ลิปสติกข้าว “VOWDA” เจาะกลุ่มสาวชอบธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07043150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

สุขภาพความงาม

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ลิปสติกข้าว “VOWDA” เจาะกลุ่มสาวชอบธรรมชาติ

หลายปีมานี้ผู้ประกอบการบ้านเราได้นำทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียวมาแปรรูปจำนวนมาก ไม่ว่าจะเพื่อบริโภคหรืออุปโภคก็ตาม อย่างข้าวเจ้านั้นนอกจากจะมาแปรรูปเพื่อรับประทานแล้ว ยังมีการนำมาแปรรูปทำเครื่องสำอางอีกด้วย บ้างก็นำมาทำเป็นครีม นำมาทำเป็นแชมพู เป็นแป้งพัฟ และเป็นสบู่ ฯลฯ แต่สำหรับบริษัท โป๋วเอวี๋ยน (แปลว่า ก้าวไกลไปทั่วโลก) จำกัด ที่มี คุณบวรศักดิ์ โฆษิตชัยวัฒน์ นั่งเป็นกรรมการบริษัท และ คุณวิลาสินี โฆษิตชัยวัฒน์ (ภรรยา) ผู้บริหารอีกคน ได้นำข้าวเจ้ามาทำเป็นลิปสติกหลากสีสัน ชื่อแบรนด์ วาวด้า (VOWDA) ซึ่งเมื่อไปออกบู๊ธที่ไหนต่างได้รับความสนใจจากคุณผู้หญิงเป็นอย่างดี เพราะถือเป็นผลิตภัณฑ์แปลกใหม่

ใช้ส่วนผสมจากข้าวทั้งหมด

คุณบวรศักดิ์ พูดถึงที่มาที่ไปของธุรกิจนี้ว่า เริ่มต้นจากการมองในส่วนของผู้บริโภคที่ใช้อยู่ พบว่า ลิปสติกมีสารปรอท หรือสารต่างๆ ซึ่งเป็นสารเคมีที่ค่อนข้างเยอะ เลยมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลเสียกับคนที่ใช้น้อยที่สุด จึงมาตกผลึกได้ในส่วนของข้าวว่าต้องให้เป็นธรรมชาติมากที่สุด เพราะถ้าเป็นลิปสติกทั่วไปหากใช้ไปเรื่อยๆ ริมฝีปากจะดำ เมื่อใช้ข้าวทำแล้วมีการเทสต์กับผู้ใช้แล้วประมาณ 40 คน ในระยะเวลา 2 เดือน พอใช้ไปแล้ว ริมฝีปากจะอิ่มน้ำมากขึ้น ส่วนคนที่ริมฝีปากคล้ำก็จะค่อยๆ คืนสภาพริมฝีปากเดิม

เขาเล่าว่า โป๋วเอวี๋ยน เป็นบริษัทคนไทยที่ทำเกี่ยวกับเครื่องสำอางอยู่แล้ว ซึ่งรับจ้างผลิตด้วย แต่ตอนนี้ต้องการจะทำแบรนด์ VOWDA เป็นของตัวเอง ซึ่งชื่อแบรนด์ความหมายคือ ใครเห็นต้องร้องว้าว ใครเห็นต้องตกใจ อยากจะลองใช้ ในส่วนของโลโก้คล้ายกับดอกไม้

ลิปสติกข้าวของ VOWDA ผลิตขายเมื่อปีที่แล้ว หลังจากปี 2556 ได้ส่งเข้าประกวดจนได้รางวัลนวัตกรรมข้าวไทย อันดับที่ 3 ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช. ร่วมกับ มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ โดยได้รับการสนับสนุนงานวิจัยจากเครือข่ายนวัตกรรมเกษตรอินทรีย์ และ สนช. ในโครงการแปลงเทคโนโลยีเป็นทุนด้วยนวัตกรรมจากการใช้สีจากข้าวแดง ผักและผลไม้ ทดแทนสีสังเคราะห์และใช้ส่วนผสมต่างๆ จากข้าว เช่น ไข และน้ำมันรำข้าว รวมถึงแป้งข้าวทดแทนวัตถุดิบสังเคราะห์และวัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศ

ทั้งนี้ ก่อนที่จะผลิตขายทางบริษัทได้สำรวจความต้องการของลูกค้าก่อนว่าชอบสีอะไร สรุปแล้วได้ออกมา 3 สีคือ แคร์รอตสีส้ม แคร์รอตสีม่วง และโรแมนติกโรส อีกแบบเป็นลิปกลอส

คุณบวรศักดิ์ แจงว่า ลิปสติกข้าวที่ผลิตนี้ส่วนผสมเป็นข้าวทั้งหมด เช่น ไขข้าว น้ำมันรำข้าว ตัวลิปสติกทำจากตัวข้าว ส่วนสีได้จากข้าวแดงและสีจากแคร์รอตซึ่งสีที่ขายดีจะมี 2 สีคือ แคร์รอตสีส้ม กับ แคร์รอตสีม่วง ความชื่นชอบแล้วแต่ว่าจะชอบสีแนวไหน ถ้าเป็นแคร์รอตสีส้มจะออกแดงหน่อยๆ แต่ถ้าเป็นสีม่วงจะออกสีชมพู ออกแนวหวานหน่อย ตอนนี้วางขายอยู่ที่เลมอนฟาร์ม ที่กรุงเทพฯ ราคาแท่งละ 550 บาท ทาแล้วสามารถอยู่ได้นาน 4-5 ชั่วโมง

ส่วนใหญ่ลูกค้าใช้แล้วบอกต่อ

สำหรับราคานี้บางคนอาจจะบ่นว่าแพง แต่ในมุมของคุณบวรศักดิ์ เจ้าตัวระบุว่า ถ้าเทียบราคา บางแบรนด์ถูกกว่าของ VOWDA แต่ด้วยความที่ VOWDA ทำจากวัตถุดิบจากธรรมชาติจึงต้องขายในราคาประมาณนี้

“ผมขายลิปสติกข้าวมาประมาณปีกว่าแล้ว กลุ่มลูกค้าส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงาน 80 เปอร์เซ็นต์ ใช้แล้วชอบและก็มีการบอกต่อ ส่วน 20 เปอร์เซ็นต์ มองสินค้าในลักษณะที่เป็นไฮแบรนด์ ราคาค่อนข้างแพงเกินไป อีกส่วนหนึ่งใช้แล้วไม่ชอบ ก็มีบ้างแต่เป็นส่วนน้อย ลูกค้าบางคนจะมองว่าเป็นแบรนด์เพิ่งเกิด แรกๆ ลูกค้าถามว่า ทำไมแพง เราก็บอกว่าทำวิจัยทำข้อมูลหลายอย่าง กว่าจะตกผลึกได้เป็นลิปสติก 1 แท่ง มันลำบากและใช้เวลานานเหมือนกัน ถือเป็นนวัตกรรมที่ทำจากข้าวทั้งหมด อย่างตัวข้าวแดงมียีสต์ซึ่งในส่วนของการผลิตจะมีสี ปกติจะละลายในน้ำ แต่เราสามารถทำให้ละลายในลิปสติกได้”

ในการผลิตลิปสติกจากข้าวนี้ คุณบวรศักดิ์ บอกว่า จะทำพอดีกับจำนวนที่สั่ง จะไม่สต๊อกไว้เยอะ เพราะบริษัทอยู่ในช่วงเริ่มต้น ต้องมีการบริหารจัดการในหลายๆ ส่วน โดยเฉพาะเรื่องการตลาด ซึ่งห้างต่างๆ ก็ยังไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ตัวนี้ดี บางรายถึงกับถามว่า ผลิตในต่างประเทศหรือเปล่า ซึ่งการมีรางวัลมาการันตีก็ทำให้คนรู้จักมากขึ้นและทำให้ธุรกิจโตเร็วขึ้นด้วย

ปัจจุบันโรงงานผลิตลิปสติกของบริษัท โป๋วเอวี๋ยน จำกัด อยู่แถวหัวหิน ยังอยู่ในระยะเริ่มต้น จึงมีพนักงานไม่มากนัก เขามองว่ายังต้องบริหารจัดการอีกเยอะ โดยเฉพาะเรื่องการตลาด ซึ่งทางบริษัทเองวางแผนที่จะเข้าไปคุยกับทางห้างต่างๆ ในการเสนอสินค้าตัวนี้

“ผมอยากให้คนไทยใช้สินค้าที่เป็นแบรนด์ในประเทศ และควรต้องมองที่คุณภาพมากกว่าเรื่องราคา เนื่องจากคนที่เพิ่งทำธุรกิจที่เป็นคนหน้าใหม่ในวงการธุรกิจต้องบอกว่าค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงมาก ตอนนี้ผมอยากให้มีตัวแทนจำหน่าย แต่ถ้าอยากจะเป็นตัวแทนจำหน่าย ลองโทรเข้ามาคุยก่อน (081) 981-8762 หรือเข้าไปดูรายละเอียดที่ http://www.vowdacosmetic.com”

แป้งจากเม็ดบัวได้รางวัลที่เกาหลี

นอกจากบริษัท โป๋วเอวี๋ยน จำกัด จะผลิตลิปสติกอินทรีย์จากข้าวแล้ว ยังมีโปรดักต์อื่นอีก อย่างเช่น วาวด้า ออร์แกนิก ลูสพาวเดอร์ ผิวขาว ซึ่งเป็นแป้งฝุ่นแต่งหน้าควบคุมความมันจากข้าวเจ้า โดยสกัดเอาโปรตีนออกแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องใส่สารกันเสีย รวมถึงไม่ผสมน้ำหอม เพราะทั้งสารกันเสียและน้ำหอมถือเป็นหนึ่งปัจจัยหลักของสารก่ออาการแพ้ เป็นแป้งเพื่อผู้ที่มีปัญหาสิว ผิวแพ้ง่าย

ผลิตจากแป้งข้าวเจ้าที่ผ่านกระบวนการผลิต และฆ่าเชื้อด้วยกรรมวิธีที่ทันสมัย จึงสะอาดปลอดภัยไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ โดยข้าวที่นำมาผลิต ไม่ผ่านการตัดต่อทางพันธุกรรม (Non-GMO Rice) ทั้งยังเป็นสารอินทรีย์ (Organic) ทำให้สามารถย่อยสลายได้โดยจุลินทรีย์ในธรรมชาติ จึงปลอดภัยต่อผู้ใช้ ไม่เกิดการสะสมในปอด หรือในใต้ร่มผ้า

สำหรับวาวด้า โลตัส คอมแพค พาวเดอร์ (Lotus Compact Powder) ผิวสองสี เป็นแป้งอัดแข็งจากเม็ดบัว อันเป็นนวัตกรรมที่นำเอาเม็ดบัวมาทำให้อยู่ในรูปแบบ Starch โดยมีการสกัดเอาโปรตีนและสารเจือปนต่างๆ ออกแล้ว หลังจากนั้นนำมาทดแทนสารทัลคัม (Talcum) ซึ่งเป็นหินแร่ที่พบในส่วนผสมแป้งแต่งหน้าทั่วไป นอกจากนี้ ยังปราศจากน้ำหอม และสารกันเสียพาราเบน จึงเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาสิวและผิวแพ้ง่าย เพราะควบคุมความมันได้ดี โดยสารควบคุมความมันมาจากสารสกัดจากไผ่ และไม่อุดตันผิวหน้า ผู้ใช้จะสามารถสัมผัสได้ถึงความนุ่มลื่นของแป้งชัดเจน

แป้งดังกล่าว การันตีคุณภาพด้วยรางวัล Bronze Prize Award จากงาน Korea International Women”s Invention Exposition 2014 (KIWIE 2014) กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

ส่วนวาวด้า อีโค่ บลัชออน-พิ้งค์ ไวโอเลต เป็นผงแป้งที่มีสีม่วงอ่อน อัดแข็งอยู่ในจานอะลูมิเนียม บรรจุในตลับที่ทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง จุดเด่นผลิตภัณฑ์อยู่ที่การใช้แป้งข้าวเจ้า เข้ามาทดแทนสารทัลคัมทั้งหมด

สีที่ใช้ในการผลิตมาจากสีสกัดจากข้าวแดง แคร์รอตม่วง และสีจากแร่ธาตุที่อนุญาตให้ใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางออร์แกนิกได้ และใช้บรรจุภัณฑ์ที่ทำมาจากแป้งมันสำปะหลัง สามารถย่อยสลายได้เมื่อฝังดิน จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปราศจากทัลคัม น้ำหอม และสารกันเสียพาราเบน

เชื่อว่าผลิตภัณฑ์ของบริษัท โป๋วเอวี๋ยน จำกัด ภายใต้แบรนด์ “VOWDA” คงทำให้สาวๆ ทั้งหลายที่ชื่นชอบธรรมชาติถูกอกถูกใจและเป็นลูกค้าประจำอย่างแน่นอน

กระเป๋า-รองเท้า “ชาลลาส” แบรนด์คนไทย สู้คู่แข่งจากจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07044150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

กระเป๋า-รองเท้า “ชาลลาส” แบรนด์คนไทย สู้คู่แข่งจากจีน

หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าผลิตภัณฑ์พลาสติกทั่วไปน่าจะมีราคาไม่แพง แต่ในความเป็นจริงหากเป็นสินค้าพลาสติกคุณภาพเกรดดีราคาก็สูงอยู่เหมือนกัน ดังเช่น รองเท้าและกระเป๋าพลาสติกแบรนด์ “ชาลลาส” (Challas) ของ คุณสุพรรณษา ฉลาดเจริญ ซึ่งเธอรับตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไป บริษัท บุญถนอมมาร์เก็ตติ้ง จำกัด โดยมีราคาตั้งแต่หลักหลายร้อยจนถึงหลักพัน

ชื่อแบรนด์ดังกล่าวเธอนำมาจากนามสกุล อีกทั้งการทำธุรกิจรองเท้าและกระเป๋าพลาสติกแฟชั่นสำหรับสุภาพสตรีนี้เป็นการต่อยอดธุรกิจของครอบครัวที่มีโรงงานพลาสติกอยู่แล้ว

นำเข้าเม็ดพลาสติกจากญี่ปุ่น

คุณสุพรรณษา เล่าว่า หลังจากเรียนจบสาขาบัญชีจากสหรัฐอเมริกาแล้วทำงานอยู่ที่นั่นประมาณ 8 ปี พอกลับมาเมืองไทยก็มาทำงานประจำอีก 2 ปี กระทั่งรู้สึกเบื่อและอยากหาอะไรทำที่เป็นของตัวเอง

“ที่บ้านทำโรงงานพลาสติกเป็นพีวีซี เราทำเม็ดพลาสติกส่งให้กับบริษัท หลายๆ บริษัทที่เป็นลูกค้าเขารวยกันหมดแล้ว แต่เรายังเป็นบริษัททำแค่เม็ดพลาสติกอยู่เบื้องหลัง ยังไม่มีหน้าแบรนด์ ยังไม่มีอะไร เลยคิดว่า กระเป๋าพลาสติกยังไม่มีคนทำที่ฉีดออกมา เป็นกระเป๋าพลาสติกที่ใช้แม่พิมพ์ ฉีดออกมาได้เป็นกระเป๋า จึงเริ่มมีการออกแบบ ดีไซน์ คุยกับผู้ใหญ่เรื่องงบประมาณ มีการวางแผนจะให้โปรดักต์ไปในทิศทางไหน ซึ่งการผลิตเป็นเรื่องที่ยากมาก ใช้เงินลงทุนหลายล้าน”

ในการทำกระเป๋าและรองเท้าพลาสติกนั้น คุณสุพรรณษาใช้โรงงานพลาสติกของครอบครัวที่ย่านบางบอน แต่จะมีการแยกส่วนสต๊อกและพนักงาน และสั่งแม่พิมพ์พลาสติกใหม่โดยฝีมือช่างคนไทย ซึ่งยังไม่ค่อยมีความชำนาญในเรื่องนี้มากนัก ทำให้การทำแม่พิมพ์แต่ละตัวต้องใช้เวลานานหลายเดือน และต้องผ่านอีกหลายขั้นตอนกว่าจะลงตัว

อย่างที่เจ้าตัวแจกแจง พอทำแม่พิมพ์เสร็จ ต้องทดลองการผลิตฉีดออกมาให้เป็นรูปที่พอใจ ผสมสีให้สวยงามใช้เวลาอีกเป็นเดือน จากนั้นทดลองเย็บประกอบเป็นรูปแบบกระเป๋า รวมเบ็ดเสร็จแล้ว ออกแบบแพ็กเกจ ออกแบบเว็บไซต์ ใช้เวลาหลายเดือน และเริ่มจำหน่ายจริงๆ เมื่อต้นปีนี้ โดยใช้วิธีขายในหน้าเว็บไซต์ ยังไม่มีหน้าร้าน เน้นกระเป๋าแฟชั่นสำหรับผู้หญิง กระเป๋าถือ ที่ผ่านมา ลูกค้าต้อนรับดีมีคนรู้จักคนเยอะ

คุณสุพรรณษาให้ข้อมูลว่า แบรนด์ชาลลาสใช้พลาสติกเกรดเอที่ใช้ทางการแพทย์ ซึ่งปลอดสารพิษแน่นอน ถ้าเป็นพลาสติกไม่ดีจะมีสารพิษติดร่างกาย เป็นพวกสารก่อมะเร็ง ดังนั้น กระเป๋าพีวีซีที่ทำขึ้นจึงปลอดสารพิษร้อยเปอร์เซ็นต์ และมีใบการันตีจากโรงงานญี่ปุ่นที่ผลิตเม็ดพลาสติกส่งให้บริษัท

วัยรุ่น นักศึกษา กลุ่มลูกค้ารายใหญ่

ช่วงแรกของการจำหน่ายกระเป๋าและรองเท้าแบรนด์ “ชาลลาส” ของคุณสุพรรณษา นอกจากขายผ่านโลกออนไลน์แล้ว ยังใช้วิธีปากต่อปาก และเมื่อไม่นานมานี้ ได้เข้าไปขายในห้างสรรพสินค้าต่างๆ อย่างเดอะมอลล์และโรบินสัน

ตอนนี้ “ชาลลาส” มีกระเป๋า 2 คอลเล็กชั่น มีรุ่นฟรุตตี้ที่มีความพิเศษตรงที่ว่ามีกลิ่นหอมของผลไม้ มีอยู่ 4 สี สีเขียว สีน้ำเงิน สีชมพู และสีเหลือง และรุ่นพีเอสเลิฟ ซึ่งราคาอยู่ที่ 2,000 กว่าบาท แต่บางช่วงที่มีการจัดโปรโมชั่นอาจจะลดลงไปบ้าง ส่วนอีกแบบเป็นรุ่นเล็กๆ หน่อย เป็นรุ่นพีเอสเลิฟ เป็นแบบกระเป๋าวีกเอนด์ สะพายออกไปเที่ยวเล็กๆ น้อยๆ ใส่มือถือ ใส่กระเป๋าสตางค์ มี 5 สี สีเขียว สีชมพู สีฟ้า สีเทา และสีครีม ราคาพันกว่าบาทปลายๆ

เธอว่า กระเป๋ารุ่นฟรุตตี้จะขายดีกว่ารุ่นพีเอสเลิฟ เพราะคนมองว่าใส่ของได้เยอะ ส่วนสีที่ขายดีเป็นสีเขียว

สำหรับรองเท้าก็มี 2 รุ่นเช่นกัน โดยรุ่นสไปซี่ เป็นทรงหัวเปิด ใส่ออกไปเที่ยวสบายๆ ไปทะเลไปเดินเที่ยว ราคาขายถ้าหน้าเคาน์เตอร์อยู่ที่ 550 บาท มีหลายสี อาทิ สีน้ำเงิน สีแดง สีส้ม สีเขียว สีเทา อีกรุ่นหนึ่งเป็นรุ่นเมทัลลิก เป็นสีออกบรอนซ์ๆ เงินๆ ใส่ออกงาน ใส่ไปทำงาน เป็นรุ่นหัวปิด รุ่นนี้เป็นทางการขึ้นมาหน่อย มี 5 สี มีสีเขียว สีมุก สีบรอนซ์ สีทอง และสีกะปิ

ดูราคาแล้วจะเห็นว่าพอสมควรทีเดียว ประเด็นนี้ คุณสุพรรณษา อธิบายว่า เนื่องจากใช้พลาสติกเกรดดีปลอดสารพิษ ซึ่งกระเป๋าพลาสติกดีตรงที่ว่ามีความคงทน เพราะในขั้นตอนการผลิตใช้วิธีขึ้นรูปฉีดออกมาเลย ไม่มีการเย็บ ทำให้ไม่มีการขาด ใช้ได้ไปตลอด อีกอย่างการใช้เม็ดพลาสติกเกรดเอ จะไม่กรอบ ไม่เหลือง จะทนมาก ใช้ได้นานหลายปี ถ้าดูแลดีๆ ไม่นำไปตากแดด จุดเด่นของกระเป๋าพลาสติกอีกอย่างคือ ทรงแน่น ใส่ของหนักได้ และยังเป็นทรงของกระเป๋าอยู่อย่างนั้น แต่ถ้าเป็นกระเป๋าหนัง กระเป๋าผ้า ใส่ของหนักจะย้วย จะหยวบ

“คนไทยส่วนมากมักมองว่า งานพลาสติกเป็นงานเกรดต่ำราคาถูก จะตั้งคำถามว่า ทำไมขายราคาหนัง ทำไมขายราคาแพง สาเหตุที่ต้องขายแพงต้องบอกว่าเราเป็นเม็ดพลาสติกปลอดสารพิษ ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบทุกอย่างสูงหมด ถ้าเกิดจะให้งานที่ทำราคาถูก เราทำได้ แต่เป็นของที่ไม่ดี ตรงนี้เราต้องการสร้างของดีๆ แบรนด์จะได้ขึ้นไปๆ คนจะได้พูดต่อว่า แบรนด์โอเค ใช้ดี วัสดุทน ไม่มีขาด ไม่มีเหลือง กลุ่มลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น เป็นนักศึกษา มีพนักงานออฟฟิศประปราย”

เจ้าของแบรนด์ชาลลาสมองว่า คงต้องใช้ระยะเวลาอีกสักพักที่จะทำให้คนไทยบางส่วนที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องงานพลาสติก ซึ่งสาเหตุที่แพงเพราะนอกจากจะใช้วัสดุเกรดดีปลอดสารพิษแล้ว ยังเป็นงานฉีดขึ้นมา และไม่ใช่งานเย็บ

ต้องการตัวแทนจำหน่าย

“ทุกคนที่เห็นงานของเราจะบอกกระเป๋าสวย น่ารัก แต่จะติดเรื่องราคา ขนาดไปออกบู๊ธ ทำโปรโมชั่นจาก 2,350 บาท ลดเหลือ 1,600 บาท แต่คนยังว่าแพง ถ้าไปอยู่ในห้างจะโอเคกว่า จริงๆ แล้วอยากจะกระจายไปสาขาต่างจังหวัด อยากจะรับตัวแทนจำหน่าย ใครสนใจ โทรศัพท์ (090) 985-0603 หรือเข้าไปดูที่ http://www.challasbrand.com ส่วน LINE ใช้ challas.brand”

ที่ผ่านมา คุณสุพรรณษาได้นำสินค้าไปออกงานต่างๆ ในบ้านเรา ซึ่งเธอเล่าว่า มีชาวต่างชาติให้ความสนใจเยอะมาก เพราะไม่เคยเห็นงานแบบนี้มาก่อน อย่างลูกค้าจากประเทศสิงคโปร์ สเปน เวียดนาม และอินเดีย ซึ่งทางอินเดียสนใจจะนำสินค้าไปขาย

ว่าไปแล้ว สินค้าของชาลลาสมีความโดดเด่นทั้งในเรื่องดีไซน์และประโยชน์ใช้สอยที่ผู้ซื้อสามารถเลือกได้หลากหลายตามใจชอบ

คุณสุพรรณษา ระบุว่า กล้าพูดได้ว่ากระเป๋า-รองเท้าพลาสติกของชาลลาสเป็นเจ้าแรกในไทยที่ใช้แม่พิมพ์ฉีดออกมาเป็นกระเป๋าเป็นรองเท้าแบบนี้ ซึ่งยากที่จะมีใครทำเนื่องจากไม่มีใครกล้าลงทุน เพราะแม่พิมพ์ตัวหนึ่งเป็นหลักล้าน อีกทั้งคนไทยไม่มีความชำนาญในการทำแม่พิมพ์ ถ้าทำในเมืองไทยราคาแพง แต่ถ้าเทียบกันกับงานที่จ้างจีนทำของคนไทยจะเนี้ยบกว่า แต่ที่ไม่จ้างเพราะกลัวเรื่องการก๊อบปี้

เธอว่า ในส่วนคู่แข่งในท้องตลาดนั้น ไม่ใช่คนไทย ไม่ใช่งานในไทย เป็นของจีนที่เน้นของถูก ทำให้ลูกค้าเกิดการเปรียบเทียบ ทั้งๆ ที่งานของจีนใช้พลาสติกเกรดดีที่รีไซเคิลแล้วรีไซเคิลอีก พวกนี้ใช้แป๊บเดียวจะกรอบเหลือง แตก แต่บางคนไม่ซีเรียสเรื่องพวกนี้เน้นใช้ของถูกอย่างเดียว จึงต้องอธิบายให้ลูกค้าฟัง เรื่องนี้หนักใจอยู่เหมือนกัน ต้องคิดให้ดีว่าจะทำอย่างไรให้แข่งกับจีนได้ แต่จะต้องเน้นคุณภาพเป็นหลักเพราะราคาสู้ไม่ได้แน่นอน อย่างกระเป๋าจีนขายใบละ 100 บาท แค่ราคาวัตถุดิบก็ไม่ได้แล้ว

นับว่าคุณสุพรรณษาเป็นผู้ประกอบการหน้าใหม่อีกรายที่ต่อยอดธุรกิจครอบครัว เพื่อผลิตสินค้าที่มีแบรนด์ของตัวเอง ไม่ใช่เป็นเพียงผู้อยู่เบื้องหลังอย่างเดียว

SMEs ต้องการเงินทุน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07048150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

คลินิกค้ำประกัน

โดย มิสเตอร์ บสย.

SMEs ต้องการเงินทุน

สวัสดีครับ ผู้ประกอบการ SMEs ทุกท่าน มิสเตอร์ บสย. ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ มาเล่าให้ฟังอีกแล้วครับ เป็นข้อมูลที่โพสต์โดยผู้ประกอบการ ผ่านช่องทาง เฟซบุ๊ก บสย. ครับ ผมว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นอีกมุมหนึ่งของผู้ประกอบการครับ จึงขอนำบางส่วนมาถ่ายทอด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องความต้องการสินเชื่อ กับ การไม่ได้รับสินเชื่อ ครับ และผมขออนุญาตใช้พื้นที่ในนิตยสาร “เส้นทางเศรษฐี” เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการค้ำประกันสินเชื่อ ซึ่ง บสย. ยังดำเนินงานภายใต้หลักการนี้ครับ “เพื่อเอสเอ็มอี เรายินดีค้ำ” ครับ

ผู้ประกอบการ SMEs รายแรก บอกว่า “รู้สึกว่า การยื่นขอสินเชื่อจากธนาคาร ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากธนาคารเท่าที่ควร และไม่ค่อยมีการแจ้งรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับสินเชื่อ หรือการค้ำประกันจาก บสย. ให้ทราบ ทำให้ลูกค้าไม่กล้าที่จะสอบถามรายละเอียดต่างๆ”

ผู้ประกอบการรายที่สอง บอกว่า “ยื่นเรื่องขอสินเชื่อกับธนาคารแล้วเงียบหายไป ไม่มีการติดต่อกลับใดๆ ทั้งสิ้น อยากจะรู้ว่าตกลงแล้ว ธนาคารไม่อนุมัติสินเชื่อ หรือเรื่องยังอยู่ระหว่างการพิจารณา เพราะธนาคารมีเคสเข้ามาเยอะ ทำให้ผู้ประกอบการต้องรอแบบไม่มีกำหนด และไม่สามารถดำเนินการอะไรต่อได้”

“ธนาคารแห่งหนึ่งบอกว่า “ถ้าพี่ไม่จดทะเบียนการค้า บสย. จะไม่ค้ำประกันให้” ก็กิจการของเรามันเป็นกิจการทำขนมส่งเล็กๆ จะต้องจดทะเบียนการค้าด้วยเหรอ? แล้วก็เงินลงทุนของเราก็ไม่เล็กนะ ทำครั้งหนึ่งต้องมี 200,000 บาทขึ้นไป ถ้าธนาคารไม่เต็มใจสนับสนุน แบบนี้ก็คงต้องพึ่งนอกระบบต่อไป”

อีกโพสต์หนึ่ง บอกว่า “ถามธนาคารแล้วค่ะเขาบอกว่ารอ บสย. ติดต่อกลับมาค่ะ เขาถึงจะอนุมัติได้ค่ะ”

“แจ้งข้อมูลลูกค้าแบบ บิดเบือน เช่น แจ้งกับลูกค้าว่า ได้ส่งเรื่องมาให้ บสย. แล้วตั้งแต่ 3 สัปดาห์ก่อน แต่จริงๆ เพิ่งส่งมาเมื่อ 2-3 วันที่ผ่านมา ทำให้ลูกค้าเกิดความเข้าใจผิด ว่าจะได้สินเชื่อ”

“ส่งเรื่องไปธนาคาร?ไม่เห็นได้เรื่องอะไรเลย…เงียบกริบ…แล้วที่บอกว่าช่วยผู้ประกอบการรายย่อย…มันช่วยตรงไหน…กู้ยาก…เรื่องมาก”

“กู้เงิน ธนาคาร…กิจการกำลังแย่ ไปขอกู้เพิ่มเขาไม่ให้กู้ บอกว่าประวัติการส่งเราไม่ดี เราบอกว่าใช้โฉนดที่ดินค้ำได้ไหม เขาบอกไม่ได้ ไม่สนใจเราเลย เราบอกว่าช่วยไปดูกิจการเราหน่อย เขาไม่สนใจเลยกิจการเรา ไหนบอกเป็นธนาคาร…กิจการเล็กๆๆ ทิ้งเลย สนใจแต่กิจการขนาดใหญ่ ไม่รู้จะทำอย่างไรช่วยหาทางออกเราด้วย 09xxxxxx”

“กู้ผ่านแบงก์ ผ่านยากมาก ส่วนมากจะอนุมัติรายใหญ่ๆ แต่รายย่อยจะไม่ค่อยอนุมัติให้ ขอตินะการอนุมัติรายย่อย ต้องให้ผู้จัดการสาขาอนุมัติเพราะเขาจะเห็นลูกค้าจริงๆ เขตเขาไม่มาเห็นหรอก เขาก็อนุมัติพวกเขาแค่นั้นแหละ”

นี่คือผลสะท้อนส่วนหนึ่งของผู้ประกอบการ SMEs ที่กำลังต้องการเงินทุนหมุนเวียน เพื่อหาทางรอดให้ธุรกิจครับ

ชอบแบบไหน Thai Dog House จัดได้…ทุกสไตล์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

Pet”s Business

Paranee

ชอบแบบไหน Thai Dog House จัดได้…ทุกสไตล์

“แม้ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี แต่กิจการไม่ค่อยได้รับผลกระทบ เพราะบ้านน้องหมาเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มาแรง ลูกค้าของเราเป็นกลุ่มที่ไม่สนเรื่องราคา ขอให้น้องหมาของเขาอยู่สบาย เท่าไหร่ก็ยอมจ่าย”

Thai Dog House (ไทยด๊อกเฮ้าส์) คือผู้ออกแบบและรับผลิตบ้านสุนัข บ้านแมว และสัตว์เลี้ยงต่างๆ ตามความต้องการของลูกค้าให้เหมาะสมกับพื้นที่และสายพันธุ์ของสัตว์ ภายในตัวบ้านของน้องหมา สามารถติดตั้งอุปกรณ์ตกแต่งเสริมมากมายตามรสนิยม ไม่ว่าจะติดพัดลม ติดเครื่องปรับอากาศ ติดไฟในบ้าน ติดไฟนอกบ้าน ติดมุ้งลวด ติดตะแกรงกันน้องหมาออก ปูกระเบื้อง ติดล้อเลื่อนติดประตูสะวิงให้เข้าออกเองได้

“เราให้ความสำคัญกับการออกแบบบ้านให้แตกต่างจากกรง บ้านสุนัขในแบบของเราทนแดดทนฝน กันยุง และสามารถเพิ่มสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่สุนัขของท่านได้ไม่ต่างจากบ้านคน”

คือคำแนะนำตัวจาก คุณเอ้-เปรมใจ โพธิกัน เจ้าของกิจการ Thai Dog House วัย 33 ปี

ก่อนคุยให้ฟังต่อ จบการศึกษาด้านการจัดการ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ วิทยาเขตบพิตรพิมุข จักรวรรดิ ด้านการจัดการทั่วไป ก่อนหน้านี้ทำงานออฟฟิศควบคู่กับอาชีพเสริม คือทำฟาร์มเพาะสุนัขพันธุ์ชิวาวา

จนเมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว มีโอกาสได้ดูสารคดีต่างประเทศเห็นบ้านสุนัขน่ารักดี ทางคุณตั้ม-แฟนหนุ่ม จึงทำมาให้ แต่พอลูกค้าที่มาซื้อน้องหมาชิวาวา เห็นแล้วเกิดชอบใจขอซื้อไปหลายต่อหลายครั้ง

ทำให้เกิดความคิดทำบ้านน้องหมาออกมาขายให้จริงจังเป็นเรื่องราวเป็นราว

ช่วงแรกทำงานประจำควบคู่กับการช่วยกิจการ Thai Dog House ด้านการตลาดและการขาย ทำอยู่ได้ไม่นานผลตอบรับดีเกินคาด จึงลาออกมาดูแลแบบเต็มตัวจนถึงทุกวันนี้

“ตอนนั้นทำบ้านน้องหมาออกมาเป็นแบบธรรมดาเหมือนทั่วไป แต่เท่าที่ทราบมีคนทำขายกันไม่กี่เจ้าและลูกค้ายังไม่มากเท่าไหร่

แต่หลังจากนั้นไม่นานการซื้อขายเริ่มคึกคักมากขึ้น มีลูกค้ามาขอให้ทำแบบใหม่ๆ แปลกๆ พอทำออกมาตอบโจทย์ลูกค้าได้ดี เขาก็พอใจจนบอกต่อกันไป” คุณเอ้ เล่าอย่างนั้น

และว่าต่อ บ้านน้องหมาของ Thai Dog House ยุคปัจจุบันจึงเป็นบ้านน้องหมาที่ฉีกกฎทั่วไป ไม่ใช่หลังคาหน้าจั่วธรรมดา แต่มีการออกแบบในหลายดีไซน์ อย่าง แนววินเทจ โมเดิร์นร็อก คลาสสิก รวมทั้งบ้านน้องหมาทรงเลียนแบบบ้านเจ้าของ เรียกว่าเป็นการย่อแบบบ้านเจ้าของให้เล็กลงและรูปทรงเหมือนกันทุกรายละเอียด

“Thai Dog House เลือกใช้แต่วัสดุที่มีคุณภาพ ผนังบ้านสามารถเลือกได้หลากหลาย เน้นแผ่นเรียบเพื่อสะดวกในการทำความสะอาดและสะดวกต่อการกำจัดเห็บหมัดที่อาจเกาะอยู่ตามผนังบ้าน ส่วนสีที่นำมาทาตกแต่งเป็นสีป้องกันเชื้อราสามารถทำความสะอาดได้ง่าย หลังคาใช้สีทาหลังคาบ้านคนโดยเฉพาะ” คุณเอ้ แจงรายละเอียด

ก่อนวิเคราะห์ให้ฟังถึงแนวโน้มความต้องการของตลาด คนไทยมีนิสัยรักสัตว์ แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวใหญ่กลายเป็นครอบครัวเดี่ยว หลายคนอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียมและเลี้ยงสุนัขเหมือนลูก กระทั่งทุกวันนี้กลายเป็นเทรนด์ที่มาแรงมาก

แต่ถึงแม้เจ้าของกับน้องหมาจะรักกันแค่ไหน กลับพบว่า หลายครั้งเกิดปัญหาไม่สามารถใช้ชีวิตร่วมกันต่อได้ เช่น บางคนเลี้ยงสุนัขไว้ก่อนแต่งงาน พอแต่งงานมีลูกไม่สามารถเลี้ยงคลุกคลีได้ เพราะกลัวลูกจะเป็นภูมิแพ้ เป็นต้น

ครั้นจะให้ไปอยู่นอกบ้านหรือยกให้คนอื่นก็สงสาร เพราะน้องหมาอาจตรอมใจตายได้ บ้านน้องหมาที่สวยงามสะดวกสบายตามฐานะ จึงเป็นการแก้ปัญหาดีที่สุด วิน-วินทั้ง 2 ฝ่ายคือ เจ้าของสามารถอยู่กับสัตว์เลี้ยงได้เหมือนก่อนแต่เป็นสัดเป็นส่วนมากกว่าเดิม

ทราบมาว่า Thai Dog House มีลูกค้าเป็นเซเลบ-ดารา-นักร้อง หลายคน คุณเอ้ยิ้มกว้าง ก่อนบอก ก่อนหน้านี้โรงงานผลิตอยู่ที่จังหวัดเชียงราย นับเป็นอุปสรรคต่อการติดต่อซื้อขายพอสมควร อีกทั้งการค้าทางอินเตอร์เน็ตยังไม่ค่อยน่าเชื่อถือนัก จึงต้องพยายามเน้นประชาสัมพันธ์ และสร้างความมั่นใจและความน่าเชื่อถือให้กับลูกค้าด้วยการอัพเดตการทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา เมื่อธุรกิจไปได้ดีและแข็งแรงขึ้น ลูกค้าจึงค่อยๆ มีการบอกต่อกันไปในหลายกลุ่ม

ถามถึงราคาขาย คุณเอ้ บอก เริ่มต้นที่ 8,000 บาท และสูงสุดเท่าที่เคยทำมาอยู่ที่ 300,000 บาท เป็นบ้านของน้องหมาพันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ ที่เจ้าของอยากให้เป็นบ้านที่มีรูปทรงเดียวกันกับคฤหาสน์ของเขา

“แม้ช่วงนี้เศรษฐกิจไม่ดี แต่กิจการไม่ค่อยได้รับผลกระทบ เพราะบ้านน้องหมาเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยที่มาแรง ลูกค้าของเราเป็นกลุ่มที่ไม่สนเรื่องราคา ขอให้น้องหมาของเขาอยู่สบาย เท่าไหร่ก็ยอมจ่าย” คุณเอ้ เผย

ก่อนบอกถึงความตั้งใจในธุรกิจ อยากส่งไปขายต่างประเทศ อย่าง อิตาลี สเปน เพราะมีลูกค้าติดต่อเข้ามาแล้ว แต่ยังติดปัญหาเรื่องการขนส่ง เนื่องจากบ้านมีขนาดใหญ่และหนักมาก ระหว่างนี้จึงอยู่ระหว่างการพัฒนาสินค้าให้ส่งออกได้

ปัจจุบัน โรงงานผลิตบ้านสัตว์เลี้ยง แบรนด์ Thai Dog House ย้ายมาอยู่ที่จังหวัดสมุทรปราการแล้ว เนื่องจากฐานลูกค้าส่วนใหญ่อยู่เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

สนใจสอบถาม โทรศัพท์ (093) 789-2353 (คุณเอ้) หรือ (095) 879-3519 (คุณตั้ม) อีเมล : thaidoghouse@hotmail.com และ Facebook : http://www.facebook.com/Thaidoghouse

10 หลักสูตรสร้างอาชีพ “ร่วมกันสู้ชีวิต ในยามเศรษฐกิจถดถอย” เรียนรู้ได้ภายใน 1 วัน!! ที่ มติชน อคาเดมี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07060150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เปรี้ยวปาก

โดย : อนุภาค ชัยชนะดารา

10 หลักสูตรสร้างอาชีพ “ร่วมกันสู้ชีวิต ในยามเศรษฐกิจถดถอย” เรียนรู้ได้ภายใน 1 วัน!! ที่ มติชน อคาเดมี

ในภาวะเศรษฐกิจขาลงและค่อนข้างผันแปร ณ เวลานี้ การใช้จ่ายเงินของใครหลายคนอาจจะฝืดเคืองไปบ้างตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่ ทำให้บางคนอาจจะกำลังมองหา “รายได้เพิ่ม” เพื่อนำมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัวเพิ่มเติม หรือบางรายก็อาจกำลังคิดจะ “เปลี่ยนอาชีพ” ไปเป็น พ่อค้า-แม่ขาย เพื่อสร้างรายได้เป็นของตัวเองบ้าง แต่…มันก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดไว้ ครั้นจะออกไปลองผิดลองถูก ก็อาจกลายเป็นปัญหาที่หนักยิ่งกว่าเดิม กลายเป็นเพิ่มหนี้สิน หรือเสียเงินลงทุนฟรีไปโดยปริยาย แถมยังไม่ได้คำตอบที่ถูกต้อง มติชน อคาเดมี จึงขันอาสาขอหาทางออกมาบอกทุกท่าน ให้ผ่านพ้นเศรษฐกิจช่วงนี้ไปพร้อมๆ กันครับ

ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ผู้ริเริ่มคอร์สการฝึกอาชีพชั้นนำของเมืองไทย เตรียมเปิดหลักสูตรสร้างอาชีพ พร้อมนำไปต่อยอดสร้างรายได้ด้วยตัวคุณเอง เพียงคอร์สละ 999 บาทเท่านั้น!!! ท่านก็สามารถเรียนรู้หลักสูตรทำเงินที่น่าสนใจ อาทิเช่น ก๋วยเตี๋ยวหลอด, วุ้นเป็ด, ไก่ทอดหาดใหญ่, หมูทอดเจียงฮาย และหลักสูตรอื่นๆ รวมแล้วถึง 10 วิชาที่สามารถช่วยให้คุณนำความรู้จากห้องเรียนไปลงทุนสร้างธุรกิจขายอาหารแบบย่อมเยาได้ไม่ยากเย็นเลยทีเดียว

คุณสุรพล พิทยาสกุล ผู้อำนวยการศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน กล่าวว่า “ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจค่อนข้างผันผวนเช่นนี้ ต้องบอกว่าภาคอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ล้วนประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจโดยทั้งสิ้น ในขณะเดียวกัน ก็จะมีคนที่ประสบปัญหาเกี่ยวกับการจับจ่ายใช้สอยในช่วงนี้เช่นกัน ทำให้เรารู้สึกว่า จะทำอย่างไร? หรือมีวิธีไหนบ้าง? ถึงจะสามารถช่วยสร้างอาชีพให้ทุกๆ คนได้ด้วยตัวเองในสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน ด้วยเงินลงทุนที่ไม่ต้องมาก แต่ก็สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตของแต่ละคนให้มีรายได้เสริมสามารถเลี้ยงครอบครัว และแบ่งเบาการใช้จ่ายได้อีกทางเลือกหนึ่งในยามเศรษฐกิจถดถอย เราจึงเกิดแนวคิดที่จะเปิดคอร์สอบรมสำหรับผู้เรียนที่อยากจะนำความรู้ไปประกอบอาชีพจริงๆ โดยมีหัวใจสำคัญว่า หลักสูตรอาหารที่เราเลือกมาสอนนั้น จะต้องเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมในท้องตลาด สามารถนำไปทำขายได้ง่าย ลงทุนไม่ต้องเยอะมาก และคนทั่วๆ ไปก็สามารถตัดสินใจซื้อรับประทานได้ไม่ยาก ดังนั้น คอร์สเรียนทั้ง 10 หลักสูตรที่ทีมงานของเราคัดสรรมาให้ทุกท่านได้เลือกอบรมครั้งนี้ จึงเปรียบเสมือนการช่วยชี้ช่องทางในการทำมาหากินของทุกคน ด้วยเงินลงทุนเพียงคอร์สละ 999 บาทเท่านั้น ซึ่งเราถือว่าเป็นการช่วยเหลือทุกคนให้ร่วมกันสู้ชีวิตในยามเศรษฐกิจถดถอย พร้อมนำเสนอแนวทางสร้างรายได้ให้ทุกท่านในอนาคตได้”

สำหรับหลักสูตรอาหารทั้ง 10 วิชาที่นำมาสอนในเดือนตุลาคม 2558 นี้ ทีมงานมติชน อคาเดมี ได้เลือกสรรหาเมนูเด็ดขายดี ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเจ้าของอาชีพจนสามารถเลี้ยงครอบครัวมาได้จนถึงปัจจุบัน อย่าง ข้าวต้มมัดไส้กล้วย-ไส้ถั่วเหลือง สูตรโบราณ จากจังหวัดนนทบุรี ที่อร่อยจนเป็นที่เลื่องลือมายาวนานกว่า 30 ปี ที่เจ้าของสูตรก็ใจดีพร้อมบอกเทคนิค-วิธีการทำ ให้นำไปขายเป็นอาชีพได้เลย อีกหนึ่งความอร่อยสไตล์ญี่ปุ่นที่ฮิตจนหลายร้านเบเกอรี่นำไปทำขายจนรวยกันถ้วนหน้า อย่าง มิลกี้เค้กครีมสด (ฮอกไกโดเค้ก) สูตรเพื่อการค้า จากผู้มีประสบการณ์ด้านการทำเบเกอรี่ยาวนานกว่า 10 ปี จากสวนดุสิตฯ ที่ได้คิดสูตรเด็ดของเบเกอรี่เมนูนี้ขึ้นมา และพร้อมถ่ายทอดวิชาให้กับทุกคนนำไปทำกินทำขาย ตามมาด้วยจานเด็ดแนะนำอย่าง ขนมถ้วย เจ้าดังแห่งย่านนางเลิ้ง ที่ขายกันมายาวนานกว่า 40 ปีแล้ว มีทีเด็ดความอร่อยที่ตัวแป้งขนมนุ่มนิ่ม เสริมด้วยหน้ากะทิเนียนตา ไม่แตกมัน เพราะท่านว่าใช้ “กะทิคั้นสดๆ” มาทำเมนูนี้กันเลยทีเดียว ทำให้ขายดิบขายดีมาจนถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีหลักสูตรที่น่าสนใจอย่าง ครองแครงพริกไทยดำ เจ้าดังนางเลิ้ง, วุ้นเป็ด เมืองนนท์, ก๋วยเตี๋ยวหลอด เจ้าดังนางเลิ้ง, หมูทอดเจียงฮาย ตลาดบางแค, ขนมเบื้องญวน เจ้าดังนางเลิ้ง, เปาะเปี๊ยะสด เจ้าดังนางเลิ้ง, ไก่ทอดหาดใหญ่ จรัญสนิทวงศ์ ซึ่งต้องบอกว่าคอร์สเรียนทั้ง 10 หลักสูตรที่คัดเลือกมานั้น ล้วนเป็นอาหารที่สามารถทำเองได้ง่าย หรือจะนำไปต่อยอดเปิดร้านขายก็ดี ใช้เงินลงทุนไม่มาก แต่ก็สามารถขายได้ตลอด เพราะเป็นเมนูที่นิยมในท้องตลาด ถ้าคุณสามารถเรียนรู้ และเก็บความรู้เทคนิค-เคล็ดลับต่างๆ จากผู้สอนไปได้ในชั่วโมงเรียน แล้วนำไปฝึกฝนให้ชำนาญอีกสักนิด รับรองว่า ใช้เวลาอบรมเพียงแค่ 1 วัน ท่านก็นำไปทำขาย สร้างรายได้ไม่ยากเย็น

นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนที่กำลังอยากเป็นพ่อค้า-แม่ขาย หรืออยากมีอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ เพื่อต่อสู้กับสถานการณ์ที่เศรษฐกิจซบเซา ซึ่งแต่ละคนล้วนมองหาโอกาสเหล่านั้น ซึ่งแน่นอนว่า ตลอด 20 กว่าปีที่ผ่านมา ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน ยังคงเดินหน้าพัฒนาหลักสูตรการฝึกอาชีพต่อเนื่องมาโดยตลอด เพื่อตอบโจทย์ให้กับคนที่เข้ามาฝึกอบรมได้มีความรู้ในด้านอาชีพจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ แล้วสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปต่อยอดสร้างอาชีพและรายได้ต่อไปในอนาคต

“ความรู้จากคอร์สเรียนของมติชน อคาเดมี ผมว่าเปรียบเสมือนมรดกด้านวิชาชีพที่ติดตัวเราไปจนตาย สามารถนำไปถ่ายทอดต่อให้คนรุ่นถัดไปได้ไม่ยาก ซึ่งความรู้นั้นอาจกลายเป็นอาชีพเลี้ยงครอบครัวของพวกเขาต่อไปได้ในอนาคต” คุณสุรพล กล่าวทิ้งท้าย

สำหรับท่านที่สนใจอยากเรียนรู้เคล็ดลับของหลักสูตรสร้างอาชีพทั้ง 10 หลักสูตรที่กล่าวมา หรืออยากทราบรายละเอียดอื่นๆ เกี่ยวกับคอร์สอบรมอาชีพ สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) ได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) หรือจะเข้าไปดูเพิ่มเติมที่ http://www.matichonacademy.com

ยิ้ม ห้วยขวาง โฮสเทล เล็งขยายไป “เชียงใหม่-ภูเก็ต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07062150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ช่องทางสร้างอาชีพ

ยิ้ม ห้วยขวาง โฮสเทล เล็งขยายไป “เชียงใหม่-ภูเก็ต”

โรงแรม รีสอร์ต เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่คนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยสนใจจะทำกัน ส่วนหนึ่งเพราะเป็นธุรกิจที่มีโอกาสทำกำไรได้ไม่ยาก หากอยู่ในทำเลท่องเที่ยวชื่อดัง ซึ่งจะมีลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ

“คุณโชติรัตน์ อภิวัฒนาพงศ์” หรือ คุณเต็ม เป็นคนหนุ่มไฟแรงคนหนึ่งที่ตั้งใจเข้ามาทำธุรกิจโรงแรม โดยเพิ่งเปิดโรงแรมยิ้ม ห้วยขวาง (Yim Huai Khwang Hostel) เมื่อปีที่แล้ว บริเวณแยกห้วยขวาง ถนนประชาราษฎร์บำเพ็ญ ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินห้วยขวาง เรียกว่าอยู่ใจกลางเมืองเลยทีเดียว ซึ่งมีจุดเด่นตรงที่เป็นโฮสเทลแบบกะทัดรัด ตกแต่งแบบเก๋ไก๋สไตล์ป๊อปอาร์ต ค่าห้องพักก็ไม่แพง เริ่มต้นกันที่คนละ 450 บาท ต่อคืน

ลงทุน 10 ล้าน คาดคืนทุน 3-4 ปี

ก่อนจะไปพูดถึงโฮสเทลชื่อจำง่ายแห่งนี้ มาทำความรู้จักความเป็นมาของคุณเต็มกันเสียหน่อย ซึ่งเขาเองมาจากครอบครัวที่ทำธุรกิจอพาร์ตเมนต์แถวสถานทูตจีน ย่านรัชดาภิเษก ฉะนั้น ธุรกิจโรงแรมก็เท่ากับเป็นการต่อยอด ซึ่งพอเขาเรียนจบวิศวะด้านอุตสาหการที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็ต่อปริญญาโทสาขาผู้ประกอบการที่มหาวิทยาลัยมหิดล และเคยทำงานที่ SCG สักพักก่อนจะออกมาช่วยกิจการครอบครัว และพอเห็นอาคารเก่าก็มีความคิดว่าน่าจะทำโฮสเทลเพราะห้วยขวางเป็นย่านที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเยอะ โดยเฉพาะชาวจีน

“เงินลงทุนทั้งโปรเจ็กต์นี้ประมาณ 10 ล้านบาท ไม่ได้กู้ธนาคาร เป็นเงินที่เราระดมทุนจากครอบครัว ผมตั้งเป้าคืนทุนประมาณ 3-4 ปี เราใช้คำว่า โฮสเทล ซึ่งในความเข้าใจของหลายๆ คน จะคิดว่า เป็นบ้านพักเยาวชน แต่ของเรารับลูกค้าทั่วไป ถ้าพูดถึงโรงแรมจะอยู่ประมาณ 3 ดาว เพราะมีเครื่องทำน้ำอุ่น และมี WiFi แต่ไม่มีที่จอดรถ”

โฮสเทลแห่งนี้ปรับปรุงมาจากอาคารที่อยู่อาศัย สร้างขึ้นในปี 2523 สูง 3 ชั้น โดยคุณเต็มเช่าสถานที่จากญาติที่เป็นเจ้าของ เริ่มก่อสร้างปี 2556 เปิดบริการปีที่แล้ว มีทั้งหมด 15 ห้อง ห้องพัก 2 แบบ แบบแรกเป็นพักรวม มี 6 เตียง ราคา 450 บาท ต่อคืน ส่วนห้องรวม 4 เตียง ราคาคนละ 550 บาท ต่อคืน เป็นเตียง 2 ชั้น ห้อง 4 เตียง ก็จะใช้เป็นเตียง 2 ชั้นเช่นกัน แต่ทุกห้องจะมีห้องน้ำส่วนตัว

ห้องรวมทั้ง 2 แบบไม่รวมอาหารเช้า นอกนั้นเป็นห้องส่วนตัว คืนละ 1,560 บาท (รวมอาหารเช้า) มีทั้งที่เป็นเตียงดับเบิ้ลที่เป็นเตียงใหญ่เตียงเดียวกับเตียงคู่ และจะมีห้องจูเนียร์ สวีท มากสุดพักได้ 4 คน คือมีห้องนอน 1 ห้อง ห้องนั่งเล่น 1 ห้อง โดยห้องที่ราคาสูงสุดอยู่ที่คืนละ 3,900 บาท (รวมอาหารเช้า)

รวมทั้งหมด 15 ห้อง สามารถจุลูกค้าได้ประมาณ 48 คน และสำหรับแขกที่ไม่ได้เข้ามาพักก็สามารถสั่งอาหารหรือเครื่องดื่มได้ เนื่องจากที่นี่เปิดคาเฟ่ไว้บริการด้วย ประเภทแซนด์วิช สปาเกตตี ชาหรือกาแฟ

สาเหตุที่ต้องเปิดคาเฟ่ คุณเต็ม อธิบายว่า เริ่มมาจากว่า ย่านนี้หาร้านกาแฟดีๆ ทานไม่ได้ เลยทำเคาน์เตอร์เป็นคอฟฟี่บาร์ ถ้าใครชอบดื่มกาแฟ แนะนำเป็นกาแฟร้อน ลาเต้ร้อน ราคาแก้วละ 70 บาท อาหารทานเล่นก็มีหลายอย่าง เช่น ไก่คาราเกะ หรือว่า สปาเกตตีพริกเบคอน ซึ่งเป็นเมนูแนะนำ ราคาอยู่ที่ 150 บาท ที่สำคัญ บรรยากาศที่นี่ค่อนข้างรีแลกซ์ สามารถนั่งทานได้เป็นเวลานาน และมีไว-ไฟด้วย

เขาเล่าถึงที่มาที่ไปของชื่อโรงแรมแห่งนี้ว่า ยิ้มเป็นวัฒนธรรมไทยอย่างหนึ่ง ฝรั่งก็พูดได้ เรียกได้ง่าย เลยใช้คำนี้ในการสื่อสารตัวตนในลักษณะความเป็นไทย แต่อยู่ในเมือง รูปแบบเป็นโมเดิร์นหน่อย

ใครเห็นการตกแต่งของโฮสเทลแห่งนี้ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่เหมือนใคร โดยเจ้าตัวได้ไอเดียมาจากการเดินทางไปตามประเทศต่างๆ จึงให้สถาปนิกออกแบบในสไตล์ที่ต้องการ ซึ่งลูกค้าที่มาพักหรือแขกที่มาตรงล็อบบี้ของโรงแรม มักชอบถ่ายรูปตรงมุมนาฬิกาอันใหญ่ที่ตกแต่งด้วยศิลปะงานภาพปะติด

เจ้าของโรงแรมยิ้ม ห้วยขวาง ระบุถึงจุดเด่นของที่นี่ มี 2 จุดคือ ดีไซน์ การออกแบบตกแต่งภายใน การใช้วัสดุในห้องพัก หรือส่วนกลางเน้นดีไซน์มากหน่อย ทำให้มีสีสันสดใส แปลกตา อีกอย่างคือ เรื่องบริการ ซึ่งบริการแบบเพื่อน เน้นความเป็นกันเอง ลูกค้าที่เคยใช้บริการไปแล้ว ต่างกลับมาพักที่โรงแรมอีกหลายครั้ง แล้วก็มีการแนะนำเพื่อนๆ ให้มาพัก

คนจีนลูกค้ารายใหญ่

สำหรับกลุ่มลูกค้าของโฮสเทลแห่งนี้ คุณเต็ม บอก กลุ่มลูกค้าเป็นคนเอเชีย ส่วนใหญ่เป็นคนจีนประมาณ 60-70 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นมีฝรั่งบ้าง 20-30 เปอร์เซ็นต์ คนไทยแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ซึ่งทางโรงแรมเองก็เน้นไปที่ลูกค้าต่างชาติอยู่แล้ว แต่ปรากฏว่าช่วงแรกที่เปิดให้บริการเจอวิกฤตการเมืองในบ้านเรา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวไม่กล้าเดินทางมา ดีที่ว่าปีนี้สถานการณ์การเมืองคลี่คลาย ลูกค้าเริ่มเยอะขึ้นเรื่อยๆ และมีเสียงตอบรับดี

“นักท่องเที่ยวในเอเชีย อย่างจีนและไต้หวัน จะเข้ามาตลอด โดยจะเยอะในวันเสาร์-อาทิตย์เพราะเวลาที่คนเอเชียเที่ยวมักเป็น ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ หรือ เสาร์ อาทิตย์ จันทร์ ดังนั้น แขกมาพักจำนวนมากหรือน้อย จึงขึ้นอยู่กับช่วงเวลา หลักๆ แล้วลูกค้านิยมจองห้องไพรเวต กับห้องดับเบิ้ล ส่วนห้องดอม (Mixed Dormitory) หรือห้องพักรวมเป็นบางช่วงที่ค่อนข้างแน่น อย่างเช่นถ้ามีลูกค้าเหมาห้อง 4 เตียง หรือ 6 เตียงด้วยจะแน่นช่วงนั้น”

ชี้ทำโรงแรมยากกว่าอพาร์ตเมนต์

คุณเต็ม แจงว่า ลูกค้าคนไทยที่มีประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์นั้น ส่วนใหญ่เป็นคนต่างจังหวัดที่ไม่ได้ขับรถมา และมีงานอีเว้นต์ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินก็จะมาพัก เพราะโรงแรมอยู่ใกล้รถไฟฟ้าใต้ดินสถานีห้วยขวาง

แม้จะเป็นโรงแรมที่สร้างใหม่ได้ไม่นาน แต่ถือว่าไปได้ดีเพราะนอกจากจะมีการโปรโมตผ่านทางโซเชียลมีเดียทั้งหลายทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ทวิตเตอร์ ยังมีสื่อต่างๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศสนใจมาทำข่าวเผยแพร่ให้ เนื่องจากเป็นห้องพักใหม่ใจกลางเมืองที่ราคาไม่แพงและตกแต่งสวยงาม

เห็นทำโรงแรมสวยๆ และราคาไม่แพง หลายคนคงอยากรู้ว่าจะขยายเพิ่มห้อง หรือไปสร้างในพื้นที่อื่นๆ อีกหรือเปล่า ประเด็นนี้ คุณเต็ม ให้ข้อมูลว่า อยากจะขยายในรูปแบบสาขามากกว่า เพราะพื้นที่ตรงห้วยขวางนี้แน่นแล้ว แต่กำลังพิจารณาพื้นที่กันอยู่ว่าจะไปที่ไหนดี อาจจะเป็นต่างจังหวัดหรือว่ากรุงเทพฯ ดี ที่ดูไว้จะขยายเป็นสาขามีที่เชียงใหม่ ภูเก็ต โดยจะขยายขนาดโรงแรมให้ใหญ่ขึ้นด้วย แต่คอนเซ็ปต์ยังคงเป็น ยิ้ม อาจจะเป็น ยิ้ม เชียงใหม่ และ ยิ้ม ภูเก็ต

คุณเต็ม เล่าถึงปัญหาอุปสรรคของการทำธุรกิจโรงแรมว่า ปัญหาหลักๆ มีอยู่ 2 เรื่องคือ เรื่องการเมือง ความไม่สงบในบ้านเมือง ทำให้นักท่องเที่ยวไม่เดินทาง ซึ่งจะกระทบกับธุรกิจโรงแรมทุกที่ อีกอย่างเรื่องของทีมงานและพนักงาน เนื่องจากอยู่ในธุรกิจบริการ หาคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ดียากหน่อย

ส่วนเรื่องคู่แข่งทางการตลาดนั้น เจ้าของยิ้ม ห้วยขวาง แจง การทำโฮสเทลในย่านนี้ไม่มีคู่แข่ง เพราะส่วนใหญ่เป็นโรงแรม ไม่ได้เป็นคู่แข่งโดยตรง เพราะกลุ่มเป้าหมายคนละกลุ่มกัน แต่ในส่วนที่ขายเป็นห้องเดี่ยว อาจจะมีบ้างที่จะต้องแข่งขันกัน

ในฐานะที่ครอบครัวทำกิจการอพาร์ตเมนต์และเขาเองมาทำธุรกิจโรงแรม ซึ่งดูเหมือนมีความต่างกันอยู่บ้าง อย่างที่คุณเต็ม กล่าวว่า ที่มาทำเป็นโฮสเทลถือเป็นไอเดียของตัวเอง คือที่พักสำหรับนักท่องเที่ยว วิธีการให้บริการก็จะแตกต่างกันมากกับอพาร์ตเมนต์ที่จะเน้นเป็นคนไทย ส่วนโฮสเทลเป็นลูกค้าต่างชาติ อีกทั้งวิธีการหาลูกค้าก็จะต่างกัน มีความยากกว่าเยอะเลย เพราะต้องให้บริการ 24 ชั่วโมง ที่สำคัญ จะจุกจิกกว่า

ก่อนจบบทสนทนากันในวันนั้น คุณเต็ม ฝากบอกไปยังลูกค้าผ่านนิตยสารเส้นทางเศรษฐีว่า หากท่านใดต้องการใช้บริการยิ้ม ห้วยขวาง ทางโรงแรมมีโปรโมชั่นพิเศษให้ เป็นส่วนลด 10 เปอร์เซ็นต์

สนใจติดต่อสอบถามได้ที่ โทรศัพท์ (02) 118-6038 หรือเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://www.yimhuaikhwang.com

SHUBERRY รองเท้าโซฟาแฟชั่น รับสรีระเท้าคุณผู้หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

SHUBERRY รองเท้าโซฟาแฟชั่น รับสรีระเท้าคุณผู้หญิง

นอกจากจุดแข็งเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพ SHUBERRY ยังเด่นเรื่องแฟชั่น นักธุรกิจสาว บอกต่อว่า แต่ละสัปดาห์จะมีรองเท้าแบบใหม่ๆ ออกมามากถึง 10 แบบ แต่ละคอลเล็กชั่นผลิตไม่มาก ดังนั้น รองเท้าจึงไม่ค่อยมีค้างสต๊อก ทั้งนี้ก็เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมแฟชั่นเติบโตเร็วมาก การแข่งขันก็สูงมาก

คนไทยเวลานึกถึงรองเท้าเพื่อสุขภาพ มักคิดถึงแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศเป็นลำดับต้นๆ แต่อันที่จริงแล้วรองเท้าแบรนด์ไทยอย่าง “SHUBERRY” (ชูเบอร์รี่) หรือที่รู้จักกันดีในนามว่า “รองเท้าโซฟา” กลับเป็นรองเท้าที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสุขภาพเท้าอย่างแท้จริง มีคุณสมบัติช่วยนวดจุดสำคัญของฝ่าเท้า สวมใส่แล้วผ่อนคลาย ช่วยกระตุ้นอวัยวะภายใน พร้อมปรับสมดุลของร่างกาย เหมาะกับสุภาพสตรีทุกวัย

จากปัญหาชีวิต

ต่อยอดกลายเป็นธุรกิจ

คุณกรกนก สว่างรวมโชค หรือ คุณป้อ เจ้าของธุรกิจรองเท้าโซฟา กล่าวว่า จุดเริ่มต้นมาจาก ครั้งหนึ่งเคยประสบอุบัติเหตุที่เท้า ทำให้ไม่สามารถเดินได้ปกตินานหลายเดือน ช่วงนั้นเฟ้นหารองเท้าดีๆ มาสวมใส่หวังเพื่อบรรเทาอาการเดินให้ดีขึ้น แต่ก็ไม่มีที่ถูกใจ จึงเกิดความคิดอยากทำรองเท้าใส่เอง โดยอาศัยหลักการนวดฝ่าเท้าและโซฟา มีความแน่น นุ่ม สปริงตัวได้ดี เกิดความสมดุลขณะเดิน

“ย้อนกลับไปตอนที่ดิฉันหารองเท้าเพื่อสุขภาพมาใส่ตอนที่ข้อเท้าบาดเจ็บ พบว่า รองเท้าเหล่านี้ส่วนใหญ่พื้นแข็ง ดีไซน์ไม่ทันสมัย เลยอยากจะทำรองเท้าเพื่อสุขภาพที่ทั้งสวยงามและมีคุณสมบัติในการนวดฝ่าเท้าในขณะใส่เดินได้ด้วย” หญิงสาว อธิบาย

กว่าจะกลายเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพอย่างแท้จริง คุณป้อใช้เวลาการหาชิ้นส่วนประกอบ ลองผิดลองถูก พร้อมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง โดยได้ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบรองเท้าจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นที่ปรึกษา กว่าจะลงตัวใช้เวลานาน 1 ปีเต็ม

สำหรับจุดเด่นรองเท้าดังกล่าว เจ้าของบอกว่า อยู่ที่การออกแบบพื้นรองเท้า โดยจะใช้ฟองน้ำทำที่นอน แทนฟองน้ำทำรองเท้าทั่วไปเพื่อลดแรงสัมผัสและการเสียดสี เสริมด้วยซิลิโคนอีกชั้นเพื่อไม่ให้ยุบง่าย ภายในเสริมด้วยวัสดุที่มีความยืดหยุ่นอีก 5 ชิ้น วางตามตำแหน่งกระดูกฝ่าเท้า ทำให้เกิดความสมดุลของร่างกายในขณะเดิน

นอกจากนั้น บริเวณส้นเท้าเสริมด้วยสปริงขนาดสั่งทำพิเศษ วางตรงจุดกระดูกชิ้นใหญ่ที่รองรับน้ำหนักของผู้สวมใส่ เป็นการลดแรงกระแทก ช่วยเป็นแรงส่งขณะก้าวเดิน เพื่อช่วยนวดฝ่าเท้าด้านหน้าให้ดียิ่งขึ้น ตัวรองเท้าเป็น PVC คุณสมบัติพิเศษ น้ำหนักเบา แข็งแรง ทนทาน และยึดเกาะกับพื้นในขณะที่เดิน

รองเท้าเพื่อสุขภาพก็สวยเจิดได้

3 ปี ขยาย 13 สาขา

ด้านกระบวนการผลิตรองเท้า เริ่มจากการวางแผนเตรียมวัตถุดิบ ออกแบบและสร้างแพตเทิร์นรองเท้า ก่อนนำไปเสริมด้วยวัสดุนวดเท้าตามจุดต่างๆ จากนั้น นำมาประกอบเป็นรองเท้าสำเร็จรูป โดยใช้แรงงานคนที่มีฝีมือ กึ่งๆ เป็นรองเท้าแฮนด์เมดด้วยซ้ำ

นอกจากเป็นรองเท้านวดฝ่าเท้าแล้ว หญิงสาวยังต่อยอดโดยประยุกต์เทคนิคไปใช้กับรองเท้าแฟชั่นเพื่อสุขภาพ เช่น รองเท้าส้นสูง รองเท้าคัตชู เพื่อสวมใส่ทำงาน ออกงานสังคมเป็นแฟชั่นลักษณะสวยเรียบ ใส่ได้ทุกโอกาส ภายใต้อีกแบรนด์นั่นคือ “ชูเบอร์รี่คอมฟี่ชู” (SHUBERRY Comfy Shoes)

ธุรกิจรองเท้า “SHUBERRY” ถือกำเนิดขึ้นในปี 2555 ปัจจุบัน ทำตลาดทั้งนำสินค้าไปลงประกาศขายตามเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าชื่อดัง และเปิดสาขาเองมี 13 สาขาทั่วกรุงเทพฯ อาทิ เซ็นทรัล พระราม 2 เซ็นทรัล พระราม 9 เซ็นทรัล ลาดพร้าว เดอะมอลล์ บางกะปิและบางแค ห้างซีคอนสแควร์ เมกา บางนา สยามสแควร์ วัน แฟชั่น ไอส์แลนด์ เป็นต้น

นอกจากจำหน่ายในประเทศ SHUBERRY ยังส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศ อาทิ ลาว พม่า เวียดนาม มียอดขายปีละ 100,000 คู่ สร้างรายได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

ปัจจุบัน SHUBERRY มีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง นอกจากรองเท้า ยังทำกระเป๋าที่สามารถสั่งผลิตแผ่นเหล็กติดชื่อตัวเองบนกระเป๋าได้

นอกจากจุดแข็งเป็นรองเท้าเพื่อสุขภาพ SHUBERRY ยังเด่นเรื่องแฟชั่น นักธุรกิจสาว บอกต่อว่า แต่ละสัปดาห์จะมีรองเท้าแบบใหม่ๆ ออกมามากถึง 10 แบบ แต่ละคอลเล็กชั่นผลิตไม่มาก ดังนั้น รองเท้าจึงไม่ค่อยมีค้างสต๊อก ทั้งนี้ก็เพราะปัจจุบันอุตสาหกรรมแฟชั่นเติบโตเร็วมาก การแข่งขันก็สูงมาก ดังนั้น ต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถอยู่ในตลาดรองเท้าที่มีแรงกดดันและการแข่งขันที่ดุเดือด ด้วยการเข้าร่วมหลายโครงการของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม อาทิ การฝึกอบรมด้านอุตสาหกรรมเครื่องหนัง โครงการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมแฟชั่น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การผลิตรองเท้าเพื่อเข้าสู่ตลาด AEC

เริ่มต้นจากศูนย์

ปัจจุบัน โกยปีละ 100 ล้าน

สำหรับประวัติ คุณป้อ-กรกนก สว่างรวมโชค เธอเริ่มต้นธุรกิจจากศูนย์ ครอบครัวค่อนข้างลำบาก เคยขายขนมปังริมถนน เคยขอข้าววัดกิน แต่มีใจรักด้านแฟชั่น พยายามเก็บหอมรอมริบ ขวนขวายหาโอกาส ใช้เงินต่อเงิน กระทั่งกลายเป็นผู้ประกอบการร้อยล้านในทุกวันนี้

“ฐานะทางบ้านไม่ดี คุณพ่อเสียตอนอยู่มัธยมปีที่ 1 มีแม่เป็นเสาหลัก ด้วยความที่ชอบค้าขาย ตอนเด็กขายตุ๊กตากระดาษ เก็บเปลือกหอยมาระบายสีแล้วเอาไปขายที่ตลาด จนกระทั่ง คุณแม่เริ่มหันมาทำขนมปัง ก็นำขนมปังไปขายริมถนน ขายเรื่อยมา ตอนอยู่มหาวิทยาลัยปี 4 ได้มีธุรกิจเป็นของตัวเอง นั่นคือ กระเป๋า และเสื้อผ้าแฟชั่นแบรนด์ Sexy de Cute ด้วยความที่ไม่มีเงินลงทุน ใช้วิธีออกแบบแล้วให้โรงงานผลิต จากนั้นแบ่งรายได้กัน ขายส่งย่านประตูน้ำและสำเพ็ง”

เริ่มจากธุรกิจเล็กๆ จับพลัดจับผลู กลายเป็น SHUBERRY ได้เพราะ คุณป้อ มองว่า กระเป๋าเริ่มบูม เสื้อผ้าก็ขายดี ทว่าไม่ครบวงจร มองว่ายังขาดรองเท้า เลยเอาเงินจากการขายกระเป๋า เสื้อผ้า มาทุ่มกับการเปิดร้านรองเท้า ประกอบกับตอนนั้นเธอประสบอุบัติเหตุ เลยกลายเป็นที่มาของรองเท้าเพื่อสุขภาพ หรือรองเท้าโซฟา แบรนด์ SHUBERRY

สุภาพสตรีที่มองหารองเท้าเพื่อสุขภาพ สามารถหาซื้อได้ที่ร้าน SHUBERRY ตามห้างสรรพสินค้าชั้นนำ หรือดูแบบเพิ่มเติมที่ http://www.facebook/Shuberry shoe หรือ http://www.shuberry.com

“เอ้ นนทวัชร์” เปิด “ภูจินดา” รีสอร์ตของคนรักสุขภาพกลางหุบเขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“เอ้ นนทวัชร์” เปิด “ภูจินดา” รีสอร์ตของคนรักสุขภาพกลางหุบเขา

ดร.เอ้-นนทวัชร์ อนันท์พรจินดา อดีตผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ก่อนจะหันไปทำธุรกิจเครื่องสำอางสมุนไพร M Herb จนกระทั่งเจอวิกฤตน้ำท่วมส่งผลให้ธุรกิจเสียหายนับสิบล้าน จากนั้นครอบครัวจึงย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง เพราะตัวเขาเองประสบภาวะเสี่ยงกับการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการรักษาตัววิธีธรรมชาติบำบัดล้างสารพิษจนหายขาด และควักกระเป๋าลงทุนเปิดรีสอร์ต ภูจินดา ศูนย์การเรียนรู้ 108 จังหวัดเชียงใหม่ สถานที่ของคนรักสุขภาพท่ามกลางธรรมชาติที่เป็นหุบเขา พร้อมกลับคืนสู่บทบาทพิธีกรรายการ สดใหม่ไทยแลนด์ ทางช่อง 2

จุดเริ่มต้นจากสุขภาพ

ดร.เอ้ เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการทำ ภูจินดา ศูนย์การเรียนรู้ 108 เนื่องจากตนเองประสบภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง จึงเริ่มต้นดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง และรักษาโดยธรรมชาติบำบัด และเมื่อหายดีแล้วจึงอยากจะส่งต่อการดูแลสุขภาพที่ดีให้กับคนที่อยู่ในภาวะเหมือนตนเอง

“เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ คือมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ เลยคิดว่าจะหาทางออกยังไงในเรื่องของการดูแลสุขภาพโดยการใช้ธรรมชาติบำบัด คือปัจจุบันเราก็หาหมอแล้วก็ดูแลตัวเอง สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำคือการปรับวิถีชีวิต เลยหาข้อมูลไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ธรรมชาติบำบัด การเลือกกิน การเลือกอยู่ การเลือกหายใจ การเลือกใช้ชีวิต รวมถึงการเลือกคิด มันก็เลยเป็นที่มาของการทำโครงการ ก็คือศูนย์การเรียนรู้วิถีธรรมชาติ ชื่อ ภูจินดา 108 อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่

ผมเลือกที่นี่ เหตุจากน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ที่บ้านผมน้ำท่วมหนักและไม่มีทีท่าว่าจะลด จึงย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ ผมได้สัมผัสธรรมชาติที่มันทำให้รู้ว่าสามารถเติมเต็มชีวิตผม ซึ่งขณะนั้นผมก็ยังทำงานในวงการบันเทิงอยู่ และทำมันมาตลอดระยะเวลา 20 ปี ทำให้ผมไม่ได้มีเวลาดูแลสุขภาพ มันส่งผลตอนที่ผมอายุมากขึ้น พอเข้าสู่อายุเลขหลัก 4 โรคร้ายก็ประดังเข้ามา ประกอบกับความเครียดก็เสี่ยงกับการเป็นโรค ทั้งปวดท้อง ถ่ายเป็นเลือด เดี๋ยวอิ่ม เดี๋ยวหิว น้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ ซึ่งเรียกว่าร่างกายส่งสัญญาณเตือน พอขึ้นปี 2555 ที่อยู่เชียงใหม่ ผมมานั่งคิดว่าตัวเราเองได้อะไรจากสังคมมาเยอะ อยากทำอะไรคืนให้กับสังคมบ้าง ก็เริ่มศึกษาศาสตร์ทางด้านการล้างพิษ ศาสตร์ด้านการใช้สมาธิในการบำบัด ศาสตร์ในเรื่องของการบริหารจิต การรักษาสุขภาพด้านการกิน และสภาวะอารมณ์ควบคู่กับการใช้ชีวิต จึงเป็นที่มาของ ภูจินดา ศูนย์การเรียนรู้ 108 ที่นี่ก็จะเน้นเรื่องของธรรมชาติ เราปลูกผักกินเอง ผักไร้สาร 100 เปอร์เซ็นต์ ดินที่ปลูกก็ต้องเป็นดินที่ถูกเก็บและกันไว้ไม่ให้มีเคมีโดน ไม่ต่ำกว่า 3 ปี”

ปรับชีวิต ล้างพิษ ฟิตสุขภาพ

เจ้าของรีสอร์ตเพื่อการเรียนรู้ แจกแจงให้ฟังถึงโครงการ ปรับชีวิต ล้างพิษ ฟิตสุขภาพ มีเป้าหมายของการเปิดอย่างชัดเจน นั่นคือ การได้ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม แม้รายได้ไม่ได้มากมาย แต่ยังต่อยอดด้วยการนำรายได้จากศูนย์การเรียนรู้ไปมอบให้กับสถานสงเคราะห์อีกด้วย

“เป้าหมายก็คือทำให้คนเห็นความสำคัญในการใช้ชีวิต กับการใช้ธรรมชาติรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการหายใจ เรื่องของการบริโภค การใช้ชีวิต และการทำประโยชน์ให้ส่วนรวม ส่วนหนึ่งเราพอมีรายได้มาบ้างแต่ก็ไม่ได้เยอะ เราก็นำรายได้ไปให้กับบ้านเด็กดี ซึ่งเป็นสถานสงเคราะห์ดูแลเด็กในพื้นที่สูง

ชีวิตเป็นเรื่องไม่แน่นอน ผมเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งและหายได้ กับการใช้ธรรมชาติบำบัดและปรับร่างกายให้ไม่เครียด ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ปกติคนเราจะเครียดกับอนาคต สิ่งที่ยังไม่เกิด เพราะฉะนั้น พอเราปรับตัวเองได้ มันก็จะเป็นจุดจุดหนึ่งที่เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ก็เริ่มโครงการ ปรับชีวิต ล้างพิษ ฟิตสุขภาพ ให้กับคนรักสุขภาพ เป็นคอร์สในการใช้สุขภาพรอบตัวบำบัดตัวเอง ไม่ว่าศาสตร์ที่เรียกว่าการล้างพิษ การขับของเสีย การทานน้ำมันมะกอก การทำดีท็อกซ์ การทานน้ำผลไม้สูตรต่างๆ เพื่อที่จะล้างความสกปรกภายใน สารพิษที่ตกค้างในส่วนต่างๆ บางส่วน อย่างเช่น ผนังลำไส้ ตับ ไต ล้างสิ่งที่มันเกาะติดออกมา เพื่อให้ระบบการทำงานดี ระบบดูดซึมดี ชีวิตก็จะดี ปกติในร่างกายเรามันสามารถจัดการแก้ไขปัญหาเองได้ ถ้าร่างกายพร้อม

แต่ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะความเครียด อากาศ อาหาร มันก็ทำให้ระบบดูดซึมเราไม่ดี แทนที่จะได้ซึมซับเอาสารอาหาร หรือยาที่กิน รวมทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ พอมันดูดซึมไม่ดีมันก็ไม่มีประสิทธิภาพกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อระบบเหล่านี้มันถูกล้างออกไป ระบบดูดซึม ก็ทำงานได้ดี เพราะฉะนั้น กินดีก็ได้ดี กินวิตามินซีก็สดชื่น กินเบียร์ก็มึนเมา บางคนบอกทานอันนี้เข้าไปไม่เห็นดีเลย นั่นเป็นเพราะระบบดูดซึมเราไม่ดี เมื่อระบบดูดซึมดีร่างกายก็ไม่ต้องทำงานหนัก เพราะร่างกายมันสามารถซ่อมแซมตัวมันเองได้ มันก็มีกำลังไปซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอ ไม่ว่าจะเป็นการปวดตามจุดต่างๆ ไมเกรน มะเร็งตามจุดต่างๆ เป็นหวัดก็หายง่าย หรือไม่เป็นเลย นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมทำตรงนี้ขึ้นมาเพื่อส่งต่อความมีสุขภาพดี”

ส่งต่อสุขภาพดี

สิ่งที่โดดเด่นของภูจินดาคือการมีสุขภาพที่ดี และเน้นให้ทุกคนสามารถทำเป็นและทำได้เอง และสามารถส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปอีก 1 คนได้ โดยสามารถเปิดรับได้แค่เดือนละรอบ และหลังจากเดือนเมษายนจะเปิดรับได้ 2 รอบ ต่อเดือน รอบละ 30 คน โดยมีกลุ่มคนที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะเจ้าของภูจินดาเปิดโอกาสให้กับคนในสังคมมาใช้บริการฟรี อาทิ พระ ทหาร หรือครูอาจารย์

“หลักๆ ผมดูการล้างพิษในที่ต่างๆ แล้วก็เอามาปรับใช้ที่ภูจินดา ที่นี่อยู่พื้นที่สูง จะมีในเรื่องของความกดอากาศ มันจะทำให้ออกซิเจนที่เตรียมการขับพิษมันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล เพราะฉะนั้น คนที่มาล้างพิษสิ่งที่เขาจะได้คือ ระบบภายในดีขึ้น ระบบจัดการปัญหาต่างๆ ของร่างกายสะดวก เห็นผลชัดเจน และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกวันผมจะต้องมาดูของเสียของผู้ที่เข้าคอร์สเอง บางคนบอกว่าจบด๊อกเตอร์มาไม่ทำอะไร เช้ามาดูฉี่ ตอนสายดูขี้ ก่อนหน้านี้ที่ผมทำของตัวเองยังไม่อยากดูเลย แต่พอมาคิด ใช้ธรรมะ มันก็ล้วนแต่เป็นสิ่งดีๆ ที่เราต้องพินิจพิจารณาก่อนกิน ว่าอันนี้ดี อันนี้อร่อย อันนี้หายาก อันนี้แพง แล้วตัดสินใจกลืนเข้าปาก เมื่อมันออกมา ผ่านกระบวนการต่างๆ แล้ว มันก็ยังเป็นของมีค่าอยู่ แต่ของเสียเหล่านั้นสามารถบ่งบอกถึงสุขภาพภายในได้เป็นอย่างดี ซึ่งสุขภาพจะดีหรือไม่ดีเริ่มต้นได้ที่ตัวเราเอง และที่นี่เรามีห้องพัก ที่จัดเตรียมไว้สำหรับการล้างพิษโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น เราจะพัฒนาในเรื่องของการปรับตัว ปรับใจให้พร้อม และจัดสถานที่เพื่อรองรับผู้ที่จะเดินทางมาล้างพิษให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

การล้างพิษภายนอก คือการอบ การผลัดผิว ขัดผิว ส่วนการล้างพิษภายในคือการกินสมุนไพร การกินต่างๆ แล้วขับออกมา ไม่ว่าจะกินดีท็อกซ์ การกินน้ำมันมะกอก และการล้างพิษจิตใจ ไม่ว่าจะสวดมนต์ นั่งสมาธิ ซึ่งตอนนี้ทางภูจินดาเปิดมาครบ 1 ปีพอดี ผมเลยคิดว่าในเดือนเมษายน ผมเลยทำโครงการเพื่อให้คนมีสุขภาพดี สำหรับคนทั่วไปที่มาในคอร์ส 4 วัน 3 คืน ในคอร์สนอกจากจะมีการล้างพิษแล้ว ยังมีการจัดกระดูก มีการล้างตาให้สะอาด ยังมีการกัวซาหน้า มีการฝังเข็ม การตรวจสุขภาพจากแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก คนที่มาใช้เวลาอยู่กับเราที่เชียงใหม่ 4 วัน 3 คืน ไม่รวมค่าเดินทางมา เราจะคิดเขา 4,500 บาท รวมค่าอาหาร รวมทุกอย่าง รายได้ส่วนหนึ่งเป็นทุนอาหารกลางวันให้กับเด็กในพื้นที่สูง และพระสงฆ์ สามเณร แม่ชี ฟรี สามารถมาใช้บริการได้ฟรี ใน 1 ครั้งที่จัดรับแค่ 30 คน เราจะกันกลุ่มพระ 10 และกลุ่มคนทั่วไป 20 และถ้าเกิดว่าเป็นครู อาจารย์ วัยเกษียณ ทางภูจินดาออกให้ครึ่งหนึ่ง ก็จะจ่ายเพียง 2,250 บาท หลายคนถามว่าทำไปเพื่ออะไร แต่ผมคิดว่าในชีวิตคนคนหนึ่งจะมี 2 สิ่งที่ต้องทำกับชีวิตเรา คือสิ่งที่อยากทำ และสิ่งที่ต้องทำ อย่างงานพิธีกร งานในวงการก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่มันก็มีสิ่งที่อยากทำด้วย”

ภูจินดา คือทั้งหมดของชีวิต

ดร.เอ้ บอกว่า ภูจินดา คือสิ่งที่อยากทำ นอกจากจะทุ่มเทแรงกายแรงใจในการก่อร่างสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาแล้ว ในด้านการลงทุนคือ มีเท่าไหร่ก็ลงไปหมด เพราะจากการเรียนรู้ชีวิต ว่าในวันที่ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ เงินไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่า การได้เป็นผู้ให้

“เงินลงทุน เอาง่ายๆ ว่า มีทุกอย่างขายหมดเลยครับ ในพื้นที่ของตัวโครงการ บริเวณด้านหน้า 30 ไร่ เป็นพื้นที่ที่ทำขึ้นมาคือส่วนของไร้สารเคมี และยังมีในส่วนของไร่อีกด้านที่จะปลูกพืชผลทางการเกษตร แล้วก็เป็นศูนย์เรียนรู้ที่สามารถเห็นการทำเกษตรอินทรีย์ และการปลูกพืชไร้สาร การใช้ชีวิตกับธรรมชาติ การพึ่งพิงกันโดยไม่ต้องเผา ไม่ต้องทำลาย ไม่ต้องใช้สารเคมี ซึ่งการไม่ใช้สารเคมีเข้าไปในพืชผัก มันไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ที่ต้องทำปริมาณให้เยอะ แต่มันเป็นเรื่องของสุขภาพ

เรื่องเงิน ครั้งหนึ่งที่คิดว่าจะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว เพราะเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง เงินไม่มีความหมายเลยครับ เงินเป็นส่วนหนึ่งที่เราเคยคิดในอดีตว่าอยากมี อยากได้ อยากเป็น อยากเยอะ อยากสำเร็จ อยากมีไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักพอ แต่ว่าพอมารู้สึกว่าเราอาจจะไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ บ้าน รถ อุปกรณ์ เฟอร์นิเจอร์ ไม่ได้มีความสำคัญ เพราะเราคิดว่าพรุ่งนี้เราจะได้ตื่นหรือเปล่า ถ้าเราไม่ตื่นวันนี้เราจะทำอะไร ผมจะคิดแค่ว่าอยากจะทำตรงนี้ให้มันเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้กับธรรมชาติ ตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ ถ้าเราทำงานคนก็จะจำเราได้จากสิ่งต่างๆ แต่ถ้าเราทำศูนย์เรียนรู้ที่เริ่มจากการเป็นผู้ให้ กับกำลังที่เราพอทำได้ ภูจินดาไม่ได้รับการสนับสนุนจากที่ใด ใช้เงินส่วนตัวในการทำ และภูจินดาเป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชนครับ”

ความสุขคือการได้เป็นผู้ให้

สำหรับภูจินดา มีพนักงานที่เป็นคนในพื้นที่จำนวน 10 คน ที่ดูแลโครงการ ซึ่งถ้าคำนวณรายได้ 4,500 บาท ต่อคน จำนวน 10-20 คน และอีก 10 คนไม่มีค่าใช้จ่าย และอีกจำนวนหนึ่งก็เสียเพียงครึ่งราคา เพราะฉะนั้น รายได้อันนี้ ไม่ได้เหลือมากมาย ถ้าเทียบภาระรายเดือน อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าวิทยากร ฯลฯ แต่สิ่งที่ได้คือ ความสุขของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้

“เรามีพนักงานที่เป็นคนในพื้นที่ประมาณ 10 คนในการดูแลโครงการ ทุกคนที่ทำก็มีหลายหน้าที่ ไม่ว่าจะมีงานหรือไม่มีงาน จริงๆ แล้วเก็บ 4,500 บาท แล้วรับแค่ครั้งละ 10-20 คน เพราะอีก 10 ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย และเสียครึ่งหนึ่ง แต่ทางภูจินดามีภาระที่จะต้องจ่ายค่าไฟ ค่าวิทยากร ค่าอาหาร ค่าโน่นค่านี่ ลองคูณตัวเลขดูจะรู้ว่าเราไม่ได้เหลืออะไร แต่มันเป็นความสุข เมื่อเราส่งความสุข เราได้เป็นผู้ให้ แค่นี้เราก็มีความสุขแล้ว

ซึ่งกลุ่มคนที่มาที่ภูจินดาจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แล้วอีก 1 กลุ่มคือกลุ่มที่มีปัญหาด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง หรือมีปัญหาในเรื่องของลำไส้ ในเรื่องของสุขภาพต่างๆ ต้องบอกว่าคนเราจะเห็นความสำคัญของสุขภาพ ต่อเมื่อกำลังจะป่วย กำลังจะเป็นโรค แล้วผมเคยเป็นแล้ว และไม่อยากเป็นอีก เลยอยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพ จริงๆ แล้วทุกคนมีพิษอยู่ในตัวเยอะ ถ้าวันใดก็ตามเรายังหายใจ ทุกวันเราสามารถสูดเอาพิษเข้าสู่ร่างกายได้ ไม่ว่าจะหายใจ หรือทานอาหาร เราต้องเจอภาวะเครียด แรงกดดัน เราสามารถเอาความเครียดมาบั่นทอนจิตใจเราได้”

สิ่งที่ต้องทำ ได้เงิน

สิ่งที่อยากทำ ได้ความสุข

ดร.เอ้ บอกเล่าอย่างมีความสุขว่า สิ่งหนึ่งที่ตั้งใจทำภูจินดาคือ การตอบแทนสังคม เพราะที่ผ่านมาเจ้าตัวได้รับโอกาสจากสังคมมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น ชีวิตในวันนี้ กับสิ่งที่ต้องทำ คืองานในวงการบันเทิง ที่ทำแล้วได้เงิน แต่สิ่งที่อยากทำ ได้ทำแล้วมีความสุข

“ตอนที่เริ่มทำภูจินดาไม่ได้คิดถึงชื่อเสียง คิดแค่ว่าอยากทำอะไรสักอย่าง เพราะผมได้รับโอกาสจากสังคมมา ก็เลยทำ เคยมีคนถามว่าทำไมไม่เอาเงินเก็บไปใช้ชีวิตสบายๆ ทำไมต้องเหนื่อยไปดูอุจจาระ ไปดูของเสีย ได้เงินมายังไม่ถึงหมื่นบาทเลยสำหรับ 1 คอร์ส แต่ทำพิธีกรชั่วโมงเดียวได้หลายหมื่น แต่อันนี้มันเป็นความสุข ผมเน้นให้คนมาดูแลสุขภาพ มีเมล็ดผักให้ ก็เอาไปปลูก จะที่คอนโดฯ ที่บ้านก็ได้

สิ่งที่ได้ก็คือเงิน ซึ่งได้มาจากที่ที่เราต้องทำ แต่สิ่งที่อยากทำ มันได้ความสุข เพราะฉะนั้น บางคนได้เงินมาทั้งชีวิตแต่อาจจะไม่มีความสุข แต่ความสุขของผม ผมไม่ได้เล่นการพนัน ผมไม่ได้สูบบุหรี่ ไม่ได้ใช้อะไรฟุ่มเฟือย ผมเลยเอาเงินจากตรงนั้นมาซัพพอร์ตตรงนี้ คนคนหนึ่งเมื่อได้โอกาสจากสังคมมาแล้ว เราก็ได้คืนให้เขาบ้าง ภูจินดาเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความสุข สุขที่แท้จริงเริ่มต้นจากการให้

และผมกำลังทำหนังสือปรับชีวิต ล้างพิษ ฟิตสุขภาพ ออกมา แต่ตอนนี้ผมก็ไปซื้อหนังสือจากสำนักพิมพ์ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการล้างพิษโดยเฉพาะ ก็แจกให้คนที่มาใช้บริการที่ภูจินดาด้วย ไม่ว่าจะทานผักยังไง ล้างสารพิษยังไง แต่การเรียนรู้ต้องมีสติ ต้องฝึกให้รู้ ให้เข้าใจ ให้รู้ว่าร่างกายเราใช้เขามาเยอะ ได้แต่แต่งหน้า ทำผม ใส่เสื้อผ้าแพงๆ แต่ภายในเราแทบไม่ได้สนใจเลย จะมาดูแลก็ต่อเมื่อป่วยไม่สบาย บางทีไม่สบายก็ฝืนทำอีก เพราะฉะนั้น ต้องดูแลจากภายใน ผมเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ ให้คนมาเรียนรู้ และนำไปปรับใช้ครับ”

ใครที่กำลังเริ่มต้นดูแลสุขภาพ ให้ภูจินดา ศูนย์การเรียนรู้ 108 เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สนใจสามารถติดต่อได้ที่ เลขที่ 108 หมู่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (053) 047-918 จองห้องพัก โทรศัพท์ (081) 568-9124, (053) 047-918 คอร์สสุขภาพ โทรศัพท์ (081) 699-3945, (081) 568-9124 E-mail : phuchinda@gmail.com http://www.facebook.com/phuchinda http://www.phuchinda.com/healthypackage.html

ม่วนหลายสไตล์อีสานใต้ ตอนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07072150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

หมุดไมล์

โดย ผศ.ดร.ปรีดี พิศภูมิวิถี อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา

ม่วนหลายสไตล์อีสานใต้ ตอนที่ 2

สวัสดีครับแฟนานุแฟน หวังว่าทุกท่านสบายดีนะครับ

หมุดไมล์ฉบับนี้ ยังคงพาท่านไปเที่ยวแบบม่วนหลายที่อีสานใต้กันต่อนะครับ เช้าตรู่ที่เมืองสุรินทร์ (เรามาจากศรีสะเกษครับ มานอนที่สุรินทร์) เราก็ออกไปใส่บาตรที่ตลาดใกล้โรงแรมกันครับ แล้วก็จะได้เที่ยวสุรินทร์ให้หนำใจครับ

เมืองสุรินทร์ เป็นเมืองช้างครับ ในอดีตนั้นกลุ่มบรรพชนคนสุรินทร์เรียกกันว่าพวกส่วย ซึ่งอพยพข้ามลำน้ำโขงมาตั้งชุมชนที่เมืองต่างๆ ในแถบภูมิภาคนี้ รวมถึงที่บ้านอัจจะปะนึ่งและบ้านกุดปะไท ในเขตอำเภอสังขะและอำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ คนเหล่านี้มีความสามารถในการจับช้างป่าและนำมาฝึกฝนไว้ใช้งานเป็นอย่างมาก ในปี พ.ศ. 2306 หลวงสุรินทร์ภักดี (เชียงปุม) หัวหน้าหมู่บ้านเมืองที ได้ย้ายหมู่บ้านมาตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านคูประทาย ซึ่งเป็นที่ตั้งเมืองสุรินทร์ในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นบริเวณที่มีชัยภูมิเหมาะสม มีกำแพงค่ายคูล้อมรอบ 2 ชั้น และมีแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การประกอบอาชีพและอยู่อาศัย ต่อมาพระเจ้าอยู่หัวพระที่นั่งสุริยามรินทร์ โปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะขึ้นเป็น “เมืองประทายสมันต์” และหลวงสุรินทร์ภักดีได้เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็น พระสุรินทร์ภักดีศรีณรงค์จางวาง เป็นเจ้าเมืองปกครองเมืองประทายสมันต์ในปี พ.ศ. 2329 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเมืองประทายสมันต์เป็นเมืองสุรินทร์ตามสร้อยบรรดาศักดิ์ของเจ้าเมืองในขณะนั้น เมืองสุรินทร์มีเจ้าเมืองปกครองสืบเชื้อสายกันมารวม 11 คน จนถึงปี พ.ศ. 2451 มีการเปลี่ยนแปลงระบบบริหารราชการแผ่นดินเป็นแบบมณฑลเทศาภิบาลเมืองสุรินทร์ จึงเปลี่ยนเป็นจังหวัดสุรินทร์และทางกรุงเทพฯ ได้แต่งตั้งพระกรุงศรีบุรีรักษ์ (สุม สุมานนท์) มาดำรงตำแหน่งเป็นข้าหลวงประจำจังหวัด หรือผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนแรก

นี่เป็นประวัติเมืองคร่าวๆ ครับ เพราะเราต้องรู้ที่มาที่ไปของตนเองก่อน มาจากไหนและจะไปไหนกันบ้าง

แต่สำหรับที่เที่ยวแล้ว สุรินทร์มีแหล่งศึกษาเรียนรู้มากมายครับ ทั้งที่ ปราสาทยายเหงา ปราสาทซึ่งเป็นปราสาทอิฐ 2 หลัง หน้าบันของปราสาทหลังใต้มีลวดลายกรอบหน้าบันและปลายกรอบซุ้มรูปนาคมีกระบังหน้า ทำให้สามารถกำหนดอายุได้ว่าควรมีอายุอยู่ในสมัยนครวัด และปราสาทแห่งนี้ยังแสดงความเป็นศิลปะขอมแบบพื้นเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างแท้จริง เพราะยังคงก่อสร้างด้วยอิฐอยู่นั่นเอง จากนั้นไปต่อกันที่ ปราสาทภูมิโปน เป็นปราสาทอิฐ 3 หลัง ที่ปัจจุบันยังหลงเหลือร่องรอยทับหลังศิลปะแบบไพรกเมงให้เห็นบ้าง สันนิษฐานว่าเป็นศาสนสถานขนาดใหญ่ที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนที่รับวัฒนธรรมเขมรโบราณ ที่เรียกว่าเจนละบก ซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดในสุรินทร์และของภาคอีสาน

ปิดท้ายกันที่ ปราสาทศีขรภูมิ หรือ ปราสาทระแงง ปราสาทที่งดงามที่สุดในจังหวัดสุรินทร์ มีลักษณะเป็นปราสาทอิฐจำนวน 5 หลัง มีการสันนิษฐานว่าได้มีการบูรณะในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช แห่งอาณาจักรล้านช้าง เนื่องจากได้พบจารึกอักษรธรรมอีสานที่กรอบประตู และส่วนยอดที่คล้ายกับเจดีย์ในศิลปะลาว พร้อมชมทับหลังรูปศิวนาฏราชและเสาหินทรายจำหลักสลักเป็นรูปนางอัปสราถือดอกบัว 2 ตน ที่พบเห็นได้เพียงแห่งเดียวในประเทศไทย

กลางวันนี้จะได้ทานไก่ย่างไม้มะดันครับ ไก่ย่างรสเด็ด ขนานแท้ ที่ต้องใช้ไม้มะดันก็เพราะว่าเนื้อไม้มะดันมีความเหนียว ไม่ไหม้ไฟง่าย เมื่อย่างแล้วจะให้กลิ่นหอม ไก่ที่คลุกเคล้าเครื่องเทศแบบ “บ้านๆ” ผนวกกับการปิ้งเตาผ่าน ยิ่งขจรกลิ่นไปไกลหลายร้อยโยชน์ ถ้าได้ทานกับแจ่วอีสานใส่ข้าวคั่วใหม่ๆ พริกป่นรสแซบ ก็ต้องบอกว่าแซบหลายสไตล์อีสานละครับ

จังหวัดในอีสานใต้นั้นมักถูกค่อนขอดว่าแห้งแล้งบ้าง ยากจนบ้าง แต่นั่นก็เป็นเพราะสายตาคนที่มักมองว่าตนเองเหนือกว่าคนอื่นครับ เพราะเท่าที่ดูก็มีความอุดมสมบูรณ์เหลือคณานับ ที่สำคัญคือรวยน้ำใจเหลือเกินครับ ขอให้ลองมาเที่ยว ชม ชิมกัน แล้วจะประทับใจในถิ่นอีสานใต้ครับ ร้านของฝาก เช่น ร้าน 5 ดาวในเมืองนั้น มีสรรพสินค้าให้ท่านเลือกชมได้อย่างจุใจ ไม่รีบครับ ทั้งกุนเชียง หมูแปรรูป ข้าวสาร และขนมอีกมากมาย แต่ต้องไม่ลืมนะครับว่าเรากลับเครื่องบินกันนะครับ

โปรแกรมทัวร์ยังไม่หมดเท่านั้น เพราะมติชน อคาเดมี จะพาท่านไปยังพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ สุรินทร์ เพื่อชมประวัติความเป็นมาของเมือง เรื่องราววัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์และวัฒนธรรมของผู้คนในบริเวณอีสานใต้ และจะได้ไปเลือกซื้อผ้าไหมราคางามที่หมู่บ้านทอผ้าไหมบ้านท่าสว่าง หรือ กลุ่มทอผ้าไหมจันทร์โสมา ดูแลและสร้างสรรค์โดย อาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เลือกชมและเลือกซื้อในราคาแบบกันเองได้ตามอัธยาศัย

นอกจากนี้ ยังจะแวะไปสักการะ ปราสาทจอมพระ ปราสาทขนาดกลางที่สันนิษฐานว่าเป็นศาสนสถานในพุทธศาสนาแบบมหายาน และยังเคยเป็นอโรคยศาลาในสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และปิดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯ ด้วยการไปชมความน่ารักของช้างที่ ศูนย์คชศึกษา หรือ หมู่บ้านช้าง บ้านตากลาง พื้นที่ที่มีการเลี้ยงช้างมากที่สุดในโลก ร่วมพิธีบวงสรวง ศาลปะกำ ของหมอช้างชาวกูย กลุ่มชาติพันธุ์ที่มีความรู้ทางด้านคชศาสตร์เป็นอย่างดี จากนั้นร่วมเรียนรู้และสัมผัสวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่แตกต่างจากที่อื่นของคนและช้าง

ท่านใดจะนอนให้ช้างเหยียบ ช้างนวด ก็ตามอัธยาศัยครับ ส่วนผมจะเป็นตากล้องให้ด้วยความยินดี

ในวันที่ 28-30 สิงหาคม 2558 นี้ เตรียมพบกับทัวร์ศิลปวัฒนธรรม “เที่ยวปราสาทหินถิ่นอีสานใต้ 3 จ.สุรินทร์-ศรีสะเกษ” ที่มติชน อคาเดมี จะนำพาทุกท่านได้ร่วมแสวงหาและค้นคำตอบ เกร็ดความรู้ในแง่มุมต่างๆ อย่างละเอียด พร้อมร่วมทริปกับวิทยากรพิเศษ รศ.ดร.ศานติ ภักดีคำ สนใจสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

แท็กซี่ในฝัน : ALL THAI TAXI จากนครชัยแอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07076150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

แท็กซี่ในฝัน : ALL THAI TAXI จากนครชัยแอร์

เขียนเรื่องต่างประเทศมาเยอะแล้ว ฉบับนี้ชวนมาฟังเรื่องราวดีๆ ของบ้านเมืองเรากันบ้าง

เรื่องที่ต้องอัพเดตกันให้ทันการณ์คือสิ่งที่เกี่ยวข้องในการใช้ชีวิตประจำวันของคนไทย โดยเฉพาะในเรื่องการคมนาคมขนส่งที่ทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย จำเป็นต้องใช้เดินทางไปมาหาสู่กันได้สะดวก

เชื่อว่าหลายคนคงยังจำกันได้ว่าเมื่อตอนต้นปีนี้ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด ได้ร่วมกับ กรมการขนส่งทางบก จัดทำโครงการบริการรถแท็กซี่รูปแบบใหม่ ภายใต้ชื่อ ALL THAI TAXI โดยได้เปิดใช้บริการสมาร์ตแท็กซี่อย่างเต็มรูปแบบในล็อตแรกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมานี้ ซึ่งจะใช้รถ TOYOTA PRIUS Hybrid จำนวน 500 คัน ให้บริการพร้อมกันทั่วประเทศ

สำหรับการบริการใช้สะดวกสบายผ่านแอพพลิเคชั่นชื่อ ALL THAI TAXI สามารถดาวน์โหลดได้ทางสมาร์ตโฟนทั้งระบบ iOS และ Android ลงทะเบียนเข้าสู่ระบบ โดยเสียค่าธรรมเนียมจำนวน 20 บาท

ความแตกต่างของ ALL THAI TAXI กับ อูเบอร์แท็กซี่ และ แกร็บแท็กซี่ อยู่ที่การบริการติดตามผลตลอดระยะเวลาการใช้บริการรถแท็กซี่ของผู้โดยสาร ซึ่งจะไม่มีกรณีการปฏิเสธลูกค้า หรือไม่กดมิเตอร์ เนื่องจากมีระบบ GPS และ CCTV จับตาดูตลอดทุกคัน

ในข่าวบอกว่า อุปกรณ์ภายในรถจะใช้ระบบสมาร์ตแท็กซี่ทั้งหมด สามารถจ่ายค่ามิเตอร์ผ่านบัตรเครดิต/เดบิต เงินสด และเอทีเอ็ม พร้อมใช้อัตราค่าโดยสารตามที่ราชการกำหนดไว้ เริ่มต้นที่ 35 บาท เมื่อถึงปลายทางจะออกใบเสร็จระบุระยะทาง, เวลา, ราคาที่ใช้บริการ รวมถึงสถานที่จากต้นทางถึงปลายทาง

สำหรับเงินลงทุนในโครงการนี้ นครชัยแอร์ควักกระเป๋าไปเบาะๆ 700 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถคืนทุนได้ภายในระยะเวลา 5-7 ปี

ส่วนผู้ใช้บริการผ่านแอพพลิเคชั่น ALL THAI TAXI สามารถใช้บริการแท็กซี่ในระยะเวลาประมาณ 5-10 นาที ด้วยระบบติดตามรถ GPS Tracking เชื่อมต่อกับแอพพลิเคชั่น

ทั้งนี้ ในส่วนของความปลอดภัยในการใช้บริการ มีมาตรฐานในการคัดเลือกพนักงานให้บริการรถแท็กซี่ จัดอบรมและปลูกจิตสำนึกให้รับในการบริการ มีฐานเงินเดือนและให้รางวัลกับพนักงานที่ปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐาน ซึ่งผู้โดยสารสามารถแจ้งพฤติกรรมพนักงานผ่านแอพพลิเคชั่นได้ อีกทั้งได้ติดตั้งระบบ CCTV จับตาดูพฤติกรรมของพนักงานทุกคัน

ALL THAI TAXI เริ่มทดลองให้บริการในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เป็นการทดสอบระบบการเรียกแท็กซี่ผ่านทางแอพพลิเคชั่น ALL THAI TAXI ในระบบปฏิบัติการ Android ส่วน iOS ยังต้องรอต่อไปอยู่ในระหว่างการพัฒนา ต้องรออีกสักหน่อยนะคะ

การสมัครสมาชิกแอพ ALL THAI TAXI สามารถสมัครได้ผ่านทางแอพเลย โดยกรอกชื่ออีเมลแล้วตั้งรหัสผ่าน และใส่เบอร์โทรศัพท์สำหรับการสมัครสมาชิกครั้งแรก และเมื่อ Login เข้าสู่ระบบแล้ว ให้เลือกที่ บัญชีผู้ใช้งาน สามารถใส่ข้อมูลเพิ่มเติม เช่น ชื่อ นามสกุล เพศ วันเกิด ใส่รูปภาพ หมายเลขบัตรเครดิตในกรณีมีบัตรเครดิต เมื่อตั้งค่าบัญชีผู้ใช้งานแล้ว เลือกที่ เรียกแท็กซี่ เพื่อไประบุพิกัดรับผู้โดยสาร และระบุพิกัดปลายทางที่จะไป แล้วแตะที่เรียกแท็กซี่ แอพ ALL THAI TAXI ก็จะทำการเรียกแท็กซี่มารับตามที่คุณระบุในแผนที่ แล้วไปส่งคุณ ตามที่คุณระบุปลายทาง

เงื่อนไขในการใช้งานแอพ ALL THAI TAXI ในการเรียกแท็กซี่คือ ค่าเรียกใช้บริการครั้งละ 20 บาท + ค่าโดยสารตามมิเตอร์ปกติ (กรณีโบกเรียก ซึ่งรถขึ้นสถานะ “ว่าง” จะไม่เสียค่าบริการ 20 บาท ชำระเฉพาะค่าโดยสารตามมิเตอร์ปกติ) ในกรณีหากเรียกแล้วแต่ต้องการยกเลิก ต้องกดยกเลิกภายใน 5 นาทีหลังจากเรียกใช้ ถึงจะไม่คิดค่าบริการ ซึ่งถ้ายกเลิกบริการช้ากว่า 5 นาทีหลังจากเรียกใช้แล้ว หรือผู้โดยสารไม่อยู่ที่จุดนัดเกินกว่า 5 นาที คิดค่าบริการครั้งละ 100 บาท

ถ้าใครดาวน์โหลดและติดตั้งแอพ “ALL THAI TAXI” แล้ว เมื่อเปิดแอพขึ้นมาจะพบกับหน้า Login สำหรับท่านที่ยังไม่มีข้อมูลในระบบก็กดสมัครสมาชิก แล้วก็กรอกข้อมูลต่างๆ แล้วก็ Login เข้าสู่ระบบได้เลย

จากนั้นจะมีเมนูต่างๆ ขึ้นมาให้เลือก หากเราต้องการเรียกรถก็กด “เรียกแท็กซี่” และที่พิเศษกว่านั้นคือหากเป็นลูกค้าผู้หญิงต้องการความปลอดภัยในการเดินทาง สามารถกดเรียก “แท็กซี่สำหรับสุภาพสตรี” ซึ่งพนักงานขับรถจะเป็นผู้หญิง

เมื่อเดินทางถึงจุดหมายแล้ว พนักงานขับรถจะให้ใบแสดงข้อมูลค่าโดยสารกับเรา ซึ่งในนั้นจะมีรายละเอียดข้อมูลการเดินทางของเราว่าขึ้นรถกี่โมงถึงกี่โมง ระยะทางเท่าไหร่ ใช้เวลาในการเดินทางเท่าไหร่ ค่าโดยสารกี่บาท

สรุปแล้ว ALL THAI TAXI น่าจะเป็นตัวเลือกให้ชาวกรุงเทพฯ ได้ดีทีเดียว รูปแบบการให้บริการเหมาะกับคนเมืองในสมัยนี้เป็นอย่างมาก เราไม่ต้องหัวเสียกับการเรียกแท็กซี่แล้วไม่ไป สภาพรถเก่าแอร์ไม่เย็น คนขับรถไม่สุภาพ กันอีกต่อไปแล้วค่ะ ค่าโดยสารก็เป็นอัตราปกติของรถแท็กซี่ทั่วไป เพียงแต่จะต้องจ่ายค่าเรียกรถเพิ่มขึ้นมาเท่านั้นเพียง 20 บาท ซึ่งสามารถจ่ายได้ทั้งแบบเงินสด และบัตรเครดิต/เดบิต

สำหรับท่านที่ต้องการติดตามข่าวสารของ ALL THAI TAXI ทางเฟซบุ๊กให้เข้าไปที่เพจนี้นะคะ https://www.facebook.com/allthaitaxi

ส่วนคนขับรถที่กำลังมองหางานอยู่ ทางนครชัยแอร์กำลังรับสมัครพนักงานขับรถแท็กซี่ เงินเดือน 18,000 บาท ขึ้นไป สามารถสมัครงานได้ที่ บริษัท นครชัยแอร์ จำกัด เลขที่ 109 ถนนวิภาวดีรังสิต เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ (02) 939-4999 ต่อ 1173, 1174 จันทร์-เสาร์ เวลา 08.30-17.30 น. เมื่อสมัครแล้วจะมีการสัมภาษณ์ทันที

จุดเด่นของการเป็นพนักงาน ALL THAI TAXI คือ ทุกคนเป็นพนักงานของบริษัท รับเงินเดือนพร้อมสวัสดิการ ตามนโยบาย “สร้างความสุข” ในที่ทำงาน อยู่ในองค์กรที่สังคมยอมรับ มีระบบการทำงานที่แน่นอน เป็นธรรม กำหนดหน้าที่รับผิดชอบชัดเจน ได้รับเงินค่าตอบแทนตรงตามกำหนด และดูแลเอาใจใส่ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้ร่วมงาน อยู่ร่วมกันดังครอบครัว

สำหรับเอกลักษณ์ของ ALL THAI TAXI ที่แตกต่างจากแท็กซี่ทั่วไปคือ

1. รถทุกคันใช้ TOYOTA PRIUS Hybrid

2. รถสีเหลือง ตามมาตรฐานกรมการขนส่งทางบก

3. ติดสติ๊กเกอร์ “ทรงพระเจริญ” สีชมพูที่กระจกหน้ารถ

4. ป้ายไฟ LED บนหลังคารถ แสดงสถานะการให้บริการทั้งด้านหน้าและด้านหลัง

5. พนักงานขับรถสวมเสื้อชุดสีชมพู

พบรถแท็กซี่หน้าตาแบบนี้…ใช่เลย ALL THAI TAXI