“น้ำพริกสามแฝด” เจาะตลาดสุขภาพ ตอบรับ AEC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07059011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

อาหารสร้างอาชีพ

มีนา

“น้ำพริกสามแฝด” เจาะตลาดสุขภาพ ตอบรับ AEC

“น้ำพริกมีโอกาสโตสูง ความต้องการในตลาดมีต่อเนื่อง ซึ่งคนไทยคุ้นเคยดีอยู่แล้ว และยิ่งตอนนี้เทรนด์รักสุขภาพมาแรง น้ำพริกสามารถตอบความต้องการของเขาได้ดี”

“น้ำพริก” เมนูที่คนไทยคุ้นเคยดี และยังเป็นเมนูทานได้ไม่รู้เบื่อ ซึ่งวัตถุดิบนำมาปรุงแต่งต้องบอกว่าคนไทยคิดเก่ง จนเกิดเป็นน้ำพริกหลากหลายประเภทให้ได้เลือกลิ้มรส

ดังเช่น “น้ำพริกสามแฝด” แบรนด์น้องใหม่ที่เพิ่งก้าวเข้ามาทำตลาดได้ประมาณ 1 ปี แต่เสียงตอบรับดีเกินคาด จนทำให้ต้องขยับขยายวงเงินลงทุน จากเริ่มต้นหลักหมื่นมาเป็นหลักล้าน เพื่อให้น้ำพริกเป็นสินค้ามาตรฐาน สามารถทำตลาดได้กว้าง

ดัดแปลงน้ำพริกปลาร้า

หอม ทานง่าย ได้ประโยชน์

คุณจิตรัตน์ นิลกมลวิลาศ เจ้าของธุรกิจ วัย 41 ปีที่แม้ศึกษาจบปริญญาตรี คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ แต่กลับชอบค้าขาย

“ตอนเรียนจบทำงานเป็นเลขานุการผู้บริหาร บริษัทญี่ปุ่นแห่งหนึ่ง รวมระยะเวลาทำงานประมาณ 10 ปี จากนั้นก็ลาออกมาทำธุรกิจก๊าซหุงต้มที่จังหวัดระยอง ซึ่งหลังจากผ่านมาได้ระยะหนึ่ง ก็เริ่มเห็นว่าในพื้นที่มีวัตถุดิบหลากหลาย และด้วยสมาชิกในครอบครัวชอบทานน้ำพริกปลาร้าสดกันมาก ซึ่งโดยส่วนตัวทานไม่เป็น จึงคิดว่าทำอย่างไรให้ทานง่ายขึ้น ก็เลยใช้วิธีนำมาผัดให้สุกจนได้กลิ่นหอม แต่ก็ลองผิดลองถูกสูตรอยู่ถึง 2 เดือน รสชาติและส่วนผสมจึงลงตัว”

หลังจากทำทานที่บ้าน ก็คิดว่าน่าจะมีผู้คนจำนวนมากทานน้ำพริกปลาร้าสดไม่เป็น แต่ถ้าเขาได้ทานแบบผัดสุก ก็น่าจะชื่นชอบเหมือนตนเอง

“ตอนนั้นมองถึงวัตถุดิบในจังหวัดระยองครบครันมาก ส่วนทางด้านแรงงานก็เห็นว่าธุรกิจก๊าซหุงต้มของเราจะมีพนักงานผู้ชายที่มีครอบครัว และภรรยาของเขาก็ไม่มีอาชีพอะไร ก็เหมือนได้สร้างรายได้ให้เขาอีกทางหนึ่ง”

คุณจิตรัตน์กำเงินลงทุนก้อนแรก 20,000 บาท เพื่อมุ่งสู่การผลิต โดยเปิดตลาดเล็กๆ เพื่อหวังสร้างรายได้เสริม แต่เมื่อ 4-5 เดือนผ่านไป น้ำพริกเริ่มได้รับความนิยม จึงคิดขยายตลาด โดยสร้างโรงงานให้ได้มาตรฐาน และยื่นขอตรามาตรฐาน อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) พร้อมขึ้นแท่นเป็นสินค้าโอท็อป ของดีอำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง ซึ่งกับการลงทุนครั้งใหม่นี้ผู้ประกอบการคนเก่งว่า ใช้เงินลงทุนไปกว่า 2 ล้านบาท ส่วนเงินทุนหมุนเวียนตกประมาณ 1 ล้านกว่าบาท ต่อปี

ปรับรสให้หลากหลาย

อนาคตไปต่างประเทศ

สำหรับเมนูน้ำพริก ปรุงสูตรให้หลากชนิดมากขึ้น โดยปัจจุบันมีด้วยกัน 7 รายการ ได้แก่ น้ำพริกปลาร้าทรงเครื่อง น้ำพริกตาแดงปลาป่น น้ำพริกนรก น้ำพริกปลาข้าวสาร น้ำพริกเผา น้ำพริกเผากุ้ง น้ำพริกเห็ดหอม โดยกำหนดราคาขายไว้กระปุกละ 75 บาท ซึ่งขณะนี้ น้ำพริกสามแฝด สามารถทำยอดขายได้เดือนละประมาณ 100,000 บาท

เมื่อสินค้าได้มาตรฐาน คุณจิตรัตน์เริ่มวางเป้าหมายขยายตลาด ด้วยวิธีออกงานแสดงสินค้า ขายผ่านช่องทางออนไลน์ อย่าง facebook และ Line พร้อมกับเปิดรับสมัครตัวแทนจำหน่าย รวมไปถึงผลักดันให้สินค้าเข้าไปอยู่บนชั้นวางสินค้าในซุปเปอร์มาร์เก็ตของห้างสรรพสินค้าต่างๆ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการติดต่อ

ผู้ประกอบการคนขยัน ยังกล่าวถึงโอกาสทางการตลาดว่า “น้ำพริกมีโอกาสโตสูง ความต้องการในตลาดมีต่อเนื่อง ซึ่งคนไทยคุ้นเคยดีอยู่แล้ว และยิ่งตอนนี้เทรนด์รักสุขภาพมาแรง น้ำพริกสามารถตอบความต้องการของเขาได้ดี ส่วนผู้ที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ ก็มีน้ำพริกเห็ดหอมไว้ให้ลิ้มรส ส่วนรสชาตินั้นจะทำไม่เผ็ดมาก จึงเสิร์ฟกลุ่มเป้าหมายได้ทุกเพศทุกวัย และเมื่อเราทำจนได้มาตรฐาน มีอายุการเก็บได้นาน 3 เดือน โดยไม่ใส่วัตถุกันเสีย ลูกค้าก็ยิ่งชื่นชอบ”

ทั้งนี้ คุณจิตรัตน์ ยังกล่าวถึงความโดดเด่นของน้ำพริกภายใต้แบรนด์น้ำพริกสามแฝดว่า “เน้นวัตถุดิบคุณภาพดี สะอาดถูกหลักอนามัย และเป็นการนำวัตถุดิบในจังหวัดระยองมาใช้ทั้งหมด เพราะเราต้องการส่งเสริมอาชีพและสร้างงานให้ชุมชนด้วย แต่ยกเว้น ปลาร้า จะสั่งตรงจากจังหวัดนครสวรรค์ และปราจีนบุรี และตอนนี้กำลังทำวิจัยพัฒนาสูตรน้ำพริกรสชาติใหม่ๆ อย่าง น้ำพริกกะปิ น้ำพริกตะไคร้ โดยเน้นว่าต้องมีสมุนไพรไทยเป็นส่วนประกอบ”

คุณจิตรัตน์ ยังกล่าวเพิ่มเติมถึงการทำตลาดว่า ในอนาคตวางเป้าหมายกับการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยจัดเตรียมความพร้อมทั้งด้านวัตถุดิบ แรงงานผลิต และโดยเฉพาะในส่วนของคุณภาพยังพัฒนาต่อไป เพื่อให้การตลาดเดินได้อย่างคล่องตัว โดยเฉพาะกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่ใกล้มาถึงนี้

สนใจติดต่อ “น้ำพริกสามแฝด” ตั้งอยู่เลขที่ 59 หมู่ 6 ตำบลสำนักท้อน อำเภอบ้านฉาง จังหวัดระยอง 21130 โทรศัพท์ (098) 861-5150, (086) 355-9425 คลิกข้อมูลได้ที่ http://www.facebook.com/น้ำพริกสามแฝด

“วรพร” มะม่วงดองร้อยล้าน จากอาชีพหลังบ้าน ดังไกลโกอินเตอร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“วรพร” มะม่วงดองร้อยล้าน จากอาชีพหลังบ้าน ดังไกลโกอินเตอร์

นอกจากตลาดในประเทศ วรพรขยายตลาดส่งไป 30 ประเทศทั่วโลก ตัวอย่าง ประเทศจีน แคนาดา อเมริกา อังกฤษ สวีเดน เนเธอร์แลนด์ ยอดขายของวรพรแบ่งสัดส่วนส่งเข้าร้าน 7-ELEVEN ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ อีก 40 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกไปจีน ส่วนที่เหลือจะกระจายตามจุดต่างๆ ในประเทศ

“อากง อพยพจากเมืองจีนเข้ามาอยู่จังหวัดฉะเชิงเทรา อาม่าเห็นว่าเมืองไทยมีมะม่วงเยอะเอามาดองขาย ปรากฏขายดิบขายดี กิจการตกทอดรุ่นสู่รุ่น ปัจจุบัน ผมยกระดับการผลิตตามหลักมาตรฐานสากล พร้อมเข็นผลไม้เม็ดแข็งชนิดนี้เป็นเมนูขายดีของร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ห้างสรรพสินค้า และส่งออกไปใน 30 ประเทศทั่วโลกได้สำเร็จ” คำยืนยันของ “ชัยพร โสธรนพบุตร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลไม้แปรรูป วรพร จำกัด เจ้าของแบรนด์ “วรพร” ผู้ผลิตมะม่วงแปรรูปพร้อมรับประทาน ที่ใช้มะม่วง 2,000 ตัน ต่อปี มีรายได้ต่อปีเฉียด 100 ล้านบาท เป็นผู้ผลิตมะม่วงดองรายใหญ่ที่สุดในประเทศ

สืบทอดกิจการ 3 รุ่น

เปิดตลาดเมืองนอก

คุณชัยพร หรือ คุณแชมป์ เล่าว่า ย้อนไป 60 ปีที่แล้ว อากงชื่อ “ไต่ไห้ แซ่โค้ว” อพยพมาจากเมืองจีน ทำมาหากินที่จังหวัดฉะเชิงเทรา อาม่าเห็นว่าแปดริ้วมีมะม่วงเยอะ เลยเปิดร้านเล็กๆ ขายมะม่วงดองใส่โหลแก้ว สร้างรายได้เลี้ยงครอบครัว พอมารุ่นคุณพ่อ ชื่อ ชัยรัตน์ โสธรนพบุตร อาชีพครูวิชาเคมี ท่านใช้วันหยุดตระเวนส่งมะม่วงดองขายตามร้านขายของฝาก ตามปั๊มน้ำมัน ทำแบบนี้อยู่ 3-4 ปี จนรายได้เสริมมากกว่างานประจำ หนที่สุดพ่อลาออกมาทำธุรกิจมะม่วงแปรรูปเต็มตัว

พ่อคุณแชมป์เป็นครูวิชาเคมี ท่านใช้ความรู้ด้านนี้มาปรับใช้ เป็นสูตรมะม่วงดองรสจัดจ้าน ไม่ต้องจิ้มพริกกะเกลือ ปรับกระบวนการผลิตด้วยการลงทุน 3 ล้านบาท เปิดโรงงานเพื่อขยายพื้นที่และปรับกระบวนการผลิตยกระดับมะม่วงดองเป็นเกรดพรีเมี่ยม ได้การรับรองมาตรฐาน อาทิ GMP, HACCP, CODEX ต่อมา พ.ศ. 2538 จดทะเบียนรูปแบบบริษัท ชื่อ ผลไม้แปรรูป วรพร จำกัด พร้อมกับไปเปิดตลาดที่จีน

เปิดโรงงานยกระดับมะม่วงดองตามรถเข็น สู่ผลไม้แปรรูปเกรดพรีเมี่ยม ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนทำให้มะม่วงดอง “วรพร” เติบโตแบบก้าวกระโดด

“พ.ศ. 2539 ปรับโฉมการผลิต คุณพ่อลงทุนซื้อมะม่วงมาดองเตรียมไว้ตั้งใจจะขาย 1 ปีเต็ม ทว่าแค่ 3 เดือนกลับขายหมด พร้อมกับไปเปิดตลาดที่จีน ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนทำให้มะม่วงดองวรพร เติบโตแบบก้าวกระโดด”

สำหรับคุณแชมป์เข้ามาช่วยกิจการครอบครัว พ.ศ. 2552 เขาจบการศึกษาด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ชายหนุ่มพัฒนาสินค้าด้วย “นวัตกรรม” หันมาเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ พร้อมกระจายสินค้าไปสู่ตลาดโลก

“ผมมองว่า ถ้าจะขายมะม่วงดองแบบเดิมๆ ไม่สามารถจะทำตลาดให้กว้างได้ เลยนำมาบรรจุถุงทำในระบบปิด นับเป็นเจ้าแรกของประเทศ กระทั่ง ร้านเซเว่นอีเลฟเว่นเห็นว่าสินค้ามีนวัตกรรมเลยติดต่อไปขายในร้าน ตอนนั้นยังมีเพียง 80 สาขา ผลปรากฏว่าเติบโตเร็วมากต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันส่งร้านสะดวกซื้อดังกล่าว 7,600 สาขา”

จีน ชอบอันดับ 1

ใช้มะม่วงปีละ 2 พันตัน

นอกจาก มะม่วงดอง ชายหนุ่มเพิ่มความหลากหลายของเมนูมะม่วง อยากเสิร์ฟความต้องการทานมะม่วงมากยิ่งขึ้น โดยเปลี่ยนเป็นของทานเล่นที่ชิ้นเล็กลง สวยขึ้น ทานทันที ทั้งมะม่วงกวนซอฟท์แคนดี้ มะม่วงแช่อิ่มแห้ง มะม่วงกวนอบแห้งปรุงรส สายพันธุ์มะม่วงที่ใช้เป็นโชคอนันต์ พิมเสน แก้วเขียว น้ำดอกไม้ แหล่งที่มาของมะม่วง รับซื้อจากแปดริ้วเกือบทั้งหมด ปริมาณที่ใช้ทั้งปีเกือบ 2,000 ตัน

เนื่องจากแต่ละปี วรพรใช้มะม่วงในปริมาณมหาศาล ถามว่ามีแนวคิดปลูกเองหรือไม่

ชายหนุ่ม บอกว่า การปลูกมะม่วงเพื่อนำมาผลิตเป็นอุตสาหกรรมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะต้องใช้ต้นทุนที่ถูกที่สุดเพื่อเอาไปแข่งขัน ต้องเอาผลไม้ที่เหลือกินเหลือใช้แล้วมาทำ ถ้าปลูกเองแสดงว่ามีต้นทุนการผลิต มันไม่คุ้มค่า ไปส่งเสริมให้ชาวสวนได้กำไรเยอะๆ ดีกว่า

นอกจากตลาดในประเทศ วรพรขยายตลาดส่งไป 30 ประเทศทั่วโลก ตัวอย่าง ประเทศจีน แคนาดา อเมริกา อังกฤษ สวีเดน เนเธอร์แลนด์ ยอดขายของวรพรแบ่งสัดส่วนส่งเข้าร้าน 7-ELEVEN ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ อีก 40 เปอร์เซ็นต์ ส่งออกไปจีน ส่วนที่เหลือจะกระจายตามจุดต่างๆ ในประเทศ เช่น ห้างสรรพสินค้า และร้านของฝาก รวมถึงส่งออกประเทศต่างๆ ผลประกอบการปีที่แล้ว 94 ล้านบาท

โดยประเทศจีนมีสัดส่วนการส่งออกมากที่สุด เมนูมะม่วงแช่อิ่มขายดี เหตุผลที่คนจีนชอบมะม่วงจากไทย เพราะที่จีนมะม่วงแพง ปลูกมะม่วงได้แค่ไม่กี่เมือง น้ำตาลก็แพงกว่า มะม่วงดองเลยได้รับความนิยมในตลาดจีนมาก ส่วนอเมริกาชอบมะม่วงแช่อิ่ม อังกฤษชอบมะม่วงกวน

สินค้าขายได้ตลอดปี

ธุรกิจโตปีละ 10%

ปัจจุบัน คนหันมาห่วงสุขภาพมากขึ้น “ของดอง” ได้รับผลกระทบหรือไม่ คุณแชมป์ เผยว่า คนห่วงสุขภาพก็ทานผลิตภัณฑ์ของวรพรได้ ไม่เป็นอันตราย เพราะดองมีคุณภาพ ใช้เวลาดองนาน ไม่ใส่สารเคมีเร่ง คนแพ้ท้องทานได้

ด้านภาพรวมของการเติบโตในธุรกิจ คุณแชมป์ ระบุว่า ธุรกิจเติบโตค่อนข้างสม่ำเสมอ เฉลี่ยโตปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนหนึ่งมาจากเน้นทำธุรกิจแบบไม่เกินตัว ขยายธุรกิจลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับมะม่วงดองเป็นสินค้าอาหารที่ไม่ยึดติดกับแฟชั่น หรือปัจจัยภายนอกทางเศรษฐกิจจะดีหรือแย่ สามารถขายได้เรื่อยๆ เพราะเป็นผลไม้ทานเล่นง่ายๆ และราคาไม่สูง

อย่างไรก็ตาม เจ้าของกิจการ เสริมว่า สิ่งที่เป็นปัจจัยเสี่ยงในธุรกิจมาจากการพึ่งพาแรงงานคน เพราะในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะการปอกมะม่วงไม่สามารถใช้เครื่องจักรทดแทนได้ อีกทั้งราคาวัตถุดิบมะม่วงมีความผันผวน ดังนั้น วิธีลดความเสี่ยงจะรับซื้อมะม่วงสดไว้ให้มากที่สุดในช่วงฤดูที่ผลผลิตออกพร้อมกัน ราวเดือนเมษายนและพฤษภาคมของทุกปีเพื่อเก็บสต๊อกไว้ แล้วทยอยแปรรูปส่งขายได้ตลอดทั้งปี

สำหรับผู้ประกอบการธุรกิจเอสเอ็มอีที่สนใจนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายที่เซเว่นอีเลฟเว่น สามารถติดต่อบริษัทได้หลายช่องทาง อาทิ เว็บไซต์ http://www.cpall.co.th หรือ http://www.7eleven.co.th และติดต่อผ่านทางสำนักจัดซื้อของเซเว่นฯ โทรศัพท์ (02) 677-9000 นอกจากนี้ บริษัท 24 shopping จำกัด ในกลุ่มซีพี ออลล์ ยังได้ทำการตลาดผ่านเซเว่นฯ แค็ตตาล็อก ซึ่งเป็นระบบเมลออร์เดอร์ที่ทันสมัย และผ่านช่องทางร้านสาขา รวมไปถึงเว็บไซต์ http://www.7catalog.com, http://www.Shopat7.com และให้บริการลูกค้าผ่าน Call Center (02) 711-7666 ตลอด 24 ชั่วโมง

Apple Blossoms เค้กโฮมเมด…จัดเต็มสุด Cool

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07054011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

อาหารสร้างอาชีพ

พารนี

Apple Blossoms เค้กโฮมเมด…จัดเต็มสุด Cool

“ตอนนั้นแค่อยากทำให้อร่อย อยากให้คนที่บ้านกินได้ เพื่อนกินได้ แทนที่จะไปซื้อเค้กราคา 400-500 บาท เพิ่มเงินอีกไม่กี่บาทก็ได้เรียนวิชาการทำแล้ว”

เศรษฐกิจฝืดเคืองอย่างนี้ ใครต่อใคร คงอยากมี “อาชีพเสริม” ลงทุนไม่มาก ทำได้ที่บ้าน และสามารถทำควบคู่ไปกับงานประจำได้

แต่ในความเป็นจริง คงมีหลายคนที่ได้แต่คิดฝัน หนำซ้ำอาจถึงขั้นนั่งตาลอย คอยให้โอกาสวิ่งเข้าหา

ขณะที่บางคนไม่มามัวนั่งอ้อนวอนภาวนา แต่พยายามลุกขึ้น…เดินหน้า แถมไม่ยี่หระด้วยว่าอุปสรรคข้างหน้าที่รออยู่นั้น จะมีอะไรให้ต้องฝ่าฟันบ้าง

เรื่องราวของผู้อำนวยการฝ่ายขาย ของโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว ที่เคยล้มลุกคลุกคลานมาไม่น้อย เมื่อคราวที่การท่องเที่ยวของไทยได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง

กระทั่งเป็นเหตุผลักดันให้เธอต้องขวนขวายหาความรู้มาสะสมไว้ใส่ตัว

จนสามารถแปรออกมาเป็นอาชีพเสริม ที่ได้คลุกคลีอยู่แต่กับความหอม ความหวาน แถมสร้างรายได้ให้แบบงดงามใช่เล่น

น่าจะเป็นกรณีศึกษาชั้นดี…ควรค่าแก่การเรียนรู้อย่างยิ่ง

โดนเลย์ออฟ

จุดเปลี่ยนสำคัญ

ช่วงบ่ายของวันหยุดสุดสัปดาห์ หลายครอบครัว มักพากันไปช็อปปิ้ง กินข้าว ดูหนัง

หากสำหรับ คุณเปิ้ล-นุสรา เงิบพิมาย นั้น กำลังง่วนอยู่กับการทำเค้กรสชาไทย ตามออร์เดอร์ที่ได้รับมาเมื่อ 2 วันก่อน

แม้จะมีงานให้หยิบจับหลายอย่าง แต่ระหว่างรอเวลาให้เค้กขึ้นฟู ยังอุตส่าห์สละเวลามาพูดคุยกัน ด้วยอัธยาศัยร่าเริง เป็นกันเอง

เริ่มต้นให้ฟัง พื้นเพเป็นคนกรุงเทพฯ ปัจจุบันอายุ 47 ปี จบการศึกษาปริญญาตรี ด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรม จากมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ มีประสบการณ์ทำงานด้านการโรงแรมมาตลอดกว่า 20 ปี ปัจจุบัน ประจำอยู่โรงแรมระดับ 5 ดาวแห่งหนึ่ง ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขาย

แต่ก่อนจะมารับหน้าที่ใหญ่โตอย่างทุกวันนี้ เธอเคยผ่านความช้ำใจในหน้าที่การงานมาแล้ว…ไม่น้อย

“ช่วงปี 2549 การท่องเที่ยวซบเซามาก ผลน่าจะมาจากการชุมนุมที่ไม่เว้นแต่ละวัน ทำให้จากที่โรงแรมเคยมีแขกเข้าพัก 70-80 เปอร์เซ็นต์ ต่อวัน เหลือแค่ 8 เปอร์เซ็นต์ เจ้าของกิจการ เลยอยู่ไม่ไหว

ต้องออกมาตรการลดคน ลดตำแหน่ง มีการเลย์ออฟกันล็อตใหญ่ ช่วงนั้นพนักงานโรงแรมหลายคนมีอันต้องตกงาน ซึ่งรวมทั้งตัวเราด้วย” คุณเปิ้ล เล่าด้วยแววตาหม่นลง ก่อนหัวเราะร่วน ไม่ให้เสียบรรยากาศ

และว่า ด้วยความที่ทำงานประจำมาตลอดชีวิต ไม่เคยคิดชีวิตจะมาเจอจุดเปลี่ยนกะทันหัน เลยยังไม่ทันตั้งตัวหาอาชีพเสริมไว้รองรับ

ระหว่างยังหันรีหันขวาง จึงขน “ของเก่า” จำพวกเสื้อผ้า-กระเป๋า-รองเท้า ของใช้ส่วนตัว ออกมาเลหลังขาย โดยใช้หน้าบ้านย่านราชวัตรเป็นหน้าร้านจำเป็นไปพลางก่อน

ต่อมาจึงมองหางานทุกอย่างทำ เพื่อให้ได้เงินมาจุนเจือครอบครัว ทั้งขายตรง ขายสินค้ามือสอง และอีกจิปาถะ

“ตอนนั้นจนมาก อะไรทำได้ทำหมด เพิ่งคลอดลูกชายคนแรกด้วย แต่ทำอยู่ได้ปีกว่า เริ่มมีคนนำของมือสองมาขายกันมากขึ้น ทำให้ต้องลองมองหาอาชีพอื่นมาทดแทน” คุณเปิ้ล ว่าอย่างนั้น

ขวนขวายหาวิชา

หวังขยายกลุ่มลูกค้า

เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองเริ่มคลี่คลาย การท่องเที่ยวพอจะเข้าที่เข้าทาง คุณเปิ้ลจึงออกหางานประจำทำอีกครั้ง

และด้วยความ “เก๋า” ในอาชีพพอตัว จึงได้รับความไว้วางใจจากโรงแรมชั้นนำระดับ 5 ดาว มาถึงปัจจุบัน

แต่คราวนี้เธอไม่ประมาท พยายามมองหาอาชีพเสริม ไว้สำรอง หากเกิดอุบัติเหตุในหน้าที่การงานอีกครั้ง จะได้ไม่เดือดร้อน เหมือนที่ผ่านมา

ประกอบกับช่วงนั้น “น้องดิน” ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเริ่มโต และบ่นอยากทานบลูเบอร์รี่ชีสเค้ก แบบที่เห็นในเว็บไซต์ยูทูบ เลยไปซื้ออุปกรณ์มาทำให้ลูกทาน โดยมีแท็บเลต เป็นอุปกรณ์สำคัญ

และอาจเพราะเป็นขนมที่ทำไม่ยากและไม่ต้องใช้เตาอบ เธอจึงทำออกมาได้หน้าตาเหมือนในยูทูบเป๊ะ แถมรสชาติดี ชนิดคนรีเควสต์เอ่ยปากชม…อร่อยจริงๆ ครับแม่

แค่นั้นเอง ที่เป็นจุดเริ่ม ทำให้เกิดความ “ฮึด” ขึ้นมาทันที

“ตั้งใจจะไปเรียนทำเบเกอรี่ เผื่อมีฝีมือดี จะได้รับออร์เดอร์จากเพื่อนๆ คนใกล้ตัว เลยไปสมัครเรียนหลักสูตรพื้นฐานที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เป็นแห่งแรก” คุณเปิ้ล ย้อนถึงจุดเริ่มของอาชีพเสริม ครั้งใหม่

แต่ด้วยความอ่อนประสบการณ์ หลังเรียนจบหลักสูตรมาแล้ว กลับมาทดลองทำ ปรากฏไหม้บ้าง ไม่สุกบ้าง ไม่ฟูบ้าง อยู่อย่างนั้นหลายครั้ง เธอจึงเลิกเสียเวลาและหันไปหาความรู้เพิ่มเติม ด้วยการเข้าไปสมัครเป็นสมาชิกของแฟนเพจ “เบเกอรี่โซไซตี้”

ทำให้มีโอกาสรู้จัก เพื่อน-พี่-ครู ที่มีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับสารพัดปัญหาเบเกอรี่ และทราบว่ามีการเปิดสอนหลายคลาส คุณเปิ้ลเลยไม่พลาดที่จะสมัครเรียนเพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้กับตัวเอง

แสดงว่าตั้งใจจะทำอาชีพนี้จริงจัง คุณเปิ้ล บอก ตอนนั้นแค่อยากทำให้อร่อย อยากให้คนที่บ้านกินได้ เพื่อนกินได้ แทนที่จะไปซื้อเค้กราคา 400-500 บาท เพิ่มเงินอีกไม่กี่บาทก็ได้เรียนวิชาการทำแล้ว

เจ้าของเรื่องราว บอกต่อ เมื่อสะสมวิชาไว้ได้พอตัวแล้วได้เวลาหาทุนคืน โดยเริ่มต้นจากงานวันเกิดลูกชาย เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนเรียนชั้น ป.1 ในฐานะคุณแม่ (ใจดี) เลยทำคัพเค้ก ออกมาราว 50 ถ้วย เลี้ยงเพื่อนๆ ลูกแบบยกชั้นกันเลยทีเดียว

พอเพื่อนๆ ของลูกมีโอกาสได้ชิมก็ติดใจ จึงขอให้แม่ของพวกเขาสั่งให้ทานบ้าง ทำให้มีออร์เดอร์นับแต่นั้นเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้

ดำเนินธุรกิจแบบรับออร์เดอร์จากคนใกล้ตัวอยู่ 2 ปีกว่า รายรับเรียกว่าพอได้เป็นค่าขนมลูก

ล่าสุด คุณเปิ้ลเพิ่งจะเปิดเพจ Apple Blossoms Homemade บนเว็บไซต์เฟซบุ๊ก เมื่อไม่กี่วันก่อน พร้อมทำสติ๊กเกอร์โลโก้และเบอร์โทรติดลงบนกล่องขนมเค้กเป็นล็อตแรกแล้ว

เมื่อถามถึงเหตุผล คุณเปิ้ลยิ้มเขิน ก่อนเผยสั้นๆ ส่งท้าย

“อยากขายข้ามโรงเรียนบ้าง อยากทำให้เด็กๆ คนอื่นกิน เหมือนกับที่เราทำให้ลูกกิน เพราะใช้แต่ของดี ของใหม่ นมดี เนยสด ไม่ใส่มาร์การีนหรือเนยเทียมแต่งสี เด็ดขาด”

Apple Blossoms (แอปเปิ้ล บลอสซั่ม) รับทำเค้กโฮมเมดหลายรสชาติ ทั้งคัพเค้ก เค้กชาไทย เค้กส้ม เค้กแคร์รอต วุ้นปลาคาร์พ วุ้นถ้วยแฟนซี ฯลฯ

ลูกค้าสามารถออร์เดอร์ได้ล่วงหน้า 3-4 วัน จำนวนสั่งขั้นต่ำ กรณีคัพเค้ก 24 ถ้วยขึ้นไป ราคาขายถ้วยละ 25-30 บาท วุ้นถ้วยละ 35 บาท สั่ง 9 ถ้วยขึ้นไป ส่วนเค้กปอนด์ ขายกล่องละ 2 ปอนด์ ราคาขายเริ่มต้นที่ 600 บาท

สำหรับการจัดส่ง หากอยู่เขตกรุงเทพฯ ชั้นใน แม่ค้าใจดีจัดส่งให้ฟรี แต่ถ้าอยู่รอบนอกขอคุยรายละเอียดกันก่อน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณเปิ้ล-นุสรา เงิบพิมาย โทรศัพท์ (086) 625-9559 หรือ Facebook/Apple Blossoms Homemade

กล้วยเล็บมือนางแปรรูป “บ้านครูแอ๋ว” ช็อกโกบานาน่า ถูกใจคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07064151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

กล้วยเล็บมือนางแปรรูป “บ้านครูแอ๋ว” ช็อกโกบานาน่า ถูกใจคนรุ่นใหม่

พูดถึงกล้วยเล็บมือนาง เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ลิ้มชิมรสกันมาบ้างแล้ว ทั้งที่เป็นแบบธรรมชาติและแปรรูปในหลากหลายรสชาติ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันว่าแหล่งใหญ่ในการปลูกกล้วยเล็บมือนางที่รสชาติดีอยู่ที่จังหวัดชุมพร และเมื่อไม่นานมานี้ทาง กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ได้ประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือ จีไอ (Geographical Indication หรือ GI) ให้กับกล้วยเล็บมือนางชุมพร โดยระบุว่า กล้วยเล็บมือนางชุมพรลักษณะพิเศษคือ ผลเล็ก ปลายผลเรียว เรียงติดกันคล้ายนิ้วมือ ผลและเนื้อมีสีเหลืองทอง เปลือกบาง เนื้อนุ่ม รสหวาน มีกลิ่นหอม ส่วนกล้วยเล็บมือนางชุมพรอบแห้ง เนื้อกล้วยมีสีน้ำตาลนุ่มเหนียวและไม่แห้งจนเกินไป รสชาติหวาน สามารถปลูกและผลิตในพื้นที่จังหวัดชุมพร

เป็นหมู่บ้านวิทยาศาสตร์ฯ

วันก่อนได้มีโอกาสสนทนากับ “คุณรัชนี อุ้ยนอง” หรือที่เรียกกันติดปากว่า “ครูแอ๋ว” เจ้าของร้านบ้านครูแอ๋ว อยู่ตรงบริเวณศาลพ่อตาหินช้าง ตำบลสลุย อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพร อันเป็นแหล่งจำหน่ายกล้วยเล็บมือนางใหญ่อีกแห่งของชุมพร ใครผ่านไปผ่านมาถนนเส้นนี้มักจะแวะซื้อติดไม้ติดมือกลับไป

ในบรรดาร้านรวงแถวศาลพ่อตาหินช้างถือว่าร้านบ้านครูแอ๋วเป็นเจ้าแรกๆ ที่นำกล้วยเล็บมือนางมาแปรรูปขายเกือบ 20 ปีมาแล้ว ซึ่งสมัยก่อนอาจจะมีแค่ขายกล้วยเล็บมือนางอบแห้งเท่านั้น แต่ปัจจุบัน มีการนำมาแปรรูปหลายแบบเพื่อให้ถูกใจลูกค้าทุกเพศทุกวัย อาทิ กล้วยเล็บมือนางเคลือบช็อกโกแลต หรือช็อกโกบานาน่า กล้วยกรอบปรุงรส กล้วยเล็บมือนางทองม้วนกรอบ คุกกี้กล้วยเล็บมือนาง โดยนอกจากจะมีรสชาติอร่อยถูกปากผู้บริโภคแล้ว แพ็กเกจจิ้งยังสวยงาม ทันสมัยอีกด้วย เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของหมู่บ้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เข้ามาอบรมให้ความรู้ต่างๆ ในเรื่องการแปรรูปและแพ็กเกจจิ้ง เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร

ครูแอ๋ว เล่าว่า บริเวณศาลพ่อตาหินช้างเป็นแหล่งจำหน่ายกล้วยเล็บมือนางของจังหวัดชุมพร ซึ่งทำกันมานานแล้วเหมือนเป็นภูมิปัญญาชาวบ้านที่นี่ แต่มักมีปัญหาเรื่องการเก็บรักษา การผลิตไม่ได้มาตรฐาน เมื่อปี 2556 ทาง วศ. โดย อาจารย์วรรณดี มหรรณพกุล หัวหน้าทีมวิจัยของ วศ. ได้เข้ามาส่งเสริม แนะนำ และถ่ายทอดเทคโนโลยี ทำให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มดีขึ้นและได้มาตรฐานต่างๆ มีการส่งเสริมแปรรูปกล้วยเล็บมือนางให้เป็นผลิตภัณฑ์หลายอย่าง ซึ่งบางอย่างคิดขึ้นใหม่ บางอย่างก็ต่อยอดจากของเดิม

อย่างเช่นกล้วยอบชุบแป้งทอด เดิมทำอยู่แล้ว แต่ทาง วศ. ได้แนะนำให้ทำแป้งจากกล้วยเล็บมือนาง คือเมื่อก่อนใช้แป้งอเนกประสงค์ อย่างแป้งมัน แป้งหมี่ เป็นส่วนผสม ทำแล้วรสชาติแข็งกระด้าง แต่พอ วศ. ไปถ่ายทอดเทคโนโลยีให้ทำแป้งกล้วย แล้วนำแป้งกล้วยนั้นมาผสม ปรากฏว่ารสชาติดีขึ้น โดยใช้แป้งกล้วยผสมประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์

ได้โอท็อป 4 ดาว

ครูแอ๋ว อธิบายถึงการทำแป้งกล้วยว่า เริ่มจากการนำกล้วยดิบมาทำ พอปอกเสร็จก็สไลซ์ให้เป็นแผ่นบางๆ แต่ไม่เอาไส้ เพราะไส้เป็นเม็ด จากนั้นนำเนื้อไปอบในตู้พลังงาน หรือไปอบในตู้ลมร้อนก็ได้ เมื่ออบแล้วสังเกตดูว่ากรอบแล้วให้นำมาบด โดยใช้เครื่องปั่นหรือเครื่องบด จากนั้นเอามาร่อนให้แป้งละเอียด แล้วไปผสมกับแป้งอื่นที่เป็นส่วนผสมอยู่แล้ว

ใครที่เคยได้รับประทานกล้วยอบชุบแป้งทอดสูตรของครูแอ๋วต่างติดอกติดใจกันเป็นแถว ซึ่งขายมาหลายปีแล้ว เวลาไปขายตามงาน หรือไปช่วยในงานกุศลต่างๆ ลูกค้าชื่นชอบกันอย่างมาก เรียกว่าทอดกันไม่ทันเลย ซึ่งพอทอดเสร็จแล้วจะมีการอบไล่น้ำมันอีกครั้งหนึ่งด้วย นับเป็นสินค้าที่ขายดีมาก

ครูแอ๋ว บอกว่า กล้วยเล็บมือนางแปรรูปอีกอย่างที่ทาง วศ. มาช่วยแนะนำคือ ช็อกโกบานาน่า โดยให้นำทุเรียนชิ้นเล็กๆ มาเพิ่มความอร่อย จึงได้นำทุเรียนอบกรอบชิ้นเล็กๆ ที่ไม่มีราคาอะไรมาใส่ ส่วนกล้วยก็เลือกที่ผิวไม่สวยมาทำ ปรากฏว่ารสชาติดี และเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ส่งเข้าประกวดโอท็อปก็ได้ 4 ดาว โดยกล้วยเล็บมือนางเคลือบช็อกโกแลตขายกล่องละ 150 บาท มี 4 ชิ้น น้ำหนัก 600 กรัม

ช็อกโกบานาน่านับว่าถูกใจบรรดาคนรุ่นใหม่ ซึ่งมักชอบรับประทานช็อกโกแลตกันอยู่แล้ว แต่เท่าที่สังเกตดูคนรุ่นเก่าก็ยังชอบกล้วยเล็บมือนางอบ

สำหรับกำลังผลิตของร้านบ้านครูแอ๋วนั้น วันหนึ่งสามารถอบกล้วยได้วันละ 40-50 กิโลกรัม โดยกล้วยเล็บมือนางอบแห้งเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุด ถ้าเป็นเกรดเอ ขายกิโลกรัมละ 120 บาท เกรดรองลงมา ขายกิโลกรัมละ 100 บาท ส่วนที่ขายดีรองลงมาเป็นกล้วยกรอบปรุงรส ซึ่งมีหลายรสชาติ ทั้งรสเค็ม รสหวาน ส่วนถ้าเป็นรสบาร์บีคิว ต้มยำ หรือรสอื่นๆ จะทำตามที่ลูกค้าสั่ง และกล้วยเคลือบช็อกโกแลต

ที่ผ่านมา ปัญหาอย่างหนึ่งของการแปรรูปกล้วยเล็บมือนางคือ กล้วยอบธรรมดาทั่วไปจะมีสีดำคล้ำ แต่ทาง วศ. ได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหานี้ ด้วยการแนะให้นำกล้วยไปล้างน้ำเกลือก่อนจะเข้าตู้อบ พร้อมกันนั้นยังได้แนะนำในเรื่องแพ็กเกจจิ้งว่า ถ้าบรรจุแล้วโดนแสง สีของกล้วยก็จะเปลี่ยนไป ดังนั้น ควรใส่ถุงฟอยล์สี เพื่อช่วยในการยืดอายุสีกล้วยให้คงทน

หน้าแล้งกล้วยขาดแคลน

ครูแอ๋ว บอกด้วยว่า ปัญหาอีกอย่างที่เจอคือ ช่วงหน้าแล้งกล้วยจะมีจำนวนน้อยกว่าปกติ เพราะการปลูกกล้วยขึ้นอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศ โดยในหน้าฝนขายกันแบบชั่งทั้งเครือ ตกกิโลกรัมละ 5-6 บาท แต่พอถึงหน้าแล้งขายกันกิโลกรัมละ 7-9 บาท ดังนั้น เพื่อให้กล้วยมีพอเพียงจะมีการปลูกแซมในสวนยางพาราและสวนปาล์ม

ทั้งนี้ ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีของ วศ. ได้ทำแบบครบวงจร เนื่องจากรับรู้ปัญหาอยู่แล้วว่า กลุ่มผู้ผลิตในระดับชุมชนยังขาดประสบการณ์ด้านการจัดการ การตลาด และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ ซึ่งที่ผ่านมา นอกจากจะแนะนำเรื่องการผลิตให้มีจุดขายเพื่อดึงดูดให้คนรุ่นใหม่หันมาบริโภคแล้ว ยังให้ข้อมูลในเรื่องของการขอมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) และการขอการรับรองมาตรฐาน การพัฒนาคุณภาพสินค้ากล้วยเล็บมือนางแปรรูป การพัฒนาคุณภาพบรรจุภัณฑ์กล้วยเล็บมือนางแปรรูป มาตรฐานการผลิตขั้นต้น (Primary GMP) และ เครื่องหมาย อย. รวมถึงความรู้เรื่องอายุการเก็บผลิตภัณฑ์ พร้อมกันนั้นยังได้ช่วยเหลือสนับสนุนในการหาตลาดอีกด้วย

ปัจจุบัน ร้านบ้านครูแอ๋ว ใช่แต่จะเป็นร้านหนึ่งที่มีลูกค้ามาอุดหนุนเป็นประจำเท่านั้น แต่ที่นี่ยังเป็นแหล่งเรียนรู้ครูภูมิปัญญาท้องถิ่น ถือเป็นศูนย์การเรียนรู้เรื่องการแปรรูปกล้วยเล็บมือนางที่มีกลุ่มต่างๆ จากทั้งในจังหวัดชุมพรและที่อื่นมาศึกษาดูงานเกี่ยวกับการแปรรูปสินค้าเกษตรเพื่อเพิ่มมูลค่า รวมถึงนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาในจังหวัดชุมพร ซึ่งจะมีการสาธิตการผลิตให้ดูกันสดๆ ขณะเดียวกัน จะได้ชิมกล้วยเล็บมือนางแปรรูป อย่างกล้วยเล็บมือนางอบเคลือบช็อกโกแลต หรือกล้วยเล็บมือนางอบชุบแป้งทอด

อ่านถึงตรงนี้ใครที่อยากรับประทานกล้วยเล็บมืองนางแปรรูปบ้านครูแอ๋ว สามารถหาซื้อที่ได้ที่ ดิ โอลด์สยาม ตลาดไท ร้านเฮนเบเกอรี่ที่จังหวัดยะลา และที่ศูนย์โอท็อปของเทศบาลชุมพร และหากกลุ่มแม่บ้านหรือผู้สนใจทั่วไป อยากจะไปชมการผลิต โทรศัพท์ติดต่อได้ที่ (081) 477-0053

“ขนมบ้านโกไข่” ของฝากดัง สงขลา เตรียมบุกตลาด AEC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07057011058&srcday=2015-10-01&search=no

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 382

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ขนมบ้านโกไข่” ของฝากดัง สงขลา เตรียมบุกตลาด AEC

เดิมขนมบ้านโกไข่ มีเพียงพัฟสังขยา ปัจจุบัน คุณพรศักดิ์เพิ่มเมนูหลากหลาย อาทิ เต้าส้อ เค้กสามเหลี่ยมมะพร้าวอ่อน เค้กไข่ถ้วย เค้กเนื้อนุ่ม ขนมเปี๊ยะ พัฟฝอยทอง ได้ทั้งมาตรฐาน อย. GMP FSSC ฮาลาล และต่อไปจะเข้าสู่มาตรฐาน ISO

ขึ้นแท่นของฝากเลื่องชื่อสำหรับ “ขนมบ้านโกไข่” ประจำอำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมนูเด่นที่ทุกคนต่างโปรดปราน ได้แก่ เค้กสามเหลี่ยมไส้มะพร้าวอ่อน เปี๊ยะกุหลาบ ขนมปังสังขยา พายสับปะรด กิจการทั้งหมดอยู่ภายใต้การบริหารของ คุณพรศักดิ์ ตั้งคำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ขนมบ้านโกไข่ จำกัด อดีตวิศวกรชายหนุ่มผู้หลงรักขนมหวาน

สำหรับต้นกำเนิดร้านขนมบ้านโกไข่ มาจากจังหวัดตรัง ดินแดนเลื่องชื่อด้านขนมเค้ก ผลิตเค้กมาตั้งแต่รุ่นคุณปู่ คุณย่า พอมาถึงรุ่นหลานได้สร้างแบรนด์ “ขนมบ้านโกไข่” ให้เป็นที่รู้จัก และการยอมรับของผู้บริโภค ปัจจุบัน กลายเป็นร้านขนมชื่อดังมีมากถึง 9 สาขา ขึ้นแท่นของฝากดังของภาคใต้ไปแล้ว

“โกไข่” ชื่อคุณอา

สูตรขนมสืบทอดรุ่นสู่รุ่น

คุณพรศักดิ์ เผยว่า ครอบครัวมีสูตรทำขนมที่ตกทอดรุ่นสู่รุ่นมายาวนาน ราว พ.ศ. 2538 คุณอามีนามว่า “โกไข่” อาศัยอยู่อำเภอทับเที่ยง จังหวัดตรัง ท่านทำพัฟสังขยา ขายเพียงเมนูเดียว ในขณะนั้นใช้วิธีเร่ขายบนรถมอเตอร์ไซค์ในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง ไปจนถึงจังหวัดสตูล

พัฟสังขยาของคุณอาโกไข่ หลานชายเล่าว่า รสชาติดี กลมกล่อม ไม่มีแบรนด์ ตอนเป็นวัยรุ่นเคยอาสาไปช่วยขายด้วยการเดินหาบขายเหมือนชาวบ้านทั่วไป รวมถึงข้ามจังหวัดมาขายในตลาดกิมหยง จังหวัดสงขลา บางครั้งขายได้ บางครั้งก็ขายไม่ได้ ถูกปฏิเสธจากร้านค้า หรือแม้กระทั่งการไปออกบู๊ธตามงานประจำจังหวัด รู้สึกแปลกใจทั้งๆ ที่ขนมอร่อย จนกระทั่งได้รู้จากปากลูกค้าว่าขนมซื้อไปเสียง่าย เพราะไม่ใส่สารกันบูด ทำให้อายุขนมค่อนข้างสั้น ขึ้นราได้ง่าย จึงถูกปฏิเสธ

ช่วงที่คุณอาจำหน่ายขนมเรื่อยมา คุณพรศักดิ์ทำงานเป็นวิศวกร บมจ.ซิโน-ไทยฯ จนกระทั่ง พ.ศ. 2552 เขาเริ่มเบื่องานประจำ อยากทำธุรกิจส่วนตัว อยากมีเวลาให้ครอบครัว เลยตัดสินใจรับพัฟสังขยาจากคุณอามาขายที่จังหวัดสงขลา เพราะมองว่าเป็นจังหวัดใหญ่ มีความหลากหลายของผู้คน

การเปลี่ยนบทบาทจากวิศวกร มาเป็นพ่อค้าไม่ง่ายอย่างที่คิด คุณพรศักดิ์ เผยว่า ช่วงแรกขนมขายไม่ดี ต้องเผชิญกับเงื่อนไขหลายอย่าง อาทิ คู่แข่ง อายุของขนมสั้น ทำให้เงินเก็บเริ่มร่อยหรอ จึงกลับมาหาจุดอ่อนของธุรกิจ พร้อมจัดระบบการบริหารจัดการด้านการผลิตใหม่ทั้งหมด เริ่มสร้างแบรนด์ เริ่มบริหารจำนวนคนให้สมดุลกับต้นทุนที่เป็นจริง

“ช่วงเปิดร้านระยะแรก ขายดีเป็นบางวัน บางวันก็ขายไม่ได้ กว่าจะตั้งตัวได้ใช้เวลาประมาณ 3 ปี ระหว่างนั้นไปเข้าเรียนโครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม (คพอ.) ของกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม เป็นรุ่นที่ 247 ทำให้เริ่มมีความรู้ความเข้าใจการทำธุรกิจเอสเอ็มอีมากขึ้น ประกอบกับได้เพื่อนนักธุรกิจหลายคน ทำให้ได้ไปเปิดตลาดที่ประเทศพม่า และเวียดนาม”

ขนมทำสด ไม่ใส่สารกันบูด

มีมาตรฐาน การันตีคุณภาพ

โครงการภาครัฐที่ผู้ประกอบการเข้าร่วม อาทิ โครงการพัฒนาผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรม (คพอ.) โครงการสร้างและพัฒนาผู้ประกอบการเพื่อรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โครงการพัฒนาโรงงานอาหารไทยเพื่อสร้างศักยภาพในการส่งออกของสถาบันอาหาร โครงการพัฒนาโรงงานอาหารไทยเพื่อสร้างศักยภาพในการส่งออก เป็นต้น

จากเดิม ขนมบ้านโกไข่ มีเพียงพัฟสังขยา ปัจจุบัน คุณพรศักดิ์เพิ่มเมนูหลากหลาย อาทิ เต้าส้อ เค้กสามเหลี่ยมมะพร้าวอ่อน เค้กไข่ถ้วย เค้กเนื้อนุ่ม ขนมเปี๊ยะ พัฟฝอยทอง ได้ทั้งมาตรฐาน อย. GMP FSSC ฮาลาล และต่อไปจะเข้าสู่มาตรฐาน ISO เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ดีขึ้น

ด้วยมาตรฐานระดับสากล ทำให้ขนมบ้านโกไข่กลายเป็นที่ยอมรับของลูกค้า เจ้าของกิจการ กล่าวว่า ลูกค้า 3 จังหวัดภาคใต้เยอะมาก กลุ่มลูกค้ามุสลิมเยอะ โดยสาขาที่ขายดีที่สุดคือ สาขาเรือนไทย ตั้งอยู่หน้ามหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ปัจจุบัน มีรายได้รวมประมาณ 5 ล้านบาท ต่อเดือน

ปัจจุบัน ขนมบ้านโกไข่มี 9 สาขา ได้แก่ สาขาผาสุก ตรงข้ามตลาดกรีนเวย์, สาขาเรือนไทย หน้ามหาวิทยาลัยหาดใหญ่, สาขาศิครินทร์ เยื้องโรงพยาบาลศิครินทร์, สาขาถนนไทรบุรี อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา, สาขา มอ.บริเวณศูนย์อาหาร รพ.สงขลานครินทร์, สาขา สวท. ตรงข้าม อบจ.สงขลา, สาขาโอเดียน บริเวณหน้าห้างสรรพสินค้าโอเดียน, สาขาสนามบิน บริเวณประตูทางออกท่าอากาศยานนานาชาติหาดใหญ่ และ สาขาปั๊ม ปตท.ท่าช้าง

สำหรับจุดเด่นของขนมบ้านโกไข่คือ ไม่มีสารกันบูด สารกันเสีย ทำให้ขนมสดเก็บได้ไม่เกิน 7 วัน ดังนั้น ความยากจึงอยู่ที่การบริหารของสดให้ดี และอาศัยว่าในแต่ละวันขายหมด

“ทางร้านมีจุดแข็งคือ ไม่ใส่สารกันบูด แต่ก็กลายเป็นจุดอ่อน เพราะทำให้ขนมมีอายุสั้น ส่งออกไปต่างประเทศยาก จนถึงวันนี้ก็ยังหาวิธียืดอายุขนมให้เก็บไว้นานไม่ได้ ทำได้เพียงแช่แข็งในอุณหภูมิ -18 แช่แข็งได้เพียง 50 วัน หากเกินจะพบปัญหาการแคร็กของแป้ง กล่าวคือขนมไม่สวย ขณะที่หากต้องการขายต่างประเทศต้องแช่แข็งได้นาน 90 วันเป็นอย่างน้อย”

9 สาขาในภาคใต้

เตรียมบุกตลาดต่างประเทศ

ปัจจุบัน ขนมบ้านโกไข่มีผลิตภัณฑ์ให้เลือก 48 รายการ ทั้งหมดเป็นขนมสดใหม่ทุกวัน โดย 5 อันดับยอดนิยม ได้แก่ เค้กสามเหลี่ยมมะพร้าวอ่อน เปี๊ยะกุหลาบ เค้กไข่ถ้วย เค้กเนื้อนุ่ม และเปี๊ยะละมุน

เจ้าของร้านขนมบ้านโกไข่ บอกต่อว่า ขณะนี้ถือว่าธุรกิจประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง กลุ่มลูกค้าหลักยังคงเป็นคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว ต่อไปจากนี้จะมองตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะตลาดจีนที่นิยมทานขนมเปี๊ยะ ที่ผ่านมาได้เดินทางไปดูงานตามต่างประเทศ อาทิ พม่า มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม เป็นต้น

สำหรับขนมที่ขายดีที่สุดคือ เค้กสามเหลี่ยมมะพร้าวอ่อน ผลิตเดือนละประมาณ 100,000-150,000 ชิ้น แต่มีข้อจำกัดคือ มะพร้าวอ่อนเป็นสินค้าฤดูกาล จึงไม่ได้มีขายทั้งปี ด้านผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมรองลงมาคือ ขนมเปี๊ยะกุหลาบ

“ตลาดขนมยังไปได้ดี แม้จะมีคู่แข่งระดับบนและล่างเกิดขึ้นตลอด อย่างไรก็ตาม ขนมบ้านโกไข่ไม่ได้มองเรื่องการแข่งขัน แต่ตั้งใจผลิตขนมมีคุณภาพมากกว่า”

ภายในปี 2558 ผู้บริหารคาดว่าจะเปิดสาขาเพิ่มอีก 3 สาขาตั้งในจุดที่คนสามารถแวะได้ง่ายคือ บริเวณเส้นทางหลวงหมายเลข 4 ซึ่งเป็นสายหลักที่จะไปทาง 3 จังหวัดชายแดนใต้ ส่วนอีก 2 สาขามองไว้ที่บริเวณด่านสะเดา และโรงพยาบาลหาดใหญ่

สาเหตุที่ต้องเน้นถนนเส้นหลัก กรรมการผู้จัดการ มองว่า ผลิตภัณฑ์หลักของร้านคือ ของฝาก ฉะนั้น จำเป็นต้องตั้งในจุดที่คนสามารถแวะได้ง่าย รวมถึงอนาคตอยากเปิดสาขาในกรุงเทพฯ โดยเล็งพื้นที่ย่านดอนเมืองด้วย

วันนี้ ขนมบ้านโกไข่ ผงาดขึ้นเป็นร้านขนมของฝากของดี จังหวัดสงขลา ชนิดที่ใครไปใครมาต้องไม่พลาดแวะช็อปขนมติดไม้ติดมือ

“ฟารีดา ดราย ฟรุตส์” อินทผลัมคัดคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07060150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

อาหารสร้างอาชีพ

ดวงกมล

“ฟารีดา ดราย ฟรุตส์” อินทผลัมคัดคุณภาพ

“ลูกค้ากลุ่มใหญ่เป็นคนจีน ตามด้วยคนไทยนับถือศาสนาพุทธ และชาวมุสลิม กลุ่มอายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป นิยมซื้ออินทผลัมไปบริโภคเพื่อบำรุงสุขภาพ”

นอกจากชาวมุสลิมจะนิยมทาน “อินทผลัม” เพื่อช่วยบรรเทาความอยากอาหาร และบำรุงร่างกายในเดือนรอมฎอน หรือการถือศีลอด พิธีศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาอิสลาม

“อินทผลัม” ยังเป็นผลไม้ทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงในกลุ่มผู้รักสุขภาพ เพราะมีให้ทานทั้งแบบสดและอบแห้ง อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย ไม่มีคอเลสเตอรอล ช่วยลดอาการท้องผูก ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ ว่ากันว่า การทานอินทผลัมจะช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า ช่วยเพิ่มสารอาหารสำคัญในน้ำนมแม่ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ชาวมุสลิมเชื่อกันว่า อินทผลัมเป็นผลไม้ที่พระผู้เป็นเจ้า ประทานให้เลยทีเดียว

เจ้าตลาดในไทย

ขายดี ไปต่างประเทศ

ในเมืองไทยผู้นำตลาดอินทผลัมรายใหญ่คือ บริษัท ฟารีดา เดทส์ แอนด์ นัทส์ จำกัด ประกอบกิจการจำหน่ายอินทผลัมและผลไม้อบแห้งหลากชนิด บริหารงานโดยสองสามีภรรยา คุณเราะห์หมัด-คุณไลลา เรืองปราชญ์

คุณไลลา เท้าความว่า เมื่อ 30 ปีที่แล้ว คุณแม่นำเข้าอินทผลัมหลายเกรดจากประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง เข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย โดยลักษณะสั่งซื้อแล้วนำมาบรรจุถุงขาย เน้นขายลูกค้าชาวมุสลิมด้วยกัน แต่หลังจากตนเข้ามาสืบทอดกิจการต่อ ได้ปรับแนวทางการตลาดใหม่ หันมานำเข้าอินทผลัมสดคุณภาพดีเกรดพรีเมี่ยมเท่านั้น โดยเฉพาะแถบลุ่มแม่น้ำจอร์แดนที่ได้ชื่อว่า เป็นแหล่งผลิตอินทผลัมคุณภาพดี รสชาติอร่อยเข้ามาจำหน่าย

หลังจากที่คุณไลลาเข้ามาสานต่อกิจการครอบครัว เธอและเครือญาติเริ่มทำการตลาดด้วยการนำอินทผลัม และบรรดาผลไม้อบแห้ง อาทิ แอพริคอต ลูกเกด ผลฟิกซ์ ถั่วพิสตาชิโอ ไปออกบู๊ธจำหน่ายตามสถานที่ต่างๆ รวมถึงเข้าห้างสรรพสินค้าชั้นนำกว่า 60 จุด เช่น ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ สยามพารากอน เดอะมอลล์ ฯลฯ ใช้เครื่องหมายการค้า “ฟารีดา ดราย ฟรุตส์”

“ฟารีดาคือ ชื่อแม่ ผู้ก่อตั้งกิจการ แต่ภายหลังที่ดิฉันเข้ามาบริหารได้จดทะเบียนรูปแบบบริษัท และใช้เครื่องหมายการค้าว่า ฟารีดา ดราย ฟรุตส์ เริ่มมีการนำสินค้าไปออกร้านจำหน่ายตามหน่วยงาน ย่านธุรกิจใหญ่ๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อตอบสนองความต้องการของคนเมืองที่รักสุขภาพ ได้พบปะลูกค้าโดยตรง กิจกรรมการตลาดนี้ประสบความสำเร็จ ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคจำนวนมาก”

คุณไลลา บอกต่อว่า ปัจจุบัน ทางบริษัทเริ่มขยายตลาดไปยังสมาชิกกลุ่มประชาคมอาเซียน เช่น นำสินค้าไปออกงานแสดงและจำหน่ายสินค้าที่ประเทศกัมพูชา มาเลเซีย ปรากฏว่าสินค้าขายดี เพราะคนกัมพูชาและมาเลเซียให้ความสนใจบริโภคผลไม้เพื่อสุขภาพเช่นเดียวกัน

แจกแจงแต่ละสายพันธุ์

นำเข้าปีละ 2,000 ลัง

สำหรับที่มาของบรรดาอินทผลัมคุณภาพคัดเกรด และผลไม้อบแห้ง หญิงสาวระบุว่า นำเข้าจากหลายๆ ประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง อาทิ ซาอุดีอาระเบีย โมร็อกโก อิหร่าน ตุรกี แถบลุ่มแม่น้ำจอร์แดน ญี่ปุ่น ซึ่งสายพันธุ์อินทผลัมที่บริษัทนำเข้า ยกตัวอย่าง “อัจวะ” (Ajwa) หรือ “อัจวะห์” (Ajwah) อินทผลัมสุดยอดปรารถนาของชาวมุสลิมทั่วโลก “เมดจูล” (Medjool) มีผลขนาดใหญ่ที่สุด เป็นพันธุ์ที่นิยมทานผลแห้ง “มับรูม” (Mabroom) ลักษณะเด่นคือ เนื้อเหนียว หนึบ หวาน ไม่เหนอะหนะ

เจ้าของกิจการ อธิบายสายพันธุ์อินทผลัมคร่าวๆ ว่า “อัจวะ” มีแหล่งกำเนิดจากประเทศซาอุดีอาระเบีย ปลูกมากในแถบมาดีนะ เป็นเมืองสำคัญทางศาสนาอิสลาม ลักษณะเด่นของอินทผลัมพันธุ์นี้คือ ผลมีขนาดเล็ก ถึงปานกลาง ผลแก่จะแห้งและมีสีดำ รสชาติหวานฉ่ำ แตกต่างจากพันธุ์อื่น เนื้อกึ่งแห้งละเอียด เหนียวนุ่มและมีเส้นใยมาก ผู้คนทั่วโลกนิยมบริโภคอัจวะเพื่อบำรุงร่างกาย ราคาอินทผลัมพันธุ์นี้ในตลาดโลกอยู่ในเกณฑ์ที่สูง ปัจจุบันบริษัทนำเข้าอัจวะเข้ามาขายในราคากิโลกรัมละ 1,500 บาท

ส่วนราชาแห่งอินทผลัมคือ เมดจูล (Medjool) ขนาดผลใหญ่ที่สุด เป็นพันธุ์ที่นิยมทานผลแห้ง มีแหล่งกำเนิดอยู่ในประเทศโมร็อกโก อินทผลัมพันธุ์นี้มีเนื้อนุ่ม เนื้อทราย ไม่เหนียวหนึบมาก รสชาติหวานฉ่ำมากๆ ปัจจุบัน บริษัทนำเข้าอินทผลัมพันธุ์นี้มาจากประเทศจอร์แดน เข้ามาขายตลอดทั้งปี ในราคากิโลกรัมละ 1,000 บาท

นอกจากนี้ ยังมีสายพันธุ์ มับรูม (Mabroom) เป็นอินทผลัมที่นำเข้าจากประเทศซาอุดีอาระเบีย ลักษณะเด่นคือ เนื้อเหนียว หนึบ หวาน ไม่เหนอะหนะ ในต่างประเทศนิยมนำอินทผลัมพันธุ์นี้มาแกะเมล็ดออก แล้วนำมะม่วงหิมพานต์ ถั่วอัลมอนด์มาสอดไส้ ก็ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในวงกว้าง

มีอินทผลัมที่ขายดีมากในช่วงฤดูถือศีลอดคือ อินทผลัมพันธุ์อียิปต์ (Egypt) มีลักษณะเด่นคือ ผลโต รสหวานมากๆ เก็บได้นาน ราคาไม่แพง และพันธุ์บาร์ฮี (Barhee/Barhi) จากประเทศจอร์แดน เข้ามาขายในไทยเป็นระยะเวลา 1 เดือนเต็มในช่วงฤดูถือศีลอด ซึ่งอินทผลัมพันธุ์นี้จะมีรสชาติกรอบอร่อย หวานมัน หากยังไม่แก่เต็มที่จะมีรสฝาดปนเล็กน้อย หากทานไปเรื่อยๆ จะมีรสหวานไม่มีรสฝาดเลย

เข้าห้างดัง 60 แห่ง

แบ่งการตลาด 2 ทีม

เนื่องจากอินทผลัมมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมาก ให้พลังงานสูง มีสรรพคุณช่วยบำรุงร่างกาย ตรงนี้นับเป็นจุดขายสำคัญที่ช่วยดึงดูดความสนใจของลูกค้าให้เข้ามาซื้ออินทผลัมของบริษัทดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งลูกค้ากลุ่มใหญ่ที่นิยมซื้ออินทผลัมไปบริโภคเพื่อบำรุงสุขภาพตลอดทั้งปีคือ คนจีน คนไทย และชาวมุสลิม

“ลูกค้ากลุ่มใหญ่เป็นคนจีน ตามด้วยคนไทยนับถือศาสนาพุทธ และชาวมุสลิม กลุ่มอายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป นิยมซื้ออินทผลัมไปบริโภคเพื่อบำรุงสุขภาพ โดยนิยมทานอินทผลัมประมาณ 5-7 ผลในช่วงเช้า ส่วนลูกค้าอีกกลุ่มนิยมซื้อผลไม้อบแห้งอื่นๆ เช่น แอพริคอต ลูกเกด ผลฟิกซ์ ถั่วพิสตาชิโอ เพื่อเป็นของขวัญของฝากตามเทศกาลสำคัญต่างๆ ตลอดทั้งปี”

คุณไลลา บอกต่อว่า สำหรับช่วงที่ชาวมุสลิมถือศีลอดจะขายดีเป็นพิเศษ เพราะชาวมุสลิมจะนิยมทานอินทผลัมเป็นอาหารมื้อแรก ตามคำสอนของท่านนบีมุฮัมมัด พระศาสดาของศาสนาอิสลาม เพราะอินทผลัมเป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยน้ำตาล ไขมัน โปรตีน และวิตามินสำคัญๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย โดยเมื่อทานเข้าไปแล้วจะดูดซึมเข้าตับอย่างรวดเร็วเพื่อช่วยบำรุงร่างกายที่อ่อนเพลียให้มีกำลัง

ด้านปริมาณนำเข้าอินทผลัมและผลไม้อบแห้ง แต่ละปีบริษัทฟารีดาฯ จะนำเข้าราว 1,000-2,000 ลัง หรือราว 10,000-20,000 กิโลกรัม แล้วแต่ออร์เดอร์และความต้องการของลูกค้า 80 เปอร์เซ็นต์เป็นอินทผลัม 20 เปอร์เซ็นต์เป็นผลไม้อบแห้ง

ในส่วนของวิธีการเก็บรักษา เจ้าของกิจการ เผยว่า ทั้งอินทผลัมและผลไม้อบแห้งเก็บเข้าห้องทำความเย็น -10 องศา จะสามารถคงสภาพกึ่งสดกึ่งแห้งไว้ได้นานที่สุด หากเก็บช่องฟรีซจะมีอายุ 1 ปี เก็บอุณหภูมิปกติมีอายุอยู่ได้ 3 วัน กรณีสินค้าไม่ผ่าน QC จะใช้วิธีนำไปบริจาค

ปัจจุบัน ทีมการตลาดของบริษัทดังกล่าว แบ่งเป็น 2 ทีม ทีมของคุณไลลา และทีมของน้องสาวและน้องชายของคุณเราะห์หมัด (สามี) ซึ่งทีมของคุณไลลาจะเน้นป้อนวัตถุดิบ และออกบู๊ธตามงานแสดงสินค้าต่างๆ ส่วนอีกทีมเจาะตลาดห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ ศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ สยามพารากอน เดอะมอลล์ บิ๊กซี โลตัส ท็อปส์ ซูเปอร์มาร์เก็ต เป็นต้น

ตลอดระยะเวลากว่า 30 ปีที่ “ฟารีดา ดราย ฟรุตส์” สั่งสมชื่อเสียงมาไม่ใช่เรื่องง่าย คุณไลลาย้ำว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือ คุณภาพ ความซื่อสัตย์กับลูกค้า และราคายุติธรรม

ใครสนใจอยากได้ข้อมูลเพิ่มเติม หรือติดต่อสั่งซื้อสินค้าอินทผลัมของบริษัทฟารีดาฯ ต้องสั่งจำนวนขั้นต่ำ 10 กิโลกรัม หรือสอบถามข้อมูลได้ที่ เลขที่ 50/105 ซอยลาดพร้าว 114 (สันต์ประเสริฐ) ถนนลาดพร้าว แขวงวังทองหลาง เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (081) 819-2624

“ปรุง” รุก 2 ช่องทาง ดีลิเวอรี่ + หน้าร้าน เข้าถึง “คนเมือง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07048010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

อาหารสร้างอาชีพ

สดุจตา

“ปรุง” รุก 2 ช่องทาง ดีลิเวอรี่ + หน้าร้าน เข้าถึง “คนเมือง”

“ตอนนั้นเรามองว่าฐานลูกค้าเริ่มกว้างขึ้น และตั้งแต่เริ่มต้น ภรรยาก็เป็นคนลงมือทำเอง เขาชอบทำอาหารมาก การขยายร้านจะทำให้เกิดพื้นที่พบปะลูกค้า ทั้งยังให้ลูกค้าได้สัมผัสบรรยากาศที่บ่งบอกถึงความเป็นเรา ส่วนแนวทางของรสชาติอาหารไม่ได้มีอะไรมากเลยครับ แค่ทำทานอย่างไร ก็ทำขายอย่างนั้น”

ประสบผลสำเร็จกับการทำธุรกิจอาหารผ่านช่องทางจำหน่ายในโลกออนไลน์มาแล้ว การต่อยอดธุรกิจให้ก้าวไปสู่หน้าร้าน จึงเป็นอีกช่องทางหนึ่งที่ คุณปิยะ ศาสตรวาหา และ คุณอภิชนา ศาสตรวาหา ลงมือทำ

จนเกิดเป็นร้าน “ปรุง” ครัวของชุมชน โดยมีระบบการขายผ่าน 2 ช่องทาง ดีลิเวอรี่ + หน้าร้าน ที่สามารถเข้าถึงเป้าหมาย “คนเมือง”

ดีลิเวอรี่สู่หน้าร้าน

ปรุงจากใจ ใส่รสมือ

คุณปิยะ ศาสตรวาหา หรือ “โป้ โยคีเพลย์บอย” ชายหนุ่มน้ำเสียงดี (อัธยาศัยดี) บอกเล่าเรื่องราวถึงบทบาทใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในชีวิตกับการทำธุรกิจร้านอาหารว่า เกิดจากตนเองและภรรยาได้วางแผนเติมเต็มชีวิตคู่โดยมีลูกเป็นโซ่ทองคล้องใจ แต่ด้วยขณะนั้นทั้งสองยังรับบทบาททำงานนอกบ้านด้วยกันทั้งคู่

ฉะนั้น ถ้าจะมีลูก จึงต้องมีใครคนใดคนหนึ่ง ก้าวเข้ามารับหน้าที่นี้แบบเต็มร้อย และว่าที่คุณแม่ คุณอภิชนา ศาสตรวาหา หรือ คุณหนูเล็ก คือผู้เสียสละอย่างเต็มใจ

“เรา 2 คนมีความคิดเห็นตรงกันว่า ถ้ามีลูกก็ต้องการเลี้ยงเอง กระทั่งตั้งท้อง จึงสรุปว่า ภรรยายอมออกจากงาน แต่เราก็มองหาธุรกิจเล็กๆ ที่สามารถจะทำควบคู่ไปกับการดูแลลูกได้”

ด้วยเพราะคุณแม่ของคุณหนูเล็กมีพรสวรรค์ ถนัดปรุงรสอาหาร โดยเฉพาะอาหารปักษ์ใต้ โดยมีสูตรทำทานมากมาย จนเมื่อเห็นว่าบุตรสาวต้องการสร้างอาชีพ จึงหยิบยื่นสูตรพร้อมสอนการปรุงรสให้อย่างเต็มอกเต็มใจ

“เมื่อประมาณ 3 ปี เรามองว่า จะทำอาหารผ่านช่องทางจำหน่ายด้วยระบบออนไลน์ ทำเป็นดีลิเวอรี่ แต่ว่าขณะนั้น คุณแม่และผู้ใหญ่ยังไม่เข้าใจว่าจะไปรอดได้อย่างไร เพราะดีลิเวอรี่เป็นอะไรที่ใหม่มาก แต่ก็ขอโอกาสท่านในการลองทำ ซึ่งคุณแม่บอกว่า ถ้าอย่างนั้นสอนให้สูตรเดียวก่อน คือขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้” คุณหนูเล็ก เล่าถึงจุดเริ่มต้นกับการขายอาหารผ่านช่องทางดีลิเวอรี่

หลังเปิดโลกออนไลน์ ปรากฏว่าเสียงตอบรับดี มียอดสั่งซื้อเข้ามาต่อเนื่อง ผู้ใหญ่จึงเห็นเป็นว่าช่องทางนี้สามารถสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้ครอบครัวบุตรสาว จึงสอนเพิ่มเติมเมนูต่างๆ ให้

ร้านปรุง ในรูปแบบดีลิเวอรี่ จึงมีชื่อเสียง ส่งผลให้คุณโป้ และคุณหนูเล็ก ต้องหันหน้ามาคุยถึงการต่อยอดสร้างหน้าร้านเป็นของตนเอง เพราะเชื่อว่ายังมีกลุ่มเป้าหมายที่หวังนั่งทานอาหารนอกบ้าน ภายใต้บรรยากาศอบอุ่น

โชว์อาหารปักษ์ใต้

ตั้งไว้เป็นครัวชุมชน

บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านชลนิเวศน์ ย่านถนนประชาชื่น จึงเป็นทำเลที่คุณโป้ และคุณหนูเล็ก เลือกลงทุนสร้างร้านอาหารขนาด 40 ที่นั่ง โดยมีเมนูอาหารให้ลูกค้าเลือกกว่า 30 รายการ แต่เมนูฮิตติดลมบนได้ในเวลาอันรวดเร็ว ราว 10 รายการ อาทิ ขนมจีนน้ำยาปักษ์ใต้ ขาหมูน้ำแดงสูตรโบราณทานคู่หมั่นโถว ก๋วยเตี๋ยวบกชาววัง ผัดสะตอกะปิกุ้งหมูสับ แกงเหลืองคูนปลากะพง สะโพกไก่อบราดซอสเกรวี่ เต้าหู้ทอดเกลือ เชิงปลากรายทอดกรอบ

ส่วนราคาขายตั้งไว้ปานกลาง โดยเริ่มต้นประมาณ 80-240 บาท (สำหรับอาหารจานปกติ) ซึ่งคุณหนูเล็ก ว่า กับราคาอาหารตั้งไว้ไม่ต่างจากดีลิเวอรี่

“ตอนนั้นเรามองว่า ฐานลูกค้าเริ่มกว้างขึ้น และตั้งแต่เริ่มต้น ภรรยาก็เป็นคนลงมือทำเอง เขาชอบทำอาหารมาก การขยายร้านจะทำให้เกิดพื้นที่พบปะลูกค้า ทั้งยังให้ลูกค้าได้สัมผัสบรรยากาศที่บ่งบอกถึงความเป็นเรา ส่วนแนวทางของรสชาติอาหารไม่ได้มีอะไรมากเลยครับ แค่ทำทานอย่างไร ก็ทำขายอย่างนั้น”

ครัวของชุมชน คือสิ่งที่ทั้ง 2 ผู้ประกอบการวางแนวทางไว้ ซึ่งกับการเปิดตัวมาได้ 1 ปีเต็ม ก็ถือว่ามีทิศทางเป็นเช่นนั้นจริง เพียงแต่อาจเพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจ ยอดขายจึงไม่เป็นไปตามควร แต่ทว่ากับตัวเลขแตะหลักแสนบาทต่อเดือน ก็ถือเป็นตัวเลขอยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ

“ผมต้องการให้ร้านปรุงเป็นครัวของชุมชน และสามารถยืนหยัดอยู่ได้จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน ฉะนั้น ในส่วนของเราฐานะผู้เริ่มต้น การเจอปัญหาไม่ว่าจะพิษเศรษฐกิจ คู่แข่งขัน หรือใดๆ ก็ตาม เรามองว่านั่นคือสิ่งที่ต้องเจอ และยิ่งถ้าเจอเร็วก็ยิ่งตั้งรับได้เร็ว ฉะนั้น กับ 1 ปีที่ดำเนินการมา แม้จุดเริ่มต้นขรุขระ แต่ก็มองว่าร้านยังคงก้าวต่อไปได้เรื่อยๆ ฐานลูกค้าก็เพิ่มมากขึ้น”

คุณโป้ และคุณหนูเล็ก ยังกล่าวถึงกลุ่มลูกค้า พบว่าแยกส่วนกับดีลิเวอรี่ โดยลูกค้าหน้าร้านจะได้คนใกล้ ส่วนดีลิเวอรี่จะกินพื้นที่กว้างออกไป

“อย่างคนอยู่ไกล หรือเดินทางมาร้านไม่สะดวก ดีลิเวอรี่จึงเป็นช่องทางที่เขาเลือก แต่ว่าคนในละแวกใกล้เคียง ไม่ว่าจะกลุ่มครอบครัว คนทำงาน จัดเลี้ยง จะมาที่ร้าน ซึ่งการออกแบบร้านของเราจะเน้นให้อยู่ในบรรยากาศเป็นกันเอง จัดวางโต๊ะให้ห่างกัน เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็นส่วนตัว เด็กๆ สามารถวิ่งเล่นได้เหมือนบ้านตัวเอง”

ดีลิเวอรี่ไปได้ไกล

ตอบไลฟ์สไตล์คนเมือง

ด้วยเพราะทำเลตั้งร้าน ต้องบอกว่าไม่ใช่ทำเลธุรกิจ ในขณะคู่แข่งขันสูง แต่กระนั้นก็ยังมีลูกค้าแวะเวียนมาไม่ขาดช่วง ทั้ง 2 ผู้ประกอบการ ว่า ต้องอาศัยประชาสัมพันธ์ผ่านโลกออนไลน์ ทั้งเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ซึ่งเป็นช่องทางเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ นอกจากนั้น ยังวางแผนกับการลงพื้นที่โฆษณา

แต่เหนืออื่นใด และถือเป็นช่องทางส่งผลให้ธุรกิจเกิดความยั่งยืนคือ การบอกต่อ ฉะนั้น คุณภาพ รสชาติ การบริการ ต้องอยู่บนพื้นฐานความพึงพอใจ

“ด้วยเพราะที่ผ่านมา ปรุงประชาสัมพันธ์ผ่านออนไลน์มาตลอด จึงไม่เฉพาะลูกค้าที่รู้จักเรา แต่สื่อก็รู้จักเราไปด้วย ทำให้ร้านได้รับโอกาสในการบอกเล่าผ่านสื่อหลายแขนง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ต้องขึ้นกับความพึงพอใจของลูกค้า ผมว่า การบอกต่อ เป็นกระบอกเสียงสำคัญมาก”

กับการขยายธุรกิจมาสู่หน้าร้าน ซึ่งกำลังซื้อมากขึ้น ลำพังคุณหนูเล็กคงรับมืองานปรุงรสและงานบริการได้ไม่ทั่วถึง จึงต้องอาศัยกำลังคนเข้ามาเสริมให้เกิดประสิทธิภาพ ซึ่งขณะนี้จ้างแรงงาน 5 คน โดยอยู่ฝ่ายครัว 3 คน และฝ่ายบริการ 2 คน

“ร้านอาหารขนาดนี้ฝ่ายครัวควรมี 4 คน เราจึงรับเข้ามาเสริม 3 คน โดยหนูเล็กยังคงทำหน้าที่และคอยตรวจเช็กอาหารอยู่เช่นเดิม ส่วนบริการก็ควรมี 4 คน ซึ่งผมอาจไม่ได้เข้ามาเต็มตัว เพราะมีงานหลักต้องรับผิดชอบ แต่จะดูแลด้านเงินทุนและการบริหาร ตำแหน่งดูแลจึงมีหุ้นส่วนอีกคนเข้ามาประจำ ทำให้ตอนนี้การทำงานไม่ได้รับผลกระทบอะไร”

แม้จะมีหน้าร้านเป็นของตนเองแล้ว แต่ในส่วนของดีลิเวอรี่ ทั้ง 2 ผู้ประกอบการ ว่า ไม่ละทิ้งอย่างแน่นอน เพราะเชื่อว่าจะเป็นส่วนส่งเสริมรายได้ดีกว่า

“รายได้ตอนนี้จะมาจาก 2 ทางคือ หน้าร้านเป็นหลักราว 60 เปอร์เซ็นต์ของยอดขาย และดีลิเวอรี่ 40 เปอร์เซ็นต์ แต่เรามองว่า ดีลิเวอรี่คือตลาดที่สามารถขยายได้อีกกว้าง โดยดูจากการใช้ชีวิตของคนเมือง แต่ละคนทำงานนอกบ้าน เวลาส่วนตัวเหลือน้อยมาก อีกทั้งสภาพการจราจรในกรุงเทพฯ ถือว่าติดขัด ลำบากต่อการเดินทางไปทานอาหารนอกบ้าน ฉะนั้น ดีลิเวอรี่จึงเป็นทางออก และเราก็มองเห็นโอกาสตรงนี้ จึงวางแผนไว้ว่าจะเพิ่มช่องทางโฆษณาประชาสัมพันธ์ในส่วนของดีลิเวอรี่ให้มากขึ้น เพื่อให้ลูกค้าเห็นและรู้จักเรามากกว่าที่เป็นอยู่”

สนใจเดินทางมา ร้าน “ปรุง” ตั้งอยู่เลขที่ 39 หมู่บ้านชลนิเวศน์ ถนนประชาชื่น ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทรศัพท์ (087) 352-3566 หรือคลิก http://www.facebook.com/prung.thai.recipes, Instagram : @prungkitchen, Line : apiyashina

ข้อมูลจำเพาะ

กิจการ ร้านอาหาร

เจ้าของกิจการ คุณปิยะ ศาสตรวาหา และ คุณอภิชนา ศาสตรวาหา

ชื่อกิจการ ร้าน “ปรุง”

เงินลงทุน หลักล้านบาท

ยอดขาย หลักแสนบาท ต่อเดือน

ระยะเวลาคืนทุน วางไว้ 2 ปี

ช่องทางจำหน่าย หน้าร้าน + ดีลิเวอรี่

กลุ่มเป้าหมาย คนเมือง

ประเภทอาหาร อาหารไทย อาหารใต้ อาหารฝรั่ง

กำลังผลิต รวม 7 คน

ปัญหาอุปสรรค ภาวะเศรษฐกิจ ทำเลที่ตั้งไม่ใช่ย่านธุรกิจ (อาศัยการประชาสัมพันธ์)

เป้าหมายในอนาคต วางแผนให้ร้านเป็นครัวของชุมชน, มุ่งประชาสัมพันธ์ส่วนดีลิเวอรี่

ติดต่อ หน้าร้าน ตั้งอยู่เลขที่ 39 หมู่บ้านชลนิเวศน์ ถนนประชาชื่น ลาดยาว จตุจักร กรุงเทพฯ 10900

หรือคลิก http://www.facebook.com/prung.thai.recipes,

Instagram : @prungkitchen, Line : apiyashina

โทรศัพท์ (087) 352-3566

ข้าวกล้องลืมผัวอบกรอบ “ไอ ไรซ์” เจ้าแรกเจ้าเดียวในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07059010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

อาหารสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ข้าวกล้องลืมผัวอบกรอบ “ไอ ไรซ์” เจ้าแรกเจ้าเดียวในไทย

บ้านเรามีเกษตรกรปลูกข้าวหลายล้านราย ปัญหาหนึ่งที่เจอคือ ราคาข้าวไม่ได้ราคา ส่งผลให้เกิดปัญหามากมาย ที่สำคัญ ทำให้เกษตรกรเป็นหนี้เป็นสิน ดังนั้น หน่วยงานภาครัฐหลายแห่งจึงช่วยกันเพื่อให้มีการแปรรูปข้าวเหล่านั้นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ก็มีการนำข้าวหลากหลายชนิดมาแปรรูป โดยเฉพาะข้าวที่มีสีสัน หรือเป็นข้าวที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ

ที่ผ่านมา คนส่วนใหญ่ยังไม่คุ้นหูหรืออาจจะไม่เคยลิ้มลอง ข้าวกล้องลืมผัวอบกรอบพร้อมทาน “ไอ ไรซ์ (i Rice)” ของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชาข้าวก่ำ (ข้าวลืมผัว) ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา ที่มี คุณอุไรวรรณ ภู่วัตร นั่งเป็นประธาน และเป็นเจ้าของกิจการห้างหุ้นส่วนจำกัดข้าวสร้างสุข เนื่องจากยังไม่มีวางขายในร้านสะดวกซื้อทั่วไป แต่ในอีกมุมหนึ่ง ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับรางวัลมากมาย

ยันใช้ข้าวธรรมชาติ ไม่ใส่ผงชูรส

ล่าสุด คว้ารางวัลชนะเลิศระดับประเทศ MOST Innovation Award 2015 สาขานักธุรกิจนวัตกรรม ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) และก่อนหน้านั้นเมื่อปี 2556 ได้รับรางวัลชมเชยระดับวิสาหกิจชุมชนในการประกวดนวัตกรรมข้าวไทย ที่จัดโดย มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สนช.

ปัจจุบัน คุณอุไรวรรณยังคงทำงานประจำอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ แต่จะใช้เวลาว่างในการทำธุรกิจนี้ ร่วมกับบรรดาญาติพี่น้องที่อยู่ในจังหวัดพะเยา ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระยะเริ่มต้น ทว่าการได้รางวัลต่างๆ ก็ทำให้กิจการเติบโตเร็วๆ ขึ้น มีคนรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ

“ผลจากที่ได้รับรางวัลนวัตกรรมมีค่อนข้างเยอะ เพราะตอนแรกเราทำเป็นแค่ชุมชน แล้วก็ได้รับโอกาสในการพัฒนา ซึ่งพอได้รางวัลทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น”

เธอเล่าที่มาที่ไปของไอ ไรซ์ ว่า เป็นการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า โดยนำข้าวก่ำ หรือข้าวลืมผัว อันเป็นข้าวพันธุ์พื้นเมืองนำมาอบทำเป็นขนมขบเคี้ยวพร้อมทาน สร้างมูลค่าเพิ่มได้ถึง 7 เท่า จากปกติมีราคาเพียง 5,500-12,000 บาท ต่อตันเท่านั้น ซึ่งในพื้นที่จังหวัดพะเยาและใกล้เคียงปลูกข้าวลืมผัวกันจำนวนมาก

อย่างครอบครัวที่จังหวัดพะเยาก็ปลูกข้าวหลายชนิดไว้ทั้งทานและขาย การเลือกข้าวชนิดนี้มาทำเพราะเป็นข้าวที่มีวิตามินสูง คือเป็นข้าวสายพันธุ์ข้าวเหนียว ปลูกบนภูเขา ปลูกตามธรรมชาติ เป็นข้าวสีม่วงเข้ม สารที่อยู่ในข้าวเป็นสารต้านมะเร็งสูง พอนำมาทำเป็นขนมแล้ว คุณค่ายังไม่ได้หายไปเยอะ เมื่อนำมาทำเป็นอาหารสุขภาพหรือสแน็กสามารถพกไปไหนก็ได้ ทานกับกาแฟ เป็นอาหารเช้า จะไปโรยใส่ไอศกรีม หรือใส่แทนขนมปังในสลัดก็ได้ แต่กับเด็กๆ อาจจะทานเป็นขนม เพราะไม่ใส่ผงชูรสเลย

มี 4 รสชาติให้เลือก

ขนมข้าวอบกรอบ “ไอ ไรซ์” เป็นการนำข้าวกล้องลืมผัวมาให้ความร้อนด้วยกรรมวิธีการนึ่งและทอดด้วยน้ำมันจนเม็ดข้าวสุกพอง จากนั้นปรุงรสด้วยเครื่องปรุงรสแล้วนำไปผ่านกระบวนการอบด้วยไมโครเวฟเพื่อไม่ให้ข้าวอมน้ำมัน จนได้เป็นผลิตภัณฑ์ข้าวอบกรอบพร้อมทาน โดยขายปลีกที่ 35 บาท ต่อซอง มีต้นทุนการผลิต 15 บาท ต่อซอง ปัจจุบันมีให้เลือก 4 รสชาติคือ สาหร่าย ชีส บาร์บีคิว และต้มยำ

สำหรับคนที่กลัวเรื่องการทอดนั้น เธออธิบายว่า ไอ ไรซ์ เป็นข้าวกล้องที่มีไฟเบอร์ ทานได้ไม่เยอะ เพราะจะอิ่มเร็ว ในเรื่องของคอเลสเตอรอลก็ไม่ได้เยอะอะไร เพราะใน 1 ซอง บรรจุแค่ 20 กรัม

นอกจากข้าวกล้องอบกรอบไอ ไรซ์ แล้ว ทางกลุ่มยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ ด้วย นั่นคือ ชาข้าว ซึ่งเป็นเครื่องดื่มข้าวลืมผัว โดยใช้ต้นอ่อนของข้าวลืมผัว

ที่ผ่านมา ไอ ไรซ์ จะออกบู๊ธตามงานต่างๆ ของหน่วยราชการที่เข้ามาสนับสนุน อาทิ กรมการข้าว สนช. ฯลฯ ซึ่งคุณอุไรวรรณ บอกว่า ผลตอบรับดี แต่ต้องให้ลูกค้าได้ชิมกันก่อน เพราะเป็นสินค้าใหม่ คนทั่วไปยังไม่เคยทาน โดยใช้วัตถุดิบเป็นข้าวลืมผัวที่ปลูกเอง 100 เปอร์เซ็นต์ แม้ใช้วิธีการทอด แต่พอทานแล้วจะรู้สึกว่าไม่มีน้ำมัน ซึ่งกระบวนการที่ทำเป็นการใช้ภูมิปัญญาบวกกับเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่หาได้ทั่วไปเพื่อคงความกรอบความอร่อยไว้ ไม่ได้ลงทุนซื้อเครื่องจักรเหมือนกับบริษัทใหญ่ๆ

ตั้งเป้าขายในโมเดิร์นเทรด

ถามถึงปัญหาอุปสรรค เธอว่า อุปสรรคเยอะ ตั้งแต่การเตรียมข้าว กระบวนการในการที่จะต้องมีการวัดอุณหภูมิ เพราะใช้วิธีทอด ไม่เช่นนั้นวิตามินจะสูญสลายไปหมด จึงต้องควบคุมทั้งหมด

ในการทำข้าวกล้องลืมผัวอบกรอบของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชาข้าวก่ำ (ข้าวลืมผัว) ถือว่าเป็นการทำแบบครบวงจรจริงๆ เพราะเริ่มจากการปลูกข้าวของสมาชิก แล้วนำข้าวนั้นมาแปรรูป และยังออกขายในงาน

สำหรับแผนการตลาดนั้น คุณอุไรวรรณ แจงว่า มีหลายรายที่ติดต่อเพื่อเป็นตัวแทนจำหน่าย อยู่ในกระบวนการคัดเลือกว่าจะเป็นเจ้าไหนที่เหมาะกับโปรดักต์ และควรจะวางขายที่ไหนบ้าง

“เรายังไม่ได้ไปขายต่างประเทศโดยตรง แต่มีคนมาซื้อแล้วไปส่งขายที่จีน แบรนด์เราได้ อย. เรียบร้อย และจดอนุสิทธิบัตรตั้งแต่ปี 2556 ตอนนี้กำลังปรับเพื่อให้ได้ GMP และ HACCP จะได้ส่งออก ในส่วนการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC นั้นยังไม่ได้คิด เพราะตั้งเป้าจะทำตลาดในประเทศ ให้คนไทยได้ทานก่อน”

ประธานวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชาข้าวก่ำ (ข้าวลืมผัว) บอกว่า วางแผนทำตลาดระดับกลางเพราะอยากให้ทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัยได้ซื้อ หรือให้คนมารับเพื่อนำไปขายต่อตามร้าน ตามโรงเรียน ซึ่งถ้าขายปลีกตกห่อละ 10 บาท หากขายส่งลดราคาลงมาได้อีก และต่อไปถ้ากำลังการผลิตพอจะไปขายในโมเดิร์นเทรด

คุณอุไรวรรณ ระบุว่า เท่าที่ดูในท้องตลาดยังไม่มีผลิตภัณฑ์แบบนี้ น่าจะเป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในไทย ในส่วนของการเลียนแบบ ต้องคิดว่าจะหนีอย่างไรให้คนอื่นตามไม่ทัน เพราะว่ากลุ่มมาทำในแนวนวัตกรรม ดังนั้น จึงต้องคิดต่อยอดไปเรื่อยๆ ซึ่งตั้งใจไว้ว่าจะเขียนโครงการต่อเนื่องขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนโปรดักต์ให้พัฒนาต่อไปอีก

นับเป็นผู้ประกอบการอีกรายที่นำวัตถุดิบทางการเกษตรมาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า อันเป็นการดึงดูดให้คนรุ่นใหม่หันมาบริโภคผลิตภัณฑ์จากข้าว ซึ่งนอกจากจะราคาไม่แพงแล้ว ยังได้สารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

สนใจผลผลิตของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มชาข้าวก่ำ (ข้าวลืมผัว) ติดต่อได้ที่ โทรศัพท์ (081) 740-7822