ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลกของ QS ชี้การลงทุนในภาคการศึกษาช่วยหนุนอันดับมหาวิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอนดอน–6 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

http://www.TopUniversities.com/rankings2016

#QSWUR

ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากทั่วโลกฉบับที่ 13 ของ QS World University Rankings เผยการลงทุนในภาคการศึกษาระดับอุดมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในมหาวิทยาลัยของรัฐหรือเอกชน เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้อันดับของมหาวิทยาลัยปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ (เกาหลีใต้ รัสเซีย สหรัฐ และ จีน) รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่มีอันดับร่วงลงด้วยเช่นกัน (ส่วนใหญ่จะเป็นมหาวิทยาลัยจากยุโรปตะวันตกและยุโรปใต้ แอฟริกาใต้ และละตินอเมริกา)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20130909/638188 )

มหาวิทยาลัย MIT ครองอันดับสูงสุดต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 5

มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดครองอันดับ 2 ในปีนี้ ตามมาด้วยมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดที่อันดับ 3

สถาบันการศึกษาจากสหรัฐคว้าตำแหน่งท็อป 3 ไปครองเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2547/48

อันดับของมหาวิทยาลัยจากยุโรปตะวันตกร่วงลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหราชอาณาจักรและเยอรมนี โดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ปรับตัวลงมาอยู่ที่อันดับ 4 ในปีนี้

อันดับของมหาวิทยาลัยจากรัสเซียและเกาหลีใต้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสถิติตลอด 13 ปีที่ผ่านมา (ไต่ขึ้นติดท็อป 16 จากทั้งหมด 500มหาวิทยาลัย)

มหาวิทยาลัยชิงหวาไต่ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 24 ในปีนี้ ซึ่งเป็นอันดับสูงสุดจากสถิติทั้งหมดที่ผ่านมา นับเป็นความก้าวหน้าทางการศึกษาของจีนอย่างแท้จริง

มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (อันดับที่ 12) ครองตำแหน่งที่สูงที่สุดของมหาวิทยาลัยในเอเชีย

ออสเตรเลียและแคนาดาส่งรายชื่อมหาวิทยาลัยประเทศละ 9 แห่งขึ้นมาอยู่ในอันดับท็อป 200 ปรับตัวขึ้นจากปีที่ผ่านมาประเทศละ 1 แห่ง

สำหรับภูมิภาคละตินอเมริกา แม้จะทำผลงานได้ไม่โดดเด่นนัก แต่ก็สามารถส่งมหาวิทยาลัย Universidad de Buenos Aires (อันดับที่ 85) ขึ้นแท่นท็อป100 ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2549 ถือเป็นมหาวิทยาลัยจากละตินอเมริกาที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุดเป็นลำดับที่ 2 หลังจากที่ Latin American university เคยทำสถิติไว้ก่อนหน้านี้

– Universidade de São Paulo ทำสถิติสูงสุดในปีนี้ ด้วยการไต่ขึ้นอันดับที่ 120 ได้สำเร็จ

2559          2558           มหาวิทยาลัย 20 อันดับแรก                   ประเทศ

1                1                 MIT                               สหรัฐอเมริกา

2                3=               STANFORD                  สหรัฐอเมริกา

3                2                 HARVARD                    สหรัฐอเมริกา

4                3=               CAMBRIDGE                สหราชอาณาจักร

5                5                 CALTECH                     สหรัฐอเมริกา

6                6                 OXFORD                      สหราชอาณาจักร

7                7                  UCL                             สหราชอาณาจักร

8                9                  ETH ZURICH                สวิตเซอร์แลนด์

9                8                  IMPERIAL COLLEGE   สหราชอาณาจักร

10              10                CHICAGO                     สหรัฐอเมริกา

11              11                 PRINCETON                 สหรัฐอเมริกา

12              12                NATIONAL UNIVERSITY OF SINGAPORE  สิงคโปร์

13              13                NANYANG TECHNOLOGICAL UNIVERSITY  สิงคโปร์

14              14                EPFL                             สวิตเซอร์แลนด์

15              15                YALE                             สหรัฐอเมริกา

16              17                CORNELL                      สหรัฐอเมริกา

17              16                JOHNS HOPKINS           สหรัฐอเมริกา

18              18                UPENN                           สหรัฐอเมริกา

19              21                EDINBURGH                   สหราชอาณาจักร

20              22                COLUMBIA                     สหรัฐอเมริกา

(C) QS Quacquarelli Symonds www.TopUniversities.com

QS จัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกโดยอาศัยข้อมูลจากการสำรวจความคิดเห็นของนักวิชาการ 74,651 ราย และนายจ้าง 37,781 ราย ซึ่งถือว่ามากที่สุดในบรรดาการสำรวจในลักษณะเดียวกัน ประกอบกับการวิเคราะห์เอกสารงานวิจัย 10.3 ล้านฉบับ และเอกสารอ้างอิงกว่า 66.3 ล้านฉบับ จากการจัดทำดัชนีจากฐานข้อมูล Scopus ของ Elsevier

เบน โซวเทอร์ หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ QS กล่าวว่า “สถาบันการศึกษาจากประเทศที่ให้การสนับสนุนด้านเงินทุนสูงไม่ว่าจะมาจากการบริจาคหรือมาจากการสนับสนุนของภาคเอกชน ล้วนแล้วแต่มีอันดับสูงขึ้นทั้งสิ้น ขณะที่มหาวิทยาลัยจากทางยุโรปตะวันตกเสียตำแหน่งมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกให้กับคู่แข่งที่มาจากสหรัฐและเอเชีย  “

การจัดอันดับครั้งนี้ครอบคลุมมหาวิทยาลัย 916 แห่ง จากทั้งหมด 81 ประเทศ โดยมีมหาวิทยาลัยจาก 33 ประเทศที่ติด 200 อันดับแรก สำหรับประเทศที่ติดอันดับมากที่สุดประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา 48 แห่ง ตามมาด้วยสหราชอาณาจักร 30 แห่ง เนเธอร์แลนด์ 12 แห่ง เยอรมนี 11 แห่ง แคนาดาและออสเตรเลียประเทศละ 9 แห่ง ญี่ปุ่น 8 แห่ง  จีน 7 แห่ง ฝรั่งเศส 5 แห่ง สวีเดน 5 แห่ง และฮ่องกง 5 แห่ง

ที่มา: QS Quacquarelli Symonds

“JUMORE” ผู้นำด้านอีคอมเมิร์ซข้ามแดน ขึ้นแท่นดาวเด่นในการประชุมสุดยอด B20

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

หางโจว, จีน–5 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

เมื่อวันที่ 3 กันยายนที่ผ่านมา คุณอีริค ลู่ ประธาน JUMORE Cross-border E-commerce ได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอด Business 20 (B20) ซึ่งจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ที่นครหางโจว ประเทศจีน ในฐานะผู้คร่ำหวอดในธุรกิจอีคอมเมิร์ซแบบ B2B โดยได้ให้คำปรึกษาและคำแนะนำแก่ที่ประชุม G20 ร่วมกับบรรดาผู้นำทางการเมืองและธุรกิจจากทั่วโลก

 

http://photos.prnasia.com/prnvar/20160904/0861609043 

การประชุมสุดยอด B20 เป็นเวทีใหญ่ที่เปิดโอกาสให้ชุมชนธุรกิจจากนานาชาติได้มีส่วนร่วมในการกำกับดูแลเศรษฐกิจโลก ตลอดจนกำหนดกฎเกณฑ์ด้านการค้าและเศรษฐกิจระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนการทำงานของ G20 ผ่านการหารือในเรื่องนโยบายและการให้คำแนะนำในเรื่องการพัฒนา โดยประเด็นสำคัญในปีนี้ครอบคลุมทั้งการเติบโตทางการเงิน การค้าและการลงทุน โครงสร้างพื้นฐาน ฯลฯ ซึ่งสอดคล้องกับหัวข้อหลักของการประชุม G20 นั่นคือ “Innovative, Invigorated, Interconnected and Inclusive” นี่จึงเป็นโอกาสอันเหมาะสมที่ JUMORE จะได้นำเสนอแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่แท้จริง และเนื่องจากการเติบโตโดยมีนวัตกรรมเป็นแรงผลักดันคือประเด็นสำคัญของการประชุมสุดยอด G20/B20 ดังนั้น มุมมองของคุณอีริค ลู่ ในเรื่องของอีคอมเมิร์ซข้ามแดน จึงเป็นข้อมูลที่สามารถชี้นำแนวโน้มการพัฒนา อันจะนำไปสู่การยกระดับการรวมรวมและอัพเกรดข้อมูล การหมุนเวียนของห่วงโซ่อุปทาน และการพัฒนาทั่วโลก 

JUMORE คือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซข้ามแดนที่ครอบคลุมสินค้าโภคภัณฑ์ทุกประเภททั่วทั้งห่วงโซ่อุปทาน JUMORE ทุ่มเทให้กับการสร้างสภาพแวดล้อมการซื้อขายที่ถูกต้องตามกฎหมาย ปลอดภัย และเปิดกว้าง ในฐานะผู้สร้างและพัฒนาระบบนิเวศการซื้อขาย JUMORE ไม่เพียงแต่เร่งกำหนดกฎเกณฑ์ด้านการควบคุมคุณภาพและการซื้อขายเท่านั้น แต่ยังสนับสนุนการปรับปรุงระบบเครดิตซื้อขายข้ามแดน ตลอดจนส่งเสริมการค้าเสรีและการฟื้นฟูเศรษฐกิจทั่วโลก ปัจจุบันJUMORE ได้บรรลุข้อตกลงกับประเทศต่างๆมากกว่า 80 ประเทศ (ผ่านทางสถานทูต สถานกงศุล หอการค้า ฯลฯ) การเข้าร่วมการประชุมสุดยอด B20 ทำให้ JUMOREได้หารือในเชิงลึกร่วมกับผู้นำจากทั่วโลก รวมทั้งพูดคุยเกี่ยวกับโมเดลการซื้อขายแบบใหม่ โดยได้รับความช่วยเหลือจาก JUMORE Cross-border E-commerceเพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนานวัตกรรมการซื้อขายและการยกระดับเศรษฐกิจที่แท้จริง 

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160904/0861609043

มหกรรม Biospain 2016 ได้รับความสนใจจากนานาประเทศมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

มาดริด–5 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

การประชุมเทคโนโลยีชีวภาพนานาชาติครั้งที่ 8 หรือ Biospain 2016 ซึ่งจัดขึ้นโดยสมาคมอุตสาหกรรมชีวภาพแห่งประเทศสเปน (ASEBIO) และสำนักงานพัฒนาธุรกิจของรัฐบาลแคว้นบาสก์ (SPRI) จะเปิดฉากระหว่างวันที่ 28-30 กันยายนนี้ ณ ศูนย์นิทรรศการ Bilbao Exhibition Centre (BEC) ในเมืองบารากัลโด โดยในปีนี้มีองค์กรและบริษัทจากสหรัฐอเมริกาสนใจเข้าร่วมงานมากขึ้น

Biospain 2016 Logo / Biospain 2016 Logo (PRNewsFoto/Biospain 2016)

Biospain 2016 Logo (PRNewsFoto/Biospain 2016)

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160902/403790LOGO )

จอร์ดี มาร์ติ ประธาน ASEBIO กล่าวว่า จากการไปเยี่ยมชมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติหลายงานเมื่อไม่นานมานี้ เราได้รับรู้ว่ามีนักลงทุนและบริษัทต่างชาติจำนวนมากขึ้นที่สนใจเข้ามาชมโครงการต่างๆในสเปนและต้องการเข้ามาทำธุรกิจที่นี่ โดยส่วนใหญ่มาจากสหรัฐอเมริกา ยุโรป และละตินอเมริกาล่าสุด กลุ่มทุนระดับนานาชาติที่ลงทุนในด้านเภสัชกรรมได้ประกาศการลงทุนในสเปน แสดงให้เห็นว่าเทคโนโลยีชีวภาพของสเปนมีความทันสมัยเทียบเท่ากับนานาประเทศในแง่ของการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์

ณ ขณะนี้ มี 20 ประเทศที่ยืนยันว่าจะเข้าร่วมงาน Biospain 2016 และทางผู้จัดคาดว่างานในปีนี้จะใหญ่กว่าเดิมถึง 40%

ปัจจุบัน Biospain เป็นงานจับคู่ทางธุรกิจในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพงานใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยมีการจับคู่ทางธุรกิจแบบตัวต่อตัว 3,327ครั้ง หรือเพิ่มขึ้นกว่า 320% เมื่อเทียบกับปี 2008 ที่มีการนำระบบจับคู่ทางธุรกิจ ONE(R) ของ EBD Group มาใช้เป็นครั้งแรก

ภายในงานจะมีการประชุมด้านการลงทุน Biospain Investment Forum ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อดึงดูดนักลงทุนทั้งจากในและต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นไปที่การจัดโปรแกรมคู่ขนานและกิจกรรมพบปะพูดคุยสำหรับชุมชนนักลงทุน

สำหรับการประชุมอื่นๆที่โดดเด่นในงานนี้ประกอบด้วย การประชุมสำหรับผู้ป่วยว่าด้วยโรคหายาก โรคปลอกประสาทอักเสบ และบทบาทที่เพิ่มมากขึ้นขององค์กรผู้ป่วย รวมถึงวิธีการวินิจฉัยโรคแบบใหม่ วัคซีน โรคอัลไซเมอร์ อาหารและสุขภาพ นโยบายสาธารณะสำหรับนวัตกรรมเปิด เทคโนโลยีชีวภาพนาโน บิ๊กดาต้า วิธีการรักษาโรคมะเร็งแบบใหม่ และเศรษฐกิจชีวภาพ

มหกรรม BioSpain ประกอบไปด้วยการแสดงสินค้า การจับคู่ทางธุรกิจ การประชุมด้านการลงทุน การประชุมด้านการฝึกอบรมและจ้างงาน รวมถึงการประชุมในหัวข้ออื่นๆ (พร้อมการประชุมคู่ขนาน) โดยได้รับเกียรติจากวิทยากรทั้งในและต่างประเทศมาให้ความรู้ นอกจากนี้ยังมีการประชุมเชิงวิทยาศาสตร์ที่จัดโดยบรรดาสมาคมวิทยาศาสตร์ด้วย BioSpain เป็นงานระดับชาติที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปและใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก ในแง่ของจำนวนการจับคู่ทางธุรกิจ

มหกรรม Biospain 2014 ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมจัดแสดง 200 ราย บริษัทและหน่วยงานกว่า 850 แห่ง รวมถึงผู้แทนกว่า 1,850 คนจาก 37ประเทศ โดยมีจำนวนการจับคู่ทางธุรกิจแบบตัวต่อตัวเพิ่มขึ้น 20% เป็น 3,327 ครั้ง

ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของมหกรรม Biospain ประกอบด้วย Bioiberica, Merck, Pharmamar และ Celgene

ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

ลูเซีย เซซิเลีย

หัวหน้าฝ่ายการสื่อสารของ ASEBIO และ BioSpain 2016

อีเมล: lcecilia@asebio.com

โทร. +(00)34-663-117-293

ที่มา: Biospain 2016

GCL-SI ติดกลุ่มผู้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ระดับ Tier 1 โดยบลูมเบิร์ก นิว เอ็นเนอจี ไฟแนนซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซูโจว, จีน–5 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          GCL System Integration Technology (GCL-SI), (SHE: 002506) บริษัทในเครือ GCL ซึ่งเป็นกลุ่มพลังงานชั้นนำของโลก ติดกลุ่ม Tier 1 ในการจัดอันดับรายชื่อผู้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ของบลูมเบิร์ก นิว เอ็นเนอจี ไฟแนนซ์ (Bloomberg New Energy Finance – BNEF) โดย GCL-SI รั้งอันดับที่ 2 ในรายชื่อดังกล่าว เมื่อพิจารณาจากกำลังการผลิตต่อปี

          ระบบการจัดกลุ่มของ BNEF ได้จัดกลุ่มผู้ผลิตเซลล์แสงอาทิตย์จำนวนหลายร้อยรายออกเป็น 3 กลุ่ม ตามเกณฑ์ Bankablity หรือความสามารถของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในการได้รับสินเชื่อ (Non-recourse debt financing) จากธนาคาร

          ผู้ผลิตกลุ่ม Tier 1 ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าสามารถจัดหาผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเองและเป็นแบรนด์ของตนเองให้กับโครงการต่างๆ อย่างน้อย 5 โครงการที่ได้รับเงินกู้จากธนาคาร (non-development) ที่แตกต่างกัน 5 แห่ง นอกจากนี้ BNEF ยังพิจารณาเฉพาะโครงการที่มีกำลังการผลิตสูงกว่า 1.5 เมกะวัตต์

          การมีชื่ออยู่ในระบบการจัดกลุ่มของ BNEF ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่า GCL-SI มีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ทุกข้อ

          Mr. Shu Hua ประธานของ GCL-SI กล่าวว่า “GCL-SI เติบโตอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท โดยในระยะเวลาไม่ถึงปี เราได้พัฒนาโครงการระดับนานาชาติหลายโครงการที่ตรงตามมาตรฐานของ BNEF ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่เกิดขึ้นบ่อยนักในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์”

          รายชื่อ “Tier 1″ ได้ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวางในการคาดการณ์การผลิตและการวิเคราะห์คู่แข่งในเบื้องต้น โดยถือเป็นวิธีที่สำคัญวิธีหนึ่งในการจัดกลุ่มซัพพลายเออร์รายใหญ่ในอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ที่ได้รับสนับสนุนทางการเงินจากธนาคาร โดย BNEF ได้ทำการทบทวนและปรับปรุงรายชื่อดังกล่าวเป็นประจำทุกไตรมาสตามข้อมูลใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในฐานข้อมูล

          “การที่ GCL-SI มีชื่อติดกลุ่ม Tier 1 เป็นการบ่งชี้ถึงความสามารถของเราในการได้รับสินเชื่อจากธนาคาร รวมถึงการนำเสนอผลิตภัณฑ์เซลล์แสงอาทิตย์ที่มีคุณภาพ” Mr. Shu กล่าวเสริม “ทั้งยังจะช่วยให้บริษัทมีโอกาสมากขึ้นในการสำรวจตลาด และเปิดทางให้เราสามารถสนับสนุนพลังงานสีเขียวทั่วโลกได้มากขึ้นด้วย”

          เกี่ยวกับ GCL-SI

          GCL System Integration Technology Co., Ltd. (002506 Shenzhen Stock) (GCL-SI) เป็นบริษัทในเครือของ GOLDEN CONCORD Group (GCL) กลุ่มบริษัทพลังงานระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญในการผลิตพลังงานไฟฟ้าสะอาดและยั่งยืน บริษัทก่อตั้งขึ้นในปี 1990 และปัจจุบันมีสินทรัพย์ทั่วโลกเป็นมูลค่าเกือบ 1.6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เครือบริษัทได้ส่งมอบเซลล์แสงอาทิตย์มากกว่า 2 กิกะวัตต์ทั่วโลกในปี 2015 และปัจจุบันเป็นผู้จัดหาเซลล์แสงอาทิตย์แบบผลึกโพลีซิลิคอนและแบบแผ่นเวเฟอร์ มากกว่า 30% ที่ใช้ในอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์

“Maybank GO Ahead. Challenge 2016” มอบบทเรียนชีวิตอันล้ำค่าให้แก่ผู้เข้าแข่งขันทุกคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย–5 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

แชมป์โลกและผู้ชนะประเภททีมได้รับรางวัลเงินสดรวมมูลค่า 71,000 ดอลลาร์สหรัฐ

ความยืดหยุ่นและการร่วมมือกันเพื่อความสำเร็จ สำคัญกว่าความเชื่อมั่นในตนเองและความเป็นปัจเจก” นี่คือบทเรียนชีวิตที่ผู้เข้าแข่งขัน Maybank Go Ahead. Challenge (MGAC) 2016 ได้เรียนรู้และแบ่งปันระหว่างพิธีมอบรางวัลที่กรุงกัวลาลัมเปอร์เมื่อไม่นานมานี้ โดย MGAC เป็นการแข่งขันที่นำเอารูปแบบของรายการThe Amazing Race และ The Apprentice รวมถึงโครงการความรับผิดชอบต่อสังคมอื่นๆมารวมเข้าด้วยกัน เพื่อเฟ้นหาผู้ที่มีความสามารถรอบด้านมาร่วมงานกับMaybank Group

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnvar/20160902/8521605565

Chenyun You จากประเทศจีน ผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโทสาขาการเงินจาก Cass University คือผู้ที่คว้าตำแหน่งแชมป์โลกในการแข่งขันครั้งนี้ พร้อมรางวัลเงินส ด 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนในประเภททีมนั้น รางวัลชนะเลิศพร้อมเงินสด 40,000 ดอลลาร์สหรัฐตกเป็นของทีม Transformers ซึ่งประกอบด้วยผู้เข้าแข่งขันจากจีน สิงคโปร์ และมาเลเซีย ส่วนรางวัลรองชนะเลิศพร้อมเงินสด 20,000 ดอลลาร์สหรัฐเป็นของทีม Dark Knight ซึ่งประกอบด้วยผู้เข้าแข่งขันจากฮ่องกง ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย และรางวัลที่สามพร้อมเงินสด 10,000 ดอลลาร์สหรัฐเป็นของทีม Kingsmen ซึ่งประกอบด้วยผู้เข้าแข่งขันจากกัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย สำหรับรางวัลสูงสุดของผู้ชนะคือโอกาสที่จะได้เข้าร่วมโครงการ Global Maybank Apprentice Programme (GMAP)

William Teo หัวหน้าทีม Transformers กล่าวว่า “เราทุกคนล้วนเป็นผู้ชนะ เพราะเราได้รับประสบการณ์ที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิต การแข่งขันนี้มีความลึกซึ้งมากกว่าที่เห็นภายนอก เราไม่เคยสัมผัสกับการแข่งขัน อารมณ์ความรู้สึก รวมถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของตนเองเช่นนี้มาก่อน การแข่งขันในแต่ละด่านมีความเข้มข้น ผลักดันให้เราก้าวออกมาจาก comfort zone และช่วยให้เรารู้จักมีความยืดหยุ่น ที่สำคัญที่สุดคือ การแข่งขันนี้สอนให้เรารู้ว่า การทำงานคนเดียวให้ผลสำเร็จไม่เท่าการทำงานเป็นทีม และเราได้ตระหนักว่าชีวิตการทำงานเป็นสิ่งท้าทาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าต้องการอยู่เหนือผู้อื่น Maybank แสดงให้เราเห็นว่าการอยู่เหนือคู่แข่งและประสบความสำเร็จต้องแลกด้วยอะไรบ้าง”

นับเป็นครั้งแรกที่การแข่งขันนี้เปิดโอกาสให้แชมป์โลกเลือกฝึกงาน 2 สัปดาห์ที่ Maybank สาขาใดก็ได้ทั่วโลก และ Chenyun You ได้เลือกไปฝึกงานที่สาขานิวยอร์กเพราะต้องการสัมผัสบรรยากาศของศูนย์กลางทางการเงิน หลังจากที่เคยสัมผัสบรรยากาศในลอนดอนมาแล้วระหว่างเรียนปริญญาโท 1 ปี Chenyun Youกล่าวว่า “MGAC มอบประสบการณ์ที่ไม่รู้ลืม และยังสอนให้รู้ความหมายที่แท้จริงของความยืดหยุ่น โดยเฉพาะในกิจกรรมที่ต้องใช้กำลังที่ Tadom Base ซึ่งเป็นฐานฝึกข้ามสิ่งกีดขวางที่โหดที่สุดในมาเลเซีย ฉันต้องดิ้นรนอย่างมากกว่าจะผ่านด่านมาได้ แต่ฉันเชื่อว่าเราต้องก้าวออกมาจาก comfort zone และผลักดันตนเองให้ก้าวไปข้างหน้า ตอนนี้ ฉันรู้สึกพร้อมมากขึ้นที่จะเผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ เพื่อให้ตนเองเติบโตทั้งในด้านการงานและการพัฒนาตนเอง”

ในปีนี้ มีผู้สมัครเข้าร่วมการแข่งขันทุบสถิติถึง 37,000 ราย เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วถึง 65% และมากกว่าปี 2012 ซึ่งเป็นปีแรกที่จัดการแข่งขันถึง 36 เท่า โดยมีผู้สมัคร105 สัญชาติจากทั่วโลก และมีผู้สมัคร 18 สัญชาติที่ได้เข้าสู่รอบสุดท้าย โดยมาจากสหราชอาณาจักร จีนแผ่นดินใหญ่ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย ฮ่องกง กัมพูชา และมาเลเซีย การที่มีผู้สมัครจากหลายเชื้อชาติสะท้อนให้เห็นว่า Maybank เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกและเป็นบริษัทที่ใครก็อยากทำงานด้วย

Nora Manaf กล่าวว่า “จำนวนผู้สมัครที่เพิ่มขึ้นทุกปีจาก 1,000 รายในปี 2012 จนกลายเป็น 37,000 รายในปี 2016 ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถตอบสนองต่อกระแสการจ้างงานคนยุคมิลเลนเนียลได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในยุคที่มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆอย่างไม่หยุดยั้ง MGAC ถือเป็นช่องทางหนึ่งของเราในการสรรหาคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถจากประเทศต่างๆทั่วโลก ไม่จำกัดเฉพาะประเทศที่เราเข้าไปทำธุรกิจ เรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับบทบาทสำคัญในการช่วยพัฒนาภูมิภาคนี้ MGAC ผลักดันให้ผู้เข้าร่วมการแข่งขันก้าวข้ามขีดจำกัดของตนเองและเปิดรับความท้าทายในชีวิตจริง เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ความสำคัญของความยืดหยุ่นและความอดทน”

สื่อมวลชนกรุณาติดต่อ

Ayesha Rahman
โทร. +6017-333-0060
อีเมล: ayesha@madhat.asia

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160902/8521605565

ร้านค้ากว่า 2 ล้านแห่งในยุโรปรับบัตรยูเนี่ยนเพย์ มอบความสะดวกสบายให้แก่นักท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซี่ยงไฮ้, จีน–5 ก.ย.–ซินหัว-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

          ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ประกาศเมื่อวันที่ 2 กันยายนว่า ลูกค้าสามารถชำระเงินด้วยบัตรยูเนี่ยนเพย์ (หมายเลขบัตรเริ่มด้วย 62) ณ ร้านค้าประมาณ 2 ล้านแห่งในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กว่า 70% ของร้านค้าในสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส เยอรมนี อิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ และสเปน ซึ่งเป็น 6 จุดหมายปลายหลักที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว ต่างรับบัตรยูเนี่ยนเพย์ นอกจากนี้ การรับบัตรยูเนี่ยนเพย์ยังได้ขยายจากร้านค้าปลอดภาษีและห้างสรรพสินค้าไปสู่แหล่งบันเทิงและร้านอาหารด้วย

          ปัจจุบัน ยูเนี่ยนเพย์มีเครือข่ายครอบคลุม 38 ประเทศและภูมิภาคในยุโรป เพื่อมอบความสะดวกสบายในการถอนเงินสดด้วยบัตรยูเนี่ยนเพย์ โดยตู้เอทีเอ็มเกือบทุกแห่งในสวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรีย และไอซ์แลนด์ และกว่า 80% ของตู้เอทีเอ็มในอิตาลี สเปน และกรีซ ต่างรับบัตรยูเนี่ยนเพย์ เช่นเดียวกับตู้เอทีเอ็มกว่า 60% ในฝรั่งเศส นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรยังสามารถถอนเงินสดด้วยบัตรยูเนี่ยนเพย์ในไอร์แลนด์ ฟินแลนด์ และสวีเดน อีกด้วย

          ปีนี้ หลายประเทศในยุโรปใต้และตะวันออกเฉียงเหนือกลายเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวยอดนิยม โดยก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งกับประเทศท่องเที่ยวดั้งเดิมอย่าง ฝรั่งเศส และ เยอรมนี ซึ่งการขยายการรองรับบัตรของยูเนี่ยนเพย์ในประเทศเหล่านี้ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ โดยร้านค้า 130,000 แห่งในอิตาลี และ 90,000 แห่งในสเปนรับบัตรยูเนี่ยนเพย์ ส่งผลให้จำนวนร้านค้าที่รับบัตรยูเนี่ยนเพย์ในสองประเทศดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 60% และ 70% ตามลำดับ ขณะที่ร้านค้าในสหราชอาณาจักรยอมรับการใช้จ่ายผ่านบัตรยูเนี่ยเพย์กันมากขึ้น และประมาณ 90% ของร้านค้าในเดนมาร์ก และ 60% ของร้านค้าในเนเธอร์แลนด์ก็ยอมรับการใช้จ่ายผ่านบัตรยูเนี่ยนเพย์เช่นกัน

          ด้วยจำนวนที่เพิ่มขึ้นของนักท่องเที่ยวอิสระ ประเภทร้านค้าที่รับบัตรยูเนี่ยนเพย์จึงมีความหลากหลายมากขึ้นเช่นกัน กล่าวถือไม่ได้มีเพียงห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลอดภาษี และร้านแบรนด์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงศูนย์รวมความบันเทิงและร้านอาหาร ได้แก่ ร้านอาหารระดับมิชลินในปารีส พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุสโซในอัมสเตอร์ดัม ตลอดจนร้านหนังสือและร้านจำหน่ายของที่ระลึกในพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ พระราชวังแวร์ซาย พิพิธภัณฑ์ออร์เซย์ พิพิธภัณฑ์ปิกัสโซ และพิพิธภัณฑ์ออรองเจอรี โดย 20% ของร้านค้าหน้าใหม่ในฝรั่งเศสที่รับบัตรยูเนี่ยนเพย์ในปีนี้ เป็นร้านอาหารและโรงแรม

          สำหรับในปีนี้ ร้านค้าหลายแห่งในยุโรปได้มอบสิทธิพิเศษให้แก่ผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์ ประกอบด้วยร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน ห้างสรรพสินค้า และศูนย์จำหน่ายสินค้าลดราคาในสหราชอาณาจักร อิตาลี ฟินแลนด์ เยอรมนี และสเปน ตลอดจนร้านอาหารมิชลิน 3 ดาว Guy Savoy ในปารีส ร้านอาหาร HIX Restaurantของโรงแรมบราวน์ ในลอนดอน ศูนย์อาหาร Platea ในมาดริด มาดามทุสโซในอัมสเตอร์ดัม และโรงงานเครื่องปั้นดินเผา Koninklijke Porceleyne Fles ในเนเธอร์แลนด์

          นอกจากนี้ เมื่อซื้อสินค้ากับร้านค้าที่ได้รับการแต่งตั้งจาก Global Blue, Premier Tax Free และ Tax Free Worldwide ใน 31 ประเทศทั่วยุโรป ผู้ถือบัตรจะได้รับใบคำขอคืนเงินภาษีเพื่อกรอกข้อมูลและหย่อนลงในกล่องจดหมายของบริษัทคืนภาษีในสนามบิน เพื่อขอคืนภาษีผ่านบัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์

          รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.unionpayintl.com/

          ที่มา: ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชันแนล

ยูเนี่ยนเพย์เดินหน้าอำนวยความสะดวกผู้ถือบัตร ขณะร้านค้ากว่า 80% ในสหรัฐรับบัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซี่ยงไฮ้, จีน–5 ก.ย.–ซินหัว-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

          ณ วันที่ 1 กันยายน ตู้เอทีเอ็มเกือบทุกแห่งในสหรัฐอเมริการับบัตรยูเนี่ยนเพย์สำหรับการถอนเงินสด และร้านค้ากว่า 80% ในสหรัฐอเมริกายอมรับบัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์ โดยศูนย์การค้าและเอาท์เลทชื่อดังกว่า 90% ในจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวอย่าง นิวยอร์ก ฮาวาย ซานฟรานซิสโก ลอสแอนเจลิส  ออร์แลนโด และชิคาโก ต่างรับชำระเงินด้วยบัตรยูเนียนเพย์ ผู้ถือบัตรเครดิตและบัตรเดบิตยูเนี่ยนเพย์ (หมายเลขบัตรเริ่มด้วย 62) จึงได้รับความสะดวกสบายและสิทธิประโยชน์มากมาย เมื่อชำระเงินด้วยบัตรยูเนี่ยนเพย์ในสหรัฐ

          ร้านค้าที่รับบัตรยูเนี่ยนเพย์นั้นกระจายตัวอยู่ทั่วสหรัฐ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ร้านแบรนด์ต่างๆ ร้านสะดวกซื้อ ร้านอาหารและโรงแรม นอกจากนี้ บัตรยูเนี่ยนเพย์ยังช่วยให้ผู้ถือบัตรสะดวกทุกการใช้จ่ายที่ร้าน Macy’s, Apple Stores, Best Buy, ร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน และสถานที่อื่นๆ ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว สำหรับการใช้บัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์ในสหรัฐ ผู้ถือบัตรเพียงเซ็นชื่อ โดยไม่ต้องกดรหัส PIN นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรยังสามารถใช้บัตรเดบิตยูเนี่ยนเพย์ตามร้านค้าที่มีเครื่องอ่านบัตร PIN pad อีกด้วย

          ด้วยเครือข่ายการรับบัตรที่กว้างขวางครอบคลุมในสหรัฐ ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เดินหน้าสร้างย่านธุรกิจหลัก 30 แห่งตามสถานที่ท่องเที่ยวและศูนย์การค้าหลักๆ มาตั้งแต่ปีที่แล้ว เพื่อขยายขอบเขตการรับบัตร พร้อมทั้งมอบบริการและสิทธิประโยชน์ต่างๆ มากมาย โดยย่านธุรกิจหลักเหล่านี้ ได้แก่Metropolitan Museum of Art, Woodbury Premium Outlet, T Galleria by DFS และ Kalakaua Avenue ในฮาวาย เป็นต้น

          แม้ร้านค้าหลายแห่งในสหรัฐไม่แสดงสัญลักษณ์ของบัตรธนาคารแบรนด์ต่างๆ แต่ร้านค้าส่วนใหญ่ที่มีเครื่องอ่านบัตร PIN pad ต่างยอมรับบัตรเดบิตยูเนี่ยนเพย์ หรือเพื่อความแน่ใจ ผู้ถือบัตรอาจถามพนักงานแคชเชียร์ว่าทางร้านรับบัตรยูเนี่ยนเพย์หรือไม่

          ภายในปีนี้ ผู้ถือบัตรได้รับสิทธิพิเศษหลากหลายในสหรัฐ เริ่มตั้งแต่เอาท์เลทชื่อดังกว่า 50 แห่ง ประกอบด้วย Premium Outlet 15 แห่ง Tanger Outlet 37 แห่ง และ Fashion Outlet อีกหลายแห่ง มอบของกำนัลและส่วนลดพิเศษ VIP สำหรับผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์ นอกจากนี้ ผู้ถือบัตรมีสิทธิได้รับส่วนลดสองต่อ (ส่วนลด 10% และ “เช่ารถ 7 วัน จ่ายเพียง 4 วัน”) เมื่อใช้บัตรยูเนี่ยนเพย์เช่ารถกับ Hertz ปิดท้ายด้วยการใช้บัตรยูเนี่ยนเพย์เพื่อเข้าชมพิพิธภัณฑ์ Metropolitan Museum of Artฟรี และรับบัตรเข้าชม Art Institute of Chicago ฟรีอีกหนึ่งใบ เมื่อซื้อบัตรใบแรกผ่านบัตรเครดิตยูเนี่ยนเพย์

          รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.unionpayintl.com/

          ที่มา: ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล

จีนเตรียมจัดงานแสดงอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย “CIOSH” ตุลาคมนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ตงกวน, จีน–5 ก.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

CIOSH คือเวทีการค้าสำหรับอุตสาหกรรมสินค้าเพื่อสุขภาพและความปลอดภัยในการทำงาน ที่จัดมาอย่างยาวนานถึง 50 ปีแล้ว

มหกรรมระดับชาติ China International Occupational Safety & Health Goods Expo (CIOSH) เตรียมเปิดฉากระหว่างวันที่ 19-21 ตุลาคม 2559 Guangdong Modern Exhibition Center โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์จีน และจัดโดยสมาคม China Textile Commerce Association มหกรรมนี้จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง โดยมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องตลอดระยะเวลา 50 ปีของการจัดงาน และพร้อมก้าวไปอีกระดับอย่างมั่นคง

มหกรรม CIOSH จัดบนพื้นที่กว่า 60,000 ตารางเมตร โดยจะมีบูธกว่า 2,000 บูธของผู้ร่วมจัดแสดงกว่า 1,000 รายจากภูมิภาคต่างๆทั่วประเทศจีน สำหรับสินค้าที่จัดแสดงก็มีมากมาย ได้แก่ อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ ดวงตา ใบหน้า มือ และเท้า อุปกรณ์ป้องกันการตกจากที่สูง หน้ากากกันแก๊สและอุปกรณ์ป้องกันปอด อุปกรณ์ช่วยเหลือในน้ำ รวมถึงอุปกรณ์ป้องกันอีกหลากหลายประเภท), ชุดป้องกันและยูนิฟอร์มสำหรับมืออาชีพ (ชุดกันไฟ กระแสไฟฟ้า น้ำ และน้ำมัน รวมถึงชุดใส่ในสภาพการทำงานที่อันตราย) และอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน (อุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในงานจราจร การทำเหมืองแร่ การขุดเจาะและสูบน้ำมัน การใช้งานเครื่องจักร การก่อสร้าง การผลิตไฟฟ้า อุปกรณ์ตรวจสอบความปลอดภัย อุปกรณ์ช่วยเหลือในยามฉุกเฉิน อุปกรณ์ดับเพลิง รวมถึงอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยในสถานที่ทำงานอื่นๆ) นอกจากนี้ยังมีการให้คำปรึกษาและฝึกอบรมเทคโนโลยีการผลิตที่ปลอดภัย การบรรยายเทคนิคการป้องกันอันตรายให้กับคนงาน การแสดงผลิตภัณฑ์จากองค์กรสื่อ ตลอดจนการประเมินและรับรองจากสถาบันต่างๆ  

สำหรับงานนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 20,000 คน ทั้งตัวแทนจากกระทรวงต่างๆของรัฐ หน่วยงานดูแลแรงงาน กลุ่มผู้จัดซื้อ ผู้ประกอบวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง ตัวแทนจำหน่าย บริษัทนำเข้าและส่งออก รวมถึงผู้ค้าส่งและค้าปลีก ทั้งนี้ การสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐหลายแห่งและบริษัทเอกชนในหลายภาคส่วน ช่วยให้มหกรรมนี้สามารถพัฒนาและก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง

CIOSH คืองานที่ดีที่สุดหากคุณต้องการรุกสู่ตลาดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลของจีน

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://en.ciosh.com.cn/

ติดต่อ

โทร. +86-10-68535315

อีเมล: ciosh@ciosh.com

จดหมายข่าว BRpr โดยสมาคมสื่อสารธุรกิจบราซิล นำเสนอข้อคิดเห็นจากซีอีโอ Edelman

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซาเปาโล–5 ก.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Aberje – Associação Brasileira de Comunicação Empresarial หรือสมาคมการสื่อสารภาคธุรกิจของบราซิล ได้เผยแพร่จดหมายข่าว BRpr ฉบับที่ 4 ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา โดยทางสมาคมได้ริเริ่มโครงการจดหมายข่าวขึ้นเพื่อนำเสนอแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับแวดวงการสื่อสารองค์กรของบราซิล ผ่านการสนทนาแลกเปลี่ยนกับนานาประเทศ

จดหมายข่าวฉบับที่ 4 นี้ประกอบไปด้วยบทความ 2 บทความ บทความแรกโดย Ricardo Sennes หุ้นส่วนผู้จัดการของ Prospectiva ได้ทำการวิเคราะห์การเลือกตั้งประธานาธิบดีของบราซิลซึ่งจะเกิดขึ้นในเร็ว ๆ นี้ โดยพิจารณาถึงตัวแปรทางการเมืองที่ Michel Temer รักษาการประธานาธิบดีคนปัจจุบันจะต้องรับมือไปจนถึงปี 2018 ขณะที่ Patrícia Reis อาจารย์จากสถาบันการศึกษาด้านโฆษณาและการตลาด ESPM ได้พูดถึงแบรนด์ Rio โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับมหกรรมโอลิมปิก เกมส์ 2016 ที่นครริโอ เดอ จาเนโร

สำหรับบทความอีกหนึ่งชิ้นเป็นการอภิปรายถึงการประชุมของ Lidercom ที่เมืองเซา เปาโล ซึ่งมี Richard Edelman ซีอีโอระดับโลกของ Edelman ร่วมงานด้วย โดยเขาได้เปรียบเทียบสถานการณ์ของบราซิลในปัจจุบัน กับวิกฤตการณ์ในสหรัฐเมื่อปี 2008 พร้อมเรียกร้องให้เหล่านักสื่อสารก้าวขึ้นมามีบทบาทนำการเปลี่ยนแปลงด้านจริยธรรมและเศรษฐกิจมาสู่บราซิล

เกี่ยวกับ Aberje

Aberje – Associação Brasileira de Comunicação Empresarial หรือ สมาคมการสื่อสารภาคธุรกิจของบราซิล เป็นศูนย์กลางสำหรับการผลิตและการเผยแพร่ความรู้และวิธีปฏิบัติด้านการสื่อสารองค์กรของประเทศบราซิล Aberje ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 1967 ในฐานะองค์กรวิชาชีพและวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่แสวงผลกำไร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการสื่อสารภายในบริษัทและสถาบันต่าง ๆ และยกระดับบทบาทของนักสื่อสาร สำหรับกิจกรรมหลักของ Aberje ได้แก่ การสนับสนุน เนื้อหา การศึกษา และอาชีพ

องค์กรมีสมาชิกมากกว่า 500 ราย (ทั้งบริษัทและบุคคล) ซึ่งมีส่วนร่วมในกิจกรรมด้านการสื่อสารองค์กรและธุรกิจ หรือมีบทบาททั้งทางตรงและทางอ้อมในเรื่องดังกล่าว กิจกรรมของ Aberje ไม่ได้จำกัดอยู่ในประเทศบราซิล โดยทางองค์กรได้สร้างความสัมพันธ์และดำเนินโครงการแลกเปลี่ยนกับหลายประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส เยอรมนี อิตาลี อินเดีย เม็กซิโก อาร์เจนตินา ชิลี โคลอมเบีย และเปรู โดยมีสถานะเป็นหน่วยงานคลังสมองเพื่อการสื่อสารภาคธุรกิจของประเทศบราซิล

สมัครรับจดหมายข่าว BRpr ได้ที่ http://aberje.siteprofissional.com/optinbrpr.asp

ข้อมูลสำหรับติดต่อ:

Tato Carbonaro

ฝ่ายรัฐกิจและวิเทศสัมพันธ์

โทร. +55 11 5627-9090 ต่อ 824
tatocarbonaro@aberje.com.br
facebook.com/aberje1967

งานสัปดาห์น้ำโลกปิดฉาก ตอกย้ำ “น้ำ” มีบทบาทสำคัญในการบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สตอกโฮล์ม–5 ก.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            งานสัปดาห์น้ำโลกปิดฉากลงเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พร้อมกับบทสรุปที่ว่า “น้ำ” คือกุญแจสำคัญในการบรรลุวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2030 (Agenda 2030) รวมถึงข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Paris Climate Agreement)

            Karin Lexen ผู้อำนวยการจัดงานสัปดาห์น้ำโลกของ Stockholm International Water Institute (SIWI) กล่าวว่า “น้ำคือสายธารของชีวิต น้ำเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนแทบทุกข้อ และในการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ”

            งานสัปดาห์น้ำโลกประจำปีนี้มีผู้เข้าร่วมงาน 3,100 คน จาก 120 ประเทศ วาระสำคัญของงานคือการทำตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนหลายข้อ หนึ่งในนั้นคือข้อ 6 ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับน้ำ โดยผู้วางนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำและการพัฒนา นักวิจัย ตัวแทนจากภาคประชาสังคมและภาคเอกชน ต่างมาร่วมหารือกันในเรื่องนี้

            ตลอดทั้งสัปดาห์ได้มีการเน้นย้ำถึงการดำเนินงานในระดับชุนชนและเมือง ซึ่งต่อยอดมาจากการหารือและการเจรจาระดับโลกที่นำไปสู่การรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเมื่อปี 2015

            Torgny Holmgren กรรมการบริหารของ SIWI กล่าวว่า “ในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนนั้น ผู้นำชุมชนและเมืองมีบทบาทสำคัญมากในฐานะผู้ผลักดัน นอกจากนี้ ภาคประชาสังคม ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบกิจการเพื่อสังคม จะต้องมีส่วนร่วมและเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เพื่อก่อให้เกิดความร่วมมืออย่างชาญฉลาด ประสบผลสำเร็จ และมีความยั่งยืน น้ำมีความสำคัญมากเกินกว่าจะเป็นเรื่องของคนกลุ่มเดียว น้ำคือส่วนสำคัญของสังคมทั้งหมด”

            ข้อเท็จจริงนี้ได้รับการตอกย้ำโดย Karolina Skog รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของสวีเดน ซึ่งกล่าวว่า “น้ำคือทรัพยากรที่ใช้ร่วมกันและเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน โดยภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญเป็นพิเศษในเรื่องนี้ เพราะมีศักยภาพ เทคโนโลยี และความสามารถในการลงทุน”

            งานสัปดาห์น้ำโลกเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีบทบาทสำคัญได้มาพบปะพูดคุยกันและสรุปความก้าวหน้าในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในแง่ของน้ำ งานนี้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อติดตามความคืบหน้าในเรื่องของน้ำภายใต้ข้อตกลงต่างๆทั่วโลก

            งานนี้ยังได้รับเกียรติจากผู้แทนของคณะกรรมการระดับสูงด้านน้ำ (High Level Panel on Water) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเมื่อต้นปีโดยบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ และจิม คิม ประธานธนาคารโลก เพื่อส่งเสริมเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่เกี่ยวข้องกับน้ำ โดยผู้แทนจากคณะกรรมการฯ ได้ใช้งานนี้เป็นเวทีเปิดรับข้อมูลจากเหล่าผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำและการพัฒนาจากทั่วโลก

 

            รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ SIWI และงานสัปดาห์น้ำโลกได้ที่ http://www.siwi.org และ http://www.worldwaterweek.org

          สื่อมวลชนติดต่อ

          Rowena Barber

          ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารของ SIWI

          โทร. +46-8-1213-6039

          ที่มา: Stockholm International Water Institute