“สุระ นวลประดิษฐ์” ไขประตูสู่ความรวย อาชีพ “ช่างภาพออนไลน์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0722150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 391

รายงานพิเศษ

อันติกา

“สุระ นวลประดิษฐ์” ไขประตูสู่ความรวย อาชีพ “ช่างภาพออนไลน์”

“อาชีพนี้มีเสน่ห์มาก มีช่างภาพตั้งแต่เริ่มหัดถ่ายภาพไปจนถึงช่างภาพมืออาชีพลงมาอยู่ในสนาม ส่วนสิทธิ์ที่ได้รับก็เสมอภาค ไม่ว่าคุณจะใช้กล้องราคาเป็นแสนเป็นหมื่น หรือกล้องจากโทรศัพท์มือถือ จะมีประสบการณ์ 3 วัน หรือ 20 ปี ทุกสิทธิ์เท่าเทียมกันหมด”

ชื่อเสียง ประสบการณ์ ผลงาน ดังกล่าวมาคือคุณสมบัติของช่างภาพที่ควรต้องมีเพื่อการันตีฝีมือตนเอง แต่ทว่าไม่ใช่กับอาชีพ “ช่างภาพออนไลน์” เพราะเพียงแค่คุณมีมุมมองของตนเอง หรือเข้าใจตลาดผู้ซื้อ กดชัตเตอร์หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือเป็น คุณก็สามารถก้าวสู่อาชีพนี้ได้ และต้องบอกว่าหลายคน “รวย” ด้วยอาชีพนี้มาแล้ว

ช่างภาพออนไลน์

ทำได้แม้ตาบอดสี

ทำได้จริง รวยจริงหรือไม่ พื้นที่บนหน้ากระดาษนี้ขอยกให้ คุณสุระ นวลประดิษฐ์ ช่างภาพออนไลน์คนแรกๆ ของไทย ที่มีผลงานพ็อกเก็ตบุ๊กแนะนำผู้สนใจก้าวสู่อาชีพช่างภาพออนไลน์ และยังได้รับหน้าที่ Community Leader ให้กับ http://www.shutterstock.com (ตัวแทนของ http://www.shutterstock.com ในการทำหน้าที่พัฒนา Contributors หรือคนขายภาพในประเทศนั้นๆ)

คุณสุระ คือผู้หนึ่งที่เข้ามาสู่อาชีพนี้ด้วยการมองเห็นโอกาส บวกกับชอบถ่ายภาพเป็นทุนเดิม แต่ทว่า ที่ผ่านมาเขาไม่เคยคิดฝันว่าจะก้าวมาเป็นช่างภาพ ด้วยเพราะคุณสุระมีปัญหา “ตาบอดสี”

“ผมชอบถ่ายภาพมาตั้งแต่อายุประมาณ 13 ปี โดยภาพที่ถ่ายจะเก็บไว้ดูเอง ไม่เคยส่งเข้าประกวด และไม่คิดเป็นช่างภาพมืออาชีพ เพราะผมมีปัญหาตาบอดสี

จนกระทั่งเมื่อประมาณปี 2009 ผมทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายขายที่ต้องดูแลพนักงานทั่วประเทศให้กับบริษัทแห่งหนึ่ง ซึ่งทุกเดือนจะจัดประชุม ทำเอกสารแผ่นสไลด์เพื่อใช้บรรยาย รูปจึงเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งตอนนั้นลองเสิร์ชข้อมูล กระทั่งไปเจอไมโครสต๊อก (เว็บไซต์ขายภาพออนไลน์) เมื่อคลิกเข้าไปดูก็เห็นภาพถ่ายจำนวนมาก แต่สิ่งที่คิดตอนนั้นคือ ผมก็น่าจะส่งภาพผลงานของผมมาจำหน่ายได้เช่นกัน”

คุณสุระลงมือเลือกภาพถ่ายฝีมือตนเอง ส่งไปยังไมโครสต๊อกแห่งหนึ่ง จนกระทั่งได้รับคัดเลือกให้เป็นช่างภาพออนไลน์ของเว็บไซต์ และเพียงโพสต์ภาพจำหน่ายได้เพียง 2 วัน ก็เข้าตาผู้ซื้อชาวอเมริกัน

รายได้แม้แค่ไม่กี่สิบบาท แต่ทว่าสร้างกำลังใจในการเดินสู่เส้นทางสายนี้

ถ่ายภาพตามใจ (ฉัน)

หรือจะเข้าใจตลาด

ภาพแลนด์สเคป หรือภาพทิวทัศน์ ที่เกิดจากความชอบท่องเที่ยว คือผลงานหลักที่คุณสุระบรรจงถ่าย และส่งไปยังไมโครสต๊อกอย่างต่อเนื่อง จนทำให้เขามีรายได้เสริมก้อนโต

“ตาบอดสี ไม่ได้มีปัญหากับช่างภาพออนไลน์ ด้วยเพราะจุดประสงค์ของผู้นำภาพออนไลน์ไปใช้ก็เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ ประกอบในธุรกิจ หรือใช้เพื่อตีพิมพ์ลงในบรรจุภัณฑ์ ภาพเสมือนจริงจึงไม่ใช่คำตอบนำมาใช้ แต่ทว่าคือภาพที่ถูกใจ (ผู้ซื้อ) ต่างหาก

อย่างสีของท้องฟ้า ลูกค้าก็ไม่ได้ดูว่า สีจริงกับภาพถ่าย ณ ตอนนั้นจะตรงกันหรือไม่ แต่เขาดูแค่ว่าเหมาะกับประโยชน์นำไปใช้งานหรือเปล่า ลูกค้าเลือกตามสายตาของเขา ไม่ได้สนใจต้นฉบับ”

คุณสุระยังกล่าวแนะนำสำหรับผู้สนใจถ่ายภาพออนไลน์ว่า มีอยู่ 2 รูปแบบคือ ถ่ายตามใจตลาด นั่นคือเข้าไปศึกษาว่าภาพประเภทใดที่กลุ่มเป้าหมายต้องการ กับอีกประเภทหนึ่งคือ ถ่ายภาพตามใจตัวเอง

ทั้งนี้ หากต้องการก้าวสู่อาชีพช่างภาพออนไลน์ คุณสุระ ว่า โอกาสยังเปิดกว้าง ด้วยเพราะจำนวนช่างภาพออนไลน์ทั่วโลกราวหลักแสนคน (คนไทยมีช่างภาพออนไลน์ถือว่าตัวเลขสูงสุดราวหลักหมื่นคน) เมื่อเทียบกับกำลังซื้อทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 40-50 เปอร์เซ็นต์ ภาพถ่ายจึงมิอาจเพียงพอ

คุณสุระยังกล่าวแนะนำกับการเริ่มต้น อันดับแรกควรมีความรู้ด้านการถ่ายภาพขั้นพื้นฐาน หรือถ้าตั้งใจจริงจังก็ควรไปเรียนรู้วิธีถ่ายภาพขั้นสูง เพื่อให้ได้คุณภาพภาพที่ตอบตลาดได้กว้างขึ้น

“ทำความเข้าใจในรูปแบบของภาพที่ลูกค้าต้องการนำไปใช้งาน เพื่ออะไร ลักษณะภาพแบบไหนที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปใช้เพื่อประกอบสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าและบริการ จึงควรสื่อถึงเรื่องราวนั้นๆ อย่างชัดเจน”

เริ่มรายได้หลักพัน

หลักล้านก็ทำได้

เมื่อมีภาพอยู่ในมือแล้ว การเลือกไมโครสต๊อกที่จะส่งภาพไปจำหน่าย ควรเลือกเว็บไซต์ชั้นนำอันดับต้นๆ ซึ่งบางเว็บไซต์อาจต้องให้สอบก่อน และมีการคัดเลือกภาพ โดยถ้าผ่านการคัดเลือกก็จะได้เป็นช่างภาพออนไลน์ประจำไมโครสต๊อกนั้นๆ การส่งภาพครั้งต่อๆ ไปจึงไม่ใช่เรื่องยาก

“บางภาพอาจถ่ายเล่นๆ แต่ออกมาดี ก็สามารถส่งภาพไปขายได้ ฉะนั้น แม้จะเพิ่งเริ่มต้นถ่ายภาพ ก็สามารถเดินสู่อาชีพนี้ได้ จากนั้นก็ค่อยๆ เรียนรู้ประสบการณ์ไปพร้อมๆ กับการทำงานได้เลย”

สำหรับรายได้กับการสร้างอาชีพเริ่มต้นตั้งแต่หลักพันไปจนหลายๆ คนกำเงินหลักแสนหลักล้านมาแล้ว “หลายคนเริ่มต้นช่างภาพออนไลน์จากงานอดิเรก บางคนเป็นหมอ เป็นเภสัชกร เป็นวิศวกร แต่เมื่อเห็นว่าอาชีพนี้ให้อิสระ ทำรายได้ดี ก็ลาออกจากงานประจำ”

คุณสุระยังกล่าวถึงราคาขายภาพ ถูกกำหนดโดยไมโครสต๊อก ซึ่งอาจอยู่ในรูปแบบแพ็กเกจ เฉลี่ยราคาเริ่มต้นประมาณภาพละ 10 กว่าบาท ไปจนถึงหลักหมื่น (ถ้าซื้อลิขสิทธิ์ภาพจะจ่ายในราคาสูง ขึ้นอยู่กับการกำหนดราคาและข้อตกลงกัน)

“อาชีพนี้มีเสน่ห์มาก มีช่างภาพตั้งแต่เริ่มหัดถ่ายภาพไปจนถึงช่างภาพมืออาชีพลงมาอยู่ในสนาม ส่วนสิทธิ์ที่ได้รับก็เสมอภาค ไม่ว่าคุณจะใช้กล้องราคาเป็นแสนเป็นหมื่น หรือกล้องจากโทรศัพท์มือถือ จะมีประสบการณ์ 3 วัน หรือ 20 ปี ทุกสิทธิ์เท่าเทียมกันหมด ซึ่งในส่วนของรายได้ที่ช่างภาพจะได้รับก็ราวๆ 30 เปอร์เซ็นต์จากยอดขาย ซึ่งค่าคอมมิสชั่นนี้จ่ายเท่ากันหมด ไม่ว่าจะเป็นช่างภาพจากประเทศใด และอัตราจ่ายก็เป็นอัตราที่ถูกกำหนดให้ช่างภาพซึ่งอยู่ในประเทศที่มีค่าครองชีพสูงอยู่ได้ ฉะนั้น ช่างภาพคนไทยจึงได้เปรียบเพราะค่าครองชีพของเราต่ำกว่าเขา” คุณสุระ กล่าวทิ้งท้าย

ไมโครสต๊อกชั้นนำ ระดับ Top

1. http://www.shutterstock.com

2. http://www.dreamstime.com

3. http://www.istockphoto.com

4. http://www.fotolia.com

5. http://www.123rf.com

6. http://www.bigstock.com

ต้องการเข้าสู่อาชีพนี้ คลิกศึกษาข้อมูลได้ที่

http://www.stockphotothailand.com

– สมัครเข้ากลุ่ม https://www.facebook.com/groups/1454798028109768/Shutterstock Thailand Contributors

– ศึกษาข้อมูลจากหนังสือ ภายใต้การเขียนของคุณสุระ “แชะ!!!…รวยทะลุเลนส์ ถ่ายภาพขายออนไลน์”, “แชะ…รวยทะลุเลนส์ ถ่ายภาพขายออนไลน์ ธุรกิจสร้างเงินล้าน”

– ไมโครสต๊อก หมายถึง เว็บขายภาพออนไลน์ ที่ขายภาพแบบ จ่ายค่าธรรมเนียมครั้งเดียวตอนดาวน์โหลดภาพ แล้วสามารถนำภาพไปใช้งานได้หลากหลายวัตถุประสงค์ ตามที่เงื่อนไขการใช้งานได้อนุญาตไว้

– เว็บขายภาพออนไลน์ แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ ไมโครสต๊อก กับ มาโครสต๊อก ครับ

มาโครสต๊อก จะขายภาพแบบ คิดราคาภาพตามลักษณะการนำภาพไปใช้ และระยะเวลาในการนำภาพไปใช้งาน เช่น ใช้พิมพ์หนังสือ 1 ปี คิดราคาหนึ่ง พิมพ์ 2 ปี คิดอีกราคาหนึ่ง

ไมโครสต๊อก คิดราคาเดียว จะนำไปพิมพ์กี่ปีก็ได้

– มาโครสต๊อก เกิดขึ้นก่อนไมโครสต๊อก แต่ปัจจุบันเมื่อไมโครสต๊อกมาแทน มาโครสต๊อกก็ไม่ค่อยได้รับความนิยม เพราะราคาขายภาพสูงกว่า

“กฤชณัท อ่อนมั่ง” ขายภาพถ่ายออนไลน์ รายได้หลักแสน บนโลกอินเตอร์เน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0724150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 391

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

“กฤชณัท อ่อนมั่ง” ขายภาพถ่ายออนไลน์ รายได้หลักแสน บนโลกอินเตอร์เน็ต

“รูปภาพเปรียบเหมือนสินค้าชนิดหนึ่ง มีความพิเศษคือ ไม่มีวันหมดอายุ สามารถขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลูกค้ามีทั่วโลก ได้ค่าตอบแทนเป็นคอมมิสชั่นที่หลากหลายต่างกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละเว็บไซต์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นนายหน้า หรือเป็นตลาด ที่ทำการรวบรวมภาพถ่ายจากช่างภาพ ส่วนขั้นตอนการซื้อขาย ทางเว็บไซต์จัดการให้หมด”

เมื่อก่อน เวลาบริษัทผลิตสื่อรูปแบบต่างๆ อาทิ สื่อโฆษณา นักพัฒนาเว็บไซต์ สื่อสิ่งพิมพ์ ต้องการรูปภาพประกอบจะต้องจ้างช่างภาพ จ้างนางแบบ นายแบบ รวมถึงกราฟิกดีไซเนอร์เพื่อมาถ่ายรูปตามที่เจ้าของงานเรียกร้อง แต่เมื่อวันเวลาผ่านไป มีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาแทนที่ ก่อให้เกิดธุรกิจผู้ให้บริการขายภาพออนไลน์ เรียกว่า ไมโครสต๊อก (Microstock) ซึ่งถ้าคนซื้อเสียตังค์แล้วก็นำภาพมาใช้ได้ทันที เรียกว่าสะดวก รวดเร็ว ประหยัดงบ ส่วนคนขายภาพก็ได้รับค่าตอบแทนเป็นคอมมิสชั่น มีข้อมูลปี 2011 ช่างภาพสต๊อกระดับแนวหน้าของโลกชื่อ Yuri Arcurs ชาวเดนมาร์ก มีรายได้จากการขายภาพเพียงอย่างเดียว ปีละไม่น้อยกว่า 2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 60,000,000 บาท เลยทีเดียว

ขายภาพแต่ละเดือน

สร้างรายได้หลักแสน

คุณกฤชณัท อ่อนมั่ง หรือ คุณเอก ผู้ที่มีชื่อเสียงในวงการขายภาพออนไลน์เป็นลำดับต้นๆ ของเมืองไทย ปัจจุบัน ขายภาพออนไลน์ผ่านเว็บไซต์มากกว่า 10 เว็บไซต์ อาทิ http://www.shutterstock.com, http://www.istockphoto.com, http://www.123rf.com, http://www.fotolia.com, http://www.dreamstime.com, http://www.depositphotos.com ปัจจุบัน ลูกค้ากระจายทั่วโลกแต่ที่เยอะจะเป็นโซนเอเชีย อาทิ จีน เกาหลี อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เป็นต้น

ก่อนหน้าที่คุณเอกจะเข้าสู่ธุรกิจขายภาพออนไลน์ อดีตเขาเคยเป็นสถาปนิกทำงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์ จากนั้นไปเรียนต่อด้านคอมพิวเตอร์ดีไซน์ เป็นฟรีแลนซ์รับงานออกแบบตกแต่งภายใน ราวปี 2012 เพื่อนสนิทชักนำเข้าสู่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ นั่นคือ ขายภาพออนไลน์ ผ่านไปเกือบ 2 ปี ชายหนุ่มเริ่มมีรายได้มากกว่างานหลัก จากจุดเริ่มต้นนั้น ปัจจุบัน เขามีรายรับจากการขายภาพต่อเดือนสูงถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว

“โดยส่วนตัวผมมองว่า จุดเริ่มต้นของธุรกิจขายภาพออนไลน์ในเมืองไทยมาจาก คุณสุระ นวลประดิษฐ์ เจ้าของหนังสือ แชะ!!…รวยทะลุเลนส์ แนะนำการถ่ายภาพขายออนไลน์ เสมือนเป็นการจุดประกายให้เกิดกระแสนิยม จำนวนผู้ที่สนใจเพิ่มขึ้น ส่งผลถึงอัตราการเติบโตของคนกลุ่มนี้”

สำหรับคุณเอก มองว่า การขายภาพออนไลน์ไม่ได้เป็นเพียงงานอดิเรก แต่สามารถยึดเป็นอาชีพหลักได้ เพราะภาพถ่ายก็เหมือนสินค้า หากสินค้ามีคุณภาพและตรงกับความต้องการของตลาด ก็สามารถทำราคาได้ นอกจากนั้นยังเป็นงานที่สามารถทำเองคนเดียว หรือทำเป็นทีมได้

“รูปภาพ เปรียบเหมือนสินค้าชนิดหนึ่ง มีความพิเศษคือ ไม่มีวันหมดอายุ สามารถขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง ลูกค้ามีทั่วโลก ได้ค่าตอบแทนเป็นคอมมิสชั่นที่หลากหลายต่างกันไปตามเงื่อนไขของแต่ละเว็บไซต์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นนายหน้า หรือเป็นตลาด ที่ทำการรวบรวมภาพถ่ายจากช่างภาพ ส่วนขั้นตอนการซื้อขาย ทางเว็บไซต์จัดการให้หมด”

ภาพเดียว ขายซ้ำได้ไม่จำกัด

ลูกค้ามีทั่วโลก ขายได้ 24 ชม.

ในส่วนของรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย คุณเอก เผยว่า โดยเฉลี่ยแต่ละภาพได้ค่าคอมมิสชั่นประมาณ 25-30 เปอร์เซ็นต์ ราคาต่อภาพมีตั้งแต่หลักสิบบาท ไปจนถึงหลักพันบาท ขึ้นอยู่กับยอดการดาวน์โหลด ขนาดและความละเอียดของภาพ รวมถึงโปรโมชั่นของแต่ละเว็บไซต์

“ลูกค้ากับเจ้าของภาพจะไม่มีการได้ติดต่อกันโดยตรง จริงๆ แล้วการขายภาพในไมโครสต๊อก ไม่ใช่การขายสิทธิ์ในการครอบครองเป็นเจ้าของ แต่หมายถึงอนุญาตให้ผู้ซื้อนำภาพไปใช้ภาพตามวัตถุประสงค์และขอบเขตตามที่ตกลงร่วมกัน อย่างไรก็ตาม เจ้าของภาพยังคงมีสิทธิ์ให้เช่าหรือขายภาพดังกล่าวซ้ำได้เสมอ”

สำหรับราคาภาพที่ขายในไมโครสต๊อก มีหลายราคา ขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัยหลักคือ ขนาดของภาพและวัตถุประสงค์ในการใช้งานของลูกค้า ราคาจะเริ่มตั้งแต่ไม่ถึง .25 เซนต์ (ไม่ถึงสิบบาท) ไปจนถึงระดับ 100 เหรียญสหรัฐ ต่อการขายภาพ 1 ครั้ง

ด้านประเภทของภาพที่คุณเอกขาย มีทั้งภาพถ่าย ภาพตัดต่อ ภาพกราฟิก คลิปวิดีโอ ส่วนคุณสมบัติของภาพที่สามารถนำมาจำหน่ายได้ ต้องเป็นผลงานของตัวเอง ภาพถ่ายความละเอียดต้องไม่น้อยกว่า 4 ล้านพิกเซล กรณีใช้โปรแกรมตกแต่งภาพต้องเป็นโปรแกรมถูกลิขสิทธิ์

คุณเอก บอกถึงเงื่อนไขการขายภาพออนไลน์คร่าวๆ ว่า เว็บไซต์ขายภาพชั้นนำหลายเว็บ ใช้พาสปอร์ตเป็นเอกสารในการยืนยันตัวตนของผู้สมัครขายภาพ บางเว็บไซต์ก็ใช้เพียงบัตรประชาชนที่มีข้อมูลภาษาอังกฤษเพื่อยืนยันตัวตน บางเว็บไซต์มีการทดสอบ อาทิ เว็บ Shutterstock และ istockphoto

ยกตัวอย่าง เว็บไซต์ที่มีเงื่อนไข ต้องส่งภาพไปทดสอบก่อน จึงจะมีสิทธิ์ส่งภาพไปขาย มี http://www.shutterstock.com, http://www.istockphoto.com ส่วนสมัครสมาชิกแล้วเริ่มส่งภาพได้เลยไม่ต้องทดสอบ มี http://www.dreamstime.com, http://www.fotolia.com, http://www.1232rf.com

จากคนไม่เคยเรียนถ่ายรูป

อาศัยมุมมอง และตีโจทย์ให้แตก

นอกจากขนาดและความละเอียดของไฟล์แต่ละประเภทแล้ว การตั้งชื่อ รวมถึงคีย์เวิร์ดของภาพถือเป็นสิ่งสำคัญ ในการสืบค้นของผู้ที่ต้องการซื้อภาพ เช่น ภาพทะเล ใช้คำว่า sea เป็นต้น

ถามว่า ภาพแบบไหนถึงได้รับการซื้อ เจ้าของผลงาน ระบุว่า ภาพทุกภาพมีโอกาสขายได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพคน สัตว์ วัตถุสิ่งของ ของกิน ของใช้ ทุกๆ อย่างที่อยู่รอบตัว ขึ้นอยู่กับมุมมอง และตลาดว่าต้องการภาพประกอบแบบไหน เช่น คลินิกหมอฟันอาจจะต้องการภาพคนกำลังปวดฟัน หรือคนกำลังยิ้ม ธนาคารต้องการภาพที่เกี่ยวกับการออม การเงิน การลงทุน ห้างสรรพสินค้าจะมีสัญลักษณ์ต่างๆ ภาพและสัญลักษณ์กราฟิกเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการนำไปใช้งานทั้งนั้น

ต้องบอกก่อนว่า คุณเอกไม่ได้เรียนถ่ายภาพหรือมีประสบการณ์เกี่ยวกับการถ่ายภาพเลย อาศัยว่ามีมุมมอง ชอบถ่ายภาพและคิดว่าอาชีพนี้น่าสนใจ

“ผมถ่ายภาพไม่เก่ง จึงไม่มีภาพสวยๆ ส่งเข้าไปขาย ผมอาศัยตีโจทย์ให้แตกว่า ภาพแนวไหนที่ลูกค้าต้องการ สิ่งสำคัญคือ คุณภาพ ภายในปีนี้จะเพิ่มจำนวนทีมงาน หานางแบบ นายแบบ สถานที่ถ่ายภาพให้เป็นกิจจะลักษณะมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันธุรกิจการขายภาพ เกิดการแข่งขันขึ้นมาก”

บรรดาคนใช้งานคอมพิวเตอร์ คงมีคำถาม ทำไมต้องซื้อภาพ ทั้งๆ มีภาพฟรีให้ดาวน์โหลดได้จากเว็บไซต์เยอะแยะ นั่นก็เพราะภาพฟรีที่ได้จากกูเกิ้ล หรือเว็บภาพฟรี อาจจะไม่ตรงต่อความต้องการของผู้ใช้ ขนาดภาพไม่มาตรฐาน และถูกจำกัดสิทธิ์ในแง่ของการนำไปใช้เพื่อเชิงการค้า ดังนั้น ภาพที่ถูกลิขสิทธิ์จึงมีความต้องการสูงขึ้นเรื่อยๆ

มีคำแนะนำสำหรับคนที่ต้องการเริ่มต้นกับอาชีพนี้ สามารถเริ่มต้นได้ง่ายมาก เพราะปัจจุบันมีทั้งหนังสือ เว็บไซต์ให้คำแนะนำ รวมถึงมีกลุ่มเฟซบุ๊กที่เกี่ยวกับงานขายภาพออนไลน์อยู่มากมายในเมืองไทยให้ได้พูดคุยและขอคำแนะนำกัน

สำหรับคุณเอกและทีมงานได้จัดทำเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับการขายภาพออนไลน์แนะนำขั้นตอนต่างๆ สำหรับผู้เริ่มต้นไว้เช่นกัน โดยเข้าไปศึกษาได้ตามนี้เลย http://www.richwithphoto.com

นอกจากนี้ ยังได้เปิดเฟซบุ๊กกลุ่มคนขายภาพออนไลน์ขึ้นมา เพื่อเอาไว้เป็นที่พูดคุย แนะนำ แชร์ประสบการณ์ และอัพเดตกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่องานขายภาพออนไลน์ในเมืองไทยด้วย ใช้ชื่อว่า http://www.facebook.com/groups/richwithphoto

TOFUSAN น้ำเต้าหู้…สุดฮิต โกยปีละ 200 ล้าน!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0732150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 391

เสริมไอเดีย

ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

TOFUSAN น้ำเต้าหู้…สุดฮิต โกยปีละ 200 ล้าน!

“โทฟุซังมียอดโตต่อเนื่อง 300 เปอร์เซ็นต์จากยอดขาย มีรายได้รวมต่อปีอยู่ที่ 200 ล้านบาท ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ขึ้นครองตลาดน้ำเต้าหู้พร้อมดื่มแบบขวด ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี”

ท่ามกลางวิถีชีวิตเร่งรีบในชีวิตประจำวัน คนไทยมักไม่มีเวลาหันมาดูแลสุขภาพ จำเป็นต้องหาสินค้าที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างรวดเร็วและสามารถดูแลสุขภาพได้ในทุกวัน

ทำให้กระแสการดูแลสุขภาพนั้นไม่มีวี่แววว่าจะแผ่วลง แถมดูแล้วจะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพมีการพัฒนาให้มีความหลากหลายขึ้น

……………

คุณสุรนาม พานิชการ เจ้าของผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองผสมฟองเต้าหู้ แบรนด์ TOFUSAN (โทฟุซัง) นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ที่หันมาจับสินค้าเกี่ยวกับสุขภาพ เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นว่า เคยทำแบรนด์ขนมไทย WAYDHANAR (เวย์ตาน่า) ร่วมหุ้นกับเพื่อน โดยนำสูตรมาจากในวัง มีความเป็นไทยที่มีลักษณะโดดเด่น อาทิ ธัญพืชอบกรอบ ผลไม้อบแห้ง สาคูมะพร้าวอ่อนกวนกะทิแบบอังกฤษ และขนมไทยนานาชนิด ไม่ใส่วัตถุกันเสีย ทำมา 4-5 ปี เริ่มมีกระแสจากลูกค้าถามหาขนมทานแล้วไม่อ้วน

จึงพยายามวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคมาตลอด ประกอบกับความชอบส่วนตัว ที่ทานน้ำเต้าหู้รถเข็นอยู่เป็นประจำ แต่ร้านที่ขายจะต้องเลือกที่สะอาดและอร่อย ซึ่งส่วนใหญ่ขายในตอนเช้า ทำให้ต้องขับรถออกมาในเวลาเร่งด่วนเพื่อไปซื้อก่อนออกไปทำงาน

และด้วยความที่น้ำเต้าหู้มีขายทั่วไปมักมีรสชาติไม่ถูกปาก อาจมาจากการผสมของน้ำมันพืช นมผง และสารปรุงแต่งเข้าไป เลยเกิดความคิด หากทำสินค้าที่ไม่ผสมสารปรุงแต่งใดๆ และทำให้มีรสดั้งเดิมแบบน้ำเต้าหู้รถเข็นได้น่าจะมีกลุ่มลูกค้าที่สนใจเช่นกัน

ซึ่งจากการสำรวจช่วงเวลานั้นในท้องตลาดยังไม่มีใครทำ และเชื่อว่าตัวเองทำได้ดีกว่าที่มีขายอยู่ในตลาดได้ เลยเข้าไปขอคำปรึกษาและทำการวิจัยร่วมกับทางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และ Innovative House เพื่อพัฒนาสินค้าอยู่ 9 เดือน ด้วยเงินลงทุนกว่า 600,000 บาท

โดยโจทย์มีอยู่ว่า จะทำนมถั่วเหลืองคั้นสดที่ไม่ใช้ผงถั่วเหลืองผสม ไม่ใส่สารปรุงแต่ง และต้องมีรสชาติใกล้เคียงกับน้ำเต้าหู้ที่ขายตามรถเข็น

เมื่อวิจัยจนสำเร็จ จึงเปิดตัวสินค้าตัวแรกคือ นมถั่วเหลืองผสมฟองเต้าหู้ จำหน่ายสู่ตลาดในปี 2554 ซึ่งได้ผลตอบรับดีมาก

“ตอนแรกจะใส่เครื่องน้ำเต้าหู้ โดยทำตามแบบรถเข็น อย่าง ลูกเดือย เม็ดแมงลัก วุ้น แต่ดูธรรมดาเกินไปจึงนึกถึงฟองเต้าหู้ซึ่งยังไม่มีใครคิดทำเพราะกรรมวิธียุ่งยากพอสมควร” คุณสุรนาม บอกอย่างนั้น

แต่เส้นทางธุรกิจอาจไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เพราะแม้สินค้าจะได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดี กิจการของคุณสุรนามนี้ยังประสบปัญหาเป็นระยะ เช่น ปัญหาการขาดทุนจากการจ้างโรงงานผลิต ปัญหาโรงงานไม่สามารถผลิตสินค้าได้ตามกำหนด และปัญหาการลอกเลียนแบบ ฯลฯ

จนในที่สุด จึงเลือกเปิดโรงงานเป็นของตัวเองในจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งสามารถควบคุมคุณภาพของสินค้าได้ในทุกขั้นตอน หมดปัญหาขาดทุน และการเลียนแบบสินค้า

คุณสุรนาม เล่าถึงปัญหาราคาถั่วเหลืองที่ขยับตัวสูงขึ้นด้วยว่า ปกติผู้ค้าจะซื้อถั่วเหลืองผ่านพ่อค้าคนกลาง เมื่อถั่วเหลืองมีราคาสูงขึ้นทำให้คู่แข่งรายอื่นปรับขึ้นราคาน้ำนมถั่วเหลือง แต่โทฟุซังวิเคราะห์การตลาดและใช้วิธีเปลี่ยนแพ็กเกจจิ้ง จากขวดแก้วเป็นขวดพลาสติก และลดขนาดของสินค้าลงเป็น 225 มิลลิลิตร และออกแบบรูปทรงขวดแบบเหลี่ยม ทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ปริมาณมากกว่าและประหยัดพื้นที่ในการขนส่ง โดยไม่ต้องขึ้นราคาและไม่ต้องลดวัตถุดิบเพื่อลดต้นทุน อีกทั้งยังสามารถแข่งขันทำโปรโมชั่นได้ดีกว่าคู่แข่ง และลูกค้าได้ทานสินค้ามีคุณภาพเช่นเดิม

กว่าจะก้าวมาถึงจุดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ล่าสุด โทฟุซังตั้งเป้าเติบโต 200 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2559 หลังจากนำสินค้าตัวแรกจำหน่ายออกสู่ตลาดเมื่อปี 2554 มีการเพิ่มสินค้าใหม่ และขยายตลาดมาจนถึงปัจจุบันที่สามารถผลิตสินค้าได้ 100,000-200,000 ขวด ต่อวัน มียอดโตต่อเนื่อง 300 เปอร์เซ็นต์จากยอดขาย มีรายได้รวมต่อปีอยู่ที่ 200 ล้านบาท ก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ขึ้นครองตลาดน้ำเต้าหู้พร้อมดื่มแบบขวด ภายในระยะเวลาไม่ถึง 5 ปี

นอกจากนี้ยังมีรางวัลมากมายมาการันตีคุณภาพ อาทิ รางวัล The Winner of Design Innovation Contest 2011, 7 Inventor Awards สุดยอดนักประดิษฐ์ รางวัลนวัตกรรมประเภทที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจหรือธุรกิจ และรางวัล 6th SMEs National Award รางวัล SMEs ดาวรุ่ง ครั้งที่ 6

ในอนาคต ผลิตภัณฑ์โทฟุซัง มีความตั้งใจขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนก่อน ขณะนี้กำลังติดต่อกับทางประเทศฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ จากนั้นค่อยขยับต่อไปภูมิภาคอื่น เช่น ฮ่องกง จีน ญี่ปุ่น และทยอยทำการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าไว้ในทุกประเทศแล้ว เพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ

“เทสโก้ โลตัส” ชวนบุกสวนมะพร้าว เผยยอดขาย สัปดาห์ละกว่าแสนลูก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0742150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 391

ช่องทางสร้างอาชีพ

วัชรี ภูรักษา

“เทสโก้ โลตัส” ชวนบุกสวนมะพร้าว เผยยอดขาย สัปดาห์ละกว่าแสนลูก

มะพร้าวน้ำหอม ของไหว้ประเภทผลไม้ที่ขาดไม่ได้ในช่วงเทศกาลตรุษจีน เนื่องจากมีความหมายดี สื่อถึงการอยู่ร่วมกัน โดยแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่สำคัญของประเทศไทยที่ให้รสชาติของมะพร้าวน้ำหอมหวานอร่อยไม่เหมือนใคร อยู่ใน 4 จังหวัดคือ สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ราชบุรี และนครปฐม

โดยครั้งนี้ได้มีโอกาสเดินทางไปบุกถึงสวนมะพร้าวน้ำหอม ที่อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี ถิ่นที่ได้ชื่อว่า ปลูกมะพร้าวน้ำหอม ได้หอม อร่อย อีกแห่งหนึ่งของประเทศไทย

มาตรฐานของเทสโก้

ชาวสวนลุยได้ ผลผลิตดี

มะพร้าวน้ำหอม ขึ้นแท่นเป็นผลไม้ไหว้ยอดนิยมช่วงเทศกาลตรุษจีนเช่นเดียวกับส้มและกล้วย อีกทั้งช่วงประมาณ 7-8 ปีมานี้ คนหันมานิยมมะพร้าวน้ำหอมเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีผลงานวิจัยต่างๆ ที่กล่าวถึงคุณประโยชน์ที่ดีและเด่นของน้ำมะพร้าวน้ำหอม ไม่ว่าจะเป็นดีต่อสุขภาพ ผิวพรรณ และหากทานเป็นประจำจะช่วยทำให้แลดูอ่อนเยาว์ ทำให้ผลไม้ชนิดนี้ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้น

ครั้งนี้ได้ คุณพรเพ็ญ นาถพิริยรัตน์ รองประธานกรรมการฝ่ายกำกับดูแลคุณภาพสินค้าเทสโก้ โลตัส มาเผยว่า “เทสโก้ โลตัส เน้นการรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรไทย โดยได้มีการส่งเสริมนโยบายประชารัฐที่จะสร้างความมั่นคงเข้มแข็งให้กับเกษตรกรไทย ทั้งยังสามารถพัฒนาสินค้าคุณภาพดีและปลอดภัยร่วมกัน

โดยสิ่งสำคัญสำหรับมะพร้าวน้ำหอมคือการพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐาน ซึ่งทางบริษัทที่เป็นคู่ค้าคือ บริษัท เอ แอนด์ เจ ผลไม้ไทย จำกัด นั้นได้รับมาตรฐาน GAP HACCP มาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเราก็ต้องร่วมกันในการพัฒนาผลไม้ไทยให้มีคุณภาพที่ดีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านนวัตกรรมสินค้า หรือการพัฒนาลักษณะของมะพร้าวให้ตรงความต้องการของตลาด”

ปัจจุบัน เทสโก้ โลตัส รับซื้อมะพร้าวน้ำหอมจากเกษตรกรประมาณ 120,000 ลูก ต่อสัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลตรุษจีน ถือได้ว่าเป็นฤดูที่มะพร้าวน้ำหอมขายดีและเป็นที่ต้องการของตลาดค่อนข้างสูงอีกด้วย

ส่วนทางด้าน คุณสรรค์ชัย ปวุติภัทรพงศ์ กรรมการ บริษัท เอ แอนด์ เจ ผลไม้ไทย จำกัด ซึ่งเป็นทั้งเจ้าของสวนและผู้ผลิตมะพร้าวน้ำหอมที่ส่งขายให้กับเทสโก้ โลตัส ก็ได้มาเผยว่า “มะพร้าวน้ำหอมในปัจจุบันที่ส่งขายให้กับเทสโก้ โลตัส มีอยู่ 3 แบบคือ มะพร้าวควั่น (มะพร้าวที่นำมาปอกเปลือกเขียวออกหมดหรือบางส่วน ตกแต่งให้มีรูปทรงกระบอกสอบ ด้านบนเป็นรูปฝาชี) มะพร้าวเจีย (มะพร้าวที่นำมาปอกเปลือกเขียวและขาวออกหมด) และมะพร้าวหัวโต (มะพร้าวที่นำมาปอกเปลือกขาวออกเกือบทั้งหมด เหลือบางส่วนไว้เป็นฐาน)

โดยยอดจัดส่งรอบปี 2558 ที่ผ่านมา อยู่ที่ประมาณ 1.2 ล้านลูก โดยเฉลี่ยปกติที่ทางเทสโก้ โลตัส รับซื้อประมาณสัปดาห์ละ 30,000-40,000 ลูก ยิ่งในช่วงเทศกาลตรุษจีน จะมียอดขายมากกว่าปกติถึง 3 เท่า จึงจะรับซื้อเพิ่มขึ้นถึงสัปดาห์ละมากกว่า 100,000 ลูก

สำหรับสัดส่วนการวางจำหน่ายของมะพร้าวน้ำหอม สัดส่วนอยู่ที่ในประเทศร้อยละ 40 ส่งออกต่างประเทศร้อยละ 60 ซึ่งขณะนี้ส่งออกต่างประเทศรวมทั้งหมด 7 ประเทศ อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย จีน ฮ่องกง ไต้หวัน ออสเตรเลีย และสหรัฐอเมริกา

ต้องวางแผนปลูกมะพร้าว

ถึงส่งขายเทสโก้ โลตัส ทัน

ครั้นมาเยือนยังถิ่นมะพร้าวทั้งที จะไม่เดินเข้าสวนก็เหมือนมาไม่ถึงแหล่งปลูกมะพร้าวน้ำหอมที่ได้คุณภาพ โดยได้ คุณณรงค์ศักดิ์ จรณะพุต เจ้าของสวนมะพร้าวอีกรายหนึ่ง ที่ส่งมะพร้าวน้ำหอมขายให้กับทางเทสโก้ โลตัส เล่าให้ฟังว่า “มะพร้าวน้ำหอมที่ปลูกที่นี่ จะมีรสชาติที่ต่างจากที่อื่น ความโดดเด่นอยู่ที่ความหวานและหอม ประกอบกับเวลาดื่มแล้วจะรู้สึกสดชื่น ดีต่อสุขภาพ ทำให้มะพร้าวเป็นที่นิยมเพิ่มขึ้นทุกปี ไม่ว่าจะเป็นผลสดหรือแปรรูป”

เมื่อมีความต้องการที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค ชาวสวนอย่างคุณณรงค์ศักดิ์ จึงต้องมีการวางแผนร่วมกับทั้งทางเทสโก้ โลตัส และทางบริษัท เอ แอนด์ เจฯ ด้วยเพื่อรองรับความต้องการของตลาดที่เพิ่มมากขึ้นนี้ อีกทั้งถือเป็นการเรียนรู้มาตรฐานด้านคุณภาพที่ต้องควบคุมให้ได้ อาทิ ขนาด น้ำหนัก รูปทรง รอยแดงช้ำ ค่าความหวาน เป็นต้น ทั้งยังช่วยลดปัญหาผลิตผลที่ล้นหรือขาดตลาดอีกด้วย

สำหรับสวนของคุณณรงค์ศักดิ์นั้น มีการเก็บเกี่ยวมะพร้าวเพื่อให้ได้คุณภาพสูงที่สุด โดยความน่าสนใจของการเก็บมะพร้าวคือ การเก็บผลผลิตด้วยวิธีการลากร่องสวน ที่ไม่ต้องลงทุนมาก แต่ช่วยให้ผลผลิตที่ได้มีรอยช้ำน้อย เพื่อให้เกษตรกรสามารถคงคุณภาพของมะพร้าวไม่แตก ไม่ช้ำ ลดความเสียหายลงได้

วิธีการเก็บลูกมะพร้าวน้ำหอมดังกล่าว จะอาศัยน้ำในท้องร่องที่ขุดขึ้น โดยระดับความลึกนั้นต้องสามารถรองรับน้ำหนักการร่วงของลูกมะพร้าวได้ ซึ่งต้องมีระดับความลึกอยู่ที่ประมาณ 140-160 เซนติเมตร จึงจะสามารถลดความเสียหายจากการตัดลูกมะพร้าวได้

คุกกี้น้ำตาลไอซิ่ง น่ารักเวอร์ ขายผ่าน IG ไม่ง้อหน้าร้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0744150259&srcday=2016-02-15&search=no

วันที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 391

Social Biz

ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

คุกกี้น้ำตาลไอซิ่ง น่ารักเวอร์ ขายผ่าน IG ไม่ง้อหน้าร้าน

มาไกลมากสำหรับแอพพลิเคชั่นถ่ายรูป “อินสตาแกรม” หรือ “ไอจี” เพราะปัจจุบันอินสตาแกรมนั้นเป็นมากกว่าพื้นที่ลงรูป และคลิปวิดีโอ เพราะได้ถูกนำมาใช้ในเชิงการตลาด จนเกิดร้านรวงขึ้นมากมาย เฉกเช่น PETITEFILLE BYJJ (เปอติ๊ดฟีล บาย เจเจ) คุกกี้น้ำตาลไอซิ่ง ไอเดียเก๋ น่ารักจนแทบไม่กล้าทาน ขายผ่านไอจี มีผู้ติดตามเกือบ 30,000 คน มีดารา เซเลบ แห่มาอุดหนุนซื้อซ้ำ จนติดอันดับร้านขายดีในไอจี

คุกกี้ทำมือขายดีไซน์

คุณทราย หรือ “ณภัทร สุรางค์ศรีรัฐ” และ คุณชิน หรือ “พศวีร์ สุรางค์ศรีรัฐ” คือสองพี่น้องเจ้าของแบรนด์ คุกกี้น้ำตาลไอซิ่ง ทั้งคู่ให้ข้อมูลว่า “เปอติ๊ดฟีล บาย เจเจ” แปลว่า ลูกสาวคนเล็ก หรือเด็กผู้หญิงตัวเล็ก เป็นภาษาฝรั่งเศส ธุรกิจนี้เปิดได้ 2 ปีแล้ว เกิดจากความสนใจอยากลองทำคุกกี้ หยิบอุปกรณ์ในครัวมาลองผิดลองถูก แรกๆ ทำแจกคนในครอบครัว เพื่อนบ้าน คนรู้จัก รวมถึงลองโพสต์ขายผ่านทางไอจี ปรากฏกระแสการตอบรับดีเกินคาด ถึงขนาดลาออกจากงานประจำมาดำเนินธุรกิจอย่างจริงจัง โดยใช้พื้นที่ชั้นล่างของบ้านพักเป็นสถานที่ทำขนมดังกล่าว

จุดเด่นของ เปอติ๊ดฟีล บาย เจเจ คือ เป็นคุกกี้ที่ตกแต่งหน้าด้วยน้ำตาลไอซิ่ง นับเป็นเจ้าแรกๆ ก็ว่าได้ ต้องบอกก่อนว่า สองพี่น้องใช้พรสวรรค์ล้วนๆ เพราะทั้งคู่ไม่ได้ไปเรียนจากที่ไหน ซึ่งหัวใจสำคัญของคุกกี้น้ำตาลไอซิ่ง อยู่ที่ดีไซน์ ลวดลายที่วาดลงบนคุกกี้ และที่ขาดไม่ได้คือ รสชาติ วัตถุดิบที่ดี ทำสดใหม่วันต่อวัน

“ช่วงแรกจะทำเป็นรูปทรงง่ายๆ อย่างเช่น วงกลม สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม เขียนใส่ข้อความลงบนคุกกี้ ยังไม่มีลวดลายมากนัก เมื่อฝึกฝนพัฒนาฝีมือมากขึ้น เริ่มเปลี่ยนมาวาดเป็นภาพบุคคล สัตว์เลี้ยง ตัวการ์ตูน ฯลฯ นอกจากนั้นยังรับทำตามความต้องการลูกค้าอีกด้วย”

ไม่เพียงแต่ขายไอเดีย เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากต่อการเลียนแบบ อยู่ที่รสชาติ เจ้าของสูตรอธิบายคร่าวๆ ว่า จะใช้น้ำตาลไอซิ่งตีผสมเข้ากับไข่ขาว ใช้ไข่ออร์แกนิก ครีมออฟทาร์ทาร์ (เป็นสารที่ช่วยทำให้ขึ้นฟูชนิดหนึ่ง) เนื้อแท้ และสีผสมอาหาร ใช้ตัวบีบบรรจงวาดตามคุกกี้อาศัยความนิ่ง ต่อมาใช้แท่งเหล็กเกลี่ยให้เข้ารูป หากเป็นคุกกี้ที่ต้องการเก็บรายละเอียดต้องใช้พู่กันระบายสี หรือปากกาสีผสมอาหารในการวาด รอให้แห้ง 8 ชั่วโมงเป็นอันเสร็จ เก็บไว้ในตู้เย็นได้ราว 1 เดือน ไม่ใส่สารกันบูด คุกกี้ลายที่ขายดีที่สุดคือ รูปคนแนวการ์ตูน โดยดึงคาแร็กเตอร์ของลูกค้ามาเป็นแบบ

แจ้งเกิดในโซเชียลน่ารักดี ผู้หญิงชอบ

ปัจจุบัน กิจการดังกล่าวฟีดแบ็กดีเกินคาด ทั้งคุณทรายและคุณชินจำเป็นต้องจ้างพนักงานทั้งหมด 6 คน เพื่อรองรับและขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น

สังเกตว่านักธุรกิจหน้าใหม่เริ่มเปิดขายสินค้าทางออนไลน์ เจ้าของกิจการ บอกว่า ทั้งนี้เพื่อต้องการเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ และกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ปัจจุบันคนที่มาอุดหนุน 50 เปอร์เซ็นต์เป็นคนกรุงเทพฯ ผู้หญิง นักศึกษา เด็กมัธยม หรือคุณแม่ ซึ่งเป็นคนเมืองที่มีไลฟ์สไตล์ชอบซื้อสินค้าผ่านทางออนไลน์ และอีก 50 เปอร์เซ็นต์เป็นร้านที่รับไปขายต่อตามร้านคาเฟ่ เบเกอรี่ แต่ละเดือนมีออร์เดอร์เฉลี่ย 400-500 ชิ้น

สำหรับช่องทางจำหน่าย เจ้าของร้าน บอกว่า ขายผ่านโซเชียลมีเดีย มีเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ไลน์ โทรสั่ง คนที่ซื้อไปมักใช้เป็นของฝากมากกว่าซื้อไปทานเอง

ถามถึงราคา คุณทราย บอกว่า เริ่มต้นชิ้นละ 120 บาท ขึ้นอยู่กับลวดลาย ถ้าเป็นรูปคนหรือตัวการ์ตูน ราคา 150 บาท ต่อชิ้น มีขนาด 3-4 นิ้ว บางคนที่ซื้อไปบอกใหญ่กว่าที่คิด ต้องสั่งล่วงหน้า 7 วัน บริการจัดส่งไปรษณีย์ EMS

นอกจาก คุกกี้น้ำตาลไอซิ่ง คุณทรายและคุณชินยังรับทำคุกกี้ช่วงเทศกาล วันสำคัญๆ หรือโอกาสพิเศษๆ อาทิ คุกกี้ช่อดอกไม้ คุกกี้ทาวเวอร์ น้ำตาลปั้นรูปคน-การ์ตูน

อยากสัมผัสความอร่อยและน่ารักเช่นนี้ สอบถามได้ที่โทรศัพท์ (061) 915-5356 สั่งล่วงหน้าอย่างน้อย 7 วัน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ IG : petitefillebyjj / FB : Petite Fille by JJ / lINE : petitefillebyjj

“ถึก ซื่อสัตย์ ขี้สงสัย” เทคนิคไม่ลับ สำหรับ RISING STARS

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

เรื่องจากปก

เรื่อง : พารนี ภาพ : พัทรยุทธ

“ถึก ซื่อสัตย์ ขี้สงสัย” เทคนิคไม่ลับ สำหรับ RISING STARS

เมื่อไม่นานมานี้ สมาคม ASIAN LEADERSHIP ACADEMY (ALA) องค์กรด้านการศึกษา ที่ต้องการเป็น “โรงเรียนแนะแนวนอกระบบ” พัฒนาสังคมการเรียนรู้นอกห้องเรียนให้กับเด็กไทย ได้จัด ALA COFFEE CHAT ครั้งที่ 17 ขึ้น เป็นการเสวนา ในหัวข้อ “ENTREPRENEURS ตีแตก” มีนักธุรกิจรุ่นใหม่ ระดับ RISING STARS มาขึ้นเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์

การพูดคุยกันในวันนั้น…มีเนื้อหาสาระน่าสนใจอย่างยิ่ง

ต้องยึดถือความถูกต้องและความซื่อสัตย์ ถ้าไม่มีสิ่งนี้อยู่ในองค์กรของตัวเอง อีก 10 ปีข้างหน้าไม่มีทางอยู่รอด

คุณแพร-พิมพ์มาดา พัฒนปรัชญาพงศ์ เจ้าของธุรกิจคางกุ้งทอดอบกรอบ “โอคุสโน่-OKUSNO”

ปริญญาตรี คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ เคยได้รับทุนไปทำงานด้านกราฟิกดีไซน์ ที่ประเทศสโลวีเนีย เป็นเจ้าของกิจการไอศกรีมสับปะรดแบบไม่เหมือนใคร ใช้เปลือกสับปะรดมาทำเป็นถ้วยบรรจุไอศกรีม

เป็นเจ้าของไอเดียคิดค้นคำว่า “คางกุ้ง” และก่อตั้งขนมแบรนด์ “โอคุสโน่-OKUSNO” คางกุ้งทอดอบกรอบ เจ้าแรกเจ้าเดียวของไทย และเป็นผู้ชนะเลิศ จากรายการ SME ตีแตก THE FINAL 2015 เป็นสุดยอด SMEs แห่งปี 2015

“เป็นคนไม่อยากทำงานประจำ ก่อนหน้านี้ เคยทำไอศกรีมสับปะรดมาก่อน ทำถ้วยจากเปลือกสับปะรด แต่ไอศกรีมไปจ้างโรงงานผลิตให้ ทำให้รู้ว่า ถ้าทำสินค้าออกมาได้ด้วยตัวเราเอง จะลดต้นทุนได้มากขึ้น

ส่วนคางกุ้งโอคุสโน่นี้ เป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นจากการมองเห็นโอกาส ทำสิ่งที่ผู้คนมองข้ามมาเป็นสิ่งที่มีมูลค่าขึ้นมา เริ่มจากไปลองแงะส่วนที่นิ่มที่สุดของกุ้งออกมาทอดบ้าง อบบ้าง ทำอย่างไรไม่ให้อมน้ำมัน ปรุงรสแต่ไม่ใส่ผงชูรส บรรจุซอง ก่อนนำไปแจกให้เพื่อน-พี่ ชิม แล้วสังเกตว่าทานกันหมดมั้ย

ถ้าหมดแปลว่าอร่อย การทำแบบนี้เหมือนการทดลองตลาดไปเรื่อยๆ จนมั่นใจ เพราะถ้าไม่ลองตลาดก่อน ออกมาขายตูมเดียว อาจเจ๊งไปเลยก็ได้ เพราะแก้ไขไม่ทัน

แต่กว่าจะมาถึงวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความที่ไม่เคยทำธุรกิจจริงจังขนาดนี้มาก่อน เคยถูกหลอกว่าจะพาสินค้าไปขายเมืองนอก จึงลงทุนสร้างโรงงานผลิตขึ้นมาเลย แต่พอสร้างเสร็จเขาก็หายไป เลยต้องดิ้นรนหาตลาดเอง เริ่มจากเดินเข้าไปเสนอขายในห้างสรรพสินค้าชื่อดังเลย ซึ่งโชคดีได้รับการพิจารณา

ช่องทางจำหน่ายนอกจากจะมีในซุปเปอร์มาร์เก็ตแล้ว ยังไปฝากขายที่ร้านหนังสือด้วย เพราะขนมชนิดนี้สามารถอ่านหนังสือไปทานไปได้ ไม่เลอะมือ เพราะไม่อมน้ำมัน และเหตุผลสำคัญคือ ไม่อยากเหมือนคนอื่น

สำหรับคุณสมบัติสำคัญของผู้ที่จะเป็นเจ้าของธุรกิจนั้น ต้องยึดถือความถูกต้องและความซื่อสัตย์ ถ้าไม่มีสิ่งนี้อยู่ในองค์กรของตัวเอง อีก 10 ปีข้างหน้าไม่มีทางอยู่รอด

ถามว่าความซื่อสัตย์ของตัวเองคืออะไร ยกตัวอย่าง โอคุสโน่ เน้นมากในเรื่องของความสะอาด ถ้าตก 1 ชิ้นไปล้างอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด เพราะต้องการทำให้ถูกหลักอนามัย อยากให้คนทานรู้สึกว่าได้ทานของดี ไม่ใช่ของเหลือทิ้ง

โอคุสโน่เป็นของทอด ก็บอกเลยว่าเป็นของทอด ไม่พยายามใช้คำอื่นเพื่อเลี่ยงบาลี หรือคนที่แพ้กุ้งก็อย่าทาน จะบอกกันทุกครั้ง ความซื่อสัตย์ทั้งกับตัวเองและลูกค้า นับเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้ประกอบการ”

พอเจอทำเลถูกใจ เลยไปเจรจากับเจ้าของตึกแต่ยังไม่ตกลง หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าของตึกให้อีกเจ้าเช่าไปแล้ว โดยบอกเหตุผล ของเราไม่มีคนรู้จัก คำนั้นทำให้เสียใจมาก

คุณแพร-กวิสรา จันทร์สว่าง เจ้าของแฟรนไชส์ชานมไข่มุก “เฟรชมี-FRESH ME”

กำลังศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เอกการตลาด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยได้รับทุน AFS THAILAND ศึกษาที่ประเทศเยอรมนี เริ่มทำธุรกิจอายุ 18 ปี ตอนเป็นเฟรชชี่ ปัจจุบันเป็นผู้บริหารแฟรนไชส์มากกว่า 100 สาขาทั่วประเทศ

“ฝันอยากเป็นแม่ค้ามาตั้งแต่เด็ก ไม่เคยเห็นภาพในหัวเลยว่าจะไปทำงานที่บริษัท คิดแต่ว่าถ้ามีเวลาอยากขายของ อยากเจอคนนั้นคนนี้ พูดคุยกับลูกค้า พอรู้ความชอบของตัวเองคืออะไร เลยลงมือทำจากสิ่งที่ชอบ

การเตรียมตัวเริ่มจากหาทำเล หาสูตร หาข้อมูล ใช้เวลาประมาณเดือนกว่า ออกจากบ้านทุกวันหาข้อมูลไปชิมตามร้านต่างๆ

ตอนนั้นชานมไข่มุกบูมมาก เหมือนธุรกิจแฟชั่น ถ้ารอเวลาตัดสินใจนานอาจไม่ทัน ก่อนเปิดจึงมีเวลาค่อนข้างจำกัด และเปิดแล้วก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์ เป็นแบบ ขายไป ปรับไป ลงทุนไม่มาก

เกี่ยวกับประสบการณ์ความผิดพลาด ตอนขยายเป็นสาขา 2 พอเจอทำเลถูกใจ เลยไปเจรจากับเจ้าของตึกแต่ยังไม่ตกลง หลังจากนั้นไม่นาน เจ้าของตึกให้อีกเจ้าเช่าไปแล้ว โดยบอกเหตุผล ของเราไม่มีคนรู้จัก คำนั้นทำให้เสียใจมาก และได้เรียนรู้ว่าถ้าอยากได้อะไรให้รีบคว้าไว้เลย

สำหรับสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องมีคือ ต้องถึก ทำงานหนักกว่าคนอื่น ทำได้ทุกหน้าที่ และต้องมุ่งมั่น ไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ”

ขายได้ห้าหมื่น-แสน เชื่อว่าซื้อเครื่องบินได้ แต่ลืมนึกว่าวันหนึ่งยอดมันจะต้องตก เดือนถัดมาขายไม่ได้ มีค่าใช้จ่าย ถ้าไม่เตรียมใจมันคือจบ

คุณโจ้-วิศรุต สุคนธ์พงเผ่า ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจเต้าหู้กรอบ “โยฟุ-YOFU”

ปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ สาขาการเงิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่วิเคราะห์สินเชื่อและการตลาด เพื่อหาประสบการณ์ หลังจากทำงานได้ประมาณ 1 ปี ได้รับแรงบันดาลใจจากนักธุรกิจหลายท่าน จึงตัดสินใจลาออกและมาประกอบธุรกิจส่วนตัว

ทำธุรกิจเทรดดิ้งไม่ประสบความสำเร็จ แต่ไม่ท้อ ก่อตั้ง บริษัท ชามิลโก้ จำกัด สร้างแบรนด์ชานมไข่มุก แต่ตลาดมีการแข่งขันสูงจึงต้องปิดตัวลง แต่ยังไม่ยอมแพ้ พยายามเริ่มธุรกิจใหม่ คิดค้นวิธีการผลิตเต้าหู้กรอบ ตั้ง บริษัท โกจิโซ ดิสทริบิวชั่น จำกัด ไปพร้อมกับสร้างแบรนด์ ชื่อ “โยฟุ-YOFU” ขนมขบเคี้ยวจากเต้าหู้ 100 เปอร์เซ็นต์

“เรียนจบแล้วทำงานประจำอยู่ปีหนึ่ง ลาออกมาเพราะอยากเป็นเจ้าของธุรกิจ เสี่ยงออกมาทำ เจ๊งไป 2 รอบ รอบที่ 3 อยากทำขนมมีประโยชน์ ราคาไม่แพงมาก ให้คนทั่วไปได้ทาน

ตอนที่เริ่มทำโยฟุ สิ่งที่เจอคือ ปัญหาของเต้าหู้ ที่เก็บไว้ได้ไม่นาน เลยหาทางทำให้เก็บได้นาน หาทานเมื่อไหร่ก็ได้ สะดวกขึ้น เป็นการแก้ปัญหา และขนมจากฟองเต้าหู้ ไม่เคยมีมาก่อนเลย ทำให้มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ

การเริ่มต้นทำธุรกิจ บอกเลย หนึ่ง เตรียมใจก่อน เพราะมีเรื่องให้รับหลายเรื่อง ทั้งความเสียใจและความดีใจ อย่างผมก่อนหน้านี้ทำธุรกิจอย่างหนึ่งก็เจ๊ง ตอนเริ่มแค่อยากซื้อมาขายไป ธรรมดา ทำแค่นี้ง่าย สบาย ขายได้ห้าหมื่น-แสน เชื่อว่าซื้อเครื่องบินได้ แต่ลืมนึกว่าวันหนึ่งยอดมันจะต้องตก เดือนถัดมาขายไม่ได้ มีค่าใช้จ่าย ถ้าไม่เตรียมใจมันคือจบ ฉะนั้น ต้องเตรียมใจให้ชัดเจนว่า มีดี ต้องมีแย่

อย่างที่สอง คิดอะไรได้อยากทำอะไร ทำไปเลย อย่าลังเลว่า เดี๋ยวจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ เพราะถ้ามัวแต่วางแผนอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ได้ลงมือทำ และไม่รู้ปัญหาจริงเสียที

ส่วนประสบการณ์ความผิดพลาดของผมช่วงแรก หุนหันพลันแล่นไปนิดหนึ่ง ผมเจ๊งมาแล้ว 2 รอบ ครั้งแรก ขายได้แสนหนึ่งคิดว่าซื้อเครื่องบินได้ คิดว่ามีแต่เรื่องดี สุดท้ายไม่รอด พอธุรกิจที่ 2 โดนโกง อ่านสัญญาไม่ดีพอ ไม่ให้ทนายความเช็ก สูญเงินไป 5 ล้านบาท

ล่าสุดก็ยังมีปัญหาแบบเดิมคือ หุนหันพลันแล่น ขยายตัวเร็วเกินไป จากห้องแถวเป็นโรงงานขนาด 1 ไร่ ส่งร้านสะดวกซื้อ 800 สาขา ขายได้แค่ 100 สาขา เพราะลืมคิดไปว่าคนรักสุขภาพไม่ใช่ทุกคน เลยต้องออกสินค้าอีกตัวเพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าให้กว้างขึ้น

อย่างไรก็ตาม ทุกวันนี้ปัญหาหนี้สินคลี่คลายแล้ว สิ่งที่อยากบอกคือ ไม่ว่าจะเจอกับความผิดพลาดอะไร ขออย่ายอมแพ้ เจอปัญหาอะไร ค่อยๆ ถอยออกมาดู ค่อยๆ แก้ มีหนี้กับคู่ค้า ก็เจรจาไป อย่าเพิ่งท้อแท้ หนี้เยอะไม่ได้หมายความว่าต้องไม่รอดแน่เลย เราจะจบก็ต่อเมื่อเราหยุด

สิ่งที่นักธุรกิจต้องมีคือ การยอมรับตัวเองว่าฉันไม่ดีอะไร ผิดพลาดตรงไหน อย่าโทษคนอื่น ผิดแล้วต้องแก้ไข ทุกปัญหามีทางแก้ ขึ้นอยู่กับวิธีที่แก้จะลำบากยากเข็ญแค่ไหนเท่านั้นเอง”

เป็นคนขี้สงสัย อยากรู้อยากเห็น ตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัว ถ้ามีคำถามแบบนี้บ่อยๆ มันจะเกิดไอเดียทางธุรกิจได้

คุณปริน-ปริญญ์ สุขสมิทธิ์ เจ้าของธุรกิจ ขนมโมจิลาวาบัน “ฟีนิกซ์ ลาวา-PHOENIX LAVA”

ปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำงานเป็นเซลส์อยู่ 1 ปี แต่รู้สึกอึดอัด จึงตัดสินใจออกค้นหาตัวเอง เดินทางไปเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น เริ่มทำธุรกิจสองสามอย่างแล้วล้มเหลว ที่ประทศญี่ปุ่น ใช้เวลาค้นหาตัวเองที่นั่น

จนกระทั่งวันหนึ่ง คุยกับน้องชายว่าอยากทำขนมสักอย่างเพื่อแข่งกับคนต่างชาติ เพราะหงุดหงิดที่เห็นคนไทยไปต่อแถวซื้อโดนัทชื่อดัง เลยทำ “ฟีนิกซ์ ลาวา- PHOENIX LAVA” ออกมาเพื่อ Reinvent Industry น่าเบื่อๆ อย่าง ซาลาเปา

“ทุกคนบนเวทีนี้ มีจิตวิญญาณของคนทำธุรกิจอยู่เป็นทุน แต่ว่าเราจะค่อยๆ ดมกลิ่นดูว่าทำอะไรได้ดี หรือชอบทำอะไร ซึ่งผมใช้เวลาดมกลิ่นตัวเองอยู่ 5-6 ปี ตั้งแต่เด็กรู้สึกว่าอยากทำอะไรสักอย่าง สังเกตง่ายๆ จากคนที่เป็นฮีโร่ของเราหรือไอดอลของเราก็ได้ เรื่องพวกนี้จะช่วยทำให้รู้ว่าเราน่าจะชอบทำอะไร

ผมเริ่มทำธุรกิจ เพราะคิดว่าธุรกิจ คือการเข้าไปแก้ปัญหาอะไรสักอย่าง ให้กับบางอุตสาหกรรม หรือของใครสักคน สิ่งที่ผมคิดคือ อยากแก้ปัญหาให้กับวงการซาลาเปา ความหงุดหงิดอะไรบางอย่างของคนทานหรือคนที่เอาซาลาเปาไปฝาก ของฝากซึ่งเป็นหน้าเป็นตาแต่หน้าตาน่าเกลียด ผมทนไม่ได้ อีกอย่างคนเอเชียจะคุ้นเคยกับแป้งนึ่งอยู่แล้ว เลยสนใจทำตัวนี้

ผมเป็นคนค่อนข้างจริงจังกับผลิตภัณฑ์มาก ถ้าของใหม่ไม่ดีกว่าของเก่าสัก 10 เท่า ผมว่าอย่าทำดีกว่า ไม่อย่างนั้นมันสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ และเมื่อผมเสนอตัวเข้ามาในวงการซาลาเปา ซึ่งมีขายอยู่ก่อนเต็มไปหมดอยู่แล้ว ถ้าของผมไม่ดีกว่าสัก 10 เท่าได้ ผมไม่ทำ

ช่วงแรกๆ จะเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้า เวลาทานซาลาเปามีปัญหาอะไรเยอะที่สุด โดยพาตัวเองไปนั่งตามร้านซาลาเปาก่อน แล้วก็นั่งฟังลูกค้าบ่น เช่น แป้งทำไมแฉะจัง ที่ตูดนึ่งแล้วทำไมแฉะจัง ซึ่งมันกลายเป็นข้อมูลเชิงลึก ว่าคนทานไม่ชอบซาลาเปาตูดแฉะ ผมจดเอาไว้ ทำอยู่อย่างนั้นประมาณ 5 เดือน

ก่อนส่งต่อให้น้องชาย ซึ่งมีความสามารถด้านวิทยาศาสตร์การอาหารเป็นคนคิดสูตร ทำอย่างไรให้แป้งออกมามีความเหนียวนุ่ม ไม่แฉะ ส่วนผมมาพัฒนาในเรื่องของแพ็กเกจจิ้ง การบริการ จากนั้นจึงเริ่มออกบู๊ธทดลองตลาด นำคำติชมมาพัฒนาสินค้าต่อ

พอสินค้าตัวแรกออกมาขายดีมาก ตัวที่สอง-สาม จึงตามมาและน่าจะขายดีอย่างที่คิด แต่ตัวที่ 2 ผมกลับเจ๊ง เสียหายไปสองสามแสน ฉะนั้น ต้องมองรอบคอบกว่านั้น และได้เรียนรู้ว่าเมื่อเจอปัญหาอย่ารีรอ รีบแก้ไขเลย

ผมคิดว่าคนที่จะทำธุรกิจจะต้องมี 2 อย่างคือ หนึ่ง เป็นคนขี้สงสัย อยากรู้อยากเห็น ตั้งคำถามกับทุกสิ่งรอบตัว ถ้ามีคำถามแบบนี้บ่อยๆ มันจะเกิดไอเดียทางธุรกิจได้ แต่ถ้าเป็นคนที่ไม่มีความต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลง ทำแต่ธุรกิจ Me too มันไม่ทำให้เกิดอะไรให้ดีขึ้นเลย

และสอง ต้องเชื่อว่าพรุ่งนี้ต้องดีกว่า…วันนี้”

ทำไมต้อง “คางกุ้ง”

“เกิดจากการมองเห็นโอกาส จุดที่เห็นเกิดจากการทานข้าวกับครอบครัวที่บ้าน แล้วคุณแม่ท่านทำกุ้งแล้วเด็ดหัวกุ้งทิ้ง ด้วยความพิเรนทร์เลยลองแกะๆ หัวกุ้งเล่น ก็เจอว่ามีส่วนที่นิ่มที่สุด จึงเกิดไอเดียอยากสร้างมูลค่าให้ของที่ถูกมองข้าม จากนั้นก็ลงมือทำทุกวิถีทางให้มันอร่อย

ต่อมาเลยลองหาข้อมูลว่า คนทั่วไปเขาเรียกส่วนนี้ของกุ้งว่าอะไร แต่เท่าไหร่ก็หาไม่ได้ เลยคิดบัญญัติศัพท์ขึ้นมาเอง เรียกมันว่า คางกุ้ง เพราะเป็นส่วนใต้หัวของกุ้ง

ส่วนชื่อแบรนด์ เราใช้คำว่า โอคุสโน่-OKUSNO เป็นภาษาสโลวีเนีย แปลว่า อร่อย และเป็นประเทศที่ตัวเราเคยได้รับทุนไปทำงานด้านกราฟิกดีไซน์มาก่อน เหมือนเป็นจุดเปลี่ยนของชีวิต ที่ทำให้รู้ตัวเองว่าไม่ชอบทำงานประจำ เลยใช้ภาษานี้มาไว้เป็นอนุสรณ์เตือนใจ”

คุณแพร-พิมพ์มาดา พัฒนปรัชญาพงศ์ เจ้าของธุรกิจคางกุ้งทอดอบกรอบ “โอคุสโน่-OKUSNO” ผู้ชนะเลิศ จากรายการ SME ตีแตก THE FINAL 2015 เป็นสุดยอด SMEs แห่งปี 2015

วช. รางวัลผลงานนักประดิษฐ์ไทย 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

เสริมไอเดีย

ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

วช. รางวัลผลงานนักประดิษฐ์ไทย 59

สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จัดงานวันนักประดิษฐ์ไทยประจำปี 2559 การจัดงานในครั้งนี้จัดภายใต้แนวคิด “Life & Learn” มุ่งสื่อความหมายถึงผลงานประดิษฐ์คิดค้นนําสู่การเรียนรู้และพัฒนาเพื่อสร้างสรรค์คุณภาพชีวิตและพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน

สำหรับรางวัลผลงานประดิษฐ์คิดค้น ประจำปี 2559 มีจำนวน 47 ผลงาน แบ่งเป็นระดับดีเด่น ระดับดีมาก ระดับดี และรางวัลประกาศเกียรติคุณ เพื่อแสดงศักยภาพของแต่ละสิ่งประดิษฐ์และเชิดชูเกียรตินักวิจัยไทย อันจะเป็นการสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยของนักวิจัยไทย ทั้งทางด้านวิทยาศาสตร์ สังคม และเศรษฐกิจ เส้นทางเศรษฐีรวบรวมบางส่วนมานำเสนอ

รางวัลระดับดีเด่น

แอนตี้บอดี้มนุษย์สำหรับรักษาไข้เลือดออก

แอนตี้บอดี้มนุษย์สำหรับรักษาไข้เลือดออก ผลงานของ รศ.ดร.น.สพ.พงศ์ราม รามสูต และคณะสาขาวิชาวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล นับเป็นครั้งแรกของโลกที่ผลิตแอนตี้บอดี้จากมนุษย์สำหรับรักษาไข้เลือดออกที่สามารถยับยั้งเชื้อไวรัสไข้เลือดออกได้ครบทั้ง 4 สายพันธุ์ ผ่านการทดสอบในลิงและหนูแล้ว

รางวัลระดับดีมาก

การเปลี่ยนสีไข่มุกเป็นสีทอง และการพิมพ์ลวดลายลงบนไข่มุกด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน

การพัฒนาคุณภาพไข่มุกน้ำจืด ให้เปลี่ยนเป็นไข่มุกสีทอง ผลงานของ ดร.ณิรวัฒน์ ธรรมจักร์ และคณะสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน)

นับเป็นนวัตกรรมสําหรับวงการอัญมณี โดยใช้เทคนิคการดูดกลืนรังสีเอ็กซ์แสงซินโครตรอน ทำให้ไข่มุกมีสีทองแวววาว มีประกายดุจทองคำ อีกทั้งยังสามารถใช้รังสีดังกล่าวเพิ่มลวดลายบนไข่มุกได้ด้วย นับเป็นครั้งแรกในโลก สามารถเพิ่มมูลค่าไข่มุกจากเดิมได้ถึง 100 เท่า กลายเป็นเครื่องประดับและของที่ระลึกที่มีเอกลักษณ์เชิงสีและลวดลายอันทรงคุณค่าได้

รางวัลระดับดี

ALertz อุปกรณ์ช่วยเตือนหลับในขณะขับรถด้วยสัญญาณสมอง

ผลงานของ ผศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ และคณะภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ALertz : คืออุปกรณ์ช่วยเตือนหลับในขณะขับรถด้วยสัญญาณสมอง สวมใส่บริเวณศีรษะโดยตัวอุปกรณ์จะมีการตรวจวัดคลื่นสมองและพฤติกรรมของคนขับรถ เพื่อนํามาใช้เป็นตัวชี้วัดว่าผู้ขับขี่มีอาการง่วงหรือไม่ เมื่อผู้ขับขี่เกิดอาการง่วง ตัวอุปกรณ์จะสั่นเตือนและสามารถส่งสัญญาณไปยังศูนย์ควบคุมได้ นอกจากนี้ ตัวอุปกรณ์จะบันทึกและรายงานผลช่วงเวลาที่ผู้ขับขี่เกิดอาการง่วง อีกทั้งยังสามารถทำงานร่วมกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ด้วยระบบไร้สายบลูทูธได้อีกด้วย

รางวัลระดับดี

EasyHos ระบบนําทางคนไข้ในโรงพยาบาลรัฐ

ผลงานของ ดร.ชาลี วรกุลพิพัฒน์ และคณะสาขาสังคมวิทยาศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ EasyHos คือระบบที่เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการให้บริการในโรงพยาบาลรัฐ เป็นระบบที่คอยบอกผู้รับบริการว่าต้องทำอะไร เสมือนมีเจ้าหน้าที่คอยติดตามผู้รับบริการ จุดเด่นของระบบสามารถบอกผู้ใช้บริการได้ถึงขั้นตอนต่างๆ ในโรงพยาบาลว่าจะต้องทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ รวมถึงบอกค่าใช้จ่ายล่วงหน้าและตัวยาที่จะจ่ายให้แก่ผู้ใช้ ทำให้ผู้ใช้สามารถทราบข้อมูลเหล่านี้ได้ด้วยตนเอง ลดโอกาสที่จะทำผิดขั้นตอนที่อาจส่งผลให้ผู้ใช้เสียเวลาโดยไม่จำเป็น

รางวัลระดับดี

ชุดตรวจสอบสารปรอทในเครื่องสําอางฟอกผิวขาว

ผลงานของ รศ.ดร.พลังพล คงเสรี และคณะภาควิชาเคมีคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาศาสตร์เคมีและเภสัช มหาวิทยาลัยมหิดล ชุดตรวจสอบสารปรอทดังกล่าวเป็นชุดทดสอบบอกความเข้มข้นเบื้องต้นของสารปรอทที่ปนเปื้อนในเครื่องสําอาง อาทิ ปรอทแอมโมเนีย ปรอทคลอไรด์ และปรอทอะซิเตท ตรวจสอบไม่ยุ่งยาก สะดวกในการพกพา

รางวัลระดับดี

อุปกรณ์สนับสนุนงานติดตั้งและตรวจแก้อินเตอร์เน็ต TOT xDSL Tools

สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์

ผลงานของ คุณวรวิทย์ รอดอนันต์ และคณะสถาบันนวัตกรรมทีโอที บริษัท ทีโอที จํากัด (มหาชน) อุปกรณ์สนับสนุนงานติดตั้งและตรวจแก้อินเตอร์เน็ต เป็นเครื่องมือที่รองรับการติดตั้งและบํารุงรักษาบริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั้ง VDSL ADSL และ WiFi ภายในเครื่องเดียวกัน

รางวัลระดับดี

หุ่นยนต์ฟ้าใส การเรียนรู้เพื่อน้องคนพิเศษ

ผลงานของ รศ.ดร.ปัญรสี ฤทธิประวัติ และคณะภาควิชาวิศวกรรมชีวการแพทย์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หุ่นยนต์ฟ้าใสมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นเครื่องมือเสริมการกระตุ้นพัฒนาการเด็กพิเศษ หรือเด็กที่มีความบกพร่องด้านต่างๆ เช่น ดาวน์ซินโดรม สมาธิสั้น

สิ่งประดิษฐ์ด้านการแพทย์ดังกล่าว มีความสามารถถึง 3 ด้านคือ 1. ฝึกออกเสียงทีละคำ 2. ฝึกเลียนแบบท่าทาง และ 3. กล่าวชื่นชมเด็กเมื่อทำถูกต้อง และให้กำลังใจ

ซึ่งผลการใช้งานหุ่นยนต์ฟ้าใส พบว่า ช่วยให้เด็กมีความสนใจ จดจ่อในกิจกรรมการฝึกดีขึ้น มีเด็กที่พูดตามหุ่นยนต์ได้เพิ่มขึ้น และมีจำนวนเด็กที่แสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมลดลง

รางวัลระดับดี

รีโมตรถยนต์ ควบคุมด้วยแอพพลิเคชั่น

ผลงานของ คุณชาติพีร สุขประเสริฐ และคณะสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและนิเทศศาสตร์ รีโมตรถยนต์ควบคุมด้วยแอพพลิเคชั่น เป็นอุปกรณ์อํานวยความสะดวกและป้องกันการโจรกรรมรถยนต์ ควบคุมล็อก ปลดล็อกและแจ้งเหตุได้ทันที โดยใช้หลักการทํางานของรีโมตทั่วๆ ไป แต่การเชื่อมต่อคําสั่งต่างๆ ผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ คําสั่งต่างๆ ทํางานในรูปแบบแอพพลิเคชั่น ใช้งานง่ายสะดวกปลอดภัย ประหยัด สามารถคุ้มครองดูแลรถได้ทุกที่ตลอด 24 ชั่วโมง

รางวัลประกาศเกียรติคุณ

อุปกรณ์ตรวจวัดแก๊สรั่ว สำหรับรถยนต์

ผลงานของ คุณปรินทร แจ้งทวี คณะสาขาวิทยาศาสตร์กายภาพและคณิตศาสตร์ หน่วยปฏิบัติการวิจัยอุปกรณ์รับรู้ ภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

อุปกรณ์ตรวจวัดแก๊สรั่วสำหรับรถยนต์ติดตั้งในรถยนต์ที่ใช้แก๊ส LPG และ NGV เป็นเชื้อเพลิง เพื่อเตือนผู้ขับขี่และผู้โดยสารเมื่อมีแก๊สรั่ว อุปกรณ์มีความแม่นยำในการตรวจวัด รับรู้ถึงปริมาณแก๊สตั้งแต่ 0.01% และส่งสัญญาณเตือนที่ความเข้มข้น 0.5% ใช้นาโนเทคโนโลยีในการกำจัดตัวรบกวนจากแก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ สามารถทํางานได้ช่วงอุณหภูมิ 15-2000C มีระบบป้องกันฝุ่นละอองและความชื้น อายุการใช้งาน 2 ปี อุปกรณ์มีขนาดเล็ก ผู้ใช้สามารถติดตั้งได้เอง

รางวัลประกาศเกียรติคุณ

สิริกระดูกเทียม ผลิตจากเปลือกหอยแครง

ผลงานของ รศ.นพ.สิทธิพร บุญยนิตย์ และคณะสาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ บริษัท บุณยนิตย์ วัสดุแพทย์ จํากัด

จากการศึกษาค้นคว้า พบว่า เปลือกหอยซึ่งเป็นผลผลิตธรรมชาติจากสิ่งมีชีวิตที่มีองค์ประกอบหลักคือ แร่ธาตุ แคลเซียมคาร์บอเนต เมื่อนำมาทำให้บริสุทธิ์ตามกระบวนการทางเชิงวิทยาศาสตร์ สามารถนำมาใช้ดัดแปลงผลิตสร้างวัสดุทดแทนกระดูกมนุษย์ได้ และที่ทีมวิจัยใช้เปลือกหอยแครงเพราะในประเทศไทยจะมีหอยแครงจำนวนมาก และเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างมหาศาลให้กับเปลือกหอยแครงไทย

สำหรับขั้นตอนการวิจัย นำเปลือกหอยสดมาต้ม นำไปผึ่งให้แห้ง แล้วเผาที่อุณหภูมิ 800 องศาเซลเซียส จากนั้น นำมาบดหยาบและบดละเอียด จะได้เป็นผงแคลเซียมออกไซด์ นำไปผสมสารตัวเติมเข้าไปเพื่อทำการแปรรูปเชิงเคมีวิทยา ให้กลายเป็นผงกระดูกที่มีสูตรโครงสร้างเป็นแคลเซียมฟอสเฟต ไฮดรอกไซด์ของกระดูกมนุษย์ แล้วไปขึ้นรูปตามตำแหน่งที่ต้องการใช้งานในร่างกายมนุษย์

“กือโป๊ะ” สแน็กอมตะ ของเด่น…เมืองปัตตานี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ของดี…ทั่วไทย

พารนี ปัทมานันท์ : ภาพ/เรียบเรียง เมดาริน กฤษณะราช : ถอดเทปสัมภาษณ์

“กือโป๊ะ” สแน็กอมตะ ของเด่น…เมืองปัตตานี

สืบค้นข้อมูลจากเว็บไซต์วิทยาลัยชุมชนปัตตานี ทำให้มีความรู้ขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับของรับประทานเล่นของพี่น้องสามจังหวัดชายแดนใต้ตอนล่าง มีชื่อเรียกแปลกหูว่า “กือโป๊ะ”

จะว่าไปแล้วของว่างชนิดนี้มีชื่อท้องถิ่นเรียกกันหลากหลาย ทั้ง กือโป๊ะ กะโป๊ะ หรือ กรือโป๊ะ แต่มีความหมายเดียวกันคือ ข้าวเกรียบสด หรือบางคนอาจเรียกว่า หัวข้าวเกรียบ

สำหรับประวัติความเป็นมา มีข้อมูลบันทึกไว้ว่า หลังจากประเทศมาเลเซีย ตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ มีชาวมาเลเซียจำนวนหนึ่ง อพยพมาตั้งรกรากที่ประเทศไทยบริเวณบ้านดาโต๊ะ ตำบลแหลมโพธิ์ อำเภอยะหริ่ง จังหวัดปัตตานี

จากนั้นมีคนนำต้นสาคูมาทำแป้งเป็นอาหารเช้ารับประทานกับน้ำชา และเพราะเป็นยุคข้าวยากหมากแพง จึงมีการนำแป้งสาคูมาผสมกับปลาและเกลือเท่าที่ชาวบ้านในหมู่บ้านประมงจะหามาได้ โดยปั้นเป็นแท่งกลมยาว แล้วนำมาตัดเป็นชิ้นๆ ก่อนนำไปย่างหรือทอดในน้ำมันใช้เป็นอาหารรับประทาน

ต่อมาไม่นาน แทบทุกครัวเรือนในหมู่บ้านมักทำอาหารชนิดนี้บริโภคกัน กระทั่งแปรผันเป็นภูมิปัญญาสืบทอดมาเป็นขุมทรัพย์ จากการที่บรรพบุรุษของชาวดาโต๊ะ รู้จักวิธีทำข้าวเกรียบกือโป๊ะมาแต่อดีตและได้สืบทอดภูมิปัญญานี้ส่งผ่านมารุ่นแล้วรุ่นเล่า จนถึงลูกหลานยุคปัจจุบัน จากเหลือรับประทานจึงทำออกขาย จนกลายเป็นธุรกิจขนาดย่อมกระจายไปในหลายชุมชน

ผลกระทบครั้งใหญ่

ที่มาของจุดเปลี่ยน

เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้วที่สถานการณ์ชายแดนใต้ของไทย ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ สภาพบ้านเมือง ความเป็นอยู่ การประกอบธุรกิจน้อยใหญ่ ทุกวันนี้จึงแตกต่างจากในอดีตแทบจะสิ้นเชิง

การเข้าถึงสินค้า-บริการ ในพื้นที่จึงเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนต่างถิ่น ส่งผลให้พ่อค้า-แม่ขาย ในพื้นที่ต้องพาตัวเองออกมาพบปะกับลูกค้าแทน

แม้จะกำลังง่วนอยู่กับการจัดหน้าร้าน ช่วงมาร่วมออกงาน “เสน่ห์ปัตตานี” ที่ห้างดังย่านปทุมธานี

แต่ คุณโรส-โรสมาลีน กิตินัย ผู้ผลิตและจำหน่าย กือโป๊ะ ตราดอกแก้ว วัย 53 ปี ผู้มีบุคลิกร่าเริงแจ่มใสเป็นกันเอง ยังกรุณาสละเวลามาพูดคุยกันด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

เริ่มต้นให้ฟัง เรียนจบสายพาณิชย์ เคยทำงานอยู่บริษัทประกัน ก่อนออกมาทำธุรกิจขายผ้าม่านควบคู่กับแฟนที่ทำร้านตัดกระจก-มุ้งลวด จากนั้นไม่นานจึงเปิดกิจการขายผ้าตัดเสื้อสำหรับสตรีมุสลิม

ขายดีอยู่หลายปี เพราะผู้หญิงมุสลิมภาคใต้ นิยมแต่งกายกันด้วยชุดคลุมยาวสีสันสดใส

กระทั่งเมื่อราวปี 2542 ความเป็นไปในชุมชนพลิกผัน สืบเนื่องมาจากการก่อความไม่สงบ ที่ยังไม่มีวี่แววเลยว่าจะจบลงวันไหน

“ทุกอย่างได้รับผลกระทบไปหมด แม้กระทั่งการแต่งกาย แต่ละคนไม่เปิดเผยว่าตัวเองทำงานอะไร และหันมาใส่เสื้อยืด-กางเกงวอร์มกันเป็นส่วนใหญ่ ร้านขายผ้าจากมีลูกค้าเยอะก็ค่อยๆ ลดลง เพราะผู้หญิงจะไม่มีการแต่งเนื้อแต่งตัวเดินทางไปไหนมาไหน” คุณโรส เล่าเสียงเรียบ แววตาหม่น

อดทน “ลาก” ธุรกิจร้านขายผ้ามาอีกหลายปี แต่สถานการณ์ไม่มีอะไรดีขึ้น จึงพยายามมองหาอาชีพใหม่

จนเมื่อปี 2553 ได้มาร่วมออกบู๊ธเปิดร้านขายผ้ากับทางกระทรวงพาณิชย์ ที่ห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ปรากฏคนสนใจผ้าของเธอน้อยมาก ขณะที่สินค้าหมวดอาหารแทบทุกชนิดขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เลยเกิดความคิดเปลี่ยนทิศหันมาขายอาหารดูบ้าง

ล้มลุกคลุกคลาน

แต่ไม่คิดเลิก

คิดอยู่นานว่าจะขายอาหารชนิดไหนถึงจะดี จนนึกขึ้นได้ ปัตตานี บ้านเกิดของเธอ มีอาหารประจำท้องถิ่นมาแต่โบร่ำโบราณ ซึ่งถึงวันนี้ผู้คนในพื้นที่ รวมทั้งคนสงขลาหรือนราธิวาส ยังรับประทานกันทุกเพศ-ทุกวัย และแทบทุกวัน นั่นก็คือ “กือโป๊ะ” นั่นเอง

“กือโป๊ะ เป็นอาหารมีคุณค่าและมีประโยชน์ ทำโดยคนท้องถิ่นจริงๆ แต่ด้วยข้อจำกัด ทำให้ไม่สามารถเก็บไว้นานหรือส่งไปขายได้ไกลๆ เลยคิดว่าจะทำยังไงให้คนที่อยู่จังหวัดอื่น มีโอกาสรู้จักและรับประทานของดีบ้านเรา” คุณโรส เล่าถึงจุดเริ่ม

ตกผลึกความคิดออกมาดังนั้น จึงนำไอเดียไปหารือกับ คุณคำแก้ว มีนาคม ประธานชมรมอาหารจังหวัดปัตตานี จนได้ข้อแนะนำให้ไปขอความรู้กับทางสถาบันอาหารของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

ปรากฏได้การตอบรับเป็นอย่างดี และมีการพัฒนาร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของรสชาติ การตลาด และแพ็กเกจจิ้ง

“ใช้เวลาหาความรู้อยู่นาน ปีแรกขาดทุนมาก พอมาลงมือทำจากที่ได้รับความรู้ ปรากฏมันไม่ใช่ มันเสีย มันแข็ง ทำแล้วทำอีก สูตรไม่คงที่ 1 ปีเต็มๆ ที่ขาดทุน ตอนนั้นเริ่มออกขายแต่ลูกค้าบ่นกันว่าทำไมมันแข็ง เราจะจดไว้ว่าทำไมของเรามันแข็ง ก่อนกลับมาบอกอาจารย์ที่สถาบันอาหาร

ทางอาจารย์ท่านจะแนะนำแนวทางแก้ไขให้ แต่ตอนนั้นมีงบไม่เยอะ ถ้าลงทุนซื้อเครื่องจักรหลายบาท ยังไม่รู้ตลาดจะตอบรับแค่ไหน แต่นับเป็นโชคดีที่ทางสถาบันอาหาร มีเครื่องมือพร้อม ช่วงแรกเลยได้รับความอนุเคราะห์ไปก่อน” คุณโรส บอกอย่างนั้น

ก่อนเล่าให้ฟังต่อ 3 ปีแรกของการผันตัวมาเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายกือโป๊ะนั้น ยอมรับอยู่ในภาวะล้มลุกคลุกคลานมาตลอด แต่ไม่เคยคิดเลิก เพราะเชื่อมั่นต้องทำได้ ปัญหาทุกปัญหาย่อมมีทางอออก เพียงแต่เรายังหาไม่เจอ

มาถึงวันนี้ กิจการย่างเข้าปีที่ 4 ยอดขายนับว่าดีขึ้นมาก เริ่มมีคู่ค้าหลากหลายทั้งในและต่างประเทศ อย่าง มาเลเซีย ออสเตรเลีย กัมพูชา ฯลฯ

ส่วนผลิตภัณฑ์นั้น มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งแพ็กเกจจิ้งและรสชาติ ล่าสุด มี 6 รสชาติ ประกอบด้วย รสดั้งเดิม สามรส รสงา รสสมุนไพร รสต้มยำ และรสปาปริก้า ขณะที่รูปทรงของกือโป๊ะ มีทั้งแบบแผ่นแบบดั้งเดิมและแบบแท่งเหมือนมันฝรั่งทอด กรอบนุ่ม เก็บไว้ได้นานกว่าเดิม เป็นเจ้าแรกของไทย

ตลาดขยาย

มั่นใจไปอีกไกล

ถามเป็นความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการผลิตกือโป๊ะ ตราดอกแก้ว คุณโรส อธิบาย เริ่มจากการนำปลาทูสดขนาดพอเหมาะมาตัดหัว ควักไส้ ล้างให้สะอาด ก่อนนำไปบดทั้งก้าง พอได้เนื้อปลาบดออกมาแล้ว นำไปผสมกับแป้งสาคูและแป้งมัน ก่อนใส่เครื่องปรุงรส แต่ไม่มีผงชูรสหรือสารกันบูดเด็ดขาด

จากนั้นนำมาคลุกเคล้าให้เข้าที่และนำมาปั้นว่าก้อนหนึ่งเราจะใช้กี่กรัม เป็นก้อนๆ วาง ขั้นตอนนี้จะมีพนักงานแผนกหนึ่งทำเป็นก้อนยาวๆ อีกแผนกหนึ่งจะนำเนื้อปลาที่ได้ไปต้มในกระทะ ต้มเสร็จนำไปสะเด็ดน้ำให้แห้งสนิทเพราะถ้าเอาไปทอดเลยจะเหนียวมาก ต้องนำไปน็อกน้ำแข็ง 1 คืนเสียก่อน เพื่อไม่ให้เนื้อเหนียวเกินไป ซึ่งขั้นตอนดังกล่าวนี้ใช้แรงงานมือทั้งหมด

“ตอนนี้มีโรงงานเล็กๆ อยู่ละแวกบ้าน กำลังผลิตเป็นแรงงานในพื้นที่หมด ประมาณ 10 คน ล่าสุดมีลูกค้ารายใหญ่ติดต่อเข้ามาแล้ว แต่คิดว่าศักยภาพยังมีไม่พอ ขอเวลาตั้งหลักขยายโรงงาน รวมทั้งหาพื้นที่สต๊อกวัตถุดิบไว้ก่อนด้วย เนื่องจากปลาไม่ได้มีทุกฤดูกาล และเราใช้ปลาชนิดเดียว คือปลาทูสดตัวใหญ่ ซึ่งมีเนื้อหวานและไม่มีกลิ่นคาว” คุณโรส บอกอย่างนั้น

เกี่ยวกับความคึกคักในตลาดค้าขายกือโป๊ะ คุณโรส บอก พื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ มีคนทำกือโป๊ะขายกันเป็นร้อยเจ้า จึงต้องหาจุดต่างด้วยการพิถีพิถันในทุกกระบวนการ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงกว่าทั่วไป การวางขายในพื้นที่จึงไม่ดีเท่าส่งออกขายภายนอก

“ที่ภาคใต้ มีกือโป๊ะขายเยอะ ซึ่งยะลากับปัตตานี อาจได้เปรียบ เพราะพื้นที่ติดทะเล และถึงแม้จะทำกันหลายเจ้า ส่วนตัวคิดว่ายังไม่พอต่อความต้องการของตลาด สังเกตได้จากการออกบู๊ธตามงานต่างๆ มักได้ลูกค้ากลุ่มใหม่กลับมาเสมอ ลูกค้าเก่ามาซื้อซ้ำ จึงมั่นใจธุรกิจนี้ยังไปได้อีกไกล” คุณโรส ว่าให้ฟัง

จากจุดเริ่มที่ล้มลุกคลุกคลาน แต่เพราะความไม่ย่อท้อ ล้มเลิกไปเสียก่อนกลางคัน จนทุกวันนี้มีลูกค้าไม่น้อย แถมยังได้รับการยอมรับให้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์เด่นของจังหวัดปัตตานี ประเด็นนี้ คุณโรสยิ้มน้อยๆ ก่อนตอบตรงๆ จนถึงตอนนี้ก็ยัง งง กับตัวเองอยู่เหมือนกัน

“พี่เป็นคนเห็นแก่ตัว อยากให้ลูกกลับมาอยู่ใกล้ๆ ถ้ามีธุรกิจที่วางรากฐานไว้ดี ถ้าลูกกลับมาช่วยสืบทอด เขาคงทำได้ดี โดยไม่ต้องไปเป็นลูกจ้างคนอื่น” คุณโรส บอกทิ้งท้าย

……………

กือโป๊ะ ตราดอกแก้ว มี 6 รสชาติ หลากหลายแพ็กเกจจิ้งให้เลือก มีทั้งขายส่ง-ปลีก

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณโรสมาลีน กิตินัย เลขที่ 157 ถนนยะรัง ตำบลจะบังติกอ อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี 94000 โทรศัพท์ (086) 961-5844, (087) 969-2284 LINE : K.rosemaleen, Facebook/Keropok4u

“ตะนาวศรี” ไก่บ้านไทย ชูคุณภาพ บุกตลาดทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07034010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

ช่องทางสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ตะนาวศรี” ไก่บ้านไทย ชูคุณภาพ บุกตลาดทั่วโลก

จากวันเริ่มต้นมาถึงวันนี้ บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ได้เติบโตมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทุ่ม 200 ล้านบาท เปิดร้านข้าวมันไก่ตะนาวศรี อนาคตหวังขายแฟรนไชส์ และเตรียมงบลงทุน 120 ล้านบาท สร้างโรงผลิตอาหารปรุงสุกพร้อมทานในรูปแบบแช่แข็ง ลุยต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น

คนที่ไม่รู้จักไก่บ้านดีพอ มักมีความเชื่อว่าไก่บ้านเหนียว ไม่อร่อย ต้องต้มนานกว่าจะได้กิน แต่ความจริงแล้วไก่บ้านที่เหนียวๆ ก็คือไก่บ้านแก่ ออกลูกมาแล้วหลายครอก

“ตะนาวศรี” คือ ไก่บ้านไทย เป็นสายพันธุ์ที่ค้นคว้าพัฒนาขึ้นเองของ คุณลิขิต สูจิฆระ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้ง บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด เกิดขึ้นจากการผสมระหว่างพ่อพันธุ์ไก่ชนตะนาวศรี และแม่พันธุ์ไก่แดงตะนาวศรี ซึ่งจุดเด่นของไก่บ้านชนิดนี้เลี้ยงด้วยสมุนไพรไทย แทนการใช้ยาปฏิชีวนะ ปราศจากสารเร่งโต กลายเป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพเนื้อที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค เนื้ออร่อย ไม่เหนียว ไม่ยุ่ย ไม่คาว ไม่มีกลิ่นสาบ มีโครงร่างดี ปริมาณเนื้อมาก กระดูกเล็ก ไขมันน้อย โปรตีนสูง ไขมันและคอเลสเตอรอลต่ำ เอาไปทำเมนูไหนก็อร่อย แถมได้สุขภาพอีกด้วย มีสารพิวรีนน้อย (ตัวก่อกรดยูริก) ไม่ก่อให้เกิดโรคเกาต์

ส่งเสริม รับซื้อไก่ จากเกษตรกร

บุกตลาด AEC ก่อน

คุณลิขิต และผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาวงการเลี้ยงไก่พื้นเมืองของประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดตั้ง บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ขึ้นในปี 2538 จากวันนั้น จนมาถึงวันนี้ บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด ได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง กลายเป็นบริษัทของเกษตรกรไทยที่ดำเนินงานเกี่ยวกับการเลี้ยงไก่บ้านและธุรกิจต่อเนื่องแบบครบวงจรรายแรก และรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

คุณกณพ สูจิฆระ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด เผยว่า ปัจจุบัน บริษัทแบ่งสายงานออกเป็นส่วนของฟาร์มเลี้ยง และส่วนของโรงงานชำแหละโดยในส่วนของโรงงานชำแหละถือได้ว่า เป็นโรงงานชำแหละ ผลิตไก่พื้นเมืองแห่งแรกของประเทศไทย ที่ได้มาตรฐานรับรองตามมาตรฐาน ทั้งฮาลาล GMP HACCP และมาตรฐานการส่งออก EST 197 โรงงานชำแหละของบริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย เน้นผลิตสินค้าประเภทไก่สดและไก่แช่แข็ง ควบคู่กันไปทั้งในส่วนของไก่เนื้อและไก่พื้นเมืองที่รับมาจากฟาร์มของเกษตรกรในโครงการส่งเสริมการเลี้ยงของบริษัท

โดยผลิตภัณฑ์ไก่เนื้อทั้งหมดจากโรงงานชำแหละ 70 เปอร์เซ็นต์ ส่งจำหน่ายตลาดภายในประเทศ วางจำหน่ายในซุปเปอร์มาร์เก็ต และไฮเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ 5,000 แห่งทั่วประเทศ อาทิ กูร์เม่ต์ มาร์เก็ต, โฮมเฟรชมาร์ท, ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต, วิลล่า มาร์เก็ต, แม็กซ์แวลู, เซ็นทรัล ฟู้ด ฮอลล์, เลมอน ฟาร์ม และโกลเด้น เพลส รวมถึงตัวแทนจำหน่ายในพื้นที่ทั้ง 4 ภาค และอีก 30 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ โดยไก่เนื้อจะส่งไปจำหน่ายที่ประเทศจีน ญี่ปุ่น กัมพูชา และมาเลเซีย ส่วนไก่พื้นเมืองลูกผสมตะนาวศรีจะมีการส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่น เป็นประเทศแรกในปี 2559

ส่วนของฟาร์มเลี้ยง รองกรรมการผู้จัดการ อธิบายให้ฟังว่า บริษัทมีทั้งในส่วนของไก่เนื้อและไก่บ้าน โดยฟาร์มของบริษัท ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครปฐม โดยเป็นฟาร์มปู่-ย่า และพ่อแม่พันธุ์ไก่พื้นเมือง และฟาร์มวิจัยรวมถึงพัฒนาสายพันธุ์ ขณะเดียวกัน ยังส่งเสริมเกษตรกร 8 จังหวัดให้เลี้ยง อาทิ ราชบุรี สุพรรณบุรี ปทุมธานี มีเกษตรกรที่ผ่านการคัดเลือกให้เข้าร่วมในปัจจุบันประมาณ 100 กว่าราย และเพื่อให้ความมั่นใจแก่เกษตรกรที่ส่งไก่มาเข้าสู่โรงงานแล้วได้ค่าตอบแทนที่โปร่งใส ถูกต้อง คือการใช้เครื่องชั่งน้ำหนักไก่สดอัตโนมัติ สามารถบันทึกข้อมูลได้

“การใช้เครื่องชั่งน้ำหนักไก่สดอัตโนมัตินี้ จะทำให้เกษตรกรสามารถตรวจสอบข้อมูลไก่จากฟาร์มในระหว่างการชั่งน้ำหนักผ่านอินเตอร์เน็ตและสมาร์ตโฟน โดยเครื่องชั่งน้ำหนักไก่สดอัตโนมัติดังกล่าวจะมีการบันทึกข้อมูลที่เกษตรกรสามารถดูได้ในเวลาเดียวกัน เช่น จำนวนตัว น้ำหนักต่อตัว และช่วงน้ำหนักที่ไก่เข้าโรงงาน หากมีข้อผิดพลาด เครื่องชั่งจะมีการสั่งยกเลิกการบันทึกข้อมูลต่างๆ ของตัวไก่ตัวนั้น และสั่งให้นำไก่ตัวนั้นเข้าชั่งน้ำหนักใหม่”

สร้างไก่สายพันธุ์ดี ระดับโลก

สยายปีกธุรกิจ ไม่มีหยุด

ด้วยระบบดังกล่าวจึงทำให้ทั้งทางโรงงานและเกษตรกรได้รับรู้ถึงข้อมูลของไก่ที่ส่งเหมือนกัน และทำให้เกิดความโปร่งใส เกษตรกรสามารถเช็กข้อมูลได้ที่ฟาร์ม โดยผ่านเครื่องคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ โดยไม่ต้องมาติดตามผลที่โรงงาน

สำหรับไก่ลูกผสมพื้นเมืองตะนาวศรีเกิดขึ้นจากการผสมกันระหว่างพ่อพันธุ์ไก่ชนตะนาวศรี และแม่พันธุ์ไก่แดงตะนาวศรี ทั้งนี้ พ่อพันธุ์ไก่ชนตะนาวศรี เป็นพ่อพันธุ์ไก่ชนที่ผ่านการคัดเลือกจากไก่ชนไทยที่มีลักษณะตามตลาดต้องการ ส่วนแม่พันธุ์ไก่แดงตะนาวศรี เป็นสายพันธุ์ที่เกิดจากการค้นคว้าพัฒนา โดยนำไก่พื้นเมืองของไทยมาผสมข้ามสายพันธุ์กันกว่า 20 สายพันธุ์ เช่น พันธุ์เหลืองหางขาว ไก่ชีท่าพระ ไก่แดงสุราษฎร์ และไก่ประดู่หางดำ เป็นต้น จนกลายเป็นสายพันธุ์ที่มีคุณภาพเนื้อที่เหมาะสมกับความต้องการของผู้บริโภค เนื้ออร่อย ไม่เหนียว ไม่ยุ่ย ไม่คาว ไม่มีกลิ่นสาบ มีโครงร่างดีปริมาณเนื้อมาก แม่พันธุ์สามารถผลิตไข่ได้ดี

ที่น่าสนใจอีกประการคือ ทางตะนาวศรีจะเน้นการเลี้ยงด้วยสมุนไพรไทย แทนการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาโรค และปราศจากสารเร่งโต โดยสมุนไพรทั้ง 3 ชนิด ประกอบด้วย ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชันและไพล และองค์ความรู้ดังกล่าวได้ถูกถ่ายทอดออกไปสู่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่โดยทั่วไป มาตั้งแต่ปี 2532

จากวันเริ่มต้นมาถึงวันนี้ บริษัท ตะนาวศรีไก่ไทย จำกัด เติบโตไม่หยุด ล่าสุดทุ่ม 200 ล้านบาท เปิดร้านข้าวมันไก่ตะนาวศรี อนาคตหวังขายแฟรนไชส์ และเตรียมงบลงทุน 120 ล้านบาท สร้างโรงผลิตอาหารปรุงสุกพร้อมทานในรูปแบบแช่แข็ง ลุยต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น

“ร้านข้าวมันไก่ตะนาวศรี ใน 2 ปีนับจากนี้จะเปิดให้ได้ 25 สาขา เบื้องต้นการลงทุนแต่ละสาขาเฉลี่ยสาขาละ 3 ล้านบาทแล้ว 2 แห่งคือ อาคารบีบีซี ย่านเอกมัย ส่วนสาขาที่ตั้งอยู่ที่มหาวิทยาลัยหอการค้า อนาคตหวังขายแฟรนไชส์ และเตรียมสร้างโรงผลิตอาหารปรุงสุกพร้อมทานในรูปแบบแช่แข็ง”

จากแผนการดำเนินงานที่ผู้บริหารวางไว้ เขาหวังว่า ยอดขายรวมทั้งปีนี้จะทำได้ 8,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออก 20 เปอร์เซ็นต์ และในประเทศ 80 เปอร์เซ็นต์

ปัจจุบัน กลุ่มบริษัท ตะนาวศรี ประกอบด้วย 5 บริษัท คือ 1. บริษัท ตะนาวศรี จำกัด หรือฟาร์มเพาะพันธุ์ไก่บ้านตะนาวศรี 2. บริษัท ฟู้ดวิลเลจ จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านการทำตลาดที่เกี่ยวกับอาหาร 3. บริษัท เอเซียนที จำกัด ดำเนินธุรกิจร้านอาหารข้าวมันไก่ตะนาวศรี 4. บริษัท ลีดดิ้ง ฟู้ด จำกัด ผู้ผลิตไส้กรอกแปรรูปไก่ และ 5. บริษัท ทีแล็บ จำกัด ซึ่งทำหน้าที่ตรวจสอบ วิเคราะห์ และวิจัย

ด้านกำลังผลิตไก่บ้าน ปัจจุบันทำได้ 120,000 ตัว ต่อสัปดาห์ กำลังการผลิตในวงจรการเชือดไก่ตะนาวศรี แบ่งเป็นไก่บ้าน 10 เปอร์เซ็นต์ ไก่เนื้อ 90 เปอร์เซ็นต์ แบ่งเป็นการผลิตพันธุ์ลูกไก่บ้าน เพื่อส่งให้ลูกค้านำไปเลี้ยงต่อ และกระจายผ่านช่องทางต่างๆ ได้แก่ ตลาดสด โมเดิร์นเทรด และร้านอาหารกว่า 300 ราย

สำหรับผู้สนใจผลิตภัณฑ์ไก่บ้านตะนาวศรี สามารถติดตามข้อมูล รวมถึงเมนูจากเนื้อไก่บ้านตะนาวศรี เพิ่มเติมได้ที่ https://www.facebook.com/tanaosreechicken

โอ๋ นักร้อง P2WARSHIP ศิลปินอินดี้ สู่วิถีเกษตรในเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07036010259&srcday=2016-02-01&search=no

วันที่ 01 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 390

เกษตรเทรนด์ใหม่

วัชรี ภูรักษา

โอ๋ นักร้อง P2WARSHIP ศิลปินอินดี้ สู่วิถีเกษตรในเมือง

“เริ่มทำ” คือเคล็ดลับที่เจ้าของฟาร์มฮิพอินทรีย์ แนะโดยให้เหตุผลว่า ไม่มีใครรู้ว่าที่ทำจะดีหรือไม่ดีอย่างไร นอกจากการได้เริ่มลงมือทำ และเน้นการพึ่งพาตัวเอง ไม่ทำเกินกำลัง

จากเส้นทางดนตรีสู่อาชีพเกษตรกรรมกลางกรุง คุณธรรมศักดิ์ ลือภูวพิทักษ์กุล หรือ คุณโอ๋ อดีตนักร้องหนุ่ม วง P2WARSHIP วัย 41 ปี ที่เปลี่ยนชีวิตและสนามฟุตบอลเป็นพื้นที่ทำการเกษตร ตามรอยเท้าในหลวง โดยใช้ชื่อว่า “ฮิพอินทรีย์ ฟาร์มวิลล์พอเพียง” บนเนื้อที่ 1 ไร่ ในซอยลาดพร้าว 71 นาคนิวาส 30

น้ำท่วมใหญ่ เปลี่ยนแนวคิด

เปลี่ยนสนามบอลเป็นฟาร์ม

คุณโอ๋ ย้อนเล่าให้ฟังว่า “ก่อนหน้าจะมาปลูกต้นไม้ ปลูกผัก เปลี่ยนพื้นที่ที่มีมาทำการเกษตรอย่างทุกวันนี้นั้น พื้นที่ 1 ไร่ตรงนี้เคยเปิดเป็นสนามฟุตบอลให้เช่ามาก่อน แต่พอช่วงปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมทั่วกรุงเทพฯ ช่วงนั้นทำให้คุณพ่อ คุณแม่และญาติๆ ต้องย้ายจากมีนบุรีมาอาศัยอยู่ที่นี่

ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตมีความสุขมาก เพราะคุณแม่ตื่นเช้าเก็บผักริมรั้วที่ปลูกไว้มาทำกับข้าว ทำอาหารทานกันเองซึ่งมันอร่อยและรู้ว่าสุขภาพดีมาก ตอนนั้นมีเงินก็ไม่สามารถซื้อได้นะ”

พอเล่าถึงจุดเริ่มต้นที่หันมาทำเกษตร คุณโอ๋ บอกว่า พอหลังจากช่วงน้ำท่วมผ่านไป ก็คิดเริ่มที่จะลงมือทำเลย เพราะตอนน้ำท่วม เรามีผักที่ดีทาน สุขภาพดี ชีวิตก็มีความสุขไปด้วย จึงกลับมานั่งทบทวนว่า การทำเกษตรอาจเป็นสิ่งที่ตามหาก็ได้

เริ่มจากศูนย์ เนื่องด้วยไม่มีความรู้เกี่ยวกับการเกษตร จึงต้องเริ่มหาความรู้ ค้นคว้าและทดลองทำ

เริ่มจากการไปเรียนปลูกผักกับเจ้าชายผัก จนพอเข้าใจ ระหว่างนั้นมีการศึกษาแนวคิดของในหลวง ประกอบกับความตั้งใจ และเริ่มต้นพัฒนาที่ดินไปด้วย เนื้อที่ที่มีคือ 1 ไร่ เป็นสนามฟุตบอลเก่า ซึ่งมีการถมทั้งดินและทรายทับหน้าดินเดิม จึงต้องขุดทรายออก ปรับสภาพดินต่างๆ

พอมีความรู้และเข้าใจ จึงลงมือ ทำทีละนิด ปลูกทีละอย่าง โดยอาศัยแปลนที่เราเป็นคนร่างขึ้นมาเอง ความรู้เกี่ยวกับการออกแบบธุรกิจค้าปลีกและบริหารธุรกิจค้าปลีก จาก University The Arts of London ผสมรวมกับประสบการณ์อดีตนักอินทีเรียอาชีพ จึงได้แปลนจัดสรรที่ดินเป็นสัดส่วน โดยเริ่มลงไม้ยืนต้นก่อน เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาเติบโตนานหลายปี

บนเนื้อที่ 1 ไร่ของฟาร์ม ฮิพอินทรีย์ แบ่งเป็น 2 โซนใหญ่คือ โซนที่ 1 เป็นโซนต้นไม้ ไม่ว่าจะเป็นไม้ยืนต้น อย่างขนุน ไผ่ ชะอมและกล้วย ผสมกับการปลูกพืชหมุนเวียน อย่างคะน้า ผักบุ้ง ผักชี หรือพืชผักสวนครัวชนิดต่างๆ นำมาหมุนเวียนปลูกสลับกันไปในพื้นที่ว่าง

ส่วนโซนที่ 2 คือ ฟาร์มเลี้ยงไก่ไข่ โดยกั้นพื้นที่วางล้อมตาข่าย สร้างที่อยู่อาศัยเป็นบ้านหลังเล็กๆ ให้มันอยู่แล้วเลี้ยงไก่อย่างอิสระ สามารถเดินได้ทั่วในบริเวณที่กั้นไว้ให้

เกษตรกรในเมือง

ปลูกพืช เก็บกินเอง สร้างสุข

“ผมเคยคิดว่าตัวเองมือร้อน ปลูกพืชผัก ต้นไม้ไม่ขึ้น พอได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ จึงรู้ว่ามันเป็นความคิดที่ผิด แท้จริงคือ เราขาดความใส่ใจในสิ่งที่เราปลูก สิ่งที่เราทำ ทุกวันนี้ผมก็ปลูกได้นะ มือที่ว่าร้อนปลูกไม่เคยขึ้น ก็ปลูกขึ้นแล้ว” คุณโอ๋ บอกยิ้มๆ ก่อนบอกว่า ขนาดสภาพดินสนามฟุตบอลเดิม ยังปลูกต้นไม้ได้เลย ดินที่อื่นก็น่าจะปลูกขึ้น

หลายคนที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงหรือมีพื้นที่บ้านกลางกรุง อาจมองไม่ออกว่าจะปลูกพืชผักอย่างไร ใช้พื้นที่เท่าไหร่ ปลูกอะไรให้ขึ้น คุณโอ๋ แนะว่า ให้ลองถามตัวเราว่า ชอบทานอะไร หรือเมนูไหนที่ไปสั่งตามร้านอาหารให้พ่อครัวแม่ครัวทำให้

ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่น กินผัดกะเพราหมู ลองหาต้นกะเพราต้นเล็กๆ มาปลูกสักต้น แล้วคุณจะได้กินผัดกะเพราหมู ที่ทั้งอร่อย ใบกะเพราที่สดจากต้นในบ้านคุณและไม่มียาฆ่าแมลง

“เริ่มทำ” คือเคล็ดลับที่เจ้าของฟาร์มฮิพอินทรีย์ แนะโดยให้เหตุผลว่า ไม่มีใครรู้ว่าที่ทำจะดีหรือไม่ดีอย่างไร นอกจากการได้เริ่มลงมือทำ และเน้นการพึ่งพาตัวเอง ไม่ทำเกินกำลัง

ทำ อยู่ได้ ไม่หยุดนิ่ง

ต่อยอด สินค้าอินทรีย์

ปัจจุบัน คุณโอ๋ เรียกตัวเองว่า เกษตรกรในเมือง เพราะในความหมายของเขาคือ ทำการเกษตรแล้วขายได้ พออยู่ได้ ไม่เดือดร้อนและอยู่อาศัย ทำกินบนพื้นที่ในเมือง

คุณโอ๋ กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์ของ “ฮิพอินทรีย์” ได้แนวคิดมาจากพระราชดำริในหลวง ที่ว่า ผลิตแบบพออยู่ พอกิน พอใช้และแบ่งปัน เหลือนำไปแปรรูป เพิ่มมูลค่าและขาย ซึ่งเดี๋ยวนี้สินค้าอินทรีย์ขายง่ายขึ้น เพราะมีช่องทางออนไลน์เข้ามา อย่างผมใช้เฟซบุ๊กเป็นที่จำหน่ายสินค้า

ผลิตภัณฑ์ที่แปรรูปขายดีคือ เนยถั่ว เพสโต้โหระพาอิตาลี นอกจากนี้ ที่นี่ยังมีการดำนาปลูกข้าวด้วย คุณโอ๋ บอกว่า การปลูกข้าวในแปลงเกษตรนี้ส่วนหนึ่งก็เพราะอยากอนุรักษ์พิธีแรกขวัญนาข้าวและการลงแขกเกี่ยวข้าว ผลผลิตที่ได้ถือว่าน่าพึงพอใจ”

การทำเกษตรในเมือง บนพื้นที่ที่จำกัด ต้องทำน้อยให้ได้มาก นั่นคือ การเพาะปลูกทุกต้นต้องได้ผลผลิตที่ดี ใส่ใจในการปลูกพืชผัก ทำความเข้าใจถึงนิสัยความชอบของสิ่งที่ต้องการจะปลูก และคิดต่อยอดไปสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปให้เกิดเป็นรายได้ ที่สำคัญ ต้องเริ่มทำ คุณโอ๋ กล่าวทิ้งทาย

สำหรับใครที่สนใจ สามารถเข้าไปได้ที่เฟซบุ๊ก Hip Incy Farm, P2WARSHIP Self-Sufficiency Farming