ผลวิจัยจากสถาบันสวิสเผยเกษตรอินทรีย์ให้ผลดีกว่าเกษตรดั้งเดิมในเขตร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซูริค–8 ก.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

การศึกษาระยะยาวของสถาบันวิจัยเกษตรอินทรีย์สวิตเซอร์แลนด์ (FiBL) ในประเทศเคนยา แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เกษตรอินทรีย์ไม่เพียงให้ผลผลิตที่เทียบเคียงได้กับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมเท่านั้น แต่ยังสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรมากกว่าด้วย

การศึกษาระยะเวลา 10 ปีในเมือง Thika และ Chuka ซึ่งทางสถาบันฯ ได้จัดทำร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นมาตั้งแต่ปี 2550 นั้น ขัดแย้งกับความเชื่อดั้งเดิมที่ว่า การทำเกษตรอินทรีย์ต้องใช้พื้นที่มากกว่าเพื่อให้ได้ผลผลิตที่เท่ากัน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการทำเกษตรอินทรีย์มีต้นทุนน้อยกว่า แต่สามารถขายผลผลิตได้ราคาดีกว่า โดยเกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบอินทรีย์จะเริ่มมีรายได้สูงกว่าเกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบดั้งเดิมหลังทำการเพาะปลูกไปได้ 5 ปี และในปีที่ 6 จะมีรายได้มากกว่าเกษตรกรที่ทำการเกษตรแบบดั้งเดิมถึง 63%

Biovision Logo / Biovision Logo (PRNewsFoto/Biovision Foundation)
(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160624/383319LOGO )
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งจากการศึกษาครั้งนี้คือ ดินที่ใช้ทำการเกษตรแบบอินทรีย์จะมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น นอกจากนี้ การที่ระบบเกษตรอินทรีย์ไม่ใช้สารเคมีใด ๆ ยังส่งผลดีทั้งต่อระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชน เนื่องจากไม่มีสารตกค้างที่เป็นอันตราย
การศึกษาคู่ขนานเรื่องการผลิตฝ้ายในประเทศอินเดีย และการผลิตกาแฟในประเทศโบลิเวีย เผยให้เห็นผลลัพธ์เชิงบวกที่เหมือนกันจากการใช้วิธีเกษตรอินทรีย์ โดยการเปรียบเทียบระบบเกษตรกรรมเขตร้อนในระยะยาว (SysCom) นั้นมุ่งหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับข้อดีและข้อเสียของการทำเกษตรอินทรีย์เทียบกับการทำเกษตรแบบดั้งเดิม และมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการพัฒนานโยบายและยุทธศาสตร์ในการส่งเสริมการใช้ที่ดินอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับท้องถิ่น ภูมิภาค และนานาชาติ
การศึกษายังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าวิธีทำการเกษตรแบบอินทรีย์เป็นยุทธศาสตร์ที่สามารถปฏิบัติได้จริงในเขตร้อน ที่ซึ่งการเผยแพร่ความรู้และการฝึกอบรมการทำเกษตรอินทรีย์เป็นหนึ่งในความท้าทายที่สำคัญ ทั้งนี้ การเผยแพร่ความรู้ถือเป็นเรื่องหลักที่ Biovision Foundation ได้พยายามผลักดันมาโดยตลอด เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรรายย่อยในแอฟริกาตะวันออกปรับปรุงสภาพความเป็นอยู่ของตนให้ดีขึ้น โดยทางมูลนิธิฯ ได้ให้การสนับสนุนทุนการศึกษาระยะยาวในประเทศเคนยา ร่วมกับหน่วยงาน Swiss Agency for Development and Cooperation, Liechtenstein Development Service และบริษัท Coop ผู้ประกอบการซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ของสวิตเซอร์แลนด์
นอกเหนือจากการวิจัยระยะยาวดังกล่าวซึ่งจะดำเนินต่อไปจนถึงปี 2562 เป็นอย่างน้อย ทางสถาบันฯ ยังใช้วิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาและส่งเสริมให้เกษตรกรในท้องถิ่นทำการเกษตรแบบประยุกต์ เพื่อการเกษตรที่ยั่งยืน โดยเกษตรกรท้องถิ่นและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องรายอื่น ๆ ได้ดำเนินการทดลองภาคสนามในรูปแบบที่ต่างกัน เพื่อทดสอบและวิเคราะห์แนวทางปฏิบัติที่แปลกและแตกต่างกันไปตามพื้นที่เพาะปลูกและสถานีเกษตรแต่ละแห่ง
รับชมข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งดาวน์โหลดกราฟและรูปภาพ ได้ที่

Systems comparison in the tropics

http://www.systems-comparison.fibl.org

http://www.biovision.ch

ที่มา: Biovision Foundation

Sunrise Kempinski Hotel, Beiing & Yanqi Island ได้รับเกียรติเป็นสถานที่จัดการประชุมรัฐมนตรีพลังงานกลุ่มประเทศ G20 ประจำปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ปักกิ่ง–7 ก.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          Sunrise Kempinski Hotel, Beijing & Yanqi Island ประสบความสำเร็จอย่างดีเยี่ยมในฐานะสถานที่จัดการประชุมรัฐมนตรีพลังงานของกลุ่มประเทศ G20 เมื่อวันที่ 29-30 มิถุนายน 2559 โดยมีรัฐบาลจีนเป็นเจ้าภาพ นับเป็นครั้งที่ 3 ที่ทีมงานของ Kempinski ได้รับหน้าที่จัดการประชุมระดับโลกจนประสบความสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี หลังจากที่เคยจัดการประชุม APEC เมื่อปี 2557 และการประชุม “Understanding China Conference” เมื่อปี 2558 มาแล้ว

 

           http://photos.prnasia.com/prnvar/20160706/0861606769  

          Sunrise Kempinski Hotel Beijing & Yanqi Island เป็นจุดหมายปลายทางแห่งใหม่สำหรับจัดประชุมผู้นำระดับนานาชาติ โดยในปีนี้ทางโรงแรมได้รับคัดเลือกให้เป็นสถานที่จัดการประชุมสุดยอดผู้นำ G20 ครั้งที่ 11 ทั้งนี้ เครือโรงแรม Kempinski มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่า 100 ปี และได้ดำเนินธุรกิจในประเทศจีนมาแล้ว 23 ปี จึงมีความเข้าใจประเทศจีนและวัฒนธรรมจีนเป็นอย่างดี โดยทางคณะผู้บริหารมั่นใจว่าพันธกิจในการจัดประชุม G20 ประจำปี 2559 นี้ได้สำเร็จลุล่วงเป็นอย่างดี

          การประชุมรัฐมนตรีพลังงาน G20 ในครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 300 ราย ประกอบด้วยผู้แทนจากประเทศสมาชิกและประเทศรับเชิญ ตลอดจนองค์กรระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงนางชามฉัด อัคตาร์ รองเลขาธิการสหประชาชาติ และผู้นำระดับสูงจากประเทศจีนอีกหลายท่าน โดยการประชุมครั้งนี้ได้รับการยอมรับและชื่นชมว่ามีการเตรียมการและจัดการได้เป็นอย่างดี

          “เราได้รับการยอมรับและยกย่องจากบรรดาผู้นำของรัฐบาลจีนและผู้ทรงเกียรติจากนานาประเทศในด้านคุณภาพของการบริการ ที่ทีมงานของ Kempinski ได้แสดงให้เห็น” บรีซ เปอ็อง ผู้จัดการทั่วไปของ Sunrise Kempinski Hotel Beijing & Yanqi Island กล่าว

          ความสำเร็จในการจัดการประชุมรัฐมนตรีพลังงานของกลุ่มประเทศ G20 ในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในความภาคภูมิใจของเครือ Kempinski ในการก้าวเข้าสู่ปีที่ 23 ของการก่อตั้งโรงแรมในประเทศจีน

          Sunrise Kempinski Hotel, Beijing & Yanqi Island ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นอีกครั้งว่า เราสามารถนำเสนอความโอ่อ่าสไตล์ยุโรป ผสมผสานกับความหรูหราได้อย่างลงตัว

 

          รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160706/0861606769

          คำบรรยายภาพ: การประชุมรัฐมนตรีพลังงานของกลุ่มประเทศ G20 ประจำปี 2559 ณ ประเทศจีน

“อะคาเซีย กัม” วัตถุเจือปนอาหารที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารยุคปัจจุบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ปารีส–7 ก.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

อะคาเซีย กัม (Acacia Gum) คือวัตถุเจือปนอาหารอเนกประสงค์จากธรรมชาติ 100% สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการผลิตภัณฑ์อาหารจากธรรมชาติและมีความยั่งยืน

ในช่วงหลายปีมานี้ วิกฤตการณ์ด้านอาหารที่เกิดขึ้นมากมายได้ส่งผลให้ผู้บริโภคทั่วโลกเกิดความตื่นตระหนกและมีทัศนคติที่เปลี่ยนไป ปัจจุบันผู้บริโภคเริ่มหันมาใส่ใจอาหารที่รับประทานกันมากขึ้น ทั้งในแง่ของคุณภาพและผลกระทบต่อสุขภาพ ขณะเดียวกันผลวิจัยมากมายชี้ให้เห็นว่า ความกลัวของผู้บริโภคเป็นตัวกำหนดเทรนด์อาหาร โดยผู้บริโภคต่างหันมารับประทานอาหารมังสวิรัติมากขึ้น สนใจอาหารจากธรรมชาติและอาหารออร์แกนิกมากขึ้น รวมทั้งหลีกเลี่ยงอาหารดัดแปลงพันธุกรรมและแต่งกลิ่นรสสังเคราะห์ จึงสรุปได้ว่า คุณภาพของผลิตภัณฑ์และอาหารเพื่อสุขภาพมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่

http://www.multivu.com/players/uk/7873551-role-of-acacia-gum-in-food-industry/

ด้วยความที่ผู้บริโภคมีความกังวลในเรื่องสุขภาพกันมากขึ้น ผู้บริโภคจึงมีการหาข้อมูลและแสดงความต้องการของตนเองมากกว่าเดิม โดยมีการใช้เทคโนโลยีเพื่อเตือนภัยและติดต่อสื่อสารกัน ผู้บริโภคจริงจังกับสิ่งที่ทำและต้องการให้ผู้ผลิตอาหารหันมาสนใจด้วย ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเป็นตัวกำหนดรูปแบบการโฆษณาขายสินค้า และบริษัทยักษ์ใหญ่ในวงการอาหารต่างต้องปรับตัวตามเทรนด์นี้ รวมทั้งปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้เป็นไปตามความคาดหวังของผู้บริโภคด้วย

สิ่งหนึ่งที่ผู้บริโภคมีความกังวลมากที่สุดคือ “วัตถุเจือปนอาหาร” ซึ่งคำนี้ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดี เทรนด์การบริโภคในปัจจุบันจึงเน้นไปที่การลดปริมาณอาหารที่ใส่วัตถุเจือปนมากจนเกินไป และจำกัดการบริโภคอาหารที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพหากรับประทานมากเกินไป หรือเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ดี ผู้บริโภคต้องรู้จักแยกแยะวัตถุเจือปนอาหาร ทั้งในแง่ของแหล่งที่มาและผลกระทบต่อสุขภาพ เนื่องจากวัตถุเจือปนอาหารบางชนิดมาจากธรรมชาติ 100% ซึ่งมีความปลอดภัยต่อสุขภาพและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เฉกเช่นเดียวกับ “อะคาเซีย กัม” วัตถุเจือปนอาหารอเนกประสงค์ที่มีความปลอดภัย100%

อะคาเซีย กัม หรืออีกชื่อหนึ่งคือ E414 เป็นยางไม้ธรรมชาติที่ได้จากการกรีดต้นอะคาเซีย จึงมีความยั่งยืนและเป็นธรรมชาติ 100% มนุษย์เราใช้ประโยชน์จากอะคาเซีย กัม มานานนับพันปี และในปัจจุบันได้มีการนำอะคาเซีย กัม มาใช้เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์มากมาย เช่น ไวน์ ขนมหวาน เครื่องสำอาง น้ำอัดลม และวัตถุปรุงแต่งรสอาหาร เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการใช้อะคาเซีย กัม เป็นตัวเคลือบลูกกวาด ช่วยในการแขวนตัวและให้ความคงตัวในเครื่องดื่ม รวมถึงเสริมเส้นใยให้กับผลิตภัณฑ์อาหาร ซึ่งหมายความว่าอะคาเซีย กัม มีความปลอดภัยต่อระบบย่อยอาหาร และได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์แล้วว่ามีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติก

วัตถุเจือปนอาหารอเนกประสงค์จากธรรมชาติอย่าง อะคาเซีย กัม จึงตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการผลิตภัณฑ์อาหารจากธรรมชาติและมีความยั่งยืน

ดาวน์โหลดรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่

http://www.multivu.com/players/uk/7873551-role-of-acacia-gum-in-food-industry/docs/ar-technical-paper-eng-bd-1691297687.PDF

หากต้องการรับทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับอะคาเซีย กัม กรุณาติดต่อ Alland & Robert บริษัทระดับโลกผู้มีความเชี่ยวชาญด้านอะคาเซีย กัม มาตั้งแต่ปี2427

เว็บไซต์: http://www.allandrobert.com

 

Acacia Gum is harvested on wild acacia trees that grow mainly in Africa (PRNewsFoto/Alland et Robert)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160630/385304 )

วิดีโอ: http://www.multivu.com/players/uk/7873551-role-of-acacia-gum-in-food-industry/

ที่มา: Alland et Robert

THOMAS SABO เปิดตัวนาฬิกาข้อมือคอลเลคชั่น Autumn/Winter 2016 ผสานดีไซน์และนวัตกรรมอย่างลงตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอฟ อัน แดร์ เพกนีตซ์, เยอรมนี–7 ก.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

THOMAS SABO เปิดตัวนาฬิกาข้อมือคอลเลคชั่นใหม่ที่รวมเอาความสวยงามและดีไซน์เฉพาะตัวเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ได้แก่ นาฬิการุ่น Spirit สำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี ที่ดึงดูดทุกสายตาด้วยสายนาฬิกาสเตนเลสสตีล และนาฬิการุ่น Karma สำหรับสุภาพสตรีที่โดดเด่นด้วยสีดำสวยสง่า ตอกย้ำให้เห็นถึงดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ THOMAS SABO

 

Timeless moments – the new THOMAS SABO Watches collection autumn/winter 2016 #thomassabo. (PRNewsFoto/THOMAS SABO GmbH & Co.KG)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160705/386121)

นาฬิกาข้อมือรุ่น Spirit นำสายนาฬิกาแบบผ้าลายทางที่เราคุ้นตามาตีความใหม่ โดยแทนที่ด้วยสายที่ทำจากสเตนเลสสตีล Milanaise เคลือบไอออน ซึ่งให้สีสันสวยงามสะดุดตา ทั้งสีดำ สีน้ำเงิน สีกุหลาบ และสีทอง นอกจากนี้ นาฬิกาสำหรับสุภาพสตรียังมีการออกแบบเป็นพิเศษ โดยเพิ่มหน้าปัดสีน้ำเงินรอยัลบลู สีแดงเบอร์กันดี และสีเขียว ตัดกับสายนาฬิกาสีทอง ซึ่งเพิ่มความสง่างามอย่างมีสีสัน เติมเต็มด้วยเข็มนาฬิกาสีทองกุหลาบที่ช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้กับนาฬิการุ่นนี้ได้เป็นอย่างดี

เอกลักษณ์เฉพาะของ THOMAS SABO อยู่ที่ดีไซน์อันโดดเด่นไม่เหมือนใคร ซึ่งนาฬิการุ่น Karma ก็สื่อถึงเอกลักษณ์นี้อย่างชัดเจน ด้วยเม็ดมะยมขนาดใหญ่ที่มีลวดลายแบบอาหรับ ขณะเดียวกัน นาฬิการุ่น Masculine Rebel Icon ที่มีสายสีดำด้านสไตล์เรซซิ่งพร้อมลวดลายหัวกะโหลกบนหน้าปัด ก็ช่วยเติมเต็มนาฬิกาคอลเลคชั่นใหม่ให้สมบูรณ์แบบ

นาฬิกา THOMAS SABO สัมผัสแห่งช่วงเวลาสุดพิเศษ

ดาวน์โหลดภาพความละเอียดสูงได้ที่

http://images.thomassabo.com/www/2/2016/07/THOMAS-SABO_WATCHES-AW16_IMAGES.zip

เกี่ยวกับ THOMAS SABO

THOMAS SABO เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตเครื่องประดับ นาฬิกา และเครื่องแต่งกายชั้นนำระดับโลก โดยออกแบบและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ทั้งสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี THOMAS SABO มีร้านค้าเป็นของตนเองเกือบ 300 สาขา ใน 5 ทวีป และมีพันธมิตรทางการค้าประมาณ 2,800 รายทั่วโลก

สื่อมวลชนติดต่อ

Felizia Kindermann

หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ระหว่างประเทศและองค์กร

โทร. +49-912-397-150-0

อีเมล: press@thomassabo.com

เว็บไซต์: http://www.thomassabo.com

แหล่งข่าว: THOMAS SABO GmbH & Co.KG

THOMAS SABO เปิดตัวเครื่องประดับคอลเลคชั่น Autumn/Winter 2016 ชูความสวยงามของความรัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอฟ อัน แดร์ เพกนีตซ์, เยอรมนี–7 ก.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

THOMAS SABO ผสานความหรูหรา ช่วงเวลาอันน่าประทับใจ และสัญลักษณ์ของความรักอันเป็นนิรันดร์ไว้ในเครื่องประดับคอลเลคชั่นใหม่ “2016 Sterling Silver Autumn/Winter” ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากคำว่า “Together” ที่เข้าถึงความรู้สึกของคนทั่วโลก คำที่สวยงามและทรงพลังนี้ได้รับการถ่ายทอดออกมาเป็นเครื่องประดับอันโดดเด่นและงดงามสมบูรณ์แบบด้วยการประดับเพชรเจียระไน

 

THOMAS SABO presents the Sterling Silver autumn/winter campaign 2016 #thomassabo (PRNewsFoto/THOMAS SABO GmbH & Co.KG)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160705/386081 )

Susanne Kolbli ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ ได้กล่าวถึงแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานว่า เครื่องประดับอัญมณีสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกอันลึกซึ้งของคนเราได้ ไม่ว่าจะเป็นความรัก ความสุข หรือช่วงเวลาอันแสนพิเศษในชีวิต และเราสวมใส่เครื่องประดับเหล่านี้เพราะอยากเก็บความรู้สึกดีๆไว้ใกล้ตัวเราที่สุด

ในส่วนของเครื่องประดับไลน์ Glam & Soul สำหรับสุภาพสตรีนั้น ได้มีการประดับเพชรเม็ดงามเพื่อให้โดดเด่นสะดุดตาดั่งต้องมนต์สะกด และกลายเป็นสัญลักษณ์ล้ำค่าที่สื่อถึงความรักอันสวยงาม โดยใช้ชื่อใหม่ว่า Glam & Soul Diamonds ส่วนเครื่องประดับไลน์ใหม่อย่าง Triangle Diamonds ได้ผสานเสน่ห์อันโดดเด่นเข้ากับความเก๋แบบเรียบง่าย เพื่อสื่อถึงความงามของอิสตรี

ตั้งแต่ซีซั่นนี้เป็นต้นไป THOMAS SABO ได้เพิ่มเครื่องประดับใหม่ในไลน์ Love Bridge โดยเครื่องประดับที่เพิ่มเข้ามาประกอบด้วยชุดแหวน Love Bands สุดโรแมนติก และจี้ห้อย Love Coins ที่แสดงถึงความรัก

นอกจากนี้ THOMAS SABO ยังมีเครื่องประดับไลน์อื่นๆที่เปี่ยมด้วยความโดดเด่นล้ำค่า ได้แก่ Nile Treasures ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากความงดงามทางวัฒนธรรม โดดเด่นด้วยสัญลักษณ์แห่งการปกป้องคุ้มครองของชาวอียิปต์โบราณที่ออกแบบสไตล์แอ็บสแตรค เช่นเดียวกับไลน์ Prana ที่ผสานศิลปะแบบตะวันออกไกลเข้ากับลายเส้นแบบพาสลีย์ซึ่งเป็นลายผ้าพื้นเมืองอย่างลงตัว นับว่าเป็นการเติมเต็มคอลเลคชั่นใหม่นี้อย่างสมบูรณ์

@THOMASSABO #TogetherWith

ดาวน์โหลดภาพความละเอียดสูงได้ที่

http://images.thomassabo.com/www/2/2016/07/THOMAS-SABO_STERLING-SILVER-AW16_IMAGES.zip

เกี่ยวกับ THOMAS SABO

THOMAS SABO เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตเครื่องประดับ นาฬิกา และเครื่องแต่งกายชั้นนำระดับโลก โดยออกแบบและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ทั้งสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรี THOMAS SABO มีร้านค้าเป็นของตนเองเกือบ 300 สาขา ใน 5 ทวีป และมีพันธมิตรทางการค้าประมาณ 2,800 รายทั่วโลก

สื่อมวลชนติดต่อ

Felizia Kindermann

หัวหน้าฝ่ายประชาสัมพันธ์ระหว่างประเทศและองค์กร

โทร. +49-912-397-150-0

อีเมล: press@thomassabo.com

เว็บไซต์: http://www.thomassabo.com

แหล่งข่าว: THOMAS SABO GmbH & Co.KG

Neos Inc. จับมือ Lockheed Martin พัฒนาเซ็นเซอร์ ‘รุ่นใหม่’ นำเสนอความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในการสำรวจน้ำมัน ก๊าซ และแร่ธาตุจากทางอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซานฟรานซิสโก–7 ก.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          Neos Inc. เตรียมพัฒนาเซ็นเซอร์วัดการเปลี่ยนแปลงแรงโน้มถ่วง (gravity gradiometry) รุ่นใหม่ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการค้นหาน้ำมัน ก๊าซ และแร่ธาตุใต้พื้นผิวโลก มากกว่าเทคโนโลยีในปัจจุบันถึง 20 เท่า

          Neos และ Lockheed Martin กำลังสร้างเซ็นเซอร์พิเศษ ซึ่งก้าวหน้าอย่างมากถึงขนาดที่อาจค้นพบเนินเขาสูง 10 เมตร ฝังอยู่ลึกลงไปใต้พื้นผิวโลกถึง 1 กิโลเมตร หรืออีกนัยหนึ่งคือ เทคโนโลยีนี้อาจช่วยค้นพบรถหุ้มเกราะซึ่งมีทองคำอยู่เต็มคัน ลึกลงไป 20 เมตรใต้ผิวโลก ด้วยการตรวจจับคลื่นที่ส่งจากทองคำไปยังสนามแรงโน้มถ่วงในพื้นที่

          เทคโนโลยีใหม่นี้เรียกว่า Full Tensor Gradiometry (FTG) Plus ซึ่งสามารถตอบสนองได้ไวกว่าถึง 20 เท่า และมีแบนด์วิธกว้างกว่า 10 เท่า เมื่อเทียบกับเครื่องวัดความเปลี่ยนแปลงแรงโน้มถ่วงที่มีอยู่ในปัจจุบัน

          “FTG Plus พลิกโฉมสิ่งที่เราทำได้ และสิ่งที่เรามองเห็นได้จากอากาศ” คุณโจนาธาน ไฟแมน ประธานของ Neos Inc. กล่าว”การสำรวจจากระยะไกลจะเข้ามามีอิทธิพลต่อตลาดสำรวจทรัพยากร และ Neos จะมีเซ็นเซอร์ที่ก้าวหน้าที่สุดในโลกก็ด้วยเพราะเซ็นเซอร์นี้ ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถแสดงภาพทรัพยากรได้รวดเร็วขึ้น ได้ภาพที่สะอาดตามากขึ้น และจำหน่ายให้แก่ลูกค้าในราคาที่ถูกลง”

          Lockheed Martin อยู่ในระหว่างการสร้างเซ็นเซอร์ต้นแบบ ซึ่งออกแบบมาเพื่อการสำรวจทรัพยากรธรรมชาติจากเครื่องบินที่ Neos เป็นเจ้าของและดำเนินงานเองโดยเฉพาะ

          Neos ได้ซื้อโครงการ FTG Plus ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการซื้อสินทรัพย์จาก CGG SA ตามที่ได้ประกาศเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2559

          “ความก้าวหน้าต่างๆที่เรากำลังจะพัฒนาขึ้นนี้ถือว่าไม่ธรรมดา เพราะในอดีตเราและคู่แข่งต่างใช้อาวุธยุทโปกรณ์ที่ถูกดัดแปลงเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการสำรวจทางธรณีฟิสิกส์” เกรกอรี พาลีโอล็อก หัวหน้าโครงการ FTG Plus จาก Neos กล่าว “FTG Plus ถือเป็นเซ็นเซอร์รุ่นแรกที่ Lockheed Martin ได้สร้างขึ้นเพื่อรองรับการใช้งานและความต้องการของเราโดยเฉพาะ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง เนื่องจากเป็นการออกแบบขึ้นใหม่ทั้งหมดสำหรับเรา อีกทั้งเรายังมีสิทธิใช้เซ็นเซอร์นี้แต่เพียงผู้เดียว”

          Neos ได้รับสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อการประยุกต์ใช้งานด้านต่างๆ ที่เกี่ยวกับน้ำมัน ก๊าซ และเหมืองแร่ และจะใช้ FTG Plus ในฝูงบินของบริษัท ไม่ว่าจะเป็น Basler BT-67 แบบสองเครื่องยนต์ เครื่องบิน Cessna C-208B Caravan แบบเครื่องยนต์กังหันเดียว และเครื่องบิน Reims-Cessna F406 แบบเครื่องยนต์กังหันคู่ นอกจากนี้ เซ็นเซอร์นี้ยังสามารถใช้กับเฮลิคอปเตอร์ได้อีกด้วย

          เทคโนโลยีนี้มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงแนวทางที่รัฐบาล กระทรวงพลังงาน และทีมสำรวจทรัพยากรต่างๆ ใช้ในการค้นหาทรัพยากรมีค่า และนำไปสู่การตัดสินใจที่เร็วขึ้นและมีข้อมูลประกอบมากขึ้นว่าจะดำเนินการสำรวจ ให้เช่า และขุดเจาะในพื้นที่ใดบ้าง

          “ในขณะที่อุปกรณ์สำรวจวัดคลื่นไหวสะเทือนในทะเลจำนวนมากหยุดทำงาน เราจะสามารถใช้เทคโนโลยี non-seismic ซึ่งติดตั้งเซ็นเซอร์ใหม่ที่ดีกว่าทุกรุ่นที่เราเคยเห็นมาถึง 20 เท่า” คุณพาลีโอล็อก กล่าว “นั่นหมายความว่าเราจะเจอทรัพยากรมากขึ้น เร็วขึ้น และแม่นย่ำกว่าที่ผ่านมา ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการปฏิวัติวงการ”

          หมายเหตุถึงบรรณาธิการ

          1. CGG และ Neos: เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2559 Neos ได้ประกาศทำข้อตกลงกับ CGG SA เพื่อเข้าซื้อกลุ่มธุรกิจ Multi-Physics กลุ่ม General Geophysics Italy และคลังข้อมูลของบริษัทด้วยวงเงินที่ไม่เปิดเผย ทั้งนี้ โครงการ FTG Plus นี้เป็นส่วนหนึ่งของการซื้อธุรกิจดังกล่าว เช่นเดียวกับฝูงบินที่ใช้ในงานด้าน non-seismic ซึ่งจะรวมถึงเครื่องบินที่จะติดตั้งเซ็นเซอร์ FTG

          2. เกรก พาลีโอล็อก และทีม FTG ประจำอยู่ในโทรอนโต ประเทศแคนาดา และในเมลเบิร์นและเพิร์ธ ประเทศออสเตรเลีย ขณะที่ฝูงบินซึ่งติดตั้งเซ็นเซอร์รุ่นปัจจุบันและอนาคตนั้นจะทำการบินไปทั่วโลก สื่อมวลชนสามารถเข้าถึงฝูงบินของบริษัท โดยติดต่อ David Yelland ที่ KTP ทางอีเมล:david@kitchentablepartners.com หรือโทร. +44 207 652 4348

          3. Neos ช่วยให้รัฐบาล กระทรวงพลังงาน และทีมสำรวจในอุตสาหกรรมทรัพยากรธรรมชาติ สามารถตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นและมีข้อมูลสนับสนุนมากขึ้นว่าจะดำเนินการสำรวจ ให้เช่า และขุดเจาะในพื้นที่ใดบ้าง โดย Neos ได้ร่วมมือกับลูกค้าหลายรายในการซื้อและแปลชุดข้อมูลทางธรณีวิทยา แผ่นดินไหว ปรากฏการณ์ไร้แผ่นดินไหว และธรณีเคมีไปพร้อมๆกัน เพื่อระบุแหล่งทรัพยากรที่มีค่าใต้ดิน ซึ่งรวมถึงไฮโรคาร์บอน แร่ธาตุ และน้ำบาดาล

          4. โจนาธาน ไฟแมน ได้ลงทุนใน Neos เมื่อเดือนพฤษภาคม 2558 และดำรงตำแหน่งประธาน โดยมีหน้าที่กำกับดูแลภาพรวมของบริษัท ก่อนหน้านั้น โจนาธานเป็นผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Ocado PLC ในสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2543 สำหรับนักลงทุนของ Neos นั้นประกอบด้วย โจนาธาน, Goldman Sachs, Kleiner Perkins Caufield & Byers และ Passport Capital

          สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.neosgeo.com

          สามารถติดต่อโจนาธาน ไฟแมน และ เกรก พาลีโอล็อก ผ่านทาง David Yelland ที่ KTP หรือทีมประชาสัมพันธ์ของ Neos (Courtney Ford ที่เบอร์โทรสำนักงาน: +1 925 738 2168 หรืออีเมล: cford@neosgeo.com) หรือติดต่อ Lockheed Martin ได้ที่ Jim Archibald, Gravity Systems Business Manager โทร. +1-716-298-6952

          5. FTG ย่อมาจาก Full Tensor Gradiometry โดยแรกเริ่มเดิมทีนั้น FTG ถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการทหาร เช่นเดียวกับเซ็นเซอร์อื่นๆที่ใช้ในงานด้าน non-seismic

          6. Neos เป็นบริษัทที่ทำธุรกิจด้าน non-seismic เป็นหลัก แต่ขณะเดียวกันบริษัทก็มีธุรกิจด้านการประมวลผล seismic ด้วย ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างสองกลุ่มนี้คือ งานด้าน seismic ซึ่งเป็นหลักสำคัญของอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซมาเป็นเวลาหลายปีนั้น มักจะเกี่ยวข้องกับการใช้เรือที่ติดตั้งเทคโนโลยีรุ่นเก่าในการสำรวจทรัพยากร ขณะที่งาน non-seismic ซึ่งอาจจะเป็นทั้งงานบนบกหรือในทะเลนั้น ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยในการทำแผนที่ใต้ภิภพ

          7. ด้วยเหตุนี้ ทีมดิจิตอลของ Neos จึงได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการช่วยให้บริษัทมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันในตลาด ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อทำแผนที่แสดงจุดที่พบทรัพยากร โดย Neos ถือเป็นผู้นำรายหนึ่งของโลกในสาขานี้

          8. ขณะเดียวกัน การผนวกรวมเซ็นเซอร์ใหม่ของ Lockheed Martin และความก้าวหน้าในการวิเคราะห์ จะนำไปสู่การทำแผนที่ที่ดีกว่าที่มีอยู่ในปัจจุบัน

          แหล่งข่าว: Neos Inc. และ Lockheed Martin

ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล เปิดตัวแพลตฟอร์ม “YouJiHua” ยกระดับประสบการณ์การใช้จ่ายข้ามพรมแดน พร้อมมอบส่วนลดทันที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซี่ยงไฮ้, จีน–6 ก.ค.–ซินหัว-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

          ในวันที่ 6 กรกฎาคม ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (UnionPay International) ได้จับมือกับบรรดาพันธมิตรรุ่นบุกเบิกเพื่อเปิดตัว “YouJiHua” แพลตฟอร์มการตลาดข้ามพรมแดนแบบเปิดเป็นครั้งแรกของโลก โดยมีเหล่านักธุรกิจชั้นนำร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีเปิด อาทิ คุณเก่อ หัวหย่ง ประธานบริษัทไชน่า ยูเนี่ยนเพย์ คุณไฉ เจี้ยนโป ซีอีโอของยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล รวมถึงบรรดาผู้บริหารของ Bank of China, China Merchants Bank, CYTS, Ctrip, Spring Airlines, SaSa Hong Kong, Prince Jewellery & Watch, LUKFOOK JEWELLERY และ ISA

          “YouJiHua” เป็นแพลตฟอร์มใหม่ที่พัฒนาโดยยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล โดยร่วมมือกับผู้ให้บริการข้ามพรมแดนหลายราย ทั้งในด้านบริการทางการเงิน การท่องเที่ยว และการค้าปลีก “YouJiHua” ช่วยให้ทำการตลาดได้อย่างถูกต้องแม่นยำ และนับเป็นครั้งแรกที่มีการมอบส่วนลดทันทีเมื่อใช้จ่ายข้ามพรมแดน

          ผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์สามารถเพลิดเพลินไปกับการใช้บริการ “YouJiHua” ได้ 2 วิธี โดยวิธีแรกคือ สแกน QR Code คูปองส่วนลด เพียงมองหาสัญลักษณ์ “YouJiHua” หรือ “Gift” ในแอปมือถือของยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล, BOC และ China Merchants Bank ส่วนวิธีที่สองคือ รับคูปองส่วนลดจากแอปของตัวแทนท่องเที่ยวที่เป็นพันธมิตรกับบริษัท เมื่อทำการจองตั๋วเครื่องบินและโรงแรมผ่านแอปนั้นๆ โดยผู้ถือบัตรจะได้รับส่วนลดสูงสุดหากแสดง QR Code พร้อมกับชำระเงินผ่านบัตรยูเนี่ยนเพย์

          “YouJiHua” มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับทุกฝ่ายด้วยเหตุผลหลัก 3 ประการ ประการแรกคือ “YouJiHua” เป็นโมเดลการตลาดที่มีความแม่นยำกว่าเดิม โดยอิง3 โปรแกรมการตลาดระดับโลกของยูเนี่ยนเพย์ ประการต่อมา “YouJiHua” ได้สร้างโมเดลธุรกิจรูปแบบใหม่ด้วยการรวมผู้ออกบัตร ผู้รับบัตร บริษัททัวร์ และร้านค้ามาไว้ในห่วงโซ่อุตสาหกรรมเดียวกัน และประการสุดท้าย “YouJiHua” ช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้บัตรของผู้ถือบัตรให้ดีขึ้นอย่างรอบด้าน

          คุณเก่อ หัวหย่ง กล่าวว่า การเปิดตัว “YouJiHua” คือผลสำเร็จของยูเนี่ยนเพย์และหุ้นส่วนทุกราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าหลักที่ยูเนี่ยนเพย์ยึดถือมาโดยตลอด นั่นคือ “ความร่วมมือที่ได้รับประโยชน์ทุกฝ่าย และการเติบโตไปด้วยกัน” นอกจากนี้ ยังสามารถตอบสนองลูกค้าที่ต้องการทางเลือกใหม่ๆในการชำระเงิน เราจะเดินหน้าพัฒนาบริการชำระเงินข้ามพรมแดนต่อไปเพื่อประโยชน์ของหุ้นส่วนทุกราย

          ในวันเดียวกัน ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล ได้เปิดตัว 2 แคมเปญการตลาดทั่วโลก ได้แก่ แคมเปญร้านค้าปลอดภาษีในสนามบิน 100 แห่ง และแคมเปญจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว 50 แห่ง โดยผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์จะได้รับส่วนลดสูงสุด 10% ในร้านค้าปลอดภาษีกว่า 100 แห่งในสนามบินราว 90 แห่งทั่วโลก และตั้งแต่วันที่ 15 กรกฎาคม ถึง 15 ตุลาคม ผู้ถือบัตรยูเนี่ยนเพย์จะได้รับส่วนลดสูงสุด 15% ในร้านค้า 300 แห่งในจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว 50 แห่งทั่วโลก

          รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.unionpayintl.com/

          ที่มา: ยูเนี่ยนเพย์ อินเตอร์เนชั่นแนล

          AsiaNet 65036

Unilever Japan K.K. เปิดตัวแคมเปญใหม่ สนับสนุนการดูแลหนังศีรษะสำหรับผู้ที่ต้องสวมหมวกขณะปฏิบัติหน้าที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

โตเกียว–5 ก.ค.–เกียวโด เจบีเอ็น-เอเชียเน็ท/อินโฟเควสท์

Unilever Japan K.K. ได้เปิดตัวแคมเปญชื่อ “CLEAR Headgear-Cover Plan. A Salute to Headgear Warriors.” เพื่อโปรโมท CLEAR แชมพูดูแลหนังศรีษะ ด้วยยอดขายอันดับหนึ่งของโลกในกลุ่มแชมพูสำหรับผู้ชาย (*1) แคมเปญนี้ยังเป็นโครงการแรกของโลก (*2) ที่มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้บริษัทและทีมกีฬาต่างๆ จัดหาแชมพูให้กับพนักงานและผู้เล่นของทีมที่ต้องสวมหมวกขณะปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งเสี่ยงทำให้หนังศีรษะเผชิญกับปัญหามากมาย

(รูปภาพ: http://prw.kyodonews.jp/opn/release/201607052221/)

นอกเหนือจากการเปิดตัวแคมเปญแล้ว Unilever Japan K.K. ยังได้ปล่อยคลิปวิดีโอในชื่อ “CLEAR Headgear-Cover Plan. A Salute to Headgear Warriors.” โดยบริษัทเปิดเผยว่า ภาพยนตร์โฆษณาตัวนี้จะชูให้เห็นถึงความภาคภูมิใจและบทบาทหน้าที่เบื้องหลังการสวมหมวกปฏิบัติงาน ตลอดจนปัญหาที่น่ากังวลต่อหนังศีรษะ ซึ่งอาจถูกทำร้ายจากสภาวะรุนแรงขณะสวมหมวก

รายละเอียดของวิดีโอ:
CLEAR Headgear-Cover Plan. A Salute to Headgear Warriors.
(รับชมได้ในเวอร์ชั่นความยาว 90 วินาที และความยาว 15 วินาที)
วันเปิดตัว
: 22 มิถุนายน 2016
เว็บไซต์หลักของแคมเปญ: http://www.clearhaircare.jp/campaigns/chakubo-teate/index.html

(*1) จัดอันดับโดย Unilever โดยคำนวณจากยอดขายแชมพูในช่วง 12 เดือน จนถึงเดือนมกราคม หรือกุมภาพันธ์ 2016 ใน 41 ประเทศ ไม่รวมญี่ปุ่น ตามข้อมูลของNielsen Co., Ltd. (ช่วงเวลาของข้อมูลที่ได้รับมานั้นแตกต่างไปในแต่ละประเทศ)
(*2) ที่มา: ESP Research Institute, Inc., June 2016 (ครอบคลุม 200 ประเทศ) 

แนวคิดของวิดีโอ
“CLEAR Headgear-Cover Plan. A Salute to Headgear Warriors.” เป็นวิดีโอที่สื่อถึงความภาคภูมิใจ ความสำคัญ จุดมุ่งหมาย และบทบาทหน้าที่เมื่อสวมหมวก เช่นเดียวกับปัญหาที่น่ากังวลต่อหนังศีรษะ ข้อความเหล่านี้ได้รับการถ่ายทอดอย่างเร้าอารมณ์ผ่านเพลงฮิปฮอปที่แต่งขึ้นตามเพลงมาร์ช “Pomp and Circumstance.”

สตอรี่บอร์ด: http://prw.kyodonews.jp/prwfile/release/M103901/201607052221/_prw_OI3fl_DGwBMppA.jpg

 

Headgear-Cover Plan
หมวกหรืออุปกรณ์ป้องกันศีรษะ เป็นส่วนหนึ่งของชุดเครื่องแบบ ซึ่งไม่ได้มีไว้เพื่อความปลอดภัยและอนามัยที่ดีเพียงเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในอาชีพของตนด้วย อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยพบว่า เมื่อปฏิบัติกิจกรรมทางกายภาพภายในเวลา 30 นาที สภาวะภายใต้หมวกจะก่อให้เกิดความอึดอัดเสมือนอยู่ในป่าดิบชื้น (*3) ซึ่งสร้างความเสียหายต่อเส้นผมและหนังศีรษะจากเหงื่อและความชื้น และอาจส่งผลต่อสมรรถภาพของผู้สวมหมวกด้วย CLEAR ได้ศึกษาธรรมชาติของหนังศีรษะมาเป็นเวลาหลายปี จนเกิดเป็น “CLEAR Headgear-Cover Plan. A Salute to Headgear Warriors.” ทั้งนี้ ในทำนองเดียวกันกับสิ่งอำนวยความสะดวกตามรีสอร์ท หรือโรงยิมกีฬาที่บริษัทต่างๆได้จัดสรรพื้นที่เพื่อส่งเสริมให้พนักงานของตนมีสุขภาพกายและใจที่ดี CLEAR จึงขอเสนอให้บริษัทต่างๆ พิจารณาจัดหาแชมพูให้เป็นโบนัสสำหรับบุคลากรที่มักจะเผชิญกับปัญหาหนังศีรษะ

ขั้นตอนการทำงานของ Headgear-Cover Plan: http://prw.kyodonews.jp/prwfile/release/M103901/201607052221/_prw_OI4fl_inzZd4n1.jpg

องค์กรที่ร่วมโครงการ Headgear-Cover Plan: http://prw.kyodonews.jp/prwfile/release/M103901/201607052221/_prw_OI5fl_TzV9p0I2.jpg

เคนอิจิ โตโยดะ บรรณาธิการบริหารของ Gekkan Somu (นิตยสารรายเดือนด้านงานธุรการ) แสดงความเห็นว่า:

บริษัทต่างๆจะหันมาดำเนินธุรกิจตามหลักปรัชญา บริษัทส่งเสริมสุขภาพ” (Healthy Companies”) กันมากขึ้น ด้วยเล็งเห็นว่าสุขภาพกายและใจที่ดีของพนักงานถือเป็นสินทรัพย์อย่างหนึ่งขององค์กร โดยโครงการ CLEAR Headgear-Cover Plan สามารถเป็นตัวอย่างหนึ่งซึ่งนำเสนอเทรนด์ใหม่ในการให้การสนับสนุนภายในองค์กร ที่บริษัททั้งหลายสามารถดำเนินตามได้

เกี่ยวกับ “CLEAR”

CLEAR เป็นแบรนด์นวัตกรรมดูแลหนังศีรษะที่ผสานวิธีการทางวิทยาศาสตร์สองแขนงเข้าไว้ด้วยกัน ได้แก่ การศึกษาด้านเส้นผมและหนังศีรษะ และผิวหนังวิทยา โดยมีเป้าหมายที่จะดูแลรักษาหนังศีรษะเพื่อให้เส้นผมมีความแข็งแรง(*4) และสละสลวย

ทางแบรนด์ได้ทำการศึกษาอย่างครอบคลุมในเรื่องของความแตกต่างระหว่างหนังศีรษะกับเส้นผมของผู้ชายและผู้หญิง ปัจจุบัน CLEAR มีผลิตภัณฑ์แยกกันสำหรับผู้หญิงและผู้ชาย และมีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆต่อไป CLEAR มีการวางจำหน่ายทั่วโลก โดยสามารถทำยอดขายแชมพูผู้ชายได้มากเป็นอันดับ 1 ของโลก(*1) ทั้งนี้ CLEAR ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์อย่างเต็มรูปแบบเป็นครั้งแรกในญี่ปุ่นเมื่อปี 2014 และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วมานับตั้งแต่นั้น จนกลายเป็นแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลหนังศีรษะทุกวันนี้

(*3) ที่มา: 2016 Inside-Headwear Environment Research Institute
(*4) แชมพู ครีมนวดผม และทรีทเม้นท์: ป้องกันผมขาดหลุดร่วง

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแคมเปญนี้ กรุณาติดต่อที่อีเมล: info@chakubo-teate.com

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเครดิตและผลิตภัณฑ์ กรุณาติดต่อ:
Unilever Customer Service Office
โทร: +81-120-500-513
ชั่วโมงทำการ
: 9:00-17:00 น.
(ตามเวลาญี่ปุ่น ยกเว้นวันเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์)

เว็บไซต์พิเศษ: http://www.clearhaircare.jp/campaigns/chakubo-teate/index.html

หมายเลขอ้างอิง: 2016-C-5

ที่มา: Unilever Japan K.K.

หัวเว่ยรุกจัดงาน FSI Forum 2559 หวังเร่งการเปลี่ยนโฉมสู่ดิจิทัล แบงกิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ฮ่องกง–7 ก.ค.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          หัวเว่ยจัดงาน FSI Forum แห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิคประจำปี 2559 มุ่งเฟ้นหานวัตกรรมไอซีที เพื่อช่วยบริษัทผู้ให้บริการด้านการเงินประสบความสำเร็จในยุคดิจิทัล

          หัวเว่ย ร่วมกับ The Asian Banker จัดการประชุมอุตสาหกรรมผู้ให้บริการการเงินแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิค (Asia-Pacific Financial Services Industry (FSI) Forum) ประจำปี 2559 โดยมีกลุ่มผู้บริหารจากแวดวงอุตสาหกรรมดังกล่าวเข้าร่วมการประชุมถึง 160 ราย การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Reshaping IT to Fuel Digital Banking Transformation” ซึ่งจะเน้นไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรมบริการด้านการเงิน โดยมีผู้นำแห่งวงการและผู้นำทางความคิดต่าง ๆ ได้ร่วมกันอภิปรายในหัวข้อเกี่ยวกับ อิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีต่อพฤติกรรมของผู้บริโภค อิทธิพลต่อนวัตกรรมเกี่ยวกับสินค้าและบริการ อิทธิพลต่อการดำเนินการด้านธุรกิจ และอิทธิพลต่อโอกาสในอนาคตของบริษัทผู้ให้บริการด้านการเงิน

          คุณหยาน หลี่ต้า ประธาน Enterprise Business Group ของหัวเว่ย กล่าวในพิธีเปิดการประชุมว่า “ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการพลิกโฉมโครงสร้าง การให้บริการ และการใช้บริการทางการเงินนั้น ธนาคารทั้งหลายจึงจำเป็นที่จะต้องสร้างความมั่นใจว่า บริการของตนนั้นสามารถตอบรับกับความคาดหวังของลูกค้าที่ต้องการใช้บริการได้ทุกที่ทุกเวลา และเพื่อรองรับนวัตกรรมธุรกิจในยุคใหม่นี้ ธนาคารต่างๆจึงเริ่มย้ายระบบธุรกิจของตนเองจากโครงสร้างแบบปิดไปยังแพลตฟอร์มแบบเปิด ซึ่งธนาคารบางแห่งก็ได้ใช้โครงสร้างระบบคลาวด์ที่มีความยืดหยุ่นและฉับไวอยู่แล้ว เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ทั้งนี้ ภายใต้หลักปฏิบัติในการเป็นองค์กรที่เปิดกว้าง ส่งเสริมความร่วมมือ และทุ่มเทให้กับนวัตกรรม หัวเว่ยจึงร่วมงานอย่างใกล้ชิดกับลูกค้าและพันธมิตรในแวดวง FSI เพื่อเติมพลังให้กับการก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลผ่านการสร้างสรรค์เทคโนโลยีไอซีทีใหม่ๆ โดยทุกวันนี้ เราได้มีส่วนสร้างความก้าวหน้าครั้งสำคัญ และมุ่งหวังที่จะประสบความสำเร็จต่อไป เพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราเติบโตได้ในโลกดิจิทัลนี้”

รูปภาพ – http://photos.prnasia.com/prnh/20160706/0861606755

 คำบรรยายภาพ: คุณหยาน หลี่ต้า ประธาน Huawei Enterprise BG ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์เปิดงาน FSI Forum 2559

          คุณฟู บุน ปิง บรรณาธิการบริหารของ The Asian Banker กล่าวว่า “ธนาคารต่างๆในปัจจุบันกำลังก้าวเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนผ่านแห่งดิจิทัล สถาบันด้านการเงินกำลังปรับตัวให้ขับเคลื่อนได้ง่ายขึ้น มีปฏิสัมพันธ์ต่อสังคมมากขึ้นและมีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อให้อยู่รอดในยุคนี้ ธนาคารจำเป็นต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการ ได้แก่ การบริหารจัดการลูกค้าที่มีประสิทธิภาพ บริการและผลิตภัณฑ์ล้ำสมัย การเพิ่มขีดความสามารถและเปลี่ยนแปลงในหลายด้านพร้อมกัน และความร่วมมือที่ครอบคลุมในระบบนิเวศ”

คุณอีวอนน์ ชอง หัวหน้าฝ่ายออนไลน์ & โมบายล์ แบงกิ้ง, อี-บิสิเนส แผนกลูกค้าด้านการเงินทั่วโลกของธนาคาร OCBC กล่าวว่า “ขณพนี้นับเป็นช่วงเวลาที่ทั้งดีและแย่ที่สุดซึ่งธนาคาร OCBC เข้าใจดีและพร้อมปรับตัวให้เข้ากับความเปลี่ยนแปลงในปัจจุบัน เราได้วางระบบบริการใหม่ตั้งแต่ต้นจนจบ เรายังผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบทั้งผลิตภัณฑ์ บริการและออกแบบแพลตฟอร์มใหม่ เพื่อรองรับแผนการพัฒนาในยุคดิจิทัลอย่างครอบคลุม”

          คุณถัง ปิน หัวหน้าฝ่ายไอที ธนาคารอินดัสเทรียล แอนด์ คอมเมอร์เชียล แบงก์ ออฟ ไชน่า (ICBC Asia) กล่าวว่า “เพื่อการแข่งขันในโลกดิจิทัล เราได้ปรับโครงสร้างระบบพื้นฐานด้านไอทีที่สามารถปรับเปลี่ยน มีแพลตฟอร์มเป็นศูนย์กลาง และชาญฉลาดมากขึ้น เพื่อที่จะทำให้การส่งมอบบริการของเราเป็นระบบดิจิทัล ตัวอย่างเช่น เทคโลยีอี-คอนเฟอเรนซิง (e-conferencing) ทำให้ขั้นตอนการมอบหมายหน้าที่ในแต่ละสาขาของเราเป็นไปอย่างชาญฉลาด เทคโนโลยีบิ๊กดาต้าช่วยให้เราได้รู้และเข้าใจอย่างลึกซึ้งจากข้อมูลที่มีค่าด้านการธนาคารของเรา ขณะที่เทคโนโลยีคลาวด์ส่วนตัวก็นำมาซึ่งความยืดหยุ่น ความคล่องแคล่ว และความคุ้มค่า เพื่อตอบสนองความคาดหวังที่สูงขึ้นของลูกค้า ICBC Asia จะเดินหน้าลงทุนด้านไอซีทีรูปแบบใหม่และเปิดกว้างเพื่อทำงานร่วมกับหัวเว่ยและพันธมิตรรายอื่นๆในอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนา IoT ด้านการเงิน”

          ในฐานะที่หัวเว่ยเป็นพันธมิตรที่ดีที่สุดของธนาคารในการพลิกโฉมธุรกิจไปสู่ดิจิทัล ทางบริษัทจึงได้มอบโอเพ่นแพลตฟอร์มไอซีทีแบบเบ็ดเสร็จให้กับเหล่านักพัฒนา ควบคู่ไปกับการสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกับลูกค้าระดับอุตสาหกรรม เพื่อพัฒนาระบบนิเวศที่ยั่งยืนและได้ประโยชน์ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการเติบโตทางเทคโนโลยีและเศรษฐกิจ

          หัวเว่ยมุ่งพัฒนานวัตกรรมร่วมกับสถาบันทางการเงินชั้นนำและผู้จัดจำหน่ายซอฟต์แวร์ทั่วโลก ซึ่งเทคโนโลยีใหม่ๆไม่ว่าจะเป็น คลาวด์ บิ๊กดาต้า หรือสถาปัตยกรรมไอทีรุ่นใหม่ ต่างมีส่วนช่วยให้สถาบันทางการเงินสามารถเอาชนะความท้าทายต่างๆที่ถาโถมเข้ามาในยุคดิจิทัลได้ทั้งสิ้น ด้านโซลูชั่น Huawei Financial Cloud และ Huawei Big Data ก็ได้ถูกนำไปใช้ในธนาคารขนาดกลางและขนาดใหญ่กว่า 10 แห่ง อาทิ Industrial and Commercial Bank of China (ICBC) และ China Merchants Bank (CMB) ขณะที่ Huawei Omni-Channel Banking Solution มีผู้ใช้งานเป็นสถาบันการเงินกว่า 300 แห่ง ซึ่งรวมถึงธนาคารที่ติดอันดับท็อป 10 ของโลกรวม 6 แห่ง

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับงาน FSI Forum 2559 สามารถเข้าชมได้ที่:

           http://enterprise.huawei.com/topic/asia_pacific_fsi_forum

          

ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือยกให้ CLX Communications เป็นผู้ให้บริการ A2P SMS ระดับ Tier 1 ที่ดีที่สุดในโลก ติดต่อกัน 2 ปีซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สตอกโฮล์ม – 6 ก.ค. – พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

            CLX Communications (Nasdaq Stockholm: CLX) ผู้จัดหาบริการและโซลูชั่นการสื่อสารบนคลาวด์ชั้นนำของโลก ได้รับเลือกเป็นผู้ให้บริการ A2P SMS ระดับTier One ที่ดีที่สุดในโลกติดต่อกัน 2 ปีซ้อน ในรายงานการสำรวจผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งจัดทำโดย Roaming Consulting Company (ROCCO)

 CLX Communications Logo / CLX Communications Logo (PRNewsFoto/CLX Communications)

CLX Communications Logo (PRNewsFoto/CLX Communications)

            (โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160704/385887LOGO )

            การสำรวจดังกล่าวเป็นการสะท้อนมุมมองของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (MNO) ต่อผู้ให้บริการ SMS ระดับองค์กร โดยวัดจากดัชนีชี้วัดความสำเร็จของงาน (KPI) ในแง่ของประสิทธิภาพและความเป็นผู้นำ มากกว่า 35 ดัชนี การสำรวจนี้ได้เข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว โดยมีผู้ตอบแบบสอบถาม 192 คน ซึ่งเป็นตัวแทนของ MNO จำนวน 260 ราย (รวมถึงมุมมองจากผู้ตอบที่เป็น Group MNO จำนวน 7 ราย) ใน 188 ประเทศ สำหรับผู้ให้บริการ A2P SMS ที่เข้าร่วมการประเมินมีทั้งสิ้น 32 ราย และมีเพียง 5 รายเท่านั้นที่ได้รับสถานะ Tier One อันทรงเกียรติ

            จากการสำรวจครั้งนี้ บรรดา MNO ต่างยกให้ CLX เป็นผู้ให้บริการที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ในด้านหลักๆ ได้แก่ งานบริการลูกค้า คุณภาพบริการ ความสามารถในการทำงานต่อเนื่อง ความเชี่ยวชาญระดับอุตสาหกรรม โดยคะแนนรวม KPI ทุกตัวของ CLX สูงกว่าผู้ให้บริการรายอื่นๆ ทุกราย ทำให้บริษัทขึ้นแท่นผู้นำอย่างไร้ข้อกังขา

            เราภูมิใจมากที่ได้รับการโหวตให้เป็นผู้ให้บริการ Tier One A2P SMS ที่ดีที่สุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2โจฮัน เฮดเบิร์ก ซีอีโอของ CLX Communications กล่าวเราทำงานกันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยตลอดปีที่ผ่านมา เพื่อให้แน่ใจว่าเราจะสามารถรักษามาตรฐานบริการและเทคโนโลยีให้อยู่ในระดับสูงต่อไป เพื่อช่วยให้ธุรกิจของ CLX Communications เติบโต และรับประกันว่าลูกค้าจะได้รับโซลูชั่นที่ดีที่สุด

            ขณะเดียวกัน รายงานฉบับนี้ยังจัดอันดับให้บริษัทที่ CLX ได้เข้าซื้อล่าสุดอย่าง Mblox เป็นผู้ให้บริการระดับ Tier One เป็นปีที่ 2 เรารู้ดีว่า Mblox จะต้องเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ชั้นเยี่ยมสำหรับ CLX และผลการสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทที่เกิดจากการควบรวมกิจการแห่งนี้จะมอบโซลูชั่น บริการ และประสิทธิภาพที่ดีที่สุดในตลาดให้กับลูกค้าคุณโจฮันกล่าว

            เจสัน ไบรอัน ซีอีโอ ROCCO กล่าวเสริมว่าการค้นหาผู้ให้บริการที่ทรงคุณค่าในตลาด A2P SMS Messaging ต้องใช้เวลาพอสมควร บริษัทวิจัย ROCCO จึงเสาะแสวงหาความคิดเห็นที่เชื่อถือได้จริงเกี่ยวกับผู้ให้บริการที่ดีที่สุดในสายตาของเหล่า MNO ซึ่งเป็นเรื่องดีมากที่เราได้เห็นว่า MNO มีมุมมองเสมอต้นเสมอปลายต่อทั้ง CLX และ Mblox ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากบริษัท 32 แห่งในการวิจัย A2P SMS Messaging ของ ROCCO ทั้งคู่ปรากฏอยู่ในรายชื่อผู้ให้บริการระดับ Tier 1 ในรายงานของเรา และติดท็อป 5 ผู้ให้บริการที่ดีที่สุด 2 ปีซ้อน ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือมีความเชื่อมั่นในประสิทธิภาพและความเป็นผู้นำในตลาดของผู้ให้บริการทั้งสองรายนี้

            เกี่ยวกับ CLX Communications (http://www.clxcommunications.com)

            CLX Communications (CLX) คือผู้นำระดับโลกด้านการจัดหาบริการและโซลูชั่นการสื่อสารบนคลาวด์ให้แก่องค์กรและผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ บริการการสื่อสารเคลื่อนที่จาก CLX เปิดทางให้องค์กรต่างๆสามารถสื่อสารกับผู้คนและอุปกรณ์เชื่อมต่อ (Internet of Things หรือ IoT) ได้ทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และคุ้มค่า โซลูชั่นของ CLX นำไปสู่การสื่อสารที่มีความสำคัญระดับธุรกิจทั่วโลกผ่านบริการข้อความสั้น (SMS) บริการเสียง และบริการการเชื่อมต่อ IoT บริษัทมีสำนักใหญ่อยู่ที่สตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน และมีสำนักงานขายในกว่า 10 ประเทศ

            สื่อมวลชนติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

            Kristian Mannik

            ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด CLX Communications

            โทร. +46-8-32-75-10

            อีเมล: pr@clxcommunications.com

            เกี่ยวกับ The Roaming Consulting Company (http://www.roamingconsulting.com)

            ROCCO เป็นบริษัทวิจัย กลยุทธ์ และการศึกษาที่มีความเป็นกลาง 100% บริษัทมีสำนักงานอยู่ในสหราชอาณาจักร และเปิดดำเนินงานมา 3.5 ปีแล้ว เราทำการวิจัยเกี่ยวกับผู้ให้บริการการใช้งานข้ามเขตและการเชื่อมต่อระหว่างอุปกรณ์ (Roaming and Interconnect Vendors) โดยนำเสนอในนามของผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือที่ต้องการเฟ้นหาผู้ให้บริการที่ใช่ รวมทั้งติดตามประเด็นร้อนที่พวกเขาสนใจอย่างรอบด้าน ปัจจุบันมี MNO ที่มีส่วนร่วมในงานวิจัยของเราปีละมากกว่า 500 ราย

            สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการสำรวจและรายงานฉบับเต็มของ ROCCO สามารถดูได้ที่นี่

            แหล่งข่าว: CLX Communications