ไข่ขาวหลอด พร้อมทาน เมนูคลีนใกล้ตัว ทานได้ทุกวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07061010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

ไข่ขาวหลอด พร้อมทาน เมนูคลีนใกล้ตัว ทานได้ทุกวัย

“ดิฉันได้ไอเดียทำไข่ขาวหลอดมาจากเต้าหู้หลอด กว่าจะกลายเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมทานดังกล่าว เคยเกิดปัญหาเพราะเดิมใช้ไข่เป็ด ซึ่งไข่เป็ดรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสไม่ดีเท่าไข่ไก่ เลยปรับสูตรมาใช้ไข่ไก่ ทดลองทำอยู่นาน 6 เดือนกว่าจะลงตัว ซึ่งในต่างประเทศมีไข่ขาวหลอดจำหน่าย แต่มีการใส่สารบางอย่างเพื่อให้จับตัวกัน แต่ไข่ขาวของ Eighty Eight จะไม่มีการใส่สารใดๆ เป็นธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์”

กระแสคลีนฟู้ดยังแรงต่อเนื่อง หลายคนที่เคยทานก็ยังทานต่อ บางคนไม่เคยทานก็เริ่มอยากหันมาลองทาน ปัจจุบันเมนูอาหารคลีนถูกประยุกต์ให้ทานง่าย แม้กระทั่งไข่ขาววัตถุดิบใกล้ตัวคนไทย ก็ยังมีผู้ประกอบการหัวใสนำมาทำให้ทานง่ายด้วยการต้มให้สุก ทานได้ทันที ไอเดียสร้างสรรค์ของอดีตสัตวแพทย์สาวที่ผันตัวมาเป็นนักธุรกิจ คุณสุนทรี ศรีวานิชภูมิ หรือ คุณกุง

เพิ่มมูลค่า วัตถุดิบใกล้ตัว

กลายเป็น สินค้ายอดฮิต

Eighty Eight คือ ไข่ขาว (ไข่ไก่) 100 เปอร์เซ็นต์ ต้มสุกบรรจุในรูปแบบหลอดพร้อมทาน โปรตีนล้วนๆ จากธรรมชาติ สินค้าตอบโจทย์ผู้รักสุขภาพ และผู้ป่วยบางกลุ่ม

คุณกุง เล่าที่มาก่อนจะเป็นไข่ไก่ต้มสุกพร้อมทานว่า บ้านพี่สะใภ้เป็นโรงงานผลิตฝอยทอง แต่ละวันใช้ไข่แดงจำนวนมากมาทำขนม ซึ่งไข่ขาวจะเหลือทิ้ง เลยลองนำมาบรรจุใส่ถุง ถุงละ 2 กิโลกรัม ขายในราคา 150 บาท ให้กลุ่มเพื่อนที่ออกกำลังกาย ควบคุมอาหาร ซึ่งคนกลุ่มนี้จะหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ หลังจากนั้น 3 เดือนเริ่มมีลูกค้าติว่าไม่สะดวกในการพกพาไข่ดิบ เก็บรักษายาก บางคนไม่ทำอาหาร ฉะนั้น เลยคิดจะเปลี่ยนรูปแบบจากไข่ขาวดิบให้เป็นไข่ขาวสุกพร้อมทาน สะดวกและยังได้โปรตีนด้วย

หลังจากเกิดแนวคิดอยากเปลี่ยนไข่ขาวดิบให้เป็นไข่ขาวสุกพร้อมทาน คุณกุง เล่าว่า ได้ไอเดียจากเต้าหู้หลอด เลยไปศึกษากระบวนผลิตอยู่ราว 6 เดือน จนกระทั่งกลายเป็นไข่ขาวต้มสุกบรรจุในรูปแบบหลอดพร้อมทาน

“ดิฉันได้ไอเดียทำไข่ขาวหลอดมาจากเต้าหู้หลอด กว่าจะกลายเป็นผลิตภัณฑ์พร้อมทานดังกล่าว เคยเกิดปัญหา เพราะเดิมใช้ไข่เป็ด ซึ่งไข่เป็ดรสชาติ กลิ่น และเนื้อสัมผัสไม่ดีเท่าไข่ไก่ เลยปรับสูตรมาใช้ไข่ไก่ ทดลองทำอยู่นาน 6 เดือนกว่าจะลงตัว ซึ่งในต่างประเทศมีไข่ขาวหลอดจำหน่าย แต่มีการใส่สารบางอย่างเพื่อให้จับตัวกัน แต่ไข่ขาวของ Eighty Eight จะไม่มีการใส่สารใดๆ เป็นธรรมชาติ 100 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันจดอนุสิทธิบัตรในกระบวนการผลิตและเครื่องหมายการค้าเรียบร้อยแล้ว”

การที่ไม่ใส่สารจับตัวเป็นก้อนลงไป คุณกุง เผยว่า ส่งผลให้กระบวนการผลิตยากขึ้น การผลิตแต่ละครั้งมีการสูญเสีย 20 เปอร์เซ็นต์ มาจากปัจจัยบางอย่างควบคุมไม่ได้ อาทิเช่น สภาพอากาศร้อนแม่ไก่กินน้ำเยอะ ไข่ก็มีปริมาณน้ำมากตามไปด้วย อากาศเย็นไก่ไม่กินน้ำ หรือแม้กระทั่งไข่ไก่ที่มีเส้นเลือดฝอย เพราะเวลาผลิตเป็นไข่ขาวต้มสุกจะเห็นเป็นจุดๆ ไม่สามารถจำหน่ายได้ เป็นต้น

เรียกได้ว่าหัวใจสำคัญของสินค้าดังกล่าวอยู่ที่คุณภาพและการคัดไซซ์ไข่ ซึ่งไข่ขาว 1 หลอด ขนาด 100 กรัม จะใช้ไข่ไก่ราว 3-4 ฟอง ให้พลังงาน 45 กิโลแคลอรี ราคาหลอดละ 29 บาท เก็บในตู้เย็นได้ 30 วัน สามารถทานสดได้ทันที หรือนำไปประกอบเป็นเมนูอาหารต่างๆ ก็อร่อย

ขยายตัว จากกลุ่มคลีน

ไปสู่ สว. และผู้ป่วย

สินค้าดังกล่าว นับเป็นการเพิ่มมูลค่าไข่ไก่จากราคาฟองละไม่กี่บาท แลกกับความสะดวกสบายของลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาไปนั่งต้ม เหมาะสำหรับคนที่ต้องการทานไข่ขาวอย่างเดียว ไม่เอาไข่แดง

ด้านการทำตลาด เจ้าของกิจการ ระบุว่า ลองจำหน่ายคนใกล้ตัวราวเดือนตุลาคม 2558 อาทิ เพื่อนที่ออกกำลังกาย เล่นฟิตเนส ทานคลีนฟู้ด คนกลุ่มนี้ช่วยแนะนำปากต่อปาก ราว 3 เดือน สินค้าเริ่มมีคนรู้จัก ขยายไปยังกลุ่มผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ผู้หญิงที่เน้นสร้างกล้ามเนื้อ ผู้สูงอายุที่ถูกจำกัดอาหาร รวมถึงผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม

“โปรตีนจากไข่นับเป็นสารอาหารจากธรรมชาติที่ราคาถูก ไม่ผ่านการสังเคราะห์ หาซื้อง่าย ทุกเพศทุกวัยทานได้ เพียงแค่มาปรับเปลี่ยนให้ทานง่าย เจาะตลาดกลุ่มคนรักสุขภาพ ทานคลีนฟู้ดที่ต้องการความสะดวกสบาย ผู้สูงอายุที่ถูกจำกัดอาหารประเภทโปรตีน รวมถึงผู้ป่วยเฉพาะกลุ่มที่ต้องการอาหารเฉพาะทาง”

ปัจจุบัน แบรนด์ Eighty Eight อยู่ภายใต้บริษัท ไข่สุข จำกัด และหลังจากที่เปิดตัวสินค้าไปเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ตอนนี้เริ่มมีจำหน่ายผ่านร้านค้าเพื่อสุขภาพ และทางออนไลน์ แต่ละเดือนใช้ไข่ไก่ราว 10,000 ฟอง และด้วยความแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ผู้บริโภคมักจะกลับมาซื้อซ้ำ

สำหรับแรงจูงใจที่ทำให้คุณกุงทำธุรกิจนี้ เธอบอกว่า เห็นช่องว่างการตลาดในเมืองไทยที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ขณะเดียวกัน เทรนด์การออกกำลังกายก็มาแรงมาก ซึ่งโปรตีนจากไข่ขาวเป็นทางเลือกที่ดีตอบโจทย์ความต้องการของคนกลุ่มนี้

ด้านแผนธุรกิจในอนาคต หญิงสาวกล่าวว่า ในปี 2559 จะมีผลิตภัณฑ์ต่างๆ ที่ทำจากไข่ไก่ออกมาสร้างสีสันให้ตลาดอย่างแน่นอน

ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เพิ่มเติม http://www.facebook.com /ไข่ขาว Eighty Eight หรือโทรศัพท์ (095) 506-4959

น่าเสียดาย… ถ้าผ่านวิเชียรบุรีแล้วไม่แวะทานไก่ย่าง ร้าน “ตาแป๊ะ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07065010659&srcday=2016-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 398

อาหารสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

น่าเสียดาย… ถ้าผ่านวิเชียรบุรีแล้วไม่แวะทานไก่ย่าง ร้าน “ตาแป๊ะ”

ทันทีที่คุณทรวง ซึ่งจ่าย ชาวจีนที่มาตั้งรกรากอยู่ที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ เปลี่ยนจากอาชีพปลูกผักแล้วหันมาเลี้ยงไก่ขาย กระทั่งนำมาสู่การต่อยอดย่างไก่ขายเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว อีกทั้งในขณะนั้นอำเภอวิเชียรบุรียังไม่มีผู้ใดย่างไก่เป็นอาชีพ จึงนับได้ว่า คุณทรวง เป็นบุคคลแรกในอำเภอวิเชียรบุรี ที่ริเริ่มการย่างไก่ขาย

คุณทรวงเริ่มจากการหาบไก่ย่างขายตามป้ายรถประจำทาง ในราคาขายไม้ละ 5 บาท ถ้าขายเป็นตัวราคา 20 บาท และใช้เวลาขายเช่นนี้อยู่นาน 2 ปี จนกระทั่งต่อมาได้พัฒนาเป็นร้านขายไก่บริเวณหน้าบ้าน แล้วตั้งชื่อร้านว่า “ไก่ย่างตาแป๊ะ” อย่างเป็นทางการเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2505 โดยครั้งแรก ขายเป็นไก่ย่างน้ำปลา ก่อนที่จะเปลี่ยนมาเป็นการย่างไก่ที่ใช้สมุนไพรในเวลาต่อมา

จวบจนถึงปัจจุบัน ร้านไก่ย่างตาแป๊ะมีอายุยาวนานเป็นเวลากว่า 50 ปี สร้างชื่อเสียงเป็นที่รู้จักแพร่หลาย มีลูกค้าอุดหนุนเนืองแน่นไม่ขาดสาย จนต้องเปิดสาขา 2 ในละแวกใกล้เคียงเพื่อขายแบบคู่ขนาน

หากย้อนกลับไปถึงจุดเปลี่ยนที่ทำให้ไก่ย่างตาแป๊ะได้รับความสนใจ ได้เกิดขึ้นภายหลังจากผู้ชำนาญการชิมอาหาร อย่าง แม่ช้อยนางรำ เข้ามาทานไก่ย่างเมื่อปี 2525 จนติดใจรสชาติไก่ย่างกับเนื้อไก่ที่หอมกลิ่นเครื่องเทศ และน้ำจิ้มกระเทียม สูตรลับเฉพาะ ซึ่งหาทานยาก จนอดไม่ได้ที่กูรูนักชิมท่านนี้ต้องมอบประกาศนียบัตร รับรองความอร่อยให้

ความโด่งดังของร้านไก่ย่างตาแป๊ะถูกสื่อหลายสำนักรุมทำข่าว จนมีลูกค้าจากหลายสารทิศที่มีกิจธุระผ่านเส้นทางวิเชียรบุรีจะต้องจอดแวะทานกันอย่างคึกคัก โดยเฉพาะยิ่งใกล้มื้อเที่ยง ต่างต้องจอดรถริมถนนทำให้การจราจรติดขัด

จนในที่สุด เจ้าของกิจการไก่ย่างรายนี้จึงตัดสินใจ เปิดร้านไก่ย่างตาแป๊ะ 2 พร้อมกับมอบหน้าที่ให้ลูกสาวคนโตคือ คุณกนกพรรณ โพธิ์รัศมี หรือ คุณนก ดูแลบริหารกิจการ โดยทุกอย่างยังคงเป็นสูตรเดียวกันกับสาขา 1 แบบไม่มีเพี้ยน เพียงแต่จะเพิ่มรายการอาหารให้มีมากขึ้น ทั้งอาหารอีสาน อาหารตามสั่ง เพื่อสร้างทางเลือกให้ลูกค้า

คุณกนกพรรณ บอกว่า ไก่ย่างที่ร้านตาแป๊ะทั้ง 2 แห่งมีให้เลือกตามรสนิยมของลูกค้า 2 สายพันธุ์ คือไก่ไทย เป็นไก่ที่มีมันน้อย เนื้อเหนียวนุ่มอร่อย กับไก่เนื้อ หรือไก่ฟาร์ม โดยไก่ทั้ง 2 ชนิดจะนำมาทำความสะอาดก่อน แล้วหมักด้วยเครื่องเทศหลายชนิดผสมกัน ตามด้วยเครื่องปรุงสูตรเฉพาะของทางร้าน

จากนั้นทิ้งไว้สักระยะเพื่อให้เครื่องหมักซึมเข้าภายในเนื้อไก่ เสร็จแล้วนำมาย่างบนเตาถ่านด้วยการควบคุมให้ไฟกับความร้อนอยู่ในระดับปานกลาง ซึ่งถ้าเป็นไก่ไทย เมื่อย่างแล้วจะมีตัวเล็ก ส่วนไก่เนื้อมีขนาดใหญ่ เนื้อนุ่มหอม

จุดเด่นอีกอย่างของร้านตาแป๊ะคือน้ำจิ้มไก่ที่มีสูตรความเป็นเฉพาะและไม่เหมือนใคร โดยมีให้เลือก 2 ชนิดคือ น้ำจิ้มกระเทียม รสชาติเปรี้ยวหวาน ที่เหมาะกับเด็กหรือผู้ไม่ชอบรสเผ็ด และอีกชนิดเป็นน้ำจิ้มแจ่ว รสชาติเผ็ดเปรี้ยวเค็ม ที่เหมาะกับผู้ที่ชอบรสจี๊ดจ๊าด

ร้านตาแป๊ะ 2 ตั้งอยู่ที่ริมถนนสายสระบุรี-หล่มสัก บนเนื้อที่ 4 ไร่ เปิดขายมาตั้งแต่ปี 2549 ภายในร้านค่อนข้างโปร่งโล่งสบาย มีการจัดวางโต๊ะไว้ต้อนรับลูกค้าได้คราวละหลายร้อยคน บริการรวดเร็วด้วยพนักงานจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลที่มีนักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการจำนวนมาก สามารถบริการเสิร์ฟได้อย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอนาน

ราคาขาย ถ้าเป็นไก่เนื้อราคาตัวละ 180 บาท ถ้าเป็นไก่ไทยราคาตัวละ 190 บาท (4 กุมภาพันธ์ 59) แล้วยังมีแบ่งขายเป็นชิ้นเพื่อสร้างความสะดวกให้ลูกค้าอีกด้วย

“ไก่ไทย (ไก่บ้าน) จะมีมันน้อย เนื้อแน่น และดูตัวเล็กกว่าไก่เนื้อซึ่งมีมันเยอะ เนื้อหนานุ่มกว่า ซึ่งลูกค้าก็สามารถเลือกสั่งได้ตามชอบเลยว่าอยากกินไก่ไทยหรือไก่เนื้อ”

ร้านตาแป๊ะทั้ง 2 แห่ง ไม่ได้มีเพียงไก่ย่างเป็นพระเอกเท่านั้น แต่ยังนำเสนอเมนูเด็ดอีกหลายรายการ อาทิ คอหมูย่าง ซึ่งทางร้านจะเน้นใช้สันคอหมูหมักกับเครื่องปรุงนำมาย่างให้สุกกำลังดี ทำให้เนื้อหมูนุ่ม ไม่เหนียว ได้รสชาติ พร้อมเสิร์ฟคู่กับน้ำจิ้มแจ่ว

หรือไส้อั่วที่เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน โดยจะใช้เนื้อหมู พริกแกงไส้อั่ว และสมุนไพร นำมาผสมในสัดส่วนที่พอเหมาะ จากนั้นก็นำไปย่าง แล้วทันทีที่คุณเคี้ยวไส้อั่วก็ได้กลิ่นสมุนไพรที่หอมละมุน เนื้อนุ่มได้รสชาติ

นอกจากนั้นยังมีส้มตำไทย-ปู ส้มตำกุ้ง น้ำตกหมู ตับหวาน ปลาดุกย่าง ลาบหมู ลาบเป็ด ต้มแซบไก่บ้าน ต้มแซบขาหมู ยำปลาดุกฟู ยำคอหมูย่าง หรืออาหารไทยทั่วไป เช่น ต้มยำ แกงจืด แกงส้ม แกงป่าหมูแดดเดียว ผัดผัก ผัดกะเพรา

“ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจของคนวิเชียรบุรีที่ยึดอาชีพย่างไก่ อันเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านขายกันเป็นจำนวนมาก แล้วอาจบอกได้ว่า ร้านตาแป๊ะ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชาวบ้านจำนวนมากเกิดอาชีพย่างไก่ สร้างรายได้ ทั้งนี้แต่ละร้านมีการปิ้งไก่รสชาติต่างกัน และทุกร้านต่างขายดีเพราะลูกค้ามีรสนิยมต่างกัน” เจ้าของร้านตาแป๊ะ 2 กล่าว

ร้าน “ไก่ย่างตาแป๊ะ 2” ตั้งอยู่ตรงข้ามธนาคาร ธกส. สาขาวิเชียรบุรี ถนนสระบุรี-หล่มสัก ตำบลสระประดู่ อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ การเดินทางหากมาจากกรุงเทพฯ ให้มุ่งหน้ามาที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ใช้เส้นทางหมายเลข 21 (สระบุรี-หล่มสัก) ตรงมาจนถึง กม.126 (เลยทางแยกเข้าอำเภอวิเชียรบุรี มาเล็กน้อย) ให้กลับรถ แล้วชิดซ้าย จะเห็นร้านอยู่ทางซ้ายมือ มีป้ายร้านให้เห็นชัดเจน และมีจุดสังเกตคือ ไก่แจ้ตัวใหญ่ 2 ตัวด้านหน้าร้าน สามารถจอดรถได้บริเวณหน้าร้าน เปิดทุกวัน เวลา 07.30-18.00 น. โทรศัพท์ (056) 928-026, (056) 567-017, (081) 973-3165 http://www.tapae2.com

ฉะนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร อยู่แห่งหนตำบลไหน หากมีความจำเป็นต้องเดินทางผ่านอำเภอวิเชียรบุรีแล้วไม่ลงแวะทานไก่ย่างตาแป๊ะ เห็นทีต้องเสียดายแน่…

“รสเตี๋ยว” จาก “รถ” สู่ “หน้าร้าน” “คงที่” & “เคลื่อนที่” ยินดีบริการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0750150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

อาหารสร้างอาชีพ

สดุจตา

“รสเตี๋ยว” จาก “รถ” สู่ “หน้าร้าน” “คงที่” & “เคลื่อนที่” ยินดีบริการ

“จุดประสงค์ที่ผมเลือกขายก๋วยเตี๋ยวบนรถ เพราะมองว่าขับไปขายตรงไหนก็ได้ แต่ในความจริงคือ จอดไม่ได้ ต้องหาทำเลแน่นอน ผมจึงมองว่าถ้าอย่างนั้นหาทำเลรูปแบบร้านเลยดีกว่า กระทั่งมาได้ย่านประชาอุทิศ โดยหวังจับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา”

ความอิสระในการประกอบอาชีพ กับเป็นคนชอบปรุง นำทางให้ คุณสรวิชญ์ คูเกษมรัตน์ หรือ คุณตี๋ มุ่งเดินสู่เส้นทางค้าขายในลักษณะฟู้ดทรัก

การค้าขายที่มีรถเป็นหน้าร้าน บวกรสชาติและหน้าตาก๋วยเตี๋ยวที่แตกต่าง ทำให้ธุรกิจก่อตัวสู่ความสำเร็จ และในวันนี้ก้าวสู่ปีที่ 2 “รสเตี๋ยว” ขยับขยายสู่รูปแบบหน้าร้าน ส่วนรถนั้นยังให้บริการรับออกงาน ออกร้าน นอกสถานที่ ส่งผลให้มีรายได้มากกว่าหนึ่งช่องทาง

ก๋วยเตี๋ยวบนรถ

เมนูเดียว ขายได้ดี

คุณสรวิชญ์ ผู้ประกอบการร้านรสเตี๋ยว เล่าเท้าความไปเมื่อครั้งยังศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี จวบจนก้าวสู่ระดับปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจ ที่ประเทศอังกฤษ ระหว่างเรียนก็ได้ใช้เวลาทำงานในร้านอาหาร และโรงแรม

“ผมเคยทำงานในร้านอาหารไทยและจีนที่ประเทศอังกฤษ และที่ประเทศไทย เคยเป็นผู้ช่วยเชฟในโรงแรม ซึ่งตรงนี้จุดประกายความคิด อยากมีอาชีพของตนเอง และที่ผมเลือกเมนูก๋วยเตี๋ยว เพราะมองว่าถูกปากคนไทย สามารถปรับสูตรให้เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในแบบของเราได้ ผมจึงนำพื้นฐานความชอบเข้าครัวมาดัดแปลงปรุงแต่งรสชาติก๋วยเตี๋ยว ซึ่งตอนแรกทำออกมาเมนูเดียวคือ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำมะนาว”

สำหรับหน้าร้านที่เลือกรูปแบบฟู้ดทรัก เพราะในช่วงนั้นได้รับความนิยม อีกทั้งยังมองว่าสะดวกในการเคลื่อนย้ายไปจอดยังจุดต่างๆ ส่วนเงินลงทุนเบื้องต้นโดยรวมค่ารถด้วยประมาณ 550,000 บาท

การตกแต่งรถ ดึงดูดสายตาผู้พบเห็น บวกรสชาติก๋วยเตี๋ยว ส่งผลให้เกิดลูกค้าบอกต่อตามมา และแม้จะมีเมนูบริการแค่รายการเดียว ก็สามารถดึงยอดขายให้มีกำไรกลับมาสู่ธุรกิจได้

ระยะเวลาก้าวผ่านราวครึ่งปี การจัดระเบียบพื้นที่ขายใหม่ ส่งผลกระทบต่อทำเลที่ตั้ง ถึงคราวนั้นคุณสรวิชญ์ เริ่มมองหาทำเลใหม่ แต่จากที่คิดว่าค้าขายโดยมีหน้าร้านเป็นรถจะสะดวกจอด กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะทำเลดีๆ ก็ถูกจับจองไปหมดแล้ว

“จุดประสงค์ที่ผมเลือกขายก๋วยเตี๋ยวบนรถ เพราะมองว่าขับไปขายตรงไหนก็ได้ แต่ในความจริงคือ จอดไม่ได้ ต้องหาทำเลแน่นอน ผมจึงมองว่าถ้าอย่างนั้นหาทำเลรูปแบบร้านเลยดีกว่า กระทั่งมาได้ย่านประชาอุทิศ โดยหวังจับกลุ่มนักเรียนนักศึกษา”

เปิดหน้าร้านรองรับ

จับลูกค้าหลากหลาย

ถือเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่กับทำเลหน้าร้าน แต่แล้วปัญหาก็มีตามมา โดยเฉพาะพื้นที่ตั้งร้านไม่อยู่ริมถนน ปิดกั้นระยะมองเห็น คุณสรวิชญ์จึงต้องใช้สื่อออนไลน์อย่างเฟซบุ๊กช่วย และไม่เพียงเท่านั้นจัดทำแผ่นพับใบปลิวแจกในละแวกใกล้เคียง

ด้วยเพราะมองกลุ่มเป้าหมายหลักนักศึกษา รูปแบบการตกแต่งร้าน รวมไปถึงเมนูอาหาร จึงต้องดึงดูดสายตา

“ร้านจะเป็น 2 ชั้น รองรับลูกค้าได้ประมาณ 50 คน มีพนักงานประจำร้าน 3 คน แต่จะให้ดีควรมี 4 คน เราทำร้านเล็กๆ แต่ให้น่านั่ง ซึ่งก่อนจะมองทำเลสแตนด์อะโลน ผมเคยเข้าไปติดต่อพื้นที่ในห้าง ค่าเช่าสูงถึง 80,000 บาท ไหนจะต้องเสียค่า GDP สูงอีก และทุกอย่างต้องทำตามกรอบ แต่ว่าก็มีข้อดีตรงไม่ต้องทำการตลาดมาก ด้วยเพราะทำเลเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอยู่แล้ว”

สำหรับเมนูอาหารปรับเพิ่ม อย่าง ก๋วยเตี๋ยวมี 5 สูตร ซึ่งยังคงต้องแปลกแตกต่าง อย่าง ก๋วยเตี๋ยวกะปิ ที่นำกะปิมาเป็นส่วนผสม หลายคนอาจคิดว่ากลิ่นแรง แต่พอได้ทานแล้วแทบไม่ได้กลิ่น ด้วยเพราะผสมเครื่องปรุงอื่นลงไปให้เกิดรสชาติโดดเด่น หรืออย่างก๋วยเตี๋ยวต้มยำน้ำข้น ก็ให้กลิ่นสมุนไพรเตะจมูก

นอกจากเมนูก๋วยเตี๋ยวแล้ว ยังมีเมนูเอาใจวัยรุ่นชอบสังสรรค์ อย่าง หม้อไฟ อาทิ หม้อไฟลาวาชีส หม้อไฟสไตล์เกาหลี หรืออาหารทานเล่นเรียกน้ำย่อย อย่าง ไก่ทอดสูตรเฉพาะ เฟรนช์ฟรายด์ หรือจะตบท้ายด้วยน้ำแข็งไสสไตล์ญี่ปุ่น ที่คุณสรวิชญ์ ว่า จุดเด่นของเมนูหวานเย็นนี้คือการนำผลไม้สดมาเชื่อมเอง ให้ได้ท็อปปิ้งน้ำเชื่อมผลไม้ราดลงบนน้ำแข็งเนื้อละเอียดเนียน เหมาะกับภูมิอากาศร้อนบ้านเรา

ร้านให้บริการคงที่

มีรถเคลื่อนที่ออกงาน

กับราคาขายตั้งไว้สมเหตุสมผล เริ่มต้น 50 บาท ไปจนถึง 300 กว่าบาท (หม้อไฟ) สามารถเรียกลูกค้าให้เดินทางมาอุดหนุนจนทำให้เกิดรายได้วันละประมาณ 9,000-15,000 บาท

“ตอนนี้เปิดร้านมาได้ประมาณ 6-7 เดือน ก็ถือว่ายอดขายพอไปได้ แต่ว่าอุปสรรคก็มี อย่างในช่วงปิดเทอมลูกค้ากลุ่มหลักหายไปเยอะมาก จึงต้องหันมามองคนในพื้นที่ และพนักงานออฟฟิศ ซึ่งผมเตรียมโฆษณาผ่านแผ่นพับแจกในย่านนี้ และยังได้เปิดบริการดีลิเวอรี่ในระยะทาง 5 กิโลเมตร และให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์ เพราะในยุคนี้ถือว่าเป็นกระบอกเสียงที่รวดเร็ว”

นอกจากนั้น ยังเพิ่มยอดขายด้วยบริการรับออกงาน จัดเลี้ยง สัมมนา และอีเว้นต์ต่างๆ นอกสถานที่ ในรูปแบบฟู้ดทรัก โดยกำหนดขั้นต่ำกับยอดสั่งซื้อจำนวน 100 ชามขึ้นไป บวกค่าระยะทางให้บริการ

คุณสรวิชญ์ ยังกล่าวถึงเป้ายอดขายวางไว้วันละ 15,000 บาท ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 1 ปีครึ่ง ส่วนการลงทุนในรูปแบบร้านนั้นใช้งบประมาณไปราวๆ 700,000 บาท โดยหลักๆ จะมีค่าตกแต่ง และอุปกรณ์เพิ่มเติม ส่วนเงินทุนหมุนเวียนต่อวันก็ประมาณ 5,000 บาท

ขอถามถึงการบริหารจัดการวัตถุดิบ คุณสรวิชญ์ในฐานะผู้ลงมือปรุงด้วยตนเอง กล่าวว่า ของสดจะซื้อแบบวันต่อวัน โดยเฉพาะไข่ไก่ ควรได้ไข่ใหม่ เพื่อมาทำไข่ออนเซ็น ส่วนอาหารทะเลสดนั้นมีข้อได้เปรียบตรงอยู่ใกล้สะพานปลา จึงซื้อ 2 วันครั้ง โดยส่วนที่เหลือนำแช่แข็งไว้

รสเตี๋ยว เปิดให้บริการมาจนถึงวันนี้ 1 ปีกว่า นอกจากลูกค้าแวะเวียนเข้ามาอุดหนุนไม่ขาดช่วง ยังมีผู้สนใจติดต่อขอร่วมธุรกิจเป็นจำนวนมาก ถึงคราวนี้ คุณสรวิชญ์วางแผนระยะใกล้กับการเปิดระบบแฟรนไชส์ โดยวางรูปแบบรถเข็น เพื่อให้ผู้ลงทุนไม่ต้องควักเงินก้อนโตต่อการก่อร่างสร้างธุรกิจ

สำหรับผู้สนใจต้องการติดต่อธุรกิจ หรือเดินทางไปลิ้มรส ไปได้ที่ เลขที่ 115/13 ถนนประชาอุทิศ (ระหว่างซอย 43/1-45) แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (086) 383-8863, (084) 244-2646 หรือ http://www.facebook.com/rodtiew

“Mommylicious Juice” ตัวช่วยเพิ่ม “น้ำนมแม่” ออร์แกนิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0761150559&srcday=2016-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 397

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“Mommylicious Juice” ตัวช่วยเพิ่ม “น้ำนมแม่” ออร์แกนิก

วัตถุดิบที่เจ้าของกิจการเลือกใช้เป็นออร์แกนิกทั้งหมด มีหัวปลี ขิง โป๊ยกั้ก ฟักทองบัตเตอร์นัท ควินัว (Quinoa) และเพื่อรสชาติที่ดียิ่งขึ้น มีส่วนผสมของมะนาว น้ำผึ้ง ลำไย ซึ่ง “Mommylicious Juice” มีด้วยกัน 5 สูตร สรรพคุณบำรุงน้ำนมแม่เหมือนกัน

ไม่มีใครกล้าปฏิเสธว่า “น้ำนมแม่” คือ สุดยอดอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกและเด็กเล็ก ดังนั้น จึงมีการรณรงค์ให้ผู้หญิงเลี้ยงลูกด้วยน้ำนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนหลังคลอด แต่ทว่ามีคุณแม่จำนวนไม่น้อยที่ไม่มี น้ำนม รวมถึงน้ำนมไม่พอ ดังนั้น ตัวช่วยกระตุ้นเลือดในอก จึงถือกำเนิดขึ้นมามากมายหลายวิธี

“Mommylicious Juice” คือ เครื่องดื่มโฮมเมดออร์แกนิก ทำจากสุดยอดสารอาหารที่จำเป็นต่อการบำรุงคุณแม่หลังคลอด มาอยู่ในรูปแบบที่ทานง่าย รสชาติดี อาทิ ขิง หัวปลี ฟักทองบัตเตอร์นัท ปฏิวัติการบำรุงแบบไทยๆ ให้ไม่น่ากลัวอีกต่อไป

วัตถุดิบออร์แกนิก 100%

ผ่านกรรมวิธีลับเฉพาะ

คุณรวินน์ธร ธาราพูนสวัสดิ์ หรือ คุณกราฟ เจ้าของเครื่องดื่มโฮมเมดเพิ่มน้ำนม “Mommylicious Juice” เล่าที่มาว่า กลุ่มเพื่อนผู้หญิงที่แต่งงานมีลูกมักประสบปัญหาน้ำนมไม่พอ น้ำนมไม่มี เลยเกิดไอเดียนำวัตถุดิบจากธรรมชาติที่มีสรรพคุณช่วยเพิ่มน้ำนมมาแปรรูปเพื่อให้ทานง่าย เหมาะสำหรับคุณแม่ที่มีเวลาน้อยในการเตรียมอาหาร

สำหรับสารอาหารที่มีสรรพคุณช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมมีหลายชนิด แต่เพื่อให้มั่นใจและปลอดภัยว่าดีจริง หญิงสาวเลือกที่จะปรึกษาคุณหมอศูนย์สูติ-นรีเวช และศึกษาจากตำรายาไทย จนพบว่า หัวปลี ขิง ฟักทอง ใบกะเพรา เม็ดขนุน คือ สมุนไพรไทยบำรุงน้ำนมแม่ที่คนสมัยโบราณบอกต่อ จวบจนปัจจุบันก็ได้รับการยืนยันสรรพคุณจากแพทย์แล้ว

“แม่บางคนที่มีน้ำนมน้อย เมื่อกินอาหารฤทธิ์ร้อนจะทำให้น้ำนมเพิ่มขึ้น ซึ่งสมุนไพรที่มีรสร้อน เช่น ขิง ใบกะเพรา ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือด ปลีกล้วยก็เช่นกัน แต่ปัจจุบัน ปลีกล้วย ถูกนำมาปรุงอาหารน้อยลง ฉะนั้น มองว่าการนำมาแปรรูปให้กลายเป็นเครื่องดื่มน่าจะเป็นเรื่องดี”

หญิงสาวใช้เวลาเก็บข้อมูลเกือบ 4 เดือน พร้อมหุ้นส่วนอีก 2 คน คุณนิชานันท์ มั่งคั่ง และ คุณปาลระพีร์ ทองคำ คุณแม่ลูกอ่อนที่ประสบปัญหาน้ำนมไม่พอ เลยยิ่งเข้าใจหัวอกบรรดาแม่ๆ เป็นอย่างดี

เจาะตลาดแม่ยุคใหม่

เฟ้น 5 สูตร มัดใจ

สำหรับวัตถุดิบที่เจ้าของกิจการเลือกใช้เป็นออร์แกนิกทั้งหมด มีหัวปลี ขิง โป๊ยกั้ก ฟักทองบัตเตอร์นัท ควินัว (Quinoa) และเพื่อรสชาติที่ดียิ่งขึ้น มีส่วนผสมของมะนาว น้ำผึ้ง ลำไย ซึ่ง “Mommylicious Juice” มีด้วยกัน 5 สูตร สรรพคุณบำรุงน้ำนมแม่เหมือนกัน

สูตรที่ 1 น้ำขิงน้ำผึ้งมะนาว เปรี้ยวหวานชื่นใจ ดื่มง่าย สูตรที่ 2 น้ำขิงเข้มข้นรสเผ็ดร้อน ช่วยให้น้ำนมไหลดี สูตรที่ 3 น้ำหัวปลีเข้มข้นผสมน้ำลำไย สูตรที่ 4 น้ำหัวปลีโป๊ยกั้ก รสหวานเย็นสดชื่น และสูตรที่ 5 น้ำฟักทองบัตเตอร์นัทและควินัว ดื่มง่าย อิ่มท้อง

ในส่วนของกรรมวิธีการผลิต หลังจากผ่านกระบวนการลับเฉพาะ สกัดจนกลายเป็นเครื่องดื่มสูตรเข้มข้นเสมือนได้ทานหัวปลี ขิง ฟักทอง ในปริมาณมากๆ ไม่ใส่น้ำตาล ไม่มีสารกันบูด ผ่านการพาสเจอไรซ์ บรรจุลงขวดแก้ว ขนาดขวดละ 240 มิลลิลิตร

ด้านวิธีการทาน เจ้าของแนะนำว่า ควรบำรุงตั้งแต่อายุครรภ์ 30 สัปดาห์ หรือถ้าคลอดแล้วให้ทานวันละ 3 มื้อ เน้นช่วงท้องว่าง ก่อนปั๊มนม 1 ชั่วโมง ทานตอนร้อนจะได้ผลลัพธ์ที่ดี

ด้วยความเป็นน้องใหม่ในวงการ การเริ่มต้นของแบรนด์ “Mommylicious Juice” เจ้าของใช้วิธีแจกให้คนรอบข้าง คนมีชื่อเสียงได้ทดลองทาน 2 สัปดาห์ รวมถึงจำหน่ายผ่านอินสตาแกรมซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยาก เพราะวันแรกมีลูกค้าเพียง 2 คนเท่านั้น

ขยายกลุ่มลูกค้า

เจาะตลาดคนรักสุขภาพ

คุณกราฟ เล่าว่า วันแรกมีลูกค้า 2 คน หลังจากนั้น 3 สัปดาห์เริ่มมีลูกค้าบอกต่อ สินค้าขายดีขึ้น นอกจากนั้นยังไปออกบู๊ธตามโรงพยาบาล ให้ความรู้ด้านสรรพคุณทางโซเชียลมีเดีย เจาะกลุ่มลูกค้าคุณแม่โดยเฉพาะ กระแสการตอบรับดีขึ้นเรื่อยๆ จากช่วงแรกมีออร์เดอร์วันละ 50 ขวด ปัจจุบันผลิตวันละ 800 ขวด มีบริการจัดกระเช้าเยี่ยมด้วย

นอกจากบรรดาคุณแม่รุ่นใหม่มีกำลังซื้อสูงที่เป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก อีกกลุ่มเป้าหมายถัดมาของ Mommylicious Juice คุณกราฟ เผยว่า เป็นกลุ่มคนรักสุขภาพที่ต้องการเครื่องดื่มโฮมเมดที่มีประโยชน์ รวมถึงต้องการคุมน้ำหนักหลังคลอด อาทิ น้ำขิง น้ำฟักทอง

สำหรับช่องทางจำหน่าย หญิงสาวใช้เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม และส่งร้านค้าเพื่อสุขภาพ รวมถึงให้ลูกค้าพรีออร์เดอร์สินค้าเข้ามา ทั้งนี้เพื่อความสดใหม่ จะทำส่งวันต่อวัน

ราคาจำหน่าย สูตรที่ 1 สูตรน้ำขิงน้ำผึ้งมะนาว ขวดละ 70 บาท สูตรที่ 2 น้ำขิงเข้มข้น ขวดละ 70 บาท สูตรที่ 3 น้ำหัวปลีเข้มข้น ขวดละ 70 บาท สูตรที่ 4 น้ำหัวปลีโป๊ยกั้ก ขวดละ 70 บาท สูตรที่ 5 น้ำฟักทองบัตเตอร์นัทและ ควินัว ขวดละ 95 บาท

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจที่เกี่ยวกับแม่และเด็กนั้น มีการเติบโตสูงต่อเนื่องทุกปีอยู่แล้ว ในปี 2558 ที่ผ่านมา ตลาดรวมธุรกิจนี้ ราว 3 หมื่นล้านบาท คุณแม่ยุคใหม่มักเลือกสรรสิ่งที่ดีมีคุณภาพให้แก่บุตรมากขึ้น ทำให้มีช่องว่างให้เกิดธุรกิจใหม่ๆ ขึ้นมากมาย

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ โทรศัพท์ (096) 441-6450 หรือ http://www.facebook.com/mommylicious.juice

ร้าน “ชีวิตธรรมดา” กับความคิด (ไม่) ธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0760150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

อาหารสร้างอาชีพ

สดุจตา

ร้าน “ชีวิตธรรมดา” กับความคิด (ไม่) ธรรมดา

“เรื่องยอดขายอาจไม่ได้วางไว้สูง แต่ใช้งบลงทุนสูง เพราะมีค่าก่อสร้าง ตกแต่ง กว่า 10 ล้านบาท เราคิดว่าเป็นร้านของเรา ก็ต้องทำให้ดี ต่อเมื่อถูกใจลูกค้า ซึ่งตอนนี้มีทั้งกลุ่มคนไทยในพื้นที่ซึ่งมักจะใช้ร้านชีวิตธรรมดา เป็นสถานที่รับแขก และยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงวันหยุด และช่วงเทศกาล”

ชีวิตธรรมดา ได้อยู่กับธรรมชาติ คือความปรารถนาของใครหลายคน ที่มักวางแผนไว้เมื่อย่างสู่วัยเกษียณ

ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น ในเมื่อวันนี้ เราสามารถมีชีวิตธรรมดาได้…ถ้ากล้าพอ

นี่คือจุดเริ่มต้นของ คุณนัทธมน โฮล์มเบิรก์ อดีตพนักงานต้อนรับบนสายการบิน (แอร์โฮสเตส) ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับการเดินทางมา 5 ปี จวบจนวันหนึ่งที่เขาเลือก “หยุด” เพื่อมาอยู่กับคนรัก บนชีวิตธรรมดาๆ และอาชีพที่ตื่นขึ้นมาทำ ก็รับรู้ได้ถึงความสุข

ร้านกาแฟ & เบเกอรี่ ที่ชื่อ “ชีวิตธรรมดา” จึงเกิดขึ้นมา

ลงหลักปักฐาน

วาดชีวิตธรรมดา

คุณนัทธมน หญิงสาววัย 40 ปีต้นๆ นั่งสบายๆ ในร้าน พร้อมเล่าเรื่องราวให้ฟังว่า ตนและสามีชาวสวีเดน ได้เดินทางมาจังหวัดเชียงราย และแรกพบก็เกิดความรู้สึกชอบใจในทันที จึงเลือกทำเลเหมาะต่อการอยู่อาศัย และวางเป้าหมายให้เป็นร้านขายกาแฟและเบเกอรี่

พื้นที่ริมน้ำกกขนาด 1 ไร่แห่งนี้คือรากฐานนำมาซึ่งโครงสร้างอาคารสไตล์โคโลเนียลสีขาว ปกคลุมด้วยไม้เลื้อยจนถึงหลังคา บริเวณโดยรอบยังมีไม้ใหญ่ ไม้ประดับ สนามหญ้าเล็กๆ ริมน้ำ ให้ได้เห็นความเป็นสไตล์นี้มากขึ้น บวกของตกแต่ง ข้าวของเครื่องใช้ แม้กระทั่งจานชามที่ใส่ใจว่าต้องร้อยไปด้วยกัน

ระยะเวลาประมาณ 2 ปี กับการก่อสร้างและรอให้ต้นไม้เติบโตสวยงาม เป็นเวลาพอๆ กับที่คุณนัทธมน ใช้เวลาเรียนรู้วิธีทำเบเกอรี่และเครื่องดื่มอย่างจริงจัง แล้วนำมาลองผิดลองถูก จนได้ฤกษ์เปิดร้าน “ชีวิตธรรมดา”

วันแรก คือวันที่ผู้ประกอบการรอลุ้นผลตอบรับจากลูกค้า และยอดขาย 9,000 บาท ก็ทำให้ได้ชื่นใจ

จากหลักพันขยับเป็นหลักหมื่น และยอดสูงสุดในช่วงเทศกาลขายได้ถึงหลักแสน ร้านชีวิตธรรมดา จึงไม่ธรรมดา

“เรื่องยอดขายอาจไม่ได้วางไว้สูง แต่ใช้งบลงทุนสูง เพราะมีค่าก่อสร้าง ตกแต่ง กว่า 10 ล้านบาท เราคิดว่าเป็นร้านของเรา ก็ต้องทำให้ดี ต่อเมื่อถูกใจลูกค้า ซึ่งตอนนี้มีทั้งกลุ่มคนไทยในพื้นที่ซึ่งมักจะใช้ร้านชีวิตธรรมดาเป็นสถานที่รับแขก และยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงวันหยุด และช่วงเทศกาล”

ไม่ทำตามใคร

ขายสไตล์ตนเอง

จากเมนูเบเกอรี่มีอยู่ราว 10 รายการ และเครื่องดื่มหลักๆ ประเภท ชา กาแฟ น้ำผลไม้ ซึ่งคุณนัทธมน เป็นผู้ปรุงรส ส่วนบุคคลในครอบครัวเป็นพนักงานประจำร้าน ต่อมากิจการได้ขยับขยาย เพิ่มจำนวนเมนูทั้งเบเกอรี่และอาหารจานหลัก ตามคำเรียกร้องของลูกค้า โดยเมนูซิกเนเจอร์ ได้แก่ บานอฟฟี่ และ ธรรมดาคอฟฟี่

“ในแต่ละปีจะออกเมนูใหม่ประมาณ 10-15 รายการ โดยคิดสูตรปรุงเองทั้งหมด ในร้านจึงมีเมนูหมุนเวียนค่อนข้างหลากหลาย ส่วนราคาขาย อย่าง เครื่องดื่ม เริ่มต้น 70-90 บาท สำหรับกำไรถ้ามองในภาพรวมน่าจะอยู่ราวๆ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในวันนี้ถือว่ารายได้เพียงพอหล่อเลี้ยงร้าน และพนักงานที่มีอยู่เกือบ 50 ชีวิต”

คุณนัทธมน ยังกล่าวย้อนไปถึง การเลือกทำเลร้าน ว่ามีความสำคัญมากต่อการทำธุรกิจ ควรเลือกทำเลที่มีความโดดเด่น และมีโอกาสต่อธุรกิจ ซึ่งหากย้อนไปราว 4 ปีครึ่ง ริมน้ำกกยังไม่มีร้านประเภทนี้ และแม้ในปัจจุบันอัตราเติบโตจะพุ่งสูง แต่ทว่าผู้ประกอบการคนขยันยังมั่นใจในร้านชีวิตธรรมดา

“แม้ร้านประเภทนี้จะเกิดขึ้นเร็วและมีจำนวนมากขึ้นๆ แต่เรามองว่า ความชอบของลูกค้าต่างกัน เรามีกลุ่มลูกค้าของเรา ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ลอกเลียนแบบใคร อร่อย บริการดี ในบรรยากาศสวยงาม”

ความทุ่มเทในด้านงานก่อสร้าง รวมไปถึงตกแต่ง บวกพื้นที่สีเขียว เป็นสิ่งที่คุณนัทธมนใส่ใจเก็บรายละเอียด “อย่างจานชามนำมาเสิร์ฟลูกค้า หลายคนบอกเสียดายเพราะราคาแพงกลัวแตก แต่เรายอมจัดโต๊ะให้ลูกค้า ต้องการให้ออกมาสวยงาม ลงตัวกับสไตล์”

นักท่องเที่ยวเดินทางมา

อีเว้นต์ สัมมนา พร้อมขาย

หากดูรายการอาหาร ตั้งไว้ตอบตลาดกลางและบน แต่คุณนัทธมน ก็ยืนยันว่า เป็นราคาที่คนในพื้นที่มีกำลังจ่าย และรวมไปถึงนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบแสวงหาความอร่อยในบรรยากาศงดงาม จนเกิดการบอกต่อบนโลกโซเชียล ชีวิตธรรมดา จึงกลายเป็นร้านดังได้ในเวลาไม่นาน

“ตอนนี้โลกโซเชียลคือกระบอกเสียงสำคัญ เราได้ลูกค้าจากเฟซบุ๊กสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และได้รับโอกาสจากดารานักแสดงหลายๆ ท่านเดินทางมาแล้วเช็กอิน ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักในวงกว้าง”

ตลอดฤดูหนาว กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวพุ่งสูง แต่ทว่าในช่วงโลว์ซีซั่นใช่ว่าจะเงียบเหงา เพราะคุณนัทธมนเปิดบริการรับจัดงานอีเว้นต์

“รับเป็นออร์แกไนซ์จัดงานแต่งงาน จัดอีเว้นต์ต่างๆ ซึ่งก็จะคิดค่าบริการคือ ค่าอาหารหัวละ 850-900 บาท โดยพื้นที่ร้านสามารถรองรับได้ 150 คน ส่วนองค์กรใดต้องการจัดงานเลี้ยง ก็สามารถติดต่อขอใช้พื้นที่ได้ ถ้าไม่ต้องปิดร้าน ก็จะคิดค่าบริการเพียงอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น”

ดังได้กล่าวแล้วว่า คุณนัทธมนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในอาหาร จึงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก อย่างพืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ตลอดจนเครื่องปรุงยังต้องโลว์โซเดียม และด้วยปริมาณยอดขายเพิ่มขึ้น กอปรกับต้องการการันตีความปลอดภัย ในอนาคตอันใกล้จึงวางแผนสร้างฟาร์มออร์แกนิกบนพื้นที่ 8 ไร่ บริเวณทางขึ้นดอยแม่สลอง

“อย่างเมนูอาหารคาว เราทำขึ้นมาเพราะลูกค้าหิว ซึ่งในช่วงแรกเลือกเมนูที่ครอบครัวทำทานแล้วอร่อย จึงนำมาปรุงให้ลูกค้า จนเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ จำนวนวัตถุดิบก็เพิ่มตามไปด้วย เราจึงคิดขยับไปสู่การปลูกด้วยตนเอง เพื่อควบคุมความปลอดภัย”

ธุรกิจมีสิทธิ์โต

แต่ต้องคิดให้ต่าง

การได้ทำสิ่งที่ตนเองรัก คือเป้าหมายหลักในการทำธุรกิจ อีกทั้งยังก่อให้เกิดความไม่ย่อท้อต่อเมื่อเจออุปสรรค โดยคุณนัทธมน ยกตัวอย่างปัญหาช่วงเริ่มต้น ได้แก่ กำลังคนเข้าออกบ่อยครั้ง ทำให้ระบบการทำงานไม่นิ่ง ต่อมาจึงเริ่มเรียนรู้ความเป็นอยู่ของเขา หาวิธีผูกใจ ซึ่งหลักๆ ก็คือรายได้ควรเพียงพอ

“เราดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัท และให้ความสำคัญกับพนักงาน อัตราเงินเดือนของพนักงานที่นี่สูงกว่าในกรุงเทพฯ พร้อมทั้งมีสวัสดิการ และเงินปันผลให้ด้วย นับมา 3 ปีหลังนี้ พนักงานแทบไม่ลาออกเลย”

คุณนัทธมน ยังกล่าวถึงธุรกิจร้านเครื่องดื่มและเบเกอรี่ ในมุมมองของเธอ ต่อทำเลจังหวัดเชียงราย แม้จะมีผู้ก้าวเข้ามาในตลาดมากขึ้นๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าก็ยังคงมีช่องว่างให้ก้าวเดิน

“ผู้จะก้าวเข้ามา สิ่งสำคัญของการทำร้านอาหารคือ รสชาติต้องอร่อยเป็นมาตรฐาน บริการดี สำหรับตัวผู้ประกอบการเรื่องเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญมาก และควรรู้ให้กระจ่างชัดเจน อย่าคิดว่าเราเก่งคนเดียว ฉะนั้น ต้องดูตลาด อย่างทุกวันนี้โดยส่วนตัวยังคงเดินทางไปดูร้านอื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับประยุกต์ใช้ อีกข้อหนึ่งที่จะแนะนำคือ เวลาทำอะไรต้องเป็นตัวของตัวเอง อย่าเลียนแบบใคร และจะให้ธุรกิจเติบโตได้นานๆ ต้องทำในสิ่งที่รักที่ชอบค่ะ”

จากเหตุผลธรรมดาๆ ที่ต้องการลงหลักปักฐานอยู่กับชีวิตธรรมดา ภาพความฝันในวันเวลาที่ล่วงมากว่า 4 ปี ชัดเจนขึ้นๆ

และนี่คือ ชีวิตธรรมดา ของคนธรรมดาๆ

สนใจติดต่อร้าน “ชีวิตธรรมดา” โทรศัพท์ (081) 984-2925, (053) 166-967 หรือ Facebook : Chivit Thamma Da Coffee House

“มานีมีหม้อ” ชาบูสายอาร์ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

อาหารสร้างอาชีพ

มีนา

“มานีมีหม้อ” ชาบูสายอาร์ต

“การทำธุรกิจร้านอาหารในมุมมองของผมคือ ทำให้เยี่ยม แล้วเขา (ลูกค้า) จะกลับมาเยี่ยมเราเอง ผมมองว่าขายอาหารต้องอร่อยก่อน และต้องมีความจริงใจ ถ้าเราให้ใจลูกค้า ลูกค้าก็จะให้ใจเรากลับมาเองครับ”

ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน “ชาบู” อาจเป็นความใหม่สำหรับคนไทย แต่ทว่าในวันนี้ ชาบู คือเมนูคุ้นลิ้น จนเกิดเป็นธุรกิจที่ปัจจุบันเปิดกันดารดาษ แต่ทว่าก็มีหลายต่อหลายคนต้องพบจุดจบ เพราะไม่เข้าใจหลักบริหารให้ไปสู่ความสำเร็จ

“มานีมีหม้อ” คือแบรนด์ที่เชื่อว่าหลายคนคุ้นหู คุ้นตา และน่าจะคุ้นลิ้น ด้วยเพราะจัดเป็นร้านชาบูแถวหน้า ที่เรียกได้ว่าสายอาร์ต เพราะมีการฉีกตลาดด้วยความแตกต่าง ไม่เพียงเท่านั้น มานีมีหม้อยังเข้ามามีส่วนแชร์ผู้บริโภคได้มากโข ด้วยการโชว์เอกลักษณ์ความโดดเด่น แตกต่าง กับชาบูมันกุ้ง ที่น่าจะเรียกได้ว่าเป็นรายแรกในประเทศไทย

จุดขายไม่เหมือนใคร

ราคาสบายกระเป๋า

คุณพีรศักดิ์ เหลี่ยมมุกดา เจ้าของธุรกิจ เผยว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้ร้านมานีมีหม้อ เปิดตัวและมีการขยับขยายสาขามาด้วยตนเองรวมแล้วราว 6 แห่ง และในปีนี้ตั้งเป้าขยายไปให้ถึง 25-30 สาขานั้นมาจากจุดเริ่มต้นที่สร้างความเข้าใจต่อธุรกิจ

“เริ่มต้นเกิดจากความชอบ ผมเคยเป็นลูกจ้างร้านอาหาร เมื่อครั้งเดินทางไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่ไม่เคยทำธุรกิจนี้มาก่อน ที่ปรึกษาก็ไม่มี จนกระทั่งวันนี้มีผู้เชี่ยวชาญหลายท่านให้คำแนะนำ ผมว่า มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งผมศึกษาระดับปริญญาตรี คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ และการเรียนต่อทั้งประเทศออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ สอนให้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตนเองเป็น จนเกิดความกล้าจะก้าว”

จากจุดเริ่มต้น กับจำนวนผู้เล่นในตลาดเรียกได้ว่าน้อยราย แต่เมื่อเวลาล่วงผ่าน ธุรกิจนี้กลายเป็นความคึกคัก คู่แข่งเกิดขึ้นทั้งระยะใกล้และไกล แต่ทว่า มานีมีหม้อ ยังคงผงาดได้ จนเกิดปรากฏการณ์ต่อแถวเพื่อรอคอยเก้าอี้ โดยเฉพาะกับสาขาแรกตั้งอยู่ Nawamin City Avenue ถนนเกษตร-นวมินทร์ บนพื้นที่ 60 กว่าตารางเมตร

“ความสำเร็จในการทำร้านอาหารในภาวะคู่แข่งขันเกิดขึ้นมากราย หัวใจสำคัญคือ ต้องทำให้ถูกต้อง นั่นคือ การดำเนินการต้องดี อาหารต้องดี ดีในที่นี้คือ ทั้งคุณภาพ รสชาติ ราคาสมเหตุสมผล ซึ่งตลอดเวลาจะรู้ว่าราคาขายวัตถุดิบขึ้นลงไปตามกลไกตลาดมาโดยตลอด แต่มานีมีหม้อไม่เคยปรับเปลี่ยนราคา เพราะนโยบายของเราไม่ใช่แค่เรื่องกำไรอย่างเดียว แต่ต้องการให้ลูกค้าสามารถเดินทางเข้ามาทานได้อย่างสบายกระเป๋า เราต้องการเป็นร้านของทุกคนในครอบครัว ราคาแพงสุดของสินค้าจึงอยู่ที่ 48 บาทเท่านั้น”

ใส่ความเป็นอาร์ต

โดนใจสไตล์สนุก

อีกสิ่งหนึ่งสามารถดึงดูดความต้องการของลูกค้าได้คือ ความต่าง ทั้งน้ำจิ้มปรุงรสตามใจ และวัตถุดิบคัดสรร อย่าง มันกุ้งเพิ่มความอร่อยหวานมัน ความสดของวัตถุดิบที่ต้องมาจากแหล่งคุณภาพดี

“เมนูคิดใหม่ตลอด และไม่ใช่นำขึ้นมาเป็นโปรโมชั่นกระตุ้นตลาดช่วงสั้นๆ มีการทำวิจัยและพัฒนาเพื่อให้อยู่ได้ยาว ซึ่งกับการทำเมนูจะพยายามคิดให้ไม่ซ้ำกับรายอื่น มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ และนี่จึงเป็นเหตุผลให้ลูกค้ากลับมาทานซ้ำ โดยสถิติสูงสุดเคยสำรวจลูกค้า 1 สัปดาห์มาถึง 5 วัน”

บัตรสมาชิก อีกหนึ่งการสำรวจ พร้อมมอบสิทธิประโยชน์แก่ผู้บริโภค โดยจะทำออกมา 2 ประเภท ทั้งแบบธรรมดาและวีไอพี ซึ่งกับบัตรวีไอพีผลิตพร้อมมอบแก่สมาชิกเข้ามาทานบ่อยครั้งตามเงื่อนไขกำหนด เพียง 3 เดือน สามารถแจกไปแล้ว 500 ใบ จึงอาจเรียกได้ว่าแฟนคลับของมานีมีหม้ออยู่ในเกณฑ์สูง

คุณพีรศักดิ์ ยังกล่าวถึงกลุ่มลูกค้าหลักนั้นมาจากโจทย์ของร้านที่มีความเป็นอาร์ต กลุ่มผู้บริโภคส่วนใหญ่จึงมีสไตล์สนุกสนาน ชอบความแปลกใหม่ ทุกเพศทุกวัย

กับสาขาแรกเปิดดำเนินการจนเกิดปรากฏการณ์ต่อแถว ความสำเร็จนี้ส่งผลให้ขยับขยายมาถึง 6 สาขา และตั้งเป้าไว้เดือนเมษายนจะเปิดให้ครบ 10 สาขา ส่วนเป้าหมายตลอดปี 2559 วางไว้ 25-30 สาขา ซึ่งทุกสาขาเป็นการขยายด้วยตนเอง โดยพื้นที่เป้าหมายอยู่ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และรุกสู่หัวเมืองใหญ่

“ทำเลห้างสรรพสินค้า อเวนิว คอมมูนิตี้มอลล์ เป็นทำเลหมายปอง อย่างตอนนี้ตกลงร่วมกับ ซิตี้ พาร์ค เมืองทองธานี ซึ่งจะเปิดในปีหน้า เพราะมองเห็นศักยภาพด้านทำเลโดดเด่น เป็นโครงการเสมือนแม่เหล็กดึงคนได้ และด้วยเราใช้พื้นที่ไม่กว้างมาก ทำเลดังกล่าวมานี้จึงถือได้ว่าตอบโจทย์”

รสอร่อย จริงใจ

ร่วมสมัยกับมานี

ผู้ประกอบการคนขยันยังเสริมถึงทำเลในพื้นที่ต่างจังหวัด จะมุ่งไปตามหัวเมืองใหญ่ เพื่อสร้างโอกาสกับการขายและสร้างวิธีรับรู้สู่ผู้บริโภคในวงกว้างอย่างรวดเร็ว

“มานีมีหม้อ อาจไปได้ไม่เร็ว เพราะวิธีขยายสาขาเกิดจากตัวเราเอง แต่แน่นอนว่า ทุกวันนี้มีผู้สนใจแฟรนไชส์เข้ามาติดต่อ ซึ่งคงต้องใช้เวลาศึกษา เพราะสิ่งที่เราต้องการคือ โตแบบยั่งยืน”

ทั้งนี้กับการลงทุนต่อสาขา คุณพีรศักดิ์ ว่า ประมาณ 7 ล้านบาท กับพนักงานประมาณ 35 คน ส่วนยอดขายในปีที่ผ่านมา (2558) รวม 120 ล้านบาท ผลกำไรราว 20-30 เปอร์เซ็นต์

“การทำธุรกิจร้านอาหาร ในมุมมองของผมคือ ทำให้เยี่ยม แล้วเขา (ลูกค้า) จะกลับมาเยี่ยมเราเอง ผมมองว่าขายอาหารต้องอร่อยก่อน และต้องมีความจริงใจ ถ้าเราให้ใจลูกค้า ลูกค้าก็จะให้ใจเรากลับมาเองครับ”

ในวันนี้ คำว่า “มานีมีหม้อ” ถือเป็นแบรนด์ที่คนไทยเริ่มคุ้นเคย แต่ทว่าคุณพีรศักดิ์ก็วาดหวังให้ต่างชาติได้รับรู้ในตัวละครนี้เช่นกัน

“ผมมีโอกาสเรียนหนังสือระดับชั้นประถมกับตัวละครมานี ผมจึงนำชื่อนี้มาตั้งเพื่อให้เห็นถึงความเป็นไทย ผมว่าที่ผ่านมาคนไทยจำนวนมากอินกับแบรนด์ต่างประเทศ แต่ผมอยากให้เข้าถึงความเป็นไทย โดยหยิบน้องมานีขึ้นมาขัดเกลาใหม่ให้ต่างชาติได้รับรู้ เหมือนกับที่เขาเข้าใจในซิลเดอเรลล่า แต่กระนั้น การหยิบความเป็นไทยมาทั้งหมด ใช้ความบ้านๆ เดิมๆ เด็กคงไม่อยากรู้ เราจึงปรับแต่งให้เกิดความร่วมสมัย มีเรื่องราว ทำให้มานีได้เดินทางไปในหลายๆ แห่ง ไปถึงต่างประเทศ ด้วยการออกแบบร้านให้แตกต่างกันไปในแต่ละสาขา” คุณพีรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจติดต่อ “มานีมีหม้อ” สาขา Nawamin City Avenue (เกษตร-นวมินทร์) เลขที่ 297 ถนนประเสริฐมนูกิจ เเขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ 10230 โทรศัพท์ (092) 818-4441

ศิริคุณซีฟูดส์ บิ๊กอาหารทะเลพรีเมี่ยม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07059010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

ศิริคุณซีฟูดส์ บิ๊กอาหารทะเลพรีเมี่ยม

อาหารทะเลนำมาจากทะเลอันดามัน และฝั่งอ่าวไทย รวมถึงส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยง เพื่อรับซื้อต่อ โดยประกันราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป 30 เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่าง ที่มหาชัยเลี้ยงปลากะพงขาว กุ้งแชบ๊วย กุ้งลายเสือ จังหวัดกระบี่เลี้ยงปลาเก๋ามังกร ปลาคัมปาจิ ที่จังหวัดนี้เข้าไปบุกเบิกและพัฒนาพื้นที่ร่วมกับชาวบ้าน กว่าจะสำเร็จใช้เวลา 6 ปี

“ศิริคุณซีฟูดส์” ผู้นำธุรกิจอาหารทะเลทั้งสดและพร้อมทาน นับเป็นบริษัทประมงรายใหญ่ครบวงจรที่สุดในจังหวัดสมุทรสาคร และอันดับต้นๆ ของประเทศ ภายใต้การบุกเบิกของ คุณสิริอร แสงสุขเอี่ยม ปัจจุบันบริหารงานโดยลูกชายคนโต คุณนิรันดร์ แสงสุขเอี่ยม หรือ คุณอั๋น ชายหนุ่มผู้มีแนวคิดแบบแม่ค้า คือขายของสด แต่ใช้หลักการบริหารจัดการแบบคนรุ่นใหม่ ยกเครื่องทั้งระบบการทำงาน ตั้งแต่การขนส่ง การจัดเรียงสินค้า การบริการ ชนิดว่าสามารถเลื่อนขั้นจากอาหารทะเลบ้านๆ เป็นระดับพรีเมี่ยม เจาะกลุ่มลูกค้ากระเป๋าหนัก เข้าโมเดิร์นเทรดหรู อาทิ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์, สยามพารากอน, เดอะ คริสตัล เอสบี ราชพฤกษ์, เดอะ คริสตัล พีทีที ชัยพฤกษ์, เดอะพรอมานาด, เดอะมอลล์ เป็นต้น

อาหารทะเลคนไทย คุณภาพดี

วัตถุดิบใช้ในประเทศ

ทายาทธุรกิจ ในวัย 42 ปี เผยว่า บริษัท ศิริคุณซีฟูดส์ จำกัด ก่อตั้งขึ้นปี พ.ศ. 2516 ในฐานะผู้ค้าส่งอาหารทะเล ส่วนตัวไม่คิดจะทำอาชีพประมง เลยหนีไปเรียนวิศวกร กระทั่งคุณแม่สิริอร เข้าผ่าตัดเนื้องอก ต้องพักรักษาตัว เป็นสาเหตุที่เข้ามารับช่วงดูแลกิจการต่อ ด้วยความพยายาม และความมุ่งมั่น ทำให้เป็นที่ยอมรับ ทั้งพนักงานและลูกค้า ในปี พ.ศ. 2533 ขยายธุรกิจเข้าโมเดิร์นเทรด ปัจจุบัน อาหารทะเลศิริคุณซีฟูดส์ มี 11 สาขา ในกูร์เม่ต์ มาร์เก็ต และโฮมเฟรชมาร์ท ศูนย์การค้าชั้นนำ จับกลุ่มลูกค้าระดับกลาง-บน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวอาเซียน และจีน ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ชอบการเดินห้างสรรพสินค้า เพื่อเลือกซื้ออาหารพร้อมปรุง

“อาหารทะเลไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก ฉะนั้น ต้องทำให้เกิดการยอมรับ ด้วยการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก และขยายธุรกิจจากอาหารทะเลสด สู่ความหลากหลายในผลิตภัณท์ ปัจจุบันมีมากกว่า 120 เมนู แบ่งเป็นประเภทอาหารทะเลสด อาหารทะเลแช่แข็ง อาหารทะเลแห้ง อาหารทะเลพร้อมทาน นำเทคโนโลยีและระบบการจัดการที่ทันสมัยเข้ามาปรับใช้ เพื่อให้เป็นแบรนด์อาหารทะเลพรีเมี่ยม ภายใต้สโลแกน เมื่อคิดถึงอาหารทะเลให้คิดถึงศิริคุณ”

สำหรับสินค้าที่โดดเด่นของบริษัทดังกล่าว มีปลาเก๋ามังกรสด ปลาคัมปาจิ ปลาอินทรี กุ้งแชบ๊วย หอยเชลล์ กรรเชียงปู ด้านที่มาของวัตถุดิบถูกคัดไซซ์มาอย่างดีจากธรรมชาติและเลี้ยงเอง

คุณอั๋น ให้ข้อมูลเพิ่มว่า อาหารทะเลนำมาจากทะเลอันดามัน และฝั่งอ่าวไทย รวมถึงส่งเสริมให้ชาวบ้านเลี้ยง เพื่อรับซื้อต่อโดยประกันราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป 30 เปอร์เซ็นต์ ยกตัวอย่าง ที่มหาชัยเลี้ยงปลากะพงขาว กุ้งแชบ๊วย กุ้งลายเสือ จังหวัดกระบี่เลี้ยงปลาเก๋ามังกร ปลาคัมปาจิ ที่จังหวัดนี้เข้าไปบุกเบิกและพัฒนาพื้นที่ร่วมกับชาวบ้าน กว่าจะสำเร็จใช้เวลา 6 ปี

ด้านกำลังการผลิต ผู้บริหาร กล่าวว่า จะรับปลาจากชาวประมงทุกวัน น้ำหนักแต่ละวันราว 1 ตัน แบ่งค้าส่งให้ร้านอาหาร เช่น บาร์บีคิวพลาซ่า และค้าปลีกตามห้างสรรพสินค้า ซึ่งแบบรีเทลได้กำไรเยอะกว่า

40 ปี สั่งสมความเก๋า

รุกค้าปลีก เจาะกลุ่มห้าง

บริษัท ศิริคุณซีฟูดส์ จำกัด ตั้งอยู่ในเมืองมหาชัย จังหวัดสมุทรสาคร พื้นที่ขนาด 2 ไร่ เฉพาะโรงงาน 800 ตารางเมตร กับคนงานเกือบ 200 คน พื้นที่บริเวณนี้ถือเป็นศูนย์กลางสินค้าอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ซึ่งสิ่งที่เป็นจุดแข็งของแบรนด์นี้คือ ความสด สะอาด สินค้าใหม่ คุณภาพดี การบริการที่รวดเร็วเข้าถึงกลุ่มลูกค้า

สำหรับตลาดต่างประเทศ คุณอั๋น ยังไม่คิดเรื่องการส่งออก เขาขอเจาะตลาดในประเทศก่อน เน้นขยายสาขาเข้าห้างสรรพสินค้า และร้านค้าลักษณะสแตนอะโลน (Stand Alone) ในแต่ละจังหวัด มีความชัดเจน เจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตอกย้ำกลุ่มลูกค้าเดิมให้เข้มแข็งและขยายฐานตลาดสร้างลูกค้ากลุ่มใหม่

“เดิมคนที่เดินตลาดสดต้องไปแต่เช้ามืด แต่สมัยนี้คนตื่นเช้าน้อยลง จึงได้แนวคิดว่า จะสร้างตลาดที่ไม่วาย สามารถเข้ามากี่โมงก็ได้ เน้นคุณภาพและความพรีเมี่ยมเท่านั้น”

ด้านคู่แข่ง ทายาทธุรกิจ เผยว่า แข่งกับตัวเองมาตลอดเวลา เป็นอะไรที่ท้าทายมากกว่า พยายามสร้างโปรดักต์ให้ดี เน้นขายความรู้คู่สินค้า ร้อยเรียงประสบการณ์ด้านประมง ให้ข้อมูลจริงเกี่ยวกับอาหารทะเลทั้งเบื้องหน้า และเบื้องหลังที่สั่งสมมานานนับ 40 ปี ด้วยการเผยแพร่ลงบนเว็บไซต์ http://www.sirikhun.com

“ใน 2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจของศิริคุณเติบโตต่อเนื่อง ทุกปีอย่างน้อยปีละ 10-15 เปอร์เซ็นต์ จากปีแรกไม่ถึง 100 ล้านบาท ในปีที่ 2 ก้าวสู่ 200 ล้านบาท ปัจจุบัน ศิริคุณเน้นตลาดค้าปลีกและจับมือคู่ค้าในระบบขายส่งมากขึ้น สำหรับผลประกอบการปี 2559 ตั้งเป้าว่าบริษัทจะมีรายได้ 280 ล้านบาท และในเร็วๆ นี้เตรียมส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ ปลาแห้งอบเย็นลงสู่ตลาด ซึ่งมั่นใจว่ากำลังซื้อระดับกลาง-บน ยังพอไปได้ แต่ตลาดระดับล่างจะชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโดยรวม”

ติดต่อ บริษัท ศิริคุณซีฟูดส์ จำกัด เลขที่ 24/89 หมู่ 3 ซอยพัฒนาสาคร ตำบลบางหญ้าแพรก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร โทรศัพท์ (034) 871-224, (081) 810-1773

MEAT & MORE KITCHEN รสชาติ…ที่ตามหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07054010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

MEAT & MORE KITCHEN รสชาติ…ที่ตามหา

“ก๋วยเตี๋ยว ที่ใครกินแล้วบอกอร่อย ทุกวันนี้หายาก ถ้าอยากได้รสชาติแบบดั้งเดิมอาจต้องไปนั่งร้านเป็นเพิงร้อนๆ แต่ถ้าจะหากินในห้างที่บรรยากาศสบาย มีแอร์ ก๋วยเตี๋ยวรสชาติแบบออริจินอลยังหาไม่ได้ จึงมีความเชื่อว่าเรียนแล้วมาเปิดร้าน ยังไงก็ขายได้”

ยามใดได้ไปเดินห้างสรรพสินค้าติดแอร์ ที่ทุกวันนี้มีให้เห็นแทบทุกหัวถนน

หลายท่านอาจเคยนึกอยากทานอาหารเร็วๆ ง่ายๆ แต่ถูกปากคนไทย อย่าง ก๋วยเตี๋ยวรสชาติเข้มข้นแบบดั้งเดิม กันสักชามสองชาม

แต่จะให้ตามหาร้านแบบดังว่า อาจเป็นงานยากสักหน่อย

เพราะไม่ว่ากวาดสายตาไปทางไหน มักเจอแต่ร้านอาหารสัญชาตินอก อย่าง อเมริกัน เกาหลี ญี่ปุ่น ฯลฯ เปิดเรียงรายกันเป็นทิวแถว

……………

หลายวันก่อน ตอนไปช็อปปิ้งที่ห้างเปิดใหม่ อย่าง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต ย่านบางใหญ่ มีโอกาสได้ไปสำรวจร้านรวงแบบตื่นตาตื่นใจ

พอใกล้เที่ยง จึงเมียงมองหามื้อกลางวันใส่ท้อง ลองขึ้นไปเดินบนชั้น 3 พบร้านตรงตามสเปก จึงเข้าไปนั่งสั่งเมนูเด็ดมาทานแบบไม่ลังเล

เสร็จสิ้นขั้นตอนของการทาน เจ้าของกิจการ MEAT & MORE KITCHEN (มีท แอนด์ มอร์ คิทเช่น) คุณเกด-ศศิวิมล เกิดผล เข้ามาสอบถามความพึงพอใจ ด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้ม

ก่อนสละเวลามาพูดคุยกัน เริ่มต้นให้ฟัง ปัจจุบันอายุ 41 ปี จบการศึกษาระดับปริญญาโทจากอังกฤษ 2 สาขาวิชา ก่อนหน้านี้เคยทำงานธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่ราว 10 ปี ทำงานบริษัทเอกชนอีกเกือบ 9 ปี ก่อนลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว

และด้วยความที่เป็นคนหลงใหลในการทำอาหารมาแต่ไหนแต่ไร เมื่อไม่นานมานี้ สามีจึงแนะนำให้ไปเรียนสูตรวิชาการทำก๋วยเตี๋ยวเนื้อเจ้าดัง “วัดดงมูลเหล็ก” เพราะอยากให้มีความรู้ติดตัว และในอนาคตอาจเปิดเป็นร้านขายแตกไลน์เป็นธุรกิจส่วนตัวอีกอย่างหนึ่งก็ได้

ซื้อสูตรด้วยเงินก้อนใหญ่และใช้เวลาเดือนเศษ คุณเกดจึงเรียนรู้วิชาการทำก๋วยเตี๋ยวสูตรดัง มาได้ทุกขั้นตอน

เมื่อย้อนถามทำไมกล้าใช้เงินลงทุนขนาดนั้น คุณเกด บอกแบบไม่ลังเล

“ก๋วยเตี๋ยว ที่ใครกินแล้วบอกอร่อย ทุกวันนี้หายาก ถ้าอยากได้รสชาติแบบดั้งเดิมอาจต้องไปนั่งร้านเป็นเพิงร้อนๆ แต่ถ้าจะหากินในห้างที่บรรยากาศสบาย มีแอร์ ก๋วยเตี๋ยวรสชาติแบบออริจินอลยังหาไม่ได้ จึงมีความเชื่อว่าเรียนแล้วมาเปิดร้าน ยังไงก็ขายได้”

พกความมั่นใจไว้เต็มกระเป๋า ขั้นตอนต่อไปจึงมองหาทำเล แรกเริ่มอยากทำเป็น “สแตนด์อะโลน” อยู่เหมือนกัน แต่ด้วยความที่เป็น “หน้าใหม่” การไปเปิดแบบเดี่ยวๆ อาจเสี่ยงเกินไป

คิดได้ดังนั้นจึงติดต่อไปยังห้างสรรพสินค้าย่านชานเมือง 2 แห่ง สุดท้ายตัดสินใจลงทุนเปิดที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต ประเดิมเป็นสาขาแรก

ร้านมีพื้นที่ใช้สอย 83 ตารางเมตร รองรับลูกค้าได้ประมาณ 50 ที่นั่ง เรียกขานตัวเองว่า MEAT & MORE KITCHEN

“ที่นี่มีเมนูเป็นก๋วยเตี๋ยว-ข้าว ที่มีเนื้อสัตว์ พวกเนื้อวัวและเนื้อหมู เป็นส่วนประกอบหลัก และที่ใส่คำว่า More ลงไปด้วย เพราะอนาคตจะมีเมนูอื่นตามมา อย่าง กุ้ง ปลา ส่วนคำว่า Kitchen ฟังดูแล้วอบอุ่นเป็นกันเองมากกว่า Restaurant” คุณเกด แนะนำกิจการ

เปิดกิจการมาได้เกือบ 4 เดือน คุณเกด บอก ผลตอบรับอยู่ในระดับน่าพอใจ แม้ช่วงแรกคนจะเดินผ่านไปมาไม่กล้าเข้า อาจเพราะกลัวขายแพงและคิดว่าเป็นร้านสเต๊ก แต่พอดูเมนูราคาแล้ว จึงรู้ไม่แพงอย่างที่คิด พอได้มาลองชิมอาหารที่จัดจ้านทุกเมนู ก็ติดใจกันและกลับมาใหม่ ทุกวันนี้มีลูกค้าประจำแล้วทั้งวัยรุ่น กลุ่มครอบครัว และผู้สูงอายุ

“ร้านอาหารในห้างมีเยอะมาก โดยเฉพาะอาหารญี่ปุ่นและปิ้งย่าง มีไม่รู้กี่แบรนด์ แต่คิดว่าสู้ได้แล้ว อาจเป็นเพราะร้านเราไม่ซ้ำใคร ก๋วยเตี๋ยวหรือข้าว ที่มีการใส่ไอเดียสร้างสรรค์ลงไปด้วย ไม่ใช่หากินที่ไหนก็ได้” คุณเกด บอกอย่างนั้น

ดำเนินกิจการมาถึงวันนี้ มีอุปสรรคปัญหาหนักใจอะไรบ้าง คุณเกดยิ้มน้อยๆ ก่อนบอก เรื่องแรงงานมีความสำคัญอันดับต้นๆ ถ้าขาดคนกิจการก็ดำเนินต่อไม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของการทำร้านให้เป็นที่รู้จัก และดึงดูดให้ลูกค้าเข้ามาทดลองทานให้ได้

“ด้วยความที่เป็นแบรนด์ใหม่ การที่ลูกค้าจะตัดสินใจเข้ามาทานย่อมยากกว่าแบรนด์ที่ติดตลาดแล้ว เลยใช้กลยุทธ์เรื่องราคาเข้าช่วย พอเห็นปุ๊บรู้ว่าไม่แพงอย่างที่คิด ลองเข้ามาทาน หากรสชาติอร่อยถูกปาก พวกเขาต้องกลับมาทานซ้ำอีกแน่นอน” คุณเกด ทิ้งท้ายด้วยความมั่นใจ

……………

มีท แอนด์ มอร์ คิทเช่น ตั้งอยู่บริเวณชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา เวสต์เกต เปิดทุกวันตามเวลาเปิด-ปิดของทางห้าง

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : Meat&More Kitchen และ IG : MeatandMore_Kitchen

ร้านไก่ย่าง “บุญหลง” บางตาล ที่โชคชัย 4 อีกหนึ่งตำนาน ตำรับไก่ย่างรถไฟดั้งเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07058010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

อาหารสร้างอาชีพ

ทะนุพงศ์ กุสุมา ณ อยุธยา

ร้านไก่ย่าง “บุญหลง” บางตาล ที่โชคชัย 4 อีกหนึ่งตำนาน ตำรับไก่ย่างรถไฟดั้งเดิม

ในบรรดาอาหารที่ถูกเลือกให้เป็นเมนูด่วน ชนิดหาทานง่าย สะดวกต่อการทาน และมีความรวดเร็วทั้งประหยัดเวลาแล้ว เห็นจะต้องยกให้ “ไก่ย่าง” เป็นหนึ่งในนั้น

ด้วยกรรมวิธีทำที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน วัตถุดิบที่หาได้ง่าย รวมถึงไม่จำเป็นต้องใช้พื้นที่มาก จึงทำให้การย่างไก่ขายเป็นอาชีพเกิดขึ้นทั่วทุกแห่ง ดังนั้น ไม่ว่าจะเดินไปตรอกซอกซอยไหนในทุกจังหวัดของประเทศ จะแลเห็นพ่อค้า-แม่ค้าย่างไก่ขายกันเป็นจำนวนมาก

ถึงแม้จะมองไก่ย่างเป็นอาหารธรรมดา แต่ยังมีบางพื้นที่ยกย่องให้ไก่ย่างที่มีถิ่นกำเนิดในชุมชนท้องถิ่นของตนเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางภูมิปัญญา เพราะทำกันมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษตกทอดจนถึงปัจจุบัน

“ไก่บางตาล” เป็นไก่ย่างที่ถือกำเนิดมาจากหมู่บ้านบางตาล อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ที่แห่งนี้มีประวัติการปิ้งไก่กันมายาวนาน โดยเฉพาะการนำไปขายยังสถานีรถไฟคลองบางตาล

ชื่อ ไก่ย่างบางตาล อาจไม่คุ้นและรู้จักดีนัก แต่ถ้าบอกว่า “ไก่เหลือง” แล้ว แน่นอนว่ามีหลายคนต้องได้ลิ้มลองกันมาแล้ว และรู้ดีว่ามีรสชาติที่เข้มข้นเผ็ดร้อนจากการหมักด้วยเครื่องเทศและสมุนไพรหลายชนิด ฉะนั้น การบริโภคไก่บางตาลไม่เพียงแค่ความอร่อยเท่านั้น แต่ร่างกายของคุณยังได้รับประโยชน์จากสมุนไพรเหล่านั้นด้วย

ในกรุงเทพฯ มีคนขายไก่บางตาลไม่กี่แห่งที่รับรองว่าเป็นต้นตำรับจริง ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนท่านผู้อ่านไปรู้จักกับร้านไก่ย่าง “บุญหลง” บางตาล ที่ตั้งอยู่ภายในถนนโชคชัย 4 ซอยโชคชัย 54 เขตลาดพร้าว โดยมี คุณบุญหลง และ คุณเสมอ คู่สามี/ภรรยา เป็นเจ้าของร้าน

คุณบุญหลง เล่าว่า ขายไก่ย่างมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ด้วยการหาบใส่กระจาดเดินขายตั้งแต่เมืองนนทบุรี ไปถึงบางพลัด ต่อจากนั้นยังคงอยู่บนเส้นทางอาชีพนี้ เพียงแต่เปลี่ยนรูปแบบ ไม่ว่าจะขายตามแหล่งท่องเที่ยว, ขายตามงานต่างๆ

แต่ดูเหมือนว่าตลอดเวลาที่ยาวนานบนอาชีพนี้ยังขาดความมั่นคง จึงทำให้ตัดสินใจเบนเข็มเข้ามาหาดูแหล่งขายในเมืองหลวงใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ดูมั่ง กระทั่งมาพบเจอสถานที่เหมาะสม ที่ย่านลาดพร้าว และยึดเป็นทำเลทองปักหลักขายไก่ย่างบางตาล มากระทั่งทุกวันนี้

ไก่ย่างร้านนี้ไม่ได้ขายทุกวัน แต่จะขายเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดราชการ ที่เป็นเช่นนั้นเพราะทุกคนในครอบครัวมีงานประจำทำกัน จึงมีความจำเป็นต้องขายเฉพาะในวันหยุดเท่านั้น

เพราะฉะนั้น ในทุกวันที่ต้องนำไก่มาขาย พวกเขาจะต้องออกเดินทางจากบ้านพัก เลขที่ 106/4 หมู่ 1 ตำบลหนองกบ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี ในราวตี 3 ขับรถมาถึงบริเวณที่ขายในเวลาประมาณตี 4 แล้วลงมือจัดอุปกรณ์ของใช้ หมักไก่ จุดเตาย่าง เพื่อเตรียมตัวขายให้กับลูกค้าก่อนเวลา 7 โมงเช้า แล้วขายไปจนกระทั่งถึงเวลาบ่ายสามโมงเย็น หรือไก่หมดก่อน จึงเดินทางกลับ และทำเช่นนี้มานานกว่า 14 ปี

คุณบุญหลง เผยว่า ไก่ที่ใช้ย่าง สมัยแรกเป็นไก่พื้นบ้านที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ตามบ้าน เป็นไก่ดำ จึงต้องไปหาซื้อกันมาและได้จำนวนไม่มากนัก ต่อมาไก่ดำหายาก ชาวบ้านจึงหันมาเลี้ยงไก่เป็นฟาร์มกัน เป็นไก่ขาว กระทั่งในภายหลังมีนายทุนได้เข้ามาจัดตั้งโรงเลี้ยงไก่ในแบบธุรกิจ สำหรับไก่ที่ร้านคุณบุญหลง มีโรงเชือดไก่ของตัวเองด้วย แล้วจะไปรับซื้อไก่เป็นจากโรงเลี้ยงเพื่อมาเชือดเอง

พ่อค้าไก่ย่างรายนี้ระบุว่าไก่ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 45 วัน และต้องมีขนาดน้ำหนักตัวประมาณ 1.7-2 กิโลกรัม เนื่องจากเวลาขายจะต้องมาผ่าแบ่งเป็นส่วนจำนวน 6 ส่วน ไม่ได้ขายทั้งตัว แล้วยังบอกต่ออีกว่า สมัยแรกที่เริ่มขาย ใช้ไก่วันละประมาณ 20 ตัว ต่อครั้ง แต่ปัจจุบันใช้ไก่เพิ่มขึ้นวันละ 50 ตัว ต่อครั้ง

มีหลายคนสงสัยว่า ทำไมผู้บริโภคจึงหันมาซื้อไก่เหลืองเพิ่มขึ้น

คุณบุญหลง เผยว่า จุดเด่นของไก่ย่างบางตาล อยู่ตรงความเข้มข้นของเครื่องเทศที่ใช้หมัก ที่มีกระเทียม พริกไทย เกลือ น้ำตาลทราย ผงกะหรี่ ฯลฯ เป็นต้น แล้วจะเน้นหนักทุกอย่างให้ครบ แบบจัดหนัก อย่างเครื่องเทศที่ใช้ ถ้าไก่ 10 ตัว ใช้เครื่องเทศประมาณ 1 กิโลกรัม และที่ไก่มีสีเหลืองเพราะมาจากผงกะหรี่ที่ใช้หมัก

“ส่วนความอร่อยอยู่ตรงเนื้อไก่นุ่ม แห้งพอเหมาะไม่แข็งกระด้าง เนื้อสุกเข้าไปถึงกระดูก ไม่แฉะเละ ทั้งนี้จะเตรียมไก่สดที่เสียบไม้ไว้แล้ว พร้อมกับเครื่องหมักมาจากบ้าน พอมาถึงร้านจึงลงมือหมักแล้วปิ้งย่างทันที โดยไม่ใช้เวลาหมักนาน”

คุณโอ๋ ลูกสาวอีกคนที่เพิ่งมาช่วยพ่อ-แม่ ขายไก่ได้สักราว 2 ปี ชี้ว่า มีลูกค้าเข้าใจว่าการที่ไก่ของร้านมีรสอร่อยไม่เหมือนที่อื่นเพราะมีการหมักไว้นาน แต่ความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น แต่ทางร้านจะหมักเพียงครู่เดียว แล้วนำไปย่างทันที แล้วให้เหตุผลว่า การหมักไก่ไว้เป็นเวลานานคงไม่อร่อยเท่ากับการใช้เวลาหมักสั้นๆ เท่านั้นก็พอ

คุณโอ๋ แจงต่ออีกว่า ที่ร้านไม่ได้ขายไก่ย่างทั้งตัว แต่จะเสียบไม้ขายเป็นชิ้น ซึ่งไก่ 1 ตัว แยกออกเป็นชิ้นจำนวน 6 ส่วน ได้แก่ อก 2 ส่วน, ปีก 2 ส่วน และน่อง 2 ส่วน พร้อมกับแยกขายเครื่องใน คอ และขา ต่างหาก พร้อมระบุราคาขาย ดังนี้ ถ้าเป็นเนื้ออกไม้ละ 40 บาท, ปีกไม้ละ 40 บาท, น่อง-สะโพกไม้ละ 50 บาท ถ้าเป็นครึ่งตัวราคาชิ้นละ 90 บาท (จะแบ่งกลาง แต่ไม่มีเนื้ออก) และเครื่องในไม้ละ 20 บาท ทั้งนี้ส่วนที่เป็นน่อง-สะโพกขายดีที่สุด เพราะมีเนื้อแน่น และมีรสอร่อยกว่าส่วนอื่น

คุณบุญหลง บอกว่า ปัจจุบันไก่ย่างบางตาลได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงทำให้ขณะนี้ไม่ใช่มีคนขายไก่แท้ที่เดินทางมาจากหมู่บ้านบางตาลเท่านั้น ยังมีคนขายไก่เทียมที่ชอบแอบอ้างว่าเป็นไก่ย่างบางตาลเกิดขึ้น ซึ่งในกรุงเทพฯ เท่าที่ทราบไม่พบ แต่ไปพบตามจังหวัดต่างๆ

“ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้า จึงได้กำหนดแบรนด์และสัญลักษณ์ของร้านไก่ตัวเองขึ้นมาเป็นรูป รถจักรไอน้ำ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของไก่บางตาล แล้วได้นำไปจดทะเบียนการค้าเพื่อป้องกันการลอกเลียนแบบ พร้อมกับตั้งชื่อร้านว่า “ไก่ย่างบุญหลง บางตาล” อีกทั้งยังเป็นสินค้าบริโภคที่ได้รับเครื่องหมาย OTOP แล้วด้วย”

เตาย่าง นับเป็นอุปกรณ์สำคัญที่เป็นหัวใจของการปิ้งย่างไก่ เจ้าของร้านไก่ บอกว่า ในสมัยแรกใช้วิธีพับสังกะสีปี๊บเพื่อดัดแปลงเป็นเตาปิ้งย่าง แต่ไม่ทนทาน และผุพังง่าย ต่อมาจึงเปลี่ยนมาใช้เป็นเตาย่างแบบตะแกรงที่มีจำนวน 2 อัน ขนาดเล็ก/ใหญ่ โดยใช้ถ่านปิ้งย่างครั้งละ 14 ถุง ถุงละ 3 กิโลกรัม

ไม้เสียบไก่ ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของไก่ย่างและเป็นสิ่งที่คุณบุญหลงกังวลมาก เพราะนับวันจะหายากและมีราคาสูง เขาชี้ว่าสมัยก่อนใช้ไผ่สีสุก แต่ปัจจุบันเป็นไผ่ป่า เพราะต้นไผ่ในพื้นที่จะหายากขึ้น ซึ่งไม้เสียบไก่จะมีชาวบ้านทำส่งขายอันละ 1 บาท ซึ่งไก่ 1 ตัวใช้ไม้ 6 ชิ้น ถ้าไก่จำนวน 50 ตัวจะใช้ไม้เสียบไก่ถึง 300 อัน เป็นเงิน 300 บาท

อย่างไรก็ตาม มีลูกค้าที่ชื่นชอบทานไก่ย่างบางตาลแล้วต้องการนำไปเลี้ยงแขกตามงานสำคัญ คุณบุญหลง บอกว่า ถ้าเป็นงานนอกสถานที่คิดราคาตัวละ 250 บาท และต้องสั่งจำนวนไม่ต่ำกว่า 30 ตัว ทั้งนี้ถ้าหากต้องเดินทางไกลอาจต้องบวกค่าน้ำมันเพิ่มด้วย

สำหรับ คอไก่ย่างแฟนพันธุ์แท้ ต้องไม่พลาดไก่ย่างบางตาล ที่ร้าน “ไก่ย่างบุญหลง บางตาล” โชคชัย 4 ซอย 54 เพราะเป็นตำนานไก่ย่างรุ่นโบราณ อันมีแหล่งกำเนิดมาจากสถานีรถไฟ สอบถามรายละเอียดการเดินทางไปชิม หรือต้องการสั่งไปเลี้ยงในงานสำคัญต่างๆ ติดต่อโดยตรงที่ คุณบุญหลง โทรศัพท์ (089) 500-1671

GHOST SWEETS – ขนมผีบอก ผีไม่หลอก แค่อยากบอก…อาหย่อยยยมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

GHOST SWEETS – ขนมผีบอก ผีไม่หลอก แค่อยากบอก…อาหย่อยยยมาก

“ตอนแรกกลัวขายไม่ได้เหมือนกัน เพราะราคาขายค่อนข้างสูง ถ้าเทียบกับแบรนด์อื่น แต่ที่ทำออกมา เพราะมั่นใจในรสชาติ…”

จุดกำเนิด…เกิดขึ้นของแต่ละธุรกิจบนโลกมนุษย์ใบนี้ ย่อมมีที่มาแตกต่างกันออกไป

บ้างได้รับมรดกตกทอดมาจากรุ่นปู่ย่า บ้างหาแรงบันดาลใจจากอินเตอร์เน็ต ขณะที่บางรายเก็ตไอเดียใหม่ๆ เพราะได้ออกไปท่องเที่ยว ฯลฯ

แต่สำหรับผู้ประกอบการ เจ้าของเรื่องราวนับจากนี้ กระซิบเกริ่นมาว่า

“เพราะผีบอกมา พวกเขาจึงชวนกันลงขันทำธุรกิจนี้”

บรื๋ออออออ…….อออออออออออออ

คุณซันซัน-ฐิติภรณ์ วิชญาโนทัย วัย 27 ปี ตัวแทนร้านขนมผีบอก – GHOST SWEETS (โกสต์ สวีทส์) ผู้ผลิตเครปเค้กเกรดพรีเมี่ยมตามออร์เดอร์ มีให้เลือก 5 รส ได้แก่ ชาไทย ชาเขียว มะพร้าวกะทิ น้ำผึ้งมะนาว และ ช็อกโกแลต

เริ่มต้นให้ฟังด้วยน้ำเสียงร่าเริง ร้านขนมผีบอกนี้ เพิ่งเปิดขายได้ไม่ถึงปี เป็น “อาชีพเสริม” ของหุ้นส่วน 4 คน ซึ่งต่างมีงานประจำทำกันอยู่ก่อนแล้ว แต่มีความชอบเหมือนกันคือ ตระเวนหาของอร่อยรับประทาน

จนเมื่อไม่นานมานี้ มีโอกาสไปเที่ยวจังหวัดเชียงใหม่ และได้รับประทาน “เครปเค้ก” ฝีมือคุณน้าท่านหนึ่ง ซึ่งหน้าตาและสีสัน สุดแสนจะธรรมดา

แต่พอตักเข้าปาก แค่ได้ชิมคำแรกเท่านั้น…ทุกคนต่างพูดเป็นเสียงเดียว

“อร่อย…จุงเบย”

เลยถามไถ่ถึงขั้นตอนการทำ คุณน้าท่านนั้น ยินดีเผย “สูตรลับ” ให้ไปลองทำเอง

กลับมาจึงบรรเลงตามสูตร ควบคู่ไปกับการพัฒนาดัดแปลงให้มีความน่าสนใจมากขึ้น และหุ้นส่วนท่านหนึ่งซึ่งเป็นสถาปนิก ใช้ความสามารถด้านการออกแบบเข้ามาช่วย จนได้เครปเค้ก ออกมาหน้าตาดึงดูด ส่วนรสชาตินั้นการันตีได้อยู่แล้ว

ทำแจกจ่ายให้ญาติและเพื่อนรับประทาน…ปรากฏผลตอบรับกลับมาภายในไม่นาน เป็นเสียงเดียวกัน

“ให้ทำขายเลย…ดีกว่า”

สี่หุ้นส่วน เลยชวนกันมาระดมสมอง

ระหว่างใช้ความคิด ทุกคนได้ยินเสียงจากข้างใน เหมือน “ผี” มาบอก เฮ้ย!…ทำสิ ลงมือทำเลย

กระทั่งได้ข้อสรุปตรงกัน ลงขันด้วยเงินทุนหลักแสน เปิดกิจการ GHOST SWEETS – ขนมผีบอก รับทำเครปเค้ก ตามออร์เดอร์ ผ่านช่องทางออนไลน์ แฟนเพจและเว็บไซต์

พร้อมกับความตั้งใจ จะออกแบบและสร้างสรรค์เมนูขนมแปลกใหม่หลากหลาย ที่มีความอร่อย คัดสรรเฉพาะวัตถุดิบคุณภาพดี เกรดพรีเมี่ยม ทุกเมนูอัดแน่นด้วยวัตถุดิบชั้นเลิศ ไม่มีการหวงเครื่องเพื่อประหยัดต้นทุน โดยรสชาติความอร่อยจะต้องเกิดขึ้นจากเนื้อแท้ตามธรรมชาติของวัตถุดิบเหล่านั้นจริง ไม่ได้เกิดจากการแต่งสี แต่งกลิ่นด้วยวัตถุดิบสังเคราะห์ เพื่อให้ลูกค้าได้รับแต่สิ่งดี

คุณซันซัน เล่าให้ฟังต่อ ผลตอบรับช่วง 3 เดือนแรก ยังไม่มีใครรู้จัก อาศัยคนใกล้ตัวช่วยกันซื้อ แต่พอย่างเข้าเดือนที่ 4 เริ่มมีลูกค้าคนนอก ถามไถ่เข้ามาผ่านทางไลน์และเฟซบุ๊ก จนยอดขายดีขึ้นเรื่อยๆ

กระทั่งเมื่อช่วงเทศกาลฮาโลวีน…ทีมงานช่วยกันคิดค้น “เครปเค้ก” เฉพาะกิจ ขึ้นมาขายเฉพาะช่วงเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ซึ่งผลประกอบการเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง แม้ราคาขายจะค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับเค้กในท้องตลาดทั่วไป โดยตั้งไว้ที่ 1 ชิ้น 149 บาท หรือ 3 ปอนด์ ตัดแบ่งได้ 12 ชิ้น ราคา 1,399 บาท

“ตอนแรกกลัวขายไม่ได้เหมือนกัน เพราะราคาขายค่อนข้างสูง ถ้าเทียบกับแบรนด์อื่น แต่ที่ทำออกมา เพราะมั่นใจในรสชาติ เครปแต่ละชั้นบางมาก และมีถึง 30 ชั้นขึ้นไป แถมมีพุดดิ้งเป็นท็อปปิ้งหนาๆ น่ารับประทานแบบไม่เหมือนใครด้วย” คุณซันซัน บรรยายมาอย่างนั้น

ย้อนที่มาของชื่อร้าน “ขนมผีบอก” ที่ฟังแล้วออกจะหลอนนิดหน่อย เจ้าของกิจการท่านเดิม หัวเราะร่วน ก่อนเล่าให้ฟัง มีผู้ใหญ่หลายท่าน ไม่เข้าใจ ต้องถามกันใหม่หลายครั้งว่าเป็น “ยาผีบอก” หรือเปล่า บางท่านก็บอก ชื่อไม่เป็นสิริมงคล

แต่หุ้นส่วนทุกคนชื่นชอบตรงกัน แถมยังช่วยกันคิดสโลแกนออกมา

“ขนมผีบอก ผีไม่หลอก แต่ผีบอกว่า…อร่อยมาก”

มาถึงแผนธุรกิจที่วางไว้ คุณซันซัน เผยให้ฟัง ทุกวันนี้ยังไม่มีหน้าร้านเพราะต้องการประหยัดต้นทุน แต่ทุกวันนี้ลูกค้าหลายคนเริ่มอยากไปนั่งรับประทานที่ร้าน

ในอนาคตอันใกล้ จึงจะมีหน้าร้านเป็นของตัวเอง เพื่อให้ง่ายต่อการรับ-ส่งสินค้า โดยรูปแบบของร้านที่ตั้งใจจะทำออกมานั้น บอกได้แค่ว่าต้อง “จัดเต็ม” แน่นอน

“สนใจขนมผีบอก ขอให้สั่งล่วงหน้า 2 วัน เพราะทำสดตามสั่ง ไม่มีสต๊อกสินค้า และจะสั่งกี่ชิ้นก็ได้ แต่ถ้าไม่ถึง 900 บาท ลูกค้าต้องมารับเองที่ทองหล่อ ซอย 5 หรือซอยพัฒนาการ 57 แต่ถ้าราคา 900 บาทขึ้นไป จัดส่งให้ คิดค่าส่งตามจริงค่ะ” คุณซันซัน ฝากประชาสัมพันธ์ไว้อย่างนั้น

ร้าน GHOST SWEETS รับออร์เดอร์ทุกวัน เวลา 08.00-20.00 น. สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทรศัพท์ (090) 543-2244 LINE : ghostsweets อีเมล : ghostsweets@gmail.com