10 โบรกเกอร์อ้าแขนรับ MetaTrader 5 เพื่อให้บริการซื้อขายในตลาด DGCX

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดูไบ, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์–13 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ในเดือนกรกฎาคม 2558 Menacorp กลายเป็นสมาชิกรายแรกในตลาด DGCX ที่นำเสนอการซื้อขายผ่านทางแพลตฟอร์ม MetaTrader 5 และภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี จำนวนโบรกเกอร์ที่นำเสนอบริการดังกล่าวเพิ่มขึ้นเป็น 10 ราย ซึ่งรวมถึงโบรกเกอร์รายใหญ่ในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่าง Arab Global Commodities, AxiTrader ME, LT International และ Krishi Gold

MetaQuotes Software Logo

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20140424/683323 )

 

10 brokers offer trading on DGCX via MetaTrader 5 (PRNewsFoto/MetaQuotes Software Corp.)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160610/377848 )

ปัจจุบัน มีเทรดเดอร์จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆที่ทำการซื้อขายเครื่องมือทางการเงินในตลาดทองคำดูไบ Dubai Gold Commodities Exchange (DGCX) โดยใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบทั้งหมดที่ MetaTrader 5 นำเสนอ เทรดเดอร์สามารถดาวน์โหลดและเปิดใช้หุ่นยนต์ซื้อขายที่พร้อมใช้งานหลายพันรายการ รวมทั้งเลียนแบบการซื้อขายของเทรดเดอร์ที่ประสบความสำเร็จ และแม้กระทั่งการเช่าโฮสติ้งเสมือนจริงได้โดยตรงจากแพลตฟอร์ม ดังนั้น โบรกเกอร์ที่นำเสนอ MetaTrader 5 จะสามารถให้บริการเครื่องมือวิเคราะห์และการซื้อขายขั้นสูงให้กับลูกค้า ตลอดจนฟีเจอร์เสริมต่างๆ ที่ติดตั้งมากับแพลตฟอร์มเพื่อการซื้อขายที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

“MetaTrader 5 เป็นที่อย่างต้องการสูงจากบรรดาบริษัทโบรกเกอร์ เนื่องจากเป็นโซลูชันการซื้อขายที่ทรงพลังที่สุดในตลาดการเงิน!” Manoj Choudhary ผู้บริหารMetaFintech LLC ซึ่งเป็นสำนักงานตัวแทนของเมตาโควตส์ ซอฟต์แวร์ คอร์ป ในดูไบ กล่าว “ด้วยเทคโนโลยีที่เหนือชั้น MetaTrader 5 จึงสามารถตอบสนองเทรดเดอร์ที่มีข้อเรียกร้องสูงได้เกือบทุกรายสำหรับการขยายโอกาสในการลงทุนให้กับพวกเขา”

เกี่ยวกับเมตาโควตส์ ซอฟต์แวร์

นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทเมื่อปีพ.ศ. 2543 เมตาโควตส์ ซอฟต์แวร์ คอร์ป ได้พัฒนาแพลตฟอร์มการซื้อขายสำหรับตลาดการเงินภายใต้เครื่องหมายการค้า MetaTraderและเป็นที่รู้จักระดับนานาชาติในฐานะผู้นำตลาดซอฟต์แวร์ด้านการเงิน ปัจจุบันมีบริษัทโบรกเกอร์และธนาคารหลายร้อยแห่งทั่วโลกที่นำเสนอบริการผ่านแพลตฟอร์มการซื้อขาย MetaTrader

http://www.metaquotes.net

เกี่ยวกับ MetaTrader 5

MetaTrader 5 คือแพลตฟอร์มจัดการการซื้อขายทางการเงินที่สามารถปรับขนาดได้และมีประสิทธิภาพสูงสำหรับตลาดการเงินที่หลากหลาย (ฟอเร็กซ์ หุ้น และสัญญาล่วงหน้า สำหรับโบรกเกอร์สถาบันและโบรกเกอร์รายย่อย) แพลตฟอร์ม MetaTrader 5 รองรับการซื้อขายผ่านทางอุปกรณ์ที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Windows, iOS และ Android รวมทั้งยังนำเสนอ API และโซลูชันที่ครบวงจรสำหรับเชื่อมต่อกับตลาดหลักทรัพย์และผู้ให้บริการสภาพคล่องทั่วโลก

http://www.metatrader5.com

ที่มา: MetaQuotes Software Corp.

Global Salmon Initiative กระตุ้นอุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกยกระดับความโปร่งใส เพื่อความยั่งยืนของอุตสาหกรรมและความมั่นคงด้านอาหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สตอกโฮล์ม13 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

ในระหว่างการประชุม EAT Stockholm Food Forum ในวันนี้ ทาง Global Salmon Initiative (GSI) ได้เรียกร้องให้อุตสาหกรรมอาหารทั่วโลกมีส่วนร่วมในการยกระดับความโปร่งใส เพื่อผลักดันความยั่งยืนของอุตสาหกรรมและความมั่นคงด้านอาหารในอนาคต 

Global Salmon Initiative (GSI) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก World Wildlife Fund (WWF) และ Sustainable Trade Initiative (IDH) ได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในอุตสาหกรรมอาหารโลกร่วมเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนที่สำคัญทั้งหมด เพื่อผลักดันกระบวนการพัฒนาความยั่งยืนในระยะยาวของอุตสาหกรรมอาหาร 

ความจริงใจคือหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่ดี ความโปร่งใสไม่เพียงช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นเท่านั้น แต่ยังช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงไปสู่ทิศทางที่สร้างสรรค์ด้วย” Avrim Lazar ประธานที่ปรึกษาของ Global Salmon Initiative กล่าว เราทุกคนต่างตระหนักดีว่า เราต้องเร่งสร้างการเปลี่ยนแปลงหากต้องการให้ประชากร 9 พันล้านคนทั่วโลกมีความมั่นคงด้านอาหาร GSI ได้สร้างความโปร่งใสตั้งแต่ระดับองค์กร ระดับภูมิภาค ไปจนถึงระดับโลก สำหรับเรา ความโปร่งใสถือเป็นเสาหลักในการยกระดับความยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นประตูสู่ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว”  

Global Salmon Initiative เป็นกลุ่มความร่วมมือของบริษัทผู้ทำฟาร์มเลี้ยงปลาแซลมอน 12 แห่งจากทั่วโลก ที่มุ่งยกระดับความยั่งยืนด้านการดำเนินงาน รวมทั้งส่งมอบผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพและยั่งยืน เมื่อไม่นานมานี้ GSI ได้เผยแพร่รายงานความยั่งยืน (Sustainability Report) ประจำปีฉบับที่ 2 ซึ่งระบุข้อมูลบ่งชี้ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน 14 ประการของบริษัทสมาชิกทั้ง 12 แห่งในระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา โดยสามารถดูรายงานดังกล่าวได้ที่ GSI website

Global Salmon Initiative เดินหน้าสร้างตัวอย่างที่ควรปฏิบัติตามในรายงานความยั่งยืนประจำปีฉบับล่าสุดที่เผยให้เห็นว่า จำนวนฟาร์มแซลมอนทั่วโลกที่ผ่านการรับรองจาก Aquaculture Stewardship Council (ASC) ทะยานขึ้นจาก 5 แห่งเป็น 70 แห่งในปี 2558” Richard Holland ผู้อำนวยการฝ่ายการปรับเปลี่ยนตลาดของ WWF (Worldwide Fund for Nature) กล่าว รายงานของ GSI ผลักดันให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ของ ASC อันจะนำไปสู่การผลิตที่ดีขึ้น ทั้งยังเป็นการสร้างมาตรฐานความโปร่งใสที่เราอยากให้ภาคส่วนและกลุ่มอื่นๆ อาทิ Consumer Goods Forum (CGF) นำมาปรับใช้เช่นกัน   

Ted van der Put สมาชิกบอร์ดบริหารของ IDH กล่าวว่า “ความโปร่งใสไม่ได้เป็นเพียงสื่อกลางในการเข้าถึงและแสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภคเท่านั้น แต่ยังเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างและรักษาความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านอาหารหรือความยั่งยืน”  

Avrim Lazar ได้เรียกร้องต่ออุตสาหกรรมอื่นๆว่า เราจำเป็นต้องยกระดับความโปร่งใสให้สูงขึ้น ความจริงไม่ได้สวยงามเสมอไป แต่มันจะพาเราไปสู่จุดที่เราต้องการ”    

ประเด็นเกี่ยวกับการ เปิดเผยทุกอย่างได้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในการประชุม EAT วันนี้ โดยผู้ที่อยู่ในแวดวงสุขภาพ วิทยาศาสตร์ อาหาร และความยั่งยืนจากทั่วโลก ได้ร่วมกันหารือถึงแนวทางในการปรับเปลี่ยนระบบอาหาร เพื่อส่งมอบอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มีความยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.eatforum.org   

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GSI หรืออ่านรายงานความยั่งยืนได้ที่ http://www.globalsalmoninitiative.org/SustainabilityReport

เกี่ยวกับ GSI

Global Salmon Initiative (GSI) เป็นโครงการริเริ่มระดับแนวหน้าซึ่งก่อตั้งขึ้นในปี 2556 โดยผู้ทำฟาร์มเลี้ยงปลาแซลมอนจากทั่วโลก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความยั่งยืนอย่างมีนัยสำคัญในอุตสาหกรรม ปัจจุบัน สมาชิกของ GSI ประกอบด้วยบริษัท 12 แห่ง ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 50% ของอุตสาหกรรมการผลิตปลาแซลมอนทั่วโลก บริษัทเหล่านี้มีความมุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายร่วมกันในการจัดหาแหล่งอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพและมีความยั่งยืนเพื่อรองรับประชากรโลกที่เพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด พร้อมเดินหน้าทำประโยชน์เพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง

บริษัทที่เป็นสมาชิกของ GSI ประกอบด้วย Bakkafrost, Blumar, Cermaq, Compania Pesquera Camanchaca, Empresas AquaChile, Grieg Seafood ASA, Huon Aquaculture, Los Fiordos, Marine Harvest, Multiexport Foods SA, New Zealand King Salmon และ Ventisqueros โดยบริษัทเหล่านี้ดำเนินธุรกิจในประเทศออสเตรเลีย แคนาดา ชิลี หมู่เกาะแฟโร ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ และสหราชอาณาจักร และมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GSI กรุณาเข้าชมหรือติดต่อได้ที่

เว็บไซต์ – http://www.globalsalmoninitiative.org

อีเมลGSI@axon-com.com

ทวิตเตอร์ – @GSI_Salmon

แหล่งข่าว: The Global Salmon Initiative

“SIRveNIB” โครงการวิจัยโรคมะเร็งตับปฐมภูมิในเอเชียแปซิฟิก เสร็จสิ้นการรับสมัครผู้ป่วยเข้าร่วมการวิจัยแล้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

สิงคโปร์–13 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

การวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่าง Sorafenib กับ SIR-Spheres® Y-90 resin microspheres ในการรักษาโรคมะเร็งตับชนิด Hepatocellular Carcinoma แบบผ่าตัดไม่ได้ ของกลุ่ม Asia-Pacific Hepatocellular Carcinoma Trials Group (AHCC) นั้น คาดว่าจะสามารถสรุปผลการศึกษาได้ในปี 2560

Asia-Pacific Hepatocellular Carcinoma Trials Group (AHCC) ร่วมกับ National Cancer Centre Singapore, Singapore Clinical Research Institute (SCRI)และ Sirtex Medical Limited ประกาศว่า โครงการวิจัยแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม AHCC protocol 06 SIRveNIB เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่าง SIR-Spheres Y-90 resin microspheres กับ sorafenib ในการรักษาโรคมะเร็งตับปฐมภูมิ (ชนิด Hepatocellular Carcinoma หรือ HCC) แบบผ่าตัดไม่ได้นั้น ได้บรรลุเป้าหมายในการรับสมัครผู้ป่วยอย่างน้อย 360 รายเข้าร่วมการวิจัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว[1]

SIRveNIB มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพและความปลอดภัยระหว่างการนำรังสีเข้าสู่ร่างกายเฉพาะจุด (SIRT) โดยใช้ yttrium-90 [Y-90] resin microspheres (SIR-Spheres(R) ของ Sirtex Medical Limited นอร์ทซิดนีย์ ออสเตรเลีย) กับการใช้ยา sorafenib (Nexavar(R) ของ Bayer HealthCare Pharmaceuticals เบอร์ลิน เยอรมนี) อันเป็นมาตรฐานในการรักษาโรคมะเร็งตับชนิด HCC ระยะลุกลาม โดยผู้ป่วยที่เข้าร่วมโครงการล้วนเป็นผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็นการผ่าตัดเฉือนเนื้อร้ายในตับ การใช้คลื่นความถี่วิทยุ หรือการปลูกถ่ายตับ

ศาสตราจารย์เพียร์ซ ชอว์ หัวหน้าคณะวิจัยประจำโครงการ SIRveNIB และศัลยแพทย์ที่ปรึกษาอาวุโสจาก National Cancer Centre Singapore และSingapore General Hospital อธิบายว่า การแสวงหาวิธีการรักษาโรค HCC ที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากปัจจุบันมีวิธีการรักษาโรคที่ผ่านการรับรองอยู่เพียงน้อยนิด โดยนอกเหนือจากจุดยุติปฐมภูมิ (primary endpoint) ว่าด้วยระยะการดำรงอยู่โดยรวม (OS) ในโครงการ SIRveNIB แล้ว เรายังให้ความสำคัญกับจุดยุติทุติยภูมิ (secondary endpoint) ในอีกหลายประเด็น ซึ่งรวมถึงการเปรียบเทียบผลข้างเคียงและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยทั้งสองกลุ่มในการวิจัย ทั้งนี้SIRveNIB เป็นการวิจัยเปรียบเทียบ SIRT และ sorafenib ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิฟิก และยังเป็นการวิจัย sorafenib แบบสุ่มที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ด้วย

รองศาสตราจารย์เถียว หยี เหลียง ซีอีโอของ Singapore Clinical Research Institute กล่าวว่า ความสำเร็จในการรับสมัครผู้ป่วยเข้าร่วมโครงการ SIRveNIBที่มีนักวิจัยเป็นผู้ริเริ่มนั้น ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการวิจัยโรคมะเร็งตับในเอเชีย ทั้งยังตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันเหนียวแน่นระหว่างภาครัฐและเอกชน ดังที่ปรากฎให้เห็นระหว่าง Sirtex Medical Limited, National Cancer Centre Singapore และ Singapore Clinical Research Institute”

กลุ่มผู้ป่วยในโครงการ SIRveNIB เข้ารับการรักษาตามศูนย์การแพทย์ 27 แห่งใน 10 ประเทศทั่วเอเชียแปซิฟิก รวมถึงนิวซีแลนด์ โดยคาดว่าจะสามารถเปิดเผยผลการวิจัยได้ในช่วงครึ่งแรกของปี 2560

Sorafenib เป็นมาตรฐานที่ใช้ในการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับชนิด HCC ระยะลุกลาม หลังการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุม 2 การทดลองบ่งชี้ว่า อัตราการรอดชีวิตโดยรวมเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้ยาหลอก[2],[3] อย่างไรก็ตาม 80% ของผู้ป่วยประสบกับผลข้างเคียงไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการรักษาด้วยยาตัวนี้ ในขณะที่การรักษาแบบ SIRT โดยใช้ SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ได้รับอนุญาตให้ใช้รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งตับที่ผ่าตัดไม่ได้ วิธีนี้เป็นการนำรังสีเบต้าความเข้มข้นสูงเข้าทำลายเซลล์มะเร็งโดยตรง ซึ่งถือเป็นการรักษาที่ทำให้เกิดแผลน้อย โดยนักรังสีร่วมรักษาจะฉีด microspheres นับล้านๆ (เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 32.5 ไมครอน หรือราวหนึ่งในสามของเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์) เข้าสู่ร่างกายผู้ป่วย ผ่านหลอดสวนเข้าไปในหลอดเลือดแดงตับซึ่งนำเลือดเข้าสู่ก้อนมะเร็ง และ microspheres จะปล่อยรังสีระยะสั้นในปริมาณมากกว่าการฉายรังสีทั่วไปถึง 40 เท่าไปที่ก้อนมะเร็งตับโดยตรง ขณะที่ไม่ทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อตับใกล้เคียงที่ยังมีสภาพดี การศึกษาวิธีการรักษาแบบ SIRT โดยใช้ Y-90 resin microspheres ในผู้ป่วยกลุ่มดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างมาก เห็นได้จากการทดลองกลุ่มเดี่ยวแบบไม่ปกปิดที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก รวมถึงการศึกษาครั้งใหญ่ระหว่างศูนย์หลายแห่งเพื่อประเมินผลในระยะยาวจากการใช้ SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ในผู้ป่วยโรคมะเร็งตับ HCC ที่ผ่าตัดไม่ได้[4]

ประเทศที่มีการใช้ SIR-Spheres Y-90 resin microspheres 

SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ผ่านการรับรองให้ใช้ในการรักษาเนื้องอกตับชนิดผ่าตัดไม่ได้ในออสเตรเลีย สหภาพยุโรป (CE Mark) อาร์เจนตินา (ANMAT) บราซิล และอีกหลายๆประเทศในเอเชีย เช่น ตุรกี อินเดีย และสิงคโปร์ นอกจากนั้นยังมีการนำไปใช้ในอีกหลายประเทศ อาทิ ฮ่องกง อิสราเอล มาเลเซีย นิวซีแลนด์ ไต้หวัน และไทย SIR-Spheres Y-90 resin microspheres ยังได้รับการรับรอง Pre-Market Approval (PMA) จากองค์การอาหารและยาสหรัฐ (FDA) สำหรับใช้รักษามะเร็งตับที่ลุกลามจากมะเร็งลำไส้ใหญ่และผ่าตัดเฉือนเนื้อร้ายไม่ได้ ร่วมกับการทำเคมีบำบัดหลอดเลือดในตับโดยใช้ floxuridine

เกี่ยวกับโรคมะเร็งตับ Hepatocellular Carcinoma (HCC)

โรคมะเร็งตับชนิด Hepatocellular Carcinoma หรือ HCC เป็นมะเร็งตับปฐมภูมิที่พบได้บ่อยที่สุด โรคมะเร็งตับเป็นมะเร็งที่มีผู้ป่วยมากที่สุดเป็นอันดับ 6 ของโลก และเป็นมะเร็งที่คร่าชีวิตผู้ป่วยมากเป็นอันดับ 2 ในบรรดาโรคมะเร็งทั้งหมด[5] โดยมักเกิดกับผู้ป่วยโรคตับแข็งไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม รวมทั้งการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและการดื่มแอลกอฮอล์ HCC พบมากที่สุดในภูมิภาคที่มีการตรวจพบโรคตับอับเสบบ่อยที่สุด เช่น ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและยุโรปตอนใต้ หากได้รับการวินิจฉัยโรคตั้งแต่เนิ่นๆ HCC ก็สามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเฉือนเนื้อร้าย การใช้คลื่นความถี่วิทยุ หรือการปลูกถ่ายตับเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถอยู่รอดได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยส่วนใหญ่เข้าไม่ถึงการรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ ผู้ป่วยโรค HCC ที่ไม่สามารถผ่าตัดได้นั้นมีอนาคตที่มืดมน โดยอาจมีชีวิตอยู่ได้เพียงไม่กี่เดือนไปจนถึงประมาณ 2 ปี ขึ้นอยู่กับสภาพตับของผู้ป่วยและระดับการลุกลามของเนื้องอกในตอนที่ได้รับการวินิจฉัย[6] ทั้งนี้ เป็นเวลาเกือบหนึ่งทศวรรษแล้วที่ยังไม่พบวิธีการรักษาใหม่ๆสำหรับโรค HCC ที่ทดลองแล้วพบว่าได้ผลดีในการวิจัยขนาดใหญ่

เกี่ยวกับผู้สนับสนุนโครงการวิจัย SIRveNIB

SIRveNIB เป็นโครงการที่ริเริ่มโดยนักวิจัย และได้รับการสนับสนุนจาก Singapore General Hospital ด้วยความร่วมมือกับ National Medical Research Council Singapore, National Cancer Centre Singapore, Singapore Clinical Research Institute และ Sirtex Medical Limited

รับชมข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่

Singapore General Hospital http://www.sgh.com.sg

National Medical Research Council, Singapore http://www.nmrc.gov.sg

National Cancer Centre Singapore http://www.nccs.com.sg

Singapore Clinical Research Institute http://www.scri.edu.sg

Sirtex Medical Limited http://www.sirtex.com

อ้างอิง

1. Study to Compare Selective Internal Radiation Therapy (SIRT) Versus Sorafenib in Locally Advanced Hepatocellular Carcinoma (SIRveNIB):http://clinicaltrials.gov/ct2/show/NCT01135056http://www.sirvenib.com

2. Llovet J, Ricci S, Mazzaferro V et al for the SHARP Investigators Study Group. Sorafenib in advanced hepatocellular carcinoma. New England Journal of Medicine 2008; 359: 378-390.

3. Cheng A, Kang Y, Chen Z et al.  Efficacy and safety of sorafenib in patients in the Asia-Pacific region with advanced hepatocellular carcinoma: a phase III randomised, double-blind, placebo-controlled trial.  Lancet Oncology 2009; 10: 25-34.

4. Sangro B, Carpanese L, Cianni R et al on behalf of European Network on Radioembolization with yttrium-90 resin microspheres (ENRY). Survival after [90] Y resin microsphere radioembolization of hepatocellular carcinoma across BCLC stages: A European evaluation. Hepatology 2011; 54: 868-878.

5. Ferlay J, Soerjomataram I, Ervik M et al. Globocan 2012. v1.0, Cancer Incidence and Mortality Worldwide: IARC CancerBase No. 11 [Internet]. Lyon, France: International Agency for Research on Cancer; 2013. Available from: http://globocan.iarc.fr , accessed on 6/June/2016.

6. European Association for the Study of the Liver, European Organisation for Research and Treatment of Cancer. EASL-EORTC clinical practice guidelines: Management of hepatocellular carcinoma. Journal of Hepatology 2012; 56: 908-943.

SIR-Spheres(R) เป็นเครื่องหมายการค้าจดทะเบียนของ Sirtex SIR-Spheres Pty Ltd.

329-EUA-0616

แหล่งข่าว: Asia-Pacific Hepatocellular Carcinoma Trials Group (AHCC), National Cancer Centre Singapore, Singapore Clinical Research Institute (SCRI) และ Sirtex Medical Limited

รมช.กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งมาเลเซีย ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิดโรงกลั่นและศูนย์วิจัยไม้กฤษณาอย่างเป็นทางการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

กัวลาลัมเปอร์, มาเลเซีย–10 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          – Asia Plantation Capital ฉลองโอกาสครบรอบ 1 ปีโรงกลั่นและศูนย์วิจัยไม้กฤษณาอันทันสมัย ณ นิคมอุตสาหกรรมมาไซ รัฐยะโฮร์

          นับเป็นเวลากว่า 1 ปีแล้วที่ Asia Plantation Capital Berhad (APC) ได้เปิดกิจการโรงกลั่นและศูนย์วิจัยไม้กฤษณาในนิคมอุตสาหกรรมมาไซ รัฐยะโฮร์ ประเทศมาเลเซีย เนื่องในโอกาสนี้ Asia Plantation Capital จึงได้ฉลองให้กับความสำเร็จ ด้วยการจัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการให้กับโรงกลั่นซึ่งได้เปิดดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบและมีประสิทธิภาพตรงตามมาตรฐาน โดยได้รับเกียรติจาก YB Datuk Dr. Abu Bakar bin Mohamad Diah รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมแห่งมาเลเซีย (MOSTI) มาเป็นประธานในพิธีเปิดครั้งนี้

          รับชมข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับเต็มในรูปแบบมัลติมีเดียได้ที่: http://www.prnasia.com/mnr/apc_201606.shtml

 

a – โรงกลั่นและศูนย์วิจัยไม้กฤษณาของ Asia Plantation Capital ที่เมืองยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซีย

           http://photos.prnasia.com/prnvar/20160603/8521603612-a

b – ชิ้นไม้กฤษณาสับตากแห้งเพื่อรักษาคุณสมบัติความหอมให้มีคุณภาพสูงสุด

           http://photos.prnasia.com/prnvar/20160603/8521603612-b

c – ดร.โคดี คันดาซามี ที่ปรึกษาพิเศษประจำคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของ Asia Plantation Capital พร้อมกับแขกผู้มีเกียรติอย่าง Yang Berhormat Datuk Dr. Abu Bakar Mohamad Diah รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม คุณแบร์รี รอว์ลินสัน กรุ๊ปซีอีโอของ Asia Plantation Capital และคุณสตีฟ วัตส์ ซีอีโอประจำเอเชียแปซิฟิกของ Asia Plantation Capital ในพิธีเปิดตัวโรงกลั่นและศูนย์วิจัยไม้กฤษณาอย่างเป็นทางการ ณ เมืองยะโฮร์บาห์รู ประเทศมาเลเซีย

           http://photos.prnasia.com/prnvar/20160603/8521603612-c

d – แขกผู้เข้าร่วมพิธีเปิดตัวโรงงานอันทันสมัยของ Asia Plantation Capital อย่างเป็นทางการ

           http://photos.prnasia.com/prnvar/20160603/8521603612-d

          โรงกลั่นน้ำมันกฤษณา ศูนย์แปรรูปชิ้นไม้สับ โรงงานไม้หอม และศูนย์วิจัยตั้งอยู่บนพื้นที่ 44,000 ตารางฟุตในนิคมอุตสาหกรรมมาไซ รัฐยะโฮร์ อีกทั้งยังมีศูนย์บริการแก่ผู้เยี่ยมชม ตลอดจนร้านค้าขายส่งที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ไม้กฤษณาหลากหลายประเภทที่ผลิตโดย APC นอกจากนี้ ในพื้นที่ยังมีห้องปฏิบัติการวิจัยน้ำหอมและน้ำมันหอมระเหย รวมถึงระบบเพาะเลี้ยงของ APC และระบบการวิเคราะห์เอกสารข้อมูลความปลอดภัยของสารเคมี (MSDS)

          ศูนย์กลางแห่งนี้ใช้ระบบพลังงานที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอน และครบครันด้วยศูนย์กลั่นไอน้ำแบบแลกเปลี่ยนความร้อนรุ่นล่าสุดที่ใช้น้ำบริสุทธิ์ และระบบพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อผลิตพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยรับรองเรื่องประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจในระดับสูงสุด การลงทุนหลายล้านดอลลาร์สหรัฐครั้งนี้เป็นส่วนสำคัญสำหรับแผนการขยายธุรกิจเชิงกลยุทธ์ในด้านโรงเพาะปลูกและความสามารถทางการผลิตของ APC ในมาเลเซีย

          ด้วยการเปิดตัวโรงงานไม้กฤษณาที่มีจุดประสงค์เฉพาะและมีขนาดใหญ่ที่สุดในภูมิภาค พร้อมทั้งพื้นที่เพาะปลูกที่ได้มีการซื้อมาหลายเอเคอร์ในมาเลเซีย ประกอบกับการประกาศย้ายสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคของ APC มาไว้ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ การขยายธุรกิจดังกล่าวจึงเป็นโอกาสในการยกระดับการดำเนินงานของ APC ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

          “โรงงานแปรรูปไม้กฤษณาของเราได้ดำเนินงานอย่างเต็มรูปแบบมาเป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว” สตีฟ วัตส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารประจำเอเชียแปซิฟิกของ APCกล่าว “ที่ผ่านมานั้น เราได้ให้การต้อนรับบรรดาผู้มาเยือน และ/หรือลูกค้าเข้าพื้นที่มาแล้วเป็นจำนวนมาก ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงเหล่าผู้จัดการด้านการลงทุนและกองทุนที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดเป็นอันดับต้นๆของโลก”

          วัตส์ยังได้กล่าวเสริมว่า “การขยายโครงการของเราในช่วงหลายปีที่ผ่านมาทำให้เราคาดหวังว่า Asia Plantation Capital จะกลายเป็นผู้ส่งออกและผู้จ้างงานรายหลักที่สร้างความสำเร็จให้แก่มาเลเซียได้ เราได้ใช้เวลากว่า 7 ปีที่ผ่านมาในการวิจัยและปรับปรุงระบบของเราอย่างต่อเนื่องรวมทั้งคิดค้นรูปแบบกระบวนการผลิตเฉพาะตัว จากดินสู่น้ำมันซึ่งประกอบด้วยทรัพย์สินทางปัญญาจำนวน 22 รายการที่ได้รับการจดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อย ระบบการผลิตนี้ไม่เพียงแต่ถูกนำไปใช้ประโยชน์ในการขยายส่วนแบ่งการตลาดขององค์กร แต่ยังถูกนำเสนอให้กับกลุ่มเกษตรกรรายย่อยทั่วเอเชีย เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเกษตรกรตั้งแต่ขั้นตอนการเก็บเกี่ยวไม้กฤษณาไปจนถึงการแปรรูปเพื่อสร้างรายได้ให้แก่เกษตรกร ด้วยเหตุนี้ โครงการของเราจึงช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในชนบทพร้อมกับรองรับความต้องการด้านวัตถุดิบของกลุ่มในอนาคต รวมถึงความรู้และระบบการผลิต เราได้นำเสนอโครงการรับซื้อคืนสำหรับผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ได้มีการผลิตขึ้นมาจากระบบของเราโดยเฉพาะ  และระบบนี้ได้ถูกนำไปใช้ในหลายประเทศแล้ว ได้แก่ อินเดีย ไทย และมาเลเซีย”

          โรงกลั่นและศูนย์วิจัยไม้กฤษณาของ Asia Plantation Capital จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการโดย YB Datuk Dr. Abu Bakar bin Mohamad Diah รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง MOSTI ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า “ผมขอชมเชยและแสดงความยินดีต่อ APC ในการเปิดตัวโรงงานอันทันสมัยเช่นนี้ เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่บริษัทที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลอย่าง Asia Plantation Capital ได้เลือกมาเลเซียเป็นทำเลในการขยายธุรกิจ ด้วยการเปิดตัวโรงกลั่นและศูนย์วิจัยแห่งนี้ ผมมั่นใจว่าสิ่งนี้จะตอกย้ำศักยภาพของมาเลเซีย ในฐานะทำเลทองในการดำเนินธุรกิจ ไม่เพียงแค่ในแง่ของต้นทุนการดำเนินงานที่ต่ำเท่านั้น แต่ยังได้เปรียบในแง่ของแรงงานที่เพียบพร้อมทั้งทักษะและความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย ทั้งนี้ โรงงานในลักษณะนี้” เขากล่าวสรุป “ไม่ได้ช่วยยกระดับการลงทุนและสร้างงานให้กับชาวมาเลเซียเพียงเท่านั้น แต่ยังจะเข้ามาช่วยส่งเสริมและกระตุ้นความก้าวหน้าในแวดวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เช่นเดียวกับการวิจัยและพัฒนา”

          ซาอาฮิรา มูฮัมหมัด

          ผู้บริหารอาวุโสฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด

          อีเมล: zaahira.muhammad@asiaplantationcapital.com

          โทร: +6012-203-5344

          ซาแมนธา ธาม

          ผู้บริหารฝ่ายประชาสัมพันธ์และการตลาด

          อีเมล: samantha.tham@asiaplantationcapital.com

          โทร: +65-9144-0933         

APC Group ขยายธุรกิจสู่แอฟริกา รุกเปิดบริษัท Africa Plantation Capital ในเคนยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

เจนีวา–10 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          APC Group ผู้บริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกยักษ์ใหญ่ของโลก และเจ้าของบริษัทระดับรางวัลอย่าง Asia Plantation Capital ได้รุกขยายธุรกิจสู่ทวีปแอฟริกาด้วยการเปิดบริษัท Africa Plantation Capital ในประเทศเคนยา พร้อมกว้านซื้อที่ดินเพื่อปลูกต้นไผ่ที่มีมูลค่าสูง

 

1. ต้นไผ่ ต้นไม้ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก และได้รับการขนานนามว่าเป็น “ต้นไม้มหัศจรรย์”

           http://photos.prnasia.com/prnvar/20160520/8521603229-a

          การขยายธุรกิจครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเปิดทางให้บริษัทได้ลงทุนครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมการปลูกต้นไม้ ซึ่งจะช่วยรับมือกับความท้าทายที่กำลังเป็นปัญหาในอุตสาหกรรมป่าไม้และชีวมวลทั่วโลก พร้อมทั้งปูทางสู่การผลิตอย่างยั่งยืนด้วย

          ต้นไผ่จัดว่าเป็นพรรณไม้ที่มีความยั่งยืนมากที่สุดชนิดหนึ่งของโลกในปัจจุบัน ทั้งยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ได้หลากหลาย อันที่จริงบริษัทได้พัฒนาพื้นที่ปลูกต้นไผ่เชิงพาณิชย์ในประเทศไทยมานานหลายปีแล้ว โดยได้เข้ามาควบคุมดูแลพื้นที่เพาะปลูกในนามของลูกค้าเอกชน พร้อมด้วยคลังสินค้าของตนเอง

          แรกเริ่มเดิมทีทางบริษัทปลูกต้นไผ่เพื่อผลิตหน่อไม้ป้อนอุตสาหกรรมอาหารในเอเชีย จากนั้นจึงได้ทุ่มลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาจนค้นพบวิธีการใหม่ๆ (บางกรณีเรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมใหม่เลยทีเดียว) เพื่อแปรรูปเยื่อไผ่และใยไผ่ให้เกิดอรรถประโยชน์

          Asia Plantation Capital ร่วมงานกับบรรดาผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม รวมถึงคณะกรรมการที่ปรึกษาทางวิทยาศาสตร์ของบริษัทที่ประกอบด้วยเหล่านักวิชาการชั้นแนวหน้าของเอเชียจากมหาวิทยาลัยและองค์กรวิทยาศาสตร์หลายแห่ง เพื่อพัฒนาโครงการปลูกต้นไผ่เชิงพาณิชย์ อันเป็นต้นกำเนิดของหลากหลายผลิตภัณฑ์ที่ผลิตด้วยกระบวนการบูรณาการแนวดิ่งเต็มรูปแบบ ตามค่านิยมและความเชื่อที่ Asia Plantation Capital และบริษัทในเครือเดียวกันได้ยึดมั่นเสมอมา และยังเป็นการนำหลักการทำธุรกิจแบบ “from Soil to Oil to You” มาสู่ภาคส่วนใหม่นี้ด้วย

 

2. “Boo Bike” ผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่ของ Plantation Capital Group

           http://photos.prnasia.com/prnvar/20160520/8521603229-b

          APC Group ตั้งใจสานต่อความสำเร็จแบบเดียวกับพรรณไม้อื่นๆ เช่น ไม้กฤษณา ด้วยการสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์และดึงศักยภาพสูงสุดของต้นไผ่ออกมา ต้นไผ่ได้รับการขนานนามว่าเป็น “ต้นไม้มหัศจรรย์” และได้รับการยอมรับในวงกว้างว่าช่วยแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมได้หลายประการ แต่ในเชิงพาณิชย์ยังถูกนำไปใช้ประโยชน์เพียงน้อยนิดเท่านั้น

 

3. กระเป๋าเดินทางไม้ไผ่จะปรากฎให้เห็นบนสายพานตามสนามบินต่างๆทั่วโลก

           http://photos.prnasia.com/prnvar/20160520/8521603229-c

          “ต้นไผ่เป็นพรรณไม้ที่ APC ให้ความสนใจมานานหลายปีแล้ว” แกรี่ เครตส์ ซีอีโอของ APC Group, Geneva กล่าว “เพราะนอกเหนือจากคุณประโยชน์เชิงพาณิชย์ที่ปรากฎให้เห็นอย่างต่อเนื่องและไม่สิ้นสุดแล้ว ต้นไผ่ยังมีประโยชน์ในแง่ของสิ่งแวดล้อมด้วย ต้นไผ่เป็นต้นไม้ที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยสามารถผลิตอาหารเพื่อทำกำไรได้ภายในเวลาไม่ถึงปี ทั้งยังสามารถใช้ทดแทนชีวมวลและไม้บางชนิดที่กว่าจะปลูกจนโตเต็มที่ต้องใช้เวลานาน 20-50 ปี นอกจากนี้ ต้นไผ่ยังปล่อยก๊าซออกซิเจนสู่บรรยากาศมากกว่าต้นไม้ชนิดอื่นในช่วงเวลาเท่าๆกัน”

          คุณเครตส์กล่าวเสริมว่า “ฉายา “ต้นไม้มหัศจรรย์” คู่ควรแล้วในความเห็นของผม แต่เรายังต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการวิจัยและทดสอบเพิ่มเติม เพื่อพิสูจน์ให้ได้ว่าต้นไผ่มีความคุ้มค่าในเชิงพาณิชย์จริงๆ ส่วนขั้นตอนต่อไปได้แก่การพัฒนาพื้นที่ปลูกต้นไผ่ขนาดใหญ่ที่มีความยั่งยืน ซึ่งสามารถใช้ผลิตผลิตภัณฑ์หลากหลายประเภท”

          “เราได้มีการดำเนินงานในลักษณะเดียวกันนี้กับต้นไม้ชนิดอื่นๆ และเราเชื่อว่าเราได้คิดค้นโมเดลธุรกิจอันเหนือชั้นสำหรับต้นไผ่ ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่เราตั้งไว้เมื่อเราทุ่มลงทุนในภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง ต้นไผ่มีประโยชน์ใช้สอยนานัปการ ทั้งเป็นอาหาร ชีวมวล ถ่านไม้ กระดานไม้สำหรับงานก่อสร้าง ถ่านชีวภาพ คาร์บอนกัมมันต์ กระดาษ ผ้าเส้นใยไผ่ราคาแพง กระดาษชำระ วัสดุที่ใช้ทำพื้นห้อง เครื่องใช้ในครัวและในบ้าน รถจักรยาน หรือแม้กระทั่งกระเป๋าเดินทาง ตลอดสามปีที่ผมได้เข้ามาประเมินศักยภาพของต้นไผ่ และแปรรูปไม้มหัศจรรย์นี้ในเชิงการค้า นับว่าเป็นช่วงเวลาอันน่าทึ่งและคุ้มค่าอย่างยิ่งสำหรับผม”

          ความท้าทายที่ใหญ่หลวงที่สุดประการหนึ่งสำหรับทีมงานของ APC Group ในการนำต้นไผ่มาทำประโยชน์เชิงพาณิชย์ก็คือ การเสาะหาภูมิประเทศที่มีความเหมาะสมและมั่นคงที่สุดสำหรับการพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ โดยภูมิประเทศนั้นต้องสามารถเข้าถึงตลาดสำคัญๆได้อย่างสะดวกสบาย ส่วนสภาพดินฟ้าอากาศในก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน

          ประเทศเคนยา มีสภาพอากาศแทบจะสมบูรณ์แบบ อุดมไปด้วยพื้นที่ทำการเกษตร มีรากฐานเกษตรกรรมที่แข็งแกร่ง ทั้งยังมีโครงสร้างพื้นฐานด้านโลจิสติกส์ที่เป็นเลิศ จึงนับได้ว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุด

 

4. พื้นที่ปลูกต้นไผ่ของ Africa Plantation Capital บนทำเลทอง ใกล้กับท่าเรือเมืองมอมบาซาของเคนยา

           http://photos.prnasia.com/prnvar/20160520/8521603229-d

          ตอนนี้ ทางเครือบริษัทได้ก่อตั้ง Africa Plantation Capital และได้กว้านซื้อที่ดินเพื่อดำเนินการพัฒนาระยะเริ่มต้นในเคนยา

          “เรามีส่วนเกี่ยวข้องในโครงการทางการเกษตรในแอฟริกามานานหลายปีแล้ว” คุณเครตส์กล่าว “แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ลงทุนในที่ดินของเราจริงๆ เรารู้สึกตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่งที่ได้พัฒนาอุตสาหกรรมไม้ไผ่อย่างยั่งยืนในแอฟริกา ด้วยการเริ่มต้นธุรกิจของเราที่เคนยาในนาม Africa Plantation Capital เราเล็งเห็นศักยภาพอันมหาศาลในประเทศและภูมิภาคนี้ การลงทุนระยะแรกเริ่มในเคนยามีมูลค่าประมาณ 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับที่ดิน 1,000 เอเคอร์แรก รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง”

          นอกเหนือจากพันธสัญญาของเครือบริษัทในการสร้างสรรค์โซลูชั่นและเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทั้งล้ำสมัย ยั่งยืน และมีประโยชน์ในเชิงพาณิชย์แล้ว ทางบริษัทยังให้การสนับสนุน Boo?Tex Industries ซึ่งเป็นผู้พัฒนาผ้าเส้นใยไผ่สุดหรูหลากหลายรูปแบบสำหรับวงการแฟชั่นและเสื้อผ้ากีฬา และยังเป็นผู้สนับสนุนโปรเจคท์สร้างซูเปอร์คาร์ที่ผลิตขึ้นอย่างยั่งยืนเต็มรูปแบบรุ่นแรกของโลกอย่าง “ECOO7″ ซึ่งผสานเทคโนโลยีสุดล้ำมากมาย เช่น ตัวถังแบบไร้โครงที่ทำจากใยไผ่ รวมถึงตัวรถและโครงรถทั้งหมดที่ผลิตขึ้นด้วยส่วนประกอบจากใยไผ่ลักษณะเดียวกัน ไม้ไผ่มีความทนแรงดึงมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับเหล็กกล้า ไม่ขึ้นสนิม และมีน้ำหนักเบากว่าเส้นใยคาร์บอน จึงเป็นตัวเลือกอันสมบูรณ์แบบสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์โลก และคงไม่น่าแปลกใจหากเราได้เห็นเจมส์ บอนด์ ขับรถลักษณะนี้ในภาพยนตร์เรื่องใหม่

 

5. “ECOO7″ ซูเปอร์คาร์ที่ผสานเทคโนโลยีสุดล้ำ มาพร้อมตัวถังแบบไร้โครงที่ทำจากใยไผ่

           http://photos.prnasia.com/prnvar/20160520/8521603229-e

          ด้วยพื้นที่เพาะปลูกที่กระจายตัวอยู่ทั่วโลกครอบคลุมทั้งเอเชีย แอฟริกา และสหรัฐอเมริกา จึงเป็นที่ชัดเจนว่า APC Group และบริษัทในเครือ (Asia Plantation Capital, Africa Plantation Capital และ America Plantation Capital) ได้ก้าวขึ้นเป็นผู้ทรงอิทธิพลในอุตสาหกรรม และในขณะนี้ ทางเครือบริษัทตั้งเป้าว่าจะก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมไม้ไผ่ พร้อมขึ้นแท่นเป็นผู้นำด้านการปลูก ผลิต และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากต้นไผ่ซึ่งมีการดำเนินงานแบบบูรณาการแนวดิ่งเต็มรูปแบบ

หมายเหตุถึงบรรณาธิการ:

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ: 

ชาร์ลอตต์ เมดิก
เจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและธุรการ
อีเมล:charlotte.medigue@apcgroup.ch
มือถือ: +41 227 077 330 

เกี่ยวกับ APC Group

          Plantation Capital ดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2545 ก่อนจะก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2551 ในสหราชอาณาจักร จากนั้น Asia Plantation Capital ได้ถือกำเนิดขึ้นที่ศรีลังกาในปี 2552 ตามมาด้วยไทย ฮ่องกง สิงคโปร์ และมาเลเซีย ล่าสุดในปี 2558 ได้มีการจัดตั้งบริษัทใหม่เพิ่มอีกสองแห่ง ได้แก่ Africa Plantation Capital ในเคนยา และ America Plantation Capital ในฟลอริดา สหรัฐอเมริกา

          Asia Plantation Capital Group เป็นเจ้าของพื้นที่เพาะปลูกและโครงการด้านการเกษตรใน 4 ทวีป ซึ่งรวมถึงโครงการในระยะต่างๆในประเทศไทย มาเลเซีย จีน ลาว อินเดีย กัมพูชา ศรีลังกา เมียนมา เวียดนาม อเมริกาเหนือ แอฟริกา และยุโรป ส่งผลให้บริษัทเป็นผู้เพาะปลูก ผู้ผลิต และผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป เช่น น้ำมันกฤษณา ไม้กฤษณา และไม้ไผ่ รายใหญ่เป็นอันดับต้นๆของโลกที่มีการทำธุรกิจแบบบูรณาการแนวดิ่ง เมื่อไม่นานมานี้ บริษัทได้เปิดโรงงานแปรรูปไม้กฤษณาที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งกว้านซื้อพื้นที่เพาะปลูกใหม่ในแอฟริกาและสหรัฐอเมริกา ซึ่งล้วนตอกย้ำถึงหลักการดำเนินงานของบริษัทอย่างชัดเจน

          เกี่ยวกับ Boo-Tex

          Boo-Tex Industries ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Boo-Tex Group ก่อตั้งขึ้นที่สหราชอาณาจักรโดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนา วิจัย และจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากไม้ไผ่หลากหลายประเภท เพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมต่างๆ Boo-Tex Group ร่วมมือกับมหาวิทยาลัย องค์กร และหน่วยงานรัฐบาล ในการพัฒนาไม้ไผ่ วัสดุอื่นๆที่มีความยั่งยืน รวมถึงเทคโนโลยีต่างๆ เพื่อใช้ประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและยั่งยืนที่สุดประเภทหนึ่งในโลกยุคปัจจุบัน        

Hublot สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้วงการฟุตบอล ดึง “เปเล่-มาราโดน่า” มาลงสนามเดียวกันที่ปารีส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ปารีส–10 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

          ก่อนที่การแข่งขันฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป UEFA EURO 2016(TM) จะเปิดฉากขึ้น “อูโบลท์” แบรนด์นาฬิกาสุดหรูจากสวิตเซอร์แลนด์ ผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน ได้เขียนตำนานบทใหม่ให้กับวงการลูกหนัง ด้วยการจัดฟุตบอลแมตช์ประวัติศาสตร์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนและแฟนบอลทั่วโลกต่างฝันถึง

          ริคาร์โด กัวดาลูป ซีอีโอของอูโบลท์ กล่าวว่า “เราทุกคนต่างเคยฝันถึงทีมในอุดมคติที่นักเตะคนโปรดมารวมตัวกันและลงสนามในเสื้อสีเดียวกัน การพบกันของสองคู่แข่งตลอดกาลจึงเป็นแมตช์แห่งตำนานที่สานฝันของแฟนบอลให้เป็นจริง นับเป็นช่วงเวลาสุดพิเศษที่ผมยกให้เป็น “EURO moment” ที่ประทับใจที่สุด แมตช์นี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการมีส่วนร่วมและสายสัมพันธ์ของอูโบลท์กับวงการฟุตบอลที่ถักทอร่วมกันมานานกว่าทศวรรษ ผ่านการสร้างความร่วมมือกับบรรดาสโมสรที่มีชื่อเสียง ผู้ฝึกสอนชื่อดัง นักฟุตบอลเปี่ยมพรสวรรค์ และลีกที่ดีที่สุด”

          อูโบลท์ นาฬิกาหรูแบรนด์แรกที่เข้ามามีส่วนร่วมในวงการฟุตบอลตั้งแต่ปี 2008 ได้เลือก “ecrin” ซึ่งอยู่ห่างจากพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ใจกลางพระราชวังหลวงปาแล-รัวยาล ถัดจาก “Colonnes de Buren” เพียงไม่กี่เมตร เป็นสถานที่จัดการแข่งขันครั้งประวัติศาสตร์นี้ โดยสองสุดยอดนักเตะตลอดกาลอย่างเปเล่และมาราโดน่า ได้ฟอร์มทีมร่วมกับนักเตะดังอีก 10 คนเพื่อทำการแข่งขันนัดกระชับมิตร โดยก่อนจะเขี่ยบอลเริ่มการแข่งขันโค้ชทั้ง 2 คนได้จับมือกัน และในช่วงพักครึ่งก็มีการแข่งขันดวลลูกโทษการกุศลเพื่อ “UEFA Foundation for the children” ด้วย

          สมาชิกของทั้งสองทีมประกอบด้วย

          ทีมเปเล่ – เฟอร์ดินานด์ เอียร์โร ดีด้า เกรสโป และเบเบโต้

          ทีมมาราโดน่า – เทรเซเกต์ เปรุซซี เฟอร์เรร่า คันนาวาโร และซีดอร์ฟ

          Football, Hublot’s winning formula.

          ติดต่อ

          Annabelle Galley

          +41-(0)-22-990-90-00

          a.galley@hublot.ch

          http://www.hublot.com

 

Hublot Creates History in Bringing Pele and Maradona Together 2 Legends for a Historic Once in a Lifetime Match! (PRNewsFoto/Hublot)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160606/375708 )

Hublot Creates History in Bringing Pele and Maradona Together 2 Legends for a Historic Once in a Lifetime Match! (PRNewsFoto/Hublot)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160606/375709 )

Hublot Creates History in Bringing Pele and Maradona Together 2 Legends for a Historic Once in a Lifetime Match! (PRNewsFoto/Hublot)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160606/375710 )

Hublot Creates History in Bringing Pele and Maradona Together 2 Legends for a Historic Once in a Lifetime Match! (PRNewsFoto/Hublot)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160606/375711 )

Hublot Creates History in Bringing Pele and Maradona Together 2 Legends for a Historic Once in a Lifetime Match! (PRNewsFoto/Hublot)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160606/375712 )

Hublot Creates History in Bringing Pele and Maradona Together 2 Legends for a Historic Once in a Lifetime Match! (PRNewsFoto/Hublot)

          (รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160606/375717 )

          ที่มา: HUBLOT

หัวเว่ย ผงาดกวาด 4 รางวัล Best of Show Awards จากงาน Interop Tokyo 2016

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

โตเกียว–9 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

– โชว์ศักยภาพด้านโซลูชั่นนวัตกรรม พร้อมตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์

หัวเว่ย ได้แสดงกลยุทธ์และโซลูชั่นด้านนวัตกรรมสำหรับการพลิกโฉมธุรกิจสู่ดิจิทัล ภายใต้ธีม “Leading New ICT, Building a Better Connected World” ในงานIntertop Tokyo 2016 งานแสดงด้านไอซีทีที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นซึงจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8-10 มิ.ย.

 

รูปภาพ –  http://photos.prnasia.com/prnvar/20160609/0861605642

คำบรรยายภาพ –  หยาน หลี่ต้า ประธาน Enterprise Business Group ของหัวเว่ย (ขวา) รับมอบรางวัล 2016 Interop Tokyo Best of Show “Grand Prix” Awardสำหรับผลิตภัณฑ์ Huawei KunLun 9032 Mission Critical Server จากตัวแทนของ Interop Tokyo Committee (ซ้าย) 

สำหรับโซลูชั่นของหัวเว่ยที่เป็นไฮไลท์สำคัญในงานนี้ได้แก่ Internet of Things (IoT), Hybrid Cloud, Software-Defined Networking (SDN) และ Converged Cloud Communications ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รวมเอาคุณสมบัติ “cloud-pipe-device” ไว้เพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและคุณค่าเพื่อธุรกิจ โดยในบรรดาโซลูชั่นเหล่านี้ ปรากฏว่า Huawei KunLun 9032 Mission Critical Server, Huawei IP Hard Pipe Solution และ Huawei NE40E-X2-M8A Universal Service Routerสามารถคว้ารางวัล Best of Show “Grand Prix” Awards ด้านนวัตกรรมไอซีทีเพื่อธุรกิจ มาครองได้ถึง 3 สาขาด้วยกัน ขณะที่ หัวเว่ย ในฐานะผู้ให้บริการโซลูชั่นไอซีทีชั้นนำ ยังได้รับรางวัล Interop ShowNet “Grand Prix” Award อีกด้วย

ในงานนี้ หัวเว่ยยังได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นทุ่มเทที่จะสร้างระบบนิเวศไอซีทีที่เปิดกว้างและแข็งแกร่งในญีปุ่น โดยร่วมกับหุ้นส่วนกลยุทธ์ระดับโลก ได้แก่ Intel และ SAP ตลอดจนหุ้นส่วนญี่ปุ่น ประกอบด้วย CyberAgent, Hanshin Electric Railway, JBS และ Softbank 

รางวัล Best of Show Awards ยกย่องนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อธุรกิจของหัวเว่ย

ภายในงาน Interop Tokyo 2016 ได้มีการประกาศรางวัล Best of Show Awards เพื่อเชิดชูนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อธุรกิจใน 3 สาขา ซึ่งตัดสินโดยคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรม โดยผลิตภัณฑ์ Huawei KunLun 9032 Mission Critical Server ได้รับรางวัล Best of Show Awards “Grand Prix” ในสาขา Server and Storage เนื่องด้วยดีไซน์ Reliability, Availability, and Serviceability (RAS) อันโดดเด่น ตลอดจนศักยภาพในการขยายขนาดที่ไม่เหมือนใคร และสถาปัตยกรรมแบบเปิด ขณะที่ Huawei IP Hard Pipe Solution ได้รับรางวัล Best of Show Awards “Grand Prix” ในสาขา Enterprise/SMB Networking เนื่องจากคุณสมบัติด้าน physical pipe isolation ตลอดจนความหน่วงต่ำ ความน่าเชื่อถือสูง การพัฒนาข้อตกลง Service-Level Agreement (SLA) ในระดับสากล และการปฏิบัติการและบำรุงรักษา (O&M) ที่เรียบง่าย ส่วน Huawei NE40E-X2-M8A Universal Service Router ได้รับรางวัล Best of Show Awards “Grand Prix” ในสาขา Carrier/ISP Networking จากศักยภาพในการส่งต่อข้อมูลที่สูงถึง 480gdps ดีไซน์กะทัดรัด และฟังก์ชั่นการทำงานที่สนับสนุนบริการอย่างทั่วถึง

นอกจากนี้ หัวเว่ยได้เข้าร่วมงาน Interop ShowNet อันเป็นส่วนหนึ่งของงาน Interop Tokyo เพื่อสาธิตเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตอันครอบคลุม โดยหัวเว่ยได้จัดแสดงสวิตช์และเราเตอร์สำหรับศูนย์ข้อมูล 6 รายการ ประกอบด้วย Huawei CE12800, CE8860, CE6800, NE5000E, NE40E และ NE20E รวมทั้ง Huawei Agile Controllerซึ่งประสิทธิภาพที่อยู่ในระดับสูงของโซลูชั่นเหล่านี้ส่งผลให้หัวเว่ยได้รับรางวัล Interop Best of ShowNet Award ภายหลังจากที่ได้มีการทดสอบความสามารถในการเชื่อมต่อระหว่างกันโดยใช้ EVPN/VXLAN

ทั้งนี้ หัวเว่ยชนะรางวัล Best of Show Award ที่งาน Interop Tokyo ติดต่อกันมา 4 ปีแล้ว ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาโซลูชั่นประสิทธิภาพสูง เพื่อขยายขอบเขตการสร้างสรรค์นวัตกรรมไอซีทีให้ตอบโจทย์ความต้องการที่เฉพาะเจาะจงของตลาดญี่ปุ่น

ก้าวนำไอซีที เสริมพลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่

เทคโนโลยีพลิกโฉม เช่น IoT คลาวด์ และบิ๊กดาต้า กำลังเร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัล และจะเป็นขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจและสังคมในอีก 10 ปีข้างหน้า

คุณหยาน หลี่ต้า ประธาน Enterprise Business Group ของหัวเว่ย กล่าวสุนทรพจน์หลักในหัวข้อ “Leading New ICT, Empowering New Industrial Revolution” ว่าเพื่อที่จะประสบความสำเร็จในการแข่งขันปัจจุบันนี้ องค์กรต่างๆจึงต้องการธุรกิจแบบเรียลไทม์และแพลตฟอร์มการวิเคราะห์เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิตอล เทคโนโลยีไอซีทีใหม่ๆ เช่น IoT คลาวด์ และบิ๊กดาต้า จะกลายเป็นศูนย์กลางของระบบการผลิตธุรกิจ โดยช่วยผลักดันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หัวเว่ยมุ่งมั่นที่จะสร้างแพลตฟอร์มที่เปิดกว้าง ยืดหยุ่น และปลอดภัยเพื่อช่วยเหลือลูกค้าในการพัฒนาแอพพลิเคชันที่ปรับให้เข้ากับความต้องการด้านธุรกิจได้อย่างแท้จริง บนพื้นฐานของนวัตกรรมที่ผสานคุณสมบัติ cloud-pipe-device นอกจากนี้ แพลตฟอร์มดังกล่าวยังช่วยสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืนและเอื้อประโยชน์แก่ทุกฝ่ายอีกด้วย

คุณหยานได้เน้นย้ำความมุ่งมั่นของหัวเว่ยในการร่วมมือสร้างสรรค์นวัตกรรม และส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศคลาวด์ที่แข็งแกร่งในญี่ปุ่น เขากล่าวว่า เรามุ่งผลักดันให้ลูกค้าในญี่ปุ่น หุ้นส่วนและพนักงาน นำนวัตกรรมไอซีทีใหม่ๆ มาปรับใช้ในธุรกิจ เพื่อเร่งเดินหน้าการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคดิจิตอล และส่งเสริมการพัฒนาระบบนิเวศคลาวด์ที่แข็งแกร่ง

จับมือผู้นำไอซีทีญี่ปุ่นสร้างสรรค์ระบบนิเวศคลาวด์อันแข็งแกร่ง

ในงานนี้ หัวเว่ยได้จัดกิจกรรมร่วมกับหุ้นส่วนอุตสาหกรรมและนักวิชาการ เพื่อแบ่งปันความรู้ในเชิงลึกไปจนถึงแนวปฏิบัติอันดีในการสร้างระบบนิเวศคลาวด์อันแข็งแกร่งและสร้างประโยชน์ให้กับทุกฝ่าย โดยในโอกาสนี้ ศาสตราจารย์ เอซากิ ฮิโรชิ จากมหาวิทยาลัยโตเกียว และศาสตราจารย์ นากามูระ โอซามุ จากมหาวิทยาลัยเคโอ ได้ให้เกียรติมาร่วมแบ่งปันมุมมองในการยกระดับการพัฒนาและขับเคลื่อนเทคโนโลยี SDN และคลาวด์

การเปลี่ยนแปลงสถาปัตยกรรมไอทีไปสู่สถาปัตยกรรมคลาวด์นั้น ต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมไอซีทีเพื่อสร้างระบบนิเวศแบบเปิด สำหรับงาน Interop Tokyo ในปีนี้ หัวเว่ยได้จับมือกับ Interop Tokyo Committee  และ WIDE Project เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม Tokyo Cloud Congress ขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อเปิดเวทีให้ผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมด์ได้หารือกันถึงแนวโน้มและกระแสต่างๆในอนาคต รวมทั้งแบ่งปันหลักปฏิบัติที่ดีที่สุดในการย้ายระบบไปยังคลาวด์

บูธของหัวเว่ยในงาน Interop Tokyo 2016 ตั้งอยู่ที่หมายเลข 5Z32 ณ ศูนย์ประชุมมาคุฮาริ เมสเซ (Makuhari Messe) สามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหัวเว่ยที่งานInterop Tokyo 2016 ได้ทาง http://enterprise.huawei.com/topic/interop2016_jp_en/index.html

เมอร์ค ตั้งเป้าขยายกิจการในแอฟริกา เน้นธุรกิจคอนซูเมอร์เฮลธ์เป็นหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ดาร์มสตัดท์, เยอรมนี–9 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ 

เมอร์ค เล็งขยายธุรกิจครั้งใหญ่ในทวีปแอฟริกาในช่วง 5 ปีข้างหน้า โดยมุ่งเน้นไปที่ธุรกิจคอนซูเมอร์เฮลธ์เป็นหลัก

– ปี 2559 จะเป็นปีแห่งการลงทุนในธุรกิจคอนซูเมอร์เฮลธ์ในกลุ่มประเทศแอฟริกา โดยโฟกัสไปที่แบรนด์สำคัญของบริษัทอย่าง Seven Seas, Nasivin และNeurobion 

เมอร์ค (Merck) บริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำ เผยธุรกิจคอนซูเมอร์เฮลธ์มีบทบาทสำคัญภายใต้กลยุทธ์การขยายธุรกิจครั้งใหม่ในแอฟริกา โดยหลังจากเริ่มให้บริการเฮลธ์แคร์ในแอฟริกามาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2440 เมอร์คก็ได้ประกาศเป้าหมายใหม่ในการเพิ่มยอดขายในแอฟริกาเกินสองเท่าสู่ระดับ 500 ล้านยูโรภายในปี 2563 ในระหว่างที่บอร์ดบริหารของบริษัทเดินทางเยือน 10 ประเทศแอฟริกาเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว ทั้งนี้ ภายใต้กลยุทธ์ใหม่นั้น ปี 2559 ถือเป็นปีแห่งการลงทุนในธุรกิจคอนซูเมอร์เฮลธ์ในกลุ่มประเทศแอฟริกา โดยโฟกัสไปที่แบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Seven Seas(R), Nasivin(R) และ Neurobion(R) สำหรับธุรกิจคอนซูเมอร์เฮลธ์ของเมอร์คนั้นมุ่งเน้นไปที่นวัตกรรมและการเข้าถึงการดูแลสุขภาพ และคาดว่าธุรกิจนี้จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อภารกิจของเมอร์คในการส่งเสริมครอบครัว ชุมชน และประเทศในแอฟริกาให้มีความแข็งแรงสมบูรณ์

Merck Logo (PRNewsFoto/Merck KGaA)

(โลโก้: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160202/328976LOGO )

The Merck team with the First Lady of Kenya; third person from the left (PRNewsFoto/Merck)

(รูปภาพ: http://photos.prnewswire.com/prnh/20160607/376485 ) 

อูทา เคมเมอริช-คีล ประธานและซีอีโอธุรกิจคอนซูเมอร์เฮลธ์ของเมอร์ค กล่าวว่า ธุรกิจเฮลธ์แคร์ถือเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การเติบโตของเมอร์คในแอฟริกา และธุรกิจคอนซูเมอร์เฮลธ์ของเราก็ทุ่มเทสุดกำลังที่จะสร้างความเข้าใจด้านสุขภาพในทวีปนี้ รวมทั้งตอบสนองความต้องการที่ไม่เคยถูกเติมเต็มของผู้บริโภคชาวแอฟริกันที่กำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว 

แคมเปญ Beyond Zero ในเคนยา 

Seven Seas แบรนด์น้ำมันตับปลาภายใต้ธุรกิจคอนซูเมอร์เฮลธ์ที่เปี่ยมนวัตกรรมและได้รับความไว้วางใจจากลูกค้า ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในประเทศเคนยาด้วยการสนับสนุนแคมเปญ 2016 Beyond Zero ที่นำโดย ฯพณฯ มากาเร็ต เคนยัตตา สุภาพสตรีหมายเลข 1 ของเคนยา โดยมีเป้าหมายเพื่อต่อสู้กับปัญหาการขาดสารอาหารอย่างจริงจัง ในประเทศเคนยามีเด็กถึง 35% ที่ประสบภาวะแคระแกร็น ดังนั้น Seven Seas หนึ่งในผู้สนับสนุนแคมเปญระดับชาติ 2016 Beyond Zero จึงได้นำความรู้ที่สั่งสมมานานกว่า 80 ปีในการเสาะแสวงหาความอุดมสมบูรณ์จากใต้ท้องทะเล มาสนับสนุนให้เด็กๆในแอฟริกาได้รับวิตามินและโอเมกา 3 ในปริมาณที่แนะนำ ซึ่งจะทำให้มีพัฒนาการทางร่างกายและจิตใจที่แข็งแรงสมบูรณ์

อูทา เคมเมอริช-คีล กล่าวเสริมว่า “เราเป็นผู้นำในการส่งเสริมสุขภาพส่วนบุคคลและโภชนาการที่ดี เพื่อช่วยให้เด็กรุ่นใหม่ๆในเคนยามีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์กว่าเดิม ด้วยการเปิดตัวแคมเปญ “Together for Stronger Generations” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถสร้างเสริมสุขภาพของตนเอง ชุมชน และสังคมโดยรวม ด้วยการเพิ่มความตระหนักในเรื่องการขาดสารอาหาร ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ของเราขายได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์ จึงสามารถตอบสนองความต้องการของชาวแอฟริกันได้เป็นอย่างดี และอีกไม่นานนี้ แบรนด์ Nasivin และ Neurobion ก็จะเข้ามาช่วยส่งเสริมสุขภาพที่ดีของครอบครัว ชุมชน และประเทศในแอฟริกาเช่นกัน 

การเติบโตอย่างแข็งแกร่งของธุรกิจคอนซูเมอร์เฮลธ์ 

ธุรกิจคอนซูเมอร์เฮลธ์ซึ่งจะมีบทบาทสำคัญในการขยายตัวของเมอร์คในทวีปแอฟริกานั้น มียอดขายสุทธิทั่วโลกอยู่ที่ 215 ล้านยูโรในช่วงไตรมาส 1/2559หรือเติบโตขึ้น 6.1% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า ไม่รวมผลกระทบที่เกิดขึ้นครั้งเดียว โดยได้รับแรงหนุนจากการที่ 4 ใน 6 แบรนด์ระดับโลกของบริษัททำผลงานได้ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า อันได้แก่แบรนด์ Neurobion, Dolo-Neurobion(R), Nasivin(R) และ Femibion รวมถึงการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในหลายๆประเทศ ได้แก่ ชิลี เปรู และบราซิลในละตินอเมริกา รวมถึงอินโดนีเซีย อินเดีย และไทยในเอเชียแปซิฟิก

ข่าวประชาสัมพันธ์ของเมอร์คทั้งหมดได้รับการเผยแพร่ผ่านทางอีเมลในช่วงเวลาเดียวกับที่มีการเผยแพร่ผ่านทางเว็บไซต์ของเมอร์ค กรุณาคลิกที่www.merckgroup.com/subscribe เพื่อลงทะเบียนออนไลน์ เปลี่ยนแปลง หรือยกเลิกบริการนี้ 

เกี่ยวกับธุรกิจคอนซูเมอร์เฮลธ์ของเมอร์ค

แบรนด์ต่างๆภายใต้ธุรกิจคอนซูเมอร์เฮลธ์ของเมอร์ค เช่น Neurobion(R), Bion(R), Nasivin(R), Seven Seas(R), Dolo-Neurobion(R) และ Femibion(R) เป็นผลิตภัณฑ์ชั้นนำในตลาดสำคัญๆ โดยเปี่ยมด้วยนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคทั่วโลก ธุรกิจคอนซูเมอร์เฮลธ์มีพนักงานกว่า 3,700 คนในกว่า 40 ประเทศทั่วโลก แบรนด์ต่างๆภายใต้ธุรกิจคอนซูเมอร์เฮลธ์ทำยอดขายรวมต่อปีราว 1 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ คอนซูเมอร์เฮลธ์เป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจเฮลธ์แคร์ในเครือเมอร์ค กรุ๊ป ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในเมืองดาร์มสตัดท์ ประเทศเยอรมนี

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถรับชมได้ที่  http://www.merck-consumer-health.com หรือ https://twitter.com/merck_ch

เกี่ยวกับเมอร์ค 

เมอร์ค คือบริษัทวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชั้นนำในด้านการดูแลสุขภาพ ชีววิทยาศาสตร์ และเพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล พนักงานราว 50,000 คนของบริษัทได้ร่วมกันพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆที่ช่วยปรับปรุงและยกระดับคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ยาชีวภาพเพื่อรักษาโรคมะเร็งหรือโรคปลอกประสาทอักเสบ ระบบที่ทันสมัยสำหรับการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการผลิต ไปจนถึงจอแอลซีดีสำหรับสมาร์ทโฟนและโทรทัศน์ ทั้งนี้ ในปี 2558 เมอร์คสามารถทำยอดขายได้ 1.285 หมื่นล้านยูโร ใน 66 ประเทศ 

เมอร์คก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2211 จึงเป็นบริษัทเภสัชภัณฑ์และเคมีที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ครอบครัวผู้ก่อตั้งบริษัทยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของกลุ่มบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยบริษัทเมอร์คในดาร์มสตัดท์ ประเทศเยอรมนี ครอบครองสิทธิ์ในชื่อและแบรนด์เมอร์คทั่วโลก ยกเว้นในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งบริษัทดำเนินธุรกิจในชื่อ อีเอ็มดี โซโรโน่, มิลลิพอร์ซิกม่า และอีเอ็มดี เพอร์ฟอร์แม้นซ์ แมททิเรียล

XCMG จัดการแข่งขัน “XCMG Cup” เฟ้นหานักออกแบบนวัตกรรมใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 

ซูโจว, จีน–9 มิ.ย.–พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์

品质,为你

          XCMG ผู้ผลิตอุปกรณ์ก่อสร้างและอุปกรณ์ทำเหมืองชั้นนำของโลก ประกาศจัดการแข่งขันการออกแบบนวัตกรรมสีเขียว หรือ XCMG Cup พร้อมเปิดตัวเว็บไซต์ภาษาอังกฤษ www.en.xcmg-cloud.com/ อย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ที่ผ่านมา

          นักเรียนและผู้ที่มีพรสวรรค์ด้านความคิดสร้างสรรค์จากทั่วโลกสามารถสมัครและส่งผลงานการออกแบบเข้าร่วมการแข่งขันในสาขาการออกแบบอุปกรณ์ทำความสะอาดเพื่อสิ่งแวดล้อม อาทิ อุปกรณ์และโซลูชั่นสำหรับทำความสะอาดถนน การบำบัดขยะแห้ง และการควมคุมสภาพแวดล้อม

          การแข่งขัน XCMG Cup ครั้งนี้ เป็น 1 ใน 14 โครงการระดับโลกของ XCMG ที่มุ่งคุ้มครองสวัสดิการสังคม โดยเน้นไปที่เทคโนโลยีสีเขียวซึ่งเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมถึงการค้นหาดาวรุ่งดวงใหม่ที่จะมาช่วยผลักดันการยกระดับอุตสาหกรรม

          หลิว เซียนฟาง จากสถาบันวิจัย XCMG แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการเริ่มต้นโครงการใหม่ในครั้งนี้ว่า “XCMG Cup กำลังมองหาความเป็นไปได้ในการสะท้อนแบบจำลองการร่วมสร้างสรรค์เทคโนโลยี ซึ่งเป็นการกระตุ้นความคิดย้อนกลับและการระดมสมองให้เกิดไอเดียใหม่ ๆ ในการทำสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เป็นไปได้ เราขอเชิญชวนผู้สนใจจากทั่วโลกมาร่วมกันกรุยทางให้กับการพัฒนาเพื่ออนาคตผ่านเทคนิคการผลิตที่สร้างสรรค์และทันสมัยที่สุด”

          หัวข้อการแข่งขัน ‘เปลี่ยนแปลงโลกด้วยคลาวด์’ ยังเป็นการสะท้อนโครงการหลักล่าสุดของ XCMG ที่ได้ร่วมมือกับ Alibaba Cloud เพื่อสร้าง XCMG-Cloud ซึ่งเป็นศูนย์กลางข้อมูลอุตสาหกรรมที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยเก็บรวบรวมและแบ่งปันข้อมูลจำนวนมหาศาลในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 ด้วยการผสานเข้ากับอินเทอร์เน็ต เทคโนโลยีประมวลผลรูปแบบคลาวด์ และการผลิต เพื่อนำเสนอโอกาสใหม่ ๆ

          “เพื่อส่งเสริมให้ทุกคนคิดนอกกรอบ XCMG Cup จะนำโมเดลออนไลน์ใหม่ทั้งหมดมาใช้ในการจัดการแข่งขันผ่านระบบคลาวด์” หลิวกล่าว “การแก้ปัญหาคอขวดในอุตสาหกรรมด้วยการเปิดใจและทำงานเป็นทีมนั้นไร้ซึ่งขอบเขต อีกทั้งการแข่งขันในครั้งนี้จะเป็นรากฐานสำหรับ XCMG ในการสร้างแพลตฟอร์มคลาวด์ที่แตกต่างไปจากเดิม”

          ผู้สนใจส่งผลงานเข้าร่วมแข่งขัน XCMG Cup สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้จนถึงวันที่ 15 ส.ค. โดยนักออกแบบสามารถส่งผลงานเข้าร่วมการแข่งขันได้ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ค. – 15 ส.ค. คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญจะพิจารณาผลงานทุกชิ้นและคัดเลือกเพื่อเข้าสู่การแข่งขันรอบสุดท้ายที่จะจัดขึ้น ณ สำนักงานใหญ่ของ XCMG ในวันที่ 13-15 ต.ค. นี้

          เกี่ยวกับ XCMG:

          XCMG เป็นบริษัทผลิตเครื่องจักรหนักข้ามชาติที่มีประวัติความเป็นมายาวนานถึง 73 ปี ปัจจุบันติดอันดับ 5 ในอุตสาหกรรมเครื่องจักรก่อสร้างของโลก บริษัทส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยังกว่า 170 ประเทศในทุกภูมิภาคทั่วโลก

          สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาเข้าชมที่ www.xcmg.com หรือเพจ XCMG บน Facebook, Twitter, YouTube, LinkedIn และ Instagram

TREsemme เผย 5 วายร้ายทำลายเส้นผมและเคล็ดลับเด็ดช่วยปกป้องเส้นผมให้สวย สุขภาพดี ไม่ชี้ฟู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : พีอาร์นิวส์ไวร์/อินโฟเควสท์ http://www.infoquest.co.th/contactus/

 


เทรซาเม่ ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมระดับมืออาชีพจากอเมริกา ชวนสาวๆ มาทำความรู้จักกับ 5 วายร้ายทำลายเส้นผมและทิปส์เด็ดช่วยปกป้องเส้นผมให้แลดูสวย สุขภาพดี ไม่ชี้ฟู

1. ยางมัดผม

แม้จะชื่อว่ายางมัดผมแต่มันไม่เป็นมิตรกับเส้นผมเลย    ลองสังเกตว่าเรารัดผมบริเวณเดิมทุกวัน เส้นผมในบริเวณนั้นจะแห้งและหักงอ หรืออาจถึงขั้นแตกและหลุดร่วง ยิ่งบางคนรีบๆ ใช้ยางที่รัดอาหารมามัดผมบ่อยๆ ก็ถือเป็นการสร้างความเสียหายให้ผมได้อย่างมากเลยล่ะ  ดังนั้นจึงควรเลือกยางมัดผมที่มีผ้าหุ้มก็จะดีกับผมมากกว่า

2. แปรงและหวี

แปรงและหวีเปรียบเสมือนเพื่อนคู่ใจของเส้นผมและก็ยังเป็นที่สะสมของรังแค ฝุ่นละออง เชื้อโรคและสารเคมีต่างๆ ที่ติดมาจากเส้นผมด้วย  การทำความสะอาดแปรงและหวีให้แห้งสะอาดอยู่เสมอจึงเป็นการช่วยลดอันตรายที่อาจเกิดกับเส้นผมได้  นอกจากนี้การใช้แปรงและหวีผิดประเภทก็เป็นการทำให้ผมหลุดร่วงได้ง่ายเช่นกัน  หลังสระผมขณะที่ผมยังเปียก  ควรใช้หวีซี่ห่างก่อน หรือใช้ปลายหวีซี่ถี่แบ่งผมเป็นช่อเพื่อไดร์ หรือรอผมแห้งตามธรรมชาติแล้วจึงค่อยแปรงผม    

วิธีการหวีผมด้วยวิธีที่ถูกต้องคือ แบ่งผมเป็นส่วนๆ แล้วค่อยๆ หวีทีละส่วน โดยเริ่มหวีผมจากด้านในสุดมาด้านนอกสุด ห้ามหวีจากโคนไล่ลงมา เพราะการทำเช่นนั้นจะทำให้ผมพันกัน นอกจากนั้นยังควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยให้ความชุ่มชื้นกับผมก่อนแปรงผมด้วยเพื่อปิดเกล็ดผมและลดการเสียดสีระหว่างแปรงกับเส้นผม

3. ธรรมชาติ

ธรรมชาติแม้จะเป็นสิ่งที่สวยงาม แต่จริงๆ แล้วเส้นผมอาจถูกธรรมชาติทำร้ายได้ โดยเฉพาะความร้อนจากแสงแดด โดยเฉพาะประเทศไทยที่มีแดดจัดในทุกฤดูกาล ผลจากการตากแดดนานๆ จะทำให้เส้นผมแห้งกรอบ ก่อเกิดปัญหาผมบาง เปราะขาดง่าย เป็นต้นเหตุของ ปัญหาผมบาง ซึ่งรุนแรงท่ากับการกัดสีผม การฟอกสีผม  การดัดผม เพราะรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดดจะทำลายโปรตีนเคราตินในเส้นผม

ในฤดูฝนนั้น  เส้นผมของเราต้องเผชิญกับความชื้นที่ทำให้ผมชี้ฟูจัดทรงยาก แต่กลับดูลีบแบน  นอกจากนี้ในปัจจุบันน้ำฝนยังมีมลพิษเจือปน  ทำให้เป็นอันตรายต่อเส้นผมและหนังศีรษะ

ส่วนฤดูหนาวความชื้นในอากาศจะค่อนข้างต่ำ เส้นผมจึงมีความแห้งเพราะเกิดจากการปล่อยน้ำออกมาทำให้เกิดประจุไฟฟ้า อันเป็นสาเหตุอาการผมชี้ฟู และที่แย่ไปกว่านั้น คือการที่หนังศีรษะแห้ง และหลุดลอกกลายเป็นรังแค วิธีป้องกันง่ายๆ เพียงแค่ใช้ครีมนวดหลังสระผมด้วยแชมพู

ปัญหาจากธรรมชาติและสภาพอากาศในภาวะต่างๆ จึงสามารถแก้ไขง่ายๆ ได้โดยการใช้แชมพูหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเคราตินเพื่อเติมเต็มและบำรุงเนื้อผม  ทำให้เส้นผมแข็งแรง จัดทรงง่ายขึ้นในทุกสภาพอากาศ

4. สารเคมีจากการยืด ดัด และทำสีผม

อุปสรรคของคนไทยส่วนใหญ่ก็คือ การมีผมเส้นผมที่ดำ และเส้นใหญ่หนา เป็นที่ทราบกันดีว่า สีดำเป็นสีที่ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนได้  ซึ่งหากจะทำสีผมให้ติดนั้น จะต้องกัดจนกว่าจะได้สีผมโดนใจ เส้นผมก็ถูกสารเคมีจากการกัดและยังโดนน้ำยาย้อมผมทำลายจนบอบช้ำ ส่วนการยืดและดัด เป็นการใช้สารเคมีในการสลายพันธะ ทำให้เส้นผมซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งเปลี่ยนรูปไป

การยืด ดัด ทำสีผมควรเว้นระยะห่างประมาณ 3 เดือน เพื่อไม่ให้เส้นผมสูญเสียเคราตินในเส้นผมมากเกินไป  เส้นผมที่ถูกทำร้ายจากสารเคมีนั้น ควรใข้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของเคราติน  เพื่อช่วยในการเติมเคราตินกลับคืนสู่เส้นผม คือช่วยให้เกล็ดผมปิดสนิท ลดการแตกหักของเส้นผมทำให้เส้นผมทุกเส้นแข็งแรงขึ้น และควบคุมปัญหาผมชี้ฟู ช่วยให้ผมลื่นสวย จัดทรงง่าย

5. ความร้อนจากไดร์และเครื่องรีดผม

เชื่อว่าหลายๆ คนเมื่อสระผมแล้วก็ต้องไดร์ผม ยิ่งหากใจร้อนใช้ไดร์ที่เปิดความร้อนสูงๆ เป่าตั้งแต่หัวเปียกจนแห้งถือเป็นตัวการทำผมเสียอย่างร้ายแรง  ผมจะแห้งกรอบ จึงควรเช็ดผมให้แห้งที่สุดแล้วจึงใช้ไดร์ ส่วนการรีดผมนั้นควรแบ่งทีละช่อเพื่อให้ผมโดนความร้อนซ้ำน้อยที่สุด  นอกจากนี้สิ่งที่ควรทำมากที่สุดคือการใช้ผลิตภัณฑ์ป้องกันความร้อนอย่างสเปรย์หรือทรีทเมนท์ เช่น เทรซาเม่ เคราติน สมูท ฮีท แอคติเวทเตด ที่ช่วยลดผมชี้ฟูนาน 7 วัน แม้จะสระผมระหว่างอาทิตย์กี่ครั้งก็ตามและ เทรซาเม่ เคราติน สมูท แฟลต ไอรอน สมูทติ้ง สเปรย์ ที่ออกแบบมาเพื่อเส้นผมที่มักต้องสัมผัสกับความร้อนโดยเฉพาะ นอกจากจะช่วยป้องกันผมจากความร้อนแล้วยังทำปฏิกิริยากับความร้อนทำให้ผมอยู่ทรง ไม่ต้องไดร์หรือหนีบซ้ำหลายๆ ครั้งจนเส้นผมต้องเผชิญกับความร้อนไม่รู้จบ

เห็นมาร้ายๆ กันเป็นทีมแบบนี้ไม่ต้องกลัว เพราะจะมากันเยอะขนาดไหนหากเรามีเกราะป้องกันชั้นเลิศอย่างผลิตภัณฑ์จากเทรซาเม่ที่พร้อมจะปกป้องเส้นผมของคุณจากวายร้ายที่คอยมากวนใจ ลดปัญหาผมชี้ฟู และดูให้ผมของคุณนุ่มลื่นอยู่เสมอ