ขายชุดไทย ใส่เล่นสงกรานต์ ไอเดียเด็ด โดนใจวัยโจ๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0738150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

ช่องทางสร้างอาชีพ

เมดาริน-ณัฏฐ์ฤดี

ขายชุดไทย ใส่เล่นสงกรานต์ ไอเดียเด็ด โดนใจวัยโจ๋

หลังจากเปิดร้านออนไลน์ได้แค่ 1 สัปดาห์ ปรากฏผลตอบรับดีมาก ไม่กี่วันมีคนเข้ามากดไลก์ให้ถึง 21,676 คน และมีออร์เดอร์สั่งเข้ามาทุกวัน ล่าสุดวันเดียว 300 ชุด ลูกค้าเป็นกลุ่มวัยรุ่น ทั้งชาย-หญิง ที่สนใจอยากนำไปใส่เอง เพื่อเล่นน้ำวันสงกรานต์

จากกรณี คุณวัลลภ สุวรรณดี ประธานที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ออกมาแถลงเกี่ยวกับนโยบายของ กทม. ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ที่จะขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการงดแจกน้ำให้กับลูกค้า เนื่องจากปีนี้ประเทศไทยประสบภัยแล้งอยู่ ทั้งยังเรียกร้องให้ประชาชนตระหนักถึงการเล่นน้ำสงกรานต์อย่างประหยัด พร้อมแนะนำให้ใช้กระบอกฉีดน้ำแบบละออง หรือ “ฟ็อกกี้” แทนการสาดน้ำ หรือแทนปืนฉีดน้ำ เพราะใช้น้ำน้อยกว่ามากนั้น

คุณอภิณุ วิริยกอบกุล เจ้าของร้าน “ทุกอย่าง 20 บาท” ย่านสายไหม ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับบรรยากาศค้าขายภายในร้าน “ทุกอย่าง 20 บาท” ของเขา หลังจาก กทม. ชักชวนให้คนหันมาใช้ “ฟ็อกกี้” ช่วงสงกรานต์ว่า ตอนนี้ลูกค้ายังเงียบอยู่ อาจเพราะยังไม่ถึงเทศกาลและร้านของตนก็เพิ่งเปิดได้ไม่นาน

อย่างไรก็ตาม โดยปกติที่ร้านมี “ฟ็อกกี้” ขายอยู่แล้ว และเมื่อเห็นนโยบายของ กทม. เลยสั่งมาขายเพิ่มบ้าง แต่ไม่มากแค่ราว 7 โหล เพราะอยากขอดูความเป็นไปได้ก่อน ทั้งนี้ มีการสั่งซื้อจากโรงงานพลาสติกในไทย โดยรวมกลุ่มกับเพื่อนที่เปิดร้านทุกอย่าง 20 บาทเหมือนกัน สั่งซื้อพร้อมกันเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง

สำหรับ “ฟ็อกกี้” ที่สั่งมาจำหน่าย จะเลือกพลาสติกที่ได้คุณภาพ มีทั้งขนาด 550 ซีซี แบบขุ่น และ ขนาด 750 ซีซี แบบใส แถมมีสีต่างๆ ให้เลือกกว่า 6 สี ขายในราคา 20 บาท แต่เท่าที่ทราบสินค้าแบบเดียวกันในห้างสรรพสินค้า ส่วนใหญ่ขายราคา 40-50 บาท

“การใช้ฟ็อกกี้เล่นน้ำสงกรานต์คิดว่าไม่แตกต่างกับการเล่นปืนฉีดน้ำ แถมยังช่วยให้ประหยัดน้ำ หากเล่นเสร็จสามารถนำมาใช้ต่อได้ เชื่อว่าช่วงวันสงกรานต์ปีนี้ คนจะนำมาเล่นกันเยอะ และหากมีคนดังถ่ายภาพเล่นน้ำสงกรานต์ด้วยฟ็อกกี้ อาจเกิดกระแสเลียนแบบแน่นอน” คุณอภิณุ กล่าว

อีกฟากหนึ่ง อย่าง ร้านขายปืนฉีดน้ำกระบอกโตนั้น ได้รับอานิสงส์แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดย คุณจันทนา กำลัง อายุ 38 ปี เจ้าของร้าน 888 shop จำหน่ายสินค้าเบ็ดเตล็ด อย่าง ของเล่น เครื่องครัว เครื่องเขียน และสินค้าทำจากพลาสติกทุกอย่าง แบบ “ขายส่ง” ผ่านทางเว็บไซต์ เผยว่า เปิดกิจการนี้มาได้ 3 ปีเศษแล้ว พร้อมทั้งจำหน่ายสินค้าตามเทศกาลต่างๆ

อย่างช่วงสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง ทางร้านได้เริ่มสั่งปืนฉีดน้ำแทบทุกขนาด มาขายผ่านทางออนไลน์ตั้งแต่ช่วงปลายมีนาคมที่ผ่านมา เพื่อให้ลูกค้าได้เตรียมอุปกรณ์สำหรับเล่นน้ำ แต่หลังจากที่ กทม. มีนโยบาย “ฟ็อกกี้” ออกมา ทำให้ยอดสั่งซื้อลดลงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าลดลงมากอย่างเห็นได้ชัด

“ถึงปืนฉีดน้ำของเราขายไม่ได้ก็ไม่ส่งผลกระทบต่ออะไรมากมาย เพราะยังมีสินค้าอย่างอื่นอีกหลากหลาย และถึงอย่างไรน้ำก็สำคัญสำหรับคนไทยมากกว่า จึงอยากให้ช่วยกันประหยัดน้ำอย่างจริงจังด้วย” เจ้าของร้าน 888 shop กล่าว

ยังอยู่กับบรรยากาศค้าๆ ขายๆ ช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่คราวนี้หันมาดูไอเดียเด็กไทยหัวใจอนุรักษ์ ที่หันมาทำธุรกิจรับเทศกาลได้พอดิบพอดี

ชื่อ คุณบี-ลลดา ตรงต่อศักดิ์ วัย 25 ปี จบจากคณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาจีน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นเจ้าของร้าน “April”s ใส่ชุดไทยไปสาดน้ำกัน”

ย้อนความเป็นมาให้ฟัง ก่อนหน้านี้เคยทำงานด้านประสานงานลูกค้ามาก่อน กระทั่งเมื่อราวปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้ลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว โดยเริ่มด้วยการขาย ชุดไทยออนไลน์ สำหรับไปเล่นน้ำสงกรานต์ เพราะเกิดไอเดียว่าใกล้จะถึงเทศกาลสงกรานต์แล้ว เลยอยากที่จะลองหารายได้ช่วงว่าง

และคิดว่า “ชุดไทยเนี่ยแหละ เวิร์กสุด” เพราะยังไม่เห็นมีร้านไหนออกมาขายชุดไทยเพื่อไปเล่นน้ำสงกรานต์กันแม้แต่เจ้าเดียว จึงเริ่มต้นเปิดร้านขายชุดไทยผ่านทางเฟซบุ๊กมาตั้งแต่วันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา โดยตั้งชื่อเพจว่า “April”s ใส่ชุดไทยไปสาดน้ำกัน”

ช่วงแรกไปรับสินค้ามาจากแหล่งขายส่งทั่วไป แต่พอทำไปได้ไม่นาน เกิดความคิดว่าน่าจะผลิตเองได้ เลยไปซื้อผ้ามาตัดเย็บเอง โดยมีมือเย็บแถวบ้านเป็นผู้ช่วย 2-3 คน สินค้าของเธอจึงมีเอกลักษณ์ สีสันสวยงาม น่ารัก เหมาะกับทุกเพศทุกวัย เด็กใส่ได้ผู้ใหญ่ใส่ดี

“สินค้าทางร้านมีผ้าสไบ 4 สี ให้เลือก ได้แก่ ชมพู-ม่วง-เขียว-ทอง ขายชิ้นละ 185 บาท ถ้าซื้อ 6 ชิ้นขึ้นไป คิดราคาส่ง 165 บาท สามารถคละสีได้ ส่วนโจงกระเบนสำเร็จรูปที่สวมใส่ได้เลยเหมือนกางเกง ขนาดฟรีไซซ์ ราคาตัวละ 290 บาท ทั้งนี้ มีค่าจัดส่งเริ่มต้น แบบธรรมดา 40 บาท และ EMS 60 บาท” คุณบี แจงให้ฟัง

ก่อนเผยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้นว่า หลังจากเปิดร้านออนไลน์ได้แค่ 1 สัปดาห์ ปรากฏผลตอบรับดีมาก ไม่กี่วันมีคนเข้ามากดไลก์ให้ถึง 21,676 คน และมีออร์เดอร์สั่งเข้ามาทุกวัน ล่าสุดวันเดียว 300 ชุด ลูกค้าเป็นกลุ่มวัยรุ่น ทั้งชาย-หญิง ที่สนใจอยากนำไปใส่เอง เพื่อเล่นน้ำวันสงกรานต์

“สงกรานต์ไม่ได้มีแต่คนไทยเท่านั้นที่เล่น แต่ยังมีชาวต่างชาติมาร่วมสนุกกับประเพณีนี้เหมือนกัน ถ้าเห็นคนไทยใส่ชุดที่บ้านเขาไม่มี จะเป็นการดึงดูดและสร้างวัฒนธรรมที่ดีให้ได้เห็น

และอยากให้มองว่าการใส่ชุดไทยยังไงก็สื่อถึงความเป็นไทยดีกว่าใส่สายเดี่ยวเกาะอก อยากให้หันมามองชุดไทยเพราะมีความสวยอีกแบบ ไม่จำเป็นต้องใส่ไปงานสำคัญอะไรก็ได้ ใส่ไปร้านอาหารหรือไปเดินเที่ยวก็ยังได้” คุณบี บอกจริงจัง

ถามถึงแผนธุรกิจ เจ้าของกิจการรายนี้ บอก อยากทำชุดไทยออกมาในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้น เช่น ชุดไทยแบบเสื้อสมัยใหม่แต่ยังคงเน้นความเป็นไทยอยู่ ซึ่งหลังเทศกาลสงกรานต์ไปแล้ว อาจมีออกมาให้ลูกค้าได้เลือกซื้อหากัน

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook/April”s ใส่ชุดไทยไปสาดน้ำกัน

“ปาท่องโก๋ชาร์โคล” ผลงานครีเอตของหนุ่มวิศวฯ เคมี เรียกลูกค้าต่อคิว ได้แทบทุกงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0751150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

ไอเดียแปลก

พารนี

“ปาท่องโก๋ชาร์โคล” ผลงานครีเอตของหนุ่มวิศวฯ เคมี เรียกลูกค้าต่อคิว ได้แทบทุกงาน

“เสียงตอบรับจัดว่าดี ลูกค้าต่อคิวแทบทุกงานที่ไปออกบู๊ธ บางคนไม่ซื้อก็เดินมาถามว่าสีดำๆ นั้นคืออะไร”

เปิดตัวแบบไม่มีหน้าร้าน อาศัยการออกบู๊ธตามอีเว้นต์ต่างๆ ได้ไม่กี่เดือนมานี้ แต่กระแสตอบรับดีใช่เล่น

สำหรับ “ปาท่องโก๋วิศวะ” ผู้ผลิตและจำหน่าย ปาท่องโก๋สูตรแป้งธรรมดาและสูตรแป้งผสมผงชาร์โคล ทอดแล้วนำมาปิ้งอีกที เพื่อไล่น้ำมันกันเลี่ยน ก่อนราดด้วยท็อปปิ้งรสชาติหลากหลาย ที่มี คุณนุก-พงษ์ปกรณ์ จูปั้น อายุ 27 ปี เป็นเจ้าของกิจการ

เริ่มต้นให้ฟัง จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากภาควิชาวิศวกรรมเคมี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ เมื่อสมัยเรียนอยากทำงานประจำตามโรงงาน แต่พอได้ฝึกงานจริงกลับพบว่าเรื่องค่าตอบแทนของอาชีพวิศวกรด้านเคมีนั้น อาจดีในระยะแรก แต่พอทำไปนานๆ เงินเดือนถึงเพดานตันจนต้องย้ายหาที่ทำใหม่ และถึงแม้จะเป็นงานที่มีเงินเดือนประจำ แต่ไม่มีความมั่นคงอะไร เพราะบริษัทจะให้ออกเมื่อไหร่ก็ได้

จึงเกิดความคิดอยากค้าขาย เพราะถ้าจับจุดกลุ่มลูกค้าได้ถูก ย่อมมีโอกาสเติบโตเร็วกว่าบรรดามนุษย์เงินเดือน เลยเริ่มต้นจากการค้าขายสินค้าออนไลน์ ก่อนมาถึงทอดปาท่องโก๋ขายหน้าบ้าน

“คุณพ่อเป็นคนชอบทานปาท่องโก๋ ช่วงว่างชอบหาสูตรมาลองทำเล่น แต่ไม่สำเร็จ เลยไปหาที่เรียนให้เป็นเรื่องเป็นราว พอมีวิชาเลยลองขายแถวบ้านย่านพุทธมณฑล สาย 1 ตั้งแผงเหมือนร้านขายปาท่องโก๋ทั่วไป ปรากฏขายดี แต่ทำอยู่ไม่นานต้องเลิก เพราะตื่นไม่ไหว ถ้าจะขายตอนเช้ามืด ต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 เพื่อเตรียมของ” คุณนุก เล่าอดีต

แม้งานขายปาท่องโก๋ ต้องตื่นตั้งแต่ตี 2 ค่อนข้างจะโหดไปหน่อย แต่กำไรจัดว่าเข้าขั้นดีใช้ได้ ทั้งวิชาการทำก็ยังติดอยู่กับตัว คุณนุกจึงพลิกแพลงรูปแบบการขายใหม่ หันมาหาทำเลตามตลาดนัดต่างๆ ที่วัยรุ่นสมัยนี้นิยมมาแฮงเอาต์กัน

และเปิดตัวร้านปาท่องโก๋โฉมใหม่เมื่อราวเดือนตุลาคมปีที่แล้ว พร้อมกับการตั้งชื่อแบรนด์ “ปาท่องโก๋วิศวะ”

“ตอนขายแถวบ้านยังไม่มีชื่อร้าน แต่พอมาขายตามตลาดนัดวัยรุ่น ตั้งชื่อว่า ปาท่องโก๋วิศวะ เพื่อเป็นจุดเด่น และตัวผมเองก็เรียนจบวิศวะมาอยู่แล้วด้วย พอลูกค้าเห็นชื่อร้านพวกนักศึกษาวิศวะจะมาพูดคุยด้วยและอุดหนุนกันบ่อยๆ” คุณนุก เล่าเสียงร่าเริง

ก่อนบอกถึงสินค้าสร้างชื่อ แรกเริ่มเป็นปาท่องโก๋แป้งธรรมดาราดด้วยสังขยา ต่อมาจึงคิดสูตร “ปาท่องโก๋แป้งชาร์โคล” คือปาท่องโก๋แป้งธรรมดาผสมผงถ่านลงไป ให้เกิดสีสันแปลกตาแหวกความจำเจ พร้อมกับเพิ่มท็อปปิ้งให้มีความหลากหลายรสชาติมากขึ้น เช่น สังขยาใบเตย ชาไทย ช็อกโกแลต นมข้น สตรอเบอร์รี่ ส้ม บลูเบอร์รี่ คาราเมล เป็นต้น

“เสียงตอบรับจัดว่าดี ลูกค้าต่อคิวแทบทุกงานที่ไปออกบู๊ธ บางคนไม่ซื้อก็เดินมาถามว่าสีดำๆ นั้นคืออะไร แต่ถ้าลองได้ชิมส่วนใหญ่ชอบท็อปปิ้งสังขยา และติดใจเนื้อปาท่องโก๋ทั้ง 2 แป้งที่กรอบนอกนุ่มใน เพราะเมื่อทอดเสร็จจะนำขึ้นมาปิ้งไล่น้ำมันอีกที ทำให้แห้ง ไม่อมน้ำมัน ไม่เลี่ยน และที่สำคัญ ไม่ใช้น้ำมันทอดซ้ำเพื่อป้องกันการเหม็นหืน” คุณนุก ว่าอย่างนั้น

ก่อนบอกต่อ ธุรกิจนี้ลงทุนราว 60,000-70,000 บาท โดยมีคุณพ่อ-คุณแม่ให้การสนับสนุนเต็มที่ ปัจจุบันยังไม่มีหน้าร้าน จึงอาศัยออกบู๊ธตามตลาดนัดและรับออกงานตามอีเว้นต์ต่างๆ ส่วนราคาขายปลีก เริ่มต้นที่ 45-50 บาท ขึ้นกับราคาค่าเช่าที่ ซึ่งอาจถูกแพงแตกต่างกันไป

ส่วนจุดมุ่งหมายในอนาคต คุณนุก เผย ที่ผ่านมามีคนถามเรื่องเเฟรนไชส์เข้ามาเยอะ แต่ตอนนี้ยังไม่มีหน้าร้านเป็นหลัก เลยคิดว่ายังไม่พร้อม จึงขอให้มีหน้าร้านเป็นหลักแหล่งก่อนคิดขยับขยายธุรกิจ โดยอาจออกมาในรูปของแฟรนไชส์หรือขายสูตรให้ก็เป็นได้

อยากลองชิมปาท่องโก๋ หน้าตาดี ฝีมือวิศวกรหนุ่มรายนี้ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook/ปาท่องโก๋วิศวะ PATONGKO WISAWA โทรศัพท์ (082) 322-5412

“aDAY FRESH” ดีลิเวอรี่ ผลไม้ไฮโซ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0752150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“aDAY FRESH” ดีลิเวอรี่ ผลไม้ไฮโซ

ชีวิตที่คลุกคลีอยู่กับงานด้านไอทีมาโดยตลอด ฉะนั้น เมื่อถึงคราวต้องพัฒนาธุรกิจค้าขายผลไม้ จึงเลือกจับสินค้าเข้าไปอยู่ในโลกออนไลน์ แม้ช่องทางนี้ใครอาจมองว่าไม่น่าสร้างยอดขาย แต่กลับกลายเป็นวิธีให้ผลรายได้หลักล้านบาทต่อเดือน

ขายผลไม้ออนไลน์

เป้าหมายตลาดบน

อะไรคือคำตอบของความสำเร็จ “เส้นทางเศรษฐี” ขอนำท่านผู้อ่านไปรู้จักกับ คุณยุทธนา เทียนธรรมชาติ เจ้าของธุรกิจผลไม้ดีลิเวอรี่ ในชื่อแบรนด์ “aDAY FRESH” ที่มีช่องทางจำหน่ายบนเฟซบุ๊ก

คุณยุทธนา เริ่มเล่าที่มากับการขายผลไม้ผ่านช่องทางนี้ว่า เดิมที คุณธัญวรัตน์ รุ่งโรจน์วิทยกุล ภรรยาของเขาอยู่ในแวดวงธุรกิจค้าขายผลไม้รายใหญ่แห่งหนึ่ง จนกระทั่งผันตัวเองมาสู่ผู้ประกอบธุรกิจค้าส่งผลไม้เอง แต่ด้วยการแข่งขันสูง กอปรกับมองว่าผลไม้เป็นสินค้าไม่นิยมสร้างแบรนด์ ลูกค้าจึงไม่เฉพาะเจาะจงอยู่กับผู้ขายรายใดรายหนึ่ง

“เมื่อผมรู้ปัญหา จึงคิดเข้ามาช่วยกิจการของภรรยา เพราะได้ศึกษาด้านการตลาดมาด้วย เริ่มต้นจากตั้งชื่อแบรนด์ aDAY FRESH ขึ้นมาก่อน จากนั้นอาศัยความรู้จากที่เป็นโปรแกรมเมอร์สร้างเพจบนเฟซบุ๊กทดลองตลาดในราวเดือนกันยายน 2014 ซึ่งตอนนั้นผมคิดว่าได้ยอดขายเดือนละ 100,000 ก็ดีแล้ว แต่เมื่อมาถึงช่วงเดือนตุลาคม ปรากฏว่าลูกค้าติดต่อสั่งซื้อจำนวนมาก ในเดือนพฤศจิกายนจึงจับช่องทางนี้จริงจัง ปรับพัฒนารูปแบบหน้าเพจให้น่าสนใจยิ่งๆ ขึ้น”

คุณยุทธนา ยังกล่าวถึงกลุ่มลูกค้าของ aDAY FRESH ว่าเป็นคนละกลุ่มกับลูกค้าหน้าร้านเดิม โดยเน้นเจาะตลาดระดับบน ด้วยสินค้าผลไม้คุณภาพดี หาซื้อยากจากตลาดทั่วไป หรือแม้แต่ในห้างสรรพสินค้าก็ยังแทบไม่มีจำหน่าย อย่าง เชอร์รี่ สตรอเบอร์รี่ องุ่นไร้เมล็ด โดยมีแหล่งปลูกในต่างประเทศ อาทิ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลี ซึ่งคุณธัญวรัตน์เป็นผู้บินตรงไปคัดสรรด้วยตนเอง

สินค้าดี หาไม่ง่าย

กลายเป็นของขวัญ

นอกจากสร้างแบรนด์ เปิดหน้าเพจบนเฟซบุ๊กแล้ว ยังเลือกสร้างความต่างด้วยบริการส่งถึงที่หมาย ทำให้รู้ว่ากลุ่มลูกค้าหลักอยู่ระดับบน

“ถ้าเป็นลูกค้าพักอาศัยในคอนโดฯ ราคาห้องไม่ต่ำกว่า 6 ล้านบาท แต่หากเป็นบ้านก็ขนาดหลังใหญ่ มีแม่บ้านออกมารับสินค้า ซึ่งตรงนี้สอดคล้องกับคุณภาพผลไม้นำมาจำหน่าย อย่าง เชอร์รี่ เบอร์ 32 และ 32+ราคาต่อกิโลกรัมประมาณ 1,199 บาท เป็นเกรดที่ตลาดไทยไม่ค่อยนำมาจำหน่ายกัน ส่วนผลไม้ขายดีอันดับ 1 คือ เชอร์รี่ อันดับ 2 สตรอเบอร์รี่ และตามมาด้วยองุ่นไร้เมล็ด”

คุณยุทธนา ยังกล่าวเสริมถึงแหล่งซื้อว่า ต้องบินไปดูในหลายๆ ประเทศ ศึกษาข้อมูลเพื่อให้รู้ฤดูกาลผลไม้ของแต่ละแห่ง รวมถึงต้องรู้รสชาติ ความโดดเด่นของผลไม้ในประเทศนั้นๆ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการขาย

นอกจากคุณภาพผลไม้ดีเยี่ยมแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญอันดับ 1 ต่ออาชีพนี้ ยังต้องให้ความสำคัญกับบรรจุภัณฑ์ปรับพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จากสินค้าซื้อไปทาน กลายเป็นสินค้าของขวัญของฝาก

“เราทุ่มเทเรื่องดีไซน์บรรจุภัณฑ์ ออกแบบต้องดีสมสินค้า ซึ่งเริ่มต้นลูกค้าจะซื้อไปทานเอง แล้วติดใจในรสชาติก็มีการซื้อกันต่อเนื่อง แต่พอมีเรื่องของดีไซน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ยอดขายพุ่งขึ้น เพราะลูกค้าจำนวนมากนิยมนำไปเป็นของขวัญของฝาก”

กับรูปแบบส่งสินค้าดีลิเวอรี่ แน่นอนว่า บริการอันดี คือหัวใจของธุรกิจ โดยปัจจุบันมีรถห้องเย็นไว้บรรทุกสินค้า แต่หากยอดขายมากเกินกำลังรับไหว จะจัดจ้างรถขนส่งภายนอก อย่างยานพาหนะประเภทมอเตอร์ไซค์ ก็ถือว่าเหมาะกับสังคมเมือง เพื่อรักษามาตรฐานด้านเวลาที่ต้องทันตามลูกค้ากำหนด ส่วนผลไม้จะให้คงความสด ก็เลือกวิธีบรรจุลงกล่องโฟมคงความเย็นด้วยเจลเย็น

ดีลิเวอรี่ทั่วไทย

ผลไม้ไม่ดีมีเคลม

ทั่วประเทศ คือพื้นที่เป้าหมายของ aDAY FRESH ดังนั้น ในพื้นที่ต่างจังหวัดจึงจัดส่งไปในหลายๆ ช่องทาง ทั้งรถตู้โดยสาร รถทัวร์ เครื่องบิน ส่วนอัตราค่าจัดส่งกำหนดไว้กับยอดซื้อไม่มีขั้นต่ำแต่ไม่เกิน 3,000 บาท คิดค่าบริการในพื้นที่กรุงเทพฯ 100 บาท แต่หากในพื้นที่ต่างจังหวัดอัตราค่าส่งเริ่มต้น 350 บาท แต่ถ้าซื้อสินค้าสูงกว่า 3,000 บาท ลดค่าขนส่งให้ 100 บาท

อีกบริการหนึ่งก่อเกิดความประทับใจต่อลูกค้าคือ สินค้าไม่ดียินดีเคลม “ผลไม้เป็นของสด ย่อมมีโอกาสช้ำ หรือว่าเสียบ้าง อย่างเมื่อก่อน สตรอเบอร์รี่เสีย 2 ลูก ผมเคลมให้เลย 1 ลัง เพราะเราอยากทำให้ลูกค้ารู้สึกว้าว แต่ต้องยอมรับว่าช่วงแรกๆ ต้องเคลมให้ลูกค้าเยอะมาก ตอนนี้จึงแก้ปัญหาด้วยการทำข้อมูลลูกค้าก่อนว่ารายใดเข้มงวดมาก มีความจุกจิก และจะให้ดี ก่อนส่งต้องถ่ายรูปสินค้าให้ลูกค้าดูก่อน ที่เราต้องทำเช่นนี้เพราะลูกค้าส่วนมากไม่สะดวกเช็กสินค้าตอนรับ เพราะส่วนใหญ่ไม่อยู่บ้าน ให้แม่บ้านรับของไว้แทน เราก็ต้องสร้างความสบายใจด้วยการรับประกันเคลม ซึ่งเป็นวิธีมัดใจลูกค้าไว้ได้”

จากยอดขายวางไว้กับช่องทางออนไลน์ 100,000 บาท ต่อเดือน แต่มาถึงปัจจุบันแตะ 2 ล้านบาท ซึ่งกับยอดขายดังกล่าว คุณยุทธนา ว่า เป็นไปตามกำลังผลิต แต่ทว่าความต้องการของตลาดยังกว้างกว่านี้มาก

“ผมเคยวิ่งรถส่งสินค้าเอง เริ่มต้นตั้งแต่ตีสี่ไปจนถึงห้าทุ่ม ช่วงเทศกาลยิ่งขายดี อย่างตรุษจีนที่ผ่านมา ทำรายได้ถึง 1,000,000 บาท หรือปีใหม่ทำรายได้ 500,000 บาท แต่ด้วยช่วงเทศกาลจะนิยมกระเช้าของขวัญ ซึ่งต้องใช้เวลาจัด แต่กำลังคนมีแค่ 19 ชีวิต พื้นที่ต่างจังหวัดจึงต้องหยุดส่งไปเลย”

สั่งซื้อหนึ่งกล่อง

ลองอร่อย สั่งสิบ

คุณยุทธนา ยังกล่าวถึงยอดสั่งซื้อแต่ละคนแต่ละครั้งเฉลี่ยประมาณ 3,500 บาท “เคยมีลูกค้าท่านหนึ่งสั่งซื้อเชอร์รี่ 1 กล่อง 3,500 บาท เมื่อลูกค้าได้ชิม สั่งอีก 10 กล่อง โดยให้เรากระจายไปตามบ้านต่างๆ และเมื่อผู้ได้รับ ชิมผลไม้แล้ว ก็สั่งซื้ออีก จากลูกค้าคนเดียวทำให้มีรายได้ในครั้งนั้น 300,000 บาท”

ผู้ประกอบการคนขยัน กล่าวถึงหัวใจสำคัญกับการบริหารจัดการธุรกิจ อันนำมาสู่ความสำเร็จ “ด้วยเงื่อนไขของสดมีอายุเก็บรักษา ไม่ใช่แค่เรื่องจำนวนมากน้อย แต่ต้องรู้อายุ รู้ฤดูกาลของผลไม้แต่ละชนิด รู้แหล่งปลูกแหล่งขายที่จะจัดนำเข้ามา และเมื่อมีความสูญเสีย หรือค้างสต๊อก ต้องหาวิธีจัดการได้ อย่างนำมาตัดแต่งเพื่อแปรรูป

ไม่เพียงผลไม้นอกที่เลือกนำมาจำหน่าย ปัจจุบัน คุณยุทธนาได้มองผลไม้ไทย ซึ่งยังคงได้รับความสนใจจากตลาด อย่าง มะม่วง กล้วยหอม เสาวรส แต่ทั้งนี้ยังคงเลือกคัดคุณภาพระดับพรีเมี่ยม

“ตอนนี้ลูกค้ากลุ่มซื้อไปมอบเป็นของขวัญของฝากเพิ่มจำนวนมากขึ้น ก็คงต้องให้ความสำคัญกับดีไซน์บรรจุภัณฑ์และความหลากหลายของผลไม้ และปัจจุบันกำลังซื้อก็ถือว่ามากกว่ากำลังผลิต จึงวางแผนขยายพื้นที่ศูนย์ตัดแต่ง คัดแยกสินค้า โดยทุ่มเงินลงทุนไป 2 ล้านบาท คาดว่าแล้วเสร็จในราวเดือนพฤษภาคม ซึ่งจากการขยายนี้น่าจะทำรายได้เพิ่มอีกเท่าตัว”

ทั้งนี้ คุณยุทธนายังกล่าวย้อนกลับไปถึงการลงทุนว่า ไม่มีในเบื้องต้น เพราะการเปิดเพจบนเฟซบุ๊กไม่ต้องลงทุนตัวเงิน ส่วนผลไม้นำมาจำหน่ายได้เครดิตรับสินค้ามาขายก่อนจ่ายทีหลัง

“ผมว่าการขายผ่านโลกออนไลน์ สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญคือ การพัฒนาเพจ อย่างรูปภาพสำคัญมากต้องสวยงาม บริการต้องดีจริง การเล่นโปรโมชั่นก็เป็นอีกกลยุทธ์ดึงดูดลูกค้า ซึ่งผมจะทำแบบแรงจริง เพื่อกระตุ้นการรับรู้ กระตุ้นยอดขาย แต่ว่าจะเลือกทำโปรโมชั่นกับสินค้าบางรายการเท่านั้น”

คุณยุทธนายังกล่าวทิ้งท้ายกับผู้สนใจต้องการมุ่งสู่เส้นทางสายนี้ว่า ยังมีโอกาสอีกมาก หรือหากคุณมีสินค้าอื่นๆ ในมือ ก็สามารถขายผ่านช่องทางนี้ได้ อยู่แค่ว่า…กล้าก้าวหรือไม่

สนใจติดต่อธุรกิจ คลิก http://www.facebook.com/adayfresh โทรศัพท์ (089) 153-0539

แรงบันดาลใจจากวัยเด็ก สู่ “รพีภัทร ฟาร์ม” ฟาร์มไก่ชนแห่งความภูมิใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0768150459&srcday=2016-04-15&search=no

วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 395

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

แรงบันดาลใจจากวัยเด็ก สู่ “รพีภัทร ฟาร์ม” ฟาร์มไก่ชนแห่งความภูมิใจ

หลังจากแต่งงานมีครอบครัว และมีทายาทไว้เชยชม อดีตพระเอก น้ำ-รพีภัทร เอกพันธ์กุล พลิกบทบาทครั้งสำคัญทั้งงานในวงการบันเทิงและงานส่วนตัว เรียกว่าจากหน้ามือเป็นหลังมือ เพราะตอนนี้ทุ่มเทมุ่งมั่นกับการสร้างรากฐานของครอบครัว รวมไปถึงการทุ่มเทให้กับธุรกิจส่วนตัว ที่เริ่มมาจากแรงบันดาลใจในวัยเด็ก ใช้ชีวิตอยู่กับไก่มาโดยตลอด และเป็นงานที่เขาสามารถอยู่กับมันได้ทั้งวัน ประกอบกับ 4-5 ปีก่อน กำลังเคว้งคว้าง จึงเป็นจุดให้เริ่มต้นทำธุรกิจที่ตัวเองรัก นั่นคือ ฟาร์มไก่ชน “รพีภัทร ฟาร์ม” ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครนายก

แรงบันดาลใจในวัยเด็ก

ในวัยเยาว์ เจ้าของฟาร์มใช้ชีวิตอยู่กับคุณตา และใช้เวลาในการเลี้ยงไก่ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทำให้เขาไม่เบื่อ และอยู่กับมันได้ทั้งวัน จนกระทั่ง 5 ปีก่อน เกิดความรู้สึกเคว้งคว้าง ทำให้คิดถึงอดีตว่า น่าจะใช้เวลาอยู่กับไก่ และสร้างมันขึ้นมาเป็นธุรกิจ จึงก่อให้เกิด ฟาร์มไก่ชน “รพีภัทร ฟาร์ม”

“นอกจากอาชีพนักแสดง เล่นละคร หรือทำงานในวงการบันเทิงแล้ว ผมอยากทำอย่างอื่นอีก อยากทำธุรกิจ แต่ไม่รู้จะทำธุรกิจอะไรที่ตัวเองรู้สึกรักและชอบ ย้อนหลังไปจากนี้เมื่อ 4-5 ปี ช่วงนั้นผมเคว้ง อกหัก ไม่รู้จะทำอะไร เอาไงดี ถ้าใน 1 วัน อยู่นิ่งๆ ไม่ทำอะไร ฟุ้งซ่านแน่ เลยเกิดแรงบันดาลใจให้กลับมาเลี้ยงไก่ เพราะนึกย้อนไปตอนเด็กว่าเราสามารถทำอะไรแล้วอยู่กับมันได้ทั้งวัน มันคือ การเลี้ยงไก่นี่แหละ ที่ทำให้ผมอยู่กับมันได้ เพราะเด็กๆ ผมเลี้ยงไก่ที่บ้านคุณตา มันเลยคิดว่างั้นเราเลี้ยงไก่ และเปิดเป็นฟาร์มเลยดีกว่า

และใช้ชื่อผม รพีภัทร เป็นชื่อฟาร์ม พอได้ยินก็รู้ว่าเป็นฟาร์มของผมนะ ซึ่งชื่อ รพีภัทร มันมีความหมาย รพี แปลว่า พระอาทิตย์ ภัทร ก็เป็นคำว่า ดีงาม เจริญ ซึ่งเป็นชื่อมีความหมายดีมากครับ”

สร้างด้วยสองมือ

ก่อนหน้าที่จะย้ายฟาร์มมาอยู่ที่จังหวัดนครนายก หนุ่มน้ำ บอกกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า เดิมอยู่ที่หลักสี่ กรุงเทพมหานคร แต่ด้วยความที่เป็นชุมชนจึงไม่เหมาะที่จะเปิดเป็นฟาร์มเลยต้องย้าย โดยที่เจ้าของฟาร์มเริ่มลงมือทำเองทุกอย่างตั้งแต่ ขุดดิน ก่ออิฐ สร้างโรงเรือน รวมไปถึงการดูแลพันธุ์ของไก่ชน

“จริงๆ เพิ่งย้ายฟาร์มมาที่นี่ เพิ่งจะย้ายมาได้สัก 4-5 เดือน ก่อนหน้านี้เลี้ยงอยู่ที่หลักสี่ แต่ตรงนั้นเป็นเขตชุมชน พอไก่เริ่มมีจำนวนเยอะ เวลาไก่ขัน มันขันทั้งวัน เลยก่อความรบกวนให้กับเพื่อนบ้านแถวนั้น ประกอบกับพื้นที่จำกัด พอไก่มีเยอะมากขึ้นเลยดูแคบไป ต้องหาที่ใหม่ ผมคุยกับคุณแม่ ซึ่งเรามีที่ดินอยู่ที่นครนายก เป็นมรดกของปู่ย่าตายาย ที่ยกให้คุณแม่ พื้นที่ 4 ไร่ ผมซื้อของคุณน้าเพิ่มอีก 4 ไร่ รวมเป็น 8 ไร่ แต่ถ้าจะทำเป็นฟาร์มทั้งหมดก็ดูจะใหญ่ไปหน่อย ก็เริ่มค่อยๆ ทำ เริ่มจากถมที่ดิน 2 ไร่ ล้อมรั้ว ผมเริ่มทำประมาณเดือนกันยายนปีที่แล้ว ตอนนี้ก็เป็นเรื่องของโครงสร้าง ทุกอย่างมันค่อนข้างเรียบร้อยสำหรับการทำที่เลี้ยงไก่ และเรามีที่พักให้กับน้องๆ ได้พักในช่วงที่เลี้ยงไก่ และผมกำลังจะปลูกบ้านไว้สำหรับครอบครัว เวลาลูก ภรรยา และคุณแม่ มาพักผ่อนกัน เพราะที่นี่เงียบสงบ ไม่ค่อยมีเสียงรถ เงียบจนได้ยินเสียงไก่ (หัวเราะ) ได้ยินเสียงธรรมชาติ แม่ผมก็อายุเยอะ ส่วนลูกวันหยุดแทนที่จะไปเที่ยวที่อื่นก็แวะมาเที่ยวฟาร์มไก่ครับ”

ได้มาตรฐานฟาร์มไก่

แม้จะเป็นธุรกิจแรกในชีวิต แต่เจ้าของฟาร์มก็ทุ่มเททั้งแรงกายและแรงใจเกินร้อย เพื่อสร้างมาตรฐานของการทำฟาร์มไก่ชน ทั้งเรื่องของโครงสร้างโรงเรือน การสร้างบรรยากาศ รวมไปถึงมาตรฐานของการผลิตไก่ชน ที่สำคัญคือ ความซื่อสัตย์ที่มีต่อลูกค้านั่นเอง

“ก่อนที่ผมจะลงมือทำ ผมก็ดูรูปแบบฟาร์มจากหลายๆ ฟาร์มที่ทำกัน ได้แรงบันดาลใจจากรูปแบบ โครงสร้าง และทุกๆ อย่าง ผมวางระบบให้เหมือนกับฟาร์มใหญ่ทั่วไปที่ได้มาตรฐาน เราทำมันให้ได้มาตรฐานทั้งเรื่องโครงสร้าง เรื่องความสวยงาม บรรยากาศของฟาร์ม สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับคนทำฟาร์มไก่ก็จากระบบโครงสร้างที่มันดี แล้วก็ความซื่อสัตย์กับลูกค้า ผมว่ามันคือจุดเด่นของฟาร์มไก่ชนที่ควรจะมี และก็เป็นข้อดีที่ทุกๆ ฟาร์มควรจะมีต่อลูกค้าครับ

ผมมองว่าตลาดของไก่ชนกว้าง และมีคนนิยมเลี้ยงมากขึ้น เป็นตลาดที่กว้างขึ้นจากเมื่อก่อน คนเลี้ยงมีทั้งทุนมาก ทุนน้อย มีหมด ซึ่งฟาร์มผมมีเกรดในราคาที่คนส่วนมากจับต้องได้ โดยราคาที่มันไม่แพงจนเกินไป แต่ในส่วนนี้จะต้องเป็นไก่ที่ไปทำกำลัง มีแววดี หรืออยากได้สายพันธุ์ก็ต้องเอาลูกไก่ไปเลี้ยง แต่ถ้าไก่คัดมาแล้วมันจะมีเกรดตามราคาของมัน มีตั้งแต่ VIP AA+ หรือจะเกรด A หรือ B

ตอนนี้ฟาร์มผมมีตัวผู้ที่เป็นไก่หนุ่มและไก่เลี้ยงชนอยู่ที่ประมาณ 20-30 ตัว และมีแม่พันธุ์อยู่ในล็อกทั้งหมด 20-30 แม่ ลูกไก่อีก ก็ดูรวมๆ แล้วประมาณเกือบจะร้อยตัวครับ เพราะที่นี่มันมีทั้งล็อกผสมและเป็นโรงเลี้ยงไก่หนุ่มรวมทั้งไก่เลี้ยงออกชนครับ คือถ้าเป็นไก่ตัวผู้ถ้าจะเลี้ยงชนเราก็จะมีเป็นโซนของเลี้ยงชน ไก่นักกีฬา แต่ว่าถ้าเป็นโซนที่เป็นล็อกผสมก็จะเป็นพ่อไก่ที่เราไม่ได้ใช้ชน เราก็จะใช้ให้เขาทำหน้าที่เป็นพ่อพันธุ์ต่อไป”

รางวัลคือความภูมิใจ

ความภูมิใจของคนเลี้ยงฟาร์มไก่ชนคือ การเป็นที่หนึ่งในการแข่งขัน โดยเจ้าของฟาร์มบอกเราว่า ไก่ที่ไปชนจะต้องไปชนสนามที่มีใบอนุญาตถูกต้องเท่านั้น และการเลี้ยงไก่ชน เป็นเรื่องธรรมชาติของไก่อยู่แล้ว ที่พอเป็นไก่หนุ่มถ้าอยู่ในฝูงจะมีการต่อสู้เพื่อแย่งชิงการเป็นจ่าฝูง และเป็นการออกกำลังกายเพื่อถ่ายพยาธิของไก่อยู่แล้ว

“เราดูไก่ที่ขน ถ้าเป็นไก่หนุ่ม ขนจะเต็มร่าง ก็เริ่มที่จะเอาเขามาฝึก เพราะว่าไก่รุ่นนี้พอเวลาเราปล่อยไว้ในฝูงด้วยธรรมชาติเขา เขาจะเริ่มมีการต่อสู้กันเพื่อที่จะแย่งกันเป็นจ่าฝูง และมันจะเริ่มเกิดการเสียหายกับเขาแล้ว เราก็ต้องเริ่มจับเขามาเพื่อที่จะขังออกกำลังกาย ถ่ายพยาธิเขา แล้วก็ให้เขาได้ออกกำลังกาย ได้ชินกับคน แล้วก็เริ่มจะซ้อมเขา คือดูฝีมือเขา ลองเตะ เช็กดูฝีมือเขาว่าเขาเป็นยังไง และเราต้องดูด้วยว่าการเอาไก่ไปชนจะไปชนเฉพาะสนามที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกกฎหมาย ที่จะมีเปิดอยู่ในทุกจังหวัด ทุกอำเภออยู่แล้ว

สำหรับผมถ้าในฐานะคนที่ทำฟาร์มไก่ชน ผมมองว่าการไปแข่งแล้วชนะกลับมา มันเหมือนการแข่งขันกีฬา มีได้ถ้วย ได้รางวัล ได้ความภาคภูมิใจ เหมือนเราได้ปั้นมีนักกีฬาของเรา ที่เราคิดว่าเป็นนักกีฬาที่มีพรสวรรค์ แล้ววันหนึ่งที่เราเลี้ยงเขามาเรื่อยๆ พัฒนาจนเป็นยอดนักกีฬาที่ร่างกายแข็งแรง พร้อมที่จะแข่งขันละ แล้ววันหนึ่งเขาไปแข่งขันชนะแล้วเราจะรู้สึกภาคภูมิใจ เพราะว่าเราเป็นคนที่เทรนเขามาตั้งแต่แรก”

และนี่คือความสุขของการได้เริ่มทำในสิ่งที่ตัวเองรักมาตั้งแต่เด็กๆ และตอนนี้ “รพีภัทร ฟาร์ม” ของหนุ่มน้ำ ก็มียอดจองเข้ามามากมายถึงขั้นผลิตลูกไก่กันไม่ทันเลยทีเดียว ใครที่หลงใหลในวิถีชีวิตของการเลี้ยงไก่ชนหรือไก่พันธุ์ ลองแวะเวียนไปดูฟาร์มไก่ชนได้ที่ “รพีภัทร ฟาร์ม” ตั้งอยู่ที่จังหวัดนครนายก หรือเข้าไปดูได้ที่ FB @น้ำรพีภัทรฟาร์มไก่ชน

ร้อนอะไร ไม่เท่าร้อนเงิน!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07011010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ชักหน้า…ให้ถึงหลัง

ป้านะยะ Pranaya.n@ktc.co.th

ร้อนอะไร ไม่เท่าร้อนเงิน!!

เข้าสู่โหมดหน้าร้อนโดยสมบูรณ์แบบ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาเราเจอกับอากาศร้อนที่สุดในรอบ 50 ปี ตลอดเดือนเมษายนนี้ก็ไม่น่ารอด อิทธิพลฮีตเวฟ หรือคลื่นความร้อนนี้น่าจะครอบคลุมไปทุกหย่อมหญ้าตลอดซัมเมอร์นี้

จะว่าไป ร้อนอะไร ก็ไม่เท่าร้อนเงินสินะ เวลาอากาศร้อนมักนอนไม่ค่อยหลับ อาการร้อนเงินก็เช่นกัน หลับลงซะที่ไหน หวาดระแวงว่าเจ้าหนี้จะมาตามทวงหนี้จากทุกช่องทาง ทั้งโทรศัพท์ โทรสาร อีเมล ไลน์แชต ไม่เว้นแม้แต่บนหน้าไทม์ไลน์เฟซบุ๊ก

เผลอๆ มาในระยะประชิดถึงหน้าบ้านหน้าออฟฟิศก็มี

หนทางหลุดพ้นจากอาการร้อนเงิน คงหนีไม่พ้นการกู้ยืม ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หากบ่อยครั้งขึ้นบุคคลเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ห่างจากเราไปตามกฎแห่งธรรมชาติ ดังนั้น ทางเลือกต่อไปก็คงเป็นแหล่งเงินกู้ ซึ่งมีทั้งในระบบและนอกระบบ มาพร้อมกับดอกเบี้ยแบบหฤโหดหรรษา

เพื่อที่จะไม่ต้องเข้าสู่อาการร้อนเงิน นอกเหนือจากการลดรายจ่าย ประหยัด เก็บออมถนอมเงินแล้ว การหารายได้เพิ่ม คือปัจจัยสำคัญเช่นกัน ในหนังสือเรื่อง “เงินสี่ด้าน งานสี่ประเภท” ของ โรเบิร์ต คิโยซากิ หนังสือที่ขายดีติดอันดับโลก เขียนถึงเรื่องรายได้ว่า มีอยู่ 2 ประเภทคือ Active Income กับ Passive Income ถ้าเป็นภาษาไทยก็คงเป็น รายได้เชิงรุก กับ รายได้เชิงรับ

Active Income คือ รายได้เชิงรุก ต้องรุกถึงจะได้เงิน คือต้องลุกขึ้นมาทำงาน รายได้จะเกิดจากลงทุนลงแรงเพื่อให้ได้มาซึ่งรายรับ หากแรงหมดรายได้ประเภทนี้ก็หดไปด้วยเช่นกัน มนุษย์เงินเดือนพึงตระหนักว่าเงินที่เรารับอยู่ทุกวันนี้คือ Active Income นะพี่น้อง

แต่ Passive Income หรือรายได้เชิงรับ คือรับตลอดดดดดดดๆๆๆๆ และงอกขึ้นเรื่อยๆ เป็นประเภทของรายได้ที่ควรมีให้มากที่สุด เป็นรายรับที่ไหลเข้ามาโดยที่เราไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรมากนัก หรือถ้าจะต้องลงแรงไป ก็นิดหน่อย แต่สามารถเก็บเกี่ยว เก็บกินรายได้นี้ไปได้ยาวๆ แม้ในวันที่เราไม่ได้ทำงาน หรือทำงานไม่ได้แล้ว ในวงการธุรกิจเครือข่าย หรือ MLM ชอบใช้รายได้ประเภทนี้มาเป็นจุดขายเพื่อให้คนเข้าสู่ธุรกิจ

อย่างไรก็ดี ถ้าเราไม่ชอบการขายตรงในธุรกิจเครือข่าย ยังมีตัวอย่างของ Passive Income อื่นๆ อีก เช่น เงินฝากธนาคารหรือพันธบัตรรัฐบาลที่มีดอกเบี้ยให้เรา การลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายเงินปันผล รายได้จากค่าเช่าคอนโดมิเนียม หอพัก ที่ดิน อาจรวมไปถึงการปล่อยเงินกู้แล้วกินรายได้จากดอกเบี้ยก็ใช่เช่นกัน

ตัวอย่างเหล่านี้เป็นเสมือนเครื่องปั๊มรายรับให้เราอย่างต่อเนื่องนั่นเอง อาจจะต้องมานั่งทบทวนว่าเรามีรายได้ประเภทนี้บ้างหรือยัง? เพราะถ้าไม่มีรายได้ประเภทนี้เลย อาการร้อนเงิน ชักหน้าไม่ถึงหลังจะกำเริบได้บ่อยครั้ง และอาจรุนแรงถึงขั้นการเป็นหนี้เป็นสินรุงรัง

จริงๆ แล้ว รายได้มาจากทางไหนก็ดีทั้งนั้น แต่เพื่อความยั่งยืน เราควรมองหาแหล่งที่ก่อให้เกิดรายได้โดยที่ไม่ต้องทำงานแบบหนักหน่วงเพื่อสร้าง Passive Income ให้มากขึ้น ใครจะรู้! เผลอๆ เราอาจมีอายุยืนยาวเป็นร้อยปี ถึงตอนนั้นอาจจะยังแข็งแรงอยู่ แต่ก็คงไม่มีใครจ้างทำงานแล้ว หรืออีกนัยหนึ่ง คือทำงานกันไม่ไหวแล้ว แต่อันที่จริง ไม่ควรต้องรอถึงวัยเกษียณแล้วค่อยมองหารายได้แบบนี้ ใครเจอได้เร็ว หาได้ก่อน โอกาสการเก็บเกี่ยวก็ยาวนานขึ้น

ไม่ว่าจะหน้าร้อนนี้…หรือหน้าร้อนไหนๆ จะได้ไม่ต้องร้อนเงิน…นะพี่น้อง

ความแตกต่าง ทำให้เราโดดเด่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

เติมใจ…ใส่ธุรกิจ

พลชัย เพชรปลอด อาจารย์พิเศษ ม.ศิลปากร, อดีตผู้บริหารการตลาด กลุ่มธนบุรีประกอบรถยนต์

ความแตกต่าง ทำให้เราโดดเด่น

“ความแตกต่าง ทำให้เราโดดเด่น”

ผมชอบถ้อยความนี้มานานมาก จากโฆษณาของธนาคารกรุงเทพพาณิชยการ ที่ล้มหายตายจากไปจากสารบบธนาคารไทยนานแล้ว แต่เดิมที่ยังดำเนินกิจการอยู่ เป็นธนาคารขนาดเล็กที่มีภาพลักษณ์เฉิ่มเชย แม้กระทั่งโลโก้ก็ยังใช้รูปสตางค์แดง เป็นสัญลักษณ์

เด็กสมัยนี้คงรู้สึกงง ว่าอะไรคือ “สตางค์แดง”

ในความเฉิ่มเชยนั้น บริษัทโฆษณาที่คิดแนวทางโฆษณา ได้พลิกจุดด้อยให้กลายเป็นจุดเด่น โดยการหยิบยกเอาสิ่งที่คนทั่วไปมองว่าธนาคารแปลกแยกแตกต่างจากคู่แข่งรายอื่น นั่นคือ เทียบกันไม่ติด สู้เขาไม่ได้ ให้กลายเป็นความเหนือกว่า ด้วยการสร้างถ้อยคำเพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคว่า

“ความแตกต่าง ทำให้เราโดดเด่น”

แต่ไม่ได้ทำให้ผู้บริโภคเชื่อตามหรอกครับ เนื่องจาก บางความโดดเด่น ส่งผลดีในทางการตลาด แต่บางความโดดเด่น ไม่ได้เกิดผลดีแต่ประการใด

ถ้าความโดดเด่นนั้น เกิดประโยชน์ทางใดทางหนึ่งต่อผู้บริโภค แบบนั้นแหละครับ เป็นความโดดเด่นที่ผู้บริโภคชอบ และยอมรับในที่สุด

แต่ความโดดเด่นในกรณีของธนาคารแห่งนี้ เป็นความโดดเด่นเชิงลบมากกว่า และมองไม่เห็นประโยชน์ใดที่แฝงอยู่ หรือพูดง่ายๆ ไม่ได้มีประโยชน์ใดเลย เพราะเชย เพราะเฉิ่ม

ถามว่า แล้วทำไมผมจึงชอบถ้อยความนี้

เพราะเวลาที่เราผลิตสินค้าที่เหมือนคนอื่น ชอบมีคำถามจากเจ้าของสินค้า ถามว่า “แล้วจะขายสู้คนอื่นอย่างไร” ในเมื่อสินค้าแบบเดียวกัน มีอยู่แล้ว และอาจมีเยอะด้วย คู่แข่ง “เพียบ” ยิ่งเราเป็นรายใหม่ด้วย จะเอาอะไรไปต่อกร

ทางการตลาด เขามีหลักการง่ายๆ คือ “สินค้าที่แตกต่าง” หรือ “สร้างให้แตกต่าง” จะขายได้ดี

เดี๋ยวนี้ถ้าบอกว่าให้ผลิตสินค้าที่แตกต่าง คงยากยิ่งนัก หาทางไปยาก ว่าจะให้ต่างได้อย่างไร เพราะสินค้าแบบเดียวกัน เช่น แก้วน้ำ ก็คงต้องมีรูปร่างหน้าตาใกล้เคียงกัน เพราะการใช้สอยไม่หนีกัน เหมือนๆ กัน

ทว่าความแตกต่างอีกลักษณะหนึ่งในทางการตลาด คือ ความแตกต่างที่ “สร้างขึ้น”

สร้างขึ้น แปลว่า เรากำหนดเอง แล้วจะกำหนดจากอะไร สามารถกำหนดได้จาก 2 ปัจจัยใหญ่ๆ คือ “จุดขาย” และ “ความพึงพอใจของผู้บริโภค” นำมาผสมกลมกลืนกันอย่างเนียนๆ แล้วสื่อสารออกไปอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ผู้บริโภค “เชื่อ” ตามนั้น

คำว่า “สื่อสาร” ในที่นี้ ประกอบไปด้วย 2 ลักษณะคือ การสื่อสารเชิงคำพูด การบอกกล่าว จะด้วยการโฆษณา จะประชาสัมพันธ์ หรือจะใช้สารพัดสื่อ ก็งัดกันออกมาได้เลย แต่การสื่อสารที่สำคัญกว่า และเจ้าของสินค้ามักมองข้าม หรือหลงลืมไป นั่นคือ การสื่อสารโดยการ “กระทำอย่างสม่ำเสมอ” ให้ลูกค้าเชื่อตามนั้น

ผมยกตัวอย่างดังนี้ครับ ถ้าผมเป็นพนักงานอยู่ในออฟฟิศ ภาพรวมที่ใครมองพนักงานก็เหมือนๆ กัน คล้ายกับมองสินค้าชนิดเดียวกันว่าไม่แตกต่าง แล้วหากทุกคนในออฟฟิศเป็นคนซีเรียสกันหมด วันๆ เอาแต่เคร่งเครียด หน้าตาบอกบุญไม่รับ แบบนี้คงเหมือนสินค้าชนิดเดียวกันที่ไม่แตกต่างกัน

ถ้าผมอยากแตกต่าง ผมต้องไม่ซีเรียส คือ ต้องไม่ทำเหมือนคนอื่นเขา

แต่ทำไม่เหมือน แน่นอนว่าต้อง “ไม่เครียด” ต้องเปลี่ยนคุณสมบัติบางอย่าง แล้วจะเปลี่ยนไปทิศทางไหนดี ต้องลองพิจารณาว่า คนทั่วไปชอบแบบไหน ต้องลองหาข้อมูลมาพิจารณาว่า ผู้คนเขาให้ความหมายความซีเรียสไว้อย่างไรบ้าง

ดูที่ความพึงพอใจ ว่าคนแบบไหนที่ผู้คนชอบใจ สมมติว่าได้ข้อสรุปมาว่า “คนตลก เฮฮา” คือ ความพึงพอใจของผู้คนส่วนใหญ่

ผมอยากแตกต่าง ผมก็ต้องทำตัวเป็นคน “ตลก เฮฮา”

แล้วถ้าปกติ ผมก็ไม่ได้ตลก เฮฮา ได้ขนาดที่ผู้คนคาดหวังล่ะ ทำอย่างไรดี ผมก็ควรพิจารณาถึงข้อดีอื่นๆ ที่เป็นด้านตรงข้ามกับความซีเรียส ที่ผมมีอยู่ในตัว ที่พอจะเป็น “จุดขาย” ได้ ไม่เช่นนั้น ผมพยายามจะตลก แล้วไม่ตลก ในที่สุดผู้คนก็ “ไม่เชื่อ”

ถ้าข้อดีของผม เป็นเรื่องของความ “ยิ้มแย้มแจ่มใส” ทำได้เป็นปกติ โดยไม่เคอะเขิน และไม่ต้องฝืน ไม่ต้องกลัวเผลอหลุด หรือพะวงกับมุขแป้ก ผมก็ควรเลือกการ “สร้างความแตกต่าง” ด้วยการดึงจุดขายมาทำให้ตัวเองแตกต่างจากคนอื่นในออฟฟิศ ด้วยการยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา

และจะดีกว่า หากผมเชื่อมั่นว่า “ตลก เฮฮา” ไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่ผมจะพัฒนาให้กลายเป็นคนฮาระเบิดมุขกระจาย ผมก็ทำตัวไปแนวนั้นเลย ซึ่งจะโดนใจผู้คนมากกว่า เพราะตอบสนองความพึงพอใจ

เราเรียกการวางตัวตนของเราให้เป็นเช่นไร แบบนี้ว่า “Positioning” (โพซิชั่นนิ่ง) หรือ “ตำแหน่งทางการตลาด” นี้ หมายถึง การกำหนดให้สินค้ามีความแตกต่างจากสินค้าอื่นที่เหมือนกัน ด้วยการสร้างให้ผู้บริโภครู้สึกแตกต่าง ความรู้สึกนี้จะทำให้ผู้คนคล้อยตามได้ ก็ต่อเมื่อมีการสื่อสารออกไปอย่างสม่ำเสมอ ตอกย้ำในทิศทางเดียวกันตลอด จนกระทั่ง “คนเชื่อ”

อย่างที่ผมบอกแต่ต้นว่า ต้องสื่อสารใน 2 ลักษณะคือ โดยการบอกกล่าว และโดยการกระทำ ซึ่งสิ่งที่ทรงพลังมากกว่าคือ เชิงการกระทำ คำว่า เชิงการกระทำ ในที่นี้ อาจเป็นการหาข้อพิสูจน์มายืนยัน มาแสดงก็ได้ หรือเป็นการใช้งานให้เห็นประจักษ์แก่สายตาก็ได้ นึกถึงโฆษณาแนวแอบโดมิไนเซอร์ดูสิครับ ที่ต้องมีคนมายืนยัน พอบอกว่าพับเก็บง่าย ก็จับยัดใต้เตียงโชว์ เพื่อต้องการให้เราเชื่อว่า “เก็บง่าย” จริงๆ

ถ้าเป็นสินค้าบริการ “คน” ในฐานะผู้ให้บริการ และเป็นกลไกสำคัญ “กระบวนการให้บริการ” เป็นการส่งเสริมความสะดวกสบาย เหล่านี้สามารถแสดงออกถึงการกระทำได้ เช่น เราวางตำแหน่งไว้ว่า “เป็นมิตร รวดเร็ว” แต่ลูกค้าต้องนั่งรอไม่ต่ำกว่า 2 ชั่วโมง แบบนี้ผมว่าเปลี่ยนโพซิชั่นนิ่งดีกว่า หนักกว่านั้น ถ้าทั้งต้องนั่งรอนาน แล้วยังเจอพนักงานชักสีหน้าอีก จบข่าวเลยครับ

อย่ากลัวถ้าสินค้าเหมือนคู่แข่ง มองหาสิ่งที่คู่แข่งไม่มี นั่นคือ “จุดขายที่แตกต่าง” หรือ “สร้างสิ่งที่ลูกค้าพึงพอใจ” แล้วพยายามทำให้เป็นตามนั้น ถ้าทำได้อย่างสม่ำเสมอ สื่อสารตอกย้ำ ทำให้เห็นว่าเป็นจริง ทำต่อเนื่องจนผู้คน “เชื่ออย่างสนิทใจ”

ถึงเวลานั้น จะรู้ว่า แม้สินค้าเหมือนคู่แข่งที่มีอยู่มากมาย แต่…”ความแตกต่าง (ที่สร้างขึ้น) ทำให้เราโดดเด่น”

แมสเซนเจอร์ออนไลน์ เรียกใช้ได้ 24 ชม. โกยรายได้คนกรุง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07022010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

รายงานพิเศษ

แมสเซนเจอร์ออนไลน์ เรียกใช้ได้ 24 ชม. โกยรายได้คนกรุง

……ตลาดแมสเซนเจอร์เป็นตลาดที่การแข่งขันค่อนข้างสูง เพราะมีผู้ให้บริการหลายราย ทว่าแต่ละเจ้าก็ให้บริการที่แตกต่างกัน สำหรับสกู๊ตตาร์ถูกฝึกมาให้รู้เรื่องงานเอกสาร เก็บเช็ค วางบิล ส่งพัสดุ ซึ่งสกู๊ตตาร์เป็นบริษัท Startup ของคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์ ผ่านการแข่งขันโครงการ Startup หลายโครงการ พร้อมกวาดรางวัลการันตีมาอีกด้วย

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “มอเตอร์ไซค์แมสเซนเจอร์” คือ ส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมความคล่องตัวให้แก่ธุรกิจของผู้ประกอบการที่ทำมาค้าขาย ไม่ว่าจะให้ไป รับ-ส่งเอกสาร ส่งพัสดุ หรือแม้แต่วางบิล เก็บเช็ค

แต่ทว่าเห็นอยู่บ่อยๆ ว่าหลายบริษัทมักเจอปัญหา อาทิ ไม่รู้จะเรียกแมสเซนเจอร์ได้ที่ไหน ไม่แน่ใจว่าแมสเซนเจอร์อิสระตามท้องถนนจะไว้ใจได้หรือเปล่า แมสเซนเจอร์ที่รู้จักกันอาจจะไม่ว่างในเวลานั้น ราคาไม่สม่ำเสมอ ต้องต่อรองกันเป็นรายครั้ง ครั้นจะจ้างพนักงานแมสเซนเจอร์ประจำก็อาจจะไม่คุ้มค่า ฉะนั้น เครื่องมือช่วยหาแมสเซนเจอร์แบบทันท่วงทีจึงก่อกำเนิดขึ้นมา

SKOOTAR (สกู๊ตตาร์) คือ นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยแก้ปัญหาการเรียกใช้บริการ “มอเตอร์ไซค์แมสเซนเจอร์” เพราะผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงแมสเซนเจอร์จำนวนมากได้ง่ายๆ แค่ปลายนิ้วคลิกในเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นบนมือถือทั้งแอนดรอยด์และ iOS ก็เชื่อมโยงกับเครือข่ายแมสเซนเจอร์ทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล สะดวก รวดเร็ว ราคายุติธรรม เรียกได้ทุกที่ ทุกเวลา มาพร้อมระบบติดตามความคืบหน้า และระบบการประเมินพนักงานโดยผู้ใช้ได้ตลอดเวลา

ผลงานสตาร์ตอัพไทย

แก้ตรงจุด ทำเงินได้จริง

ม.ล.กมลพฤทธิ์ ชุมพล หรือ คุณโก้ หนึ่งในทีมผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท สกู๊ตตาร์ จำกัด เล่าว่า ไอเดียธุรกิจนี้เริ่มจาก คุณสุวัฒน์ ปฐมภควันต์ หรือ คุณบอย ผู้ก่อตั้ง ประสบปัญหาเรื่องการเรียกมอเตอร์ไซค์แมสเซนเจอร์มานานมาก เช่น หาแมสเซนเจอร์ที่ไว้ใจไม่ได้ ถูกโก่งราคา การที่เป็นบริษัทขนาดเล็กไม่สามารถจ้างแมสเซนเจอร์ประจำได้ วิธีแก้ปัญหาที่ทำได้คือ ไปส่งเอกสารด้วยตนเองซึ่งทำให้เสียเวลา คิดว่าคนอื่นก็คงเจอเหมือนกัน ดังนั้น จึงตัดสินใจหาทางแก้ไข ด้วยการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ จากนั้นค่อยๆ พัฒนามาเรื่อยๆ กระทั่งกลายเป็นเว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นบนมือถือที่สามารถเรียกแมสเซนเจอร์ออนไลน์ได้ ชนิดตอบโจทย์บรรดา SMEs และบุคคลทั่วไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ

ปัจจุบัน ตลาดแมสเซนเจอร์เป็นตลาดที่การแข่งขันค่อนข้างสูง เพราะมีผู้ให้บริการหลายราย ทว่าแต่ละเจ้าก็ให้บริการที่แตกต่างกัน สำหรับสกู๊ตตาร์ถูกฝึกมาให้รู้เรื่องงานเอกสาร เก็บเช็ค วางบิล ส่งพัสดุ ซึ่งสกู๊ตตาร์ เป็นบริษัท Startup ของคนไทย 100 เปอร์เซ็นต์ ผ่านการแข่งขันโครงการ Startup หลายโครงการ พร้อมกวาดรางวัลการันตีมาอีกด้วย

“ไอเดียแมสเซนเจอร์ออนไลน์ผุดขึ้นราวปี 2014 จากนั้นพวกเราฟอร์มทีมงาน เข้าไปแข่งขันหลายโครงการ หนึ่งในนั้นมีโครงการ ดีแทค แอคเซอเลอเรท ปีที่ 3 ได้ผ่านเข้ารอบ 6 ทีมสุดท้าย คว้ารางวัล สาขา Digital Winner ได้ไปศึกษาดูงานที่สหรัฐอเมริกา พร้อมเงินลงทุนอีกจำนวนหนึ่ง”

คุณโก้ เชื่อว่า ธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่เอื้อประโยชน์ทั้งฝ่ายลูกค้า และผู้ให้บริการ ซึ่งจุดขายของสกู๊ตตาร์ คือ 1. สะดวก รวดเร็ว สั่งงานจากที่ไหนก็ได้ และแจ้งให้ทราบในไม่กี่นาทีว่าพนักงานคนไหนเป็นผู้รับงาน 2. ไว้ใจได้เพราะแมสเซนเจอร์ทุกคนเข้าระบบ มีการตรวจสอบประวัติ มีระบบติดตามสถานะงานได้ตามจริง ผู้ใช้บริการประเมินพนักงานได้ตลอดเวลา มีประกันภัยอุบัติเหตุและประกันของสูญหายหรือเสียหาย 3. ชำระเงินมั่นใจ มีใบเสร็จ คิดราคาตามระยะทาง ชำระเงินได้หลายช่องทาง เช่น บัตรเครดิต ออนไลน์แบงกิ้ง เคาน์เตอร์ชำระเงิน สามารถออกใบเสร็จหักภาษีสำหรับลูกค้าประเภทบริษัทได้

ทุกขั้นตอนตรวจสอบได้

รายได้ แบ่งเปอร์เซ็นต์กัน

ชื่อ สกู๊ตตาร์ เพี้ยนมาจากคำว่า สกู๊ตเตอร์ เปิดให้บริการบนเว็บไซต์ เดือนกุมภาพันธ์ 2015 ราวเดือนกันยายน พัฒนามาอยู่บนแอพพลิเคชั่น โดยกลุ่มเป้าหมายหลัก คือกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีที่ประสบปัญหาไม่มีแมสเซนเจอร์ประจำ

สำหรับผู้ที่จะใช้บริการ ขั้นตอนแรก เลือกสถานที่ให้แมสเซนเจอร์ไปรับ โดยกรอกรายละเอียด และปักหมุดไว้บนแผนที่ จะเรียกให้แมสเซนเจอร์มาทันที หรือสั่งล่วงหน้าก็ได้ จากนั้นจะมีแมสเซนเจอร์ที่ใกล้ที่สุดมารับงานช่วงเวลานี้จะมีการแจ้งเตือนในแอพและอีเมล พร้อมแจ้งชื่อ เบอร์โทร แมสเซนเจอร์ที่จะมาหา หลังจากที่รับเอกสาร หรือพัสดุไปส่งปลายทางเรียบร้อย ทางแอพจะแจ้งเตือนอีกครั้งว่างานสำเร็จแล้ว สามารถให้คะแนนคนขับได้ด้วย ไม่ต้องจ่ายเงินสด มีเวลา 15 วันที่จะไปจ่ายออนไลน์

ค่าบริการจะเริ่มที่ 70 บาท จากนั้นจะเพิ่มขึ้นตามระยะทางในอัตรา 10 บาท ต่อ 1 กิโลเมตร สามารถส่งของที่ไป-กลับได้ เพิ่มจุดส่งและรับของได้สูงสุด 10 จุดในรอบเดียว ชำระเงินในระบบออนไลน์โดยตรงกับบริษัทเท่านั้น ปัจจุบัน การให้บริการยังมีอยู่แค่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ส่วนการขยายไปต่างจังหวัดจะทยอยเปิดให้บริการในลำดับถัดไป

“แมสเซนเจอร์ในระบบที่ใช้สมาร์ตโฟน เมื่อมีลูกค้าสั่งงานเข้ามา ระบบจะทำการจับคู่ผู้สั่งงานกับแมสเซนเจอร์ โดยจะแจ้งไปยังแมสเซนเจอร์ที่อยู่ใกล้ละแวกนั้นที่สุด ถ้าคนไหนกดรับงาน ถือว่าคนนั้นได้งานนั้นไป ถ้ามีปัญหาอะไรสามารถตรวจสอบย้อนหลังดูได้”

ด้านความปลอดภัย แมสเซนเจอร์ทุกคนที่ให้บริการจะต้องผ่านหลักสูตรอบรมจากทางบริษัท ผู้ใช้บริการให้คะแนนความพึงพอใจ ได้ตั้งแต่ 1-5 ดาว หากแมสเซนเจอร์คนไหนเรตติ้งดี ก็จะมีงานให้เลือกรับมากกว่า ส่วนแมสเซนเจอร์ที่คะแนนไม่ดีต่อเนื่องจะถูกคัดออก

พัฒนาระบบต่อเนื่อง

เล็งขยายไปต่างจังหวัด

แมสเซนเจอร์ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับการเทรนด์ก่อนทำงานจริง และนอกจากนี้ ทางบริษัทมีการรับประกันเอกสารไม่เกิน 2,000 บาท ต่อ 1 ออร์เดอร์ แต่ถ้าลูกค้าต้องการส่งสินค้าที่มีมูลค่ามากขึ้น มีออปชั่นให้ซื้อประกันเพิ่มเติม

ปัจจุบัน สกู๊ตตาร์ มีพนักงานแมสเซนเจอร์ในระบบกว่า 500 คน มีทั้งคนที่เป็นพนักงานประจำของบริษัทอื่นและฟรีแลนซ์ จ่ายค่าตอบแทนโอนเข้าบัญชีเดือนละครั้ง ที่ผ่านมา มีแมสเซนเจอร์บางคนที่ขยันวิ่งงานเคยทำรายได้สูงสุดถึง 30,000 บาท คนที่อยากสมัครเป็นแมสเซนเจอร์กับสกู๊ตตาร์ คุณสมบัติ มีรถมอเตอร์ไซค์ มีมือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่มี GPS มีประสบการณ์รู้เส้นทางในกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์

ด้านยอดการใช้บริการ คุณโก้ เผยว่า แต่ละเดือนมีผู้ใช้บริการมากกว่า 1,500 ครั้ง เติบโตด้วยอัตราเฉลี่ย 80 เปอร์เซ็นต์ ต่อเดือน มีลูกค้าประจำ 3,000 ราย มีผู้กลับมาใช้งานซ้ำ เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ รายได้ต่อเที่ยวของแมสเซนเจอร์ เฉลี่ย 200-250 บาท รายรับของบริษัทแบ่งเปอร์เซ็นต์กับแมสเซนเจอร์

ในส่วนของลูกค้า แบ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่ใช้งานส่งเอกสารวางบิลประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีก 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นลูกค้าทั่วไปที่ทำธุรกิจขายของออนไลน์ หรือใช้บริการทั่วไป ช่วงวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.00-15.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ถูกใช้บริการมากที่สุด

สำหรับแผนธุรกิจในอนาคตอันใกล้ ผู้บริหาร กล่าวว่า จะขยายไปต่างจังหวัด และกลุ่มประเทศ CLMV โดยใช้โมเดลธุรกิจเดิม รวมถึงแตกไลน์บริการขนส่งในรูปแบบอื่น

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ บริษัท สกู๊ตตาร์ จำกัด เลขที่ 71/3 ซอยสุขุมวิท 39 (พร้อมพงษ์) แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ โทรศัพท์ (095) 424-1551

ดีแทค แอคเซอเลอเรท batch 4 หรือ โครงการบ่มเพาะสตาร์ตอัพไทย พร้อมติดอาวุธให้นักธุรกิจใช้เทคโนโลยีดิจิตอล ปฏิรูปเศรษฐกิจสู่ดิจิตอล ไทยแลนด์ เปิดรับสมัครผลงานตั้งแต่วันที่ 4 มีนาคม-17 เมษายน 2559

ผู้ที่สนใจสามารถส่งผลงานนำเสนอแนวคิด แผนการดำเนินงาน วิธีการใช้งาน การสร้างรายได้ กลุ่มเป้าหมาย ประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับ หรือเข้ามาดูรายละเอียดและกรอกใบสมัครได้ที่ http://accelerate.dtac.co.th โดยจะมีการคัดเลือกผลงาน 20 ทีมที่ผ่านรอบแรก ในวันที่ 22 เมษายน 2559 หลังจากนั้น จัดนำเสนอผลงานต่อหน้าคณะกรรมการเพื่อคัดทีมที่ได้เข้าสู่ Intensive Bootcamp (Pitch day) ในวันที่ 27 เมษายน 2559 และจะเริ่มคอร์สอบรม Intensive Bootcamp ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2559 และนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายประกาศผลในวัน Demo day ในเดือนสิงหาคมนี้

สร้างความต่าง RUSHBIKE แตกไลน์บริการ รับ-ส่งจานเด็ด…สิบร้านในตำนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07025010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

รายงานพิเศษ

พารนี

สร้างความต่าง RUSHBIKE แตกไลน์บริการ รับ-ส่งจานเด็ด…สิบร้านในตำนาน

“…RUSHBIKE ได้คัดสรรร้านอร่อยแนวสตรีตฟู้ดที่ผู้คนกล่าวขานกันมานานถึงความอร่อยชนิดหาตัวจับยากมารวบรวมไว้ หากลูกค้าท่านใดอยากลิ้มลองรสชาติ ไม่ต้องเดินทางไปถึงร้าน แค่ใช้บริการผ่านช่องทางต่างๆ แมสเซนเจอร์ของ RUSHBIKE พร้อมส่งด่วนให้ถึงมือทันที”

RUSHBIKE (รัชไบค์) เป็นบริษัทสตาร์ตอัพของคนไทย ที่ให้บริการรับ-ส่งเอกสาร รับ-ส่งพัสดุ รับ-ส่งสินค้า และรับ-ส่งของด้วย “แมสเซนเจอร์-Messenger” มืออาชีพ ผ่าน “แอพพลิเคชั่น” บนสมาร์ตโฟน และอีกหลายช่องทาง เพื่อให้การรับ-ส่งเป็นไปอย่างราบรื่นด้วยแมสเซนเจอร์ที่วางใจได้ สามารถติดตามสถานะและตำแหน่งของแมสเซนเจอร์แบบเรียลไทม์ได้ตลอดเวลา ทั้งยังสามารถรู้ราคาล่วงหน้าก่อนการตัดสินใจใช้งานอีกด้วย

……………

คุณจ๊อบ-ณัฐพงศ์ ศศะสมิต หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งกิจการ RUSHBIKE วัย 30 ปี ย้อนให้ฟังเกี่ยวกับความเป็นมา เริ่มจากตัวเขาเองจบการศึกษาปริญญาตรี สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จากสถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT-เอสไอไอที) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทำงานประจำอยู่บริษัทเอกชนข้ามชาติแห่งหนึ่งอยู่ 4 ปี ก่อนได้รับทุนให้ไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นเวลา 1 ปี ระหว่างนั้นมีความสนใจในเรื่องของการทำธุรกิจ จึงเข้าไปฝึกงานกับบริษัทสตาร์ตอัพด้านการดูแลลิขสิทธิ์เพลง

เมื่อกลับมาเมืองไทยจึงฟอร์มทีมงาน ตั้งกิจการสตาร์ตอัพด้านซอฟต์แวร์เฮ้าส์และด้านการศึกษา แต่ไม่ประสบความสำเร็จในด้านรายได้มากนัก

ส่วนกิจการ RUSHBIKE นี้ เป็นสตาร์ตอัพโปรเจ็กต์ที่ 3 ซึ่งได้รับการอุดหนุนด้านงบประมาณในการทำธุรกิจ จากนักลงทุนชาวสิงคโปร์

“RUSHBIKE คือ บริการแมสเซนเจอร์ ที่มีคุณภาพด้วยเทคโนโลยีทันสมัย สามารถคำนวณราคาค่าขนส่งและสั่งงานผ่านแอพได้บนแอนดรอยด์ บนเว็บไซต์ ผ่านแอพไลน์ หรือโทรสายด่วนได้ทันที รู้ค่าส่งแน่นอน ขณะที่แมสเซนเจอร์ล้วนเป็นฟรีแลนซ์มืออาชีพ จะมีการติดตั้งเครื่อง GPS ไว้กับตัว รถติดอยู่ไหนทราบได้ทันที ช่วยให้การส่งเป็นไปอย่างถูกต้อง นอกจากนี้ ยังมีการถ่ายรูปและเซ็นชื่อยืนยันการรับและการส่งผ่านแอพของคนขับอีกด้วย” คุณจ๊อบ อธิบายรูปแบบธุรกิจ

ก่อนบอกต่อเกี่ยวกับการบริการว่า RUSHBIKE ให้บริการการรับ-ส่งเอกสารและพัสดุ จากผู้ส่งถึงผู้รับ 1 จุด หรือหลายจุดด้วยมอเตอร์ไซค์ ที่เรียกใช้บริการผ่านทางเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่นบนสมาร์ตโฟน, LINE : @rushbike หรือ โทรศัพท์ 1601 ติดต่อ Call Center

โดยแมสเซนเจอร์จะไปหาลูกค้าถึงที่ เพื่อรับเอกสารหรือพัสดุ นำส่งถึงมือที่จุดปลายทาง ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภายใน 60 นาทีระหว่าง 2 จุดในกรุงเทพฯ ชั้นใน ลูกค้าสามารถจองคิวแมสเซนเจอร์ล่วงหน้าและกำหนดเวลาเข้าไปรับหรือเข้าไปส่งได้

ส่วนค่าบริการนั้น คิดตามระยะทาง เริ่มต้นที่ 90 บาท และคิดตามกิโลเมตรในการจัดส่งคือ กิโลเมตรที่ 2-20 กิโลเมตรละ 13 บาท กิโลเมตรที่ 21-30 กิโลเมตรละ 14 บาท และกิโลเมตรที่ 31 ขึ้นไป กิโลเมตรละ 15 บาท

ยกตัวอย่าง จากศูนย์การค้า ดิ เอ็มควอเทียร์ สุขุมวิท ไปจามจุรีสแควร์ ถนนพญาไท ระยะทาง 8 กิโลเมตร ค่าบริการเริ่มต้น 90 บาท ค่าบริการกิโลเมตรที่ 2-8 คือ 7×13 = 91 บาท ค่าบริการรวมทั้งสิ้นเป็น 90+91 = 181 บาท

ทั้งนี้ ลูกค้าสามารถคำนวณค่าบริการบนเว็บไซต์หรือแอพได้ก่อนส่ง และสามารถเลือกที่จะจ่ายเงินสดให้กับแมสเซนเจอร์ได้โดยตรง ณ จุดต้นทางหรือปลายทาง หรือโอนเงินมาที่บริษัทก็ได้ ทางบริษัทพร้อมออกใบกำกับภาษีแบบเต็มให้ทันที

อย่างไรก็ตาม สิ่งของที่ลูกค้าจะให้จัดส่งนั้น มีข้อจำกัดบางประการเพื่อความปลอดภัยของผู้ขับขี่และตัวพัสดุ-เอกสารของลูกค้าเอง ได้แก่ ควรมีขนาดไม่เกิน 50x50x50 เซนติเมตร มีน้ำหนักสุทธิไม่เกิน 15 กิโลกรัม มีการแพ็กที่ดี หากมีหลายชิ้นควรรวบเป็นชิ้นเดียว และไม่เป็นวัตถุอันตรายหรือผิดกฎหมาย ทั้งนี้ ไม่รับ-ส่งสิ่งมีชีวิตหรือสารเสพติดใดๆ ทั้งสิ้น

ผู้บริหาร RUSHBIKE บอกต่อ กิจการนี้เปิดตัวเมื่อราวปลายปี 2557 มาถึงปัจจุบัน ระบบบริการในเฟดแรกคือ จัดส่งเอกสาร-พัสดุ เริ่มลงตัว เร็วๆ นี้จึงจะเปิดตัวเฟด 2 เป็นบริการอีก 1 รูปแบบเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์คนเมืองได้ดียิ่งขึ้น

เริ่มด้วยแคมเปญ “RUSHBIKE กับร้านอร่อยระดับตำนาน” โดยทาง RUSHBIKE ได้คัดสรรร้านอร่อยแนวสตรีตฟู้ดที่ผู้คนกล่าวขานกันมานานถึงความอร่อยชนิดหาตัวจับยากมารวบรวมไว้ หากลูกค้าท่านใดอยากลิ้มลองรสชาติ ไม่ต้องเดินทางไปถึงร้าน แค่ใช้บริการผ่านช่องทางต่างๆ แมสเซนเจอร์ของ RUSHBIKE พร้อมส่งด่วนให้ถึงมือทันที

สำหรับ “ร้านอร่อยระดับตำนาน” ที่สามารถใช้บริการได้ของ RUSHBIKE เบื้องต้นมี 10 ร้านด้วยกัน ได้แก่ มนต์นมสด, ผัดไทยเจ๊ไฝ ประตูผี, ต้มยำมันสมองหมู ไทยทำ, ประจักษ์เป็ดย่าง 100 ปี, เป็ดย่างเจริญเวียงโภชนา, ขาหมูเจริญแสงสีลม, หมี่กรอบจีนหลี, ยำแหนมข้าวทอดป้าใหญ่, เอลวิส สุกี้ และ ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่กระทะทองเหลือง ตลาดเล่งบ๊วยเอี๊ย

“การต้องตอบโจทย์ผู้บริโภคได้หลายๆ ด้าน เพราะทุกวันนี้ผู้คนใช้แอพมือถือกันมหาศาล เราเป็นหนึ่งในผู้ที่ต้องการเข้าไปช่วงชิงพื้นที่บนสมาร์ตโฟนของผู้บริโภค แต่ทำได้ไม่ง่ายเท่าไหร่ เพราะใช่ว่าทุกคนจะส่งของกันบ่อย การที่พวกเขาจะเก็บแอพของเราไว้บนสมาร์ตโฟน แอพนั้นย่อมต้องมีประโยชน์จริงๆ

ฉะนั้น การแข่งขันทางธุรกิจของ RUSHBIKE จึงไม่ใช่แค่แข่งเฉพาะการบริการแมสเซนเจอร์ออนไลน์ด้วยกัน แต่ต้องแข่งกับแอพยอดนิยม อย่าง เฟซบุ๊ก หรือ ไลน์ ด้วย” คุณจ๊อบ บอกตรงๆ

ก่อนเผยส่งท้าย เร็วๆ นี้ จะมีบริการที่ตอบโจทย์การใช้งานสารพัด ภายใต้บริการของสองล้อด่วน เช่น ลูกค้าลืมกุญแจบ้าน ลืมโน้ตบุ๊ก หรือรถน้ำมันหมดกลางทาง ฯลฯ

เพราะ RUSHBIKE ยุคใหม่ วางตำแหน่งธุรกิจไว้ที่ว่า

จะไม่ใช่แค่งานบริการส่งเอกสาร…อีกต่อไป

……………

สนใจบริการ RUSHBIKE ลองคำนวณราคาหรือสั่งงานได้หลายช่องทาง ได้แก่ เว็บไซต์ http://www.rushbike.com, Android App : rushbike.com, LINE : @rushbike หรือ โทรศัพท์ 1601 ติดต่อ Call Center

LINE รุกตลาด SMEs เข้าถึงความ “ง่าย” ด้วย LINE @ FOR SMEs

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07027010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

เสริมไอเดีย

มีนา

LINE รุกตลาด SMEs เข้าถึงความ “ง่าย” ด้วย LINE @ FOR SMEs

ธุรกิจเอสเอ็มอี ถือเป็นตลาดใหญ่ที่หลายภาคส่วนเข้ามาส่งเสริมสนับสนุน ทั้งในด้านองค์ความรู้ การตลาด ช่องทางจำหน่าย การโฆษณาประชาสัมพันธ์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นปัญหาที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มักเข้าไม่ถึง

ในความเปลี่ยนแปลงที่มีความฉับไวเข้ามาเกี่ยวข้อง โลกออนไลน์คือสื่อสำคัญ และถือเป็นช่องทางตลาดของคนยุคนี้ ที่ควรต้องหันมาใส่ใจ และจริงจัง

นอกจากวิธีสร้างเว็บไซต์ ที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอาจมองว่ายุ่งยาก ผู้นำด้านแพลตฟอร์มบนมือถือระดับโลก อย่าง LINE จึงได้เปิดตัว LINE @ FOR SMEs เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยสนับสนุนการทำธุรกิจของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีด้วยวิธีเข้าถึงง่าย รายจ่ายคงที่ มีความรวดเร็วในการส่งรับข่าวสาร ได้ด้วยมือถือเพียงเครื่องเดียว

เจาะตลาด SMEs

ง่าย สบายใจ ได้ผล

“หากดูในส่วนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่มีอยู่ในประเทศกว่า 2.8 ล้านคน จำนวนถึง 500,000 ราย ดำเนินธุรกิจด้วยระบบออนไลน์ แต่ด้วยปัญหาที่พบคือ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากไม่สามารถใช้ประโยชน์จากดิจิตอลมาร์เก็ตติ้งได้อย่างเข้าใจ ด้วยเพราะติดที่มีความยุ่งยากเกินไป ฉะนั้น หากจะเจาะตลาดเอสเอ็มอี ความง่ายในระบบการใช้งานต้องมาเป็นอันดับ 1 ซึ่ง LINE @ FOR SMEs สามารถใช้งานง่ายด้วยมือถือเพียงเครื่องเดียว ให้ความรู้สึกสบายใจ และมีประสิทธิภาพต่อการใช้งาน เรียกว่าใช้แล้วเห็นผล นี่จึงเป็นเหตุผลกับการเปิดตัว LINE @ FOR SMEs เครื่องมือสำคัญที่จะตอบโจทย์ธุรกิจเอสเอ็มอี” คุณอริยะ พนมยงค์ กรรมการผู้จัดการ LINE ประเทศไทย กล่าว

ทั้งนี้ ยังได้กล่าวต่ออีกว่า “หลังจากได้เปิดบริการทดลองใช้เป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2558-31 มีนาคม 2559 หนึ่งปีที่ผ่านมา ทำให้ทราบถึงความต้องการของลูกค้า ทำให้ทราบกลุ่มลูกค้าของ LINE @ ว่ามีทั้งร้านค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร ธุรกิจท่องเที่ยว และ LINE @ คือเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มยอดขาย เพิ่มปริมาณลูกค้าหน้าร้านทั้งทางออฟไลน์และออนไลน์”

LINE @ FOR SMEs ดีต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอย่างไรนั้น คุณอริยะกล่าวถึงตรงนี้ว่า คือเครื่องมือที่สามารถเชื่อมประสานกับลูกค้าได้โดยไม่ต้องสร้างเว็บไซต์ ไม่ต้องส่งอีเมล ซึ่งสิ่งนี้เป็นความยุ่งยากกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีหลายๆ คน

LINE @ FOR SMEs ยังสามารถบันทึกข้อมูลต่างๆ ที่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ อย่างเช่น โปรโมชั่น ที่จะสามารถบอกผ่านลูกค้าอย่างไร้ขีดจำกัด สามารถคุยกับลูกค้าแบบตัวต่อตัวได้ โดยไม่รบกวนความเป็นส่วนตัวของลูกค้ารายอื่นๆ

จัดแพ็กเกจรองรับ

จับตลาดให้ตรงจุด

“LINE @ FOR SMEs สามารถส่ง Broadcast Message ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลข่าวสารโปรโมชั่น และคูปอง ไปถึง Follower และลูกค้า โดยการแชตแบบ 1 ต่อ 1 เพื่อที่จะให้บริการลูกค้าหรือปิดการขาย รวมถึงการตอบรับอัตโนมัติ เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงการดูแลลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมง เอสเอ็มอีสามารถที่จะใช้ Premium ID เพื่อที่จะใช้ชื่อธุรกิจของตนเองในการตั้งชื่อบัญชี LINE @ ด้วยค่าบริการเพียง 200 บาท ต่อ 11 เดือน”

ในส่วนของบริการและค่าบริการ LINE @ FOR SMEs แบ่งออกดังนี้

– แบบ Basic ค่าบริการ 998 บาท ต่อเดือน จำนวนคนติดตาม (Followers) ไม่จำกัด การ Broadcast ข้อมูล 50,000 ข้อความ ต่อเดือน และการโพสต์บน Timeline ไม่จำกัด

– แบบ Pro ค่าบริการ 1,998 บาท ต่อเดือน จำนวนคนติดตาม (Followers) 50,000 ราย การ Broadcast ข้อมูล ไม่จำกัด และการโพสต์บน Timeline ไม่จำกัด

– แบบ Pro+ ค่าบริการ 6,888 บาท ต่อเดือน จำนวนคนติดตาม (Followers) 300,000 ราย การ Broadcast ข้อมูล ไม่จำกัด และการโพสต์บน Timeline ไม่จำกัด

“แต่สำหรับวันที่ 1 เมษายน ไปถึง 30 มิถุนายน 2559 LINE @ มอบโปรโมชั่นสุดพิเศษ ด้วยค่าบริการเหมาจ่ายเพียง 998 บาท ต่อเดือน สำหรับแพ็กเกจ BASIC, PRO, PRO+ ด้วยจำนวน Follower และการส่ง Broadcast Message แบบไม่จำกัดจำนวน” คุณอริยะ กล่าวทิ้งท้าย

ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายใดต้องการสมัคร สามารถสมัครผ่านแอพพลิเคชั่น ด้วยการดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น LINE@ หรือสมัครผ่านเว็บไซต์ http://entry-at.line.me/th/

จากเด็กเรียนห่วย แต่ใฝ่ดีทำเกษตร ปลูกผักสลัดออร์แกนิก ขายดีพุ่งกระฉูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07028010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

เกษตรเทรนด์ใหม่

ดวงกมล

จากเด็กเรียนห่วย แต่ใฝ่ดีทำเกษตร ปลูกผักสลัดออร์แกนิก ขายดีพุ่งกระฉูด

หยกยังสร้างความแตกต่างโดยเลือกที่จะปลูกผักสลัดแทนผักพื้นบ้าน ปรับพื้นที่ให้เป็นเกษตรอินทรีย์ หรือ ออร์แกนิก คือการปลูกพืชที่ไม่ใช้สารเคมี ตั้งเป้าภายในปี 2559 พื้นที่ปลูกต้องได้ตรารับรอง Organic Thailand หรือ ระบบการรับรองมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ จากกรมวิชาการเกษตร เพื่อยกระดับผลผลิตเป็นที่ยอมรับ

กลายเป็นไอดอลของบรรดาเด็กเรียนไม่เก่ง บ้านไม่รวย ไปซะแล้ว สำหรับ “จุลเทพ บุณยกรชนก” หรือ น้องหยก เด็กหนุ่มวัย 18 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสตรีอ่างทอง ที่มีปมในชีวิตคือ เรียนไม่เก่ง ได้เกรดเฉลี่ย 1 กว่ามาตลอด โดนคนรอบข้างและเพื่อนบ้านตำหนิอยู่ตลอดว่า ความรู้น้อยนิดจะไปทำอะไรกิน จะหาเลี้ยงตัวเองได้หรือเปล่า

จากความกดดัน กลับกลายเป็นแรงผลักดันให้ชายหนุ่มค้นพบสิ่งที่ตัวเองถนัดจนเจอ นั่นคือ เป็นเกษตรกรตามรอยพ่อ แต่เพิ่มไอเดียคนเจน Z แหวกแนวคิดทฤษฎีใหม่ ใส่การตลาดด้วยการเปิดเฟซบุ๊กใช้ชื่อ “มังกรหยก คุณชายผักสลัด” ล่าสุดฟีดแบ็กดีเกินคาด เปิดศูนย์เรียนรู้การปลูกผักสลัด รับหน้าที่เป็นติวเตอร์สอนทุกขั้นตอนให้แก่บรรดาผู้ที่สนใจ

จากคำครหาคนรอบข้าง

พื้นที่ปลูกต้องได้ตรารับรอง

หยก เล่าว่า ตัวเองเกิดในครอบครัวธรรมดา คุณพ่อเป็นเกษตรกร เชี่ยวชาญด้านการทำปุ๋ยอินทรีย์ ปลูกผักเองบ้าง แต่เฉพาะผักพื้นบ้านเพื่อไว้รับประทานเท่านั้น ตอนอยู่ ป.1 เริ่มเข้ามาช่วยพ่อปลูกผัก ทำปุ๋ย แต่ช่วง ม.6 เข้ามาช่วยจริงจัง เริ่มเอาผักไปขายเป็นเรื่องเป็นราว

คุณพ่อน้องหยก เริ่มอาชีพเกษตรกรตอนปี 2547 ฉะนั้น หยกจึงสัมผัสกับชีวิตเกษตรกรมาตั้งแต่เล็กๆ สั่งสมประสบการณ์การปลูกผัก ทำปุ๋ย ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจเรื่อยมา จนกระทั่งเริ่มทำเป็นธุรกิจเมื่อปี 2558

สาเหตุที่หยกหันมาสนใจทำเกษตร เจ้าตัว บอกว่า ส่วนหนึ่งมาจากการดูถูกของคนรอบข้าง ที่มักจะตำหนิว่า เรียนหนังสือไม่เก่ง เรียนไม่เอาไหน ช่วงแรกท้อไม่อยากทำอะไร แต่เมื่ออยู่บ้านไปนานๆ เริ่มสนใจการปลูกผัก และเข้ามาช่วยพ่อในทุกขั้นตอน

ไม่ใช่แค่ตามรอยพ่อเท่านั้น หยกยังสร้างความแตกต่างโดยเลือกที่จะปลูกผักสลัดแทนผักพื้นบ้าน ปรับพื้นที่ให้เป็นเกษตรอินทรีย์ หรือ ออร์แกนิก คือการปลูกพืชที่ไม่ใช้สารเคมี ตั้งเป้าภายในปี 2559 พื้นที่ปลูกต้องได้ตรารับรอง Organic Thailand หรือ ระบบการรับรองมาตรฐานการผลิตพืชอินทรีย์ จากกรมวิชาการเกษตร เพื่อยกระดับผลผลิตเป็นที่ยอมรับ

การเลือกปลูกผักสลัดแทนผักพื้นบ้าน หยก บอกว่า ในจังหวัดอ่างทองไม่ค่อยมีคนปลูก ไม่เหมือนผักพื้นบ้าน ที่ทุกบ้านปลูกกันเยอะแล้ว ซึ่งขั้นตอนการปลูกผักสลัดให้เป็นออร์แกนิก ลำดับแรก พื้นที่ปลูกต้องเว้นจากการใช้เคมีมานาน 3 ปี เตรียมดินล่วงหน้า 7 วัน เมล็ดพันธุ์ต้องไม่ตัดต่อพันธุกรรม ช่วงระยะเวลาที่ปลูกต้องไม่ใส่สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น มีคำแนะนำ ดินที่ใช้ปลูกผักสลัดควรเป็นดินร่วนซุย ใส่อินทรียวัตถุ ได้แก่ แกลบดำ แกลบดิบ ขุยมะพร้าวละเอียด ส่วนสมุนไพรไล่แมลงและปุ๋ยก็ต้องมาจากธรรมชาติเช่นเดียวกัน

เผยสูตรปุ๋ย

สูตรสมุนไพรไล่แมลง

สำหรับสูตรปุ๋ย และสูตรสมุนไพรไล่แมลง น้องหยก เผยกับเส้นทางเศรษฐีว่า ส่วนผสมปุ๋ย มี 1. ผลไม้สุก เช่น มะละกอ มะม่วง ละมุด 2. กากน้ำตาล นำมาหมักไว้อย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้ธาตุอาหารเยอะ

สูตรสมุนไพรไว้ใช้ไล่แมลง มีหลายสูตร อาทิ พริกตำหยาบหมักกับกากน้ำตาลและน้ำส้มสายชู 1 วัน เม็ดสะเดาตากแห้งหมักกับกากน้ำตาล 15 วัน บอระเพ็ดหมักกับกากน้ำตาล 7 วัน เป็นต้น

สำหรับผักสลัดมี 3 ชนิด ผักกาดคอรัล (ผักกาดหอมใบแดง) ฟิลเลย์ไอซ์เบิร์ก ผักเรดโอ๊คและกรีนโอ๊ค มีทั้งสีแดงและสีเขียว เนื้อที่ปลูกผักสลัดแห่งนี้ ราว 1 ไร่ครึ่ง

วิธีการปลูกของน้องหยก เขาจะแบ่งเป็นแปลงเพื่อง่ายต่อการเก็บผลผลิต ขนาดแปลง หน้ากว้าง 1.20 เมตร ยาว 5 เมตร 1 แปลง ปลูกผักสลัดได้ 100 ต้น ให้ผลผลิต 4-5 กิโลกรัม 1 กิโลกรัมได้ผัก 13-15 ต้น ใส่ปุ๋ยทุกวัน รดน้ำทุกวัน ผักโตสมบูรณ์ รสชาติดี ไม่ขม

ยังมีเคล็ดลับ ซึ่งเป็นทฤษฎีใหม่แหวกแนวชาวบ้านที่หยกคิดขึ้นเอง นั่นคือ

1. รดน้ำตอนกลางวัน เพราะตอนกลางวันแดดจะแรงมาก ผักยิ่งจะต้องปรับตัวสู้ความร้อน หากไม่มีน้ำคอยช่วยให้ความชุ่มชื้น ผักจะสร้างยาง และทำให้โครงสร้างภายนอกแข็งกระด้าง อีกทั้งยังมีผลต่อรสชาติของผัก ผักจะมีรสขมมาก จึงหันมารดน้ำตอนกลางวัน แต่อย่าให้ชุ่มจนแฉะ

2. ให้ปุ๋ยน้ำอินทรีย์ทุกวัน ต้องเป็นช่วงเวลา 09.00-11.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ดีสุด

3. รดสมุนไพรไล่แมลง ตอนเย็นทุกวัน หลัง 18.00 น. ไปแล้ว ผักออกมาสวย ต้นงาม แข็งแรง

4. ใช้จุลินทรีย์ทำจากหน่อกล้วย รดในช่วงเช้าก่อน 07.00 น. เพื่อสู้เชื้อราบนใบผัก

เพาะต้นกล้า ก่อนลงปลูก

อนาคตเช่าที่เพิ่ม 10 ไร่

การเพาะต้นกล้าก็สำคัญมาก หยกจะทำการเพาะต้นอ่อน ก่อนลงแปลงปลูก ใช้ถาดเพาะขนาด 104 หลุม นำมาบากหน้าดินให้เกิดรอย แล้วค่อยหยอดเมล็ดเพาะ จากนั้นรดน้ำแบบพรม พอชุ่ม รดในลักษณะสเปรย์ ต้นกล้าเกิดใบจริง 4 ใบ จึงจะนำลงแปลงปลูกได้

จากการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดี จนลูกค้าต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ผักสลัดที่นี่รสชาติอร่อย หวาน ไม่ขม ต้นใหญ่ ด้านการทำตลาด เจ้าของส่งตามร้านอาหาร ร้านสเต๊กในจังหวัดอ่างทอง ร้านอาหารที่สั่งซื้อต้องสั่งล่วงหน้า 60 วัน เพราะผักสลัดต้องใช้เวลาปลูกนาน 55 วัน ถึงจะได้ผลผลิต แต่ละสัปดาห์มีออร์เดอร์เข้า 500 กิโลกรัม แต่ผลผลิตที่ได้ สัปดาห์ละ 120 กิโลกรัม เท่านั้น จำหน่ายในราคากิโลกรัมละ 100 บาท

เนื่องจากผลผลิตที่ได้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด หลังจากนี้ หยก วางแนวทางการขยายการผลิต โดยใช้วิธีไปหาเช่าที่ดิน อยากได้ประมาณ 10 ไร่ เพื่อลงทุนทำเกษตรอินทรีย์ และตั้งใจว่าจะยึดอาชีพเกษตรกรต่อไป

การที่ชายหนุ่มทุ่มเท ทดลองผิดถูกมาเป็นระยะเวลานาน ล่าสุดเขาแบ่งปันโนว์ฮาว ด้วยการเปิดศูนย์การเรียนรู้การปลูกผักสลัด เผยทุกขั้นตอนให้แก่บรรดาผู้ที่สนใจ ทุกวันเสาร์ ติดต่อสอบถาม โทรศัพท์ (086) 369-2384 หรือ FB/ มังกรหยก คุณชายผักสลัด