ทิศทางตลาดออนไลน์ ปี 59 “สมาร์ตโฟน” ตอบโจทย์นักช็อป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

เสริมไอเดีย

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

ทิศทางตลาดออนไลน์ ปี 59 “สมาร์ตโฟน” ตอบโจทย์นักช็อป

นับวันคนไทยนิยมช็อปผ่านระบบออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในบรรดากลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานทั้งหลาย มาดูกันว่า ในปี 2559 พฤติกรรมของผู้บริโภคจะเป็นเช่นไร ในสายตาของกูรูที่ทำธุรกิจตลาดออนไลน์ทั้ง 3 ท่าน

เริ่มกันที่ “คุณทรงยศ คันธมานนท์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เรดดี้เเพลนเน็ต จำกัด ซึ่งมองว่า ในปี 2559 สนามแข่งขันสำหรับการทำการตลาดออนไลน์จะเคลื่อนย้ายไปอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือเป็นหลัก สืบเนื่องจากกระแสความนิยมในการใช้สมาร์ตโฟนที่ปัจจุบันมีราคาถูกลง แต่มีความสามารถเพิ่มขึ้น

รวมทั้งการเปิดสัมปทานสัญญาณโทรศัพท์มือถือในระบบ 4G ที่ส่งข้อมูลได้เร็วกว่าระบบ 3G กว่า 10 เท่า จะยิ่งกระตุ้นให้เกิดการใช้งานออนไลน์ผ่านมือถืออย่างกว้างขวางและหลากหลายมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับการวิจัยจากหลายแห่งที่ระบุตรงกันว่า ผู้บริโภคในปัจจุบันหันมาบริโภคข้อมูลข่าวสารออนไลน์ผ่านสมาร์ตโฟนเป็นหลัก แทนที่การใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เช่นในอดีต

ชี้เทรนด์โมบายแอพ

นักบริหารหนุ่มรายนี้แนะนำว่า สิ่งที่เอสเอ็มอีควรรับมือในการทำการตลาดออนไลน์คือการเรียนรู้กลยุทธ์และเทคนิคในการสื่อสารกับกลุ่มลูกค้าผ่านโทรศัพท์มือถือ ซึ่งน่าจะดำเนินการ ดังนี้

1. เข้าถึงลูกค้าใหม่ด้วยโมบายเว็บ ผ่านช่องทางกูเกิ้ลเสิร์ชและเฟซบุ๊ก

การมีโมบายเว็บไซต์สำหรับธุรกิจเป็นเรื่องจำเป็นในปัจจุบัน เพราะจะสร้างโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ๆ จากระบบค้นหาของกูเกิ้ลบนมือถือ รวมทั้งช่องทางการโฆษณาบนเฟซบุ๊ก ถือเป็นอีกช่องทางที่สำคัญที่ช่วยให้ลูกค้าค้นพบสินค้าและบริการของธุรกิจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. รักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าเก่าผ่าน เฟซบุ๊ก, ไลน์ และ โมบายแอพ

กลยุทธ์การบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) ถือเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับเอสเอ็มอีมากกว่าเดิม เนื่องจากการแข่งขันรุนแรงขึ้นจากจำนวนผู้ประกอบการที่มากขึ้น การรักษาฐานลูกค้า รวมทั้งการสื่อสารกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอถือเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องทำควบคู่กันไปกับการสร้างลูกค้าใหม่ โดยช่องทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก เช่น เฟซบุ๊ก, ไลน์ รวมทั้งแพลตฟอร์มในรูปแบบที่เป็นโมบายแอพ นับเป็นช่องทางที่เหมาะสมต่อการทำ CRM เนื่องจากผลสำรวจพบว่า ในด้านเวลาออนไลน์ ปัจจุบันผู้บริโภคใช้เวลากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ อยู่บนโมบายแอพ มากกว่าโมบายเว็บ เพราะการเข้าถึงข้อมูลที่เข้าถึงบ่อยๆ การใช้โมบายแอพจะสะดวกและรวดเร็วกว่าการเข้าไปยังเว็บค้นหาแล้วค่อยคลิกเข้าไปยังเว็บไซต์ ดังนั้น การประยุกต์ช่องทางสื่อสารผ่านแพลตฟอร์มในรูปแบบโมบายแอพถือเป็นเรื่องที่ควรพัฒนา

3. ติดตั้งระบบชำระเงินผ่านมือถือ (Mobile Payment) เนื่องจากเป็นโลกของผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ ผู้ให้บริการระบบชำระเงินจำนวนมากได้พัฒนาระบบ กระเป๋าเงินบนมือถือ (Mobile Wallet) ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้บริโภคใช้โทรศัพท์มือถือชำระเงินให้กับร้านค้าทั้งออนไลน์และออฟไลน์ ขณะที่การเปิดให้ชำระเงินกับร้านค้าปลีกต่างๆ (ออฟไลน์) ได้ ทำให้ระบบชำระเงินผ่านมือถือเติบโตอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ผู้ประกอบการควรพัฒนาระบบให้รองรับการชำระเงินดังกล่าว

คุณทรงยศ ยังวิเคราะห์อีกว่า หลังจากนี้จำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ตจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะผู้ใช้อินเตอร์เน็ตรายใหม่มาจากผู้บริโภคที่เปลี่ยนโทรศัพท์จากฟีเจอร์โฟนมาเป็นสมาร์ตโฟน ทำให้พื้นที่ตลาดออนไลน์ใหญ่ขึ้นควบคู่กับจำนวนผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ประกอบกับระบบชำระเงินและระบบขนส่งสินค้าที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาก ทำให้การซื้อขายสะดวกและปลอดภัยยิ่งขึ้น ส่งผลให้การตลาดออนไลน์เติบโตขึ้น โดยคาดว่าจะเติบโต ประมาณ 20-30 เปอร์เซ็นต์

ส่วนข้อสงสัยของผู้ประกอบการหน้าใหม่หลายรายที่ว่า สินค้าอะไรที่ควรขายในออนไลน์ ประเด็นนี้ คุณทรงยศ ตอบว่า ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอะไรที่มีความต้องการ และมีเอกลักษณ์หรือความแตกต่างจากคู่แข่ง มีโอกาสที่จะจำหน่ายได้เสมอบนโลกออนไลน์ แต่หากมองดูเทรนด์สินค้าที่กำลังได้รับความนิยมในประเทศไทย จะเป็นสินค้าและบริการกลุ่มไลฟ์สไตล์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สอดคล้องกับเทรนด์การใช้โซเชียลมีเดีย เช่น เสื้อผ้า แฟชั่น สุขภาพความงาม กีฬา และสินค้าดีไซน์ที่มีเอกลักษณ์ ที่ผู้ใช้นิยมโพสต์แชร์บนโซเชียลมีเดีย อีกเทรนด์ที่น่าสนใจคือ สินค้าและบริการที่เหมาะกับกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนที่ปัจจุบันมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี รวมทั้งการขายสินค้าไปยังประเทศจีน ซึ่งให้การยอมรับสินค้าจากประเทศไทย

ระบุประเภทสินค้ามาแรง

ด้าน คุณภาวุธ พงษ์วิทยภานุ ประธานกรรมการบริหารและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ Tarad.com หรือ ราคูเท็น ตลาดดอทคอม ให้ข้อมูลว่า จากแบบสำรวจพฤติกรรมนักช็อปออนไลน์ของประเทศไทยทั้งชายและหญิงทั้งหมด 500 คน พบว่า เทรนด์สินค้าออนไลน์ในไทยที่ได้รับความนิยมและขายดีในช่วงปีที่ผ่านมา ยังคงเป็นสินค้าประเภทแกดเจ็ต (อุปกรณ์เสริม) อุปกรณ์ไอทีต่างๆ รวมไปถึงสินค้าแฟชั่น นาฬิกา เสื้อผ้า น้ำหอม เครื่องสำอางก็ยังเป็นสินค้าติดลมบนอยู่ แต่ช่วงปลายปีเป็นต้นมาที่เห็นยอดขายเพิ่มขึ้นจนสังเกตได้คือ แกดเจ็ตเพื่อคนชอบออกกำลังกายอย่างสมาร์ตวอตช์ นาฬิกาอัจฉริยะที่สามารถวัดอัตราการเต้นของหัวใจและวัดจำนวนก้าวเดิน ซึ่งเป็นผลพวงจากกระแสความนิยมวิ่งมาราธอนและปั่นจักรยานที่แพร่หลายในช่วงปีที่ผ่านมา

กูรูด้านออนไลน์ท่านนี้บอกด้วยว่า ในช่วงปีใหม่นักช็อปออนไลน์ในไทยมีแผนจะซื้อของขวัญประมาณ 1,200-1,500 บาท เพิ่มขึ้นกว่าปีก่อน 17.8 เปอร์เซ็นต์ รั้งอันดับที่ 4 รองจาก สิงคโปร์ 21.6 เปอร์เซ็นต์ อินโดนีเซีย 19.6 เปอร์เซ็นต์ และมาเลเซีย 18 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยปัจจัยหลักที่มีส่วนในการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของคนไทยนั้นหนีไม่พ้นกระแสการพูดถึงสินค้านั้นๆ บนโซเชียลมีเดียและรีวิวจากผู้ใช้สินค้า ซึ่งถือว่าเป็นประเทศที่ยึดโซเชียลมีเดียเป็นหลักในการช็อปปิ้งออนไลน์มากที่สุดในกลุ่มอาเซียน ขณะที่ประเทศอื่นๆ ยังใช้วิธีปากต่อปาก นอกจากนี้ หลากหลายเว็บไซต์เพิ่มบริการส่งของและเก็บเงินปลายทางก็ยิ่งเป็นปัจจัยเสริมในการเลือกช็อปปิ้งออนไลน์ในช่วงปีใหม่ด้วยเช่นกัน

สำหรับเทรนด์สินค้าออนไลน์ในปี 2559 คุณภาวุธ ชี้ว่า สินค้าที่กำลังมาแรงและได้รับความสนใจคือสินค้าประเภทเทคโนโลยี โดยเฉพาะอุปกรณ์สมาร์ตโฟน เพราะการมาของ 4G จะเป็นตัวกระตุ้นให้คนหันมาใช้สมาร์ตโฟนและอุปกรณ์ไอทีมากขึ้น รวมไปถึงแกดเจ็ตเพื่อสุขภาพอย่างสมาร์ตวอตช์และแกดเจ็ตจำพวก Activity Tracker ซึ่งเป็นกลุ่มที่เติบโตอย่างน่าจับตามอง เนื่องจากในปีที่ผ่านมาหลากหลายแบรนด์ได้ปล่อยรุ่นเด็ดๆ ออกมาแข่งขันกันมากมาย สินค้าที่ยังคงได้รับความนิยมตลอดมาอย่างประเภทแฟชั่น เสื้อผ้า เครื่องสำอาง กระเป๋าถือผู้หญิง ก็จะเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะผู้หญิงหันมาซื้อสินค้าประเภทนี้ผ่านออนไลน์มากขึ้น

ระบุปัญหาซื้อขายออนไลน์

ผู้รู้อีกคนที่มาร่วมให้มุมมองคือ “คุณกัมพล ธนาปัญญาวรคุณ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอท้อปพลัส จำกัด ผู้ให้บริการรับจัดทำเว็บไซต์ และทำการตลาดออนไลน์แบบครบวงจร ฟันธงว่า ปี 2559 สิ่งที่เห็นมากขึ้นคือวิธีการใช้การสื่อสารที่ถูกต้องเหมาะกับสินค้าตัวเองมากขึ้น เช่น อยากได้ยอดขายให้โฆษณากูเกิ้ล อยากสร้างความน่าเชื่อถือในสินค้าต้องใช้คอนเทนต์ และทำการตลาดผ่านเฟซบุ๊ก เป็นต้น

“สิ่งที่เอสเอ็มอีควรทำอย่างเร่งด่วนคือ รีบทำการตลาดออนไลน์โดยเร็ว เพราะวันนี้ค่าโฆษณาในสื่อออนไลน์เมื่อเทียบกับสื่ออื่นๆ หรือเมื่อเทียบกับสื่อออนไลน์ในต่างประเทศยังมีราคาถูกอยู่ ซึ่งหากยิ่งมีจำนวนผู้ทำการตลาดผ่านสื่อออนไลน์มากขึ้น ค่าโฆษณาก็จะยิ่งแพงขึ้นตามลำดับ”

ส่วนกรณีเอสเอ็มอีรายใดที่ไม่มีช่องทางการค้าขายออนไลน์ คุณกัมพล มองว่า โอกาสทางการตลาดจะต่ำลง เพราะพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันซื้อของผ่านออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ อนาคตการมีหน้าร้านอาจจะมีความจำเป็นน้อยลง หรือมีประโยชน์แค่ใช้โชว์สินค้า แต่การซื้อขายในอนาคตแนวโน้มคือจะผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญ ทำให้ต้นทุนสินค้าต่ำลง

ในฐานะที่คลุกคลีในวงการตลาดออนไลน์มานาน คุณกัมพล ให้ความเห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นว่า มีหลายอย่าง

อาทิ ความน่าเชื่อถือของผู้ขาย จะเห็นได้ว่ามีผู้ขายเกิดขึ้นในโลกออนไลน์ทุกวันและปิดไปทุกวัน ทำให้ผู้ซื้อเกิดประสบการณ์การซื้อที่ไม่ดีกับผู้ขายที่ไม่ได้คุณภาพ และเกิดความไม่มั่นใจในการซื้อออนไลน์

ขณะเดียวกัน การส่งสินค้าที่ยังไม่มีความแน่นอน หรือกำหนดเวลาการขนส่งได้ รวมถึงค่าขนส่งที่ยังสูงอยู่ ทำให้ผู้ซื้อเกิดความลังเลก่อนการซื้อ และการชำระค่าสินค้า ผ่านช่องทางต่างๆ ที่ผู้ซื้อยังกังวลอยู่ว่าจะถูกหลอกหรือไม่

ปัจจุบัน ภาครัฐพยายามเข้ามาดูแลมากขึ้นเรื่อยๆ โดยจัดระเบียบผู้ขายมากขึ้น ด้วยการให้ผู้ขายลงทะเบียน เช่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีการให้ผู้ขายลงทะเบียนพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ในกระทรวง ICT ได้จัดทำเว็บไซต์ ThaieMarket.com ขึ้น เพื่อให้ผู้ขายมาลงทะเบียนขายสินค้า เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ซื้อ

มหาวิทยาลัยมหิดล เผยธุรกิจมาแรงปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07065010159&srcday=2016-01-01&search=no

วันที่ 01 มกราคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 21 ฉบับที่ 388

เสริมไอเดีย

มหาวิทยาลัยมหิดล เผยธุรกิจมาแรงปี 2559

นักวิชาการวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) เผยกลุ่มธุรกิจมาแรงในปี 2559 คือกลุ่มธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการเงิน สุขภาพ และนวัตกรรมที่เกี่ยวกับอาหาร

ฉะนั้น หากผู้ประกอบการต้องการปรับตัวให้อยู่รอดในสภาวะปัจจุบัน ผู้ประกอบการต้องประยุกต์ใช้หลักการของสตาร์ตอัพเข้าสู่ธุรกิจ นั่นคือ การไม่หยุดนิ่ง คิดค้นสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา และการเพิ่มนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้าสู่ธุรกิจ โดยผู้ประกอบการยุคใหม่ที่ต้องการประสบความสำเร็จนั้นจะต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ประการคือ มุ่งมั่นตั้งใจ ริเริ่มสร้างสรรค์ วางแผนธุรกิจเป็น และกล้าเสี่ยงที่จะลงทุน

อาจารย์กิตติชัย ราชมหา อาจารย์ประจำภาควิชาผู้ประกอบการและนวัตกรรม วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ประเทศไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียนกำลังนับถอยหลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ทำให้ตลาดสินค้าและบริการเปิดกว้างมากขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นโอกาสอันดีในการพัฒนาและขยับขยายธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจที่มาแรงในยุคปัจจุบัน นั่นคือ กลุ่มธุรกิจที่มีการประยุกต์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นหลักสำคัญเพื่อพัฒนาสินค้า บริการ หรือตัวแบบธุรกิจ โดยมุ่งหวังให้ธุรกิจอยู่รอด และเติบโตได้แบบก้าวกระโดดในอนาคต หรือที่มักคุ้นหูในชื่อ”สตาร์ตอัพ” (Startup)

อาจารย์กิตติชัย ขยายความเพิ่มว่า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการตลาดภายใต้สภาวะแวดล้อมการแข่งขันในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและรวดเร็ว รวมถึงการเน้นสร้างความสะดวกสบายของผู้บริโภคผ่านความก้าวหน้าของเทคโนโลยี เช่น การเพิ่มช่องทางทำการตลาดผ่านแอพพลิเคชั่น (Application) ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตผ่านโทรศัพท์มือถือของผู้บริโภคในปัจจุบัน โดยธุรกิจเหล่านี้ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากนักธุรกิจหน้าใหม่ แต่เป็นธุรกิจที่สร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไม่เคยมีใครเคยทำมาก่อน ดังนั้น การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จได้นั้นต้องคิดค้นและพัฒนาสินค้าและบริการของตนเองให้เกิด “ความสดใหม่” อยู่ตลอดเวลา เพื่อสร้างความแตกต่างและมีเอกลักษณ์ เพื่อให้มั่นใจว่าสิ่งที่สร้างสรรค์ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์หรือตัวแบบธุรกิจ จะสนับสนุนให้ธุรกิจก้าวขึ้นเป็นที่ 1 ของอุตสาหกรรมนั้นๆ ได้ไม่ยาก

โดยกลุ่มธุรกิจที่จะมาแรงเป็นพิเศษในปี 2559 นั้นมี 3 กลุ่มธุรกิจ ดังนี้

o ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีทางการเงิน เหตุเพราะการทำธุรกิจและการใช้ชีวิตทุกวันนี้ล้วนเกี่ยวข้องกับธุรกรรมทางการเงิน ดังนั้น การนำเสนอสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อสนับสนุนการทำธุรกรรมทางการเงินให้ง่ายขึ้น ย่อมเป็นโอกาสและความน่าสนใจใหม่สำหรับสตาร์ตอัพเพื่อสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ และเมื่อพิจารณาข้อมูลย้อนหลังไป 3 ปีพบว่า มูลค่ามวลรวมของธุรกิจสตาร์ตอัพที่มีเทคโนโลยีฟินเทคเกี่ยวข้อง (FinTechStartup) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและมีแนวโน้มอัตราเติบโตแบบก้าวกระโดดในอนาคตอย่างชัดเจน

o ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการแพทย์ เป็นอีกกลุ่มที่น่าจับตามองในปี 2559 เนื่องจากมีบทบาทสำคัญต่อการดำรงชีวิต ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพและการแพทย์ เช่น ยารักษาโรค อุปกรณ์การแพทย์ เทคโนโลยีทางการแพทย์ นวัตกรรมด้านสุขภาพ ล้วนเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจหลักที่ภาครัฐให้การสนับสนุน และส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการให้บริการสุขภาพของภูมิภาค (Medical Hub) โดยในปี 2557 ที่ผ่านมา มีชาวต่างชาติเข้ารับบริการสุขภาพในประเทศไทยถึง 1.2 ล้านครั้ง สร้างรายได้เข้าประเทศ 107,000 ล้านบาท (ที่มา : กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา)

o ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอาหาร เป็นกลุ่มธุรกิจที่มีความน่าสนใจและมีกระแสของการเติบโตไม่น้อยในปี 2559 ที่ใกล้เข้ามา เหตุเพราะเป็นกลุ่มธุรกิจที่ถือว่า ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการแข่งขันในตลาดอาเซียน ซึ่งหากมีการประยุกต์เอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ามาเสริมด้วยแล้ว จะยิ่งเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า นอกจากนี้ ความเข้มแข็งและมุ่งเน้นผลักดันส่งเสริมจากภาครัฐในอุตสาหกรรมด้านอาหารและนวัตกรรมอาหาร เป็นปัจจัยสำคัญอีกประการที่มีส่วนส่งผลต่อความสำเร็จและโอกาสเติบโตของอุตสาหกรรมด้านอาหารในปีหน้า

อย่างไรก็ดี เมื่อมองว่าการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นโอกาสที่ดีในการขยายธุรกิจแล้วนั้น ก็ต้องมองอีกด้านหนึ่งในเรื่องของการปรับตัวของธุรกิจเพื่อต่อสู้แข่งขันกับคู่แข่งที่มีมากขึ้นหลายเท่าตัว ฉะนั้น หากผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต้องการปรับตัวให้อยู่รอดแล้ว ผู้ประกอบการเหล่านั้นต้องคิดในมุมมองแบบนักธุรกิจสตาร์ตอัพให้ได้ กล่าวคือ การคิดค้นสินค้าและบริการที่แปลกใหม่ตลอดเวลา และยังต้องมองหานวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้กับธุรกิจ นอกจากนั้น อาจารย์กิตติชัยยังได้ให้แนวคิดสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการยุคใหม่ตระหนักในการดำเนินธุรกิจ 4 ประการ คือ

1. ความมุ่งมั่นตั้งใจ ความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำธุรกิจ พร้อมที่จะยืนหยัดต่อสู้และมีทั้งความตั้งใจและเข้าใจธุรกิจที่ทำ และมีตัวชี้วัดเป็นความมุ่งมั่นในการนำเงินมาเริ่มลงทุนทำธุรกิจ

2. ความคิดริเริ่มธุรกิจ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในด้านการทำธุรกิจ เป็นต้นกำเนิดที่สำคัญของจุดขายของธุรกิจ โดยเฉพาะการคิดแบบนวัตกรรม (Innovator) ที่จะใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นตัวส่งเสริมธุรกิจให้มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ความต้องการของตลาดมากขึ้น

3. ความรู้ด้านการวางแผนและสร้างตัวแบบธุรกิจที่มีความเป็นไปได้จริงและมีมูลค่าเพิ่ม ผู้ประกอบการยุคใหม่จะต้องมีความรู้ด้านการทำธุรกิจและปัจจัยต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น รู้กลุ่มลูกค้า ผลิตภัณฑ์ ความต้องการของตลาด คู่แข่งในตลาด เป็นต้น เพื่อใช้ในการร่างแผนธุรกิจ ซึ่งในปัจจุบันมีหน่วยงานทั้งรัฐบาลและเอกชนให้ความรู้ในเรื่องเครื่องมือของผู้ประกอบธุรกิจ (Business Model) อย่างแพร่หลาย

4. ความเป็นคนรักที่จะเสี่ยงและเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ โดยหลังจากการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว ความใจสู้และกล้าเสี่ยง ถือเป็นหัวใจสำคัญของคนทำธุรกิจ และเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการที่ต้องการประสบความสำเร็จไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ โดยการใช้ความใจสู้และกล้าเสี่ยงนั้น ต้องมีการศึกษาข้อมูลจากงานวิจัยและสถิติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ

สำหรับผู้ที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่ วิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล (CMMU) โทรศัพท์ (02) 206-2000 หรือเข้าไปที่ http://www.cmmu.mahidol.ac.th

กสิกรไทย ฟันธง ธุรกิจรุ่ง ปี 59 เตือนภัยอุตสาหกรรมใช้แรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07067011258&srcday=2015-12-01&search=no

วันที่ 01 ธันวาคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 386

เสริมไอเดีย

สร้าง บุญสอง srangbun@hotmail.com

กสิกรไทย ฟันธง ธุรกิจรุ่ง ปี 59 เตือนภัยอุตสาหกรรมใช้แรงงาน

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ทางธนาคารกสิกรไทยออกมาประมาณการว่า ปี 2559 จีดีพีบ้านเราจะโต 3% โดย คุณปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ระบุว่า การลงทุนของภาครัฐยังเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จากการผลักดันโครงการโครงสร้างพื้นฐาน 20 โครงการ มูลค่ารวม 1.77 ล้านล้านบาท ขณะที่ในส่วนของงบประมาณรายจ่ายประจำปี รัฐบาลตั้งงบประมาณรายจ่ายลงทุนทั้งสิ้น 5.44 แสนล้านบาท สูงกว่าปี 2558 ถึง 20.7% รวมทั้งมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือทางการเงินแก่เอสเอ็มอี นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยวยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโดยรวมที่สำคัญของไทยด้วย

การค้าชายแดนไปโลด

พร้อมกันนั้นยังชี้ด้วยว่า เศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มฟื้นตัวในกรอบจำกัด โดยเฉพาะการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนที่ยังเป็นปัจจัยกดดันการฟื้นตัวของการส่งออกของไทยในปีหน้า อย่างไรก็ตาม หากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผ่านพ้นจุดต่ำสุดและเริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้น คาดว่าการส่งออกของไทยในปี 2559 จะกลับมาขยายตัวได้เล็กน้อยที่ประมาณ 2% ด้านการค้าชายแดนยังมีศักยภาพที่ดี

ประกอบกับการที่ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชนในเขตเศรษฐกิจพิเศษในพื้นที่การค้าชายแดน และซุปเปอร์คลัสเตอร์ (Border Special Economic Zones & Cluster Based Special Economic Zones) ซึ่งจะสนับสนุนให้ธุรกิจการค้าในพื้นที่ดังกล่าวยังคงมีการขยายตัว นอกจากนี้ กัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม (CLMV) ยังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจในระดับสูง เป็นตลาดที่มีศักยภาพเพื่อการค้าการลงทุนที่สำคัญในภูมิภาคนี้

จากภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศและแนวโน้มของภูมิภาค ธนาคารกสิกรไทยจึงกำหนดเป้าหมายการดำเนินงานของธนาคารในปี 2559 ดังนี้ สินเชื่อโดยรวมเติบโตที่ 6-7% อัตราส่วนค่าใช้จ่ายดำเนินงานต่อรายได้รวม (Cost to Income Ratio) ที่ 45-47% และอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL) ที่ระดับ 3.5-3.6% พร้อมตอกย้ำเป้าหมายการเป็นธนาคารหลักของลูกค้า (Customer”s Main Bank) ในทุกกลุ่มลูกค้า ยกระดับการให้บริการด้วยเทคโนโลยีดิจิตอล และเดินหน้ายุทธศาสตร์การเป็นธนาคารแห่ง AEC+3 เพื่อตอบรับศักยภาพของตลาดในภูมิภาคนี้อย่างต่อเนื่อง ภายใต้การบริหารความเสี่ยงที่มีประสิทธิผลและทันต่อภาวการณ์เพื่อให้ธุรกิจเติบโตและสร้างผลตอบแทนอย่างมั่นคงในระยะยาว

ด้าน คุณธีรนันท์ ศรีหงส์ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ย้ำอีกว่า ปีหน้ากสิกรไทยเน้นการเป็น “AEC+3 Bank” เพื่อตอบสนองต่อโอกาสทางธุรกิจจากการเกิด AEC และโอกาสทางธุรกิจกับจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ โดยมีกลยุทธ์ในด้านธุรกิจข้ามประเทศที่มุ่งเน้นขยายการให้บริการ เพื่อรองรับลูกค้าที่ขยายธุรกิจและการลงทุนในกลุ่มประเทศ AEC+3 ด้วยบริการทางการเงินระหว่างประเทศแบบครบวงจร (Seamless Cross Border Solution) 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ บริการ Regional Value Chain Solution ที่เชื่อมโยงธุรกิจของลูกค้า เพื่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการสูงสุดภายในเครือข่ายธุรกิจ มุ่งเน้นในกลุ่มอุตสาหกรรมหลักคือ กลุ่มธุรกิจสินค้าอุปโภคและบริการ และกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานและโลจิสติกส์

บริการ Investment Solution ให้คำปรึกษาด้านการลงทุนเพื่อรองรับความต้องการของธุรกิจไทยที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศกัมพูชา ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย ผ่านการจับคู่ธุรกิจและการควบรวมกิจการ และบริการ Trade and Payment Solution ให้บริการการโอนและชำระเงิน ผ่านการสร้าง Border Trade Solution เช่น การจัดตั้งศูนย์ธุรกิจการค้าชายแดนที่แม่สอดเพื่อตอบรับกับนโยบายการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ และการสร้าง Digital Cross Border Payment Solution ด้วยการจับมือกับพันธมิตรพัฒนาระบบการโอนเงินระหว่างประเทศผ่านระบบดิจิตอล แบงกิ้ง เพื่อรองรับการชำระเงินและโอนเงินข้ามประเทศ

นอกจากนี้ ยังเดินหน้าขยายช่องทางการให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการยกระดับสาขาในประเทศจีนให้เป็นธนาคารท้องถิ่น การเปิดสาขาในประเทศกัมพูชา การขยายสาขาในประเทศลาว การวางแผนการเปิดสาขาในประเทศเวียดนามและเมียนมา รวมทั้งการเชื่อมต่อกับธนาคารพันธมิตร

ปัจจุบัน ธนาคารกสิกรไทยมีเครือข่ายบริการ ประกอบด้วย สาขาในต่างประเทศ 6 สาขา ได้แก่ สาขาเซินเจิ้น สาขาย่อยหลงกั่ง เซินเจิ้น สาขาเฉิงตู สาขาฮ่องกง สาขาลอสแองเจลิส สาขาหมู่เกาะเคย์แมน ธนาคารท้องถิ่น 1 แห่ง คือที่ สปป.ลาว สำนักผู้แทน 9 แห่ง ได้แก่ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ คุนหมิง โตเกียว ย่างกุ้ง ฮานอย โฮจิมินห์ จาการ์ตา และ พนมเปญ ธนาคารพันธมิตร 72 แห่ง ใน 11 ประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เยอรมนี อิตาลี ลาว เวียดนาม กัมพูชา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และ จีน

เฮลท์แคร์ มีอนาคต

คุณธีรนันท์ สรุปภาพธุรกิจสำคัญในปี 2559 โดยแยกแต่ละอุตสาหกรรมให้เห็นดังนี้ ในส่วนของปิโตรเคมี ยังคงเผชิญแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ แต่อาจจะไม่เลวร้ายเท่าปี 2558

ยานยนต์และชิ้นส่วน ยอดขายในประเทศประคองตัว แต่มีการคาดหวังส่งออกขยายตัวต่อเนื่อง

อาหารแปรรูป การส่งออกขยายตัวในกลุ่มเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์ไก่ สิ่งปรุงรสอาหาร แต่บางกลุ่มอย่างอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป ยังเผชิญความท้าทายจากหลายปัจจัยลบ

การค้าปลีกสมัยใหม่ ขยายตัวได้ในโมเดลที่จับตลาดกลางขึ้นบน และมีสัดส่วนของสินค้าอาหารค่อนข้างมาก และมีสาขาอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ อาทิ ชายแดนและในจังหวัดท่องเที่ยว

โรงแรม เชนโรงแรมขยายเซ็กเมนต์ ตั้งแต่ระดับบนมาถึงระดับกลาง สอดรับกับการเติบโตของภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนในสายการบินต้นทุนต่ำ ส่วนเอสเอ็มอี เจอการแข่งขันสูง

อสังหาริมทรัพย์ มาตรการรัฐ มีส่วนสนับสนุนกลุ่มที่อยู่อาศัย แต่ภาพรวมยังถูกกดดันจากกำลังซื้อ

ธุรกิจเฮลท์แคร์ เติบโตได้ต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของลูกค้าในกลุ่มนักท่องเที่ยวที่เน้นเรื่องการดูแลสุขภาพ

สิ่งทอ-เครื่องนุ่งห่มน่าห่วง

คุณธีรนันท์ กล่าวต่อว่า ปัจจัยบวกในปี 2559 จากการที่ภาครัฐตั้งเป้าหมายที่จะผลักดันให้เกิดการประมูลและเริ่มลงทุนโครงการต่างๆ รวมเป็นเม็ดเงินราว 3 แสนล้านบาท จะส่งผลให้เกิดการพัฒนาเส้นทางคมนาคมขนส่งทั้งภายในประเทศและที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน (ASEAN Connectivity) ซึ่งจะสนับสนุนการขยายตัวของกิจกรรมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะหลังการเปิด AEC สมบูรณ์ ส่งผลให้ธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตได้ในปี 2559 ได้แก่ ธุรกิจก่อสร้าง ขนส่ง

ขณะที่ธุรกิจสื่อสารและโทรคมนาคมจะมีแนวโน้มที่ดีเช่นกัน จากการขยายการลงทุนของผู้ได้รับใบอนุญาต 4G รวมทั้งความต้องการบริการด้านข้อมูล (Non-Voice Service) ที่เพิ่มขึ้น ตามไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคดิจิตอลและความต้องการใช้งานเพื่อสนับสนุนธุรกิจออนไลน์และอีคอมเมิร์ซ

นอกจากนี้ ธุรกิจการส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนจะมีแนวโน้มที่ดี จากการจัดสรรกำลังการผลิตไปสู่ตลาดศักยภาพในต่างประเทศ เพื่อทดแทนยอดขายในประเทศที่อาจยังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อที่อ่อนแรง

สำหรับธุรกิจที่พึงระวังในปีหน้า มีดังนี้ สินค้าเกษตรและประมง อันเนื่องมาจากปัญหาภัยแล้งที่ยังคงมีต่อเนื่อง และราคาที่แม้ไม่ทรุดแต่ก็ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งจะเป็นแรงถ่วงรายได้และกำลังซื้อของกลุ่มฐานราก นอกจากนี้ ในกลุ่มประมงอาจได้รับผลกระทบจากมาตรการของประเทศคู่ค้า (IUU Fishing)

อีกประเภทหนึ่งคือ สินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น ได้แก่ กลุ่มสิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องหนัง เฟอร์นิเจอร์และชิ้นส่วน รวมถึงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าบางชนิดที่ผู้ประกอบการมีการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านที่ได้เปรียบด้านต้นทุนและสิทธิทางภาษี

ส่องโปรดักต์ไอเดียเลิศ งาน “T.I.D.E.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07071150958&srcday=2015-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 381

เสริมไอเดีย

ศีล มติธรรม srangbun@hotmail.com

ส่องโปรดักต์ไอเดียเลิศ งาน “T.I.D.E.”

“แจ่ม บรรเจิด เลิศล้ำ นวัตกรรมเบ่งบานที่งาน T.I.D.E.” เป็นแนวคิดในการจัดงาน THAILAND INNOVATION AND DESIGN EXPO 2015 ของ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ในปีนี้ ระหว่างวันที่ 17-20 กันยายน ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผู้สนใจอยากรู้รายละเอียดต่างๆ ติดตามได้ทางเว็บไซต์ http://www.thailandinnodesign.com หรือ โทรศัพท์ (02) 507-8270

ร้อยเอก สุวิพันธุ์ ดิษยมณฑล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รักษาการในตำแหน่งที่ปรึกษาการพาณิชย์ กล่าวว่า งานจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งเป็นงานจัดแสดงผลงานด้านการออกแบบ ผลงานด้านนวัตกรรมของไทย ผลงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และผลงานที่ได้รับรางวัลเครื่องหมายรับรองจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั่วประเทศ รวมถึงผลงานด้านการออกแบบของไทยที่ได้รับรางวัลจากต่างประเทศ

ตอบโจทย์ชีวิตคนเมือง

ร้อยเอก สุวิพันธุ์ บอกด้วยว่า ผลงานที่ผ่านมาได้มีการพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะสมกับสังคมที่เปลี่ยนไป โดยมีแนวโน้มพัฒนานวัตกรรมให้เข้ากับวิถีชีวิตของคนเมืองมากขึ้น จะเห็นได้ชัดจากนวัตกรรมด้านอาหาร มีการพัฒนาจัดทำในรูปแบบของอาหารเพื่อพร้อมรับประทาน Ready to Eat มีความสะดวก รวดเร็ว แต่ยังคงไว้ซึ่งคุณประโยชน์ อาทิ ข้าวลดความอ้วน ข้าวเหนียวเปียกกึ่งสำเร็จรูป เป็นต้น การหันมาคำนึงถึงผลทางด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยการใช้วัสดุเหลือใช้เพื่อพัฒนานวัตกรรม อาทิ การใช้ขี้เลื่อยจากยางพารามาทำก้อนเห็ด การพัฒนาชิ้นงานในลักษณะ Multi-Purpose เช่น การออกแบบเฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพองค์รวม ซึ่งสามารถใช้งานได้ดีและดีต่อสุขภาพด้วย

สำหรับผลงานและผลิตภัณฑ์ที่ทางกรมได้นำมาเสนอในวันแถลงข่าวมี 28 ผลงาน อาทิ ชุดปลูกเห็ดสำเร็จรูป “Mush Boom” ของ คุณพิศมัย ธรรมรับเจริญ ที่ประกอบด้วยก้อนเห็ดทำจากขี้เลื่อยยางพารา และใส่เชื้อเห็ดแบบพิเศษ สามารถออกดอกได้ถึง 4 เดือน ปลูกและดูแลได้ง่ายเพียงรดน้ำวันละ 2-3 ครั้ง ภายใน 10 วัน สวยงาม สะอาดปลอดภัย และสามารถทานได้จริง

เครื่องหยอดข้าว (Rice Drum Seeder) ของ บริษัท แกตต์ อินเตอร์เทรด จำกัด ซึ่งเป็นเครื่องหยอดข้าวนาตมและข้าวนาแห้ง ทำจากวัสดุพลาสติกที่แข็งแรงทนทานและน้ำหนักเบา ออกแบบและพัฒนาขึ้นเพื่อให้ใช้งานง่าย โดยใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวเพียงแค่ 6 กิโลกรัม ต่อไร่ ทำให้การปลูกข้าวมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

แอพพลิเคชั่น อีโคไลฟ์ (Ecolife : Eco Mobile Application) ของ บริษัท คิดคิด จำกัด (KID KID Co., Ltd.) เป็นแอพพลิเคชั่นที่ช่วยเปลี่ยนแปลงการเดินทางในทุกครั้งให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยการเปิดใช้ Ecolife ขณะเดิน ปั่น หรือขับ (ไม่เกิน 80 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง) เพื่อสะสมเป็น Ecopoint สำหรับแปลงเป็นสิทธิประโยชน์มากมายจากร้านค้าต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้ร่วมสนับสนุนการปลูกต้นไม้จริงตามพื้นที่ต่างๆ ผ่านการคำนวณเปรียบเทียบค่าการลดคาร์บอนในอากาศ ที่จะนำไปสู่การปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ประเทศ

อากาศยานไร้คนขับควบคุมด้วยคลื่นไฟฟ้าสมอง (Fly out your mind) ของ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยอากาศยานไร้คนขับ หรือ โดรน (Drone) ควบคุมด้วยระดับแอตเทนชั่นของสัญญาณสมอง เป็นเกมที่สามารถเล่นได้หลายคนพร้อมกันผ่านเทคโนโลยี BCI ที่นำสัญญาณสมองมาประมวลผลเป็นระดับในการควบคุมระดับความสูงในการบินของโดรน

หนังชีวภาพผลิตได้หลากหลาย

ผลิตภัณฑ์สิ่งทอสีเขียวจากไหมอีรี่ (Green Textile Products from Eri Silk) ของ ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เส้นใยไหมอีรี่เป็นเส้นใยสั้น ที่มีคุณสมบัติเนื้อฟู มีความนุ่ม สามารถย้อมติดสีธรรมชาติได้ดี และปั่นเป็นเส้นด้ายได้ทั้งวิธีการปั่นมือและเครื่องจักร นอกจากนี้ การที่เส้นใยไหมอีรี่เกิดจากหนอนไหมอีรี่ที่กินใบมันสำปะหลังและใบละหุ่งเป็นอาหาร จึงสามารถส่งเสริมเป็นอาชีพเสริมของเกษตรกรชาวไร่มันสำปะหลังได้อีกทางด้วย

แองเจิล ไบค์ (ANGLE BIKE) บริษัท แองเจิล ไบค์ จำกัด (ANGLE BIKE CO., LTD.) จักรยานที่ออกแบบมาเพื่อการปั่นในชีวิตประจำวันของคนเมือง ด้วยฐานล้อสั้น มีวงเลี้ยวแคบแต่มั่นคง และดีไซน์ท่อด้านบนที่กดต่ำทำให้ผู้ปั่นสามารถขึ้นลงสะดวก ซึ่งปั่นทางเรียบตรงยาวๆ สามารถทำความเร็วทางตรงได้ถึง 50 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง

หนังชีวภาพ (BIO LEATHER) ของ ดร.กฤษณ์ เย็นสุดใจ นับเป็นครั้งแรกกับการนำแผ่นเซลลูโลสชีวภาพที่เกิดขึ้นจากกระบวนการเลี้ยงแบคทีเรียในน้ำข้าว จนแปรเปลี่ยนเป็นแผ่นวุ้นสีขาวโปร่งแสงพร้อมเส้นใยขนาดเล็กเชื่อมกันเป็นร่างแห ซึ่งเดิมทีใช้ประโยชน์สำหรับสมานแผลหรือเป็นมาส์กบำรุงผิว นำมาพัฒนาต่อยอดเป็นเครื่องแต่งกายนวัตกรรมที่ให้รูปลักษณ์แปลกตา

กระเป๋าเป้ยังชีพ (SURVIVAL BACKPACK) ม.ล.อรณิชา จักรพันธุ์, น.ส.บุรฉัตร มณีวรรณ โดยบรรจุอุปกรณ์ที่จำเป็นไว้ภายใน เช่น อาหารแห้ง เสื้อผ้า ไฟฉาย ไว้ในกระเป๋า เพื่อยังชีพได้ 3-5 วันในป่าหรือพื้นที่หลบภัย สามารถกางออกเป็นเปลและมีถุงนอนภายในหรือแขวนเป็นชิงช้าได้

BRACE STOOL (With Cushion) ฝีมือ คุณจิรชัย ตั้งกิจงามวงศ์ บริษัท อุตสาหกรรมดีสวัสดิ์ จำกัด เป็นไอเดียการออกแบบม้านั่งยาวที่สลักอักษรเบรลล์บนพนักพิงว่า “หากคุณต้องนั่งเหงาเพียงคนเดียว ลองขยับไปข้างๆ และปล่อยพื้นที่ว่างให้ใครสักคนมานั่งข้างๆ เป็นเพื่อนคุณ” นอกจากอักษรเบรลล์จะเป็นตัวแทนสำหรับสื่อสารกับผู้พิการทางสายตาแล้ว ยังสื่อถึงความคิดสร้างสรรค์ด้านดีไซน์ และความใส่ใจต่อคนรอบข้าง

เฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพองค์รวม (Holistic Health & Wellness Furniture) ของ บริษัท ไดรฟ์บอท จำกัด (Drivebot Co., Ltd.) เป็นการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่นำศาสตร์ตะวันออก ประกอบด้วย อายุรเวท จักระ ปราณ พลังออร่า และสีเพื่อการบำบัด มาตีความใหม่และสร้างสรรค์เป็นเฟอร์นิเจอร์เพื่อสุขภาพองค์รวม

ข้าวลดความอ้วน-น้ำตาลต่ำ

ไดรฟ์บอท (Drivebot) ของ บริษัท ไดรฟ์บอท จำกัด (Drivebot Co., Ltd.) เป็นอุปกรณ์ที่ต่อกับรถยนต์และโมบายแอพพลิเคชั่นที่ช่วยให้ผู้ใช้รถยนต์สามารถตรวจสอบสภาพรถยนต์ตนเองได้อย่างง่ายดาย

ชุดช่วยหายใจหนีไฟ (Urgent Fire-Pak) ของ บริษัท นิรินธน์ดีไซน์ จำกัด เป็นนวัตกรรมของการพัฒนาชุดช่วยหนีไฟแห่งเดียวในโลก ที่มีระบบถังอากาศน้ำหนักเบา ใช้แล้วทิ้ง ทำจากผ้ากันลามไฟ โดยนำกระดาษสามาเคลือบสารกันลามไฟเพื่อประดิษฐ์เป็นชุด

เครื่องวัดความง่วงแบบอัตโนมัติ Alertz (Sleep Alarm) ของ ศูนย์ปฏิบัติการเชื่อมต่อสัญญาณสมองกับคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้เทคโนโลยีการตรวจวัดคลื่นสมอง ความแม่นยำสูง ที่เครื่องจะเตือนเมื่อเกิดอาการง่วง

หมวกนิรภัยหายใจสะอาด (Air Purified Helmet) เป็นการออกแบบเครื่องฟอกอากาศพลังแสงอาทิตย์ขนาดเล็กติดตั้งเข้ากับหมวกนิรภัย เพื่อทำการฟอกอากาศให้กับผู้สวมใส่หมวกนิรภัย เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมที่มีราคาถูก ขนาดกะทัดรัด มีสมรรถนะสูงในการกำจัดฝุ่นละออง ควัน เขม่า และมีส่วนช่วยลดผลกระทบจากมลพิษทางอากาศที่มีต่อผู้สวมใส่หมวกนิรภัยด้วย

ข้าวลดความอ้วน (Smart Diet Rice) ของ ห้างหุ้นส่วนจำกัด เนเจอร์ฟู้ดโปร์ดักส์แอนด์มาร์เก็ตติ้ง ด้วยเทคโนโลยีการผลิตข้าวกล้องกึ่งสำเร็จรูปร่วมกับการเสริมแอลคาร์นิทีนเข้ามาแปรรูปผลผลิตทางการเกษตร จึงสามารถผลิตข้าวลดความอ้วนที่มีดัชนีน้ำตาลต่ำเฉลี่ย 50-52 โดยข้าว 1 หน่วยบริโภค (1 จาน) ให้พลังงาน 180 กิโลแคลอรี และมีใยอาหารสูงถึง 5,000 มิลลิกรัม (หรือ 60,000 มิลลิกรัม ต่อ 1 ถุง) พร้อมเสริมคุณค่าจากสารแอลคาร์นิทีนในปริมาณที่เพียงพอกับร่างกายต้องการต่อวัน (300 มิลลิกรัม ต่อวัน) นอกจากนี้ ยังเป็นข้าวกึ่งสำเร็จรูปที่หุงสุกไวกว่าข้าวกล้องธรรมดา และสามารถหุงด้วยเครื่องไมโครเวฟใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาที จึงเป็นผลิตภัณฑ์ข้าวที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ เพิ่มใยอาหาร กระตุ้นระบบขับถ่าย และช่วยให้ร่างกายเผาผลาญไขมันส่วนเกิน และยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่สะดวกรวดเร็วขึ้น

มะม่วงกวนรสน้ำปลาหวาน MANGO SHEET (Sweet Fish Sauce Flavor) ของ บริษัท ไทย พาราดิโซ ฟู๊ดส์ จำกัด เป็นการผสมผสานระหว่างมะม่วงกวนกับน้ำปลาหวานรสชาติกลมกล่อม เกิดเป็นมะม่วงกวนรสน้ำปลาหวานที่อร่อยเข้มข้น แซบถึงเครื่อง อีกทั้งยังสะอาดปลอดภัยและสามารถเก็บได้นานโดยไม่ใช้สารกันเสีย ใครที่ได้ลองรับรองติดใจ

ข้าวเหนียวเปียกกึ่งสำเร็จรูป (Instant Sticky Rice Pudding) และข้าวเหนียวมูนกึ่งสำเร็จรูป (Instant Sticky Rice in Coconut Sauce) ของ บริษัท ซีโอ สวนสระแก้ว จำกัด แบรนด์ FRICE โดยข้าวเหนียวเปียกกึ่งสำเร็จรูป นวัตกรรมการผลิตเป็นข้าวเหนียวเปียกกึ่งสำเร็จรูปผสมผลไม้ ได้แก่ ลำไย เผือก ถั่วดำ ถั่วแดง และขนุน เป็นต้น ส่วนข้าวเหนียวมูนกึ่งสำเร็จรูป แค่เพียงเติมน้ำและอุ่นในไมโครเวฟไม่เกิน 4 นาที ก็จะได้ข้าวเหนียวมูนที่มีคุณภาพเหมือนปรุงสดใหม่ทุกประการ

เครื่องดื่ม อิบิซ่า ฟันดริ๊งก์ รสเบียร์ EBIZA FUN DRINK (Beer Flavor) ของ บริษัท บราโวมิโตะ อินเตอร์ฟู้ด จำกัด เป็นเครื่องดื่มกลิ่นรสเบียร์แต่ไม่มีแอลกอฮอล์ เหมาะสำหรับกลุ่มผู้บริโภคที่รักการสังสรรค์โดยไม่ทำลายสุขภาพ

เล็งขายให้ร้านอาหารไทยในต่างแดน

ผงถั่วลูกชุบสำเร็จรูปของ คุณนพวรรณ จงสุขสันติกุล เป็นการทำลูกชุบให้ง่ายขึ้น ด้วยการผลิตผงถั่วลูกชุบสำเร็จรูป ที่แค่เพียงเติมน้ำผสมลงไปก็สามารถปั้นลูกชุบได้ทันทีภายใน 10 นาที ถือเป็นเจ้าแรกเจ้าเดียวในเมืองไทย

คุณนพวรรณ เล่าว่า หลังจากได้รับเชิญจากหน่วยงานของภาครัฐและเอกชนหลายแห่งให้นำขนมไทยไปโชว์ในต่างประเทศ สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาคือการเตรียมวัตถุดิบ ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากและเสียเวลา จึงคิดค้นผงถั่วลูกชุบสำเร็จรูปเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำ และเมื่อทดลองนำไปขายในงานไทยเฟ็กซ์ที่ผ่านมาก็มีเสียงตอบรับอย่างดี เพราะสามารถทำทานได้เลยเพียงแค่เติมน้ำเข้าไปเท่านั้น ใครๆ ก็ทำได้เพราะมีวิธีทำไว้เรียบร้อย โดยผงถั่วครึ่งกิโลสามารถทำลูกชุบได้ถึง 200 ลูก

ช่วงแรกนี้ คุณนพวรรณ ระบุว่า คงทำขายเฉพาะในร้านอาหารไทยในต่างประเทศก่อน คงไม่ขายปลีกทั่วไป หรืออาจจะมีตัวแทนจำหน่าย นอกจากนี้ ยังทำขนมไทยกึ่งสำเร็จรูปอีกหลายอย่าง เช่น ช่อม่วง ปั้นสิบไส้ปลา และขนมจีบตัวนก

ทั้งนี้ ในงาน T.I.D.E. ยังมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจอีกหลายอย่าง ดังเช่น น้ำมันรำข้าว KING ชนิดโอรีซานอลสูง, ชอร์ตเทนนิ่งน้ำมันรำข้าวคิง, ครีมเทียมน้ำมันรำข้าวคิง, แป้งรำข้าวคิง ของ บริษัท น้ำมันบริโภคไทย จำกัด ซึ่งน้ำมันรำข้าวอุดมด้วยโอรีซานอล เป็นสารธรรมชาติที่พบได้เฉพาะในน้ำมันรำข้าว และมีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระ (สูงกว่าวิตามินอีถึง 6 เท่า) ทั้งยังมีไฟโตสเตอรอล ที่ช่วยลดการดูดซึมคอเลสเตอรอล และยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งและเนื้องอก เป็นน้ำมันพืชที่มีจุดเกิดควันสูงกว่าน้ำมันพืชทั่วไป จึงเหมาะกับการประกอบอาหารทุกประเภท

บ้านสำเร็จรูปที่สร้างจากแผงโครงสร้างเหล็ก (Panelized Home System) ของ คุณบัญชา กัมปนาทแสนยากร ในนามบริษัท นิวโฮม คอนเซ็ปท์ จำกัด อันเป็นบ้านสำเร็จรูปสร้างจากแผงโครงสร้างเหล็ก ที่ใช้กรรมวิธีก่อสร้างแบบงานประกอบ ไม่ซับซ้อน รวดเร็ว ใช้แรงงานน้อย และได้มาตรฐาน

บาลันช์-บรรจุภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพ ของ คุณโศภิษฐา ธัญประทีป ร่วมกับ สถาบันทรัพย์สินทางปัญญาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวช่วยให้ผู้บริโภคสามารถยกชั้นไขมันที่มีอยู่มากในอาหารประเภทผัดหรือแกงกะทิ และจัดการเททิ้งออกได้อย่างง่ายดาย จึงช่วยลดปริมาณพลังงาน (แคลอรี) ในอาหารลงได้ และทำให้การรับประทานอาหารเมนูเหล่านั้นดีต่อสุขภาพมากขึ้น

รถสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพับ (Foldable Electric Scooter) ของ คุณศราวุธ คุณความดี จาก บริษัท เอ็ม เทค กรีน เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด เป็นสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าพับได้สำหรับการเดินทางระยะทางใกล้ในเมือง โดยตัวรถมีความแข็งแรงและสามารถพับเก็บได้จึงประหยัดพื้นที่ ทั้งยังประหยัดเวลาและค่าเดินทางด้วย

เครื่องฆ่าเชื้อช้อน-ส้อมระบบอัลตราไวโอเลต (Utensil Sterilization) ไอเดียของ ดีเอ็นเอ เคมีคอลเฮ้าส์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมเครื่องฆ่าเชื้อที่พัฒนาขึ้นทดแทนการใช้หม้อต้มน้ำร้อนลวกช้อน-ส้อมแบบเดิม โดยการนำยูวีซีมาประยุกต์ใช้ เพื่อลดการติดต่อของเชื้อโรค ลดการแพร่ระบาดของไวรัสตับอักเสบ และสามารถลดปริมาณเชื้อโรคต่างๆ ถึง 99.9 เปอร์เซ็นต์ ได้อย่างรวดเร็ว ทั้งยังปราศจากสารเคมีและสารพิษตกค้าง

เทพช็อปดอทคอม www.LnwShop.com เว็บช็อปปิ้งออนไลน์ฝีมือคนรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07042010958&srcday=2015-09-01&search=no

วันที่ 01 กันยายน พ.ศ. 2558 ปีที่ 21 ฉบับที่ 380

เสริมไอเดีย

ปาณตะวัน pantawan@hotmail.com

เทพช็อปดอทคอม http://www.LnwShop.com เว็บช็อปปิ้งออนไลน์ฝีมือคนรุ่นใหม่

การตั้งชื่อร้านค้าออนไลน์สั้นๆ ด้วยภาษาอังกฤษ 3 ตัว “lnw” (แอล เอ็น ดับเบิ้ลยู) แต่หักมุมให้คนเปิดเว็บ อ่านภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยได้คำใหม่ว่า “เทพ” แค่เปิดฉากด้วยชื่อเว็บก็บอกเป็นนัยได้ทันทีว่า คนคิดไอเดียได้เช่นนี้ ต้องมีแนวคิดขั้นเทพทีเดียว

เทพช็อป กับแนวคิดขั้นเทพ

ณัฐวิทย์ ผลวัฒนสุข กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป จำกัด หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งเว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ฟรีในชื่อ LnwShop (แอลเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป หรือ เทพช็อป) เล่าว่า เทพช็อปเกิดขึ้นจากการรวมตัวกันของเพื่อนวัยไล่เลี่ยกัน 6-7 คน ที่ถูกเพาะเชื้อไอทีมาจากคณะวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดตัวสู่โลกไซเบอร์ด้วยรางวัลชนะเลิศเหรียญทอง ประเภท Information Application จากเวที Samart Innovation Award 2007 เมื่อคนรุ่นใหม่หันมาลงทุนทำธุรกิจออนไลน์ร่วมกัน เขาคิดแบบไหน เขาทำอย่างไร ทำไมธุรกิจภายใต้ชื่อ “เทพช็อป” จึงเติบโตแบบก้าวกระโดด รายได้หลักล้านถือเป็นเรื่องจิ๊บๆ สำหรับสาวกไอทีกลุ่มนี้

ณัฐวิทย์กล่าวถึงจุดเริ่มต้นมาจากผู้นำในกลุ่มของเขา มองเห็นลู่ทางและโอกาสว่าสามารถทำร้านออนไลน์ได้ โดยผู้นำที่เขาเรียกว่าผู้บริหารเว็บไซต์เทพช็อปนี้จะเก่งด้านการคิดค้นและพัฒนาระบบ ส่วนตัวณัฐวิทย์เองจะถนัดด้านการสื่อสารเพื่อให้ผู้ใช้ระบบเข้าใจวิธีใช้ได้ง่ายขึ้น เว็บไซต์ร้านค้าออนไลน์ของเทพช็อปจึงถูกออกแบบให้ใช้งานง่าย การทำธุรกิจของสาวกไอทีกลุ่มนี้เกิดจากความสนุกในการทำเว็บออนไลน์ของตัวเอง จากความสนุกกลายเป็นรายได้ที่ขยับตัวเลขขึ้นเรื่อยๆ ในที่สุด กลายเป็นความสำเร็จที่ท้าทายความรู้ความสามารถที่ฝังอยู่ในตัวกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่กลุ่มนี้

เจ้าของธุรกิจออนไลน์วัย 28 ปี กล่าวถึงสถานการณ์การค้าออนไลน์ก่อนหน้าตั้งบริษัทว่า เมื่อก่อนตลาดนัดออนไลน์ในเมืองไทย นักช็อปบนโลกไซเบอร์จะรู้จักแค่เว็บไซต์ออนไลน์ 2 เจ้าใหญ่ๆ ซึ่งณัฐวิทย์มองว่าระบบการซื้อขายแบบเดิมที่มีอยู่ขณะนั้น ถือว่าอยู่ในภาวะทรงตัวทั้งด้านเทคโนโลยีและรูปแบบการนำเสนอที่สร้างมานานแล้ว บางรายให้เวลากับการบริหารจัดการภายในองค์กร จึงไม่สามารถสร้างรูปแบบใหม่ๆ ขึ้นมาป้อนตลาดร้านค้าออนไลน์ได้

“เราเชื่อมั่นว่าเราสามารถทำสิ่งที่ดีกว่านี้ได้ ตอนนั้นมองว่า E-Commerce น่าจะเติบโตเรื่อยๆ แต่ปัจจุบันต้องยอมรับว่ามีอัตราการเติบโตแบบก้าวกระโดดและขยายตัวอย่างมาก ทั้งจากอิทธิพลของอินเตอร์เน็ตที่ครอบคลุมและรวดเร็วมากขึ้น คนเริ่มใช้ออนไลน์มากขึ้น และนับเป็นโชคดีที่เราพัฒนาระบบรองรับไว้แล้ว และเห็นความแตกต่างได้ชัดเจน เพราะเราทำหน้าร้านไม่เหมือนใคร ผู้ค้าสามารถเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ แค่คลิก-ลาก-วาง แล้วใส่ข้อมูล/รายละเอียดสินค้าได้เลยทันที ในเวลาอันรวดเร็ว ผู้ค้าไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเขียนโปรแกรม คือทุกอย่างง่ายเหมือนเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์ก เรากำหนดคอนเซ็ปต์หน้าเว็บไซต์ของเราว่า “You See What You Get” คือเห็นอย่างไรได้อย่างนั้น ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ต้องเข้าไปในระบบจัดการ ซึ่งมีขั้นตอนที่ยุ่งยากซับซ้อน ความง่ายและเร็ว ทำให้เรามั่นใจว่าสามารถสร้างสรรค์ระบบที่ครอบคลุมการสั่งซื้อได้ทั้งหมด ทั้งสมัครสมาชิก เว็บบอร์ด ขนส่ง การชำระเงิน และการตลาด เรามุ่งให้ผู้ขายสร้างธุรกิจของตัวเองได้มากกว่าสร้างระบบ ให้คนที่เข้ามาใช้เว็บต้องพึ่งพิงเราเพียงอย่างเดียวคือ เราทำหน้าที่แค่เพียง “ผู้ช่วย” ซึ่งรูปแบบสิ่งนี้ทำให้เทพช็อปก้าวมาถึงจุดนี้ได้”

กล้าให้ฟรี คือจุดขายสำคัญ

ไม่ว่าจะวางระบบหรือวางแผนภายในองค์กรดีอย่างไร ต้องยอมรับว่า “การเปิดให้ใช้บริการฟรี” คือจุดขายสำคัญของเทพช็อปดอทคอม ซึ่งณัฐวิทย์ เผยเหตุผลตามสไตล์ของคนรุ่นใหม่ว่า ต้องการฉีกความคุ้นเคยเดิมๆ ที่ผู้ค้าออนไลน์ต้องชำระค่าแรกเข้าหรือค่าธรรมเนียม รวมทั้งต้องต่อสมาชิกรายปีให้กับผู้พัฒนาแพลตฟอร์ม เมื่อเปลี่ยนแนวคิดให้ผู้ค้าเข้ามาเป็นผู้ใช้บริการได้ฟรี มีทั้งบริการสั่งซื้อ ตะกร้าสินค้า เว็บบอร์ด และระบบสมาชิก หากผู้ค้ามีความต้องการฟังก์ชั่นอื่นๆ เช่น ร้านค้าบนเฟซบุ๊ก หรือต้องการแอพพลิเคชั่นร้านค้าเฉพาะตัวให้ผู้บริโภคดาวน์โหลดจากสมาร์ตโฟน ก็สามารถซื้อบริการเสริมเพิ่มเติมจากเทพช็อปได้ นั่นจึงกลายเป็นรายได้หลักของบริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป จำกัด

“พอเราเปิดให้ใช้พื้นที่ฟรี ก็เกิดการบอกต่อ ซึ่งกลุ่มลูกค้าช่วงแรกของเรากว้างมากครับ มีความหลากหลาย แต่ส่วนใหญ่จะเป็นผู้ค้าที่ทำการตลาดแบบออฟไลน์ คือมีหน้าร้านอยู่แล้ว แต่ต้องการเพิ่มช่องทางออนไลน์ด้วย เราเองก็เดินหน้าหาลูกค้าด้วยการ Knock Door แนะนำตัวเองตามร้านค้าต่างๆ แต่ผลตอบรับไม่เป็นที่พอใจนัก เพราะเขาก็ขายหน้าร้านดีอยู่แล้ว จึงหันมาคุยกับคนออนไลน์ที่เปิดร้านในเว็บไซต์อื่นๆ แล้วชักชวนให้ลองมาเปิดสาขา 2 ที่ใช้งานฟรี พอมีผู้ค้าเข้ามาเป็นลูกค้าเรามากขึ้นก็สามารถจัดกลุ่มได้แล้วว่า อันดับแรกคือกลุ่มสินค้าเสื้อผ้าและแฟชั่น ต่อด้วยสินค้า Gadget (สินค้านำสมัยในกลุ่มไอที) หนังสือเป็นที่นิยมรองลงมา ส่วนผู้ซื้อสินค้าจะเป็นลูกค้าประจำที่เคยซื้อสินค้าร้านเดิมอยู่แล้ว แต่อาจจะเข้ามาที่เว็บไซต์เรามากขึ้นเพราะโปรโมชั่นต่างๆ แต่สำหรับผู้ซื้อหน้าใหม่ น่าจะเป็นเพราะเสิร์ชเอนจิ้นมากกว่า ซึ่งเราเชี่ยวชาญด้าน SCO (การสร้างโค้ดให้ติดอันดับการค้นหาในกูเกิ้ล) อยู่แล้วด้วย ทำให้เราเป็นที่รู้จัก และทำให้นักช็อปสนใจเข้ามาที่เว็บเรามากขึ้น”

ครบวงจรเทพมอลล์/เทพมาร์เก็ต/เทพเพย์

ณัฐวิทย์ กล่าวอธิบายว่า หลังจากเปิดตลาดร้านค้าออนไลน์แล้ว เกิดความคิดอยากสร้างระบบให้ครบวงจรของอีคอมเมิร์ซมากขึ้น โดยนำข้อเสนอแนะของผู้ค้ามาสร้างสรรค์สิ่งใหม่ จึงสร้างเว็บไซต์รวบรวมทุกเว็บไซต์บนหน้าร้านผู้ค้าไว้ในที่เดียวกัน ใช้ชื่อเว็บว่า เทพมอลล์ (LnwMall) คัดเลือกร้านค้าพรีเมี่ยม จำหน่ายสินค้าคุณภาพ และมียอดขายสูงในเทพช็อป โดยบริษัทจะเรียกเก็บค่าบริการ พร้อมช่วยทำการตลาดและขายให้อย่างเต็มที่ ซึ่งผู้ซื้อสามารถซื้อสินค้าผ่านช่องทางนี้ได้เลย ขณะเดียวกัน ผู้ค้าสามารถแชร์ข้อมูลเดิมที่มีอยู่ในเทพช็อปได้ทันที

หลังจากที่เทพมอลล์ประสบความสำเร็จ จึงปล่อยเว็บ เทพมาร์เก็ต (LnwMarket) เป็นเว็บไซต์รองรับผู้ค้าอีกกลุ่มหนึ่งที่เปิดให้ใช้บริการฟรี เปรียบเหมือนตลาดนัดให้ผู้ค้าเข้าเปิดร้านขายของในที่เดียวกัน สามารถจำหน่ายสินค้าจำนวนน้อยชิ้นได้ เหมือนเป็นการโพสต์ประกาศ เพื่อให้เชื่อมโยงกลับไปยังเทพช็อปได้อีกด้วย

“เรากำลังจะไปถึงจุดที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือ เทพเพย์ (LnwPay) ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนของอีคอมเมิร์ซในบ้านเรา เนื่องจากปัญหาการซื้อขายออนไลน์ ยังมีผู้ซื้อที่ไม่ได้รับสินค้า พบว่าสาเหตุมาจากพวกเขาซื้อขายกันเอง ไม่มีใครดูแล แต่เทพเพย์ จะเข้ามาเป็นตัวกลางรับเงินแทน โดยลูกค้าจะจ่ายเงินมาที่เทพเพย์ โดยเจ้าของร้านจำเป็นต้องส่งสินค้าให้ก่อน ต่างฝ่ายต่างยอมเสียก่อน เราจะเสียสละเก็บเงินไว้ให้ แต่เราทำอะไรกับเงินนั้นไม่ได้ แล้วเมื่อไรที่สินค้าถึงมือผู้ซื้อ เราก็จะโอนเงินจำนวนนั้นให้กับผู้ขาย เพราะนี่คือเงินของเขา ถึงแม้ผู้ค้าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้เรา แต่ข้อดีที่เขาจะได้รับคือ ผู้ซื้อจะมีความเชื่อมั่น และมีแนวโน้มสั่งซื้อสินค้ามากขึ้นด้วย ต่อไปคาดว่าอีคอมเมิร์ซในเมืองไทยจะเติบโตได้ด้วยระบบนี้”

ออกหน้ารับจ่ายเงินจากผู้ซื้อกับผู้ขาย

ณัฐวิทย์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ระบบ LnwPay แตกต่างจากระบบการจ่ายเงินแบบอื่น ตรงที่ระบบทั่วไปที่มีอยู่ อย่างบัตรเครดิตเองก็มุ่งความสำคัญไปที่ลูกค้าเจ้าของบัญชี ในขณะที่ระบบการจ่ายเงินออนไลน์ สามารถคืนเงินหากผู้ซื้อไม่พอใจในสินค้า จึงไม่มีคนกลางที่จะตัดสินว่าใครผิดใครถูก และอาจไม่รับรู้ถึงการซื้อขายนั้นเลย แต่สำหรับเทพเพย์สามารถตรวจสอบการ Transfer ทั้งส่ง-รับสินค้าและการโอนเงินได้จริง เมื่อถามว่าแล้วตลาดออนไลน์เจ้าใหญ่ไม่สนใจพัฒนาระบบการชำระเงินแบบนี้บ้างหรือ ผู้บริหารเทพช็อป กล่าวว่า รายอื่นๆ นั้นหันไปพัฒนาเรื่อง Market place เน้นเพิ่มช่องทางการขาย เอื้อโอกาสให้ผู้ซื้อเข้ามาซื้อขาย ในขณะที่เทพช็อป วางตำแหน่งการตลาดให้ผู้ซื้อติดต่อกับผู้ค้าได้โดยตรง แต่ถ้าต้องการความมั่นใจในการซื้อขาย ก็สามารถใช้ระบบเทพเพย์ได้นั่นเอง ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเว็บออนไลน์ระดับโลกอย่าง Alibaba เช่นกัน

“เราคาดว่าจะเริ่มระบบปฏิบัติการจริงจัง โดยผู้ซื้อต้องสมัครสมาชิกของเทพช็อปก่อน ซึ่งกรอกข้อมูลเพียงครั้งเดียว ดาต้าเบสของผู้ซื้อสามารถใช้ได้กับทุกแบรนด์การค้าของเราไม่ว่าจะเป็นเทพช็อป เทพมอลล์ เทพมาร์เก็ต รวมทั้งระบบการจ่ายเงินแบบใหม่นี้ด้วย ซึ่งรายรับที่บริษัทจะได้คือ ค่าธรรมเนียม 5 เปอร์เซ็นต์ จากราคาขาย โดยเรียกเก็บจากผู้ค้าเท่านั้น ซึ่งผลประโยชน์ที่ผู้ขายจะได้คือความน่าเชื่อถือจากผู้ซื้อ และรับรีวิวการซื้อขายจากเรา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นอีกระดับหนึ่ง คาดว่าจะมีผู้ค้าเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์จากเทพช็อปเข้าร่วมระบบนี้ แต่สำหรับช่วงแรกน่าจะมีผู้ค้าที่สนใจระบบอยู่ที่ 20 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นสิ่งใหม่ยังไม่คุ้น ทำให้เราต้องเน้นทำการตลาดและโปรโมตด้วย รวมทั้งกระตุ้นความพึงพอใจแรกให้เกิดขึ้น”

เทพช็อปเดินหน้าวางแผนเชื่อมโยงเทพช็อปกับโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยสามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านเฟซบุ๊กได้ รวมทั้งสร้างระบบที่ผู้ค้าสามารถพูดคุยกับลูกค้าได้โดยตรงผ่านเว็บเทพช็อป โดยให้ข้อความไปปรากฏบนเฟซบุ๊กได้ด้วย หรือปรากฏในไลน์ซึ่งเป็นสื่อสังคมออนไลน์ยอดฮิตในเมืองไทยขณะนี้ เทพช็อปเป็นเว็บไซต์ซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์ที่พัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าอยากเป็นอาลีบาบาของเมืองไทย (Alibaba.com คือเว็บไซต์ขายส่งสินค้าออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เป็นเว็บไซต์สัญชาติจีนที่คนทั่วโลกยอมรับ)

บริษัท แอลเอ็นดับเบิ้ลยูช็อป จำกัด

เลขที่ 140/51-52 อาคารไอทีเอฟ (ชั้น 22) ถนนสีลม แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กรุงเทพฯ 10500 โทรศัพท์ (02) 634-4518 http://www.lnwshop.com