนักงานมอสโกบอกว่า ทั้งรัสเซียและประเทศอื่นๆ ที่เคยอยู่ในสหภาพโซเวียตมาก่อน เป็นตลาดที่มีศักยภาพที่สินค้าไทยน่าจะเข้าไปทำตลาดที่นั่นได้ไม่ยาก เพราะอย่างคาซัคสถานนั้นชอบสปาไทย ชอบนวดไทยมาก แต่ละแห่งจะตั้งชื่อเป็นนวดไทย นวดสยาม แต่เจ้าของเป็นชาวคาซัคฯ ที่สำคัญ ชอบมาเที่ยวทะเลเมืองไทยมาก

คราวหน้าจะพาไปเที่ยวกรุงอัสตานา ซึ่งเป็นเมืองหลวงที่มุนษย์เสกสรรปั้นแต่งอย่างวิลิศมาหรา มีตึกระฟ้าตระการตาไปหมด มาที่นี่แล้วจะรู้ว่าอำนาจเงินเนรมิตได้อย่างสวยงามจริงๆ

พิชิตฝัน ทัวร์ดวงจันทร์หัวละ 5 พันล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

พิชิตฝัน ทัวร์ดวงจันทร์หัวละ 5 พันล้านบาท

เมื่อเร็วๆ นี้ นาซาเพิ่งเผยภาพด้านมืดของดวงจันทร์ ทำให้เราเห็นว่าดาวโลกสีน้ำเงินดวงนี้สวยงามกว่าดวงจันทร์มากมายหลายเท่านัก

หลายคนอาจไม่รู้ว่าภาพดวงจันทร์ที่เรามองเห็นกันอยู่ทุกวันนั้นเป็นภาพด้านสว่างเพียงด้านเดียวของดวงจันทร์ เพราะดวงจันทร์จะหันด้านเดียวเข้าหาโลกเสมอ ส่วนอีกด้านของดวงจันทร์ที่เรามองไม่เห็นนั้นเรียกว่า “ด้านมืด”

โดยปกติแล้วถ้าเรามองดวงจันทร์จากพื้นโลกจะไม่มีทางได้เห็นด้านหลังของดวงจันทร์เลย เพราะดวงจันทร์หมุนโคจรไปพร้อมกับโลก เป็นการหมุนแบบสมวาร (Synchronous rotation) เราจึงเห็นดวงจันทร์จากโลกด้านเดียวเสมอซึ่งบางทีก็เรียกว่าด้านใกล้ของดวงจันทร์

และเหตุที่เรามองเห็นดวงจันทร์เป็นรอยด่างดำชัดเจน ก็เพราะว่าเป็นแสงและเงาที่เกิดจากความสูงต่ำบนผิวดวงจันทร์ ถ้าเห็นความสว่างบนพื้นผิวมากแสดงว่าเป็นบริเวณที่ราบสูง ถ้าเห็นความมืดคล้ำบนพื้นผิวแสดงว่าเป็นที่ราบต่ำ

ภาพที่นำเอามาให้ชมนี้เป็นด้านมืดของดวงจันทร์ เพราะยานอวกาศของนาซาสามารถถ่ายจากด้านนอกอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์เข้ามาโดยมีโลกเป็นฉากหลัง กล้องของนาซาได้เผยให้เห็น “ด้านมืด” ของดวงจันทร์ (Dark Side of the Moon) ที่ชาวโลกไม่เคยได้เห็นมาก่อน และทำให้เราได้รู้ว่าโลกของเรานั้นเป็นวัตถุที่สว่างไสวในห้วงอวกาศอันมืดมิด เป็นดวงดาวสีน้ำเงินที่งดงามเหลือเกิน

ภาพของนาซาภาพนี้เป็นการมองโลกจากดวงจันทร์ ทำให้เราได้เห็นโลกเป็นสีฟ้าจากสีของพื้นน้ำมหาสมุทร และมีสีขาวปกคลุมไปทั่วจากเมฆ ได้เห็นพื้นดินบ้างเป็นรูปร่างของทวีปต่างๆ ชัดเจน เหมือนที่เราได้เห็นบนแผนที่โลก

ความงดงามและปริศนาอันท้าทายในห้วงอวกาศที่ยังมีสิ่งลี้ลับอันมากมายให้ค้นหานี่เอง ที่ทำให้มนุษย์โลกปรารถนาที่จะก้าวข้ามข้อจำกัดในเรื่องการสำรวจอวกาศที่เปิดทางให้เฉพาะเจ้าหน้าที่นาซาและโครงการอวกาศขนาดใหญ่ เงินทุนมหาศาลที่ทำกันในระดับประเทศมหาอำนาจเท่านั้น

หลังจากภาคเอกชนได้พัฒนาการสำรวจอวกาศขึ้น จนสามารถออกแบบยานอวกาศที่เชื่อว่าจะพาคนธรรมดาออกไปท่องอวกาศได้ ความฝันที่จะเกิดทัวร์ดวงดาวต่างๆ โดยเฉพาะดวงจันทร์ซึ่งถือว่าเป็นดวงดาวบริวารที่อยู่ใกล้โลกที่สุด ก็ใกล้เป็นจริงเข้ามาทุกที

คำถามที่ว่า ในอนาคตจะมีทัวร์ไปดวงจันทร์ ได้หรือไม่ เวลานี้มีคำตอบแล้วคือ บริษัท Excalibur Almaz Limited (EA) เป็นบริษัทการบินอวกาศเชิงพาณิชย์ ได้ร่วมกับ NASA เปิดการขนส่งในอวกาศในวงโคจรระดับต่ำ และมีแผนจะขนส่งไกลออกไปถึงวงโคจรดวงจันทร์ พร้อมกับการสำรวจดวงจันทร์ และยังมีวัตถุประสงค์ทำเหมืองแร่บนดาวเคราะห์อื่นๆ ด้วย

Excalibur Almaz Limited มีโครงการท่องเที่ยวอวกาศหลายรายการคือ การนำนักท่องเที่ยวไปชมดวงจันทร์ (ในวงโคจร ไม่ได้ลงจอด) หรือ ชมดาวเคราะห์น้อยที่โคจรเฉียดใกล้โลก และฝันไกลกระทั่งท่องอวกาศลึกออกไปไกลจากโลกเหมือนที่เราเห็นในภาพยนตร์แนวไซไฟหลายเรื่อง ซึ่งคาดว่าจะสามารถเกิดขึ้นได้จริงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ในราคาประหยัดสุดๆ

เท่าที่มีข้อมูลตอนนี้คือ Excalibur Almaz Limited ตั้งราคาทัวร์ดวงจันทร์เอาไว้เมื่อปี 2012 ที่ 155 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นเงินบาทที่อัตราแลกเปลี่ยน 32-33 บาท/ดอลลาร์ ใครอยากไปเที่ยวดวงจันทร์ก็เตรียมเงินเอาไว้เลย 5,000 ล้านบาทเบาะๆ เพราะถ้าทำโครงการได้จริงเชื่อว่าต้นทุนน่าจะพุ่งจากเดิมเป็นเท่าตัว อย่างแน่นอน

นอกจากการยั่วยวนให้บรรดาเศรษฐีเงินถังนั่งยานอวกาศไปเที่ยวดวงจันทร์กันแล้ว ยังมีทัวร์อวกาศในรูปแบบอื่นอีก ได้แก่ การพาผู้โดยสารไปสัมผัสประสบการณ์อันสุดแสนประทับใจบนสถานีอวกาศนานาชาติ รวมทั้งยังให้ทำกิจกรรมอื่นมากมาย เช่น นักท่องเที่ยวอาจได้ใช้เวลาอยู่นอกสถานีอวกาศจริงๆ เพื่อสัมผัสประสบการณ์ในขณะที่ลอยตัวเท้งเต้งอยู่นอกโลก ได้ชมดวงจันทร์ใกล้ๆ แบบเต็มตา หรืออาจเป็นการเดินทางรอบวงโคจรของโลก เป็นต้น

มีข่าวว่า คนที่รักการท่องอวกาศเตรียมตัวเตรียมใจไปท่องอวกาศจำนวนหนึ่ง ได้เซ็นสัญญากับบริษัทที่ให้บริการด้านท่องเที่ยวอวกาศไปพอสมควร และส่วนใหญ่ทำทัวร์คล้ายๆ กันคือ เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวอวกาศได้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่งในการออกไปลอยตัวอยู่นอกสถานีอวกาศ

แต่ไม่ใช่ว่าแค่มีเงินแล้วจะท่องเที่ยวอวกาศได้นะ คนที่อยากไปเห็นดาวโลกจากนอกโลกจริงๆ จะต้องใช้เวลาฝึกซ้อมเตรียมตัว เตรียมร่างกาย และความพร้อมอยู่เป็นปีๆ เลยทีเดียว หากสภาพร่างกายไม่สมบูรณ์ตามเกณฑ์ก็ต้องสละสิทธิ์และขายตั๋วให้กับนักท่องเที่ยวคนอื่นไป

ขณะนี้มีบริษัทเอกชนอยู่ประมาณ 7 บริษัท ที่ให้บริการด้านท่องเที่ยวอวกาศคือ เวอร์จิน กาแลกติก, สตาร์เชสเซอร์, บลู ออริจิน, อาร์มาดิลโล แอโรสเปซ, เอ็กซ์คอร์ แอโรสเปซ, ร็อกเกตเพลน และ สเปซ แอดเวนเจอร์

ทัวร์อวกาศในลักษณะนี้ประเมินต้นทุนในปัจจุบันไว้คร่าวๆ แค่หัวละ 7-10 ล้านบาท แต่ยังไม่มีใครทำได้จริง เชื่อว่าเมื่อถึงเวลาพาทัวร์ได้ ค่าทัวร์คงเพิ่มมากกว่านี้อีกหลายล้าน

คราวหน้าจะพาไปเจาะลึกทัวร์อวกาศของแต่ละค่ายนะ…โปรดติดตาม

เลี้ยงวัวเป็นอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

เลี้ยงวัวเป็นอาชีพ

เส้นทางเศรษฐีฉบับที่แล้ว ผมเขียนถึงคนที่มีอาชีพเลี้ยงม้า

ฉบับนี้บังเอิญได้ไปเที่ยวที่จังหวัดแพร่ มีโอกาสได้ไปชมนิทรรศการเกี่ยวกับการเกษตร เกี่ยวกับการปลูกมะนาว ปลูกกล้วยหอม ปลูกข้าว และการเลี้ยงสัตว์ เช่น ปลาและวัว

ในการนี้ ได้ให้ผู้ที่ประกอบอาชีพด้านต่างๆ นำผลผลิตมาแสดงด้วย

ผมสนใจเกือบทุกเรื่อง เพราะเป็นคนชอบงานเกี่ยวกับเกษตรมานานแล้ว เพียงแต่ไม่เคยลงมือทำจริง เคยทำแต่ในฝันเท่านั้น

สำหรับในวันที่ว่านี้ ผมให้ความสนใจกับการเลี้ยงวัวเป็นพิเศษ เพราะวัวพันธุ์อะไรก็ไม่รู้ ตัวใหญ่มาก ใหญ่เท่าควาย ตัวสีดำสนิท แถมยังมีรูปร่างสวยงามอีกต่างหาก

นับว่าโชคดีที่ขณะผมเข้าไปยืนชมวัวตัวที่ว่านี้ มีเจ้าของวัวคือ นายสวง ฉิมยาม ยืนอยู่พอดี จึงได้รู้ว่าวัวตัวที่ผมกำลังชื่นชม เป็นวัวพันธุ์แองกัส + บราห์มัน ที่มีชื่อเป็นไทยว่า วัวดำเมืองแพร่

“มีคนมาขอซื้อวัวตัวนี้แล้ว 500,000 บาท ผมยังไม่อยากขาย” เจ้าของวัวบอก

อย่างไรก็ตาม เจ้าของวัวบอกว่า เพิ่งขายวัวพันธุ์นี้เฉพาะตัวผู้ไปให้จีน 10 ตัว ได้เงินมาเกือบล้านเมื่อเร็วๆ นี้ ทำให้ได้เงินมาเป็นทุนเลี้ยงวัวต่อ เพราะการเลี้ยงวัวเป็นอาชีพหลักของเขา

ก่อนมาถึงวันนี้ นายสวง เล่าความเป็นมาให้ฟังว่า

เขาเป็นคนปทุมธานี เล่าเรียนมาน้อย ได้งานทำครั้งแรกเมื่ออายุ 19 ปี ทำอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งที่บางลำพู กรุงเทพฯ

วันหนึ่งได้นั่งรถไปเที่ยวจังหวัดแพร่ ผ่านอำเภอเด่นชัย ได้มองเห็นคนเลี้ยงวัวต้อนวัวผ่านถนนไปกลางทุ่งนา จึงเกิดแรงบันดาลใจให้อยากเลี้ยงวัวบ้าง

นายสวงจึงตัดสินใจเปียร์แชร์ได้เงินมาจำนวนหนึ่งไปซื้อวัวที่กำลังจะถูกคนเลี้ยงส่งโรงฆ่าสัตว์มา 2 คู่

ที่ต้องซื้อวัวก่อนถูกเชือดทำให้มีความรู้สึกดีด้วยที่ได้ช่วยชีวิตวัว

จำได้ว่าซื้อวัว 2 คู่ด้วยเงิน 9,500 บาท ซึ่งเมื่อหลายสิบปีมาแล้วถือว่าไม่ถูก

ซื้อวัวมาเลี้ยงก็จริงแต่ไม่กล้าเสี่ยงที่จะออกจากงานโรงแรมไปเลี้ยง จึงได้จ้างเด็กที่เป็นลูกเจ้าของวัวคนเดิมให้ช่วยเลี้ยงต่อไป โดยตัวเขาจะลางานเป็นระยะๆ เพื่อไปดูวัวที่จ้างเขาเลี้ยงไว้

คนเลี้ยงใช้วิธีเลี้ยงแบบง่ายๆ โดยจูงวัวไปกินหญ้าที่ไหนก็ได้ เพราะพื้นที่แถบนั้นจะมีหญ้าให้วัวกินอย่างเพียงพอ

ส่วนคอกวัวก็ทำขึ้นที่บ้านของคนรับจ้างเลี้ยง

วัวได้ขยายพันธุ์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะวัวตัวเมียออกลูกให้ปีละตัว ส่วนตัวผู้พออายุ 18 เดือนก็ผสมพันธุ์ได้แล้ว โดยเขาได้หาเงินจากการทำงานมาสมทบ

ระยะหลังเพื่อให้มีรายได้เพิ่มเขาได้ลาออกจากงานโรงแรมเพื่อทำการค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการใช้รถมอเตอร์ไซค์นำสินค้าขายตามหมู่บ้านและบ้านพักคนงานก่อสร้าง เพื่อเอาเงินมาเลี้ยงวัว

พอมีวัวเพิ่มขึ้น ทำให้มีรายได้จากการขายวัว ชนิดว่าพออยู่ได้ จนมีเงินเหลือพอที่จะซื้อที่ดินเป็นของตัวเองได้ก็ซื้อ จากไม่กี่ไร่เพิ่มขึ้นเป็น 30 ไร่ในปัจจุบัน เป็นที่ทุ่งนาราคาไม่แพง

รายได้จากการเลี้ยงวัวส่วนใหญ่เป็นการขายวัวเป็นตัวๆ รายได้เสริมก็คือขี้วัว มีคนมาซื้อไปทำปุ๋ย

อาหารวัวส่วนใหญ่จะใช้หญ้าตามธรรมชาติ ยกเว้นวัวขุนก็จะใช้อาหารเสริมซึ่งมีขายอยู่ทั่วไป

นายสวง เล่าต่อว่า หลังจากเลี้ยงวัวพันธุ์พื้นเมืองอยู่นานพอสมควร เกิดมีความรู้สึกขึ้นมาว่าไม่ควรเสียเวลากับการเลี้ยงวัวพื้นเมือง เพราะได้ราคาไม่ดี แต่ใช้เวลาเท่าๆ กัน น่าจะเปลี่ยนไปเลี้ยงวัวพันธุ์ต่างประเทศบ้าง

จึงตัดสินใจซื้อวัวพันธุ์แองกัส + บราห์มัน หรือที่คนแพร่รู้จักกันดีว่า วัวดำเมืองแพร่ มาเลี้ยงดู น่าจะดีกว่า

แต่เนื่องจากถ้าซื้อวัวพันธุ์ดำเมืองแพร่ตัวใหญ่ต้องลงทุนซื้อพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์ซึ่งราคาสูง เกินกำลังที่จะซื้อได้ เขาจึงจำเป็นต้องซื้อลูกวัวพันธุ์นี้มาคู่หนึ่งด้วยเงิน 25,000 บาท แทนวัวที่โตเป็นหนุ่มเป็นสาวแล้ว

จากวัวคู่แรก ปัจจุบันมีเลี้ยงอยู่ 6 ตัว เพราะเพิ่งขายส่งไปให้จีน 10 ตัว ตามที่เล่ามาแล้วข้างต้น

6 ตัวมีตัวผู้เพียงตัวเดียว จึงเป็นตัวผู้ที่โชคดีเพราะมีเมียถึง 5 ตัวอยู่ประจำคอกเดียวกัน

แต่ละเดือนจะมีคนจูงวัวตัวเมียมาขอผสมพันธุ์อีกหลายตัว เพราะวัวตัวผู้สามารถผสมพันธุ์ได้หลายครั้งใน 1 เดือน คือพักเพียง 3 วันก็มีน้ำเชื้อให้ผสมพันธุ์ได้แล้ว

วัวพันธุ์นี้ฉลาดด้วย แค่ส่งตัวเมียเข้าไปขังรวมกับตัวผู้ มันก็จัดการเสร็จ โดยไม่จำเป็นให้เจ้าของสั่ง

นายสวงจึงมีรายได้จากการรับผสมพันธุ์เดือนละเป็นหมื่น เพราะคิดค่าผสมพันธุ์ครั้งละ 3,000 บาท

ที่มีคนเลี้ยงวัวรายอื่นๆ จูงวัวมาขอผสมพันธุ์วัวของนายสวงเป็นจำนวนมากก็เพราะวัวที่เขาเลี้ยงได้รางวัลในการประกวดวัวบ่อยมาก จนมีชื่อเสียงไปทั่วเกือบทุกจังหวัดในภาคเหนือของประเทศไทย

แม้จังหวัดแพร่ที่จัดงานวันเกษตรพอเพียงในวันนี้ วัวดำเมืองแพร่ของนายสวงก็ได้รับเชิญให้มาโชว์ตัว

สุดท้าย นายสวง บอกว่า อยากแนะนำให้คนไทยหันมาเลี้ยงวัวกันให้มากๆ จะเป็นวัวเนื้อ หรือวัวนมก็ได้ ไม่ควรเลี้ยงวัวชน เพราะวัวเนื้อกับวัวนมกินหญ้า แต่วัวชนกินโฉนด

ผู้ใดสนใจอยากได้ความรู้ในการเลี้ยงวัว ติดต่อนายสวงหรือที่คนแพร่รู้จักเขาดีในชื่อ โกวงค์ ได้ที่ เลขที่ 136 หมู่ 1 ตำบลแม่จั๊วะ อำเภอเด่นชัย จังหวัดแพร่ โทรศัพท์ติดต่อกับเขาได้ที่ (081) 932-4718