“ทางเลือกที่หลากหลาย” ตอบโจทย์นักช็อปออนไลน์ มากกว่า “ความรวดเร็วในการส่งสินค้า” เพียงอย่างเดียว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กรุงเทพฯ–10 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          ผลการสำรวจของ DHL พบว่านักช็อปออนไลน์ให้ความสำคัญกับความหลากหลายของการเลือกเวลาและสถานที่จัดส่งมากกว่าความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า อีกทั้งยังต้องการตรวจสอบสถานะการจัดส่งและชื่อบริษัทผู้ให้บริการจัดส่งพัสดุได้ด้วยตัวเอง

          ผลการสำรวจซึ่งจัดทำโดยบริษัท DHL เผยว่าร้านค้าปลีกออนไลน์สามารถสร้างจุดแข็งของตัวเองได้โดยการเพิ่มช่องทางให้ลูกค้าสามารถเลือกวัน เวลา สถานที่ และวิธีการรับสินค้าที่สั่งซื้อได้เอง

 

  โลโก้ –  http://photos.prnasia.com/prnvar/20150811/8521505246LOGO

          “ความรวดเร็วในการจัดส่งเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่ใช่คำตอบ” คุณชาร์ลส์ บรูเออร์ CEO, DHL eCommerce กล่าว “จากการสำรวจความคิดเห็นของนักช็อปออนไลน์กว่า 1,000 รายในประเทศเยอรมนี พบว่าลูกค้า eCommerce 78% ต้องการะบุเวลาในการจัดส่งสินค้า ขณะที่ 68% ต้องการเลือกวันรับสินค้าได้ด้วยตัวเอง และ 94% พึงพอใจที่สามารถเลือกสถานที่รับสินค้า เช่น ตู้รับฝากสินค้าของ DHL ให้เป็นสถานที่ในการจัดส่งได้ ในขณะเดียวกันครึ่งหนึ่งของผู้ทำแบบสำรวจต้องการให้ฝากส่งสินค้าไว้กับเพื่อนบ้านในกรณีที่ลูกค้าไม่อยู่บ้าน”

          นอกจากนี้ เรายังพบว่าค่านิยมดังกล่าวของผู้บริโภคในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน โดยคุณมัลคอล์ม มอนติเอโร CEO, DHL eCommerce Asia Pacific กล่าวว่า “ในขณะที่ความรวดเร็วได้กลายเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการจัดส่งพัสดุไปแล้วนั้น  ร้านค้าปลีกออนไลน์จะไม่สามารถสร้างความแตกต่างได้ด้วยความรวดเร็วเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ซึ่งเห็นได้จากการที่ร้านค้าปลีกออนไลน์ในทวีปเอเชียจำนวนมากหันไปให้ความสำคัญกับการเพิ่มความหลากหลายของช่องทางในการเลือกรับสินค้า”

          จากผลสำรวจพบว่า 66 % ของนักช็อปออนไลน์ให้ความสำคัญกับความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า แต่ก็ยังดูเหมือนว่าช่องทางที่หลายหลายสำหรับลูกค้าในการเลือกวันเวลาและจุดรับสินค้าได้จะสำคัญยิ่งยวดไปกว่าการจัดส่งที่รวดเร็ว

          คุณมัลคอล์มกล่าวว่า “ความสำเร็จในการจัดส่งพัสดุจนถึงมือลูกค้าจะไม่ได้วัดจากความรวดเร็วเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว การจัดส่งพัสดุที่มีประสิทธิภาพจะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนในการให้บริการไม่ว่าจะเป็นช่องทางการตรวจสอบสถานะการส่งพัสดุแบบเรียลไทม์ การแจ้งเตือนทาง SMS และแอพพลิเคชั่นบนมือถือ โดยระดับของความแม่นยำในการตรวจสอบจะเป็นตัวกำหนดความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อ eCommerce แบรนด์”

          ในขณะเดียวกัน คาดว่าตลาด eCommerce ในประเทศไทยจะเติบโตขึ้นกว่า 3 เท่า ถึง 3,600 ล้านยูโรนับจากวันนี้ไปจนถึงปีพ.ศ.2563 ทั้งนี้มีผลสืบเนื่องมาจากอัตราการใช้สมาร์ทโฟนที่สูงถึง 49% ซึ่งคุณเกียรติชัย พิตรปรีชา กรรมการผู้จัดการ DHL eCommerce ประเทศไทย ให้ความเห็นว่า “การจัดส่งสินค้าที่รวดเร็วเพียงอย่างเดียวก็ยังไม่ตอบโจทย์ลูกค้าในประเทศไทยเช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้บริโภคชาวไทยและร้านค้าปลีกออนไลน์จำนวนมากเริ่มหันมามองหาบริการจัดส่งพัสดุที่สามารถปรับใช้ได้ตามความต้องการของลูกค้าแต่ละราย”

          ทั้งนี้ คุณเกียรติชัยยังได้ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มของทั้งผู้บริโภคและเจ้าของธุรกิจออนไลน์ที่ให้ความสำคัญกับบริการด้านการขนส่งที่สะดวกเรียบง่ายไม่ซับซ้อน และยังคงไว้ซึ่งระบบการดำเนินงานที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไม่หยุดยั้ง

          คุณเกียรติชัยกล่าวว่า “แน่นอนว่าการให้บริการจัดส่งพัสดุที่สามารถปรับใช้ได้ตามความต้องการของลูกค้า  ประกอบกับระบบการจัดส่งที่มีประสิทธิภาพจะเป็นที่ต้องการในตลาดมากยิ่งขึ้น  แนวโน้มดังกล่าวจะทำให้เจ้าของธุรกิจออนไลน์สามารถมุ่งเน้นในการปรับปรุงและพัฒนาธุรกิจหลักของตนเองได้เต็มที่เพื่อสร้างการเจริญเติบโตของธุรกิจบนพื้นฐานของการให้บริการด้านโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ”

          นอกจากนี้ ผลการสำรวจดังกล่าวยังพบว่า 88% ของนักช็อปออนไลน์ที่ทำแบบสำรวจต้องการตรวจสอบสถานะการขนส่งด้วยตัวเองโดยตรง ในขณะที่ 84% ต้องการทราบชื่อบริษัทผู้ให้บริการจัดส่งสินค้า และ 85% เห็นว่าหัวใจสำคัญของบริการคือการที่ลูกค้าสามารถติดตามตรวจสอบสถานะการจัดส่งได้ ซึ่งเป็นหนึ่งในบริการที่เครือข่ายการจัดส่งพัสดุแบบ B2C (Business to Consumer) ของ DHL eCommerce ในประเทศไทยให้บริการผ่านการส่ง SMS ถึงลูกค้าก่อนการจัดส่งทุกครั้ง

          “ร้านค้าปลีกออนไลน์ในประเทศไทยจำเป็นต้องมีการบริหารจัดการโลจิสติกส์แบบครบวงจรซึ่งไม่เพียงแต่ให้บริการจัดส่งที่รวดเร็วเท่านั้น แต่ยังต้องเพิ่มช่องทางให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการจัดส่ง รวมถึงช่องทางการติดตามพัสดุให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าแต่ละรายได้ด้วย” คุณเกียรติชัยกล่าว “แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ยาก  แต่ผู้ให้บริการที่มีความพร้อมจะสามารถให้ทางเลือกที่หลากหลายและบริการที่มีความเรียบง่ายซึ่งจะเป็นโอกาสให้เจ้าของธุรกิจออนไลน์สามารถหันกลับไปทุ่มเทและดูแลธุรกิจของพวกเขาได้อย่างเต็มที่”

– จบ –

          ติดต่อสอบถาม:

          DHL eCommerce

          Ms.Cheryl Han / Ms.Monica Ng

          โทร: +65-6879-8012 / +65-6879-8011  

          อีเมล์: cheryl.han@dhl.com / monica.ng@dhl.com

          DHL เป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ซึ่งมอบบริการและความเป็นเลิศทางด้านโลจิสติกส์ทั้งการขนส่งภายในและระหว่างประเทศ การขนส่งทางบก ทางเรือ และการขนส่งด่วนทางอากาศ ตลอดจนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานในภาคอุตสาหกรรมผ่านกลุ่มธุรกิจต่างๆ ด้วยบุคลากรกว่า 340,000 คนใน 220 ประเทศและพื้นที่ต่างๆทั่วโลก DHL เชื่อมโยงผู้คนและธุรกิจด้วยบริการที่น่าเชื่อถือและปลอดภัย ซึ่งเป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศด้วยความเชี่ยวชาญและโซลูชั่นด้านโลจิสติกส์ที่ครบครันครอบคลุมตลาดและอุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต ซึ่งหมายรวมถึงอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ชีวภาพ อุตสาหกรรมด้านสุขภาพ พลังงาน ยานยนต์และการค้าปลีก อีกทั้งความมุ่งมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคมและการสร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ในตลาดที่กำลังพัฒนาDHL จึงมั่นใจว่าเราเป็น “The logistics company for the world”

          DHL เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัทดอยช์ โพสต์ ดีเอชแอล (Deutsche Post DHL Group – DPDHL) ซึ่งเรามีรายได้มากกว่า 59,000 ล้านยูโรในปีพ.ศ. 2558      

Spin Master วางจำหน่ายของเล่นสุดคิวท์ “Hatchimals” ต้อนรับคริสต์มาส-ปีใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

โทรอนโต–10 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Spin Master Corp. (TSX: TOY) บริษัทของเล่นเด็กชั้นนำระดับโลก ประกาศวางจำหน่ายของเล่นสุดล้ำ “Hatchimals” ที่เด็กทั่วโลกตั้งตารอคอยมากที่สุดในปีนี้ นับตั้งแต่มีการเผยโฉมเป็นครั้งแรกในมหกรรมของเล่นระดับโลกหลายงานเมื่อช่วงต้นปี และติดอันดับของเล่นชั้นนำในร้านค้าอย่าง Target, Wal-Mart, Toys ‘R’ Us และ Kohl’s ตั้งแต่ยังไม่วางจำหน่าย

In a global launch today, Spin Master revealed Hatchimals, one of the most eagerly anticipated and innovative toys of the season. The plush Hatchimals incorporate advanced robotic technology to magically hatch from their eggs with a child’s help and nurturing touch. Available now at retailers around the world. (MSRP $59.99 USD). (PRNewsFoto/Spin Master)

รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20161006/416331

Hatchimals ที่หลับใหลอยู่ในไข่ลายจุดสีสันสดใส จะฟักออกมาเมื่อได้รับการดูแลเอาใจใส่และการทะนุถนอมจากเด็กๆ โดย Hatchimals จะตอบสนองต่อการสัมผัส จากนั้นจะฟักออกจากไข่และสื่อสารกับมนุษย์ด้วยการแตะเบาๆ การจิก แสงไฟ และเสียง ส่วน Hatchimals จะมีรูปร่างหน้าตาอย่างไรนั้น จะได้รู้ก็ต่อเมื่อฟักออกมาจากไข่แล้วเท่านั้น

การฟักไข่สามารถทำได้ครั้งเดียว และจะเป็นจุดเริ่มต้นของประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจ เด็กๆเป็นกุญแจสำคัญที่จะปลดปล่อยความมหัศจรรย์ของHatchimals ผ่านการดูแลฟูมฟัก 3 ช่วง ตั้งแต่วัยทารก วัยเตาะแตะ ไปจนถึงโตเต็มวัย โดยสามารถสอนให้เดิน พูด เล่นเกม และอื่นๆอีกมากมาย

เบน วาราดิ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายสร้างสรรค์ของ Spin Master Ltd. กล่าวว่า เราคิดอยู่เสมอว่า ทำอย่างไรจึงจะสามารถจุดประกายและพัฒนาการเล่นรูปแบบใหม่ๆ เด็กทุกคนมีจินตนาการอันไร้ขีดจำกัด เราจึงพยายามคิดแบบเด็กตอนที่พัฒนาของเล่นใหม่ๆ และนี่เป็นที่มาของ Hatchimals ซึ่งผสานสุดยอดการเล่นแบบเลี้ยงดูเข้ากับหุ่นยนต์ เกิดเป็นของเล่นแนวใหม่ที่ให้ความสนุกสนานอย่างแท้จริง Hatchimals เป็นของเล่นที่โดดเด่นที่สุดเท่าที่ Spin Master เคยเปิดตัวมา และเรามั่นใจว่าจะได้รับเสียงตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้บริโภค

ทั้งนี้ Hatchimals มี 2 สายพันธุ์ ได้แก่ Pengula และ Draggle โดยเด็กๆสามารถเลือกได้แค่สีของไข่และสายพันธุ์ แต่ Hatchimals จะเป็นผู้เลือกนายของมันเอง สำหรับไข่ Pengula มีให้เลือก 2 สี ได้แก่ ชมพู และชมพู/เขียวคราม ส่วนไข่ Draggle มีสีม่วง และเขียว/น้ำเงิน

Hatchimals วางจำหน่ายแล้วในร้านค้าชั้นนำทั่วโลก และทางเว็บไซต์ SpinMaster.com ในราคา 59.99 ดอลลาร์สหรัฐ (ราคาขายปลีกที่ผู้ผลิตแนะนำ) โดยของเล่นชนิดนี้เหมาะสำหรับเด็กอายุ 5 ปีขึ้นไป

เกี่ยวกับ Spin Master

Spin Master คือบริษัทของเล่นเด็กชั้นนำระดับโลก โดยเป็นผู้สร้าง ออกแบบ ผลิต และจำหน่ายสินค้าสำหรับเด็กหลากหลายประเภท ทั้งเกม ของเล่น ผลิตภัณฑ์ต่างๆ และสินค้าด้านความบันเทิง Spin Master เป็นเจ้าของแบรนด์ระดับรางวัลมากมาย ได้แก่ Zoomer(TM), Dino, Bakugan Battle Brawlers(TM), Air Hogs(R) รวมทั้ง Bunchems และ Meccanoid G15 เจ้าของรางวัล 2016 Toys of The Year นับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา Spin Master ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลTIA Toy of The Year (TOTY) ถึง 64 ครั้ง และคว้ารางวัลมาได้ 18 ครั้ง นอกจากนั้นยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัล Innovative Toy of the Year ถึง 12 ครั้ง ซึ่งมากกว่าคู่แข่งทุกราย Spin Master เป็นบริษัทเพียงไม่กี่แห่งที่นอกจากจะพัฒนาและผลิตสินค้า ตัวละคร รวมถึงคอนเทนท์ความบันเทิงระดับโลกแล้ว ยังสามารถสร้างรายได้จากการจำหน่ายและการขายลิขสิทธิ์ด้วย จนถึงขณะนี้ Spin Master ได้ผลิตรายการการ์ตูนฉายทางโทรทัศน์มาแล้ว 6 เรื่อง อาทิ “Bakugan Battle Brawlers” ในปี 2007 และล่าสุดคือ “Paw Patrol” ที่ออกอากาศในกว่า 160 ประเทศและดินแดนทั่วโลก ทั้งนี้ Spin Master มีพนักงานกว่า 1,000 คนทั่วโลก และมีสำนักงานในแคนาดา สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก ฝรั่งเศส อิตาลี สหราชอาณาจักร สโลวาเกีย สาธารณรัฐเช็ก เยอรมนี สวีเดน เนเธอร์แลนด์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ทารา ทัคเกอร์

รองประธานฝ่ายสื่อสารการตลาดทั่วโลก

Spin Master Ltd.

อีเมล: tarat@spinmaster.com

ผลวิจัยเผย “อาคารสีเขียว” ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยสมองแล่น-สุขภาพดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอสแองเจลิส–10 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ประโยชน์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เวลาทำงานเท่านั้น แต่ยังช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้นด้วย

ตลอดเวลาที่ทำงาน คุณเคยสงสัยหรือไม่ว่า อาคารที่คุณทำงานอยู่นั้นดีต่อสุขภาพหรือไม่ ช่วยให้คุณสมองแล่นขึ้นไหม หรือช่วยให้คุณทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นหรือไม่

United Technologies logo

โลโก้ –  http://photos.prnasia.com/prnvar/20160105/8521508235logo

คณะนักวิจัยจาก Harvard T.H. Chan School of Public Health และ SUNY Upstate Medical University ไม่ใช่แค่สงสัยอย่างเดียว แต่ยังลงมือค้นหาคำตอบด้วยการศึกษาคนทำงาน 109 คน ในอาคาร 10 แห่ง ใน 5 เมืองทั่วสหรัฐอเมริกา และพบว่าการทำงานในอาคารที่ผ่านการรับรอง “มาตรฐานอาคารสีเขียว” มีความสัมพันธ์กับกระบวนการคิดที่ดีขึ้น อาการป่วยจากการทำงานในอาคารที่ลดลง และคุณภาพการนอนหลับที่ดีกว่าเดิม

งานวิจัยดังกล่าวต่อยอดมาจากการวิจัย COGfx Study ที่จัดทำขึ้นในปี 2558 เพื่อประเมินกระบวนการคิดของสมอง โดยพบว่าพนักงานออฟฟิศที่ทำงานในอาคารสีเขียวจำลองซึ่งมีอากาศถ่ายเทสะดวก สามารถทำคะแนนทดสอบกระบวนการคิดของสมองได้สูงกว่าพนักงานที่ทำงานในอาคารทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับงานวิจัยใหม่ล่าสุดนี้ ได้ถูกนำเสนอก่อนตีพิมพ์ ณ การประชุมประจำปี Greenbuild ของ Green Building Council ที่ลอสแองเจลิส โดยมีสาระสำคัญคือ พนักงานที่ทำงานในอาคารสมรรถภาพสูงที่ได้รับมาตรฐานอาคารสีเขียว สามารถทำคะแนนทดสอบกระบวนการคิดของสมองได้สูงกว่า 26% เมื่อเทียบกับพนักงานที่ทำงานในอาคารสมรรถภาพสูงแต่ไม่ได้รับมาตรฐานอาคารสีเขียว แม้ว่าจะมีการควบคุมปัจจัยอื่นๆที่อาจส่งผลต่อการทดสอบแล้วก็ตาม โดยพนักงานในอาคารสีเขียวสามารถ

  • ทำคะแนนการตอบสนองต่อภาวะวิกฤตได้ดีกว่าถึง 73%
  • ทำคะแนนด้านการประยุกต์ได้ดีกว่า 44% ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการตัดสินใจเพื่อให้บรรลุเป้าหมายโดยรวม
  • ทำคะแนนด้านการใช้สมาธิได้สูงกว่า 38% ซึ่งสะท้อนถึงความสามารถในการจดจ่ออยู่กับงานในมือ
  • ทำคะแนนด้านกลยุทธ์ได้สูงกว่า 31%

นอกเหนือจากข้อมูลที่มีความสำคัญในเชิงสถิติแล้ว งานวิจัยนี้ยังค้นพบด้วยว่า พนักงานในอาคารสีเขียวมีอาการป่วยจากการทำงานในอาคารลดลงถึง 30% อีกทั้งยังมีคะแนนคุณภาพการนอนหลับที่ดีกว่า 6% เมื่อเทียบกับพนักงานในอาคารที่ไม่ได้มาตรฐานอาคารสีเขียว สะท้อนให้เห็นว่าประโยชน์ของอาคารสีเขียวไม่ได้จำกัดอยู่แค่เวลาทำงานเพียงอย่างเดียว

John Mandyck ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความยั่งยืนของ United Technologies กล่าวว่า “อาคารที่ผ่านการรับรองมาตรฐานอาคารสีเขียวไม่เพียงส่งผลดีต่อสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อประสิทธิภาพการทำงานและการใช้ความคิดของคนในอาคารด้วย จึงนับเป็นการผสานรวมประสิทธิภาพอย่างลงตัว อันจะเร่งให้เกิดการสร้างอาคารสีเขียวไปทั่วโลก”

ผลการค้นพบล่าสุดทำให้คณะวิจัยเชื่อว่า จำเป็นต้องมีแนวทางการประเมินที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดย Dr. Joseph Allen ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ภาควิชา Exposure Assessment Science แห่ง Harvard T.H. Chan School of Public Health รวมถึงผู้อำนวยการโครงการ Healthy Buildings Program ของ Center for Health and the Global Environment Harvard Chan School และผู้นำการวิจัยครั้งนี้ กล่าวว่า “เราทุ่มเทให้กับสิ่งที่เราเรียกว่า Buildingomics ซึ่งเป็นวิธีใหม่ในการประเมินปัจจัยทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับอาคาร”

แนวทางแบบพหุวิทยาการของ Buildingomics จะช่วยให้เราเข้าใจปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อสุขภาพของผู้อยู่อาศัยในอาคารมากขึ้น รวมถึงปลดล็อคความสามารถในการดึงประสิทธิภาพสูงสุดของอาคารออกมา เพื่อช่วยพัฒนากระบวนการคิดของสมองและยกระดับสุขภาพให้ดียิ่งขึ้น”

รายงานฉบับเต็มในชื่อ “The Impact of Working in a Green Certified Building on Cognitive Function and Health” จะเผยแพร่ทางwww.CHGEHarvard.org/COGfxStudy และ www.theCOGfxStudy.com นอกจากนั้นยังสามารถติดตามความเคลื่อนไหวบนทวิตเตอร์ได้ที่แฮชแท็ก#TheCOGfxStudy

ทั้งนี้ United Technologies (NYSE: UTX) และบริษัทในเครืออย่าง UTC Climate, Controls & Security เป็นผู้สนับสนุนหลักในการวิจัยครั้งนี้

เกี่ยวกับ UTC Climate, Controls & Security

UTC Climate Controls & Security เป็นผู้นำด้านระบบทำความร้อน ระบบระบายอากาศ ระบบปรับอากาศ และระบบแช่เย็น รวมถึงระบบควบคุมและระบบอัตโนมัติภายในอาคาร ตลอดจนระบบแจ้งเตือนไฟไหม้และรักษาความปลอดภัย อันจะนำไปสู่อาคารที่ชาญฉลาด ปลอดภัย ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น UTC Climate, Controls & Security เป็นบริษัทในเครือ United Technologies Corp. ซึ่งเป็นผู้นำระดับโลกในอุตสาหกรรมระบบอากาศยานและอาคาร สามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางทวิตเตอร์ @UTC_CCS และเฟซบุ๊ก UTC Climate, Controls & Security

เกี่ยวกับ United Technologies

United Technologies Corp. ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองฟาร์มิงตัน รัฐคอนเนคทิคัต เป็นผู้นำเสนอบริการและระบบเทคโนโลยีขั้นสูงให้แก่อุตสาหกรรมอาคารและอากาศยานทั่วโลก การผสานความหลงใหลในวิทยาศาสตร์เข้ากับวิศวกรรมศาสตร์ที่แม่นยำ ส่งผลให้บริษัทสามารถสร้างสรรค์โซลูชั่นอัจฉริยะที่มีความยั่งยืนเพื่อตอบสนองความต้องการของทั่วโลก รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ UTC และโครงการเพื่อความยั่งยืนต่างๆ ได้ที่ www.utc.com หรือติดตามความเคลื่อนไหวได้ทางทวิตเตอร์  @UTC และ @JohnMandyck

ติดต่อ:

Ashley Barrie 
โทร. 860-416-3657 
อีเมล: Ashley.Barrie@utc.com

 

พบคำตอบ เหตุใดแอป QuickOption จึงสามารถครองใจเทรดเดอร์ทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดับลิน–6 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ล่าสุด QuickOption ไปเข้าตาดาวดังแห่งโลกโซเชียลมีเดียอีกรายแล้ว

หลังจากได้เข้ายึดครองอุตสาหกรรมการเงินอย่างรวดเร็ว แอปพลิเคชั่น QuickOption ก็ยังคงความแรงอย่างไม่หยุดยั้ง โดยสามารถดึงดูดความสนใจจากทั่วโลกมากขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากผู้ใช้ต่างได้รับทราบถึงศักยภาพอันน่าทึ่งของแอปนี้ ด้วยอินเทอร์เฟซใช้งานง่ายที่พร้อมให้บริการเทรดเดอร์ที่ต้องการท่องโลกแห่งไบนารี่ ออปชั่น

Why QuickOption is Taking Over the Trading Industry. (PRNewsFoto/QuickOption)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20161005/415360)

QuickOption Logo / QuickOption (PRNewsFoto/QuickOption)

QuickOption (PRNewsFoto/QuickOption)

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160719/390943LOGO)

ทีมงานของ QuickOption รับฟังเสียงเรียกร้องจากผู้ใช้และตอบสนองความต้องการเหล่านั้น โดยก่อนหน้านี้ ผู้ใช้ได้ขอให้มีกราฟเทคนิคต่างๆ ซึ่งทีมงานก็จัดให้ตามคำขอ และล่าสุด ยังมีผู้โชคดีที่มีโอกาสได้ทดลองใช้เวอร์ชั่นเบต้าสำหรับระบบปฏิบัติการ iOS ซึ่งทำให้สามารถดูกราฟแท่งเทียนและตัวชี้วัดทางเทคนิคอื่นๆ ได้ แอปพลิเคชั่นสำหรับระบบ iOS จะพร้อมเปิดให้บริการแก่ผู้ใช้ทั่วไปภายภายในเดือนต.ค. หลังจากนั้นจะมีการเปิดตัวเวอร์ชั่น Android ตามมา

แอปพลิเคชั่นบนมือถือนี้เปิดให้ดาวน์โหลดฟรี เพื่ออำนวยความสะดวกในการเทรดทุกที่ ทุกเวลา! ด้วยการย่อโลกแห่งโอกาสในการลงทุนมาอยู่ในมือของผู้ใช้ จึงไม่แปลกใจที่แอปนี้ได้สร้างความประทับใจให้กับคนดังแห่งโซเชียลมีเดียเพิ่มอีกราย

ทั้งนี้ การซื้อขายไบนารี่ ออปชั่น มีความเสี่ยงสูงและอาจทำให้สูญเงินลงทุนทั้งหมด ผลการดำเนินงานในอดีตมิใช่ตัวชี้วัดที่เชื่อถือได้สำหรับผลการดำเนินงานในอนาคต

ที่มา: QuickOption

เปิดตัวแคมเปญออนไลน์ MEET IN THE VILLAGE #Best Company outing ever

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เปิดตัวแคมเปญออนไลน์  

MEET  IN THE VILLAGE  #Best Company outing ever

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (ทีเส็บ )  ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  จัดแคมเปญออนไลน์เพื่อประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้กลุ่มบริษัทและองค์กรต่างๆ จัดกิจกรรมCompany outing และ CSR trip  ในพื้นที่ชุมชน  ภายใต้ชื่อแคมเปญ  MEET  IN THE VILLAGE  # Best Company outing ever    เพื่อสร้างรายได้ให้แก่เศรษฐกิจในชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืนตามยุทธศาสตร์สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานรากของรัฐบาล

 นางสริตา จินตกานนท์  ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ทีเส็บ กล่าวว่า  แคมเปญการแข่งขัน  โปรโมทชุมชน  MEET  IN THE VILLAGE  นี้   ได้รับเกียรติจาก 10  ผู้บริหาร จากหน่วยงานต่างๆ  มารับหน้าที่เป็น CEO  Village Ambassador  ประจำชุมชน  โดยจะ tack team  กับทีมนักศึกษาจากสถาบันต่างๆ   เพื่อช่วยกันโปรโมทชุมชน    โดยมีทั้งหมด 10 ทีม ดังต่อไปนี้

V1   ทีมชุมชนกู่กาสิงห์ จ.ร้อยเอ็ด   โดยมี ดร. ยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  เป็น  CEO Village Ambassador  ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม

Vทีมชุมชนบ้านถ้ำเสือโฮมสเตย์ จ.เพชรบุรี  โดยมี   ดร.นพรัตน์ เมธาวีกุลชัย ผู้อำนวยการ สำนักงาน  ส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)  เป็น CEO Village Ambassador ร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Vทีมชุมชนบ้านไร่กองขิง จ.เชียงใหม่ โดยมี   คุณธรรศพลฐ์ แบเลเว็ลด์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินไทยแอร์เอเชีย เป็น CEO Village Ambassador  ร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

V-4  ทีมชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ จ.สมุทรสงคราม โดยมี   ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เป็น CEO Village Ambassador    ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม

V5 ทีมชุมชนเมืองเก่า จ.สุโขทัย โดยมี   คุณพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ CEO สายการบิน Bangkok Airways  เป็น CEO Village Ambassador  ร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Vทีมชุมชนพระบาทห้วยต้ม จ.ลำพูน โดยมี  ดร.วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยเป็น CEO Village Ambassador  ร่วมกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

Vทีมชุมชนวิสาหกิจราไวย์ จ.ภูเก็ต โดยมี   คุณอภิรมย์ สุขประเสริฐ รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร  เป็น CEO Village Ambassador ร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีปทุม

Vทีมชุมชนบ้านโคกโก่ง จ.กาฬสินธุ์ โดยมี   คุณศักดิ์ชัย ภัทรปรีชากุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ซี.ซี. แมนเนจเม้นท์ แอนด์ ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด  เป็น CEO Village Ambassador  ร่วมกับมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

Vทีมชุมชนลีเล็ด จ.สุราษฎร์ธานี  โดยมี  คุณนวมินทร์ ประสพเนตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท โมโน บรอดคาซท์ จำกัดเป็น CEO Village Ambassador ร่วมกับมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

V10 ทีมชุมชนบ้านดงเย็น จ.สุพรรณบุรี โดยมี   พลเอก วุฒินันท์  ลีลายุทธ  ประธานที่ปรึกษาโครงการ Village To The World  เป็น CEO Village Ambassador ร่วมกับมหาวิทยาลัยรังสิต

พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ   กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  ในฐานะ CEO Village Ambassador  ของชุมชนเมืองเก่า สุโขทัย  กล่าวว่า การพาพนักงานไป Outing ในที่แปลกๆ ใหม่ๆ จะช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจใหม่ๆ ให้พนักงานมากขึ้น   โดยเฉพาะถ้า Corporate  เลือกไปในชุมชนท้องถิ่น ที่มีเอกลักษณ์ มีเรื่องราวที่โดดเด่น เช่นที่ชุมชนเมืองเก่า สุโขทัย  ที่นี่มีกิจกรรมวัฒนธรรมที่เป็น Signature ของสุโขทัยให้แข่งประลองฝีมือ   มี Photo scenery สวยมากๆ ให้ถ่ายรูป  อาหารท้องถิ่นสุโขทัยก็อร่อยมาก ๆ  ตอนนี้ ก็ใกล้จะสิ้นปีแล้ว ถ้า Corporate ไหน กำลังวางแผนพาพนักงานไป Outing   ผมขอเรียนเชิญที่ ชุมชนเมืองเก่า สุโขทัย  นะครับ     

ดร.วีรพงศ์ ไชยเพิ่ม  ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  ในฐานะ CEO Village Ambassador  ของชุมชนพระบาทห้วยต้ม ลำพูน กล่าวว่า    ลำพูน” แม้จะเป็นจังหวัดเล็กๆ แต่ก็เป็นแผ่นดินประวัติศาสตร์ล้านนามาอย่างยาวนาน ในฐานะดินแดนแห่งพระพุทธศาสนาที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากว่า 600 ปี  ทำให้ลำพูน มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะที่ชุมชนพระบาทห้วยต้ม เป็นชุมชนชาวปปากะญอที่มีศรัทธาในพุทธศาสนาอย่างมาก ผู้คนในชุมชนถือศีลห้า และกินมังสวิรัติ   ผมคิดว่า บริษัท ที่มีผู้บริหารและพนักงาน ชอบเข้าวัด ทำบุญ เสริมมงคลชีวิต  เรียกได้ว่า เป็นแนวสายบุญ  จะต้องชอบที่นี่ แน่นอน   

ดร.สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน)  ในฐานะ ฐานะ CEO Village Ambassador  ของชุมชน บ้านริมคลองโฮมสเตย์ สมุทรสงคราม  กล่าวว่า  ที่บ้านริมคลองโฮมสเตย์ ท่านจะได้สัมผัสกับวิถีชุมชนที่แสนจะเรียบง่ายแต่อบอวลไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งความสุขทางใจ ได้หยุดเวลาและใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ที่สัมผัสได้ยากจากชีวิตสังคมเมืองในปัจจุบัน  ผมขอเชิญชวนบริษัทต่างๆ ที่กำลังจะจัดจัดกิจกรรม Company outing หรือ กิจกรรม CSR trip   ขอแนะนำ ชุมชนบ้านริมคลองโฮมสเตย์ สมุทรสงคราม  นะครับ   ทางชุมชน ต้องการ  แนวคิดดีๆ  มุมมองที่แตกต่างช่วยเหลือชุมชน ให้เกิดความยั่งยืนมากขึ้น  

คุณอภิรมย์ สุขประเสริฐ   รองผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร   ในฐานะ CEO Village Ambassador  ของชุมชนเกาะโหลน  กล่าวว่า  บริษัทที่ชอบลุยๆ  ออกแนว Adventure หน่อยๆ สมบุกสมบัน และชอบทำกิจกรรมอาสา CSR จะต้องชอบ โปรแกรม Outing ที่เกาะโหลน ได้มาลองใช้ชีวิตแบบชาวประมง กินซีฟู้ดสดๆ ที่หากันมาเอง แล้วไปช่วยชุมชนสร้างฝายชะลอน้ำซึ่งในชุมชนยังต้องการอีกมาก  ได้เที่ยวสนุกและได้ออกแรงทำประโยชน์ด้วย รับรองว่าทุกคนจะอยากเป็นชาวเกาะโหลน ไม่อยากกลับกรุงเทพแน่นอนครับ  

พลเอก วุฒินันท์  ลีลายุทธ  ในฐานะ CEO Village Ambassador   ของชุมชนดงเย็น กล่าวว่า   การส่งเสริมให้บริษัทต่างๆ มาจัด Outing  และ  CSR   ในชุมชน เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากของการพัฒนาชุมชน  เพราะไม่ใช่แค่การทำให้ชุมชนมีรายได้เพียงอย่างเดียว    แต่สิ่งที่จะเป็นประโยชน์อย่างมากในระยะยาวกับชุมชน  คือ การที่ผู้บริหารแต่ละองค์กรได้ไปเห็นพื้นที่แล้วเกิดแนวคิดที่จะพัฒนา ต่อยอด ช่วยเหลือชุมชนในด้านต่างๆ   ยิ่งถ้าชุมชนมีความตั้งใจดี มีความเข้มแข็ง  หัวไว ใจกล้า  เปิดใจรับมุมมองใหม่ๆ   ชุมชนก็จะสามารถพัฒนาตัวเองและยืนได้อย่างมั่นคง ครับ     

หน่วยงานใดที่สนใจจัดกิจกรรม Company outing และ CSR trip  ในพื้นที่ชุมชน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ E-Mail   meetinthevillage@gmail.com   ,www.meetinthevillage.com

เมอร์ค เปิดตัวศูนย์ความร่วมมือลูกค้า “M Lab(TM) Collaboration Center” ในเกาหลีใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

อินชอน, เกาหลีใต้–6 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

ให้การสนับสนุนและทำงานร่วมกับลูค้า ตั้งแต่ขั้นตอนพรีคลินิกไปจนถึงการผลิตเต็มรูปแบบ ในสภาพแวดล้อมแบบ non-GMP 

เปิดโอกาสให้ลูกค้าเข้าถึงผลิตภัณฑ์และความเชี่ยวชาญทางเทคนิคของเมอร์ค 

นำเสนอสภาพแวดล้อมการผลิตแบบจำลอง พร้อมการสนับสนุนด้านการผลิตแบบครบวงจร 

เมอร์ค (Merck) ผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประกาศเปิดศูนย์ความร่วมมือลูกค้า M Lab(TM) Collaboration Center ในเขตซงโด เมืองอินชอน ประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านเทคโนโลยีชีวภาพที่เติบโตรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย ศูนย์ดังกล่าวจะมอบสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้แก่บรรดาผู้ผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ ซึ่งสามารถทำงานร่วมกับนักวิทยาศาสตร์และวิศวกรของเมอร์คอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันแก้ปัญหาที่ยากที่สุดของผู้ผลิต รวมทั้งเร่งให้เกิดการพัฒนาและผลิตยารักษาโรคใหม่ๆ 

วิดีโอ – http://origin-qps.onstreammedia.com/origin/multivu_archive/PRNA/ENR/Merck-Oct5.mp4

รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20161005/415619

รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20161005/415620 

อูดิท บาทรา สมาชิกคณะกรรมการบริหารของเมอร์คและซีอีโอของธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ กล่าวว่า การเติบโตอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ในเกาหลีใต้ ประกอบกับความต้องการยารักษาโรคใหม่ๆในราคาเอื้อมถึงของทั่วโลก คือต้นกำเนิดของศูนย์ความร่วมมือลูกค้า M Lab(TM) Collaboration Center และสำหรับศูนย์แห่งใหม่ในอินชอนนั้น ลูกค้าของเราจะได้รับประโยชน์จากความเชี่ยวชาญทางเทคนิคในเชิงลึกของเรา ในการพัฒนากระบวนการเพื่อให้สามารถผลิตยาได้เร็วขึ้น มีความปลอดภัยมากขึ้น และมีประสิทธิภาพมากกว่าในอดีต” 

ศูนย์แห่งใหม่นี้จะเข้ามาแทนที่ศูนย์เดิมที่มีขนาดเล็กกว่าในกรุงโซล และจะตอบสนองความต้องการของตลาดชีวเภสัชภัณฑ์ที่กำลังเติบโตได้ดียิ่งขึ้น ศูนย์ล้ำยุคแห่งนี้จะมีสภาพแวดล้อมการผลิตแบบจำลอง และมีการสนับสนุนด้านการผลิตแบบครบวงจร นอกจากนั้นยังมีการแนะแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุด ตลอดจนแนะนำวิธีใหม่ๆในการพัฒนาและยกระดับกระบวนการผลิต รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีไปทั่วโลก 

ศูนย์แห่งนี้มีพื้นที่ใช้สอยกว่า 1,865 ตารางเมตร อีกทั้งยังมีนักวิทยาสตร์และวิศวกรที่ได้รับการฝึกอบรมมาเป็นอย่างดีมากกว่า 10 คน จึงพร้อมให้บริการแก่ผู้ผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ในเกาหลีใต้ ตั้งแต่บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่อย่าง Samsung Biologics ไปจนถึงบริษัทเกิดใหม่ที่มุ่งพัฒนายารักษาโรคที่พบได้ยากหรือโรคมะเร็งต่างๆ 

ทีเอช คิม ซีอีโอของ Samsung Biologics กล่าวว่า “M Lab(TM) Collaboration Center แห่งใหม่จะมีบทบาทสำคัญในการให้การสนับสนุนทางเทคนิคและให้การฝึกอบรมแก่พนักงานของบริษัทชีวเภสัชภัณฑ์ในเกาหลีใต้ การที่เมอร์คตัดสินใจลงทุนในเขตซงโด ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยกำลังการผลิตของโรงงาน 520 KL ภายในปี 2561 ถือเป็นความสำเร็จก้าวสำคัญในการพัฒนา Songdo Bio Cluster ซึ่งจะช่วยเร่งให้เมืองอินชอนและอุตสาหกรรมชีวเภสัชภัณฑ์ของเกาหลีใต้เติบโตต่อไปในอนาคต” 

M Lab(TM) Collaboration Center ในเมืองอินชอน เป็นหนึ่งในศูนย์ความร่วมมือลูกค้าที่มีอยู่ทั้งหมด 9 แห่งทั่วโลก โดยศูนย์แต่ละแห่งได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ผลิตเภสัชภัณฑ์ในการแสวงหาวิธีใหม่ๆ เพื่อเพิ่มผลิตภาพ ปรับปรุงกระบวนการผลิต และลดความเสี่ยง ด้วยการเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตเข้าถึงทีมผู้เชี่ยวชาญระดับโลก นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถเข้าถึงเครื่องมือจำลอง วิธีการต่างๆ การวิเคราะห์ และการสร้างโมเดล ขณะเดียวกันยังมีหลักสูตรการเรียนการสอนเกี่ยวกับกระบวนการทางชีวภาพ ซึ่งครอบคลุมการฝึกอบรมแบบชั้นเรียนปกติ รวมถึงการฝึกอบรมเชิงโต้ตอบและลงมือปฏิบัติ 

สำหรับบุคคลผู้ทรงเกียรติซึ่งเข้าร่วมพิธีเปิดศูนย์แห่งใหม่ประกอบด้วย สเตฟาน เอาเออร์ (เอกอัครราชทูตเยอรมนี) ศจ.ดร.เกอร์ฮาร์ด ซาบาธิล(เอกอัครราชทูตและหัวหน้าคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำเกาหลีใต้) พัค ซึง แทค (ผู้อำนวยการทั่วไปของสำนักงานนโยบายการลงทุน สังกัดกระทรวงการค้า อุตสาหกรรม และพลังงานเกาหลีใต้) ดร.ยู จอง บค (นายกเทศมนตรีเมืองอินชอน) อี ยอง กึน (ผู้ตรวจการรัฐบาลของเมืองอินชอน) ดร.แฟรงค์ สแตนเกนเบิร์ก-ฮาเวอร์แคมป์ (ประธานคณะกรรมการบริหารและสมาชิกคณะกรรมการครอบครัวของ E. Merck KG) และดร.อูดิท บาทรา (สมาชิกคณะกรรมการบริหารของเมอร์คและซีอีโอของธุรกิจชีววิทยาศาสตร์)

ข่าวประชาสัมพันธ์ของเมอร์คทั้งหมดได้รับการเผยแพร่ผ่านทางอีเมลในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของเมอร์ค กรุณาคลิกที่www.merckgroup.com/subscribe เพื่อลงทะเบียนออนไลน์ เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกบริการนี้ 

เกี่ยวกับเมอร์ค 

เมอร์ค คือบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำในด้านการดูแลสุขภาพ ชีววิทยาศาสตร์ และเพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล พนักงานราว 50,000 คนของบริษัทได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆที่ช่วยปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ยาชีวภาพเพื่อรักษาโรคมะเร็งหรือโรคปลอกประสาทอักเสบ ระบบที่ทันสมัยสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการผลิต ไปจนถึง liquid crystal ที่ใช้กับสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ LCD ทั้งนี้ ในปี 2558 เมอร์คสามารถทำยอดขายได้ 1.285 หมื่นล้านยูโร ใน 66 ประเทศ 

เมอร์คก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2211 จึงเป็นบริษัทเภสัชภัณฑ์และเคมีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ครอบครัวผู้ก่อตั้งบริษัทยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทเมอร์คในดาร์มสตัดท์ ประเทศเยอรมนี ครอบครองสิทธิ์ในชื่อและแบรนด์เมอร์คทั่วโลก ยกเว้นในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจในชื่อ อีเอ็มดี โซโรโน่, มิลลิพอร์ซิกม่า และอีเอ็มดี เพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล

“Calypso” คว้าตำแหน่งผู้ให้บริการเทคโนโลยีแห่งปีจากนิตยสาร AsiaRisk

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซานฟรานซิสโก–6 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

บริษัทเทคโนโลยีทางการเงินแห่งนี้ยังคว้ารางวัลระดับเอเชียอีกหลายรายการ

Calypso Technology Inc. ผู้นำด้านซอฟต์แวร์ตลาดทุน คว้ารางวัล “ผู้ให้บริการเทคโนโลยีแห่งปีประจำปี 2559 จากนิตยสาร AsiaRisk

ปาสคาล ซาทาร์ท ซีอีโอของ Calypso กล่าวว่า เรารู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้รับรางวัลนี้ ทั้งยังรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจากนิตยสารชื่อดัง ได้เลือกให้เราเป็นผู้ให้บริการเทคโนโลยีอันดับหนึ่งของภูมิภาค รางวัลนี้สะท้อนถึงจุดเด่นที่สุดของ Calypso นั่นคือ ความมุ่งมั่นที่จะตอบสนองความต้องการอันเฉพาะเจาะจงของลูกค้า และความสามารถในการส่งมอบโซลูชั่นอันแข็งแกร่งเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว

ในการตัดสินรางวัลผู้ให้บริการเทคโนโลยีแห่งปี ทางคณะกรรมการได้เริ่มจากการประเมินใบสมัคร ต่อด้วยการสัมภาษณ์ผู้เข้ารอบสุดท้าย และทำการติดต่อลูกค้าของแต่ละบริษัทเพื่อฟังเสียงตอบรับจากลูกค้า ซึ่งการแข่งขันในปีนี้ก็เป็นไปอย่างดุเดือด เพราะมีผู้ส่งใบสมัครเข้ามามากกว่า 30 ราย

สิ่งที่ผลักดันให้ Calypso มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่งรายอื่นๆ ก็คือ การปรับเปลี่ยนโซลูชั่นให้เข้ากับลูกค้าในภูมิภาคเอเชีย ผสานกับความสำเร็จเชิงพาณิชย์ในภูมิภาคนี้

แอรอน วูลเนอร์ บรรณาธิการของ AsiaRisk กล่าวว่า ในปีนี้ Calypso มีความโดดเด่นเหนือคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัดในเรื่องของการปรับโซลูชั่นให้เข้ากับธุรกิจในเอเชียแปซิฟิก ไม่ใช่แค่นำโซลูชั่นที่ใช้ในยุโรปและสหรัฐมาให้บริการ แต่ตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนให้เข้ากับตลาดเอเชียจริงๆ ซึ่งการสร้างสรรค์ระบบที่ปรับให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าและระเบียบข้อบังคับในเอเชีย ได้สร้างมูลค่าเพิ่มที่แท้จริงให้แก่ลูกค้าในภูมิภาคนี้ ด้วยเหตุนี้ Calypso จะเป็นผู้เข้าชิงที่แข็งแกร่งต่อไปในอีกหลายปีข้างหน้า”

นอกจากรางวัลอันทรงเกียรตินี้แล้ว Calypso ก็เพิ่งครองอันดับ 1 ด้านโซลูชั่นการหักบัญชีและหลักทรัพย์ประกัน จากการจัดอันดับ AsiaRisk Technology Rankings ประจำปี 2559 ซึ่งเปิดเผยไปเมื่อช่วงต้นเดือน โดยนับเป็นปีที่ 5 ติดต่อกันที่ Calypso คว้าอันดับ 1 ด้านโซลูชั่นการหักบัญชี และเป็นปีที่ 2 ติดต่อกันที่คว้าอันดับ 1 ด้านโซลูชั่นหลักทรัพย์ประกัน ซึ่งมาจากคะแนนโหวตของผู้อ่านนิตยสารล้วนๆ

นอกจากนี้ Calypso ยังได้รับรางวัล “Best New Technology Product: Risk” ในการประกาศรางวัล Futures and Options World (FOW) Asia Awards ประจำปี 2559 จากนวัตกรรม SA-CCR บนคลาวด์ โดยเมื่อปีที่แล้ว Calypso ก็ได้รับรางวัลนี้จากโซลูชั่นการหักบัญชี

เกี่ยวกับ Calypso Technology, Inc.

Calypso Technology, Inc. เป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีแบบฟรอนท์-ทู-แบ็ค ครอบคลุมสินทรัพย์ประเภทต่างๆในตลาดการเงิน ช่วยให้ลูกค้าสามารถรวบรวมบริการ สร้างสรรค์นวัตกรรม และเติบโตได้ในแพลตฟอร์มเดียว Calypso มีประสบการณ์ 19 ปีในการส่งมอบซอฟต์แวร์และบริการด้านการซื้อขาย การจัดการความเสี่ยง การประมวลผล และการทำบัญชี โซลูชั่นของบริษัทจึงช่วยให้ความท้าทายทางเทคโนโลยีและธุรกิจอันซับซ้อนกลายเป็นเรื่องง่าย อีกทั้งยังสามารถตอบสนองความต้องการของตลาดทุนได้อย่างครอบคลุม ทั้งในด้านการจัดการการลงทุน การหักบัญชี หลักทรัพย์ประกัน เงินทุน และสภาพคล่อง โดยลูกค้าจะได้รับประโยชน์จากประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น การบริหารความเสี่ยงที่น่าเชื่อถือมากขึ้น การจัดสรรเงินทุนที่ดีขึ้น การปฏิบัติตามกฎระเบียบได้เร็วกว่าเดิม การเข้าสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว และต้นทุนในการเป็นเจ้าของที่ลดลง นับว่า Calypso Technology เป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ความยืดหยุ่น และขีดความสามารถอย่างแท้จริง

“Calypso” ถูกใช้งานโดยผู้เชี่ยวชาญในตลาดมากกว่า 34,000 คน จากสถาบันการเงินกว่า 200 แห่ง ใน 60 ประเทศทั่วภูมิภาคเอเชีย อเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา Calypso Technology มีพนักงานกว่า 700 คน ในสำนักงาน 21 แห่งทั่วโลก โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ทั้งนี้ “Calypso” เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Calypso Technology Inc. ในสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป และเขตปกครองอื่นๆ ส่วนเครื่องหมายการค้าหรือเครื่องหมายบริการอื่นๆ เป็นทรัพย์สินของเจ้าของเครื่องหมายนั้นๆ สามารถรับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.calypso.com

สื่อมวลชนกรุณาติดต่อ

Calypso Technology

คริส เชย์น

อีเมล: chris_shayne@calypso.com

โทร. +1-415-530-4147

The Consumer Goods Forum ตั้งปณิธานใหม่ มุ่งสู่การเลิกใช้สารทำความเย็นทำลายโอโซน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ปารีส และ นิวยอร์ก–6 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

– ผู้ค้าปลีกและผู้ผลิตเน้นย้ำความมุ่งมั่นในการเลิกใช้สารทำความเย็น HFC พร้อมสานต่อความสำเร็จตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา

คณะกรรมการบริหารของ The Consumer Goods Forum (CGF) ได้ประกาศปณิธานใหม่ว่าด้วยการใช้สารทำความเย็น (Refrigeration Resolution) โดยเรียกร้องให้บริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคทุกรายเลิกใช้สารไฮโดรฟลูออโรคาร์บอน (HFC) ที่เป็นอันตราย ความมุ่งมั่นครั้งใหม่นี้ถือเป็นก้าวสำคัญก้าวต่อไปในการบรรลุเป้าหมายการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกให้ต่ำกว่า 2 องศาเซลเซียส ทั้งนี้ ปัจจุบัน สาร HFC คิดเป็น 1.5% ของสาเหตุทั้งหมดที่ทำให้โลกร้อน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6-9% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจก (GHG) ทั้งหมดภายในปี 2050 หากไม่มีการดำเนินการใดๆ

The Consumer Goods Forum (PRNewsFoto/The Consumer Goods Forum)

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20151201/292056LOGO )

ปณิธานใหม่นี้มุ่งเน้นใน 4 เรื่องด้วยกัน ได้แก่ การติดตั้งอุปกรณ์การทำความเย็นใหม่ในตลาดที่สามารถดำเนินการได้ การมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรายสำคัญเพื่อเอาชนะอุปสรรคในตลาดที่ยังไม่สามารถติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวได้ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากระบบทำความเย็นที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน และการพัฒนาเป้าหมายเป็นรายๆไป พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติเพื่อวัดผลการดำเนินงานใน 3 ข้อแรก

คณะกรรมการฯ ยังได้ตระหนักถึงความสำคัญในการออกกฎเพื่อการเลิกใช้สาร HFC ทั่วโลกอย่างเท่าเทียมยุติธรรม และจึงได้เรียกร้องให้มีการเพิ่มรายชื่อสาร HFCลงในพิธีสารมอนทรีออล (Montreal Protocol) ว่าด้วยสารทำลายชั้นบรรยากาศโอโซน

ไมค์ คูป ซีอีโอของ Sainsbury กล่าวว่า “นี่เป็นอีกครั้งที่สมาชิกของ CGF แสดงความเป็นผู้นำระดับโลกด้านสิงแวดล้อม ความเคลื่อนไหวล่าสุดนี้จะมีบทบาทสำคัญต่อการปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนของอุตสาหกรรมได้ในวงกว้างมากขึ้น โดยในขณะที่เรากำลังถอยห่างออกจากการใช้สาร HFC และมุ่งสู่แนวปฏิบัติทางธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้นนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่อุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคจะต้องเป็นผู้นำทางและก้าวนำมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง”

อลัน คลาร์ก ซีอีโอของ SABMiller กล่าวว่า “การดำเนินการที่ได้ผลดีของบรรดาบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำทั่วโลกในช่วง 6 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นถึงศักยภาพของระบบทำความเย็นคาร์บอนต่ำในหลายพื้นที่ทั่วโลก ทั้งในเชิงพาณิชย์และในแง่ของการดำเนินงาน สำหรับ SABMiller เองนั้น เราตั้งเป้าที่จะซื้อตู้เย็นใหม่ที่ปราศจากสาร HFC ภายในปี 2020 โดยเป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ Prosper เพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของเรา โดยปณิธาณ Refrigeration Resolution ครั้งใหม่นี้จะช่วยให้ทั้งอุตสาหกรรมสามารถเดินหน้ากำจัดสารทำความเย็นซึ่งมีผลต่อภาวะโลกร้อนได้ตามข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Paris Climate Agreement)

อ่านปณิธานทั้งหมดได้ที่เว็บไซต์ของ CGF

การสานต่อผลสำเร็จจากการปฏิบัติตาม Refrigeration Resolution ปี 2010 ของ CGF

 

ย้อนกลับไปในปี 2010 เมื่อ CGF ประกาศปณิธาน Refrigeration Resolution เป็นครั้งแรกนั้น ระบบทำความเย็นได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมสินค้าอุปโภคบริโภคแล้ว ทว่าเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำแบบต่างๆ ซึ่งจะเข้ามาแทนที่การใช้สารทำความเย็นนั้นยังไม่ผ่านการรับรอง CGF จึงตัดสินใจแสดงความเป็นผู้นำด้วยการประกาศความมุ่งมั่นที่จะปฏิตามแนวทางใหม่ๆ ในการทำความเย็น ภายในปี 2015

จากความเคลื่อนไหวดังกล่าว สมาชิกของ CGF จึงได้ติดตั้งระบบทำความเย็นคาร์บอนต่ำในซูเปอร์มาร์เก็ตกว่า 4,000 แห่ง ตู้แช่ไอศครีมและเครื่องดื่มกว่า 4 ล้านตู้ทั่วโลก รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้สารทำความเย็นจากธรรมชาติเป็นหลักด้วย โดยจุลสาร Refrigeration Booklet ที่มีการตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ได้กล่าวถึงความสำเร็จดังกล่าวเช่นกัน ทั้งนี้ 2010 Refrigeration Resolution ได้สิ้นสุดลงเมื่อเดือนมกราคม 2016 ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม CGF ยอมรับว่าแม้การทดสอบและนำร่องการใช้สารทำความเย็นธรรมชาตินั้นเป็นไปในทางบวก แต่ปณิธานใหม่ที่มีการประกาศในวันนี้มีความจำเป็นในการช่วยผลักดันความเข้าใจในวงกว้าง อีกทั้งรับประกันว่าสาร HFC จะถูกกำจัดออกจากระบบการดำเนินงานทั่วโลกอย่างถาวร

สำหรับ Refrigeration Resolution ฉบับที่ 2 นี้ นับเป็นปณิธานด้านสิ่งแวดล้อมลำดับที่ 4 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเสาหลักแห่งความยั่งยืนของ CGF นอกเหนือจากปณิธานเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่าและอาหารเหลือทิ้งที่สมาชิกปฏิบัติตามอยู่ในปัจจุบัน 

เกี่ยวกับ The Consumer Goods Forum

 

The Consumer Goods Forum (“CGF”) คือเครือข่ายอุตสาหกรรมระดับโลกที่ยึดหลักความเสมอภาค บรรดาสมาชิกของเครือข่ายได้ร่วมกันผลักดันให้ทั่วโลกใช้หลักปฏิบัติและมาตรฐานที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมสินค้าผู้บริโภคทั่วโลก สมาชิกเหล่านี้ประกอบด้วยซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทค้าปลีก ผู้ผลิต ผู้ให้บริการ และอื่นๆ กว่า 400 แห่งจาก 70 ประเทศ ซึ่งสะท้อนถึงความหลากหลายของอุตสาหกรรมทั้งในด้านภูมิศาสตร์ ขนาด ประเภทสินค้า และรูปแบบธุรกิจ บริษัทสมาชิกมียอดขายรวมกัน 3.5 ล้านล้านยูโร มีการจ้างพนักงานโดยตรงรวมกันเกือบ 10 ล้านคน และมีลูกจ้างที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่มูลค่าอีก90 ล้านคน ทั้งนี้ CGF กำกับดูแลโดยคณะกรรมการบริหารที่ประกอบด้วยซีอีโอจากบริษัทผู้ผลิตและบริษัทค้าปลีก 50 ราย

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.theconsumergoodsforum.com

ที่มา: The Consumer Goods Forum

“เดอะ บอดี้ ช็อป” เปิดผลสำรวจพฤติกรรมการแกะของขวัญของคนทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอนดอน–7 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          ผลสำรวจนี้จะช่วยตอบคำถามคาใจที่ว่า เราควรแกะกล่องของขวัญทันทีหรือรอเปิดทีหลัง

          เวลาได้รับของขวัญ หลายคนอดใจไม่ไหวเปิดกล่องของขวัญทันทีตามเสียงเชียร์ของคนรอบข้าง แต่จากนี้ไปคนเหล่านี้อาจต้องไปฝึกความอดทนใหม่ เนื่องจากผลสำรวจเผยให้เห็นว่า คนทั่วโลก 67% มองว่าการเปิดกล่องของขวัญทีหลังถือเป็นมารยาทที่ควรทำ

Upon receiving a gift, many struggle to resist the urge to open it immediately. However, 67% of people think it is polite to wait before opening a gift. The survey also highlighted a decline in generosity over the course of a long term relationship.These were some of the many findings from The Body Shop Global Gifting survey, which studied gifting behaviours of 1,950 men and women across 10 countries from five continents. (PRNewsFoto/The Body Shop International)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20161004/414890-INFO )

The Body Shop Logo / The Body Shop Logo (PRNewsFoto/The Body Shop International)

The Body Shop Logo (PRNewsFoto/The Body Shop International)

          (โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20161004/415108LOGO )

          นี่คือหนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจจากการสำรวจ The Body Shop Global Gifting ซึ่งทำการศึกษาพฤติกรรมการแกะกล่องของขวัญของชายและหญิงกว่า 1,950คน จาก 10 ประเทศ ใน 5 ทวีปทั่วโลก ได้แก่ ออสเตรเลีย บราซิล แคนาดา ฮ่องกง ญี่ปุ่น ซาอุดิอาระเบีย เกาหลีใต้ สวีเดน สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร

          สำหรับในฮ่องกง ผู้คนมากถึง 87% เห็นว่าการไม่แกะกล่องของขวัญในทันทีเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ตามมาด้วยคนในญี่ปุ่นและซาอุดิอาระเบีย (72% เท่ากัน) ในทางตรงกันข้าม ชาวบราซิลเกือบครึ่งมีความสุขกับการแกะกล่องของขวัญทันที และมีชาวบราซิลเพียง 51% ที่เห็นว่าควรรอเปิดกล่องของขวัญทีหลัง

          Arnaud Jeanteur ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายแบรนด์ทั่วโลกของเดอะ บอดี้ ช็อป กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์ของเดอะ บอดี้ ช็อป มักถูกนำไปมอบเป็นของขวัญ เราจึงต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับการแกะกล่องของขวัญให้มากขึ้น ในยุคนี้ คนเรามักต้องการความพึงพอใจในทันที ผลสำรวจที่ออกมาจึงทำให้เราประหลาดใจมาก แต่ถ้าคุณได้รับของขวัญจากเดอะ บอดี้ ช็อป เราก็เข้าใจได้ถ้าคุณอยากแกะกล่องของขวัญทันที!”

          ของขวัญกับความเชื่ออาถรรพ์รัก 7 ปี

          ผลสำรวจยังเผยอีกด้วยว่า การให้ของขวัญระหว่างคู่รักที่คบกันมานานจะลดน้อยถอยลงเรื่อยๆ โดยจากการสำรวจในทุกประเทศ ทุกเพศ และทุกวัย ชี้ชัดว่ายิ่งคู่รักคบกันนานเท่าไรก็จะยิ่งให้ของขวัญกันน้อยลงเท่านั้น โดยเกือบ 75% ระบุว่ามอบของขวัญให้แก่คนรักน้อยลงกว่าแต่ก่อน

          รูปแบบการให้ของขวัญสำหรับคู่รักนั้น ในปีแรกและปีที่สองของการคบหากันจะหวานชื่นที่สุด โดยมูลค่าของของขวัญจะพุ่งสูงสุดก่อนครบปีที่สอง จากนั้นเมื่อหมด ช่วงโปรโมชั่นการให้ของขวัญก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ จนน้อยที่สุดในปีที่ 7 และนี่อาจเป็นเหตุผลที่ช่วยอธิบายเรื่องอาถรรพ์รัก 7 ปีได้

          สามารถอ่านข่าวฉบับเต็มและรายละเอียดของผลสำรวจได้ที่

          https://www.thebodyshop.com/global-gifting-press-release

          สำหรับบรรณาธิการ: 

          การสำรวจครั้งนี้จัดทำขึ้นผ่านทางออนไลน์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2559 โดย GFK โดยมีผู้ตอบแบบสอบถามเป็นชายและหญิงจำนวน 1,950 คน จาก 10 ประเทศทั่วโลก

          ที่มา: เดอะ บอดี้ ช็อป อินเตอร์เนชั่นแนล

GC Aesthetics จับมือศัลยแพทย์พลาสติกชื่อดัง เดินสายจัดการบรรยายทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดับลิน–5 ต.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

การบรรยายทางวิทยาศาสตร์ระดับเวิลด์คลาสสำหรับศัลยแพทย์ทั่วโลก

GC Aesthetics (http://www.gcaesthetics.com) ผู้ผลิตเต้านมเทียมชั้นนำระดับโลกที่ก้าวสู่การเป็นเบอร์หนึ่งด้านยอดขาย เตรียมเดินสายจัดการบรรยายทางวิทยาศาสตร์ให้แก่ศัลยแพทย์ทั่วโลกในหัวข้อ “Science for Excellence Educational Series” ด้วยความร่วมมือกับ Dr.Per Heden ศัลยแพทย์พลาสติกชื่อดังจากสตอกโฮล์ม โดยจะจัดการบรรยายครั้งแรกในเดือนหน้าที่ปูซานและกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

GC Aesthetics Logo (PRNewsFoto/GC Aesthetics)

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160711/388149LOGO )

Dr Per Heden, Akademikliniken (PRNewsFoto/GC Aesthetics)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160927/412549 )

GC Aesthetics ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงดับลิน เป็นบริษัทแม่ของ Nagor ผู้ผลิตเต้านมเทียมรายเดียวในสหราชอาณาจักร และ Eurosilicone แบรนด์เต้านมเทียมในฝรั่งเศส โดยในช่วงไม่กี่ปีมานี้ GC Aesthetics ได้กลายเป็นแบรนด์เต้านมเทียมยอดนิยมแบรนด์หนึ่งของโลก และครองอันดับหนึ่งด้านยอดขายในบราซิล เม็กซิโก และสเปน นอกจากนั้นยังตั้งเป้าขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในฝรั่งเศสภายในปีนี้ ในขณะที่ Dr.Heden ซึ่งมีชื่อเสียงจากการพัฒนาเทคนิคใหม่ๆ ในการประยุกต์ใช้เต้านมเทียมที่มีลักษณะคงตัว ได้ตัดสินใจทำงานร่วมกับ GC Aesthetics เพราะมีวิสัยทัศน์ร่วมกันในการยกระดับผลการผ่าตัดและความพึงพอใจของคนไข้ โดยการบรรยายจะเน้นย้ำในประเด็นดังกล่าว และจะมีการเพิ่มพูนทักษะด้านการเตรียมการล่วงหน้าและการผ่าตัดให้แก่ศัลยแพทย์ด้วย

Dr.Heden กล่าวว่า ผมมีความยินดีที่ได้ร่วมงานกับ GC Aesthetics เพราะเรามีเป้าหมายเดียวกันในการพัฒนากระบวนการเลือกเต้านมเทียม การกำหนดจุดก่อนการผ่าตัด ตลอดจนแนะนำเทคนิคการศัลยกรรมให้แก่ศัลยแพทย์ ผมเฝ้ารอที่จะจัดการบรรยายอย่างใจจดใจจ่อ ศัลยแพทย์ทุกคนจำเป็นต้องใฝ่หาความรู้ด้านเทคนิคใหม่ๆอยู่ตลอด และต้องพยายามหาทางยกระดับผลการผ่าตัดและความพึงพอใจของคนไข้อยู่เสมอ

Dr.Per Heden ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ Marko Godina จุลศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียง ได้กลายเป็นกำลังสำคัญในการวางรากฐานด้านจุลศัลยกรรมในสตอกโฮล์ม เขาเขียนเอกสารทางวิทยาศาสตร์มากกว่า 50 ฉบับ ทั้งยังได้รับเชิญไปบรรยายในการประชุมและงานต่างๆเกี่ยวกับศัลยกรรมพลาสติกทั้งในระดับชาติและนานาชาติอยู่เป็นประจำ นอกจากนั้นยังเป็นผู้ก่อตั้ง Akademikliniken โรงพยาบาลศัลยกรรมพลาสติกเอกชนแห่งใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวีย

Ayse Kocak ประธานบริหาร GC Aesthetics ซึ่งเป็นซีอีโอหญิงคนแรกในวงการนี้ กล่าวเสริมว่า เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ทำงานเคียงบ่าเคียงไหล่กับศัลยแพทยผู้มีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งใช้ผลิตภัณฑ์ของเราอยู่แล้ว และเรามีวิสัยทัศน์ร่วมกันในเรื่องความพึงพอใจของคนไข้ เรามั่นใจว่าจะสามารถถ่ายทอดทักษะใหม่ๆให้แก่ศัลยแพทย์ผ่านการเดินสายบรรยายในครั้งนี้

เกี่ยวกับ GC Aesthetics 

GC Aesthetics มุ่งมั่นสู่การเป็นแบรนด์และเพื่อนคู่คิดที่ได้รับความไว้วางใจจากเหล่าสุภาพสตรี ผู้ที่ต้องการให้ตนเองดูสวย สุขภาพดี อ่อนเยาว์ มีชีวิตชีวา และมีความมั่นใจในตัวเองตลอดไป บริษัทมุ่งเน้นในด้านการพัฒนา ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ศัลยกรรมที่ครอบคลุมที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งซิลิโคนเสริมหน้าอก

ที่มา: GC Aesthetics