หัวเว่ย เผยกลยุทธ์และโซลูชั่น ICT ล่าสุดที่งาน Smart City Expo World Congress 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บาร์เซโลนา 17 พ.ย. พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

พัฒนาแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างด้วยเทคโนโลยี ICT ใหม่ระดับแนวหน้า เพื่อสร้างสรรค์เมืองอัจฉริยะและเปี่ยมพลัง

หัวเว่ย ประกาศกลยุทธ์และเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดเพื่อการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ ที่งาน Smart City Expo World Congress (SCEWC) 2016 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-17 พ.ย. 2559 ในบาร์เซโลนา ประเทศสเปน กลยุทธ์ของหัวเว่ยมีจุดสนใจหลักอยู่ที่การนำเสนอเทคโนโลยี ICT ชั้นนำใหม่ๆ ครอบคลุมช่องทาง cloud-pipe-device อย่างทั่วถึง เพื่อให้ภาครัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมสามารถมอบบริการขั้นสูงที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต ขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจ และสร้างชุมชนที่ยั่งยืน ในงานนี้ บริษัทได้เปิดตัวโซลูชั่น ICT หลัก ซึ่งพัฒนาขึ้นเพื่อเร่งการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ อาทิ  Intelligent Operation Center (IOC) ที่อาศัยพลังประสิทธิภาพของคลาวด์และบิ๊กดาต้า โซลูชั่นการจัดการเมืองอัจฉริยะด้วย Internet of Things (IoT) และโซลูชั่นบริการสาธารณะขั้นสูงซึ่งหัวเว่ยพัฒนาร่วมกับพันธมิตรระดับโลก

 

https://photos.prnewswire.com/prnvar/20161116/440197

คำบรรยายภาพหัวเว่ย เผยกลยุทธ์และโซลูชั่น ICT ล่าสุดที่งาน Smart City Expo World Congress 2016

พร้อมกันนี้ หัวเว่ยได้จัดการประชุม Global Smart City Summit ในงาน SCEWC โดยมีผู้เข้าประชุมกว่า 500 คนจากทั่วโลก ทั้งตัวแทนรัฐบาล พันธมิตรภาคอุตสาหกรรม และผู้นำทางความคิด

การพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หรือ Smart City นั้นเติบโตไปทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีมานี้ อย่างไรก็ดี หลายเมืองเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ในการทำเมืองอัจฉริยะให้เป็นจริง โดยนายหยาน หลี่ต้า ประธานกลุ่มธุรกิจเอ็นเตอร์ไพรส์ของหัวเว่ย กล่าวเปิดการประชุมว่า “เมืองอัจฉริยะก็เหมือนสิ่งมีชีวิตที่มีสมองและระบบประสาทที่ซับซ้อนซึ่งประสานการทำงานกัน เพื่อให้สามารถเรียนรู้และทำให้โลกที่เราอาศัยดีขึ้นอยู่เสมอ การเติบโตและวิวัฒนาการของเมืองอัจฉริยะต้องอาศัยระบบเปิดกว้างที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมในการฟูมฟักนวัตกรรม หัวเว่ย มุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือในเรื่องนี้ โดยนำเครือข่ายบรอดแบนด์ความเร็วสูง คลาวด์คอมพิวติ้ง บิ๊กดาต้า และ IoT เข้ามาใช้ เพื่อช่วยให้เมืองต่างๆ มีความรอบรู้ทันสถานการณ์ มีการเชื่อมต่อที่ดีขึ้น และชาญฉลาดมากขึ้น นอกจากนี้ ด้วยนวัตกรรมอันเกิดจากร่วมมือร่วมแรงกับพันมิตรมากกว่า 2,700 รายทั่วโลก และศักยภาพในการส่งมอบโซลูชั่นครอบคลุมทั่วโลก จึงทำให้หัวเว่ยสามารถจัดหาเทคโนโลยีและโซลูชั่นพลิกโฉมเมือง ซึ่งผสมผสานแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดและเป็นที่ยอมรับในระดับโลก เข้ากับความเชี่ยวชาญของนักพัฒนาและบริษัทในพื้นที่ เพื่อช่วยพัฒนาระบบนิเวศที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างสรรค์เมืองอัจฉริยะ เราเชื่อว่านี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเมืองเมืองอัจฉริยะ ซึ่งจะสามารถต่อยอดได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด”

นิโคลัส โหยว ผู้ก่อตั้งและประธานกิตติมศักดิ์ของ UN-Habitat World Urban Campaign กล่าวถึงการรับมือกับความหนาแน่นที่เพิ่มขึ้นของประชากรในเขตเมืองว่า “เทคโนโลยี ICT เปิดช่องให้เมืองต่างๆ สามารถทลายระบบสารสนเทศที่ไม่สามารถสื่อสารกันได้อย่างเป็นอิสระ และนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์ในเชิงกลยุทธ์ เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยให้เมืองเชื่อมโยงผู้คน ข้อมูล ทรัพยากร และบริการต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อให้เกิดเมืองที่มีความทันสถานการณ์และมีการยกระดับ พร้อมนำเสนอบริการสาธารณะที่ชาญฉลาด เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจ และบรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน”

มัสซิมิเลียโน แคลปส์ ผู้ช่วยรองประธาน IDC Government Insightsประจำภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (EMEA) กล่าวว่า “เมืองอัจฉริยะเป็นเรื่องที่ทำได้ และเป็นกระบวนทัศน์ของการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล ระบบนิเวศขนาดใหญ่จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วม และด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีแพลตฟอร์มที่เปิดกว้างเพื่อรวบรวมระบบและข้อมูลที่หลากหลายจากที่ต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน”

ในระหว่างการประชุม Huawei Global Smart City Summit เจ้าหน้าที่ระดับสูงจากเมืองต่างๆ ยังได้มาร่วมแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและแนวทางปฏิบัติที่เป็นเลิศในการใช้เทคโนโลยี ICT ใหม่ๆ เพื่อพลิกโฉมเมืองให้เป็นเมืองอัจฉริยะ ซึ่งรวมถึง

หลี่ ไท่ อธิบดีและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ ศูนย์การพัฒนาเขตเมืองของจีน ได้บอกเล่าให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้รับฟังว่า การบูรณาการเทคโนโลยีใหม่ๆในการพัฒนาเขตเมืองนั้นช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในประเทศจีนได้อย่างไร เขาเชื่อว่า บริการที่แยกกันจะถูกรวมเข้าด้วยกัน และธุรกิจอัจฉริยะจะเป็นไปได้ด้วยแพลตฟอร์มที่มีความเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือข้ามชาติและข้ามอุตสาหกรรม

มูอัมมาร์ คาเล็ด อัล คาทีรี รองประธานบริหารฝ่ายวิศวกรรมและเมืองอัจฉริยะของ Dubai Silicon Oasis Authority (DSOA) ได้แบ่งปันเรื่องราวเกี่ยวกับการร่วมมือกับหัวเว่ยในการติดตั้งโซลูชั่นถนนอัจฉริยะในนิคมไฮเทค ซึ่งเป็นครั้งแรกในตะวันออกกลาง โดยระบบถนนอัจฉริยะซึ่งขับเคลื่อนโดยโซลูชันไอซีทีใหม่ล่าสุดของหัวเว่ยนี้ ได้ช่วยอำนวยความสะดวกในการเข้าใช้งาน Wi-Fi รวมทั้งการวัดอุณหภูมิ ความชื้น และคุณภาพอากาศผ่านเซ็นเซอร์

โซลูชั่นเมืองอัจฉริยะของหัวเว่ยได้มีการติดตั้งในกว่า 100 เมือง ครอบคลุม 40 ประเทศ และเพื่อเป็นการผลักดันความร่วมมือและการพัฒนาเมืองอัจฉริยะ หัวเว่ยได้เปิด Open Labs จำนวน 7 แห่งทั่วโลก ทั้งยังได้พัฒนาโซลูชั่นเมืองอัจฉริยะแบบองค์รวมร่วมกับพันธมิตรที่เป็นผู้นำอุตสาหกรรมทั่วโลก ผ่านทางแพลตฟอร์มและระบบนิเวศเมืองอัจฉริยะที่เปิดกว้าง

เกี่ยวกับหัวเว่ย

หัวเว่ย คือผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ชั้นนำระดับโลก

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20161117/0861612252

Ithmar Capital จับมือ World Bank ประกาศจัดตั้ง Green Growth Infrastructure Facility กองทุนสีเขียวกองแรกที่มุ่งลงทุนในแอฟริกา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ราบัต, โมร็อกโก–17 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          World Bank Group และ Ithmar Capital กองทุนเพื่อการลงทุนของประเทศโมร็อกโก ได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ ว่าด้วยการจัดตั้ง Green Growth Infrastructure Facility for Africa (GGIF Africa)กองทุนแรกที่มุ่งเน้นการลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อมในทวีปแอฟริกา

 Ithmar Capital Logo / Ithmar Capital and World Bank announce creation of Green Growth Infrastructure Facility, the first green fund dedicated to Africa (PRNewsFoto/Ithmar Capital)

          (โลโก้:http://photos.prnewswire.com/prnh/20161116/440093LOGO )

Ithmar Capital CEO / Mr Tarik Senhaji, Chief Executive Officer of Moroccan sovereign wealth fund, Ithmar Capital (PRNewsFoto/Ithmar Capital)

          (รูปภาพ:http://photos.prnewswire.com/prnh/20161116/440094 )

          GGIF จะมีโครงสร้างเป็นกองทุนการลงทุนภาคเอกชน โดยมีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดนักลงทุนภาคเอกชนที่สนใจลงทุนในโมร็อกโกหรือแอฟริกา และกำลังมองหาโอกาสการลงทุนที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม กองทุนนี้มีเป้าหมายเพื่อทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้ทวีปแอฟริกาก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจสีเขียว ผ่านการสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้คาร์บอนต่ำ เช่น พลังงานสะอาด ระบบคมนาคมคาร์บอนต่ำ และการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

          GGIF จะได้รับการสนับสนุนจาก World Bank และ Ithmar Capitalซึ่งจะเปิดโอกาสให้กองทุนนี้ได้รับประโยชน์จากจุดแข็งขององค์กรทั้งสอง โดยทาง World Bank นั้นมีความเชี่ยวชาญในเรื่องของการจัดตั้งกองทุนและการวางนโยบาย ขณะที่ Ithmar Capital มีเครือข่ายพันธมิตรและประสบการณ์ในการวางโครงสร้างการร่วมลงทุน

          การประกาศดังกล่าวมีขึ้นที่เวที Finance Summit ในการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 22 หรือ COP22 ณ เมืองมาราเกช ประเทศโมร็อกโก โดยการประชุมมุ่งเน้นไปที่การระดมกำลังเพื่อรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศด้วยท่าทีที่แข็งกร้าวและในเชิงรุกมากขึ้น

          นอกจากนี้ กองทุน GGIF ยังจะรวมถึงโครงการความร่วมมือภาครัฐและภาคเอกชน (PPP) โดยจะมุ่งเน้นที่การริเริ่มโครงการต่างๆ ผ่านความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐบาล ซึ่งจะก่อให้เกิดการผนวกรวมกันของกลุ่ม PPPในประเทศเป้าหมาย

          World Bank และ Ithmar Capital จะดำเนินงานอย่างใกล้ชิดร่วมกับบรรดานักลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน ไม่ว่าจะเป็นธนาคารเพื่อการพัฒนาระดับภูมิภาค กองทุนความมั่งคั่งของประเทศต่างๆ ไปจนถึงนักลงทุนสถาบันทั้งในระดับภูมิภาคและทั่วโลก เพื่อยกระดับการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสิ่งแวดล้อมทั่วทั้งภูมิภาค

          นอกเหนือจากการจัดสรรปริมาณเงินทุนภาคเอกชนเพื่อนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อมแล้ว กองทุนGGIF ยังจะให้ความสำคัญกับการลดความเสี่ยงของโครงการที่มีแนวโน้มทำกำไรได้น้อย (non-bankable) เพื่อให้โครงการเหล่านี้เดินหน้าต่อไปได้ โดยเครื่องมือต่างๆที่จะนำมาใช้ประกอบไปด้วยกลไกที่มีความแปลกใหม่สำหรับการเตรียมโครงการและโครงสร้างเงินทุน

          ความเคลื่อนไหวดังกล่าวได้รับหนังสือสนับสนุนแล้วจากประธานของ IFSWF (International Forum of Sovereign Wealth Funds) ซึ่งไม่นานมานี้ได้เปิดตัวคณะทำงานชุดแรกเพื่อดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะ กองทุนความมั่งคั่งของประเทศต่างๆ ถือเป็นผู้ลงทุนรายหลักในโครงการโครงสร้างพื้นฐานทั้งหลาย เนื่องจากมีประสบการณ์ด้านการลงทุนมายาวนาน มีสถานะเป็นกองทุนระดับชาติ และแทบไม่ต้องอาศัยสภาพคล่อง

          ภายใต้การปกครองของสมเด็จพระราชาธิบดีมุฮัมมัดที่ 6 แห่งโมร็อกโก ทวีปแอฟริกาได้กลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์สำคัญสำหรับโมร็อกโก” โดยขณะนี้ ประเทศโมร็อกโกซึ่งมีเศรษฐกิจขยายตัวอย่างต่อเนื่องและมีทำเลใกล้กับทวีปยุโรป กำลังเดินหน้าเพื่อก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางที่มีศักยภาพแข่งขันสูงของทวีปแอฟริกา

          ปัจจุบัน ประเทศโมร็อกโกถือเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจรายสำคัญสำหรับหลายประเทศในแอฟริกาอยู่แล้ว ดังเห็นได้จากปริมาณการลงทุนโดยตรงที่เพิ่มสูงขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆที่มีมูลค่าสูง ไม่ว่าจะเป็นภาคธนาคาร ประกันภัย โทรคมนาคม เกษตรกรรมพลังงาน และอาคารสงเคราะห์

          เกี่ยวกับ Ithmar Capital:

          Ithmar Capital ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2554 โดยรัฐบาลโมร็อกโก และได้รับการสนับสนุนจากกองทุน Hassan II Fund for Economic and Social Development ในนามของ Fonds Marocain de Developpement Touristique (FMDT) กองทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาประเทศระยะยาว ซึ่งริเริ่มขึ้นโดยราชอาณาจักรโมร็อกโกในภาคส่วนเศรษฐกิจต่างๆทางเศรษฐกิจ

           http://www.ithmar.gov.ma

          ที่มา: Ithmar Capital

ฉลองครบรอบ 25 ปี เมอร์ค ประเทศไทยไม่หยุดยั้งทำเพื่อสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

บริษัท เมอร์ค จำกัด ได้ดำเนินธุรกิจด้วยความใส่ใจโดยคำนึงถึงทุกภาคส่วนตั้งแต่คู่ค้า พนักงาน ผู้ถือหุ้น และสังคมไทย มาโดยตลอดนับตั้งแต่ที่จัดตั้งบริษัทขึ้นในประเทศไทย จวบจนครบรอบ ปีที่ 25 ในปีนี้ ด้วยความมุ่งมั่นดังกล่าว เมอร์ค จึงได้ร่วมมือกับหน่วยงานหลายภาคส่วนและพนักงานในบริษัทจัดกิจกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่องในปีนี้

โครงการล่าสุดที่กลุ่มพนักงานของเมอร์คได้เข้าไปมีส่วนร่วมนั้น เป็นกิจกรรม “มาช่วยเต่ากัน! Turtles Need Help… Rescue Turtles”  ซึ่งดำเนินการร่วมกับ รศ.สพ.ญ.ดร.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและประธานชมรมรักษ์เต่า เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม ที่ผ่านมา กิจกรรมดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือ เต่าและตะพาบน้ำจำนวน 190 ชีวิต จากวัดโพสพผลเจริญ จ.ปทุมธานี ด้วยการล้างทำความสะอาด แช่น้ำเกลือ กำจัดปรสิตภายนอก จากนั้นจึงวัดขนาด-ชั่งน้ำหนัก เพื่อบันทึกข้อมูล แยกเพศ และพันธุ์ เพื่อให้ยาถ่ายพยาธิ ป้อนวิตามินตามขนาดที่เหมาะสม ร่วมถึงการดูแลรักษาในเบื้องต้น ก่อนจะนำไปไว้ในที่พักฟื้นที่เหมาะสมหรือปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ

กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นจากเงินสนับสนุนของกิจกรรมวิ่งการกุศล Merck Charity Run : GIVE ME FIVE…. วิ่งเพื่อเต่า ด้วยแนวคิดในการทำประโยชน์ให้กับสังคมจากหนึ่งในพนักงานของเมอร์ค ได้จุดประกายให้เกิดเป็น ด้วยความตั้งใจที่อยากช่วยเหลือให้เต่าที่มีสภาพความเป็นอยู่ไม่เหมาะสมกลับคืนสู่ธรรมชาติและดำรงชีวิตได้ต่อไป โดยร่วมมือกับชมรมรักษ์เต่า และศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กิจกรรมการวิ่งการกุศลนี้ จัดขึ้น ณ สวนลุมพินี เมื่อวันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยได้รับการสนับสนุนจากอย่างล้นหลามจากบริษัทคู่ค้าและลูกค้าของบริษัท เมอร์ค ประเทศไทย เช่นเดียวกับความสนใจจากประชาชนทั่วไปที่ให้ความสำคัญเรื่องการวิ่งเพื่อสุขภาพและร่วมทำความดี ด้วยความตั้งใจว่ารายได้จากการรับสมัครหลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกนำไปต่อยอดร่วมบริจาคให้ “โครงการคืนชีวิตเต่าและตะพาบน้ำสู่ธรรมชาติ” เพื่อช่วยเหลือเต่าและตะพาบน้ำที่ถูกปล่อยให้อยู่ในแหล่งน้ำที่ไม่เหมาะสมได้กลับคืนสู่แหล่งธรรมชาติตามแนวทางอนุรักษ์สัตว์เหล่านี้ที่นับวันใกล้จะสูญพันธุ์

คุณรุ่งรวี เสลานนท์ กรรมการและประธานผู้บริหารฝ่ายการเงิน กล่าวว่า “ขอขอบคุณทุกคนและทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องที่มาร่วมกันทำความดีกับเมอร์ค ตั้งแต่การเข้าร่วมกิจกรรมวิ่งระดมทุน จนถึงการอภิบาลเต่าและตะพาบน้ำให้มีสุขภาพแข็งแรงจนพร้อมที่จะกลับไปใช้ชีวิตตามธรรมชาติ และแม้ว่าบางท่านอาจจะไม่ได้มาร่วมดูแลเต่าด้วยกันในวันนี้ แต่ขอให้มั่นใจได้ว่า รายได้จากการวิ่งการกุศลที่ผ่านมาได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์สู่สังคมอย่างแท้จริงผ่านแรงกายและใจของพนักงานของเรา” จากเสียงของพนักงานเมอร์คที่กลายมาเป็นกิจกรรมเพื่อสังคมที่ได้รับความร่วมมือจากคนทั้งในบริษัทฯ บริษัทคู่ค้า ลูกค้า และประชาชนทั่วไป ช่วยผลักดันให้ประสบความสำเร็จตามจุดมุ่งหมาย และเป็นอีกส่วนหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าความรับผิดชอบต่อสังคมสามารถเกิดขึ้นได้จากทุกคน ซึ่งจะนำไปสู่ความยั่งยืนในอนาคตได้ต่อไป

ข้อมูลเพิ่มเติม: https://goo.gl/uxGtNN  และ https://goo.gl/qWHbLG

เกี่ยวกับเมอร์ค ประเทศไทย

บริษัท เมอร์ค จำกัด สาขาประเทศไทย เป็นผู้จัดจำหน่ายชั้นนำ สำหรับสินค้าด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Healthcare) ผลิตภัณฑ์วิทยาศาสตร์เพื่อสิ่งมีชีวิต (Life Science) ผลิตภัณฑ์ วัสดุ และเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม (Performance Materials) ให้กับโรงพยาบาล สถาบัน และอุตสาหกรรมต่างๆ ในประเทศไทย การดำเนินธุรกิจหลักของ เมอร์ค ประเทศไทย คือการทำการตลาดสินค้ากลุ่มผลิตภัณฑ์ ที่ผลิตโดยบริษัท เมอร์ค เคจีเอเอ และบริษัทในสังกัด บริษัท เมอร์ค จำกัด ประเทศไทย ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2534 ในรูปแบบกิจการร่วมการค้าระหว่าง บริษัท เมอร์ค เคจีเอเอ และ บริษัท บี กริมม์ (ประเทศไทย)

GCL-SI เตรียมให้บริการพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรแก่บริษัท เอ็นแม๊กซ์ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซูโจว, จีน–17 พ.ย.– พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          GCL System Integration Technology (GCL-SI), (SZ: 002506) บริษัทในเครือ GCL ซึ่งเป็นกลุ่มพลังงานชั้นนำของโลก ประกาศจับมือเป็นพันธมิตรกับบริษัท เอ็นแม๊กซ์ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด (เอ็นแม๊กซ์) เพื่อดำเนินงานร่วมกันในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (PV) ขนาด 10MW ในประเทศไทย ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ GCL-SI ได้ร่วมมือกับบริษัทต่างชาติ โดยจัดหาโซลูชั่นแบบครบวงจรและตรงตามเงื่อนไขของลูกค้า

          โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 10MW จะใช้โมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ GCL-P6/60G ของ GCL-SI ซึ่งสามารถใช้ผลิตไฟฟ้าที่แรงดันสูงสุด 260W และผลิตกระแสไฟฟ้าเฉลี่ย 15,552 MWh ต่อปี ซึ่งจะช่วยประหยัดการใช้ถ่านหินได้ถึง 5,600 ตันต่อปี และลดปริมาณก๊าซคาร์บอนในชั้นบรรยากาศลงได้เป็นอย่างมาก

          นอกจากนี้ GCL-SI ยังจัดหาเครื่องแปลงพลังงานแสงอาทิตย์และโครงสร้างรองรับแผงโซลาร์เซลล์ อันเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชั่นแบบบูรณาการที่บริษัทให้บริการแก่เอ็นแม๊กซ์ โดยระบบครบวงจรนี้ได้รับการอนุมัติและยอมรับจากธนาคารทหารไทย

          โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาด 10MW นี้ ประกอบด้วยโรงไฟฟ้ากำลังการผลิต 5MW จำนวน 2 แห่ง ตั้งอยู่ในตำบลพันท้ายและตำบลโคกขาม จังหวัดสมุทรสาคร ตามลำดับ โดยขณะนี้ โครงการอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง หลังจากที่มีการขนส่งอุปกรณ์ในเดือนต.ค.ที่ผ่านมา และคาดว่าจะแล้วแล้วเสร็จก่อนวันที่ 15 ธ.ค. 2559

          นาย ซู หัว ประธาน GCL-SI กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ให้บริการแบบครบวงจรและตรงตามความต้องการแก่ เอ็นแม๊กซ์ นี่คือโซลูชั่นตอบโจทย์ที่ GCL-System มอบให้กับลูกค้ามาโดยตลอด แทนการจัดหาผลิตภัณฑ์ให้เป็นอย่างๆ”

          เขากล่าวเสริมว่า “ความร่วมมือระหว่าง GCL-SI และ เอ็นแม๊กซ์ ในครั้งนี้ ไม่เพียงกระชับความสัมพันธ์ระหว่างจีนและไทยให้แน่นแฟ้นขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยยกระดับความสัมพันธ์ของเราที่มีต่อธรรมชาติ ด้วยการสร้างวิถีการดำเนินชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม”

          เกี่ยวกับ GCL System Integration Technology Co., Ltd.

          GCL System Integration Technology Co., Ltd. (002506 Shenzhen Stock) (GCL-SI) เป็นบริษัทในเครือของ GOLDEN CONCORD Group (GCL) กลุ่มบริษัทพลังงานระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตพลังงานไฟฟ้าสะอาดและยั่งยืน บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 2533 และปัจจุบันมีสินทรัพย์ทั่วโลกเป็นมูลค่าเกือบ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ GCL จัดส่งแผงเซลล์แสงอาทิตย์มากกว่า 2KW ทั่วโลกในปี 2558 และเป็นผู้ผลิตแผ่นเวเฟอร์ป้อนตลาดคิดเป็นสัดส่วน 29% ของทั้งหมด และครองส่วนแบ่งตลาดซิลิคอน 22.2%

          เกี่ยวกับ บริษัท เอ็นแม๊กซ์ โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด

          เอ็นแม๊กซ์ สมาชิกใหม่ล่าสุดในเครือรักชัยกรุ๊ป เป็นบริษัทพลังงานที่มุ่งเน้นพลังงานทดแทนและการอนุรักษ์พลังงาน รวมทั้งยังเป็นผู้ออกแบบระบบพลังงานแสงอาทิตย์แบบครบวงจรเพื่อให้บริการสำหรับภาครัฐ ภาคเอกชน และครัวเรือน

Clarivate Analytics เผยรายชื่อนักวิจัยที่ถูกอ้างอิงถึงมากที่สุดในปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ฟิลาเดลเฟีย–16 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/ อินโฟเควสท์

สามารถสืบค้นรายชื่อนักวิจัยเจ้าของผลงานที่ถูกอ้างอิงถึงมากที่สุดในโลกได้แล้ววันนี้

Clarivate Analytics หรือในอดีตคือธุรกิจ Intellectual Property & Science ในเครือ Thomson Reuters ประกาศรายชื่อนักวิจัยที่ถูกอ้างอิงถึงมากที่สุด (Highly Cited Researchers) ประจำปี 2559 ซึ่งได้รับการยืนยันจากเพื่อนร่วมวงการว่ามีผลงานวิจัยที่ทรงอิทธิพลในระดับโลกในสาขาที่ทำการวิจัย

 Clarivate Analytics Logo / Clarivate Analytics (PRNewsFoto/Clarivate Analytics)

โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160929/413983LOGO

มีนักวิจัยกว่า 3,000 คน จาก 21 สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ที่ได้รับการคัดเลือกให้อยู่ในรายชื่อนี้ โดยพิจารณาจากจำนวนผลงานที่ถูกอ้างถึงในช่วง 11 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เดือนมกราคม2547 ถึงเดือนธันวาคม 2557 สำหรับวิธีที่ใช้จำแนกนักวิจัยนั้น อาศัยข้อมูลและการวิเคราะห์ของผู้เชี่ยวชาญด้านบรรณมิติจาก Clarivate Analytics โดยใช้แพลตฟอร์มวิเคราะห์และสืบค้นประเภท web based ชั้นนำระดับโลกอย่าง InCites(TM) Essential Science Indicators(SM) รวมถึงการรวบรวมข้อมูลด้านการวัดคุณภาพเชิงวิทยาศาสตร์และข้อมูลบ่งชี้แนวโน้ม โดยพิจารณาจากจำนวนการตีพิมพ์งานวิจัยและข้อมูลการอ้างอิงจากWeb of Science(TM) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มประเภท web based ที่สามารถสืบค้นงานวิจัยเชิงวิทยาศาตร์และเชิงวิชาการได้อย่างแม่นยำที่สุด และยังสามารถระบุจำนวนการอ้างอิงผลงานวิจัยได้ด้วย

นอกจากนี้ รายชื่อ Highly Cited Researchers จาก Clarivate Analytics ยังเป็นส่วนสำคัญของการจัดอันดับ Academic Ranking of World Universities ซึ่งเป็นหนึ่งในการจัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกที่มีมานานและมีอิทธิพลมากที่สุด (http://www.shanghairanking.com/index.html) ลุตซ์ บอร์นแมนน์ นักบรรณมิติและนักสังคมศาสตร์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมแห่ง Max Planck Society ในเมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า “ในการประเมินงานวิจัยเชิงปริมาณนั้น แทบไม่มีฐานข้อมูลอื่นๆที่สามารถเข้าถึงได้อย่างอิสระ และชี้ให้เห็นถึงความโด่งดังของนักวิจัยได้เท่ากับ Highly Cited Researchers

เจสสิกา เทอร์เนอร์ ผู้บริหารสากลแผนกลูกค้าภาครัฐและสถาบันการศึกษาของ Clarivate Analytics กล่าวว่า การได้รับการยอมรับจากคนในวงการเดียวกัน ในรูปแบบของการถูกนำไปอ้างอิงโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ท่านอื่นๆ เป็นสิ่งที่ทำให้การมีรายชื่ออยู่ใน Highly Cited Researchers มีความหมายมาก เราภูมิใจที่รายชื่อ Highly Cited Researchers ของเราได้รับการยอมรับในหมู่นักวิชาการและนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก อีกทั้งยังช่วยให้นักวิจัยเหล่านี้มีโอกาสเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน การสมัครงาน และการเข้าร่วมสถาบันต่างๆ”

รับชมรายชื่อนักวิจัยที่ถูกอ้างอิงถึงมากที่สุดประจำปี 2559 ได้ที่

http://hcr.stateofinnovation.thomsonreuters.com

            เกี่ยวกับ Clarivate Analytics

Clarivate(TM) Analytics ช่วยเร่งกระบวนการสร้างสรรค์นวัตกรรมด้วยการนำเสนอข้อมูลเชิงลึกและข้อมูลวิเคราะห์ที่ไว้วางใจได้ให้แก่ลูกค้าทั่วโลก ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถค้นหา คุ้มครอง และทำการตลาดแนวคิดใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็วขึ้น Clarivate Analytics ซึ่งในอดีตคือ Intellectual Property & Science ในเครือ Thomson Reuters ได้ให้การสนับสนุนลูกค้ามานานกว่า 60 ปี ปัจจุบันเราเป็นบริษัทอิสระที่มีพนักงานมากกว่า4,000 คน และดำเนินงานในกว่า 100 ประเทศทั่วโลก โดยยังคงไว้ซึ่งความเป็นมืออาชีพ ความมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย และความรวดเร็วฉับไวเช่นเดิม สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Clarivate.com

Global Terrorism Index ปี 2559 ชี้ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายในกลุ่มประเทศ OECD พุ่งถึง 650%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอนดอน–16 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

– ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายทั่วโลกลดลงเพียง 10% ในปี2558 หลังหลายประเทศรายงานยอดผู้เสียชีวิตที่ปรับตัวสูงขึ้น จากเหตุก่อการร้ายที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ

ปฏิบัติการโจมตีกลุ่ม ISIL และโบโกฮาราม ส่งผลให้ยอดผู้เสียชิวิตในอิรักและไนจีเรียลดลง อย่างไรก็ตาม กลุ่มติดอาวุธทั้งสองได้ขยายอิทธิพลไปยังประเทศเพื่อนบ้านและภูมิภาคใกล้เคียง

ในปี 2558 มี 23 ประเทศทั่วโลกที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่มีเพียง 17 ประเทศ

ประเทศสมาชิก OECD 21 ประเทศ จากทั้งหมด 34 ประเทศ ต่างเผชิญกับเหตุก่อการร้ายอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยตุรกีและฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มียอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุด

ฝรั่งเศส ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย คูเวต และตูนิเซีย เป็นประเทศที่มีอัตราการก่อการร้ายเพิ่มสูงขึ้นจากปีก่อนหน้าเป็นอย่างมาก ส่งผลให้คะแนน GTI โดยรวมร่วงลง 6%

การก่อการร้ายได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกเป็นมูลค่าถึง 8.96หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2558 

ดัชนี Global Terrorism Index (GTI) ประจำปี 2559 เผยให้เห็นว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายทั่วโลกปรับตัวลง 10% แตะที่ 29,376รายในปี 2558 หลังจากที่ยอดผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 4 ปีติดต่อกัน

 Institute for Economics & Peace (IEP) Logo / Institute for Economics & Peace (IEP) Logo

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20141118/717092 ) 

ปฏิบัติการทางทหารเพื่อโจมตีกลุ่ม ISIL และโบโกฮาราม ได้ส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตในอิรักและไนจีเรียลดลง 32% ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายทั่วโลกลดลงตามไปด้วย อย่างไรก็ตาม กลุ่มก่อการร้ายทั้งสองกลับแผ่อิทธิพลออกไปในประเทศอื่นๆ เป็นเหตุให้อัตราการก่อการร้ายในประเทศอื่นๆดีดตัวสูงขึ้น คะแนน GTI โดยรวมจึงปรับตัวลดลง 6% 

รายงานประจำปีที่พัฒนาโดย Institute for Economics and Peace (IEP) และอ้างอิงจากฐานข้อมูลการก่อการร้ายทั่วโลกของ National Consortium for the Study of Terrorism and Responses to Terrorism (START) รวมถึงแหล่งข้อมูลอื่นๆ ได้นำเสนอแนวโน้มของการก่อการร้ายทั่วโลกอย่างครอบคลุมที่สุด โดยรายงานพบว่าในปี 2558 มี 23 ประเทศทั่วโลกที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้นจากปี 2557 ที่มีเพียง 17 ประเทศ ส่วนประเทศที่มีคะแนน GTI ลดลงมากที่สุดประกอบด้วย ฝรั่งเศส ตุรกี ซาอุดิอาระเบีย คูเวต และตูนิเซีย ซึ่งนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในการจัดอันดับเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และส่งผลให้ดัชนี GTI โดยรวมทั่วโลกร่วงลง แม้ว่าสถานการณ์ในอิรักและไนจีเรียจะดีขึ้นก็ตาม 

กลุ่ม ISIL และพันธมิตรได้ปฏิบัติการก่อการร้ายในประเทศต่างๆ เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า จาก 13 ประเทศในปี 2557 เป็น 28 ประเทศในปี2558 ซึ่งรวมถึงประเทศในยุโรปหลายประเทศ ส่งผลให้จำนวนประเทศที่ต้องเผชิญการก่อการร้ายในระดับสูงสุดเพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบ 16ปี นอกจากนี้ การขยายอิทธิพลของกลุ่มโบโกฮารามไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างไนเจอร์ แคเมอรูน และชาด ยังทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายใน 3 ประเทศนี้พุ่งขึ้นถึง 157% นอกจากนั้นยังส่งผลให้แคเมอรูนและไนเจอร์รั้งอันดับที่ 13 และ 16 ของ GTI ตามลำดับ 

Steve Killelea ประธานบริหารของ IEP กล่าวว่า “รายงาน GTI ปีนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนที่สุดของการก่อการร้ายในรอบ 16 ปี แม้ว่าอัตราการเสียชีวิตจะลดลง แต่ความรุนแรงในการก่อการร้ายกลับเพิ่มขึ้นในหลายประเทศและมีการแผ่อิทธิพลไปยังประเทศอื่นๆ นับเป็นสถานการณ์ที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าผู้ก่อการร้ายยุคใหม่มีความลื่นไหลสูง เหตุโจมตีที่เกิดขึ้นใจกลางเมืองของประเทศตะวันตกที่เป็นประชาธิปไตยได้เน้นให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการรับมือกับวิวัฒนาการของกลุ่มก่อการร้าย 

ในกลุ่มประเทศ OECD นั้น ISIL ได้ใช้กลยุทธ์การโจมตีแบบข้ามประเทศ นอกจากนั้นยังมีการก่อการร้ายแบบเดี่ยวที่ได้รับอิทธิพลจาก ISILส่งผลให้ยอดผู้เสียชีวิตในกลุ่ม OECD พุ่งขึ้นถึง 650% โดยประเทศสมาชิก OECD 21 ประเทศ จากทั้งหมด 34 ประเทศ ต่างเผชิญกับเหตุก่อการร้ายอย่างน้อย 1 ครั้ง โดยตุรกีและฝรั่งเศสเป็นประเทศที่มียอดผู้เสียชีวิตสูงที่สุด นอกจากนี้ ประเทศเดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี สวีเดน และตุรกี ล้วนมียอดผู้เสียชีวิตสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2543 โดยจำนวนผู้เสียชีวิตมากกว่าครึ่งหนึ่งจากทั้งหมด 577 ราย มีความเกี่ยวข้องกับกลุ่ม ISILซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุโจมตีกรุงปารีส กรุงบรัสเซลส์ และกรุงอังการา และถือเป็นหนึ่งในเหตุโจมตีที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศเหล่านี้  

Steve Killelea กล่าวว่า โดยทั่วไปแล้ว นักรบของ ISIL ที่เป็นชาวต่างชาติและเดินทางเข้าไปในซีเรีย มักเป็นผู้ที่มีการศึกษาสูงแต่มีรายได้ต่ำ ขณะที่หลายคนเข้าร่วมขบวนการเพราะรู้สึกแปลกแยกจากสังคมในประเทศบ้านเกิด การทำความเข้าใจแรงขับเคลื่อนของการก่อการร้ายเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนากลยุทธ์ต่อต้านการก่อการร้ายและลัทธิสุดโต่ง แม้ว่าการใช้กำลังทางทหารจะสามารถจำกัดวงของกลุ่ม ISIL ในอิรักได้อย่างชัดเจน แต่ก็ไม่สามารถจำกัดความนิยมชมชอบในตัวกลุ่มก่อการร้ายได้ ดังจะเห็นได้จากการก่อการร้ายในยุโรปที่มี ISIL เป็นต้นแบบ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อจำกัดของการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว 

ในกลุ่มประเทศ OECD นั้น ปัจจัยด้านสังคมและเศรษฐกิจ เช่น การว่างงานของคนหนุ่มสาว ระดับอาชญากรรม การเข้าถึงอาวุธ และความไม่เชื่อมั่นในกระบวนการเลือกตั้ง นับเป็นปัจจัยหลักที่มีความเกี่ยวข้องกับปัญหาการก่อการร้าย ส่วนในประเทศกำลังพัฒนานั้น ประวัติศาสตร์ความขัดแย้ง การคอร์รัปชั่น และความไม่เท่าเทียมกันระหว่างชนชั้น เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการก่อการร้ายมากที่สุด  

ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการก่อการร้ายในปี 2558 อยู่ที่ 8.96 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอิรักได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็น17% ของ GDP ปี 2558 สำหรับประเทศที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด 5 อันดับแรกประกอบด้วย อิรัก อัฟกานิสถาน ไนจีเรีย ปากีสถาน และซีเรีย โดยทั้ง 5 ประเทศนี้มีผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายคิดเป็น 72%ของจำนวนผู้เสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายทั้งหมดทั่วโลกในปี 2558 ทั้งยังเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของกลุ่มก่อการร้ายที่โหดเหี้ยมที่สุด 4 กลุ่ม ได้แก่ISIL โบโกฮาราม ตาลีบัน และอัลกออิดะห์ ซึ่งอยู่เบื้องหลังการเสียชีวิตจากเหตุก่อการร้ายมากถึง 74% ของทั้งหมด โดยกลุ่ม ISIL ได้แซงหน้าโบโกฮารามในฐานะกลุ่มก่อการร้ายที่เหี้ยมโหดที่สุดในปี 2558 หลังก่อเหตุใน 252 เมือง และคร่าชีวิตผู้คนไปกว่า 6,141 ราย 

สำหรับบรรณาธิการ 

สามารถรับชมรายงาน GTI ฉบับเต็ม และแผนที่แบบอินเตอร์แอคทีฟได้ที่ www.visionofhumanity.org 

ติดตาม: @GlobPeaceIndex #TerrorismIndex 

กดไลค์: www.facebook.com/globalpeaceindex 

ที่มา: Institute for Economics and Peace

Wacom เปิดตัว Bamboo Omni, Bamboo Solo และ Bamboo Duo ปากกาสไตลัสสุดล้ำเพื่อชีวิตยุคดิจิตอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เบอร์ลิน–16 พ.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ในโลกยุคดิจิตอล เราใช้ทั้งสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และระบบปฏิบัติการต่างๆในการทำงานแทบทุกอย่าง Wacom จึงขอนำเสนอปากกาสไตลัสรุ่นใหม่ที่ใช้งานได้อย่างคล่องแคล่วและตอบสนองอย่างแม่นยำไม่ว่าจะใช้กับอุปกรณ์ใดก็ตาม นั่นคือ Bamboo Omni ปากกาสไตลัสหัวแหลมที่ใช้งานกับหน้าจอทัชสกรีนของอุปกรณ์ระบบ iOS และ Android(TM) เกือบทุกรุ่นได้ทันที เพียงแค่หมุนหัวปากกาออกมาเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีปากกาสไตลัสรุ่น Bamboo Solo และ Bamboo Duo ที่ได้รับการปรับโฉมให้ทันสมัยและใช้งานสะดวกยิ่งขึ้น ทำให้ทัชหน้าจอได้อย่างแม่นยำและไม่เกิดรอยเลอะเทอะ ต่อไปนี้การเขียนหรือทัชหน้าจอจะเป็นธรรมชาติและลื่นไหลดั่งใช้ปากกาด้ามโปรด  

Wacom(R) สร้างนิยามใหม่ของการใช้ปากกาสไตลัส ด้วยการเปิดตัวBamboo Omni ปากกาสไตลัสหัวแหลมสุดล้ำที่ใช้งานกับหน้าจอทัชสกรีนของอุปกรณ์ระบบ iOS และ Android ได้เกือบทุกรุ่น รวมถึงปากกาสไตลัสรุ่น Bamboo Solo และ Bamboo Duo ที่ได้รับการปรับโฉมใหม่ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะช่วยให้การใช้งานทัชสกรีนเป็นธรรมชาติ สะดวกสบาย และทันสมัย ทำให้ผู้ใช้บันทึกไอเดียต่างๆได้อย่างรวดเร็วและใช้ชีวิตในยุคดิจิตอลได้อย่างราบรื่น

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่ http://www.prnasia.com/mnr/wacom_bamboo_styli.shtml

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160831/8521605494-a

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160831/8521605494-b

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160831/8521605494-c

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160831/8521605494-d

ไมค์ เกย์ รองประธานอาวุโสฝ่ายธุรกิจผู้บริโภคของ Wacom กล่าวว่า “ในยามที่ไอเดียใหม่ๆผุดขึ้นมาในหัว หรือยามที่เราต้องรีบจดอะไรสักอย่าง เราจะมองหาปากกาก่อนเป็นอันดับแรก จากการวิจัยทำให้เราตระหนักว่าBamboo Omni ควรจะต้องใช้งานง่าย ใช้กับอุปกรณ์ใดก็ได้ และมีหัวแหลมเหมือนปากกาด้ามโปรด Bamboo Omni จึงตอบโจทย์ชีวิตยุคดิจิตอลได้อย่างสมบูรณ์ เพราะใช้งานได้รวดเร็วเพียงแค่หมุนหัวปากกาออกมาก็ใช้กับหน้าจอทัชสกรีนของอุปกรณ์ระบบ iOS และ Android ได้ทันที” Bamboo Omni มีหัวปากกาที่แหลมและใช้ได้กับอุปกรณ์หลากหลาย ผู้ใช้จึงสามารถขีดเขียนลงบนภาพจาก Snapchat หรือ WeChatผ่านสมาร์ทโฟน ตลอดจนไฮไลท์ข้อความในไฟล์ PDF หรือลิสต์รายการสิ่งต่างๆบนแท็บเล็ตได้อย่างง่ายดาย

Bamboo Omni — เพียงบิด ชีวิตก็เปลี่ยน

ปากกาสไตลัสหัวแหลมด้ามนี้ได้รับการออกแบบมาให้จดโน้ตได้อย่างรวดเร็ว และใช้งานร่วมกับแอปจดโน้ต เช่น Bamboo Paper ได้อย่างเป็นธรรมชาติ เพียงแค่หมุนหัวปากกาออกมาก็ใช้งานได้ทันทีโดยไม่จำเป็นต้องจับคู่อุปกรณ์ และใช้ได้ทั้งกับอุปกรณ์ระบบ iOS และ Android

Bamboo Omni ใช้เทคโนโลยี RES (Reflective Electro Static) สุดล้ำ และชาร์จแบตผ่าน USB หัวปากกาบางเพียง 1.9 มิลลิเมตร แต่มีความทนทานและนุ่มนวลต่อหน้าจอ มาพร้อมรูปทรงสามเหลี่ยมจับถนัดมือและผิวสัมผัสนุ่ม มอบความรู้สึกสบายและสมดุลขณะใช้งาน Bamboo Omni มีให้เลือกสองสี ได้แก่ สีดำและสีขาว

Bamboo Solo และ Bamboo Duo — เพื่อการทัชหน้าจอที่ดีกว่าเดิม

Bamboo Solo และ Bamboo Duo มาในรูปโฉมใหม่ที่สดใส พร้อมรูปทรงสามเหลี่ยมจับถนัดมือและผิวสัมผัสนุ่มสบายไม่ต่างจาก Bamboo Omniทั้งยังมีความแม่นยำและไม่ทำให้หน้าจอเป็นรอยเลอะเทอะ หัวปากกาทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทนทานและเปลี่ยนได้ โดยทำงานได้ดีกับสมาร์ทโฟน แท็บเล็ต และพีซีทั้งระบบ iOS, Android และ Windows(R)คุณลักษณะเด่นของ Bamboo Duo คือเป็นปากกาสองหัว ด้านหนึ่งเป็นปากกาสไตลัส อีกด้านเป็นปากกาลูกลื่นที่เปลี่ยนไส้ได้ จึงเขียนได้ทั้งบนหน้าจอและบนกระดาษ  

#makingthefuture

เพื่อเป็นการแบ่งปันไอเดียที่สร้างสรรค์ขึ้นจากปากกาสไตลัสรุ่นใหม่ ทางWacom จึงเชิญทุกท่านมาร่วมสร้างสรรค์และแชร์มุมมองแห่งอนาคตโดยใช้ผลิตภัณฑ์ของ Wacom ซึ่งรวมถึงปากกาสไตลัสรุ่นใหม่ สมาร์ทแพดBamboo และแอป Inkspace โดยผู้เข้าชมบูธในงาน IFA และผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียสามารถมีส่วนร่วมกับ #makingthefuture ได้ด้วยการแบ่งปันไอเดียในหลากหลายแง่มุม ตั้งแต่อนาคตของการสื่อสารไปจนถึงอนาคตของศิลปะ อาหาร หรือเทคโนโลยี ผลงานเหล่านี้จะถูกรวบรวมเป็นศิลปะดิจิตอล จากนั้นจะถูกบันทึกและเผยแพร่ผ่านอีบุ๊กต่อไป

ราคาและขนาด

Bamboo Omni จะวางจำหน่ายในเกือบทุกประเทศในเดือนพฤศจิกายน ในขณะที่ Bamboo Solo และ Bamboo Duo วางจำหน่ายออนไลน์แล้วที่Wacom Estore และร้านค้าชั้นนำ

Bamboo Solo (ดำ, ขาว, น้ำเงิน, แดง) ราคา 29 ดอลลาร์สิงคโปร์
Bamboo Duo (ดำ, ขาว, น้ำเงิน, ชมพู) ราคา 42 ดอลลาร์สิงคโปร์
Bamboo Omni (ดำ, ขาว) ราคา 79 ดอลลาร์สิงคโปร์
*ราคาทั้งหมดรวมภาษีสินค้าและบริการแล้ว

Bamboo Paper แอปสำหรับจดโน้ตเวอร์ชั่น iOS, Android และWindows เปิดให้ดาวน์โหลดฟรีที่แอปสโตร์ และสามารถซื้อแอปแบบเสียเงินได้ โดยจะมีลูกเล่นต่างๆเพิ่มมากขึ้น สำหรับการสมัครใช้งาน Inkspace Basic ไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ต้องเข้าไปลงทะเบียนเพื่อขอรับ Wacom ID รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.wacom.com

Bamboo Solo: http://www.wacom.com/en-sg/products/stylus/bamboo-solo
Bamboo Duo: http://www.wacom.com/en-sg/products/stylus/bamboo-duo
Bamboo Omni: http://www.wacom.com/en-sg/products/stylus/bamboo-omni

เกี่ยวกับ Wacom

Wacom ก่อตั้งขึ้นที่ญี่ปุ่นในปี 2526 ปัจจุบันบริษัทเป็นธุรกิจระดับโลกที่มีสำนักงานขายและการตลาดในกว่า 150 ประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 30ปีที่ผ่านมา Wacom ได้ทำงานร่วมกับเหล่าบุคคลและองค์กรที่มีความคิดสร้างสรรค์ที่สุด เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและมอบเครื่องมือในการทำให้โลกใบนี้เปี่ยมไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ยิ่งขึ้น

ผลิตภัณฑ์ของ Wacom ถูกใช้งานโดยลูกค้าที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ เพื่อสร้างสรรค์ศิลปะดิจิตอล ภาพยนตร์ สเปเชียลเอฟเฟกต์ แฟชั่น และผลิตภัณฑ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุด นอกจากนั้นยังมีบทบาทสำคัญในการทำให้ทุกคนเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเป็นธรรมชาติผ่านทางปากกาแท็บเล็ต ปากกาแบบอินเตอร์แอคทีฟ ปากกาสไตลัส อินเตอร์เฟสดิจิตอล และเครื่องมือสร้างสรรค์อื่นๆ เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถแสดงความคิดสร้างสรรค์ของตนเองได้ในรูปแบบดิจิตอล ไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักธุรกิจ หรือผู้ที่ชื่นชอบการขีดเขียน เทคโนโลยีอินเตอร์เฟสของWacom ได้รับการนำเสนอในรูปแบบโซลูชั่น OEM สำหรับบริษัทผู้ผลิตแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน และพีซีชั้นนำมากมาย

สื่อมวลชนติดต่อ

Daphne Tan
Wacom Singapore Pte Ltd
โทร. +65-9233-2370
อีเมล: daphne.tan@wacom.com

วิดีโอ – http://static.prnasia.com/pro/media/201609/wacom_bamboo_styli/video.mp4

UL ออกการรับรองระบบการจัดเก็บพลังงานในที่อยู่อาศัย UL 9540 ให้ Enphase Energy เป็นฉบับแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นอร์ทบรูค, อิลลินอยส์–16 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์  

ระบบการจัดเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ AC ของ Enphase Energy เป็นไปตามข้อกำหนดของ National Electrical Code 2017 ที่กำหนดสำหรับการใช้ในที่อยู่อาศัย/ใช้ในเชิงพาณิชย์ 

UL ซึ่งเป็นองค์กรด้านศาสตร์มาตรฐานความปลอดภัยระดับโลก ได้ประกาศว่าได้ออกการรับรอง UL 9540 ให้ระบบการจัดเก็บพลังงานในที่อยู่อาศัยแบบครบวงจรของ Enphase Energy เป็นฉบับแรก (Model B280-1200-LL-I-US00-RF0) – http://s.ul.com/EnphaseESS ระบบดังกล่าวเป็นไปตามข้อกำหนดล่าสุดของ National Code 2017

 UL Enterprise Logo / UL Logo (PRNewsFoto/UL)

โลโก้http://photos.prnewswire.com/prnh/20140721/129100 

ระบบการจัดเก็บพลังงานจะช่วยให้เจ้าของที่อยู่อาศัยหรือเจ้าของอาคารพาณิชย์สามารถจัดเก็บพลังงานได้ ไม่ว่าจะเป็นพลังงานจากแสงอาทิตย์ ลม หรือแหล่งกำเนิดพลังงานไฟฟ้าอื่นๆ  ซึ่งจะทำให้เกิดประโยชน์ต่อการใช้พลังงานไฟฟ้าที่จัดเก็บไว้เพื่อช่วยลดความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าจากสาธารณูปโภคภายนอกและ/หรือใช้เป็นพลังงานสำรองเมื่อการผลิตพลังงานไฟฟ้าไม่สามารถทำได้ 

การจัดเก็บพลังงานมีความน่าเชื่อถือ ยืดหยุ่น และมีประสิทธิภาพ นอกจากนั้นยังทำให้การรวมแหล่งพลังงานสะอาดเข้าสู่ระบบเครือข่ายไฟฟ้าสามารถทำได้อย่างง่ายดาย  แต่อย่างไรก็ตาม ความก้าวหน้าของเครือข่ายไฟฟ้าที่ทันสมัยระบบนี้ต้องใช้การผลิตพลังงานไฟฟ้าแบบแบ่งส่วนและแหล่งพลังงานที่ใช้ใหม่ได้ที่ดีขึ้นในอีกระดับ ทำให้ระบบการจัดเก็บพลังงานอาจต้องการระบบพลังงานในที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยกว่าเดิม 

Enphase รู้สึกยินดีที่ผลิตภัณฑ์แบตเตอรี่ AC ที่น่าสนใจนี้ได้เป็นผลิตภัณฑ์จัดเก็บพลังงานในที่พักอาศัยตัวแรกที่ได้รับการรับรอง UL9540 จากตลาดอเมริกาเหนือ การได้ร่วมทำงานกับ UL ช่วยให้เราสามารถส่งเทคโนโลยีการจัดเก็บของเราจากออสเตรเลียไปที่อเมริกาเหนือได้อย่างรวดเร็วและยังเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยทุกรายการที่เกี่ยวข้องอีกด้วย” John Berdner, VP ของ Regulatory and Policy Strategy แห่ง Enphase Energy กล่าวเราได้เลือก UL เป็นผู้ออกการรับรองระดับโลกของเรา การได้ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดนับเป็นสิ่งมีค่ายิ่งในความพยายามครั้งนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้สานต่อการทำงานร่วมกับ UL เพื่อขยายผลิตภัณฑ์สุดล้ำหน้าทั้งสองชิ้นนี้ไปที่ภูมิภาคอื่นๆ ของโลกต่อไป” 

ระบบที่ได้รับการรับรอง UL 9540 คืออะไร 

ระบบการจัดเก็บพลังงาน (ESS) ที่ได้รับการรับรอง UL 9540 นั้นประกอบด้วยตัวแบตเตอรี่แบบใช้อยู่กับที่ได้รับการรับรอง UL 1973 ที่ใช้ร่วมกับอินเวอร์เตอร์ที่ได้รับการรับรอง UL 1741  การที่ผลิตภัณฑ์มาตรฐานของ ULทั้งสองชิ้นได้รับการรับรองนี้มีความสำคัญต่อการได้รับการรับรองระบบ UL 9540 อย่างสมบูรณ์ ในขณะที่มีการติดตั้ง ESS มากขึ้น ลูกค้า ระบบสาธารณูปโภค เจ้าของอาคารพาณิชย์ ผู้รับประกัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิง และผู้ตรวจสอบระบบไฟฟ้า/อาคาร จะได้รับประโยชน์จากระบบเหล่านี้ที่เป็นไปตามข้อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยของระบบ UL 9540 

แบตเตอรี่ AC ของ Enphase ประกอบด้วยตัวแบตเตอรี่แบบใช้อยู่กับที่ ผลิตโดย Eliiy Power Co., Ltd ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นที่ได้รับการรับรอง UL 1973 และอินเวอร์เตอร์ที่ผลิตโดย Enphase ที่ได้รับการรับรอง UL 1741  และยังเป็นไปตามข้อกำหนดล่าสุดของ National Electric Code 2017 สำหรับอุปกรณ์ที่ลงรายการในบทความ 706 ที่ตีพิมพ์ล่าสุดเกี่ยวกับระบบการจัดเก็บพลังงาน 

“เราอยู่ในจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่การจัดเก็บพลังงานกลายมาเป็นส่วนประกอบพื้นฐานของวิธีการคิดของเราที่มีต่อการใช้ไฟฟ้าสำหรับบ้าน อาคาร และระบบสาธารณูปโภค” Ibrahim Jilani, Global Business Development Leader for Energy Systems ของ UL กล่าว  “เราดีใจที่จะประกาศว่า ระบบการจัดเก็บพลังงานสำหรับที่อยู่อาศัยและเชิงพาณิชย์ระบบนี้เป็นระบบแรกที่เป็นไปตามข้อกำหนด UL 9540 และได้รับการรับรองจาก UL ประเภทของผลิตภัณฑ์เหล่านี้จะแสดงให้เห็นอนาคตของพลังงานไฟฟ้าของทั่วทั้งโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งก็คือพลังงานแบบรวมอยู่ด้วยกันที่ถูกนำมาใช้ภายหลังการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วยการนำใช้ใหม่หรือแหล่งกำเนิดทั่วไป” 

หากต้องการตรวจสอบรายการรวมหรือการรับรอง ผู้ใช้สามารถค้นหาwww.ul.com/database แล้วป้อนหมายเลขรุ่นในช่องใส่คำสำคัญ หรือค้นหาโดยชื่อบริษัท (เช่น Enphase Energy) และรหัสประเภท (“FTBW” คือรหัสประเภทสำหรับระบบการจัดเก็บพลังงาน) 

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ UL 9540 และการอัพเดท NEC 2017 โปรดลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมการสัมมนาผ่านเว็บไซต์ในวันที่ 14 ธันวาคม 2559 ในเวลา 10.00 ถึง 11.00 น. CST ในหัวข้อ NEC 2017 การอัพเดทเกี่ยวกับระบบพลังงาน (http://s.ul.com/NEC2017Webinar) ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือเยี่ยมชม http://www.ul.com/batteries สำหรับคำถามเกี่ยวกับการทดสอบผลิตภัณฑ์ การประเมิน หรือการรับรอง โปรดส่งอีเมลมาที่RenewableEnergyQuote@ul.com 

เกี่ยวกับ UL

ULเป็นบริษัทชั้นนำระดับโลกด้านวิทยาศาสตร์ความปลอดภัยที่เป็นอิสระ ซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลากว่า 120 ปี ผู้เชี่ยวชาญเกือบ 10,000 รายปฏิบัติตามพันธกิจของULในการส่งเสริมสภาพแวดล้อมการทำงานและการอยู่อาศัยที่ปลอดภัยสำหรับทุกๆคน ULได้ใช้การวิจัยและมาตรฐานต่างๆ เพื่อยกระดับ และตอบสนองความต้องการด้านความปลอดภัยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมออย่างต่อเนื่อง เราเป็นพันธมิตรกับบรรดาธุรกิจ ผู้ผลิต สมาคมการค้า และหน่วยงานกำกับดูแลระดับนานาชาติ เพื่อนำโซลูชั่นต่างๆ เข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการรับรอง การทดสอบ การตรวจสอบ การให้คำปรึกษา และบริการด้านการศึกษาของเรา สามารถรับชมได้ที่ http://www.UL.com

ข้อมูลติดต่อ: Dagmar Ebaugh

Global PR & Social Media Manager

UL Commercial & Industrial
O: (678) 872.0320 C: +1 (404) 216.4354, dagmar.ebaugh@ul.com

ซีอีโอ “Envestnet | Yodlee” เตรียมร่วมอภิปรายในงาน Singapore FinTech Festival 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์–16 พ.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Anil Arora ซีอีโอของ Envestnet | Yodlee และรองประธานของEnvestnet Board เตรียมเข้าร่วมงาน Singapore FinTech Festival 2016ตอกย้ำทิศทางของบริษัทที่ต้องการรุกขยายธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก  

Envestnet | Yodlee (NYSE: ENV) ผู้นำด้านแพลตฟอร์มรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมบนคลาวด์สำหรับธุรกิจบริการด้านการเงินแบบดิจิทัล ประกาศว่า Anil Arora ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของEnvestnet | Yodlee และรองประธานของ Envestnet Board จะร่วมอภิปรายในงาน Singapore FinTech Festival เพื่อตอกย้ำถึงทิศทางของบริษัทที่ต้องการโฟกัสตลาดเอเชียแปซิฟิกมากขึ้น ด้วยการขยายบริการนอกเหนือไปจากของ Yodlee จนครอบคลุมบริการต่างๆของ Envestnetด้วย

Anil Arora กล่าวว่า เรารู้สึกตื่นเต้นที่ได้สนับสนุนงาน Singapore FinTech Festival ในตลาดที่มีความต้องการโซลูชั่นด้านข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้เห็นภาวะทางการเงินของลูกค้าได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น เราภูมิใจนำเสนอบริการจาก Envestnet | Yodlee ให้แก่ลูกค้าในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อันประกอบด้วยบริการรวบรวมข้อมูลจาก Yodleeและโซลูชั่นอันหลากหลายจาก Envestnet ซึ่งรวมถึงการเพิ่มบริการใหม่ๆในส่วนของสินเชื่อและเครดิต ตลอดจนการเปิดตัวโซลูชั่นใหม่ๆเพื่อการบริหารจัดการความมั่งคั่งอย่างมืออาชีพ เพื่อช่วยให้ลูกค้าในเอเชียแปซิฟิกบรรลุเป้าหมายทางการเงิน

Anil Arora มีกำหนดจะเข้าร่วมอภิปรายในหัวข้อ “Great Industry Debate: The FinTech Iron Throne” ในวันพุธที่ 16 พฤศจิกายน เวลา16.30 น.ตามเวลาสิงคโปร์ โดยมี Pauline Chiou ผู้ประกาศข่าวและนักข่าวของ CNBC เป็นผู้ดำเนินรายการ และจะมีการอภิปรายเกี่ยวกับประโยชน์ที่บุคคลและอุตสาหกรรมจะได้รับจากเทคโนโลยีทางการเงินที่มีความทันสมัย

งาน Singapore FinTech Festival ครั้งปฐมฤกษ์ ซึ่งจัดโดยธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ร่วมกับสมาคมธนาคารแห่งสิงคโปร์ (ABS) จัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-18 พฤศจิกายนนี้ โดยมีการทำกิจกรรมต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการเงินตลอดงาน และคาดว่าจะได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากบริษัทสตาร์ทอัพ บริษัทเทคโนโลยี นักลงทุน สถาบันการเงิน สถาบันวิจัย ตลอดจนผู้เขี่ยวชาญด้านนวัตกรรมจากทั่วโลก

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Envestnet | Yodlee ได้ที่www.yodlee.com

เกี่ยวกับ Envestnet

Envestnet, Inc. (NYSE: ENV) เป็นผู้นำด้านบริการและเทคโนโลยีบริหารความมั่งคั่งครบวงจรสำหรับบริษัทด้านการเงินและที่ปรึกษาทางการเงิน โซลูชั่นของเราช่วยให้กระบวนการบริหารความมั่งคั่งมีความแข็งแกร่งและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งมอบความยืดหยุ่น ความแม่นยำ ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าอย่างเหนือชั้นให้แก่ลูกค้า Envestnet ช่วยยกเครื่องการบริหารความมั่งคั่งให้มีความโปร่งใส เป็นอิสระ ถูกต้อง และไว้ใจได้ ตลอดจนช่วยให้บริษัทและที่ปรึกษาเข้าใจลูกค้ามากขึ้น อันจะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเดิม

Advisor Suite ของ Envestnet ช่วยให้ที่ปรึกษาทางการเงินสามารถจัดการกับผลประโยชน์ของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้นและมีแนวปฏิบัติที่แข็งแกร่งขึ้น โดยมี Envestnet | PMC ซึ่งเป็นกลุ่มที่ปรึกษาด้านการจัดการหลักทรัพย์ คอยให้บริการด้านการค้นคว้าวิจัยที่ได้มาตรฐาน รวมถึงบริการบริหารจัดการหลักทรัพย์ขั้นสูง ขณะที่ Envestnet | Yodlee เป็นผู้นำด้านแพลตฟอร์มรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล รวมทั้งนำเสนอบริการและแอปด้านการเงินให้แก่ผู้บริโภคหลายล้านราย ส่วน Envestnet | Tamarac ให้บริการซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการรายงาน การจัดการแนวปฏิบัติ รวมถึงการปรับพอร์ตการลงทุนให้สมดุล สำหรับบรรดาที่ปรึกษาทางการเงิน

ทั้งนี้ ที่ปรึกษากว่า 52,000 ราย และบริษัทกว่า 2,500 แห่ง ซึ่งรวมถึงธนาคารที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา 16 จาก 20 แห่ง บริษัทโบรกเกอร์และบริษัทบริหารจัดการความมั่งคั่งรายใหญ่ที่สุด 38 จาก 50แห่ง ที่ปรึกษาด้านการลงทุนรายใหญ่ที่สุดกว่า 500 แห่ง ตลอดจนบริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลายร้อยแห่ง ต่างก็ใช้บริการและเทคโนโลยีของEnvestnet ซึ่งช่วยให้เข้าใจลูกค้ามากขึ้น คว้าใจลูกค้าได้เร็วขึ้น รวมถึงยกระดับประสบการณ์เชิงดิจิทัลของลูกค้าให้ดีขึ้น ตลอดจนช่วยให้บริษัท ที่ปรึกษา และลูกค้ามีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Envestnet ได้ที่ www.envestnet.comหรือติดตามทวิตเตอร์ @ENVintel (https://twitter.com/envintel)

Kepware Technologies เปิดตัว KEPServerEX(R) Version 6 ช่วยให้องค์กรเข้าถึงข้อมูลระบบอัตโนมัติอุตสาหกรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

พอร์ตแลนด์, เมน–16 พ.ย. 2559–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

แพลตฟอร์มเชื่อมต่อที่พร้อมใช้งานในองค์กร จะช่วยให้จัดการกับข้อมูลระบบอัตโนมัติอุตสาหกรรมที่มีความซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยยกระดับการดำเนินงานให้ดีขึ้น 

Kepware Technologies ในเครือบริษัท PTC ประกาศเปิดตัวแพลตฟอร์มเชื่อมต่อระดับอุตสาหกรรมรุ่นเรือธง KEPServerEX(R) Version 6 เพื่อตอบสนององค์กรทั่วโลกที่ต้องการยกระดับความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน ความปลอดภัย และการสนับสนุน จุดที่มีการปรับปรุงในเวอร์ชั่นนี้ประกอบด้วย วิธีใหม่ในการปรับตั้งค่าจากระยะไกล ตัวเลือกภาษาเพิ่มเติมเพื่อรองรับตลาดสำคัญๆ ตลอดจนการอัปเดตครั้งใหญ่ในส่วนการแสดงผลและการให้อนุญาตฝั่งผู้ใช้

 Kepware Technologies manage data Infographic / Enterprise-ready connectivity platform enables industry to effectively manage data from complex industrial automation environments and improve operations (PRNewsFoto/Kepware Technologies)

รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20161108/437155-INFO

Kepware Technologies Logo / (PRNewsFoto/Kepware Technologies)

โลโก้http://photos.prnewswire.com/prnh/20161108/437156LOGO 

จอห์น แฮร์ริงตัน รองประธานฝ่ายการจัดการผลิตภัณฑ์ของKepware กล่าวว่า นับตั้งแต่เปิดตัว Version 5 เมื่อปี 2552 ความต้องการการเชื่อมต่อของภาคอุตสาหกรรมก็เติบโตมหาศาล ด้วยความที่ Internet of Things (IoT) ยังคงมีอิทธิพลต่อภาคอุตสาหกรรม บริษัทต่างๆจึงต้องการโซลูชั่นครบวงจรที่สามารถสื่อสารและวิเคราะห์ข้อมูลที่มีปริมาณและความหลากหลายมากขึ้น และต้องการความรวดเร็วกว่าเดิม เพื่อตอบโจทย์การใช้งานของลูกค้าที่มีจำนวนมากขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น KEPServerEX Version 6 ได้เพิ่มและปรับปรุงฟังก์ชั่นสำคัญๆ เพื่อให้สอดรับกับมาตรฐานอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้นยังพร้อมใช้งานในองค์กร มีความปลอดภัย และใช้งานง่าย ซึ่งสามารถตอบโจทย์ลูกค้าที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดได้เป็นอย่างดี 

KEPServerEX Version 6 ยกเครื่องการทำงานของเซิร์ฟเวอร์หลักและประสบการณ์ของผู้ใช้ เพื่อทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มการเชื่อมต่อระดับอุตสาหกรรมที่รองรับ IoT โดยจุดที่มีการปรับปรุงประกอบด้วย 

– เปลี่ยนคำสั่งโปรแกรมผ่าน Configuration API: API รุ่นใหม่แบบ REST ช่วยให้ผู้ใช้ที่อยู่ข้างนอกสามารถเข้าระบบเพื่อเปลี่ยนการตั้งค่าผ่านแอปพลิเคชันของบุคคลที่สาม ลูกค้าสามารถปรับตั้งค่าต่างๆของ KEPServerEX จากซอฟต์แวร์ในองค์กรได้อย่างง่ายดาย ช่วยยกระดับความปลอดภัยและความร่วมมือระหว่างทีมไอทีและฝ่ายปฏิบัติการให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

– ตัวเลือกภาษาญี่ปุ่นและเยอรมัน: ฟีเจอร์หลักและไดรเวอร์ขั้นบนสุดสามารถแสดงผลในภาษาญี่ปุ่นและเยอรมัน เพื่อยกระดับการเข้าใช้งาน ผลิตภาพ และความปลอดภัยของ KEPServerEX สำหรับลูกค้าในญี่ปุ่นและเยอรมนี ตลอดจนบริษัทข้ามชาติทั่วโลก

พัฒนาเทคโนโลยี OPC UA แบบเนทีฟ: การพัฒนาเทคโนโลยี OPC UA หลักในแบบเนทีฟ ช่วยให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น มีการวินิจฉัยที่ดีขึ้น และเป็นพื้นฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเสริมประสิทธิภาพฟังก์ชั่นการทำงานของ OPC UA ในอนาคต

อำนวยความสะดวกในการออกใบอนุญาต: ฟังก์ชั่น License Utility และ My Kepware ช่วยเพิ่มประสบการณ์ผู้ใช้และช่วยให้บริหารจัดการใบอนุญาตได้ง่ายขึ้น ทำให้ลูกค้ามีเครื่องมือในการนำไปใช้งาน บริหารจัดการ และอัปเดตเซิร์ฟเวอร์อย่างราบรื่น

ปรับปรุงยูสเซอร์อินเทอร์เฟซ (UI) ให้ดีขึ้น: ยูสเซอร์อินเทอร์เฟซที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น ช่วยให้การกำหนดโครงการและการนำมาใช้งานมีความราบรื่น และช่วยให้การมีปฏิสัมพันธ์กับ KEPServerEX มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีขึ้น การอัปเดตยังช่วยให้การใช้งานมีความปลอดภัยมากขึ้น มีผลิตภาพสูงขึ้น และเข้าถึงได้มากขึ้น

การรักษาความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง: ผนวกนโยบายการรักษาความความปลอดภัยไว้ในองค์ประกอบเซิร์ฟเวอร์หลัก ช่วยเสริมกลยุทธ์การปกป้องในเชิงลึกระดับอุตสาหกรรม โดยลูกค้าสามารถกำหนดการอนุญาตให้เข้าถึงระบบตามบทบาทหน้าที่ของผู้ใช้ 

โทนี เพน ประธานฝ่ายแพลตฟอร์มของ Kepware กล่าวว่า การเปิดตัว KEPServerEX Version 6 ช่วยให้เราสามารถนำเสนอการเชื่อมต่อที่มีความปลอดภัยและพร้อมใช้งานในองค์กรออกสู่ตลาด ลูกค้าของเราจะได้รับประโยชน์จากการโยกย้ายที่ง่ายดาย ซึ่งช่วยให้มีระยะเวลาการทำงานสูงสุด ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการด้านผลิตภาพในปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็พร้อมรองรับความต้องการในอนาคต” 

KEPServerEX เป็นแพลตฟอร์มเชื่อมต่อระดับอุตสาหกรรมที่ใช้โปรโตคอลการสื่อสาร OPC และ IT ในการจัดหาข้อมูลระบบอัตโนมัติอุตสาหกรรมเพื่อการใช้งานในองค์กร แพลตฟอร์มดังกล่าวมีมากกว่า 150device drivers และ client drivers รวมถึงปลั๊กอินขั้นสูง ซึ่งช่วยให้สามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์และแหล่งข้อมูลอื่นๆนับพันรายการ 

แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม 

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ KEPServerEX Version 6

ดาวน์โหลดโปรแกรมเดโม

ติดต่อตัวแทนของ Kepware ที่โทร +1 888-KEPWARE (537-9273) ต่อ 208 หรืออีเมล sales@kepware.com

เกี่ยวกับ Kepware, Inc.

@Kepware Technologies เป็นธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ในเครือบริษัท PTC Inc. ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองพอร์ตแลนด์ รัฐเมน บริษัทนำเสนอโซลูชั่นซอฟต์แวร์อันหลากหลายเพื่อช่วยให้ภาคธุรกิจสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์อัตโนมัติเข้ากับซอฟต์แวร์ และเปิดการใช้งาน Industrial Internet of Things ทั้งนี้ Kepware ให้บริการลูกค้าในสายงานอันหลากหลาย ตั้งแต่ในโรงงาน แท่นขุดเจาะน้ำมัน ไปจนถึงฟาร์มกังหันลม ครอบคลุมตลาดแนวดิ่งต่างๆทั่วโลก เช่น ภาคการผลิต น้ำมันและก๊าซ ระบบอัตโนมัติภายในอาคาร ไฟฟ้าและสาธารณูปโภค และอื่นๆอีกมากมาย Kepware ก่อตั้งขึ้นในปี 2538 และปัจจุบันจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในกว่า 100 ประเทศ ผู้ประกอบธุรกิจหลายพันรายนำโซลูชั่นซอฟต์แวร์ของKepware ไปใช้พัฒนาการดำเนินงานและประกอบการตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถเรียนรู้เพิ่มเติมได้ที่ www.kepware.com 

เกี่ยวกับ PTC

PTC มีเทคโนโลยี Internet of Things (IoT) ที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก ในปี 2529 เราได้ปฏิวัติการออกแบบดิจิทัล 3 มิติ ปัจจุบัน แพลตฟอร์ด IoT และ AR ชั้นนำของเรา รวมถึงโซลูชั่นที่รับการพิสูจน์มาแล้ว ได้เชื่อมโยงโลกแห่งความจริงและโลกดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์วิธีที่คุณจะใช้ในการพัฒนา นำเสนอ และให้บริการผลิตภัณฑ์ PTC ช่วยให้ผู้ผลิต พันธมิตร และนักพัฒนาจากทั่วโลก สามารถทำประโยชน์สูงสุดจากIoT ที่กำลังมีอนาคตสดใส ตลอดจนผลักดันนวัตกรรมแห่งอนาคต 

เว็บไซต์: http://www.ptc.com/

ทวิตเตอร์: http://twitter.com/PTC

บล็อก: http://www.ptc.com/blogs

PTC, โลโก้ PTC, Kepware, โลโก้ Kepware และ KEPServerEX เป็นเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ PTC Inc. หรือบริษัทในเครือทั้งในสหรัฐอเมริกาและประเทศอื่นๆ

สื่อมวลชนกรุณาติดต่อ

Torey Penrod-Cambra

Kepware Technologies

โทร. +1 (207) 775-1660

อีเมล: torey.penrod-cambra@kepware.com