สมาคมสื่อสารธุรกิจบราซิล Aberje เปิดตัวจดหมายข่าว BRpr มุ่งเผยแพร่แนวทางปฏิบัติที่ดีของภาคธุรกิจบราซิลสู่ประชาคมโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เซาเปาโล–17 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ในปี 2554 Aberje หรือสมาคมการสื่อสารภาคธุรกิจของบราซิลได้เปิดตัวนิตยสาร BRpr ซึ่งเป็นนิตยสารฉบับแรกเกี่ยวกับการสื่อสารองค์กรของบราซิลที่มีการเผยแพร่ไปทั่วโลก โดยภายใน 5 ปีให้หลัง นิตยสารดังกล่าวได้รับการปรับโฉมใหม่และเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอเป็นจดหมายข่าว BRpr ดังเช่นในปัจจุบัน

จดหมายข่าวดังกล่าวมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับงานด้านการสื่อสารองค์กรภายในประเทศบราซิล ขณะเดียวกันก็มีการนำเสนอบทสนทนาและความเคลื่อนไหวของแวดวงการสื่อสารองค์กรในระดับนานาชาติด้วย BRpr จึงถือเป็นความพยายามหนึ่งในการให้ความช่วยเหลือด้านการสื่อสารองค์กรแก่บริษัทข้ามชาติที่มีการดำเนินธุรกิจในบราซิล

จดหมายข่าว BRpr ฉบับที่ 2 ซึ่งออกในเดือนพฤษภาคม ได้นำเสนอบทสัมภาษณ์พิเศษคุณโรเจอร์ โบลตัน ประธานของ Arthur W. Page Society ซึ่งเป็นสมาคมการสื่อสารอันทรงเกียรติที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยคุณโบลตันได้พูดถึงโครงการล่าสุดขององค์กร ได้แก่ The New CCo Report ซึ่งเป็นงานศึกษาวิจัยบทบาทและทักษะใหม่ ๆ ที่ภาคธุรกิจกำลังมองหาจากผู้บริหารในแวดวงการสื่อสารองค์กร

นอกจากนี้การเผยแพร่จดหมายข่าวดังกล่าวยังถือเป็นโอกาสพิเศษเพื่อฉลองการลงนามเป็นพันธมิตรระหว่าง Aberje กับบริษัทพีอาร์ระดับโลกอย่าง PR Newswireซึ่งจะช่วยเป็นกระบอกเสียงให้กับภาคการสื่อสารธุรกิจของบราซิลในเวทีโลก รวมทั้งเป็นช่องทางในการเผยแพร่แนวทางปฏิบัติที่ดีและนวัตกรรมใหม่ ๆ ในอุตสาหกรรมสู่ผู้อ่านทั่วโลก จดหมายข่าวฉบับล่าสุดนี้ยังนำเสนอข่าวสารเกี่ยวกับบริษัทที่เป็นสมาชิกของ Aberje อย่าง Ernst & Young และ Burson-Musteller อีกด้วย

สำหรับจดหมายข่าว ฉบับที่ 3 มีกำหนดเผยแพร่ในช่วงสิ้นเดือนมิถุนายนนี้

สมัครรับจดหมายข่าว BRpr ได้ที่นี่

เกี่ยวกับ AberjeAberje Brazillian Association of Business Communication เป็นแหล่งอ้างอิงสำหรับการผลิตและการเผยแพร่ความรู้และวิธีปฏิบัติในด้านการสื่อสารองค์กรของประเทศบราซิล Aberje ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2510 ในฐานะองค์กรวิชาชีพและวิทยาศาสตร์ซึ่งไม่แสวงผลกำไร โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการสื่อสารในภาคธุรกิจและยกระดับบทบาทของนักสื่อสาร หัวใจหลักของ Aberje คือการสนับสนุน เนื้อหา การศึกษา และอาชีพ องค์กรมีสมาชิกมากกว่า 500ราย (ทั้งบริษัทและบุคคล) ซึ่งมีส่วนร่วมในการพัฒนาการสื่อสารองค์กรและกิจกรรมภายในองค์กร หรือมีบทบาททั้งทางตรงและทางอ้อมในเรื่องดังกล่าว Aberjeดำเนินงานทั่วโลกผ่านทางโครงการและการแลกเปลี่ยนกับประเทศต่าง ๆ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา สหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส สเปน โปรตุเกส เยอรมนี อิตาลี อินเดีย เม็กซิโก อาร์เจนตินา ชิลี โคลอมเบีย และเปรู โดยมีสถานะเป็นหน่วยงานวิจัยด้านการสื่อสารองค์กรของประเทศบราซิล

ข้อมูลสำหรับติดต่อ:

Tato Carbonaro
ฝ่ายรัฐกิจและวิเทศสัมพันธ์

โทร. +55 11 5627-9090 ต่อ 824
อีเมล: tatocarbonaro@aberje.com.br

เอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี คว้าสัญญาผลิตไฟฟ้าจากกังหันก๊าซ 350 เมกะวัตต์ในอาร์เจนตินา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

แจ็คสันวิลล์, ฟลอริดา–16 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

สัญญา 5 ปีดังกล่าวนับว่าเป็นสัญญาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของบริษัท

เอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี (APR Energy) ผู้นำระดับโลกด้านการผลิตไฟฟ้าแบบฟาสท์แทร็ค ประกาศว่า บริษัทได้คว้าสัญญาโครงการผลิตไฟฟ้าระยะเวลา 5 ปี จำนวน 2 โครงการ ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่า 450 ล้านดอลลาร์ จากกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของอาร์เจนตินา ประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับสองในอเมริกาใต้ ภายใต้สัญญาดังกล่าว บริษัทจะรับหน้าที่ผลิตกระแสไฟฟ้ารวม 350 เมกะวัตต์ โดยใช้เครื่องผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซระบบเชื้อเพลิงร่วมแบบเคลื่อนย้ายได้ทั้งสิ้น 14 เครื่อง

 

APR Energy’s state-of-the-art mobile turbines offer a range of advantages over traditional fast-track power technologies. They include the flexibility to use alternative fuels such as LPG, naphtha and kerosene, as well as lower emissions, less noise and a smaller footprint compared with high-speed reciprocating engines producing the same amount of power. (PRNewsFoto/APR Energy)

รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20160615/380032

APR ENERGY LOGO / APR Energy. (PRNewsFoto/APR Energy) (PRNewsFoto/)

APR Energy. (PRNewsFoto/APR Energy) (PRNewsFoto/)

โลโก้http://photos.prnewswire.com/prnh/20120207/FL48583LOGO

“สัญญาดังกล่าวเป็นสัญญาครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี และเป็นผลพวงมาจากการที่เรามีบุคลากรชั้นยอดประกอบกับเทคโนโลยีชั้นเยี่ยมในอุตสาหกรรม ผมภูมิใจในทีมงานของเราที่สุด” จอห์น แคมเปียน ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าว

“นอกจากนี้ เราขอขอบคุณกระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของอาร์เจนตินา ที่เชื่อมั่นในศักยภาพของเราในการผลิตไฟฟ้าอย่างมีเสถียรภาพให้แก่ประชาชนและผู้ประกอบธุรกิจในอาร์เจนตินา” คุณแคมเปียนกล่าว “อาร์เจนตินาเป็นลูกค้ารายใหญ่ของเรามานานหลายปี และเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับหน้าที่ผลิตไฟฟ้าในสัดส่วนสูงสุดเท่าที่บริษัทจากต่างชาติเคยได้รับ เราหวังว่าจะได้มีโอกาสผลิตไฟฟ้าให้แก่อาร์เจนตินาต่อไปในทศวรรษหน้า”

เอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี ดำเนินธุรกิจในอาร์เจนตินามาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551 ปัจจุบันบริษัทผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น 75 เมกะวัตต์ จาก 3 พื้นที่ ได้แก่ เมืองฟอร์โมซา เมืองแมคดาลีนา และเมืองซาเอนซ์เปนญา

ในปี 2559 เอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี คว้าสัญญาผลิตไฟฟ้ามาได้แล้วกว่า 750 เมกะวัตต์ เมื่อนับรวมสัญญาผลิตไฟฟ้า 350 เมกะวัตต์ในอาร์เจนตินา ซึ่งเป็นสัญญาผลิตไฟฟ้ากังหันก๊าซสัญญาที่ 4 ในรอบปีของบริษัท ต่อเนื่องจากสัญญาในอียิปต์และแทสเมเนีย

“การคว้าสัญญาในอาร์เจนตินาแสดงให้เห็นว่ากังหันก๊าซเป็นแหล่งพลังงานสำคัญสำหรับตลาดพลังงานแบบฟาสท์แทร็ค ทั้งยังเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับภาคสาธารณูปโภค และสามารถใช้ร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมได้เป็นอย่างดี” คุณแคมเปียนกล่าวทิ้งท้าย

เกี่ยวกับเอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี

เอพีอาร์ เอ็นเนอร์จี คือผู้นำระดับโลกด้านการผลิตไฟฟ้าแบบฟาสท์แทร็คจากกังหันก๊าซแบบเคลื่อนย้ายได้ โซลูชั่นพลังงานที่รวดเร็ว ยืดหยุ่น และครบวงจรของเรา ช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงไฟฟ้าที่น่าเชื่อถือได้อย่างรวดเร็วทุกที่ทุกเวลาตามความต้องการ โรงไฟฟ้าแบบเทิร์นคีย์ของเราซึ่งผสมผสานเทคโนโลยีประหยัดพลังงานที่ทันสมัยเข้ากับความเชี่ยวชาญระดับผู้นำในอุตสาหกรรม ได้ผลิตกระแสไฟฟ้าเพื่อตอบสนองความต้องการของอุตสาหกรรม เมือง และประเทศต่างๆทั่วโลก ทั้งประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.aprenergy.com

คลังภาพสำหรับสื่อ [http://www.aprenergy.com/press-photo-gallery]

เปิดตัวแอปนำเที่ยว “ตึกเอ็มไพร์สเตท” เพิ่มอรรถรสให้กับผู้มาเยือนนับล้านจากทั่วโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวยอร์ก–16 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

แอปใหม่และฟรี Wi-Fi พร้อมให้บริการ

หอชมวิวตึกเอ็มไพร์สเตท เปิดตัวแอปพลิเคชัน “Empire State Building Observatory Experience” ช่วยนำเที่ยวหอชมวิวอย่างละเอียดพร้อมให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของอาคารแห่งนี้ แอปดังกล่าวพัฒนาขึ้นโดยบริษัทชั้นนำอย่าง Antenna International และสามารถดาวน์โหลดได้ฟรีจาก Apple Storeรวมทั้ง Google Play โดยจะถูกนำมาใช้แทนอุปกรณ์มัลติมีเดียที่ปกติจะแจกให้กับผู้มาเยือนทุกคนก่อนเข้าชมอาคาร

แอปนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้มาเยือนทุกคนได้รับประสบการณ์ที่สมบูรณ์แบบที่สุด โดยจะนำเสนอข้อมูลภาพและเสียงในบริเวณสำคัญ 4 จุด ได้แก่ บริเวณจัดแสดง Sustainability Exhibit และบริเวณจัดแสดง “Dare to Dream” ที่นำเสนอประวัติการก่อสร้างตึกแห่งนี้ รวมถึงบริเวณจุดชมวิวที่โด่งดังระดับโลกบนชั้น 86 และ 102 นอกจากนี้ ตัวแอปยังมีวิดีโอ คลังภาพ แบบทดสอบ และข้อมูลพร้อมแผนที่แสดงจุดที่น่าสนใจ ให้ผู้มาเยือนได้เข้าถึงทุกซอกมุมของตึกเอ็มไพร์สเตท อันเป็นสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมสมัยใหม่และของโลก แอปดังกล่าวมีให้บริการในหลายภาษา ได้แก่ อังกฤษ สเปน ฝรั่งเศส อิตาลี จีนกลาง โปรตุเกส ญี่ปุ่น เกาหลี และเยอรมัน

เราได้เพิ่มประสบการณ์อันน่าประทับใจไม่รู้ลืมให้แก่ผู้ที่มาเยือนหอชมวิวระดับโลกของเรา ด้วยการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวนับล้านจากทั่วโลกได้ฟังคำบรรยายจากอุปกรณ์ของตนเองผ่านฟรี Wi-Fi” แอนโทนี อี มัลกิน ประธานและซีอีโอของเอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์ (NYSE: ESRT) กล่าว

ผู้มาเยือนสามารถดาวน์โหลดแอปไว้ล่วงหน้า หรือจะดาวน์โหลดผ่านฟรี Wi-Fi ที่ตึกเอ็มไพร์สเตทก็ได้เช่นกัน และสามารถซื้อตั๋วเข้าชมล่วงหน้าผ่านระบบออนไลน์ได้ที่ http://www.esbnyc.com/buy_tickets.asp 

เกี่ยวกับตึกเอ็มไพร์สเตท

ตึกเอ็มไพร์สเตทมีความสูง 1,454 ฟุต (จากฐานถึงเสาอากาศ) เหนือย่านมิดทาวน์แมนฮัตตัน อาคารแห่งนี้เป็นของบริษัทเอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์ อิงค์ และเป็น “อาคารสำนักงานที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก” ด้วยการลงทุนใหม่ๆในเรื่องการประหยัดพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน พื้นที่สาธารณะ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ตึกเอ็มไพร์สเตทจึงสามารถดึงดูดผู้เช่าชั้นหนึ่งจากหลากหลายวงการทั่วโลก นอกจากนี้ เทคโนโลยีการแพร่ภาพและกระจายเสียงที่ทันสมัยของตึกเอ็มไพร์สเตทยังสามารถรองรับสถานีโทรทัศน์และวิทยุสำคัญๆในมหานครนิวยอร์ก ตึกเอ็มไพร์สเตทได้รับการจัดอันดับให้เป็นอาคารยอดนิยมของสหรัฐอเมริกาโดยสถาบันสถาปัตยกรรมแห่งอเมริกา ส่วนหอชมวิวของตึกเอ็มไพร์สเตทก็เป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีผู้ชื่นชอบมากที่สุดในโลก และเป็นแหล่งท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของภูมิภาค รับชมรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับตึกเอ็มไพร์สเตทได้ที่ www.empirestatebuilding.com , www.facebook.com/empirestatebuilding , @EmpireStateBldg , www.instagram.com/empirestatebldg , http://weibo.com/empirestatebuildingwww.youtube.com/esbnyc หรือwww.pinterest.com/empirestatebldg/

เกี่ยวกับเอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์

เอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์ อิงค์ (NYSE: ESRT) คือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ โดยเป็นผู้ครอบครอง บริหารจัดการ ดำเนินงาน เข้าซื้อ และรีโพสิชั่นอาคารสำนักงานและห้างค้าปลีกบนเกาะแมนฮัตตันรวมถึงมหานครนิวยอร์ก ซึ่งรวมไปถึงตึกเอ็มไพร์สเตท อาคารสำนักงานที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก เอ็มไพร์ สเตท เรียลตี้ ทรัสต์ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่นครนิวยอร์ก รัฐนิวยอร์ก และนับจนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2558 บริษัทมีสำนักงานและอาคารค้าปลีกให้เช่าเป็นพื้นที่รวมกัน 10.1 ล้านตารางฟุต ซึ่งประกอบด้วยพื้นที่ให้เช่า 9.4 ล้านตารางฟุตในอาคารสำนักงาน 14 แห่ง แบ่งเป็นบนเกาะแมนฮัตตัน 9 แห่ง ในเขตแฟร์ฟิลด์ รัฐคอนเนคทิคัต 3 แห่ง และในเขตเวสต์เชสเตอร์ รัฐนิวยอร์กอีก 2 แห่ง นอกจากนั้นยังมีพื้นที่ค้าปลีกให้เช่าอีกประมาณ 723,000 ตารางฟุต 

ข้อความคาดการณ์อนาคต

ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ประกอบด้วย “ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์อนาคต” ซึ่งอาจจำแนกได้ด้วยการใช้คำว่า “เชื่อ” “คาด” “อาจ” “จะ” “ควร” “แสวงหา” “ประมาณ” “ตั้งใจ” “วางแผน” “เสนอ” “คาดคะเน” “พิจารณา” “มุ่งหมาย” “เดินหน้า” “น่าจะ” หรือ “คาดหวัง” หรือคำและวลีอื่นๆที่มีความหมายในทำนองเดียวกัน ปัจจัยต่อไปนี้ และอื่นๆ อาจจะทำให้ผลลัพธ์จริงและเหตุการณ์ในอนาคตมีความแตกต่างไปจากที่ได้ระบุไว้ในข้อความคาดการณ์ ปัจจัยเหล่านี้รวมอยู่ใน (i)รายงานประจำปีของบริษัทบนแบบฟอร์ม Form 10-K สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 รวมถึงปัจจัยที่อยู่ภายใต้หัวข้อ “Risk Factors” “Management’s Discussion and Analysis of Financial Condition and Results of Operations” “Business” และ “Properties” และ (ii) ในรายงานต่างๆในอนาคต ซึ่งบริษัทต้องยื่นตามกฎหมาย Securities and Exchange Act of 1934 ที่มีการปรับปรุงแก้ไข แม้ข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์อนาคตจะสะท้อนถึงความเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจของบริษัท แต่ข้อความดังกล่าวไม่สามารถรับประกันผลการดำเนินงานในอนาคตได้ บริษัทไม่มีภาระผูกพันในการเผยแพร่ข้อความคาดการณ์ที่ได้รับการปรับปรุงหรือแก้ไขเพื่อสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของสมมติฐานหรือปัจจัยพื้นฐาน, ข้อมูล สถิติ หรือระเบียบวิธีใหม่ๆ, เหตุการณ์ในอนาคตหรือการเปลี่ยนแปลงอื่นๆ หลังจากวันที่จัดทำข่าวประชาสัมพันธ์นี้ เว้นแต่เป็นไปตามบังคับของกฎหมาย สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้และอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ ผลการดำเนินงาน หรือการทำธุรกรรมของบริษัทในอนาคต ได้ที่หัวข้อ “Risk Factors” ในรายงานประจำปีของบริษัทบน Form 10-K สำหรับปีงบการเงินสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 รวมทั้งความเสี่ยงอื่นๆที่อธิบายอยู่ในเอกสารที่บริษัทยื่นต่อคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐ ผู้ลงทุนที่มีความสนใจไม่ควรยึดถือข้อความที่มีลักษณะเป็นการคาดการณ์อนาคตมากเกินควร เนื่องจากเป็นการคาดการณ์โดยอ้างอิงข้อมูลที่ทางบริษัทมีอยู่ ณ ปัจจุบันเท่านั้น (หรือเป็นข้อมูลจากบุคคลที่สามซึ่งเป็นผู้จัดทำข้อความคาดการณ์)

Maison Mumm เชิญร่วมผจญภัยไปกับการเดินทางสู่สหรัฐของ Mumm Grand Cordon ขวดแชมเปญรูปแบบใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวยอร์ก–16 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Maison Mumm ประกาศเปิดตัวขวดแชมเปญใหม่ Mumm Grand Cordon อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะปฏิวัติวงการขวดแชมเปญในสหรัฐอเมริกา และยังสอดคล้องกับแนวคิด “ความกล้าหาญ ชัยชนะ และการเฉลิมฉลอง” ซึ่งการเปิดตัวครั้งนี้จะเป็นการนำแชมเปญในขวดรูปแบบใหม่มาสู่เกาะแมนฮัตตัน ด้วยสไตล์ที่น่าตื่นเต้นและกล้าหาญที่สุดเท่าที่เคยมีมา

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่:

http://www.multivu.com/players/uk/7860051-mumm-grand-cordon-arrives-in-the-us/

ความน่าทึ่ง

Maison Mumm เปิดตัว Mumm Grand Cordon ขวดแชมเปญที่ปฏิวัติวงการ อย่างเป็นทางการที่ Lightbox พื้นที่แห่งการสร้างสรรค์เทคโนโลยีในมหานครนิวยอร์ก การเปิดตัวขวดแชมเปญแบบใหม่นี้จะถูกนำเสนอเป็นลำดับในรูปแบบที่น่าทึ่งจากภาพยนตร์ดิจิตอลสู่ชีวิตจริง นำแสดงโดยนักแสดงชาวอเมริกัน  Kellan Lutz และ Didier Mariotti ผู้เป็น Cellar Master ของ Mumm  โดย Maison Mumm จะมอบประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นให้ผู้ที่อยู่ในงานรู้สึกเหมือนได้ผจญภัยไปกับKellan Lutz  ที่ปฏิบัติภารกิจแข่งกับเวลาเพื่อนำขวดแชมเปญเข้ามาในสถานที่จัดงาน และในตอนท้ายของภาพยนตร์ผู้ชมจะได้พบกับ Kellan Lutz  ตัวจริงซึ่งจะขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามาทางประตูใหญ่พร้อมกับขวดแชมเปญเพื่อเริ่มเฉลิมฉลองการเปิดตัวขวดแชมเปญที่โลดโผนมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

ความล้ำสมัย

ภาพยนตร์โฆษณาชุด Daring Delivery ถ่ายทำโดยใช้เทคนิคสุดล้ำ ผ่านการเล่าเรื่องราวแบบ first-person POV ซึ่งจะทำให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์อันดื่มด่ำไปกับภาพยนตร์แบบที่ไม่สามารถละสายตาได้ตั้งแต่เริ่มต้น ผู้ชมจะถูกนำเข้าสู่การเดินทางของ Kellan และ Didier พร้อมกับความรู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองเป็นDidier Mariotti หรือ Cellar Master คนแรกที่กระโดดร่มอย่างท้าทายพร้อมกับขวดแชมเปญ หรือ Kellan Lutz ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ด้วยความเร็วไปตามถนนหนทางต่างๆในแมนฮัตตัน

ผมคิดว่าผมเป็นคนที่มีความกล้าหาญมาก โดยปกติแล้วผมจะปีนเขาและขี่มอเตอร์ไซค์เป็นประจำ ดังนั้นเมื่อ Mumm ชวนให้มีส่วนร่วมในการเปิดตัวแชมเปญอย่างโลดโผน ผมจึงไม่ลังเลที่จะตอบรับความท้าทายนี้”  Kellan Lutz กล่าว ผมมองหาโครงการที่ท้าทาย  เพื่อที่จะช่วยผลักดันตัวเองออกจากกรอบเดิมๆ และโครงการ Daring Delivery ได้เปิดโลกของผมไปสู่ประสบการณ์ใหม่ที่ผมไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต ทั้งการกระโดดข้ามหลังคาของบรู๊คลินและขับสปีดโบ๊ทผ่านท่าเรือนิวยอร์ค

การเฉลิมฉลอง

เพื่อเฉลิมฉลองให้กับช่วงเวลาการเปิดตัวอันน่าประทับใจ Maison Mumm ได้เชิญแขกระดับ VIP กว่า 120 ชีวิตมาร่วมในงานครั้งนี้ ซึ่งมีทั้ง Chanel Iman ซูเปอร์โมเดลสาว, Alexandria Richards ดีเจและนางแบบสุดฮอต, ดีเจสาว Chelsea Leyland รวมถึงนักกีฬา และเซเลปชื่อดังจากมหานครนิวยอร์กอีกคับคั่ง Maison Mumm ยังได้เพิ่มสีสันให้กับช่วงเวลาการเปิดตัวแชมเปญ โดยให้ทีมงานแกล้งบอกกับบรรดาแขกผู้เข้าร่วมงานว่า แชมเปญยังไม่พร้อมเสิร์ฟ จนกระทั่ง Kellan Lutzปรากฏตัวขึ้นในงานพร้อมกับขวดดีไซน์ใหม่ นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการแสดงพิเศษจากดีเจ Chelsea Leyland และการเผยโฉมขวดดีไซน์ใหม่ที่ฉีกทุกกฏการออกแบบในประวัติศาสตร์การผลิตแชมเปญ งานในค่ำคืนนั้น จึงถือเป็นตัวอย่างที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างไม่หยุดยั้งของแบรนด์ ในช่วงเวลาที่พิเศษและเปี่ยมไปด้วยพลัง

ภาพยนตร์โฆษณาชุด “Daring Delivery” นำแสดงโดย Kellan Lutz พร้อมให้ชมแล้วทาง YouTube [https://youtu.be/IKG2TQ5i2LI] ผู้ชมทุกท่านสามารถสัมผัสกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่โลดโผนนี้ได้ด้วยตัวเอง

ปฏิวัติการออกแบบ

ขวดแชมเปญ Mumm Grand Cordon นับเป็นนวัตกรรมการออกแบบที่ยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์ 189 ปีของ Maison Mumm

Mumm Grand Cordon ทำลายทุกธรรมเนียมการออกแบบ ด้วยการไม่ใช้ฉลากติดหน้าขวดแบบเดิมๆ แต่ใช้การพิมพ์สัญลักษณ์ G.H. Mumm และตรานกอินทรีสีทองลงไปบนเนื้อขวดแทน นอกจากนี้ อีกหนึ่งความโดดเด่นของขวดดีไซน์ใหม่ อยู่ที่รูปทรง ซึ่งช่วยนำพานวัตกรรมการออกแบบสุดล้ำนี้กลับมาสู่รูปแบบการผลิตแชมเปญแบบดั้งเดิม

แต่สิ่งที่น่าจะสะกดสายตาที่สุดของขวด Mumm Grand Cordon นั้น เห็นจะเป็นการตีความสายคาดสีแดงสด Cordon Rouge ขึ้นมาใหม่ เพราะในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 140 ปีนี้ สายคาดสีแดงทรงเอกลักษณ์แบบเดิม จะกลายร่างเป็นริบบิ้นสีแดงสดที่คาดและฝังลงบนขวดแก้ว ด้วยเทคโนโลยีการผลิตอันทันสมัย

ขวดของ Mumm Grand Cordon ได้รับการออกแบบโดยดีไซเนอร์มากความสามารถผู้กวาดรางวัลมาหลายรายการอย่าง Ross Lovegrove ซึ่งเคยร่วมงานกับMaison Mumm มาแล้ว ในการออกแบบดาบสำหรับเปิดแชมเปญรุ่นพิเศษ

บุกเบิกวงการแชมเปญ

Mumm เตรียมทวงบัลลังก์แห่งความเป็นผู้นำด้านแชมเปญของสหรัฐมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 80 ด้วยการเปิดตัวขวดรูปลักษณ์ใหม่ Mumm เป็นผู้บุกเบิกการผลิตแชมเปญในอเมริกาเหนือ โดยจำหน่ายสินค้าครั้งแรกในปี 2373 ภายหลังจากที่จัดตั้งกิจการได้เพียง 3 ปี หลังจากนั้นในปี 2424 Mumm ได้พาฉลากสายคาดสีแดงสด Cordon Rouge นี้จดทะเบียนในนิวยอร์ก และได้เปิดตัวสโลแกนอันโด่งดังที่ว่า “Mumm’s the Word” ในปี 2443 ทั้งนี้ แชมเปญของ Mumm ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ส่งผลให้มียอดขายสูงถึง 1 ล้านขวดทั่วสหรัฐในปี 2456
ร่วมสัมผัสเส้นทางการผจญภัยของ “Daring Delivery” ได้ที่ : https://youtu.be/IKG2TQ5i2LI

 

Kellan Lutz with Mumm Grand Cordon (PRNewsFoto/Maison Mumm)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160613/378430 )

แหล่งข่าว: Maison Mumm

Dream Hotel Group ประกาศแผนเปิดตัวโรงแรมใหม่ 6 แห่งในสหรัฐและกาตาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

นิวยอร์ก16 มิ.ย.พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Dream Hotel Group เตรียมเปิดโรงแรมแห่งใหม่ในแนชวิลล์ ดัลลัส ปาล์มสปริงส์ ไทม์สแควร์ ลองไอแลนด์ซิตี้ และกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์

Dream Hotel Group LLC เครือโรงแรมชื่อดังระดับโลก เซ็นสัญญากับบริษัท Al Alfia Holding ในกาตาร์ เพื่อสร้างโรงแรมแห่งใหม่ในกรุงโดฮา เมืองหลวงของประเทศ ซึ่งถือเป็นโรงแรมแบรนด์ Dream Hotels แห่งแรกในภูมิภาคตะวันออกกลาง

 

Dream Doha signing ceremony at Dream Downtown New York, L-R: Jay Stein, CEO, Dream Hotel Group; Sheikh Sultan, Al Alfia Holding; Sant Singh Chatwal, Chairman, Dream Hotel Group. (PRNewsFoto/Dream Hotel Group)

รูปภาพ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160613/378677

Dream Hotel Group (PRNewsFoto/Dream Hotel Group)

โลโก้ – http://photos.prnewswire.com/prnh/20160603/375219LOGO

Dream Hotel Group ประกาศทุ่มเงินลงทุน 1.5 พันล้านดอลลาร์เพื่อพัฒนาโรงแรมใหม่ 6 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งได้มีการร่วมมือกับบริษัทพัฒนาโรงแรมในพื้นที่ โดยนอกเหนือจากในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์แล้ว โรงแรมอีก 5 แห่งตั้งอยู่ในสหรัฐอเมริกาทั้งหมด ได้แก่ ในแนชวิลล์ ดัลลัส ปาล์มสปริงส์ ไทม์สแควร์ และลองไอแลนด์ซิตี้

เรารู้สึกตื่นเต้นที่ Dream Hotels ซึ่งโด่งดังในเรื่องร้านอาหารและแสงสียามค่ำคืน สามารถขยายธุรกิจได้อย่างกว้างขวางครอบคลุมหลายพื้นที่เช่นนี้เจย์ สไตน์ ซีอีโอของ Dream Hotel Group กล่าว การพัฒนาโรงแรมใหม่ทั้ง 6 แห่งจะช่วยยกระดับแบรนด์ของเราแบบเท่าทวีคูณ ทั้งยังเป็นการมอบทางเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้าที่จงรักภักดีต่อแบรนด์ของเราด้วย

โรงแรมใหม่ 5 แห่งในเมืองชั้นนำของสหรัฐ รวมถึงในกรุงโดฮา ประเทศกาตาร์ จะเริ่มเปิดให้บริการไม่เกินช่วงต้นปี 2562 ซึ่งการขยายธุรกิจครั้งนี้ถือเป็นก้าวใหม่อันน่าตื่นเต้นสำหรับ Dream Hotels แบรนด์โรงแรมที่มีภาพลักษณ์หรูหราและเป็นผู้บุกเบิกธุรกิจโรงแรมในระดับโลก

โรงแรมแห่งใหม่ๆของเราจะเริ่มเปิดให้บริการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของเราที่กำลังขยายตัวออกไปในวงกว้างคุณสไตน์กล่าวเสริม การขยายธุรกิจอย่างไม่หยุดยั้งเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของบุคลากรของเรา ที่แสดงให้ผมเห็นทุกวันถึงความพยายามในการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า

เดวิด คูเปอร์เบิร์ก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการพัฒนาของ Dream Hotel Group กล่าวว่า “เราเชื่อมั่นในแบรนด์ Dream เสมอมา แต่ก็อดที่จะตื่นเต้นไม่ได้เมื่อเห็นพันธมิตรหลายรายเชื่อมั่นในความฝันที่มีร่วมกันและทำให้มันกลายเป็นความจริง

นอกจากนี้ ยังมีข่าวว่าโรงแรม Dream Hollywood ซึ่งออกแบบโดยเดวิด ร็อกเวลล์ จะเปิดตัวในฤดูใบไม้ร่วงนี้ บนเลขที่ 6417 Selma Avenue หัวมุมถนน Selma Avenue ตัดกับ N. Cahuenga Boulevard ใจกลางฮอลลีวู้ด

Dream Hollywood มีห้องพักและห้องสวีททั้งสิ้น 179 ห้อง มีร้านอาหารและผับบาร์ที่อยู่ในโรงแรมหรือติดกับโรงแรมรวม 5 แห่ง พร้อมดาดฟ้ากว้างขวาง 11,000 ตารางฟุต โรงแรมแห่งนี้พัฒนาโดย FC Development ร่วมกับ Dream Hotel Group มีกำหนดเปิดให้บริการในเดือนกันยายน 2559 และจะทำให้ฮอลลีวู้ดมีชีวิตชีวายิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

Dream Nashville มีห้องพัก 169 ห้อง และตั้งอยู่ใจกลางย่านประวัติศาสตร์ของเมือง โรงแรมนี้ออกแบบโดยเมเยอร์ เดวิส พัฒนาโดย Dream Hotel Group ร่วมกับบริษัทท้องถิ่นอย่าง 4PANT, LLC ที่เกิดจากการร่วมทุนระหว่าง Royal Investments และ City Development โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในช่วงกลางปี 2561

Dream Dallas มีห้องพักรวม 260 ห้อง พัฒนาโดย Dream Hotel Group และมีกำหนดเปิดให้บริการในช่วงครึ่งหลังของปี 2561

Dream Palm Springs มีห้องพัก 175 ห้อง พัฒนาโดย Praetor Investments และ Selene Developments ร่วมกับ Dream Hotel Group มีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2561

Dream Times Square เป็นโรงแรมแห่งแรกจากทั้งหมด 2 แห่งที่จะเปิดใหม่ในนิวยอร์ก มีห้องพักทั้งหมด 239 ห้อง ออกแบบโดยเมเยอร์ เดวิส และพัฒนาโดย SoHo Properties ร่วมกับ Dream Hotel Group โดยมีกำหนดเปิดให้บริการในช่วงครึ่งหลังของปี 2561

Dream Long Island City เป็นการรุกสู่ย่าน Queens Borough เป็นครั้งแรกของ Dream Hotel Group ภายหลังการรุกสู่ย่าน Midtown และ Downtown โรงแรมนี้มีห้องพัก 254 ห้อง พัฒนาโดย Barone Management ร่วมกับ Dream Hotel Group และมีกำหนดเปิดให้บริการในปี 2562 ทั้งนี้ การเปิดตัวโรงแรมในไทม์สแควร์และลองไอแลนด์ซิตี้ จะทำให้ Dream Hotel Group มีโรงแรมถึง 4 แห่งในมหานครนิวยอร์ก

Dream Doha มีห้องพัก 325 ห้อง พร้อมร้านอาหารและผับบาร์ 9 แห่ง ออกแบบโดยเมเยอร์ เดวิส พัฒนาโดย Al Alfia Holding ร่วมกับ Dream Hotel Groupและจะเปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2562 การเปิดตัวโรงแรมแห่งนี้ถือเป็นการรุกเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางเป็นครั้งแรก และเป็นก้าวสำคัญในกลยุทธ์การขยายธุรกิจของแบรนด์ ทั้งนี้ Dream Doha เป็นโรงแรมระดับสากลแห่งที่ 3 ของกลุ่มบริษัท ต่อจาก Dream Phuket Hotel & Spa และ Dream Bangkok ในประเทศไทย

Dream Hotels ถือกำเนิดขึ้นเมื่อปี 2547 เพื่อเป็นพื้นที่สำหรับตอบสนองความปรารถนาของมนุษย์ที่ใคร่ค้นหาด้านอื่นๆของตนเอง ด้วยรากฐานอันแข็งแกร่งในการส่งมอบประสบการณ์ที่สมบูรณ์ที่สุดให้แก่ผู้เข้าพัก โรงแรมแต่ละแห่งในเครือจึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกสุดหรู บริการที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างถึงใจ ผับบาร์ในตัวโรงแรมที่ดูกลมกลืน รวมถึงความมีชีวิตชีวาของเมืองที่น่าตื่นตาตื่นใจทั่วโลก Dream Hotels ไม่ได้มีแค่เตียงให้คุณล้มตัวลงนอนเท่านั้น แต่ยังมีอะไรอีกมากมายที่จะทำให้คุณได้ค้นพบตัวตนอีกด้านหนึ่งของตนเอง ผู้เข้าพักที่ Dream Hotels จะได้อะไรมากกว่าที่คาดหวังจากโรงแรมอย่างแน่นอน สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมหรือจองห้องพักได้ที่ www.dreamhotels.com

เกี่ยวกับ Dream Hotel Group

Dream Hotel Group คือแบรนด์โรงแรมและบริษัทด้านการจัดการที่มีประวัติยาวนาน 30 ปีในการจัดการอสังหาริมทรัพย์ในประเทศที่ธุรกิจโรงแรมมีการแข่งขันสูงที่สุดในโลก Dream Hotel Group มีไลน์ธุรกิจ 3 ส่วน ได้แก่ Proprietary Brands, Hotel Management and Dining และ Nightlife อันประกอบไปด้วยแบรนด์ Dream Hotels, Time Hotels, The Chatwal และ Unscripted Hotels บริษัทยึดหลักปรัชญาในการนำเสนอดีไซน์ บริการ และประสบการณ์อันล้ำเลิศให้แก่ลูกค้าในทุกตลาด นอกจากนั้นยังทุ่มเทสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้เข้าพักและจุดหมายที่พวกเขาเลือกด้วยวิธีที่เป็นเอกลักษณ์อย่างแท้จริง

หลังจากที่ได้มีการพิจารณาอย่างถี่ถ้วน เพื่อประโยชน์ในการยกระดับแบรนด์ Dream Hotels บนเวทีโลก ทางบริษัทจึงได้ตัดสินใจค่อยๆเลิกใช้ชื่อ Hampshire Hotels Management และ Debut Hotel Group และเปลี่ยนมาเป็น Dream Hotel Group เพียงชื่อเดียว เพื่อให้เป็นที่จดจำของแขกผู้เข้าพัก เจ้าของโรงแรม และผู้พัฒนาโรงแรม สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ www.dreamhotelgroup.com

Taisys ชนะคดีสิทธิบัตรซิมการ์ดบางที่ศาลจีน ปูรากฐานขยายธุรกิจในระดับสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

 ไทเป, ไต้หวัน–15 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          บริษัท Taisys Technologies ของไต้หวัน ชนะคดีสิทธิบัตรซิมบาง (Thin SIM Card) ที่ศาลประชาชนขั้นสูงแห่งเทศบาลกรุงปักกิ่งของจีน

          Taisys Technologies คือผู้ให้บริการโทรคมนาคมและบริการทางการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงการให้บริการเสริมหลากหลายรูปแบบผ่านทางเทคโนโลยีซิมการ์ดบางทั่วโลก สำหรับในประเทศจีน ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการโมบายแบงก์กิง 15 ล้านคนที่ใช้ซิมบางของ Taisys

          ในปี 2554 สิทธิบัตรของ Taisys ถูกยื่นฟ้องโดยบริษัทสองแห่ง หนึ่งในนั้นคือ Watchdata ผู้ให้บริการซิมการ์ดดั้งเดิมรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของจีน โดยหลังจากการฟ้องร้องผ่านไปสองปี ในเดือนตุลาคม 2556 ศาลประชาชนขั้นสูงแห่งเทศบาลกรุงปักกิ่งได้ตัดสินว่าสิทธิบัตรของ Taisys ถูกต้องตามกฎหมายในประเทศจีน

          ต่อมาในเดือนมกราคม 2557 มีผู้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลประชาชนสูงสุดของจีนให้มีการไต่สวนคดีอีกครั้ง ซึ่งท้ายที่สุดในเดือนพฤษภาคม 2559 ศาลประชาชนขั้นสูงแห่งเทศบาลกรุงปักกิ่งยืนยันคำตัดสินเดิมว่าสิทธิบัตรของ Taisys ถูกต้องตามกฎหมาย

          Taisys ได้ยื่นจดสิทธบัตรดังกล่าวในเดือนธันวาคม 2548 และได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการตรวจสอบสิทธิบัตร ในสังกัดสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาของจีน (SIPO) ในเดือนเมษายน 2552 การชนะคดีในครั้งนี้ ตลอดจนการจดสิทธิบัตรในอีก 47 ประเทศ จะช่วยให้ Taisys รุดหน้าขยายกิจการในระดับสากล

          เจสัน โฮ ประธานของ Taisys Technologies กล่าวว่า “สิทธิบัตรฉบับนี้ถือเป็นรากฐานนวัตกรรมของ Taisys ในด้านเทคโนโลยีสมาร์ทการ์ดและ eSIM โดยบริการต่างๆที่เปิดตัวไปแล้วได้แก่ slimduet ซึ่งเป็นโซลูชั่นเติมเงินราคาประหยัดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ SIMoME และ SIMoME pay แพลตฟอร์มโมบายแบงก์กิง และแพลตฟอร์ม WuKong สำหรับผู้ให้บริการโทรคมนาคม ในส่วนการขยายธุรกิจในต่างประเทศนั้น Taisys ได้ขยายธุรกิจไปยังอนุทวีปอินเดียและแอฟริกา”

          ด้วยความร่วมมือกับ Equitel ในเคนยา Taisys ถือเป็นผู้ให้บริการโซลูชั่นโมบายแบงก์กิงบนซิมการ์ดบางเพียงรายเดียวที่ผ่านการรับรองโดยรัฐบาลเคนยา

           เมื่อเร็วๆนี้ Equitel ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Equity Bank ระดมเงินได้ 1 พันล้านเคนยาชิลลิงจากมูลนิธิมาสเตอร์การ์ด (MasterCard Foundation) จากผลงานนวัตกรรมซึ่งใช้เทคโนโลยีของ Taisys เพื่อช่วยพัฒนาการให้บริการทางการเงินอย่างทั่วถึงในพื้นที่ชนบทของเคนยา

          ส่วนที่อินเดีย Taisys ได้ร่วมมือกับ Yes Bank ซึ่งเป็นธนาคารส่งเสริมการลงทุนใหม่ (Greenfield) ที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ในการเปิดตัวโซลูชั่นการชำระเงินผ่านซิมบางเพื่อการให้บริการทางการเงินอย่างทั่วถึง เพียงผู้ใช้นำซิมบาง YES PAYMENTS มาผูกกับ Prepaid Wallet ซึ่งเป็นแอพที่เปิดให้ผู้ใช้เข้าไปดาวน์โหลดได้ เท่านี้ก็สามารถทำธุรกรรมได้หลากหลายประเภท การทำธุรกรรมผ่านโซลูชั่นนี้ใช้เทคโนโลยี SMS เข้ารหัสเพื่อสื่อสารกับเซิร์ฟเวอร์ของธนาคาร โดยเทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการจดสิทธิบัตรแล้ว

          นอกจากนี้ Taisys กำลังร่วมมือกับ National Payment Corporation of India ในการสร้างแพลตฟอร์มส่วนกลางเพื่อให้บริการโมบายแบงก์กิงสำหรับธนาคารแห่งอื่นๆ อีกด้วย

          ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Taisys (http://www.taisys.com/index)

          Korbin Lan

          โทร. +886 226270927

ผลวิจัยล่าสุดชี้ “อาหารแมว” ต้องเพียบพร้อมทั้งรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

บรัสเซลส์–15 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ผลวิจัยของคณะนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยโภชนาการสัตว์เลี้ยงวอลแธมในเครือมาร์ส เพ็ทแคร์ และมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย พบว่า นอกจากรสชาติแล้ว คุณค่าทางโภชนาการยังมีอิทธิพลต่อแมวในการตัดสินใจเลือกกินอาหาร

ผลวิจัยดังกล่าวของมาร์ส เพ็ทแคร์ ที่ได้รับการเผยแพร่ทางวารสาร Royal Society Open Science (http://rsos.royalsocietypublishing.org/lookup/doi/10.1098/rsos.160081) ในวันนี้ ได้เผยให้เห็นว่า แมวบ้านเรียนรู้ที่จะเลือกกินอาหารโดยดูจากคุณค่าทางโภชนาการมากกว่ารสชาติ โดยเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ แมวจะเรียนรู้เกี่ยวกับปริมาณไขมันและโปรตีนในอาหาร จากนั้นจะเลือกกินอาหารให้ได้สัดส่วนของไขมันและโปรตีนตามที่ต้องการ

 

Cat foods need the perfect combination of great flavour and nutrition. (PRNewsFoto/Mars Petcare)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160530/373317 )

คณะนักวิทยาศาสตร์จากสถาบันวิจัยโภชนาการสัตว์เลี้ยงวอลแธมในเครือมาร์ส เพ็ทแคร์ และมหาวิทยาลัยซิดนีย์ ประเทศออสเตรเลีย ได้ให้อาหารแมวที่มีปริมาณไขมันและโปรตีนแตกต่างกันไป ทั้งรสปลา รสกระต่าย และรสส้ม ผลปรากฏว่าเมื่อให้อาหารครั้งแรก แมวเลือกกินอาหารตามรสชาติ ทว่าเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะ แมวได้เริ่มเรียนรู้เรื่องคุณค่าทางโภชนาการ และเลือกกินอาหารเพื่อให้ได้รับโปรตีนและไขมันตามสัดส่วนที่เหมาะสม โดยไม่คำนึงถึงรสชาติ

เอเดรียน ฮิวสัน-ฮิวจ์ จากสถาบันวิจัยโภชนาการสัตว์เลี้ยงวอลแธมในเครือมาร์ส เพ็ทแคร์ ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะวิจัย เปิดเผยว่า ผลการค้นพบดังกล่าวสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาอาหารแมวได้การวิจัยครั้งนี้ทำให้มาร์ส เพ็ทแคร์ มีความเข้าใจมากขึ้นในการพัฒนาอาหารแมวที่ทั้งอร่อยและมีสารอาหารที่เหมาะสม เพื่อให้แมวกินอาหารนั้นๆต่อไปในระยะยาว ทั้งยังเป็นการตอกย้ำสิ่งที่เราทราบอยู่แล้วในเรื่องของโภชนาการ เราจะมุ่งมั่นพัฒนาอาหารแมวแบรนด์ต่างๆ ทั้งWHISKAS, SHEBA และ ROYAL CANIN เพื่อสร้างความมั่นใจว่าแมวจะได้รับสารอาหารที่เหมาะสมและเอร็ดอร่อยกับอาหารไปพร้อมๆกัน

วอลแธม คือศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกภายใต้การดูแลของมาร์ส เพ็ทแคร์ ซึ่งมุ่งมั่นสร้างความก้าวหน้าใหม่ๆ ในแง่ของโภชนาการสัตว์เลี้ยง รวมถึงวิทยาศาสตร์ด้านการปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์

เกี่ยวกับสถาบันวิจัยโภชนาการสัตว์เลี้ยงวอลแธม

สถาบันวิจัยโภชนาการสัตว์เลี้ยงวอลแธม เป็นหน่วยงานวิทยาศาสตร์ชั้นนำที่ยกระดับการวิจัยด้านโภชนาการและสุขภาพสัตว์เลี้ยง ผ่านการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี สถาบันวิจัยอันทันสมัยแห่งนี้ตั้งอยู่ในมณฑลเลสเตอร์เชียร์ ประเทศอังกฤษ และเป็นผู้สนับสนุนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านโภชนาการและสุขภาพสัตว์เลี้ยงให้แก่บริษัท มาร์ส อินคอร์ปอเรทเต็ด (Mars, Incorporated) ก่อให้เกิดการพัฒนาผลิตภัณฑ์อันทันสมัยที่สามารถตอบสนองความต้องการของสัตว์เลี้ยงได้อย่างแท้จริง วอลแธม เผยแพร่งานวิจัยของตนเองเป็นครั้งแรกเมื่อปีค.ศ.1963 จากนั้นได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆมากมายในด้านโภชนาการสัตว์เลี้ยงและปฏิสัมพันธ์ระหว่างคนกับสัตว์ ดังจะเห็นได้จากผลงานที่ตีพิมพ์เผยแพร่มากกว่า 1,700 ฉบับ ซึ่งรวมถึงรายงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ผ่านการพิจารณาและยอมรับจากผู้เชี่ยวชาญแล้วกว่า 600 ฉบับ ปัจจุบัน วอลแธม ยังคงร่วมงานกับบรรดาสถาบันวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลก ขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ของกลุ่มธุรกิจผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงของมาร์ส (Mars Petcare) เพื่อสร้างสรรค์โลกที่ดีกว่าสำหรับสัตว์เลี้ยง รวมถึงให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และความเชี่ยวชาญที่เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตราสินค้าต่างๆของมาร์ส อาทิ PEDIGREE(R), WHISKAS(R), ROYAL CANIN(R), Banfield Pet Hospital และIAMS(R), CESAR(R), NUTRO(R), SHEBA(R), DREAMIES(R) และ EUKANUBA(R)

เกี่ยวกับ มาร์ส อินคอร์ปอเรทเต็ด

เมื่อปีค.ศ.1911 แฟรงค์ ซี มาร์ส (Frank C. Mars) ได้ผลิตขนมหวานยี่ห้อมาร์ส (Mars) ขึ้นเป็นครั้งแรกในบ้านของเขาที่เมืองทาโคมา รัฐวอชิงตัน และได้ริเริ่มธุรกิจแบรนด์มาร์สขึ้นเป็นครั้งแรกในฐานะบริษัทผู้ผลิตขนมหวาน ในช่วงทศวรรษที่ 20 ฟอร์เรสต์ อี มาร์ส ซีเนียร์ (Forrest E. Mars, Sr.) ได้เข้ามาช่วยกิจการของพ่อ และเปิดตัวช็อกโกแลตแท่งแบรนด์ MILKY WAY(R) จากนั้นในปีค.ศ.1932 ฟอร์เรสต์ได้ย้ายไปพำนักอยู่ในสหราชอาณาจักร พร้อมความฝันที่จะสร้างกิจการที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์ประโยชน์ร่วมกันสำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นรากฐานของมาร์ส อินคอร์ปอเรทเต็ดมาจนถึงปัจจุบันนี้ บริษัทมาร์สตั้งอยู่ในชุมชนแม็คลีน รัฐเวอร์จิเนีย และมียอดขายสุทธิกว่า 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์ บริษัทแบ่งกิจการออกเป็น 6 สาขา ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง, ช็อกโกแลต, ริกลีย์ (Wrigley),อาหาร, เครื่องดื่ม และซิมไบโอไซแอนซ์ (Symbioscience) บริษัทมีผู้ร่วมงานกว่า 75,000 คนทั่วโลกที่ร่วมดำเนินตามหลักการขององค์กรเพื่อสร้างความแตกต่างให้กับผู้คนและโลกของเรา  สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.mars.com และติดตามความเคลื่อนไหวของเราได้ทาง facebook.com/mars,twitter.com/marsglobal, youtube.com/mars

ที่มา: มาร์ส เพ็ทแคร์

นักวิจัยเผยทารกในครรภ์อายุ 16 สัปดาห์ขึ้นไปมีการตอบสนองต่อเสียงของมารดาผ่านทางช่องคลอด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

มาสทริชต์, เนเธอร์แลนด์–15 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Babypod facilitates ultrasounds that, by producing a response in the baby, improve the viewing of foetal structures (PRNewsFoto/Institut Marquès)

(รูปภาพhttp://photos.prnewswire.com/prnh/20160613/378315 )

อุปกรณ์ขับเสียงที่ออกแบบขึ้นเป็นพิเศษเปิดโอกาสให้คุณแม่ได้สื่อสารกับลูกน้อยก่อนลืมตาดูโลก

ข้อมูลดังกล่าวได้รับการเปิดเผยในการประชุม European Congress of Perinatal Medicine ครั้งที่ 25

ทารกในครรภ์มีการขยับปากมากกว่าปกติเมื่อได้ยินเสียงมนุษย์ โดยเกิดขึ้นกับทารกในครรภ์ที่มีอายุ 16 สัปดาห์ขึ้นไป (ทารกยาว 11 ซม.) และเสียงนั้นต้องส่งผ่านทางช่องคลอดของมารดาโดยใช้อุปกรณ์ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ข้อมูลข้างต้นนี้นำเสนอโดยดร. อเล็กซ์ การ์เซีย-ฟอรา ผู้อำนวยการฝ่ายวิทยาศาสตร์ของ Institut Marques ในระหว่างการประชุม European Congress of Perinatal Medicine ครั้งที่ 25 ณ เมืองมาสทริชต์ ประเทศเนเธอร์แลนด์

รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่

http://www.multivu.com/players/uk/7859951-institut-marques-babies-react-mother-voice/

ผลการวิจัยพบว่า ทารกในครรภ์แทบจะไม่ได้ยินเสียงจากภายนอก และจะตอบสนองต่อเสียงที่ส่งผ่านช่องคลอดของมารดาเท่านั้น ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าทารกแทบจะไม่ได้ยินเสียงที่ส่งผ่านท้องของมารดา การวิจัยนี้ได้ศึกษาการตอบสนองของทารกในครรภ์โดยใช้ Babypod(R) อุปกรณ์ขนาดเล็กที่สอดผ่านช่องคลอดในลักษณะเดียวกับผ้าอนามัยแบบสอด และมีการเชื่อมสัญญาณกับโทรศัพท์มือถือ ช่วยให้เสียงของมารดาหรือใครก็ตามสามารถส่งไปถึงทารกในครรภ์ได้

ดร. อเล็กซ์ การ์เซีย-ฟอรา กล่าวว่า เมื่อได้ยินเสียงพูดที่เราส่งผ่านทางช่องคลอดของมารดา ทารกในครรภ์จะตอบสนองด้วยการขยับอวัยวะที่ใช้ในการเปล่งเสียง ซึ่งการตอบสนองที่ว่านี้แตกต่างไปจากตอนที่เราส่งเสียงเพลงเข้าไป เนื่องจากเสียงเพลงและเสียงพูดกระตุ้นกลไกสมองคนละส่วนกัน โดยเสียงเพลงจะกระตุ้นระบบประสาทที่ส่งผลต่อความรู้สึกจากการเปรียบเทียบปฏิกิริยาตอบสนองต่างๆที่เกิดขึ้นด้วยการอัลตราซาวด์ช่องท้อง พบว่า ทารกในครรภ์ 70% ขยับปากเมื่อได้ยินเสียงพูด และหากได้ยินเสียงเพลงทารกจะมีการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อนมากขึ้น เช่น แลบลิ้น

การวิจัยครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยที่ริเริ่มโดย Institut Marques เพื่อศึกษาประโยชน์ของเสียงเพลงในช่วงกำเนิดของชีวิต รวมถึงค้นหาคำตอบว่าทารกในครรภ์สามารถจำเสียงของมารดาได้หรือไม่ ซึ่งถือเป็นความท้าทายครั้งใหม่ โดยผู้เชี่ยวชาญท่านนี้กล่าวว่า ทารกในครรภ์ตอบสนองต่อเสียงพูดทุกเสียงเหมือนกันหมด จึงเกิดคำถามใหม่ว่า ทารกที่ได้ยินเสียงพ่อแม่จากภายในครรภ์ จะสามารถจดจำเสียงพ่อแม่ได้หรือไม่ และสิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางภาษาและการสื่อสารได้หรือไม่

นอกจากจะเป็นช่องทางสื่อสารกับทารกในครรภ์แล้ว Babypod(R) ยังเป็นอุปกรณ์ที่มีความปลอดภัยและสามารถนำไปในทางการแพทย์ได้ โดยสามารถใช้ตรวจสอบว่าทารกในครรภ์มีอาการหูหนวกหรือไม่ ทั้งยังช่วยทำให้มองเห็นโครงสร้างทารกได้ชัดเจนขึ้นเมื่อทำอัลตราซาวด์ ด้วยการกระตุ้นให้ทารกเคลื่อนไหว

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://institutomarques.com/area-cientifica/musica-y-estimulacion-fetal

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้จากช่องทางต่างๆ ดังนี้

เว็บไซต์

http://www.institutomarques.com

http://www.babypod.net

เฟซบุ๊ก

http://www.facebok.com/musicinbaby/

http://www.facebook.com/institutomarques

ทวิตเตอร์: @_Babypod [https://twitter.com/_Babypod ]

ติดต่อ

Institut Marques

Mireia Folguera

อีเมล: mireia.folguera@institutomarques.com

โทร. +34-93-285-82-16 / 649-901-494

Weber Shandwick

Rocio Bueno

อีเมล: rbueno@webershandwick.com

โทร. +34-91-745-86-64

แหล่งข่าว: Institut Marques

สองศิลปินดังเผยคอนเซปต์ออกแบบรถยนต์ “BMW Art Car” คันใหม่ล่าสุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

มิวนิก–15 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

เฉา เฟย และ จอห์น บัลเดสซารี สองศิลปินดังจากสองฝั่งโลก เผยคอนเซปต์ของรถ “BMW Art Car” คันที่ 18 และ 19 เป็นครั้งแรก โดยทั้งคู่จะได้แต่งแต้มสีสันลงบนรถยนต์ BMW M6 GT3 เฉกเช่นเดียวกับศิลปินดังอีกหลายท่าน เช่น แอนดี้ วอร์ฮอล และเจฟฟ์ คูนส์ ที่เคยวาดลวดลายลงบนรถ BMW รุ่นอื่นๆมาแล้ว

 

The artist Cao Fei in front of her inspiration wall for the 18th BMW Art Car project (C) The artist, Cao Fei Studio. (PRNewsFoto/BMW Group)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160613/378292 )

Contemporary American artist John Baldessari unveils the design study for 19th BMW Art Car at his California studio. The full-scale version of Baldessari’s work will be unveiled at Art Basel Miami Beach on November 30, 2016. Courtesy of John Baldessari. (PRNewsFoto/BMW Group)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160613/378293 )

แฮรัลด์ ครูเกอร์ ประธานบอร์ดบริหารของ BMW AG กล่าวว่า เรามีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับศิลปินผู้ทรงอิทธิผลและมีความคิดสร้างสรรค์อย่างเหลือล้นอย่าง เฉา เฟย และจอห์น บัลเดสซารี เพื่อรังสรรค์ BMW Art Car คันใหม่ หลังจากที่ เจฟฟ์ คูนส์ ได้สร้างผลงานศิลปะอันน่าอัศจรรย์บน BMW Art Car คันก่อนหน้านี้ และเราหวังว่าผลงานชิ้นใหม่จะตรึงตาตรึงใจไม่แพ้กัน ผมเชื่อว่าศิลปะอันน่าพิศวงของเฉา เฟย และศิลปะแนวมินิมอลลิสม์ของจอห์น จะทำให้เราได้BMW Art Car คันใหม่ที่โดดเด่นไม่เป็นสองรองใครอย่างแน่นอน

เฉา เฟย กล่าวว่า ธีมแห่งศตวรรษนี้คือ “landscape of no man’s land” ที่มีทั้งรถยนต์และเครื่องบินขับเคลื่อนอัตโนมัติ รวมถึงเทคโนโลยี virtual realityฉันจะก้าวข้ามบริบทของ รถยนต์ในปัจจุบัน ไปสู่การแสดงออกในรูปแบบใหม่ๆ

จอห์น บัลเดสซารี กล่าวว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้ทำผลงานร่วมกับผู้อื่น ผมไม่ได้เป็นคนออกแบบรถ แต่ผมร่วมมือกับคนออกแบบรถ จุดสีต่างๆเป็นองค์ประกอบเด่นในผลงานของผม ดังนั้นผมต้องนำมาใช้ในงานนี้อย่างแน่นอน

BMW Art Car คันที่ 18 โดย เฉา เฟย

เปิดตัวครั้งแรก: พิพิธภัณฑ์ใหญ่แห่งใดแห่งหนึ่ง ฤดูร้อนปี 2017

ลงสนามแข่ง: สนามดังแห่งใดแห่งหนึ่งในเอเชีย ปี 2017

BMW Art Car คันที่ 19 โดย จอห์น บัลเดสซารี

เปิดตัวครั้งแรก: เทศกาลศิลปะนานาชาติ Art Basel ในไมอามีบีช วันที่ 30 พฤศจิกายน 2016

ลงสนามแข่ง: สนามเดย์โทน่า เดือนมกราคม 2017

#BMWArtCar

Tumblr: http://bmwartcars.tumblr.com/

Facebook: https://www.facebook.com/BMW-Group-Culture-925330854231870/

Instagram: https://www.instagram.com/bmwgroupculture/

@BMWGroupCulture

#BMWGroupCulture

ติดต่อ

Dr Thomas Girst

BMW Group Corporate and Intergovernmental Affairs

Head of Cultural Engagement

โทร. +49-89-382-24753

อีเมล: presse@bmw.de

เว็บไซต์: http://www.press.bmwgroup.com

ที่มา: BMW Group

Atkins เปิดตัวธุรกิจให้คำปรึกษา ช่วยลูกค้ารับมือความซับซ้อนและความไม่แน่นอนในการส่งมอบโครงสร้างพื้นฐาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ลอนดอน–14 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

Atkins ประกาศเปิดตัวธุรกิจให้คำปรึกษาครบวงจรใหม่ล่าสุด “Atkins Acuity” ซึ่งจะรวมเอาความสามารถด้านวิศวกรรมและการวางแผนแม่บทที่ครอบคลุม ตลอดจนความเชี่ยวชาญด้านการวางโครงสร้าง การหาทุน และการจัดเตรียมโครงการเข้าไว้ด้วยกัน การรวมกันดังกล่าวจะช่วยสนับสนุนสถาบันการเงินระหว่างประเทศ รัฐบาล และองค์กรขนาดใหญ่ ในการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและโอกาสในการระดมทุนทั่วโลก ผ่านทางการให้คำปรึกษาที่มีความรู้ด้านวิศวกรรมเป็นพื้นฐาน

บริการให้คำปรึกษานี้เป็นธุรกิจแรกที่ Atkins เปิดตัว โดยตั้งเป้าว่าจะทำรายได้ราว 200 ล้านปอนด์ในระยะเวลาประมาณ 4-5 ปี

ในช่วงแรก Atkins Acuity มีแผนเจาะตลาดในภูมิภาคตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา ครอบคลุมภาคธุรกิจหลักของ Atkins ได้แก่ การขนส่ง พลังงาน และโครงสร้างพื้นฐาน โดยได้มีการจ้างผู้บริหารอาวุโสจากองค์กรที่มีชื่อเสียง เช่น McKinsey, McKinsey, KPMG, Arthur D Little, World Economic Forum, Standard Chartered Bank รวมถึงอดีตกรรมการบริหารของ Philippines PPP Unit เพื่อนำทักษะด้านการวางโครงสร้างและการเงินมาเสริมเข้ากับความรู้เชิงลึกในด้านเทคนิควิศวกรรมของ Atkins Group

อูเว ครูเกอร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Atkins กล่าวว่า:

“Atkins Acuity ตอบสนองความต้องการของลูกค้าโดยตรงในแง่ของการเพิ่มมูลค่าและผลตอบแทนของการเป็นหุ้นส่วนในการลงทุนด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน เราเชื่อว่ารัฐบาล องค์กรธุรกิจ และสถาบันการเงิน ล้วนแต่เคยผิดหวังกับปัญหาติดขัดต่างๆ เกี่ยวกับแผนงานและการส่งมอบโครงการ อย่างไรก็ตาม ปัญหาเหล่านี้จะหมดไปด้วย Atkins Acuity บริการให้คำปรึกษาแบบครบวงจร”

ทีมงานของ Atkin Acuity รวมทักษะความรู้ในสาขาต่างๆ อาทิ การปรับโครงสร้างการเงิน การให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์และเศรษฐกิจ การพัฒนาองค์กร การปรับปรุงการดำเนินงาน การบริหารจัดการแผนงาน และการสอบทานธุรกิจ เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านเทคนิควิศวกรรมของ Atkins

ธุรกิจใหม่ของ Atkins นี้จะทำงานร่วมกับลูกค้าหลากหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นสถาบันภาครัฐ หน่วยงานราชการ สถาบันการเงินระหว่างประเทศ นักลงทุนภาคเอกชน บริษัทขนาดใหญ่ และกองทุน โดยได้เริ่มดำเนินงานแล้วในตุรกี ศรีลังกา มาลาวี เคนยา แทนซาเนีย ซาอุดิอาระเบีย และอาบูดาบี ซึ่งสำหรับในศรีลังกานั้น Atkin Acuity ได้รับเป็นที่ปรึกษาด้านการพัฒนาแผนการลงทุนเพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากน้ำท่วมและภัยแล้ง และได้ให้คำปรึกษาด้านพลังงานที่ยั่งยืนในแอฟริกาตะวันออกและใต้เพื่อการปฏิรูปในทุกภาคส่วน

โดมินิค ฮาร์วีย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Atkins Acuity กล่าวว่า:

การผสานความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมของเราเข้ากับทักษะความรู้แขนงอื่นๆอย่างครอบคลุมจะทำให้มั่นใจได้ว่า โครงการของลูกค้าจะมีประสิทธิภาพทางเทคนิค มีโครงสร้างที่แข็งแรงมั่นคง และสามารถระดมทุนในตลาดต่างประเทศได้ เราจะให้การสนับสนุนลูกค้าในระยะยาว ด้วยการสร้างศักยภาพที่จะเป็นรากฐานเพื่อรับรองว่าลูกค้าจะสามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและพร้อมสำหรับอนาคต”

สำหรับกองบรรณาธิการ: 

Atkins (http://www.atkinsglobal.com) เป็นหนึ่งในที่ปรึกษาด้านการออกแบบ วิศวกรรม และการบริหารโครงการที่ได้รับการยอมรับนับถือมากที่สุดในโลก โดยมีบุคลากรกว่า 18,600 คนในสหราชอาณาจักร อเมริกาเหนือ ตะวันออกกลาง เอเชียแปซิฟิก และยุโรป เราสร้างความร่วมมือที่วางใจได้ในระยะยาว เพื่อสร้างสรรค์โลกที่เติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับชีวิตด้วยไอเดียของเรา สามารถดูโครงการต่างๆของ Atkins ได้ที่เว็บไซต์ http://www.atkinsglobal.com/en-GB/projects

ติดตามเรื่องราวของเราได้ทาง:

Twitter | Facebook | LinkedIn | YouTube | Angles | Google+ | Pinterest | Slideshare

ที่มา: Atkins