สนามบินนานาชาติดูไบเปิดอาคารเชื่อมลานจอดเครื่องบินใหม่ พร้อมรองรับผู้โดยสารกว่า 90 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–25 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

สนามบินนานาชาติดูไบ ศูนย์กลางการเดินทางอันดับหนึ่งของผู้โดยสารนานาชาติ เปิดตัว Concourse D อาคารเชื่อมลานจอดเครื่องบินใหม่ ขยายการรองรับผู้โดยสารจาก 75 ล้านคน เป็น 90 ล้านคนในวันนี้ ด้วยเงินลงทุนมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการและเพิ่มความสามารถในการรองรับสายการบินระหว่างประเทศกว่า 70 สายการบิน

ข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมัลติมีเดียกรุณาคลิกที่:

http://www.multivu.com/players/uk/7768951-dubai-international-airport-bigger-better

เรายังคงลงทุนด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการบินระดับท็อป เพื่อยกระดับการให้บริการสำหรับสายการบินระหว่างประเทศ รวมถึงลูกค้าของสายการบินเหล่านั้น ด้วยการขยายขอบเขตการให้บริการที่จำเป็นเพื่อตอบสนองอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้นชี้คอาห์เหม็ด บิน ซาอีด อัล มัคตุม ประธานสนามบินนานาชาติดูไบ,การบินพลเรือนดูไบ และเอมิเรตส์ กรุ๊ป กล่าว “Concourse D ได้รับการออกแบบมาเพื่อผู้โดยสารโดยเฉพาะ ด้วยระยะการเดินที่สั้นลง, พื้นที่นั่งอันสะดวกสบายที่เพิ่มขึ้น, ตัวเลือกอันหลากหลายในบริเวณเลานจ์, ร้านค้าปลีกระดับโลก อีกทั้งอาหารและเครื่องดื่มพร้อมเสิร์ฟ จะสร้างความประทับใจและตื่นตาแก่ผู้โดยสารรวมถึงสายการบินที่เป็นพันธมิตรของเราอย่างแน่นอน”

สำหรับเที่ยวบินแรกที่ได้ประเดิม Concourse D ในวันนี้ คือ เที่ยวบินที่ 105 ของสายการบินบริติช แอร์เวย์ โดยการดำเนินการครั้งแรกและครั้งประวัติศาสตร์นี้มีการทดสอบและซักซ้อมกันอย่างเข้มข้นอยู่นานนับเดือน พร้อมด้วยอาสาสมัครกว่า 2,000 คนที่สวมบทเป็นผู้โดยสารทั้งขาเข้าและขาออก, การทดสอบสัญลักษณ์ป้ายบอกทาง, ร้านอาหารและร้านค้าปลีก รวมถึงการสัญจรของผู้โดยสารภายในอาคารหลังใหม่ ซึ่งจะมี 2 สายการบินที่ใช้งาน Concourse D ในวันปฐมฤกษ์ นั่นคือ สายการบินบริติช แอร์เวย์ และรอยัล จอร์แดเนียน ในขณะที่การดำเนินงานที่เหลือในเฟสอื่นๆจะมีขึ้นในช่วง 2 – 3 สัปดาห์ข้างหน้า  

นอกเหนือไปจากฟีเจอร์ต่างๆที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลางแล้ว Concourse D ยังคงนโยบายการให้บริการที่ทันเวลาด้วยเช่นกัน” พอล กริฟฟิทส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสูงสุดของสนามบินนานาชาติดูไบกล่าว “วันนี้เราขอประกาศการคาดการณ์ประจำปี 2559 ว่า จะมีผู้โดยสาร 85 ล้านคนที่ประเมินว่าจะเดินทางมาใช้บริการสนามบินนานาชาติดูไบในปีนี้ การเปิดใช้ Concourse D จะช่วยส่งให้สนามบินนานาชาติของเรากว้างขวางและยอดเยี่ยมกว่าเดิม”

ทั้งนี้ อาคารเชื่อมลานจอดเครื่องบินใหม่ดังกล่าวเชื่อมต่อกับเทอร์มินอล 1 ที่ปรับปรุงใหม่ โดยมีรถรับส่งภายในสนามบินที่ลำเลียงผู้โดยสารได้เที่ยวละ 300คน ด้วยการออกแบบให้อยู่รอบอาคารโถงกลาง Concourse D จึงอยู่ไม่ไกลจากประตูทางขึ้นเครื่องบิน ผู้โดยสารจึงสามารถแสดงหลักฐานการขึ้นเครื่องจากบริเวณที่นั่งรอได้เลย อีกทั้งยังมีเวลาเพลิดเพลินไปกับร้านอาหารและเครื่องดื่มอันน่าตื่นตาตื่นใจที่เรียงรายอยู่เต็มพื้นที่ได้อย่างไร้กังวล

แบรนด์ที่มีชื่อเสียงมากมายจากทั่วโลกจะได้รับการเปิดตัวในดูไบและภูมิภาคเป็นครั้งแรก อาทิ The Kitchen ร้านอาหารคอนเซปท์แบบแคชวล ไดนิ่ง ที่จะมอบความคิดสร้างสรรค์ให้แก่ผู้โดยสารผ่านฝีมือของ โวล์ฟกัง ปัค เชฟคันดัง, Pret a Manger ที่สนามบิน, Butlers Chocolate Cafe ช็อคโกแลตสัญชาติไอริชอันหรูหรา และ Camden Food Company ที่พร้อมเสิร์ฟอาหารเพื่อสุขภาพรสชาติดีจากผลิตภัณฑ์ออร์แกนิกส์แก่ทุกคน เป็นต้น

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารไปพร้อมๆ กับความเพลิดเพลิน ภายในสนามบินยังมี YO! Sushi ร้านซูชิสัญชาติอังกฤษ และ CNN News Cafe ไว้คอยบริการ อีกทั้ง สตรีทฟู้ดอันขึ้นชื่ออย่าง Sharwarmanji ของเลบานอน, Taqado Mexican Kitchen และ ร้าน  Masale สาขาที่ 2 ในเครือภัตตาคาร Taste of India ที่ใหญ่กว่าเดิม นอกจากนี้ Concourse D ยังมีร้านอาหารขวัญใจนักท่องเที่ยวอีกหลายแบรนด์ อาทิ Giraffe ร้านอาหารจากสหราชอาณาจักรที่จะเปิดให้บริการ ณ สนามบินนานาชาติดูไบ เป็นสาขาที่ 2, Starbucks, KFC, Krispy Kreme, McDonald’s, Brioche Doree, The Noodle House, Cavier House & Prunier, Draft House sports bar, และ Costa Coffee

อาคารเชื่อมลานจอดเครื่องบินใหม่นี้มีพื้นที่นั่งอันสะดวกสบายมากมาย อีกทั้งบริการเพื่อความผ่อนคลาย อาทิ Be Relax และ SnoozeCube ห้องพักแคปซูลที่มีระบบป้องกันเสียงรบกวน ซึ่งมาพร้อมกับเตียง, โทรทัศน์, wi-fi ฟรี และที่ชาร์จอุปกรณ์อิเล็กทอรนิกส์ นอกจากนี้ยังมีเลานจ์ 9 แห่งไว้บริการทั่วพื้นที่ 6,926 ตารางเมตร อันประกอบด้วยเลานจ์ของสายการบิน 5 แห่ง, เลานจ์ใหม่ของ Al Majlis, เลานจ์ของโรงแรมนานาชาติดูไบจำนวน 2 แห่ง และเลานจ์ VIP ของ Marhaba

JC Decaux จะดูแลสัมปทานการโฆษณาให้กับ Concourse D โดยเฉพาะ ด้วยการแนะนำสนามบินนานาชาติดูไบผ่านสื่อดิจิตอล และสื่อต่างๆ  รวมถึงความสำเร็จในการเป็นพันธมิตรกับ JTI เพื่อเพิ่มพื้นที่สูบบุหรี่สำหรับผู้โดยสารจำนวน 2 แห่งใน Concourse D

ด้านดูไบดิวตี้ฟรีใน Concourse D นั้น มีร้านค้ารวมทั้งสิ้น 175 แห่งกระจายอยู่บนพื้นที่ขนาด 7,000 ตารางเมตร จากพื้นที่สำหรับร้านค้าปลีกในสนามบินทั้งหมด 33,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นโซนแฟชั่น 2 โซน ซึ่งใช้พื้นที่รวม 1,000 ตารางเมตร, โซนน้ำหอมและเครื่องสำอางครอบคลุมพื้นที่ 1,500 ตารางเมตร สำหรับโซนเครื่องดื่มและอาหารมีพื้นที่เกือบ 1,000 ตารางเมตร

บริเวณลานจอดเครื่องบินของ Concourse D นั้น มี 21 จุดจอด รองรับเครื่องบินขนาด Airbus A380 หรือ Boeing 747 ได้ 4 ลำ สำหรับ 11 จุดจอดซึ่งอยู่ไกลออกไปนั้น ออกแบบให้รองรับผู้โดยสารได้ 18 ล้านคน

หมายเหตุกองบรรณาธิการ:   

– Dubai Airports เป็นเจ้าของและบริหารจัดการ Dubai’s airports – Dubai International และ Dubai World Central
สนามบินนานาชาติดูไบเป็นศูนย์กลางการเดินทางอันดับหนึ่งของผู้โดยสารนานาชาติ และเป็นศูนย์ขนส่งสินค้าทางอากาศอันดับสามของโลก

   – สำหรับภาพถ่ายความละเอียดสูง โปรดเยี่ยมชมเว็บไซต์ประมวลภาพของเราที่       [http://www.dubaiairport.com/en/media-centre/Pages/ImageLibraryAlbums_New.aspx ]

วิดีโอ: http://www.multivu.com/players/uk/7768951-dubai-international-airport-bigger-better

ที่มา: Dubai Airports

ผลวิจัย SIRFLOX ได้รับการเผยแพร่ทางวารสารออนไลน์ Journal of Clinical Oncology

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซิดนีย์–25 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

วารสารชั้นแนวหน้าของสมาคม ASCO เผยแพร่ผลการวิจัย SIRFLOX ซึ่งเป็นการศึกษาผลการใช้ SIR-Spheres(R) Y-90 resin microspheres ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักระยะแพร่กระจาย (mCRC) จำนวน 530 ราย

Sirtex Medical Limited (ASX: SRX) ประกาศว่า ผลการวิจัย SIRFLOX ว่าด้วยการใช้ SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ในการรักษาผู้ป่วย ได้รับการเผยแพร่ทางวารสารออนไลน์ Journal of Clinical Oncology (JCO) ซึ่งเป็นวารสาร peer-reviewed ชั้นนำของสมาคม American Society of Clinical Oncology (ASCO) [1] หลังจากที่ได้มีการรายงานผลวิจัยเบื้องต้นด้วยวาจาในการประชุม ASCO Annual Congress ที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558

 Sirtex Logo / Sirtex Logo

Sirtex Logo

(โลโก้http://photos.prnewswire.com/prnh/20150119/724485 )

วารสาร JCO ได้เผยแพร่ผลวิจัย SIRFLOX ในลักษณะ “Rapid Communication” ซึ่งหมายถึงการเผยแพร่ข้อมูลที่จะพลิกวงการและเปลี่ยนแปลงแนวทางปฏิบัติอย่างเสรี เพื่อประโยชน์ของผู้อ่านและผู้ป่วยทุกคน

ศ.กาย เอ ฟาน เฮเซล จาก University of Western Australia ในเมืองเพิร์ท ประเทศออสเตรเลีย ผู้เป็นหัวหน้าร่วมของการวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า ตามจุดยุติปฐมภูมิ (primary endpoint) ของการวิจัย ผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักประเภทผ่าตัดไม่ได้ และมีการลุกลามไปยังตับเป็นส่วนใหญ่หรือในตับเพียงที่เดียวนั้น มีระยะปลอดโรค (PFS) เฉลี่ยทุกจุดที่ 10.2 เดือนในกลุ่มที่ได้รับการทำเคมีบำบัดพื้นฐานด้วย FOLFOX อย่างเดียว เทียบกับ 10.7 เดือนในกลุ่มที่เสริม SIR-Spheres ร่วมกับการทำเคมีบำบัด แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ อย่างไรก็ตาม การเสริม SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ควบคู่กับการทำเคมีบำบัดนั้น ช่วยยืดระยะ PFS ในตับได้อย่างมีนัยสำคัญ จากค่าเฉลี่ย 12.6 เดือนในกลุ่มที่ทำเคมีบำบัดเพียงอย่างเดียว เป็น 20.5 เดือนเมื่อใช้ควบคู่กับ SIR-Spheres ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงในการลุกลามของเนื้องอกในตับได้ถึง 31% ทั้งนี้ การควบคุมโรคในระยะยาวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากผู้ป่วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนักประเภทผ่าตัดไม่ได้จำนวนหลายแสนคนนั้น ส่วนใหญ่ล้วนเสียชีวิตด้วยเนื้อร้ายที่แพร่กระจายไปยังตับ

กิลแมน หว่อง ซีอีโอของ Sirtex Medical Limited กล่าวว่า การเผยแพร่ผลการวิจัย SIRFLOX ในครั้งนี้ สะท้อนถึงจุดสูงสุดและจุดเริ่มต้นของบริษัท เราได้ดำเนินโครงการวิจัย SIRFLOX นานนับสิบปีเพื่อนำเสนอหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่า SIR-Spheres Y-90 resin microspheres เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาขั้นพื้นฐานที่นักวิทยาเนื้องอกสามารถนำมาใช้รักษาโรค mCRC ได้ การที่วารสาร JCO เลือกเผยแพร่ผลการวิจัย SIRFLOX เรียกได้ว่าเป็นการยอมรับว่าเทคโนโลยีของเราสามารถควบคุมการแพร่กระจายของเนื้อร้ายในตับอันเป็นผลมาจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก

คุณหว่องกล่าวเสริมว่า เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่า เมื่อเราทำการวิเคราะห์ข้อมูลรวมจากการวิจัย SIRFLOX รวมถึง FOXFIRE และ FOXFIRE Global ที่จะมีการเปิดเผยในปี 2560 แล้ว เราจะเห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นในแง่ของอัตราการอยู่รอดอันเป็นผลมาจากการใช้ SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ร่วมกับการทำเคมีบำบัดพื้นฐาน

ผลการค้นพบจากการวิจัย SIRFLOX

โครงการวิจัย SIRFLOX ได้เปิดรับผู้ป่วยโรค mCRC ประเภทผ่าตัดไม่ได้จำนวน 530 ราย ที่ได้รับการวินิจฉัยโรคจากศูนย์การแพทย์ 87 แห่งในออสเตรเลีย ยุโรป อิสราเอล นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ระหว่างเดือนตุลาคม 2549 ถึงเดือนเมษายน 2556 โดยได้มีการแยกผู้ป่วย 530 รายออกเป็นสองกลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรกประกอบด้วยผู้ป่วย 263 ราย ซึ่งถูกสุ่มรักษาด้วย mFOLFOX6 อันประกอบด้วย 5FU, leucovorin และ oxaliplatin และอาจมีการเสริม bevacizumab ตามดุลยพินิจของผู้วิจัยในแต่ละประเทศ ขณะที่ผู้ป่วยอีก 267 รายได้รับการรักษาด้วยการนำรังสีเข้าสู่ร่างกายเฉพาะจุด (SIRT) ด้วย SIR-Spheres Y-90 resin microspheres เพิ่มเติมจากการทำเคมีบำบัดด้วย mFOLFOX6 (ทั้งที่ใช้และไม่ใช้ bevacizumab)

การวิจัย SIRFLOX มีจุดยุติปฐมภูมิอยู่ที่ระยะปลอดโรค (PFS) ทุกจุด โดยผลวิจัยเผยให้เห็นว่า ผู้ป่วยมีค่า PFS เฉลี่ยทุกจุดที่ 10.2 เดือนในกลุ่มที่ทำเคมีบำบัดอย่างเดียว เทียบกับ 10.7 เดือนในกลุ่มที่เสริม SIR-Spheres ร่วมกับการทำเคมีบำบัด แต่ความแตกต่างดังกล่าวไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่อัตราส่วนความเสี่ยงอันตราย (HR) อยู่ที่ 0.93 และ P = 0.43

อย่างไรก็ตาม สำหรับจุดยุติทุติยภูมิ (secondary endpoint) ของการวิจัย นั่นคือ ค่า PFS เฉลี่ยในตับซึ่งเป็นจุดที่ SIR-Spheres Y-90 resin microspheres พุ่งเป้ารักษาโดยตรงนั้น พบว่าฝั่งเคมีบำบัดอย่างเดียวมีค่า PFS อยู่ที่ 12.6 เดือน ขณะที่ฝั่ง SIRT มีค่า PFS อยู่ที่ 20.5 เดือน โดยมีอัตราส่วนความเสี่ยงอันตราย (HR) อยู่ที่ 0.69 (P = 0.002) จึงสรุปได้ว่า การเสริม SIRT ช่วยลดความเสี่ยงได้มากถึง 31% นอกจากนี้ แม้ว่าอัตราการตอบสนองต่อการรักษา (ORR) ในจุดต่างๆนั้นไม่แตกต่างกันมากนัก (68.1% เมื่อทำเคมีบำบัดอย่างเดียว เทียบกับ 76.4% เมื่อเสริม SIRT; ค่า P = 0.113) แต่ค่า ORR ในตับเมื่อเสริม SIRT นั้นมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญ (68.8% เมื่อทำเคมีบำบัดอย่างเดียว เทียบกับ 78.7% เมื่อเสริม SIRT; ค่า P = 0.042) โดยมีการตอบสนองอย่างสมบูรณ์ในตับเพิ่มขึ้นกว่าสามเท่า (1.9% เมื่อทำเคมีบำบัดอย่างเดียว เทียบกับ 6.0% เมื่อเสริม SIRT; ค่า P = 0.020)

สำหรับอัตราการเกิดอาการไม่พึงประสงค์ (AE) ระดับ 3 ขึ้นไป อยู่ที่ 73.4% ในกลุ่มที่ทำเคมีบำบัดอย่างเดียว เทียบกับ 85.4% ในกลุ่มที่เสริม SIRT (P = 0.516)ซึ่งรวมอาการที่เกี่ยวข้องกับการใช้ SIRT ด้วย สำหรับระดับความปลอดภัยของวิธีการรักษาแบบผสมผสานนี้ เป็นไปตามการคาดการณ์ของผู้วิจัยและสอดคล้องกับผลการวิจัยครั้งก่อนๆ

ศ.ฟาน เฮเซล และผู้ร่วมวิจัยกล่าวสรุปว่า ค่า PFS ในตับเฉลี่ยที่ 20.5 เดือน ในกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาด้วยการทำเคมีบำบัดร่วมกับ SIRT นั้น นับเป็นความก้าวหน้าอย่างมีนัยสำคัญในการควบคุมการแพร่กระจายเฉพาะจุด เมื่อเทียบกับการทำเคมีบำบัดพื้นฐานเพียงอย่างเดียว ที่มีค่า PFS เฉลี่ยเพียง 12.6 เดือน

ทางคณะวิจัยอธิบายเสริมว่า เนื่องจาก SIRFLOX เป็นการวิจัยแรกที่มีการประเมินค่า PFS ในตับ จึงไม่มีการวิจัยใดๆที่สามารถให้ข้อมูลแวดล้อมต่อการวิจัยนี้ได้ อย่างไรก็ตาม คณะวิจัยชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลการวิจัย CLOCC ที่เปิดเผยเมื่อไม่นานมานี้ ซึ่งมีการใช้คลื่นความถี่วิทยุทำลายเซลล์ (RFA) ร่วมกับการทำเคมีบำบัดพื้นฐานด้วย FOLFOX ในผู้ป่วยโรค mCRC ประเภทผ่าตัดไม่ได้และมีการแพร่กระจายจำกัดอยู่ในตับนั้น แสดงให้เห็นว่าการยกระดับการควบคุมการแพร่กระจายของเนื้อร้ายในตับ ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญต่ออัตราการอยู่รอดโดยรวม

ศ.ฟาน เฮเซล และผู้ร่วมวิจัย เปิดเผยว่า อัตราการอยู่รอดโดยรวมนั้นเป็นผลลัพธ์รอง (secondary outcome) ของการวิจัย SIRFLOX โดยกล่าวว่า ช่วงเวลาเปิดรับผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยตลอด 7 ปีพิสูจน์ได้ว่า การยกระดับการดูแลผู้ป่วยและการทำเคมีบำบัดในรูปแบบใหม่ๆ สามารถยืดระยะเวลาอยู่รอดของผู้ป่วยโรคmCRC ที่รับการรักษาด้วยการทำเคมีบำบัดพื้นฐาน เราจึงเตรียมทำการวิเคราะห์ข้อมูลระยะเวลาการอยู่รอด โดยใช้ข้อมูลจากหลายการวิจัย ทั้งจากการวิจัย SIRFLOXรวมถึงข้อมูลการวิจัยแบบสุ่มอีก 2 โครงการ ได้แก่ FOXFIRE และ FOXFIRE Global”

คณะวิจัยระบุว่า ในการวิจัยทั้ง 3 โครงการ ได้มีการเสริม SIRT ควบคู่กับการทำเคมีบำบัดด้วย oxaliplatin ในกลุ่มผู้ป่วยที่แทบจะมีคุณลักษณะไม่ต่างกัน โดยการวิจัย FOXFIRE และ FOXFIRE Global ได้เสร็จสิ้นการรับสมัครผู้ป่วยแล้ว และเมื่อรวมกับ SIRFLOX ก็จะมีผู้ป่วยรวมกันเป็นจำนวนกว่า 1,100 ราย ซึ่งนับว่าเพียงพอสำหรับการประเมินข้อได้เปรียบในแง่ของระยะการอยู่รอดและคาดว่าจะสามารถรายงานผลการค้นพบได้ในปี 2560

เกี่ยวกับ SIR-Spheres Y-90 resin microspheres

SIR-Spheres Y-90 resin microspheres เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ใช้ในขั้นตอนการทำรังสีร่วมรักษาที่เรียกว่าการนำรังสีเข้าสู่ร่างกายเฉพาะจุด (SIRT)หรืออีกชื่อหนึ่งคือการอุดเส้นเลือดด้วยสารกัมมันตรังสี อันเป็นการฉายรังสีปริมาณสูงโดยตรงไปที่เนื้องอกในตับ โดยใช้อนุภาคเรซินเคลือบสารกัมมันตรังสี Y-90หลายสิบล้านอนุภาค ซึ่งแต่ละอนุภาคมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเล็กกว่าเส้นผมมนุษย์ โดยแพทย์ด้านรังสีร่วมรักษาจะฉีดอนุภาคเรซินเหล่านี้ หรือที่เรียกว่าmicrospheres เข้าไปในหลอดเลือดแดงเฮปาติกผ่านทางสายสวนที่ถูกสอดทางหลอดเลือดแดงโคนขาผ่านการกรีดบริเวณขาหนีบ หลังจากนั้น SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ก็จะฝังตัวอยู่ในเส้นเลือดฝอยรอบๆเนื้องอกในตับ และแผ่รังสีเบตาระยะสั้นที่มีความเข้มสูง (เฉลี่ย 2.5 มม. สูงสุด 11 มม.) ไปยังเนื้องอกในตับ โดยไม่สร้างความเสียหายต่อเนื้อเยื่อดีในตับ ขณะที่ค่าความถ่วงจำเพาะที่ต่ำของ Y-90 resin microspheres ส่งผลให้เลือดสามารถส่งกัมมันตภาพรังสีไหลเวียนได้อย่างทั่วถึงทั้งในและรอบๆเนื้อเยื่อในตับ

SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ผ่านการรับรองเพื่อใช้ในการรักษาเนื้องอกตับชนิดผ่าตัดไม่ได้ในออสเตรเลีย เช่นเดียวกับในสหภาพยุโรป (CE Mark) อาร์เจนตินา (ANMAT) บราซิล และอีกหลายๆประเทศในเอเชีย ไม่ว่าจะเป็นอินเดีย สิงคโปร์ และตุรกี นอกจากนี้ ยังมีการนำไปใช้ในอีกหลายๆประเทศ ทั้งฮ่องกง อิสราเอล มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ไต้หวัน และไทย SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ยังได้รับการรับรองในสหรัฐอเมริกา (FDA PMA) สำหรับใช้รักษามะเร็งตับที่ลุกลามจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และผ่าตัดเฉือนเนื้อร้ายไม่ได้ ร่วมกับการทำเคมีบำบัดหลอดเลือดในตับโดยใช้ floxuridine

เกี่ยวกับ Sirtex

Sirtex Medical Limited (ASX: SRX) เป็นธุรกิจเฮลธ์แคร์สัญชาติออสเตรเลียระดับแนวหน้าของโลก ที่มุ่งยกระดับการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็ง ผลิตภัณฑ์เด่นของบริษัทคือ รังสีบำบัดเฉพาะจุดสำหรับมะเร็งตับอย่าง SIR-Spheres Y-90 resin microspheres โดยมีการส่งมอบไปแล้วราว 55,000 โดส เพื่อใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับในศูนย์การแพทย์กว่า 900 แห่ง ในกว่า 40 ประเทศ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถรับชมได้ที่ http://www.sirtex.com

SIR-Spheres(R) เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Sirtex SIR-Spheres Pty Ltd

อ้างอิง

1) van Hazel GA, Heinemann V, Sharma NK et al on behalf of the SIRFLOX Study Group. SIRFLOX: Randomized phase III trial comparing first-line mFOLFOX6 (plus or minus bevacizumab) versus mFOLFOX6 (plus or minus bevacizumab) plus selective internal radiation therapy in patients with metastatic colorectal cancer. Journal of Clinical Oncology 2016 February 22; ePub doi: 10.1200/JCO.2015.66.1181

237-EUA-0216

แหล่งข่าว: Sirtex Medical Limited

อีลิทคอร์ จัดแสดงแพลตฟอร์มธุรกรรมการเงินแบบหลอมรวมสำหรับผู้ให้บริการเคเบิลบรอดแบนด์และเพย์ทีวี ที่งาน MWC 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บาร์เซโลนา, สเปน–24 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          – ประกาศความสำเร็จจากการให้บริการลูกค้าใหม่ 2 ราย

          อีลิทคอร์ (Elitecore) ผู้ให้บริการโซลูชัน BSS, Packet Core และ Carrier Wi-Fi ล้ำยุค กำลังจัดแสดงแพลตฟอร์มธุรกรรมการเงินแบบหลอมรวม หรือConvergent Billing Platform สำหรับผู้ให้บริการเคเบิลบรอดแบนด์และเพย์ทีวี ที่งาน MWC 2016 โซลูชัน B/OSS พร้อมใช้งานแบบเรียลไทม์นี้มีกรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จแล้วมากกว่า 10 กรณี ด้วยลูกค้าใหม่ 2 ราย โซลูชั่นดังกล่าวช่วยให้ทั้งผู้ให้บริการและพันธมิตรช่องทางต่างๆ สามารถขับเคลื่อนธุรกิจของตนได้ง่ายบนระบบเดียวกัน โดยได้รับการสนับสนุนจากการเปิดตัวบริการที่แปลกใหม่

 Elitecore logo / Elitecore logo

Elitecore logo

          (โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20150304/732635)

          ความสำเร็จแรกมาจากผู้ให้บริการเพย์ทีวีชั้นนำรายหนึ่ง ซึ่งมีเป้าหมายที่จะให้บริการบรอดแบนด์ในรูปแบบแปลกใหม่ควบคู่ไปกับโซลูชันเพย์ทีวีบนระบบเดียว โดยที่ยังคงคำนึงถึงแผนงานและการเติบโตในอนาคต โซลูชันดังกล่าวสามารถเอื้อประโยชน์ต่อผู้ให้บริการด้วยกรณีการใช้งานที่แปลกใหม่ในรูปแบบต่างๆ เช่นBandwidth / Volume on Demand, FUP based plans, Add-on Plan Subscription, Quota Management (Volume and Time Based), Real Time Notifications, Quota Roll Over plans เป็นต้น เพื่อสร้างรายได้ได้เร็วขึ้น

          ความสำเร็จลำดับต่อมามาจากกลุ่มบริษัทข้ามชาติมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่มีกิจการในกว่า 11 รัฐ และ 50 เมืองในอินเดีย ผู้ให้บริการรายนี้ได้มองหาระบบ B/OSS แบบครบวงจรที่แข็งแกร่ง ปรับขนาดได้ และมีประสิทธิภาพสูงสำหรับการดำเนินงานที่ราบรื่นและมีคุณภาพ เพื่อการเปิดตัวบริการบรอดแบนด์ผ่านสาย อีลิทคอร์ช่วยผู้ให้บริการรายนี้ด้วยการนำเสนอ Multiple Mobile Apps สำหรับลูกค้า หุ้นส่วน พนักงานภาคสนาม ตัวแทนและทีมขาย นอกเหนือไปจากนำเสนอกรณีการใช้งานที่แปลกใหม่ในรูปแบบต่างๆ เช่น Volume / Bandwidth On Demand, Multi-Tier FUP, Application Based Plans, Event Based Plans เป็นต้น

          Dhaval Vora รองประธานฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ของอีลิทคอร์ เทคโนโลยีส์ กล่าวว่า “ด้วยศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมากและจากความสำเร็จอย่างต่อเนื่องของเราในธุรกิจบรอดแบนด์ผ่านสาย เราจึงกลับมาทวงบัลลังก์ผู้จำหน่ายชั้นนำที่นำเสนอระบบ B/OSS แบบครบวงจรแก่ผู้ให้บริการและช่วยให้พวกเขาสามารถเติบโตตามกลยุทธ์ที่วางไว้”

          แพลตฟอร์ม B/OSS ของอีลิทคอร์รองรับบริการเคเบิลบรอดแบนด์ เพย์ทีวี และ VoIP บนแพลตฟอร์มแบบหลอมรวมของบริษัท ซึ่งช่วยให้บรรดา ISP สามารถขับเคลื่อนธุรกิจของตนได้โดยง่ายบนระบบเดียว ซึ่งรวมไปถึงโมดูลต่างๆ เช่น Billing, Rating and Charging, Policy Management, CRM, Mobile and Web Portals, Product Catalogue, Voucher & Recharge Server, Payments & Collection, Provisioning, Alerts & Notification, AAA, PCRF, Reporting tool และCaptive Portals

          เกี่ยวกับ อีลิทคอร์

          อีลิทคอร์ เป็นส่วนหนึ่งของ Sterlite Technologies Limited บริษัทได้ให้บริการติดตั้งเครือข่ายมากกว่า 150 แห่งทั่วโลกสำหรับผู้ให้บริการ 52 รายในกว่า 40 ประเทศ ฐานลูกค้าที่พึงพอใจในบริการของอีลิทคอร์ประกอบไปด้วยผู้ให้บริการรายใหญ่ 30 อันดับแรกของโลกถึง 11 แห่ง http://www.elitecore.com

          ติดต่อ:

          LK Pathak

          รองประธานฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร

          โทร. +91 9925012059

          อีเมล: l.k.pathak@elitecore.com

          ที่มา: อีลิทคอร์ เทคโนโลยีส์

TIME INC. เตรียมเปิดตัวช่อง Sports Illustrated ออกอากาศผ่านเครือข่ายดิจิตอลและแพลตฟอร์มต่างๆทั่วเอเชียปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ฮ่องกง–24 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          – ขยายการออกอากาศให้ครอบคลุมทีวี เว็บ และมือถือ โดยความร่วมมือกับ ASN LTD.

          Time Inc. (NYSE:TIME) ประกาศความร่วมมือเป็นพันธมิตรหลากหลายด้านกับ ASN Ltd. เพื่อพัฒนาเครือข่ายดิจิตอลและการถ่ายทอดรายการกีฬาของ Sports Illustrated ครอบคลุมทั่วทั้งเอเชีย ความร่วมมือครั้งใหม่นี้จะเปลี่ยนโฉมช่องกีฬาเพย์ทีวี ASN และ ASN2 ซึ่งออกอากาศทั่วภูมิภาคเอเชียและมีศูนย์กลางอยู่ที่ฮ่องกง รวมไปถึงเว็บไซต์พันธมิตรและแอพมือถือต่างๆ เป็นแบรนด์ใหม่ในชื่อ “Sports Illustrated/Sports Illustrated 2″ นอกจากนี้ ทั้งสองบริษัทยังจะร่วมมือกันพัฒนารายการออกอากาศประจำวัน การรายงานการแข่งขันกีฬาระดับโลก และการขยายการจัดจำหน่ายทั่วโลกผ่านเครือข่ายตรง, SVOD, OTT, ดิจิตอล, มือถือ รวมถึงแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีใหม่ๆ Sports Illustrated/Sports Illustrated 2 ในเอเชีย มีกำหนดออกอากาศครั้งแรกในฤดูใบไม้ผลิปี 2016 นี้

          http://photos.prnasia.com/prnvar/20160224/8521601182LOGO

          ความร่วมมือครั้งนี้จะอาศัยข้อได้เปรียบด้านการเข้าถึง วิดีโอ เทคโนโลยี การตลาดและแผนงานขยายธุรกิจไปต่างประเทศของ Time Inc. ประกอบกับชื่อเสียงที่มั่นคงของ ASN และความนิยมที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆในภูมิภาค นอกจากนี้ Time Inc. จะจัดหาเทคโนโลยีโครงสร้างพื้นฐานสำหรับเว็บไซต์และแอพมือถือของเครือข่าย เพื่อสนับสนุนการเปิดตัวและการปรับขนาดแผนงาน ขณะที่ทั้งสองบริษัทจะเดินหน้าเก็บเกี่ยวโอกาสใหม่ๆด้านการตลาดและการขายโฆษณา

          “ความร่วมมือที่สะท้านวงการครั้งนี้สะท้อนพลังของแบรนด์ทั้งหมดของเรา ซึ่งในกรณีนี้คือ Sports Illustrated และเปิดทางให้เราสามารถสร้างธุรกิจในต่างแดนทั่วทุกแพลตฟอร์มใหม่ๆ” สตีฟ มาร์โคโพโต ประธานของ Time Inc. International กล่าว “ASN ได้สร้างรากฐานที่แข็งแกร่งไว้อยู่แล้ว และเราตั้งตารอที่จะได้สร้างเครือข่ายกีฬาที่แตกต่างและน่าสนใจในภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในโลกร่วมกันกับหุ้นส่วนของเรา”

          เครือข่าย Sports Illustrated/Sports Illustrated 2 จะนำเสนอการรายงานเหตุการณ์และรายการวิดีโอดั้งเดิมของแบรนด์ SI Group (SI, SI Kids และFanSided) โดยจะมีการถ่ายทอดสดการแข่งขันและลีกกีฬาชื่อดังแบบเอ็กซ์คลูซีฟในบางประเทศ อาทิ Super Bowl, Stanley Cup รอบชิงชนะเลิศ และ March Madness ร่วมด้วยรายการแฟรนไชส์ยอดนิยมอย่างซีรีส์ Underdogs เจ้าของรางวัล และ SI Films ไปจนถึงรายการดัดแปลงที่ถ่ายทอดเรื่องราวน่าสนใจจากประเทศต่างๆในภูมิภาค

          “Sports Illustrated มีศักยภาพมหาศาลที่จะประสบความสำเร็จในฐานะแบรนด์กีฬาระดับโลก” ริช แบททิสตา รองประธานบริหาร/ประธาน Entertainment & Sports Group and Video ของ Time Inc. กล่าว “ความร่วมมือที่น่าตื่นเต้นนี้จะช่วยขยายกรรมสิทธิ์ด้านกีฬาของเราเข้าสู่ภูมิภาคแห่งนี้ที่ซึ่งความต้องการรับชมการรายงานกีฬาชั้นนำระดับโลกกำลังเฟื่องฟูและโอกาสในการเติบโตมีอยู่มากมาย”

          ASN เปิดตัวในปี 2008 ในฐานะเครือข่ายกีฬารูปแบบเอชดี ตลอด 24 ชั่วโมงแห่งแรกในภูมิภาคเอเชียที่ถ่ายทอดสดการแข่งขันกีฬาของสหรัฐอเมริกา ช่องASN และ ASN2 ซึ่งเป็นช่องภาษาอังกฤษทั้งสองช่องนั้น เข้าถึงผู้ชม 29 ล้านครัวเรือน ผ่านทางผู้ให้บริการชั้นนำ 20 รายใน 12 อาณาเขต เช่น ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย โดยทางเครือข่ายทำข้อตกลงลิขสิทธิ์กีฬาฟุตบอลและบาสเกตบอล NFL, NHL, NCAA รวมถึง March Madness และNASCAR นอกเหนือไปจากการเป็นหุ้นส่วนด้านคอนเทนต์อื่นๆ

          “เราตื่นเต้นมากที่ได้ผนึกกำลังกับแบรนด์สื่อกีฬาที่ทรงเกียรติที่สุดแบรนด์หนึ่งของโลก เพื่อสร้างเครือข่ายทีวี เว็บไซต์ และมือถืออย่างเต็มรูปแบบ” ทอม เครสเนอร์ ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง ASN กล่าว “เรารู้สึกว่าความร่วมมือกับ Time Inc. คือการแสดงถึงการยอมรับเราในฐานะ “ช่องกีฬาอเมริกันของเอเชีย” โดยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ เราจะนำสุดยอดคอนเทนต์กีฬาเข้าสู่แพลตฟอร์มต่างๆมากขึ้นอย่างหาชมจากที่ไหนไม่ได้ และจะเพิ่มการนำเสนอในภาษาท้องถิ่นให้มากยิ่งกว่าที่เคย”

          SI TV เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งต่อยอดแบรนด์ Sports Illustrated ให้เป็นที่รู้จักในหมู่แฟนกีฬายุคมิลเลนเนียลในทุกแพลตฟอร์มและทุกอุปกรณ์ที่เป็นที่นิยมของคนกลุ่มนี้ นอกจากนี้ยังมีการก่อตั้ง Sports Illustrated Play ซึ่งเป็นธุรกิจใหม่ที่มุ่งเน้นกีฬาเยาวชนและกีฬาสมัครเล่น,การเข้าซื้อ FanSided เครือข่ายกีฬาดิจิตอลกว่า 300 บล็อกที่เจาะกลุ่มผู้ชมยุคมิลเลนเนียลเป็นหลัก, การสร้างหน่วยงานโปรดักชั่นภาพยนตร์ Sports Illustrated Films, Campus Rush คอนเทนต์เฉพาะกลุ่มที่เน้นด้านวัฒนธรรมและไลฟ์สไตล์ของกีฬาต่างๆ ในรั้วมหาวิทยาลัย และ Sports Illustrated Overtime สตูดิโอคอนเทนต์แห่งใหม่ของแบรนด์

          ด้านคอลิน โบเดล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของ Time Inc. กล่าวถึงความร่วมมือกับ ASN ว่า “การผสมผสานระหว่างคอนเทนต์กีฬาที่น่าสนใจและเทคโนโลยีของ Time Inc. นั้น เอื้อให้เราสามารถเปิดตัวเครือข่ายได้อย่างรวดเร็ว และก่อให้เกิดบริษัทผู้ให้บริการโซลูชั่นครบวงจรสำหรับตลาดใหม่และตลาดเกิดใหม่”

          Time Inc. International บริหารจัดการสัญญาอนุญาตให้ใช้สิทธิ 147 สัญญาใน 48 ประเทศหรือภูมิภาค ซึ่งประกอบด้วยแบรนด์ต่างๆ เช่น InStyle, Fortuneและ People โดยมีการอนุญาตให้สิทธิ์ตีพิมพ์ Sports Illustrated ในประเทศจีน (รวมถึงเผยแพร่ในรูปแบบเว็บไซต์) และในอินเดีย ตลอดจนการให้สิทธิ์จัดพิมพ์นิตยสาร Golf แบบรูปเล่มและเว็บไซต์ในออสเตรเลีย จีน เกาหลี มาเลเซีย และไต้หวัน (เฉพาะแบบรูปเล่ม) ขณะที่ มาร์โคโพโต ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานของTime Inc. International ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ตั้งขึ้นใหม่ ก็กำลังขยายธุรกิจของ Time Inc. ในตลาดต่างๆ นอกสหรัฐอเมริกา ผ่านทางแพลตฟอร์มทีวี วิดีโอ และดิจิตอล ตลอดจนการร่วมเป็นหุ้นส่วน การเข้าซื้อกิจการ การอนุญาตให้ใช้สิทธิ และช่องทางการค้าแบบ off-channel

          เกี่ยวกับ Time Inc.

          http://www.timeinc.com/about/

          เกี่ยวกับ ASN

          http://www.asn.tv/

          สื่อมวลชนติดต่อ:

          Ariane Friesen ASN

          อีเมล: ariane.friesen@asn.tv

          โทร. +852-6541-6734

          โลโก้ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160224/8521601182LOGO

“หัวเว่ย” จับมือ “ดอยช์ เทเลคอม” สาธิตเทคโนโลยี 5G E2E Network Slicing เป็นครั้งแรกของโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บาร์เซโลนา, สเปน–24 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

หัวเว่ย (Huawei) และ ดอยช์ เทเลคอม (Deutsche Telekom) ร่วมกันสาธิตเทคโนโลยีเครือข่ายแยกส่วน 5G E2E Network Slicing เป็นครั้งแรกของโลก ในวันเปิดงาน Mobile World Congress ที่บาร์เซโลนา ประเทศสเปน การสาธิตร่วมกันจัดขึ้นที่ห้องปฏิบัติการ 5G:haus ของดอยช์ เทเลคอม ในกรุงบอนน์ ประเทศเยอรมนี โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพิสูจน์เทคโนโลยี Network Slicing ซึ่งสามารถสร้างเครือข่ายแยกได้ตามต้องการตามสภาพการใช้งาน โดยมีความยืดหยุ่นสูงและมีประสิทธิภาพในการรองรับการใช้งาน 5G ที่หลากหลายในอนาคต

การใช้งานเทคโนโลยี 5G E2E Network Slicing บนพื้นฐานสถาปัตยกรรมของหัวเว่ย ได้รับการออกแบบเพื่อให้สามารถแยกเครือข่ายแบบเอ็นด์ทูเอ็นด์ผ่านการแยกเครือข่ายหลักออกเป็นส่วนๆ รวมถึงการแยกส่วนควบคุมและส่วนของผู้ใช้ออกจากกัน โดยมีการกำหนดและติดตั้งเครือข่ายหลักและอินเตอร์เฟซ RAN เพื่อรองรับการแยกเครือข่ายแบบเอ็นด์ทูเอ็นด์อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันยังมีการจัดการแยกสำหรับทั้งเครือข่ายหลักและ RAN เพื่อจัดการวงจรชีวิตและติดตามการแยก

การสาธิตร่วมกันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ของนวัตกรรม “เครือข่ายเดียว ให้บริการได้หลายอุตสาหกรรม” รวมถึงความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพของสถาปัตยกรรมเครือข่าย 5G ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในการร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ

หัวเว่ยทุ่มทุนมหาศาลไปกับนวัตกรรมเทคโนโลยี 5G” เดวิด หวัง ประธานฝ่ายเครือข่ายไร้สายของหัวเว่ยกล่าว “การแยกเครือข่าย 5G ช่วยให้สามารถรวมโครงสร้างเครือข่ายทางกายภาพเข้าด้วยกันเพื่อรองรับการให้บริการในหลายอุตสาหกรรม ซึ่งรวมถึงโมบายล์บรอดแบนด์และอุตสาหกรรมแนวดิ่ง เราจะทุ่มเทความพยายามเพื่อเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีขั้นสูงไปสู่ประสบการณ์การใช้งานที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้าของเรา”

เทคโนโลยี Network Slicing จะช่วยให้ 5G เป็นเครือข่ายอเนกประสงค์ทีมีประสิทธิภาพสูง อันเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นต้องมีเพื่อใช้เชื่อมต่ออุตสาหกรรมต่างๆเข้าด้วยกัน และยังต้องสามารถเชื่อมต่อจำนวนมากได้เช่นเดียวกับโมบายล์บรอดแบนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการอย่างแน่นอน” บรูโน เจค็อบเฟาเออร์บอร์น ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีของดอยช์ เทเลคอม กล่าว “เราแสดงให้เห็นว่า ศักยภาพเหล่านี้สามารถจัดหาให้ได้ในรูปแบบบริการเครือข่ายตามความต้องการสำหรับการใช้งานที่แตกต่างกัน”

ดอยช์ เทเลคอม และ หัวเว่ย ได้ร่วมกันพัฒนาและทำการทดสอบเทคโนโลยีระบบ 5G ซึ่งรวมถึงอินเตอร์เฟซทางอากาศและสถาปัตยกรรมเครือข่าย หัวเว่ยมีประสบการณ์ร่วม 6 ปีในการวิจัยและพัฒนา 5G จึงมีความเชี่ยวชาญในการวิจัยและทดสอบภาคสนามเป็นอย่างดี นอกจากนี้ บริษัทจะร่วมมือกับพันธมิตรรายอื่นๆในอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศ 5G และผลักดันการพัฒนาระบบ 5G ต่อไป

งาน MWC 2016 จัดขึ้นที่บาร์เซโลนาในระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์นี้ หัวเว่ยจะจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชันใหม่ล่าสุดของบริษัทที่ Fira Gran Via Hall 1 และHall 3 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.huawei.com/en/mwc2016

เกี่ยวกับหัวเว่ย

หัวเว่ยเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ชั้นนำระดับโลก เรามีจุดมุ่งหมายในการสร้างโลกที่เชื่อมต่อได้ดีกว่าเดิม ด้วยการรับบทเป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้ผลักดันนวัตกรรมในสังคมสารสนเทศ และผู้มีส่วนช่วยเหลืออุตสาหกรรม ด้วยแรงผลักดันจากนวัตกรรมที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าและพันธมิตรแบบเปิด หัวเว่ยได้สร้างสรรค์โซลูชันไอซีทีแบบเอ็นด์ทูเอ็นด์ที่ช่วยให้ลูกค้ามีความได้เปรียบในการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมและแวดวงเครือข่ายธุรกิจ อุปกรณ์ และคลาวด์คอมพิวติ้ง พนักงานของหัวเว่ยกว่า 170,000 คนทั่วโลกมีพันธกิจในการสร้างมูลค่าสูงสุดให้แก่ผู้ให้บริการโทรคมนาคม องค์กร และผู้บริโภค โซลูชั่น ผลิตภัณฑ์ และบริการด้านไอซีทีของเราถูกนำไปใช้ในกว่า 170 ประเทศและภูมิภาค เพื่อให้บริการแก่ประชากรมากกว่าหนึ่งในสามของโลก ทั้งนี้ หัวเว่ยก่อตั้งขึ้นในปี 2530 และเป็นบริษัทเอกชนที่พนักงานเป็นเจ้าของร่วมกัน

สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.huawei.com หรือติดตามเราได้ทาง

http://www.linkedin.com/company/huawei

http://www.twitter.com/Huawei

http://www.facebook.com/Huawei

http://www.google.com/+Huawei

http://www.youtube.com/Huawei

Open ROADS to a Better Connected World

“Open ROADS to a Better Connected World” คือธีมของหัวเว่ยในงาน Mobile World Congress 2016 ซึ่งอิงจากกลยุทธ์หลักของบริษัทในการผลักดันความก้าวหน้าทางไอซีที ผ่านการสร้างระบบนิเวศของอุตสาหกรรมที่เปิดกว้างและมีการประสานความร่วมมือกันเพื่อประโยชน์ของทุกฝ่าย ในอนาคต คนกับคน คนกับวัตถุ และวัตถุกับวัตถุ จะมีการเชื่อมต่อ มีปฏิสัมพันธ์ และมีการทำงานร่วมกันอย่างเต็มรูปแบบ อันจะก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมธุรกิจดิจิตอลแบบใหม่ที่มีทั้งความท้าทายและโอกาสมากมายสำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคม ทั้งนี้ หัวเว่ยได้กำหนดมาตรฐานประสบการณ์ที่ดีที่สุดสำหรับผู้ใช้งาน นั่นคือ ROADS ซึ่งหมายถึง  Real-time, On-demand, All-online, DIY และ Social และด้วยผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีและโซลูชั่นชั้นนำของบริษัท หัวเว่ยได้ทำงานร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมต่างๆ เพื่อนำเสนอประสบการณ์ ROADS รวมทั้งเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์สำหรับอนาคต เพื่อสร้างโลกที่เชื่อมต่อกันได้ดียิ่งขึ้น

โครงการ Hubspot for Startups รุกสร้างโอกาสทางการตลาดและยอดขายให้แก่บริษัทหน้าใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เคมบริดจ์, แมสซาชูเซตส์–24 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          เมื่อไม่กี่ปีมานี้ บริษัท HubSpot ซึ่งเป็นผู้นำด้านซอฟต์แวร์สำหรับการทำตลาดอินบาวด์ (Inbound Marketing) และการจำหน่าย เคยเป็นบริษัทสตาร์ทอัพที่มีความใฝ่ฝัน แต่ในระหว่างนั้น การเดินทางไปถึงจุด ๆ นั้นได้ต้องฝ่าฟันเส้นทางที่ยาวไกล ในขณะที่มีทรัพยากรจำกัดและยังต้องการประด้านการประสิทธิภาพที่แข็งแกร่งในการทำตลาดและการขาย การตลาดแบบดึงดูดลูกค้าทำให้เราอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ และเราก็ต้องการแบ่งปันข้อได้เปรียบนี้ให้แก่บริษัทสตาร์ทอัพอื่น ๆ ที่ต้องการความก้าวหน้า

 HUBSPOT, INC. LOGO / HubSpot, Inc. logo - www.hubspot.com. (PRNewsFoto/HubSpot, Inc.)

HubSpot, Inc. logo – http://www.hubspot.com. (PRNewsFoto/HubSpot, Inc.)

          โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20110817/NE53515LOGO

          การที่จะทำเช่นนั้นได้ เราจึงมีความตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่จะแนะนำโครงการ HubSpot for Startups ซึ่งก่อนหน้านี้เป็นที่รู้จักกันในชื่อ Jumpstart โดยโครงการดังกล่าวถูกออกแบบมาเพื่อให้บริษัทสตาร์ทอัพได้ทำงานร่วมกับองค์กรที่คอยผลักดัน สนับสนุน และดูแลเรื่องการประกอบการ ซึ่งช่วยให้ธุรกิจเล็ก ๆ ได้รับแรงผลักดันด้านการทำตลาดและยอดขายในระดับก้าวกระโดด พร้อมทั้งได้รับส่วนลด 90% ในการซื้อผลิตภัณฑ์ของ HubSpot

          บริษัทต่าง ๆ ผู้เป็นหน่วยงานด้านการเร่งการดำเนินการ หน่วยงานที่ดูแลบริษัทสตาร์ทอัพ และองค์กรที่ดูแลเรื่องการประกอบการสามารถช่วยให้ผู้เข้าร่วมโครงการกำหนดขอบเขตและมีความสุขไปกับผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นผ่านโครงการ HubSpot for Startups ซึ่งครอบคลุมดังต่อไปนี้

          – ช่วยให้บริษัทต่างๆมีช่องทางเข้าถึงการทำตลาดและแพลตฟอร์มสำหรับการขายที่พิเศษในราคาไม่แพง

          – ช่วยบรรเทาความเครียดเกี่ยวกับความพยายามเพื่อผลักดันยอดขายและการตลาดด้วยแพลตฟอร์มที่ครบวงจร

          – ให้ความรู้อย่างต่อเนื่องสำหรับบริษัทสตาร์ทอัพเพื่อการเพิ่มโอกาสในการคว้าความสำเร็จ

          – นำมาใช้งาน และนำมาประยุกต์ใช้ได้ง่าย

          “โครงการ HubSpot for Startups ทำให้บริษัทหน้าใหม่ ที่พยายามผลักดันการเติบโตสามารถเติมเต็มความสามารถด้านการตลาดและยอดขายของตนเองได้ โดยเริ่มตั้งแต่จุดเริ่มต้น อีกทั้งยังช่วยเตรียมความพร้อมให้แก่บริษัทเหล่านี้ไปสู่ความสำเร็จ” นายอิไต โบวบลิล หัวหน้าฝ่ายการตลาดโลกจาก Impact Hub Network และอดีตซีเอ็มโอของ Impact Hub Singaporeที่บริษัท Impact Hub เราสร้างระบบนิเวศน์ที่สร้างแรงบันดาลใจ เชื่อมต่อ และสร้างพลังให้แก่ผู้คน เพื่อให้พวกเขาได้รับรู้ถึงไอเดียในการประกอบการเพื่อให้ได้มาซึ่งผลกระทบที่ยั่งยืน พร้อมทั้งสนับสนุนพวกเขานับตั้งแต่ขั้นตอนแรกในช่วงที่ยังเป็นบริษัทสตาร์ทอัพเพื่อให้บริษัทเหล่านี้ได้มีธุรกิจที่เติบใหญ่ทั้งในประเทศหรือมากกว่านั้น ช่องทางในการเข้าถึงซอฟต์แวร์ของ HubSpot และการให้การสนับสนุนที่มาพร้อมกับซอฟต์แวร์ตลอดทั้งโครงการ HubSpot for Startups ถือเป็นการพลิกเกม ซึ่งจะช่วยให้ความฝันกลายเป็นความจริง”

          สิทธิประโยชน์สำหรับบริษัทสตาร์ทอัพมีมากมาย อันที่จริงแล้ว บรรดาธุรกิจที่เปิดตัวใหม่ๆมากมายสามารถเร่งการเติบโตทางธุรกิจได้ทั้งหมดด้วย HubSpotซึ่งมีช่องทางให้เข้าถึงทรัพย์สินที่ได้มาจากการตลาดและการขาย ซึ่งประกอบด้วย

          – ส่วนลด 90% ในการซื้อผลิตภัณฑ์ของ HubSpot

          – ฟรี CRM จาก HubSpot

          – ช่องทางในการเข้าถึง HubSpot Reporting และ การโฆษณาแบบ Add-Ons ซึ่งมีส่วนลดในอัตราเดียวกับผลิตภัณฑ์ซอฟต์แวร์การตลาดอื่น ๆ

          – ฝ่ายสนับสนุนลูกค้าอย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง

          – บริการให้ความรู้ที่ครบวงจรของบริษัท

          – สถาบัน HubSpot Academy

          – บล็อกของ HubSpot

          – การจัดเกรดเว็บไซต์

          – ช่องทางในการเข้าถึงเครือเว็บไซต์ inbound.org

          “HubSpot for Startups ทำให้เราสามารถทดสอบและกำหนดขอบเขตโครงการใหม่ ๆ ได้อย่างรวดเร็วโดยไม่สูญเสียความรู้สึกประทับใจให้แก่ลูกค้าซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งต่อการเติบโตในขั้นแรก เราสามารถสร้างระบบอัตโนมัติ พัฒนารูปแบบเฉพาะ และเพิ่มความรู้เชิงลึกให้แก่ตลาดเป้าหมาย ซึ่งทั้งหมดล้วนอยู่ในราคาที่พอดีกับงบของบริษัทสตาร์ทอัพ การใช้ HubSpot for Startups เปรียบเสมือนการจ้างทีมการตลาดอย่างเต็มรูปแบบซึ่งยินดีที่จะช่วยลดค่าใช้จ่ายสำหรับช่วงสองปีแรกที่เข้าร่วมโครงการกับบริษัท” นายเดฟ ลองเวล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดของ Rent Like A Champion กล่าว

          เราได้เริ่มโครงการดังกล่าวไปเรียบร้อยแล้ว ในปี 2558 โครงการของเราเติบโตขึ้นถึง 150% เมื่อเทียบเป็นรายปี และมีสมาชิกบริษัทที่ช่วยเร่งการดำเนินการ และบริษัทที่ดูแลบริษัทสตาร์ทอัพที่ได้รับการรับรองแล้วกว่า 250 ราย ซึ่งล้วนเป็นบริษัทผู้ผลักดัน บริษัทผู้อุปถัมป์ และบริษัทสตาร์ทอัพต่าง ๆ จาก 26 ประเทศ

          “ผมรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้สนับสนุนชุมชนบริษัทสตาร์ทอัพต่อไปด้วยโครงการ HubSpot for Startups” นายดาร์เมช ชาฮ์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง HubSpot และซีทีโอ กล่าว “HubSpot อุทิศตนเพื่อช่วยเหลือธุรกิจที่เติบโตเร็วให้เติบโตและประสบความสำเร็จ เราเคยอยู่ในจุด ๆ นั้นมาก่อน และโครงการนี้ก็เป็นหนทางหนึ่งที่จะช่วยขยายความมุ่งมั่นของเราไปสู่ผู้ประกอบการและช่วยให้สุดยอดธุรกิจใหม่เดินหน้าต่อไปได้”

          ในฐานะที่เป็นอดีตบริษัทสตาร์ทอัพ HubSpot จึงอยู่ในจุดยืนที่สามารถเข้าใจในความเจ็บปวดแบบเฉพาะที่บริษัทหน้าใหม่ได้เผชิญ แลพเราก็ทราบด้วยว่า บริษัทสตาร์ทอัพมีเรื่องให้กังวลอยู่พอแล้วโดยที่ไม่ต้องมากังวลกับเรื่องระบบการตลาดและการขายอันสุดยอด

          ข่าวดีก็คือ เราเคยผ่านความผิดพลาดมาในเส้นทางการเดินทาง และได้เรียนรู้บทเรียนอันล้ำค่ามากมายซึ่งเราพร้อมที่จะแบ่งปันให้กับบริษัทรุ่นใหม่  โครงการHubSpot for Startups จึงนำเสนอโอกาสให้ธุรกิจเล็ก ๆ ได้รับตำแนะนำด้านการตลาดและการขายอันสุดพิเศษ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นว่า พวกเขาจะไม่มีสิ่งใดที่ต้องกังวลในระหว่างการเดินทางต่อ

          สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ โครงการ Hubspot for Startup ได้สร้างพลังให้แก่ธุรกิจขนาดเล็กให้ทุ่มความสนใจไปกับการตลาดและการขาย ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช้งานง่าย

          ดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ HubSpot for Startups, รวมไปถึงวิธีในการสมัครและหาบริษัทที่ช่วยเร่งการดำเนินการและบริษัทที่ดูแลสตาร์ทอัพที่เกี่ยวข้อง

Gionee เผยโฉมอัตลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ที่งาน MWC 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บาร์เซโลนา, สเปน – 23 ก.พ. – พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            – ผู้ให้บริการโซลูชั่นสมาร์ทโฟนเดินหน้าขยายขอบเขตการเข้าถึงทั่วโลก พร้อมเปิดตัว S8 โทรศัพท์รุ่นแรกที่แจกรอยยิ้ม

            Gionee ผู้ให้บริการโซลูชั่นโทรคมนาคมระดับโลก ประกาศเปิดตัวอัตลักษณ์ใหม่ของแบรนด์อย่างเป็นทางการที่งาน Mobile World Congress

 

            http://photos.prnasia.com/prnvar/20160223/0861601410

            ใบหน้าเปื้อนยิ้มบนโลโก้ใหม่นี้สะท้อนความปรารถนาของเราที่จะสร้างความสุข ด้วยการพัฒนาเครื่องมือการสื่อสารที่ใช้งานง่าย พร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ติดตั้งมาในตัวเครื่องและเป็นมิตรกับผู้ใช้วิลเลียม ลู ประธาน Gionee กล่าว จากการเพิ่มองค์ประกอบที่สื่ออารมณ์เข้าไปในสมาร์ทโฟนของเรา เราเชื่อว่า สไมล์โฟนจะทำให้เรายังคงครองใจผู้บริโภค และทำให้สถานะของเราในอุตสาหกรรมนี้แข็งแกร่งขึ้น

            โลโก้ใหม่ดังกล่าวป็นการผสมกันของตัวอักษร “i” และ “j” ต่อเติมกันเป็นตัวอักษร “G” ที่หมายถึง Gionee และเป็นการส่งสารโดยนัยว่า ฉันมีความสุขสำหรับสีส้มสดใสนั้นสื่อถึงภาพลักษณ์ที่มีพลัง กระตือรือร้น และอบอุ่น

            “Make Smiles” คือสโลแกนใหม่ของบริษัทที่เชื้อเชิญให้ลูกค้าเปิดรับ Gionee เป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาแห่งความสุข โทรศัพท์เหล่านี้ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อเก็บเกี่ยวความสุข ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวความสำเร็จและการเซอร์ไพรส์ที่แสนน่ารัก

            การแชร์เรื่องราวในชีวิตของเราบนโซเชียลมีเดียกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ และเราพบว่าผู้ใช้ไม่พอใจกับภาพนิ่งอีกต่อไป แต่ชื่นชอบวิดีโอเคลื่อนไหววิลเลียม ลู ประธาน Gionee กล่าว “Gionee S8 คือสมาร์ทโฟนรุ่นแรกของเราที่ใช้โลโก้รอยยิ้ม และยกระดับประสบการณ์การแชร์วิดีโอ ทำให้เราสามารถบันทึกช่วงเวลาล้ำค่าได้อย่างง่ายดาย และอัพโหลดขึ้นแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย สไมล์โฟนของเรามีส่วนร่วมในการส่งความสุข

            Gionee S8

            ด้วยระบบถ่ายภาพและวิดีโอที่ไร้ข้อจุกจิกกวนใจ ตลอดจน 3D Touch และดีไซน์โลหะโค้งมน Gionee S8 จึงเป็นสมาร์ทโฟนที่ลงตัวอย่างยิ่งสำหรับคนนำสมัยและคนทำงานในแวดวงธุรกิจ

            Loop Metal Design

ดีไซน์บอดี้โลหะทั้งเครื่องของ S8 มีจุดเด่นอยู่ที่สายอากาศแบบลูป มองไม่เห็นด้วยตา ซึ่งนับเป็นรุ่นแรกของโลก สะท้อนความสมดุลระหว่างดีไซน์โฉบเฉี่ยวและความแรงของสัญญาณที่ยอดเยี่ยม โทรศัพท์รุ่นนี้รองรับแถบคลื่นความถี่ทุกช่วง อาทิ b17 และ b20 สำหรับการใช้งานข้ามเขตทั่วโลก และปรับปรุงสัญญาณ WiFiและ GPS

            S8 มาพร้อมกระจก 2.5D เคลือบด้วย VM สีสันสดใส ซึ่งแสดงเอฟเฟคแบบมัลติคัลเลอร์ในองศาต่างๆ มีหน้าจอขนาด 5.5 นิ้ว บาง 0.7 มิลลิเมตรที่ใช้เทคโนโลยีแสดงผล AMOLED เรียกได้ว่าเป็นโทรศัพท์รุ่นเล็กแต่คับคุณภาพ และยังสามารถถือเครื่องได้อย่างสบาย

            บันทึกช่วงเวลาสุดพิเศษ

            S8 ได้รับการติดตั้งระบบกล้องที่พัฒนาให้ดีขึ้น เพื่อให้ภาพและวิดีโอสว่างและคมชัดขึ้น เป็นสมาร์ทโฟนรุ่นแรกที่ใช้เทคโนโลยี RWB และมีรูรับแสง F1.8เลนส์ 6P ที่ทำให้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพที่ดีที่สุดแม้ในสภาวะแสงน้อย

            ความเร็วในการโฟกัสถือเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของ S8 โดย PDAF และโฟกัสเลเซอร์ทำให้การโฟกัสรวดเร็วและแม่นยำขึ้น และสามารถปรับใช้ได้กับหลายสถานการณ์

            Gionee อัพเกรดซอฟต์แวร์กล้อง Image+ 2.0 ทำให้ผู้ใช้สามารถถ่ายภาพเซลฟี่ที่สวยที่สุดโดยใช้ฟังก์ชั่น Full Skin Beauty เพื่อเปลี่ยนสีผิวทั้งตัว ส่วนฟีเจอร์Flash Selfie สามารถเพิ่มแสงเพื่อให้ภาพสวยขึ้น นอกจากนี้ S8 ยังมีฟีเจอร์จดจำข้อความที่เปี่ยมประสิทธิภาพ เปิดทางให้ผู้ใช้สามารถแชร์ข้อความตามจริงจากบทความต่างๆ ผ่านทางรูปภาพ

            S8 ใช้ชิปบันทึก AKM4941 HD แบบฝัง และมีไมโครโฟนความไวสูง 2 ตัว ผู้ใช้จึงสามารถถ่ายวิดีโอด้วยเสียงที่คมชัดและมีคุณภาพสูง นอกจากนี้ยังสามารถตัดต่อวิดีโอได้อย่างง่ายดาย โดยฟีเจอร์ตัดต่อวิดีโอในโทรศัพท์รุ่นนี้นำเสนอเทมเพลทระดับมืออาชีพ 6 รูปแบบให้เลือกใช้

            3D Touch

            Gionee คือผู้นำ 3D Touch มาสู่สมาร์ทโฟนแอนดรอยด์ S8 สามารถรองรับสัมผัสได้ 3 ระดับ ได้แก่ สัมผัส” “แตะ และ กด

            – สัมผัส เพื่อเลือกแอพพลิเคชั่น

            – แตะ เพื่อดูคอนเทนท์คร่าวๆของแอพพลิเคชั่น

            – กด เพื่อให้แอพพลิเคชั่นทำงาน

            Gionee ยังเพิ่มแถบด้านข้างสำหรับมือถือรุ่นนี้ ผู้ใช้สามารถเปิดการทำงานของแถบด้านข้างของเครื่องได้ทุกเวลา เพียงกดค้างที่ด้านข้างหน้าจอและเลือกแอพพลิเคชั่นที่ต้องการวางในแถบดังกล่าว

            4G+ และ Amigo OS

            S8 รองรับเครือข่าย 4G+ ผู้ใช้จึงสามารถใช้งานอินเทอร์เน็ตมือถือได้อย่างรวดเร็วและเป็นอิสระไม่ว่าจะอยู่ที่ใด ขณะที่คุณภาพเสียงก็ดีขึ้น S8 รองรับ dual 4G, FDD และ TDD, 7 โหมด และ 14 แถบความถี่ เปิดทางให้ผู้ใช้สามารถใช้งานข้ามเขตได้ทั่วโลก ไม่เพียงเท่านี้ S8 ยังเป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่ติดตั้ง Amigo 3.2 ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการที่มี Android 6.0 เป็นฐาน โดย WhatsApp และ Wechat สามารถทำงานคู่กันได้อย่างราบรื่นภายใต้ Amigo 3.2

            ข้อมูลโดยสังเขปของผลิตภัณฑ์

 

ขนาด

154.3 x 74.9 x 7 มิลลิเมตร

น้ำหนัก

147.2 กรัม

ซิม

ซิมคู่ (ไมโครซิม, สแตนด์บายสองซิมพร้อมกัน)

หน้าจอ

หน้าจอ FHD AMOLED ขนาด 5.5 นิ้ว

– 1920 x 1080 พิกเซล

มัลติทัชแบบคาปาซิทีฟรองรับสูงสุด 5 นิ้ว

ระบบปฏิบ้ติการ

 Android 6.0

เนื้อที่ความจำ

– ROM ภายในเครื่อง 64 กิกะไบท์

– RAM 4 กิกะไบท์

กล้อง

กล้องหลัง 16 ล้านพิกเซล & กล้องหน้า 8ล้านพิกเซล

– f/1.8 PDAF & Laser Focus

วิดีโอ 1080p ที่ 30 เฟรมต่อวินาที (fps)

เสียง

ระบบเสียง Hi-fi & DTS Sound

แจ็คเสียบหูฟัง 3.5 มิลลิเมตร

แบตเตอรี่

3000 มิลลิแอมป์

           

 

 

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าชมได้ที่ http://global.gionee.com/news_detail.php?id=32&c=1

            ติดต่อ:

            Ann Lau

            Gionee

            โทร. +86 147 1649 9692

            อีเมล: annlaumw@gionee.com

 

            Jocelyn Ji

            Ogilvy Public Relations

            โทร. +86 186 0128 5453

            jocelyn.ji@ogilvy.com

            รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160223/0861601410

ไมโครชิป เปิดตัวตระกูลคอนโทรลเลอร์ I/O สุดยืดหยุ่นและฟีเจอร์คับคั่ง ปรับตั้งค่าตามความต้องการนักออกแบบภาคอุตสาหกรรมและสมองกลฝังตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กรุงเทพฯ–24 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ผลิตภัณฑ์ใหม่ SCH322X ตระกูลใหม่ ผสมผสานการทำงานของการรับเข้า/ส่งออก (I/O) เข้ากับระบบการติดตามการทำงานของฮาร์ดแวร์ เพื่อการใช้งานในภาคอุตสาหกรรมที่คุ้มทุนมากยิ่งขึ้น

 

ไมโครชิป เทคโนโลยี อิงค์ (NASDAQ: MCHP) บริษัทชั้นนำผู้ให้บริการโซลูชั่นไมโครคอนโทรลเลอร์ อนาล็อก และแฟลช-ไอพี ประกาศเปิดตัว SCH322X ตระกูลคอนโทรลเลอร์ I/O ใหม่ที่มีความยืดหยุ่นและฟีเจอร์คับคั่งที่สามารถปรับตั้งค่าตามความต้องการของนักออกแบบภาคอุตสาหกรรมและสมองกลฝังตัว ตระกูลผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตนี้ มีขนาดแพคเกจที่เล็กกว่าเดิมและวงจรการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่ยาวนาน ซึ่งเปิดทางให้การใช้งานในภาคอุตสาหกรรมและแบบฝังประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น SCH322X วางจำหน่ายแล้วทั้งเวอร์ชั่นที่มีอุณหภูมิสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม

 

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160217/8521600989

 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมของ SCH322X เข้าชมได้ที่ http://www.microchip.com/SCH322x-022316b

สำหรับคอนโทรลเลอร์ตระกูล SCH322X Super I/O นี้ นำเสนอผลิตภัณฑ์สำหรับอุปกรณ์ในภาคอุตสาหกรรมและแบบฝัง ผลิตภัณฑ์แต่ละรุ่นในตระกูลนี้มีชุดฟีเจอร์ที่แตกต่างกันไป โดยเป็นการจัดกลุ่มซีเรียลพอร์ท พาราเรลพอร์ท และ PS/2 ซึ่งมีประสิทธิภาพด้าน General Purpose Input/Output (GPIO) ที่ยืดหยุ่น ตลอดจนระดับอุณหภูมิเทียบชั้นสากล และการวัดแรงดันไฟฟ้า ทำให้สามารถออกแบบอุปกรณ์ภาคอุตสาหกรรมที่ประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น ตระกูลผลิตภัณฑ์ SCH322X นำเสนอในรูปแบบแพคเกจ BGA ซึ่งใช้พื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ เปิดทางสู่การออกแบบแผงวงจรที่มีขนาดกระทัดรัดที่สุด

คอนโทรลเลอร์ตระกูล SCH322X ยังได้รับการออกแบบมาให้ทำงานกับสถาปัตยกรรม x86  และประกอบด้วยอุปกรณ์ 6 รุ่นที่ปรับแต่งมาเพื่ออุปกรณ์ต่างๆ สำหรับตัวอย่างตัวเลือกอุปกรณ์ในตระกูลนี้ ได้แก่ ซีเรียลพอร์ทหลากหลายรูปแบบ ผนวกกับการติดตามการทำงานของฮาร์ดแวร์ และสามารถเลือกเพิ่มฟังก์ชั่นควบคุมคีย์บอร์ดหรือไม่ก็ได้

เราตื่นเต้นที่ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างตระกูล SCH322X Super I/O” เอียน แฮร์ริส รองประธานฝ่าย Computer Products Group ของไมโครชิปกล่าว “ความชำนาญด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อการผลิต PC แบบ OEM ที่ผนวกกับนโยบายวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ที่เปิดกว้างของไมโครชิป เปิดทางให้เราสามารถนำเสนอโซลูชั่นที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งานอุปกรณ์ประมวลผลแบบฝังและภาคอุตสาหกรรม”

ตระกูล SCH322X Super I/O ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ 6 รุ่น ได้แก่ SCH3221SCH3222SCH3223SCH3224SCH3226และSCH3227

 

การวางจำหน่าย

ผลิตภัณฑ์ 6 รุ่นในตระกูล SCH322X Super I/O พร้อมแจกตัวอย่างและผลิตในปริมาณมากในรูปแบบแพ็คเกจ 64-WFBGA (6 x 6 มม.), 84-WFBGA (7 x 7 มม.), 100-WFBGA (8 x 8 มม.) และ 144-WFBGA (9 x 9 มม.) ในปริมาณ 10,000 หน่วย

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ตัวแทนจำหน่ายหรือผู้แทนจำหน่ายทั่วโลกที่ได้รับอนุญาตจากไมโครชิป หรือเข้าชมที่เว็บไซต์ของไมโครชิปที่ http://www.microchip.com/SCH322x-022316b สามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ที่ได้มีการระบุถึงในข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้ที่  MicrochipDIRECT หรือติดต่อพันธมิตรผู้จัดจำหน่ายที่ได้รับอนุญาตของไมโครชิป

แหล่งข้อมูลและภาพ

สามารถดูรูปภาพความละเอียดสูงได้ที่ฟลิกเกอร์ หรือการติดต่อสำหรับกองบรรณาธิการ (สามารถนำไปเผยแพร่ได้ตามสะดวก):

 

สามารถติดตามไมโครชิปได้ที่

 

เกี่ยวกับไมโครชิป เทคโนโลยี

ไมโครชิป เทคโนโลยี อิงค์ (NASDAQ: MCHP) เป็นผู้นำด้านการจัดหาโซลูชั่นไมโครคอนโทรลเลอร์ ตลอดจนโซลูชั่นอนาล็อกสัญญาณผสม และแฟลช-ไอพี ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อีกทั้งยังช่วยลดต้นทุนรวมของทั้งระบบ และร่นระยะเวลาในการนำเสนอแอปพลิเคชั่นหลายพันรายการสำหรับลูกค้าในตลาดทั่วโลก สำนักงานใหญ่ของไมโครชิปตั้งอยู่ที่เมืองแชนด์เลอร์ รัฐแอริโซนา บริษัทนำเสนอการสนับสนุนด้านเทคนิคที่เป็นเลิศพร้อมกับการขนส่งและคุณภาพที่เชื่อถือได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมสามารถเยี่ยมชมได้ที่เว็บไซต์ของไมโครชิปที่ http://www.microchip.com/Homepage–022316a

หมายเหตุ: ชื่อและโลโก้ Microchip เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของบริษัท ไมโครชิป เทคโนโลยี อินคอร์ปอเรทเต็ด ในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ ส่วนเครื่องหมายการค้าอื่นๆทั้งหมดที่ระบุถึงในข่าวฉบับนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทที่เป็นเจ้าของ

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
Daphne Yuen (ไมโครชิป)
โทร:  (+852) 2943-5115
(อีเมล: 
daphne.yuen@microchip.com)

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160217/8521600989

บรรยายภาพ – ตระกูลผลิตภัณฑ์ SCH322X Super I/O จากไมโครชิป

Safaricom จับมือ Flytxt วิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกเพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บาร์เซโลนา, สเปน และดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–24 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Flytxt ผู้ให้บริการโซลูชั่นวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคกับการใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่ ประกาศทำข้อตกลงกับ Safaricom ผู้ให้บริการด้านการสื่อสารครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในเคนยา เพื่อการติดตั้งและใช้งานโซลูชั่น Customer Value Management (CVM) ของ Flytxt โซลูชั่นการวิเคราะห์ขั้นสูงนี้จะช่วยให้ Safaricom สามารถยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าผ่านการสร้างความผูกพันกับลูกค้าตามบริบทที่เกิดขึ้นในขณะนั้น และตามลักษณะเฉพาะตัวของลูกค้าแต่ละรายไปตลอดวงจรชีวิตลูกค้า

 Flytxt / PR NEWSWIRE INDIA - Flytxt Logo

PR NEWSWIRE INDIA – Flytxt Logo

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20140527/10098680)

เราทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อที่จะเข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น เพื่อให้เราสามารถปรับปรุงบริการและนำเสนอโซลูชั่นที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” Sylvia Mulinge ผู้อำนวยการ Consumer Business ของ Safaricom กล่าว “ความร่วมมือกับ Flytxt มีเป้าหมายเพื่อช่วยให้เราเข้าใจลูกค้าได้อย่างเจาะลึกมากขึ้น ซึ่งจะปูทางให้เราบรรลุเป้าหมายในการมอบประสบการณ์ที่หลากหลายให้แก่ลูกค้า” เธอกล่าวเพิ่มเติม

โซลูชั่นของ Flytxt ใช้ชุดโมเดลการวิเคราะห์เพื่อนำเสนอข้อมูลที่บริษัทโทรคมนาคมสามารถนำไปใช้งานได้ ช่วยให้บริษัทเหล่านี้สามารถตัดสินใจฉับไวในทุกขั้นตอนการดำเนินธุรกิจและจุดสัมผัส โซลูชั่นเหล่านี้เปิดทางให้บริษัทสามารถใส่ความเป็นส่วนตัวไปในบริการลูกค้าได้มากขึ้น อีกทั้งยกระดับคุณค่าตามวงจรชีวิตลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Safaricom เป็นบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดในแอฟริกาตะวันออก ด้วยผู้ใช้บริการกว่า 25 ล้านคน และมีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่การสื่อสารผ่านเสียง ข้อมูล การทำธุรกรรมผ่านมือถือ และบริการระดับองค์กร ทั้งนี้ Safaricom เป็นบริษัทในเครือของ Vodafone Group ความร่วมมือครั้งนี้จึงนับเป็นครั้งที่ 3 แล้วที่ Flytxt ทำข้อตกลงกับกลุ่มบริษัทที่มีกิจการครอบคลุมทั่วโลกแห่งนี้

ผมยินดีที่ Safaricom วางใจเลือก Flytxt ความร่วมมือครั้งนี้ทำให้ความสัมพันธ์ของเรากับ Vodaphone แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น” Hetarth Patel รองประธานอาวุโสGlobal Sales ของ Flytxt กล่าว “Flytxt มอบผลลัพธ์ที่น่าประทับใจได้ตั้งแต่การติดตั้งใช้งานเบื้องต้นภายในกลุ่ม ผมมั่นใจว่าความร่วมมือนี้จะรักษาทิศทางนี้เอาไว้ต่อไป และส่งผลต่อ Safaricom อย่างมีนัยสำคัญในทางเศรษฐกิจ”

Flytxt มีกิจการครอบคลุมทั่วทั้งแอฟริกา ผ่านทางความร่วมมือกับบรรดาบริษัทโทรคมนาคมชั้นนำ ซึ่งรวมถึงการบรรลุข้อตกลงในระดับกลุ่มกับ MTN

เกี่ยวกับ Flytxt

Flytxt จับมือเป็นพันธมิตรกับองค์กรต่างๆในการพลิกโฉมระบบดิจิทัล โดยช่วยให้บริษัทเหล่านี้สามารถเปลี่ยนข้อมูลเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจที่วัดผลได้ ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้ากับการใช้งานอุปกรณ์เคลื่อนที่ Flytxt นำเสนอโซลูชั่นที่ช่วยสร้างรายได้จากข้อมูลได้อย่างครบวงจร ช่วยให้องค์กรทั้งหลายสามารถมอบประสบการณ์ที่ตรงกับลูกค้าแต่ละรายผ่านจุดสัมผัสดิจิทัลต่างๆ ตลอดจนช่วยเพิ่มรายได้ ปรับปรุงอัตรากำไร และยกระดับความจงรักภักดีของลูกค้า Flytxt ดำเนินงานโดยใช้แพลตฟอร์มของบริษัทเอง และมีลูกค้ามากกว่า 50 รายใน 30 ประเทศ วิเคราะห์ข้อมูลของผู้ใช้มือถือมาแล้วกว่า 500 ล้านคน มอบมูลค่าทางเศรษฐกิจ 2 – 7% อย่างสม่ำเสมอแก่ลูกค้า ผ่านชุดโซลูชั่นครบวงจรที่ผนวกรวมเทคโนโลยี ชุดระบบวิเคราะห์ การดำเนินงาน และบริการต่างๆเข้าไว้ด้วยกัน Flytxt มีสำนักงานใหญ่อยู่ในเนเธอร์แลนด์ สำนักงานองค์กรในดูไบ อีกทั้งยังมีการดำเนินงานอยู่ในปารีส ลอนดอน ธิรุวะนันทปุรัม มุมไบ สิงคโปร์ โจฮันเนสเบิร์ก ไนโรบี และเม็กซิโกซิตี

ที่มา: Flytxt

“หัวเว่ย” เปิดกว้าง ประสานความร่วมมือ และแบ่งปันความสำเร็จ เพื่อเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมโทรคมนาคมสู่ระบบดิจิตอลและสร้างโลกที่เชื่อมต่อกันได้ดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บาร์เซโลนา, สเปน–23 ก.พ.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

 

ผู้นำด้านไอซีทีระดับโลกนำเสนอกลยุทธ์ในการสร้างระบบนิเวศดิจิตอลแบบเปิด แบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตอล รวมทั้งจัดแสดงนวัตกรรมเทคโนโลยีในงาน MWC 2016

 

Huawei Unveils Safe City Solution Experience Center at 2016 Mobile World Congress

หัวเว่ยเตรียมแบ่งปันวิสัยทัศน์เพื่อสร้างโลกที่เชื่อมต่อกันได้ดีขึ้น ในงาน Mobile World Congress (MWC) 2016 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์นี้ ที่เมืองบาร์เซโลนา ประเทศสเปน โดยหัวเว่ยจะเน้นสนับสนุนการเปิดกว้าง ประสานความร่วมมือ และแบ่งปันความสำเร็จ เพื่อสร้างระบบนิเวศดิจิตอลแบบเปิดร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม มุ่งผลักดันการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตอลภายในนานาประเทศและอุตสาหกรรมต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมการขยายตัวของเศรษฐกิจดิจิตอลด้วย

 

หัวเว่ยจะเดินหน้าสานต่อธีม “Open ROADS to a Better Connected World” ของบริษัทในงาน MWC เมื่อปีที่แล้ว เพื่อตอบสนองดีมานด์ของผู้บริโภคที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ “ROADS” (Real-time, On-demand, All-online, DIY และ Social) ในยุคดิจิตอล บริษัทพยายามพัฒนานวัตกรรมที่มีความคล่องตัว สร้างระบบนิเวศแบบเปิด ขยายความร่วมมือทางธุรกิจ และช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตอล โดยในงาน MWC 2016 หัวเว่ยจะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์และเทคโนโลยีที่สนับสนุนการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตอล พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าโซลูชัน SoftCOM แบบเอ็นด์ทูเอ็นด์ของบริษัท จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในระดับธุรกิจ การปฏิบัติงาน โครงสร้าง และเครือข่ายได้อย่างไร หัวเว่ยจะแบ่งปันวิสัยทัศน์ในอนาคตของบริษัทในรูปแบบของกลยุทธ์และการปฏิบัติที่ทำได้จริง เพื่อเร่งให้เกิดการพัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมที่เดินหน้าไปพร้อมกัน

 

ในยุคของการเชื่อมต่ออย่างเต็มรูปแบบ การเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตอลอย่างรวดเร็วถือเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับทุกอุตสาหกรรม การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมไอซีทีคือกลไกสำคัญในการผลักดันการพัฒนาธุรกิจในยุคดิจิตอล ในฐานะที่เป็นผู้สร้างความเป็นไปได้ในอุตสาหกรรมไอซีที หัวเว่ยจึงมีพันธกิจในการช่วยให้อุตสากรรมโทรคมนาคมและอุตสาหกรรมแนวดิ่งสามารถเปลี่ยนโครงสร้าง ระบบการดำเนินงาน และโมเดลธุรกิจไปสู่ระบบดิจิตอลด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย” ซู จีเล่ย ประธานกลุ่มธุรกิจผู้ให้บริการโทรคมนาคมของหัวเว่ย กล่าว “เราเชื่อว่าระบบนิเวศดิจิตอลแบบเปิดมีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ต่ออนาคตของอุตสาหกรรม ทั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่การเปิดกว้าง ประสานความร่วมมือ และแบ่งปันความสำเร็จ เราจะเดินหน้าขยายความร่วมมือทางธุรกิจ มีส่วนช่วยอุตสาหกรรมมากขึ้น และจับมือเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรม เพื่อสร้าง “Open ROADS to a Better Connected World” เราเชื่อว่าความสำเร็จในการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตอลจะช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมเป็นผู้นำห่วงโซ่คุณค่า และสามารถเร่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่เศรษฐกิจดิจิตอลได้ในอนาคต”

 

หัวเว่ยแบ่งปันมุมมองของบริษัทในการประชุมต่างๆ ภายในงาน MWC

 

กัว ผิง รองประธานและซีอีโอหมุนเวียนของหัวเว่ย ได้กล่าวสุนทรพจน์ในงาน MWC ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ร่วมกับซีอีโอของฟอร์ดและเพย์พาล โดยเขาได้ร่วมแบ่งปันมุมมองในหัวข้อ “mobile is connected living

 

วอลเตอร์ วีเกล รองประธานสถาบันวิจัยในยุโรปของหัวเว่ย, พอล สแกนแลน ประธานฝ่ายที่ปรึกษาเครือข่ายและธุรกิจของหัวเว่ย และอัน เจี้ยน ประธานฝ่ายการตลาดเครือข่ายไร้สายระดับโลกและโซลูชันของหัวเว่ย ต่างร่วมแบ่งปันมุมมองกับผู้เข้าร่วมงาน MWC ในหัวข้อต่างๆ ซึ่งรวมไปถึง  “5G: Creating Value for Consumers”, “Internet of Things Connectivity” และ “New Paradigms For Delivering Cost Effective Network QoE”

 

การประชุม Digital Transformation Summit

 

ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ หัวเว่ยประสบความสำเร็จในการจัดการประชุม Digital Transformation Summit ซึ่งประกอบด้วยการประชุม “4.5G Industry Summit”, “Small Cell Summit”, “Video Everywhere Summit” และ “Digital Operations Transformation Summit” และยังเป็นเจ้าภาพจัดการประชุม “Global NB-IoT Summit” ร่วมกับ GSMA และผู้นำในอุตสาหกรรมไอซีทีส่วนหนึ่ง การประชุมสุดยอดดังกล่าวจะช่วยผลักดันวิวัฒนาการของการเชื่อมต่อทั่วโลก ด้วยการอำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนกลยุทธ์ ประสบการณ์ และแนวคิดต่างๆ

 

เยี่ยมชมพื้นที่จัดแสดงของหัวเว่ยใน Fira Gran Via Hall 1

 

หัวเว่ยจะนำเสนอวิสัยทัศน์แห่งอนาคตและโซลูชันไอซีทีมากมายใน Fira Gran Via Hall 1 โดยมีไฮไลท์สำคัญดังนี้

 

วิสัยทัศน์ของหัวเว่ย: หัวเว่ยจะแบ่งปันมุมมองและข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตอลของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม พร้อมทั้งแสดงให้เห็นว่าโซลูชันการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตอลแบบเอ็นด์ทูเอ็นด์ภายใต้กลยุทธ์ SoftCOM ของบริษัท สามารถช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมรักษาศักยภาพด้านการแข่งขันในโลกยุคดิจิตอล และพัฒนาธุรกิจใหม่ๆด้วยการปรับโครงสร้างเครือข่าย สถาปัตยกรรม การดำเนินงานและธุรกิจของตนเอง

 

การเชื่อมต่อด้วยความเร็วสูงทุกหนแห่ง: หัวเว่ยจะนำเสนอโซลูชันนวัตกรรมสำหรับการปรับโครงสร้างเครือข่าย ดังนี้

 

– GigaRadio, Inspiring Mobile Innovation: โซลูชันสถานีฐานรุ่นใหม่ล่าสุด มาพร้อมประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นและความง่ายดายในการเข้าถึงสถานที่ ช่วยให้เชื่อมต่อได้ด้วยความเร็วสูงระดับ Gbps

– Small Cell, Expanding Mobility Potential: เซลล์ขนาดเล็กมีบทบาทสำคัญในกระบวนการเปลี่ยนไปสู่ระบบดิจิตอล โดยจะช่วยปลดปล่อยศักยภาพด้านทราฟฟิก และเผยศักยภาพของเครือข่าย MBB

– Maximizing Spectrum Value: โซลูชันนวัตกรรมที่เพิ่มประสิทธิภาพเครือข่ายสู่ระดับสูงสุด และช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถบุกตลาดต่างๆในอุตสาหกรรมได้

– 4.5G, Connecting Giga World: เครือข่าย 4.5G มาพร้อมความเร็วระดับ Gbps และศักยภาพในการรองรับการเชื่อมต่อได้เป็น 10 เท่าของเครือข่าย 4G จึงช่วยสนับสนุนผู้ให้บริการโทรคมนาคมในการเปลี่ยนไปสู่ดิจิตอล โดยช่วยให้นำเสนอบริการได้หลากหลายขึ้น

– 5G, Super Connected World: การสาธิตกรณีการใช้งาน 5G และคุณสมบัติของเครือข่าย เป็นการนำเสนอเทคโนโลยี 5G ล่าสุดของหัวเว่ย และความสำเร็จร่วมกับลูกค้าผู้ให้บริการโทรคมนาคม

– Redefining Experience Benchmark: กำหนดมาตรฐานบนพื้นฐานของประสบการณ์ เพื่อเป็นแนวทางในการนำเสนอเครือข่ายตามประสบการณ์ ซึ่งจะช่วยผู้ให้บริการโทรคมนาคมในการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการและประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์ได้เร็วขึ้น

– Giga Home: เครือข่ายการเข้าถึงกิกะแบนด์ที่ช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมเข้าถึงได้เร็วขึ้น ยกระดับความทันสมัยอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และใช้ประโยชน์จากกิกะโฮมได้อย่างเต็มที่

– Experience-Driven Ultra Broadband Network: เครือข่ายที่ได้รับการปรับปรุงและปรับโครงสร้างเพื่อประสบการณ์วิดีโอและบริการคลาวด์ที่ดีที่สุด

– Empowering All Connections: แพลตฟอร์มการจัดการที่เชื่อมต่ออย่างเต็มที่และเน้นประสบการณ์ นำเสนอการควบคุมรวมถึงบริการเสียงและวิดีโอแบบเรียลไทม์ พร้อมรับประกันประสบการณ์การใช้งานแบบสมาร์ท และสร้างมูลค่าทางธุรกิจให้แก่ผู้ให้บริการโทรคมนาคม

 

สถาปัตยกรรมที่กำหนดโดยซอฟต์แวร์: หัวเว่ยจะนำเสนอโซลูชันและประสบการณ์ในการปรับโครงสร้างของสถาปัตยกรรม

 

– SDN&NFV, Advancing Network into 2020: แบ่งปันข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของเครือข่ายผู้ให้บริการโทรคมนาคมทั่วโลกก่อนถึงปี 2020และการใช้งาน SDN&NFV รวมทั้งจัดแสดงโซลูชัน SDN&NFV ของหัวเว่ย และเผยความคืบหน้าในการนำมาใช้งานในเชิงพาณิชย์

– Open Cloud: จัดแสดงโซลูชันศูนย์ข้อมูลคลาวด์บนพื้นฐานสถาปัตยกรรมแบบเปิด ที่รองรับการพัฒนาและสถานะในอนาคตของผู้ให้บริการโทรคมนาคม ในฐานะผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิตอล

 

การเปลี่ยนการดำเนินงานไปสู่ระบบดิจิตอล: หัวเว่ยจะจัดแสดงโซลูชันสำคัญๆ ที่ช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถปรับโครงสร้างการดำเนินงาน รวมถึงความพยายามของบริษัทในการสร้างระบบนิเวศดิจิตอลร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม

 

– Telco OS, Agile Digital Operations: Telco OS ช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมนำเสนอประสบการณ์ ROADS และช่วยให้การดำเนินงานดิจิตอลมีความคล่องตัว

– Business-Driven ICT Integration: ศักยภาพในการผนวกรวมระบบไอซีทีของหัวเว่ย ที่ช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมนำเสนอบริการสู่ตลาดได้อย่างรวดเร็ว ยืดหยุ่น และปรับเปลี่ยนได้ เพื่อผลักดันการพัฒนาธุรกิจ

– Customer-centric Operating Model: หัวเว่ยจะช่วยผู้ให้บริการโทรคมนาคมในการปรับโครงสร้างพื้นฐานและการดำเนินงาน ตลอดจนสร้างโมเดลธุรกิจและการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ ด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิตอลเพื่อรับประกันประสบการณ์ ROADS และการขยายตัวของธุรกิจอย่างแข็งแกร่ง

– Network Experience Plus: หัวเว่ยสร้างเครือข่ายที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง โดดเด่น และมีคุณภาพสูงสำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคม ด้วยโซลูชันการเพิ่มประสิทธิภาพ การรวมระบบ และการวางแผนเครือข่ายแบบเอ็นด์ทูเอ็นด์บนพื้นฐานของประสบการณ์ ROADS

 

การสำรวจบริการดิจิตอล: หัวเว่ยจะจัดแสดงโซลูชันครบวงจรสำหรับการปรับโครงสร้างธุรกิจ

 

– Video Everywhere: หัวเว่ยมีความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม เพื่อนำเสนอประสบการณ์วิดีโอที่ดีที่สุด ช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมประสบความสำเร็จในเชิงพาณิชย์จากวิดีโอในฐานะที่เป็นบริการพื้นฐาน

– IoT-Enabled Vertical Industry: โซลูชัน “1+2+1” IoT ของหัวเว่ย ช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมสามารถเจาะเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ เช่น รถยนต์ต่ออินเทอร์เน็ตได้ สมาร์ทโฮม และแอปพลิเคชันอุตสาหกรรมแนวดิ่งบนพื้นฐาน NB IoT

– Cloud Business, New Benchmark: ศักยภาพไอซีทีร่วมกับเครือข่ายคลาวด์ที่ครบวงจรของหัวเว่ย ช่วยให้ผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำยกระดับบริการคลาวด์และสร้างระบบนิเวศที่แข็งแกร่งเพื่อความสำเร็จทางธุรกิจในอนาคต

– Making Cities Safer: หัวเว่ยสาธิตโซลูชัน visual convergent command and dispatch เป็นครั้งแรกของโลก ที่ช่วยให้เมืองมีความปลอดภัยมากขึ้น

 

งาน MWC 2016 จัดขึ้นที่บาร์เซโลนาในระหว่างวันที่ 22-25 กุมภาพันธ์นี้ หัวเว่ยจะจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชันใหม่ล่าสุดของบริษัทที่ Fira Gran Via Hall 1 และ Hall 3 สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.huawei.com/en/mwc2016

 

เกี่ยวกับหัวเว่ย

 

หัวเว่ยเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ชั้นนำระดับโลก เรามีจุดมุ่งหมายในการสร้างโลกที่เชื่อมต่อได้ดีกว่าเดิม ด้วยการรับบทเป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้ผลักดันนวัตกรรมในสังคมสารสนเทศ และผู้มีส่วนช่วยเหลืออุตสาหกรรม หัวเว่ยก่อตั้งขึ้นในปี 2530 และเป็นบริษัทเอกชนที่พนักงานเป็นเจ้าของร่วมกัน สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.huawei.com