“Midea” ปฏิวัติวงการเครื่องใช้ไฟฟ้า เปิดตัวเครื่องล้างจานรุ่นใหม่สุดล้ำที่งาน IFA 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เบอร์ลิน–9 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Midea ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านชั้นนำของโลก เปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวรุ่นใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมเทคโนโลยีสุดล้ำ สร้างความตื่นตะลึงในมหกรรม IFA 2016 ที่เปิดฉากขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน ณ ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ Messe Berlin

 

Midea’s highly energy-efficient dishwasher only takes 7.5L water per cycle with the AquaVaultTM smart water management system which customizes the water usage per requirement.

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnvar/20160908/0861609112

เครื่องล้างจานประหยัดพลังงานของ Midea ใช้น้ำเพียง 7.5 ลิตรต่อการล้างจานหนึ่งรอบ มาพร้อมระบบควบคุมน้ำอัจฉริยะ AquaVault(TM) ที่สามารถปรับปริมาณการใช้น้ำให้เหมาะสมกับการล้างจานแต่ละครั้ง

Midea กลับมาร่วมงาน IFA อย่างยิ่งใหญ่ในปีนี้ โดยมาพร้อมเทคโนโลยีอันล้ำสมัยที่มุ่งทำให้ชีวิตของทุกคนในครอบครัวง่ายขึ้น

ผลิตภัณฑ์ดาวเด่นของ Midea ในงาน IFA ครั้งนี้คือ เครื่องล้างจานแบบบิวท์อินรุ่น 7735L ที่ฉลาดและปลอดภัยยิ่งกว่าเดิม มาพร้อม 5 เทคโนโลยีใหม่ที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งานและการประหยัดพลังงาน

เครื่องล้างจานรุ่นนี้ใช้น้ำเพียง 7.5 ลิตร (2 แกลลอน) ต่อการล้างจานหนึ่งรอบ และมีระบบควบคุมน้ำอัจฉริยะ AquaVault(TM) ที่สามารถปรับปริมาณการใช้น้ำให้เหมาะสมกับการล้างจานแต่ละครั้ง เหนือชั้นกว่าเครื่องล้างจานทั่วไปที่ต้องใช้น้ำมากถึง 10 ลิตร นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยี HeartFLEX(TM) ที่สามารถเพิ่มอุณหภูมิของน้ำได้ตามต้องการ รวมถึงเทคโนโลยี Velox(TM) ที่สามารถทำให้จานแห้งได้ภายใน 15 นาที

พร้อมกันนั้นยังมี Flip2Launch(TM) แผงควบคุมแบบสัมผัสด้านหน้าเครื่องซึ่งปิดหน้าจอได้เอง ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นมาก รวมถึงนวัตกรรมTrueChildLock(TM) ป้องกันไม่ให้เด็กๆเปิดเครื่องเล่น

นอกจากนี้ Midea ยังได้พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆในสินค้าตัวอื่น เพื่อส่งเสริมไลฟ์สไตล์ที่ดีต่อสุขภาพและปราศจากความยุ่งยากวุ่นวาย โดยได้นำผลิตภัณฑ์เหล่านี้มาจัดแสดงในงาน IFA 2016 ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเตาอบไอน้ำประหยัดพลังงานที่เพิ่มระดับความร้อนได้ถึง 100 องศาเซลเซียส (212 องศาฟาเรนไฮต์) ภายใน 2นาที หรือไมโครเวฟอัจฉริยะที่สามารถปรับเวลาทำอาหารได้เองตามความชุ่ม ความชื้น หรือน้ำหนักของอาหาร

แดเนียล บอล์ยส์ ผู้อำนวยการแผนกการสร้างแบรนด์และการตลาด ฝ่ายขายและการตลาดต่างประเทศของ Midea Kitchen Appliance Division กล่าวว่าเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านและเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัว Midea มุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ และมุ่งแก้ปัญหาที่ผู้บริโภคต้องเผชิญอยู่ทุกวันในบ้านของตัวเอง”

เกี่ยวกับ Midea Kitchen Appliance Division

Midea Kitchen Appliance Division เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Midea Group หนึ่งในผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านรายใหญ่ที่สุดของจีน Midea ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1968 และเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยรายได้จากการขายทะลุ 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทั้งยังเป็นผู้ผลิตเตาไมโครเวฟอันดับ 1 ของโลก และผู้ผลิตเครื่องล้างจานอันดับ 3 ของโลก ปัจจุบัน Midea Kitchen Appliance Division มีฐานการผลิต 3 แห่ง รวมถึงศูนย์วิจัยและพัฒนา 2 แห่งในจีน นอกจากนั้นยังมีฐานการผลิตในประเทศเบลารุส รวมทั้งมีศูนย์วิจัยและพัฒนาในเมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลีด้วย

Fragrance Du Bois เตรียมเปิด 7 สาขาใหม่ในเดือนนี้ หลังน้ำหอมและน้ำมันกฤษณาของแบรนด์ได้รับความสนใจท่วมท้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เจนีวา–9 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          ข่าวดีสำหรับผู้ที่หลงใหลในน้ำมันกฤษณาและผู้ที่ชื่นชอบน้ำหอมทั่วโลก เมื่อแบรนด์น้ำหอมสุดหรูสัญชาติฝรั่งเศสอย่าง Fragrance Du Bois และหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจของแบรนด์ กำลังจะเรียงรายเข้ามาให้ได้สัมผัสกันอย่างใกล้ชิดมากขึ้น

          โดย Fragrance Du Bois จะเปิดสาขาใหม่อย่างน้อย 7 แห่งภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อผลักดันแบรนด์อันสดใหม่สู่สากล หลังจากที่ร้านบูติกของแบรนด์ได้รับความสนใจอย่างถล่มทลายมาแล้วทั้งในสิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ กรุงเทพฯ รวมถึงที่ร้าน Jovoy ในปารีส

          Fragrance Du Bois ตระหนักดีว่า น้ำมันกฤษณาจากธรรมชาติ 100% และผลิตภัณฑ์ที่เขี่ยวข้อง กำลังเป็นที่ต้องการอย่างมากและมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเหตุนี้ ทางบริษัทจึงมีแผนรับมือกับตลาดที่มีการขยายตัวสูงสุดเท่าที่เคยมีมา

 

รูปภาพ 1 –  http://photos.prnasia.com/prnvar/20160907/8521605651-a

          ย่าน Rue du Rhone อันโด่งดังของกรุงเจนีวา เป็นสถานที่ตั้งของแฟลกชิปบูติกสาขาล่าสุดของ Fragrance Du Bois ในยุโรป (ภาพจาก Citizen Hedonist)

          กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นแหล่งรวมสินค้าแบรนด์หรูระดับโลก จะกลายมาเป็นที่ตั้งของแฟลกชิปบูติกแห่งใหม่ของ Fragrance Du Bois บนเลขที่ 8 Rue du Rhone โดยได้รับการตกแต่งภายในอย่างสวยงาม และจะก้าวขึ้นเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของชาวยุโรปผู้หลงใหลในน้ำมันกฤษณาและผู้ที่ชื่นชอบน้ำหอมทุกคน เฉกเช่นเดียวกับที่เคยครองใจลูกค้าทั้งในกัวลาลัมเปอร์ กรุงเทพฯ และสิงคโปร์มาแล้ว

 

รูปภาพ 2 – http://photos.prnasia.com/prnvar/20160907/8521605651-b

          Fragrance Du Bois เตรียมเปิดสาขาใหม่ที่ร้าน Profumo บนถนน Via Brera ในกรุงมิลาน ประเทศอิตาลี (ภาพจาก Profumo Milano)

          สำหรับที่หมายต่อไปในยุโรปที่ทาง Fragrance Du Bois จะวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์คือที่ร้าน Profumo ร้านน้ำหอมครอบครัวที่เก่าแก่ที่สุดและได้รับการยอมรับมากที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่บนถนน Via Brera ในกรุงมิลาน ประเทศอิตาลี อันเป็นแหล่งน้ำหอมใจกลางย่านที่โด่งดังในด้านการออกแบบ ศิลปะ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ผู้มาเยือนจะได้พบกับตัวอย่างท่อนไม้กฤษณาและโต๊ะครอบแก้วอันเป็นสัญลักษณ์ของ Fragrance Du Bois ซึ่งนำมาจัดแสดงในร้านน้ำหอมแห่งนี้

          ต่อมาคือที่ย่าน Puerto Banus เมืองมาร์เบย่า ประเทศสเปน โดยบรรดามหาเศรษฐีและคนรักน้ำหอมจะได้เคลิบเคลิ้มไปกับน้ำหอมจาก Fragrance Du Bois ที่ร้าน Niche Perfumes บูติกที่ชูจุดเด่นนำเสนอเฉพาะผลิตภัณฑ์น้ำหอมสุดเอ็กซ์คลูซีฟเท่านั้น

          ส่วนในตะวันออกกลาง กรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ ถือเป็นที่ตั้งอันเหมาะสมสำหรับ Fragrance Du Bois เนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางภูมิภาค ทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับไม้กฤษณาและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องมาเป็นเวลาหลายพันปีแล้ว

          Fragrance Du Bois ประสบความสำเร็จอย่างงดงามในการวางจำหน่ายน้ำหอมในร้าน Jovoy ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ทางแบรนด์จึงสานต่อความสัมพันธ์อันดีนี้ด้วยการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในแฟลกชิปบูติกแห่งใหม่ของ Jovoy ในตะวันออกกลาง โดยนอกเหนือจากผลิตภัณฑ์น้ำหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของFragrance Du Bois แล้ว น้ำมันกฤษณาที่หายากก็จะถูกนำมาวางจำหน่ายด้วย ซึ่งผู้ที่หลงใหลในน้ำมันกฤษณาจะต้องอดใจไม่ไหวอย่างแน่นอน

          นอกจากนี้ Fragrance Du Bois ยังขยายตลาดไปสู่เอเชียด้วยการเปิดสาขาในฮ่องกง ซึ่งมีความพิเศษทั้งในเชิงการค้าและด้านคุณค่าทางจิตใจ

          ฮ่องกง มีความหมายว่า “ท่าเรือหอม” ชื่อนี้ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการหลังจากมีการทำสนธิสัญญานานกิงในปีพ.ศ.2385 ที่ถูกเรียกเช่นนี้เพราะมีการค้าขายไม้กฤษณา (อันเป็นต้นกำเนิดของน้ำมันกฤษณา) ณ ท่าเรืออันคึกคักแห่งนี้เมื่อกว่า 150 ปีมาแล้ว ปัจจุบัน ฮ่องกงมีพื้นที่ปลูกต้นกฤษณาพันธุ์เอควิลาเรียเหลืออยู่เพียงแห่งเดียว และอยู่ภายใต้การบริหารจัดการในนามของ Fragrance Du Bois

          Fragrance Du Bois จะเปิดตัวในเอเชียตะวันออกที่เกาะฮ่องกง ณ บูติกน้ำหอมแห่งแรกและแห่งเดียวของฮ่องกงอย่าง Parfumerie Tresor ซึ่งตั้งอยู่บนเลขที่ 28 Lyndhurst Terrace ใจกลางเมือง นอกจากนั้นยังมีแผนที่จะปรุงน้ำหอมสูตรพิเศษโดยใช้น้ำมันกฤษณาที่ได้จากพื้นที่ปลูกต้นกฤษณาในฮ่องกงเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 100 ปีด้วย

 

รูปภาพ 3 – http://photos.prnasia.com/prnvar/20160907/8521605651-c

          Fragrance Du Bois ขยายตลาดสู่เอเชีย เตรียมวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในฮ่องกงที่ร้าน Parfumerie Tresor

          คุณนิโคลา พาร์คเกอร์ ผู้อำนวยการแบรนด์ Fragrance Du Bois กล่าวว่า “ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจ เราต้องมองการณ์ไกลเสมอ และต้องตระหนักถึงบทบาทในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมรวมถึงสิ่งมีชีวิตที่ใกล้สูญพันธุ์ น้ำมันกฤษณาของเราผลิตจากพื้นที่ปลูกต้นกฤษณาที่เราบริหารจัดการเองตามหลักความยั่งยืน และเราสามารถควบคุมคุณภาพได้อย่างเต็มที่ น้ำหอมและน้ำมันกฤษณาบริสุทธิ์ของเราเป็นที่ต้องการอย่างท่วมท้น เห็นได้ชัดจากการที่เราต้องเพิ่มสาขาไปทั่วโลก ในช่วงเวลานี้ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการยกระดับระบบโลจิสติกส์ของเรา รวมถึงความสามารถในการออกแบบร้านใหม่ ในขณะที่ยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานและแก่นแท้ของแบรนด์”

          นอกเหนือจากการเปิดบูติกน้ำหอมที่ห้าง Robinsons ในกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์ ตามแนวคิด “boutique within a store” แล้ว Fragrance Du Bois ยังเตรียมเปิดร้านบูติกเพิ่มอีก 7 สาขาทั่วโลกภายในสิ้นเดือนกันยายนนี้ นอกจากนั้นยังมีแผนเปิดสาขาใหม่ที่ซูริก ริยาด ญิดดะฮ์ มัสกัต ดูไบ ลอสแองเจลิส และนิวยอร์กในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และยังมีแผนการพิเศษสำหรับลอนดอนด้วย แต่ทางบริษัทขออุบไว้ก่อน

          คุณพาร์คเกอร์กล่าวสรุปว่า “แบรนด์น้ำหอมของเรา รวมถึงแบรนด์น้ำหอมอื่นๆที่เรานำมาจำหน่ายในร้านกำลังเป็นที่ต้องการอย่างมาก เราจึงมีแผนบุกตลาดโลกด้วยขยายสาขาใหม่ 200 สาขาภายในปี 2563 ซึ่งแม้จะดูท้าทาย แต่เราเชื่อว่าเราทำได้ หลักปรัชญา “Pure Oud, Pure Luxury” ของเรากำลังก้องไกลไปทั่วโลก และเราจะเดินหน้าอย่างสุดความสามารถเพื่อรักษาพลังขับเคลื่อนนี้และตอบสนองความต้องการของลูกค้าต่อไป”

          หมายเหตุถึงบรรณาธิการ:

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:

          ชาร์ลอตต์ เมดิก

          ผู้บริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาดประจำยุโรป

          อีเมล: charlotte.medigue@fragrancedubois.com

          โทร. +41 22 707 7330

          ซาแมนธา ธาม

          ผู้บริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาดประจำเอเชีย

          อีเมล: samantha.tham@asiaplantationcapital.com

          มือถือ: +65 6634 4707

          เกี่ยวกับ Fragrance Du Bois

          Fragrance Du Bois เป็นแบรนด์น้ำหอมสุดหรูที่มีลูกค้าเฉพาะกลุ่ม โดยถือกำเนิดขึ้นจากแก่นแท้ของธรรมชาติและรังสรรค์โดยเหล่านักผสมน้ำหอมรุ่นที่ห้า ผู้สานต่อการผลิตน้ำหอมแบบฉบับเมืองกราสส์ของฝรั่งเศสที่สืบทอดมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 น้ำหอมทุกขวดของ Fragrances Du Bois สร้างสรรค์ขึ้นจากน้ำมันกฤษณาอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ที่เหนือชั้นกว่าด้วยความหรูหราทั้งในแง่ของความโดดเด่นและเอกลักษณ์เฉพาะตัว น้ำมันกฤษณาที่ใช้ในน้ำหอมของเราล้วนผลิตขึ้นจากแหล่งปลูกต้นกฤษณาของเราเอง ซึ่งรับประกันว่าผลิตตามหลักจรรยาบรรณและหลักความยั่งยืน

เดเทคอน จับมือ กสทช. มอบอุปกรณ์เสาอากาศทีวีดิจิตัลให้ชุมชนและโรงเรียนในกทม. และต่างจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สำนักงานกสทช. โดยมีนายอดิเรก วีระกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานกสทช. ภาคที่ 1 (ที่ 3 จากซ้าย) นายประติก ปราสาร รักษาการผู้อำนวยการส่วนผู้บริโภคและประโยชน์สาธารณะ (ที่ 2 จากซ้าย) และนางอรศรี ศรีระษา รักษาการผู้อำนวยการส่วนงานโทรทัศน์เคลื่อนที่ สำนักกิจการโทรทัศน์ระบบดิจิตัล (ที่ 1 จากซ้าย) ร่วมกับบริษัทเดเทคอน เอเชีย-แปซิฟิก จำกัด โดย ดร. มนธ์สินี กีรติไกรนนท์ (ที่ 3 จากขวา) ผู้จัดการประจำประเทศไทย และทีมงาน ได้ทำการมอบอุปกรณ์เสาอากาศทีวีดิจิตัลให้กับตัวแทนชุมชนและโรงเรียนในเขตพื้นที่กทม. และต่างจังหวัด เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิตัล และส่งเสริมความเท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยี ตลอดจนลดความเหลื่อมล้ำและช่องว่างของสังคม

เกี่ยวกับ เดเทคอน บริษัท เดเทคอน เอเชีย-แปซิฟิค เป็นสาขาของ Detection International GmbH ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1954 มีสำนักงานใหญ่ในเมืองโคโลญ ประเทศเยอรมนี โดยมีบริษัทแม่คือ T-Systems ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของดอยช์ เทเลคอม (Deutsche Telekom) โดยเป็นหนึ่งในบริษัทที่ปรึกษาชั้นนำของโลกด้านไอซีที มีสาขาครอบคลุม 15 สถานที่ทั่วโลก และโครงการในกว่า 160 ประเทศ ซึ่งนำเสนอโซลูชั่นที่ครบทั้งห่วงโซ่คุณค่าของอุตสาหกรรมไอซีที จากการบริหารจัดการด้านเทคโนโลยี จนถึงการวางแผนยุทธศาสตร์การตลาด และกลยุทธ์ในการ

ดำเนินการ การเพิ่มประสิทธิภาพ และการดำเนินงานของสภาพแวดล้อมทางเทคนิค โดยมีลูกค้าทั่วโลก รวมถึงรัฐบาลแห่งชาติ หน่วยงานกำกับดูแล เช่นเดียวกับผู้ให้บริการโทรคมนาคม นอกจากนี้ เดเทคอน ยังสนับสนุน บริษัทที่มีเทคโนโลยีสูงสถาบันการเงิน นักลงทุนในธุรกิจไอซีที และองค์กรหลักๆจากภาคโลจิสติกส์และการผลิตยานยนต์

เมอร์ค เปิดตัวเทคโนโลยีตัดต่อยีนใหม่ล่าสุด สามารถดัดแปลงเซลล์ไลน์ CHO ให้ต้านไวรัสได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดาร์มสตัดท์, เยอรมนี–9 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ช่วยลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนไวรัส minute virus of mice (MVM)

เพิ่มความปลอดภัยจากไวรัส ขณะที่เซลล์ไลน์ยังคงไว้ซึ่งผลิตภาพและคุณภาพของโปรตีน

เมอร์ค (Merck) ผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เปิดตัวเทคโนโลยีตัดต่อยีนใหม่ล่าสุดที่สามารถดัดแปลงเซลล์ไลน์ CHO ให้ต้านทานไวรัส MVM ได้ โดยไวรัสชนิดนี้มักปนเปื้อนอยู่ในกระบวนการผลิตยาแม้ไม่มีส่วนประกอบที่มาจากสัตว์ ทั้งนี้ ปกติแล้วเซลล์ไลน์ CHO จะใช้ในการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์

Merck’s new Centinel technology leverages gene editing to modify CHO cell lines to be resistant to minute virus of mice, providing an additional path for mitigating the risk of MVM contamination for biopharmaceutical manufacturers. (PRNewsFoto/Merck)

รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160906/404353

เทคโนโลยี Centinel(TM) ของเมอร์ค สามารถตัดต่อยีนที่ไวต่อไวรัส MVM ได้ มีรายงานว่าการเจือปนของไวรัสจำพวก MVM ได้ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างหนักต่อผู้ผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ โดยสร้างความเสียหายหลายร้อยล้านดอลลาร์ แต่ผู้ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดหนีไม่พ้นผู้ป่วยที่อาจได้รับอันตรายเมื่อเข้ารับการรักษา ดังนั้น เมอร์คจึงคิดค้นเทคโนโลยีนี้ขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงของการปนเปื้อนไวรัส MVM ขณะที่เซลล์ไลน์ยังคงไว้ซึ่งผลิตภาพและคุณภาพของโปรตีน

อูดิท บาทรา สมาชิกคณะกรรมการบริหารและซีอีโอกลุ่มธุรกิจชีววิทยาศาสตร์ (Life Science) ของเมอร์ค กล่าวว่า “Centinel(TM) เป็นเพียงหนึ่งตัวอย่างที่แสดงให้เห็นถึงการผนวกรวมความเชี่ยวชาญและความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมานานหลายปี ทั้งในด้านการพัฒนา การผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ และการตัดต่อยีน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้แก่ลูกค้าและผู้ป่วย นอกจากนี้ เรายังนำการผสมผสานประสบการณ์และเทคโนโลยีมาใช้เพื่อแก้ปัญหาที่ท้าทายและซับซ้อนที่สุดในอุตสาหกรรม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือเซลล์บำบัด”

เทคโนโลยี Centinel(TM) ช่วยให้เมอร์คสามารถดัดแปลงเซลล์ไลน์ CHO เพื่อให้สามารถต้านทานไวรัส MVM ได้ และได้มีการยื่นขอจดสิทธิบัตรในฐานะเทคโนโลยีที่ใช้ในการตัดต่อยีนเพื่อต้านทานไวรัสเป็นที่เรียบร้อย

BioReliance(R) ซึ่งเป็นบริการทดสอบของเมอร์ค สามารถตรวจสอบการต้านทานไวรัส MVM และแสดงให้เห็นว่าไม่มีการแพร่กระจายของไวรัสในเซลล์ไลน์ นอกจากนี้ ลูกค้ายังสามารถซื้้้้้ออุปกรณ์ Zinc Finger Nuclease เพื่อทำการดัดแปลงเซลล์ไลน์ได้โดยตรงอีกด้วย

เทคโนโลยี Centinel(TM) ได้รับการพัฒนาขึ้นจากความชำนาญด้านการตัดต่อยีนและการผลิตชีวเภสัชภัณฑ์ของบริษัท รวมถึงความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเรื่องการขอขึ้นทะเบียนยา อันนำมาซึ่งความปลอดภัยในกระบวนการผลิต รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีและบริการอื่นๆ อย่างเช่นเทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมเซลล์บำบัด เป็นต้น

ข่าวประชาสัมพันธ์ของเมอร์คทั้งหมดจะได้รับการเผยแพร่ผ่านทางอีเมลในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของเมอร์ค กรุณาคลิกที่www.merckgroup.com/subscribe เพื่อลงทะเบียนออนไลน์ เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกบริการนี้

เกี่ยวกับเมอร์ค 

เมอร์ค คือบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำในด้านการดูแลสุขภาพ ชีววิทยาศาสตร์ และเพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล พนักงานราว 50,000 คนของบริษัทได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆที่ช่วยปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ยาชีวภาพเพื่อรักษาโรคมะเร็งหรือโรคปลอกประสาทอักเสบ ระบบที่ทันสมัยสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการผลิต ไปจนถึง liquid crystal ที่ใช้กับสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ LCD ทั้งนี้ ในปี 2558 เมอร์คสามารถทำยอดขายได้ 1.285 หมื่นล้านยูโร ใน 66 ประเทศ 

เมอร์คก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2211 จึงเป็นบริษัทเภสัชภัณฑ์และเคมีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ครอบครัวผู้ก่อตั้งบริษัทยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทเมอร์คในดาร์มสตัดท์ ประเทศเยอรมนี ครอบครองสิทธิ์ในชื่อและแบรนด์เมอร์คทั่วโลก ยกเว้นในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจในชื่อ อีเอ็มดี โซโรโน่, มิลลิพอร์ซิกม่า และอีเอ็มดี เพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล

AEG Power Solutions ติดตั้งเครื่องสำรองไฟให้ศูนย์ข้อมูลระดับพรีเมียมในสิงคโปร์ ช่วยรับประกันความเสถียรของแหล่งจ่ายไฟ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์ และ สวาเนนเบิร์ก, เนเธอร์แลนด์–8 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

งาน Data Center Dynamics  SE Asia
วันที่ 14 – 15 กันยายน ประเทศสิงคโปร์
บูธ 517

Protect Blue เครื่องสำรองไฟสำหรับศูนย์ข้อมูล ตอบโจทย์ทุกความต้องการของลูกค้า

มอบความน่าเชื่อถือระดับสูง พร้อมบริการสนับสนุนในพื้นที่จากผู้เชี่ยวชาญของ AEG PS

AEG Power Solutions (AEG PS) ผู้ให้บริการโซลูชั่นส์และระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังสำหรับแหล่งจ่ายไฟฟ้าระดับอุตสาหกรรมและการใช้พลังงานทดแทน ประกาศว่า บริษัทได้ทำการติดตั้งเครื่องสำรองไฟ Protect Blue UPS ให้กับศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่และใหม่ที่สุดแห่งหนึ่งในสิงคโปร์ เพื่อรับประกันความเสถียรของแหล่งจ่ายไฟ

AEG / Protect Blue, Data center UPS by AEG Power Solutions (PRNewsFoto/AEG Power Solutions)

Protect Blue, Data center UPS by AEG Power Solutions (PRNewsFoto/AEG Power Solutions)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160907/405218 )

ศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่นี้กินพื้นที่กว่า 180,000 ตารางเมตร และมีแหล่งจ่ายไฟขนาดใหญ่ที่ส่งกระแสไฟกว่า 13 เมกกะวัตต์ไปยังอุปกรณ์ไอทีที่สำคัญ โดยศูนย์ข้อมูลแห่งนี้ให้บริการข้อมูลหลากหลายรูปแบบในระดับพรีเมียมแก่ลูกค้า ผ่านทางโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยและล้ำสมัย ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างกันกับศูนย์ข้อมูลอื่นๆ ที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน  

เมื่อการดำเนินงานผิดพลาดไม่ได้ ความน่าเชื่อถือจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด โดยก่อนที่ AEG Power Solutions จะได้รับเลือกนั้น ลูกค้าได้ประเมินและทดสอบระบบของเราในห้องปฏิบัติการของลูกค้าเองซึ่งอยู่ในสหราชอาณาจักร และการที่เราสามารถให้บริการสนับสนุนในพื้นที่ได้นั้นถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับลูกค้า” Thomas Rindlisbacher ผู้อำนวยการฝ่ายขายของ AEG PS ประเทศสิงคโปร์ กล่าว

ระบบสำรองไฟ Protect Blue UPS ได้รับการออกแบบมาเพื่อศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่โดยเฉพาะ ป้องกันไฟกระชากได้ตั้งแต่ 250 กิโลวัตต์ จนถึง 4 เมกะวัตต์ อีกทั้งยังมีความทนทาน ยืดหยุ่น ดูแลรักษาง่าย ตลอดจนลดต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ และลดขั้นตอนการดำเนินงานอันยุ่งยาก จึงเป็นหนึ่งในระบบสำรองไฟที่ได้รับการจัดอันดับประสิทธิภาพสูงสุดในตลาด

เราออกแบบ Protect Blue มาเพื่องานด้านนี้โดยเฉพาะ และเรามีประสบการณ์ดีเยี่ยมจากการทำงานร่วมกับลูกค้าที่มีข้อเรียกร้องสูง รวมทั้งการตอบสนองความต้องการต่างๆ ของลูกค้า โดยในระหว่างการทำงานร่วมกับบรรดาผู้เชี่ยวชาญระดับสูงนั้น เราสามารถแสดงความเชี่ยวชาญด้านการจัดการกำลังไฟฟ้าระดับอุตสาหกรรมให้เป็นที่ประจักษ์ และนำเอาความสามารถดังกล่าวมาใช้เสริมความปลอดภัยให้กับบรรดาศูนย์ข้อมูลได้” Juha Lantta รองประธานฝ่ายเครื่องสำรองไฟเพื่อการพาณิชย์ และฝ่ายข้อมูลและไอที ของ AEG Power Solutions กล่าว

AEG Power Solutions จะจัดแสดงผลิตภัณฑ์ Protect Blue ที่งาน Data Center Dynamics ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 14-15 กันยายน ณ บูธหมายเลข 517

เกี่ยวกับ AEG Power Solutions

AEG Power Solutions (AEG PS) Group เป็นผู้จัดหาโซลูชั่นส์และระบบอิเล็กทรอนิกส์กำลัง เพื่อตอบสนองทุกความต้องการด้านกำลังไฟฟ้าระดับอุตสาหกรรมและการใช้งานเชิงพาณิชย์ที่มีข้อเรียกร้องสูง โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ครอบคลุมด้านการจ่ายไฟและการจัดการกำลังไฟอย่างเสถียร

ด้วยความเชี่ยวชาญพิเศษในด้านเทคโนโลยีกำลังไฟฟ้าทั้งแบบกระแสตรงและกระแสสลับ รวมถึงการขยายโลกแห่งพลังงานทั้งแบบดั้งเดิมและพลังงานทดแทน ทำให้บริษัทได้สร้างสรรค์โซลูชั่นส์ที่เป็นนวัตกรรมเพื่อการผลิตไฟฟ้าสำหรับคนรุ่นถัดไป

AEG Power Solutions Group มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมืองสวาเนนเบิร์ก ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยเป็นบริษัทย่อยของบริษัทโฮลดิง 3W Power S.A. (WKN A114Z9) /ISINLU1072910919) ซึ่งตั้งอยู่ในลักเซมเบิร์ก หุ้นของบริษัท 3W Power จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นแฟรงก์เฟิร์ต (ticker symbol: 3W9K)

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  http://www.aegps.com

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ไม่ได้เสนอหรือเชิญชวนให้ซื้อ ขาย หรือแลกเปลี่ยนหลักทรัพย์ใดๆ ของ 3W Power ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับบนี้ประกอบด้วยข้อความคาดการณ์อนาคต ซึ่งได้แก่ข้อความที่แสดงถึงการคาดการณ์ ความตั้งใจ การวางแผน การคาดคะเน และสมมติฐาน เป็นต้น โดยข้อความคาดการณ์อนาคตเหล่านี้เกิดจากการประเมินและความคิดเห็นที่มีเหตุผลของฝ่ายบริหาร และขึ้นอยู่กับความเสี่ยงและความไม่แน่นอน ซึ่งอยู่เหนือการควบคุมของ 3W Power และยากจะคาดเดาตามหลักเกณฑ์ทั่วไป ฝ่ายบริหารและบริษัทไม่สามารถและจะไม่รับรองผลหรือประสิทธิภาพการดำเนินงานในอนาคตของ 3W Power ในทุกกรณี และผลลัพธ์ที่แท้จริงของ 3W Power อาจแตกต่างอย่างมากจากข้อมูลที่แสดงหรือแสดงนัยในข้อความคาดการณ์อนาคต ดังนั้น นักลงทุนจึงควรระมัดระวังในการใช้ข้อความคาดการณ์อนาคตที่ปรากฏอยู่ ณ ที่นี้ สำหรับเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจการลงทุนกับ 3W Power  

3W Power ไม่มีภาระผูกพันในการปรับปรุงหรือแก้ไขข้อความคาดการณ์อนาคตที่ปรากฏอยู่ ณ ที่นี้

AEG เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนที่ได้รับอนุญาตจาก AB Electrolux

ที่มา: AEG Power Solutions

“Midea” อวดโฉมห้องครัวอัจฉริยะและเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวสุดล้ำที่งาน IFA 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เบอร์ลิน–8 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

Midea ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านชั้นนำของโลก ได้ขนทัพเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวรุ่นใหม่ล่าสุดที่ทั้งทันสมัย ประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน มาร่วมจัดแสดงในมหกรรม IFA 2016 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์แสดงสินค้านานาชาติ Messe Berlin ในระหว่างวันที่ 2-7 กันยายนที่ผ่านมา

 

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnvar/20160908/0861609222 

ตลอดระยะเวลา 6 วันของการจัดงาน Midea ได้จัดแสดงห้องครัวและห้องนั่งเล่นตัวอย่าง และยังมีส่วนจัดแสดงเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวแยกต่างหาก ไม่ว่าจะเป็นเตาอบ เตาแก๊ส เครื่องล้างจาน เครื่องดูดฝุ่น ไปจนถึงชุดเตาแม่เหล็กไฟฟ้าที่มาพร้อมกับเตาอบและเครื่องดูดควัน (HHO) ซึ่งเพียบพร้อมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและดีไซน์สุดล้ำ 

แดเนียล บอล์ยส์ ผู้อำนวยการแผนกการสร้างแบรนด์และการตลาด ฝ่ายขายและการตลาดต่างประเทศของ Midea Kitchen Appliance Division กล่าวว่า “Midea เชื่อว่าห้องครัวและเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวควรตอบสนองครอบครัวยุคใหม่ได้ดีขึ้น เพราะลูกค้าไม่ได้เลือกซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าจากประสิทธิภาพโดยทั่วไปเท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงความสะดวกสบายในการใช้งานและความอัจฉริยะ ตลอดจนดีไซน์ที่เข้ากันได้ดีกับห้องครัวด้วย” 

Midea มีจุดแข็งในด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์อันล้ำสมัย การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน รวมถึงการขยายกิจการสู่สากล บริษัทจึงสามารถเข้าถึงตลาดนานาชาติได้อย่างครอบคลุมทั่วโลก 

สำหรับผลิตภัณฑ์เด่นในงาน IFA 2016 ประกอบด้วย เตาแก๊สทำอาหารที่มาพร้อมเตาแม่เหล็กไฟฟ้า เครื่องดูดควันประหยัดพลังงานที่ใช้ตัวกรองคาร์บอนในระบบหมุนเวียนอากาศ เตาอบที่ใช้งานง่ายและมีดีไซน์ทันสมัย เครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะที่ทำให้การทำความสะอาดบ้านเป็นเรื่องง่าย และเครื่องล้างจานที่มาพร้อมแผงควบคุมระบบสัมผัส 

คุณบอล์ยส์กล่าวว่า “IFA เป็นมหกรรมแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านชั้นนำระดับโลก โดยมีการนำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ มีการเปิดเวทีค้าขาย อีกทั้งยังเป็นพื้นที่สำหรับการเจรจาธุรกิจระหว่างผู้ผลิตและผู้ค้าปลีกจากทั่วโลก งานนี้ถือเป็นโอกาสอันดีในการนำเสนอเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดของเรา การจัดแสดงสินค้าของ Midea ในงาน IFA 2016 ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี โดยผลิตภัณฑ์ของเราได้รับการตอบรับอย่างท่วมท้น และงานนี้ยังทำให้เราได้เห็นถึงมุมมองใหม่ๆในอุตสาหกรรมด้วย” 

เกี่ยวกับ Midea Kitchen Appliance Division 

Midea Kitchen Appliance Division เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท Midea Group หนึ่งในผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านรายใหญ่ที่สุดของจีน Midea ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1968 และเป็นผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยรายได้จากการขายทะลุ 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ทั้งยังเป็นผู้ผลิตเตาไมโครเวฟอันดับ 1 ของโลก และผู้ผลิตเครื่องล้างจานอันดับ 3 ของโลก ปัจจุบัน Midea Kitchen Appliance Division มีฐานการผลิต 3 แห่ง รวมถึงศูนย์วิจัยและพัฒนา 2 แห่งในจีน นอกจากนั้นยังมีฐานการผลิตในประเทศเบลารุส รวมทั้งมีศูนย์วิจัยและพัฒนาในเมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลีด้วย

รายงานเผยบัตรยูเนี่ยนเพย์สนับสนุนการท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซี่ยงไฮ้, จีน–8 ก.ย.–ซินหัว-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

          เมื่อวันที่ 8 กันยายน ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล และสถาบันการท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน (China Tourism Academy) ได้เปิดเผยรายงานการท่องเที่ยวขาออกของจีน (Annual Report on China’s Outbound Tourism) ประจำปี 2559 ซึ่งระบุว่า การท่องเที่ยวขาออกของจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีเหตุผล และจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องในอีก 5 – 10 ปีข้างหน้า พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่า บัตรยูเนี่ยนเพย์ได้สนับสนุนการใช้จ่ายในการท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีน

          จำนวนนักท่องเที่ยวขาออกเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง ขณะที่ประเทศไทยและญี่ปุ่นได้รับความนิยมมากขึ้น

          นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางไปต่างประเทศมีจำนวน 117 ล้านคนในปี 2558 เพิ่มขึ้น 9.8% ซึ่งต่ำกว่าอัตราการขยายตัวที่ 20% ในปีก่อนหน้าอย่างมาก อย่างไรก็ดี รายงานได้เสนอมุมมองด้านบวกเกี่ยวกับการท่องเที่ยวขาออกของจีน โดยคาดว่านักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางไปต่างประเทศจะมีจำนวน 133 ล้านคนในปี 2559 หรือเพิ่มขึ้น 11.5%

          นโยบายด้านวีซ่าและระบบการชำระเงินที่ง่ายและสะดวกขึ้นคือ 2 ปัจจัยหลักที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวขาออก โดยร้านค้า 35 ล้านแห่ง และตู้เอทีเอ็มกว่า 2 ล้านแห่ง ใน 160 ประเทศและภูมิภาค ต่างรับชำระเงินด้วยบัตรยูเนี่ยนเพย์

          ในปีที่แล้ว นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกเดินทางไปยังจุดหมายระยะใกล้ ซึ่งนักท่องเที่ยวกว่า 70% เดินทางไปยังฮ่องกง มาเก๊า และไต้หวัน ขณะที่จุดหมายปลายทางยอดนิยมนอกประเทศจีน 10 อันดับแรก ได้แก่ ไทย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น เวียดนาม สหรัฐ สิงคโปร์ รัสเซีย ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยไทยและญี่ปุ่นได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนเพิ่มขึ้นถึง 88% ขณะที่คาดว่า ยุโรปตะวันออก อเมริกาใต้ และเอเชียกลางจะได้รับความนิยมมากขึ้นในอนาคต 

          โดยในประเทศไทยนั้น ตู้เอทีเอ็มเกือบทุกแห่งและร้านค้าราว 90% รับชำระเงินด้วยบัตรยูเนี่ยนเพย์ เช่นเดียวกับตู้เอทีเอ็มมากกว่าครึ่งและร้านค้าประมาณ 500,000 แห่งในญี่ปุ่น ตู้เอทีเอ็มเกือบทุกแห่งและร้านค้ากว่า 80% ในสหรัฐ ตลอดจนตู้เอทีเอ็มทุกแห่งและร้านค้ากว่า 80% ในสิงคโปร์

          จาก “การช็อปปิงสุดเพลิดเพลิน” สู่ “การสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น”

          นักท่องเที่ยวขาออกของจีนใช้จ่ายเงิน 1.045 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2558 เพิ่มขึ้น 16.6% โดยค่าใช้จ่ายต่อหัวอยู่ที่ 893 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ชะลอลง ขณะที่วัตถุประสงค์ในการท่องเที่ยวต่างประเทศของชาวจีนเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เน้นเที่ยวชมสถานที่ ไปเป็นการช็อปปิง และปัจจุบันเปลี่ยนมาเป็นการสัมผัสวิถีชีวิตท้องถิ่น

          ค่าใช้จ่ายหลักของนักท่องเที่ยวจีนส่วนใหญ่ ได้แก่ การช็อปปิง ค่านำเที่ยว ค่าอาหาร และค่าตั๋วเข้าชมสถานที่ โดยนักท่องเที่ยว 85.9% ใช้จ่ายเงินส่วนใหญ่ไปกับการช็อปปิง

          โรงแรม ร้านอาหาร ซูเปอร์มาร์เก็ต แหล่งบันเทิงและวัฒนธรรมในจุดหมายปลายทางหลักๆ ต่างรับชำระเงินด้วยบัตรยูเนี่ยนเพย์ นอกจากนี้ บัตรยูเนี่ยนเพย์ยังสามารถใช้ชำระค่าโดยสารรถแท็กซี่ในออสเตรเลีย เกาหลีใต้ และสิงคโปร์อีกด้วย

          ในส่วนของการใช้จ่ายออนไลน์นั้น รายงานระบุว่า นักท่องเที่ยวอิสระ 65% จองตั๋วเครื่องบินทางออนไลน์ 56.5% จองโรงแรมทางออนไลน์ และ 57.7% จัดเตรียมการเดินทางทางออนไลน์ ซึ่งบัตรยูเนี่ยนเพย์ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากร้านค้าออนไลน์กว่า 10 ล้านแห่งในต่างประเทศรับชำระเงินด้วยบัตรยูเนี่ยนเพย์ และปริมาณการทำธุรกรรมออนไลน์ระหว่างประเทศด้วยบัตรยูเนี่ยนเพย์เพิ่มขึ้นถึงเกือบ 3 เท่าในปี 2558

          รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.unionpayintl.com/

          ที่มา: ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล

Thuraya สรุปแผนการทำธุรกิจกลุ่มดาวเทียมยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–8 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

การสื่อสารไร้สายยุคถัดไปที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จะนำเสนอกลุ่มผลิตภัณฑ์, ดาวเทียม L-แบนด์ ใหม่ที่ทันสมัย, บริการ HTS, คลื่นลูกใหม่ของ IoT และ บริการคอนเทนต์ เพื่อรับประกันความต่อเนื่องและขยายพื้นที่การบริการที่ครอบคลุม

 Thuraya Telecommunications Company Logo / Thuraya Telecommunications Company (PRNewsFoto/Thuraya Telecommunications Comp)

Thuraya Telecommunications Company (PRNewsFoto/Thuraya Telecommunications Comp)

โลโก้http://photos.prnewswire.com/prnh/20160907/405132LOGO

Samer Halawi CEO Thuraya Telecommunications Company / Samer Halawi CEO Thuraya Telecommunications Company confirmed that the company has finalized its next generation constellation plans that include an enhanced product portfolio, new advanced L- band satellites, HTS services, "new wave" IoT and content services and expanded coverage. (PRNewsFoto/Thuraya Telecommunications)

Samer Halawi CEO Thuraya Telecommunications Company confirmed that the company has finalized its next generation constellation plans that include an enhanced product portfolio, new advanced L- band satellites, HTS services, “new wave” IoT and content services and expanded coverage. (PRNewsFoto/Thuraya Telecommunications)

รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20160907/405131

Thuraya Telecommunications Company ผู้นำด้านการให้บริการการสื่อสารแบบไร้สายผ่านดาวเทียม ยืนยันว่า บริษัทได้สรุปแผนการณ์ขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับกลุ่มดาวเทียมในยุคถัดไป พร้อมเตรียมนำเสนอโปรแกรมที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและหลายมิติในด้านการขยายตัวและความหลากหลาย

Thuraya มีนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และคอนเวอร์เจนท์ที่แข็งแกร่ง ตลอดจนอยู่ในตำแหน่งผู้นำตลาดในภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา (EMEA) และกำลังขยายกิจการในเอเชีย โดยบริษัทจะขยายขอบเขตการเข้าถึงทางภูมิศาสตร์ รุกเข้าสู่ส่วนตลาดใหม่ๆ และเปิดตัวบริการและอุปกรณ์ใหม่ๆ

เครือข่าย L-แบนด์ ของ Thuraya จะมีวิวัฒนาการที่หลากหลาย ในขณะเดียวกันก็ยังสามารถรับประกันถึงความต่อเนื่องได้ว่า ดาวเทียมในปัจจุบัน ซึ่งได้แก่Thuraya-2 และ Thuraya-3 จะยังคงทำงานได้ตามแผนที่วางไว้ มาตรฐานดาวเทียมในปัจจุบันจะได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วยแผนการยิงดาวเทียมรุ่นใหม่ขึ้นสู่ท้องฟ้าตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นไป

ระบบรุ่นใหม่ของ Thuraya จะเน้นไปที่การนำเสนอบริการไร้สายในตลาดที่สำคัญและตลาดใหม่ๆ ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนด้วยบริการดาวเทียมที่มีความเร็วสูง (High Throughput Satellite: HTS) สำหรับแอปพลิเคชันที่ใช้แบนด์วิดท์สูงในตลาดภาคพื้นดิน ทะเล และอุตุนิยมวิทยาการบิน

กลุ่มดาวเทียมจะได้รับการสนับสนุนจากแพลตฟอร์มที่มีความก้าวหน้าสูง เพื่อที่จะนำเสนอคลื่นลูกใหม่ของ IoT และบริการคอนเทนต์ พร้อมศักยภาพในการแพร่สัญญาณเฉพาะกลุ่มและการกระจายเสียง ซึ่งจะช่วยให้ Thuraya สามารถรับมือกับตลาดใหม่ๆที่กำลังขยายตัวและต้องการการสื่อสารแบบไร้สายที่มีศักยภาพ และความครอบคลุม ที่นำเสนอเฉพาะผ่านทาง L-แบนด์ หรือบริการ HTS เท่านั้น หรือในหลายกรณีผ่านทางการผสมผสานกันของทั้งสองรายการ

ซาเมอร์ ฮาลาวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Thuraya กล่าวว่า “Thuraya จะกลายเป็นตัวเลือกผู้ให้บริการที่ดีที่สุดสำหรับการเชื่อมต่อที่ครบวงจรผ่านทางโปรแกรมต่างๆที่มีขนาดใหญ่และมีความหลากหลาย L-แบนด์ ยุคใหม่ที่หาที่เปรียบไม่ได้และมีคุณภาพสูงสุดผนวกกับองค์ประกอบเสริมในรูปแบบของ HTS เรามีเป้าหมายที่จะทำให้เกิดวิวัฒนาการ การพลิกโฉม และการกำหนดรูปแบบใหม่ ผลิตภัณฑ์ของเราจะเปลี่ยนโฉม Thuraya ไปสู่บริการที่ครบวงจรสำหรับ  L-แบนด์, HTS, IoT และ GSM ปัจจุบัน เราสามารถเข้าถึงตลาดใหม่ๆ และเทคโนโลยีและศักยภาพใหม่ๆ ซึ่งจะทำให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์บริการโทรศัพท์มือถือ แอปพลิเคชัน และบริการที่เหนือกว่าคู่แข่ง

Thuraya ประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูประสิทธิภาพทางธุรกิจในขณะที่ดำเนินงานภายใต้สภาพการดำเนินงานในปัจจุบัน ทีมงานของบริษัทสามารถฝ่าฟันอุปสรรคด้านขอบเขตพื้นที่บริการที่จำกัด ปัญหาเดิมๆ และตลาดที่มีความท้าทาย จนสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ดีกว่าอุตสาหกรรม MSS ในระหว่างปี2554 – 2558

ข้อเสนอของ Thuraya ในอนาคต ช่วยให้บริษัทสามารถนำเสนอแผนในอนาคต ด้วยภูมิหลังที่มีจุดแข็งที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ช่วยแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในเรื่องการเติบโตและแนวโน้มในอนาคต ตัวอย่างของคอนเวอร์เจนท์ที่โดดเด่นและการรวมตัวกันของการสื่อสารบนโลกและผ่านดาวเทียมที่Thuraya ต่างก็มีชื่อเสียงเป็นที่รับรู้ ด้วยสัญญาเรื่องโรมมิ่งกว่า 360 สัญญากับผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือทั่วโลก ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้อุปกรณ์ของตนระหว่างเครือข่ายดาวเทียมของ Thuraya และเครือข่าย GSM ทั่วโลกได้

Thuraya ได้พัฒนาโร้ดแม็พสำหรับการเปิดตัวอุปกรณ์ใหม่ๆและอุปกรณ์ที่เป็นนวัตกรรม เทอร์มินัล และโมดูล ที่ได้รับการออกแบบขึ้นมาเพื่อตลาดธุรกิจขนาดใหญ่ รัฐบาล และผู้บริโภค ด้วยการต่อยอดจากชื่อเสียงในเรื่องนวัตกรรมของบริษัท โดย Thuraya สามารถแสดงให้เห็นมาแล้วถึงความเข้าใจอย่างชัดเจนเกี่ยวมูลค่าของผู้ใช้บริการ ในเรื่องการเข้าถึงการเชื่อมต่อผ่านทางดาวเทียมได้ง่ายและสะดวกสบาย การสร้าง SatSleeve ของ Thuraya ช่วยนำคอนเซ็ปต์เรื่องการใช้อุปกรณ์ของคุณเองมาสู่อุตสาหกรรมดาวเทียม ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ทั้งในเรื่องอุปสงค์ในอุปกรณ์ที่ให้ความสำคัญกับผู้บริโภคที่มีเพิ่มมากขึ้น และความสามารถในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่นอกเหนือไปจากช่วงแบบดั้งเดิม แนวทางนี้ยังสะท้อนถึงพัฒนาการล่าสุดและการจับมือเป็นพันธมิตรกับเทคโนโลยีสวมใส่สำหรับผู้บริโภค อีกทั้งยังได้รับการเสริมความแข็งแกร่งด้วยโมเดลการจัดจำหน่ายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวและยังช่วยขยายขอบเขตได้ด้วยนวัตกรรมสัญญาช่องทางการค้าปลีกออนไลน์

ในการเตรียมตัวและสรุปแผนขั้นสุดท้ายสำหรับอนาคตร่วมกับ A.T. Kearney ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการระดับโลก ช่วยให้ Thuraya ซึ่งปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อเริ่มต้นกิจกรรมการระดมทุน และยังอยู่ระหว่างการเจรจากับนักลงทุนเชิงกลยุทธ์ที่เป็นไปได้ที่สนใจในศักยภาพที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ Thuraya นำเสนอ

เรากำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายตัวอย่างมีเป้าหมายและยั่งยืน โอกาสทางการตลาดใหม่ๆ และส่วนการตลาดใหม่ๆที่น่าตื่นเต้น” ฮาลาวีกล่าว “ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เราได้วางรากฐานสำหรับการสร้างธุรกิจที่มีขนาดใหญ่และแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในอนาคต ต่อไปนี้ Thuraya พร้อมที่จะแสดงศักยภาพที่แท้จริงแล้ว เรามีวิธีที่ไม่เหมือนใคร ซึ่งเป็นการผสมผสานกันอย่างทรงพลังของความต่อเนื่องและการขยายตัว ในขณะเดียวกัน แผนของเราสำหรับในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ก็คือการวางรากฐานสำหรับการเปลี่ยนผ่าน ก่อนที่จะมีการยิงดาวเทียมในปี 2563 ในขณะที่เราเดินหน้าให้บริการแก่ลูกค้าในปัจจุบันด้วยโซลูชั่นการเชื่อมต่อที่ล้ำสมัย เรารู้สึกตื่นเต้นที่สามารถแสดงให้เห็นถึงทุกอย่างที่เราต้องการประสบความสำเร็จอย่างเต็มที่”

http://www.thuraya.com

แหล่งข่าว: Thuraya Telecommunications Company

ทีเส็บเผยผลการดำเนินงานการตลาดดิจิตอลไมซ์ 3 ไตรมาสแรก ยอดรับรู้ทะลุเป้า ดึงบล็อกเกอร์ต่างชาติร่วมโปรโมทแคมเปญ Spice Up Your Business Agenda

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นางสริตา จินตกานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ ทีเส็บ กล่าวว่า “ภาพรวม 3 ไตรมาสของการดำเนินงานด้านการตลาดออนไลน์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2559 ประสบความสำเร็จอย่างสูงโดยเครือข่ายสังคมออนไลน์ หรือ social media ของทีเส็บทั้งตลาดต่างประเทศและในประเทศนั้น สร้างการรับรู้ (Visibility) ของกลุ่มผู้ใช้จากต่างประเทศ จำนวน 19,854,820 วิว และกลุ่มผู้ใช้ในประเทศ จำนวน 8,976,098 วิว 

ด้านเว็บไซต์ของทีเส็บ www.businesseventsthailand.com ที่ให้ข้อมูลครอบคลุมเพื่อตอบโจทย์และให้บริการผู้ใช้ครบถ้วนตามความต้องการทั้ง 8 ภาษานั้น มียอดผู้เข้าชมเว็บไซต์ 781,218 เพจวิว ด้านโมบาย แอปพลิเคชั่น Biz Thailand มีจำนวนดาวน์โหลด 2,000 ครั้ง สร้างการรับรู้ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ 2,190,589 วิว 

ด้านการดำเนินงาน ในช่วง 3 ไตรมาสของแคมเปญตลาดออนไลน์ตลาดต่างประเทศ Spice Up Your Business Agenda 2016 ที่นำเสนอสิทธิพิเศษของสินค้าและบริการที่น่าสนใจแก่นักเดินทางกลุ่มไมซ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มความประทับใจและมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับนักเดินทางกลุ่มไมซ์ กระตุ้นการใช้จ่ายและขยายระยะเวลาพำนักในประเทศไทยมากขึ้น พบว่า มีจำนวนงานไมซ์ 46 งาน จาก 16 บริษัทของผู้จัดงาน ลงทะเบียนร่วมแคมเปญฯ มีจำนวนการแลกรับคูปอง (Redeem Coupon) ประมาณ 8,000 ครั้ง สามารถสร้างการรับรู้ผ่านสื่อออนไลน์ต่างๆ กว่า 10 ล้านวิว โดยสินค้าและบริการที่ได้รับความนิยมสูงสุด 5 อันดับของการแลกรับ ได้แก่ ร้านอาหาร ช้อปปิ้ง แหล่งท่องเที่ยว บริการรถเช่ารับ-ส่งสนามบิน และ โรงแรม นักเดินทางกลุ่มไมซ์ที่มียอดการแลกรับคูปองเพื่อใช้สิทธิพิเศษของสินค้าและบริการต่างๆ ของแคมเปญสูงสุด 10 อันดับ ได้แก่ อินเดีย จีน เวียดนาม สิงคโปร์ ฮ่องกง ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ปากีสถาน เยอรมัน และไทย 

ด้านแคมเปญตลาดในประเทศอย่าง MICE Trip Challenge เน้นสร้างการมีส่วนร่วมและกระตุ้นให้เกิดการบอกต่อผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ทำให้เกิดกระแสไวรัลนั้น มีผู้นำเสนอสถานที่จัดประชุม-สัมมนาที่มีศักยภาพจากทั่วประเทศ โดยมีผู้เข้าชมแคมเปญไซต์ www.micetripchallenge.com จำนวนกว่า 2 หมื่นราย ได้รับเสียงโหวตรวมกว่า 33,000 ครั้ง และสร้างการรับรู้ผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ถึง 7 ล้านวิว 

นางสริตา กล่าวต่อไปว่า “การทำงานในไตรมาสที่ 4 ที่เป็นไฮไลท์ คือ การต่อยอดแคมเปญตลาดต่างประเทศ Spice Up Your Business Agenda 2016 จึงจัดให้มีกิจกรรม Bloggers Familiarization Tripระหว่างวันที่ 4-7 กันยายน เพื่อสร้างการรับรู้ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางเชิงธุรกิจและการท่องเที่ยว (Business with Leisure) ผ่านมุมมองของบล็อกเกอร์ต่างประเทศที่มีชื่อเสียง จำนวน 10 ท่าน จาก 5 ประเทศ ได้แก่ จีน สิงคโปร์ ไต้หวัน อังกฤษ และออสเตรเลีย ซึ่งได้เข้าร่วมงานไมซ์ที่จัดขึ้นในประเทศไทย มีโอกาสเยี่ยมชมศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าระดับนานาชาติ ได้สัมผัสประสบการณ์และความประทับใจในการใช้สิทธิพิเศษของสินค้าและบริการต่างๆ ของแคมเปญดังกล่าว โดยสิทธิพิเศษนั้นมีทั้งในเมืองไมซ์ซิตี้ (กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา) และเมืองท่องเที่ยวหลักของไทย ได้แก่ สมุยและหัวหิน” 

สำหรับบล็อกเกอร์ที่ร่วมกิจกรรมทั้งหมดจะรายงานสด (live feed) ตลอดทริป และเขียนบทความขึ้นบนเว็บไซต์ของแคมเปญ Spice Up Your Business Agenda 2016 พร้อมแชร์ผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ของบล็อกเกอร์แต่ละท่าน ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์กับแฟนเพจและผู้ติดตามด้วยการแสดงความคิดเห็น หรือเผยแพร่ต่อ หรืออื่นๆ เพื่อสร้างการรับรู้และการบอกต่อในวงกว้าง โดยคาดว่ากิจกรรม Bloggers Familiarization Trip จะช่วยประชาสัมพันธ์แคมเปญ และคาดว่าจะมีจำนวนการแลกรับคูปอง ถึง 30,000 ครั้ง เพิ่มขึ้น 15% จากปี พ.ศ. 2558 

ไตรมาสที่ 4 เรายังดำเนินแคมเปญตลาดออนไลน์ในประเทศที่สำคัญๆ อาทิ การเปิดตัวแคมเปญ MEET IN THE VILLAGE ภายใต้ โครงการประชาสัมพันธ์ออนไลน์เพื่อสร้างกระแสและส่งเสริมการจัดประชุม สัมมนา ในพื้นที่ชุมชน เพิ่มรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน ตามยุทธศาสตร์สานพลังประชารัฐเพื่อเศรษฐกิจฐานราก และยังมีแคมเปญ Digital MICE Award 2016 “Young VDO Contest”เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหมทั้งนักศึกษา และบุคคลทั่วไป ร่วมส่งผลงานคลิปวิดีโอเข้าประกวด เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับอุตสาหกรรมไมซ์ในประเทศ และส่งเสริมให้องค์กรภาครัฐและเอกชน จัดงานไมซ์ในประเทศไทยมากขึ้น โดยทีเส็บคาดการณ์ว่าจากการทำงานเชิงรุกด้านการตลาดออนไลน์ตลอดปี พ.ศ. 2559 จะเป็นส่วนสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ไทยไปสู่เป้าหมาย ด้วยจำนวนนักเดินทางกลุ่มไมซ์ 1,060,000 คน สร้างรายได้ 92,000 ล้านบาท” นางสริตา กล่าวสรุป

# # #

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกรุณาติดต่อ

ส่วนงานสื่อสารองค์กร สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน)

นางสาวอริสรา ธนูแผลง                   ผู้จัดการอาวุโส     โทรศัพท์ 02-694-6095      อีเมล arisara_t@tceb.or.th

นางสาวกนกวรรณ กะดีแดง            ผู้จัดการ                 โทรศัพท์ 02-694-6006      อีเมล kanokwan_k@tceb.or.th

นางสาวฐิติวัลยา ไทยมงคลรัตน์      ผู้จัดการ                 โทรศัพท์ 02-694-6103      อีเมล titiwanlaya_t@tceb.or.th

นางสาวขวัญชนก อดทน                  ผู้ปฏิบัติการ           โทรศัพท์ 02-694-6096      อีเมล kwanchanok_o@tceb.or.th

นางสาวปนิยดา มุลาลินน์                 ผู้ปฏิบัติการ          โทรศัพท์ 02-694-6091      อีเมล paniyada_m@tceb.or.th

หัวเว่ย เปิดตัว Video Cloud ช่วยให้การพัฒนาบริการวิดีโอเป็นเรื่องง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซี่ยงไฮ้–8 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          หัวเว่ย ประกาศเปิดตัว Video Cloud ในงาน HUAWEI CONNECT 2016 เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถพัฒนาบริการด้านวิดีโอได้อย่างรวดเร็ว และมอบสุดยอดประสบการณ์ให้กับผู้ใช้งาน ด้วยต้นทุนที่คุ้มค่าแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยอาศัยแพลตฟอร์มคลาวด์และความสามารถพื้นฐานด้านวิดีโอที่เปิดกว้างของหัวเว่ย

          http://photos.prnasia.com/prnvar/20160907/0861609175

          ไค ลี ผู้จัดการทั่วไปของ Video Cloud กลุ่มธุรกิจ Huawei Carrier Software BU ประกาศเปิดตัว Video Cloud

          Video Cloud ของหัวเว่ย ช่วยให้ลูกค้าเปิดตัวบริการวิดีโอออนไลน์ได้อย่างรวดเร็ว โดยย่นระยะเวลาในการปล่อยบริการออกสู่ตลาดให้สั้นลงเหลือเพียง 1 สัปดาห์ อีกทั้งลดต้นทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานลงถึง 90% ขณะเดียวกันยังช่วยสร้างความมั่นใจว่า ผู้ใช้บริการจะได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดและข้อมูลมีความปลอดภัย นอกจากนี้ Video Cloud สามารถรองรับรูปแบบบริการที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายทอดสดผ่านคลาวด์ วิดีโอออนดีมานด์ (VOD) ผ่านคลาวด์ เกมโทรทัศน์ผ่านคลาวด์ การถ่ายทอดสดเกมหรือคนดัง การทำงานร่วมกันหลายหน้าจอ บริการดูแลสุขภาพทางไกล และการศึกษาออนไลน์ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการติดตั้งแพลตฟอร์มวิดีโอ และการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน CDN ตลอดจนช่วยให้ลูกค้าสามารถใช้วิดีโอในเชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว ส่งเสริมความร่วมมือในอุตสาหกรรม และสร้างระบบนิเวศวิดีโอที่เอื้อประโยชน์ต่อทั้ง 2 ฝ่าย ตามความสามารถด้านวิดีโอที่เปิดกว้างมากขึ้น

          Video Cloud ของหัวเว่ย นำเสนอข้อได้เปรียบทางธุรกิจและเทคโนโลยีระดับแนวหน้า ได้แก่

          – ลูกค้าให้ความสำคัญกับธุรกิจหลักได้อย่างเต็มที่: Video Cloud มอบความคุ้มค่าด้านต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (TCO) โดยช่วยให้ลูกค้าลดการลงทุนด้านเทคโนโลยีวิดีโอ ทำให้สามารถดำเนินงานได้ด้วยต้นทุนต่ำ และมุ่งเน้นไปที่บริการหลักได้อย่างเต็มที่ ทั้งในด้านผู้ใช้งาน คอนเทนท์ การบริการ และการดำเนินงาน นอกจากนี้ Video Cloud ที่ครบวงจรนี้ยังสามารถสร้างและบำรุงรักษาแพลตฟอร์มวิดีโอได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

          – แผนการลงทุนที่ดีที่สุด และปล่อยบริการออกสู่ตลาดได้เร็วที่สุด: Video Cloud เปิดทางให้ลูกค้าลงทุนตามการใช้งาน จึงสามารถควบคุมความเสี่ยงได้ โดยช่วยประหยัดเงินทุนเริ่มต้นสำหรับการพัฒนาบริการด้านวิดีโอไปได้ถึง 90% และย่นระยะเวลาในการปล่อยแพลตฟอร์มออกสู่ตลาดให้สั้นลงเหลือเพียง 1 สัปดาห์ นอกจากนี้ยังสนับสนุนการดำเนินงานในรูปแบบ Agile Internet-like ที่ช่วยให้การเปิดตัวบริการเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังรับมือความท้าทายในการแข่งขันที่ไม่เท่าเทียมกัน เมื่อเผชิญกับคู่แข่ง OTT ซึ่งมีความได้เปรียบในแง่ของเงินทุน

          – ความสามารถด้านวิดีโอที่เปิดกว้าง: Video Cloud เปิดศักยภาพพื้นฐานของวิดีโอ และยกระดับประสิทธิภาพด้านการดำเนินงานและการบำรุงรักษาระบบ (O&M) ให้ดียิ่งขึ้น โดยอาศัยทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ของหุ้นส่วนทั่วโลก ช่วยยกระดับความสามารถของอุตสาหกรรมในแนวดิ่ง และสร้างระบบนิเวศวิดีโอที่ทรงพลัง

          เกี่ยวกับหัวเว่ย

          หัวเว่ย เป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ชั้นนำระดับโลก  ด้วยแรงผลักดันจากนวัตกรรมที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าและพันธมิตรแบบเปิดกว้าง หัวเว่ยได้สร้างสรรค์โซลูชันไอซีทีแบบเอ็นด์ทูเอ็นด์ที่ช่วยให้ลูกค้ามีความได้เปรียบในการแข่งขันในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมแลเครือข่ายระดับองค์กร อุปกรณ์ และคลาวด์คอมพิวติ้ง โซลูชั่น ผลิตภัณฑ์และบริการด้านไอซีทีของเราถูกนำไปใช้ในกว่า 170 ประเทศและภูมิภาค เพื่อให้บริการแก่ประชากรมากกว่าหนึ่งในสามของโลก

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าชมเว็บไซต์ขอหัวเว่ยที่ www.huawei.com