ผุด “City Park” คอมมูนิตี้มอลล์ ค้าส่ง-ค้าปลีก แห่งแรกในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07048011158&srcday=2015-11-01&search=no

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 384

เล็งทำเลธุรกิจ

มีนา

ผุด “City Park” คอมมูนิตี้มอลล์ ค้าส่ง-ค้าปลีก แห่งแรกในไทย

“อิมแพ็ค เมืองทองธานี จะเป็นหัวใจสำคัญในการโปรโมตเออีซี ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ผู้ประกอบการต่างชาติในกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะเดินทางเข้ามา ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าจะส่งศักยภาพให้กับ City Park ด้วย เพราะเป็นคอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรกในประเทศไทย ที่รวมเอาความเป็นค้าส่งและค้าปลีกไว้ที่เดียวกัน โดยมีพื้นที่ขายทั้งหมดราว 13,000 ตารางเมตร”

“ธนพัต ปิติวราธนกุล” เขาคือตัวอย่างของคนผ่านร้อนผ่านหนาว จนก้าวมาสู่ความสำเร็จได้ ด้วยวัยในวันนี้เพียง 37 ปีเท่านั้น

ประสบการณ์การทำธุรกิจ ทำให้เขาได้เรียนรู้ข้อผิดพลาด ปัญหา ความล้มเหลว แต่ทว่าเพียงเพราะเขามีความตั้งมั่นอยู่กับการทำงานบนพื้นฐานแห่งความตั้งใจ ทำให้ในวันนี้เขาคือ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วราพัฒนาทรัพย์ จำกัด บริษัทให้คำปรึกษาและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์, กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาคเนย์ แกรนิต จำกัด, กรรมการผู้จัดการ บริษัท วิวแม็กดีไซน์แอนด์อินทรีเรีย จำกัด และล่าสุด เขาคือเจ้าของโครงการ คอมมูนิตี้มอลล์ “City Park” บนพื้นที่ 17 ไร่ ในเมืองทองธานี

ประสบการณ์สู่ธุรกิจ

ลูกจ้าง สู่ ผู้ประกอบการ

เดิมที คุณธนพัตเป็นเฉกเช่นชายหนุ่มทั่วไป หลังศึกษาจบปริญญาตรี ด้านการตลาดสาขาวิชาบริหารการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เขาทำงานรับเงินเดือนในบริษัทแห่งหนึ่งซึ่งจำหน่ายสินค้าประเภทหินแกรนิตสำหรับปูพื้นและผนังบ้าน

การได้อยู่ในตำแหน่งเซลส์แมน ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคการค้าขาย ให้บริการ เรียนรู้ลูกค้า และยังทำให้รู้จักสินค้าและแหล่งที่มาเป็นอย่างดี

5-6 ปีกับประสบการณ์ลูกจ้าง เขาตัดสินใจลาออก แล้วร่วมหุ้นกับเพื่อนเปิดบริษัทนำเข้าหินแกรนิตจากต่างประเทศ มาเสิร์ฟตลาดคนไทย โดยมีผู้ซื้อคือกลุ่มลูกค้าซึ่งศรัทธาในการดำเนินงานของเขาเป็นผู้อุดหนุน จนธุรกิจรุดหน้า

“เมื่อสมัย 10 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอายุ 27 ปี การสร้างบ้านหรือคอนโดฯ ส่วนมากใช้งานกระเบื้อง และมาช่วงหนึ่ง หินเริ่มมีบทบาท ซึ่งถ้าบ้านใดใช้หินอ่อน หินแกรนิต แสดงว่าหรูมาก ตรงนี้จึงเกิดช่องว่างให้ก้าวเข้าไปทำ กอปรกับเรารู้แหล่งนำเข้า การลงทุนจึงไม่สูงมาก เริ่มต้นจาก 400,000-500,000 บาท โดยพยายามซื้อขายด้วยระบบเงินสดในช่วงแรก”

จากลูกค้าเจ้าของบ้าน ผู้รับเหมารายเล็ก เริ่มขายสู่โครงการหมู่บ้านจัดสรร ได้โอกาสจำหน่ายสินค้าให้กับผู้รับเหมารายใหญ่ ส่งรายได้ต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

จากธุรกิจหนึ่งส่งต่อให้เกิดธุรกิจอื่นตามมา โดยอาศัยฐานลูกค้ามีอยู่ในมือ และในวัยเพียง 30 ต้นๆ คุณธนพัตก็สามารถทำรายได้สู่บริษัทสูงถึงหลักร้อยล้านบาท

หลายคนอาจมองว่านี่คือเส้นทางแห่งความสำเร็จที่ดูหอมหวาน แต่ใครจะรู้ว่า นักธุรกิจหนุ่มคนนี้มาถึงจุดซวนเซกับมรสุมครั้งสำคัญ ทำให้เขากลายเป็นหนี้ถึง 40 ล้านบาท

“ตอนนั้นใครชวนทำธุรกิจอะไร ถ้าได้กำไรยอมทำหมด บางธุรกิจไม่คุ้นเคยก็ทำ ไม่ได้ดูแลเองก็ลงทุน เพราะคิดว่าหาเงินได้เร็ว ก็กระจายไปลงทุนกับธุรกิจอื่นๆ บ้าง ลงไปธุรกิจหนึ่ง 5 ล้านบ้าง 10 ล้านบ้าง โดยไม่ศึกษาข้อมูลความรู้ในธุรกิจนั้นๆ ให้ดีก่อน ในที่สุดก็ประสบปัญหาล้มเหลว ส่งผลกระทบต่อธุรกิจหลัก ภายในระยะเวลา 6 เดือน ผมหมุนเงินไม่ทัน เกือบจะล้มละลาย เพราะเป็นหนี้ 40 ล้านบาท แต่ว่าโชคดีได้ผู้ใหญ่ซึ่งเห็นความตั้งใจในการทำงานช่วยเหลือ จากนั้น ภายใน 6 เดือนก็สามารถขับเคลื่อนธุรกิจได้ และภายใน 2 ปีสามารถปลดหนี้จนหมด ก้าวพ้นปัญหามาได้”

ผ่านบททดสอบครั้งใหญ่

เดินหน้าก้าวไปสำเร็จ

จะว่านี่คือบททดสอบบทสำคัญของคุณธนพัตคงได้ แต่บททดสอบนี้ทำให้เขาเกิดความรอบคอบ และวางเป้าหมายในการทำงานไว้เลยว่า ถ้าจะทำธุรกิจใดต้องอยู่ในความถนัด รู้จริง สำคัญคือ อย่าไว้ใจให้คนอื่นทำแทน

ความพลาดพลั้งในครั้งนั้น ส่งผลให้เส้นทางธุรกิจของคุณธนพัตเดินสู่ทิศทางที่มั่นคง จนกระทั่งเขามีโอกาสได้เข้าสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มโครงการคอมมูนิตี้มอลล์ และกลุ่มโครงการค้าปลีก อาทิ ศูนย์การค้าสาทร ซิตี้ พลาซ่า ที่ได้รับผลตอบรับอันดี

จากประสบการณ์ส่งผลให้ในวันนี้เขาพร้อมแล้วกับการเดินหน้าเปิดโครงการ “City Park” คอมมูนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่บนพื้นที่ 17 ไร่ อาณาจักรค้าปลีก ค้าส่ง ตลาดอินดี้ แหล่งรวมสินค้าและบริการครบวงจร ที่ครั้งนี้คุณธนพัตทุ่มแรงกายแรงใจด้วยตนเอง บวกเงินทุนกว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อเนรมิตให้กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ในเมืองทองธานี

“จากประสบการณ์การทำงาน ทำให้เห็นว่าคอมมูนิตี้มอลล์เป็นธุรกิจที่เติบโตมาก สวนทางกับธุรกิจอสังหาฯ อื่นๆ ที่เริ่มซบเซาลง กอปรกับได้เห็นศักยภาพของทำเล ซึ่งจากผลวิเคราะห์จะเห็นว่า คนในเมืองทองธานีซึ่งมีอยู่ราว 70,000 คน และยังมีกลุ่มพนักงานราชการ วิสาหกิจ ประมาณ 15,000 คน ที่ไปทำงานที่นั่น ล่าสุดมีกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติสร้างบนเนื้อที่ 128 ไร่ คาดว่าในปี 2561 จะแล้วเสร็จไปพร้อมๆ กับ City Park

นอกจากนั้น ยังมีกลุ่มนักศึกษา มสธ. และกลุ่มคนที่เข้าไปใช้พื้นที่ในอิมแพ็ค ซึ่งเรามองว่าสามารถเชื่อมต่อกับอิมแพ็คได้ด้วย”

ผุดคอมมูนิตี้มอลล์

แลนด์มาร์กเมืองทองธานี

คุณธนพัต กล่าวอีกว่า การค้าส่วนใหญ่ในเมืองทองธานีจะอยู่ในรูปตึกแถว สำหรับพื้นที่ส่วนกลาง ไม่ว่าจะที่จอดรถ จุดพักผ่อน สังสรรค์ของครอบครัว ไม่ค่อยอำนวยความสะดวกมากนัก การผุดโครงการ City Park จึงตอบโจทย์ในทุกๆ ด้าน โดยจะสร้างให้เป็นปอดในเมืองทองธานี โดยใส่พื้นที่สีเขียวลงไปมากที่สุด อย่าง อุโมงค์ต้นไม้ความยาว 350 เมตร ที่สร้างขึ้นมาเพื่อรองรับการพักผ่อนและกิจกรรมต่างๆ

การผุดโครงการ City Park ยังเป็นการส่งเสริมระบบเศรษฐกิจ การค้าขายที่จะไม่ได้อยู่แค่ในประเทศ แต่จะตอบโจทย์การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

“อิมแพ็ค เมืองทองธานี จะเป็นหัวใจสำคัญในการโปรโมตเออีซี ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุน ผู้ประกอบการต่างชาติในกลุ่มประเทศอาเซียนที่จะเดินทางเข้ามา ซึ่งตรงนี้ผมมองว่าจะส่งศักยภาพให้กับ City Park ด้วย เพราะเป็นคอมมูนิตี้มอลล์แห่งแรกในประเทศไทย ที่รวมเอาความเป็นค้าส่งและค้าปลีกไว้ที่เดียวกัน โดยมีพื้นที่ขายทั้งหมดราว 13,000 ตารางเมตร”

คุณธนพัต ยังกล่าวถึงการแบ่งพื้นที่หลักๆ ออกเป็น 4 โซน ได้แก่ พื้นที่ค้าส่งราว 2,500 ตารางเมตร รองรับร้านค้าได้กว่า 400 ร้านค้า ต่อมาคือโซนค้าปลีก บนพื้นที่ 7,000 ตารางเมตร รองรับร้านค้าสุดฮิตกว่า 50 แบรนด์ ส่วนต่อมาตลาดนัดอินดี้ บนพื้นที่ 2,500 ตารางเมตร และส่วนเอาใจหนูๆ กับโซนสวนสนุกบุกมอลล์ บนพื้นที่กว่า 1,000 ตารางเมตร

City Park ยังมีความโดดเด่นในด้านการออกแบบโครงการ ที่ให้ความร่มรื่นเป็นธรรมชาติ บวกกับความเย็นฉ่ำกับการเดินจับจ่ายด้วยการติดตั้งเครื่องปรับอากาศ เพื่อดึงให้ผู้คนเดินทางเข้ามาแม้ช่วงอากาศร้อน ส่วนที่จอดรถนั้นก็จัดเตรียมไว้รองรับได้ถึง 1,000 คัน (สามารถเทิร์นรอบได้วันละ 4 รอบ จึงเท่ากับ 4,000 คัน) สามารถรองรับผู้เข้ามาใช้บริการได้ราว 5,000 คน ต่อวัน

กับการผุดโครงการ City Park คอมมูนิตี้มอลล์ขนาดใหญ่ในครั้งนี้ คุณธนพัต ว่า คือการก้าวสู่ความเติบโตที่หลอมรวมมาจากประสบการณ์ทำงานกว่า 20 ปี

ยักษ์ค้าปลีกปักหมุด 4 มุมเมือง ผุดอภิโปรเจ็กต์รอท่ารถไฟฟ้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07074151058&srcday=2015-10-15&search=no

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 383

เล็งทำเลธุรกิจ

Penny

ยักษ์ค้าปลีกปักหมุด 4 มุมเมือง ผุดอภิโปรเจ็กต์รอท่ารถไฟฟ้า

เมื่อเส้นทางแมสทรานซิต หรือระบบขนส่งมวลชนของรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ เริ่มชัดเจนมากขึ้น เพราะมีการทยอยก่อสร้างและจะแล้วเสร็จหลายสาย อานิสงส์ความชัดเจนดังกล่าว ได้ส่งผลต่อการพัฒนาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างมาก ทั้งที่อยู่อาศัยและการพัฒนาศูนย์ค้าปลีก โดยเฉพาะในย่านขอบเมืองหรือชานเมือง (Uptown)

จากที่ก่อนหน้านี้ยักษ์ค้าปลีกขนาดใหญ่จะเน้นปั้นค้าปลีกในเมืองเป็นหลัก แต่ปัจจุบันการบุกไปนอกเมืองหรือ “Uptown” นับว่าเป็นทำเลใหม่ที่กำลังสร้างความน่าตื่นเต้นในวงการ สะท้อนให้เห็นถึงสงครามสร้างแลนด์มาร์กบนทำเลทองแห่งใหม่ๆ ของเหล่ายักษ์ค้าปลีก

คุณอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบี ริชาร์ด เอลลิส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน การขยายตัวของค้าปลีกขนาดใหญ่แตกต่างจากอดีตค่อนข้างมาก เพราะในอดีตนั้นเมื่อมีที่อยู่อาศัยเกิดขึ้นแล้วค้าปลีกจึงจะขยายตัวตามออกไป แต่ปัจจุบัน ค้าปลีกขนาดใหญ่จะเป็นผู้นำร่องเข้าไปจับจองพื้นที่ที่มีศักยภาพและพัฒนาโครงการขึ้นมาก่อน ซึ่งจะเป็นการสร้างความโดดเด่นให้กับทำเลนั้นๆ จากนั้นที่อยู่อาศัยจะตามมา ที่เป็นเช่นนี้เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันต้องการความสะดวกสบายในการเดินทาง

โดยทำเล 4 มุมเมืองที่น่าสนใจและมีศักยภาพซึ่งอยู่ใกล้เส้นทางแมสทรานซิต ได้แก่ ปิ่นเกล้า-จรัญสนิทวงศ์ ซึ่งบริเวณดังกล่าวจะใกล้กับเยาวราช ทำให้คนจีนจากเยาวราชจะย้ายเข้ามาบริเวณย่านนี้ ขณะที่ปัจจุบัน พื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน ทำให้สะดวกสบายในการเดินทาง ตามด้วยทำเลราชพฤกษ์-พระราม 5 ซึ่งบริเวณนี้จะเป็นโซนบ้านเดี่ยวชั้นดี มีห้างค้าปลีกเกิดขึ้นแล้วและคาดว่าจะมีอีกในอนาคตโดยเฉพาะบริเวณย่านสมาคมชาวปักษ์ใต้

ส่วนอีกทำเลคือ ลาดพร้าว-รามคำแหง ซึ่งน่าแปลกใจว่า ทำเลย่านนี้ยังไม่มีค้าปลีกใหม่ๆ ขนาดใหญ่เข้าไปจับจองพื้นที่มากนัก ที่ยังมีอยู่ ล้วนแต่เป็นของเดิมทั้งสิ้น นั่นคือ กลุ่มเดอะมอลล์ และตบท้ายด้วยโซนเหนือคือ รังสิต ซึ่งจะมีรถไฟฟ้าสายสีเขียวแก่และสายสีแดง ก็เป็นทำเลที่น่าสนใจเช่นกัน

คุณอลิวัสสา กล่าวว่า โดยปัจจุบันมีศูนย์การค้าที่เข้าไปจับจองพื้นที่ 4 มุมเมืองแล้ว เช่น บางกอกมอลล์ จับจองพื้นที่ย่านบางนา ไอคอนสยามจับจองพื้นที่ย่านฝั่งธนบุรี ขณะที่กลุ่มซีพีเอ็นยึดพื้นที่ปทุมธานี เช่นเดียวกับ เมกา ที่เข้ามาแข่งขันชิงส่วนแบ่งในพื้นที่ย่านดังกล่าวเช่นกัน

จากการสำรวจบริเวณชายขอบเมืองหรืออัพทาวน์บริเวณ 4 มุมเมืองนั้น พบว่า มีศูนย์การค้าขนาดใหญ่ที่น่าสนใจซึ่งถูกบรรจุอยู่ในแผนงานการดำเนินการอยู่แล้ว ประกอบด้วย 4 ศูนย์การค้าใหญ่ ได้แก่ บางกอกมอลล์, ไอคอนสยาม, เซ็นทรัล เดอะ เอ็ม และ เมกา รังสิต

เริ่มกันที่ “บางกอกมอลล์” เป็นโครงการศูนย์การค้าแห่งใหม่ เป็นไฮไลต์ของเดอะมอลล์ กรุ๊ป ซึ่งตั้งอยู่บริเวณสี่แยกบางนา ตรงข้ามไบเทค เนื้อที่รวม 100 ไร่ งบลงทุนกว่า 20,000 ล้านบาท หน้ากว้างของห้างเกือบ 1 กิโลเมตร ใหญ่กว่าสยามพารากอน 3 เท่า ภายในโครงการจะมีทั้งศูนย์การค้าและที่อยู่อาศัย รวมถึงออฟฟิศครบวงจร ภายใต้คอนเซ็ปต์ City within the City หรือเมืองที่สมบูรณ์แบบ คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จต้นปี 2559 นับเป็นโครงการศูนย์การค้าแบบรีจีนอลมอลล์ที่ใหญ่ที่สุด และสมบูรณ์แบบที่สุดในกรุงเทพฯ และปริมณฑล รวมทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยขนาดของพื้นที่ 650,000 ตารางเมตร แบ่งเป็นห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาร์เก็ต พื้นที่รวม 80,000 ตารางเมตร โรงภาพยนตร์ในเครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ 15 โรง ศูนย์แสดงสินค้า พื้นที่ 15,000 ตารางเมตร สวนสนุก พื้นที่ 30,000 ตารางเมตร สวนน้ำ พื้นที่ 20,000 ตารางเมตร อาคารจอดรถ พื้นที่ 250,000 ตารางเมตร ความจุสูงสุด 8,000 คัน

ตามด้วยโครงการ “ไอคอนสยาม” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ภายใต้ชื่อว่า “ไอคอนสยาม” (Icon Siam) บนเนื้อที่ 50 ไร่ ขนาดพื้นที่ใช้สอย 750,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย ศูนย์การค้าแห่งยุค พื้นที่ 525,000 ตารางเมตร อาคารที่พักอาศัยริมน้ำระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ 70 ชั้น 1 อาคาร และ 40 ชั้น 1 อาคาร โดยการก่อสร้างโครงการ มีกำหนดจะแล้วเสร็จในปี 2560 มูลค่าโครงการประมาณ 50,000 ล้านบาท ดำเนินการโดย 3 พันธมิตรคือ สยามพิวรรธน์ แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น และเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี)

ไอคอนสยามจะกลายเป็นศูนย์กลางที่เชื่อมต่อการคมนาคมทางน้ำกับโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมในระบบอื่น ซึ่งประกอบด้วย 2 สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในปัจจุบัน กับอีก 3 โครงการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำในอนาคต ระบบขนส่งมวลชนรถไฟฟ้าสายสีเขียว (บีทีเอส) และโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง นอกจากนี้ ไอคอนสยามยังสร้างท่าเรือสาธารณะ 2 ท่า ท่าเรือส่วนบุคคล 1 ท่าในพื้นที่โครงการ เพื่อเชื่อมต่อกับอีก 73 ท่าเรือในรัศมี 10 กิโลเมตรบนแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งมีเรือกว่า 650 เที่ยว ต่อวัน ไอคอนสยามจะมีเรือ Ferry Boat รับส่งอีก 6 ลำ และบริการรถ Shuttle Bus รับส่งระหว่างโครงการกับสถานีรถไฟฟ้ากรุงธนบุรีอีกด้วย

ถัดมาคือ โครงการ “เซ็นทรัล เดอะ เอ็ม” ของกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา หรือ ซีพีเอ็น ที่จับทำเลมุมเมืองด้านทิศเหนือของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นประตูสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยใช้ที่ดินแปลงยักษ์ที่เคยเป็นที่ตั้งโรงงานทอผ้าไทยเมล่อนเดิมจำนวน 616 ไร่ ตั้งอยู่บริเวณรังสิต มูลค่าโครงการกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นค่าที่ดินประมาณ 4,200 ล้านบาท และค่าก่อสร้างประมาณ 9,500 ล้านบาท พื้นที่ใช้สอยประมาณ 480,000 ตารางเมตร พร้อมอวดโฉมในปี 2559 ซึ่งโครงการดังกล่าวกลุ่มซีพีเอ็นให้ความสำคัญและทุ่มเทอย่างมาก เพราะเป็นทำเลยุทธศาสตร์ที่กลุ่มเซ็นทรัลต้องการปักธงสาขาให้ครอบคลุมทั้ง 4 มุมเมือง คือ เซ็นทรัล บางนา ที่ยกเครื่องรีโนเวตครั้งใหญ่พร้อมอวดโฉมต้นปี 2559, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ที่เตรียมเปิดโฉมใหม่ปลายปีนี้, เซ็นทรัล เวสต์เกต ที่เปิดโฉมไปเมื่อเร็วๆ นี้ และ เซ็นทรัล เดอะ เอ็ม ปี 2558

โครงการนี้ด้านหน้าติดถนนพหลโยธิน และด้านหลังติดแนวรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงช่วงบางซื่อ-รังสิต-มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถือว่าเป็นทำเลที่มีศักยภาพสูงสอดคล้องกับการขยายตัวของโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่และการเติบโตของกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง เพราะนอกจากจะเป็นประตูสู่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมเป็นจำนวนมาก ยังมีสถาบันการศึกษาทั้งของภาครัฐและเอกชนอีกหลายสถาบัน และสำคัญที่สุดคือ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยที่หนาแน่น เพราะต้องไม่ลืมว่าปทุมธานีคือทำเลแรกๆ ที่ธุรกิจจัดสรรเข้าไปพัฒนาต่อจากกรุงเทพมหานคร จึงทำให้โครงการที่อยู่อาศัยแนวราบผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก จึงไม่แปลกว่าทำไมค้าปลีกขนาดใหญ่จึงจ้องทำเลดังกล่าวตาเป็นมัน

ตบท้ายด้วยโครงการ “เมกา รังสิต” ที่เป็นการร่วมทุนระหว่างกลุ่มสยามฟิวเจอร์, อิคาโน่ (อิเกีย) และ ไทย วนาสิริ สัดส่วน 49, 49 และ 2 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ ภายใต้ชื่อบริษัท นอร์ธ บางกอก ดีเวลอปเมนท์ จำกัด โดยเบื้องต้นโครงการดังกล่าวตั้งอยู่บนที่ดินขนาด 250 ไร่ (แต่แวดวงนักพัฒนาที่ดินระบุว่าพื้นที่ตั้งโครงการอาจเพิ่มไปถึง 1,000 ไร่ เพราะแว่วมาว่ามีการกว้านซื้อที่ดินบริเวณใกล้เคียงเพิ่มเติม) โดยโครงการตั้งอยู่บริเวณรังสิต-นครนายก (วงแหวนรอบนอก-ธัญบุรี) คาดว่าโครงการพร้อมอวดโฉมในปี 2560

โดยสรุปแล้วโซนที่มีการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกในกรุงเทพฯ มากที่สุดคือ โซนตะวันออก หรือโซนศรีนครินทร์ อันดับ 2 คือ โซนตะวันตก หรือโซนราชพฤกษ์ บางใหญ่ และอันดับ 3 คือ รังสิต และ 4 สุดท้ายคือ โซนใต้ หรือย่านพระราม 2 นั่นเอง จึงเป็นที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อยักษ์ค้าปลีกเดินเครื่องเต็มที่จะมีผลต่อค้าปลีกของไทยอย่างไร!!

“ตราด-มุกดาหาร” ฉลุยก่อนใคร นำร่องพร้อมลุยเขตเศรษฐกิจพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07081150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เล็งทำเลธุรกิจ

Penny

“ตราด-มุกดาหาร” ฉลุยก่อนใคร นำร่องพร้อมลุยเขตเศรษฐกิจพิเศษ

แม้ที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ซึ่งมี พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน จะมีการอนุมัติการดำเนินการโครงการต่างๆ ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อให้การดำเนินโครงการเดินหน้าได้อย่างเต็มที่ ทั้งการจัดหาที่ดิน การประกาศโอนสิทธิ์ที่ดิน รวมทั้งการประกาศราคาเช่าและการกำหนดสิทธิประโยชน์ให้กับนักลงทุนที่สนใจเข้าไปลงทุน หรือการใส่งบประมาณเพื่อดำเนินการไปแล้ว

แต่การดำเนินการให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมยังมีความเลือนรางอยู่!!

เพราะการที่จะลงพื้นที่ปฏิบัติงานและให้โครงการเดินหน้าได้จริง สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้เกิดการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรมนั้น คงหนีไม่พ้นเรื่องการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดินในพื้นที่ที่กำหนดไว้ ซึ่งหากในส่วนนี้ดำเนินการยังไม่แล้วเสร็จการพัฒนาก็ไม่สามารถเดินหน้าไปได้อย่างเต็มที่

โดยผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการในเรื่องนี้คือ กรมโยธาธิการและผังเมือง ที่นอกจากจะต้องจัดทำผังและกำหนดการใช้ประโยชน์บนที่ดินบริเวณดังกล่าวว่า ในแต่ละเขตแต่ละพื้นที่จะต้องประกอบไปด้วยอะไรแล้วนั้น ก็จะต้องออกประกาศกฎหมายเพื่อให้ดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมและถูกต้องตามกฎหมาย

คุณมณฑล สุดประเสริฐ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง เปิดเผยว่า ล่าสุดได้มีการจัดทำผังเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก 6 จังหวัด ประกอบด้วย ตาก มุกดาหาร สงขลา ตราด สระแก้ว และหนองคาย เสร็จแล้ว ซึ่งระยะเวลาการดำเนินงานเป็นไปตามแผนหรือกรอบเวลาที่ได้วางไว้คือ ต้องดำเนินการผังให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม หลังจากนั้นทางกรมโยธาฯ ก็จะเร่งจัดทำร่างประกาศ ให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ตุลาคม 2558 จากนั้นก็จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเพื่อให้การดำเนินการในเขตเศรษฐกิจพิเศษระยะแรกทั้ง 6 จังหวัดมีผลในทางปฏิบัติคือ สามารถเดินหน้าพัฒนาพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในปี 2558

โดยผังดังกล่าวจะเป็นผังพื้นที่ที่ต้องใช้กฎหมาย 2 ฉบับในการควบคุมดูแล แทนการใช้พระราชบัญญัติผังพื้นที่เฉพาะ คือ พ.ร.บ.การผังเมือง พ.ศ. 2518 และ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 โดยหากจังหวัดใดมีผังเมืองรวมอยู่แล้ว ก็จะร่างประกาศกรมโยธาธิการและผังเมืองเพื่อผลักดันให้สามารถใช้ประโยชน์บนพื้นที่ได้ตามกฎหมาย ซึ่งประกาศดังกล่าวจะมีอายุ 1 ปี ระหว่างนั้นก็จะออกกฎกระทรวงผังเมืองรวมพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อให้ใช้ได้อย่างถาวร ซึ่งจังหวัดตาก มุกดาหาร และหนองคาย จะใช้ประกาศดังกล่าว

คุณมณฑล บอกอีกว่า ในส่วนพื้นที่หรือจังหวัดที่ยังไม่มีกฎหมายผังเมืองบังคับใช้ ก็จะใช้ พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ด้วยการออกประกาศกระทรวงมหาดไทยหรือข้อบัญญัติท้องถิ่นออกมาใช้เพื่อกำหนดแนวทางการก่อสร้างอาคารในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ โดย 3 จังหวัดที่จะต้องออกประกาศกระทรวงมหาดไทยคือ จังหวัดสงขลา ตราด และสระแก้ว และหากในจังหวัดเหล่านี้มีผังเมืองรวมในภายหลังก็จะต้องจัดทำผังเมืองให้สอดคล้องหรือเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อลดความขัดแย้งของพื้นที่

“เราไม่ใช้กฎหมายเฉพาะ เนื่องจากจะต้องออกกฎหมายใหม่ ซึ่งจะทำให้มีความล่าช้า และไม่ทันเหตุการณ์ ซึ่งสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ดำเนินการเขตเศรษฐกิจพิเศษให้มีความคืบหน้าโดยเร็วเพื่อผลักดันเศรษฐกิจและรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)” คุณมณฑล กล่าว

คุณมณฑล กล่าวว่า จากการศึกษาในช่วงที่ผ่านมาถึงศักยภาพของแต่ละจังหวัดใน 6 เขตเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก เพื่อกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะรองรับการพัฒนานั้น พบว่า จังหวัดที่มีศักยภาพสามารถดำเนินการพัฒนาและเห็นผลเป็นรูปธรรมได้ก่อนใน 2 จังหวัดคือ จังหวัดตราดและมุกดาหาร เพราะความขัดแย้งในพื้นที่ค่อนข้างน้อย

โดยจังหวัดตราดซึ่งได้มีการกำหนดเนื้อที่ไว้รวมกว่า 888 ไร่ ซึ่งกรมโยธาฯ ได้กำหนดให้เน้นพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้าผ่านแดนหรือโลจิสติกส์ เพราะปัจจุบันมีการขนถ่ายสินค้าข้ามแดนไปกัมพูชาผ่านด่านหาดเล็ก อำเภอคลองใหญ่ ซึ่งเป็นด่านถาวรเพียงแห่งเดียวของจังหวัดตราด เป็นจำนวนมาก และหากกรมเจ้าท่าก่อสร้างท่าเทียบเรือแล้วเสร็จเชื่อว่าตราดจะเป็นศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศได้อย่างแท้จริง เพราะจะทำให้ตราดมีความพร้อมในเรื่องการขนส่งในทุกๆ ด้าน ทั้งถนน อากาศ และทางทะเล

ในส่วนของจังหวัดมุกดาหาร ซึ่งมีเนื้อที่พัฒนาจำนวน 2 แปลงตามแนวถนนหมายเลข 3019 (บ้านโคกสูง-บางทรายใหญ่ ตำบลบางทรายใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร) รวมทั้งหมดกว่า 1,085 ไร่ ตามแผนนั้นจะให้เอกชนเช่า ซึ่งในพื้นที่ดังกล่าวนั้นประเทศไทยไม่ต้องมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอยู่ในฝั่งไทย เนื่องจากใน สปป.ลาว นั้นมีนิคมอุตสาหกรรมอยู่แล้ว ดังนั้น ไทยจะต้องดำเนินการในลักษณะการประสานประโยชน์กับเพื่อนบ้านในแง่ของการพัฒนาอุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร เส้นทางโลจิสติกส์หรือการขนส่งและคลังสินค้า ระหว่างผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่าย รวมทั้งการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเป็นหลัก และจะต้องส่งเสริมให้นักลงทุนจากฝั่งลาวมาใช้ชีวิตหรือมาใช้บริการในฝั่งไทยจะเป็นสิ่งที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งไทยจะต้องมีโรงแรม ที่พักอาศัยชั้นดี ศูนย์การประชุม โรงพยาบาล เพราะฝั่งไทยมีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงาม และมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อรองรับและสนองความต้องการของนักลงทุนจากฝั่งลาวอยู่แล้ว

“เราต้องเป็นพี่เลี้ยงให้กับฝั่งลาว ที่ระบบสาธารณูปโภคยังไม่พร้อมมากนัก เพราะไม่ควรจะไปพัฒนาอุตสาหกรรมแข่งกับเขาที่มุกดาหาร เพราะเขามีอยู่แล้ว แต่เราควรเข้าไปต่อยอดและประสานประโยชน์จากสิ่งที่ทางฝั่งลาวมีจะดีกว่า เพื่อเป็นการพึ่งพาพึ่งพิงกันและกัน เพื่อให้ได้ประโยชน์ด้วยกันในทุกๆ ฝ่ายตามแผนและการมุ่งหวังในการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ” คุณมณฑล กล่าว

เชื่อว่าอีกไม่กี่อึดใจเราจะได้เห็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ 2 เขตดังกล่าวเกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และหากจะยกให้พื้นที่ 2 จังหวัดเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษนำร่องก็คงไม่ไกลจากความเป็นจริงนัก ส่วนในอีก 4 จังหวัดที่เหลือ ก็ควรต้องรีบมาดูศักยภาพของ 2 พื้นที่ดังกล่าวว่าความพร้อมเขาเป็นอย่างไร เพื่อกลับไปผลักดันให้เขตของตัวเองเดินหน้าได้ทันท่วงทีสอดคล้องกับกฎหมายผังเมืองที่จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการในเร็วๆ นี้!!

จุฬาฯ ปรับแผนพัฒนาใหม่ แก้ “สามย่าน-สวนหลวง” เงียบเหงา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07079150858&srcday=2015-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 379

เล็งทำเลธุรกิจ

PENNY

จุฬาฯ ปรับแผนพัฒนาใหม่ แก้ “สามย่าน-สวนหลวง” เงียบเหงา

เป็นที่รู้กันว่า ที่ตั้งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ย่านธุรกิจที่มีศักยภาพสูง มีระบบสาธารณูปโภค ระบบโครงข่ายคมนาคมทางรางที่ครบครัน จึงทำให้ที่ดินในย่านดังกล่าว ซึ่งแวดล้อมด้วยถนนพระรามที่ 4 ถนนพระรามที่ 1 ถนนบรรทัดทอง และถนนอังรีดูนังต์ ล้วนแต่เป็นถนนรายล้อมใจกลางเมืองเอาไว้ ทำให้ที่ดินย่านนี้มีมูลค่าเพิ่มสูง

ปัจจุบัน สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แบ่งการใช้ประโยชน์ที่ดินเป็นทั้งเขตการศึกษา และเขตพาณิชยกรรม เช่น บริเวณสวนหลวง-สามย่าน และสยามสแควร์ แต่การใช้ประโยชน์จากที่ดินย่านดังกล่าวยังไม่เต็มศักยภาพของพื้นที่ เพราะแม้จะมีโครงการใหม่มาทดแทนโครงการเดิมที่ถูกรื้อไปแล้ว แต่ของใหม่ที่มาทดแทนก็ยังไม่สามารถสนองตอบความต้องการของคนที่เข้าไปใช้พื้นที่ได้ จากอดีตที่เคยคึกคักกลับเงียบเหงา ร้างไร้ผู้คนเข้าไปใช้บริการ โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืนอย่างบริเวณย่านสวนหลวงเดิมนั้น ที่เคยมีของกินอร่อยให้เลือกล้นหลาม แต่บรรยากาศดังกล่าวกลับไม่มีให้เห็นเลยในปัจจุบัน

ทำให้สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ จึงต้องทบทวนแผนแม่บท หรือ มาสเตอร์แพลน ที่ได้เคยศึกษาไว้ใหม่อีกครั้ง เพราะเมื่อดูในองค์รวมแล้ว กลายเป็นว่าส่วนใหญ่จะเน้นเขตพาณิชยกรรมมากกว่าที่อยู่อาศัยและพื้นที่สันทนาการอย่างอื่น จนทำให้ในเวลากลางคืนพื้นที่เหล่านี้เป็นเมืองร้าง ไม่มีผู้คน เมืองขาดความมีชีวิตชีวา จึงได้มอบหมายให้ คณะกรรมการพิจารณาการปรับรายละเอียดแผนแม่บท ศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง ไปศึกษาทบทวนแผนแม่บทด้านการใช้ประโยชน์ที่ดินอีกครั้ง เพราะขัดแย้งกับวิสัยทัศน์ของจุฬาฯ ในการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ ที่มีเป้าหมายในการสร้างสังคมและนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้ เพื่อยกระดับการศึกษาและคุณภาพชีวิตโดยตั้งอยู่บนพื้นฐานของการพัฒนาเมืองที่สมดุลและยั่งยืน

รศ.มานพ พงศทัต อาจารย์ภาควิชาเคหการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานจัดการทรัพย์สิน จุฬาฯ ได้ทำการทบทวนโครงการพัฒนาที่ดินย่านจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บริเวณสวนหลวง-สามย่าน และสยามสแควร์ใหม่ เนื่องจากปัจจุบันมุ่งเน้นการพัฒนาเชิงพาณิชย์มากเกินไป จนทำให้เกิดเป็นเมืองร้างในเวลากลางคืนและไม่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของจุฬาฯ เพราะเป้าหมายของจุฬาฯ ก็คือ University Town คือต้องเป็นเมืองมหาวิทยาลัยที่มีชีวิตทั้งกลางวันและกลางคืน

ดังนั้น การไปสู่จุดหมายดังกล่าวก็จำเป็นจะต้องเพิ่มที่อยู่อาศัยเข้าไปในพื้นที่ด้วย โดยจุฬาฯ มีที่ดินอยู่ประมาณ 1,200 ไร่ ตั้งเป้าที่จะนำที่ดินมาพัฒนาเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์ประมาณ 400 ไร่ ปัจจุบัน มีการพัฒนาพื้นที่ไปแล้วประมาณ 28 เปอร์เซ็นต์

รศ.มานพ กล่าวว่า ของเดิมนั้นจะกำหนดสัดส่วนการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพาณิชยกรรมสูงมาก และไม่สมดุลกับการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอื่น อาทิ ที่อยู่อาศัย สำนักงาน ตลอดจนพื้นที่แห่งการเรียนรู้และพื้นที่ที่สามารถยกระดับการศึกษา ทำให้ขาดความหลากหลายของการใช้ประโยชน์ที่ดินแบบผสมผสาน หรือ มิกซ์ยูส ผังการใช้ประโยชน์ที่ดินไม่สอดคล้องกับศักยภาพของทำเลที่ตั้ง จึงเกิดเป็นคำถามว่า จะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในการพัฒนาให้บรรลุตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะแนวทางการพัฒนาได้เน้นการพัฒนาพื้นที่ขนาดใหญ่ โดยการรวมแปลงที่ดินให้เกิดเป็นแปลงขนาดใหญ่เพื่อสามารถสร้างอาคารใหญ่ได้เต็มพื้นที่ แต่ไม่คำนึงถึงการพัฒนาสภาพแวดล้อมและคุณภาพของพื้นที่ที่เหมาะสม เช่น พื้นที่โล่ง พื้นที่สีเขียว การถ่ายเทอากาศและคุณภาพแสงในพื้นที่ และขาดความชัดเจนในการพัฒนาพื้นที่สีเขียว ให้สามารถปฏิบัติจริงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์เป็นรูปธรรม และขาดการนำเสนอข้อกำหนดภูมิทัศน์ของพื้นที่เขตพาณิชย์ เพื่อเป็นกลไกของโครงการพัฒนาที่จะเกิดในอนาคตให้เป็นไปอย่างมีเอกภาพและมีเอกลักษณ์โดยเฉพาะพื้นที่พิเศษ อาทิ 1. พื้นที่รอบอุทยาน 100 ปี ซึ่งจะสร้างเป็นสวนสาธารณะ 20 ไร่ และถนนความกว้าง 30 เมตรโดยขยายถนนซอยจุฬา 5 หรือตั้งแต่ถนนพระรามที่ 1 ไปจนถึงถนนพระรามที่ 4 (ขนานไปตามถนนบรรทัดทอง) 2. โรงภาพยนตร์สกาลา

“มาสเตอร์แพลนที่อยู่ระหว่างการทบทวนดังกล่าว จะต้องรอให้อธิการบดีคนใหม่เป็นผู้ตัดสินว่าจะทำอะไรบ้าง เพราะ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล อธิการบดีคนปัจจุบันจะหมดวาระในช่วงประมาณ 1 ปี”

ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า ในกรณีพื้นที่สวนหลวง-สามย่าน ได้มีการกำหนดให้การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพาณิชยกรรม (อาทิ พื้นที่ร้านค้า สำนักงาน) มีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 93 โดยวางแผนให้มีร้านค้าและสำนักงานกระจายเต็มพื้นที่ ทั้งๆ ที่บางพื้นที่ขาดศักยภาพจากการเข้าถึงของถนนสายหลักและรถไฟฟ้า ในขณะที่การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพื้นที่อยู่อาศัย เช่น อพาร์ตเมนต์ โรงแรม มีสัดส่วนเพียงร้อยละ 7 ซึ่งคล้ายคลึงกับกรณีพื้นที่สยามสแควร์ ที่กำหนดการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทที่อยู่อาศัยเพียงร้อยละ 17 ไม่สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของจุฬาฯ และอาจก่อให้เกิดปัญหาการใช้พื้นที่เพียงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง รวมทั้งปัญหาเมืองร้างในเวลากลางคืน

ข้อเสนอเบื้องต้นของคณะกรรมการพิจารณาการปรับรายละเอียดแผนแม่บทได้เสนอแนวทางใน 4 ประเด็น คือ 1. แนวทางการพัฒนาที่สมดุลระหว่างเป้าหมายรายได้ปัจจุบันที่ 4,232 ล้านบาท ไปสู่เป้าหมายรายได้ที่ระดับ 9,200 ล้านบาทในช่วงปี 2570 หรือเท่ากับต้องหารายได้เพิ่มจากปัจจุบันอีก 4,232 ล้านบาท กับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัย โดยแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ การใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทพาณิชยกรรมความหนาแน่นสูงในแปลงที่ดินที่มีศักยภาพสูงให้เป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การพัฒนาและการใช้ประโยชน์ที่ดินประเภทอื่นๆ เพื่อสนับสนุนการศึกษาและนวัตกรรมทางสังคมในพื้นที่ส่วนที่เหลือ

2. ลำดับการพัฒนาที่พิจารณาจากศักยภาพการพัฒนา ระยะเวลาการหมดสัญญาและต้นทุนการเสียโอกาส โดยส่วนนี้จะต้องคำนึงถึงศักยภาพการพัฒนาและระยะเวลาการหมดสัญญาเดิม เนื่องจากที่ดินทุกแปลงมีศักยภาพ โดยได้มีการเสนอให้เริ่มลงทุนในปี 2561 เป็นต้นไป ประกอบด้วย พื้นที่บริเวณสามย่าน บริเวณแนวถนนพระรามที่ 4 พื้นที่บริเวณสยามสแควร์ จากนั้นก็จะให้พัฒนาที่ดินย่านแนวถนนบรรทัดทอง เป็นต้น

3. งบประมาณการลงทุนและแหล่งทุน โดยคาดว่าโครงการดังกล่าวจะต้องใช้งบลงทุนกว่า 26,000 ล้านบาท ซึ่งค่อนข้างสูง จุฬาฯ คงไม่มีเงินเพียงพอ ต้องหาแหล่งทุนอื่นเข้ามาเสริม เช่น การจัดการแหล่งทุนจากภายนอกด้วยการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินและการออกหุ้นกู้ขายให้กับนักลงทุน หรือการออกกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ หรือการจัดหาเงินทุนภายในมหาวิทยาลัย

4. แนวทางการส่งเสริมภูมิทัศน์ของพื้นที่เขตพาณิชย์ โดยมีข้อกำหนดประเภทของหมวดมาตรฐาน เพื่อเป็นกลไกให้การพัฒนาในอนาคตเป็นไปอย่างมีเอกภาพ สอดคล้องกลมกลืนและส่งเสริมความเป็นเอกลักษณ์ของพื้นที่เขตพาณิชย์ของจุฬาฯ

ต้องติดตามกันว่า การปรับแผนจะสัมฤทธิผลหรือไม่?