อดีต รปภ. ไอเดียแจ่ม ผุดบริการ “แล้วแต่จะเรียกใช้” เจาะกลุ่มลูกค้าโซเชียล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0738150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

Social Biz

ดวงกมล

อดีต รปภ. ไอเดียแจ่ม ผุดบริการ “แล้วแต่จะเรียกใช้” เจาะกลุ่มลูกค้าโซเชียล

บริการที่ลูกค้าเรียกใช้มากที่สุด ชายหนุ่ม ระบุว่า ไปซื้อขนม อาหารสด เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง เพราะ 90 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเป็นผู้หญิง ห้างสรรพสินค้าที่ไปบ่อยมากที่สุดคือ สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ เยาวราช ตลาดสำเพ็ง พาหุรัด สะพานเหล็ก ตลาดจตุจักร ประตูน้ำ

ในห้วงเวลา 4-5 ปีที่ผ่านมา “ธุรกิจพรีออร์เดอร์” สินค้าจากต่างประเทศเคยบูมแบบสุดๆ ในกลุ่มผู้ที่ชอบช็อปปิ้งสินค้าต่างประเทศ เลยเกิดคำถามว่า ทำไม “ไม่พรีออร์เดอร์” สินค้าในประเทศ ให้กับคนที่อยากซื้อแต่หาซื้อไม่ได้ หรือไม่สามารถไปซื้อด้วยตัวเองได้ ไอเดียนี้เกิดขึ้นแล้วโดย คุณรชานนท์ โสภาพ หรือ คุณบูม อดีตหนุ่ม รปภ. ที่ผันตัวผุดธุรกิจบริการรับจ้างฝากซื้อของ อาทิ อาหาร ขนม เครื่องสำอาง ฯลฯ ล่าสุดต่อยอดบริการรับจ้างสารพัด ใช้โมเดลธุรกิจเก็บเงินสดจากลูกค้าที่ฝากซื้อก่อน แล้วค่อยนำเงินไปจ่ายค่าสินค้าและค่าจัดส่งให้ทีหลัง

ถูกใช้ไปซื้อของบ่อย

ทำเป็นธุรกิจซะเลย

BooMBA คือ บริการรับฝากซื้อ จัดหา หิ้วของ พรีออร์เดอร์สินค้า รับฝากทำกิจธุระทั่ว กทม. จัดส่งทั่วโลก งานแปลกที่ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเลยสักบาท แต่สามารถทำเงินได้ทุกวัน มีทีมงานเป็นวิศวกร นักเรียน นักศึกษา

คุณบูม ปัจจุบันอายุ 30 ปี อดีตเป็น รปภ. 3 ปี (รักษาความปลอดภัย) สำนักงานย่านถนนบางนาตราด กทม. ทุกวันนี้ลาออกมาเป็นเจ้าของกิจการรับฝากซื้อ จัดหา หิ้วของ พรีออร์เดอร์สินค้า รับฝากทำกิจธุระทั่ว กทม. จัดส่งทั่วโลก ไอเดียธุรกิจเริ่มต้นเมื่อตอนเป็นยาม

คุณบูม เผยว่า ตอนเป็น รปภ. มักถูกพนักงานออฟฟิศผู้หญิงจ้างไปซื้ออาหาร ขนม เครื่องสำอาง เสื้อผ้า ของกระจุกกระจิกอยู่บ่อยๆ นานวันเริ่มถูกจ้างมากขึ้นเรื่อยๆ มีรายได้มากขึ้น เลยลองเปิดเพจในเฟซบุ๊ก รับฝากซื้อของใน กทม. จัดส่งทั่วประเทศ ซึ่งเดือนแรกไม่มีลูกค้าเลย ต่อมาเดือนที่ 2 มีลูกค้า 3 คน เป็นผู้หญิงใช้ไปซื้อขนมเค้กที่สยามพารากอน นับเป็นงานแรกที่ได้เงินโดยไม่ต้องลงทุนก่อน เดือนต่อๆ มา เริ่มมีลูกค้าเพิ่มขึ้น จนกระทั่งเข้าเดือนที่ 5 กิจการดีขึ้น ถึงขั้นลาออกจากการเป็น รปภ. มาทำเต็มตัว

ดูเหมือนงานง่ายๆ รับจ้างฝากซื้อของ แต่คุณบูม บอกว่า สิ่งที่ยากคือ การสร้างความน่าเชื่อถือให้ลูกค้าเชื่อใจว่าพ่อค้าจะไม่โกงเงิน เพราะลูกค้าต้องโอนเงินมาก่อนทั้งที่ไม่รู้จักกัน วิธีการคือ ถ่ายรูปบิล สินค้า ให้ลูกค้าดู ให้ลูกค้าเข้ามารีวิว มาเขียนคำติชมได้

“ลูกค้าคนแรกที่ตัดสินใจมาใช้บริการน่าจะอยากลองว่าบริการรับฝากซื้อของมีจริงไหม พอเห็นว่ามีจริงก็เลยกล้าใช้ หลังจากเปิดเพจได้ 5 เดือน ฟีดแบ็กดีขึ้น ผมเพิ่มบริการจากรับฝากซื้อของ เป็นรับจ้างสารพัดถูกกฎหมายให้บริการทั่วประเทศ”

ส่งเร็ว ส่งไว อัพรูปตลอด

บริการถูกกฎหมายเท่านั้น

ทว่าการทำธุรกิจมักต้องเจอปัญหา ช่วงเริ่มต้นใน 4-5 เดือนแรก ชายหนุ่มเจอปัญหามากมาย เช่น ไม่รู้จักร้านที่ลูกค้าฝากสั่งซื้ออยู่ตรงไหน เดินทางยังไงถึงจะคุ้มกับค่ารถเพราะทุกอย่างมีต้นทุนต้องบริหารให้ดี ไม่งั้นก็ขาดทุน เขาอาศัยลองผิดลองถูกเดินทางไปทั่ว กทม. ขึ้นรถเมล์ รถตู้ เรือ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง BTS MRT จนเริ่มสั่งสมประสบการณ์มากขึ้น รวมถึงขยันทำการตลาดไปลงประกาศตามเว็บไซต์ต่างๆ พอเข้าสู่เดือนที่ 5 ก็เริ่มมีลูกค้ามาใช้บริการและเป็นที่รู้จักมากขึ้น

สำหรับบริการที่บอกว่ามีสารพัด คุณบูม เผยว่า นับตั้งแต่ไปซื้อขนม เครื่องดื่ม อาหารสด อาหารแห้ง ผัก ผลไม้ เครื่องสำอาง เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ จองตั๋ว รับบัตรคิว ไปเยี่ยมคนป่วย ไปตักบาตร รับเซอร์ไพรส์ จ้างไปเฝ้าบ้าน สืบพฤติกรรมบุคคล สะกดรอยตาม ฝากเลี้ยงหมา ฝากเลี้ยงเด็กเล็ก เอากระเป๋าไปซ่อม ฝากซื้อหนังสือ ไปเที่ยวห้างแล้วส่งภาพมาให้ไว้เพื่ออัพเฟซบุ๊กก็ยังมี

ด้านกระบวนการทำงาน หลังจากคุณบูมได้รับออร์เดอร์ ลูกค้าจะต้องส่งรายละเอียด พร้อมรูปถ่ายสินค้าที่จะซื้อส่งมาให้ทางไลน์ หรือทางเฟซบุ๊ก จากนั้นโอนเงินค่าสินค้า ค่าส่ง ค่าจ้างคิดค่าเหนื่อยตามระยะทาง ความยากง่ายของงานอัตราค่าบริการในเขตกรุงเทพฯ ปริมณฑล เริ่มต้น 190-600 บาท นัดส่งสินค้าตามรถไฟฟ้า และบริการแท็กซี่ ส่วนต่างจังหวัดส่งรถทัวร์ค่าส่ง 100-600 บาท รถตู้ 80-300 บาท ขนส่งเอกชน 80-500 บาท รถไฟ เครื่องบิน 150-500 บาท

การจัดส่งสินค้า คุณบูมมีเทคนิคมัดใจ ต้องส่งไว ส่งเร็ว ส่งในสภาพสมบูรณ์ ในกรณีเป็นอาหาร ขนม ที่ต้องการความเย็นจะถูกใส่น้ำแข็งแห้งลงไปด้วย เช่น โดนัทคริสปี้ครีมเพื่อช่วยรักษาความสดให้ต่อสู้กับสภาพอากาศที่ร้อนจนกว่าจะถึงมือลูกค้า กรณีเป็นเครื่องดื่มขวดแก้วจะถูกแพ็กกันกระแทก เค้กปอนด์หน้าสวยๆ มีเทคนิคแพ็กไม่ให้เละ จะส่งทางรถทัวร์กับรถตู้เท่านั้น เพราะหน้าขนมมันจะละลายง่าย อาหารอื่นๆ ส่งทางเครื่องบินภายในวันเดียวรอรับประทานได้เลย

“หัวใจสำคัญของงานบริการดังกล่าวคือ ความไว้ใจจากลูกค้า ก่อนรับงานทุกครั้งผมจะตกลงกับลูกค้าก่อนเสมอว่าทำได้ หรือทำไม่ได้ ถ้าทำไม่ได้จะบอกตรงๆ มีหลักฐานการซื้อสินค้าทุกครั้ง ทั้งบิล รูปถ่าย”

คนไทยชอบกิน

ฝากซื้อขนม อาหารเยอะสุด

ปัจจุบัน บริการที่ลูกค้าเรียกใช้มากที่สุด ชายหนุ่ม ระบุว่า ไปซื้อขนม อาหารสด เครื่องดื่ม เครื่องสำอาง เพราะ 90 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าเป็นผู้หญิง ห้างสรรพสินค้าที่ไปบ่อยมากที่สุดคือ สยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ เยาวราช ตลาดสำเพ็ง พาหุรัด สะพานเหล็ก ตลาดจตุจักร ประตูน้ำ

สำหรับจำนวนลูกค้าในแต่ละวัน ลำพังคุณบูมเขารับได้ 4-5 ราย หรือบางครั้งสูงสุด 10 ราย อาศัยมีทีมงานเป็นนักเรียน นักศึกษา ลักษณะพาร์ตไทม์ รวมถึงมีวิศวกรที่อยากหารายได้พิเศษมารับจ๊อบคอยประสานงานให้ แต่ละเดือนรวมๆ กันมีลูกค้าราว 400 คน

ปัจจุบัน ช่องทางเข้าหาลูกค้าที่ชายหนุ่มเลือกใช้ เกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เขาใช้โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ไลน์ ซึ่งได้ผลตอบรับดี เพราะคุณบูมจะลงรูปภาพให้ลูกค้าใหม่ได้เห็นทุกขั้นตอนการทำงานอยู่เสมอ ส่วนลูกค้าเก่าที่ประทับใจในบริการมีการบอกต่อบ้าง

สำหรับแผนธุรกิจ หลังจากเปิด AEC คุณบูม เผยว่า จะพยายามหาช่องทางต่อยอดธุรกิจด้วยการเจาะลูกค้าต่างชาติ และลงพื้นที่ให้ทั่วกรุงเทพฯ เพราะสินค้าไทยคุณภาพดี สินค้าแปลกๆ มีอีกเยอะ เพียงแต่หลายคนยังไม่เคยเห็น อยากปลุกสินค้าของไทยให้บูมขึ้น

สนใจสอบถามบริการเพิ่มเติม คลิก http://www.facebook.com/boombashopping หรือ โทรศัพท์ (087) 580-7387

“รสเตี๋ยว” จาก “รถ” สู่ “หน้าร้าน” “คงที่” & “เคลื่อนที่” ยินดีบริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0750150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

อาหารสร้างอาชีพ

สดุจตา

“รสเตี๋ยว” จาก “รถ” สู่ “หน้าร้าน” “คงที่” & “เคลื่อนที่” ยินดีบริการ

“จุดประสงค์ที่ผมเลือกขายก๋วยเตี๋ยวบนรถ เพราะมองว่าขับไปขายตรงไหนก็ได้ แต่ในความจริงคือ จอดไม่ได้ ต้องหาทำเลแน่นอน ผมจึงมองว่าถ้าอย่างนั้นหาทำเลรูปแบบร้านเลยดีกว่า กระทั่งมาได้ย่านประชาอุทิศ โดยหวังจับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา”

ความอิสระในการประกอบอาชีพ กับเป็นคนชอบปรุง นำทางให้ คุณสรวิชญ์ คูเกษมรัตน์ หรือ คุณตี๋ มุ่งเดินสู่เส้นทางค้าขายในลักษณะฟู้ดทรัก

การค้าขายที่มีรถเป็นหน้าร้าน บวกรสชาติและหน้าตาก๋วยเตี๋ยวที่แตกต่าง ทำให้ธุรกิจก่อตัวสู่ความสำเร็จ และในวันนี้ก้าวสู่ปีที่ 2 “รสเตี๋ยว” ขยับขยายสู่รูปแบบหน้าร้าน ส่วนรถนั้นยังให้บริการรับออกงาน ออกร้าน นอกสถานที่ ส่งผลให้มีรายได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง

ก๋วยเตี๋ยวบนรถ

เมนูเดียว ขายได้ดี

คุณสรวิชญ์ ผู้ประกอบการร้านรสเตี๋ยว เล่าเท้าความไปเมื่อครั้งยังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี จวบจนก้าวสู่ระดับปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ ที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างเรียนก็ได้ใช้เวลาทำงานในร้านอาหาร และโรงแรม

“ผมเคยทำงานในร้านอาหารไทยและจีนที่ประเทศอังกฤษ และที่ประเทศไทย เคยเป็นผู้ช่วยเชฟในโรงแรม ซึ่งตรงนี้จุดประกายความคิด อยากมีอาชีพของตนเอง และที่ผมเลือกเมนูก๋วยเตี๋ยว เพราะมองว่าถูกปากคนไทย สามารถปรับสูตรให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในแบบของเราได้ ผมจึงนำพื้นฐานความชอบเข้าครัวมาดัดแปลงปรุงแต่งรสชาติก๋วยเตี๋ยว ซึ่งตอนแรกทำออกมาเมนูเดียวคือ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำมะนาว”

สำหรับหน้าร้านที่เลือกรูปแบบฟู้ดทรัก เพราะในช่วงนั้นได้รับความนิยม อีกทั้งยังมองว่าสะดวกในการเคลื่อนย้ายไปจอดยังจุดต่างๆ ส่วนเงินลงทุนเบื้องต้นโดยรวมค่ารถด้วยประมาณ 550,000 บาท

การตกแต่งรถ ดึงดูดสายตาผู้พบเห็น บวกรสชาติก๋วยเตี๋ยว ส่งผลให้เกิดลูกค้าบอกต่อตามมา และแม้จะมีเมนูบริการแค่รายการเดียว ก็สามารถดึงยอดขายให้มีกำไรกลับมาสู่ธุรกิจได้

ระยะเวลาก้าวผ่านราวครึ่งปี การจัดระเบียบพื้นที่ขายใหม่ ส่งผลกระทบต่อทำเลที่ตั้ง ถึงคราวนั้นคุณสรวิชญ์ เริ่มมองหาทำเลใหม่ แต่จากที่คิดว่าค้าขายโดยมีหน้าร้านเป็นรถจะสะดวกจอด กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะทำเลดีๆ ก็ถูกจับจองไปหมดแล้ว

“จุดประสงค์ที่ผมเลือกขายก๋วยเตี๋ยวบนรถ เพราะมองว่าขับไปขายตรงไหนก็ได้ แต่ในความจริงคือ จอดไม่ได้ ต้องหาทำเลแน่นอน ผมจึงมองว่าถ้าอย่างนั้นหาทำเลรูปแบบร้านเลยดีกว่า กระทั่งมาได้ย่านประชาอุทิศ โดยหวังจับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา”

เปิดหน้าร้านรองรับ

จับลูกค้าหลากหลาย

ถือเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่กับทำเลหน้าร้าน แต่แล้วปัญหาก็มีตามมา โดยเฉพาะพื้นที่ตั้งร้านไม่อยู่ริมถนน ปิดกั้นระยะมองเห็น คุณสรวิชญ์จึงต้องใช้สื่อออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กช่วย และไม่เพียงเท่านั้นจัดทำแผ่นพับใบปลิวแจกในละแวกใกล้เคียง

ด้วยเพราะมองกลุ่มเป้าหมายหลักนักศึกษา รูปแบบการตกแต่งร้าน รวมไปถึงเมนูอาหาร จึงต้องดึงดูดสายตา

“ร้านจะเป็น 2 ชั้น รองรับลูกค้าได้ประมาณ 50 คน มีพนักงานประจำร้าน 3 คน แต่จะให้ดีควรมี 4 คน เราทำร้านเล็กๆ แต่ให้น่านั่ง ซึ่งก่อนจะมองทำเลสแตนด์อะโลน ผมเคยเข้าไปติดต่อพื้นที่ในห้าง ค่าเช่าสูงถึง 80,000 บาท ไหนจะต้องเสียค่า GDP สูงอีก และทุกอย่างต้องทำตามกรอบ แต่ว่าก็มีข้อดีตรงไม่ต้องทำการตลาดมาก ด้วยเพราะทำเลเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้ว”

สำหรับเมนูอาหารปรับเพิ่ม อย่าง ก๋วยเตี๋ยวมี 5 สูตร ซึ่งยังคงต้องแปลกแตกต่าง อย่าง ก๋วยเตี๋ยวกะปิ ที่นำกะปิมาเป็นส่วนผสม หลายคนอาจคิดว่ากลิ่นแรง แต่พอได้ทานแล้วแทบไม่ได้กลิ่น ด้วยเพราะผสมเครื่องปรุงอื่นลงไปให้เกิดรสชาติโดดเด่น หรืออย่างก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำข้น ก็ให้กลิ่นสมุนไพรเตะจมูก

นอกจากเมนูก๋วยเตี๋ยวแล้ว ยังมีเมนูเอาใจวัยรุ่นชอบสังสรรค์ อย่าง หม้อไฟ อาทิ หม้อไฟลาวาชีส หม้อไฟสไตล์เกาหลี หรืออาหารทานเล่นเรียกน้ำย่อย อย่าง ไก่ทอดสูตรเฉพาะ เฟรนช์ฟรายด์ หรือจะตบท้ายด้วยน้ำแข็งไสสไตล์ญี่ปุ่น ที่คุณสรวิชญ์ ว่า จุดเด่นของเมนูหวานเย็นนี้คือการนำผลไม้สดมาเชื่อมเอง ให้ได้ท็อปปิ้งน้ำเชื่อมผลไม้ราดลงบนน้ำแข็งเนื้อละเอียดเนียน เหมาะกับภูมิอากาศร้อนบ้านเรา

ร้านให้บริการคงที่

มีรถเคลื่อนที่ออกงาน

กับราคาขายตั้งไว้สมเหตุสมผล เริ่มต้น 50 บาท ไปจนถึง 300 กว่าบาท (หม้อไฟ) สามารถเรียกลูกค้าให้เดินทางมาอุดหนุนจนทำให้เกิดรายได้วันละประมาณ 9,000-15,000 บาท

“ตอนนี้เปิดร้านมาได้ประมาณ 6-7 เดือน ก็ถือว่ายอดขายพอไปได้ แต่ว่าอุปสรรคก็มี อย่างในช่วงปิดเทอมลูกค้ากลุ่มหลักหายไปเยอะมาก จึงต้องหันมามองคนในพื้นที่ และพนักงานออฟฟิศ ซึ่งผมเตรียมโฆษณาผ่านแผ่นพับแจกในย่านนี้ และยังได้เปิดบริการดีลิเวอรี่ในระยะทาง 5 กิโลเมตร และให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์ เพราะในยุคนี้ถือว่าเป็นกระบอกเสียงที่รวดเร็ว”

นอกจากนั้น ยังเพิ่มยอดขายด้วยบริการรับออกงาน จัดเลี้ยง สัมมนา และอีเว้นต์ต่างๆ นอกสถานที่ ในรูปแบบฟู้ดทรัก โดยกำหนดขั้นต่ำกับยอดสั่งซื้อจำนวน 100 ชามขึ้นไป บวกค่าระยะทางให้บริการ

คุณสรวิชญ์ ยังกล่าวถึงเป้ายอดขายวางไว้วันละ 15,000 บาท ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 1 ปีครึ่ง ส่วนการลงทุนในรูปแบบร้านนั้นใช้งบประมาณไปราวๆ 700,000 บาท โดยหลักๆ จะมีค่าตกแต่ง และอุปกรณ์เพิ่มเติม ส่วนเงินทุนหมุนเวียนต่อวันก็ประมาณ 5,000 บาท

ขอถามถึงการบริหารจัดการวัตถุดิบ คุณสรวิชญ์ในฐานะผู้ลงมือปรุงด้วยตนเอง กล่าวว่า ของสดจะซื้อแบบวันต่อวัน โดยเฉพาะไข่ไก่ ควรได้ไข่ใหม่ เพื่อมาทำไข่ออนเซ็น ส่วนอาหารทะเลสดนั้นมีข้อได้เปรียบตรงอยู่ใกล้สะพานปลา จึงซื้อ 2 วันครั้ง โดยส่วนที่เหลือนำแช่แข็งไว้

รสเตี๋ยว เปิดให้บริการมาจนถึงวันนี้ 1 ปีกว่า นอกจากลูกค้าแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนไม่ขาดช่วง ยังมีผู้สนใจติดต่อขอร่วมธุรกิจเป็นจำนวนมาก ถึงคราวนี้ คุณสรวิชญ์วางแผนระยะใกล้กับการเปิดระบบแฟรนไชส์ โดยวางรูปแบบรถเข็น เพื่อให้ผู้ลงทุนไม่ต้องควักเงินก้อนโตต่อการก่อร่างสร้างธุรกิจ

สำหรับผู้สนใจต้องการติดต่อธุรกิจ หรือเดินทางไปลิ้มรส ไปได้ที่ เลขที่ 115/13 ถนนประชาอุทิศ (ระหว่างซอย 43/1-45) แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (086) 383-8863, (084) 244-2646 หรือ http://www.facebook.com/rodtiew

“Mommylicious Juice” ตัวช่วยเพิ่ม “น้ำนมแม่” ออร์แกนิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0761150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“Mommylicious Juice” ตัวช่วยเพิ่ม “น้ำนมแม่” ออร์แกนิก

วัตถุดิบที่เจ้าของกิจการเลือกใช้เป็นออร์แกนิกทั้งหมด มีหัวปลี ขิง โป๊ยกั้ก ฟักทองบัตเตอร์นัท ควินัว (Quinoa) และเพื่อรสชาติที่ดียิ่งขึ้น มีส่วนผสมของมะนาว น้ำผึ้ง ลำไย ซึ่ง “Mommylicious Juice” มีด้วยกัน 5 สูตร สรรพคุณบำรุงน้ำนมแม่เหมือนกัน

ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า “น้ำนมแม่” คือ สุดยอดอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกและเด็กเล็ก ดังนั้น จึงมีการรณรงค์ให้ผู้หญิงเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนหลังคลอด แต่ทว่ามีคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่ไม่มี น้ำนม รวมถึงน้ำนมไม่พอ ดังนั้น ตัวช่วยกระตุ้นเลือดในอก จึงถือกำเนิดขึ้นมามากมายหลายวิธี

“Mommylicious Juice” คือ เครื่องดื่มโฮมเมดออร์แกนิก ทำจากสุดยอดสารอาหารที่จำเป็นต่อการบำรุงคุณแม่หลังคลอด มาอยู่ในรูปแบบที่ทานง่าย รสชาติดี อาทิ ขิง หัวปลี ฟักทองบัตเตอร์นัท ปฏิวัติการบำรุงแบบไทยๆ ให้ไม่น่ากลัวอีกต่อไป

วัตถุดิบออร์แกนิก 100%

ผ่านกรรมวิธีลับเฉพาะ

คุณรวินน์ธร ธาราพูนสวัสดิ์ หรือ คุณกราฟ เจ้าของเครื่องดื่มโฮมเมดเพิ่มน้ำนม “Mommylicious Juice” เล่าที่มาว่า กลุ่มเพื่อนผู้หญิงที่แต่งงานมีลูกมักประสบปัญหาน้ำนมไม่พอ น้ำนมไม่มี เลยเกิดไอเดียนำวัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีสรรพคุณช่วยเพิ่มน้ำนมมาแปรรูปเพื่อให้ทานง่าย เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีเวลาน้อยในการเตรียมอาหาร

สำหรับสารอาหารที่มีสรรพคุณช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมมีหลายชนิด แต่เพื่อให้มั่นใจและปลอดภัยว่าดีจริง หญิงสาวเลือกที่จะปรึกษาคุณหมอศูนย์สูติ-นรีเวช และศึกษาจากตำรายาไทย จนพบว่า หัวปลี ขิง ฟักทอง ใบกะเพรา เม็ดขนุน คือ สมุนไพรไทยบำรุงน้ำนมแม่ที่คนสมัยโบราณบอกต่อ จวบจนปัจจุบันก็ได้รับการยืนยันสรรพคุณจากแพทย์แล้ว

“แม่บางคนที่มีน้ำนมน้อย เมื่อกินอาหารฤทธิ์ร้อนจะทำให้น้ำนมเพิ่มขึ้น ซึ่งสมุนไพรที่มีรสร้อน เช่น ขิง ใบกะเพรา ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ปลีกล้วยก็เช่นกัน แต่ปัจจุบัน ปลีกล้วย ถูกนำมาปรุงอาหารน้อยลง ฉะนั้น มองว่าการนำมาแปรรูปให้กลายเป็นเครื่องดื่มน่าจะเป็นเรื่องดี”

หญิงสาวใช้เวลาเก็บข้อมูลเกือบ 4 เดือน พร้อมหุ้นส่วนอีก 2 คน คุณนิชานันท์ มั่งคั่ง และ คุณปาลระพีร์ ทองคำ คุณแม่ลูกอ่อนที่ประสบปัญหาน้ำนมไม่พอ เลยยิ่งเข้าใจหัวอกบรรดาแม่ๆ เป็นอย่างดี

เจาะตลาดแม่ยุคใหม่

เฟ้น 5 สูตร มัดใจ

สำหรับวัตถุดิบที่เจ้าของกิจการเลือกใช้เป็นออร์แกนิกทั้งหมด มีหัวปลี ขิง โป๊ยกั้ก ฟักทองบัตเตอร์นัท ควินัว (Quinoa) และเพื่อรสชาติที่ดียิ่งขึ้น มีส่วนผสมของมะนาว น้ำผึ้ง ลำไย ซึ่ง “Mommylicious Juice” มีด้วยกัน 5 สูตร สรรพคุณบำรุงน้ำนมแม่เหมือนกัน

สูตรที่ 1 น้ำขิงน้ำผึ้งมะนาว เปรี้ยวหวานชื่นใจ ดื่มง่าย สูตรที่ 2 น้ำขิงเข้มข้นรสเผ็ดร้อน ช่วยให้น้ำนมไหลดี สูตรที่ 3 น้ำหัวปลีเข้มข้นผสมน้ำลำไย สูตรที่ 4 น้ำหัวปลีโป๊ยกั้ก รสหวานเย็นสดชื่น และสูตรที่ 5 น้ำฟักทองบัตเตอร์นัทและควินัว ดื่มง่าย อิ่มท้อง

ในส่วนของกรรมวิธีการผลิต หลังจากผ่านกระบวนการลับเฉพาะ สกัดจนกลายเป็นเครื่องดื่มสูตรเข้มข้นเสมือนได้ทานหัวปลี ขิง ฟักทอง ในปริมาณมากๆ ไม่ใส่น้ำตาล ไม่มีสารกันบูด ผ่านการพาสเจอไรซ์ บรรจุลงขวดแก้ว ขนาดขวดละ 240 มิลลิลิตร

ด้านวิธีการทาน เจ้าของแนะนำว่า ควรบำรุงตั้งแต่อายุครรภ์ 30 สัปดาห์ หรือถ้าคลอดแล้วให้ทานวันละ 3 มื้อ เน้นช่วงท้องว่าง ก่อนปั๊มนม 1 ชั่วโมง ทานตอนร้อนจะได้ผลลัพธ์ที่ดี

ด้วยความเป็นน้องใหม่ในวงการ การเริ่มต้นของแบรนด์ “Mommylicious Juice” เจ้าของใช้วิธีแจกให้คนรอบข้าง คนมีชื่อเสียงได้ทดลองทาน 2 สัปดาห์ รวมถึงจำหน่ายผ่านอินสตาแกรมซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยาก เพราะวันแรกมีลูกค้าเพียง 2 คนเท่านั้น

ขยายกลุ่มลูกค้า

เจาะตลาดคนรักสุขภาพ

คุณกราฟ เล่าว่า วันแรกมีลูกค้า 2 คน หลังจากนั้น 3 สัปดาห์เริ่มมีลูกค้าบอกต่อ สินค้าขายดีขึ้น นอกจากนั้นยังไปออกบู๊ธตามโรงพยาบาล ให้ความรู้ด้านสรรพคุณทางโซเชียลมีเดีย เจาะกลุ่มลูกค้าคุณแม่โดยเฉพาะ กระแสการตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ จากช่วงแรกมีออร์เดอร์วันละ 50 ขวด ปัจจุบันผลิตวันละ 800 ขวด มีบริการจัดกระเช้าเยี่ยมด้วย

นอกจากบรรดาคุณแม่รุ่นใหม่มีกำลังซื้อสูงที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก อีกกลุ่มเป้าหมายถัดมาของ Mommylicious Juice คุณกราฟ เผยว่า เป็นกลุ่มคนรักสุขภาพที่ต้องการเครื่องดื่มโฮมเมดที่มีประโยชน์ รวมถึงต้องการคุมน้ำหนักหลังคลอด อาทิ น้ำขิง น้ำฟักทอง

สำหรับช่องทางจำหน่าย หญิงสาวใช้เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และส่งร้านค้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงให้ลูกค้าพรีออร์เดอร์สินค้าเข้ามา ทั้งนี้เพื่อความสดใหม่ จะทำส่งวันต่อวัน

ราคาจำหน่าย สูตรที่ 1 สูตรน้ำขิงน้ำผึ้งมะนาว ขวดละ 70 บาท สูตรที่ 2 น้ำขิงเข้มข้น ขวดละ 70 บาท สูตรที่ 3 น้ำหัวปลีเข้มข้น ขวดละ 70 บาท สูตรที่ 4 น้ำหัวปลีโป๊ยกั้ก ขวดละ 70 บาท สูตรที่ 5 น้ำฟักทองบัตเตอร์นัทและ ควินัว ขวดละ 95 บาท

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่เกี่ยวกับแม่และเด็กนั้น มีการเติบโตสูงต่อเนื่องทุกปีอยู่แล้ว ในปี 2558 ที่ผ่านมา ตลาดรวมธุรกิจนี้ ราว 3 หมื่นล้านบาท คุณแม่ยุคใหม่มักเลือกสรรสิ่งที่ดีมีคุณภาพให้แก่บุตรมากขึ้น ทำให้มีช่องว่างให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมากมาย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ โทรศัพท์ (096) 441-6450 หรือ http://www.facebook.com/mommylicious.juice

อิ่ม คุ้ม อร่อย ที่ “NETA FISH&MEAT” ร้านอาหารญี่ปุ่นบุฟเฟ่ต์ครบวงจร ของ “เตชินท์ จิรัฐชัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0764150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

อิ่ม คุ้ม อร่อย ที่ “NETA FISH&MEAT” ร้านอาหารญี่ปุ่นบุฟเฟ่ต์ครบวงจร ของ “เตชินท์ จิรัฐชัย”

ไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไรหากจุดเริ่มต้นทำด้วยใจที่มีความสุขก็ย่อมทำให้ธุรกิจนั้นประสบความสำเร็จไปเกินครึ่ง เช่นเดียวกับ “เตชินท์-จิรัฐชัย ชยุติ” ที่ตอนนี้กำลังถ่ายทำซีรีส์ “เจ้าเวหา ตอน พิชิตแดนใจ” ทางช่องทรูโฟร์ยู อดีตนักร้องวัยใสที่ช่วงนี้ขอพักวางไมค์มาลุยธุรกิจร้านอาหารญี่ปุ่นบุฟเฟ่ต์ “NETA FISH&MEAT” เดอะสตรีท รัชดาภิเษก โดยเจ้าของร้านอยากให้คนในเมืองได้รับประทานอาหารอร่อยและคุ้ม ความเด็ดอยู่ที่บุฟเฟ่ต์ครบวงจร ลูกค้ามานั่งสั่ง และได้รับประทานของอร่อยๆ

สดใหม่ วันต่อวัน

สำหรับชื่อร้าน “NETA” เป็นภาษาญี่ปุ่นแปลว่าท็อปปิ้งที่อยู่บนข้าวปั้น ไม่ว่าจะเป็นเนื้อและปลาแซลมอน ซึ่งที่นี่จะเป็นร้านบุฟเฟ่ต์อาหารญี่ปุ่นที่มี 100 กว่าเมนู สามารถเลือกได้ว่าจะรับประทานประเภทเนื้อหรือปลา หรือจะเลือกทั้ง 2 แบบ โดยเจ้าของร้านบอกกล่าวว่าเริ่มแรกทำร้านยอมรับว่าเครียด เพราะเป็นงานที่แตกต่างจากงานแสดงนั่นเอง

“ผมมาบริหารธุรกิจร้านอาหารยอมรับว่าเครียดครับ เพราะว่ามันเป็นงานที่ค่อนข้างแตกต่างกับงานร้องเพลง ผมต้องดูตั้งแต่เรื่องวัสดุการก่อสร้าง เรื่องพนักงาน เชฟ ทุกอย่างมีปัญหาที่ให้เราต้องค่อยๆ แก้ไปครับ ร้านนี้ผมเพิ่งเปิดมาได้ไม่นาน ปลายปีที่แล้ว ที่ผ่านมากระแสก็ค่อนข้างดีครับ โดยเฉพาะช่วงสิ้นปีที่คนมาเฉลิมฉลองปาร์ตี้กัน

ความยากอีกอย่างหนึ่งก็คือการสั่งสต๊อกสินค้าที่เป็นเนื้อสัตว์ ซึ่งผมจะปรึกษากับเชฟในการสั่งเนื้อสัตว์อยู่ตลอดเวลา ให้พอเหมาะกับปริมาณที่จำหน่ายในแต่ละวัน เพราะที่นี่จะไม่มีการสต๊อกของหลายวัน แต่จะสั่งวันต่อวันเท่านั้นครับ”

ความสุขมาจากลูกค้า

แม้จะบอกว่ามันยากในเรื่องของการทำงาน แต่สิ่งที่เจ้าของร้านได้กลับมาคือความสุขของลูกค้าที่ได้เห็นว่าเขาได้รับประทานอาหารดีและอร่อย ซึ่งเป็นเสน่ห์ของร้าน NETA FISH&MEAT รวมไปถึงบรรยากาศ และการบริการที่เจ้าตัวยืนยันว่ามันดีจริง

“ผมมีความสุขเวลาที่ลูกค้ามีความสุขครับ ได้เห็นลูกค้าทานของดีของอร่อย ผมว่านั่นคือเสน่ห์ของร้านอาหาร ก็เหมือนกับการร้องเพลง เวลาผมไปร้องเพลงแล้วผมสร้างความสุขให้กับคนได้นั่นก็คือความสุขเหมือนกัน ร้านก็เหมือนกันครับ ผมทำทุกอย่างให้คนที่มากินในร้านมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบรรยากาศในร้าน การบริการ รสชาติของอาหาร ทุกอย่างมันคือความสุข

สำหรับเรื่องการตกแต่งร้านกว่าจะกลายมาเป็นร้านสวยๆ บรรยากาศสไตล์ญี่ปุ่นแบบนี้ ผมคุมและดูการทำงานของช่างเอง รวมไปถึงการรื้อทำใหม่อยู่ 3 รอบด้วยกัน เพราะอยากให้ลูกค้าที่เข้ามาทานอาหารมีความรู้สึกเหมือนได้เข้ามาสัมผัสบรรยากาศของออนเซ็นที่ญี่ปุ่น จึงเน้นเรื่องบรรยากาศมากครับ”

จุดขาย อิ่มและคุ้มค่า

สำหรับเมนูอาหารนั้นด้วยความที่ร้าน NETA FISH&MEAT มีเมนูมากกว่า 100 เมนู ทั้งประเภทปลาและเนื้อ อาทิ แซลมอนซาซิมิ, แซลมอนแช่น้ำปลา, มิกิภูเขาไฟแซลมอน, ซูชิหลากหลายหน้า, เนื้อวากิวกระทะร้อน และประเภทปิ้งย่าง ยากิโทริ ฯลฯ จึงทำให้ตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าอาหารญี่ปุ่นได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าในวัยมหาวิทยาลัย

“ลูกค้าส่วนใหญ่ก็จะเป็นเด็กนักเรียน เด็กมหาวิทยาลัยนะ จนถึงวัยทำงานก็มีมาเรื่อยๆ เลยครับ ร้านเราจะเป็นร้านสำหรับครอบครัวด้วย บางคนมาคนเดียวก็มีนะแบบว่าเป็นคอแซลมอนจริงๆ พอได้มาทานก็ชื่นชมว่าร้านเราใช้ปลาสด เกรดพรีเมี่ยม คำชมตรงนี้ทำให้เรารู้สึกดีใจมากเลยครับ

เพราะความโดดเด่นของร้าน อยู่ตรงที่มีความหลากหลาย ลูกค้าได้ทานจนอิ่มและคุ้มค่ามากครับ การเลือกทานก็จะแบ่งเป็น 3 ประเภท

1. เมนู Fish ราคา 499+ ทานได้ 90 นาที 56 เมนู เป็นบุฟเฟ่ต์ปลาแซลมอน และอาหารทะเลตามฤดูกาล

2. เมนู Meat ราคา 499+ ทานได้ 90 นาที 50 เมนู เป็นบุฟเฟ่ต์เนื้อวากิว หมู ไก่ และอื่นๆ

3. เมนู Fish&Meat ราคา 599+ ทานได้ 100 นาที มี 101 เมนู เป็นบุฟเฟ่ต์ปลาแซลมอน ทะเล เนื้อวากิว หมู ไก่ และอื่นๆ

ส่วนเมนูอาหาร อาทิเช่น ซาซิมิแซลมอนสดๆ จากนอร์เวย์, แซลมอนแช่น้ำปลา, ซูชิหน้าแซลมอนเบิร์นไฟราดซอสไซเคียว, ซูชิแซลมอนท็อปด้วยชีส, ซูชิกุ้งลาวา, ซูชิเนื้อวากิว, ซูชิหมูย่างสไปซี่, เนื้อวากิวกระทะร้อน, ชาบู-ชาบู, สุกียากี้, ท้องแซลมอนยากิโทริ และอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งหมด 101 เมนู ลูกค้าสามารถสั่งทานได้ไม่อั้น!! นอกจากนี้ ทางร้านยังมีบริการของหวาน ทานได้ไม่อั้น! ส่วน SPICY WAGYU SUSHI ซูชิเนื้อวากิวสไลซ์เบิร์นไฟอ่อนๆ ราดซอสสไปซี่ คือเด็ดมากจริงๆ มาอร่อยกันได้แบบไม่อั้นที่ NETA FISH&MEAT รับรองครับว่าคุ้มจริงๆ ซึ่งมันเป็นความตั้งใจของผมที่จะส่งต่อให้ลูกค้าอยู่แล้วครับ”

สร้างแบรนด์ให้แข็งแรงก่อนขยายสาขา

สำหรับแนวทางการสร้างแบรนด์ NETA FISH&MEAT ให้เป็นที่รู้จักนั้น เจ้าของร้านมองว่า ด้วยความที่เป็นร้านอาหารน้องใหม่ก็ต้องมีความขยันและอดทน สร้างพื้นฐานของร้านนี้ให้แข็งแกร่งก่อนที่จะคิดขยายสาขา เพราะถ้าสาขาแรกมั่นคง การต่อยอดไปอีกหลายสาขาก็เป็นเรื่องที่ไม่ยาก

“การที่ผมเป็นบุคคลที่มีชื่อเสียง ส่วนหนึ่งก็ช่วยให้ร้านเป็นที่รู้จักได้ครับ แต่อาจจะไม่ใช่แค่ผมคนเดียว อย่างพี่ๆ น้องๆ ในวงการที่มาอุดหนุนที่ร้านเขาก็โพสต์ให้ หลายคนก็มีส่วนช่วยได้เป็นอย่างมากครับ และผมตั้งใจจะทำร้านนี้ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น ทำให้ลูกค้าทุกคนมีความสุข ส่วนเรื่องขยายสาขา มองว่าเป็นเรื่องของอนาคต แต่ผมได้มีการพูดคุยกับทางเดอะสตรีทว่าเมื่อไหร่ที่มีการขยายสาขา ทางร้านก็จะขยายตามด้วย”

ใครอยากลองเมนูเด็ดๆ แนะนำตามติดได้ที่ IG: netafishandmeat หรือสำรองที่นั่ง โทรศัพท์ (02) 121-1992 ชั้น 4 เดอะสตรีท รัชดาภิเษก (โรบินสันเก่า) เจ้าของร้านการันตี มาร้านเดียว อิ่ม คุ้ม อร่อย

ของชำร่วยทำมือ จากไม้มงคล + วัสดุธรรมชาติ เก๋ แอนด์ กรีน แถมขายดิบขายดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07014010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ของดี…ทั่วไทย

พารนี

ของชำร่วยทำมือ จากไม้มงคล + วัสดุธรรมชาติ เก๋ แอนด์ กรีน แถมขายดิบขายดี

“…ผลตอบรับดีขึ้นตามลำดับ ออร์เดอร์มีต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน บางรายสั่งไปถึง 1,000 ชิ้น หลายรายอยากเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่าย”

ของชำร่วย ของที่ระลึกในงานมงคล โดยเฉพาะงานแต่ง เจ้าภาพร้อยทั้งร้อย เป็นต้องพิถีพิถันกับตัวแทนความรักของบ่าว-สาว

เรียกได้ว่า กว่าจะตัดสินใจเลือกใช้วัตถุแบบไหน มามอบแด่แขกเหรื่อที่เชื้อเชิญมานั้น ต้องเฟ้นแล้วเฟ้นอีกกันแบบสุดๆ เลยทีเดียว

……………

Love Ozone (เลิฟ โอโซน) ของชำร่วยทำมือจากต้นไม้มงคลและวัสดุธรรมชาติ ของขายดีมีความกิ๊บเก๋สไตล์รักษ์ธรรมชาติ รายนี้ อาจเป็นที่ถูกอกถูกใจของใครหลายคนซึ่งกำลังมองหาของชำร่วยแบบไม่ซ้ำใคร มีแหล่งผลิตอยู่ที่จังหวัดชลบุรี เป็นผลงานของสาวบัญชี จากรั้วพ่อขุน วัย 31 ปี นามว่า คุณศุ-ศุพิดา ชัยประเศียร

ย้อนความเป็นมาให้ฟัง ก่อนหน้านี้เป็นพนักงานบริษัท หลังจากแต่งงานได้ 3 ปี มีพยานรัก จึงลาออกมาอยู่บ้านเลี้ยงลูก และทำอาชีพขายเครื่องสำอางทางออนไลน์ แต่มีคนทำกันเยอะ เลยมองหาสินค้าอื่น

ก่อนถามตัวเองว่าชอบอยู่กับอะไร ได้คำตอบกลับมาว่า “ต้นไม้”

จึงถามไถ่ญาติที่ทำธุรกิจขายต้นไม้อยู่ก่อนหน้าซึ่งไม่ได้ปลูกเอง แต่ใช้วิธี “รับมา-ขายไป”

โดยขอให้ช่วยซื้อต้นไม้มงคลขนาดเล็ก เช่น ช้อนเงิน ช้อนทอง ออมเงิน ออมทอง ออมเพชร ออมนาค ออมมณี เฟิร์นข้าหลวง ฯลฯ มาเผื่อด้วย ตอนที่ไปรับต้นไม้มาจากแหล่งขายส่ง อย่าง ตลาดนัดจตุจักร หรือรังสิต-นครนายก คลอง 15

ขณะที่เธอจะมองหาภาชนะใส่ต้นไม้ที่สั่งมา เน้นไปที่วัสดุจากธรรมชาติ อย่าง ไม้ไผ่ เนื่องจากจังหวัดชลบุรี มีข้าวหลามในกระบอกไม้ไผ่ เป็นสินค้าขึ้นชื่อด้วย รวมถึงกระสอบ ถุงกระดาษรักษ์โลก กระถางทำจากกาบมะพร้าว ฯลฯ ซึ่งแหล่งซื้อส่วนใหญ่ ได้มาจากทางเว็บไซต์ขายสินค้าเกษตรแนวใหม่

เมื่อมีต้นไม้และภาชนะทำจากวัสดุธรรมชาติแล้ว คุณศุจึงใช้ไอเดียและฝีมือในแบบของเธอ ประดิษฐ์งานของชำร่วย ออกมาให้ดูดีสะดุดตาแก่ผู้พบเห็น ก่อนถ่ายรูปนำไปอัพเฟซของตัวเอง ปรากฏมีคนสนใจกันมาก

กระทั่งไม่นานมานี้ ตัดสินใจเปิดเพจค้าขายออนไลน์ให้เป็นเรื่องเป็นราว ใช้ชื่อว่า “ของชำร่วยทำมือจากต้นไม้มงคลและวัสดุธรรมชาติ Love Ozone” ซึ่งผลตอบรับดีขึ้นตามลำดับ ออร์เดอร์มีต่อเนื่องนานกว่า 6 เดือน บางรายสั่งไปถึง 1,000 ชิ้น หลายรายอยากเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่าย แต่ไม่สามารถเปิดรับได้ เนื่องจากมีแรงงานเป็นสมาชิกในครอบครัวไม่กี่คน เกรงว่าจะทำส่งให้ไม่ทัน

ถามถึงขั้นตอนการสั่งสินค้า คุณศุ แจง ต้องสั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 15 วัน ออร์เดอร์ขั้นต่ำ 100 ชิ้นขึ้นไป ส่วนรูปแบบว่าจะใช้ต้นไม้ชนิดไหน-ภาชนะแบบใดนั้น ลูกค้าสามารถบอกความต้องการมาได้

จากนั้นจึงมีการคิดคำนวณราคากัน ซึ่งส่วนใหญ่เริ่มต้นที่ชิ้นละ 30-35 บาท ถ้าสั่งจำนวนมากราคาจะถูกลง ก่อนลงมือทำขอมัดจำล่วงหน้า 30 เปอร์เซ็นต์

ส่วนฐานลูกค้าที่สั่งซื้อมาก่อนหน้านี้ โดยมากมาจากจังหวัดทางภาคอีสาน อย่าง หนองคาย อุดรธานี มุกดาหาร คนไทยในประเทศลาว ก็เคยสั่งเข้ามา ส่วนลูกค้าทางภาคใต้ มีบ้างประปราย

คุณศุ บอกต่อเกี่ยวกับการจัดส่งสินค้านั้นว่า จะใช้บริการระบบขนส่งทางรถทัวร์และรถตู้ เป็นหลัก โดยลูกค้าจะเป็นผู้มารับที่ท่ารถตามนัดหมายกัน ซึ่งในการบรรจุสินค้าทุกชิ้น จะมีการใช้ความระมัดระวังอย่างดี เพื่อป้องกันความเสียหาย ที่ผ่านมาลูกค้าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์พึงพอใจดี

กระซิบถามถึงผลตอบแทนในธุรกิจนี้ คุณศุ เผย กำไรไม่ต่ำกว่าครึ่ง ยิ่งถ้าได้ออร์เดอร์มากขึ้น อย่าง 500 ชิ้นขึ้นไป กำไรจะอยู่ที่ 60 เปอร์เซ็นต์

และบอกต่อถึงความตั้งใจด้วยว่า ในอนาคตคิดจะเพาะพันธุ์ต้นไม้เอง ทำแบบเกษตรแนวใหม่ ปลูกพืชที่ไม่ต้องใช้ดินมาก ตอนนี้อยู่ระหว่างหาที่ดินและศึกษาธรรมชาติของต้นไม้แต่ละชนิดไปพลางก่อน

“ธุรกิจนี้ทำแล้วมีความสุข แม้คู่แข่งมีเยอะ แต่เราสามารถหาจุดเด่น คิดไอเดียออกมาใหม่ ทำให้แตกต่างได้ เชื่อว่าตลาดไม่มีวันเต็ม ตราบใดที่มีงานแต่งงาน งานขึ้นบ้านใหม่ และงานแสดงความยินดีต่างๆ ไม่มีวันดับ และถึงอย่างไร คนเราต้องอยู่คู่กับต้นไม้อีกนาน” คุณศุ ฝากไว้อย่างนั้น

……………

สนใจอยากอุดหนุน ของชำร่วยสไตล์เก๋แอนด์กรีน สอบถามเพิ่มเติมที่ คุณศุ โทรศัพท์ (090) 985-6296 หรือ Facebook/ของชำร่วยทำมือจากต้นไม้มงคลและวัสดุธรรมชาติ Love Ozone

ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน…ก็ทำธุรกิจได้ครับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

คลินิกค้ำประกัน

โดย มิสเตอร์ บสย.

ไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน…ก็ทำธุรกิจได้ครับ

ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ผมและทีมงานได้มีโอกาสไปเยี่ยมเยือนกิจการของลูกค้าหลายกิจการเลยครับ แต่ละรายล้วนแต่เป็นกิจการที่น่าทึ่งทั้งนั้น ทำให้คิดว่านี่คือข้อเท็จจริงในมุมของผู้ประกอบการว่า การทำธุรกิจไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ เมื่อธุรกิจกำลังไปได้สวยและเริ่มจะติดลมบน ถ้าได้แรงหนุน ส่งเสริม และผลักดัน รับรองว่าไปโลดแน่นอนครับ ทำให้ผมนึกถึงหลายๆ หน่วยงานที่มีส่วนส่งเสริม เกื้อหนุน โอบอุ้ม และนำพา ให้กิจการเหล่านี้ไปถึงฝั่งฝันได้จริงครับ

ลูกค้าส่วนใหญ่ของผมเป็นกลุ่มที่มีพลังขับเคลื่อน มีศักยภาพสูง สินค้าดี มีนวัตกรรม แต่การที่จะก้าวไปแต่ละขั้นนั้น บางรายก็ยากเย็นแสนเข็ญ ดีที่ว่าได้รับการช่วยเหลือ ส่งเสริม และการสนับสนุนทางการเงิน เป็นผู้สร้างแรงใจในการทำธุรกิจ แต่ในบางรายหนักกว่านั้นคือ อยากต่อยอดขยายธุรกิจ อยากได้ทุนเพิ่ม แต่หลักทรัพย์มีจำกัด หรือไม่เพียงพอกับการใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ครับ

ผมว่า เรื่องการขาดหลักทรัพย์ค้ำประกัน เป็นเรื่องสำคัญของการทำธุรกิจในยุคนี้จริงๆ ครับ ผมเจอลูกค้า 2-3 ราย ได้พูดคุยเรื่องการพัฒนาธุรกิจของหลายๆ ราย ทุกรายพูดตรงกันครับว่า กำลังไปได้สวยครับ ถ้าไม่มีหน่วยงานด้านค้ำประกันมาช่วย ธุรกิจคงไปไม่ถึงฝัน หน่วยงานค้ำประกันมีบทบาทสำคัญจริงๆ ครับ!

เจ้าของกิจการคนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง สร้างแบรนด์น้ำเต้าหู้ “โทฟุซัง” ที่กำลังดังเปรี้ยงวางเรียงรายอยู่บนเชลฟ์ในซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ เล่าให้ฟังว่า ธุรกิจน้ำเต้าหู้แบรนด์นี้ เกิดจากทุนส่วนตัว ที่เป็น “เงินเก็บ” และใช้เงินเก็บนี้เป็นทุนตั้งต้นของการดำเนินธุรกิจ จำนวน 800,000 บาท

ผลจากความมุ่งมั่น และการทำธุรกิจที่คิดต่าง มีคอนเซ็ปต์ และจุดขายสินค้าที่ชัดเจน และการลองผิดลองถูกมาหลายครั้ง ไม่นาน น้ำเต้าหู้โทฟุซัง ก็เริ่มเป็นที่พูดถึงในหมู่ผู้บริโภคที่รักสุขภาพ และเป็นคนทันสมัย จากนั้นก็ได้รับการตอบรับจากค้าปลีก โมเดิร์นเทรด ให้ส่งสินค้าเข้าไปจำหน่าย

ธุรกิจเริ่มเติบใหญ่ ต้องการเงินทุนเพิ่ม สินค้าดีมีศักยภาพ และช่องทางจำหน่ายที่เข้าถึงผู้บริโภคทั่วถึง ทำให้ต้องหาแหล่งเงินทุนเพื่อต่อยอด ขยายธุรกิจ แต่ปัญหาคือ หลักทรัพย์ที่จะใช้ค้ำประกันไม่เพียงพอ

“ผมเริ่มธุรกิจจากเงินเก็บซึ่งมีจำนวนหนึ่ง พอธุรกิจเริ่มขยายต้องการเงินทุนเพิ่ม ผมวิ่งหาธนาคาร ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะธนาคารก็ต้องป้องกันความเสี่ยง โดยเฉพาะเรื่องหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่เริ่มทำธุรกิจและมาเจอหน่วยงานที่ทำหน้าที่ “ค้ำประกัน”

ตอนนี้ผมแฮปปี้ครับ รัฐบาลและธนาคารให้ความช่วยเหลือ ผมได้เงินทุนเพื่อขยายธุรกิจ มีหน่วยงานรัฐให้ความช่วยเหลือ รัฐบาลก็ออกมาตรการที่จะให้การส่งเสริมและช่วยเหลือเต็มที่ ที่สำคัญคือ ธุรกิจเล็กๆ ของผม ยังมีหน่วยงานสนับสนุนทำหน้าที่เป็นนายประกัน ค้ำประกันให้ธุรกิจของผมอีกด้วยครับ

แหม…ผมฟังแล้ว อดตื้นตันใจไม่ได้ครับ ที่หน่วยงานรัฐและธนาคารได้ให้โอกาสที่ดีด้านเงินทุน มาช่วยให้ น้ำเต้าหู้โทฟุซัง ไปไกลไปโลด หลังจากที่ผมโพสต์เรื่องราวของน้ำเต้าหู้โทฟุซัง มีสื่อตามมาให้กำลังใจอีกเพียบเลยครับ เอาเป็นว่า โอกาสหน้าผมจะนำเรื่องราวอันน่าอัศจรรย์ของผู้ประกอบการมาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ…สวัสดีครับ

เจ้าเดียวในโลก บ้านพลาสติกเสริมเหล็ก นวัตกรรมสิ่งก่อสร้าง โดยวิศวกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

เรื่องจากปก

ดวงกมล

เจ้าเดียวในโลก บ้านพลาสติกเสริมเหล็ก นวัตกรรมสิ่งก่อสร้าง โดยวิศวกรไทย

พลาสติกที่ใช้ เป็นพลาสติกรีไซเคิล 50 เปอร์เซ็นต์ ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม อีก 50 เปอร์เซ็นต์ ผลิตจากเม็ดพลาสติก Poly Propylene จะไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมี ปลอดสารพิษ มีความคงทน แข็งแรง ง่ายต่อการตัดและดัดเป็นรูปแบบต่างๆ ขึ้นรูปเป็นแผ่น ความหนา 2 ชั้น ด้านในมีแผ่นฉนวนกันความร้อน ขณะที่ด้านนอกเป็นพลาสติกเสริมโครงเหล็กชุบกัลวาไนซ์กันปลวก กันสนิม อายุการใช้งาน 10-20 ปี

สร้างปรากฏการณ์ให้วงการก่อสร้างไทย ด้วยสิ่งปลูกสร้างที่ง่าย สะดวก รวดเร็ว ใช้เวลาเพียง 1 วัน ก็เข้าอยู่อาศัยได้เลย เพราะทำจากพลาสติกเสริมเหล็ก มีให้เลือกหลากหลายรูปแบบ ทั้งบ้านพัก สำนักงานเคลื่อนที่ ร้านค้า ป้อมยาม ห้องน้ำ ฯลฯ ไอเดียล้ำๆ เป็นฝีมือของคนไทยจดอนุสิทธิบัตรแล้ว นับเป็นเจ้าเดียวในโลกโดยวิศวกรไทย เจ้าของธุรกิจคือ “นุชนี อารมณ์สวะ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีทีบี อินดัสตรี จำกัด

ต่อยอดกิจการพลาสติก

บ้านพลาสติกเสริมเหล็ก

คุณนุชนี กล่าวว่า บริษัท บีทีบี อินดัสตรี จำกัด ก่อตั้งปี 2538 ดำเนินธุรกิจประเภทพลาสติก สินค้าหลักคือ พาเลทพลาสติก และพาเลทพลาสติกเสริมโลหะ หรือแผ่นรองสินค้า ป้อนให้บริษัทชั้นนำทั่วไป เช่น บริษัทคลังน้ำมันขนาดใหญ่ บริษัท พี แอนด์ จี เอสบี เฟอร์นิเจอร์ บริษัท ดัชมิลล์ บริษัทเครือเอสซีจี โฮมโปร ช่วงปี 2542 แตกไลน์สินค้าผลิตเป็น เฟอร์นิเจอร์พลาสติก เช่น โต๊ะ เก้าอี้ ชุดสนามเด็กเล่น ถังขยะ กระถางต้นไม้ ตู้เก็บขยะ ตู้รองเท้า ศาลา ป้อมยาม ห้องสุขา สำนักงานเคลื่อนที่ ล่าสุดปี 2559 เพิ่มไอเดียล้ำๆ ทำบ้านพลาสติกเสริมเหล็กเข้าอยู่ได้จริง ต่อเติมเพิ่มได้ด้วย หวังตอบโจทย์คนที่อยากมีบ้าน ในงบไม่เกินแสน

สำหรับที่มาของบ้านพลาสติก คุณนุชนีเผยว่า เกิดจากการต่อยอดธุรกิจพลาสติกในรูปแบบของที่อยู่อาศัย เพราะที่ผ่านมาเห็นว่ามีการนำเข้าในรูปของบ้านเด็กเล่น ห้องสำหรับเก็บอุปกรณ์ ล้วนนำเข้ามาจากต่างประเทศ ขายในราคาแพง จึงคิดว่าทางโรงงานน่าจะขึ้นรูปเฟอร์นิเจอร์ รวมถึงบ้านได้ในราคาที่ย่อมเยาและแข็งแรงกว่าได้

“ดิฉันอยู่ในวงการพลาสติกมานาน 20 กว่าปี มีความเชี่ยวชาญมากในด้านการผลิตพาเลทพลาสติกเสริมเหล็กอยู่แล้ว ซึ่งที่ผ่านมา สินค้าได้การยอมรับจากหลายหน่วยงานมาตลอด จึงใช้เวลาคิดค้นร่วมกับสามีที่เป็นวิศวกร ประมาณ 2 ปี ผลิตบ้านพลาสติกสำเร็จรูปเสริมเหล็ก สามารถถอดประกอบได้ เคลื่อนย้ายสะดวก ภายใต้แบรนด์ BTB ซึ่งทางโรงงานมีอะไหล่ทุกชิ้นสำหรับการซ่อมแซม”

สำหรับคุณสมบัติและความโดดเด่นบ้านพลาสติกเสริมเหล็ก ของบริษัท บีทีบี ให้ความรู้สึกคล้ายไม้ มีลวดลายในตัว ทนแดด ทนฝน สีไม่ซีดเพราะทางโรงงานจะมีการผสมสีลงในเนื้อพลาสติก ทำให้สีไม่หลุดลอกง่าย ไม่ต้องกังวลเรื่องมอด ปลวก สามารถถอดประกอบได้ เคลื่อนย้ายสะดวก

พลาสติกที่ใช้ เป็นพลาสติกรีไซเคิล 50 เปอร์เซ็นต์ ช่วยเรื่องสิ่งแวดล้อม อีก 50 เปอร์เซ็นต์ ผลิตจากเม็ดพลาสติก Poly Propylene จะไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมี ปลอดสารพิษ มีความคงทน แข็งแรง ง่ายต่อการตัดและดัดเป็นรูปแบบต่างๆ ขึ้นรูปเป็นแผ่น ความหนา 2 ชั้น ด้านในมีแผ่นฉนวนกันความร้อน ขณะที่ด้านนอกเป็นพลาสติกเสริมโครงเหล็กชุบกัลวาไนซ์กันปลวก กันสนิม อายุการใช้งาน 10-20 ปี

มีบ้านอยู่ได้

ในราคาไม่ถึงแสน

บ้านพลาสติกเสริมเหล็กดังกล่าว เป็นน็อกดาวน์ ขั้นตอนทางโรงงานจะขึ้นรูปผนังด้วยการฉีดพลาสติกลงแม่พิมพ์ เป็นแผ่นๆ จากนั้นนำมาประกอบตามแบบ ขนย้ายสะดวก รองรับน้ำหนักได้ตารางเมตรละ 100 กิโลกรัม ราคาไม่แพง เริ่มต้น ออฟฟิศชั้นเดียว ขนาด 2.6X2.6×2.8 เมตร ประตูพลาสติก 1 หน้าต่างกระจกบานเลื่อน 3 บาน แถมติดปลั๊กไฟภายใน 1 จุด กันสาด 1 ชุด ราคา 74,000 บาท รับประกัน 1 ปี กรณีเป็นออฟฟิศ 2 ชั้น แถมบันไดทางขึ้นฟรี

ส่วนบ้านพักชั้นเดียว ขนาด 2.6X2.6×2.8 เมตร ประตูพลาสติก 1 หน้าต่างกระจกบานเลื่อน 2 บาน แถมติดปลั๊กไฟภายใน 1 จุด กันสาด 1 ชุด ราคา 64,000 บาท รับประกัน 1 ปี ส่วนบ้าน 2 ชั้น ขนาด 5.2×3.9×5.5 เมตร ประตูพลาสติก 2 บาน หน้าต่างกระจกบานเลื่อน 8 บาน แถมติดปลั๊กไฟภายใน 1 จุด กันสาด 1 ชุด ราคา 446,000 บาท

ที่ผ่านมา คุณนุชนีทดลองจำหน่ายบ้านพลาสติกเสริมเหล็กไปแล้วประมาณ 500 หลัง เช่น รีสอร์ตที่จังหวัดกาญจนบุรี ซื้อบ้านพลาสติกนำไปทำเป็นบ้านแพลอยน้ำหลากสีสัน ห้องน้ำเคลื่อนที่ บ้านพักคนงานไซต์งานก่อสร้าง ออฟฟิศชั้นเดียว หรือนำไปทำเป็นกุฏิพระที่สำนักปฏิบัติธรรมก็มีแล้ว

มีคำแนะนำในการวางบ้านพลาสติก ไม่ควรวางติดพื้นดิน ควรมีคานปูนรอง เพื่อสะดวกในการทำความสะอาด เพื่อให้ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ควรวางบนพื้นที่ราบเรียบเสมอกัน

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ของ BTB ไม่เพียงแต่จะทำบ้านสำเร็จรูปเท่านั้น ยังพัฒนาเป็นบ้าน 2 ชั้นพร้อมห้องน้ำในตัว ป้อมยาม ศาลา ร้านค้า สำนักงาน หรืออื่นๆ ตามที่ลูกค้าต้องการ โดยสามารถมาร่วมออกแบบด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นแบบภายใน-ภายนอก หรือแม้กระทั่งสีสันก็รังสรรค์ได้ หากต้องการแบบใหม่จะใช้เวลาในการขึ้นรูป 15 วัน ถ้าต้องการแบบที่มีอยู่แล้วก็ใช้เวลาเพียง 2-3 วัน ในการขนย้ายและติดตั้ง

ต่างชาติสนใจ

แตกไลน์ขายแฟรนไชส์

สำหรับนวัตกรรมดังกล่าว กรรมการผู้จัดการ ระบุว่า เหมาะกับคนที่มีงบประมาณไม่ถึงแสน พื้นที่จำกัด แต่ต้องการสิ่งปลูกสร้างที่สามารถใช้งานได้จริง ไม่หวั่นใครจะมองว่าเป็นพลาสติก เพราะทุกวันนี้วัสดุดังกล่าวได้การยอมรับมากขึ้น ทั้งคุณภาพ ความสวยงาม ปลอดภัยไม่ติดไฟง่ายด้วย

เกือบ 2 ปีที่คนเริ่มรู้จักบ้านพลาสติกเสริมเหล็ก เจ้าของกิจการ บอกว่า ที่ผ่านมา ไม่เคยประชาสัมพันธ์ อาศัยลูกค้าบอกต่อ ปากต่อปาก ทว่าปลายปี 2558 มองว่าประเทศไทยเปิด AEC น่าจะเป็นโอกาสดีเลยบุกตลาดมากขึ้น เริ่มจะประชาสัมพันธ์มากขึ้น ผ่านโชว์รูม 3 แห่ง มีที่บางบัวทอง ตลิ่งชัน พุทธมณฑลสาย 1 ไทยวัสดุศาลายา

“ดิฉันมองว่าหลังจากที่ไทยเปิดการค้าเสรี จะมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาหลายรูปแบบ เช่น อาจจะเข้ามารับเหมาก่อสร้าง ซึ่งบ้านพักคนงานก็เป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือเข้ามาค้าขาย สำนักงานก็เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน”

นอกจากลูกค้าในประเทศ ยังมีต่างชาติให้ความสนใจไม่น้อย ส่งผลถึงกำลังผลิตต่อเดือนอยู่ที่ 90-100 หลัง แบบที่ขายดีคือ บ้านขนาดเล็ก 2.6×2.6×5.8 เมตร และ 2.6×3.9×2.8 เมตร

ในอนาคตอันใกล้ ทางบริษัทจะเพิ่มงานดีไซน์เกี่ยวกับพลาสติกให้มากขึ้น เป็นลักษณะพรีเมี่ยม ตกแต่งมีเฟอร์นิเจอร์พร้อมเข้าอยู่ได้เลย

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต ทางบริษัทยังเปิดโอกาสให้ผู้ว่างงานมีรายได้ ด้วยการเริ่มต้นเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าพลาสติกของบริษัทใช้เงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 2,000 บาท จะได้สินค้าไปตั้งจำหน่าย ได้แก่ ตู้ใส่รองเท้า ถังขยะ โต๊ะม้านั่ง ซึ่งล้วนเป็นสินค้าที่ยังไม่เคยมีวางจำหน่ายที่ใดมาก่อน หรือสมัครเป็นแฟรนไชส์ได้ ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 90,000 บาทเท่านั้น โดยรับสมัครทั่วประเทศ หรือใครสนใจจะเป็นตัวแทนจำหน่ายในแต่ละภูมิภาค ทางบริษัทก็ยินดี

สนใจชมสินค้าแบรนด์ BTB ได้ที่โชว์รูมทั้ง 3 แห่ง ได้แก่ 1. สาขา ถนนบางบัวทอง-ไทรน้อย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี (ติดโครงการเอื้ออาทร 2) 2. สาขาสี่แยกบรมราชชนนี ตัดพุทธมณฑลสาย 1 และ 3. สาขาศาลายา หรือโทรศัพท์สอบถามที่ (081) 100-1853, (081) 484-8999, (02) 922-7229 เว็บไซต์ http://www.btb1988.com

“ดอยช้าง” กาแฟคุณภาพระดับโลก ผลิตผลของ “ชุมชนกาแฟ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ช่องทางสร้างอาชีพ

อันติกา

“ดอยช้าง” กาแฟคุณภาพระดับโลก ผลิตผลของ “ชุมชนกาแฟ”

“คนส่วนใหญ่มองดอยช้างว่าคือแบรนด์กาแฟ แต่ที่จริงแล้ว เราคือ ชุมชนกาแฟ นี่คือจุดมุ่งหมาย และยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป”

“ธุรกิจ” คือการลงทุนและให้ผลตอบแทนด้านตัวเงิน แต่ทว่าจุดเริ่มต้นของ “ดอยช้าง” (DOI CHAANG) เงิน กลับไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริง แต่ต้องการสร้าง “ชุมชนกาแฟ” สร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีให้กับชาวไทยภูเขาที่อาศัยอยู่

จนมาถึงวันนี้ เจตนารมณ์ของเขาเป็นจริง ความมุ่งมั่นนำมาสู่ความสำเร็จ คนในชุมชนได้รับโอกาสและคุณภาพชีวิตอันดี สามารถเชิดหน้าชูตาได้อย่างสง่างาม เพราะกาแฟภายใต้แบรนด์ดอยช้าง กลายเป็นกาแฟไทยในแผนที่โลก

สร้างชุมชนกาแฟ

ดูแลคนในชุมชน

จากพื้นที่ดั้งเดิมของหมู่บ้านดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เต็มไปด้วยฝิ่น พืชผิดกฎหมาย แต่ด้วยพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแนวคิด พร้อมพระราชทานสายพันธุ์กาแฟดีมาให้ปลูกทดแทน พื้นที่แห่งนี้ก็เปลี่ยนไป แต่ด้วยเพราะผู้ปลูกเป็นชาวไทยภูเขา จึงถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ซื้อเมล็ดกาแฟกดราคาต่ำ คุณปณชัย พิสัยเลิศ หรือ อาเดล ในฐานะผู้ใหญ่บ้าน (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด) ผู้เห็นถึงปัญหาและต้องการแก้ไข จึงได้ปรึกษาหารือกับ คุณวิชา พรหมยงค์ หรือ อาบ๊อ (ต่อมาดำรงตำแหน่ง ประธานบริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด) และ คุณพิษณุชัย แก้วพิชัย (ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง ประธานที่ปรึกษา บริษัท ดอยช้าง คอฟฟี่ ออริจินอล จำกัด) จึงนำมาสู่การสร้างแบรนด์ ดอยช้าง

“อาเดลในฐานะผู้ใหญ่บ้าน ต้องการช่วยคนในชุมชน ทำอย่างไรให้ราคากาแฟได้รับการดูแล จึงไปปรึกษากับคุณวิชา และคุณวิชาก็มาปรึกษาผม เราใช้เวลาคุยกันหลายเดือน เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือคนในชุมชนกว่า 1,000 ครอบครัว หรือเกือบๆ 10,000 คน กระทั่งสร้างธุรกิจขึ้นมา รับซื้อกาแฟจากผู้ปลูกโดยประกันราคารับซื้อ ปัจจุบัน ราคาวัตถุดิบ 20 บาท ต่อกิโลกรัม” คุณพิษณุชัย เริ่มเกริ่นเรื่องราว

แม้วันนี้ คุณวิชาจะจากไปราว 2 ปีแล้ว แต่ถือเป็นผู้บุกเบิกและสร้างแบรนด์ดอยช้างให้ผงาดขึ้นมา ซึ่งคุณปณชัย เล่าว่า พื้นที่แห่งนี้มีชาวไทยภูเขาอยู่ 3 ชนเผ่าคือ อาข่า ลีซู และจีนฮ่อ ซึ่งแต่ก่อนปลูกฝิ่น แต่ต่อมาปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้า ซึ่งพื้นที่แห่งนี้ถือว่าเหมาะ แต่เพราะผู้ปลูกคือชาวไทยภูเขา ไม่มีเอกสารทางราชการใดๆ รับรอง จึงถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้รับซื้อ ด้วยราคารับซื้อกิโลกรัมละ 10-12 บาท เท่านั้น

นี่จึงเป็นจุดประกายให้ทั้ง 3 ผู้ก่อตั้ง ร่วมกันเปิดธุรกิจ เพื่อรับซื้อวัตถุดิบจากชาวบ้านในราคายุติธรรม พร้อมๆ กับการสร้างคุณภาพชีวิต คุณภาพสังคม และสิ่งแวดล้อม

“คนส่วนใหญ่มองดอยช้างว่าคือแบรนด์กาแฟ แต่ที่จริงแล้ว เราคือ ชุมชนกาแฟ นี่คือจุดมุ่งหมาย และยังคงเป็นเช่นนั้นตลอดไป”

ขายกาแฟเกรดดี

ดูที่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ

ด้วยเพราะคุณพิษณุชัยมีความรู้ด้านทำตลาดไวน์ระดับพรีเมี่ยมมาก่อน จึงมองว่า กาแฟก็น่าจะทำตามกระบวนการนี้ได้ โดยศึกษาตั้งแต่ต้นน้ำ คือ สายพันธุ์ พื้นที่ปลูก คุณภาพดิน สภาพอากาศ ซึ่งมีความเหมาะสม แต่กาแฟสายพันธุ์อาราบิก้า ต้องอาศัยร่มเงาของป่า ซึ่งขณะนั้นถูกทำลายไปมาก จึงส่งเสริมให้หันมาปลูกไม้คลุมดิน อย่าง สะตอ มะคาเดเมีย ที่ให้ผลผลิตอีกทางหนึ่ง นอกจากจะได้เงินหล่อเลี้ยงครอบครัวแล้ว ยังได้ผืนป่ากลับคืนมาอีกครั้ง”

บัดนี้พื้นที่นับหมื่นไร่กลายเป็นพื้นที่ปลูกกาแฟคุณภาพพรีเมี่ยม “ตอนนั้นมองว่าถ้าทำธุรกิจกาแฟต้องทำพรีเมี่ยม แต่ว่าคนไทยสมัยนั้นวัฒนธรรมการดื่มกาแฟอาจไม่เท่าคนสมัยนี้ หรืออย่างในกลุ่มผู้ดื่มกาแฟพรีเมี่ยมก็มองว่าต้องแบรนด์ดี และไปตามโรงแรมต่างๆ ฉะนั้น ถ้าจะทำตลาดคนไทยจึงยังคงเป็นเรื่องยาก เราจึงมองว่า อย่างนั้นทำให้ต่างชาติยอมรับก่อน แต่สำคัญคือเราต้องสร้างแบรนด์ขึ้นมา”

ในส่วนของความน่าเชื่อถือ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการยอมรับในกาแฟดอยช้าง จึงจัดนำวัตถุดิบส่งไปยังสถาบันต่างๆ เพื่อขอใบรับรอง จนกระทั่งปัจจุบันกลายเป็นกาแฟคุณภาพที่หลายสถาบันยอมรับทั้งในไทยและต่างประเทศ ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานระดับสากลจากสถาบันที่รับรองกาแฟชั้นนำของโลก แหล่งเพาะปลูกดอยช้าง ได้รับการขึ้นทะเบียน GI หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ไทย

ราวปี 2547 ก้าวสู่ตลาดส่งออก โดยส่งเมล็ดกาแฟไปยังประเทศไต้หวัน และต่อมาจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้นที่ประเทศแคนาดา ด้วยการร่วมหุ้น ทำให้ตลาดเริ่มขยายไปยังประเทศทั้งในแถบยุโรป สหรัฐอเมริกา และต่อมาได้ทำตลาดเพิ่มในอีกหลายๆ ประเทศ อย่างที่ประเทศเกาหลี มาเลเซีย ดอยช้างขึ้นแท่นได้รับความนิยม โดยมีสาขาแฟรนไชส์กระจายอยู่นับสิบแห่ง นอกจากนั้น ยังมีร้านกาแฟชาวดอยเปิดให้บริการในประเทศเมียนมา ลาว อินโดนีเซีย สิงคโปร์ หรือโดยรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศกว่า 300 สาขา

ตลาดนอกไปได้ไกล

ตลาดในไปได้แน่นอน

เมื่อตลาดต่างประเทศเติบโต ตลาดในประเทศก็ไม่ใช่เรื่องยาก มีสาขากว่า 300 แห่ง “ตอนนี้สาขาแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นปีละประมาณ 60 แห่ง คาดว่าอีก 3-4 ปีข้างหน้าคงขยายได้ราว 500-600 สาขา แต่ว่าความต้องการของตลาดมากกว่านั้นเยอะ ตอนนี้เกาหลีจะขอเปิดให้ได้ 500 สาขา เราก็ต้องมาดูกำลังการผลิต อย่างปีนี้กำลังผลิตกาแฟไม่เกิน 3,000 ตัน ถ้าส่งไปเกาหลีก็คงหมดแล้ว จึงต้องเฉลี่ยให้ทุกตลาด”

กับการทำธุรกิจ แน่นอนว่าต้องมีวงเงินลงทุนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งคุณปณชัย ว่า ปัจจุบัน ใช้เงินทุนหมุนเวียนกว่า 2 ล้านบาท “ตอนที่ค่อยๆ เริ่มทำธุรกิจ และมีการขยาย เราก็ไม่ได้มีเงินทุนมากมาย จึงต้องอาศัยวงเงินสินเชื่อจากธนาคาร ซึ่งก็ถือว่าได้รับโอกาสจาก บสย. (บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม) ช่วยค้ำประกัน ทำให้ธุรกิจก้าวต่อไปได้

กับระยะเวลาก้าวเดินมากว่า 10 ปี จากพื้นที่ปลูก 500 ไร่ ขยับมาจนถึงวันนี้กว่า 20,000 ไร่ และด้วยความต้องการของตลาดมีมากขึ้นทุกปีๆ อนาคตพื้นที่กว่า 34,000 ไร่ คงเต็มไปด้วยต้นกาแฟ และจะได้ผลผลิตคาดราว 6,000-7,000 ตัน

การปลูกกาแฟ วิธีบริหารจัดการวัตถุดิบ ตลอดจนแปรรูป ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดทั่วโลก องค์ความรู้นี้จึงไม่ถูกปิดกั้น ถ่ายทอดไปสู่พื้นที่ปลูกในดอยอื่นๆ โดยจับมือร่วมกับองค์กรใหญ่ ผลักดันแบรนด์ใหม่ขึ้นมาทำตลาด แน่นอนว่าย่อมนำมาซึ่งผลพวงทางด้านรายได้ แต่ทว่าทั้ง 2 ผู้ประกอบการมองว่า ไม่เท่ากับการสร้างคุณภาพชีวิต สังคม และสิ่งแวดล้อม อันดีกลับคืนสู่ชุมชนและประเทศชาติ

“บนพื้นที่แห่งนี้ สิ่งที่เราพบคือ คุณภาพของคนทั้ง 3 ชนเผ่า ที่แต่ก่อนอาจอยู่กันแบบตัวใครตัวมัน พูดคนละภาษา แต่ในวันนี้ทุกคนสมานสามัคคี มีรอยยิ้มจากรายได้ต่อไร่ราว 60,000-70,000 บาท (ครอบครัวละ 5-200 ไร่) และจากเมื่อก่อนที่ต้องก้มหน้าก้มตาไม่กล้าบอกใครว่าเขาคือคนดอย แต่มาวันนี้ยืดอกสง่า เพราะเขารู้ว่าเขาคือผู้ร่วมผลิตกาแฟดีคุณภาพระดับโลก และเราก็ถือว่าเราบรรลุวัตถุประสงค์หลักแล้วคือ สร้างชุมชนให้มีความสุข”

และนี่คือที่มาของชุมชนกาแฟดอยช้าง ชุมชนที่สามารถผลิตกาแฟคุณภาพระดับโลก

NPP BOX กล่องพัสดุตามสั่ง เจาะตลาดลูกค้าออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010559&srcday=2016-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

Social Biz

ดวงกมล

NPP BOX กล่องพัสดุตามสั่ง เจาะตลาดลูกค้าออนไลน์

“เดือนแรกขายได้เงิน 5,000 บาท ถัดจากนั้นลองลงโฆษณาในเฟซบุ๊ก หวังให้คนรู้จักมากขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามคาด คนรู้จักเพิ่มขึ้น ยอดขายดีขึ้นถึงหลักล้าน เพราะกลุ่มลูกค้าของ NPP BOX คือ คนที่ขายของออนไลน์ ต้องใช้กล่องพัสดุ”

อีกหนึ่งผลพวงที่เกิดขึ้นจากการเติบโตธุรกิจออนไลน์ นั่นคือ ธุรกิจการขนส่ง รวมถึงกล่องใส่พัสดุ เพราะ 100 เปอร์เซ็นต์สินค้าต้องบรรจุลงกล่อง ฉะนั้น เลยมีผู้ประกอบการหัวใส เข้ามาเติมดีไซน์ลงบนกล่อง ฉีกกฎกล่องรูปแบบเดิมๆ หวังเพิ่มมูลค่า พร้อมกับสร้างการจดจำให้ผู้รับ กลายเป็นความประทับใจไม่รู้ลืม

NPP BOX ผู้ผลิตกล่องลูกฟูก กล่องไปรษณีย์ เจ้าของคือ “พรรณกร จันทรุกขา” หรือ คุณอูน หญิงสาว Gen Y ที่มาพร้อมแนวคิดที่ว่า ต่อจากนี้ไปกล่องพัสดุจะไม่เป็นเพียงสิ่งห่อหุ้มสินค้า แต่จะกลายเป็นความประทับใจแรกที่ผู้รับสัมผัสได้ หวังตอบโจทย์พ่อค้าแม่ค้าขายของออนไลน์ที่ต้องการกล่องไม่เหมือนใคร

เข้ามาพยุงธุรกิจ

ปีเดียว กลายเป็นผู้นำ

ประวัติคุณอูน เธอเกิดและเติบโตมาในครอบครัวที่ทำธุรกิจกล่องกระดาษลูกฟูก ย่านจังหวัดสมุทรปราการ ขนาดเนื้อที่ 1 ไร่ ซึ่งนับวันธุรกิจแย่ลงเกือบจะต้องปิดกิจการ จนกระทั่งหญิงสาวตัดสินใจเข้ามารับไม้ต่อ เพราะมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ เปลี่ยนจากผลิตเฉพาะกล่องลูกฟูกป้อนโรงงานอุตสาหกรรม มาผลิตกล่องไปรษณีย์ดีไซน์หลากหลาย ลูกค้าสั่งได้ตามใจชอบ ไม่เกี่ยงจำนวน ชนิดพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ระยะเวลาเพียง 1 ปีเพิ่มยอดขายจากติดลบ ทะยานสู่หลักล้าน ปลดหนี้สินครอบครัวสบายๆ

คุณอูน เล่าว่า เข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวเมื่อมกราคม 2558 มองเห็นปัญหาหลายอย่าง อาทิ เดิมโรงงานผลิตเฉพาะกล่องลูกฟูกให้โรงงานขนาดใหญ่ พอโรงงานเหล่านั้นปิดตัวลง พลอยได้รับผลกระทบตามไปด้วย ส่วนตัวมองว่าคนที่หันมาขายของออนไลน์มีเยอะขึ้น ใช้กล่องพัสดุเยอะขึ้น ขณะเดียวกัน เครื่องจักรที่มีอยู่สามารถผลิตได้ เลยเปลี่ยนกลุ่มลูกค้ามาจับตลาด SMEs

โอกาสที่หญิงสาวมองเห็นคือ กล่องไปรษณีย์สำเร็จรูปที่วางขายกันตามท้องตลาด ราคาต่อกล่องค่อนข้างแพง ทั้งที่ความจริงสามารถผลิตในราคาที่ถูกกว่าได้ โดยกล่องก็ยังมีความแข็งแรงอยู่บนพื้นฐานที่เหมาะสม ฉะนั้น เลยหันมาออกแบบกล่องให้มีความสวยงาม มีหลายขนาด เบื้องต้นขายในเฟซบุ๊ก ขายในราคาที่ถูกกว่าที่ทำการไปรษณีย์ครึ่งต่อครึ่ง

“เดือนแรกขายได้เงิน 5,000 บาท ถัดจากนั้นลองลงโฆษณาในเฟซบุ๊ก หวังให้คนรู้จักมากขึ้น ซึ่งก็เป็นไปตามคาด คนรู้จักเพิ่มขึ้น ยอดขายดีขึ้นถึงหลักล้าน เพราะกลุ่มลูกค้าของ NPP BOX คือ คนที่ขายของออนไลน์ ต้องใช้กล่องพัสดุ”

สารพัดกล่องมีให้เลือก

ตอบโจทย์คนค้าขาย

จากความได้เปรียบเป็นโรงงานผลิตกล่องลูกฟูกเดิม ทำให้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มมาก แต่สิ่งที่ต้องลงทุนเพิ่มคือ ดีไซน์ ปัจจุบัน NPP BOX ผลิตกล่องพัสดุ 6 รูปแบบ ทุกรูปแบบหนา 125 แกรม ใส่ของได้ 3-5 กิโลกรัม รูปแบบแรก “กล่องไปรษณีย์สำเร็จรูป” รูปแบบที่สอง “กล่องพัสดุ My Box” รูปแบบที่สาม กล่องพัสดุ “My Design” รูปแบบที่สี่ “My Packing” รูปแบบที่ห้า “My Easy Stamp” และรูปแบบที่หก “Eco Box” กล่องรักษ์โลก

สำหรับรายละเอียดคร่าวๆ เริ่มจากกล่องไปรษณีย์สำเร็จรูป มี 6 ไซซ์ ขนาดเท่ากับกล่องของไปรษณีย์ ไม่กำหนดการสั่งขั้นต่ำ 1 ใบก็ส่ง ส่วน My Box เป็นกล่องที่ตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการพิมพ์โลโก้ไปบนกล่อง เพราะมีบริการจัดวางเลย์เอาต์ให้ รวมถึงรับออกแบบโลโก้ ขนาดเท่ากับกล่องของไปรษณีย์ สั่งขั้นต่ำ 500 ใบ

My Design เอาใจลูกค้านักออกแบบที่ต้องการกล่องไม่เหมือนใคร เพื่อเพิ่มความเก๋ให้วัสดุที่อยู่ด้านใน ทางโรงงานรับผลิตตามแบบ ตามไซซ์ที่ต้องการ My Packing จำหน่ายอุปกรณ์ในการแพ็กสินค้า เพิ่มความสะดวก อาทิ บับเบิ้ล เทปกาว เชือก My Easy Stamp รับผลิตโลโก้เป็นตัวปั๊ม มีลักษณะเป็นแป้นอะครีลิกใส โดยลูกค้าสามารถใช้ปั๊มลงบนกล่อง ซองได้ทันที

สุดท้าย กล่องไปรษณีย์รักษ์โลก Eco Box ใช้กระดาษไม่ฟอก ไม่ย้อมสี ไม่กำหนดการสั่งขั้นต่ำ ระยะเวลาการผลิต 10-15 วัน หลังจากยืนยันสั่งผลิต พร้อมจัดส่งให้ฟรี เมื่อมียอดสั่งซื้อ 5,000 บาทขึ้นไป เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ยอดผลิตต่อเดือน

เกือบล้านใบ

ธุรกิจที่ NPP BOX ทำ เป็นธุรกิจที่อาศัยการเติบโตของเอสเอ็มอีที่ค้าขายออนไลน์ ฉะนั้น ช่องทางประชาสัมพันธ์ที่เลือกใช้ หญิงสาวเน้นสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์กเป็นหน้าร้าน เปิดกว้างให้บรรดาพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์เข้ามาฝากร้านในเฟซบุ๊ก แฟนเพจ ลูกค้าก็อยู่ในธุรกิจหลากหลายประเภท เช่น อาหารเสริม เสื้อผ้า เครื่องสำอาง สินค้าแฟชั่น ไม่เว้นแม้แต่อาหารสด

ปัจจุบัน กล่องลูกฟูกของ NPP BOX ที่ขายดีคือ My Box และ My Design ผลิต 700,000 ใบ ต่อเดือน รองลงมาเป็นกล่องไปรษณีย์ทั่วไปผลิต 300,000 ใบ ต่อเดือน และในเร็วๆ นี้จะมีการสั่งซื้อเครื่องจักรใหม่อีก 2 ตัวเพื่อรองรับยอดการสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

หลังจากคุณอูนเข้ามารับช่วงต่อธุรกิจครอบครัวได้เพียง 1 ปีเศษ เธอบอกว่า แนวโน้มเอสเอ็มอีไทยหันมาทำกล่องลูกฟูกที่มีโลโก้ของตัวเองมีเพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่ใช้กล่องไปรษณีย์สำเร็จรูป ส่งผลให้รายได้จากเดือนแรกที่ขายได้ 5,000 บาท ปัจจุบันมีรายได้หลักล้านบาทแล้ว

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคต คุณอูนจะหาพาร์ตเนอร์ในเรื่องของการแพ็กสินค้า การจัดส่งสินค้า ตัวแทนจำหน่ายเพื่อบุกตลาดต่างจังหวัด เพื่อให้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น

สนใจติดต่อ เลขที่ 150/18 หมู่ 18 ถนนสุขสวัสดิ์ 64 ตำบลบางพึ่ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ โทรศัพท์ (02) 463-1962 หรือที่ Facebook : Npp Box

บริการของ NPP BOX

– กล่องไปรษณีย์สำเร็จรูป ไซซ์ 0 ราคาใบละ 3 บาท ไซซ์ A=3.40 บาท ไซซ์ B=4.20 บาท ไซซ์ C=5.50 บาท ไซซ์ D=7.00 บาท และไซซ์ E=8.50 บาท ในส่วนบริการตัวแรกนี้จะไม่มีขั้นต่ำ สามารถสั่งได้ตั้งแต่ 1 ใบขึ้นไป

– My Box จำนวนขั้นต่ำและราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดกล่อง ส่วนเงื่อนไขในการพิมพ์ จะพิมพ์ให้ 1 สี ไม่เกิน 6 ตำแหน่ง ระยะเวลาการผลิตจะอยู่ที่ 10-15 วัน หลังจากมัดจำสินค้าแล้ว กรณีสั่งทำครั้งแรกจะมีค่า Block พิมพ์ ซึ่งราคาก็ขึ้นอยู่กับขนาดโลโก้

– My Design ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบของกล่องที่ลูกค้าดีไซน์ออกมา ซึ่งจะมีการตกลงในลักษณะ Case by Case

– My Easy Stamp ราคาจะขึ้นอยู่กับขนาดของโลโก้ (กว้าง x ยาว)

– My Packing บับเบิ้ล จะขายเป็นม้วนใหญ่ ยาว 100 เมตร หน้ากว้าง 65 เซนติเมตร ราคาม้วนละ 350 บาท

เกษตรกรสุพรรณฯ แฮปปี้รายได้งาม ปลูกเมลอนญี่ปุ่นส่งห้าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010559&srcday=2016-05-01&search=no

นที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 396

ช่องทางสร้างอาชีพ

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

เกษตรกรสุพรรณฯ แฮปปี้รายได้งาม ปลูกเมลอนญี่ปุ่นส่งห้าง

ในการทำเกษตรปัจจุบันนั้น หากจะให้มีเงินเหลือเก็บเหลือใช้ ประการแรกต้องเลือกพืชผักผลไม้ที่ได้ราคาดีและเป็นที่ต้องการของตลาด มีคุณภาพมาตรฐานในระดับสากล พร้อมกันนั้นต้องมีปัจจัยเรื่องการตลาดมารองรับด้วย ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยกว่าการผลิตเลย

จะเห็นว่าช่วงไม่กี่ปีมานี้ เกษตรกรกลุ่มหนึ่งในหลายจังหวัดหันมาปลูกเมลอน อย่างสุโขทัย กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ฯลฯ เพราะได้ราคาดีมีตลาดรองรับ สามารถส่งขายทั้งในและต่างประเทศ ควบคุมผลผลิตได้ด้วยเทคโนโลยี เรียกว่าเป็นผลไม้ที่มาแรงในเวลานี้จริงๆ ซึ่งแม้การลงทุนจะสูงในช่วงเริ่มต้น แต่ผลตอบแทนที่ได้นับว่าคุ้มค่าทีเดียว

2 ปี ปลูกได้ 7 รอบ

อย่างเกษตรกรที่อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งพื้นที่นี้ไม่มีแม่น้ำหรือแหล่งน้ำทางธรรมชาติไหลผ่าน แต่ก็สามารถปลูกเมลอนในโรงเรือนได้ โดยมีการขุดแหล่งน้ำในพื้นที่ของตัวเอง

ทางบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) พาไปดูแปลงปลูกเมลอนของ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง” ภายใต้การนำของ “คุณอำนาจ แตงโสภา” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแจงงาม ที่ส่งขายในแม็คโคร เพื่อให้เห็นว่าที่นี่ปลูกเมลอนกันอย่างไรถึงประสบความสำเร็จ ประเภท 2 ปี ปลูกได้ถึง 7 รอบ หรือ 7 คร็อป

คุณอำนาจ ย้อนอดีตให้ฟังว่า ก่อนจะมาปลูกเมลอน เกษตรกรในพื้นที่นี้ปลูกกันมาหลายอย่าง เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ฯลฯ แต่ก็ประสบปัญหานานา กระทั่งมาปลูกเมลอนทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ปัจจุบันทางกลุ่มมีสมาชิกราว 80 คน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 100 ไร่ และยังคงขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ในปีนี้ ตั้งเป้าผลิตเมลอนญี่ปุ่นให้ได้ 70 ตัน ทุกเดือน ซึ่งในการปลูกนี้มีทางบริษัทขายเมล็ดพันธุ์มาให้ความรู้ต่างๆ

ทั้งนี้ เมื่อปี 2549 กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกเมลอนญี่ปุ่นในท้องถิ่น ได้รวมตัวกันจัดตั้ง “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง” ภายใต้การนำของคุณอำนาจ ปัจจุบันวิสาหกิจชุมชนแห่งนี้ มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในวงกว้างว่าเป็น ผู้ผลิตเมลอนญี่ปุ่นในรูปแบบโรงเรือนปิดปลอดสารพิษตกค้าง ตามการรับรองมาตรฐานการจัดการเกษตรที่ดี (GAP) ที่มีคุณภาพรสชาติความหวานเป็นที่ 1

ความสำเร็จของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคาง มีปัจจัยหลายอย่าง นอกจากจะมีการเรียนรู้ร่วมกันแล้ว ยังมีการทำงานร่วมกันด้วย ซึ่งในพื้นที่อื่นๆ อาจจะไม่มี นั่นคือ การลงแขก

คุณอำนาจ เล่าว่า ทางกลุ่มได้มีการจัดการผลิตที่เป็นระบบ โดยกำหนดรอบเวรให้สมาชิกแต่ละรายปลูกห่างกัน 4 วัน เพื่อให้มีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดตลอดทั้งปี กลุ่มวิสาหกิจชุมชนต้นแบบแห่งนี้ตั้งใจทำงานด้วยความขยันขันแข็ง และมีความสามัคคีปรองดองในกลุ่มสมาชิก ที่ผ่านมาพวกเขามักรวมตัวกันใช้แรงงานร่วมกันที่เรียกภาษาชาวบ้านว่า “ลงแขก” ไปช่วยผสมเกสรในแปลงปลูกเมลอนของเพื่อนสมาชิก เพื่อให้ได้ผลผลิตทันเวลาและช่วยกันลงแขกเมื่อถึงเวลาเก็บเกี่ยว ทำให้สมาชิกกลุ่มทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากทุกคนต้องการร่วมมือกันพัฒนาเมลอนของชุมชนให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น

ด้วยระบบการปลูกที่ได้คุณภาพและมีตลาดแน่นอน ทำให้เกษตรกรในท้องถิ่นหันมาปลูกเมลอนกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน โดยทางกลุ่มจะจัดอบรมความรู้เรื่องการปลูกเมลอนญี่ปุ่นให้แก่เกษตรกรมือใหม่ได้รู้จัก “วงจรชีวิตแตงเมลอน” โดยช่วงวันที่ 1-10 เป็นขั้นตอนการเพาะกล้า ช่วงวันที่ 11-22 เป็นขั้นตอนการตัดแต่งแขนง ช่วงวันที่ 23-25 เป็นระยะผสมเกสร ช่วงวันที่ 26-30 เป็นระยะคัดผลและแขวนลูก ช่วงวันที่ 36-60 เป็นระยะเร่งลูก บำรุงปุ๋ยให้ต้นเมลอนญี่ปุ่นเจริญเติบโตตามที่ต้องการ ช่วงวันที่ 61-70 เน้นเพิ่มความหวานให้ผลเมลอนญี่ปุ่น และช่วงวันที่ 71-75 เป็นระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิต

คุณอำนาจ แจงว่า กรณีเป็นเกษตรกรมือใหม่จะแนะนำให้ทดลองปลูก 4 โรงเรือนก่อน โรงเรือนขนาด 3.5×36 เมตร ปลูกได้ 740 ต้น สามารถสร้างรายได้ถึงรอบละ 40,000-45,000 บาท ต่อโรงเรือน อย่างไรก็ตาม การปลูกในครั้งแรกจะมีต้นทุนค่าโรงเรือน ค่าระบบน้ำ ประมาณ 220,000 บาท และมีต้นทุนการปลูกเป็นค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ค่ายา ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำ เฉลี่ยรอบละประมาณ 8,000 บาท เมื่อหักต้นทุนค่าใช้จ่ายทั้งหมด เกษตรกรมือใหม่จะมีโอกาสคืนทุนและได้ผลกำไรภายใน 1 ปี

ชอบอากาศร้อน ใช้น้ำน้อย

ที่ผ่านมาการที่กลุ่มจัดหลักสูตรอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเข้มข้น นับว่ามีส่วนช่วยทำให้เกษตรกรมือใหม่ สามารถผลิตเมลอนญี่ปุ่นคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับของตลาด ภายในเวลา 1 ปี เกษตรกรสามารถปลูกและเก็บเกี่ยวเมลอนญี่ปุ่นได้ถึง 3 รอบ หากมีการวางแผนจัดการที่ดีบางรายอาจปลูกเมลอนญี่ปุ่นได้ถึง 7 รอบ ภายในระยะเวลา 2 ปี

“การปลูกเมลอนญี่ปุ่น ต้องอาศัยการดูแลอย่างใกล้ชิดพอสมควรเหมือนเลี้ยงดูลูกอ่อน เมลอนญี่ปุ่นเป็นพืชที่ทนอากาศร้อนได้ดี แถมใช้น้ำน้อยไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำที่ใช้ทำนา ใช้เวลาปลูกดูแลเพียงแค่ 75 วันเท่านั้น สามารถเก็บผลผลิตออกขายได้ เมลอนแต่ละผลจะมีน้ำหนักเฉลี่ย 1.5-2 กิโลกรัม แต่ละโรงเรือนจะเก็บผลผลิตออกขายได้ประมาณ 1 ตัน ขายส่งในราคากิโลกรัมละ 53-60 บาท เมลอนญี่ปุ่นนี้ไม่ชอบอากาศหนาวเลย ถ้าเจอหนาวจะทำให้ผลผลิตลดลง” คุณอำนาจ กล่าวและว่า ผู้ที่สนใจปลูกเมลอน ก่อนอื่นต้องรู้ตัวว่าอดทนที่จะอยู่ในโรงเรือนได้หรือเปล่า เพราะจะร้อนมาก ถ้าอดทนไม่ได้จะลำบาก ซึ่งหากใครสนใจจะเรียนรู้การปลูกเมลอนสามารถมาศึกษาได้ที่กลุ่ม โดยคิดค่าใช้จ่ายวันละ 1,000 บาท จะสอนทุกขั้นตอน

สมาชิกกลุ่มทุกคนตั้งใจผลิตเมลอนญี่ปุ่นคุณภาพดีออกจำหน่าย หากผลผลิตไม่หวานไม่ตัดออกขายอย่างเด็ดขาด ทำให้สินค้าเมลอนญี่ปุ่นทุกลูกที่ผลิตจากชุมชนแห่งนี้ มีคุณภาพดี เป็นที่ยอมรับของตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย สิงคโปร์ เรียกว่า ผลิตจนไม่ทันกับความต้องการของตลาด สินค้ามีมากเท่าไหร่ก็ผลิตไม่พอขาย

คุณอำนาจ ยืนยันว่า ผลผลิตของกลุ่มแม้จะไม่ได้เป็นออร์แกนิกแต่ก็เป็นเกษตรปลอดภัย สามารถรับประทานได้ไม่ต้องห่วงเรื่องสารตกค้าง แต่หากไปซื้อเมลอนที่วางขายตามข้างทาง ราคาถูก แต่อาจจะไม่ปลอดภัยพราะไม่มีการควบคุมการใช้ปุ๋ยเคมี

ตอนเช้าเหมาะผสมเกสร

สมาชิกวิสาหกิจชุมชนกลุ่มผู้ปลูกเมล่อนบ้านหนองคางอีกราย คือ คุณชูศักดิ์ แตงโสภา หรือ “ผู้ใหญ่หมู” เล่าว่า ก่อนหน้านี้ปลูกอ้อยเป็นอาชีพหลักแต่หักค่าใช้จ่ายแล้ว ผลกำไรเหลือไม่มาก ต่อมาปี 2554 เห็นเพื่อนเกษตรกรในชุมชนปลูกเมลอนญี่ปุ่นแล้วได้ผลตอบแทนที่ดี เลยทดลองปลูกเมลอน ปรากฏว่าสามารถคืนทุนได้ตั้งแต่การปลูกรอบแรก จึงขยายพื้นที่ปลูกเมลอนเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

เขาอธิบายถึงเทคนิคการปลูกเมลอนญี่ปุ่นให้ได้ผลผลิตที่ดีว่า อยู่ที่เทคนิคการผสมเกสรดอกเมลอนในระยะเวลาที่เหมาะสมคือ ตั้งแต่ “07.00-11.00 น.” หลังจากนี้ไม่ได้ผลนัก เพราะพืชคายน้ำ ปัจจุบันทางกลุ่มได้ช่วยกันทำงาน โดยลงแขกผสมเกสรต้นเมลอนญี่ปุ่น ทำให้สมาชิกทุกรายได้ผลผลิตที่ดี โดยทั่วไปดอกเมลอนเป็นดอกสมบูรณ์ คือมีดอกเกสรตัวผู้และดอกตัวเมียอยู่บนต้นเดียวกัน ดอกตัวผู้จะอยู่ระหว่างข้อบนลำต้น การผสมเกสรจะทำในตอนเช้า ช่วงเวลาที่ดีที่สุดคือ 07.00-09.00 น. โดยเลือกผสมดอกเพียง 2-3 แขนง ต่อต้น อาศัยการจดบันทึกดอกบานหรือจำนวนดอกที่ผสมในแต่ละวัน เพื่อกำหนดวันเก็บเกี่ยวได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สนใจติดต่อ โทรศัพท์ (081) 924-8192)

ด้าน ผศ.ดร.ชัยณรงค์ รัตนกรีฑากุล ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ซึ่งเป็นนักวิชาการที่คอยดูแลการปลูกของวิสาหกิจกลุ่มนี้ กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรไทยมีศักยภาพผลิตเมลอนให้ได้ถึงมาตรฐานสากล (GLOBAL G.A.P.) โดยมีเงื่อนไขในการพิจารณาแบ่งออกเป็น 3 ด้านด้วยกันคือ ผลผลิตปลอดภัยได้คุณภาพไร้สารเคมีตกค้าง คุณภาพชีวิตของเกษตรกรดีขึ้น และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ส่วน “คุณศิริพร เดชสิงห์” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการตลาดและพัฒนาธุรกิจ บริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) บอกว่า เมลอนญี่ปุ่น เป็นผลไม้ที่ตลาดต้องการสูง ในแต่ละปี แม็คโครขายเมลอนกว่า 700 ตัน โดยรับซื้อจากเกษตรกรในเครือข่าย ที่ปลูกในจังหวัดสุพรรณบุรี ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 150 ตัน โดยแม็คโครควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐาน เนื้อแน่น หวาน กรอบ กลิ่นหอมตามธรรมชาติ ควบคุมสภาพดินและน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกในฟาร์มที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP ควบคุมโรงคัดบรรจุตามมาตรฐานหลักเกณฑ์วิธีการผลิตที่ดี (GMP) ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้างและยาฆ่าแมลง ที่สำคัญ ผลผลิตทุกลูกสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ถึงแหล่งเพาะปลูก

ฟังข้อมูลแบบนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนคงคิดอยากปลูกเมลอนญี่ปุ่นกันบ้าง ซึ่งมีเกษตรกรหลายรายที่ประสบความสำเร็จและร่ำรวยจากการทำแปลงปลูกเมลอนในโรงเรือน อย่างไรก็ตาม ก่อนลงมือปลูกต้องหาตลาดให้ได้แน่นอนเสียก่อน