“AstaReal” จากญี่ปุ่น รุกตลาดอาเซียน เปิดสำนักงานสาขาแรกในสิงคโปร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์–8 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

บริษัท AstaReal Group จากประเทศญี่ปุ่น ฉลองครบรอบ 70 ปีของการก่อตั้ง Fuji Chemical Industries ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ด้วยการเปิดสำนักงานสาขาแรกในเอเชียนอกประเทศญี่ปุ่น ในชื่อ AstaReal Pte Ltd Singapore

AstaReal Logo

http://photos.prnasia.com/prnvar/20161102/8521607135LOGO

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา AstaReal Group ได้มุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนาสารแอสตาแซนธิน (astaxanthin) ซึ่งเป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ที่พบได้ในธรรมชาติ และเป็นหนึ่งในสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงอานุภาพที่สุด บริษัทพร้อมส่งมอบสารแอสตาแซนธินสู่ผู้บริโภคทั่วโลกโดยตรงผ่านทางผลิตภัณฑ์ Astavita(R) เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคมีสุขภาพดีและมีชีวิตชีวา ท่ามกลางสภาพการใช้ชีวิตในเมืองที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด

ในงานฉลองครบรอบ 70 ปีของ Fuji Chemical Industries ซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดโทยามะ ประเทศญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา นายวินเซนต์ วู้ด ประธาน AstaReal Singapore ได้กล่าวสุนทรพจน์ต่อพนักงานจำนวน630 ชีวิตว่า “เราเลือกเปิดสำนักงานในสิงคโปร์เป็นที่แรกนอกญี่ปุ่น ก็เพื่อตอบสนองความต้องการของชนชั้นกลางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว”

ขณะเดียวกัน นายมิสึโนริ นิชิดะ ประธานและซีอีโอของ Fuji Chemical Industries และ AstaReal Group กล่าวว่า “เราจะส่งสารการตลาดของเราไปยังผู้บริโภคชาวสิงคโปร์ผู้ชาญฉลาด ซึ่งจะช่วยยกระดับแบรนด์ของเราให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ตลาดอาเซียนมีประชากรมากถึง 600 ล้านคน และอาจเป็นตลาดที่เติบโตเร็วที่สุดของเราก็ได้”

AstaReal Group มีสำนักงานใหญ่อยู่ในกรุงโตเกียว นอกจากนั้นยังมีสำนักงานสาขาและโรงงานผลิตในสหรัฐอเมริกา สวีเดน และอินเดีย สำหรับสำนักงานในสิงคโปร์ซึ่งจะเปิดดำเนินงานในเดือนเมษายนปีหน้า จะให้การสนับสนุนด้านการขายและการทำตลาดผลิตภัณ์อาหารเสริมแบรนด์ AstaReal(R) และ Astavita(R) เพื่อรองรับผู้บริโภคในภูมิภาค ทั้งนี้ นายวินเซนต์ วู้ด กล่าวเสริมว่า “สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางด้านการวิจัยและพัฒนาชั้นเลิศ ผมจึงตั้งใจที่จะสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาภายในช่วงเวลา 2 ปีนี้”

การขยายธุรกิจสู่ภูมิภาคอาเซียนเกิดขึ้นหลังจากที่สารแอสตาแซนธินได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในสหรัฐอเมริกานับตั้งแต่ปี 2554 เมื่อรายการ “Dr Oz Show” ได้ยกย่องให้สารแอสตาแซนธินเป็น “อาหารเสริมอันดับหนึ่งที่ควรค่าแก่การบริโภคแต่ไม่เคยมีใครบอกมาก่อน”

เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารเสริม AstaReal(R)

AstraReal(R) สกัดจากสาหร่ายขนาดเล็ก Haematococcus pluvialis ที่ช่วยปกป้องสิ่งมีชีวิตจากสภาพแวดล้อมสุดหฤโหด การบริโภคสาหร่ายที่มีแอสตาแซนธินทำให้สัตว์บางประเภท เช่น แซลมอน ปู กุ้งมังกร และนกฟลามิงโก มีสีชมพู-แดงสดใส

นอกจากนี้ ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยังพบว่า สารแอสตาแซนธินมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทั้งป้องกันโรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม บรรเทาอาหารของผิวที่ถูกแดดเผา และบำรุงหลอดเลือดหัวใจ ทั้งนี้ โรงงานผลิตอาหารเสริม AstaReal ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) นอกจากนั้นยังได้รับมาตรฐาน GMP และฮาลาลด้วย

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://photos.prnasia.com/prnk/20161102/8521607132

ติดต่อ
อีเมล: enquiries@astareal.sg
โทร. +65-6222-1778

 

Lexinta แต่งตั้ง Finn Tsai ดำรงตำแหน่งรองกรรมการบริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซุก, สวิตเซอร์แลนด์–8 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Lexinta มีความยินดีที่จะประกาศแต่งตั้ง Finn Tsai เป็นรองกรรมการบริหาร โดยมีผลในทันที คุณ Finn จะมีบทบาทหลักในการพัฒนากลยุทธ์การให้คำปรึกษาด้านการลงทุนโดยให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลักผ่านทุกช่องทางของบริษัท และมอบความคุ้มค่าที่จับต้องได้ให้กับลูกค้า

Lexinta Logo / Lexinta is a privately owned independent global asset management firm. Our operations encompass asset management, private wealth management, hedge funds, financial research, corporate and financial advisory services. The Lexinta asset management team provides investment advisory services to both individual and institutional clients. For further information visit www.lexintagroup.com (PRNewsFoto/LEXINTA AG)

Lexinta is a privately owned independent global asset management firm. Our operations encompass asset management, private wealth management, hedge funds, financial research, corporate and financial advisory services. The Lexinta asset management team provides investment advisory services to both individual and institutional clients. For further information visit http://www.lexintagroup.com(PRNewsFoto/LEXINTA AG)

(โลโก้:http://photos.prnewswire.com/prnh/20160909/405942LOGO )

Finn-Tsai / Lexinta is pleased to announce the appointment of Finn Tsai as Associate Director (PRNewsFoto/Lexinta AG)

Lexinta is pleased to announce the appointment of Finn Tsai as Associate Director (PRNewsFoto/Lexinta AG)

รูปภาพ:http://photos.prnewswire.com/prnh/20161104/436359

คุณ Finn มีประสบการณ์ 9 ปีในด้านการธนาคารสำหรับลูกค้ารายย่อยและการบริหารจัดการสินทรัพย์ ความเชี่ยวชาญในสายงานทำให้เธอประสบความสำเร็จในการร่วมงานกับบริษัทชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งUBS AG, Credit Agricole Suisse SA และล่าสุด Credit Suisse AGนอกจากนี้ เธอยังเป็นผู้จัดการด้านความสัมพันธ์และผู้ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนที่มีความช่ำชอง โดยทำงานทั้งกับลูกค้าสถาบันและลูกค้ารายย่อย

คุณ Finn สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจจากCheng-Kung University ประเทศไต้หวัน และหลักสูตรปริญญาโทบริหารธุรกิจ สาขาการเงินและการธนาคารโลกจาก SBS Swiss Business School of Zurich ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ อีกทั้งยังพูดได้ทั้งภาษาอังกฤษ จีน และเยอรมัน

Bismark Badilla ประธาน Lexinta Group กล่าวว่า “การที่คุณ Finnเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Lexinta จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการขยายบริการโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ในขณะที่เรากำลังยกสถานภาพของบริษัทในฐานะกลุ่มบริษัทบริหารจัดการสินทรัพย์ระดับโลก

เกี่ยวกับ Lexinta 

Lexinta คือบริษัทบริหารสินทรัพย์ระดับโลกที่มีเอกชนเป็นเจ้าของLexinta เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Lexinta AG ซึ่งเป็นบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในเมืองซุก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ภายใต้เลขทะเบียนพาณิชย์ CH-170.3.035.396-3 โดยบริษัทได้รับใบอนุญาตให้ประกอบกิจการบริหารสินทรัพย์และเป็นตัวกลางทางการเงินภายใต้กฎหมายของสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งนี้ Lexinta AG เป็นสมาชิกของ PolyReg (http://www.polyreg.ch) และ PolyAsset (http://www.polyasset.ch) ซึ่งเป็นองค์กร Self-Regulatory Organisation (SRO) ที่ได้รับการรับรองจากFINMA 

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Lexinta ได้ที่http://www.lexinta.com   

สื่อมวลชนกรุณาติดต่อ

Nadia Hunziker

Lexinta AG Zurich Branch

โทร. +41-41-544-83-89

อีเมล: public-relations@lexinta.com

ที่มา: Lexinta AG

“FairMedOnline” เข้าซื้อกิจการ “Caremondo” รุกธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์–7 พ.ย. 2559–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

“FairMedOnline” บริษัทด้านการดูแลสุขภาพผ่านระบบดิจิทัลจากสิงคโปร์ ซึ่งให้คำปรึกษาเพิ่มเติมทางการแพทย์อย่างเป็นกลางแก่คนไข้ทั่วโลก ได้เข้าซื้อกิจการของ “Caremondo” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพระดับโลก ส่งผลให้ FairMedOnline สามารถเดินหน้าขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก

(left) Philipp Graf von Hardenberg, Founder and CEO of FairMedOnline; (right) Matthias Berger, CFO and COO of FairMedOnline

http://photos.prnasia.com/prnvar/20161104/8521607048-a

http://photos.prnasia.com/prnvar/20161104/8521607048-b

Caremondo เป็นแพลตฟอร์มการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบครบวงจรที่มีคุณภาพสูง โดยคนไข้สามารถเปรียบเทียบและนัดแพทย์ ทันตแพทย์ รวมถึงศัลยแพทย์ จากโรงพยาบาลที่ผ่านการรับรองกว่า 160 แห่ง ในกว่า 20ประเทศทั่วโลกได้อย่างง่ายดาย นอกจากนั้นยังมีบริการครอบคลุมทุกขั้นตอนเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่คนไข้ ตั้งแต่การทำวีซ่า การจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรม ไปจนถึงการแปลภาษา

Philipp Graf von Hardenberg ประธานและซีอีโอของ FairMedOnlineกล่าวว่า “นี่เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญของ FairMedOnline ที่จะผลักดันให้เรามีสถานะที่แข็งแกร่งขึ้นในตลาดโลก ในฐานะบริษัทด้านการดูแลสุขภาพผ่านระบบดิจิทัลชั้นนำ อีกทั้งยังเป็นการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศมากขึ้น ขณะนี้ FairMedOnline สามารถให้บริการทางการแพทย์ได้อย่างเต็มรูปแบบจากจุดเดียวผ่านแพลตฟอร์มที่มีความสะดวกและปลอดภัย โดยครอบคลุมตั้งแต่การให้คำปรึกษาเพิ่มเติมทางการแพทย์ ไปจนถึงการรักษาพยาบาลทั่วโลก พร้อมกันนั้นยังมีบริการช่วยเหลืออื่นๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งสองธุรกิจได้เติมเต็มซึ่งกันและกันอย่างมีประสิทธิภาพ และทำให้เราสามารถดำเนินงานต่อได้อย่างไร้อุปสรรคผ่านแพลตฟอร์มCaremondo”

Neil van Heerden ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดของ FairMedOnlineกล่าวเสริมว่า “Caremondo มีชื่อเสียงโด่งดังในตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยในปี 2559 Caremondo คว้าสองรางวัลสำคัญจาก IMTJ ซึ่งเป็นองค์กรด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพชั้นนำของโลก เรามีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการช่วยให้คนไข้และลูกค้าได้เข้าถึงการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพสูง มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ”

Veronika Leitermann และ Andreas Otto ผู้ก่อตั้ง Caremondo กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นว่า FairMedOnline จะเป็นพันธมิตรที่สามารถนำธุรกิจของCaremondo ไปสู่อีกขั้นหนึ่งได้ FairMedOnline มีวิสัยทัศน์และค่านิยมที่ตรงกันกับ Caremondo และเราต่างต้องการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่คนไข้ทั่วโลก”

เกี่ยวกับ FairMedOnline

FairMedOnline (FMO) เป็นบริษัทด้านการดูแลสุขภาพผ่านระบบดิจิทัลที่มีสำนักงานอยู่ในสิงคโปร์ โดยเป็นผู้ให้คำปรึกษาเพิ่มเติมทางการแพทย์อย่างเป็นกลาง รวมถึงเปิดช่องทางให้ผู้ป่วยทั่วเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา ได้เข้าถึงผู้เชี่ยวชาญชั้นแนวหน้าจากเยอรมนีกว่า 100 ท่านFairMedOnline มีผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์หลากหลายสาขา ซึ่งจะผลักดันให้บริษัทก้าวขึ้นเป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพระดับโลกที่เข้าถึงได้ง่าย เป็นกลาง และโปร่งใส และการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้จะทำให้FairMedOnline กลายเป็นผู้ให้บริการจัดหาการรักษาพยาบาลในต่างประเทศแบบครบวงจรในจุดเดียว

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ FMO หรือดาวน์โหลดเครื่องมือสำหรับสื่อ เอกสารข้อมูล รวมถึงรูปภาพได้ที่ www.fairmedonline.com/newsroom 

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Caremondo ได้ที่ www.caremondo.com

สื่อมวลชนกรุณาติดต่อ

Nadine Butow
อีเมล: pr@fairmedonline.com
มือถือ: +4915254549532

 

มหกรรมแสดงยานยนต์ เรือยอชท์ และเครื่องบินส่วนตัวแห่งมาเก๊า “China Macau Distinguished Gathering” จัดอย่างยิ่งใหญ่ปีนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

มาเก๊า–7 พ.ย. 2559–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            มหกรรมระดับนานาชาติ “China Macau Distinguished Gathering” ซึ่งจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน ได้มีการยกทัพยานยนต์ เรือยอชท์ และเครื่องบินส่วนตัวสุดหรูมาโชว์อย่างคับคั่ง

รูปภาพ– http://photos.prnasia.com/prnvar/20161104/0861611618

คำบรรยายภาพ: การโปรโมทมหกรรม “China Macau Distinguished Gathering” ผ่านจอขนาดยักษ์ในย่านไทม์สแควร์

ความพยายามอย่างไม่หยุดยั้งตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้มหกรรมแสดงยานยนต์ เรือยอชท์ และเครื่องบินส่วนตัวแห่งมาเก๊า“China Macau Distinguished Gathering” ได้รับการรับรองจาก UFI ซึ่งเป็นสมาคมส่งเสริมงานแสดงสินค้าระดับโลก โดยมหกรรมในปีนี้ประกอบไปด้วย 3 งานย่อย ได้แก่ งานแสดงยานยนต์ครั้งที่ 6 งานแสดงเรือยอชท์ครั้งที่ 6 และงานแสดงเครื่องบินส่วนตัวครั้งที่ 5 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4-6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา บนพื้นที่กว่า 100,000 ตารางเมตร โดยมีผู้เข้าชมงานมากกว่า 200,000 คน และมีแบรนด์ยานยนต์ เรือยอชท์ และเครื่องบินส่วนตัวชั้นนำของโลกเข้าร่วมจัดแสดงเกือบ 200 ราย นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมอีกมากมาย ทั้งการประชุมผู้เชี่ยวชาญที่จะกำหนดแนวทางของอุตสาหกรรม การล่องเรือยอชท์รุ่นใหม่ การขึ้นเครื่องบินส่วนตัว การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ กิจกรรมระบายสีสำหรับเด็กๆ การประกวดภาพถ่าย การประกวดโมเดล การลิ้มรสไวน์ และอีกมากมาย เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมงานได้สัมผัสไลฟ์สไตล์หรูหราและดื่มด่ำกับวัฒนธรรมอันหลากหลายของมาเก๊าอย่างใกล้ชิด 

มหกรรมนี้ได้เปรียบด้วยทำเลที่ตั้งอันเหมาะสม โดยอยู่ใกล้กับประเทศต่างๆในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งยังเชื่อมโยงกับตลาดนานาชาติอีกหลายแห่ง รวมถึงกลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาโปรตุเกส นอกจากนี้ มหกรรมดังกล่าวยังสอดรับกับกลยุทธ์ต่างๆของรัฐบาลจีนและมาเก๊า เช่น “One Road, One Belt” “Maritime Silk Road” และ “HK-Macau Independent Travel” ทั้งยังช่วยยกระดับคุณภาพและขนาดของอุตสาหกรรมยานยนต์ เรือยอชท์ และเครื่องบินส่วนตัว ตลอดจนส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมการค้าขาย การท่องเที่ยว และการสันทนาการระดับไฮเอนด์ รวมถึงอุตสาหกรรมอื่นๆในมาเก๊า ซึ่งช่วยผลักดันการท่องเที่ยวในภูมิภาคให้คึกคักและมีชีวิตชีวา

ทั้งนี้ มหกรรมแสดงยานยนต์ เรือยอชท์ และเครื่องบินส่วนตัวแห่งมาเก๊า “China Macau Distinguished Gathering” มีเซอร์ไพรส์มากมายตลอดการจัดงานในระหว่างวันที่ 4-6 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

เจ๊บเซ่น & เจ๊สเซ่น แฟมิลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ คว้ารางวัล IMD-Lombard Odier Global Family Business Award

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์—7 พ.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

เจ๊บเซ่น & เจ๊สเซ่น แฟมิลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ (Jebsen & Jessen Family Enterprise) บริษัทครอบครัวที่ก่อตั้งขั้นในฮ่องกงเมื่อช่วงปลายศตวรรษที่19 ได้รับรางวัล IMD-Lombard Odier Global Family Business Awardครั้งที่ 21 ในงานประชุมสุดยอด Family Business Network International (FBN-I) ครั้งที่ 27 ณ เมืองซูโจว ประเทศจีน

IMD-Lombard Odier Global Family Business Award เป็นรางวัลที่จัดขึ้นโดยโรงเรียนธุรกิจไอเอ็มดี [http://www.imd.org/ ] และลอมบาร์ด โอเดียร์ (Lombard Odier) หนึ่งในธนาคารเอกชนหลักของยุโรป รางวัลนี้เป็นที่ยอมรับในฐานะรางวัลอันทรงเกียรติสูงสุดสำหรับธุรกิจครอบครัวทั่วโลกที่ประสบความสำเร็จ โดยตระหนักถึงคุณค่าของบริษัทที่เป็นตัวอย่างที่ดีในการรวมผลประโยชน์ของครอบครัวให้เป็นหนึ่งเดียวกับผลประโยชน์ของธุรกิจ และเป็นตัวอย่างในการผสมผสานวัฒนธรรมเข้ากับนวัตกรรม ควบคู่ไปกับการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นต่อชุมชนในท้องถิ่นอย่างชัดเจน

ดูข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับเต็ม: http://www.imd.org/news/updates/imd-lombard-odier-global-family-business-award-2016/

โดมินิก เทอร์ปิน ประธานไอเอ็มดี กล่าวว่า เจ๊บเซ่น & เจ๊สเซ่น แฟมิลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ เป็นผู้นำความเป็นเลิศประเภทธุรกิจครอบครัว และประสบความสำเร็จในการรวมจิตวิญญาณความเป็นผู้ประกอบการที่อดทนเข้ากับความมุ่งมั่นอันแรงกล้าต่อความยั่งยืน สภาพแวดล้อม และคู่ค้าทางธุรกิจ

เจ๊บเซ่น & เจ๊สเซ่น แฟมิลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ เป็นวิสาหกิจครอบครัวรุ่นที่ 3ที่มีความหลากหลายทางธุรกิจสูง ครอบคลุมทั้งการกระจายสินค้า การผลิต ตลอดจนธุรกิจด้านวิศวกรรมและเหมืองแร่ บริษัทมีพนักงานกว่า7,700 คนทั่วโลก และมียอดขายราว 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ เจ๊บเซ่น & เจ๊สเซ่น แฟมิลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ ได้เป็นพันธมิตรกับบริษัทและแบรนด์ชั้นนำระดับโลกมากมาย อาทิ Air Liquide, Club Car, Demag, Dyson, Evonik Industries, Kronos, Pentax, Porsche, Toroและ Xylem เป็นต้น

แพทริก โอเดียร์ หุ้นส่วนผู้จัดการอาวุโสของลอมบาร์ด โอเดียร์ กล่าวว่าเจ๊บเซ่น & เจ๊สเซ่น แฟมิลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ เป็นบริษัทดีเด่นที่ดำเนินธุรกิจตามแนวปฏิบัติอันเป็นเลิศและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่องค์กรอื่น ๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน

IMD-Lombard Odier Global Family Business Award ฉลองครบรอบ21 ปี โดยผู้ชนะรางวัลในปีที่ผ่าน ๆ มานั้นรวมถึง LEGO, S.C. Johnson, Hermès, Merck, Firmenich, Bel Group และ Bavaria

รายการอ้างอิง: สามารถรับชมภาพประกอบได้ทาง epa european pressphoto agency (http://www.epa.eu)

สื่อมวลชนติดต่อ:  

Matthew Mortellaro

IMD International

โทร. +41-21-618-0352

อีเมล matthew.mortellaro@imd.org

ที่มา: IMD International

ผลวิจัยเผยการปรับปรุงมอเตอร์ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะช่วยประหยัดพลังงานได้ทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

อัมสเตอร์ดัม4 พ.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

45ของไฟฟ้าทั่วโลกถูกนำไปใช้ในมอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องปั๊ม เครื่องระบายอากาศ และคอมเพรสเซอร์ ทว่ามอเตอร์และระบบเหล่านี้มักล้าสมัยและกินไฟมาก ดังนั้น การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพของมอเตอร์และระบบดังกล่าวจะช่วยให้ทั่วโลกสามารถประหยัดไฟได้มากกว่า 1,350 เทราวัตต์ชั่วโมง (TWh)

ศูนย์วิจัยพลังงานแห่งเนเธอร์แลนด์ (ECN) ประเมินว่า หากทำได้เช่นนั้นจริง การก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินแห่งใหม่ 200 แห่งทั่วโลกก็จะไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป โดยเจฟฟรี ซิปมา นักวิจัยประจำ ECN กล่าวว่า เรารู้สึกแปลกใจมากที่มอเตอร์ไฟฟ้ากินไฟมากขนาดนี้ มอเตอร์ไฟฟ้าและระบบที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้ากินไฟมากกว่าอุปกรณ์ส่องสว่างถึง 2.5 เท่า เราสามารถประหยัดพลังงานได้อย่างง่ายดายและมีประสิทธิภาพ เพียงแค่ปรับปรุงมอเตอร์ไฟฟ้าและระบบเหล่านี้

เราสามารถประหยัดพลังงานมหาศาลได้ด้วยวิธีง่ายๆ เริ่มจากการเปลี่ยนไปใช้มอเตอร์รุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยลดการใช้ไฟลง 10สำหรับมอเตอร์ขนาดเล็ก และ 5สำหรับมอเตอร์ขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันยังมีนโยบายที่จะช่วยให้ภาครัฐบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ นั่นคือ Minimum Energy Performance Standard (MEPS) หรือมาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานขั้นต่ำ นอกจากนี้ เรายังสามารถประหยัดพลังงานเพิ่มขึ้นได้อีกด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ปรับความเร็วรอบมอเตอร์ (Variable Speed Drive) ในเครื่องปั๊ม เครื่องระบายอากาศ และคอมเพรสเซอร์ รวมถึงการซ่อมแซมรอยรั่ว การใช้ระบบจัดการมอเตอร์ การเปลี่ยนเครื่องปั๊มหรือเครื่องระบายอากาศ ตลอดจนการปรับปรุงทางเทคนิคและอื่นๆ ความจริงแล้ว การประหยัดพลังงานจะได้มากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป แต่เราสามารถประมาณการได้ค่อนข้างแม่นยำด้วยการสำรวจการใช้พลังงาน (Energy Audit) ทั้งนี้ มีการประมาณการว่าภาคอุตสาหกรรมจะสามารถลดการใช้พลังงานได้เฉลี่ย 20ส่วนภาคบริการจะลดการใช้พลังงานได้เฉลี่ย 15% อย่างไรก็ดี การบรรลุเป้าหมายในการประหยัดพลังงานให้มากขึ้นต้องอาศัยนโยบายอื่นๆ นอกเหนือไปจาก MEPS

ECN เชื่อว่าการปรับปรุงมอเตอร์ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจะช่วยให้นานาประเทศมีโอกาสบรรลุเป้าหมายด้านความยั่งยืนหลายข้อตามข้อตกลงปารีสว่าด้วยสภาพภูมิอากาศ ขณะที่โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP) ระบุว่า ประเทศที่จะได้รับประโยชน์มากที่สุดคือประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเกิดใหม่ และได้จัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจขึ้นเพื่อศึกษาในเรื่องนี้โดยเฉพาะ โดย ECN ก็เป็นสมาชิกรายหนึ่งในคณะทำงานนี้ด้วย

ECN ให้ความช่วยเหลือรัฐบาลทั่วโลกในการออกแบบและบังคับใช้แผนแม่บทเพื่อปรับปรุงมอเตอร์ไฟฟ้าและระบบที่ใช้กำลังไฟฟ้าขับเคลื่อนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตัวอย่างเช่น การยื่นมือเข้าช่วยเหลือรัฐบาลอินโดนีเซียในการพัฒนาแผนงานเพื่อปรับปรุงมอเตอร์และระบบต่างๆในอุตสาหกรรมให้มีประสิทธิภาพ โดยคุณซิปมา กล่าวว่า “เราเริ่มจากแผนแม่บท ต่อด้วยการจำแนกอุตสาหกรรมหลักที่ใช้พลังงานสูงสุด และสร้างรายชื่อที่เรียงลำดับตามความสำคัญ จากนั้นเราจะพูดคุยกับรัฐบาลเพื่อกำหนดเป้าหมาย นอกจากนั้นเรายังวิเคราะห์ระบบที่เกี่ยวข้องพร้อมกับปลูกจิตสำนึกให้แก่ภาคธุรกิจไปพร้อมๆกัน รวมทั้งให้คำแนะนำแก่รัฐบาลในการคำนวณ กระตุ้น และอัดฉีดงบประมาณสู่ทั้งระบบด้วย”

ตัวอย่างของความสำเร็จที่ขอหยิบยกขึ้นมานำเสนอ ประกอบด้วย การที่บริษัทเวชภัณฑ์แห่งหนึ่งสามารถลดการใช้ไฟฟ้าของระบบหล่อเย็นด้วยน้ำได้ถึง49% ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายมากถึง 80,000 ดอลลาร์ต่อปี ในขณะเดียวกัน บริษัทปิโตรเคมีแห่งหนึ่งที่ติดตั้งอุปกรณ์ปรับความเร็วรอบมอเตอร์ 34 ตัว ก็สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 28% และคืนทุนภายใน 5 เดือน นอกจากนี้ ยังมีโรงงานทอผ้าที่สามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ถึง 59% ด้วยการติดตั้งอุปกรณ์ปรับความเร็วรอบมอเตอร์ 15 ตัวในระบบระบายอากาศ และคืนทุนได้ภายใน 1 ปีเท่านั้น

ที่มา: ECN

ECMWF เปิดตัวระบบ “ERA5” มิติใหม่แห่งการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เรดดิ้ง, อังกฤษ–4 พ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

หนึ่งปีหลังจากที่มีการบรรลุข้อตกลงปารีส ทางศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป (European Centre for Medium-Range Weather Forecastsหรือ ECMWF) ได้เปิดตัวเครื่องมือติดตามสภาพอากาศทั่วโลกที่ทรงพลังที่สุดในปัจจุบัน นั่นคือ “ERA5”

 ECMWF Daily mean surface air temperature / Daily mean surface air temperature for January 2016 from ERA5 (PRNewsFoto/ECMWF)

Daily mean surface air temperature for January 2016 from ERA5 (PRNewsFoto/ECMWF)

(รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20161102/435664 )

ECMWF Mean spread of surface air temperature / Mean spread of the ERA5 ensemble for surface air temperature in January 2016 (PRNewsFoto/ECMWF)

Mean spread of the ERA5 ensemble for surface air temperature in January 2016 (PRNewsFoto/ECMWF)

(รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20161102/435665 ) 

การเปิดเผยข้อมูลชุดแรกจากการใช้ ERA5 ในการติดตามสภาพอากาศเป็นเวลา 2 เดือน ถือเป็นความก้าวหน้าอีกครั้งหนึ่งของ ECMWF ในการวิเคราะห์สภาพอากาศซ้ำๆ

ERA5 พัฒนาขึ้นโดย Copernicus Climate Change Service ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากสหภาพยุโรป และอยู่ภายใต้การดูแลของ ECMWF โดยเครื่องมือใหม่ล่าสุดในตระกูล ERA นี้ มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในหลายๆด้าน ได้แก่

มีความละเอียดเชิงพื้นที่มากขึ้น

– ประมาณค่าตัวแปรทางบรรยากาศทุกชั่วโมง

– แสดงค่าความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง

– ใช้ผลการติดตามสภาพภูมิอากาศจากดาวเทียมมากขึ้น

เข้าถึงข้อมูลการติดตามสภาพภูมิอากาศได้ทั้งหมด 

การวิเคราะห์สภาพภูมิอากาศโลกซ้ำๆ ถือเป็นข้อมูลสำคัญในการทำความเข้าใจและติดตามกระบวนการต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และคาดการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต การวิเคราะห์ซ้ำๆ เป็นการผนวกข้อมูลจากการสำรวจทางอุตุนิยมวิทยาทั้งในอดีตและปัจจุบัน เข้ากับโมเดลพยากรณ์อันทันสมัย โดยใช้เทคนิคกลมกลืนข้อมูล (data assimilation) ที่เดิมพัฒนาขึ้นสำหรับการพยากรณ์อากาศเชิงตัวเลข 

ERA5 ให้ข้อมูลตัวเลขแบบใหม่ที่อธิบายถึงสภาพภูมิอากาศที่เป็นอยู่ รวมถึงประมาณค่าตัวแปรของบรรยากาศ เช่น อุณหภูมิอากาศ ความดันอากาศและแรงลมในระดับความสูงต่างๆ ตลอดจนตัวแปรผิวเผิน เช่น ปริมาณฝน ความชื้นในดิน และความสูงของคลื่นทะเล 

ฌอง-โนเอล เธโปต์ หัวหน้า Copernicus Climate Change Service ของ ECMWF กล่าวว่า การติดตามสภาพภูมิอากาศที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น การอธิบายกระบวนการทางกายภาพที่ดีขึ้น รวมถึงความละเอียดเชิงพื้นที่และเวลาที่สูงขึ้น ทำให้ ERA5 สามารถสร้างชุดข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการติดตามการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั่วโลก รวมทั้งในการวิจัย การศึกษา และการค้า โดยนับเป็นครั้งแรกที่ผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลตัวแปรทางบรรยากาศเป็นรายชั่วโมง ด้วยความละเอียดตามแนวนอนที่ 31 กิโลเมตร และวัดจากพื้นผิวขึ้นไป 137 ระดับ สูงสุด 1 Pa (ประมาณ 80 กิโลเมตร)”

ERA5 ยังมาพร้อมกับอีกหนึ่งฟังก์ชั่นใหม่ นั่นคือ การจำลองสภาพภูมิอากาศพร้อมกัน 10 ชุด รองรับทุกตัวแปรและทุกระดับ โดยฟีเจอร์นี้ได้รับการสนับสนุนจากระบบ Ensemble of Data Assimilations (EDA) ที่ทาง ECMWF ได้พัฒนาขึ้น ระบบดังกล่าวทำหน้าที่คำนวณข้อผิดพลาดในการติดตามสภาพภูมิอากาศและในโมเดลการพยากรณ์อากาศ โดยผู้ใช้สามารถเข้าถึงข้อมูลที่จะช่วยให้วิเคราะห์ตัวแปรต่างๆได้อย่างมั่นใจในทุกเวลาและทุกสถานที่

ERA5 เป็นเครื่องมือวิเคราะห์สภาพบรรยากาศโลกแบบซ้ำๆ โดยเป็นรุ่นที่ 5 ที่ ECMWF ได้พัฒนาขึ้นมา หลังจากที่ได้มีการเปิดตัวระบบวิเคราะห์ซ้ำๆ เป็นครั้งแรกในยุค 1980 โดยใช้ชื่อว่า FGGE ตามมาด้วย ERA-15, ERA-40 และล่าสุดคือ ERA-Interim

เพื่อเป็นก้าวแรกในการส่งไม้ต่อจาก ERA-Interim มาสู่ ERA5 ทางเราได้เปิดเผยข้อมูลชุดแรกจากการใช้ ERA5 ในการติดตามสภาพอากาศเป็นเวลา 2 เดือน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเปลี่ยนผ่านจาก ERA-Interim ได้ ซึ่งการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวนับว่าเป็นก้าวที่สำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางยาวนาน 2 ปี ในการทยอยเปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถย้อนดูข้อมูลสภาพภูมิอากาศตลอด 40 ปีที่ผ่านมา

ข้อมูลทั้งหมดจาก ERA5 สามารถเข้าถึงและดาวน์โหลดได้ฟรี โดยอยู่ในส่วนคลังเก็บข้อมูลด้านอุตุนิยมวิทยาของ ECMWF ในชื่อ MARS (Meteorological Archival and Retrieval System) ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถรับชมได้ผ่าน ECMWF Web API

หมายเหตุสำหรับบรรณาธิการ 

ข้อมูลทั้งหมดจาก ERA5 ที่สามารถเข้าถึงและดาวน์โหลดได้ฟรีนั้น ประกอบไปด้วยข้อมูลที่มีความไม่แน่นอนตามแต่ตัวแปรต่างๆ โดยมีการนำเสนอข้อมูลทุกๆ 3 ชั่วโมง ด้วยความละเอียดตามแนวนอนที่ 62 กิโลเมตร ทั้งนี้ เมื่อเทียบกับ ERA-Interim แล้ว ERA5 จะมีหลายๆตัวแปรที่เพิ่มเข้ามาใหม่ เช่น องค์ประกอบลม 100 เมตร เป็นต้น ส่วนฐานข้อมูลที่ประกอบด้วยผลการติดตามสภาพอากาศทั้งหมด รวมถึงข้อมูลโดยละเอียดเกี่ยวกับการนำผลการติดตามดังกล่าวมาใช้ ก็จะเปิดให้ผู้ใช้เข้าถึงได้ด้วยเช่นกัน โดยสรุปแล้ว ERA5 จะผลิตข้อมูลได้ประมาณ 5 เพตะไบต์ ทั้งนี้ ตัวอย่างข้อมูลจาก ERA5 ที่เผยแพร่ในวันนี้เป็นเพียงข้อมูลชั่วคราว ซึ่งอาจถูกแทนที่ด้วยข้อมูลที่เผยแพร่ในขั้นสุดท้าย 

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ERA5 ได้ที่ https://climate.copernicus.eu/climate-reanalysis 

ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป (ECMWF) เป็นองค์กรระหว่างรัฐบาลซึ่งทำหน้าที่พัฒนาและพยากรณ์อากาศทั่วโลก โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศต่างๆ 34 ประเทศ ทั้งที่เป็นสมาชิกและพันธมิตรความร่วมมือ

ECMWF เป็นผู้ดำเนินการ Copernicus Atmosphere Monitoring Service และ Copernicus Climate Change Service ในนามของคณะกรรมาธิการยุโรป และเป็นผู้ดูแล Copernicus Emergency Management Service

บรรดาสถาบันด้านวิชาการและสิ่งแวดล้อมจากทั่วทั้งยุโรป ซึ่งรวมถึงกรมอุตุนิยมวิทยาของหลายๆประเทศ ล้วนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนCopernicus จนประสบความสำเร็จ

สื่อมวลชนติดต่อ

Silke Zollinger

ผู้จัดการฝ่ายสื่อมวลชนและอีเวนต์

Copernicus Communication

ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป (ECMWF)

ที่อยู่: Shinfield Park, Reading, RG2 9AX, UK

อีเมลsilke.zollinger@ecmwf.int

โทร. +44 (0)118 9499 778

มือถือ: +44 (0) 755 477 3973

เว็บไซต์ecmwf.int | atmosphere.copernicus.eu | climate.copernicus.eu

ที่มา: ศูนย์พยากรณ์อากาศระยะปานกลางแห่งยุโรป (ECMWF)

HubOne เข้าร่วมโปรแกรมพันธมิตรของ Verizon ในออสเตรเลีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซิดนีย์ – 4 พ.ย. พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

HubOne หนึ่งในบริษัทผู้ให้บริการวางระบบคลาวด์รายแรกๆของโลก ได้เข้าร่วมในโปรแกรมพันธมิตรของ Verizon (Verizon Partner Program) โดย HubOne จะนำเครือข่าย ระบบรักษาความปลอดภัย และคลาวด์ของ Verizon มาให้บริการแก่ลูกค้าทั่วประเทศออสเตรเลีย

VerizonHubOneLogo Logo / HubOne Logo and Verizon Logo (PRNewsFoto/Verizon)

โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20161028/433869LOGO

Nick Beaugeard ซีอีโอของ HubOne กล่าวว่า ลูกค้าธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่การใช้งานระบบดิจิทัล การเป็นสมาชิกของโปรแกรมพันธมิตรของ Verizon ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีเครือข่าย ระบบรักษาความปลอดภัย และคลาวด์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการเปลี่ยนผ่าน นอกจากนั้นยังช่วยสนับสนุนการรุกเข้าสู่ตลาดด้วย

Verizon Partner Program สร้างโอกาสมากมายทั้งในระดับประเทศและระดับภูมิภาคแก่บรรดาผู้ให้บริการวางระบบ ผู้ให้บริการเสริม ตัวแทน และผู้ให้บริการโซลูชั่นต่าง ๆ เพื่อให้การส่งมอบและการใช้งานโซลูชั่นเป็นไปอย่างรวดเร็ว ทันต่อความต้องการของกลุ่มธุรกิจระดับกลาง นอกจากนี้โปรแกรมดังกล่าวยังมีโครงสร้างที่เรียบง่าย และมีการจำแนกผลกำไรแบบลดหลั่นลงมา ซึ่งทำให้เหล่าพันธมิตรมีความยืดหยุ่นในการเลือกระดับการเข้าไปมีส่วนร่วม อีกทั้งยังมีเครื่องมือที่ใช้งานง่าย มีความชัดเจน และมีกระบวนการในการสร้างปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

Robert Le Busque กรรมการผู้จัดการของ Verizon ประจำออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งยวด โดยเฉพาะในองค์กรธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งพันธมิตรอย่าง HubOne จะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในการรับประกันว่า ในอนาคตผู้ประกอบธุรกิจในออสเตรเลียจะมีความพร้อมที่จะแข่งขันในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมหาศาล

นอกจากนี้ Verizon ยังจัดการฝึกอบรมและรับรองหลักสูตรอันครอบคลุมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นต่าง ๆ ของบริษัทอีกด้วย โดยบรรดาสมาชิกสามารถเข้าถึงทรัพยากรการตลาดที่มีอยู่อย่างมากมาย รวมถึงสามารถใช้ปัจจัยช่วยเหลือด้านการตลาดอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างการพัฒนาการตลาด อีกทั้งยังสามารถเข้าร่วมงานอีเวนต์ต่าง ๆ ที่จัดขึ้นได้ตามระดับการเป็นสมาชิก

Verizon Enterprise Solutions สร้างเครือข่ายติดต่อได้ทั่วโลก ซึ่งกระตุ้นการเติบโต ขับเคลื่อนนวัตกรรมด้านธุรกิจ และผลักดันสังคมให้ก้าวหน้าต่อไป ด้วยโซลูชั่นที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ รวมทั้งมีผลิตภัณฑ์และบริการหากหลายประเภทจากทั่วโลกให้เลือกสรรผ่านแพลตฟอร์มระบบเคลื่อนที่ ระบบคลาวด์ ระบบเครือข่ายตามกลยุทธ์ และการสื่อสารขั้นสูงที่มีความปลอดภัย ซึ่ง Verizon Enterprise Solutions จะช่วยเปิดทางสู่โอกาสใหม่ ๆ สำหรับนวัตกรรม การลงทุน และการพลิกโฉมรูปแบบธุรกิจทั่วโลก

เกี่ยวกับ HubOne

HubOne มีสำนักงานใหญ่อยู่ในนครซิดนีย์ และมีสำนักงานย่อยอยู่ในแถบชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ บริษัทเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นระบบคลาวด์ล้ำยุคแก่องค์กรด้านการบริการระดับมืออาชีพในภูมิภาคโอเชียเนีย HubOne พัฒนา OnePractice(TM) ซึ่งเป็นโซลูชั่นสำหรับการจัดการเอกสารที่เคยคว้ารางวัลมาแล้ว โดยโซลูชั่นดังกล่าวได้ถูกรวมเข้ากับแพลตฟอร์มคลาวด์ของบริษัทไมโครซอฟท์และพร้อมให้บริการผ่านเครือข่ายพันธมิตร

Verizon Communications Inc. (NYSE, Nasdaq: VZ) มีสำนักงานใหญ่อยู่ในนครนิวยอร์ก บริษัทมีบุคลากร 162,000 ราย และทำรายได้เกือบ 1.32 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2558 Verizon เป็นผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายที่น่าเชื่อถือที่สุดของสหรัฐ ด้วยจำนวนการเชื่อมต่อรายย่อย 113.7 ล้านการเชื่อมต่อทั่วประเทศ อีกทั้งยังเป็นผู้ให้บริการด้านการสื่อสารและความบันเทิงผ่านโทรศัพท์มือถือและเครือข่ายไฟเบอร์ระดับแนวหน้าของประเทศ พร้อมทั้งยังให้บริการโซลูชั่นธุรกิจแบบครบวงจรแก่ลูกค้าทั่วโลก

ศูนย์สื่อออนไลน์ของ Verizon: สามารถรับชมข่าวประชาสัมพันธ์ ข้อมูลการติดต่อสำหรับสื่อ และทรัพยากรอื่น ๆ ได้ที่ www.verizon.com/about/news/ รวมทั้งยังสามารถรับข่าวประชาสัมพันธ์ผ่านระบบ RSS feed ได้เช่นกัน โดยสมัครรับบริการได้ทาง www.verizon.com/about/rss-feeds/

สื่อมวลชนติดต่อ:

Nick Beaugeard

HubOne Pty Ltd

+61300 650 684

nick@hubone.com

Nilesh Pritam

Verizon Asia-Pacific

+65.6248.6599

nilesh.pritam@intl.verizon.com

มูลนิธิทีเอชนิค จัดโครงการ THNG CAMP ค่ายเครือข่ายไอทีเพื่อสังคมปีที่ 6

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

มูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย (ทีเอชนิค) เตรียมเปิดค่ายอบรมเชิงปฏิบัติการ Thailand Networking Groupครั้งที่ 6 (THNG CAMP#6) เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทั้งภาคไอทีและภาคสังคมเข้าร่วมโครงการเพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลสู่ชุมชน โครงการนี้จะจัดในวันที่ 17-22 ธันวาคม 2559 ณ ชุมชนแม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก

        สำหรับกิจกรรมในปีนี้นั้นผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับความรู้จากวิทยากรทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยทุกคนจะได้รับภารกิจให้ร่วมกันสำรวจความต้องการของชุมชน, จัดทำอีคอมเมิร์ซของสินค้าชุมชน และร่วมกันให้ความรู้พร้อมทั้งแนะนำการใช้สื่อออนไลน์แก่คนในชุมชนอีกด้วย ซึ่งผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้นำเศรษฐกิจดิจิทัลเข้าสู่ชุมชนให้นำไปใช้งานได้จริง และส่งเสริมให้คนในชุมชนใช้ไอทีเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์และขายสินค้าของชุมชนได้

        THNG CAMP#6 เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมโครงการทั้งภาคไอทีและภาคสังคมที่มีอายุระหว่าง 18-25 ปี และสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตลอดโครงการ โดยผู้ผ่านการคัดเลือกจำนวน 30 คนจะได้เข้าร่วมโครงการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

        ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดและสมัครได้ตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายนนี้ ที่ www.thng.in.th หรือติดต่อ มูลนิธิศูนย์สารสนเทศเครือข่ายไทย (ทีเอชนิค)

        โทร. 0 2244 8261

Merck Partners with American Cancer Society to Address Cancer in Women

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

DARMSTADT, Germany–2 Nov–PRNewswire/InfoQuest

  • Cancer deaths in women are expected to increase to 5.5 million by 2030

Merck, a leading science and technology company, and the American Cancer Society (ACS) today released a report that shows all four of the top causes of cancer deaths in women worldwide are mostly preventable or can often be detected early, when treatment is more successful. The report, titled “The Global Burden of Cancer in Women,” is the first tangible output from an innovative partnership between Merck and the American Cancer Society focused on raising awareness and strengthening advocacy around women’s cancers.

“We are proud to partner with the American Cancer Society to address the impact cancer has on women worldwide,” said Belén Garijo, member of the Executive Board and CEO Healthcare at Merck. “This collaboration is a first-of-its-kind public-private partnership that recognizes that no one sector can tackle this challenge alone. Improving women’s health and well-being has an uplifting ripple effect on our world, and we know when women do better, our communities do better.”

The research examines the increasing impact of cancer among women in low- and middle-income countries – and outlines potential solutions to minimize the economic and societal impact of the disease for women, their families and healthcare systems.

Cancer is the second leading cause of death in women, with breast, colorectal, lung and cervical cancers claiming the most lives each year. With cancer rates on the rise as the global population grows and ages, the number of women who will lose their lives to cancer is expected to increase, particularly in low- and middle-income countries. In 2012, there were 3.5 million deaths among women due to cancer; by 2030 that number is expected to increase to 5.5 million deaths – a more than 57% increase in less than two decades. Increased education and prevention efforts will be essential to addressing this growing global health crisis.

“It’s incumbent upon both the public and private sectors, as members of the global health community, to find ways to reduce the impacts of cancer on women by increasing prevention and treatment, saving the lives of women across the globe,” said Ambassador Sally Cowal, senior vice president, global cancer control at the American Cancer Society.

In addition to the physical challenges women with cancer and their families experience, the burden of cancer also extends to the economy. The study found that in 2009, the global economic burden of cancer was estimated at about $ 286 billion, and much of that cost was due to premature death of members of the workforce. In the United States alone in 2008, years of productive life lost due to cancer in women corresponded to $ 82 billion, not to mention the many professional achievements that might have been realized.

The report was released at the World Cancer Congress during a Merck panel moderated by Ambassador Cowal. Other participants included HRH Princess Dina Mired of Jordan; Dr. Alise Reicin, Head of Global Clinical Development in the biopharma business of Merck; and Dr. Edward L. “Ted” Trimble, director, Center for Global Health at the National Cancer Institute.

This partnership will also catalyse the evolution of the American Cancer Society’s All of Me Young Scholars program, which aims to educate and cultivate health and civil society professionals in Brazil, Mexico, Colombia and India to affect meaningful change in prevention and early detection of cancers among women in low- and middle-income countries.

This report is part of Merck’s involvement with the Healthy Women, Healthy Economies initiative, which explicitly links the issue of women’s health and well-being with economic growth. The full “Global Burden of Cancer in Women” report is available http://www.cancer.org/research/cancerfactsstatistics/global-burden-cancer-in-women.

About the Healthy Women, Healthy Economies Initiative

Merck is a founding partner of the Healthy Women, Healthy Economies initiative, which brings together the evidence about women’s health and well-being and its impact on economic growth with the best practices that governments, employers and non-governmental organizations can follow. It aims to identify and implement policies that advance women’s health and well-being to increase their economic participation in the societies in which they live.

About the American Cancer Society

The American Cancer Society is a global grassroots force of more than three million volunteers saving lives and fighting for every birthday threatened by every cancer in every community. As the largest voluntary health organization, the Society’s efforts have contributed to a 20 percent decline in cancer death rates in the U.S. since 1991, and a 50 percent drop in smoking rates. Thanks in part to our progress, nearly 14 million Americans who have had cancer and countless more who have avoided it will celebrate more birthdays this year. We’re determined to finish the fight against cancer. We’re finding cures as the nation’s largest private, not-for-profit investor in cancer research, ensuring people facing cancer have the help they need and continuing the fight for access to quality health care, lifesaving screenings, clean air and more. For more information, to get help, or to join the fight, call us anytime, day or night, at 1-800-227-2345 or visit cancer.org.

About the American Cancer Society’s All of Me Young Scholars Program

The American Cancer Society’s All of Me Young Scholars program aims to educate and cultivate young health and civil society professionals around the world to bring their energy, voice and new ideas to the new and growing field of integration of women’s cancer prevention and early detection.

All Merck press releases are distributed by email at the same time they become available on the Merck website. Please go to http://www.merckgroup.com/subscribe to register online, change your selection or discontinue this service.

About Merck

Merck is a leading science and technology company in healthcare, life science and performance materials. Around 50,000 employees work to further develop technologies that improve and enhance life – from biopharmaceutical therapies to treat cancer or multiple sclerosis, cutting-edge systems for scientific research and production, to liquid crystals for smartphones and LCD televisions. In 2015, Merck generated sales of €12.85 billion in 66 countries.

Founded in 1668, Merck is the world’s oldest pharmaceutical and chemical company. The founding family remains the majority owner of the publicly listed corporate group. The company holds the global rights to the Merck name and brand. The only exceptions are the United States and Canada, where the company operates as EMD Serono, MilliporeSigma and EMD Performance Materials.

Merck Logo / Merck (PRNewsFoto/Merck)

     (Logo: http://photos.prnewswire.com/prnh/20151207/293543LOGO )

Merck logo 1 Logo / Merck (PRNewsFoto/Merck)

     (Logo: http://photos.prnewswire.com/prnh/20151019/278051LOGO )

Source: Merck