คนเลี้ยงม้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

คนเลี้ยงม้า

ฟาร์มหมอปอ คือชื่อของฟาร์มเลี้ยงม้า

ที่มีชื่ออย่างนี้ก็เพราะ เจ้าของฟาร์มคือ นายแพทย์นภดล สโรบล มีชื่อเล่นว่า ปอ

ผมโชคดีที่ตอนไปชมฟาร์มหมอปอ มีโอกาสได้พบกับหมอปอ ที่กำลังรับรองแขกต่างประเทศขณะเข้าชมฟาร์มอยู่พอดี

เพราะตรงกับวันอาทิตย์ที่หมอปอไม่ต้องไปรักษาคนป่วยที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ซึ่งเป็นงานประจำของหมอ

ผมจึงได้สอบถามโน่น นี่ นั่น เกี่ยวกับการเลี้ยงม้าได้อย่างค่อนข้างละเอียดพอสมควร เพียงแต่ผมคงนำมาเขียนให้ละเอียดตามไม่ได้ เพราะยาวมาก เขียนเล่าได้เพียงคร่าวๆ ว่า

เริ่มต้นเดิมทีหมอปอได้เลี้ยงม้าด้วยใจรัก เป็นความรักม้ามาตั้งแต่ปู่ย่าตาทวด พ่อของหมอปอก็ชอบม้า มาถึงหมอปอก็ชอบ เพื่อสนองความชอบจึงเลี้ยงม้าเสียเลย ทว่ามัวเป็นหมอเสียเพลิน จนอายุผ่านเข้า 57 ปี เพิ่งมาเริ่มเลี้ยงม้าเมื่อ 4 ปีมานี้เอง

เดิมทีหมอปอเลี้ยงม้าเพียงไม่กี่ตัว เป็นม้าที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ ราคาตัวละเฉลี่ยประมาณ 600,000 บาท

เลี้ยงไปเลี้ยงมา ม้าช่วยกันออกลูกออกหลาน อีกทั้งยังได้ซื้อม้ามาเพิ่มใหม่บ้างจนปัจจุบันมีเกือบร้อยตัว

ประสบการณ์ของหมอปอจนกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องม้า เพราะจะมีคนเอาม้ามาขอผสมพันธุ์บ้าง มาให้หมอปอช่วยดูแลรักษาบ้าง หมอปอสามารถรักษาดูแลม้าได้เป็นอย่างดีทั้งๆ ที่เป็นหมอรักษาคน

ราคาซื้อขายม้าพูดให้ชัดไม่ได้เพราะม้าที่เลี้ยงไว้มีหลายสายพันธุ์ เช่น

สายพันธุ์ม้าที่สวยที่สุดในโลก

สายพันธุ์ม้าที่เล็กที่สุดในโลก

ขณะที่ผมยืนพูดคุยกับหมอปอ ผมยังได้เห็นม้าตัวใหญ่มาก มีทั้งสีขาวทั้งตัว และดำสนิททั้งตัว

“ทั้ง 2 ตัวนี้ถือว่าเป็นม้าที่มีราคาแพง ตัวหนึ่งๆ มีราคาเป็นล้านบาทขาดตัว” หมอปอ บอกให้ผมรู้

ระยะแรกๆ หมอปอเลี้ยงม้าด้วยความรักก็จริง แต่พอมีม้ามากขึ้นก็ได้เปลี่ยนจากความรักเป็นธุรกิจเสียเลย โดยเปลี่ยนจากฟาร์มเลี้ยงม้าให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงปศุสัตว์ที่นิยมทำกันในต่างประเทศทั่วโลก

ฟาร์มหมอปอเปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวมาได้เพียงปีกว่าๆ เท่านั้น แต่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวค่อนข้างน่าพอใจ

ขณะที่ผมกำลังสัมภาษณ์หมอปอ มีผู้ปกครองพาเด็กกลับมาจากการเก็บไข่ไก่หลายคน

เด็กอีกจำนวนหนึ่งกำลังเดินไปขี่ม้าและทำกิจกรรมที่ฟาร์มหมอปอจัดไว้ให้ เช่น

ควบม้าออกทุ่งกว้างสำหรับคนที่ขี่ม้าเป็นแล้ว

ส่วนคนที่ยังขี่ม้าไม่เป็นก็จะใช้วิธีนั่งบนหลังม้า แล้วให้คนเลี้ยงจูงเข้าป่าและท้องทุ่งที่สวยงามของเขาใหญ่ ทำให้ผู้ขี่ม้าได้ตื่นเต้นกับการนั่งหลังม้าและบรรยากาศของเขาใหญ่

นอกจากนี้ ก็ยังจัดให้นักท่องเที่ยวได้ฝึกเลี้ยงม้าด้วยการป้อนหญ้าให้ม้ากิน อาบน้ำม้า และที่น่าสนใจก็คือ การเรียนขี่ม้า ซึ่งใช้เวลาไม่นานก็จะขี่เป็น แต่จะให้ชำนาญเหมือนพระเอกคาวบอยต้องใช้เวลานาน จะนานเท่าไรอยู่ที่คนขี่แต่ละคน

นอกเหนือจากนี้ก็จะมีกิจกรรมขับรถแทรกเตอร์ และลงเล่นน้ำที่ลำตะคอง

เพื่อให้ความสะดวกกับนักท่องเที่ยวเพราะส่วนใหญ่จะพาบุตรหลานมาด้วย ฟาร์มหมอปอจึงได้จัดทำที่พักไว้ให้เช่าพักด้วย

สถานที่พักตั้งอยู่ในทำเลเหมาะ เพราะใกล้น้ำ ใกล้ป่า

ขณะพักอยู่ที่นี่พอตื่นนอนตอนเช้าเปิดหน้าต่างออกไปก็จะได้สัมผัสกับความเป็นธรรมชาติ แล้วยังจะได้ทักทายกับม้าตัวโปรดได้ด้วย เด็กบางคนสามารถไปที่เล้าไก่เพื่อเก็บไข่ไก่ได้ด้วย

ผมฟังหมอปอพูดแล้วทำให้อยากพาลูกหลานมาพัก เพราะจะได้รับรสชาติที่แปลกใหม่จากที่เคยเที่ยวทั่วไป และเชื่อว่าเด็กๆ คงจะชอบ

หมอปออธิบายถึงการเลี้ยงม้าอย่างคร่าวๆ ว่า

ม้าออกจากท้องแม่ได้ประมาณ 15 วันก็จะเดินได้ ระยะแรกจะกินนมแม่ หลังผ่านไปเพียงไม่กี่เดือนก็จะกินหญ้า

ม้าตัวเมียมีอายุประมาณ 3 ปีขึ้นไปจึงจะเป็นสาว สามารถมีสามี มีลูกได้ ม้าตั้งท้องใช้เวลา 11 เดือน ออกลูกครั้งละตัว ถ้าตรวจพบว่าจะมีลูก 2 ตัว จะต้องทำให้ลูกตัวหนึ่งตาย

ม้าตัวผู้สามารถผสมพันธุ์กับม้าตัวเมียได้หลายตัว มีเมียได้หลายตัวว่างั้นเถอะ

ถ้าผู้ใดจะเอาม้าตัวเมียมาผสมกับม้าตัวผู้ที่เป็นพันธุ์ดีๆ จะต้องจองล่วงหน้า และต้องจ่ายค่าผสมพันธุ์ให้ครั้งละประมาณ 30,000 บาท

มาถึงตรงนี้ ผู้ชายหลายคนคงอิจฉาม้าตัวผู้ ไปตามๆ กัน

ม้าตัวผู้กับม้าตัวเมียมีความแข็งแรงใกล้เคียงกัน ทั้งนี้ วัดจากการวิ่ง แต่สำหรับม้าแข่งจะใช้ม้าตัวเมียมากกว่าม้าตัวผู้

เมื่อผมถามด้วยความอยากรู้ต่อว่า ม้าที่เลี้ยงไว้เคยตายบ้างไหม ได้รับคำตอบว่า

ม้าที่เลี้ยงไว้มีทั้งเกิดและตาย ตายแล้วก็ฝัง ไม่เคยคิดที่จะกินเนื้อม้าเหมือนต่างประเทศบางแห่ง โดยเฉพาะชาวสวิสนิยมกินเนื้อม้ากันมาก

เหตุที่ไม่กินเนื้อม้าก็เพราะเมื่อเลี้ยงมันแล้วก็จะรู้สึกผูกพันกินไม่ลง

อายุของม้าโดยเฉลี่ยมีชีวิตอยู่ประมาณ 25 ปี

ม้าตัวที่แก่ที่สุดในฟาร์มแห่งนี้มีอายุ 13 ปี ถือว่ายังเป็นม้าหนุ่มสาว ยังไม่แก่

เมื่อผมถามว่า ถ้าม้าที่เลี้ยงไว้มีอายุมากจนถึงเวลาต้องตายจะทำอย่างไร

หมอปอหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนตอบว่า

“ยังไม่คิดถึงเวลานั้นครับ เพราะผมอาจจะตายก่อนม้าก็ได้ แต่ที่แน่ๆ จะไม่ฆ่าม้าแก่เพื่อนำมาเป็นอาหารเด็ดขาด”

ผมยอมรับว่า การได้ไปชมฟาร์มม้าแห่งนี้แล้ว ทำให้ชอบมาก น่าเสียดายที่ผมขี่ม้าไม่เป็น ไม่นั้นจะขอขี่ม้าชมทุ่งเขาใหญ่ให้ได้สนุกไปเลย

อย่างไรก็ตาม ถ้าผู้ใดอยากพาลูกหลานไปสนุกสนานกับฟาร์มหมอปอ ติดต่อโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณศรีไพร โทรศัพท์ (093) 529-1919

เกือบลืมบอกไปว่า ฟาร์มหมอปอตั้งอยู่บนเนื้อที่ 16 ไร่ บ้านคลองเสือ ตำบลหมูสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา

จุฬาฯ ปรับแผนพัฒนาใหม่ แก้ “สามย่าน-สวนหลวง” เงียบเหงา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07079150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เล็งทำเลธุรกิจ

PENNY

จุฬาฯ ปรับแผนพัฒนาใหม่ แก้ “สามย่าน-สวนหลวง” เงียบเหงา

เป็นที่รู้กันว่า ที่ตั้งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ย่านธุรกิจที่มีศักยภาพสูง มีระบบสาธารณูปโภค ระบบโครงข่ายคมนาคมทางรางที่ครบครัน จึงทำให้ที่ดินในย่านดังกล่าว ซึ่งแวดล้อมด้วยถนนพระรามที่ 4 ถนนพระรามที่ 1 ถนนบรรทัดทอง และถนนอังรีดูนังต์ ล้วนแต่เป็นถนนรายล้อมใจกลางเมืองเอาไว้ ทำให้ที่ดินย่านนี้มีมูลค่าเพิ่มสูง

ปัจจุบัน สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แบ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นทั้งเขตการศึกษา และเขตพาณิชยกรรม เช่น บริเวณสวนหลวง-สามย่าน และสยามสแควร์ แต่การใช้ประโยชน์จากที่ดินย่านดังกล่าวยังไม่เต็มศักยภาพของพื้นที่ เพราะแม้จะมีโครงการใหม่มาทดแทนโครงการเดิมที่ถูกรื้อไปแล้ว แต่ของใหม่ที่มาทดแทนก็ยังไม่สามารถสนองตอบความต้องการของคนที่เข้าไปใช้พื้นที่ได้ จากอดีตที่เคยคึกคักกลับเงียบเหงา ร้างไร้ผู้คนเข้าไปใช้บริการ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนอย่างบริเวณย่านสวนหลวงเดิมนั้น ที่เคยมีของกินอร่อยให้เลือกล้นหลาม แต่บรรยากาศดังกล่าวกลับไม่มีให้เห็นเลยในปัจจุบัน

ทำให้สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ จึงต้องทบทวนแผนแม่บท หรือ มาสเตอร์แพลน ที่ได้เคยศึกษาไว้ใหม่อีกครั้ง เพราะเมื่อดูในองค์รวมแล้ว กลายเป็นว่าส่วนใหญ่จะเน้นเขตพาณิชยกรรมมากกว่าที่อยู่อาศัยและพื้นที่สันทนาการอย่างอื่น จนทำให้ในเวลากลางคืนพื้นที่เหล่านี้เป็นเมืองร้าง ไม่มีผู้คน เมืองขาดความมีชีวิตชีวา จึงได้มอบหมายให้ คณะกรรมการพิจารณาการปรับรายละเอียดแผนแม่บท ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ไปศึกษาทบทวนแผนแม่บทด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินอีกครั้ง เพราะขัดแย้งกับวิสัยทัศน์ของจุฬาฯ ในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ที่มีเป้าหมายในการสร้างสังคมและนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ เพื่อยกระดับการศึกษาและคุณภาพชีวิตโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาเมืองที่สมดุลและยั่งยืน

รศ.มานพ พงศทัต อาจารย์ภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ ได้ทำการทบทวนโครงการพัฒนาที่ดินย่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริเวณสวนหลวง-สามย่าน และสยามสแควร์ใหม่ เนื่องจากปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพาณิชย์มากเกินไป จนทำให้เกิดเป็นเมืองร้างในเวลากลางคืนและไม่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของจุฬาฯ เพราะเป้าหมายของจุฬาฯ ก็คือ University Town คือต้องเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืน

ดังนั้น การไปสู่จุดหมายดังกล่าวก็จำเป็นจะต้องเพิ่มที่อยู่อาศัยเข้าไปในพื้นที่ด้วย โดยจุฬาฯ มีที่ดินอยู่ประมาณ 1,200 ไร่ ตั้งเป้าที่จะนำที่ดินมาพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ประมาณ 400 ไร่ ปัจจุบัน มีการพัฒนาพื้นที่ไปแล้วประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์

รศ.มานพ กล่าวว่า ของเดิมนั้นจะกำหนดสัดส่วนการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพาณิชยกรรมสูงมาก และไม่สมดุลกับการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอื่น อาทิ ที่อยู่อาศัย สำนักงาน ตลอดจนพื้นที่แห่งการเรียนรู้และพื้นที่ที่สามารถยกระดับการศึกษา ทำให้ขาดความหลากหลายของการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสาน หรือ มิกซ์ยูส ผังการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่สอดคล้องกับศักยภาพของทำเลที่ตั้ง จึงเกิดเป็นคำถามว่า จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในการพัฒนาให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะแนวทางการพัฒนาได้เน้นการพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ โดยการรวมแปลงที่ดินให้เกิดเป็นแปลงขนาดใหญ่เพื่อสามารถสร้างอาคารใหญ่ได้เต็มพื้นที่ แต่ไม่คำนึงถึงการพัฒนาสภาพแวดล้อมและคุณภาพของพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น พื้นที่โล่ง พื้นที่สีเขียว การถ่ายเทอากาศและคุณภาพแสงในพื้นที่ และขาดความชัดเจนในการพัฒนาพื้นที่สีเขียว ให้สามารถปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม และขาดการนำเสนอข้อกำหนดภูมิทัศน์ของพื้นที่เขตพาณิชย์ เพื่อเป็นกลไกของโครงการพัฒนาที่จะเกิดในอนาคตให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพและมีเอกลักษณ์โดยเฉพาะพื้นที่พิเศษ อาทิ 1. พื้นที่รอบอุทยาน 100 ปี ซึ่งจะสร้างเป็นสวนสาธารณะ 20 ไร่ และถนนความกว้าง 30 เมตรโดยขยายถนนซอยจุฬา 5 หรือตั้งแต่ถนนพระรามที่ 1 ไปจนถึงถนนพระรามที่ 4 (ขนานไปตามถนนบรรทัดทอง) 2. โรงภาพยนตร์สกาลา

“มาสเตอร์แพลนที่อยู่ระหว่างการทบทวนดังกล่าว จะต้องรอให้อธิการบดีคนใหม่เป็นผู้ตัดสินว่าจะทำอะไรบ้าง เพราะ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีคนปัจจุบันจะหมดวาระในช่วงประมาณ 1 ปี”

ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า ในกรณีพื้นที่สวนหลวง-สามย่าน ได้มีการกำหนดให้การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม (อาทิ พื้นที่ร้านค้า สำนักงาน) มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 93 โดยวางแผนให้มีร้านค้าและสำนักงานกระจายเต็มพื้นที่ ทั้งๆ ที่บางพื้นที่ขาดศักยภาพจากการเข้าถึงของถนนสายหลักและรถไฟฟ้า ในขณะที่การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพื้นที่อยู่อาศัย เช่น อพาร์ตเมนต์ โรงแรม มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 7 ซึ่งคล้ายคลึงกับกรณีพื้นที่สยามสแควร์ ที่กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยเพียงร้อยละ 17 ไม่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของจุฬาฯ และอาจก่อให้เกิดปัญหาการใช้พื้นที่เพียงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง รวมทั้งปัญหาเมืองร้างในเวลากลางคืน

ข้อเสนอเบื้องต้นของคณะกรรมการพิจารณาการปรับรายละเอียดแผนแม่บทได้เสนอแนวทางใน 4 ประเด็น คือ 1. แนวทางการพัฒนาที่สมดุลระหว่างเป้าหมายรายได้ปัจจุบันที่ 4,232 ล้านบาท ไปสู่เป้าหมายรายได้ที่ระดับ 9,200 ล้านบาทในช่วงปี 2570 หรือเท่ากับต้องหารายได้เพิ่มจากปัจจุบันอีก 4,232 ล้านบาท กับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพาณิชยกรรมความหนาแน่นสูงในแปลงที่ดินที่มีศักยภาพสูงให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การพัฒนาและการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการศึกษาและนวัตกรรมทางสังคมในพื้นที่ส่วนที่เหลือ

2. ลำดับการพัฒนาที่พิจารณาจากศักยภาพการพัฒนา ระยะเวลาการหมดสัญญาและต้นทุนการเสียโอกาส โดยส่วนนี้จะต้องคำนึงถึงศักยภาพการพัฒนาและระยะเวลาการหมดสัญญาเดิม เนื่องจากที่ดินทุกแปลงมีศักยภาพ โดยได้มีการเสนอให้เริ่มลงทุนในปี 2561 เป็นต้นไป ประกอบด้วย พื้นที่บริเวณสามย่าน บริเวณแนวถนนพระรามที่ 4 พื้นที่บริเวณสยามสแควร์ จากนั้นก็จะให้พัฒนาที่ดินย่านแนวถนนบรรทัดทอง เป็นต้น

3. งบประมาณการลงทุนและแหล่งทุน โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะต้องใช้งบลงทุนกว่า 26,000 ล้านบาท ซึ่งค่อนข้างสูง จุฬาฯ คงไม่มีเงินเพียงพอ ต้องหาแหล่งทุนอื่นเข้ามาเสริม เช่น การจัดการแหล่งทุนจากภายนอกด้วยการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินและการออกหุ้นกู้ขายให้กับนักลงทุน หรือการออกกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือการจัดหาเงินทุนภายในมหาวิทยาลัย

4. แนวทางการส่งเสริมภูมิทัศน์ของพื้นที่เขตพาณิชย์ โดยมีข้อกำหนดประเภทของหมวดมาตรฐาน เพื่อเป็นกลไกให้การพัฒนาในอนาคตเป็นไปอย่างมีเอกภาพ สอดคล้องกลมกลืนและส่งเสริมความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่เขตพาณิชย์ของจุฬาฯ

ต้องติดตามกันว่า การปรับแผนจะสัมฤทธิผลหรือไม่?

แม่เหล็กรวมตัวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

คิดอย่างนักบริหาร

สาโรจน์ มณีรัตน์-เรื่อง

แม่เหล็กรวมตัวกัน

ตอนที่มีข่าว ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต กำลังจะไปปักหมุดแถวบางใหญ่เพื่อจับลูกค้าโซนตะวันตก เพราะในอนาคตอันใกล้นอกจากจะมีรถไฟฟ้าสายสีม่วงเปิดให้บริการในปี 2559

หากยังมีถนนวงแหวนสายตะวันตกขนาด 12 เลน และถนนรัตนาธิเบศร์ 10 เลน เป็นจุดตัดกัน ที่สำคัญ อีกไม่นานนับจากนี้ยังมีการก่อสร้างถนนมอเตอร์เวย์สายตะวันตก (บางใหญ่-บ้านโป่ง) อีกจึงทำให้ใครมีกิจการร้านค้า หมู่บ้านจัดสรร ร้านค้าวัสดุก่อสร้าง ไปจนถึงร้านอาหารต่างๆ ที่อยู่ใกล้ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต ต่างพากันชื่นมื่น

เพราะนอกจากจะเป็นทำเลทองแห่งใหม่

ยังกลายเป็นแหล่งลงทุนของกลุ่มนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ กลาง เล็ก ที่พร้อมจะมาปักหมุดสร้างคอนโดมิเนียมอีกมากมาย

มิหนำซ้ำ เร็วๆ นี้ยังทราบข่าวว่า อิเกีย ยักษ์ใหญ่ทางด้านของตกแต่งบ้าน และเฟอร์นิเจอร์ยังจะมาลงทุนสร้างอิเกีย สาขาเวสต์เกต ใกล้กับเซ็นทรัลด้วย

จึงทำให้ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต ยิ่งกลายเป็นพื้นที่แม่เหล็กที่ใครๆ พร้อมจะเข้ามาลงทุน เพราะเห็นตัวอย่างจากเซ็นทรัล ศาลายา ที่ขณะนี้บริเวณโดยรอบพื้นที่ใกล้เคียงกลายเป็นทำเลทองไปเรียบร้อยแล้ว

ตอนที่ผมทราบข่าวว่าเซ็นทรัลกำลังจะสยายปีกไปบางใหญ่ ตอนนั้นยังรู้สึกเฉยๆ เพราะรู้อยู่แล้วว่าทุกครั้งที่เซ็นทรัลจะรุกธุรกิจไปทางไหน เขาต้องศึกษาข้อมูลเป็นอย่างดีแล้วว่าจะคุ้มค่ากับการลงทุนหรือไม่

แต่ตอนหลังผมเริ่มเห็นข่าวว่าอิเกียเข้ามา

เห็นเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ไปด้วย

รวมถึงกลุ่มทุนอื่นๆ

ผมจึงมานั่งคิดว่าเห็นทีพื้นที่โซนตะวันตกคงร้อนแรงเป็นแน่ เพราะอีกไม่นานอินฟราสตักเจอร์ทั้งหลายจะถูกเปิดใช้ นั่นหมายความว่าการเดินทางโดยรถยนต์ รถไฟฟ้า รวมการเชื่อมโยงของเส้นทางสายคมนาคมต่างๆ คงทำให้พื้นที่แถบบางใหญ่ บางบัวทอง ต้องกลายเป็นทำเลทองแน่

ยิ่งมาอ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ในเซ็กชั่นการตลาด ฉบับวันจันทร์ที่ 6-วันพุธที่ 8 กรกฎาคม 2558 ผ่านมา สิ่งที่ผมแอบเชื่อลึกๆ ก็เป็นจริง

เหมือนอย่างที่ “วัลยา จิราธิวัฒน์” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจออกแบบ และก่อสร้าง บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เวสต์เกต เป็นสาขาที่ 28 ที่เซ็นทรัลทุ่มสรรพกำลังเพื่อปั้นสาขานี้ให้ดีที่สุดในระดับภูมิภาค ด้วยงบลงทุน 14,000 ล้านบาท เพื่อให้สาขานี้เป็นแหล่งรวมซุปเปอร์แองเคอร์ โดยมีอิเกียเป็นจิ๊กซอว์ล่าสุดที่จะเข้ามาเติมเต็มโครงการให้สมบูรณ์

“จากที่ผ่านมา เจรจากับอิเกียมากว่า 5 ปี โดยจะเปิดเต็มรูปแบบ 40,000 ตารางเมตร คาดว่าจะพร้อมเปิดให้บริการในอีก 2 ปีข้างหน้า แต่สำหรับเซ็นทรัล เวสต์เกต เราจะเปิดในวันที่ 28 สิงหาคมที่จะถึงนี้บนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ที่อยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์ Have a Big Life โดยออกแบบทุกอย่างขนาดใหญ่ทั้งหมด”

“มีร้านค้าชั้นนำทั้งหมด 500 แบรนด์ ร้านอาหาร 200 แบรนด์ มีโรงหนังขนาด 3,000 ที่นั่ง มีฟิตเนสเวอร์จิ้น แอคทีฟ และอิเกีย”

ขณะที่ “คริสเตียน รอยเคียร์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อิคาโน่ ไพรเวท ลิมิเต็ด จำกัด ผู้ดูแลแฟรนไชส์อิเกียในไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์ กล่าวว่า ศักยภาพของทำเลที่บางใหญ่ และประชากรในแถบนี้เหมาะกับอิเกียเป็นอย่างมาก และด้วยคอนเซ็ปต์ใหม่ที่จะถูกนำเสนอ จึงมั่นใจว่าจะตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยดียิ่งขึ้น

“คอนเซ็ปต์ของที่นี่จะแตกต่างจากที่เมกา บางนา และถือเป็นครั้งแรกที่เชื่อมระหว่างสโตร์กับศูนย์การค้าเข้าไว้ด้วยกัน ด้วยการทำพื้นที่เชื่อมต่อถึงกัน 3 ชั้น ทั้งนั้นเพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย และนำเสนอประสบการณ์การจับจ่ายแบบใหม่ให้กับผู้บริโภค”

“อีกอย่าง เรากับเซ็นทรัลรู้จักกันมากว่า 5 ปี ตั้งแต่เข้ามาลงทุนในไทยครั้งแรก ทั้งยังสอดคล้องกับแนวทางการลงทุนของบริษัทที่ยังคงเปิดกว้าง ด้วยการเลือกรูปแบบที่เหมาะสมที่สุด สิ่งสำคัญคือพื้นที่ เนื่องจากอิเกียต้องใช้พื้นที่จำนวนมากทั้งในส่วนของสโตร์ ลานจอดรถ จุดรับส่งสินค้า ดังนั้น พอมาเจอที่นี่ทุกอย่างจึงลงตัว”

อันไปสอดรับกับความคิดของ “วิชา พูลวรลักษณ์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) ที่บอกว่า ความใหญ่ และความครบของโครงการเวสต์เกตจะเป็นตัวดูดลูกค้าให้มาใช้บริการมาก และเป็นผลดีต่อธุรกิจที่เข้ามาเปิดบริการในพื้นที่ รวมถึงธุรกิจโรงหนังของเมเจอร์ที่มาเต็มรูปแบบ 12 โรง 3,000 ที่นั่งในคอนเซ็ปต์เวสต์เกต ซีเนม่า

ดังนั้น การที่อิเกียมาเปิดสาขาร่วมกับเซ็นทรัล จึงมองว่าเป็นเรื่องที่ดี ดีกว่าต้องมาแข่งกันเอง โดยเฉพาะศูนย์การค้าที่มีพื้นที่เป็นแสนๆ ตารางเมตร คิดว่าคงไม่มีใครมาแข่งอีก เพราะต้องใหญ่จริงๆ ถึงจะสู้ได้

แต่กระนั้น ก็จะมีปัญหาตามมาอีก เพราะผู้เช่าพื้นที่ในศูนย์จะเลือกเปิดธุรกิจเพียงจุดเดียวเท่านั้น ต่างจากกลางเมืองที่เปิดได้หลายๆ จุด เพราะกำลังซื้อสูงกว่า และมีนักท่องเที่ยวเข้ามาเกี่ยวข้อง

อันเป็นมุมมองที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ทั้งนั้น คงต้องยอมรับความจริงว่าการผนึกของยักษ์ใหญ่ทางด้านธุรกิจประเภทต่างๆ ที่มีจุดแข็งของตัวเองในแต่ละส่วน เวลาคิด เขาจะไม่คิดแข่งกันเอง

แต่กลับคิดในการประสานประโยชน์

เหมือนนำจุดแข็งของตนเองในแต่ละส่วนมาหลอมรวมกัน

ดังนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ อานิสงส์จึงตกอยู่กับประชากรส่วนใหญ่ที่อยู่แถบบางใหญ่ บางบัวทอง และละแวกใกล้เคียง เพราะนอกจากจะมีแม่เหล็กชั้นดีมาอยู่ในที่ที่เดียวกันแล้ว

ยังทำให้กิจการร้านค้าโดยรอบพลอยมีความสุขด้วย

เพราะนอกจากจะเกิดความคึกคักทางธุรกิจ บางทีอาจทำให้พ่อค้า แม่ค้ารายย่อยพลอยได้รับอานิสงส์ไปกับเกมรุกธุรกิจครั้งนี้ของกลุ่มเซ็นทรัลด้วย

ลองไปคิดดูนะครับว่าจะทำธุรกิจอะไรรองรับ

เพราะวันที่ 28 สิงหาคม 2558 นี้ ศูนย์การค้า เซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต เปิดทำการอย่างแน่นอนแล้ว

ส่วนอิเกียก็คงอีก 2 ปี

ซึ่งยังพอมีเวลาให้คิดอยู่พอสมควรว่า ท่านทั้งหลายจะทำธุรกิจอะไรรองรับดี

มาตรฐานการบัญชีสำหรับกิจการ SMEs ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07082150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

มาตรฐานการบัญชีสำหรับกิจการ SMEs ที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง

ในบ้านเรามีการแยกมาตรฐานการบัญชีออกเป็น 2 ชุด คือ (1) มาตรฐานสำหรับกิจการขนาดใหญ่ ที่เรียกว่า มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (PAEs) ซึ่งส่วนใหญ่ใช้บังคับกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และกิจการบางประเภทที่มีการดำเนินการที่กระทบต่อสาธารณชน เช่น กิจการประกันภัย ลีสซิ่ง โรงรับจำนำ เป็นต้น และ (2) มาตรฐานการรายงานทางการเงินสำหรับกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะ (NPAEs) ซึ่งใช้กับกิจการที่ไม่มีการออกตราสารหนี้ตราสารทุนแก่สาธารณะ กิจการในครอบครัว กิจการที่มีเจ้าของเพียงคนเดียว เป็นต้น

มาตรฐานทั้ง 2 ชุดดังกล่าวเรียกกันง่ายๆ ว่า มาตรฐานชุดใหญ่กับชุดเล็ก เราใช้กันมาหลายปีแล้ว มาตรฐานชุดใหญ่มีการแก้ไขปรับปรุงเป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่อง ส่วนมาตรฐานชุดเล็กออกมาเป็นฉบับรวมมาตรฐานการบัญชีหลายๆ เรื่องไว้ในเล่มเดียว มี 22 บท ยังไม่เคยมีการปรับปรุงแก้ไขมาตั้งแต่เริ่มบังคับใช้ในปี 2554

แต่ในช่วงนี้ สภาวิชาชีพบัญชี เริ่มที่จะมีการปัดฝุ่นปรับปรุงมาตรฐานการรายงานทางการเงินให้ทัดเทียมกับมาตรฐานการบัญชีสากล โดยจะมีการปรับปรุงมาตรฐานการบัญชีชุดเล็กเพื่อให้มีผลบังคับใช้ในปี 2560 โดยเนื้อหาจะเปลี่ยนไปอ้างอิงจากมาตรฐานการรายงานทางการเงินระหว่างประเทศสำหรับกิจการขนาดกลางและขนาดย่อม หรือ IFRS for SMEs แทน เท่ากับว่ามาตรฐานการบัญชีชุดเล็ก (TFRS for NPAEs) ในที่สุดก็อาจจะต้องถูกยกเลิกไป และเกิด TFRS for SMEs มาแทนที่

อธิบายง่ายๆ คือ เดิมเราเขียนมาตรฐานการบัญชีชุดเล็กโดยนำมาตรฐานสากลชุดใหญ่มาย่นย่อและทำให้ง่ายขึ้นเพื่อใช้กับกิจการขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยตัดส่วนของเนื้อหาที่มีความซับซ้อนและไม่มีที่ใช้สำหรับกิจการขนาดเล็กออกไป (เช่น แนวคิดเรื่องมูลค่ายุติธรรม การตีราคามูลค่าสินทรัพย์เพิ่ม) แต่ก้าวต่อไปเราจะนำมาตรฐานสากลสำหรับชุดเล็กโดยเฉพาะมาจากต่างประเทศ มาบังคับใช้กับกิจการ SMEs โดยอ้างอิงฉบับปี 2013 ดังนั้น หากคุณต้องการศึกษาเนื้อหาก่อนก็สามารถหามาตรฐานสากลสำหรับกิจการเอสเอ็มอีมาอ่านก่อนได้ (IFRS for SMEs 2013)

ในมาตรฐานชุดเล็กใหม่นี้จะมีเนื้อหาสาระที่ครอบคลุมเนื้อหาที่มีความซับซ้อนที่เดิมเราเคยตัดออกในฉบับ NPAEs ออก เพื่อให้เนื้อหามีความสอดคล้องกับมาตรฐานสากล แต่ในท้ายที่สุดก็ยังน่าจะมีการผ่อนปรนข้อกำหนดบางบทที่อาจไม่เกี่ยวข้องหรือแม้เกี่ยวข้องแต่ก็มีความซับซ้อนยุ่งยากเกินไปในการนำมาปฏิบัติสำหรับกิจการที่มีขนาดเล็กมากๆ โดยจะใช้วิธีการกำหนดเงื่อนไขบางประการขึ้นมา เพื่อแยกกลุ่มกิจการขนาดกลางและขนาดย่อมให้มีกิจการกลุ่มที่ต้องถูกบังคับใช้มาตรฐานการบัญชีชุดเล็กอย่างเต็มรูปแบบ และอีกกลุ่มหนึ่งที่มีขนาดเล็กมากๆ ก็จะได้รับผ่อนปรนไม่ต้องปฏิบัติในบางบท

แว่วมาว่า เกณฑ์ที่จะใช้ในการแยกกลุ่มกิจการ SMEs ให้ต้องใช้เต็มรูปหรือผ่อนปรนบางบทนั้น เขาจะใช้โครงสร้างการถือหุ้นสำหรับกิจการที่มีบริษัทใหญ่บริษัทย่อยและบริษัทร่วมเป็นเกณฑ์ โดยถือว่าหากมีบริษัทที่เกี่ยวข้องกันอยู่ในการถือหุ้นก็จะอยู่ในข่ายต้องปฏิบัติตามมาตรฐานชุดเล็กเต็มรูปแบบ หากไม่มีการถือหุ้นแบบโยงใยแล้วก็จะผ่อนปรนการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชีในเรื่อง การจัดทำงบการเงินรวม การเปิดเผยข้อมูลสำหรับกิจการที่เกี่ยวข้องกัน การบัญชีภาษีเงินได้ เครื่องมือทางการเงิน เป็นต้น

เหตุผลหลักที่สภาวิชาชีพบัญชีต้องการปรับเปลี่ยนมาตรฐานการบัญชีชุดเล็กนั้น มีเหตุมาจากกิจการที่เรียกว่า NPAEs นั้นมีขนาดแตกต่างกันตั้งแต่กิจการค่อนข้างใหญ่ไปจนถึงกิจการขนาดเล็กมากๆ ว่ากันว่า กิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะบางกิจการมีขนาดใหญ่กว่าบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์บางแห่งเสียด้วยซ้ำ ในขณะที่กิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะจำนวนมากก็เป็นแค่กิจการเจ้าของคนเดียว ทำให้การบังคับใช้มาตรฐานการบัญชีค่อนข้างประสบปัญหา เนื่องด้วยขนาดที่แตกต่างกันมากนั่นเอง

ประเด็นที่เป็นปัญหาปวดหัวคือ แล้วจะแบ่งกลุ่มกิจการที่ไม่มีส่วนได้เสียสาธารณะด้วยกันออกเป็นกิจการขนาดใหญ่ ขนาดกลาง ขนาดเล็ก และขนาดจิ๋ว อย่างไร เพื่อให้กิจการแต่ละขนาดประยุกต์ใช้มาตรฐานเหมาะสมแก่ฐานะและขนาดและความจำเป็นในการรายงานทางการเงินของตน

ใน IFRS for SMEs ที่จะเอามาใช้แทน TFRS for NPAEs นั้นดูเหมือนเขาจะไม่ใช้จำนวนเงินสูงหรือต่ำในงบการเงินมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งกิจการเสียด้วย นัยว่า หากนำตัวเลขมาใช้แบ่งอาจเกิดปัญหาบางปีตัวเลขเลยเกณฑ์ที่ต้องใช้บังคับเต็มรูปแบบ แต่พอปีต่อมา ตัวเลขเด้งกลับมาเป็นกิจการขนาดเล็ก แล้วจะทำอย่างไร

IFRS for SMEs ที่จะถูกนำมาใช้แทน TFRS for NPAEs ในอนาคตนั้น ณ วันนี้ยังไม่บังคับใช้ และอยู่ในระหว่างการศึกษาโดยคณะทำงานของสภาวิชาชีพบัญชี คงจะมีการสัมมนารับฟังความคิดเห็นในอนาคตอันใกล้ และคาดว่าจะนำมาใช้ในปี 2560 เท่ากับว่านักบัญชีและกิจการยังมีเวลาเตรียมตัวและทำความเข้าใจอยู่สักระยะหนึ่ง และสามารถแสดงความคิดเห็นต่อสภาวิชาชีพบัญชี ในแง่ผลกระทบที่อาจมีต่อกิจการหากสภาวิชาชีพบัญชีนำ IFRS for SMEs มาใช้ เราจึงควรไป download มาตรฐานฉบับดังกล่าวที่เป็นภาษาอังกฤษมาศึกษาก่อน พร้อมๆ กับการนำ TFRS for NPAEs ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันมาศึกษาทำความเข้าใจให้ถ่องแท้ก่อนที่จะต้องใช้มาตรฐานฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีความซับซ้อนกว่า TFRS for NPAEs ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

“น่าน” ประสบการณ์ในเมืองเก่าที่มีชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07083150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เศรษฐกิจชาวบ้าน

ภ.พชร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการตลาด คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา

“น่าน” ประสบการณ์ในเมืองเก่าที่มีชีวิต

ลักษณะการบินแบบเดี๋ยวก้ม เดี๋ยวเงย สลับกับการเร่งเครื่องยนต์แบบไม่เป็นจังหวะ ในช่วงสุดท้ายของการบิน ประกอบกับเสียงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขณะที่ยางล้อของเครื่องบินกำลังบดไปบนพื้นคอนกรีต พร้อมๆ กับเสียงดังกึกบริเวณใต้ที่นั่ง บอกให้ทราบว่าโช้กอัพที่อยู่ติดกับแกนล้อใต้ท้องเครื่องบิน คงต้องจำใจทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ระคนกันกับเสียงของจานเบรกที่ต้องรองรับการเสียดสีจากผ้าเบรกอย่างรุนแรง ปล่อยให้ผู้โดยสารบนเครื่องหลายคนบนที่นั่งถึงกับเซไป เหล่านี้บอกให้เราทราบว่า นักบินที่หนึ่งระดับครูการบิน คงจะปล่อยให้นักบินที่สอง ได้ทดลองนำเครื่องบินร่อนลงจอด เพื่อเพิ่มประสบการณ์การบินของนักบินมือใหม่บางคน ประสบการณ์ของผู้เขียนในฐานะนักเดินทาง ก็คงจะเพิ่มขึ้นไม่ต่างกันกับนักบินมือสองในเครื่องหางแดงลำนี้มากนัก โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจแบบฮาร์ดแลนดิ้งแบบนี้

โดยในคราวนี้ผู้เขียนบังอาจเปลี่ยนแปลงตัวเองจากนักท่องเที่ยว กลายมาเป็นนักเดินทาง ซึ่งบอกตามตรง ไม่มีอะไรจะมาวัดให้ได้อย่างเป็นทางการ เพียงแค่ความรู้สึกที่พัฒนาไป ก็เท่านั้น เพราะการมา “จังหวัดน่าน” ในครั้งนี้ ไม่ใช่ครั้งแรก ความตื่นเต้นที่ได้รับจากความแปลกใหม่ของสภาพแวดล้อม บรรยากาศของการใช้ชีวิตแบบชาวเมืองเหนือ และสภาพภูมิอากาศที่เย็นสบายตลอดวันแบบนั้น จึงลดลง กลายมาเป็นความตื่นเต้นที่เกิดจากการที่ได้รับทราบข่าวว่า มีกลุ่มคนในชุมชนบางกลุ่ม พยายามที่จะพัฒนาตนเองให้สามารถทำมาหากินเลี้ยงชีพได้อย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ด้วยทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมันได้กลายมาเป็นความตื่นเต้น ที่น่าค้นหา น่ายกย่อง และน่าเอาเป็นตัวอย่าง สำหรับชุมชนเข้มแข็งอื่นๆ อีกนับหมื่นแห่งทั่วประเทศ รวมถึงบุคคลผู้แสวงหาตัวอย่างในการดำเนินชีวิตตามรอยเศรษฐกิจแบบพอเพียง

ตามคำขวัญของ อดีตนายกรัฐมนตรี และรัฐบุรุษในใจตลอดกาลของผู้เขียน จอมพล แปลก พิบูลสงคราม “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยเจริญ” เมื่อปี พ.ศ. 2481 แต่เมื่อเวลาล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ ในปี พ.ศ. 2558 สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ด้วยการบริหารบ้านเมืองแบบทุนนิยมเต็มรูปแบบในห้วงระยะเวลาที่ผ่านมา นายทุนต่างชาติเข้ามาแย่งชิงทรัพยากรแทบทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ทรัพยากรการท่องเที่ยว มีการตั้งให้คนไทยเป็นตัวแทนในการทำธุรกรรมในเกือบทุกประเภท เพื่อหลบหนีกฎหมายอันคร่ำครึที่เคร่งครัดของบ้านเมือง สถานการณ์การท่องเที่ยวในประเทศไทยก็กลับกลายมาเป็น “ไทยทำ ไทยใช้ นายทุนเจริญ” แต่ก็ยังมีบางองค์กรที่มองเห็นส่วนเหลื่อมในด้านนี้ “การท่องเที่ยวโดยชุมชน” จึงเริ่มพัฒนาขึ้น เพื่อให้ในท้ายที่สุด “ชุมชน” จะได้เป็นผู้เล่นสำคัญที่จะแย่งชิงรายได้มาจากเหล่าบรรดานายทุน และนอมินีทั้งหลายเหล่านั้น

สำหรับชุมชนทั้ง 28 ชุมชนในตัวเมืองน่านและที่ใกล้เคียง (ชุมชน ตำบลในเวียง และชุมชนบ้านหนองเต่า) กับอีก 1 ชุมชนของหมู่บ้านบ่อสวก ตำบลบ่อสวก อำเภอเมือง จังหวัดน่าน นี่จะเป็นการประเมินครั้งที่ 4 ซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของ “โครงการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน” ซึ่งมีระยะเวลายาวนานถึง 4 ปีที่จะต้องมีการประเมินเป็นระยะๆ ปีละ 1 ครั้ง และผู้เขียนก็ได้กลายมาเป็นอาสาสมัครนักท่องเที่ยว อย่างเป็นทางการ ของโครงการนี้ ตลอดการเดินทางตามโปรแกรมทั้ง 4 วัน ร่วมกับคณะกรรมการ และผู้ทรงคุณวุฒิอีกรวมทั้งหมด 7 ท่าน

ในโปรแกรมการเดินทาง ซึ่งนอกจากจะเป็นการเดินทางไปเที่ยวชมยังโบราณสถาน และสถานที่สำคัญทางวัฒนธรรมประเภทต่างๆ เช่น พระธาตุแช่แห้ง จิตรกรรมฝาผนังที่วัดภูมินทร์ เตาเผาโบราณบ้านจ่ามนัส หอประวัติศาสตร์โรงเรียนน่านคริสเตียนศึกษา และการฟ้อนล่องน่าน ณ วัดมหาโพธิ ซึ่งจัดการโดยชุมชนเองทั้งหมดแล้ว ยังเพิ่มขึ้นมาในเรื่องของการมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็นการดำเนินกิจกรรมตามหลักวิชาการ ของส่วนผสมทางการตลาดในฐานะผู้ให้บริการ อันมีหลัก 4P (Product, Price, Place, Promotion) สำหรับสินค้าที่จับต้องได้ + 3P (People, Physical Evidence, Process) สำหรับงานด้านการบริการ เช่น การปั่นจักรยานชมตัวเมือง ชมวิถีชีวิตของชาวเมืองน่าน การใส่บาตรในตอนเช้า การเดินเลือกซื้อของในตลาดเช้า กิจกรรมการรำวงมะเก่า กิจกรรมการทำผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ กิจกรรมการทอผ้าฝ้าย กิจกรรมการทำต้นดอก กิจกรรมการทำตุงค่าคิง กิจกรรมการปั้นหม้อดิน และกิจกรรมการเยี่ยมชมโรงเพาะเห็ดภูฏานดำ เป็นต้น

โดยหลังจากที่กิจกรรมท่องเที่ยวในแต่ละกลุ่มเสร็จสิ้นลง ก็จะมีการพูดคุยกันในเชิงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการถามตอบข้อสงสัย โดยเมื่อพูดถึงคณะกรรมการ ก็คือบุคคลภายนอก ซึ่งเป็นผู้มีประสบการณ์ตรงในด้านการจัดการชุมชน ซึ่งเป็นผู้ให้คะแนนในด้านต่างๆ ผู้ทรงคุณวุฒิ ก็คือผู้ประกอบการท่องเที่ยว ที่มาจากหลากหลายกิจการ กิจกรรมการท่องเที่ยว ทั้งแบบอินเซ็นทีฟ แบบท่องเที่ยวดูงาน และแบบเชิงนิเวศน์ รวมผู้เขียนอีก 1 หน่วย โดยสิ่งที่คณะกรรมการทั้ง 3 ท่านลงคะแนนก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณภาพของการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งมีมากมายหลายข้อ แต่ผู้เขียนจะยกเรื่องมาตรฐานการท่องเที่ยวแบบสร้างสรรค์ ทั้ง 10 ข้อมาให้ดูกัน เผื่อมีท่านผู้อ่านที่เป็นสมาชิก อบต. อบจ. ที่ไหนจะสนใจ

คุณสมบัติของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ มีดังนี้ 1. ผู้ท่องเที่ยวและเจ้าของบ้านมีความผูกพันระหว่างกัน 2. การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามวัฒนธรรม 3. มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทางวัฒนธรรมของพื้นที่ท่องเที่ยว 4. ประสบการณ์จากการมีส่วนร่วม 5. มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน/ส่งผ่าน-ส่งต่อประสบการณ์ 6. เป็นผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่าเป็นผู้ชม 7. นักท่องเที่ยวมีโอกาสพัฒนาศักยภาพในการสร้างสรรค์ของตนเองและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ 8. ความจริงแท้ทั้งในกระบวนการการผลิตและผลิตภัณฑ์, ประสบการณ์จริง 9. จดจำประทับใจ, เข้าใจ 10. การท่องเที่ยวแบบจำเพาะเจาะจง

และสำหรับความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเอง หลังจากได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมการท่องเที่ยวโดยชุมชน กับ องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) ในครั้งนี้ ก็ค้นพบว่า ชุมชนส่วนใหญ่ยังไม่สามารถประยุกต์ใช้ทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง ในฐานะของ การสร้างความแตกต่างทางการตลาด (Differentiation) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และอย่างมีประสิทธิผล ให้เป็นจุดเด่นเหนือชุมชนอื่น โดยในแก่นแกนของความรู้หลักที่อาจจะหลงลืมไปก็คือ ในเรื่องทางสายกลาง ซึ่งประกอบไปด้วย ห่วงที่ 1 คือ พอประมาณ ห่วงที่ 2 คือ ความมีเหตุผล ซึ่งทั้ง 2 ห่วงนี้ต้องใช้หลักการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างเข้มข้น ในการกำหนดคุณภาพ ขอบเขต และปริมาณ ของกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว และโดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ห่วงที่ 3 คือ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัวเอง ซึ่งก็คือการมีความรู้อย่างเท่าทันในศาสตร์ต่างๆ ของระบบทุนนิยม และต่อยอดด้วยการนำศาสตร์ต่างๆ เหล่านั้นมาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาได้อย่างเหมาะสม

แต่ไม่ว่าผลการประเมินจากคณะกรรมการทั้ง 3 ท่าน จะส่งผลกระทบต่อทั้ง 2 กลุ่มอย่างไร ผู้เขียนก็เชื่อว่าผลสะท้อนที่ส่งกลับมายังแต่ละชุมชนเอง รวมถึงสังคมที่อยู่รอบด้าน ในด้านการพัฒนาตนเองเพื่อให้อยู่รอด และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ในกระแสทุนนิยมอันเชี่ยวกราก ประกอบกับนโยบายขององค์กรในรูปแบบของ การเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา โดยมีเป้าหมายเพื่อกระจายรายได้อย่างเป็นธรรม ไม่กระจุกตัวอยู่กับทุนใหญ่ ย่อมเป็นดัชนีชี้วัดที่สำคัญ ที่มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิผล และมีความยั่งยืน ยิ่งไปกว่าตัวเลขกลมๆ ที่ได้จากค่าจีดีพี ซึ่งเป็นเครื่องมือวัดที่มีแต่ประสิทธิภาพ แต่ไร้ซึ่งประสิทธิผลของฝ่ายทุนนิยม เพียงแต่ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องจะเลือกยืนอยู่ในฝั่งใด…ขอขอบคุณ คุณสุเทพ เกื้อสังข์ ผู้อำนวยการสำนักท่องเที่ยวโดยชุมชน องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) (อพท.) และ คุณกันตพงษ์ ธนเนืองโรจน์ ที่ปรึกษาประธานด้านตลาดในประเทศ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

มีคำถามเรื่องอาชีพ ยินดีตอบทุกประเด็น ฝากคำถามมาได้ที่ อีเมล p.bhachara@gmail.com

โพสต์-แชร์แบบไหน ไม่เสี่ยงตะราง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07087150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

โพสต์-แชร์แบบไหน ไม่เสี่ยงตะราง

ข่าวคราวการโพสต์-แชร์ ด้วยความคึกคะนองของนักเลงคีย์บอร์ดบนโลกโซเชียลมีให้เห็นไม่เว้นในแต่ละวัน ทั้งที่เป็นคดีความจนถึงขนาดขึ้นโรงขึ้นศาล หรือแม้แต่เข้าตะรางเพราะความพลั้งเผลอ เรื่องราวเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นกับคุณเลยหากรู้และเข้าใจถึงวิธีป้องกัน?

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน บ่อยครั้งที่เราได้รับโพสต์-แชร์ข้อความเข้ามาทั้ง LINE, Facebook หรือ Instagram รวมถึง Social network อื่นๆ อีกหลายโปรแกรม แต่เคยสักครั้งไหมที่จะมีการตรวจสอบข่าวสารเหล่านั้นว่าเป็นเรื่องจริงหรือมั่วนิ่ม เพราะการส่งต่อไปยังบุคคลอื่น คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าเข้าข่ายความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ปี 2550 (พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550) ทั้งที่เจตนาและไม่เจตนาก็ตามโดยเฉพาะมาตรา 14 การเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นเท็จ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นั่นถือว่าเป็นหนึ่งในหลายๆ ความผิดที่มีโอกาสเสี่ยงตะรางสูงสุดในยุคโซเชียล หรือบนโลกออนไลน์

บทความครั้งนี้อาจจะแตกต่างจากทุกครั้งที่นำเสนอ เพราะครั้งนี้ผมอยากให้คุณผู้อ่านได้ลองสวมบทบาทนักสืบไปพร้อมๆ กับผม โดยถือว่าเป็นการฝึกปฏิบัติหาแหล่งข้อมูลข่าวที่ถูกต้องว่าที่ได้รับมานั้นเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องหลอกกันแน่

วิธีตรวจแหล่งข่าวด้วยข้อความ

คุณผู้อ่านพร้อมหรือยังกับการสวมบทบาทนักสืบ โดยผมจะขอเล่าถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเมื่อช่วงต้นเดือนกรกฎาคม 2558 ให้ทราบก่อนว่า มีข้อความหนึ่งได้ส่งเข้าใน Facebook และ LINE ของผมว่า “กสิกรไทยปิดระบบ” โดยไม่ทราบว่าแหล่งข่าวนี้มาจากไหน แต่พอจับประเด็นเบื้องต้นได้ว่า “ธนาคารกสิกรไทยขอแจ้งงดให้บริการชั่วคราวในช่วงวันที่ 17-19 ก.ค. 58” นี่คือเหตุการณ์จริงที่มีการส่งต่อกันมา ใครที่ใช้บริการของธนาคารแห่งนี้ย่อมกังวลใจว่าเป็นเรื่องจริงหรือหลอกกันแน่ เพราะหากต้องการทำธุรกรรมทางการเงินช่วงนั้นอาจจะได้รับความไม่สะดวก

การตรวจสอบแหล่งข้อมูลข่าวทำได้ไม่ยากครับ โดยในที่นี้ผมจะขอแนะนำวิธีการตรวจสอบแหล่งข่าวจากข้อความก่อนว่าทำได้อย่างไร ในที่นี้คุณผู้อ่านสามารถลองปฏิบัติตามไปพร้อมๆ กันได้ดังนี้

1. เข้าในงานที่เว็บ Google (http://www.google.co.th) ตามปกติ จากนั้นให้คัดลอกข้อความ หรือคีย์เวิร์ดที่ต้องการค้นหา ในที่นี้ใช้คำว่า “กสิกรไทยปิดระบบ” ปรากฏว่าจะมีลิงก์หรือชื่อเว็บที่มีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว

2. เลือกการตรวจสอบโดยเข้าไปยังเว็บที่คุณคิดว่าน่าเชื่อถือที่สุด หนึ่งในนั้นก็น่าจะเป็นจากเว็บของธนาคารกสิกรไทยนั่นเอง เพียงเท่านี้ ก็จะรู้แล้วว่าเรื่องไหนจริงหรือหลอกกันแน่

วิธีตรวจแหล่งข่าวด้วยภาพ

การตรวจสอบแหล่งข่าวใช่ว่าจะใช้แต่ข้อความค้นหาได้เพียงอย่างเดียว ปัจจุบันนี้ทาง Google ได้พัฒนาเครื่องมือให้สามารถค้นหาแหล่งที่มาของข่าวด้วยภาพได้แล้ว วิธีการตรวจสอบก็ง่ายมาก คุณผู้อ่านสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนได้ดังนี้

1. ผมขอสมมติสถานการณ์เดียวกันว่าได้รับภาพ ให้พิมพ์ URL : http://www.google.com/imghp เข้าสู่เครื่องมือค้นหาภาพ

2. คลิกไอคอนกล้องถ่ายรูปที่บริเวณช่องค้นหา การค้นหาด้วยภาพสามารถทำได้ 2 แบบ

– แบบที่ 1 วาง URL ของภาพที่ได้ แล้วคลิกที่ปุ่ม “ค้นด้วยภาพ”

– แบบที่ 2 คลิกแท็บ “อัพโหลดภาพ” นำภาพที่บันทึกได้ทำการอัพโหลด

3. ผลลัพธ์ที่ได้จะปรากฏเนื้อหาที่เป็นทั้งแบบข้อความและภาพซึ่งแสดงชื่อลิงก์ในหน้าเว็บต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ใช้ค้นหา

บทสรุป “โพสต์-แชร์แบบไหน ไม่เสี่ยงตะราง”

ก่อนอื่นผมเองคงต้องขออนุญาตใช้พื้นที่ตรงนี้ขอขอบคุณภาพและข้อมูลบางส่วนที่ได้มาจาก “ธนาคารกสิกรไทย” ที่ใช้สำหรับการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการงดใช้บริการในช่วงเวลาดังกล่าวด้วยในโอกาสนี้

ย้อนกลับมาที่การตรวจสอบแหล่งข่าวถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย จากตัวอย่างที่ผมได้นำเสนอไปนั้นสรุปว่า “เป็นเรื่องจริง” เพราะมีการตรวจสอบจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้นั่นก็คือ ธนาคารกสิกรไทยได้มีการประชาสัมพันธ์ข่าวดังกล่าวจริง ซึ่งหากได้รับข้อมูลแบบนี้รับรองว่าไม่ใช่เรื่องมั่วนิ่มอย่างแน่นอน

เห็นไหมครับว่าการตรวจสอบแหล่งข่าวไม่ได้ยากอย่างที่คิดเลยใช่ไหมครับ ถ้าคิดจะเผยแพร่ข่าวสารใดออกไปขอแนะนำว่ารับข้อมูลจากใครทุกครั้งก่อนแชร์ หรือโพสต์ครั้งต่อไปขอให้ตรวจสอบด้วยก็จะเป็นการดี เพื่อจะได้ไม่เกิดความผิดพลาดต่อการนำเสนอข่าวและบุคคลหรือองค์กรที่ถูกอ้างอิง แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

ทำบุญหรือให้ทาน จะบอกลูกหลาน…อย่างไร?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เก็บตกจาก “แท็กซี่ กูรู”

TAXI MASTER

ทำบุญหรือให้ทาน จะบอกลูกหลาน…อย่างไร?

ช่วงนี้มีข่าวสาระโฆษณาจากกรมการขนส่งทางบกออกอากาศผ่านสื่อต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะข่าววิทยุเมื่อเปลี่ยนเวลาหรือเปลี่ยนรายการ จะมีข่าวสั้นประกาศเชิญชวนผู้ใช้บริการรถแท็กซี่ให้ร่วมประเมินคุณภาพรถแท็กซี่ ส่งตรงถึงกรมการขนส่งทางบกได้ทันที เพียงโหลด Application “DLT Check in” เพิ่มความปลอดภัยใส่ใจบริการ ด้วย 3 ขั้นตอน คือเริ่มต้นเปิดแอพพลิเคชั่นของกรมการขนส่งทางบก ขั้นต่อไปคือระบบแอพพลิเคชั่น โดยลงบันทึกเลขทะเบียนรถแท็กซี่หรือถ่ายรูปทะเบียนเพื่อบันทึกเป็นข้อมูลซึ่งจะมีแบบฟอร์มให้ลงทะเบียนรายละเอียดได้ สำหรับขั้นตอนสุดท้ายคือประเมินความพึงพอใจ และตอบผลการประเมินโดยทำเครื่องหมายในช่องที่ให้ดาวไว้ เช่น ความสุภาพ ความปลอดภัย อัตราค่าโดยสาร ความสะอาด สภาพรถ และความคิดเห็นอื่นๆ ที่จะเสนอแนะเพิ่มเติม นอกจากนั้นสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นได้โดยการสแกน QR Code หรือสอบถามผ่าน Call Center 1584 ก็ได้ ทุกอย่างไม่มีค่าใช้จ่าย มีผู้ให้คำจำกัดความ DLT Check in นี้ว่า “ตัวช่วยใหม่” จัดระเบียบรถแท็กซี่

ผมเคยเกริ่นเรื่อง DLT กับพรรคพวกในชมรมแท็กซี่ปฏิบัติดีเพื่อสังคมบ้างแล้ว แต่พวกเรามีบางคนไม่ได้ตื่นเต้นกับเรื่องนี้มากนักเพราะคิดว่าเราจะตั้งใจปฏิบัติดีถูกต้องตามกฎระเบียบกติกาแล้วไม่มีอะไรน่าวิตก หมายถึงเรื่องนี้ไม่น่าจะเดือดร้อนสำหรับพฤติกรรมในชมรมเรา แต่สำหรับพรรคพวกที่ขับรถแท็กซี่เก่าๆ เกือบหมดอายุกำลังกังวลกับคำโฆษณาของบริษัทแท็กซี่รุ่นใหม่ที่โชว์ตัวว่าเป็น “แท็กซี่ในฝัน” ของคนอีกกลุ่ม และออกข่าวผ่านสื่อโด่งดัง กลบข่าวการเปิดให้บริการของแท็กซี่ทันสมัยในโลกออนไลน์ตั้งแต่ปีที่แล้วที่เรารู้จักกันว่า “อูเบอร์แท็กซี่” แม้ว่าลักษณะการให้บริการรูปแบบที่เรียกว่าเป็นแท็กซี่แบรนด์ใหม่ทั้ง 2 แบบนี้จะคล้ายๆ กัน เพียงแต่ว่าครั้งนี้แท็กซี่แบรนด์ใหม่ในฝันได้รับการเปิดตัวโดยกรมการขนส่งทางบกร่วมเป็นแม่งานด้วยจึงถูกสื่อบางช่องพูดว่า แท็กซี่รุ่นเก่าเดิมๆ คงจะต้องร้อนๆ หนาวๆ เป็นแน่ ผมจึงต้องนำข่าวคราวเรื่องนี้มาเปิดประเด็นกับเพื่อนๆ ในชมรมพวกเราให้ตระหนักถึงการปฏิบัติตัวให้ดียิ่งขึ้น อย่าให้ผู้โดยสารคิดสมน้ำหน้าในใจ

พวกเราลองค้นหาเรื่องราวของแท็กซี่แบรนด์ใหม่ในฝัน ที่ใช้รถเก๋งรุ่นใหม่ Hybrid อ้างข้อดีมากมาย จนทุกคนลืมไปว่าต้องเพิ่มเงินอีก 20 บาท ทุกครั้งที่ใช้บริการ ซ้ำยังยืนยันว่าภายในเดือนกรกฎาคมได้ออกมาวิ่งบริการครบ 500 คัน พวกเรารู้ว่าจำนวนแท็กซี่รุ่นเดิมๆ ที่บริการอยู่มีจดทะเบียนไว้ไม่น้อยกว่าแสนคัน นั่นหมายถึงคนขับต้องมีแสนกว่าคน แม้ว่าจะหยุดกะหมุนเวียน หยุดซ่อม หรือหมดอายุไปบ้าง แต่ก็ใช้งานอยู่จริงๆ ไม่ต่ำกว่า 80,000 คัน พวกเรามองตากันอย่างไม่มีข้อโต้แย้งที่ทางกรมการขนส่งทางบกร่วมเปิดตัว บอกว่า รถแท็กซี่แบรนด์ใหม่ที่ออกมาอีก 500 คัน คงไม่เป็นอุปสรรคสำหรับแท็กซี่กลุ่มเดิม มีเพื่อนคนหนึ่งแซวว่า เราโต้แย้งไม่ออกเพราะน้ำท่วมปาก แต่อีกหลายคนในกลุ่มประชดว่า ทำอย่างไรได้ รถเก่าๆ อย่างพวกเรา ไม่ได้ติดตั้ง GPS Tracking ตรวจสอบตำแหน่งรถ ไม่มีติดตั้ง CCTV ทั้งภายนอกภายในรถ พวกเราไม่ได้แต่งฟอร์มเสริมบุคลิก เราไม่มีป้ายบอกเลขความเร็วหลังรถ เราไม่มีแอพให้ลูกค้าเรียกจองหรือเรียกบริการ พวกเราจึงต้องขับตระเวนบอกทุกๆ คนว่าพวกเรา “ว่าง” มีเพื่อนอีกคนพูดตลกเชิงน้อยใจว่า มีอยู่วันหนึ่งผู้โดยสารเรียกถามเขาว่า “พี่แท็กซี่จะไปทางไหนจ๊ะ ฉันจะติดรถไปลงทางผ่านนั้นด้วยจะได้ช่วยจ่ายค่าก๊าซ” คิดดูซิ เขากลัวว่าเราจะปฏิเสธผู้โดยสารจึงประชดประชันเรา

ทุกคนทราบข่าวรับสมัครพนักงานขับรถแท็กซี่แบรนด์ใหม่ในฝัน มีสมาชิกในชมรมเราคนหนึ่งรถหมดอายุตามระเบียบกรมการขนส่งทางบก รู้สึกเครียดกับวิถีชีวิตคงจะไปดื่มน้ำเปลี่ยนนิสัยช่วงไปสมัครงานเขาให้ลองขับรถ ปรากฏว่าในรถมีเครื่องตรวจวัดแอลกอฮอล์ จึงถูกปฏิเสธการรับเข้าทำงาน เนื่องจากบริษัทแท็กซี่นี้เขาจะจ่ายเงินเดือนประจำให้พนักงาน แต่ครอบครัวเขายังโชคดี ส่งภรรยาไปสมัครได้รับการพิจารณารับเข้าเพราะเขามี Lady Taxi เป็นพนักงานไว้เมื่อผู้โดยสารต้องการคนขับรถเป็นผู้หญิง ผมคิดในใจว่า เรามีคู่แข่งน่ากลัวแล้ว

ช่วงเข้าพรรษานี้ผมยังคง “ท่องไปในเส้นทางบุญ” กับผู้โดยสารที่ใช้บริการไปทำบุญตามวัดต่างๆ ทำให้รู้จักวัดหลายแห่งเพิ่มขึ้นจากที่เคยได้ยินเพียงชื่อ หลายสถานีวิทยุเปิดเพลงแนวพุทธศาสน์บ่อยๆ เช่น เพลงพระรัตนตรัย เพลงรางวัลชีวิต หรือเพลงเกี่ยวกับชะตาชีวิตบนดวงดาว ผมนึกถึงเพลงหนึ่งที่เคยได้ยินได้ฟังมามากกว่า 40 ปีแล้ว ชื่อเพลง Look for a Star โด่งดังมาตั้งแต่ ปี ค.ศ. 1960 คนขับร้องชื่อ Garry Miles ชอบเนื้อร้องทุกตอนแต่ประทับใจท่อนสุดท้ายที่ว่า “If you wish on your lucky star You”re sure to find someone to love A rich man, a poor man, a beggar. No matter whoever you are there”s a friend who”s waiting to guide you look for a star.” แล้วจึงย้อนไปถึงช่วงเด็กๆ ที่เคยได้ยินพี่ๆ ล้อเลียนแปลงบทกลอนว่า “เผย Window โผล่เห็น Moon ขึ้นขอบฟ้า ล้วน Stars ล้อมรอบขอบบุหลัน I not see your face มาหลายวัน เชิญจอมขวัญตอบ Letter อย่าเผลอเอย” ผมเผลอยิ้มคนเดียวลืมนึกถึงที่จะเข้าชมรมโชว์เนื้อเพลง พอดีมีผู้โดยสารโบกมือเรียกบอกให้ไปส่งที่วัด

ผู้โดยสารบอกว่าขอให้ย้อนเข้าในซอยเพื่อไปรับหลวงพ่อและขนปัจจัยไทยธรรม กลับวัดให้ทันก่อน 6 โมงเย็น เพื่อทำวัตรช่วงปฏิบัติศาสนกิจเข้าพรรษา พระท่านขึ้นนั่งเบาะหน้าคู่คนขับบอกว่าโยมบ้านนี้ถวายของเป็นทานมากมาย จึงให้ขนขึ้นไปนั่งเฝ้าเบาะหลัง ผมแปลกใจว่าโยมถวายของทำบุญปัจจัยไทยธรรม ทำไมพระคุณเจ้าจึงพูดว่าเป็นทาน ทำไมไม่เอ่ยคำว่า “ทำบุญ” ท่านมองหน้าผมคงจะเข้าใจว่าผมสงสัยที่ท่านพูด ท่านจึงพูดต่อว่า “ไม่ต้องงงหรอกโยมแท็กซี่ เมื่อตอนเพลก็เทศน์เรื่องการทำบุญทำทานให้เข้าใจแล้ว ถ้าโยมแท็กซี่จะอาราธนาก็จะเทศน์อีก” ผมยกมือสาธุนมัสการท่านบอกว่า “ขับดีๆ เถอะไม่อาราธนา อาตมาก็จะเทศน์”

ท่านเริ่มว่า “คนเรามักจะคิดว่าการทำบุญคือการถวายของแก่พระ ส่วนให้ทานคือการให้กับคนทั่วไป ชาวบ้าน หรือคนตกทุกข์ได้ยาก ซึ่งเป็นการเข้าใจที่เพี้ยนๆ กันมานานแล้ว ความจริงตามหลักพระศาสนา คำว่าทานนั้น มีความหมายกลางๆ จึงถูกแยกกันว่า ทำบุญกับให้ทาน จริงๆ แล้วการถวายของแก่พระที่เราเรียกว่าทำบุญนั้น ก็เรียกว่า “ทาน” เช่น ถวายแก่สงฆ์ ก็เรียก สังฆทาน ทำบุญทอดกฐินก็เรียกว่า กฐินทาน ทำบุญทอดผ้าป่าก็เป็น บังสุกุลจีวรทาน ถวายสิ่งก่อสร้างในวัดก็เรียก เสนาสนทาน หรือวิหารทาน เห็นมั้ยว่า เป็นการทำทานทั้งนั้น ทานนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำบุญ จนลืมกันว่าวิธีทำบุญยังมีอีกหลายวิธี การให้ทานกับใครก็เป็นบุญทั้งนั้น อย่าเข้าใจว่าได้บุญต้องถวายกับพระอย่างเดียว หรือจะรู้ว่าได้บุญมากบุญน้อยก็ได้นะ”

การจราจรไม่คล่องตัวนัก รถไปได้เรื่อยๆ โยมที่ถวายสังฆทานนั่งหลับเบาะหลัง พระคุณเจ้านิ่งเหมือนจะดูว่าผมสนใจฟังต่อหรือไม่ ผมหันมาปุจฉากับท่านว่า บุญมากน้อยวัดได้อย่างไรขอรับพระคุณเจ้า ท่านหันมามองผมอย่างสมณเจ้า แล้วพูดต่อว่า “ก็อยู่ที่ตัวผู้ให้ คือทายกทายิกา คือโยมๆ นั่นแหละมีเจตนาอย่างไร และผู้รับคือ ปฏิคาหก มีคุณความดีแค่ไหน และวัตถุทาน หรือของที่ให้หรือไทยธรรม มีความบริสุทธิ์มีความสมควรยังประโยชน์ได้เพียงใด ถ้าหากว่าปฏิคาหกคือผู้รับ เป็นผู้มีศีล มีคุณธรรมดี ก็จะเป็นบุญมาก แต่ถ้าเป็นคนไม่ดี เป็นโจรผู้ร้าย เราก็ได้บุญน้อย เพราะเขาอาจจะนำไปใช้ในสิ่งที่ไม่ดีไม่ควรได้ สำหรับวัตถุสิ่งของที่ถวายหรือให้เป็นทาน ถ้าได้มาโดยบริสุทธิ์เป็นประโยชน์ มีคุณค่าเหมาะแก่ผู้รับก็จะเป็นบุญมาก แล้วส่วนตัวผู้ให้ทานก็ต้องมีเจตนาที่เป็นบุญกุศล ตั้งใจดี และถ้าเจตนานั้นประกอบด้วยปัญญาก็ยิ่งได้บุญมากเช่นกัน ดังนั้น การให้ทาน จึงได้บุญ ไม่ใช่เฉพาะถวายพระ และคำว่าบุญ ไม่ใช่แค่ให้ทาน”

ก่อนจะถึงซอยเข้าวัด ท่านย้ำว่า ไทยธรรมแปลว่าสิ่งที่จะพึงให้หรือของที่ควรให้ แล้วบอกว่า การทำบุญเรียกว่า “บุญกิริยาวัตถุ” ซึ่งมี 3 อย่างคือ ทาน การให้เผื่อแผ่แบ่งปัน ศีล การประพฤติสุจริต ไม่เบียดเบียนใคร และ ภาวนา คือ ฝึกอบรมพัฒนาจิตใจ เจริญปัญญาทั้งทานศีลภาวนาก็เป็นบุญอย่างหนึ่ง และสูงขึ้นตามลำดับด้วย ศีลเป็นบุญสูงกว่าทานภาวนาเป็นบุญสูงกว่าศีล แต่เราสามารถทำพร้อมกันทั้ง 3 อย่าง จึงเรียกว่า “ทำบุญ” ที่แท้จริง

รถเข้าประตูวัดท่านหันไปปลุกโยมที่มาด้วยกัน แต่ยังพูดต่ออีกว่า “โยมทำบุญแล้วพระก็อนุโมทนาคือ แสดงความพลอยยินดีด้วยกับโยมที่ได้ทำบุญเพราะทำดีงาม ทำถูกต้อง พระจะบอกว่าบุญที่ทำนี้เกิดผลเกิดอานิสงส์ ผลดีจากทานศีลภาวนาอย่างไร ทำบุญทำที่ไหนก็ได้ ทำอะไรถ้าทำเป็นก็ได้บุญ ถวายทานที่วัดแล้วก็ให้ได้ศีลภาวนาครบบุญพร้อม อย่าลืมนะ ทางที่จะให้ทานมีเยอะ เรื่องบุญก็มีมากมาย ทำด้วยปัญญา ก็จะได้ “คุณภาพชีวิต” อยู่ในบุญนั้นด้วย โยมแท็กซี่ช่วยขนของขึ้นกุฏิก็ถือว่าทำทานรับบุญไปด้วยนะ เจริญพร”

สรุปความจาก หัวข้อ “ก้าวไปในบุญ” จากหนังสือ คู่มือชีวิต พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต)

กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ มีอะไร…ต้องรู้บ้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

จอดป้ายเส้นทางฯ

กฎหมายลิขสิทธิ์ฉบับใหม่ มีอะไร…ต้องรู้บ้าง

นับตั้งแต่ วันที่ 4 สิงหาคม เป็นต้นไป พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2558 จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งกฎหมายฉบับนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิในยุคดิจิตอล การที่ให้ผู้บริการอินเตอร์เน็ตเข้ามามีส่วนร่วมในการขจัดงานละเมิดบนอินเตอร์เน็ต และเจ้าของสิทธิที่นำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการงานของตนเอง ทั้งหมดดังกล่าวนับเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน Digital Economy ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

คุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ ที่ปรึกษาสมาคมผู้ดูแลเว็บไทย และผู้เชี่ยวชาญกฎหมายลิขสิทธิ์ กล่าวว่า สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ เป็นเรื่องของการป้องกันปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์ออนไลน์เพิ่มเติม เช่น การแครกซอฟต์แวร์ไปเจาะรหัสอะไรต่างๆ จะมีความผิดตามกฎหมาย การละเมิดออนไลน์ จะมีการร้องขอต่อศาลให้มีการไปลบข้อมูลที่มีการละเมิดที่อยู่ในระบบของผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต หรือมือถือ หรือที่อื่นๆ ได้หมด เป็นต้น

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายลิขสิทธิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับ “การบริหารสิทธิ” ตามกฎหมายฉบับใหม่นี้ คือ เวลาสร้างข้อมูลขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นส่วนของภาพ คลิป จะมีส่วนที่แจ้งว่า ใครเป็นเจ้าของงาน ยกตัวอย่าง เราถ่ายรูปรูปหนึ่ง จะมีคำเขียนว่า โฟโต้บาย หรืออินสตาแกรมของดาราต่างๆ หรือแม้แต่การโพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ จะมีชื่อเจ้าของทวิตเตอร์อยู่

ข้อมูลเหล่านี้ เรียกว่าเป็น “ข้อมูลบริหารสิทธิ” ระบุว่า ใครเป็นเจ้าของภาพ ใครเขียนข้อความต่างๆ ซึ่งตามกฎหมายใหม่ ใครที่ไปลบเปลี่ยนแปลงข้อมูลดังกล่าว จะมีโทษอาญา สูงสุด 2 ปี และปรับสูงสุดถึง 400,000 บาท ฉะนั้น ใครที่หลงลืม ไม่ได้ใส่ข้อมูลบริหารสิทธิลงไป อาจจะมีความผิดตามกฎหมายใหม่นี้ได้

อย่างไรก็ตาม ถ้าเป็นกรณีบุคคลทั่วไปที่ใช้โซเชียลออนไลน์ สามารถใช้ได้ตามปกติ กดแชร์ กดไลก์ได้ตามปกติ แต่มีเพิ่มเข้ามาว่า ทุกครั้งที่มีการแชร์ภาพหรือข้อมูลลิขสิทธิ์ หรือคลิปต่างๆ จะต้องมีแหล่งที่มาของข้อมูลชัดเจน มิเช่นนั้นแล้วจะมีโทษตามกฎหมาย แต่ในแง่นิติบุคคล ปกติจะไม่สามารถนำงานลิขสิทธิ์ผู้อื่นมาใช้ได้อยู่แล้ว ยกเว้นในเรื่องการรายงานข่าว แต่ต้องอ้างถึงแหล่งที่มา หรือการเอามาใช้เพื่อติชมวิจารณ์งานนั้น แต่ว่าในกรณี การติชมที่มา ก็ยังต้องอ้างแหล่งที่มา และต้องไม่แสวงหากำไร

“ถ้าต้องอ้างแหล่งที่มาต้องบอกว่า ภาพนั้น ถ่ายโดยใคร หากมีลายน้ำหรือสิ่งที่แสดงความเป็นเจ้าของภาพ ห้ามลบเด็ดขาด หรือหากเป็นคลิปต้องชัดเจนครบถ้วนว่าเป็นคลิปของใคร ยกตัวอย่าง ที่ผ่านมา เวลาเราเอาคลิปยูทูบมาใช้ เราอาจจะแค่ขึ้นเครดิตขอบคุณยูทูบ แต่ ตั้งแต่ 4 สิงหา เป็นต้นไป เราจะผิดเรื่องข้อมูลบริหารสิทธิ เพราะเราต้องบอกว่ายูสเซอร์คนที่โพสต์ยูทูบคนนี้ คือใครด้วย” คุณไพบูลย์ กล่าวสรุป

ท่านใดมีข้อสงสัย สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา โทรศัพท์ 1368 หรือ เว็บไซต์ http://www.ipthailand.go.th

กินอย่างไรห่างไกลโรคข้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

กินอย่างไรห่างไกลโรคข้อ

ปัจจุบันนี้ สุขภาพของคนไทยได้รับผลกระทบจากการบริโภคอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆ จากการสำรวจสุขภาพคนไทยเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า มากกว่า 3 ใน 10 คนของผู้ชายไทยและ 4 ใน 10 คนของผู้หญิงไทยอยู่ในเกณฑ์อ้วน ความชุกสูงสุดอยู่ในกลุ่มอายุ 45-60 ปี นอกจากนี้ ยังพบปัญหาโรคเรื้อรังต่างๆ เพิ่มขึ้นในประชากรไทยอายุ 15 ปีขึ้นไป ได้แก่ ความชุกของโรคเบาหวานร้อยละ 6.9 ความชุกของโรคความดันโลหิตสูงร้อยละ 21.4 ความชุกของภาวะไขมันในเลือดสูงร้อยละ 19.1 การบริโภคอาหารที่ไม่เหมาะสมทำให้เกิดโรคเหล่านี้ ได้แก่ โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง, โรคไต, โรคอ้วน รวมทั้งทำให้เกิดโรคข้ออักเสบชนิดต่างๆ เช่น โรคเกาต์ เป็นต้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคสามารถป้องกันการเกิดโรค ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นกว่าเดิมหรืออาจทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้

อาหารเพื่อสุขภาพ หมายถึง อาหารที่รับประทานแล้วทำให้ร่างกายสามารถรักษาภาวะสุขภาพที่ดีได้ต่อไป หรือทำให้สุขภาพที่ไม่ดีกลับฟื้นตัวขึ้น บทบาทของอาหารในการป้องกันการเกิดโรคข้อนั้น เห็นได้ชัดเจนในโรคข้อเสื่อมและโรคเกาต์ สำหรับโรคข้ออักเสบอื่นๆ อาจไม่เกี่ยวข้องกับชนิดของอาหารแต่อาจเกี่ยวข้องกับความสะอาดของอาหารที่รับประทาน เช่น โรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่เกิดจากกระดูกอ่อนผิวข้อสึกกร่อน ซึ่งมีสาเหตุจากความเสื่อมสภาพตามอายุ การใช้งาน กรรมพันธุ์ และน้ำหนักที่กระทำต่อกระดูกอ่อนผิวข้อ ซึ่งแปรผันตามน้ำหนักตัวของผู้ป่วย ดังนั้น หลักการในการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันการเกิดโรคข้อเสื่อมคือ การรับประทานอาหารให้ถูกส่วน ป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วน ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้ข้อต้องรับน้ำหนักที่มากเกินไป มีข้อมูลจากการศึกษาที่พบว่า หากสามารถลดน้ำหนักได้ 5.1 กิโลกรัม ในระยะเวลา 10 ปี ความเสี่ยงในการเกิดโรคข้อเสื่อมจะลดลงร้อยละ 50

สำหรับโรคเกาต์มีความสัมพันธ์กับความอ้วน ดังนั้น การเลือกรับประทานอาหารนอกจากต้องป้องกันไม่ให้เกิดโรคอ้วนแล้ว ยังต้องลดปริมาณการรับประทานอาหารที่มีสารพิวรีนสูง เช่น เครื่องในสัตว์ สัตว์ปีก ปลาดุก ปลาซาร์ดีน ปลาไส้ตัน กุ้ง กะปิ ชะอม กระถิน สะเดา น้ำต้มกระดูก น้ำซุปไก่ รวมถึงงดการดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์อื่นๆ เพื่อรักษาระดับกรดยูริกในเลือดให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือมีค่าน้อยกว่า 7 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร โอกาสเกิดโรคเกาต์จะมีเพียงร้อยละ 0.1 ต่อปี แต่หากระดับกรดยูริกในเลือดสูงระหว่าง 7-8.9 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร โอกาสเกิดโรคเกาต์จะสูงขึ้นถึงร้อยละ 0.5 ต่อปี หากระดับสูงกว่า 9 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร โอกาสเป็นโรคจะสูงถึงร้อยละ 4.9 ต่อปี นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคเกาต์ควรดื่มนมพร่องมันเนยทุกวัน วันละ 1-2 แก้ว เพราะมีข้อมูลว่าทำให้ความเสี่ยงของการเกิดโรคเกาต์ลดลง ในขณะเดียวกัน ควรจำกัดปริมาณน้ำหวานโดยเฉพาะน้ำผลไม้ในแต่ละวัน เพราะน้ำตาลฟรักโทส (fructose) จากน้ำผลไม้จะถูกเปลี่ยนเป็นกรดยูริก ทำให้ระดับกรดยูริกในเลือดเพิ่มสูงขึ้น

สำหรับโรคข้ออักเสบเรื้อรังอื่นๆ เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ หรือโรคข้อและข้อสันหลังอักเสบ (spondyloarthritis) ตัวโรคมักมีผลกระทบต่อสภาวะโภชนาการของผู้ป่วย เนื่องจากกระบวนการอักเสบของโรคทำให้เบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้ลำบาก ไม่สามารถประกอบอาหารเองได้หรือเคี้ยวอาหารลำบาก ในขณะที่ร่างกายมีความต้องการใช้พลังงานมากกว่าปกติ ผู้ป่วยจึงมักมีน้ำหนักลดในระยะที่โรคกำเริบ ในต่างประเทศมีการศึกษาจำนวนมากเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนชนิดของอาหาร งดหรือลดการบริโภคอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพราะมีสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นแอนติเจนของปฏิกิริยาภูมิแพ้มากกว่า และทำให้ชนิดของแบคทีเรียในลำไส้เปลี่ยนแปลงไปจากสภาวะปกติได้มากกว่า และการบริโภคผลิตภัณฑ์จากพืช ผัก ผลไม้ จะทำให้ปฏิกิริยาการอักเสบจากภูมิแพ้น้อยกว่า มีการศึกษาการปรับเปลี่ยนชนิดของอาหารเป็นมังสวิรัติ เทียบกับกลุ่มควบคุมที่รับประทานอาหารตามปกติ พบว่า ในกลุ่มที่รับประทานอาหารมังสวิรัติเป็นระยะเวลา 3.5 เดือน มีการควบคุมโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ดีกว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารตามปกติ

ผู้ป่วยมักตั้งคำถามเกี่ยวกับเรื่องอาหารแสลงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ว่ามีอะไรบ้าง และควรรับประทานสิ่งใด ตามหลักในการรักษาทั่วไป ผู้ป่วยสามารถรับประทานอาหารได้ทุกอย่างไม่มีของแสลง แต่ควรละเว้นอาหารที่ไม่สุก ไม่สะอาด และไม่ควรดื่มสุรา การใช้ยาในการรักษาโรคอาจทำให้มีการติดเชื้อโรคในร่างกายได้ง่ายกว่าปกติ ผู้ป่วยจึงไม่ควรรับประทานอาหารดิบหรือรับประทานอาหารที่ไม่สะอาด ยาบางชนิดอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับ จึงไม่ควรดื่มสุราร่วมด้วย เพราะอาจทำให้เกิดตับอักเสบรุนแรงได้ ในกรณีที่มีการรับประทานอาหารที่ไม่ถูกสัดส่วน เช่น รับประทานอาหารชนิดที่มีไขมันจากสัตว์มากเกินไป ควรมีการปรับเปลี่ยนอาหารเพื่อช่วยในการควบคุมอาการปวดและการอักเสบ โดยการเพิ่มสัดส่วนของอาหาร เช่น ผักและผลไม้มากขึ้น

การไม่ปรับเปลี่ยนการบริโภคอาหารให้ถูกต้อง หวังพึ่งแต่ยาจากแพทย์ หวังพึ่งอาหารเสริมชนิดต่างๆ อาจทำให้การรักษาโรคไม่ได้ผลเต็มที่หรือมีภาวะแทรกซ้อนตามมา

กินอย่างไร ห่างไกลโรค โชคดีแท้

ที่แน่แน่ แย่ไม่มี ดีใจหาย

กินให้ถูก ลูกไม่แย่ แม่ไม่ตาย

อยู่สบาย เพราะเลือกกิน จินดาเอย

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07093150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับอาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

หน้าที่การงานของคุณควรงดการโต้เถียงใดๆ ทั้งสิ้นไม่คุ้มกัน ระวังในการเกิดคดีความหรืออยู่ดีๆ ก็มีคนเอาเรื่องไม่เป็นเรื่องมาปั่นให้มันเป็นเรื่อง ทำให้คุณเสียหาย เสียเปรียบ ดังนั้น เป็นช่วงที่ทำสิ่งใดต้องรัดกุมให้มากที่สุด ควรทำเป็นเอกสารหลักฐาน มีพยานรู้เห็น คุณยังมีเพื่อนหรือคนใกล้ชิดพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือ การเงินมีจากงานเก่า งานเก็บตก งานที่คนอื่นไม่สามารถทำได้ล้วนแต่เป็นเงินของคุณทั้งสิ้น จะจ่ายไปกับเรื่องของคนรักและอุปกรณ์ เครื่องอำนวยความสะดวกส่วนตัวมากขึ้น การลงทุนเพิ่มหรือเติมเงินลงไปในตัวงานให้ตัดแบ่งไว้หลายๆ ก้อน อย่าทุ่มทุนไปทั้งหมดทีเดียวอาจเสียวได้ ครอบครัว คนรัก ความคิด และการตัดสินใจหลายอย่างเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่เหตุเกิดที่ตัวคุณมากกว่า อารมณ์จะแปรปรวนทำให้เรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ สุขภาพอารมณ์ที่ขึ้นๆ ลงๆ ทำให้เกิดความเครียด ไมเกรน ความดัน โรคประจำตัวกำเริบได้ครับ อีกทั้งจะมีคนในครอบครัวป่วยไข้ไม่สบาย ต้องรีบดูแลป้องกันแต่เนิ่นๆ

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

งานให้ระวังเรื่องของลายเซ็น การรับปาก การตัดสินใจใดๆ ที่ไม่มีข้อมูลมากพอ จะทำให้เสียหาย มีปัญหาต่อเนื่อง งานชิ้นใดที่ดูแล้วจะสร้างปัญหายุ่งยากให้คุณในอนาคตได้ ควรเตรียมความพร้อมเรื่องของเอกสาร หลักฐานทุกรูปแบบเท่าที่จะทำได้ เพื่อป้องกันตัวเองจากผู้ที่ไม่หวังดีรอเล่นงานคุณอยู่ ผู้ใหญ่ที่สนิทที่คุณเคารพท่านควรจะรู้ความเคลื่อนไหวและความเป็นไปของคุณในช่วงนี้ เพราะเมื่อมีเหตุท่านจะให้ความช่วยเหลือได้ทันท่วงที การเงินรายได้จากการเจรจา การเป็นนายหน้า การเป็นคนกลาง แต่ของใช้ส่วนตัวเสียหาย ตกหล่น ทำให้เสียเงินซ่อม ซื้อใหม่ แต่ได้ของคุณภาพไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ รวมถึงการลงทุนและการค้าขายในช่วงนี้จะดีขึ้นเล็กน้อย มีรายได้และโชคลาภฟลุกๆ เข้ามาให้ชื่นใจ แนะนำให้มีรอยยิ้มในการทำงานให้มาก เงินทองก็จะยิ่งไหลเข้ามามากเช่นกัน ความรักระวังเรื่องของคนอื่น เรื่องของครอบครัวทั้ง 2 ฝ่ายที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน เป็นเหตุให้เถียงกันได้ง่ายขึ้น ร่างกายระวังอุบัติเหตุจากการเดินทาง รวมถึงอาการคันตามเนื้อตัวด้วยครับ

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

เป็นช่วงที่จะได้ทำอะไรใหม่ๆ หรือเริ่มต้นที่จะทำในสิ่งที่คุณตั้งใจมานาน คุณควรศึกษาหาข้อมูลให้รอบด้านก่อนการตัดสินใจ เพียงแค่อยากทำหรือทำตามกระแสคนรอบข้าง หาโอกาสศึกษาแลกเปลี่ยนพูดคุยกับผู้รู้ ผู้ที่เคยผ่านประสบการณ์มาก่อน อีกทั้งผู้ใหญ่ที่คุณเคารพท่านสามารถแนะนำ ให้ความชัดเจน ช่วยเหลือให้สิ่งที่คุณขาดได้เป็นอย่างดียิ่ง เป็นช่วงเวลาที่คุณทำงานแล้วมีคนเห็นผลงานมากขึ้น ทำให้มีรายได้เกิดขึ้นต่อเนื่อง มีสภาพคล่องทางการเงินจากงานพิเศษ แต่จะจ่ายไปกับของใช้สิ้นเปลืองทั้งหลายที่ไม่เกิดประโยชน์กับชีวิตช่วงนี้เท่าไหร่ เป็นประเภทของสะสมซะส่วนมาก แต่กับลูกน้องบริวารคุณต้องเข้มงวดรัดกุมอย่าให้สิทธิ์อำนาจมากเกินไป เพราะจะทำให้คุณเดือดร้อนได้ในภายหลัง ความรักระวังคุณจะเป็นโรคเลื่อน ทั้งโดนเลื่อนนัด ทั้งเป็นคนเลื่อนเสียเอง ทำให้ระยะห่างจากกันมากขึ้น จะให้ดีมีอะไรก็โทรหากันบ่อยๆ หน่อยในช่วงนี้ สุขภาพจะปวด มึนศีรษะอยู่เป็นระยะๆ

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

เป็นช่วงที่อารมณ์ร้อนแรง หงุดหงิดได้ง่าย แต่เพื่อนร่วมงาน ลูกน้องบริวาร ทำอะไรมันช้า มันหนืดไปหมด แรงขับเคลื่อนน้อยลง จะให้ได้อย่างที่คิดต้องตามงาน สอบถามเป็นระยะ ถึงจะบรรลุเป้าหมายที่คุณตั้งใจไว้ มีการเดินทางทั้งระยะใกล้ ไกล พบเจอลูกค้าต่อเนื่อง ก่อนการเดินทางควรเช็กเรื่องของยานพาหนะที่ใช้ ระบบไฟ รวมถึงอุปกรณ์ที่คุณต้องใช้ในงาน มีเหตุชำรุด เสียหาย ติดขัด ถึงเวลาใช้งานจริง การเงินหมดไปกับเรื่องของการเดินทาง จ่ายไปกับอุปกรณ์ส่วนตัวที่ชำรุด เสียหาย ช่วงต้นเดือนหน้าจะมีรายได้พิเศษเข้าต่อเนื่อง ควรเก็บเงินก้อนนี้ไว้ใช้ตอนฉุกเฉิน อีกทั้งควรเตรียมตัวในการดำเนินงานเชิงรุก หาเวลาทบทวนจุดบกพร่องและต้องปรับเปลี่ยนยุทธวิธีในการลุยงานตามหน้าที่โดยเร็ว ความรักควรพูดเฉพาะเรื่องที่ควรพูด พูดหวานหู พูดแต่เรื่องดีๆ ต่อกันช่วยให้บรรยากาศดีขึ้นได้ สุขภาพระวังเรื่องของอารมณ์ทำให้เครียด ซึ่งความเครียดจะทำให้คุณเจ็บป่วยได้ง่ายขึ้นครับ

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

หน้าที่การงาน การค้าขาย การติดต่อเจรจา เป็นคนกลางนายหน้า ควรดำเนินการในช่วงนี้ รวมถึงข้อสัญญา การตกลงจำเป็นที่ต้องทำเป็นลายลักษณ์อักษรมากกว่าการพูดด้วยวาจาโดยเฉพาะปลายเดือนจะมีเรื่องวุ่นวายใจ ดังนั้น การวางแผนแล้วยึดตามแผนการที่วางไว้เป็นสิ่งที่สำคัญ ถ้าติดขัดปัญหาใดๆ ผู้ใหญ่ที่คุณเคารพสามารถช่วยเหลือคุณได้เป็นอย่างดี ลูกน้องบริวารฝีมือดีๆ จะมีเข้ามาช่วยให้งานคุณเดินเร็วขึ้น การเงินมีลูกค้าส่วนตัวมากขึ้นทำให้มีเงินหมุนคล่องมือมากขึ้น กับเพื่อนร่วมงานให้ระวังการทำงานที่ขัดตาขัดใจระหว่างกัน ควรระวังเรื่องอารมณ์และวาจาจะทำให้เสียความรู้สึกที่ดีต่อกัน ความรักช่วงนี้เป็นเรื่องที่มีมาควบคู่กับงาน ถ้างานคุณเดินเป็นไปได้ด้วยดีความรักและการเงินสดใสตาม คนรักคนใกล้ตัวเข้ามาช่วยเหลือทำให้คุณมีพลัง มีแรงลุยเรื่องต่างๆ ให้ถึงเป้าหมายได้เป็นอย่างดี สุขภาพระวังความดัน การเดินทางที่นานขึ้น ไกลขึ้นทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหลังและก้นกบมีปัญหาครับ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

งานช่วงนี้ยิ่งทำมากยิ่งได้มาก มีงานฟลุกๆ เข้ามาได้ทั้งในส่วนของเรื่องเงินทอง เรื่องของชื่อเสียงเครดิตที่มีเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน ติดขัดสิ่งใดให้คุณเข้าหาท่าน อีกทั้งควรรายงานผู้ใหญ่ที่ดูแลเป็นระยะยิ่งทำให้คุณได้รับความไว้วางใจมากขึ้น งานเรื่องเอกสารการติดต่อเจรจาส่งผลดีให้กับคุณ อาจติดขัดเรื่องเอกสารในเบื้องต้น แต่สุดท้ายจะสำเร็จทุกอย่างพุ่งฉลุย ส่วนลูกน้องบริวารเป็นช่วงเวลาที่คุณสั่งงานแล้วต้องเคลียร์ให้เข้าใจตรงกันก่อนปล่อยให้ทำ ด้านการเงินนั้นสภาพคล่องทางการเงินจะเริ่มดีขึ้น สิ่งที่ติดขัดเริ่มดีขึ้นมีทางออกการเจรจาในเรื่องเงินประสบผลสำเร็จ แต่มีตัวหารมากขึ้นทำให้ได้ไม่เต็มส่วนที่คิดไว้ คนที่คบหากันได้ไม่นานควรเช็กประวัติไม่เช่นนั้นจะทำให้คุณเสียชื่อ ถูกหลอกทั้งตัวและหัวใจ เงินทองได้ พูดถึงเรื่องที่ต้องเตือนก็คืออาการเจ็บไข้ได้ป่วยของคนในครอบครัว มีเวลาควรแนะนำหรือหาทางช่วยเหลือ กับสุขภาพของคุณนั้นให้ระวังเรื่องโรคกระเพาะ ปวดท้อง ช่วงกลางลำตัวด้วยครับ

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

หน้าที่การงานมีเหตุให้วุ่นวายทั้งในส่วนของงานเก่า งานใหม่ๆ มีการปรับเปลี่ยนภายในองค์กรที่คุณอยู่ จำเป็นที่คุณต้องตื่นตัว ตามสถานการณ์ อัพเดตข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา มีบางงานที่ตัวคุณไม่อยากทำ แต่เจ้านาย ผู้ใหญ่ใกล้ชิดมอบหมายให้ซึ่งไม่ควรปฏิเสธ จะเป็นงานที่สามารถสร้างชื่อในอนาคตให้คุณอย่างแน่นอน การเงินเป็นเรื่องที่ต้องเซฟได้ควรเซฟ ตั้งแต่ต้นเดือนจะมีเหตุให้คุณต้องจ่ายออกแบบไม่คาดคิดในเรื่องของครอบครัวคนรัก โชคลาภไม่ควรเสี่ยงลงทุนด้วยเงินก้อนโต การลงทุนในระยะนี้ยังไม่คล่องตัวจะมีอุปสรรคไม่ได้ตามเป้า ควรลงทุนแบบรวยรัด รวดเร็ว ซื้อเร็วขายเร็วอาจมีกำไรต่อชิ้นน้อยลง แต่ขอให้เน้นปริมาณเพื่อเปิดตลาดให้กว้างขวางมากยิ่งขึ้นแทน ความรักควรพูดในเรื่องที่สำคัญเป็นประโยชน์และควรพูดเท่านั้น คนที่ความรักยังไม่สดใสกลางเดือนไปแล้วจะเริ่มดีขึ้น สุขภาพระวังการใช้รถ ใช้ถนน เดินทางยังสถานที่ไม่คุ้นเคย ยิ่งช่วงยามวิกาลระวังเป็นพิเศษ มีโอกาสเจ็บเนื้อเจ็บตัวได้ครับ

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

งานจะได้ข่าวการปรับเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงโยกย้าย แบบสายฟ้าแลบของเพื่อนร่วมงาน คนในองค์กร ทำให้งานบางส่วนตกมาอยู่ที่คุณ ปัญหาในเรื่องการเรียนรู้ในส่วนของเนื้องาน ไม่สอดคล้องกับระยะเวลาการส่งงาน ทำให้คุณต้องขยันเป็นสอง สามเท่า มีงานบางส่วนที่กระทบต่อผลประโยชน์ของผู้อื่น ทำให้การขอความร่วมมือในบางภาคส่วนมีอุปสรรค แต่ผู้ใหญ่ใกล้ตัวที่สนิทยังสามารถให้คำชี้แนะ หาทางออกที่ดีให้ได้ รายได้ที่มีเข้ามา จะหมดไปกับความอยากได้ อยากมีส่วนตัว บริวารที่คุณดูแลมีโอกาสเจ็บป่วย ทำให้รายจ่ายพุ่งสูงขึ้น จุดเด่นเป็นเวลาของการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสินค้าทั้งเพิ่มและลดให้เข้ากับยุคสมัยในปัจจุบัน แสดงถึงการปรับเปลี่ยนสิ่งใดที่ช่วงนี้จะทำให้อนาคตในระยะต่อไปของคุณมีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น คนรักครอบครัวระวังเงินทองทำให้ไม่เข้าใจกัน การตัดสินใจซื้อของใช้ อุปกรณ์ชิ้นใหญ่และราคาสูง ควรยินยอมพร้อมใจจะช่วยลดการโต้เถียงได้ สุขภาพระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ทำให้เจ็บป่วยง่ายขึ้นครับ

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

หน้าที่การงานมีการเปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมในบางส่วนที่คุณรับผิดชอบดูแล มีการขยายหน้างาน ขยายกิจการเพิ่มขึ้น กิจกรรมโดยรวมดีขึ้น สนุกกับกิจกรรมที่คุณทำมากขึ้น มีความท้าทาย ทำให้คุณไม่สามารถหยุดนิ่ง ต้องหาข้อมูลทั้งเก่าและใหม่ ทำให้คู่แข่งอ่านเกมคุณได้ยากขึ้น เป็นช่วงที่ลูกพี่ว่าอย่างไรคุณควรว่าอย่างนั้นแล้วจะอยู่รอดปลอดภัย มีเกาะกำบังที่ดี โดยเรื่องที่ต้องระวังในระยะนี้คือการซื้อของ มีเกณฑ์ได้ของมีตำหนิหรือแพงกว่าร้านอื่นโรงงานอื่น รวมถึงการเช็กสต๊อกสินค้าและระบบบัญชีจะมีจุดผิดพลาด จากนี้ไปต้องรัดกุมดูแลให้ทั่วถึงที่สุด การเงินมีเหตุให้ใช้จ่ายไปในเรื่องครอบครัวคนรัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพร่างกายหรือต้องซื้อทรัพย์สินของมีค่าให้ครอบครัว คนรัก ดีตรงที่มีงานเข้าอย่างต่อเนื่องทำให้คุณมีเงินหมุนได้อยู่ คนรักครอบครัวบรรยากาศโดยรวมดีขึ้น มีการปรึกษาปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้เกิดความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน สุขภาพระวังปวดต้นคอ บ่า ไหล่ มากขึ้นกว่าที่ผ่านมาครับ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

งานจะมีงานพิเศษ จ๊อบเล็กๆ เข้าอย่างต่อเนื่อง จะเป็นช่วงที่เนื้อหอม มีคนเอางานมาให้คุณทำตลอดเวลา แต่เรื่องที่ต้องระวังคือ ควรเลือกที่จะรับงาน ดูเรื่องของสัญญาหรือข้อตกลงต้องรัดกุม มีงานส่วนหนึ่งที่ทำไปแล้วผลสุดท้ายจะสร้างปัญหาตามมาให้คุณ อีกทั้งควรหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่จะรับหรือไม่รับงานนั้นๆ ด้วย ปรึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติมจากคนสนิทในสายอาชีพเดียวกันกับคุณ การเงินมีเข้าจากจ๊อบต่างๆ ที่คุณรับนั้นเอง ระวังถูกหลอก ถูกโกง ไม่ควรลงทุนในกรณีที่ไม่มีความชัดเจน ท่านที่ทำอาชีพเกี่ยวกับการขายของกินและของใช้ช่วงนี้รายได้ไม่เป็นไปตามที่คาด ทางแก้ในการเพิ่มยอดขายคือควรหาวิธีจัดโปรโมชั่นพิเศษ แล้วรายได้เป็นกอบเป็นกำจะตามมา ความรักต้องพึ่งเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาช่วย ด้วยเหตุที่เวลาไม่ตรงกัน ไม่ควรเงียบหายไปเลยกับคนที่คุณยังรู้สึกดีๆ ด้วย สุขภาพระวังเรื่องของลม เรื่องกรดในกระเพาะ การพักผ่อนที่ไม่พอ ทำให้มึน งง ปวดหัว ปวดตามากขึ้นได้ครับ

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

งานจะสำเร็จได้โดยใช้ปากและการเจรจา ถ้ามีการตกลงสิ่งใดในช่วงนี้ อยากให้คุณเปิดตัว คิดหวังสิ่งใดลงไปลุยเอง ไม่ควรไหว้วานให้คนอื่นทำแทน ลูกค้า คู่สัญญาควรเห็นหน้า ได้พบปะพูดคุยกับคุณโดยตรงบ้างจะสำเร็จได้ง่ายขึ้น ระวังเรื่องของสัญญา การต่อรองที่นอกเหนือการตัดสินใจเดิมควรชะลอ เพื่อปรึกษาผู้ใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อีกทั้งข้อมูลในส่วนฝ่ายต่างๆ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับการทำงานของคุณ ควรทำความเข้าใจให้ได้ทั้งหมด จะช่วยได้ในยามคับขัน รายได้พิเศษยังมีเข้า ระวังกระเป๋าหาย ของใช้มีค่าส่วนตัวเสียหาย โทรศัพท์พัง คอมพิวเตอร์เจอไวรัส กับคนรักมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นขึ้น ระวังระหว่างทางที่ไปไหนด้วยกันจะมีการคุยขัดคอกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง จึงควรคุยแต่เรื่องที่สบายใจอย่าเพิ่งเปิดประเด็นที่อาจเป็นชนวนทะเลาะ เมื่อถามถึงโชคลาภนั้นตอบได้ว่าจะมาจากเพศตรงข้าม ด้านสุขภาพระวังเจ็บป่วยจากการเดินทาง เรื่องของอาหารการกินต้องดูแลมากขึ้นด้วยครับ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

งานมีการเดินทาง เปลี่ยนที่อยู่ เปลี่ยนที่ทำงาน มีจ๊อบสั้นๆ เข้ามาให้คุณได้ลองฝีมือตลอดเวลา งานเก่า สัญญาเก่าที่คลาดเคลื่อน มีโอกาสที่คุณจะได้กลับมาทำอีกครั้ง รวมถึงงานที่คนอื่นทำไว้ไม่สำเร็จ ผู้ใหญ่จะนำงานชิ้นนั้นๆ กลับมาให้คุณทำจนสำเร็จ ระวังในส่วนของเอกสารสัญญาเก่า ที่ยังเคลียร์ไม่จบ อีกประการอารมณ์จะร้อนแรงขึ้นเร็วลงเร็วมากเป็นพิเศษ ทำให้เสียหายได้ การเงินยังไม่ควรลงทุน เสี่ยงทำการค้าชิ้นใหม่ๆ ซื้อของชิ้นใหญ่ ก่อนการตัดสินใจใดๆ ควรมีข้อมูลที่มากพอ หรือปรึกษาผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ตรง ท่านจะมีข้อมูลเชิงลึกที่เป็นประโยชน์กับตัวคุณได้เป็นอย่างดี การกู้ยืมเงินจะมีอุปสรรคในช่วงแรก แต่สุดท้ายจะสำเร็จ อีกทั้งให้ระวังข้าวของเครื่องใช้ในร้านในบ้านจะสูญหายหรือเสียหาย ส่วนความรักสดใส มีความใกล้ชิดกันมากขึ้น จะมีการเปิดตัวเปิดใจต่อกันมากขึ้น สุขภาพระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ อาการแพ้ต่างๆ หาเวลาไปสูดอากาศบริสุทธิ์บ้างครับ

เลขมงคลประจำปักษ์นี้ เลข 9 เลข 3 และ เลข 1 ควรเว้น เลข 5

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ หลวงปู่ทวด และ หลวงพ่อแพ

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ จะมีงานใหม่ๆ มีกิจกรรมใหม่ๆ มาให้ทำ รวมถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงในที่ทำงานใหญ่ๆ อีกครั้งในรอบปี ส่วนบริวารก็จะมีหน้าใหม่ๆ เพิ่มเข้ามา