ลีเดีย ทุ่ม 10 ล้าน เปิดร้านขนม & อาหาร “คาเฟ่ เรเวอรี่” ตกแต่งราวเทพนิยาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

อาชีพคนดัง

ดวงกมล

ลีเดีย ทุ่ม 10 ล้าน เปิดร้านขนม & อาหาร “คาเฟ่ เรเวอรี่” ตกแต่งราวเทพนิยาย

เมนูเด่นของร้านเน้นไปที่ขนม ทุกเมนูถูกออกแบบและดีไซน์โดยสาวคนสวยเพียงผู้เดียว แต่ละชื่อเมนู เธอได้แรงบันดาลใจจากเทพนิยาย อาทิ เค้กใบเตย ใช้ชื่อ “ปีเตอร์ แพนแดน” เค้กช็อกโกแลต เรียก “สตารี่ไนท์” และนอกจากขนม ร้านนี้ยังมีอาหาร เช่น สเต๊กแซลมอน และข้าวกล้องออร์แกนิก สลัดเรเวอรี่ เรเวอรี่เบอร์เกอร์เนื้อวากิว และเบอร์เกอร์เนื้อวากิวราดซอสเข้มข้น ฯลฯ

หลังเข้าสู่ประตูวิวาห์ กับอดีตนายแบบเจ้าของค่ายมวย แมทธิว ดีน ฉันทวานิช ดาราสาว ลีเดีย-ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา ก็ยังขยันเมกมันนี่ ล่าสุดขอเดินตามฝันของตัวเองสักครั้งด้วยการสวมบทบาท “แม่ค้า” เปิดร้านขนมและอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ชื่อ “คาเฟ่ เรเวอรี่” (CAFE REVERIE) เป็นภาษาฝรั่งเศส แปลว่า ฝันกลางวัน ในซอยลาดพร้าว 71 ถนนสุคนธสวัสดิ์ ลาดพร้าว กรุงเทพฯ สังเกตง่ายๆ อยู่หน้าค่ายมวยคงสิทธา

ความโดดเด่นของร้านนี้ สาวลีเดียเนรมิตให้เป็นดั่งเทพนิยาย ต้อนรับทุกคนเข้าสู่โลกแห่งความฝัน ตกแต่งด้วยสิ่งต่างๆ ที่เป็นตัวแทนของนิยายแต่ละเรื่อง เริ่มตั้งแต่ประตูร้านที่ทำเป็นปกหนังสือ เหมือนเชิญชวนให้ทุกคนเข้ามาอ่านนิยาย ของตกแต่ง มีตะเกียงจากการ์ตูนอาละดิน รองเท้าแก้วจากซินเดอเรลล่า กระจกวิเศษจากสโนไวท์ โคมไฟรูปลูกโป่งแชนเดอเลียร์ ตกแต่งด้วยเหยือกชาสีขาว พร้อมกับโซฟารูปแบบคล้ายม้าหมุนเหมือนในนิทาน เก้าอี้ในร้านเป็นเก้าอี้ใสสั่งพิเศษ เหมือนเก้าอี้แก้ว พื้นและเคาน์เตอร์บาร์ เป็นหินอ่อนสีขาว บวกกับดีไซน์ร้านสไตล์โมเดิร์น วินเทจ เน้นโทนสีขาว-เทาสบายตา เหมาะกับคนที่กำลังมองหาสถานที่หลีกหนีความวุ่นวาย หามุมพักผ่อน จิบกาแฟกับขนมแสนอร่อย ตอบโจทย์ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ได้เป็นอย่างดี

สานฝันเป็นจริง

สมใจเปิดร้านแล้ว

ลีเดีย เล่าว่า ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบทานขนม และได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การทำขนม อาหาร มานานกว่า 10 ปี ไปซุ่มเรียนมาอีก 3 ปี ช่วงเวลาว่างก็ฝึกทำขนมให้คนรอบข้างลองทานตลอด ประกอบกับคิดมานานแล้วด้วยว่าอยากเปิดร้าน แต่ติดภารกิจหลายอย่าง กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ความฝันก็เป็นจริงเสียที

ดาราสาว เผยต่อว่า วางแผนการเปิดร้านขนม อาหาร ตั้งแต่ก่อนแต่งงาน ค่อยๆ ทำมาเรื่อยๆ เพราะรายละเอียดค่อนข้างเยอะ ก่อนจะเปิดร้านก็ได้ไปเรียนเพิ่มเติม ทดลองทำเมนูใหม่หลายเมนู ก่อนจะเลือกเมนูที่คิดว่าเหมาะสมและดีที่สุดสำหรับกลุ่มลูกค้าที่วางไว้

“ร้านคาเฟ่ เรเวอรี่” ถือเป็นธุรกิจแรกในชีวิตของสาวร่างเล็ก ด้านเงินลงทุนทั้งหมด หญิงสาวให้ข้อมูลว่า ค่อนข้างสูง ราว 10 ล้านบาท รายจ่ายส่วนใหญ่เป็นค่างานก่อสร้าง และอุปกรณ์การทำที่ลงทุนซื้อเรื่อยๆ ทว่าโชคดีที่ไม่ต้องเสียค่าพื้นที่ เพราะเปิดในพื้นที่บริเวณค่ายมวยของแมทธิว ตั้งเป้าว่าโอกาสคืนทุนไม่น่าจะนานเกิน 2-3 ปี

สำหรับเมนูเด่นของร้านเน้นไปที่ขนม ทุกเมนูถูกออกแบบและดีไซน์โดยสาวคนสวยเพียงผู้เดียว แต่ละชื่อเมนู เธอได้แรงบันดาลใจจากเทพนิยาย อาทิ เค้กใบเตย ใช้ชื่อ “ปีเตอร์ แพนแดน” เค้กช็อกโกแลต เรียก “สตารี่ไนท์” และนอกจากขนม ร้านนี้ยังมีอาหาร เช่น สเต๊กแซลมอน และข้าวกล้องออร์แกนิก สลัดเรเวอรี่ เรเวอรี่เบอร์เกอร์เนื้อวากิว และเบอร์เกอร์เนื้อวากิวราดซอสเข้มข้น ฯลฯ

“ลีเดียสั่งทำตู้วางขนมขึ้นเป็นพิเศษ ได้ไอเดียมาจากการ์ตูนเรื่องโฉมงามกับเจ้าชายอสูร เป็นเหมือนโต๊ะวางขนมธรรมดา แต่แท้จริงคือตู้แช่ขนมเค้ก มีฝาแก้วครอบขนมอีกชั้นเพื่อเก็บความเย็นให้เค้กอยู่ในอุณหภูมิที่พอเหมาะ โดยขนมของร้านจะสลับสับเปลี่ยนในแต่ละวันไม่ซ้ำกัน”

ภูมิใจนำเสนอ

ชูจุดเด่นแต่ละเมนู

สาวเสียงดี ภูมิใจนำเสนอขนม เริ่มต้นเมนู “ปีเตอร์ แพนแดน” หรือเค้กใบเตย เนื้อมูสนุ่มๆ ได้รสชาติของใบเตย พร้อมทั้งมีกลิ่นหอมอ่อนของตะไคร้แบบไทย ชั้นล่างเป็นคุกกี้กรอบ ด้านบนโรยหน้าด้วยมะพร้าวอบแห้ง และตกแต่งด้วยขนนก สไตล์ปีเตอร์แพน

ต่อมา “ไนท์ อิน ไชน์นิ่ง อาร์เมอร์” หรือ บราวนี่ บลอนด์ ช็อกโกแลต เคลือบอัลมอนด์ เนื้อเค้กเป็นช็อกโกแลตแบบเข้มข้น วางเรียงเป็นชั้นสลับกับบลอนด์ช็อกโกแลต และดาร์กช็อกโกแล็ต แล้วเคลือบชิ้นเค้กด้วยช็อกโกแลตอัลมอนด์เนื้อแข็ง ตกแต่งด้วยครีมชีสจากอิตาลี แค่กัดเบาๆ ก็จะให้ความรู้สึกกรอบ นุ่ม หนึบ อยู่ในคำเดียว รับรองว่าถูกใจชาวช็อกโกแลตเลิฟเวอร์แน่นอน

ต่อด้วยเค้กช็อกโกแลตอีก 1 ชิ้นที่น่ารักสะดุดตา “สตารี่ ไนท์” เค้กช็อกโกแลตเนื้อมูสก้อนกลมๆ ที่ได้แรงบันดาลใจมาจากท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาว เค้กชิ้นนี้ถูกเคลือบด้วยดาร์กช็อกโกแลตที่เปรียบเสมือนท้องฟ้า ข้างในเป็นแป้งคริสปี้กรุบกรอบ ผสมอยู่กับช็อกโกแลตเลเยอร์ ให้ความรู้สึกเข้มข้นของดาร์กช็อกโลแลต

ตามด้วย “เทรชเชอร์ เชสนัท” เค้กเกาลัด เป็นการรวมถั่ว 2 ชนิดที่เป็นที่สุดของถั่วอย่าง เกาลัด และอัลมอนด์ ไว้ด้วยกัน เปรียบเหมือนชื่อขนมที่แปลว่า ขุมทรัพย์ แสนอร่อย รสชาติของเค้กจะรับรู้ได้ถึงความหอมของเกาลัดที่อัดแน่นอยู่ในขนม บวกกับแผ่นอัลมอนด์ที่วางอยู่ชั้นล่างเพิ่มความกรุบกรอบ พร้อมด้วยมิลค์ช็อกโกแลต และเมอแรงค์

และสุดท้ายกับ สลีฟเลส บิวตี้ ขนมชวนฝันที่ชื่อมีความหมายน่ารักๆ ว่า เจ้าหญิงนิทรา เป็นเอแคลร์รสกาแฟ ที่สอดไส้ด้วยครีมกาแฟ ด้านบนเป็นมาสคาร์โปนชีส ให้ความรู้สึกหอมนุ่ม ตกแต่งด้วย มิลค์ช็อกโกแลตแผ่น และกลีบกุหลาบแห้ง พร้อมหยดดาร์กช็อกโกแลต

ส่วนเมนูอาหารของที่ร้านคาเฟ่ เรเวอรี่ ก็น่าลิ้มลองไม่แพ้กับขนม เพราะมีทั้งเมนูอาหารสไตล์ฝรั่งเศสและเมนูอาหารคลีน เพื่อสุขภาพ อาทิ สลัดเรเวอรี่ เมนูซิกเนเจอร์ของทางร้าน เพื่อคนรักสุขภาพโดยเฉพาะ กับสลัดผักใบเขียวต่างๆ พร้อมด้วยทับทิม และดอกไม้ตามฤดูกาล ทั้งดอกอัญชัน ดอกแพนซี่ ดอกแนสเตอร์เตียม รับประทานคู่กับน้ำสลัดแบบใส

เอาใจลูกค้าค่ายมวยก่อน

อนาคตเพิ่มอาหารคลีน

สเต๊กแซลมอน และข้าวกล้องออร์แกนิก เมนูสุขภาพอีกหนึ่งเมนู เนื้อปลาแซลมอนชั้นดีนำเข้าจากสกอตแลนด์ นำมาย่างให้หนังกรุบกรอบแต่เนื้อด้านในนุ่ม รับประทานคู่กับข้าวออร์แกนิกชั้นดีจากดอยวาวี แหล่งปลูกข้าวชื่อดังของไทย ราดด้วยซอสหอมแดง สูตรเฉพาะของทางร้าน เสิร์ฟพร้อมยอดคะน้าย่าง และที่สำคัญ ก่อนรับประทานอย่าลืมบีบเลมอนเพิ่มรสชาติให้กับเมนูจานนี้

ปิดท้ายด้วยเมนูสำหรับคนชอบเบอร์เกอร์ กับเมนูจัดเต็มชิ้นโต เรเวอรี่เบอร์เกอร์ เนื้อวากิวเบอร์เกอร์ เนื้อวากิว ราดซอสเข้มข้น สอดแทรกด้วยผักกาด ชีส มะเขือเทศ รับประทานคู่กับโคลสลอว์แอปเปิ้ลเขียว และเรเวอรี่เบอร์เกอร์ไก่ เต็มอิ่มกับเนื้ออกไก่ย่างสุดนุ่ม เพิ่มรสชาติด้วยเบคอนอบน้ำผึ้ง สอดแทรกด้วยผักกาด ชีส และมะเขือเทศ เสิร์ฟคู่กับโคลสลอว์แอปเปิ้ลเขียว

สำหรับกลุ่มลูกค้าที่เจ้าของร้านวางไว้ในช่วงแรกคือ กลุ่มลูกค้าค่ายมวยคงสิทธาของสามี ดังนั้น การเลือกเสิร์ฟเมนูดังกล่าวตอบโจทย์คนที่มาออกกำลังกาย ในอนาคตเล็งลูกค้าที่สัญจรผ่านไปผ่านมาและที่อยู่ในย่านซอยลาดพร้าว 71 เพราะบริเวณนั้นยังไม่มีร้านขนมและอาหารในสไตล์ฝรั่งเศส ขณะที่เป็นจุดที่รถผ่านเข้าออกจำนวนมาก เนื่องจากเป็นจุดที่เชื่อมต่อทางลัดวิ่งออกไปได้หลายเส้นทาง

ในส่วนของแผนธุรกิจ ลีเดีย บอกว่า ตั้งใจจะทำเมนูเพื่อสุขภาพอย่างอาหารคลีน อาหารเพื่อสุขภาพ เพราะคนที่มาใช้บริการในค่ายมวยส่วนหนึ่งเป็นผู้หญิงที่ต้องการดูแลหุ่น รูปร่าง ลดน้ำหนัก ซึ่งควรจะมีเมนูอาหารที่ตอบโจทย์ลูกค้าในกลุ่มนี้ด้วย

ลองสละเวลาว่างมาสัมผัสกับบรรยากาศแบบเทพนิยาย ชิมขนมและอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ฟังเพลงเบาๆ ชมธรรมชาติไปกับ คาเฟ่ เรเวอรี่ ร้านขนมและอาหารสไตล์ฝรั่งเศส ซอยลาดพร้าว 71 ถนนสุคนธสวัสดิ์ เปิดทุกวันจันทร์ ถึงวันอาทิตย์ (หยุดวันอังคาร) ตั้งแต่เวลา 10.30-21.30 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 932-9388

หลุยส์ พงษ์พันธ์ & ปุ่น เปิด “TRIKA YOG” โยคะบำบัดโดยธรรมชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07071010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

หลุยส์ พงษ์พันธ์ & ปุ่น เปิด “TRIKA YOG” โยคะบำบัดโดยธรรมชาติ

หลุยส์-พงษ์พันธ์ เพชรบัณฑูร นักแสดง-พิธีกรอารมณ์ดี ที่รู้จักคุ้นเคยในบทบาท “ปิ๊ก” ในซิตคอมดัง บางรักซอย 9 สร้างความสุข รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะให้แฟนๆ ละครมาร่วม 10 ปีเต็ม และยังคงเป็นหนึ่งในนักแสดงที่งานชุก งานต่อเนื่อง แม้ไม่เด่นดัง แต่ยังเกาะติดอยู่ในวงการบันเทิงไปอีกนาน เพราะนอกจากงานแสดงที่ตอนนี้มีทั้ง สื่อริษยา, สายลับรักป่วน ฯลฯ แล้วยังมีงานพิธีกร งานดีเจ อีกด้วย

และเมื่อปลายปี 2557 หลุยส์เข้าพิธีหมั้นและจดทะเบียนสมรสกับแฟนสาวนอกวงการ ปุ่น-นิร์ชา เมธิยะพันธ์ ซึ่งระหว่างทางของชีวิตคู่ หลุยส์-ปุ่น พร้อมสร้างรากฐานของครอบครัวให้แข็งแรง ไปพร้อมๆ กับความชอบ จึงเกิดธุรกิจสตูดิโอสอนโยคะ ชื่อ TRIKA YOG ชั้น 5 @Sathorn Building

เริ่มจากความชอบ

ปุ่น นิร์ชา หุ้นส่วนหัวใจหลุยส์ ในฐานะผู้ริเริ่มธุรกิจ ได้เปิดใจถึงความชอบโยคะและเป็นผู้เล่นมาถึง 4 ปีเต็ม และเห็นผลว่าโยคะนั้นสามารถรักษาภูมิแพ้ที่ตัวเองเป็นมาตั้งแต่เด็กๆ พอเห็นผลกับตนเอง จึงเริ่มศึกษาศาสตร์ของโยคะอย่างจริงจัง และในที่สุดก็ต่อยอดมาสู่ธุรกิจ

“ปุ่นเล่นโยคะมา 4 ปีแล้ว ชอบและเล่นมาเรื่อยๆ ร่างกายแข็งแรงอย่างเห็นได้ชัด เพราะเป็นภูมิแพ้มาตั้งแต่เด็กๆ มีปัญหาเรื่องทางเดินหายใจ เจอฝุ่น เจออุณหภูมิที่เปลี่ยนไปก็เริ่มเจ็บคอ เป็นหวัด พอได้มาเล่นโยคะได้ฝึกลมหายใจ ร่างกายมันดีมาก ปุ่นเริ่มเล่นจากอากาศธรรมชาติ ซึ่งเป็นศาสตร์ดั้งเดิมของทางอินเดีย เพราะเวลาร่างกายเราออกกำลังกาย ข้างในจะร้อน ถ้าเราเพิ่มความร้อนหรือเย็นในร่างกายมันไม่ดี เพราะฉะนั้น ถ้าเล่นโยคะโดยอากาศธรรมชาติร่างกายจะดีขึ้น เลยเริ่มสนใจและศึกษามากขึ้น และเห็นจากตัวเองที่ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อก่อนต้องอาศัยยาภูมิแพ้ ตอนนี้ไม่ต้องกิน จากที่หอบตอนนี้ก็ดีขึ้น แขนขามีแรงมากขึ้น”

ครูโยคะ คือหุ้นส่วน

พอเริ่มจากความชอบและสนใจในเรื่องของธุรกิจ เธอจึงรวมกลุ่มกับครูและเพื่อนที่เล่นโยคะมาทำธุรกิจด้วยกัน โดยหุ้นส่วนทั้งหมดมี 3 หุ้น ได้แก่ ครูณัฐ-ณัฐพร ตันวิเชียรชัช, ครูอามัน-ซานดีพ ซูมาร์ (ชาวอินเดีย) และก็เธอ หลังจากตัดสินใจทำธุรกิจ เธอและหุ้นส่วนก็เริ่มจากการหาสถานที่เป็นอันดับแรก

“จากกลุ่มที่เล่นด้วยกันคือครูณัฐ ครูอามัน ที่เป็นชาวอินเดีย สนิทเพราะเล่นโยคะด้วยกันทุกวัน และทำตามความชอบของตัวเอง เพราะธุรกิจโยคะไม่ได้ทำเงินมากมายและเราเองก็ไม่ได้ออกจากงานประจำ มาทำตรงนี้เพราะเหมือนเป็นที่พักใจ จากนั้นเราก็เริ่มหาสถานที่ ซึ่งกว่าจะลงตัวที่ตึกสาทร ใช้เวลาประมาณ 6 เดือน เพราะเราอยากได้อากาศธรรมชาติ วิวดี การเล่นโยคะต้องมีบรรยากาศที่ดีควบคู่กับการออกกำลังกาย และส่วนใหญ่ตึกสำนักงานจะมีกฎคือ ไม่ให้เปิดหน้าต่าง และไม่ให้ทำห้องอาบน้ำ เรามาเจอที่นี่โดยบังเอิญมาก มาธนาคารกสิกรไทย และเจอป้ายให้เช่าที่ชั้น 5 ซึ่งวันที่มาเป็นวันที่จะเซ็นสัญญาเช่ากับอีกที่หนึ่ง แต่สัญญามีปัญหา ทุกคนมองหน้าและบอกที่นี่คือใช่สำหรับโยคะของเรา

ส่วนเรื่องเงินลงทุน 7 หลัก 3 หุ้น ลงทุนเท่ากันหมด มีในเรื่องของตกแต่ง ค่าเช่า ซึ่งสตูดิโอของเรามีพื้นที่ 304 ตารางเมตร สัญญา 3 ปี”

TRIKA YOG ศัพท์อินเดีย

หลังจากสถานที่และเงินลงทุนพร้อม TRIKA YOG เริ่มดำเนินการตกแต่ง คอนเซ็ปต์โดยรวมคือ โปร่ง ติดถนน เห็นวิวทิวทัศน์ และห้องที่เป็นพื้นที่ตรงกลางไม่ปิดทึบ ส่วนที่มาของชื่อสตูดิโอ นั่นมาจากพวกเธอ 3 คน และอีกนัยเป็นศัพท์ของอินเดีย

“เราเสนอไอเดียว่าจะต้องเปิดโล่ง ด้านในมีแค่เคาน์เตอร์กั้น จากประสบการณ์การเล่นโยคะต้องการสมาธิมาก การพาคนไปเดินส่องตามห้อง ตัวเองเคยเล่นและพอมีคนมาส่องเหมือนเราอยู่ในสวนสัตว์ เลยออกไอเดียว่าให้เปิดโล่ง คนที่มาสตูดิโอสามารถเห็นได้จากข้างหน้า โดยที่ไม่ต้องเข้ามาวุ่นวายในสตูดิโอ

ส่วนชื่อ TRIKA YOG มาจากศัพท์อินเดีย คำว่า TRI คือ 3 ก็เป็นตัวแทนของเรา 3 คน และอีกนัยคือเป็นเทพฮินดูที่มี 3 ปาง 1 ใน 3 เทพเป็นเทพแห่งการช่วยชีวิต ซึ่งจะสอดคล้องกับโยคะ คือการรักษา การช่วยชีวิต และคำว่า YOG มาจาก YOGA คนอินเดียเรียก YOG ส่วนโลโก้ เป็นรูปเด็กที่นอนขดอยู่ในท้องแม่ ซึ่ง ท่าเด็ก เป็นท่าหนึ่งของโยคะ”

TRIKA YOG Healing Through Nature

ในเรื่องของการบริหารนั้น ทั้ง 3 หุ้นส่วนไม่ได้เก่งมากนัก ก็ช่วยๆ กันด้วยการปรึกษาคนใกล้ตัว โดยหน้าที่หลักๆ ของการสอนอยู่ที่ครูอามัน ส่วนครูณัฐและเธอนั้นจะดูแลเรื่องมาร์เก็ตติ้ง โดยในส่วนของการประชาสัมพันธ์ก็ได้ หลุยส์ พงษ์พันธ์ มาช่วยอีกแรง ซึ่งตอนนี้พนักงานจะมี 3 คนคือ พนักงานเคาน์เตอร์ รีเซฟชั่น และแม่บ้าน

“คอนเซ็ปต์ของโยคะเราคือ TRIKA YOG Healing Through Nature รักษาจากธรรมชาติ ทั้งเรื่องอากาศ คือโยคะ เกิดจากมูฟเมนต์ของสิ่งมีชีวิต ท่าสิงโต ท่าเด็ก ท่าปลา ทุกอย่างมาจากท่วงท่าของธรรมชาติ สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อทีละส่วนไป อันนี้คอนเซ็ปต์การเล่นโยคะเป็นการรักษาไม่ใช่จากภายนอก สร้างความแข็งแรง มันรักษาจากภายใน ส่วนหนึ่งที่ชอบคือความสบายใจ ทุกครั้งที่อยู่กับมัน มันดีมาก ทำให้ลืมทุกอย่าง โอเคมาก ช่วงที่เรามาติดโยคะ เครียดจากหลายสิ่งโดยเฉพาะเรื่องงานมันเหนื่อยมาก จนต้องรีชาร์จจากข้างใน

ด้วยความที่เราเป็นมือใหม่ และทำสิ่งที่เรารัก เพราะฉะนั้น จะเปิดรับทุกอย่าง ทุกคอมเมนต์ คำติและชม พร้อมที่จะปรับส่วนที่ขาดถ้ามีฟีดแบ็กมาจากลูกค้า”

โปรโมชั่นสุดฮอต

เจ้าของคนสวยบอกกล่าวอย่างอารมณ์ดี เพราะสุขภาพดีว่า อยากให้ทุกคนลองมาใช้บริการที่นี่เพราะเป็นการบำบัดโดยธรรมชาติอย่างแท้จริง แม้จะอยู่ในเมืองหลวง แต่เมื่อเดินเข้ามาในสตูดิโอ สัมผัสได้ถึงความสงบ อากาศดี พร้อมๆ กับโปรโมชั่นดีๆ นั่นคือ คูปอง 10 ใบ ในราคา 3,500 บาท

“เรื่องคอร์สเราทำไว้รองรับลูกค้าหลายทาง มีตั้งแต่เล่นทุกวัน หรือพนักงานออฟฟิศมาส่งลูกเรียนแถวนี้ หรือเล่นเฉพาะวันธรรมดา หรือเล่นเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ หรือบางคนมีเล่นที่อื่นอยู่แล้วแต่อยากมาเล่นที่นี่แค่เสาร์-อาทิตย์ เราเปิดคอร์สรองรับลูกค้าทั้งหมด อีกอย่างที่คนสนใจเป็นอย่างมากคือ เราทำคูปอง 10 ใบ ในราคา 3,500 บาท ความพิเศษคือ ใครก็เล่นได้ภายใน 3 เดือน คือซื้อไปแล้วแบ่งกันก็ได้ หรือไม่รู้ว่าสะดวกมาช่วงไหน หรือไม่รู้ว่าชอบโยคะของเราหรือเปล่า อยากมาลอง การซื้อ 10 ครั้ง เพื่อทดลองทุกคลาสจะได้รู้ว่าถูกจริตกับคลาสไหน ซึ่ง 1 ครั้ง ใช้เวลา 1 ชั่วโมง และวันเสาร์จะมีคลาส 90 นาที ลูกค้าที่มาใช้บริการ เตรียมแค่อุปกรณ์มาก็พอ เพราะเรามีอุปกรณ์ ผ้าเช็ดหน้า และห้องอาบน้ำพร้อม”

สาวสวยหนุ่มหล่อคนไหน อยากสุขภาพดีจากภายในและจากธรรมชาติโดยแท้ ก็วอล์กอินเข้าไปที่ TRIKA YOG ชั้น 5 @Sathorn Building หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ โทรศัพท์ (02) 307-8698

สายป่าน ลุยร้านกาแฟ 29 NOV. ส่งต่อความอร่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07070011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

สายป่าน ลุยร้านกาแฟ 29 NOV. ส่งต่อความอร่อย

หลังจากคว้าใบปริญญามาหมาดๆ นางเอกสาว สายป่าน-อภิญญา สกุลเจริญสุข ก็ลุยทั้งงานแสดงและธุรกิจส่วนตัว และเป็นจังหวะลักกี้อินเกม ลักกี้อินเลิฟซะด้วย เพราะตอนนี้หัวใจพองโตกับนายแบบหนุ่มสุดติสต์ เบย์-ณรัฐ สุมิตร และจุดเริ่มต้นของความรักมาพร้อมกับจุดเริ่มต้นของการลงหุ้นเปิดร้านกาแฟ 29 NOV. BY ME & MY ZOMBIEBOY ในโครงการ N-Siri Resort & Hotel ลำลูกกา 71 (คลองสี่)

ร้านกาแฟที่ทั้งสองตั้งใจแบ่งปันกาแฟอร่อยให้กับเพื่อนๆ

คอกาแฟ

ทั้งสายป่านและแฟนหนุ่มเปิดใจถึงจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจร่วมกัน จากที่ทั้งคู่มีโอกาสได้เดินทางไปเที่ยวบ่อย และทุกครั้งที่ไปไม่เคยจะพลาดที่จะแวะชิมลิ้มรสกาแฟของแต่ละที่ และเรียกว่าทุกที่ที่ไป จะต้องนึกถึงกาแฟเป็นสิ่งแรกในชีวิต เลยปรึกษากันว่าถ้าชอบกินกาแฟมากขนาดนี้ก็น่าที่จะเปิดร้านเสียเลย ประกอบกับถ้าลงทุนซื้อเครื่องชง ก็น่าจะแบ่งปันให้คนอื่นกินด้วย

“เมื่อก่อนเรา 2 คนไปเที่ยวเยอะมาก คนอื่นๆ เวลาไปทัวร์จะไปตามแลนด์มาร์ก แต่สำหรับเราลงรถมาจะหันซ้ายหันขวาหาร้านกาแฟอย่างเดียวเลย หรือเวลาที่ป่านไปทำงานที่กองละคร ก็จะหากาแฟก่อนเลย ชอบกินกาแฟ และถ้าเจอร้านบรรยากาศดีๆ ก็จะนั่งได้นาน แต่ถ้าร้านไหนกาแฟไม่อร่อยจะหันหน้ามองกัน และ “ฮึ่ม!! ไม่มาอีกแล้ว” เรามานั่งคุยกันว่าถ้าชอบกาแฟขนาดนี้ทำไมไม่เปิดร้านซะเองเลย และก็เริ่มต่อมาที่จะซื้อเครื่องชงกาแฟไว้ที่บ้าน ตื่นเช้ามาจะได้ไม่ต้องลำบากในการหากาแฟกัน แต่พอเริ่มศึกษาการใช้เครื่องชง ถ้าเป็นเครื่องธรรมดามันก็ไม่ได้ ต้องเป็นเครื่องชงกาแฟออริจินอล ราคาแสนอัพ เราจะซื้อเครื่องราคาเป็นแสนเพื่อจะชงให้ 4 คนกินแค่นั้นเหรอ งั้นเราเปิดร้านดีกว่าจะได้แบ่งกาแฟให้คนอื่นกินด้วย เพราะฉะนั้น ร้านจึงมีที่มาจากเครื่องชง มันเกิดจากกาแฟที่เราชอบกิน และจากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนของเมล็ดกาแฟ”

29 NOV.

สำหรับร้าน 29 NOV. เจ้าของร้านบอกเล่าว่า มาจากวันที่ทั้งคู่เริ่มต้นคบหากัน นั่นคือวันที่ 29 พฤศจิกายน ปีที่ผ่านมา และเมื่อเป็นร้านที่ทั้ง 2 คนร่วมมือลงแรงกายแรงใจ จึงใช้วันแห่งการเริ่มต้นเป็นชื่อของร้าน ส่วนไอเดียการตกแต่งร้านนั้น ฝ่ายแฟนหนุ่มเป็นผู้ดูแล เพราะครอบครัวทำธุรกิจเกี่ยวกับเฟอร์นิเจอร์อยู่แล้ว

“ชื่อร้านก็คือมันเป็นวันที่ป่านกับพี่เบย์ตกลงคบกัน พอจะทำร้านด้วยกันจึงคิดว่าใช้วันที่เราเริ่มคบกันเป็นชื่อร้านละกัน ส่วนโลเกชั่น ป่านมองว่าที่ตรงนี้ใกล้บ้านป่าน เดินทางสะดวก ค่าเช่าสมเหตุสมผล เดิมทีเป็นกำแพงเปล่าๆ โล่งๆ เป็นห้องเก่า รื้อผนังและทำใหม่ เรียกว่ารีโนเวตกันใหม่ ส่วนการตกแต่ง พวกเฟอร์นิเจอร์ พี่เบย์เป็นคนออกแบบ เพราะครอบครัวพี่เบย์มีธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ มันจึงเอื้อกันหลายอย่าง ไอเดียของการตกแต่งคือ ต้องรู้สึกว่ามันคือบ้าน อย่างที่บอกว่าเราอยากแบ่งปันกาแฟที่บ้านให้คนอื่นได้ชิมด้วย เพราะฉะนั้น ลูกค้าที่เข้ามาจะรู้สึกเหมือนกินกาแฟที่บ้านเพื่อน มีมุม มีบาร์ มีโต๊ะประชุม โต๊ะกินข้าวหรือว่าโซฟานั่งเล่น โต๊ะสนามก็มี อ่านหนังสือโต๊ะสูงก็มี หรือถ้าอยากจะมองอันนี้ก็เหมือนลิฟวิ่งรูม เป็นโซฟารับแขก”

จุดเด่น นำเข้าเมล็ดกาแฟ

หลังจากเดินหน้าเปิดร้านกาแฟ เจ้าของร้านไม่รอช้าที่จะศึกษาวัตถุดิบที่สำคัญของการเปิดร้าน นั่นคือ เมล็ดกาแฟ เพราะที่ผ่านมาจากการเป็นนักชิมกาแฟ ทำให้เธอได้รับรู้รสว่า กาแฟแต่ละร้านรสชาติไม่เหมือนกัน และได้คำตอบว่าสำคัญที่สุดคือ การคัดเลือกเมล็ดกาแฟ และถ้าเธอสบโอกาสได้เดินทางไปลิ้มรสกาแฟที่อร่อย ไม่ว่าจะไกลถึงต่างแดน เธอก็ออร์เดอร์มาขายที่ร้าน

“ป่านเริ่มศึกษาอย่างจริงจัง เริ่มจากเมล็ดกาแฟ เมื่อก่อนสงสัยมาตลอดว่าร้านกาแฟแต่ละร้าน รสชาติไม่เหมือนกัน บางร้านเปรี้ยว บางร้านขม บางร้านกินแล้วดิบ บางร้านไม่ดิบ หรือบางร้านอร่อยนุ่มจังเลย และทำให้รู้ว่ามันขึ้นอยู่กับการคัดเลือกวัตถุดิบ นั่นคือ กาแฟ และที่ร้านจะใช้กาแฟที่เป็นเมล็ดมาจากที่อื่น เปลี่ยนทุกเดือน ล็อตแรกที่เอามาคือเมล็ดกาแฟจากเคนยา ซึ่งเป็นร้านที่ป่านกับพี่เบย์ไปชิมมาแล้ว รสชาติจะมีทั้งคั่วเข้ม คั่วกลาง คั่วอ่อน เราชอบแบบไหนก็นำเข้ามาไว้ที่ร้าน พอล็อตเคนยาหมด ตอนนี้เป็นเมล็ดที่นำเข้าจากกัวเตมาลา เป็นสเปเชี่ยลเมนู มีจำนวนจำกัด ถ้าพลาดแล้วพลาดเลย ก็ต้องรอให้ป่านเบื่อกัวเตมาลา เบื่อบราซิล เบื่อเอธิโอเปีย มันอาจจะวนกลับมาอีกก็ได้ แต่ยังบอกไม่ได้ว่าเมื่อไหร่ คือถ้าลูกค้าอยากกินเคนยา คุณไม่ต้องไปถึงเคนยา มาที่ร้านป่านก็ได้กิน คือถ้าอันนั้นที่ป่านกินแล้วอร่อยป่านจะเอามาไว้ที่ร้าน ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากความชอบ และการได้ไปชิมแล้วรู้สึกว่ามันดีที่สุดที่เอาเข้ามา ราคาจะขึ้นลงตามเมล็ดพันธุ์ของกาแฟค่ะ

เมนูแนะนำ สำหรับป่านชอบคาปูชิโน่ แต่ถ้าเมนูอื่นๆ แนะนำหมดเลย ถ้ากินเข้มแนะนำคาปูชิโน่ แต่ถ้ากินอ่อนไม่เข้มก็ต้องลาเต้ค่ะ”

ใส่ใจทุกรายละเอียด

นอกจากจะรักในสิ่งที่ทำแล้ว สิ่งที่สำคัญคือ การใส่ใจในรายละเอียดทุกอย่าง ทั้งเรื่องของการบริหาร และการบริการ เพราะจากจุดเล็กๆ ถ้าไม่ใส่ใจอาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ เพราะฉะนั้น ทั้งเธอและแฟนหนุ่มจะไม่ปล่อยปละละเลยแม้แต่น้อย

“เรื่องของการบริหารสำคัญมาก ถ้าเราไม่รักร้านของเรา ถ้าเราไม่ใส่ใจร้านของเราแล้วเราปล่อยปละละเลย จากจุดเล็กๆ มันจะกลายเป็นใหญ่ จากขี้ฝุ่นขี้ผงหนึ่งมันก็จะกลายเป็นกองขยะ ถ้าเราละเลยเราไม่เข้าร้านมันก็จะกลายเป็นปัญหาทั้งหมด คือมันมีความจำเป็นต้องเข้า เราจะต้องรู้ว่าของเราอ่ะ…โกโก้ ช็อกโกแลต 1 ขวด เราใช้ไปกับอะไรบ้าง ใช้ไปเท่าไหร่ นมข้นลิตรละเท่าไหร่ ต่อ 1 แก้ว ใช้นมข้นไปเท่าไหร่ แล้วนมข้น 1 กิโล เราใช้ทำกาแฟได้กี่แก้ว แสดงว่าถ้านมข้นหายไปสัก 20 ออนซ์ อ่ะรู้แหละ…หายไปไหน ถ้าเกิดไปเปรียบเทียบกับเมล็ดกาแฟด้วย เมล็ดกาแฟก็หายไปด้วย มีคนใดคนหนึ่งในร้านเอาไป เป็นเด็กหรือเปล่าเราไม่รู้อะไรแบบนี้ค่ะ ดังนั้น เรามีความจำเป็นที่จะต้องเข้าร้าน แก้วเย็นมีกี่ใบ แก้วร้อนมีกี่ใบ เราต้องรู้ แตกคือแตก บอกว่าแตก แต่อย่า “แก้วหายไปไหน” บอก “ไม่รู้” เราต้องใส่ใจรายละเอียดมากๆ ค่ะคือบอกกันมาตรงๆ เลย 20-30 บาท น้ำแข็งกระสอบหนึ่งใช้ได้กี่แก้ว อะไรแบบนี้ค่ะ”

อร่อยบอกต่อ

เจ้าของร้านคนสวย บอกเล่าด้วยรอยยิ้มว่า ที่ผ่านมา ร้านเธอมีลูกค้ามาใช้บริการตลอด โดยลูกค้ามาจาก 2 ช่องทางคือ 1. อยากมาลอง และ 2. บอกต่อและกลับมาอีก เธอยอมรับว่า การที่เธอเป็นนักแสดงมีส่วนช่วยให้คนสนใจมาก แต่ถ้ามาลองแล้วชอบและบอกต่อ นี่คือเป็นเรื่องของรสชาติที่ถูกใจ

“ตอนนี้เราทำร้านเหมือนเป็นธุรกิจของพี่น้องคือ ดูแลกัน 3 คน มีป่าน พี่เบย์ และพี่บูมน้องชายพี่เบย์ ดูแลกันแบบพี่น้อง อย่างที่บอกว่าเป็นบ้าน บ้านของเรา เราต้องดูแล แล้วเราก็ดูแลแขกทุกคนอย่างทั่วถึงไม่ได้ให้คนรับรองไปดู เราก็ดูกันตามประสาพี่น้อง แขกของป่านก็คือพี่เบย์ก็ต้องดูแลได้พี่บูมก็ต้องช่วย แขกของพี่เบย์…ป่านกับพี่บูมก็ต้องดูแลได้ แขกของพี่บูมมาป่านกับพี่เบย์ก็ต้องดูแลได้ พี่บูมก็นั่งรับแขกไป เหมือนเป็นบ้านเอาไว้รับแขกมากกว่า

ฟีดแบ็กจากลูกค้า ค่อนข้างโอเค ทุกคนบอกรสชาติดี ความชอบก็ขึ้นอยู่กับลูกค้าแต่ละคนที่เข้ามา ชอบหวานมาก หวานน้อย เขาก็จะเป็นคนบอกของเขาเองเพราะว่าคราวนี้เขามากิน คราวหน้าเขาก็รู้แล้วว่ากาแฟร้านเรารสชาติเป็นแบบนี้ คราวหน้าเขาเข้ามาเขาก็จะบอก “ขอหวานๆ” “ขอหวานน้อย” อันนี้คือในส่วนของกาแฟเย็นนะคะ แล้วแต่รสนิยมการกินของแต่ละคนมากกว่า”

ขยับขยายสาขา

การขยับขยายสาขาเป็นเรื่องที่เธอกำลังมองลู่ทางอยู่ เพราะอย่างไรเสีย ก็อยากให้ร้านนี้อยู่ได้ด้วยตัวเองก่อนที่จะก้าวไปสู่สาขา 2 เพราะเธอมองว่าธุรกิจร้านกาแฟไม่ใช่เป็นช่องทางที่จะทำให้เธอรวย แต่เกิดจากความรัก อยากเปิดร้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน และแบ่งกาแฟที่อร่อยให้คนอื่นได้ชิมกัน และตอนนี้เธอก็กำลังเตรียมเปิดร้านกาแฟอีกสาขาย่านลำลูกกา คลองสาม

“ทำร้านกาแฟเหนื่อยมากนะคะ คือต้องบอกก่อนว่าร้านกาแฟมันต้องใช้เวลาในการเอาใจใส่มันเยอะมาก เพราะว่าแค่กาแฟแก้วหนึ่งมันไม่ได้ปรุงด้วยครีมเทียมหรือคอฟฟี่เมตง่ายๆ มันต้องใส่ใจค่อนข้างเยอะค่ะ ดังนั้น มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยค่ะกับการที่ให้ตัวเองอยู่ได้ ก่อนอื่นเลยป่านต้องบอกก่อนว่าป่านกับพี่เบย์ไม่ได้มองว่าร้านกาแฟจะเป็นหนทางธุรกิจที่จะทำให้เรา 2 คนรวยและล่ำซำเป็นเถ้าแก่เนี้ยเป็นเถ้าแก่บริหารงานด้วยกัน มันเกิดจากความรัก ป่านอยากทำบ้าน ป่านอยากเปิดร้านที่ให้ความรู้สึกเหมือนบ้าน ได้แบ่งกับแฟนหรือให้คนอื่นกิน ไม่ได้หวังจะกอบโกยเอากำไรตรงนี้เลย ถ้าวันหนึ่งมันเสมอตัวป่านก็จะไม่ว่าอะไรเพราะถือว่าแทนที่ป่านจะต้องตระเวนกินกาแฟที่อื่น ป่านมีเฟอร์นิเจอร์ที่พี่เบย์เลือกมา ป่านมีบรรยากาศร้านที่อบอุ่นเหมือนบ้าน ป่านมาถึงป่านมีพี่บูมมีพี่เบย์คอยอยู่ พวกเราทุกคนเดินสวนกันอยู่ในนี้ มันเหมือนกับเราตื่นมาแล้วเราอยู่บ้าน ป่านมีความสุขแบบนี้ แต่ว่ามันเป็นโอกาสที่ดีที่ว่าอาจจะเป็นเพราะว่าเราเลือกตั้งแต่แรกให้มันดี คนเข้ามาเขาก็เห็นว่ามันดี มันก็เลยได้ ตอนนี้มีมองไว้ตรงลำลูกกา คลองสาม อยากแบ่งปันกาแฟดีๆ แบบนี้ให้คนตรงนั้นได้กินด้วย เขาจะได้ไม่ต้องเดินทางมาไกลถึงขนาดนี้ค่ะ”

ใครเป็นคอกาแฟห้ามพลาดที่จะไปลิ้มรสกาแฟหอมกรุ่นที่ร้านกาแฟ 29 NOV. BY ME & MY ZOMBIEBOY ในโครงการ N-Siri Resort & Hotel ลำลูกกา 71 (คลองสี่)

“เอ๊ะ จิรากร” ร้าน “Shoes Wish” กับแนวคิดธุรกิจใกล้ตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07072011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“เอ๊ะ จิรากร” ร้าน “Shoes Wish” กับแนวคิดธุรกิจใกล้ตัว

“เอ๊ะ-จิรากร สมพิทักษ์” เคยเป็นนักร้องนำวง Nothing To Lose และทำงานเบื้องหลังด้วยการเป็นนักร้องไกด์ให้กับศิลปินชื่อดังในเครือ GMM ก่อนจะออกมาเป็นศิลปินเดี่ยว สังกัด WE และกับซิงเกิ้ลดัง “ไม่มีตรงกลาง” ซึ่งเพลงนี้เองที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักในวงกว้างในนาม “เอ๊ะ จิรากร” และมาดังเป็นพลุแตก จากเพลง “จากนี้ไปจนนิรันดร์” ประกอบละครสาวน้อยร้อยเล่มเกวียน ทางช่อง 7 สี หลังจากมีชื่อเสียงแล้ว เอ๊ะยังสร้างโอกาสให้กับตัวเองด้วยการต่อยอดธุรกิจครอบครัว เปิดธุรกิจขายรองเท้าที่ตลาดนัด ในชื่อ “Shoes Wish”

“Shoes Wish” ร้านแห่งความหวัง

เจ้าของร้านเล่าที่มาของชื่อร้าน “Shoes Wish” เป็นร้านรองเท้าแห่งความหวัง เพราะตนเองตั้งความหวังไว้ว่า ร้านรองเท้านี้จะกลายเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้อย่างมั่นคงให้กับตนต่อไปในอนาคต

“ที่มาของชื่อร้าน Shoes Wish เพราะเราอยากให้ร้านนี้เป็นความหวังของเราที่จะสร้างรายได้ที่มั่นคงเพิ่มขึ้น รองมาจากรายได้ที่มาจากการทำงานเพลง ซึ่งผมมองว่ามันยังเป็นรายได้ที่ไม่มั่นคงเท่าไหร่ ผมรู้สึกว่าชื่อนี้มันดูมีอะไร มันดูกวนๆ ซึ่งถ้ามองความหมายแล้วมันไม่น่าจะมาอยู่ด้วยกันได้เลย ผมเปิดร้านนี้มา 2 ปีแล้ว แต่ก่อนหน้านี้ก็ทดลองขายมาหลายอย่างมาก ตั้งแต่ไปรับเสื้อผ้ามา แล้วเจอน้ำท่วม ทุกคนก็หนีน้ำท่วมไปขึ้นตึกกันหมด ไม่มีที่เลยย้ายไปขายที่ยูเนี่ยนมอลล์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ แล้วก็เปลี่ยนมาขายครีม ด้วยการรับเขามาขายอีกทอดหนึ่ง ก็ขายดีนะครับ เราเลยอยากจะทำสูตรครีมของเราเอง แต่ด้วยความที่ตลาดครีมมันเยอะหลากหลาย มันก็เกร่อ เราเลยกลับมานั่งมองตัวเอง ที่ผ่านมาเราอยากทำอะไรที่แตกต่างไปจากความเคยชิน สิ่งที่ห่างไกลจากครอบครัวเรา แต่แล้วเราก็ได้ค้นพบว่าสิ่งที่เราถนัดที่สุด คือสิ่งที่มันติดตัวมากับเราตั้งแต่เกิด เลยคิดกับแฟนว่าเรามาขายของที่เราถนัดดีกว่า ด้วยความที่รองเท้ามันคือธุรกิจครอบครัวของแฟนผมอยู่แล้ว ที่บ้านเขาอยู่กับรองเท้ามาเป็นสิบปี ก็เลยกลับมาต่อยอดธุรกิจของครอบครัวเราดีกว่า เป็นแบรนด์ Shoes Wish ขายรองเท้าแฟชั่นผู้หญิง”

เลือกทำเลและวิเคราะห์เป้าหมาย

เอ๊ะ เล่ามุมมองส่วนตัวการเริ่มต้นธุรกิจขายของในตลาดนัด คือการเลือกทำเลที่เหมาะและวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายให้ขาด ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับต้นๆ ที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ

“เริ่มแรกผมเลือกทำเลก่อน ผมมองว่าตลาดนัดเมเจอร์คนที่มีกำลังซื้อ เดินเยอะ ทำเลเดินทางสะดวก แล้วจากการที่เราวิเคราะห์ตลาดในเมเจอร์มาแล้ว คู่แข่งเรามีแค่รายเดียว จากนั้นเราดูว่ากลุ่มเป้าหมายคนที่มาเดินที่ตลาดเมเจอร์รัชโยธินคือคนพวกไหน ก็จะเป็นพวก นางแบบ พริตตี้ พวกทำงานที่เกี่ยวกับความสวยงาม แล้วเรามองลึกไปอีกว่า นางแบบสูงๆ เขาชอบรองเท้าประมาณไหน พริตตี้ตามบู๊ธเบียร์ควรใส่รองเท้าสีไหนถึงจะเหมาะกับชุดทำงานเขา นักแสดงช่วงนี้แต่งตัวประมาณไหนกัน เราจะเลือกมาเจาะกลุ่มพวกนางแบบ พริตตี้ เพราะมีกำลังซื้อและเปลี่ยนรองเท้าบ่อยที่สุด เราเลยใช้ตรงนี้เป็นคีย์เวิร์ดเลือกสินค้าตอบสนองลูกค้าของเรา”

ชื่อเสียงต่อยอดธุรกิจ

เอ๊ะ เล่าติดตลกว่า ที่ผ่านมาตนไม่เคยสนใจเรื่องของการทำธุรกิจเลย จนได้มาคุยกับรุ่นพี่คนหนึ่งที่นับถือ จึงทำให้ตนเกิดแนวคิดใหม่ๆ ในวันที่เขามีชื่อเสียงพร้อมแล้ว จึงหันมาจับธุรกิจเพื่อสร้างรากฐานให้ตัวเองไว้ในอนาคตข้างหน้า

“รายได้ต่อเดือนช่วงแรกๆ ขายดีมาก แล้วก็มีช่วงอยู่ตัว ร้านก็ทำกำไร 40,000-50,000 บาท ต่อเดือน คนอาจจะมองว่าอุ๊ยมันน้อยกว่ารายได้ที่เราเป็นนักร้องอยู่ ทำไมยังทำให้เหนื่อย รุ่นพี่ที่เป็นเพื่อนกับพี่เอ ผมถามแกว่าทำไมคนอย่างพี่เอ ศุภชัย ต้องทำโน่นนี่นั่นเยอะไปหมด ทั้งๆ ที่เขาทำอาชีพแค่อาชีพเดียวก็น่าจะอยู่ได้ รุ่นพี่จึงยกตัวอย่างพี่เบิร์ด ธงไชย ที่นอกจากเป็นนักร้องแล้ว ยังทำสวน ทำโน่นนี่นั่นอีกมากมาย ทั้งที่พี่เบิร์ดเป็นซุปเปอร์สตาร์ดาวค้างฟ้า พี่เอก็เช่นกัน นอกจากแกเป็นผู้จัดการปั้นดาราแล้ว แกก็ทำสวน ทำไร่ ร้านอาหารอะไรต่างๆ มากมาย พี่ผมบอกว่าคนพวกนี้เขามองว่าชื่อเสียงเป็นเรื่องที่ไม่จีรัง ถ้าวันหนึ่งชื่อเสียงมันไม่ได้อยู่กับเราแล้ว ถ้าเราไม่มีอาชีพอื่นรองรับจะทำอะไร เราต้องทำอะไรไว้รองรับชีวิตตัวเองในวันที่ชื่อเสียงอาจจะหายไปแล้ว หลังจากได้ฟังผมก็เก็บความคิดนี้เอาไว้ เมื่อผมทำอัลบั้มแรกเสร็จผมเลยคิดที่จะทำธุรกิจบ้าง ผมมองว่าตรงนี้มันต้องไปตามๆ กัน เมื่อใดที่ทำให้คนสามารถเห็นเราได้แล้ว เมื่อนั้นเรามีโอกาส ตอนที่ผมทำครีมผมยังไม่ได้เป็นคนที่คนทั่วประเทศให้ความสนใจ ผมอยู่เบื้องหลัง ทำอะไรมันก็ไม่มีใครสนใจ มันก็ทำอะไรยากกว่าตอนนี้ที่คนมองเห็นเราแล้ว Shoes Wish เราทำสแปร์ไว้ให้กับอนาคตของเราเอง เราคิดง่ายๆ ว่าตอนนี้สมมติยอดขายอยู่ที่ 20,000 แต่ถ้า 20,000 นี้ เราขยายธุรกิจอีก 2-3 ร้านล่ะ เราก็จะได้กำไรที่มากขึ้นเป็น 60,000”

ต้องสู้ในวันนี้ที่เศรษฐกิจรัดเข็มขัด

เมื่อถามถึงวันนี้ที่เศรษฐกิจภาพรวมไม่ดี เอ๊ะ บอกว่า วิธีการเซฟตัวเองให้รอดพ้นวิกฤตเศรษฐกิจคือการทำให้สินค้าเหลือค้างสต๊อกน้อยที่สุดคือสิ่งที่สำคัญ “Shoes Wish” จึงต้องทำการบ้านหนัก คัดเลือกสินค้าแต่ที่มั่นใจว่าจะต้องโดนใจลูกค้าเท่านั้นมาขาย

“ตอนนี้เป็นช่วงที่ทุกคนบ่นเป็นเสียงเดียวกันหมดว่าขายของยาก แม้แต่ของกิน ด้วยความที่กลุ่มเป้าหมายเราคือสาวทำงานที่เกี่ยวกับความสวยความงาม พริตตี้ นางแบบ เศรษฐกิจไม่ดี งานอีเว้นต์น้อยลูกค้าเราก็น้อยตามไปด้วย บอกเลยว่ากำไรต่อเดือนเราหายไปครึ่งต่อครึ่ง ยิ่งช่วงนี้มาเข้าหน้าฝนอีก ทุกอย่างมันก็ผกผันตามไปด้วย ผมโชคดีอย่างที่บอกเรามีทุนความรู้ด้านรองเท้ามาอยู่บ้างจากครอบครัว แฟนผมเขาจะมองขาดในการเลือกสินค้ามาขาย เขารู้ว่าตัวไหนเอาแล้วต้องขายดี อันไหนทำกำไร จุดง่ายๆ คือการวิเคราะห์จากการดูแฟชั่นดาราก่อนเลย ว่าตอนนี้ดาราเขานิยมใส่รองเท้าแบบไหนกัน แบบไหนมันกำลังมา ดาราใส่เยอะกว่า 3 คนเราต้องรีบหาแบบนั้นมาไว้ที่ร้าน เลือกมองความต้องการของตลาด เลือกมองแนวทางไว้ล่วงหน้าว่าเดี๋ยวอะไรมันจะอินเทรนด์ ไม่ได้เลือกหยิบอะไรสุ่มสี่สุ่มห้ามาขาย มันเลยทำให้ร้านอยู่รอด ไม่จมไปกับสต๊อกของ”

เพื่อนดาราอีกหนึ่งตัวช่วย

นอกจากขาประจำที่รู้จักร้านรองเท้า “Shoes Wish” เป็นอย่างดีแล้ว เอ๊ะยังขยายโอกาสให้กับธุรกิจตัวเองให้คนเห็นเยอะขึ้นด้วยการให้เพื่อนคนดังช่วยโปรโมตแนะนำร้านให้ และสำหรับอนาคตของร้าน ตั้งไว้ที่การขยายสาขาและเปิดโรงงานผลิตเอง

“เราให้เพื่อนๆ พี่ๆ ในวงการ เน็ตไอดอลช่วยโปรโมตร้าน โปรโมตสินค้าเราให้ด้วย นี่ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ทำให้เรายืนหยัดได้ แต่ไม่ได้ให้เขาใส่โปรโมตในเวลานี้ เพราะตรงนี้มันอยู่ได้ของมันอยู่แล้ว เราถ่ายเก็บไว้เผื่อเราทำร้านสาขาอื่นๆ ที่เรากำลังจะเปิดเร็วๆ นี้ พยายามโปรโมตเอง รวมถึงให้พี่ๆ เพื่อนๆ ช่วยโปรโมตให้ในโซเชียล มันก็ช่วยนะ หลายคนมาที่ร้านจากการตามอินสตาแกรม

อนาคตเราอยากเปิดสาขาเพิ่มอีก จริงๆ เราก็แพลนไว้แหละว่าจะเปิด แต่ด้วยช่วงนี้สภาพเศรษฐกิจยังไม่เอื้อ ตั้งแต่ปัญหาทางการเมืองแล้ว การขายของมันก็ไม่เหมือนเดิม ตอนนี้ก็กำลังดูทำเลอยู่ ผมให้ความสำคัญกับการเลือกทำเลเป็นอันดับแรก ตอนนี้ก็พยายามหาทำเลที่มันมั่นคงมากกว่าจะไปเปิดเต็นท์ร้าน และอีกเป้าหมายหนึ่ง เรามองว่าสักวันเราจะผลิตรองเท้าเป็นของตัวเอง ทำเองแบบครบวงจร รอให้เศรษฐกิจมันดีกว่านี้หน่อย ตอนนี้เราเลือกที่จะซื้อมาขายไป ไปก่อน ด้วยความที่เราขายรองเท้าแฟชั่น มันมาไวไปไว เราไม่อยากแบกรับค่าเสื่อมราคาของของ มันยุ่งยากกว่า เปอร์เซ็นต์สินค้าค้างสต๊อกมีมาก เราศึกษากรรมวิธีเบื้องหลังมาแล้ว จึงตัดสินใจกันว่าเราเป็นผู้ซื้อมาขายไปดีกว่า ณ เวลาที่เศรษฐกิจมันยังเป็นแบบนี้อยู่”

สนใจอยากแวะเข้าไปเลือกชมรองเท้าแฟชั่น “Shoes Wish” ได้ที่ ตลาดนัดเมเจอร์รัชโยธิน ซอย 3 ล็อก D11-12 เปิดทุกวัน ตั้งแต่ 4 โมงเย็นถึงเที่ยงคืน

“Company B” สวรรค์ของคนรักเนื้อ ธุรกิจอดีตนักร้อง “โต ซิลลี่ ฟูลส์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

อาชีพคนดัง

ดวงกมล

“Company B” สวรรค์ของคนรักเนื้อ ธุรกิจอดีตนักร้อง “โต ซิลลี่ ฟูลส์”

ความพิเศษของเนื้อวัว Company B อดีตนักร้องดัง เผยว่า ใช้วิธี Dry Age บ่มเนื้อนาน 30 วัน ในห้องเย็นขนาดใหญ่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ ประมาณ 0-4 องศาเซลเซียส เช็กเนื้อตลอดทุกๆ 2 ชั่วโมง ระยะเวลาการบ่มเนื้อดังกล่าวถูกคิดค้นจากทีมงานแล้วว่า ทั้งกลิ่น และ Texture หรือเนื้อสัมผัสนุ่มและเข้มข้นเหมาะกับลิ้นของคนไทยมากที่สุด

หลายคนยังไม่รู้จักกรรมวิธีการบ่มเนื้อสัตว์ หรือ “Dry Age” นิตยสารเส้นทางเศรษฐี ขออธิบายเข้าใจกันง่ายๆ “Dry Age” คือการนำเนื้อสัตว์ชนิดใดก็ได้มาแขวนไว้ในห้องเย็น หรือตู้เย็นขนาดใหญ่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ ประมาณ 0-4 องศาเซลเซียส อย่างน้อยเป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ วิธีการนี้จะช่วยเพิ่มความเข้มข้นของเนื้อ เนื่องจากน้ำที่อยู่ภายในเนื้อได้ระเหยออกไป เอนไซม์ในเนื้อตามธรรมชาติจะสลายเยื่อกล้ามเนื้อ และพังผืดทำให้เนื้อคงไว้แต่เพียงความนุ่ม สีสันสวยงาม เมื่อนำมาปรุงอาหารจะมีรสชาติและกลิ่นที่เฉพาะตัว ซึ่งวิธีดังกล่าวมีค่าใช้จ่ายสูง ใช้เวลานานกว่าเนื้อจะขายได้ ฉะนั้น เนื้อประเภทนี้จึงมีเพียงนำเข้า

แต่ทว่า ปัจจุบันในประเทศไทยมีคนนำวิธีการบ่มเนื้อดังกล่าวมาใช้กับวัวสัญชาติไทย นับเป็นเจ้าแรกในประเทศก็ว่าได้ คนคนนั้นก็คือ อดีตนักร้องนำวง ซิลลี่ ฟูลส์ คุณวีรชน ศรัทธายิ่ง หรือ คุณโต ชายหนุ่มวัย 40 ปีต้นๆ ผู้เขย่าวงการคนรักเนื้อ พร้อมท้าให้ลิ้มลองกันแล้ว

ศึกษา “เนื้อวัว” จริงจัง

ทุ่มสุดตัวทำธุรกิจ

คุณโต เผยว่า หลังแขวนไมค์แล้วหันไปทำประโยชน์ให้กับสังคม พร้อมๆ กับเผยแผ่ศาสนาอิสลาม เมื่อ 2 ปีที่แล้วเริ่มต้นทำธุรกิจเนื้อวัว “Dry Age” ภายใต้แบรนด์ “Company B” โดยมีหุ้นส่วน คุณนภศูล รามบุตร หรือ คุณตาล เป็นอดีตนายธนาคาร

คุณโต ขยายความเพิ่มเติมว่า ส่วนตัวชอบทานเนื้อ โดยเฉพาะเนื้อวัว เมนูที่ชอบคือ “สเต๊ก” แต่ทว่าเนื้อวัวดีๆ ค่อนข้างหายาก ไปจ่ายตลาดทีไรมักเจอแต่เนื้อเหนียวๆ ครั้งหนึ่งเคยไปทานผัดกะเพราเนื้อที่ออสเตรเลีย รู้สึกอร่อยมากจำได้ไม่ลืม นั่นเป็นเพราะใช้เนื้อคุณภาพดี ปรุงเป็นเมนูอะไรก็อร่อย

จากความชอบทานเนื้อ เป็นเหตุผลให้คุณโตทำเป็นธุรกิจ ชายหนุ่ม บอกว่า ภายหลังที่เลิกทำงานในวงการบันเทิง ก็หันมาศึกษาเรื่องเนื้อวัว อยากจะ setup ฟาร์มวัว ทำอะไรที่เกี่ยวกับเนื้อวัวอย่างจริงจังเก็บข้อมูลอยู่นาน 2 ปี กระทั่งเมื่อ 6 เดือนที่แล้ว (ต้นปี 2558) ธุรกิจก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างใช้เงินลงทุนไปนับสิบล้านบาท

“ฟาร์มวัว เป็นโปรเจ็กต์ที่ใหญ่เกินไป ผมเลยหันมาสร้างโรงงานขนาด 300 ตารางวา ประกอบด้วย ห้องเย็นไว้ชำแหละวัว สร้างโรงบ่มเนื้อ และห้องแพ็กเกจจิ้ง เลือกใช้วัวนมรับจากจังหวัดสระบุรี ภายใต้ชื่อแบรนด์สินค้าว่า Company B ตัว B ของ Company B นั้นเป็นตัวย่อมาจากคำว่า Barakah มีความหมายว่า พระพรในภาษาอาหรับ”

พิถีพิถัน ใส่ใจสุดๆ

มีทั้งวัว และแกะ

สำหรับความพิเศษของเนื้อวัว Company B อดีตนักร้องดัง เผยว่า ใช้วิธี Dry Age บ่มเนื้อนาน 30 วัน ในห้องเย็นขนาดใหญ่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ ประมาณ 0-4 องศาเซลเซียส เช็กเนื้อตลอดทุกๆ 2 ชั่วโมง ระยะเวลาการบ่มเนื้อดังกล่าวถูกคิดค้นจากทีมงานแล้วว่า ทั้งกลิ่น และ Texture หรือเนื้อสัมผัสนุ่มและเข้มข้นเหมาะกับลิ้นของคนไทยมากที่สุด เพราะเนื้อยิ่งบ่มนาน ยิ่งมีกลิ่นและเนื้อสัมผัสที่เฉพาะตัวเหมือนชีส ซึ่งเนื้อวัว 1 กิโลกรัม หลังจากบ่มแล้วจะเหลือเพียงครึ่งกิโลกรัมเท่านั้น

ในส่วนของเนื้อวัวที่คุณโตเลือกใช้ เขาใช้ 3 ส่วน ได้แก่ “เนื้อสันนอก” ค่อนข้างจะเหมาะกับคนที่ชอบเนื้อที่ไขมันน้อย รสชาติเข้มข้น ต่อมา “เนื้อสันใน” เนื้อบริเวณนี้มีความนุ่ม รสละมุน และไขมันน้อย ส่วนสุดท้ายก็คือ “ริบอาย” Rib Eye เนื้อนุ่ม มีไขมันแทรกเข้าไปทุกอณูของเนื้อ แต่ละวันเชือดวัววันละ 7 ตัว หรือราว 1.5 ตัน หลังจากบ่มแล้วเหลือจำหน่ายเพียง 100 กิโลกรัม ราคาขายเริ่มต้นกิโลกรัมละ 850-1,300 บาท ส่วนที่ไม่ใช้จะส่งขายให้รายย่อย และนอกจากเนื้อวัวแล้วยังมีเนื้อลูกแกะ Dry Age บ่มนาน 5-7 วัน จำหน่ายอีกด้วย

ด้านสเปกวัวที่เจ้าของกิจการเลือกใช้ เขาใช้วัวนมอายุ 5 ปีขึ้นไป ชนิดว่ายิ่งแก่ยิ่งดี ส่วนลูกแกะอายุ 4 เดือนเพิ่งหย่านมแม่ไม่มีกลิ่นสาบ รับจากภาคกลาง และกว่าจะมาเป็นเนื้อคุณภาพ ของ “Company B” คุณโตและเหล่าทีมงานเคยเจ๊ง ทำเนื้อวัวเสีย เน่าไปประมาณ 60 ตัว กว่าจะค้นพบวิธีการควบคุมเนื้อดังกล่าว

ปรุงเมนูอะไรก็อร่อย

ลูกค้าติดใจ ไม่พอขาย

สำหรับกลุ่มลูกค้า ชายหนุ่ม บอกว่า ตอนแรกตั้งเป้าขายลูกค้าต่างชาติ นักท่องเที่ยว แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในประเทศ เปลี่ยนแนวคิดใหม่หันมาสนใจตลาดคนไทย กลุ่มมีกำลังซื้อสูง ช่องทางจำหน่ายเปิดหน้าร้านในแผนก Butchery ของ Gourmet Market ศูนย์การค้าสยามพารากอน ส่งตามร้านอาหาร และกระจายสินค้าผ่านดีลเลอร์ไปต่างจังหวัด ราว 10 ราย

“ผมเชื่อว่า เนื้อที่ดีทำอาหารเมนูอะไรก็อร่อย ลูกค้าที่ซื้อไปปรุงเมนูได้หลากหลายมาก อาทิ สเต๊ก ย่างเกลือ ทำอาหารญี่ปุ่น ลาบ น้ำตก แฮมเบอร์เกอร์ เนื้อบด ผัดกะเพรา สปาเกตตี ฯลฯ บางคนกินสดๆ เลยก็มี”

การที่คุณโตศึกษาเรื่องเนื้อเยอะมาก เขาระบุว่า ตั้งใจทำธุรกิจนี้ให้ดีที่สุด ทำในสิ่งที่รักโดยอยู่ภายใต้จรรยาบรรณและอุดมการณ์ ไม่ยึดติดตัวเงิน ทำสินค้าคุณภาพดีเสมอต้นเสมอปลาย ใช้ใจมัดลูกค้า เพราะการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ รอฟลุกคงลำบาก

“ผมหวังว่า เนื้อวัวของ Company B คุณภาพและรสชาติสามารถสู้เนื้อนำเข้าจากต่างประเทศได้แน่ๆ เพราะกว่าเนื้อจากเมืองนอกจะนำเข้ามา ใช้เวลานาน พอเก็บนานเป็นไปได้ที่เนื้อก็จะไม่สด รสชาติยังไงก็ต้องลดลง”

ใครอยากลองทานเนื้อบ่ม ไปชิมกันที่แผนก Butchery ของ Gourmet Market ศูนย์การค้าสยามพารากอน ติดตามข้อมูลของร้าน http://www.facebook.com/pages/Company-B หรือ http://www.companyb.co.th

“ใหม่ ดาวิกา” จากฝันเล็กๆ “Misstar by Davika” สู่ร้านกาแฟ “Misstar Cafe”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07026010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“ใหม่ ดาวิกา” จากฝันเล็กๆ “Misstar by Davika” สู่ร้านกาแฟ “Misstar Cafe”

“ใหม่-ดาวิกา โฮร์เน่” นางแบบ ลูกครึ่งไทย-เบลเยียม และเป็นนักแสดงสังกัดช่อง 7 สี เข้าวงการตั้งแต่อายุ 13 ปี จากการถ่ายโฆษณา จนได้มาเซ็นสัญญากับต้นสังกัดช่อง 7 ประเดิมงานละครเรื่องแรก “เงากามเทพ” ก็เปรี้ยงเลย ต่อด้วย “ดอกแก้ว”, “มาหยารัศมี”, “ตะวันทอแสง” ถือได้ว่าเธอเป็นนางเอกละครที่เล่นเรื่องไหนก็ประสบความสำเร็จ จนมาพีกสุดที่ภาพยนตร์ “พี่มาก?พระโขนง” ที่ทำรายได้สู่หลักพันล้านและส่งผลให้เธอได้ฉายา “นางเอกพันล้าน” และล่าสุดกับบทผี “ริล” ในละคร “นางชฎา” ทางช่อง 7 ก็สร้างชื่อเสียงให้เธออีกครั้ง

นอกจากการแสดงแล้วเธอยังนำความสามารถเรื่องการวาดรูปของเธอมาต่อยอดทำธุรกิจออนไลน์ขายแอกเซสซอรี่สำหรับผู้หญิงในแบรนด์ “Misstar by Davika” วันนี้ในวัย 23 เธอได้ก้าวข้ามความสำเร็จต่างๆ รวบรวมเงินหลักสิบล้านที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงปั้นธุรกิจร้านกาแฟชื่อ “Misstar Cafe” ย่านสุขาภิบาล 5

กำเนิด “Misstar Cafe”

เจ้าของร้านเล่าให้ฟังอย่างมีความสุขถึงการเริ่มต้นของ Misstar Cafe จากไอเดียร้านกาแฟเล็กๆ ข้างโฮมออฟฟิศ Misstar by Davika สุดท้ายทนความล้นหลามของการรองรับลูกค้าที่มาใช้บริการร้านกาแฟไม่ไหว เธอจึงตัดสินใจเปลี่ยนจากโฮมออฟฟิศ Misstar by Davika มาเป็นร้านกาแฟอย่างเต็มพื้นที่

“จุดเริ่มต้นมันมาจากธุรกิจของใหม่คือขายผ้าพันคอ Misstar by Davika ที่เริ่มต้นจากไอเดียการวาดรูปของใหม่มาลงผ้าพันคอ แล้วแตกไลน์มาเป็นสินค้าอื่นๆ เป็นหมวก กระเป๋า แอกเซสซอรี่ต่างๆ พอวันหนึ่งเราเริ่มมีรายได้มากพอแล้ว ธุรกิจมันขยายตัว เลยอยากได้ที่ไว้สำหรับสต๊อกของ เลยคิดอยากจะเปิดออฟฟิศเป็นของตัวเองไว้เก็บสต๊อกสินค้า ด้วยความที่คุณแม่ใหม่มีที่อยู่ตรงนี้พอดี ซึ่งมันยังเป็นหญ้าไม่มีอะไรเลยประมาณ 1 ไร่ เราก็เลยไปขอแม่ว่าอยากจะทำที่ตรงนี้เป็นโฮมออฟฟิศ พอแม่อนุญาตเราก็คิดว่าที่ตรงนี้มันน่าจะทำอะไรได้มากกว่านั้น ก็เลยคิดไอเดียเปิดเป็นร้านกาแฟเล็กๆ สำหรับคนที่เขาอาจจะมารับสินค้า ชื่อ Misstar Cafe ก็คิดว่าคงจะมีคนเข้ามาไม่เยอะ แต่พอทำไปแล้วไปๆ มาๆ มันก็เริ่มขยายตัวขึ้น พอเปิดตัวจริงๆ กลายเป็นว่าโฮมออฟฟิศที่ตั้งใจไว้เป็นอันต้องยุบไปเพราะร้านกาแฟคนไม่พอนั่ง มันเป็นอะไรที่เราคาดไม่ถึงว่าคนจะมาเข้าร้านกาแฟเยอะขนาดนี้”

ต่อยอดความรู้ด้านธุรกิจกาแฟ

ด้วยอายุ 23 ปี ไม่มีความรู้เรื่องของการทำธุรกิจเลย แต่เพราะอยากสร้างความฝันของตัวเองให้เป็นจริง จากความฝันเล็กๆ Misstar by Davika ทำให้ใหม่มีประสบการณ์ประมาณหนึ่ง แต่เท่านั้นยังไม่เพียงพอ เธอยังต่อยอดความรู้การทำธุรกิจด้วยการขอวิชาจากคนรอบข้าง โดยไม่สนใจว่าใครจะมองว่าตัวเองโง่ เพื่อให้ได้ความรู้สู่การเปิดธุรกิจ Misstar Cafe

“สิ่งที่ยากที่สุดคือการที่เราเริ่มจากศูนย์ ที่ผ่านมาการเปิดแบรนด์ Misstar by Davika จนขยายมาเป็น Misstar Cafe ใหม่เรียนรู้การทำธุรกิจด้วยตัวเองทั้งหมด เอาตรงๆ เราไม่มีความรู้เรื่องการทำธุรกิจอะไรเลย อาศัยการถามจากคนที่เขาทำธุรกิจอยู่ และจากประสบการณ์ตรงที่เราขายของกับลูกค้าด้วยตัวเราเอง ทั้งตลาดนัด ออกบู๊ธ สิ่งที่ใหม่ได้มามันมีอะไรให้เราได้แก้ไขตลอดเวลา ซึ่งตรงนี้แหละทำให้เรามีประสบการณ์ของตัวเราเอง มองเห็นปัญหาแล้วก็รู้ทางที่จะแก้ปัญหา จนแข็งแรงพอที่จะขยายธุรกิจ

แต่เท่านั้นมันยังไม่ทำให้เรามั่นใจพอที่จะก้าวสู่ Misstar Cafe ช่วงแรกๆ เป็นอะไรที่หนักเหมือนกัน ด้วยที่ผ่านมาเราทำเองและมีเพื่อนอีกคนหนึ่งช่วยกันทำ Misstar by Davika แต่พอเป็น Misstar Cafe มันเหมือนเป็นอีกก้าวหนึ่งในการเรียนรู้ของเราพอสมควร ต้องรู้จักการคุมคน บริหารคนให้เป็น ใหม่เรียนรู้ว่ามันเป็นอะไรที่ต้องใช้เวลา บวกกับการเอาใจเราให้เขา เขาถึงจะเอาใจเขาให้เรา แล้วเขาจะช่วยดูแลธุรกิจเราอย่างเต็มที่ ต่างคนต่างครอบครัวต้องมาทำงานร่วมกัน ในภาพลักษณ์เดียวกัน เราต้องอาศัยพึ่งพาเขามากธุรกิจเราถึงจะเดิน ใหม่ว่าตรงนี้เป็นอะไรที่ยากที่สุดแล้ว ใหม่เลยเลือกเซตระบบ Misstar Cafe เป็นเหมือนครอบครัวที่ดูแลกันมากกว่าที่จะเป็นธุรกิจจ๋า และการดูแลภาพลักษณ์ของแบรนด์ก็สำคัญ ก็มีพี่แนะนำว่าแบรนด์เราเป็นที่รู้จักมาก่อนหน้านี้แล้ว ครั้นจะทำเล็กๆ ก็คงจะทำไม่ได้ ต้องทำให้ใหญ่ทำให้สวย ใหม่ก็ไปขอความรู้จากเพื่อนๆ พี่ๆ ที่รู้จัก ถึงแม้คนจะมองว่าโง่เหรอมาถามทำไม แต่ก็ไม่อาย ถามเขาต่อไปจนเขายอมบอก ช่วงแรกๆ นี่เรียกว่าไปหมกตัวอยู่กับเขาเลยก็ว่าได้ จนพอมีความรู้มาบ้าง ทีนี้เราก็ลงมือทำ ซึ่งขั้นตอนนั้นเราต้องดูแลทุกอย่างทุกขั้นตอน ตั้งแต่ที่ตรงนี้ยังเป็นป่าหญ้า ถมดิน เริ่มสร้าง เราลงมือทำและเห็นทุกกระบวนการกว่าจะมาเป็น Misstar Cafe”

“Misstar Cafe” ตัวตนของใหม่

โดยเจ้าของร้านได้วาง Misstar Cafe ให้เป็นธุรกิจที่ครบวงจรและยังคงเอกลักษณ์ของ Misstar by Davika ซึ่งในเรื่องของการตกแต่งร้านเธอจึงเลือกที่จะตกแต่งในสไตล์ที่เป็นตัวเองมากที่สุด ที่มีทั้งความเรียบง่าย อบอุ่น และยังมีความเป็นผู้หญิงอยู่

“Misstar Cafe เราออกแบบให้เป็นสไตล์ ลอฟต์ (Loft) แต่ก็มีความเป็นผู้หญิงอยู่ ผสมกับสวนอังกฤษ รวมๆ แล้วมันคือความเป็นใหม่ นอกจากร้านกาแฟที่เราขยายตัวเบียดโฮมออฟฟิศไปหมดแล้ว เรายังสร้าง Misstar Cafe ไว้สำหรับการรองรับการจัดงานเลี้ยงต่างๆ และมีให้เช่าสถานที่ถ่ายแบบ พรีเวดดิ้ง ถ่ายแฟชั่นต่างๆ ด้วย เรามีห้องแต่งตัว สตูดิโอ ถือเป็นการต่อยอดในการเพิ่มรายได้ให้ Misstar Cafe และทำให้มันเป็นธุรกิจที่ครบวงจร ซึ่งแต่ละงานใหม่จะเป็นคนดูแลเอง เราคัดงานที่จะมาจัดที่ร้านพอสมควร และเราเองก็ค่อนข้างจำกัดคน ด้วยพื้นที่ที่เรามีไม่มากด้วย ก็น่าจะจุอยู่ประมาณ 100 คน แล้วร้านเรานอกจากจะมีเครื่องดื่มและเบเกอรี่แล้ว ร้านเรายังมีอาหารหลากหลายด้วย ทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง ไม่ว่าจะเป็นผักขมอบชีส พาสต้า สปาเกตตี ข้าวไก่อบ คั่วกลิ้ง ซึ่งทั้งหมดใหม่เองเดินทางไปทดลองชิมจากร้านอร่อย แล้วขอให้เขาทำส่งเรา โดยเราเลือกจากที่เราชอบเป็นหลักมาลงที่ร้าน รวมไปถึงเบเกอรี่ด้วย ของทุกอย่างเราคัดสรรคุณภาพมาอย่างดี เราเลือกทานยังไงเราก็ขายอย่างนั้น นอกจากนั้นแล้วคนที่มาร้าน Misstar Cafe ยังสามารถมาซื้อสินค้า Misstar by Davika ได้อีกด้วย”

ลูกค้าเน้นบอกต่อ

นอกจากที่ลูกค้าตอบรับล้นหลามแล้ว Misstar Cafe ยังได้รับคำชมจากปากต่อปาก ทำให้มีลูกค้าใหม่ๆ แวะเวียนเข้ามาเรื่อยๆ เพราะติดใจรสชาติของอาหารและเบเกอรี่ที่หลากหลาย นี่จึงเป็นสิ่งที่เจ้าของร้านภูมิใจถึงกระแสการตอบรับที่ดีเกินคาด

“จุดเด่นของร้าน Misstar Cafe น่าจะเป็นสถานที่ที่ร่มรื่น สถานที่สวย คนก็จะชอบมาถ่ายรูปแชร์กันอันนั้นเป็นจุดเริ่มต้นให้คนอยากจะมาร้านของเรา บวกกับรสชาติของอาหาร และเบเกอรี่ ในย่านนี้ยังไม่มีร้านสไตล์นี้ ส่วนใหญ่คนที่มาก็จะเป็นคนแถวๆ นี้ ใส่ชุดนอนมานั่งทานมาซื้อกาแฟตอนเช้ากันเป็นประจำ แล้วรสชาติอาหารนั้นทำให้เกิดการบอกต่อ ตอนนี้นอกจากจะมีลูกค้าประจำที่อาศัยอยู่แถวนี้แล้วก็จะมีย่านอื่นๆ ด้วย ใหม่ถือว่าประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่งนะคะ ด้วยร้านเราเพิ่งเปิด ช่องทางการติดต่อลูกค้าก็ยังมีเพียงแต่ในอินสตาแกรม ตอนนี้เปิดตัวร้านอย่างเป็นทางการแล้วก็ยิ่งมีลูกค้าเข้ามาเพิ่มมากขึ้น ทำให้เราเองยังพบจุดบกพร่องหลายอย่างในเรื่องการวางระบบ วันแรกๆ ที่เซตระบบเป็นอะไรที่วุ่นวายมาก คือไม่คาดคิดว่าจะมีคนอยากมาร้านเรากันมากขนาดนี้ ตอนนี้ถือว่าลงตัวแล้วในระดับหนึ่งเพราะเราพอจะเห็นแล้วว่ามีคนที่มาแล้วกลับมาร้านเราอีก”

เป้าหมายขายแฟรนไชส์สู่ตลาด AEC

ความฝันของ Misstar Cafe นางเอกพันล้านตอบด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้มว่า เธอหวังจะให้คนมาชอบร้าน Misstar Cafe และซื้อแฟรนไชส์ไปเปิดตามห้างดัง ขยายสาขาไปตามต่างจังหวัด และที่สุดของความฝันเลยคือ การบุกตลาดประเทศเพื่อนบ้าน AEC

“ใหม่มองไว้ว่าหลังจากที่เราศึกษา เซตระบบการทำธุรกิจนี้อย่างแข็งแรง ลงตัวมากที่สุดแล้วใหม่จะเปิดขายแฟรนไชส์ ตอนนี้ใหม่มองเห็นว่าร้าน Misstar Cafe ของใหม่จะไปอยู่ตามห้างดัง ไปอยู่ตามต่างจังหวัดทั่วประเทศไทย แต่ใหม่เองก็ไม่ได้หยุดฝันไว้แค่เพียงเท่านี้ ใหม่ยังมองเห็นว่าธุรกิจร้าน Misstar Cafe ของใหม่จะขยายตัวไปยังประเทศเพื่อนบ้าน สู่ตลาด AEC ใหม่ว่านี่คงจะคือที่สุดของ Misstar Cafe แล้วแต่ก็ยังตอบไม่ได้ว่าความฝันนี้จะเป็นจริงเมื่อไหร่ คงต้องใช้เวลาอยู่เหมือนกัน ควบคู่ไปกับธุรกิจ Misstar by Davika ที่ตอนนี้เราก็ขยายตัวแทนจำหน่ายอยู่ไม่หยุด”

ใครที่ยังไม่มีโอกาสได้แวะเวียนไปร้าน Misstar Cafe ลองเข้าไปส่องมุมสวยๆ บรรยากาศของร้าน และหน้าตาขนม อาหาร เครื่องดื่ม ที่เห็นแล้วต้องตกหลุมรักได้ที่อินสตาแกรม @misstarcafe หากมีเวลาว่างสนใจอยากเข้าไปถ่ายรูปวิวสวยๆ ในสวนสไตล์อังกฤษแชร์ไปอวดเพื่อน ชิมอาหาร เบเกอรี่อร่อย ร้าน Misstar Cafe อยู่ที่ ถนนสุขาภิบาล 5 ซอย 40 ตรงข้ามกับบิ๊กซี สุขาภิบาล 5 เข้าซอยมา 100 เมตรอยู่ซ้ายมือ นอกจากจะได้รูปสวยแถมอิ่มท้องแล้ว Misstar Cafe เขายังมีสินค้าจาก Misstar by Davika ไว้ให้เลือกช็อปไม่ต้องสั่งออนไลน์ด้วยนะ

“เอ้ นนทวัชร์” เปิด “ภูจินดา” รีสอร์ตของคนรักสุขภาพกลางหุบเขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07068150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“เอ้ นนทวัชร์” เปิด “ภูจินดา” รีสอร์ตของคนรักสุขภาพกลางหุบเขา

ดร.เอ้-นนทวัชร์ อนันท์พรจินดา อดีตผู้ประกาศข่าวชื่อดัง ก่อนจะหันไปทำธุรกิจเครื่องสำอางสมุนไพร M Herb จนกระทั่งเจอวิกฤตน้ำท่วมส่งผลให้ธุรกิจเสียหายนับสิบล้าน จากนั้นครอบครัวจึงย้ายภูมิลำเนาไปอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ พร้อมเริ่มต้นชีวิตใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเป็นอย่างยิ่ง เพราะตัวเขาเองประสบภาวะเสี่ยงกับการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการรักษาตัววิธีธรรมชาติบำบัดล้างสารพิษจนหายขาด และควักกระเป๋าลงทุนเปิดรีสอร์ต ภูจินดา ศูนย์การเรียนรู้ 108 จังหวัดเชียงใหม่ สถานที่ของคนรักสุขภาพท่ามกลางธรรมชาติที่เป็นหุบเขา พร้อมกลับคืนสู่บทบาทพิธีกรรายการ สดใหม่ไทยแลนด์ ทางช่อง 2

จุดเริ่มต้นจากสุขภาพ

ดร.เอ้ เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการทำ ภูจินดา ศูนย์การเรียนรู้ 108 เนื่องจากตนเองประสบภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง จึงเริ่มต้นดูแลสุขภาพอย่างจริงจัง และรักษาโดยธรรมชาติบำบัด และเมื่อหายดีแล้วจึงอยากจะส่งต่อการดูแลสุขภาพที่ดีให้กับคนที่อยู่ในภาวะเหมือนตนเอง

“เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ผมมีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ คือมีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ เลยคิดว่าจะหาทางออกยังไงในเรื่องของการดูแลสุขภาพโดยการใช้ธรรมชาติบำบัด คือปัจจุบันเราก็หาหมอแล้วก็ดูแลตัวเอง สิ่งหนึ่งที่เราต้องทำคือการปรับวิถีชีวิต เลยหาข้อมูลไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้ธรรมชาติบำบัด การเลือกกิน การเลือกอยู่ การเลือกหายใจ การเลือกใช้ชีวิต รวมถึงการเลือกคิด มันก็เลยเป็นที่มาของการทำโครงการ ก็คือศูนย์การเรียนรู้วิถีธรรมชาติ ชื่อ ภูจินดา 108 อยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่

ผมเลือกที่นี่ เหตุจากน้ำท่วมเมื่อปี 2554 ที่บ้านผมน้ำท่วมหนักและไม่มีทีท่าว่าจะลด จึงย้ายไปอยู่ที่เชียงใหม่ ผมได้สัมผัสธรรมชาติที่มันทำให้รู้ว่าสามารถเติมเต็มชีวิตผม ซึ่งขณะนั้นผมก็ยังทำงานในวงการบันเทิงอยู่ และทำมันมาตลอดระยะเวลา 20 ปี ทำให้ผมไม่ได้มีเวลาดูแลสุขภาพ มันส่งผลตอนที่ผมอายุมากขึ้น พอเข้าสู่อายุเลขหลัก 4 โรคร้ายก็ประดังเข้ามา ประกอบกับความเครียดก็เสี่ยงกับการเป็นโรค ทั้งปวดท้อง ถ่ายเป็นเลือด เดี๋ยวอิ่ม เดี๋ยวหิว น้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ ซึ่งเรียกว่าร่างกายส่งสัญญาณเตือน พอขึ้นปี 2555 ที่อยู่เชียงใหม่ ผมมานั่งคิดว่าตัวเราเองได้อะไรจากสังคมมาเยอะ อยากทำอะไรคืนให้กับสังคมบ้าง ก็เริ่มศึกษาศาสตร์ทางด้านการล้างพิษ ศาสตร์ด้านการใช้สมาธิในการบำบัด ศาสตร์ในเรื่องของการบริหารจิต การรักษาสุขภาพด้านการกิน และสภาวะอารมณ์ควบคู่กับการใช้ชีวิต จึงเป็นที่มาของ ภูจินดา ศูนย์การเรียนรู้ 108 ที่นี่ก็จะเน้นเรื่องของธรรมชาติ เราปลูกผักกินเอง ผักไร้สาร 100 เปอร์เซ็นต์ ดินที่ปลูกก็ต้องเป็นดินที่ถูกเก็บและกันไว้ไม่ให้มีเคมีโดน ไม่ต่ำกว่า 3 ปี”

ปรับชีวิต ล้างพิษ ฟิตสุขภาพ

เจ้าของรีสอร์ตเพื่อการเรียนรู้ แจกแจงให้ฟังถึงโครงการ ปรับชีวิต ล้างพิษ ฟิตสุขภาพ มีเป้าหมายของการเปิดอย่างชัดเจน นั่นคือ การได้ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวม แม้รายได้ไม่ได้มากมาย แต่ยังต่อยอดด้วยการนำรายได้จากศูนย์การเรียนรู้ไปมอบให้กับสถานสงเคราะห์อีกด้วย

“เป้าหมายก็คือทำให้คนเห็นความสำคัญในการใช้ชีวิต กับการใช้ธรรมชาติรอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการหายใจ เรื่องของการบริโภค การใช้ชีวิต และการทำประโยชน์ให้ส่วนรวม ส่วนหนึ่งเราพอมีรายได้มาบ้างแต่ก็ไม่ได้เยอะ เราก็นำรายได้ไปให้กับบ้านเด็กดี ซึ่งเป็นสถานสงเคราะห์ดูแลเด็กในพื้นที่สูง

ชีวิตเป็นเรื่องไม่แน่นอน ผมเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งและหายได้ กับการใช้ธรรมชาติบำบัดและปรับร่างกายให้ไม่เครียด ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ปกติคนเราจะเครียดกับอนาคต สิ่งที่ยังไม่เกิด เพราะฉะนั้น พอเราปรับตัวเองได้ มันก็จะเป็นจุดจุดหนึ่งที่เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุข ก็เริ่มโครงการ ปรับชีวิต ล้างพิษ ฟิตสุขภาพ ให้กับคนรักสุขภาพ เป็นคอร์สในการใช้สุขภาพรอบตัวบำบัดตัวเอง ไม่ว่าศาสตร์ที่เรียกว่าการล้างพิษ การขับของเสีย การทานน้ำมันมะกอก การทำดีท็อกซ์ การทานน้ำผลไม้สูตรต่างๆ เพื่อที่จะล้างความสกปรกภายใน สารพิษที่ตกค้างในส่วนต่างๆ บางส่วน อย่างเช่น ผนังลำไส้ ตับ ไต ล้างสิ่งที่มันเกาะติดออกมา เพื่อให้ระบบการทำงานดี ระบบดูดซึมดี ชีวิตก็จะดี ปกติในร่างกายเรามันสามารถจัดการแก้ไขปัญหาเองได้ ถ้าร่างกายพร้อม

แต่ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะความเครียด อากาศ อาหาร มันก็ทำให้ระบบดูดซึมเราไม่ดี แทนที่จะได้ซึมซับเอาสารอาหาร หรือยาที่กิน รวมทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์ พอมันดูดซึมไม่ดีมันก็ไม่มีประสิทธิภาพกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ แต่เมื่อระบบเหล่านี้มันถูกล้างออกไป ระบบดูดซึม ก็ทำงานได้ดี เพราะฉะนั้น กินดีก็ได้ดี กินวิตามินซีก็สดชื่น กินเบียร์ก็มึนเมา บางคนบอกทานอันนี้เข้าไปไม่เห็นดีเลย นั่นเป็นเพราะระบบดูดซึมเราไม่ดี เมื่อระบบดูดซึมดีร่างกายก็ไม่ต้องทำงานหนัก เพราะร่างกายมันสามารถซ่อมแซมตัวมันเองได้ มันก็มีกำลังไปซ่อมแซมส่วนต่างๆ ที่สึกหรอ ไม่ว่าจะเป็นการปวดตามจุดต่างๆ ไมเกรน มะเร็งตามจุดต่างๆ เป็นหวัดก็หายง่าย หรือไม่เป็นเลย นี่คือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ผมทำตรงนี้ขึ้นมาเพื่อส่งต่อความมีสุขภาพดี”

ส่งต่อสุขภาพดี

สิ่งที่โดดเด่นของภูจินดาคือการมีสุขภาพที่ดี และเน้นให้ทุกคนสามารถทำเป็นและทำได้เอง และสามารถส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปอีก 1 คนได้ โดยสามารถเปิดรับได้แค่เดือนละรอบ และหลังจากเดือนเมษายนจะเปิดรับได้ 2 รอบ ต่อเดือน รอบละ 30 คน โดยมีกลุ่มคนที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพราะเจ้าของภูจินดาเปิดโอกาสให้กับคนในสังคมมาใช้บริการฟรี อาทิ พระ ทหาร หรือครูอาจารย์

“หลักๆ ผมดูการล้างพิษในที่ต่างๆ แล้วก็เอามาปรับใช้ที่ภูจินดา ที่นี่อยู่พื้นที่สูง จะมีในเรื่องของความกดอากาศ มันจะทำให้ออกซิเจนที่เตรียมการขับพิษมันทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประสิทธิผล เพราะฉะนั้น คนที่มาล้างพิษสิ่งที่เขาจะได้คือ ระบบภายในดีขึ้น ระบบจัดการปัญหาต่างๆ ของร่างกายสะดวก เห็นผลชัดเจน และทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกวันผมจะต้องมาดูของเสียของผู้ที่เข้าคอร์สเอง บางคนบอกว่าจบด๊อกเตอร์มาไม่ทำอะไร เช้ามาดูฉี่ ตอนสายดูขี้ ก่อนหน้านี้ที่ผมทำของตัวเองยังไม่อยากดูเลย แต่พอมาคิด ใช้ธรรมะ มันก็ล้วนแต่เป็นสิ่งดีๆ ที่เราต้องพินิจพิจารณาก่อนกิน ว่าอันนี้ดี อันนี้อร่อย อันนี้หายาก อันนี้แพง แล้วตัดสินใจกลืนเข้าปาก เมื่อมันออกมา ผ่านกระบวนการต่างๆ แล้ว มันก็ยังเป็นของมีค่าอยู่ แต่ของเสียเหล่านั้นสามารถบ่งบอกถึงสุขภาพภายในได้เป็นอย่างดี ซึ่งสุขภาพจะดีหรือไม่ดีเริ่มต้นได้ที่ตัวเราเอง และที่นี่เรามีห้องพัก ที่จัดเตรียมไว้สำหรับการล้างพิษโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น เราจะพัฒนาในเรื่องของการปรับตัว ปรับใจให้พร้อม และจัดสถานที่เพื่อรองรับผู้ที่จะเดินทางมาล้างพิษให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด

การล้างพิษภายนอก คือการอบ การผลัดผิว ขัดผิว ส่วนการล้างพิษภายในคือการกินสมุนไพร การกินต่างๆ แล้วขับออกมา ไม่ว่าจะกินดีท็อกซ์ การกินน้ำมันมะกอก และการล้างพิษจิตใจ ไม่ว่าจะสวดมนต์ นั่งสมาธิ ซึ่งตอนนี้ทางภูจินดาเปิดมาครบ 1 ปีพอดี ผมเลยคิดว่าในเดือนเมษายน ผมเลยทำโครงการเพื่อให้คนมีสุขภาพดี สำหรับคนทั่วไปที่มาในคอร์ส 4 วัน 3 คืน ในคอร์สนอกจากจะมีการล้างพิษแล้ว ยังมีการจัดกระดูก มีการล้างตาให้สะอาด ยังมีการกัวซาหน้า มีการฝังเข็ม การตรวจสุขภาพจากแพทย์แผนปัจจุบันและแพทย์ทางเลือก คนที่มาใช้เวลาอยู่กับเราที่เชียงใหม่ 4 วัน 3 คืน ไม่รวมค่าเดินทางมา เราจะคิดเขา 4,500 บาท รวมค่าอาหาร รวมทุกอย่าง รายได้ส่วนหนึ่งเป็นทุนอาหารกลางวันให้กับเด็กในพื้นที่สูง และพระสงฆ์ สามเณร แม่ชี ฟรี สามารถมาใช้บริการได้ฟรี ใน 1 ครั้งที่จัดรับแค่ 30 คน เราจะกันกลุ่มพระ 10 และกลุ่มคนทั่วไป 20 และถ้าเกิดว่าเป็นครู อาจารย์ วัยเกษียณ ทางภูจินดาออกให้ครึ่งหนึ่ง ก็จะจ่ายเพียง 2,250 บาท หลายคนถามว่าทำไปเพื่ออะไร แต่ผมคิดว่าในชีวิตคนคนหนึ่งจะมี 2 สิ่งที่ต้องทำกับชีวิตเรา คือสิ่งที่อยากทำ และสิ่งที่ต้องทำ อย่างงานพิธีกร งานในวงการก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่มันก็มีสิ่งที่อยากทำด้วย”

ภูจินดา คือทั้งหมดของชีวิต

ดร.เอ้ บอกว่า ภูจินดา คือสิ่งที่อยากทำ นอกจากจะทุ่มเทแรงกายแรงใจในการก่อร่างสร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาแล้ว ในด้านการลงทุนคือ มีเท่าไหร่ก็ลงไปหมด เพราะจากการเรียนรู้ชีวิต ว่าในวันที่ไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้ เงินไม่ได้มีความหมายอะไรมากไปกว่า การได้เป็นผู้ให้

“เงินลงทุน เอาง่ายๆ ว่า มีทุกอย่างขายหมดเลยครับ ในพื้นที่ของตัวโครงการ บริเวณด้านหน้า 30 ไร่ เป็นพื้นที่ที่ทำขึ้นมาคือส่วนของไร้สารเคมี และยังมีในส่วนของไร่อีกด้านที่จะปลูกพืชผลทางการเกษตร แล้วก็เป็นศูนย์เรียนรู้ที่สามารถเห็นการทำเกษตรอินทรีย์ และการปลูกพืชไร้สาร การใช้ชีวิตกับธรรมชาติ การพึ่งพิงกันโดยไม่ต้องเผา ไม่ต้องทำลาย ไม่ต้องใช้สารเคมี ซึ่งการไม่ใช้สารเคมีเข้าไปในพืชผัก มันไม่ใช่แค่เรื่องรายได้ที่ต้องทำปริมาณให้เยอะ แต่มันเป็นเรื่องของสุขภาพ

เรื่องเงิน ครั้งหนึ่งที่คิดว่าจะไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว เพราะเสี่ยงเป็นโรคมะเร็ง เงินไม่มีความหมายเลยครับ เงินเป็นส่วนหนึ่งที่เราเคยคิดในอดีตว่าอยากมี อยากได้ อยากเป็น อยากเยอะ อยากสำเร็จ อยากมีไปเรื่อยๆ ไม่รู้จักพอ แต่ว่าพอมารู้สึกว่าเราอาจจะไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ บ้าน รถ อุปกรณ์ เฟอร์นิเจอร์ ไม่ได้มีความสำคัญ เพราะเราคิดว่าพรุ่งนี้เราจะได้ตื่นหรือเปล่า ถ้าเราไม่ตื่นวันนี้เราจะทำอะไร ผมจะคิดแค่ว่าอยากจะทำตรงนี้ให้มันเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้กับธรรมชาติ ตอนที่เรายังมีชีวิตอยู่ ถ้าเราทำงานคนก็จะจำเราได้จากสิ่งต่างๆ แต่ถ้าเราทำศูนย์เรียนรู้ที่เริ่มจากการเป็นผู้ให้ กับกำลังที่เราพอทำได้ ภูจินดาไม่ได้รับการสนับสนุนจากที่ใด ใช้เงินส่วนตัวในการทำ และภูจินดาเป็นศูนย์เรียนรู้ของชุมชนครับ”

ความสุขคือการได้เป็นผู้ให้

สำหรับภูจินดา มีพนักงานที่เป็นคนในพื้นที่จำนวน 10 คน ที่ดูแลโครงการ ซึ่งถ้าคำนวณรายได้ 4,500 บาท ต่อคน จำนวน 10-20 คน และอีก 10 คนไม่มีค่าใช้จ่าย และอีกจำนวนหนึ่งก็เสียเพียงครึ่งราคา เพราะฉะนั้น รายได้อันนี้ ไม่ได้เหลือมากมาย ถ้าเทียบภาระรายเดือน อาทิ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าอาหาร ค่าวิทยากร ฯลฯ แต่สิ่งที่ได้คือ ความสุขของคนที่ได้ชื่อว่าเป็นผู้ให้

“เรามีพนักงานที่เป็นคนในพื้นที่ประมาณ 10 คนในการดูแลโครงการ ทุกคนที่ทำก็มีหลายหน้าที่ ไม่ว่าจะมีงานหรือไม่มีงาน จริงๆ แล้วเก็บ 4,500 บาท แล้วรับแค่ครั้งละ 10-20 คน เพราะอีก 10 ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย และเสียครึ่งหนึ่ง แต่ทางภูจินดามีภาระที่จะต้องจ่ายค่าไฟ ค่าวิทยากร ค่าอาหาร ค่าโน่นค่านี่ ลองคูณตัวเลขดูจะรู้ว่าเราไม่ได้เหลืออะไร แต่มันเป็นความสุข เมื่อเราส่งความสุข เราได้เป็นผู้ให้ แค่นี้เราก็มีความสุขแล้ว

ซึ่งกลุ่มคนที่มาที่ภูจินดาจะเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ เป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แล้วอีก 1 กลุ่มคือกลุ่มที่มีปัญหาด้านสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็ง หรือมีปัญหาในเรื่องของลำไส้ ในเรื่องของสุขภาพต่างๆ ต้องบอกว่าคนเราจะเห็นความสำคัญของสุขภาพ ต่อเมื่อกำลังจะป่วย กำลังจะเป็นโรค แล้วผมเคยเป็นแล้ว และไม่อยากเป็นอีก เลยอยากให้ทุกคนดูแลสุขภาพ จริงๆ แล้วทุกคนมีพิษอยู่ในตัวเยอะ ถ้าวันใดก็ตามเรายังหายใจ ทุกวันเราสามารถสูดเอาพิษเข้าสู่ร่างกายได้ ไม่ว่าจะหายใจ หรือทานอาหาร เราต้องเจอภาวะเครียด แรงกดดัน เราสามารถเอาความเครียดมาบั่นทอนจิตใจเราได้”

สิ่งที่ต้องทำ ได้เงิน

สิ่งที่อยากทำ ได้ความสุข

ดร.เอ้ บอกเล่าอย่างมีความสุขว่า สิ่งหนึ่งที่ตั้งใจทำภูจินดาคือ การตอบแทนสังคม เพราะที่ผ่านมาเจ้าตัวได้รับโอกาสจากสังคมมาโดยตลอด เพราะฉะนั้น ชีวิตในวันนี้ กับสิ่งที่ต้องทำ คืองานในวงการบันเทิง ที่ทำแล้วได้เงิน แต่สิ่งที่อยากทำ ได้ทำแล้วมีความสุข

“ตอนที่เริ่มทำภูจินดาไม่ได้คิดถึงชื่อเสียง คิดแค่ว่าอยากทำอะไรสักอย่าง เพราะผมได้รับโอกาสจากสังคมมา ก็เลยทำ เคยมีคนถามว่าทำไมไม่เอาเงินเก็บไปใช้ชีวิตสบายๆ ทำไมต้องเหนื่อยไปดูอุจจาระ ไปดูของเสีย ได้เงินมายังไม่ถึงหมื่นบาทเลยสำหรับ 1 คอร์ส แต่ทำพิธีกรชั่วโมงเดียวได้หลายหมื่น แต่อันนี้มันเป็นความสุข ผมเน้นให้คนมาดูแลสุขภาพ มีเมล็ดผักให้ ก็เอาไปปลูก จะที่คอนโดฯ ที่บ้านก็ได้

สิ่งที่ได้ก็คือเงิน ซึ่งได้มาจากที่ที่เราต้องทำ แต่สิ่งที่อยากทำ มันได้ความสุข เพราะฉะนั้น บางคนได้เงินมาทั้งชีวิตแต่อาจจะไม่มีความสุข แต่ความสุขของผม ผมไม่ได้เล่นการพนัน ผมไม่ได้สูบบุหรี่ ไม่ได้ใช้อะไรฟุ่มเฟือย ผมเลยเอาเงินจากตรงนั้นมาซัพพอร์ตตรงนี้ คนคนหนึ่งเมื่อได้โอกาสจากสังคมมาแล้ว เราก็ได้คืนให้เขาบ้าง ภูจินดาเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยพลังแห่งความสุข สุขที่แท้จริงเริ่มต้นจากการให้

และผมกำลังทำหนังสือปรับชีวิต ล้างพิษ ฟิตสุขภาพ ออกมา แต่ตอนนี้ผมก็ไปซื้อหนังสือจากสำนักพิมพ์ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับการล้างพิษโดยเฉพาะ ก็แจกให้คนที่มาใช้บริการที่ภูจินดาด้วย ไม่ว่าจะทานผักยังไง ล้างสารพิษยังไง แต่การเรียนรู้ต้องมีสติ ต้องฝึกให้รู้ ให้เข้าใจ ให้รู้ว่าร่างกายเราใช้เขามาเยอะ ได้แต่แต่งหน้า ทำผม ใส่เสื้อผ้าแพงๆ แต่ภายในเราแทบไม่ได้สนใจเลย จะมาดูแลก็ต่อเมื่อป่วยไม่สบาย บางทีไม่สบายก็ฝืนทำอีก เพราะฉะนั้น ต้องดูแลจากภายใน ผมเปิดเป็นศูนย์เรียนรู้ ให้คนมาเรียนรู้ และนำไปปรับใช้ครับ”

ใครที่กำลังเริ่มต้นดูแลสุขภาพ ให้ภูจินดา ศูนย์การเรียนรู้ 108 เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สนใจสามารถติดต่อได้ที่ เลขที่ 108 หมู่ 4 ตำบลบ้านช้าง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โทรศัพท์ (053) 047-918 จองห้องพัก โทรศัพท์ (081) 568-9124, (053) 047-918 คอร์สสุขภาพ โทรศัพท์ (081) 699-3945, (081) 568-9124 E-mail : phuchinda@gmail.com http://www.facebook.com/phuchinda http://www.phuchinda.com/healthypackage.html