สร้างไอเดียสุดบรรเจิด จากงานอดิเรก สู่ธุรกิจผลิต “สบู่แฟนซี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07061010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

เปรี้ยวปาก

โดย : อนุภาค ชัยชนะดารา

สร้างไอเดียสุดบรรเจิด จากงานอดิเรก สู่ธุรกิจผลิต “สบู่แฟนซี”

หลายคนเริ่มต้นสร้างธุรกิจจาก “งานอดิเรก” ในขณะที่บางคนก็สร้างธุรกิจจาก “ไอเดียสร้างสรรค์” แต่หลากหลายธุรกิจอาจไม่สามารถสำเร็จได้ หากไม่มีการนำไปต่อยอด และสร้างขึ้นมาเป็นโมเดลทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง…

ด้วยความชื่นชอบและหลงใหลในการออกแบบและสร้างสรรค์ไอเดียด้วยความคิดนอกกรอบ ทำให้ คุณพิมพา กสิคุณ เภสัชกรและเวชกรแพทย์แผนไทย ที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องสำอาง หันมาสนใจและจับธุรกิจการจัดจำหน่าย สบู่แฟนซี เป็นงานอดิเรกยาวนานกว่า 10 ปี จนกระทั่งปัจจุบันกลายเป็นธุรกิจเสริมที่สามารถสร้างกำไรให้ได้อย่างงดงาม ด้วยไอเดียการออกแบบที่แปลกใหม่…ไม่เหมือนใคร

อาจารย์พิมพา เล่าว่า เมื่อก่อนตนเคยเป็นวิทยากรให้ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน มาก่อนประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมา ช่วงนั้นเข้ามาสอนเกี่ยวกับเรื่อง การผลิตเครื่องสำอาง ครีม โลชั่น แชมพู ครีมนวดผม น้ำหอม ฯลฯ ด้วยความที่เราจบทางด้านวิทยาศาสตร์แพทย์แผนไทย และปริญญาโท ด้านวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ทำให้เราสนใจการทำธุรกิจด้านนี้เป็นพิเศษ ซึ่งช่วงที่หยุดหายไปพักใหญ่ ทำให้ต้องพักการสอนไปด้วย เพราะไปศึกษาปริญญาโทเพิ่มเติมด้านเครื่องสำอางโดยเฉพาะ อีกทั้งยังต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยครั้ง ทั้งไปออกบู๊ธงานเครื่องสำอางที่ตะวันออกกลาง และไปเปิดตลาดที่โซนนั้นโดยเฉพาะ ทำให้ห่างหายจากการสอนที่มติชน ก็ขอลาพักสักระยะ ส่วนอาชีพหลักอดีตและปัจจุบัน เป็นเภสัชกรและเวชกรแพทย์แผนไทย รับผลิตยาและเครื่องสำอางค่ะ ทำอาชีพนี้เป็นเวลา 10 กว่าปีมาแล้ว ส่วนสบู่รับผลิตให้ลูกค้า สบู่ธรรมชาติ สบู่กรีเซอรีน ตามออร์เดอร์ที่สั่งมา แล้วลูกค้าไปติดแบรนด์ขายเองเป็นส่วนใหญ่

อาจารย์พิมพา กล่าวถึง “สบู่แฟนซี” ซึ่งถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจากลูกค้าเป็นอย่างมาก ไว้อย่างน่าสนใจว่า “สบู่แฟนซี” ถือเป็นหนึ่งในสินค้าที่เราขายดีมาโดยตลอด ซึ่งส่วนใหญ่ลูกค้าจะมาจ้างผลิตกรณีที่ลูกค้าจะมีงานออกบู๊ธ หรือมีการแจกเป็นของชำร่วยงานแต่ง บางทีก็ได้ลูกค้าต่างประเทศ ส่วนใหญ่ก็ได้รับการแนะนำต่อๆ กันมา ซึ่งเราเองก็รับผลิตสินค้า ไม่ว่าจำนวนมากหรือน้อยชิ้น เราก็รับผลิตหมด บางทีลูกค้าไม่ต้องการปริมาณมากเราก็รับผลิตจำนวนขั้นต่ำ 100-500 ชิ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของสบู่และชิ้นงานที่ยากง่ายต่างกันไป ซึ่งตรงนี้อาจจะเป็นข้อดีเสียด้วยซ้ำกับการที่เราไม่กำหนดรับผลิตมาก ลูกค้าเองก็สบายใจที่ไม่ต้องแบกรับภาระต้นทุนที่มากกว่าที่กำหนดจำนวนชิ้นมากๆ แต่ผลิตน้อยเราก็ต้องคิดค่าผลิตเพิ่มอีก ซึ่งตรงจุดนี้ลูกค้าหลายคนก็ยินดีจ่ายแพงขึ้นอีกนิด ซึ่งดีกว่านำเอาไปจำนวนมากๆ แล้วถ้าขายได้น้อยก็เสียของ แต่ทุกครั้งก็สังเกตว่าลูกค้าที่สั่งไปก็ขายหมดนะ แต่เรารับผลิตให้ลูกค้ารายย่อยหลายรายแบบนี้ รวมๆ แล้วก็เยอะค่ะ ลูกค้ารายเล็กอำนาจการตัดสินใจมีมากกว่าลูกค้ารายใหญ่ค่ะ สบู่แฟนซีเป็นงานอดิเรกค่ะ ถือว่าทำแล้วมีความสุขกับของสวยๆ งามๆ

เร็วๆ นี้ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) เอาใจคนอยากทำอาชีพ และอยากสร้างธุรกิจเป็นของตัวเอง ด้วยไอเดียสร้างสรรค์ เปิดตัวหลักสูตรใหม่ล่าสุดอย่าง สบู่แฟนซี พร้อมเชิญ อาจารย์พิมพา กสิคุณ เภสัชกรและเวชกรแพทย์แผนไทย ที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องสำอาง มาเปิดเผยการผลิตสบู่ธรรมชาติ เพื่อการค้า พร้อมแนะแนวทางการทำธุรกิจแบบครบวงจร สำหรับครั้งนี้ อาจารย์พิมพาได้นำเสนอขายไอเดียความแปลกใหม่ของ สบู่แฟนซี สีสันสะดุดตา น่าใช้-น่าหยิบ ทั้ง 6 รูปแบบ ได้แก่ สบู่ขนมเปียกปูน (สูตรบำรุงผิวนวลเนียนและอ่อนนุ่ม), สบู่มะม่วง (สูตรผิวขาว), สบู่ขนมชั้น (สูตรสะอาดบำรุงผิว), สบู่ไอศกรีมแยมโรล, สบู่แตงโม, สบู่อมยิ้ม พร้อมปิดท้ายด้วยการแนะนำการตลาดให้อีกด้วย

“สำหรับผู้ที่จะมาเรียนการทำสบู่แฟนซีนั้น ต้องบอกว่าปัจจุบันนี้มีการแข่งขันกันสูงมาก ถ้าเราคิดจะทำสบู่ขายเป็นอาชีพ ก็ต้องใจเย็นในการทำและต้องมีความคิดสร้างสรรค์อยู่ตลอดเวลา ต้องมีความแปลกใหม่มาโชว์ลูกค้าตลอด ซึ่งในชั่วโมงเรียน อาจารย์จะสอนเทคนิคการตกแต่งสบู่ด้วยไอเดียสร้างสรรค์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ดี จะทำขายตามเทศกาล หรือทำเป็นของฝากก็ยังได้ เหมาะสมกับผู้ที่ชอบใช้ไอเดียแปลกใหม่ และชอบทำงานอิสระรับจ้างผลิต หรือชอบค้าขายทำเองขายเอง ออกไอเดียเองที่ไม่เหมือนใคร เรียนกับอาจารย์ สบู่ 6 แบบที่จะสอนนี้สามารถดัดแปลงเอาไปทำขายได้หลายสูตรอีกมาก สบู่แบบง่ายไปถึงยากสอนเทคนิคในการทำที่ไม่เคยสอนที่ไหนมาก่อน และวัสดุอุปกรณ์ก็หาง่ายใกล้ๆ ตัวก็สามารถทำขายได้แล้ว ลงทุนไม่สูง แค่มีเงินทุน 1,000-2,000 บาท ก็สามารถทำธุรกิจนี้ได้แล้ว โดยสบู่ขนาด 100 กรัม ทุนประมาณ 15-18 บาท เวลาขายส่งประมาณ 25-35 บาท ในท้องตลาดขายประมาณ 70-120 บาท ขึ้นอยู่กับไอเดีย และร้านที่จำหน่ายว่าอยู่ในย่านไหน ถ้าแพ็กเกจจิ้งสวยๆ ก็อัพราคาได้อีก ซึ่งส่วนนี้เองอาจารย์จะแนะการหาวัสดุใกล้ตัวราคาไม่แพงสามารถทำขายได้เลยค่ะ ตลอดจนบอกร้านค้าที่จะซื้อวัสดุและอุปกรณ์ ที่จะทำให้อีกด้วยค่ะ”

อาจารย์พิมพาได้ให้แง่คิดสำหรับคนที่อยากทำธุรกิจไว้อย่างน่าสนใจว่า…

“เราต้องรู้จักการแสวงหา ไม่ใช่รอคอย ความเชี่ยวชาญมิใช่เพราะโอกาส ความสามารถมิใช่เพราะโชคช่วย แต่เพราะด้วยความคิดที่บรรเจิดก็เกิดอะไรใหม่ๆ ให้กับคุณได้อย่างแน่นอน”

สำหรับท่านที่สนใจอยากจับจองคอร์สเรียนหลักสูตร “สบู่แฟนซี” ในวันที่ 27 มีนาคม 2559 นี้ อาจารย์พิมพา กสิคุณ เภสัชกรและเวชกรแพทย์แผนไทย ที่เชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องสำอาง จะมาให้ความรู้ พร้อมเปิดเผยเทคนิค-เคล็ดลับการก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างมืออาชีพ สำหรับท่านที่สนใจก็สามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมมาได้ที่ ศูนย์อาชีพและธุรกิจ มติชน (มติชน อคาเดมี) หรือสำรองที่นั่งได้ที่ โทรศัพท์ (02) 954-3977-85 ต่อ 2123, 2124 (จันทร์-ศุกร์) (082) 993-9097, (082) 993-9105 (เสาร์-อาทิตย์) http://www.matichonacademy.com และ https://www.facebook.com/Matichon.Academy.Thailand

อาจารย์พิมพา กสิคุณ จบปริญญาตรี สาขามนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง, ปริญญาโท วิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และวิชาชีพประกอบโรคศิลปะ ทางด้านการแพทย์แผนไทย เภสัชกรรม เวชกรรม ผดุงครรภ์ สมาคม อายุรเวชสามพระยาแห่งประเทศไทย สอบได้ใบประกอบโรคศิลปะจากกระทรวงสาธารณสุข ปี 2539 และเข้าอบรมความรู้การจัดการธุรกิจขนาดย่อมและการตลาดจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และการปรับปรุงพัฒนา การผลิตยาและเครื่องสำอางจากมหาวิทยาลัยของรัฐ เช่น ธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ และมหาวิทยาลัยเอกชน เช่น มหาวิทยาลัยรังสิต มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ฯลฯ

ปัจจุบัน อาจารย์พิมพาเป็นเจ้าของคลินิกชื่อ “พิมพาคลินิกการแพทย์แผนไทย” ตั้งอยู่ที่ ถนนอ่อนนุช 55 เปิดให้บริการตรวจรักษาโรคทุกชนิด มีทั้งยาสมุนไพรไทยและต่างประเทศ เช่น รักษาโรคภูมิแพ้ หอบหืด ความดันสูง ไขมันในเส้นเลือด ปวดเมื่อย เส้นเลือดขอด ดูแลสตรีหลังคลอด อบ ประคบ นาบหม้อเกลือ ยาแทนการอยู่ไฟ นวดน้ำมันบำบัดโรค ฯลฯ ในร้านจะมีหมอช่วยอีก 2 คน จะหยุดทุกวันอาทิตย์ ก่อนมาตรวจให้จองเวลาล่วงหน้าเพราะคนไข้ที่ร้านจะเยอะ ส่วนสถานที่ผลิตยาและรับผลิตเครื่องสำอาง เปิดขึ้นเป็นของส่วนตัวใช้ชื่อว่า “ศูนย์สมุนไพรพิมพาเภสัช” เปิดบริการรับผลิตยา บรรจุแคปซูล ปั้นลูกกลอน บรรจุแผง บรรจุซอง ฯลฯ สถานที่สะอาดได้มาตรฐาน ปลอดสารสเตียรอยด์ กำลังจัดเตรียมทำ GMP ยินดีให้คำปรึกษาผู้ที่ต้องการเปิดสถานที่ผลิตยา อาหาร เครื่องสำอาง ฯลฯ

สำหรับคนที่สนใจสามารถติดต่อเพิ่มเติมได้ที่ พิมพาคลินิกการแพทย์แผนไทย โทรศัพท์ (02) 320-5318 โทรสาร (02) 320-5319, (02) 322-7935, E-mail : pimpaherb@hotmail.com, pimpaherb@gmail.com

“แมน การิน” บุกตลาด น้ำสกัดมังคุด XANBERRY ตัวช่วยสุขภาพดีของทุกวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“แมน การิน” บุกตลาด น้ำสกัดมังคุด XANBERRY ตัวช่วยสุขภาพดีของทุกวัย

ในยุคดิจิตอล จะเห็นว่าคนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจสุขภาพกันมากยิ่งขึ้น อาจเป็นเพราะการเข้าถึงสื่อโฆษณา ที่เน้นให้เห็นถึงข้อดีและคุณลักษณะของคนที่มีสุขภาพดีจากภายใน นอกจากการดูแลตัวเองด้วยการออกกำลังกายและการรับประทานอาหารแล้ว สิ่งหนึ่งที่คนให้ความสนใจ นั่นคือ ตัวช่วยของการมีสุขภาพที่ดี จะเห็นได้ว่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพจะเติบโตอย่างกว้างขวาง มีหลากหลายชนิดให้ผู้บริโภคได้เลือกสรร และที่กำลังมาแรงอยู่ในขณะนี้ นั่นคือ มังคุด ราชินีแห่งผลไม้ สารสำคัญที่มีอยู่ในมังคุดคือ แทนนินและแซนโทน โดยสารแซนโทนมีฤทธิ์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ และด้วยคุณสมบัติที่มากมายทำให้เป็นจุดเริ่มต้นของ XANBERRY น้ำสกัดมังคุดของนักแสดงและนักออกแบบตัวเลข แมน-การิน ศตายุ หรือ แมน แมธเธโลจี

พลิกวิกฤตผลไม้ราคาตก

แมน เล่าให้ฟังว่า ตนเองนั้นพื้นเพเป็นคนจังหวัดจันทบุรี ซึ่งเป็นเมืองแห่งผลไม้ และเมื่อ 2 ปีก่อนเจอวิกฤตราคาผลไม้ตกต่ำ โดยเฉพาะมังคุด จึงหาทางออกด้วยการนำมาสกัดและทำสินค้าออกมา

“ผมเป็นคนจันทบุรี เป็นเมืองผลไม้ ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ และอีกหลายๆ อย่าง ประมาณ 2 ปีก่อนเศรษฐกิจไม่ดี ผลไม้ราคาตก ชาวสวนนำเอาทุเรียน มังคุด มาประท้วงด้วยการทิ้งที่หน้าศาลากลาง ผมมานั่งคิดกับทางญาติว่าจะทำอย่างไรดี และหาทางช่วยเกษตรกรอีกส่วนหนึ่ง ผมมองว่ามังคุดเป็นสินค้าที่ตลาดต้องการในเรื่องของการแปรรูป เพราะมังคุดมีประโยชน์หลายอย่าง คือทุกส่วนของมังคุดมีทุกอย่าง มีประโยชน์มากด้วย เลยมาปรับและพัฒนาสูตรว่าในตลาดเขามีน้ำมังคุดแบบไหนบ้าง เราปรับให้มีความโดดเด่นในเรื่องอินกรีเดียนต์ (Ingredient) ต่างๆ ความเป็นมังคุดเพียวๆ เลยดีไหม เราก็มานั่งคิดและปรับสูตรมาเรื่อยๆ ทานจนหน้าจะเป็นมังคุดอยู่แล้ว”

เปิดตลาดด้วยแบรนด์ XANBERRY

เจ้าของน้ำสกัดมังคุด แจกแจงต่อว่า ตนเองได้รับประทานและพัฒนาสูตรมาร่วมปี และเห็นลู่ทางที่จะพัฒนาต่อยอดส่งออกได้ จึงลงขันกับญาติเปิด บริษัท สยามอินเตอร์เบฟเวอเรจ จำกัด และผลิตน้ำสกัดมังคุดแบรนด์ XANBERRY

“ผมทานน้ำมังคุดมาปีกว่า พัฒนาสูตรปรับเปลี่ยนจนลงตัว และมีโรงงานของเพื่อนสนิทของญาติทำส่งออกเมืองนอก เลยมองเห็นลู่ทางที่จะพัฒนาต่อยอดส่งออก และมีตลาดเออีซีด้วย ประกอบกับหลายๆ ประเทศสนใจเรื่องของสารสกัดในมังคุด เช่น ประเทศจีน เยอรมนี อเมริกา รัสเซีย ฯลฯ เพราะทานแล้วมีประโยชน์ สุขภาพดีก็เลยศึกษาตลาดต่างประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด เราก็อยากเปิดตลาดในเมืองไทยด้วย ซึ่งเราก็ใช้ชื่อว่า XANBERRY มาจากคำว่า xan มันเป็นสารสกัดในมังคุดก็คือ แซนโทน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระนะครับตามธรรมชาติ ซึ่งในมังคุดเองมันมีเยอะที่สุดกว่าผลไม้หลายๆ ชนิดบนโลก ซึ่งคนต่างประเทศเขาก็สนใจ เพราะมองเห็นประโยชน์ตรงนี้มานานแล้ว แต่คนไทยเองยังไม่เข้าใจถึงสารสกัดของมังคุดเท่าไรเราก็เลยเริ่มทำการตลาดกันตั้งแต่วันที่ 9 มีนาคมปีที่แล้ว”

ชู : สกัดจากมังคุดออร์แกนิก

แมน การิน ยังมองต่อว่า ในเมื่อต่างชาติเห็นคุณประโยชน์ที่มากล้นของมังคุด ทำไมไม่ทำให้คนไทยเล็งเห็นตรงนี้ด้วย จึงคิดว่าตนเองน่าจะเจาะกลุ่มประชาชนคนไทยเป็นอันดับแรก โดยเริ่มจากการทำตลาดบนโลกออนไลน์ ส่วนน้ำสกัดมังคุด ก็เป็นมังคุดออร์แกนิก พร้อมคิดค้นสูตรต่างๆ เพื่อให้เหมาะสมกับคนไทย

“ตอนนี้เริ่มจะมาทำตลาดในเมืองไทย และขายผ่านโซเชียล xanberry thailand เป็นหลัก ส่วนใหญ่เขาก็จะสั่งเป็นลัง ใน 1 ลังจะมี 4 กล่อง ใน 1 กล่องมีทั้งหมด 12 ขวด เราทำเป็นไซซ์มินิด้วยเพื่อเจาะกลุ่ม แต่ขนาดเท่าเดิมนะครับแต่ขนาดกล่องจะเล็กลงเหลือแค่ 6 ขวด ไซซ์ขวดก็จะเป็น 100 ml ซึ่งมันจะพอกับความต้องการในร่างกายเราซึ่งจะไม่มีการลดขนาดของขวดลงนะครับ แล้วเราก็ทำให้มีความแตกต่างจากตลาดว่าเรามีการแยกทาร์เก็ตกลุ่มของการทาน เพราะทำหลายสูตร เช่น สูตรเอ็กซ์ตร้าเน้นเข้มข้น รักษาโรค ป้องกันโรค สูตรบาลานซ์ จะเป็นสูตรควบคุมน้ำหนักเกี่ยวกับกระดูกด้วย ผิวด้วย สุดท้าย ก็เป็นสูตรไนท์สำหรับคนที่ใช้ชีวิตหนักๆ พักผ่อนน้อยๆ มันก็จะช่วยได้ และสูตรที่จะออกมาเดือนหน้าจะเป็นสูตรคิดส์ สำหรับเด็ก เราทำทั้งหมด 4 สูตร คือเรามีความแตกต่างจากอันอื่น เพราะปกติแล้วแซนโทนที่เข้าไปในร่างกายได้ในระดับหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น 70 หรือ 80 เปอร์เซ็นต์ แต่พอเรามีเฮิร์บบางตัวมาทำงานควบคู่กับสารต้านอนุมูลอิสระ มันสามารถทำได้เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์เลยครับ แล้วก็ใส่ตรงส่วนนี้เข้าไปเราเลยเรียกว่าของเราเป็น HME (Herb & Mangosteen Extract) เป็นที่เดียว และเป็นมังคุดออร์แกนิกที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีใดๆ เลย”

กระจายสินค้าสู่ตัวแทน

และจากกระแสตอบรับที่ดี ทำให้เจ้าของแบรนด์กำลังขยายตลาดสู่จังหวัดต่างๆ ด้วยการหาตัวแทนจัดจำหน่าย พร้อมคิดโปรโมชั่น เพื่อเพิ่มยอดขาย เพราะมั่นใจสินค้าดี อัดแน่นด้วยคุณภาพ โดยเฉพาะสกัดอย่างเข้มข้น โดยเฉลี่ย 1 ขวด มีค่าเท่ากับมังคุด 20 ลูก

“กระแสตอบรับดีครับ และเราก็เริ่มหาตัวแทนแต่ละจังหวัด โดยให้เป็นตัวแทนรายใหญ่ ผมก็จะทำในส่วนของการวางแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์ ซึ่งเราเองก็จะไม่แย่งตลาดของตัวแทน อย่างเช่น สมมติว่ามีตัวแทนของทางเชียงใหม่เราก็จะให้เขาขายเต็มที่ โดยถ้าลูกค้ามาติดต่อทางเรา เราก็จะไม่แตะตลาดเชียงใหม่เลยโดยที่เราก็จะช่วยเหลือเขาตรงนั้น ตอนนี้เราก็พยายามค่อยๆ หาตัวแทนอยู่ครับ

สำหรับจุดขาย จริงๆ ตลาดเฮลตี้กำลังมาและมีโปรดักต์เกิดขึ้นมากมาย สิ่งที่มีความแตกต่างครับอันดับแรกคือเป็นมังคุดออร์แกนิก อันดับ 2 การใช้เรื่อง HME เข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้น มังคุดของเราเข้มข้นจัดมากถ้าเปรียบเทียบกับมังคุดแบรนด์อื่น ถ้าดูก้นขวดจะเห็นถึงความเข้มข้นของมังคุดจริงๆ แล้วก็อีกอย่างเรามีโรงงานการผลิตที่ได้รับมาตรฐาน GMP แล้วก็ HACCP ซึ่งได้รับ อย. ทุกอย่างของทั้งอเมริกาและเกือบทั้งทั่วโลกเลยในเรื่องของการส่งออก และที่สำคัญคือ ผมกับเกล เวธกา เป็นนักแสดง และมาทำสินค้าบริโภค ถ้าไม่ดี ผมจะโดนด่า เราต้องมีความจริงใจ”

ตอบโจทย์คนทุกวัย

นักแสดงหนุ่มการันตีว่าน้ำสกัดจากมังคุดของเขานั้นอัดแน่นด้วยคุณภาพ อีกทั้งยังสามารถดื่มได้ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงวัยชรา โดยยอดการผลิต ณ วันนี้ อยู่ที่ 60,000 ขวด ต่อเดือน โดยเจ้าตัวบอกแนวทางการทำธุรกิจแบบค่อยๆ โต มากกว่าจะก้าวกระโดด

“ยอดก็ไปเรื่อยๆ ครับ ทุกเดือนก็ผลิต 60,000 ขวดไปเรื่อยๆ แต่ก่อนหน้านี้ต้องใช้กำลังผลิต 2 ต่อเพราะช่วงเปิดตัวใหม่ๆ จะค่อนข้างเยอะแล้วตอนนี้ก็กำลังดิวกับประเทศจีน เยอรมนีอยู่ เพราะเวลาเขาสั่ง จะสั่งเป็นพาเลทเลย คือเป็นแบบตู้คอนเทนเนอร์ใหญ่เราก็ต้องใช้แรงในการผลิตพอสมควร เรื่องการบุกตลาดเราไม่กลัว เพราะเราเต็มที่ จุดเด่นคือแยกกลุ่มชัดเจนด้วย 4 สูตร ตอบโจทย์ตั้งแต่เด็กจนแก่ เพราะจริงๆ แล้วหน้าที่หลักของแซนโทน สมมติเอาแบบเห็นภาพง่ายๆ คือ ผมเปรียบเป็นรถบรรทุก มันจะบรรทุกของเสียไปทิ้ง สารอนุมูลอิสระจะเข้าไปจับของเสีย เปรียบกับอารมณ์หรือฮอร์โมนต่างๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกาย มันคือของเสีย พอทานเข้าไปมันจะไปดักอาหารไปไว้ที่ตับแล้วเอาไปทิ้งที่ไต ถ้าทานทุกวันเหมือนมีรถบรรทุกไปดักรอของเสียและทำให้ตับสะอาด พอตับสะอาดระบบกลไกในร่างกายเราจะปกติ”

อยากให้เป็นสินค้าประจำจังหวัด

ความตั้งใจของแมนคืออยากให้ XANBERRY เป็นสินค้าประจำจังหวัดจันทบุรี เป็นสินค้าพรีเมี่ยมที่คนไปแล้วต้องนึกถึง อยากให้คนไทยเข้าใจและดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน และพอได้ทำธุรกิจตัวนี้ มันทำให้เจ้าของแบรนด์อยากกลับไปบ้านเกิด

“ผมอยากให้สินค้าเป็นสินค้าประจำจังหวัด เป็นสินค้าพรีเมี่ยมที่เวลาใครไปจันทบุรีแล้วต้องนึกถึงผมนึกถึง XANBERRY และอยากให้คนไทยเข้าใจถึงมันจริงๆ เข้าใจถึงการดูแลสุขภาพอย่างยั่งยืน ในเมื่อต่างประเทศเขามองเห็นประโยชน์ของมังคุด เราคนไทยที่ปลูกแล้วต้องรู้อย่างลึกซึ้งถึงคุณประโยชน์ของมันด้วย ผมทำไม่ได้มองว่าทำแล้วรวย ผมมองว่าการทำมันทำให้ผมรู้สึกอยากกลับจันทบุรี เพราะว่าเวลาทำน้ำมังคุดผมต้องกลับไปประชุมตลอด แต่ก่อนผมทำงานกรุงเทพฯ ผมไม่ได้กลับเลย พอทำ XANBERRY ผมได้กลับไปเจอครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ฟิน แฮปปี้สบายใจ ได้กลับไปหาเขาบ่อยๆ ผมก็มีความสุข แล้วในเมื่อผมเป็นคนที่นี่ ผมก็น่าจะทำอะไรบางอย่างที่เป็นของ ของคนจันท์จริงๆ ถ้าของมันดีจริงมันก็จะไปของมันเอง”

สุดท้ายแมนได้ให้ข้อคิดถึงคนที่กำลังเปิดใจกับน้ำสกัดมังคุดว่า ต้องศึกษาอย่างละเอียดและเปรียบเทียบสินค้าให้ถี่ถ้วน พร้อมมั่นใจ XANBERRY คุณประโยชน์อัดแน่นเต็มขวดแน่นอน โดยสามารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ http://sibthailand.com

“phiory” กระเป๋าหนังแบรนด์ไทย ที่ไม่แพ้แบรนด์นอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ช่องทางสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

“phiory” กระเป๋าหนังแบรนด์ไทย ที่ไม่แพ้แบรนด์นอก

หากพูดถึงแฟชั่นของคุณสาวๆ หลายคนต้องจับจ้องไปที่เสื้อผ้า รองเท้า และความสวยของใบหน้า แต่อีกหนึ่งแฟชั่นที่ขาดไม่ได้สำหรับพวกเธอ คือการใช้กระเป๋าสะพาย โดยกระเป๋าสะพายที่วางขายมีให้เลือกกันละลานตาตามรสนิยมและสไตล์แต่ละคน

คุณผู้หญิงหลายคนใส่ใจกับความพิถีพิถันของคุณภาพงานกระเป๋าสะพาย เพราะต้องใส่สิ่งของอุปกรณ์ที่จำเป็นหลายอย่าง จึงต้องมีความแข็งแรง และควรเลือกเป็นกระเป๋าสะพายหนัง ขณะเดียวกัน ยังต้องการให้กระเป๋าโปรดของตัวเองมีความสวยงาม สามารถสะพายไปไหนต่อไหนได้โดยไม่เขินอาย

อีกทั้งยังต้องการให้มีช่องใส่ของมากมาย สลับกับลูกเล่นการปรับเปลี่ยนรูปทรงสำหรับไว้ใช้ได้ในหลายบรรยากาศงานโดยไม่เบื่อ ไม่จำเจ และ “phiory” ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้นได้

“phiory” เป็นชื่อแบรนด์กระเป๋าหนังของคนไทย ที่โดดเด่น ด้วยรูปทรงการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมใส่ฟังก์ชั่นหลายอย่าง จากการดีไซน์โดยเจ้าของการันตีความรู้และประสบการณ์เรื่องการออกแบบจากต่างประเทศ เรียกว่าสู้กับแบรนด์นอกได้อย่างไม่อายเลย

คุณณัฐมณฑ์ วุฒิภัทรอารีย์ หรือ คุณนัท เจ้าของธุรกิจกระเป๋าหนัง phiory เล่าว่า ความที่ตัวเองเรียนจบมาด้านการออกแบบจากประเทศออสเตรเลีย จึงตั้งใจว่าจะกลับมาเปิดกิจการตามที่ร่ำเรียนมา เพราะเป็นคนที่ชอบหนัง โดยคิดว่าจะทำธุรกิจขายรองเท้าหนัง แต่มาคิดอีกทีพบว่าจะต้องวุ่นวายกับการสต๊อกขนาดรองเท้า

เลยหันมาจับงานผลิตกระเป๋าหนัง เพราะคิดว่าเป็นของใช้ที่คนให้ความสนใจตลอดเวลาไม่เบื่อ โดยมีความตั้งใจว่าจะผลิตกระเป๋าที่มีคุณภาพ เน้นการออกแบบให้สามารถใช้งานได้สารพัดประโยชน์ สร้างกิมมิกเพื่อให้เป็นที่จดจำแก่ลูกค้าได้ง่าย เน้นขายในราคาไม่แพง และผลิตอย่างมีคุณภาพ มีความประณีต ออกแบบให้ทันสมัย เพื่อแข่งขันกับแบรนด์นอก

การผลิตกระเป๋าหนัง phiory ในทุกกระบวนการ คุณนัทดูแลเองหมดตั้งแต่ออกแบบ เลือกวัสดุ ควบคุมการตัดเย็บ โดยใช้วัตถุดิบเกรดคุณภาพของเมืองไทยและต่างประเทศ ทั้งนี้ต้องการออกแบบเพื่อให้คุ้มค่ากับการใช้งาน โดยไม่เพียงการใส่ของใช้จำเป็นลงในกระเป๋า แต่ยังเป็นกระเป๋าที่ให้ความทันสมัย เป็นเครื่องประดับคู่กายเจ้าของได้อย่างภาคภูมิใจ

กระเป๋าชิ้นแรกที่คุณนัทตั้งใจผลิตตามนิยามตัวเองมี 2 แบบคือ รุ่น Buzac เป็นการออกแบบทรง bucket bag ที่สามารถปรับเปลี่ยนการสะพายได้แบบหลากหลาย ถือเป็นกระเป๋าที่ได้รับความนิยมตลอดจนทุกวันนี้ เป็นการออกแบบให้มีความคลาสสิก สามารถใช้ได้ทุกยุค ทุกสมัย จากการออกแบบภายนอกที่ดูเรียบง่าย แต่ภายในเน้นการใช้งานได้หลายชนิด สามารถบรรจุของได้จำนวนมากหลายแบบ

และรุ่นคือ Heart เป็นกระเป๋าขนาดเล็กลงมาจากแบบรุ่น Buzac และเป็นงานต่อยอด มีความจุของได้มากเช่นกัน มีให้ทั้งสายหนังและโซ่ พร้อมกับพู่หนังคู่ ที่ปรับใช้ได้ตามความชอบ ไม่ว่าจะต้องการปรับเป็นแบบ crossbody cluth หรือการใช้แบบ pouch

“ลูกค้าบางรายยังไม่คุ้นกับแบรนด์ดีจึงมักเลือกซื้อ รุ่น Heart มาใช้ก่อนเพราะเห็นว่ามีขนาดที่พอเหมาะ แต่ภายหลังพบว่าสินค้า phiory มีงานตัดเย็บที่มีคุณภาพ และออกแบบได้สวยงามทันสมัย ที่สำคัญเมื่อเทียบกับแบรนด์นอกแล้วราคาไม่แพงเลย ลูกค้ารายเดิมจึงตัดสินใจแบบไม่ลังเลที่จะเลือกซื้อรุ่น Buzac อีกใบทันที”

จากความใกล้ชิดในการผลิต ตลอดจนการเอาใจใส่พิถีพิถันทุกขั้นตอนก่อนถึงมือลูกค้า จึงทำให้ในช่วงเวลาเพียงปีเศษกระเป๋าหนังแบรนด์ phiory ได้รับความสนใจและเป็นที่นิยมจากลูกค้าอย่างรวดเร็ว

ดังนั้น เมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เจ้าของผลิตภัณฑ์กระเป๋าหนังแบรนด์ phiory จึงส่งผลิตภัณฑ์กระเป๋าหนังภายใต้การออกแบบที่เน้นความทนทาน สวยหรู แฝงด้วยสาระประโยชน์จากการใช้งานออกมาอีก ได้แก่

รุ่น Uma//weave เป็นกระเป๋าหนังแท้ที่สามารถปรับรูปทรงได้ตามสไตล์ที่คุณต้องการ รวมถึงรายละเอียดความประณีตและสวยงามจากจุดเด่นของการสานหนังบริเวณฝาด้วยมือ ดังนั้น จึงมีราคาแพงที่สุดในบรรดาสินค้าตัวอื่น อีกทั้งเน้นการผลิตที่มีขนาดใหญ่พองาม มีลูกเล่นมากมาย มีการปรับทรงด้านข้างให้ย่อ-ขยายได้ ทั้งนี้ Uma//weave สามารถสะพายทั้งแบบคล้องแขน หรือคล้องมือ เป็นกระเป๋าที่เหมาะกับทุกงานที่คุณต้องใช้ ในอนาคตอาจผลิตสีที่มีความสดใสเพิ่มเติม

รุ่น V Tote กระเป๋าหนังแท้ ที่มีความนุ่ม ทนทาน ดูแลง่าย ยิ่งใช้ไปนานยิ่งสวย เพราะหนังมีความมันมากขึ้นเรื่อยๆ มีขนาดใบใหญ่ที่จุใจ ตัวกระเป๋าชิ้นหน้า/หลัง ใช้หนังเต็มผืนไม่มีรอยต่อ สามารถใช้ได้ทั้งในวันทำงานหรือวันหยุด

ส่วนด้านบนปิด-เปิดด้วยซิปเพื่อความปลอดภัย แถมด้วยการออกแบบช่องซิปขนาดใหญ่ด้านหลังอีกเพื่อให้เป็นที่เก็บของได้อย่างจุใจ และด้านในมีการออกแบบช่องเก็บของขนาดต่างๆ เพื่อให้ท่านจัดของได้อย่างมีระเบียบ ง่ายต่อการหยิบใช้งาน นอกจากนั้น V Tote ให้ความสำคัญกับความแข็งแรงและปลอดภัยต่อไหล่ของท่าน ด้วยการออกแบบสายสะพาย 2 ชั้น

รุ่น Pepa Lock Tote นับเป็น Tote ที่เพิ่มระดับความหรูหรามากขึ้น โดยการออกแบบจะไม่เน้นการใช้สอยมากนัก แต่ยังคงเปิดพื้นที่การเก็บของอยู่ ทั้งนี้ Pepa Lock Tote ได้ใส่ลูกเล่นที่สร้างความโดดเด่นของแม่กุญแจ ตลอดจนการปรับสายกระเป๋าให้สามารถใช้งานได้หลากสไตล์ตามความเหมาะสมทั้ง crossbody, Tote หรือ clutch ก็ตาม

รุ่น SYM (ซิม) เป็นกระเป๋าขนาดกลาง ทรงเหลี่ยม แต่แฝงด้วยความละเอียดมากมาย ทั้งคุณภาพการออกแบบที่มีความแปลก สร้างจุดสนใจที่โดดเด่นจากหมุดที่ตอกลงบนกระเป๋า จึงนับเป็นกระเป๋าหนังที่ให้น้ำหนักการออกแบบฉีกแนวเดิม ที่ให้ความรู้สึกเท่ ผสมกับความเซ็กซี่

คุณนัท บอกว่า กระเป๋าทุกใบผ่านการออกแบบมาด้วยตัวเอง เพราะมีประสบการณ์ ความรู้ที่ร่ำเรียนมาจากประเทศออสเตรเลีย โดยเน้นการออกแบบเพื่อสะท้อนจากความต้องการส่วนตัว เพราะชอบของใช้ที่ให้ประโยชน์ได้มากมาย ดังนั้น เมื่อนำแนวคิดส่วนตัวมาออกแบบกระเป๋าจึงทำให้เน้นความคุ้มค่าจากฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลาย ทำให้เกิดความคุ้มค่า

ด้านการตัดเย็บ เจ้าของธุรกิจรายนี้มีทีมงานเป็นของตัวเอง จะเน้นผลิตจำนวนที่เหมาะสม เพราะมองในเรื่องคุณภาพ ความประณีตในการตัดเย็บ คุณนัท ว่า การที่ต้องทำการตลาดแบบขายออนไลน์ จึงต้องสร้างความเชื่อถือด้านคุณภาพให้แก่ลูกค้าเป็นสำคัญก่อน เพราะนั่นหมายถึงคุณอาจมีโอกาสอีกในคราวต่อไป

“อย่าลืมว่าไม่ได้วางสินค้าขายแบบเผชิญหน้ากับลูกค้า อีกทั้งลูกค้าก็สามารถจับต้องได้ หากชอบหรือไม่ชอบก็ตัดสินใจตรงนั้นทันที แต่การขายแบบออนไลน์ตรงกันข้ามเพราะเห็นแต่รูป อ่านแต่รายละเอียด ลูกค้าก็เสี่ยง คนขายก็เสี่ยง ดังนั้น เพื่อสร้างเครดิตให้ตัวเองและแบรนด์ควรแข่งขันในเรื่องคุณภาพตั้งแต่การผลิตไปยังการส่งของจนถึงมือลูกค้า”

เจ้าของธุรกิจรายนี้มองว่า แฟชั่นกระเป๋าหนังในท้องตลาดมีมากมาย แล้วแต่รสนิยมของลูกค้า ทั้งนี้การออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะแบรนด์อาจโดนใจและชื่นชอบของลูกค้า ดังนั้น สินค้าของเราคงขายในกลุ่มที่นิยมการออกแบบหรือชอบสไตล์แบบใจเราด้วยเช่นกัน

“สินค้าหลายอย่างที่ผลิตและคิดค้นโดยคนไทยมีคุณภาพและมาตรฐานฝีมือไม่แพ้ต่างประเทศ และที่สำคัญราคาถูกกว่าสินค้าต่างประเทศหลายเท่า ฉะนั้น ถ้าคนไทย ช่วยกันอุดหนุนสินค้าที่คนไทยคิด ถือเป็นการช่วยชาติ สร้างงาน สร้างรายได้ พร้อมกับสร้างกำลังใจให้เพื่อนร่วมชาติอีกด้วย

สนใจสอบถามสั่งซื้อหรือแวะชมกระเป๋าหนัง แบรนด์คนไทยอย่าง “phiory” ได้ที่ คุณนัท โทรศัพท์ (061) 542-2464 http://www.facebook.com/phioryphiory, http:instagram.com/phioryphiory

ลูกยิ้มน้ำพริกน้ำย้อย น้ำพริกเมืองแพร่ ฝีมือคนพะเยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ธุรกิจภูธร

กรรณิกา เพชรแก้ว

ลูกยิ้มน้ำพริกน้ำย้อย น้ำพริกเมืองแพร่ ฝีมือคนพะเยา

ความฝันมันมีรูเลี้ยวให้ได้หลบหลีกซอกซอนไปเสมอ ไม่เคยที่ฝันจะเดินตามร่องตามรอยที่ขุดล่อมันไว้สักที ฝันไม่เคยมีสูตรสำเร็จ ไม่มีทางลัด เขาพิสูจน์กันมามากมายอสงไขย ส่วนใหญ่พิสูจน์ด้วยความล้มเหลวเลิกราไปเสียกลางคัน

ด้วยว่าฝันนั้นไม่เคยง่าย…ไม่เคย

วนิดา พงษ์จิรังกาล เรียนจบการสื่อสารมวลชนมาโดยตรง จบแล้วมาเป็นนักข่าวให้สำนักข่าว “ประชาธรรม” ซึ่งเป็นสำนักข่าวทางเลือก ทำมาหลายปี ชีวิตราบรื่นดี เธอได้ทำงานที่ตัวเองรัก และเป็นงานท้าทาย เป็นชีวิตในฝันของใครหลายคน

เคยทำงานร่วมกันในรายการวิทยุ ฉันจำเสียงสดใสของเธอได้ เป็นเสียงที่เล่าเรื่องอย่างผู้ผ่านทาง ไม่ชี้แนะ ไม่กำหนด ไม่ชักจูง

จนเมื่อเริ่มชีวิตคู่กับ “พิชิต” นักดนตรีหนุ่ม และมีหนูน้อย “คีตะ” ร่วมกันเมื่อ 10 กว่าเดือนก่อน วนิดาพักงานข่าวไว้เพื่อดูแลลูกและดูครอบครัวเล็กๆ ของเธอ พิชิตทำงานดนตรีและช่วยธุรกิจของครอบครัวไป ชีวิตไม่ได้แร้นแค้นอะไร ลูกของทั้งสองเติบโตงดงามตามวัย

แต่เพราะความฝันบางอย่างก่อตัวขึ้น และเด่นชัดขึ้นทุกวันๆ พร้อมกับการเติบใหญ่ของลูก

ฝันเหมือนพ่อแม่อีกหลายคน ที่ชีวิตปกติที่เคยดำเนินมา อาจไม่ดีพอสำหรับชีวิตข้างหน้าของคนที่พวกเขารัก

เราเห็นพ่อแม่หลายคนคิด ฝัน ค้นหา ดิ้นรน จุดหมายประการเดียวคือชีวิตที่ดีกว่าสำหรับลูก

ครอบครัวน้อยของวนิดาไม่ต่างกัน

2 คนสามีภรรยาตกลงกันว่าจะต้องหารายได้พิเศษ วนิดาเป็นคนพะเยา แต่วงศ์วานว่านเครือก็มีลามไปถึงแพร่ จังหวัดที่ลือกันว่าคนทานเผ็ดนัก ดุนัก

น้ำพริกน้ำย้อยเป็นของเมืองแพร่ แหล่งต้นตอเขาว่าคืออำเภอลอง อยู่ห่างตัวจังหวัดราว 50 กิโลเมตร เป็นน้ำพริกผัดน้ำมันที่มีพริกกับหอมแดงเป็นเครื่องปรุงหลัก

เพียงพริก หอมแดง กระเทียม ตำรวมกัน แล้วเอามาทอดจนกรอบหอมฉุยไปทั่วย่าน ไม่ยาก แต่อร่อยนักหนา คนที่นั่นเขาทำทานกันมาเนิ่นนาน สูตรใครสูตรมัน แต่ล้วนอร่อยจับใจ

คนเมืองแพร่ทานขนมจีนไม่เหมือนคนเหนือจังหวัดอื่น เรียกว่ามีแพร่จังหวัดเดียวที่เป็นแบบนี้ คือแทนที่จะทำน้ำราดขนมจีนมีรสจัดเหมือนขนมจีนน้ำเงี้ยวที่คนภาคเหนือทานกัน น้ำราดขนมจีนเมืองแพร่กลับเป็นน้ำซุปกระดูกรสจืด ไม่มีพริก

เวลาจะทานขนมจีนเขาก็เอาเส้นขนมจีนราดด้วยน้ำซุปจืดนั่น แล้วค่อยเอาน้ำพริกน้ำย้อยลงคลุกเพื่อให้ได้รสเผ็ด หรือบางคนก็เอาน้ำพริกน้ำย้อยคลุกเส้นขนมจีนก่อนเลย แล้วค่อยทานกับน้ำราด หรือจะทานแล้วตามด้วยน้ำซุปก็ตามสบาย

เวลาไปทานที่ร้าน เขาจะเสิร์ฟเส้นขนมจีนเปล่ามา 1 จาน น้ำซุป 1 ถ้วย แล้วก็น้ำพริกน้ำย้อย นี่แหละเมืองแพร่แท้ เมืองอื่นไม่มี ไปเมืองแพร่ก็ต้องไม่พลาดนะจะบอกให้

วนิดาได้สูตรน้ำพริกน้ำย้อยมาจากญาติ เอามาปรับนั่นปรุงนี่ ลองผิดลองถูก ทำให้เพื่อนฝูงญาติมิตรชิมกันพักใหญ่ ทิ้งไปเสียก็มาก จนมาเป็นสูตรน้ำพริกน้ำย้อยเมืองแพร่ ที่เธอกับสามีตกลงกันว่าจะขายยึดเป็นอาชีพ

ว่าแล้วก็ลงมือ ช่วยกันเสาะหาวัตถุดิบ ซึ่งต้องใช้ของดี ของสด มีพริก หอมแดง เป็นหลัก การปรุงนั้นวนิดาบอกว่าเป็นเรื่องของสามี ส่วนเธอช่วยบรรจุขวดช่วยขาย ตอนนี้ขายทั้งในเฟซบุ๊กและเปิดร้านขายตามงานต่างๆ ในเชียงใหม่ ที่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักน้ำพริกน้ำย้อย ขายไปสาธิตกันไป คนจึงพอรู้จักกันขึ้นมาบ้าง 3 คนพ่อแม่ลูกไปช่วยกันขาย น่าชื่นชม น่าเชียร์

ทุกวันอาทิตย์ที่ที่มีตลาดนัด หรือในทุกที่ที่มีกิจกรรมรวมผู้คน 3 คนพ่อแม่ลูกจะพากันไปเสนอขายน้ำพริกของพวกเขา ทั้งในแบบบรรจุขวดเสร็จสรรพ หรือแบบคลุกข้าวยำกับขนมจีนให้ทานกันสดๆ หรือใครสั่งให้ไปส่งที่บ้าน พิชิตรับหน้าที่บริการไม่บกพร่อง

เขาตั้งชื่อน้ำพริกน้ำย้อยของพวกเขาว่า ลูกยิ้ม ซึ่งก็คงไม่ต้องบรรยายว่าลูกใครและทำไมถึงยิ้ม

น้ำพริกน้ำย้อยลูกยิ้ม ของครอบครัวนี้มีสโลแกน “ลำน้ำลายปุ๊” เป็นภาษาเหนือ แปลว่า อร่อยจนน้ำลายสอ

รสชาติชัดเจน เผ็ดเป็นเผ็ด หอมเป็นหอม คลุกข้าวหรือยำกับอะไรก็อร่อย วัตถุดิบดีๆ สดๆ นี่ทำอะไรก็ออกมาดีหมด เขามีให้เลือกแบบเผ็ดน้อยกับเผ็ดมาก ฉันลองมา 2 แบบ ขอบอกว่าใครไม่แน่ใจในสมรรถภาพตัวเองอย่าเพิ่งสั่งแบบเผ็ดมาก หรือจะสั่งขวดเล็กมาลองประสาทก่อนก็ได้

เขาทำกันไม่มาก เพราะต้องการความสด จึงต้องสั่งกันล่วงหน้าพอประมาณ

หาของอร่อยๆ ดีๆ ไว้ติดตู้เย็นได้จากเฟซบุ๊กของครอบครัวน้อยๆ นี้ ชื่อเพจ “ลูกยิ้มน้ำพริกน้ำย้อย” สั่งกันได้ทั่วประเทศ ส่งถึงโต๊ะอาหารทีเดียว

จะได้รู้กันว่าน้ำพริกระดับห้าดาวของคนเมืองแพร่เป็นอย่างไร

คนผ่าลูกจากขาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07073010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

คนผ่าลูกจากขาย

ที่ชุมชนบ้านทะเลน้อย อำเภอแกลง จังหวัดระยอง กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว เพราะเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงตามรอยเท้าพ่อ เช่น การปลูกผักกระชับที่ผมได้เขียนเล่าไปแล้ว

นอกจากนี้ที่เด่นๆ ก็มีอาชีพการประมง เพื่อทำปลาแห้ง กะปิ น้ำปลา แล้วยังมีการปลูกกล้วยด้วย

กล้วยน้ำว้าที่นี่ก็ขึ้นชื่อ มีชื่อว่า กล้วยน้ำว้าสามน้ำ รสอร่อยไม่ว่าจะกินสดๆ หรือนำไปทำขนม

ทว่าสำหรับวันนี้ ผมจะแนะนำท่านผู้อ่านและไม่ได้อ่านให้ได้รู้จักกับคนผ่าลูกจากขาย นางมีชื่อว่า สำเภา มุกดาสนิท

ไม่น่าเชื่อว่าป้าสำเภามีรายได้จากการผ่าลูกจากขายวันละโดยเฉลี่ยประมาณ 1,500 บาท

อีกทั้งยังเป็นอาชีพที่เรียบง่าย นั่งผ่าลูกจากอยู่คนเดียวรับเงินคนเดียวด้วย

รายได้วันละเท่านี้ ถ้าคิดเป็นเดือนก็เท่ากับเดือนละ 45,000 บาท

ถือว่าเป็นรายได้มากทีเดียว

ถ้ามีบ้านอยู่ในกรุงเทพฯ แล้วมีรายได้เท่านี้ก็ถือว่าปกติ แต่ถ้าอยู่ที่ชุมชนแห่งนี้นับว่ามีรายได้สูง

ทว่านางมีรายได้ในการผ่าลูกจากขายปีหนึ่งๆ เพียงเดือนสิงหาคมถึงธันวาคม รวม 5 เดือนเท่านั้น

นอกจากนี้ไม่มีลูกจากให้นำมาผ่าขาย

ช่วงนี้จึงต้องเปลี่ยนไปทำปลาแห้งขาย ก็พอจะอยู่ได้สบายตลอดปี

ชุมชนบ้านทะเลน้อยติดอยู่ริมแม่น้ำประแส ที่นอกจากอากาศดีแล้ว ยังมีปลาและกุ้งให้จับขายและกินด้วย

ปูทะเล และปูม้าก็มีให้จับ แต่จับได้เฉพาะช่วงที่มีน้ำเค็มขึ้นถึง คือตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนกรกฎาคม

เดือนที่มีปูให้จับก็เป็นรายได้ให้คนชุมชนปีละไม่น้อย

แต่พอถึงเดือนที่แม่น้ำประแสมีน้ำจืดขึ้นถึงก็จะมีลูกจากให้เก็บมาผ่าขาย

ป้าสำเภาเล่าถึงขั้นตอนการนำลูกจากมาผ่าขายให้ผมฟังว่า

ริมแม่น้ำประแสทั้ง 2 ฝั่ง เต็มไปด้วยป่าจาก

ป่าจากเหล่านี้ขึ้นเองตามธรรมชาติ ขยายพันธุ์กระจายมากขึ้นเรื่อยๆ พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้ามีดินเลนให้มันก็สามารถขยายพันธุ์ได้โดยไม่หยุดยั้ง

นอกจากขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดแล้ว ยังขยายทางหน่อเหมือนกล้วยด้วย

ต้นจากที่โตเต็มที่ก็จะออกลูก พอต้นแม่ตายก็จะมีหน่อขึ้นมาแทน สำคัญขออย่าให้คนไปตัดพวกมันทิ้งเท่านั้น

ก็เพราะมีต้นจากจำนวนมากจึงทำให้เกิดอาชีพตัดใบจากขายบ้าง เอาลูกของมันมาผ่าขายบ้าง

ใบจากที่ลูกชายของนางตัดมาขายเป็นทาง ถ้าใช้ห่อขนม ขายทางละ 4 บาท ถ้านำไปห่อยาสูบขายทางละ 2 บาท

สำหรับเรื่องใบจาก คนทำจะมีรายได้เท่าไรไม่รู้ แต่คนเก็บลูกจากซึ่งเป็นอาชีพของลูกชายคนหนึ่ง เวลาเก็บลูกจากมาขายให้ป้าสำเภา นางจะรับซื้อลูกจากพวงละ หรือกระปุกละ 10 บาท

1 กระปุกมี 50 เม็ด หรือ ๕๐ ลูก

เมื่อผ่าเอาเนื้อออกมาแล้ว 1 กระปุก จะได้เนื้อลูกจากประมาณ 1 กิโลกรัม

ราคาขายช่วงที่มีคนทำขายกันมากก็จะได้กิโลกรัมละ 120 บาท แต่ช่วงที่มีน้อยจะได้ 150 บาท ต่อกิโลกรัม

ป้าสำเภาสารภาพว่า ตัวเองผ่าลูกจากเป็นอย่างเดียว แต่ขายไม่เป็น เพราะไม่รู้ว่าจะเอาไปขายที่ไหน อย่างไร

ฉะนั้น ที่ป้าสำเภายังขายได้อยู่ทุกวันนี้เพราะมีแม่ค้ามาขอซื้อถึงบ้าน

แม่ค้าไม่ได้มาขอซื้ออย่างเดียว ยังโทรศัพท์มาสั่งล่วงหน้าด้วยว่า จะมารับลูกจากจำนวนเท่าไรและเมื่อไร

แม่ค้าสั่งมาทุกครั้ง ป้าสำเภาจะต้องสั่งให้ลูกชายแจวเรือไปหาลูกจากมาให้ได้ทุกครั้ง ถึงแม้ป่าจากที่ขึ้นอยู่ตามชายเลนเป็นของหลวงก็จริง

แต่ถ้าไปตัดเองแค่ใบและลูก จะไม่มีปัญหากับทางการแต่ประการใด ชาวบ้านที่ประกอบอาชีพเดียวกันไม่มีการแย่งเก็บลูกจาก เพราะเป็นที่รู้ๆ กันว่าของใครอยู่เขตไหน

ขณะเดียวกัน ป้าสำเภากับลูกๆ ก็ได้ช่วยกันปลูกต้นจากเสริมด้วย โดยเฉพาะริมแม่น้ำประแสที่ติดกับเขตบ้านของป้า

ขณะที่ผมไปยืนพูดคุยกับป้าสำเภานั้น นางทำงานไปพลางเล่าไปพลาง แต่ก็ไม่ทำให้เสียงาน เพราะนางผ่าลูกจากได้ชำนาญมาก

ก็คงต้องชำนาญเพราะเป็นอาชีพที่ต้องทำทุกวัน ทำมาเป็นเวลานานหลายปี

บางครั้งป้าสำเภาก็หยุดผ่าแล้วส่งลูกจากที่ผ่าเรียบร้อยแล้วให้ผมได้ชิม

เนื้อลูกจากผ่าออกจากเม็ดใหม่ๆ หวานกรอบอร่อยดีเหลือเกิน มิน่าจึงมีแม่ค้ามาขอซื้อถึงที่

อย่างไรก็ตาม จากการได้เห็นป้าสำเภาผ่าลูกจากในวันนั้น ทำให้ผมอดคิดถึงคุณประโยชน์ของต้นไม้ชนิดนี้ไม่ได้

สมัยดั้งเดิมของคนไทย โดยเฉพาะคนภาคใต้ ใบจากเป็นวัสดุมุงหลังคาที่มาก่อนวัสดุอื่นๆ ทั้งหมด

ต้นจากถือว่าเป็นต้นไม้ที่ได้ประโยชน์ทั้งต้นก็ว่าได้

นอกจากใบจากแล้ว ก้านใบก็ทำไม้กลัด และไม้จิ้มฟันได้

ส่วนทางนำมาตากแดดเพื่อใช้เป็นฟืนได้อย่างดี

งวงจากนำมาทำแส้ปัดยุง สมัยก่อนมีมากที่สุดที่ปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ ปัจจุบันก็พอมีแต่เหลือน้อยเต็มที

จากงวงจากก็มาถึงลูกจาก ก็นำมากินได้ อร่อยด้วย

ก็หวังว่าทางการจะรักษาป่าจากไว้ให้คู่กับแม่น้ำประแส ซึ่งจะส่งผลดีให้คนริมแม่น้ำประแสได้มีอาชีพเกี่ยวกับต้นจากตลอดไป

เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม ปั้น “มัชรูมแลนด์” โฮมสเตย์เพื่อสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07079010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

เที่ยวไปตามแผนที่

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม ปั้น “มัชรูมแลนด์” โฮมสเตย์เพื่อสุขภาพ

ในบรรดาแหล่งท่องเที่ยวยอดฮิตโซนวังน้ำเขียว-ปากช่อง-เขาใหญ่ มีชื่อของ “เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม” อยู่ในนั้นด้วย ซึ่งใครได้ไปเยือนแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งนี้แล้วต่างติดใจกันเป็นแถว เพราะนอกจากจะอิ่มท้องกับเมนูสารพัดเห็ดแล้ว ยังได้ตื่นตาตื่นใจกับเห็ดหลากหลายชนิด ทั้งได้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเห็ดเพียบ สุดท้ายได้ซื้อไปฝากพรรคพวกเพื่อนฝูง

“คุณปรเมศวร์ สิทธิวงศ์” กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม จำกัด แจกแจงว่า เปิดฟาร์มเห็ดเชิงท่องเที่ยว เมื่อปี 2554 ตั้งอยู่ที่ ถนนธนะรัชต์ (เขาใหญ่) อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ก่อนขยายธุรกิจ เฟส 2 ในนามเขาใหญ่ พาโนราม่า รีสอร์ต เมื่อปี 2557 ภายใต้รูปแบบรีสอร์ตทรงเห็ดแห่งแรกในเมืองไทย และมีจุดเด่นที่สระว่ายน้ำแบบออนเซ็นน้ำอุ่นในหินอ่อนธรรมชาติ ซึ่งเป็นที่เดียวในประเทศ มีทั้งหมด 16 ห้อง ราคาห้องมีตั้งแต่ 3,000-6,800 บาท ขึ้นอยู่กับขนาดห้องและจำนวนผู้พัก มีห้องพัก 2 คนจนถึงห้องขนาดครอบครัว กลุ่มลูกค้าเป็นระดับพรีเมี่ยม

เมนูสารพัดเห็ด

สำหรับการทำเห็ดแปรรูปนั้น คุณปรเมศวร์ ย้อนเล่าความเป็นมาว่า ตอนแรกทำเห็ดสด ปรากฏว่าขายไม่ได้ เพราะคนยังไม่รู้จัก ทำให้เห็ดเหลือจึงคิดแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสีย การแปรรูปเห็ดที่ดีที่สุด ต้องรู้ว่าจะต้องขายใคร หลักการคือ ต้องมีตลาดก่อน เรื่องเพาะเห็ดไม่ใช่เรื่องยาก แต่เรื่องตลาดยากที่สุด ช่วงแรกๆ ทำเมนูเห็ดทอด ชื่อเฟรนช์ฟรายด์เห็ด เด็กๆ หลายคนชอบ ทำให้ผู้ปกครองดีใจมีความสุขเพราะก่อนหน้านี้เด็กๆ จะไม่รับประทานเนื่องจากมีกลิ่น

“เราแบ่งเป็น 2 อย่าง ด้านยาพระเอกคือ เห็ดหลินจือ ถ้าพระเอกด้านทำอาหารคือ เห็ดโคนญี่ปุ่น เห็ดยานางิ ซึ่งในเมนูที่ใช้เห็ดโคนญี่ปุ่น มีไอศกรีมเห็ด คุกกี้เห็ด หรือชาโป๊ยเซียนก็จะมีเห็ดโคนญี่ปุ่นด้วย รวมทั้งแกงเขียวหวาน แกงป่า ลูกชิ้นเห็ด ไส้อั่วเห็ด ถั่วลิสงอบกรอบเคลือบเห็ด แหนมเห็ด เราก็เอาเห็ดโคนญี่ปุ่นมาทำ ซึ่งเป็นการสร้างความแตกต่าง ในเมืองไทยแหนมเห็ดที่เห็นมีขายทั่วไปส่วนใหญ่จะใช้เห็ดนางฟ้า แต่ที่นี่ใช้เห็ดโคนญี่ปุ่น แล้วใช้ข้าวกล้องในการหมักให้เห็ดเป็นแหนม ที่อื่นใช้เป็นข้าวธรรมดา เราเป็นฟาร์มเพื่อสุขภาพ จึงเน้นทุกอย่างเพื่อสุขภาพ”

นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยผลิตภัณฑ์จาก สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากเห็ด เริ่มต้นจากน้ำเห็ด 7 ชนิด ภายใต้แบรนด์ มัชชี่ มัชชี่ (Mushie Mushie) วางจำหน่ายผ่านเดอะมอลล์ และฟู้ดแลนด์ทุกสาขา

ใครที่เคยทานน้ำเห็ด 7 ชนิดของแบรนด์ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างชื่นชอบเพราะไม่มีกลิ่นเห็ดแต่อย่างใด เป็นสินค้าที่ขายดีมาก แต่ที่ทำเงินให้กับบริษัทอันดับต้นๆ คือ เห็ดหลินจืออบแห้งและสปอร์เห็ดหลินจือ

คุณปรเมศวร์ บอกว่า ปีที่แล้วทางบริษัทได้ขยายร้านค้าให้กว้างขวางขึ้น และยังได้นำสินค้าโอท็อปและสินค้าในละแวกใกล้เคียงมาจำหน่ายด้วย พร้อมกันนั้นได้ร่วมมือกับ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการเป็นตัวแทนจำหน่าย ชาสมุนไพรเห็ดหลินจืออบแห้ง ตรา เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม แต่เพียงผู้เดียว เพื่อจำหน่ายที่ ที่ทำการไปรษณีย์กว่า 1,000 สาขาทั่วประเทศ ปรากฏว่ายอดขายเติบโตดีมาก และได้นำกาแฟผสมเห็ดหลินจือมาขายด้วย รวมถึงการขายในร้านสะดวกซื้ออย่างเซเว่นอีเลฟเว่น

ปลื้มยอดขายผ่านไปรษณีย์

สำหรับการขายในที่ทำการไปรษณีย์ เมื่อปี 2557 นั้น เดือนแรกยอดขาย 60,000 กว่าบาท หลังจากนั้นบางเดือนขายได้ 2 ล้านกว่าบาท ซึ่งลูกค้าส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านและคนทั่วไปที่เป็นโรคเบาหวาน ความดัน ภูมิแพ้ หัวใจ และมะเร็ง โดยชาสมุนไพรเห็ดหลินจืออบแห้ง ขนาด 100 กรัม ขายแพ็กละ 390 บาท

เขาให้เหตุผลการให้ไปรษณีย์เป็นตัวแทนจำหน่ายว่า เป็นการสร้างความสะดวกให้กับผู้ซื้อ เพราะไปรษณีย์มีศูนย์ 1,200 สาขาทั่วประเทศ และยังมีผู้นำจ่ายหรือบุรุษไปรษณีย์ทั้งหมดเกือบ 1,000 คน ที่สามารถกระจายข้อมูลให้ได้

“สินค้าเห็ดหลินจือเป็นสินค้าที่ทำตลาดยากหน่อย คือถ้าไม่มีคนช่วยขายหรือช่วยบรรยายสรรพคุณจะขายไม่ได้ เราต้องทยอยให้ความรู้ทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เช่น ไปที่ประชุมเขต ผู้จัดการเขตก็เชิญหัวหน้าไปรษณีย์แต่ละอำเภอมานั่งฟังบรรยาย แล้วคนเหล่านี้จะกลับไปบรรยายให้กับผู้ขายหรือคนที่ประจำบู๊ธขายของในไปรษณีย์รับทราบอีกต่อหนึ่ง”

คุณปรเมศวร์ ระบุว่า ทางบริษัทวางแผนไว้ว่าจะเพิ่มยอดขายของฟาร์มทั้งหมดภายในปี 2560 ให้ได้ 1,000 ล้านบาท จากปี 2557 มียอดขายแค่ 20 กว่าล้านบาท ปี 2558 ตั้งเป้าไว้ 180 ล้านบาท ส่วนปี 2559 ตั้งเป้ายอดขายอยู่ที่ 500 ล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาอัตราการเติบโตของยอดขาย เพิ่มขึ้นเท่าตัวโดยตลอด

“อีกไม่นานจะเปิดเฟส 3 ในรูปแบบมัชรูมแลนด์ เป็นแหล่งให้บริการสำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสุขภาพของตัวเองแบบครบวงจร สำหรับแผนธุรกิจปี 2559-2560 จะเน้นเรื่องการพัฒนาให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรและสุขภาพของประเทศ เน้นการให้ความรู้ในเชิงการเพาะเลี้ยงเห็ดหลินจือ รวมทั้งสรรพคุณที่มหัศจรรย์ของเห็ดหลินจือ โดยนักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสโรงเรือนเพาะเห็ดหลินจือระบบปิดอย่างใกล้ชิด”

คุณปรเมศวร์ แจกแจงรายละเอียดของเฟส 3 ว่า คาดว่ากลางปีนี้น่าจะสร้างได้ ใช้งบประมาณ 200 ล้านบาท เป็นโครงการใหญ่ โดยจะทำเป็นโรงเรือน โรงเห็ด ให้คนมาพักได้ เป็นโฮมสเตย์เพื่อสุขภาพ ซึ่งจะมีแพทย์แผนปัจจุบันมาตรวจวินิจฉัยว่าเป็นโรคอะไรมาบ้าง เช่น เบาหวาน ความดัน ภูมิแพ้ หัวใจ พอมาอยู่กับที่นี่ก็ไปหาอาหารที่เป็นเมนูเห็ดต่างๆ มารักษาตัวเอง เป็นการสอนให้ผู้มาพักรู้จักรักษาตัวเอง จะมีโรงปรุงยาด้วย พร้อมกันนั้นจะนำสมุนไพรที่ได้รับการยอมรับของแพทย์แผนไทย ที่มีอยู่เกือบ 200 ชนิดมาคัดแล้วนำมาปลูกอยู่ในบริเวณนี้ จุดมุ่งหมายคือเพื่อฟื้นฟูร่างกาย ทำให้ร่างกายดีขึ้น

วางแผนตั้งโรงงานที่เวียดนาม

กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัท เขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม จำกัด กล่าวอีกว่า บริษัทยังตั้งเป้าการนำผลิตภัณฑ์แปรรูปเห็ดของไทยเข้าสู่ตลาดโลก ภายใต้แนวคิดสินค้าที่ผลิตจากฟาร์มเห็ดที่เขาใหญ่ แหล่งโอโซนที่ดีที่สุดในประเทศไทย ล่าสุด บริษัทได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมโครงการพัฒนาสถานประกอบการเป้าหมายเพื่อเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี และเมื่อปีที่แล้วได้ไปแมชชิ่งธุรกิจที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ปรากฏว่านักธุรกิจที่นั่นสนใจจะนำเข้าสินค้าของบริษัท และหากไปได้ดีอาจมีการตั้งโรงงานแปรรูปเห็ดที่นั่น และที่ผ่านมาได้ติดต่อเจรจากับคู่ค้าทางสิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง รวมทั้งเวียดนามและอินโดนีเซีย

แผนอีกอย่างของเขาใหญ่ พาโนราม่า ฟาร์ม คือจับมือกับไปรษณีย์ไทย ทำเคาน์เตอร์ไปรษณีย์ไทยเป็นรูปเห็ดตั้งอยู่หน้าฟาร์ม เป็นที่เดียวในประเทศ มีเจ้าหน้าที่ของไปรษณีย์ไทยมาประจำ คนที่มาเที่ยวซื้อเสร็จแล้วไม่อยากจะขนกลับ สามารถเขียนชื่อที่อยู่ ฝากส่งที่นี่ได้เลย

นอกจากนี้ ที่ผ่านมาได้จัดโครงการ “ผู้ประกอบการเพาะเห็ดหลินจือเชิงพาณิชย์” ในรูปแบบฟาร์มประกัน หรือ Contract Farming โดยมีผู้จบไปแล้ว 4 รุ่น และพัฒนาเป็นผู้ประกอบการเพาะเห็ดหลินจือในรูปแบบฟาร์มพันธมิตรจำนวน 44 รายทั่วประเทศ

จะเห็นได้ว่าเพียงไม่กี่ปีแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรแห่งนี้ก็ได้รับความนิยมจากนักเดินทาง เรียกว่าเป็นโมเดลที่ประสบความสำเร็จในระยะเวลาอันสั้น เจ้าตัวเลยบอกว่า ผู้ประกอบการรายใดที่สนใจจะทำธุรกิจแบบนี้สามารถมาเป็นแฟรนไชส์ได้ เพราะทางบริษัทมีโครงการจะเปิดฟาร์มเห็ดในสถานที่ที่มีชาวต่างชาติเที่ยว เช่น เชียงใหม่ โดยอาจจะเป็น เชียงใหม่ พาโนราม่า ฟาร์ม หรือที่ภูเก็ตเป็น ภูเก็ต พาโนราม่า ฟาร์ม เพราะที่เขาใหญ่เป็นแหล่งท่องเที่ยววีกเอนด์ ซึ่งนักท่องเที่ยวไม่ค่อยเยอะเท่าไร เนื่องจากไม่มีชาวต่างชาติ แต่ถ้ามีชาวต่างชาติจะมีนักท่องเที่ยวตลอดทั้งในวันธรรมดาและวันหยุด

กรณีคนที่จะมาร่วมทุน ถ้าไม่ทำรีสอร์ต ทำเฉพาะฟาร์มอย่างเดียว คาดว่าจะต้องใช้เงินทุนเริ่มต้นประมาณ 10 ล้านบาท ทำอาคารในลักษณะแบบเดียวกันนี้ ซึ่งถ้าเป็นรูปแบบ Big Day Tour จะยิ่งดีมาก เพราะมีผลิตภัณฑ์ขายด้วย เพื่อให้คนที่มาเที่ยวได้รับประทานเมนูเพื่อสุขภาพ รวมถึงการอดอาหาร ซึ่งถือเป็นการดีท็อกซ์ร่างกายอย่างหนึ่ง

ในฐานะนักธุรกิจหน้าใหม่ที่ประสบความสำเร็จ เขาพูดถึงความตั้งใจในการทำฟาร์มเห็ดว่า ที่นี่โฟกัสที่เห็ดเป็นหลัก และแม้ประสบความสำเร็จในลักษณะที่มีคนรู้จักธุรกิจฟาร์มเพาะเห็ดในระดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่รู้จักทั่วประเทศ สิ่งที่ได้คือ ให้คนมาสนใจเห็ดหลินจือ สนใจเมนูเพื่อสุขภาพ มีหลายคนพยายามทำคล้ายๆ กับฟาร์มแห่งนี้

“ผมเป็นคนแรกที่เอาเห็ดหลินจือเป็นดอกมาแพ็กขาย ตอนนี้ก็มีคนอื่นมาทำตามกันแล้ว ผมคิดว่า เราทำให้คนกินเห็ดให้มากที่สุด เป็นการช่วยให้คนมีสุขภาพดีขึ้นด้วย”

จากนี้คงต้องติดตามกันว่าโฮมสเตย์เพื่อสุขภาพจะถูกอกถูกใจและตอบโจทย์ลูกค้าได้มากน้อยแค่ไหน

ระบบบัญชี กิจการร้านอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07081010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

บัญชีธุรกิจ

วิโรจน์ เฉลิมรัตนา virojch@yahoo.com

ระบบบัญชี กิจการร้านอาหาร

ธุรกิจร้านอาหารในบ้านเราเติบโตและมีการแข่งขันสูง นอกจากต้องมีอาหารที่มีรสชาติอร่อย สะอาด ทำเลเหมาะสมแล้ว ยังต้องมีเทคนิคด้านการตลาดที่ตอบโจทย์โดนใจลูกค้าจึงจะอยู่รอดได้

มีร้านอาหารจำนวนมากที่เก่งเรื่องการตลาด เรื่องการขายหน้าร้าน แต่ระบบการควบคุมดูแลหลังร้านอาจจะยังเป็นประเด็นที่ไม่แน่ใจว่าเหมาะสมรัดกุมหรือไม่

ร้านอาหารเริ่มต้นจากเครื่องคิดเงิน

จุดสำคัญของระบบควบคุมดูแลในธุรกิจร้านอาหาร เริ่มต้นจาก “ระบบเครื่องคิดเงิน” ซึ่งมีตั้งแต่เครื่องคิดเงินที่มีลิ้นชักปิดเปิดเพื่อเก็บเงินแบบธรรมดา ไปจนถึงเครื่องคิดเงินที่มีการใส่โปรแกรมสำเร็จรูปที่เรียกว่า POS (Point of Sales) เพื่อใช้ตั้งแต่การจองโต๊ะ ป้อนออร์เดอร์รายการอาหารที่ลูกค้าสั่ง บันทึกคิดเงินเช็กบิล และเก็บข้อมูลการขายรายวันเอาไว้เป็นฐานข้อมูลทางบัญชีและภาษี

โปรแกรมสำเร็จรูปที่ว่านี้มีการพัฒนาโดย Software House ที่เน้นสำหรับธุรกิจร้านอาหารโดยเฉพาะ มีให้เห็นในท้องตลาดหลายยี่ห้อ และเครื่องคิดเงินดังกล่าวจะต้องมีการขึ้นทะเบียนไว้กับกรมสรรพากร โดยกรมสรรพากรจะพิมพ์บาร์โค้ดให้ร้านมาติดไว้ที่ตัวเครื่อง สำหรับควบคุมดูแลการบันทึกบัญชีเพื่อเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม

ระบบบัญชีรับเงิน-จ่ายเงิน ในร้านอาหาร

การควบคุมภายในสำหรับระบบบัญชีรับเงิน-จ่ายเงินที่ดีนั้น มีหลักว่า “ต้องแยกรายการรับออกจากรายการจ่าย” ซึ่งมีความหมายว่า เมื่อขายอาหารและเก็บเงินได้ เงินรับจากการขายจะไม่นำไปปะปนหรือดึงเงินส่วนนี้ไปใช้จ่าย ทั้งนี้ เพื่อให้การตรวจสอบความถูกต้องเป็นไปได้โดยสะดวก และเป็นการควบคุมไม่ให้พนักงานยักยอกเงินอีกด้วย

การควบคุมด้านรับเงิน

ระบบการควบคุมเงินสดรับจากการขายนั้น กิจการจะมีแคชเชียร์ซึ่งทำหน้าที่เป็นรอบๆ บางร้านอาจจะมีแคชเชียร์หลายคนในรอบเดียวกัน ก็จะต้องร่วมกันรับผิดชอบยอดเงินสดรับให้ตรงกับรายงานการขาย เมื่อปิดรอบของแคชเชียร์เจ้าหน้าที่จะต้องนับเงินสดชนยอดกับรายงานการขาย โดยตรวจนับกับพนักงานที่ไม่ได้ทำหน้าที่แคชเชียร์ในขณะนั้นอีกคนหนึ่ง เรียกว่าเป็นระบบตรวจสอบซึ่งกันและกัน หรือ Dual Control คือ ต้องตรวจนับร่วมกัน 2 คน โดยทั้ง 2 คน ต้องตรวจนับให้ได้ตรงกัน แล้วนำไปหยอดลงตู้นิรภัย โดยทั้ง 2 คน ต้องร่วมเป็นพยานรู้เห็นว่าได้หยอดใส่ตู้ตามยอดที่ตรวจนับได้โดยไม่มีการเปิดซองออกอีก

ซองเงินที่หยอดลงตู้จะถูกเปิดออกโดยพนักงานบัญชีอีกคนหนึ่ง (คนที่ 3) เพื่อตรวจนับว่าตรงกับรายงาน แล้วจึงนำเงินสดรับนั้นนำไปฝากธนาคาร ส่วนใหญ่พนักงานคนที่นำเงินไปฝากมักเป็นพนักงานอาวุโส หรือผู้ที่ไว้ใจได้ บางครั้งเจ้าของกิจการจะเป็นคนทำหน้าที่ดังกล่าว ยอดเงินที่ฝากเข้าบัญชีธนาคารนั้นมักนำฝากด้วยยอดที่สามารถสอบยันตรงกันกับรอบการขายแต่ละรอบได้ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบตัวเลขในภายหลังหากมีข้อสงสัย เช่น การขายวันนั้นมีการปิดยอดเงิน 4 รอบ จะมีเงินสดแยก 4 ซอง เวลานำฝากธนาคาร หากนำฝากพร้อมกัน จะแยกใบนำฝาก หรือรวมยอดก็ไม่ผิดกติกา แต่จะต้องสอบยันกับยอดทั้ง 4 รายการได้ เป็นต้น

และเพื่อลดความเสี่ยงจากการถือเงินสดจำนวนมากๆ อาจกำหนดไว้ว่าเมื่อเงินสดรับจากการขายถึงจำนวนเงินเท่าใดจะต้องปิดยอดและตรวจนับเพื่อหยอดใส่ตู้เซฟ หากสังเกตร้านสะดวกซื้อชั้นนำเขาจะมีเงินติดร้านอยู่ไม่เกิน 5,000 บาท เนื่องจากเงินสดรับที่เกินกว่านั้นได้รับการตรวจนับใส่ซองและหยอดลงตู้เซฟไปเรียบร้อยแล้ว

การเก็บเงินจากลูกค้านั้น ลูกค้าบางคนอาจชำระด้วยบัตรเครดิต บางคนชำระด้วยเงินสด ในระบบ POS ที่เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปนั้น เขาจะตั้งเมนูไว้ให้พนักงานแคชเชียร์กดเลือกว่าชำระด้วยเงินสดหรือบัตรเครดิต ฐานข้อมูลการบันทึกรายการก็จะแยกประเภทตามวิธีการชำระเงินของลูกค้า รายงานจะแจกแจงยอดออกมาทั้งรับชำระด้วยบัตรเครดิต แยกรายบัตรของแต่ละธนาคาร ยอดรับชำระด้วยเงินสด

การควบคุมด้านจ่าย

ด้านเงินสดจ่ายนั้น กิจการควรตั้งกองขึ้นมาต่างหาก ไม่ปะปนกับเงินสดรับจากการขาย โดยพิจารณาวงเงินจากเงินหมุนเวียนที่จำเป็นต้องใช้ในแต่ละช่วงเวลา เช่น กิจการอาจกำหนดวงเงินไว้ 10,000 บาท วงเงินลักษณะนี้เรียกว่า Imprest System คือจำนวนเงินที่กำหนดจำนวนคงที่ไว้ และมอบหมายให้มีผู้ถือเงิน วงเงินนี้เรียกว่า “วงเงินสดย่อย” (Petty Cash Float) ซึ่งมีหลักควบคุมง่ายๆ คือ เงินสด บวกกับ บิลที่จ่ายซื้อของ จะต้องเท่ากับยอดวงเงินเสมอ เช่น หากใช้จ่ายเงินออกไปรวมกันเท่ากับ 8,500 บาท จะมีบิลหลายๆ ใบรวมกันเท่ากับ 8,500 บาท และมีเงินสดคงเหลือ 1,500 บาท

เมื่อเงินสดในมือพร่องลงไปถึงระดับหนึ่ง จะมีการเบิกชดเชยเงินสดย่อยด้วยยอดค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ในตัวอย่างข้างต้น จะทำยอดเบิกชดเชย 8,500 บาท เพื่อให้เงินสดในมือกลับมาอยู่ที่ 10,000 บาทตามเดิม และในขั้นตอนการเบิกชดเชย บิลเอกสารจะถูกนำไปแนบใบสำคัญจ่ายสำหรับรายการเบิกชดเชยเงินสดย่อยนั้น

มีกิจการจำนวนมากนิยมเบิกเงินด้วยยอดกลมๆ เช่น เบิก 10,000 บาท ทบเข้าไปกับยอดเงินคงเหลือ 1,500 บาท ทำให้เงินสดในมือมีอยู่ 11,500 บาท (ไม่ใช่ 10,000 บาทตามวงเงิน) การเบิกด้วยยอดกลมๆ ในลักษณะนี้จะทำให้การควบคุมดูแลยอดเงินไม่สามารถตรวจนับได้ตลอดเวลา ตามที่กล่าวข้างต้น โดยปกติจะควบคุมได้ต้องมีการปรับปรุงและบันทึกสมุดเงินสดที่ทันต่อเหตุการณ์เท่านั้นจึงจะสามารถควบคุมดูแลเงินสดที่ไม่เป็นวงเงินได้ แต่ในทางปฏิบัติ ไม่ค่อยพบว่าร้านค้าจะมีเวลามาทำสมุดเงินสด เนื่องจากงานหน้าร้านที่เร่งรัด ระบบเงินสดย่อยที่คุมเป็นวงเงินและเบิกชดเชยด้วยยอดที่เบิกจ่ายจึงเป็นระบบที่ใช้ควบคุมได้จริงในทางปฏิบัติ

การบริหารจัดการร้าน

การจัดผังและพื้นที่ใช้งานหลังร้าน มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย แม้ว่าส่วนใหญ่พื้นที่หลังร้านจะมีขนาดเล็ก และคับแคบ แต่การจัดพื้นที่หลังร้านให้ทำงานได้สะดวกและช่วยป้องกันการเดินเข้าออก การเข้าถึงพื้นที่ มีผลอย่างมากต่อการระแวดระวัง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่ชุลมุน ทดลองสังเกตซุปเปอมาร์เก็ตหลายๆ แห่ง เขาจะมีหลักในการจัดวางเครื่องคิดเงินที่ยากสำหรับคนที่ไม่เกี่ยวข้องจะเข้าไปยุ่มย่าม แม้กระทั่งพนักงานด้วยกัน การจัดวางตำแหน่งที่เก็บเอกสารสำคัญ การเคลียร์เอกสารออกในแต่ละวัน ตำแหน่งที่ตั้งของเซฟ การวางกล้องวงจรปิดในจุดต่างๆ ไว้ตรวจสอบกรณีเกิดปัญหาเงินขาด เงินหาย รายละเอียดเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการใส่ใจจากเจ้าของร้าน

การนำเงินสดรับออกจากตู้เซฟเพื่อนำไปฝากธนาคารมีความเสี่ยงในระหว่างขนย้าย ร้านค้าบางแห่งทำประกันภัยสำหรับการสูญหาย โดนปล้น (ระหว่างการขนย้ายเงิน) กับบริษัทประกันภัย ก็ช่วยลดโอกาสและความเสี่ยงในการสูญเสียได้

ร้านค้าในบ้านเราอาจจะไม่ค่อยนึกถึงการประกันภัยอีกรูปแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า การประกันภัยความรับผิดต่อสาธารณชน (Public Liabilities Insurance) เพื่อลดความเสียหายที่ร้านต้องชดใช้บุคคลภายนอกหรือลูกค้า กรณีเกิดความสูญเสีย เกิดความเสียหายจากอุบัติเหตุอันเนื่องมาจากการบำรุงรักษาและการดูแลสถานที่ ความเสียหายต่อทรัพย์สินและความบาดเจ็บทางร่างกาย เช่น ลูกค้าหกล้มเนื่องจากพื้นเปียก หรือมีพื้นต่างระดับในร้าน ซึ่งเบี้ยประกันภัยจะกำหนดโดยขึ้นอยู่กับประเภทของกิจการ ลักษณะของร้านค้า โอกาสและความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุ ร้านค้าบางแห่งทำประกันแบบ IAR (Industrial All Risk) คือกรมธรรม์เดียวคุ้มครองภัยต่างๆ ครอบคลุมนอกเหนือจากอัคคีภัย

ข้อมูลเชื่อมโยง POS ไปโปรแกรมบัญชี

ข้อมูลการขาย ตั้งแต่ม้วนเทปไปจนถึงรายงานการขาย หากมีการเชื่อมต่อไปยังโปรแกรมสำเร็จรูปด้านบัญชีแล้ว ร้านค้าก็สามารถปิดบัญชีได้อย่างรวดเร็วทันเวลา เนื่องจากข้อมูลการขายมีรายละเอียดมาก อย่างไรก็ตาม เท่าที่เห็นในบ้านเรา มักใช้โปรแกรมหน้าร้าน (POS) เพียงระบบเดียว ส่วนการปิดบัญชีนั้นจัดทำแยกต่างหากไม่เชื่อมโยงข้อมูลกัน ในทางเทคนิค ระบบ POS สามารถเชื่อมโยงกับโปรแกรมบัญชี (Interface) ได้ หากโปรแกรมบัญชีมีคุณสมบัติรองรับการเชื่อมต่อข้อมูลจากการขายหน้าร้าน และต้องให้โปรแกรมเมอร์เป็นผู้เชื่อมโยงข้อมูลให้

มีโปรแกรมสำเร็จรูปบางโปรแกรมมีคุณสมบัติรองรับทั้งระบบ POS กับระบบบัญชีหลังร้าน โดยขายแยก หรือรวมกันตามความต้องการใช้งานของร้านค้า

Digital Marketing เครื่องมือมีหลากหลาย จะเลือกใช้อย่างไรดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07084010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

กิตติ ภูวนิธิธนา twitter@Cheaupa

Digital Marketing เครื่องมือมีหลากหลาย จะเลือกใช้อย่างไรดี

ผู้ที่มีความเข้าใจเกี่ยวกับเครื่องไม้เครื่องมือ หรือช่องทางสำหรับทำการค้าการตลาดออนไลน์อยู่แล้ว และอาจจะใช้งานอยู่แล้วด้วย คงไม่ลำบากอะไรมากนักในการที่จะเลือกและเริ่มต้นกับช่องทางใดๆ แต่สำหรับมือใหม่ หรือผู้ที่ยังไม่มีความเข้าใจเกี่ยวกับ Digital Marketing ดีนัก

การทำความรู้จักและเข้าใจกับช่องทาง หรือเครื่องมือในการทำการตลาดออนไลน์สักช่องทางหนึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ยากมากแล้ว เพียงแค่ต้องทำความเข้าใจว่าช่องทางไหนมีคุณสมบัติอย่างไร จะใช้เพื่ออะไร และใช้อย่างไร ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นอุปสรรคอยู่ไม่น้อย เมื่อต้องตัดสินใจอีกว่าจะเลือกใช้ช่องทางใดเพื่อขายหรือทำการตลาดให้กับสินค้าของตน ดูจะเป็นสิ่งที่สร้างความลำบากใจไม่น้อยเลย

ใครที่เป็นมือใหม่และกำลังประสบปัญหาในลักษณะที่ว่ามานี้ ในครั้งนี้ผมมีแนวทางในการพิจารณาและเลือกใช้เครื่องมือสำหรับทำการตลาดออนไลน์มาแนะนำกัน

จริงๆ วิธีการที่จะแนะนำก็เป็นหลักในการสร้าง Mind Map นั่นเองคือ การแจกแจงสิ่งที่จะทำออกเป็นลำดับและหมวดหมู่เพื่อให้สามารถเห็นภาพรวมได้อย่างชัดเจนในสิ่งที่ต้องการจะทำ

บางทีการปล่อยให้สิ่งที่ต้องการจะลงมือทำอยู่ในความคิดก็ยากที่จะได้ข้อสรุป ดังนั้น การที่จะทำตามคำแนะนำต่อไปนี้และในท้ายที่สุดสามารถได้ข้อสรุปที่เป็นรูปธรรม อาจจะต้องเตรียมกระดาษ ปากกา เอาไว้ลงมือขีดเขียนกันสักหน่อย หรือถ้าใครทันสมัย หรือกำลังอินเทรนด์กับยุคไร้กระดาษหรือ Paperless จะใช้การเขียนบนสมาร์ตโฟน หรือแท็บเลตก็ไม่ว่ากัน

ถ้าพร้อมแล้วก็มาเริ่มกันเลย ก่อนอื่นให้กำหนดความต้องการที่จะใช้เครื่องมือสำหรับการขาย หรือทำการตลาดออนไลน์ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างความต้องการ 2 ประการ ซึ่งถือว่าเป็นความต้องการพื้นฐานของคนที่จะค้าขายและทำการตลาดออนไลน์คือ…

> เพื่อนำเสนอสินค้าสู่โลกออนไลน์

> เพื่อแนะนำสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

คนที่กำลังคิดว่าจะเริ่มต้นกับการค้าขายออนไลน์แต่ยังตัดสินใจไม่ถูกว่าจะใช้เครื่องมือตัวไหน ลองดู 2 เงื่อนไขหรือความต้องการที่ผมบอกมาว่า ใช่ความต้องการเดียวกับที่คุณกำลังคิดอยู่หรือไม่

มาดูกันทีละความต้องการ “เพื่อนำเสนอสินค้าสู่โลกออนไลน์” เริ่มจากการนำเสนอสินค้าสู่โลกออนไลน์ในเบื้องต้นก็คือ การเปิดร้านค้าออนไลน์กับผู้ให้บริการที่ไหนสักแห่ง ดังนั้น หากปัญหาที่กำลังประสบอยู่คือ ยังตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะเลือกทำเว็บไซต์เพื่อสร้างร้านค้าออนไลน์กับที่ไหน ให้ลิสต์รายชื่อเว็บไซต์ที่ให้บริการเปิดร้านค้าออนไลน์เอาไว้ในกลุ่มนี้ก่อน

ยกตัวอย่าง เช่น…

> ช่องทางสำหรับนำเสนอสินค้า

– เว็บไซต์ LNW Shop

– เว็บไซต์ Weloveshopping

– เว็บไซต์ Blisby

– Facebook Page

– LINE Shop

– Instagram

– หรืออื่นๆ

ลำดับต่อไปมาดูที่ความต้องการเกี่ยวกับการนำเสนอสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง หรือก็คือ การทำการตลาดออนไลน์นั่นเอง ทำเหมือนเดิมคือ นั่งลิสต์เครื่องมือ หรือช่องทางที่ใช้ในการทำการตลาดออนไลน์ออกมาว่ามีอะไรบ้าง

ในการลิสต์รายชื่อไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการเปิดร้านค้าออนไลน์ หรือเครื่องมือในการทำการตลาดก็ตาม ไม่จำเป็นต้องนั่งหาข้อมูลแบบละเอียดถึงขนาดที่ว่าต้องลิสต์รายชื่อของผู้ให้บริการ หรือเครื่องมือครบทั้งหมด ในเบื้องต้นให้ลิสต์รายชื่อเว็บไซต์และเครื่องมือที่ตัวเราเองรู้จักก่อน มีความเข้าใจ และพอที่จะใช้งานเป็นอยู่บ้าง

> เครื่องมือสำหรับโปรโมตสินค้า

– Google AdWords

– SEO

– Facebook Page/Facebook Ads

– LINE@

– และอื่นๆ

เมื่อลำดับความต้องการพร้อมกับแยกหมวดหมู่ของช่องทางและเครื่องมืออย่างนี้แล้ว ก็จะเห็นภาพรวมและแยกแยะถึงจุดเด่นของช่องทาง หรือเครื่องมือได้ง่ายขึ้น ช่วยลดความสับสนในการตัดสินใจลงไปได้อย่างมาก แต่จากการแบ่งกลุ่มตามตัวอย่างจะเห็นว่าทั้ง 2 กลุ่มจะมีช่องทาง หรือเครื่องมือที่ซ้ำซ้อนกันอยู่นั่นคือ Socail Network ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งเพื่อการนำเสนอสินค้าและการทำการตลาด

การเลือกใช้ Social Network ถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับมือใหม่ หรือผู้เริ่มต้น เนื่องจากเป็นช่องทางที่มีศักยภาพในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย สามารถนำเสนอสินค้าได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ที่สำคัญคือ ผู้ขายสินค้าที่เป็นมือใหม่ซึ่งยังไม่มีความชำนาญในเรื่องของการใช้เครื่องมือเกี่ยวกับ Digital Marketing ไม่ต้องเสียเวลาในการศึกษาหรือลงมือจัดการสิ่งต่างๆ หลายช่องทาง ทำให้การทำงานมีความสะดวกและง่ายขึ้น มีเวลาในการทุ่มเทการทำงานกับช่องทางใดช่องทางหนึ่งอย่างเต็มที่

ในกรณีที่ต้องใช้เครื่องมือแยกกันระหว่างการนำเสนอสินค้าและการโปรโมตสินค้า ในเบื้องต้นไม่ควรเลือกใช้ช่องทางที่หลากหลายเกินไป เพราะจะทำให้ไม่สามารถบริหารจัดการสิ่งต่างๆ ได้อย่างเต็มที่และทั่วถึง ในการนำเสนอสินค้าควรเลือกช่องทาง หรือเปิดร้านค้ากับเว็บไซต์สักแห่งหนึ่ง

ส่วนการโปรโมต หรือทำการตลาดสินค้าอาจเลือกใช้เครื่องมือสัก 1-2 ทางเลือก เช่น ใช้ Facebook Page เป็นช่องทางในการประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ รวมถึงการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย และอาจจะทำโฆษณากับ Google AdWords ร่วมด้วยอีกทางหนึ่ง

WiFi?บางสิ่งที่เราหลงลืม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

WiFi?บางสิ่งที่เราหลงลืม

“บางเรื่องเราอาจดูฉลาดแต่ถ้าขาดความเฉลียว ปัญหาอื่นๆ อีกมากมายจะตามมาไม่จบสิ้น?”

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน ปัญหาบางเรื่องเป็นเสมือนเส้นผมบังภูเขาเหมือนกับเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดขึ้นกับเพื่อนบ้านของผมท่านหนึ่ง บ้านเราทั้ง 2 หลังนี้เรียกว่าหลังคาบ้านแทบจะเกยกันด้วยซ้ำไป หากไม่มีรั้วกั้น ใครผ่านมาพบเห็นยังคิดเลยว่าบ้าน 2 หลังนี้เป็นบ้านแฝด

เพื่อนบ้านท่านนี้มีปัญหาหนึ่งที่คิดไม่ตกพยายามแก้ไขอยู่หลายเดือนเกี่ยวกับ WiFi ที่ใช้ในบ้านของตัวเอง พยายามหาวิธีแก้ไขก็ยังหาสาเหตุของปัญหาไม่เจอ ว่าทำไมใช้อินเตอร์เน็ตบอร์ดแบนเหมือนกับผม แถมเราเตอร์ยังเป็นยี่ห้อเดียวกันด้วยสิ แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับกลายเป็นว่าบ้านของผมอินเตอร์เน็ตมีความเร็วสูงใกล้เคียงกับที่ผู้ให้บริการรายหนึ่งได้ประชาสัมพันธ์ไว้ก่อนการติดตั้ง ส่วนของเพื่อนบ้านรายนี้กลับกลายเป็นว่าสัญญาณ WiFi ที่ได้นอกจากจะไม่แรงแล้วยิ่งหากพ่วงอุปกรณ์อื่นๆ หรือการแชร์เพื่อแบ่งปันสัญญาณ WiFi เข้าไปด้วยแล้วไม่ต้องพูดถึงเลยครับ เพราะยิ่งช้ามากกว่าเดิมเสียอีก

ช่วงแรกๆ พอเกิดปัญหาขึ้นเพื่อนบ้านท่านนี้ก็โทรศัพท์ติดต่อไปยังผู้ให้บริการรายนี้ทันที ทางนั้นก็ส่งช่างเข้าไปตรวจสอบสัญญาณพบว่าทุกอย่างปกติดีและไม่สามารถหาสาเหตุได้ จึงทำการเปลี่ยนเครื่องใหม่ให้

หลังจากนั้นก็ยังเกิดปัญหาเหล่านี้ซ้ำไปซ้ำมาไม่ว่าจะเปลี่ยนกี่เครื่องก็เหมือนเดิม สุดท้ายเพื่อนบ้านท่านนี้ตัดสินใจซื้อเราเตอร์ยี่ห้อใหม่มาใช้แทน เพราะเชื่อว่าน่าจะเป็นสาเหตุจากเราเตอร์ไม่ได้มาตรฐาน แต่ผลสรุปกลับเป็นว่าเสียเงินเปล่าโดยใช่เหตุ แถมยังแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุดอีกด้วย จึงเป็นที่มาของเรื่องราวที่ผมจะหยิบมาเล่าและนำเสนอเคล็ดไม่ลับบางอย่างเกี่ยวกับ WiFi และอุปกรณ์ที่เราใช้งานอย่างเราเตอร์นำมาบอกเล่า

เคล็ดไม่ลับที่ 1 การเพิ่มความแรงของ WiFi

เอ่ยถึงชื่อ WiFi (Wireless Fidelity) เชื่อว่าคุณผู้อ่านคงรู้จักกันเป็นอย่างดี สัญญาณ WiFi เป็นคลื่นวิทยุเหมือนคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีอยู่ในตัวอุปกรณ์สื่อสารอย่าง โทรทัศน์, วิทยุ, โทรศัพท์ เป็นต้น คุณผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าจริงๆ แล้วระยะการรับส่งและกระจายสัญญาณของคลื่นในการเชื่อมต่ออุปกรณ์สื่อสารกับเราเตอร์มีระยะรับส่งเพียง 45 เมตร หรือประมาณ 150 ฟุต แต่การกระจายสัญญาณจะมีประสิทธิภาพที่ดีได้ก็ต่อเมื่อการจัดวางเราเตอร์อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมและโดนถูกกีดกั้นจากวัตถุอย่างพื้นผิวโลหะ กำแพง หรือแม้แต่อุปกรณ์ตกแต่งอย่างเฟอร์นิเจอร์ เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ง่ายขึ้น ผมขอขยายความ ดังนี้

1. การจัดวางเราเตอร์มีผลต่อการกระจายสัญญาณ WiFi ยกตัวอย่างเช่น หากคุณรู้ว่าตำแหน่งในบ้านที่มีการใช้สัญญาณ WiFi บ่อยที่สุดอยู่ตรงตำแหน่งกลางบ้าน ซึ่งเป็นจุดที่ทุกคนในบ้านจะใช้งานร่วมกันแนะนำว่าการติดตั้งตรงจุดนี้น่าจะดีกว่าการนำไปติดตั้งไว้ห้องใดห้องหนึ่งของบ้าน ถึงแม้ว่าจะสามารถกระจายสัญญาณส่งออกมาภายนอกได้เช่นกัน แต่ความแรงของสัญญาณไม่เท่ากันอย่างแน่นอน ดังนั้น สรุปว่าให้ค้นหาตำแหน่งที่เป็นจุดศูนย์กลางของบ้านแล้วติดตั้งตรงตำแหน่งนั้น เพื่อประสิทธิภาพการใช้งานที่ดีสำหรับการเชื่อมต่อสัญญาณ

2. สัญญาณ WiFi เป็นคลื่นวิทยุ หากจัดตั้งเราเตอร์เพื่อกระจายรับส่งสัญญาณในที่ปิดกั้น หรือวางเสาสัญญาณในตำแหน่งที่ชิดติดกำแพง ความแรงของสัญญาณจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

3. การวางเราเตอร์ไว้บนพื้นเป็นสิ่งที่ห้ามทำโดยเด็ดขาด เพราะเสาสัญญาณอาจถูกบล็อก หรือลดความแรงของสัญญาณลงได้ โดยเฉพาะหากวัตถุที่วางไปนั้นสัมผัสกับซีเมนต์ ไม้ คอนกรีต จะส่งผลให้การกระจายสัญญาณ WiFi มีคุณภาพที่ต่ำลง

4. บ่อยครั้งที่คุณอาจเคยเห็นตามสำนักงาน หรือบางบ้านนิยมติดตั้งเราเตอร์ไว้บนชั้นสูงๆ หรือติดตามฝ้า เพดานแล้วปล่อยให้เสาสัญญาณทอดตัวลงมาด้านล่างนั่นถือเป็นวิธีการติดตั้งที่ถูกต้อง เพราะจะช่วยให้การรับส่งสัญญาณทำงานได้ดี โดยไม่มีสิ่งกีดกั้นการกระจายสัญญาณ ยิ่งหากอยู่ในที่โล่งได้ยิ่งดี สิ่งหนึ่งที่ไม่ควรละเลยคือ การหันเสาสัญญาณควรหันเข้าหาตำแหน่งอุปกรณ์ที่ใช้งาน ไม่ควรหันออกนอกอาคารเพราะเท่ากับว่าเป็นการกระจายสัญญาณออกด้านนอกตัวอาคาร ซึ่งจะทำให้เกิดความสิ้นเปลืองพลังงาน

5.การวางเราเตอร์ใกล้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จะก่อให้เกิดสัญญาณคลื่นความถี่ที่รบกวนกันส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายสัญญาณที่มีประสิทธิภาพต่ำ ยกตัวอย่างเช่น ไม่ควรวางเราเตอร์กับอุปกรณ์อย่าง แอร์, โทรทัศน์, ไมโครเวฟ เป็นต้น

เคล็ดไม่ลับที่ 2 การใช้ Repeater เพื่อขยายสัญญาณ WiFi

ทำไมถึงต้องใช้ Repeater เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ถ้าคุณต้องการยืดระยะรับส่งสัญญาณ WiFi ให้ไกลขึ้น อย่างเช่น สมมติว่าปกติคุณเคยใช้ WiFi ได้เพียงในตัวบ้าน แต่หากออกมานอกตัวบ้านสัญญาณจะเริ่มเบา หรือไม่มีสัญญาณ การใช้ Repeater จะช่วยแก้ไขข้อจำกัดในส่วนนี้ เพื่อช่วยการกระจายสัญญาณไปได้ไกลมากยิ่งขึ้น

ดังนั้น Repeater ถือว่ามีส่วนช่วยอย่างมากสำหรับการขยายขีดความสามารถของสัญญาณ WiFi หากเป็นเมื่อก่อนขั้นตอนการทำ Repeater จะมีขั้นตอนที่สลับซับซ้อนมากโดยเฉพาะการเข้าไปตั้งค่า หรือคอนฟิกกับอุปกรณ์โดยตรงอย่าง Wireless Access Point หรืออุปกรณ์กระจายสัญญาณ เพื่อกำหนดช่องสัญญาณให้ตรงกับค่าตัวรับและส่งอุปกรณ์ นั่นคือเมื่อก่อน

ปัจจุบันนี้การขยายสัญญาณ WiFi หรือ Repeater ทำได้ง่ายกว่านั้นด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ประเภท “ตัวยืดระยะสัญญาณ Wireless” ในที่นี้ผมขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น โดยใช้อุปกรณ์ “TP-LINK TL-WA850RE 300Mbps Universal WiFi Range Extender” วิธีใช้งานก็ง่ายแสนง่ายครับ เพียงกดปุ่ม WPS ที่ตัวเราเตอร์ซึ่งเป็นตัวส่ง จากนั้นให้นำอุปกรณ์ TP-LINK ไปเสียบปลั๊กไฟที่บริเวณใดก็ได้เพื่อขยายสัญญาณออกไป เมื่อสถานะไฟแสดงขึ้นมาให้กด WPS ที่ตัวรับของอุปกรณ์ เพียงเท่านี้การยืดระยะสัญญาณก็ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เห็นไหมครับว่าไม่ยากเลยแถมสะดวกอีกด้วย ส่วนข้อจำกัดก็มีนะครับ อุปกรณ์ประเภทนี้ถึงแม้จะช่วยยืดระยะการรับส่งสัญญาณได้ไกลขึ้น แต่แบนด์วิดท์ (Bandwidth) หรือปริมาณการรับและส่งข้อมูลของอินเตอร์เน็ตจะลดลงครึ่งหนึ่ง นั่นหมายถึงว่าคุณใช้สัญญาณได้รับส่งข้อมูลได้ แต่คงไม่เร็วหรือแรงเท่ากับการใช้ผ่านเราเตอร์โดยตรง ขอย้ำว่าทุกรุ่นทุกยี่ห้อ จะเป็นแบบนี้ทั้งหมด

บทสรุป “WiFi?บางสิ่งที่เราหลงลืม”

ทุกอุปกรณ์บนโลกใบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การจะใช้งานให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสิ่งสำคัญคือ เราต้องรู้ถึงข้อจำกัดการใช้งานที่ถูกต้องเสียก่อน ว่าอันไหนทำได้หรือไม่ได้อย่างไร แล้วจึงค่อยหาอุปกรณ์เสริมมาช่วยแก้ไขข้อจำกัดเหล่านั้น เหมือนกับเรื่องราวของเพื่อนบ้านที่ผมได้หยิบยกนำมาเล่าให้เห็นว่า กว่าจะแก้ไขปัญหาได้เล่นเอาเจ้าของบ้านเกือบถอดใจ เพราะต้องลองผิดลองถูกอยู่หลายเดือน โดยลืมมองไปว่าจริงๆ แล้วปัญหานี้เกิดจากการวางอุปกรณ์เราเตอร์ไม่ถูกตำแหน่งจึงส่งผลให้เกิดปัญหาการรับส่งสัญญาณที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่าความเป็นจริง บทสรุปของเรื่องนี้จึงจบลงที่ว่า ถ้าเรารู้ต้นสายปลายเหตุและเข้าใจถึงวิธีการแก้ไขที่ถูกต้องก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

ถ้า ร่างรธน.มีชัย ไม่ผ่านประชามติ จะเกิดอะไรขึ้น?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

เส้นทางปฏิรูป

บุญเลิศ ช้างใหญ่

ถ้า ร่างรธน.มีชัย ไม่ผ่านประชามติ จะเกิดอะไรขึ้น?

นับจากวันที่ 29 มกราคม ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) โดย นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ที่รัฐสภา พร้อมเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญต่อสาธารณชน

จากนั้นเสียงวิพากษ์วิจารณ์ติติงก็ดังมาจากหลายสารทิศ บ้างก็เสนอแนะโดยดี บ้างก็ขู่ว่าจะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญในชั้นลงประชามติ

แม้ประธาน กรธ. และโฆษกจะออกมาน้อมรับฟังข้อเสนอแนะ และบางอย่างก็ยอมปรับแก้ตามที่มีการเสนอแนะ แต่ก็ไม่วายที่จะปกป้องร่างรัฐธรรมนูญที่เขียนมาว่า ดีแล้ว เหมาะสมแล้ว

การปรับแก้ร่างแรกที่คนร้องยี้ ให้เป็นร่างสุดท้ายที่สมบูรณ์เพื่อให้คนยิ้มได้ หัวเราะออก มีเวลาหดสั้นน้อยลง-น้อยลงเรื่อยๆ

เป็นที่น่าสังเกตว่า นายมีชัยและโฆษก กรธ. พูดตรงกันว่า พวกตนและ กรธ. มีหน้าที่ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ไม่มีหน้าที่ไปทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ คนที่มีหน้าที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติคือรัฐบาล

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ประกาศว่า จะจัดให้มีการออกเสียงประชามติ ในวันที่ 31 กรกฎาคม 2559

ช่วงแห่งการรณรงค์ รับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คงเริ่มกันแล้ว เนื่องจากพอจะเห็นเลาๆ ว่า เนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างไร การรณรงค์ค่อนข้างใช้เวลานานพอสมควร หากนับจากวันที่ กรธ. เขียนร่างรัฐธรรมนูญเสร็จวันที่ 29 มีนาคม ไปจนถึงวันที่ 31 กรกฎาคม 2559 ก็จะตกราวๆ 4 เดือน แม้ในระหว่างที่ กกต. กำลังเร่งจัดพิมพ์หนังสือร่างรัฐธรรมนูญและสรุปสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญแจกชาวบ้าน ก็คงไปห้ามการแสดงความเห็นของผู้คนและการเคลื่อนไหวเพื่อรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่นักข่าวและผู้สนใจเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญและการออกเสียงประชามติใคร่รู้ก็คือ

1. ในการแก้ไข รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 โดย คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลในอีกไม่ช้านี้ นอกจากประเด็น แก้เสียงข้างมากจาก “ผู้มีสิทธิ” เป็น “ผู้มาใช้สิทธิ” แล้ว จะมีประเด็นอื่นอีกหรือไม่ โดยเฉพาะ ถ้าผลประชามติออกมาไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทาง คสช. และรัฐบาลจะทำยังไงต่อเพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะแก้ไขเรื่องนี้มาพร้อมกันด้วยหรือไม่

ขอหมายเหตุไว้ตรงนี้ว่า หาก สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ แล้วนำไปออกเสียงประชามติ โดยที่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ยังคงใช้คำว่า เสียงข้างมากผู้มีสิทธิ แล้วผลออกมาไม่ถึงครึ่งของผู้มีสิทธิ กล่าวคือ ไม่ถึง 23.5 ล้านเสียง (ผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งประเทศมีประมาณ 47 ล้านคน) ป่านนี้ไม่รู้เป็นไง…อาจจะขัดแย้ง ทะเลาะกันปั่นป่วนวุ่นวายกับคะแนนประชามติ

การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวอีกครั้งหนึ่ง ในประเด็นถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติจะทำอย่างไรต่อไป รัฐบาลมีทางเลือกอยู่ 2 แนวทาง

แนวทางที่ 1 พ่วงประเด็นนี้เข้ามาด้วย กล่าวคือ ระบุลงไปว่า ถ้าไม่ผ่านประชามติจะนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งหรือหลายฉบับมาปรับแก้แล้วประกาศใช้เป็นกฎหมายสูงสุด ก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า มีความชอบธรรมแค่ไหนเพียงไร ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนึ่งต่อการตัดสินใจของประชาชนว่าจะรับหรือคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ

แนวทางที่ 2 ไม่พ่วง ไม่ใส่เข้ามา ปล่อยให้เป็นปริศนาเอาไว้อย่างนั้น ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนว่า ชอบธรรมหรือไม่เช่นกัน

แน่นอนว่า จะหลีกเลี่ยงไม่พ้นกับข้อกล่าวหาที่ว่า ประชาชนเหมือนหนีเสือแล้วไปเจอจระเข้ หรือปลาฉลาม หรือสัตว์ร้ายอะไรก็ไม่รู้

จึงเป็นเรื่องที่ คสช. และรัฐบาลต้องตัดสินใจว่าจะเลือกเอาแบบไหนถึงจะทำให้ประชาชนรู้สึกปลอดภัย ไม่ต้องกลัวจะถูกเสือขย้ำ หรือรอดจากเสือไปแล้วยังต้องไปฝ่าด่านที่อาจโดนจระเข้หรือปลาฉลามกัดตาย

2. ในกรณีร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยผ่านประชามติไปแบบขาดลอยหรือทิ้งห่างอย่างขาวสะอาด (ประชาชนใช้สิทธิอย่างอิสระ กกต. จัดการลงประชามติอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม) ก็ไม่มีปัญหา เพราะร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติจะได้นำไปประกาศใช้เป็นกฎหมายสูงสุด การจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็จะดำเนินต่อไปตามโรดแมปเพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม 2560

กรณีประชาชนลงมติไม่รับหรือคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ เท่ากับคนส่วนใหญ่ “ไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับมีชัย” การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ใช้เป็นกฎหมายสูงสุดจะให้ใครทำ มีกระบวนการจัดทำอย่างไร ประชาชนซึ่งคว่ำร่างรัฐธรรมนูญมาหยกๆ คงไม่ยอมรับทางออกแบบนี้

การที่พูดว่า ให้ คสช. และรัฐบาลนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง หรือเอาร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายบวรศักดิ์และนายมีชัยมาปรับแก้แล้วประกาศใช้ คงไม่สะดวกง่ายดายขนาดนั้น

ประการแรก การที่เสียงส่วนใหญ่ไม่เอาร่างรัฐธรรมนูญนายมีชัย แสดงว่า โครงสร้างของร่างรัฐธรรมนูญทั้งรัฐสภา คณะรัฐมนตรี องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ การตรวจสอบอำนาจรัฐ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ บทเฉพาะกาล มีปัญหา และอาจเลยเถิดไปถึงการไม่ยอมรับ คสช. และรัฐบาลที่บริหารประเทศมา 2 ปีเศษ

ทำอย่างไรให้ประเทศมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้เป็นกฎหมายสูงสุด จากนั้นก็จะตามมาด้วยการจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญ ถามว่า ใครจะเป็นคนมาทำ จะได้รับการยอมรับจากประชาชนหรือไม่

3. ในกรณี ผลการออกเสียงประชามติ ฝ่ายรับร่างรัฐธรรมนูญชนะ แต่คะแนนออกมาแบบฉิวเฉียด ทิ้งห่างกันไม่มาก เช่น 2-3 ล้านเสียง จริงอยู่ แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัยได้ชื่อว่าได้ผ่านประชามติด้วยเสียงที่มากกว่า แต่คะแนนที่ห่างกันเล็กน้อย และในระหว่างการรณรงค์ ฝ่ายต้องการให้คว่ำแสดงปฏิกิริยาคัดค้านต่อต้านร่างรัฐธรรมนูญอย่างรุนแรง กล่าวหาว่าเป็นร่างรัฐธรรมนูญที่มีปัญหามากทั้งโครงสร้างและรายละเอียดในหลายจุด ไม่สามารถยอมรับสำหรับการใช้เป็นกฎหมายสูงสุดต่อไปได้ ต้องรื้อแล้วจัดทำให้ทั้งฉบับด้วยกระบวนการประชาธิปไตย

แม้เสียงฝ่ายแพ้ประชามติจะน้อยกว่า แต่เป็นเสียงที่จะดังต่อเนื่องไปตลอด

ส่งผลให้การเดินหน้าเพื่อการบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติมีปัญหาไปอีกแบบหนึ่ง

การจัดทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็จะถูกโต้แย้ง เกิดเป็นความขัดแย้งไปจนถึงวันเลือกตั้ง และหลังเลือกตั้งก็อาจจะยังไม่เลิกขัดแย้ง

การขับเคลื่อนการปฏิรูปก็คงยักแย่ยักยัน เหมือนคนเดินขากะเผลก การปฏิรูปไม่เกิดผลสัมฤทธิ์ตามที่ประชาชนคาดหวัง

เหตุการณ์และวันเวลาที่ผ่านไปแล้ว ไม่อาจย้อนกลับไปแก้ไขอะไรที่เป็นความผิดพลาดได้ สำคัญอยู่ตรงที่การก้าวเดินไปข้างหน้า จะเดินอย่างไรถึงจะประสบผลสำเร็จ ทั้งการมีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ทุกฝ่ายยอมรับ การเกิดความปรองดองในชาติ

เป็นเรื่องที่แม่น้ำ 5 สาย อันประกอบด้วย คสช., ครม. (คณะรัฐมนตรี), สนช. (สภานิติบัญญัติแห่งชาติ), สปท. (สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ) และ กรธ. ต้องคิดหาคำตอบและช่วยตัวเองด้วยการฝ่าฟันให้ก้าวพ้นวิกฤตไปให้ได้

บางที การเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ สำหรับการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญโดยคณะบุคคล ที่ทุกพรรค ทุกฝ่ายร่วมกันเสนอความเห็นและเห็นพ้องต้องกันว่าคณะบุคคลนั้น จะคัดสรรมาจากไหน มีกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ใช้เวลาสั้นๆ เพื่อให้มีการเลือกตั้งโดยไม่ชักช้า

อาจเป็นสิ่งจำเป็นและเป็นทางออกจากวิกฤตความขัดแย้ง

ขึ้นกับหัวใจของ คสช. และ ครม. ว่าจะรับได้หรือไม่?