หน้ากากมโนราห์จิ๋ว จากของฝาก สู่ ของขลัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07030010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ของดีทั่วไทย

ดวงกมล

หน้ากากมโนราห์จิ๋ว จากของฝาก สู่ ของขลัง

“ผมอยากดัดแปลงทำอะไรใหม่ๆ นอกเหนือจากที่พ่อทำมา ขณะเดียวกัน ต้องการสืบสานวัฒนธรรมไทยด้วย ซึ่ง หน้าพราน นับเป็นเอกลักษณ์ของคนใต้ หวังว่าถ้าทำขนาดเล็กลง พกพาสะดวกขึ้น ราคาที่ทุกคนจับต้องได้ เชื่อว่าคนจะนิยมใช้กันมากขึ้น”

ศิลปะการแสดงพื้นเมืองของภาคใต้ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมายาวนาน ต้องยกให้ “มโนราห์” มหรสพที่สามารถสะกดผู้ชมให้ตรึงใจไปกับท่วงทำนอง และลีลาการร่ายรำของผู้เล่น สร้างความสนุกสนาน ครึกครื้นชวนให้ต้องขยับตาม ซึ่งเสน่ห์ของการละเล่นชนิดนี้สิ่งสำคัญอยู่ที่เครื่องประดับที่มีสีสันสดใส ปัจจุบัน มีคนบางกลุ่มยึดเป็นอาชีพ นั่นคือ ประดิษฐ์เครื่องประดับมโนราห์ สร้างรายได้และช่วยอนุรักษ์สืบสานวัฒนธรรมไทย

ต่อยอดอาชีพพ่อ

เติมไอเดียคนรุ่นใหม่

คุณณัฐพงษ์ สัจบุตร หรือ คุณแก๊ก อายุ 32 ปี หนุ่มที่มีบ้านเกิดอยู่ที่จังหวัดตรัง เขาสืบทอดกิจการต่อจากบรรพบุรุษ ด้วยการประดิษฐ์ส่วนประกอบต่างๆ ของการแสดงมโนราห์ อาทิ เครื่องดนตรี เครื่องประดับ ล่าสุดใส่ไอเดียคนรุ่นใหม่ ทำหน้ากากตัวตลกมโนราห์จิ๋ว ภาษาท้องถิ่นเรียกว่า หน้ากากพรานบุญ ที่มีขนาดเล็กกว่าปกติประมาณ 10 เท่า ใช้สำหรับห้อยกับสร้อยคอ หน้ารถ ใช้เป็นเครื่องประดับ มีคนบางกลุ่มนำไปปลุกเสกขึ้นหิ้งบูชาในฐานะเครื่องรางของขลัง

คุณแก๊ก เล่าว่า อาชีพดั้งเดิมของพ่อ หรือ “ประเทือง สัจบุตร” ทำอุปกรณ์การแสดงมโนราห์ เช่น เครื่องดนตรี และเครื่องประดับ โดยเฉพาะ “เทริด” ซึ่งเป็นเครื่องประดับบนศีรษะ พ่อทำมานานแล้ว สืบทอดต่อจากบรรพบุรุษอีกที จุดเด่นชิ้นงานของพ่อ มีความละเอียด ประณีต รูปทรงตามแบบฉบับโบราณเป๊ะ แต่หลังจากที่ตนเข้ามาช่วยกิจการ เริ่มมีบางอย่างเปลี่ยนเเปลง

“ชิ้นงานของพ่อ เน้นทำตามแบบโบราณ สีไม่ค่อยสวย หม่นๆ ไม่สดใส ผมเลยเลือกใช้สีคุณภาพดีขึ้น นำ พลอย กระจก ลูกปัด มาตกแต่งเพิ่มความโดดเด่น รวมถึงได้ประดิษฐ์หน้ากากตัวตลกมโนราห์ (หน้ากากพรานบุญ) ที่มีขนาดเล็กกว่าปกติประมาณ 10 เท่า แต่รูปทรงยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทย ไม่ดัดแปลงใดๆ”

หลังจากที่คุณแก๊กเข้ามาช่วยกิจการครอบครัว เขาขยายตลาดกว้างขึ้น จากกลุ่มลูกค้าคณะมโนราห์ ไปสู่ตลาดของฝาก ด้วยการแกะสลักหน้าพรานจิ๋ว รองรับกลุ่มผู้สนใจที่นำไปเป็นของฝาก บ้างก็นำไปบูชา เพราะเดิมหน้ากากมโนราห์ ชุดละ 2,000 บาท พอหันมาทำหน้ากากพรานบุญจิ๋ว ราคาชิ้นละ 199 บาท

“ผมอยากดัดแปลงทำอะไรใหม่ๆ นอกเหนือจากที่พ่อทำมา ขณะเดียวกัน ต้องการสืบสานวัฒนธรรมไทยด้วย ซึ่ง หน้าพราน นับเป็นเอกลักษณ์ของคนใต้ หวังว่าถ้าทำขนาดเล็กลง พกพาสะดวกขึ้น ราคาที่ทุกคนจับต้องได้ เชื่อว่าคนจะนิยมใช้กันมากขึ้น”

ลูกค้าบอกปากต่อปาก

ซื้อไปปลุกเสก บูชา เยอะ

รายละเอียด “หน้ากากพรานบุญจิ๋ว” มีขนาดเล็กกว่าปกติประมาณ 10 เท่า ขนาดราวเหรียญ 10 บาท วัสดุที่ใช้แกะสลักคือ ไม้ยอ ไม้ขนุน เพราะเป็นไม้มงคล เนื้อละเอียด ง่ายต่อการแกะสลัก เพราะพิถีพิถันมากพอสมควร 1 ชิ้นใช้เวลาแกะสลักราวชั่วโมงครึ่ง ต่อวันแกะสลักได้ประมาณ 10 ชิ้น เนื่องจากต้องใช้ขวานถากขึ้นรูป จากนั้นตัดด้วยเลื่อยเป็นชิ้นเล็กๆ ก่อนนำไปร่างแบบ แล้วลงมือแกะสลักด้วยสิ่ว ลงสีน้ำมัน ใช้ขนเป็ดสีขาวเอามาติดให้ดูเป็นผมหงอก ซึ่งหน้าพรานมีหลายรูปแบบ ทั้งหน้าสีแดง สีทอง สีดำ สีม่วง

ด้านการยอมรับ ในช่วงเริ่มต้น ชายหนุ่ม บอกว่า เป็นกลุ่มที่ชื่นชอบการแสดงมโนราห์ แต่จากนั้นไม่นานได้รับความนิยมสูงมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนนำไปปลุกเสกใช้เป็นเครื่องรางของขลัง คนใต้เรียกว่า “ตายาย” ให้การคุ้มครอง ลูกค้ามีทั้งคนในจังหวัดตรังและข้างเคียง เช่น พัทลุง สงขลา สุราษฎร์ธานี ระนอง แต่ละเดือนมีออร์เดอร์ไม่ต่ำกว่า 300 ชิ้น เรียกว่าผลิตไม่ทันเลยทีเดียว

ในส่วนการทำตลาด ปัจจุบัน คุณแก๊ก และ คุณปฏิพัฒน์ สัจบุตร (น้องชาย) ไม่ได้ประชาสัมพันธ์เป็นเรื่องเป็นราว เพียงแต่ลงในเฟซบุ๊กของตัวเอง และการบอกต่อ ปากต่อปากของลูกค้าเท่านั้น โดยมากของลูกค้าที่ซื้อไปมักจะเป็นกลุ่มผู้หญิง

สำหรับ “หน้ากากพรานบุญ” มีความเชื่อกันว่าเป็นเครื่องรางของขลังทางสายเสน่ห์ เสริมเมตตา เหมาะแก่ผู้ที่มีอาชีพนักแสดง และพ่อค้าแม่ค้าหรือผู้ที่มีอาชีพที่เกี่ยวกับการใช้วาทศิลป์ในการโน้มน้าวจิตใจผู้คน

เชื่อว่าการเติมไอเดียคนรุ่นใหม่เข้าไปในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยอนุรักษ์ ยังช่วยสืบสานวัฒนธรรมให้คงอยู่กับชาวใต้ต่อไป โทรศัพท์ (099) 823-4898

เฟอร์นิเจอร์ “สว.” เทรนด์ใหม่ที่น่าจับตามอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07033010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ช่องทางสร้างอาชีพ

ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง srangbun@hotmail.com

เฟอร์นิเจอร์ “สว.” เทรนด์ใหม่ที่น่าจับตามอง

ช่วงไม่กี่ปีมานี้ บ้านเราพูดเรื่องสังคมผู้สูงอายุกันมากขึ้น ขณะที่ญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ประสบกับภาวะดังกล่าว เรียกว่าเป็นประเทศที่มีประสบการณ์ในเรื่องนี้โดยตรง พร้อมกันนั้นยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพ ด้วยเหตุนี้ ทางกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) จึงได้จับมือกับองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) ร่วมดำเนินงานโครงการความร่วมมือในการพัฒนาสินค้าเฟอร์นิเจอร์สำหรับผู้สูงอายุในญี่ปุ่น ชื่อ Thai KAGU Project และได้นำมาจัดแสดงในงาน “Thailand International Furniture Fair 2016” หรือ TIFF 2016 เมื่อไม่นานมานี้ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี

โครงการนี้ได้เชิญ คุณโคเฮอิ ทาคาตะ (Mr.Kohei Takata) ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาสินค้าเฟอร์นิเจอร์ วัย 65 ปี มาบรรยายและให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการไทยที่เข้าร่วมเป็นรายบริษัท เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในแดนอาทิตย์อุทัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ผลิตในไทย มาตรฐานญี่ปุ่น”

ชี้ส่งออกปีนี้ตัวเลขดีขึ้น

คุณมาลี โชคล้ำเลิศ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ชี้แจงว่า สินค้าเฟอร์นิเจอร์จากโครงการ Thai KAGU มุ่งตอบสนองการใช้ชีวิตของผู้บริโภคแบบรอบด้านในไลฟ์สไตล์แบบคนญี่ปุ่นที่เน้นความเรียบง่าย สงบนิ่ง และลงตัว แต่มีฟังก์ชั่นและความหลากหลายของสินค้า อาทิ โซฟา เก้าอี้ อาร์มแชร์ เตียง โต๊ะทำงาน โต๊ะรับประทานอาหาร ตู้ทีวี และตู้เก็บของ ซึ่งล้วนได้รับการออกแบบมาอย่างดี ผ่านการคัดสรรวัสดุคุณภาพชั้นเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นไม้สักแท้คุณภาพสูง หนังวัวเกรดพรีเมี่ยม ผ้าฝ้ายเนื้อหนา ผลิตด้วยความประณีต โดยผู้ผลิตและช่างฝีมือผู้ชำนาญการชาวไทย ในมาตรฐานผลิตแบบญี่ปุ่น เพื่อให้ได้เฟอร์นิเจอร์คุณภาพสูง พร้อมดีไซน์ที่ตอบสนองไลฟ์สไตล์ชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

“ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีผู้สูงอายุจำนวนมาก โดยประชากรญี่ปุ่นทุกๆ 4 คน จะมีผู้สูงอายุที่มีอายุเกิน 65 ปี 1 คน ที่สำคัญ คนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง กรมจึงเห็นโอกาสที่จะสร้างช่องทางตลาดใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการสินค้าเฟอร์นิเจอร์ของไทย”

อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ระบุด้วยว่า ปีนี้แนวโน้มส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไทยน่าจะดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจของสหรัฐ อันเป็นตลาดส่งออกใหญ่ของไทยเริ่มฟื้นตัว รวมทั้งตลาดจีนยังมีกำลังซื้อ คาดว่าจะทำให้มูลค่าการส่งออกรวมได้ 1,156 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มจากปีก่อน 10 เปอร์เซ็นต์

ขณะที่ คุณไชยยงค์ พงษ์สุทธิมนัส ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ข้อมูลว่า มั่นใจว่าการส่งออกของอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ปีนี้จะกลับมาเป็นบวกจากปีก่อน ที่ติดลบถึงร้อยละ 10 เนื่องจากตลาดหลักอย่างสหรัฐ จีน และอาเซียน เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว และมีความต้องการสินค้าเฟอร์นิเจอร์ไทย เพราะโดดเด่นในเรื่องการออกแบบและดีไซน์ทันสมัย ที่สำคัญ คุณภาพดี โดยเฉพาะตลาดอาเซียนเพื่อนบ้านของไทยทั้งเมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ซึ่งคาดว่าในตลาดอาเซียนการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ไทยจะขยายตัวถึงร้อยละ 50

ส่วนสหรัฐและจีนคาดว่าการส่งออกจะขยายตัวไม่ต่ำกว่าร้อยละ 10 ขณะที่ตลาดญี่ปุ่นการเติบโตอาจเหลือเพียงร้อยละ 3 ทำให้อุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทยจะกลับมาขยายตัวเป็นบวกร้อยละ 10 มีมูลค่ากว่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนตลาดอียูน่าจะติดลบกว่าร้อยละ 10 เพราะเศรษฐกิจยังซบเซา

“แม้จะมีเฟอร์นิเจอร์จากจีนเข้ามาแข่งกับไทยจำนวนมาก แต่ถือว่าเป็นทั้งคู่ค้าและคู่แข่งกับไทย ซึ่งผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องปรับตัวตลอด ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุนและออกแบบให้ตรงตามความต้องการของลูกค้า ผมเองเชื่อว่าแนวโน้มการส่งออกเฟอร์นิเจอร์ของไทยน่าจะสดใสดีกว่าปีที่ผ่านมา”

แนะต้องรู้จักไลฟ์สไตล์คนญี่ปุ่น

วกกลับมาถึงเฟอร์นิเจอร์ของผู้สูงอายุ ว่าไปแล้วหากมองแบบผิวเผินจะไม่เห็นถึงความแตกต่างกับเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป ประเด็นนี้ คุณโคเฮอิ ให้คำตอบว่า จุดเด่นของเฟอร์นิเจอร์สำหรับผู้สูงอายุคือ ไม่มีเหลี่ยม จะทำเป็นลักษณะกลมมน เพื่อกันไม่ให้เกิดการกระแทก หรือถ้าโดนชนก็จะไม่เจ็บ กรณีโซฟาจะไม่ใช้วัสดุที่นิ่มอ่อนหรือยุบบุ๋ม เพราะถ้านั่งไปแล้วจะลุกยืนขึ้นยาก ส่วนที่นอนเน้นไม่ติดสปริง ผิดกับที่นอนของคนทั่วไปที่จะติดสปริง ทั้งนี้ เพื่อให้ยกง่ายไม่หนักเกินไป และเน้นขนาดเล็กไม่ใหญ่

คุณโคเฮอิ บอกว่า คำว่าผู้สูงอายุในที่นี้หมายถึงบุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ที่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ไม่ใช่ผู้สูงอายุติดเตียงหรือเดินไม่ได้ คนกลุ่มนี้แม้จะสูงอายุแต่จิตใจยังเป็นหนุ่มสาวและมีฐานะทางการเงินดี พร้อมจ่ายเพื่อจะซื้อสินค้าดีมีคุณภาพ และไม่เกี่ยงเรื่องราคา แต่ที่ผ่านมาผู้ประกอบการไทยยังไม่รู้จักตลาดญี่ปุ่น ไม่รู้ไลฟ์สไตล์ของคนญี่ปุ่น นอกจากนี้ แบรนด์ไทยยังไม่เป็นที่รู้จักของชาวญี่ปุ่น ซึ่งหากศึกษาตลาดญี่ปุ่นให้ดีจะมีโอกาสมาก แม้จะมีราคาแพงกว่าเฟอร์นิเจอร์ทั่วไป 2-3 เท่า เนื่องจากผู้สูงอายุญี่ปุ่นนิยมเฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากไม้สัก

สิ่งหนึ่งที่เห็นชัดเจนคือ เฟอร์นิเจอร์ของผู้สูงอายุใช้สีเรียบๆ สบายตา ไม่ฉูดฉาด อาทิ สีโอ๊ก สีขาว-ดำ จะไม่มีสีแดง สีเหลือง สีส้ม สีเขียวเข้ม ให้เห็น

ส่องสินค้า “DEmark”

ในงาน TIFF 2016 ครั้งนี้ จุดที่จัดแสดงสินค้าเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้านที่ได้รับรางวัลสินค้าไทยที่มีการออกแบบดี หรือ DEmark ก็มีความน่าสนใจ ซึ่งหลายผลิตภัณฑ์ผลิตขายแล้ว หลายอย่างใช้นวัตกรรมง่ายๆ ไม่ซับซ้อนอะไร อย่างเช่นที่เปิดขวด KAPP ทำจากไม้ล้วนชิ้นเดียว จุดเด่นอยู่ที่การใช้เหรียญบาทเป็นตัวช่วยในการงัดเปิดฝาขวด ราคาชิ้นละ 360 บาท

POP-UP CARD AMAZING MUAY THAI ป๊อปอัพโมเดลรูปคนเล่นมวยไทย สามารถพับออกมาเป็นรูปคนได้อย่างสวยงามและง่ายดาย ราคา 199 บาท

ชุดนกอโรม่า ทำจากเซรามิกสำหรับให้กลิ่นหอมในห้อง ด้วยดีไซน์รูปลักษณ์ที่น่ารัก สีสันสวยหวานสไตล์พาสเทล ราคาชิ้นละ 590 บาท

NIGHT OWL ชุดเก็บพวงกุญแจดีไซน์สวยรูปนกฮูก เมื่อเสียบกุญแจเข้าไปตาของนกฮูกจะเปิดคอยดูแลกุญแจให้ ซึ่งไม่เพียงช่วยให้การเก็บกุญแจเป็นเรื่องง่าย แต่ยังเป็นของตกแต่งบ้านที่กิ๊บเก๋ ราคาชิ้นละ 320 บาท

ARTWORK กระเป๋ากระดาษแนวคิดอีโค่ ด้วยการเลือกใช้กระดาษที่แข็งแรงทนทาน รับน้ำหนักได้ดี ขนาดใส่คอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กก็ยังไหว พร้อมมีซิปปิดด้านบนกันน้ำฝนได้ ดีไซน์เก๋ เท่ มีความเป็นสตรีตแฟชั่น เข้าถึงคนรุ่นใหม่เป็นอย่างดี ใบละ1,800 บาท

INNER LIGHT COLLECTION งานเซรามิกร่วมสมัยสะท้อนความสงบเรียบง่ายย่านเมืองเก่า พร้อมกิมมิกสุดสร้างสรรค์ ด้วยการจับคู่สีทั้งหมด 6 ชุด 2 ขนาด เมื่อวางซ้อนกันจะเกิดคู่สีใหม่ตามแต่บุคลิกของผู้ใช้ ขนาดเล็กราคา 790 บาท และขนาดใหญ่ทรงรีราคา 1,380 บาท

VUUDH แจกันที่ออกแบบมาด้วยแนวคิดขวดเก็บความทรงจำที่มีค่าจากการเดินทาง ประจวบกับความเชื่อของคนเอเชียที่นิยมใช้รูปทรงของน้ำเต้า เพื่อสื่อถึงความเป็นมงคล ความมั่งคั่ง และความยั่งยืน มาสร้างสรรค์ลงไปในการออกแบบให้มีทั้งความหรูหรา ความร่วมสมัย และสะท้อนความละเอียดอ่อนของวัฒนธรรมเอเชีย ราคา 950 บาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ SMALL ORDER OK (SOOK) อันเป็นกลยุทธ์ในการรุกตลาดให้มากขึ้น จากเดิมที่ผู้ซื้อจะต้องสั่งซื้อจำนวนมากเท่านั้น แต่กลยุทธ์นี้ลูกค้าสามารถสั่งได้ไม่ว่าจะเป็นการสั่งจำนวนมาก จำนวนน้อย หรือเพียงแค่ชิ้นเดียว ที่สำคัญ พร้อมจะปรับดีไซน์ตามความต้องการของลูกค้า เพื่อจะทำให้ได้ลูกค้าเฉพาะกลุ่ม (Niche) มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าโรงแรม รีสอร์ต และ Contract Project ส่งผลให้เฟอร์นิเจอร์ไทยมีมูลค่าเพิ่มโดยไม่ต้องแข่งขันเรื่องราคาเพียงอย่างเดียว

เสื้อผ้าสุนัขติดแบรนด์ “เจาะ” ลูกค้ากลุ่มบี-พลัส ธุรกิจนี้…มีแววรุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07038010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

Pet”s Business

Paranee-Nutrudee

เสื้อผ้าสุนัขติดแบรนด์ “เจาะ” ลูกค้ากลุ่มบี-พลัส ธุรกิจนี้…มีแววรุ่ง

“…ต้องรู้ด้วยว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน ถ้าผู้ผลิตเลือกกลุ่มที่ซื้อเสื้อผ้าสุนัขใส่แล้วทิ้งซื้อใหม่ แบบนั้นมีหลายเจ้า ไม่มีเอกลักษณ์ เพราะเน้นแต่ปริมาณ การแข่งขันหนักหน่วง และมักขายตัดราคากัน”

“เสื้อผ้าอาภรณ์” ใครว่าเป็นแค่ปัจจัยสี่ขั้นพื้นฐานสำหรับมนุษย์เท่านั้น

เพราะความเป็นจริงในปัจจุบัน สำหรับกลุ่มคนรัก “น้องหมา-น้องแมว” แล้วล่ะก็

ร้อยละ 99.99 จะมีหน้าที่ประจำคือ เสาะหาเครื่องแต่งตัวสารพัดแบบ มาสวมใส่ให้กับเหล่าลูกรักสี่ขาของพวกเขาทั้งหลาย เพื่อเพิ่มความ “น่ารัก-น่าชัง” มากขึ้นไปอีก

เรียกว่าถ้าแบรนด์ไหนมีดีไซน์เก๋ไก๋ออกมาเมื่อไหร่ แทบทุกคนยอมควักกระเป๋าจ่ายแบบไม่อั้นกันเลยทีเดียว

เย็บได้ ตลาดไม่เป็น

คงรอวันเจ๊ง

“ทุกวันนี้เสื้อผ้าสุนัขแบรนด์ไทยจริงๆ มีน้อยมาก ที่เห็นขายกันอยู่ส่วนใหญ่มาจากจีน เลยมีแนวคิดอยากเป็นเจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าสุนัข มีหน้าร้าน มีชุดสวยๆ แขวนขาย และมีลูกค้ามาซื้อหาให้น้องหมาใส่กัน” คุณแหม่ม-สุจิตรา โหมบังลี่ อายุ 27 ปี เจ้าของเพจ “สอนตัดเสื้อผ้าสุนัข Dogsbydoo” เริ่มต้นบทสนทนา

ก่อนย้อนความเป็นมาให้ฟัง เรียนจบมาทางด้านสถาปัตย์ เคยทำงานประจำอยู่ได้พักหนึ่ง จึงลาออกมารับงานเป็นฟรีแลนซ์ สอนความรู้เกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ให้กับบรรดาผู้ประกอบการด้านอีคอมเมิร์ซ ส่วนงานอดิเรกแสนรัก ซึ่งทำมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัยนั้นคือ เลี้ยงน้องหมา

และด้วยความชื่นชอบในงานฝีมือ ช่วงไหนว่างเป็นต้องพยายามตัดชุดให้น้องหมาไว้ใส่อยู่เป็นประจำ โดยเริ่มต้นหาความรู้จากกูเกิ้ลเป็นหลัก และพบว่ามีการเปิดสอนตัดเสื้อผ้าสุนัขกันหลายเจ้า แต่ส่วนมากไม่มีการแชร์ให้คนอื่น เธอเลยเรียนรู้ด้วยตัวเองแบบ “ลองผิด-ลองถูก” ไปเรื่อยๆ

เมื่อขวนขวายหาความรู้ด้วยตัวเองได้ระดับหนึ่ง จึงอัดคลิปการตัดเสื้อผ้าสุนัขรูปทรงต่างๆ อัพขึ้นเว็บไซต์ยูทูบ หวังให้คนอื่นที่อยากทำบ้างได้เห็น และอาจนำไปต่อยอดเป็นอาชีพถึงขั้นสร้างแบรนด์ของตัวเองได้

ทำออกมาราว 5 คลิป เริ่มมีผู้คนแชร์งานของเธอกระจายไปในโซเชียลมีเดีย

กระทั่งวันหนึ่ง มีมืออาชีพด้านการตัดเสื้อผ้าสุนัข แบบตัวจริงเสียงจริง ชื่อ คุณหมวย-เยาวเรศ แก้วกองมูล อายุ 36 ปี อยู่ที่จังหวัดบุรีรัมย์ เข้ามาทักทาย ก่อนแนะว่า แพตเทิร์นปกเสื้อสุนัขที่ทำออกมานั้นมันผิด พร้อมกับบอกว่ามีแบบที่ถูกหลักจะให้ โดยไม่คิดราคาค่างวดอะไร

เธอเลยเกิดความประทับใจ จึงชักชวนคุณหมวยมาทำงานร่วมกัน แม้ยังไม่เคยเจอหน้าแบบจริงจังมาก่อน

“คุณหมวยตัดเย็บเสื้อผ้าสุนัขเป็นอาชีพระดับรายใหญ่ แต่ไม่ได้ทำแฟนเพจ เพราะโปรโมตตัวเองผ่านสื่อออนไลน์ไม่เป็น ขณะที่เราทำการตลาดได้ จึงเอาความสามารถ 2 อย่างมารวมกัน จนเกิดเป็นไอเดียเปิดคอร์สสอนให้ผู้สนใจ สามารถตัดเย็บชุดสุนัขได้อย่างถูกต้องสวยงามและขายเป็น เพราะถ้าตัดเย็บได้แต่ทำการตลาดไม่ได้ คงเหมือนธุรกิจที่เปิดแล้วรอวันเจ๊ง” คุณแหม่ม อธิบายที่มา

ตัวเลือกเพิ่ม

ค้าขายคึกคัก

การ “จับมือ” ของผู้หญิง 2 วัย แต่มีใจรักสัตว์เลี้ยงเหมือนกัน เริ่มต้นด้วยการที่คุณหมวยบันทึกภาพขั้นตอนการตัดเย็บเสื้อผ้าสุนัขแบบต่างๆ ก่อนส่งมาให้คุณแหม่มทำเป็นโฆษณาผ่านทางเพจ “สอนตัดเสื้อผ้าสุนัข Dogsbydoo” ควบคู่ไปกับการประชาสัมพันธ์คอร์สที่จะเปิดอบรม

เกี่ยวกับรายละเอียดการอบรมนั้น คุณแหม่ม บอกให้ฟังคร่าวๆ คุณหมวยจะเป็นผู้สอนหลัก แบ่งออกเป็น 2 คอร์ส คือ คอร์สเล็ก เรียนวันเดียว ราคา 5,000 บาท เหมาะสำหรับคนที่ยังไม่มีพื้นฐานด้านการตัดเย็บ ส่วนเนื้อหาที่จะถ่ายทอดให้เริ่มจากเรียนรู้องค์ประกอบชุด วิธีเลือกผ้า รวมถึงบอกให้ทราบถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ในธุรกิจนี้

และคอร์สใหญ่ เรียน 4 วัน ราคา 20,000 บาท เนื้อหาแน่นพอที่จะทำให้เมื่อเรียนจบ สามารถตัดออกขายได้เลย โดยหลังจากเรียนรู้เรื่องของการออกแบบ-ตัดเย็บ เสร็จแล้ว ทางคุณแหม่มจะเข้ามาช่วยเสริมในเรื่องของการตลาดให้

“ธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้าสุนัขทุกวันนี้ ส่วนใหญ่ผู้ผลิตมักทำขายเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเอง แต่ถ้าหาจุดที่ไปตอบสนองความต้องการในจิตใจของเจ้าของ สินค้านั้นน่าจะขายได้มากกว่า และต้องรู้ด้วยว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นแบบไหน ถ้าผู้ผลิตเลือกกลุ่มที่ซื้อเสื้อผ้าสุนัขใส่แล้วทิ้งซื้อใหม่ แบบนั้นมีหลายเจ้า ไม่มีเอกลักษณ์ เพราะเน้นแต่ปริมาณ การแข่งขันหนักหน่วง และมักขายตัดราคากัน

ฉะนั้น ควรเลือกกลุ่มเป้าหมายที่สูงขึ้นมาหน่อย คือค่อนข้างมีกำลังทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันลูกค้ากลุ่มนี้มีไม่น้อย ถ้าตั้งลูกค้ากลุ่มนี้ไว้ ผู้ผลิตต้องสร้างแบรนด์ ทำสินค้าให้มีเอกลักษณ์และมีดีไซน์ หากตอบโจทย์ข้อนี้ได้ เชื่อว่าจะมีลูกค้าประจำแน่นอน” คุณแหม่ม อธิบายเป็นฉากๆ

การฝึกอบรมหลักสูตรตัดเสื้อผ้าสุนัข ในแบบของคุณหมวย-คุณแหม่มนั้น ผ่านพ้นไปแล้ว 1 รุ่น และกำลังจะเปิดรุ่นที่ 2 ช่วงต้นเดือนเมษายนนี้ เป็นคอร์ส 1 วัน เหมือนครั้งแรก โดยเลือกใช้ “มาดีฮับ” ซอยเอกมัย 4 สุขุมวิท 63 เป็นสถานที่อบรม

ส่วนคอร์สใหญ่ 4 วันนั้น อยู่ระหว่างเตรียมเนื้อหาที่เหมาะสมกับผู้เรียน เน้นไปที่การออกแบบตัดเย็บ 100 เปอร์เซ็นต์

ก่อนจากกัน คุณแหม่ม ฝากไว้ด้วยว่า ทุกวันนี้งานฟรีแลนซ์ของเธอนั้นก็ยังทำอยู่ แต่ที่เข้ามาเปิดคอร์สสอนสร้างแบรนด์เสื้อผ้าสุนัขนี้ เพราะรู้สึกสนุกและอยากเจอคนที่มีความคิดความชอบเหมือนกัน และไม่เคยมองว่าคนที่มาเรียนจะเป็นคู่แข่งทางธุรกิจในอนาคต

“ถ้าเราถ่ายทอดสิ่งที่ดี ให้คนอื่นไปทำต่อได้ ตลาดแนวนี้จะเปิดกว้างขึ้นกว่าเดิม ถึงการแข่งขันจะสูง แต่ถ้าการตลาดเปิดกว้างขึ้นกว่าเดิม มีความหลากหลาย ลูกค้ามีตัวเลือกมากขึ้น จะทำให้ตลาดด้านนี้เติบโต กระทั่งมุมมองของคนที่เลี้ยงสุนัขเปลี่ยนไปว่า พวกเขาไม่ใช่แค่สัตว์ที่เลี้ยงไว้เพื่อเฝ้าบ้าน น้องหมา-น้องแมว จะมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก” คุณแหม่ม ทิ้งท้ายไว้อย่างนั้น

……………

สนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการผลิตและสร้างแบรนด์เสื้อผ้าน้องหมา-น้องแมว เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ Facebook/สอนตัดเสื้อผ้าสุนัข Dogsbydoo

ธุรกิจท่องเที่ยวแนวผจญภัย ปลุกความซนในตัวคุณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07041010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ไอเดียต่างแดน

มิสมิลเลียนแนร์

ธุรกิจท่องเที่ยวแนวผจญภัย ปลุกความซนในตัวคุณ

หลายๆ คนมักนึกถึงบางช่วงเวลาในวัยเด็กที่มีความสุข และอยากย้อนกลับไปทำอะไรซนๆ แบบนั้นอีก เพื่อเติมเต็มรอยยิ้มบนใบหน้า

เชื่อว่าหนึ่งในกิจกรรมยอดฮิตของเด็กๆ ที่ยังประทับใจไม่รู้ลืมสำหรับหลายคน คงต้องมีกิจกรรมปีนต้นไม้ ไต่เชือก ห้อยโหนโจนทะยาน ซึ่งก็อาจได้แผลมากน้อยตามความซนของแต่ละคน อาจจะแถมโดนตีเป็นรางวัลพิเศษ

ความสุขที่หลบซ่อนอยู่ในวัยเยาว์นี้ จุดประกายให้เกิดธุรกิจท่องเที่ยวแนวผจญภัยที่ปลุกความซนของผู้คนออกมา และสามารถทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำแบบไม่น่าเชื่อ

บีบีซี หยิบยกกรณีของ “รีเบกก้า” และ “ทริสแทม เมย์ฮิว” เจ้าของธุรกิจท่องเที่ยวแนวผจญภัยในอังกฤษ ที่มองว่าความรู้สึกนี้ไม่ได้มีไว้เฉพาะวัยเด็กเท่านั้น

รีเบกก้า เล่าย้อนว่า เธอปิ๊งไอเดียนี้ตั้งแต่เมื่อ 15 ปีก่อน หลังจากเห็นผู้คนทุกเพศทุกวัยพากันเล่นสนุกกับการปีนป่ายต้นไม้ในชนบทของฝรั่งเศส ระหว่างที่เธอเดินทางไปเที่ยว เลยคิดว่าทำไมไม่ลองทำกิจกรรมอะไรเพื่อตอบสนองผู้คนที่หลงรักช่วงเวลาแบบนี้ ซึ่งยังไม่มีใครทำในอังกฤษ

ประกอบกับการที่ทั้ง 2 คน อยากลาออกจากงานประจำอยู่แล้ว ทั้งคู่เลยตัดสินใจตั้งบริษัทที่มีชื่อว่า “โก เอป” (Go Ape) เพื่อทำธุรกิจแนวผจญภัยขึ้นในอังกฤษ เมื่อปี 2544

สิ่งแรกที่ทั้งคู่ให้ความสำคัญในการทำธุรกิจที่ให้ผู้คนมาโหนสะลิงบนยอดไม้คือ มาตรฐานด้านความปลอดภัยในระดับสูงสุด จึงไปขอรับคำแนะนำและการสนับสนุนจากหน่วยงานป้องกันอุบัติเหตุ

จากนั้นก็ค้นหาทำเลเหมาะๆ ที่จะทำธุรกิจนี้ โดยไปที่คณะกรรมาธิการป่าไม้ของอังกฤษ เพื่อจะขออนุญาตติดตั้งอุปกรณ์แนวผจญภัยในวนอุทยานเทตฟอร์ด ทางตะวันออกของอังกฤษ หลังจากสำรวจพื้นที่หลายครั้ง และก็ได้รับอนุญาต โดยได้ตกลงจัดสรรรายได้เข้ารัฐบาลท้องถิ่น

ทั้งคู่เอาเงินเก็บและขายบ้านหลังที่ 2 มาเริ่มต้นธุรกิจ และสามารถเปิดให้บริการการท่องเที่ยวแนวผจญภัยในวนอุทยานเทตฟอร์ดได้ครั้งแรกในเดือนมีนาคม ปี 2545 และค่อยๆ มีลูกค้าเพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน โก เอป เปิดให้บริการใน 29 ทำเล ทั้งในเมืองเซาท์แทมป์ตัน ครอว์ลีย์ ลีดส์คาสเทิล รวมถึงกรุงลอนดอน มีพนักงานมากสุด 800 คน ในช่วงเทศกาลท่องเที่ยว

ตอนนี้ โก เอป มีแผนจะโกอินเตอร์ โดยเปิดบริการใน 12 ทำเล ของสหรัฐโดยร่วมทุนกับพันธมิตรในท้องถิ่น “โก เอป” รายงานผลประกอบการในปี 2557 มีรายได้ 18.7 ล้านปอนด์ ธุรกิจเติบโต 32 เปอร์เซ็นต์ ส่วนกำไรก่อนหักภาษีอยู่ที่ 2.9 ล้านปอนด์

แต่ธุรกิจของโก เอป ก็ต้องฝ่าฟันหลายอย่าง เพราะในช่วงแรกๆ คู่สามีภรรยาลืมคิดเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่ม รวมถึงการได้รับอนุญาตที่ล่าช้ากว่าที่คาดการณ์ไว้

เคล็ดลับสำคัญที่ทำให้โก เอป ได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ คือแนวคิดที่ว่า ผู้คนทุกเพศทุกวัยควรจะเล่นสนุกได้ ไม่ใช่แค่เด็กๆ บริษัทจึงพยายามสร้างความตระหนักเรื่องแบรนด์ เพื่อดึงดูดกลุ่มคนที่หลากหลาย ทั้งครอบครัว เพื่อนฝูง กลุ่มเพื่อนในออฟฟิศที่อยากปาร์ตี้ร่วมกัน แดปเน คาสเรียล-อเล็กซานเดอร์ ที่ปรึกษาด้านเทรนด์ผู้บริโภค จากบริษัทวิจัย ยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล มองว่าโก เอป ได้ประโยชน์จากลูกค้าจำนวนมากที่ต้องการทดลองกิจกรรมผจญภัยในช่วงเวลาว่าง เพราะผู้คนต้องการความแตกต่าง และอยากหนีจากสิ่งต่างๆ ที่ทำประจำทุกๆ วัน คนเหล่านี้ต้องการประสบการณ์ใหม่ๆ

นอกจากนี้ โก เอป ยังเพิ่มธุรกิจอีก เพื่อทดแทนรายได้ที่หายไปในช่วงฤดูหนาวที่ผู้คนไม่ค่อยอยากออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน นั่นคือ “แอร์ สเปซ” กิจกรรมกระโดดบนแทรมโพลีนในร่ม ซึ่งขณะนี้มี 2 สาขา

เทรนด์กิจกรรมแนวผจญภัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็กำลังคึกคักเช่นกัน เว็บไซต์ ttrweekly.com ระบุว่า ผลการศึกษาเมื่อไม่นานมานี้ชี้ว่า นักท่องเที่ยว 4 คน จาก 10 คน จะเข้าร่วมกิจกรรมท่องเที่ยวแนวผจญภัย ขณะที่ราว 70 เปอร์เซ็นต์ของทริปท่องเที่ยว มักเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผจญภัย ซึ่งมีนิยามหลากหลาย

อย่างนักท่องเที่ยวอเมริกัน 48 ล้านคน นิยมกิจกรรมดูนกระหว่างทริปท่องเที่ยว ส่วนนักท่องเที่ยวยุโรปส่วนใหญ่ชอบการขี่จักรยาน

นอกจากนี้ ยังมีการปีนเขา พายเรือคยัก และเรือยางล่องแก่ง ที่ติดอันดับต้นๆ ของกิจกรรมแบบผจญภัยในใจนักท่องเที่ยว

พนักงานรถนอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07046010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

อาชีพที่ไม่เหมือนเรา

ไมตรี ลิมปิชาติ

พนักงานรถนอน

คำว่ารถนอน ไม่ได้หมายถึงรถที่ใช้นอน แต่เป็นตู้โดยสารรถไฟที่ให้คนขึ้นไปนอนบนรถ

ที่การรถไฟต้องให้มีตู้นอนก็เพราะว่าต้องใช้เวลาเดินทางจากสถานีต้นทางถึงสถานีปลายทางนานหลายชั่วโมง

นั่งจากกรุงเทพฯ ถ้าไปเชียงใหม่ก็จะใช้เวลาประมาณ 13 ชั่วโมง และถ้าไปนราธิวาสจะต้องใช้เวลาเกือบ 20 ชั่วโมง ใช้เวลานานมาก

ต้องนั่งรถไฟนานๆ อย่างนี้จึงจำเป็นต้องให้ผู้โดยสารมีทางเลือกคือ จะนั่งไปหรือนอนไปอย่างใดอย่างหนึ่ง

ก่อนนี้ผมชอบใช้บริการรถนอน เพราะพอตื่นรออีกไม่นานก็ถึงจุดหมาย

การได้โดยสารไปกับตู้นอนสบาย เพราะไม่ต้องปูที่นอนเอง พอถึงเวลาก็จะมีพนักงานมาปูที่นอนให้ ผู้โดยสารมีหน้าที่นอนอย่างเดียว

พนักงานของตู้นอนเกือบทุกคนที่ผมใช้บริการขอชมว่าบริการดี น่ารัก ทั้งๆ ที่พวกเขาเป็นผู้ชาย

นอกจากน่ารักแล้ว ยังแต่งเนื้อแต่งตัวสะอาดสะอ้านอีกต่างหาก

จากการเป็นผู้สูงวัยตามอายุที่เพิ่มขึ้นตอนนี้ เวลาใช้บริการตู้นอนมักจะทำให้ปวดหลัง

ผมจึงเปลี่ยนไปใช้บริการรถไฟที่เป็นตู้นั่งแทน ซึ่งมีที่นั่งเหมือนๆ กับที่นั่งบนเครื่องบินที่สามารถเอนนอนได้ และว่าไปแล้วเป็นที่นั่งที่สบายกว่าเครื่องบินเสียอีก เพราะมีขนาดกว้างกว่า อีกทั้งเป็นตู้แอร์ (ตู้ปรับอากาศ) จึงไม่ร้อน แต่ที่ผมชอบมากก็ตรงที่มีห้องน้ำกว้างมาก

รถนั่งแอร์ที่ว่านี้เป็นตู้หนึ่งในขบวนรถไฟด่วนพิเศษนครพิงค์ แล่นระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่

เป็นตู้นั่งแอร์ที่มีขึ้นเพียงขบวนละ 1 ตู้เท่านั้น มีที่นั่ง 36 ที่นั่ง

มารู้ตอนหลังว่าเป็นตู้ที่การรถไฟทำไว้เพื่อให้ความสะดวกกับคนพิการและคนสูงอายุใช้โดยเฉพาะ

ผู้โดยสารที่พิการต้องนั่งรถเข็น ตู้นั่งพิเศษที่ว่านี้จะมีแขนออกไปหิ้วรถเข็นขึ้นมาได้เลยโดยไม่ต้องพับรถให้ลำบาก

ยกรถขึ้นมาแล้วก็มีที่ให้รถเข็นจอด ซึ่งคนพิการจะนั่งรถเข็นไปตลอดทางหรือจะเปลี่ยนไปนั่งที่เก้าอี้ประจำรถก็ได้

แต่ส่วนใหญ่คนพิการจะขอนั่งบนรถเข็น เพราะสะดวกในการพาตัวเองเข้าห้องน้ำ

ส่วนตัวผมเดินทางไปเชียงใหม่ค่อนข้างบ่อย

เดินทางด้วยเครื่องบินบ้าง รถไฟบ้าง รถทัวร์บ้าง เอาแน่ไม่ค่อยจะได้

มีอยู่ครั้งหนึ่งผมเดินทางจากเชียงใหม่กลับกรุงเทพฯ ด้วยรถไฟด่วนพิเศษนครพิงค์

ไม่ได้นั่งตู้นอน นั่งตู้นั่งแอร์สำหรับคนพิการ แต่ถึงผมจะไม่พิการหากมีที่ว่างการรถไฟก็ยินดีขายตั๋วให้

วันนั้นพนักงานที่มาให้บริการบนรถ เป็นชายหนุ่มหน้าตาเรียบร้อยแต่งกายอยู่ในเครื่องแบบสะอาดตา

เขายืนต้อนรับผู้โดยสารที่มีทั้งฝรั่ง ไทย และคนจีน ตั้งแต่รถไฟยังไม่ออกจากสถานีเชียงใหม่

พอรถเคลื่อนขบวน เขาจะออกมายืนแนะนำตัวว่า ชื่อ วุฒิกร กลิ่นมาลี มีชื่อเล่นว่า โต้

แนะนำตัวเสร็จก็จะบอกต่อว่า รถจะไปถึงสถานีใหญ่ๆ กี่โมง และถึงสถานีปลายทางหัวลำโพงกี่โมง พร้อมกับแนะนำการใช้ห้องน้ำว่า พอเข้าไปในห้องแล้วให้กดปุ่มปิดเปิดประตูยังไง

เขาไม่ได้พูดเฉพาะภาษาไทยแต่พูดภาษาอังกฤษ และภาษาจีนด้วย

ถือว่าเป็นพนักงานที่ทันสมัยมาก โดยเฉพาะใช้ภาษาจีน เพราะปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจากเมืองจีนเข้ามาเที่ยวเมืองไทยมากนั่นเอง

พอถึง 4 ทุ่ม เขาได้ปิดไฟบางดวงเพื่อให้มีความสว่างน้อยลง เหมาะสำหรับให้ทุกคนเอนเก้าอี้นอนพักผ่อน

รถไฟแล่นไปสว่างในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา

ใกล้สว่าง เขาได้ไปปลุกผู้โดยสารที่เป็นฝรั่ง เพื่อบอกให้รู้ว่าอีกไม่ถึงชั่วโมงก็จะถึงสถานีอยุธยา ตามที่ผู้โดยสารได้สั่งไว้

ตั้งแต่สถานีอยุธยารถไฟจอดหลายสถานี

ก่อนถึงสถานีแห่งใดเขาก็จะยืนประกาศให้ผู้โดยสารได้รับรู้ก่อนล่วงหน้าเสมอ เพื่อจะได้เตรียมพร้อมลงจากรถได้

ย้อนกลับไปก่อนปิดไฟให้ผู้โดยสารนอนบนรถ ผมได้ถือโอกาสสอบถามถึงประวัติและหน้าที่การงาน หรืออาชีพที่เขาทำ

เขาเล่าว่า ได้มาทำงานที่การรถไฟในตำแหน่งพนักงานรถนอนเป็นเวลา 4 ปีแล้ว

ตอนนี้เขายังเป็นแค่ลูกจ้างรายวัน ได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท แต่จะมีรายได้อื่นๆ เพิ่มมา เช่น ค่าล่วงเวลา ค่าเบี้ยเลี้ยงต่อวันต่อเที่ยว

รวมเบ็ดเสร็จมีรายได้ประมาณ 15,000 บาทต่อเดือน ถือว่าดีทีเดียวเพราะการทำงานเป็นพนักงานรถนอนมีรายจ่ายน้อย

เป้าหมายสูงสุดของเขาก็คือ การได้บรรจุเป็นพนักงานประจำของการรถไฟ ถึงแม้การรถไฟขาดทุน แต่ถ้าผู้ใดได้บรรจุก็จะมีชีวิตมั่นคง ปลดเกษียณไปแล้วยังได้เงินบำนาญอีก ซึ่งรัฐวิสาหกิจในประเทศไทยที่มีบำนาญมีเพียง 2 แห่งเท่านั้นคือ การรถไฟกับธนาคารออมสิน

เมื่อผมถามถึงว่าต้องเรียนจบอะไรถึงจะมาทำงานในหน้าที่นี้ได้

เขาตอบว่า รถไฟรับผู้เข้าทำงานในหน้าที่นี้ใช้วุฒิแค่ ม.3 เท่านั้น แต่คนที่มาสมัครเข้าทำงานส่วนใหญ่จบปริญญาตรี รวมทั้งตัวเขาเองด้วย

เขาได้ปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจการตลาด ที่มาเลือกทำงานนี้ก็เพราะชอบงานบริการ อีกประการหนึ่งคือ อยากเข้าทำงานที่การรถไฟด้วยเหตุผลข้างต้น บังเอิญตำแหน่งตามวุฒิที่เขาเรียนมายังไม่มีการรับสมัคร จึงขอทำในตำแหน่งนี้ไปพลางก่อน

ข้อดีสำหรับเขาก็คือ เขาเป็นคนชอบเดินทาง การทำงานบนรถไฟเหมือนได้เดินทาง ในช่วงที่ได้เวลาพักร้อนปีละ 6 วันนั้น เขาจะถือโอกาสเดินทางท่องเที่ยวไปยังจังหวัดที่มีรถไฟผ่านเพราะได้นั่งฟรี

ส่วนข้อเสียก็มีคือ เป็นงานที่ต้องอดนอน หรือหากไม่อดนอนแต่ก็นอนไม่ได้เต็มที่ เพราะขณะทำงานซึ่งเป็นเวลากลางคืนไม่รู้ว่าผู้โดยสารจะเรียกใช้เมื่อไร

“หมอเส็ง” เข้าสู่ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ส่งว่านชักมดลูกบุกตลาด CLMV

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07047010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

Gen To Gen

ศรีนวล

“หมอเส็ง” เข้าสู่ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ส่งว่านชักมดลูกบุกตลาด CLMV

เทรนด์ดูแลใส่ใจสุขภาพ ความสวยความงาม กำลังเป็นกระแสมาแรงสุดๆ ขณะนี้ในกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ประกอบด้วย กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม

ทำให้เจ้าของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เห็นช่องทางการขยายธุรกิจ เข้าเจาะตลาดในกลุ่มประเทศเหล่านี้ หนึ่งในนั้นคือ ผลิตภัณฑ์ยาสมุนไพรหมอเส็ง ของ คุณฉัตรชัย แสงสุริยะฉัตร ผู้ก่อตั้งบริษัท แสงสุริยะฉัตร (2002) จำกัด หรือที่ทั่วไปรู้จักในชื่อ “หมอเส็ง” เป็นแพทย์ด้านการแพทย์แผนตะวันออกและเป็นที่ปรึกษาคลินิกสุขภาพไตรเวชศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรจีนและไทยมายาวนาน ซึ่งขณะนี้อายุกว่า 60 ปีแล้ว

ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ คุณตาล “นิษฐา แสงสุริยะฉัตร” บุตรสาวของหมอเส็ง วัย 25 ปี ทายาทรุ่นที่ 2 ที่มีบทบาทสำคัญอีกคน ในการขยายธุรกิจหมอเส็งไปต่างแดน ได้บอกเล่าถึงเป้าหมายการเข้าเจาะตลาดของหมอเส็ง

“หลังจากจบการศึกษาปริญญาตรี จากมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ สาขา Finance and Banking (สาขาวิชาการเงินและการธนาคาร) ตาลได้ติดตามพี่ชาย ไปดูตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีชายแดนติดไทย ซึ่งการเข้าไปตลาดอาเซียน ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งคิดทำเมื่อเปิดเออีซี (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) แต่ได้เข้าไปสำรวจและทำตลาดมาก่อนหน้านี้แล้วในลาว เมื่อ 5 ปีก่อน ตอนนั้นเพราะตัวแทนของเรา บอกว่าน่าจะเข้าไปทำตลาดประเทศติดชายแดนไทยได้นะ เพราะเพื่อนบ้านเรา เมื่อเขามาเที่ยว ก็ได้ซื้อได้ลอง เห็นว่าเป็นของดีก็ซื้อต่อเนื่อง ตัวแทนเราก็ส่งตรงไปขายบ้าง ก็ขายได้เรื่อยๆ แต่ตอนนี้ดีขึ้นมาก เพราะหลังจากเรารู้แล้วว่าชาวลาวต้องการอะไร และทำอย่างไรให้เข้าถึงได้มากขึ้น โจทย์เราคือ จะเจาะวัยรุ่นอายุช่วง 20-40 ปี เพราะเป็นกลุ่มประชาชนหลักของลาว ที่กำลังเข้ามามีบทบาทในสังคมลาว และรับกระแสใส่ใจดูแลสุขภาพ จึงได้ทำภาพยนตร์โฆษณาที่ใช้พรีเซ็นเตอร์ดาราลาว จากโฆษณาก่อนหน้านี้มักจะเห็นรูปคุณพ่อ (หมอเส็ง) ปรากฏว่าหลังออกหนังโฆษณาไม่นาน สินค้าหมอเส็งขายดี จนสินค้าขาดตลาด เชื่อว่ายอดขายปีนี้น่าจะเกิน 100 ล้านบาท ในลาวนั้น ตอนนี้เรามีศูนย์กระจายสินค้า 3 แห่ง ที่ปากเซ เวียงจันทน์ และหลวงพระบาง”

เป้าหมายต่อไปของหมอเส็งคือ การเข้าตลาดกัมพูชาอย่างเป็นทางการ คุณตาล เล่าว่า “ที่กัมพูชา เราคุยกับคนท้องถิ่นมาตั้งแต่ปีก่อน ต้นปีนี้ ได้ดำเนินการตั้งบริษัท หมอเส็ง เฮิร์บ เพื่อทำตลาดในกัมพูชาโดยตรง เราลงทุนเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ด้วยสินค้าหมอเส็งเป็นยาสมุนไพร ต้องขออนุญาตนำเข้า มีขั้นตอนการตรวจสอบที่เข้มงวดเหมือนไทย ซึ่งอาจใช้เวลานาน คาดว่าไม่เกินเดือนเมษายนปีนี้ น่าจะได้รับอนุมัติและเริ่มทำตลาดได้ครึ่งปีหลัง ช่องทางขายเราก็คงตามรอยที่เราถนัด คือตั้งตัวแทนกระจายสินค้าตามร้านขายยา สร้างเครือข่ายกระจายสินค้า และเปิดจุดขายตามห้างสรรพสินค้าที่มีอยู่ แรกๆ อาจวางได้ 200 ร้านค้า ยอดขายต่ำๆ ต่อเดือนก็น่าจะ 20,000 ขวด”

คุณตาล ย้อนถึงจุดเริ่มต้นการเข้ามาช่วยธุรกิจครอบครัวว่า “หลังจากเรียนจบแล้ว ก็เข้ามาช่วยครอบครัว จุดเริ่มต้นก็คือ มาบุกตลาดกัมพูชา ก็เริ่มจากไปกับพี่ชาย เดินสำรวจไปเรื่อยๆ เหมือนนักท่องเที่ยวทั่วไป ทำเหมือนสมัยคุณพ่อ เปิดคลินิกรักษาโรคทั่วไป จากร้านขายยา ก่อนเป็นหมอเส็งที่ตั้งเป็นบริษัททำแบบมีสมาชิกขายตรง ถึงวันนี้ก็ 14 ปี ก่อนหน้านั้นก็มาจากคลินิกการแพทย์ ขายยามากว่า 40 ปี ตลาดคนไทยจึงเริ่มที่คนมีอายุสักหน่อย หรือกลุ่มคนมีบุตร แต่ไปประเทศซีแอลเอ็มวี เราต้องปรับให้ทันสมัย เจาะคนรุ่นใหม่ ต้องเพิ่มกิจกรรมใหม่ เช่น ทำหนังใหม่ หีบห่อแปลกตาขึ้น ให้ดูทันสมัย เรามีสินค้าทั่วไปด้วย อย่างผลิตภัณฑ์หมอเส็งเรามีแยะ แต่ก็เลือกไปที่เหมาะสมกับตลาดและคนรู้จักแล้ว เช่น ว่านชักมดลูก ไดมอนด์บลู ผลิตภัณฑ์บำรุงจากผลไม้ เป็นต้น ซึ่งเมื่อเห็นโอกาส ตาลก็มีส่วนร่วมดูเรื่องการเงิน การจัดตั้งบริษัท ตามที่ได้เรียนมา ซึ่งตาลก็กำลังเรียนต่อด้วย เพื่อนำมาใช้กับธุรกิจของครอบครัวต่อไป”

ทำไมถึงทิ้งเวลานาน 5 ปี กว่าจะขยายตลาดจากประเทศหนึ่งไปอีกประเทศหนึ่ง คุณตาล เฉลยว่า ติดตามตลาดเพื่อนบ้านมาตลอด แต่วันนี้พร้อมที่สุด เพราะเออีซีทำให้คนในอาเซียนตื่นตัว ทำงานหนักขึ้นเพื่อหารายได้ให้มากขึ้น ที่สำคัญ ซีแอลเอ็มวี ประชากรฐานหลักวันนี้ คือกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน ที่สำคัญ เขากำลังอินกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น รายได้ดีขึ้น แสวงหาสินค้าเพื่อสุขภาพ ความงาม และสินค้าไทยก็ได้รับความเชื่อถือ และเป็นที่นิยม อีกทั้งวิชาการทางการแพทย์ไทย ได้รับความเชื่อถือ โรงพยาบาล วงการแพทย์ที่นั่นยังไม่บูม ทำให้คนกัมพูชา คนลาว ต้องบินมาไทย หรือไปสิงคโปร์ เพื่อรักษาตัวหรือเสริมสุขภาพ

“เราสังเกตเห็นว่า คนกัมพูชาหรือคนลาว ไม่เน้นไปหาหมอ แต่จะซื้อยาหรือรักษาตามบ้านกันเองยังมีอยู่มาก เมื่อบางกลุ่มได้ทดลองบริโภคหมอเส็ง เห็นว่าดี ก็บอกต่อปากต่อปาก ส่งเสริมให้หมอเส็งเป็นที่รู้จักได้ในเวลาอันรวดเร็ว ยิ่งวัฒนธรรม ภาษาที่คล้ายกัน การเข้าทำตลาดซีแอลเอ็มวีก็ไม่ยากนัก แต่สิ่งสำคัญ ต้องรู้จักเขาและปรับตัวให้ตรงกับตลาดต้องการ อย่างที่เราทำหนังใช้ดาราลาว ดังจนสินค้าขาดก็เป็นบทพิสูจน์ได้เป็นอย่างดี”

สำหรับอนาคตหมอเส็งหลังเออีซีจะเป็นอย่างไร คุณตาล ฉายภาพว่า ปีนี้ครบ 15 ปีของหมอเส็ง หลังปรับมาทำธุรกิจขายตรงเคาะประตูบ้าน กำลังจะมีอะไรใหม่ออกสู่ตลาดอีกมากแน่นอน เช่น จะเป็นครั้งแรกที่ออกสินค้าเข้าตลาดคอนซูเมอร์โปรดักต์อย่างจริงจัง หลังจากที่ได้ลองทำตลาดมาแล้ว ในกลุ่มสบู่และเครื่องดื่ม เช่น สบู่ก้อนสมุนไพร ยาสีฟัน น้ำสมุนไพรกระป๋อง กาแฟกระป๋อง ซึ่งปลายปีน่าจะมีแคมเปญใหม่ ด้านโรงงานกำลังยกระดับมาตรฐานการผลิตที่รองรับมาตรฐาน GMP-PIC/S ซึ่งได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของประเทศไทย

ทิ้งท้าย คุณตาล บอกถึงอนาคตของหมอเส็ง เป้าหมายกับเออีซี ภายใน 3 ปีหวังจะเห็นผลิตภัณฑ์หมอเส็งวางขายไปทั่ว และในอีก 10 ปี จะหาซื้อหมอเส็งได้ในเวียดนามและพม่า ต่อจากลาวและกัมพูชา ที่กำลังทำตลาดในไม่กี่เดือนข้างหน้า

นับเป็นอีกหนึ่งสินค้าไทยที่มีชื่อเสียงโด่งดังนอกประเทศ!!

“NAVY” ผ้าย้อมครามใส่ดีไซน์ เสื้อผ้าเข้าใจวัยรุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07052010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ช่องทางสร้างอาชีพ

สดุจตา

“NAVY” ผ้าย้อมครามใส่ดีไซน์ เสื้อผ้าเข้าใจวัยรุ่น

…..เราต้องการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้กับแบรนด์ ให้กับสินค้า แต่ว่าสินค้าแฟชั่นมาเร็วไปเร็ว การก๊อบปี้เกิดขึ้นง่ายมาก โจทย์จึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้เมื่อเห็นแล้วเกิดความเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือ NAVY”

เครื่องแต่งกายประเภทเสื้อผ้า แม้จะเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิต ทว่าเหตุผลของผู้ซื้อนั้นมากกว่าประโยชน์ใช้สอย แต่มีเรื่องของ “ดีไซน์” เข้ามาเป็นปัจจัยหลักต่อการตัดสินใจจ่าย

ตลาดเสื้อผ้า ณ วันนี้ จึงมีความหลากหลายในด้านรูปแบบ การออกแบบที่ต้องพัฒนาเพื่อให้สอดรับกับความต้องการ และนี่จึงเป็นงานที่อาจเรียกได้ว่ายาก

ทำอย่างไรสินค้าจึงจะโดนใจกลุ่มเป้าหมาย ทำอย่างไรจึงจะสามารถควักเงินออกจากกระเป๋าผู้ซื้อได้ ทำอย่างไรให้สินค้าใส่แล้วเกิดความภูมิใจ

ภูมิปัญญา ปะทะ ไอเดีย

จับเป้าหมายตั้งแต่วัยรุ่น

“NAVY” คือแบรนด์ผู้ผลิตจำหน่ายเสื้อผ้า ที่ดึงคุณค่าจากภูมิปัญญาไทย มาใส่ดีไซน์เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ด้วยการออกแบบเรียบหรู ดูดี แอบเซ็กซี่ และมีความร่วมสมัย

คุณสุนิสา ศรีปริวาทิน ดีไซเนอร์อายุน้อย (28 ปี) หนึ่งในเจ้าของแบรนด์ เริ่มต้นเล่าความเป็นมาว่า แรกเริ่มนั้นมีภาพความฝันกับการสร้างธุรกิจส่วนตัว ฉะนั้น แม้ยังคงอยู่กับงานประจำด้านแฟชั่นดีไซน์ ก็หาเวลาว่างสร้างอาชีพเสริม ด้วยการจับมือกับ คุณอเนชา สุขเกษม ช่างภาพฝีมือดี จัดทำผลิตภัณฑ์กระเป๋าและถุงเท้าพิมพ์ลาย ขายผ่านเว็บไซต์

ระยะเวลาก้าวผ่านได้ราว 2 ปี เมื่อเห็นลู่ทางดี จึงสร้างความมั่นคงกับการก้าวสู่ธุรกิจหลัก โดยคุณสุนิสาตัดสินใจ ลาออกจากงานประจำในราวปี 2014 เพื่อใช้เวลาทุ่มเทไปกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ตนเองชื่นชอบ นั่นก็คือ เสื้อผ้า

“เราทำกระเป๋าและถุงเท้าพิมพ์ลายขายบนโลกออนไลน์ตั้งแต่ปี 2012 ซึ่งตอนนั้นผลงานสะดุดตาลูกค้าก็คงเป็นเรื่องของดีไซน์ และฝีมือการถ่ายภาพของคุณอเนชา แต่เมื่อถึงวันหนึ่ง คิดผันตัวเองต้องการออกมาสร้างธุรกิจอย่างเต็มตัว จึงลาออก แล้วก็ทุ่มเทจริงจัง และเหตุผลที่สนใจเสื้อผ้า เพราะได้ไปเห็นผ้าย้อมครามของสกลนคร ซึ่งเป็นบ้านเกิดของคุณอเนชา เมื่อแรกเห็นก็ชอบเลย จึงมองว่าถ้านำมาใส่ดีไซน์ ออกแบบให้หลากหลาย ดึงความเป็นตัวเราออกมา เพื่อให้คนรุ่นใหม่หันมาสนใจสวมใส่กันมากขึ้น”

ด้านการออกแบบ จึงเป็นสิ่งสำคัญ ที่คุณสุนิสาลงมือคิดสร้างสรรค์ โดยคำนึงถึงความชอบของตนเองเป็นหลัก เพื่อให้การถ่ายทอดผลงานออกมามีเอกลักษณ์เฉพาะ จากนั้น มองกลุ่มเป้าหมายวางไว้อายุตั้งแต่ 20 ปีต้นๆ ไปจนถึงวัยพ้นเลข 4 แต่สำคัญคือ เป็นกลุ่มคนที่ยังชื่นชอบการแต่งกาย

เรียบหรู ดูเซ็กซี่

NAVY เข้าใจคนใส่

สำหรับรูปแบบเสื้อผ้ามีความหลากหลาย ทั้ง เสื้อ กางเกงขาสั้น ขายาว เดรส และโดยเฉพาะบรา ซึ่งเมื่อนำผ้าย้อมครามมาทำ บวก การออกแบบ ทำให้เกิดความแตกต่าง และทันสมัยขึ้นมาทันที

“เราเห็นว่าผ้าย้อมครามคือภูมิปัญญาที่น่าจะนำมาทำให้เกิดความร่วมสมัยได้ การออกแบบดูแล้วจะเห็นเป็นความเรียบ เห็นเนื้อผ้าชัดเจน แต่ว่าแอบเซ็กซี่ อย่างเสื้อคาดหลัง ถือว่าเป็นชิ้นงานได้รับความนิยม และยังบ่งบอกความเป็น NAVY คือลูกค้าเห็นแล้วจำได้ ซึ่งตรงนี้คือสิ่งที่เรามุ่งมั่นพัฒนา เราต้องการสร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้กับแบรนด์ ให้กับสินค้า แต่ว่าสินค้าแฟชั่นมาเร็วไปเร็ว การก๊อบปี้เกิดขึ้นง่ายมาก โจทย์จึงอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้เมื่อเห็นแล้วเกิดความเข้าใจได้ทันทีว่านี่คือ NAVY”

ความรู้จึงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการคนขยัน ต้องขวนขวาย โดยเข้าไปศึกษาเรียนรู้กระบวนการสร้างธุรกิจ การบริหารจัดการ การตลาด และรวมไปถึงการออกแบบ เพื่อให้เกิดความกระจ่างในการสร้างธุรกิจให้บรรลุถึงจุดหมายปลายทาง

“เราสองคนไม่มีพื้นฐานด้านบริหาร ไม่มีความรู้ด้านการตลาด นี่คือสิ่งที่ต้องก้าวเข้าไปเรียน อย่างกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ก็ถือเป็นหน่วยงานสำคัญทำให้เราได้องค์ความรู้ในสิ่งที่ขาดมาเติมเต็มธุรกิจ หรือแม้แต่สิ่งที่มีความรู้อยู่แล้ว อย่างด้านการออกแบบ เรื่องของแฟชั่น จะหยุดพัฒนาไม่ได้ ต้องสร้างโอกาสให้ตัวเองได้เข้าไปศึกษาอย่างต่อเนื่อง เพราะจุดมุ่งหมายของเราในตอนนี้คือการสร้างแบรนด์ และสินค้าให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตน”

แม้วันนี้จะอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าเพิ่งเริ่มก้าว คุณสุนิสาก็เลือกก้าวไปกับความมั่นคง แต่ทว่าไม่ผลีผลาม โดยเฉพาะด้านการลงทุนเงิน แต่ให้ความทุ่มเทกับการลงทุนความคิด นำมันสมองของตนเองมาใช้อย่างเต็มกำลัง

“อย่างแหล่งผ้า รับจากชุมชนผู้ผลิตในจังหวัดสกลนคร แล้วจัดจ้างผู้ตัดเย็บรับงานไปทำอีกต่อหนึ่ง ตามแบบที่เรากำหนดไว้ ทำให้การลงทุนไม่สูงมาก ไม่มีภาระค่าใช้จ่ายสูง”

กับการตั้งราคาขาย กำหนดไว้เริ่มต้นชิ้นละ 1,200 บาท ไปจนถึง 6,000 บาท สำหรับกลุ่มผู้ชื่นชอบภูมิปัญญาไทยใส่ดีไซน์ โดยฝีมือคุณสุนิสา ต่างยอมรับและยอมจ่าย โดยช่องทางจำหน่ายหลักขณะนี้ ขายผ่านออนไลน์ แต่ก็ได้วางแผนไว้กับช่องทางฝากจำหน่ายและสร้างหน้าร้านขึ้นมารองรับ

สนใจผลิตภัณฑ์ ติดต่อ http://www.navybangkok.com, http://www.facebook.com/navyofficial หรือโทรศัพท์ (089) 196-9244, (089) 169-4296

“ตุ๊กกี้ & บูบู้” จัด!! ใหญ่จริงเรื่องปิ้งย่าง ที่ “สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07066010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

อาชีพคนดัง

นันท์นิ ชาดา

“ตุ๊กกี้ & บูบู้” จัด!! ใหญ่จริงเรื่องปิ้งย่าง ที่ “สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล”

แม้จะเพิ่งเปิดร้านมาได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ สำหรับร้าน “สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล” ของตลกซุปเปอร์สตาร์ “ตุ๊กกี้-สุดารัตน์ บุตรพรหม” และแฟนหนุ่ม “บูบู้-กำธร โพธิ์น้ำคำ” กลับมีลูกค้ามาใช้บริการแน่น เรียกว่าช่วงสัปดาห์แรกของการเปิดร้านรับลูกค้ามือระวิงกันเลยทีเดียว ทำให้เจ้าของร้านถึงกับยิ้มกริ่ม ไม่ใช่เพราะลูกค้าเยอะ แต่เป็นเพราะคำชมว่าอร่อยจริง ดั่งที่เจ้าของร้านตั้งใจว่าอยากทำอาหารอร่อยอย่างที่ตัวเองชอบให้กับคนอื่นได้รับประทานกันด้วย โดยหน้าที่หลักของการดูแลร้าน ทางแฟนหนุ่มเป็นคนดูแล ส่วนตุ๊กกี้ลงแรงในการประชาสัมพันธ์ร้าน สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล บนพื้นที่ร่วม 3 ไร่ ที่จอดรถกว่า 80 คัน ตั้งอยู่ย่านพระราม 5

ตุ๊กกี้ได้ชื่อว่าเป็นตลกที่ฮอตที่สุด มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง เรียกว่ารายได้มากพอที่จะไม่ต้องทำธุรกิจอื่น แต่ด้วยความที่เธอเห็นความตั้งใจของแฟนหนุ่มว่าอยากทำธุรกิจอย่างจริงจัง เพื่อหวังลบคำครหาต่างๆ จึงเป็นแรงกดดันของแฟนหนุ่มที่ทำให้เกิดธุรกิจนี้ขึ้นมา

เริ่มจากชอบกิน

ตุ๊กกี้ เล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดีว่า ตัวเธอเองกับแฟนหนุ่มเป็นคนชอบรับประทานของอร่อย และตระเวนไปรับประทานบ่อยมาก จนมาแชร์ไอเดียกันว่าถ้าชอบรับประทานขนาดนี้ ลองมาทำเป็นธุรกิจเลยจะดีไหม โดยส่วนตัวเธอเอง แม้จะไม่เห็นด้วย แต่อยากสานฝันให้แฟนหนุ่มที่อยากทำธุรกิจอย่างจริงจังเพื่อพิสูจน์ตัวเอง

“เราชอบกินของอร่อยกันทั้งคู่ โดยเฉพาะอาหารทะเล ตัวบู้เองมีฝีมือในเรื่องของการทำอาหาร เลยมาคิดกันว่าถ้าเราชอบกินของอร่อยกันขนาดนี้ ลองมาทำเองดูดีมั้ย ซึ่งหลักๆ บู้เป็นคนริเริ่มทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่เดินไปตลาดมหาชัย เพื่อไปคุยราคา ต่อรองราคาเอง และเรา 2 คนเป็นคนที่ทำอะไรไว ไม่ปรึกษาใคร สมมติเราจะเลือกบ้าน ถ้าเดินเข้าบ้านแล้วเย็นหัว สบายใจเราซื้อเลย ร้านก็เหมือนกัน บู้ชอบให้คนมาแล้วสบาย แต่เราโชคดีที่ได้ทำเลแถวบ้านและติดถนนใหญ่ บนพื้นที่เกือบ 3 ไร่ ซึ่งเดิมทีเป็นร้านอาหารทะเลอยู่แล้ว เขาปล่อยให้เราเช่าในราคาเดือนละ 90,000 บาท สัญญา 10 ปี และบอกขายดีห้ามขึ้นค่าเช่า (หัวเราะ) ระหว่างระยะเวลาที่ตัดสินใจทำ บู้เขาจะคิดทำในเรื่องของสูตรน้ำจิ้ม ชิมแล้วชิมอีก และขณะเดียวกัน เราก็เข้าไปปรับปรุงร้าน ทาสี กวาด ตกแต่งร้าน ทำเองหมด”

สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล มาจากความรู้สึก

สำหรับที่มาของชื่อร้านมาจากความรู้สึก เพราะคำว่า “สะบาย” ถ้าอ่านออกเสียงคือคำว่า “สบาย” และถ้าเห็นตัวหนังสือ มาจากภาษาลาว ที่หมายถึงคำทักทายว่า “สวัสดี” กับคอนเซ็ปต์ร้านต้องเข้ามาแล้วรู้สึกสบาย ร้านจึงตกแต่งให้รู้สึกเหมือนมาทะเล ลมโกรก บรรยากาศโล่งโปร่ง ส่วนอาหารทะเล เน้น “ใหญ่”

“บู้อยากให้คนเข้าร้านแล้วรู้สึกสบาย จึงเป็น สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล เพราะเดิมเป็นร้านซีฟู้ดอยู่แล้ว แต่ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ เขามีเรือ 2 ลำใหญ่และให้เรือเรา เราเลยทาสีใหม่ เอาอาหารทะเลลง ให้คนหยิบจับตักเอง กลายเป็นเวอร์ เยอะใหญ่ คนละลานตา เพราะเรือดึงดูดมาก เราไม่ได้โฆษณา มีแต่ไอจีตุ๊กกี้และบู้ ที่ลงรูปตั้งแต่เข้าไปทำความสะอาด ทาสี ลงโต๊ะ จนเปิดวันแรก คนมาเอง จนวันที่ 2 เปิด 5 โมงเย็น แต่ลูกค้ามารอคิวตั้งแต่บ่าย 3 ในจำนวน 150 โต๊ะ และเป็นบุฟเฟ่ต์ 1 ชั่วโมงครึ่ง จากนั้นมีรายการมาถ่าย 2-3 รายการ จากที่มากก็มากขึ้น แต่ทุกวันนี้ยังไม่ได้กำไร เพราะลงทุนเยอะ ประมาณ 5 ล้านบาท ร้านเรามีโซนไพรเวต และโซนบุฟเฟ่ต์ เพราะบู้บอกคนไทยชอบทำกิจกรรม จะมากันเป็นครอบครัว พ่อตักแม่ปิ้ง ลูกตัก ประกอบกับร้านบรรยากาศสบาย โอ่โถง ร้านเปิดใหม่มีข้อบกพร่อง แต่ลูกค้าน่ารักมาก ทุกคนเข้าใจหมด เพราะอะไรไม่รู้ อย่างจานหมด ของหมดเติมไม่ทัน เขามาพร้อมเห็นปัญหา และไม่ติ”

ชื่อเสียงและฝีมือ การันตี

ด้วยความที่เพื่อนพ้องรอบตัวไม่ว่าจะเป็น โหน่ง ชะชะช่า, หม่ำ จ๊กมก หรือ เท่ง เถิดเทิง มีประสบการณ์ด้านธุรกิจและเล่าสู่กันฟังตลอด แต่ด้วยความตั้งใจที่อยากจะสานฝันแฟนหนุ่ม จึงเก็บเป็นข้อมูล โดยบอกกล่าวว่า ร้าน สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล เอาชื่อเสียงเธอเป็นประกัน และเอาฝีมือการทำอาหารของบูบู้การันตี

“อย่างที่บอก ตุ๊กกี้ไม่อยากทำ แต่อยากให้บู้ทำความฝันให้เป็นจริง ซึ่งมีพี่เท่งพี่โหน่งพี่หม่ำ เล่าปัญหาดาราเปิดร้านให้ฟังทุกอย่าง ว่าเกิดปัญหาอะไรบ้าง ทำให้ไม่อยากเปิด แต่ความฝันของแฟน เลยต้องทำคล้อยตามเพราะอยากเปิดร้าน มีคนกล่าวหาว่าบู้ไม่ทำมาหากิน ทั้งที่เขามีธุรกิจเยอะแต่ไม่เปิด พอมาทำจากคนที่เข้าใจบู้ผิด เห็นบู้ยกโต๊ะเช็ดโต๊ะทำอาหาร เห็นเขาทุ่มเท บู้ไม่มีกระบอกเสียง เราใช้จุดนี้บอกทุกคนว่าเราทำอะไรบ้าง บู้ไปตลาดกลับบ้านตี 2 ทุกวัน เขารับผิดชอบ พนักงาน 30 คน บู้บอกทุกอย่างในร้าน แต่จะบอกว่าเขามีความสุขมาก คือโต๊ะมีทั้งหมด 150 โต๊ะ โต๊ะละ 10 คน และโต๊ะหนึ่งใช้เวลาในการกินแค่ 1 ชั่วโมงครึ่ง เมนูทะเลของเราใหญ่ ลงกุ้ง ปู วันละ 600 กิโลกรัม สามารถรองรับได้ทั้งคืน”

เมนูต้องโดน “กุ้งระเบิดถัง”

นอกจากจะมีโซนบุฟเฟ่ต์แล้ว ยังมีเมนูเด็ด ที่ถือว่าเป็นเมนูขาย นั่นคือ “กุ้งระเบิดถัง” เผ็ดร้อนสไตล์เม็กซิกัน ที่แฟนหนุ่มเป็นคนคิดสูตรเอง ส่วนบุฟเฟ่ต์ ทีเด็ดคือ น้ำจิ้ม 4 สูตร เพื่อรองรับความหลากหลายของลูกค้า

“นอกจากมีบุฟเฟ่ต์ เรายังมีเมนูจานพิเศษที่บู้คิดคือ กุ้งระเบิดถัง จานละ 500 บาท ขนมจีน 120 บาท กลายเป็นว่านอกจากจะมากินบุฟเฟ่ต์แล้ว เรายังได้ขายอาหารนอกเหนือจากบุฟเฟ่ต์ ซึ่งยอมรับในฝีมือบู้ว่าอร่อย เพราะถ้ามากินแล้วไม่อร่อย ก็ไม่มีคนเข้า อย่างน้ำจิ้มซีฟู้ด เรามี 4 สูตร คือ ฟ้าผ่า ฟ้าร้อง ฟ้าแลบ ฟ้าใส ไล่ระดับความเผ็ด บู้คิดเองลองชิมหลายรอบมาก และเมนูเด็ด เมนูขายมาแล้วต้องโดนคือ กุ้งระเบิดถัง สไตล์เม็กซิกัน เผ็ดร้อนสะใจ เพราะทุกอย่างใหญ่ บู้ใส่พริกหยวก ข้าวโพด ปู กุ้ง หอย ถังหนึ่งเทหน้าโต๊ะ โอ้!! คุ้ม คนไทยชอบอะไรที่สะใจ ทุกวันศุกร์-เสาร์จะมี 4-5 ครอบครัวที่มาประจำ สั่งกุ้งระเบิดถัง และสั่งกลับบ้าน แสดงว่ารสชาติตั้งแต่วันแรกจนทุกวันนี้ไม่เปลี่ยน”

อาหารอร่อย บริการดี ไม่มีสาขาแน่นอน

ตุ๊กกี้ บอกต่ออย่างจริงจังว่า นอกเหนือจากรสชาติดีแล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ การบริการที่ดี เพราะที่ร้านเธอพนักงาน 30 คน ถูกเทรนมาอย่างดี สิ่งไหนขาดตกบกพร่องก็พร้อมปรับปรุง และที่สำคัญ เธอยืนยันร้านจะไม่มีสาขาแน่นอน เพราะไม่มั่นใจถ้าขายแฟรนไชส์ไปแล้ว จะทำได้ดีเหมือนที่ร้านต้นแบบ

“จริงๆ ที่ร้านมีพนักงาน 30 คน ไม่เพียงพอ แต่เราเทรนมาดี แม้ไม่ทันตามความต้องการ ก็ต้องปรับกันไป และลูกค้าที่มาทุกคนเข้าใจว่าร้านเปิดใหม่ อะไรที่ติเราก็ปรับ และให้ความสำคัญกับการบริการที่สุด เราเปิดร้านไม่โลภ คือไม่ได้เอากำไรเยอะ ไม่ใช่ซื้อมา 1 บาท ขาย 100 บาท แต่เราซื้อมา 10 บาท ขาย 11 บาท เราค่อยทำไปเรื่อย เก็บเรื่อยๆ ถ้าบีบตัวเองมากไปว่าต้องคืนทุนภายในเวลาเท่านี้ จะทำให้กุ้ง ปู เล็กลง แต่เราทำแบบนั้นไม่ได้ เราใหญ่มาตั้งแต่ต้น เราลงไม่ได้ เรือมา 2 ลำ จะลดเหลือ 1 ลำไม่ได้ หรือแม้กระทั่งว่าเงินที่ลงไปจะไม่ได้คืนก็ไม่เป็นไร ทำเพราะอยากตอบสนองความต้องการของบู้ แต่เรามีวิธีคือ น้ำเราดื่มไปครึ่งแก้ว เราต้องหาวิธีมาเติมให้เต็มแก้ว

ตั้งแต่เปิดมา มีคนมาขอซื้อแฟรนไชส์ประมาณ 7 คน เราไม่ขาย อยากกินต้องมาที่นี่เท่านั้น เพราะตุ๊กกี้ไม่เชื่อว่าคนที่มาซื้อเราไปจะทำได้ดีเหมือนเรา กุ้งปูจะใหญ่เหมือนเรา อีกอย่างกลัวสูตรไหล เพราะทุกคนคิดไม่เหมือนกัน เราชอบกินของอร่อย ลูกค้าที่มาที่ร้านต้องได้กินของอร่อยเหมือนที่ตุ๊กกี้ได้กิน น้ำจิ้มต้องเด็ด ที่ร้านเราเด็ดถึงขนาดลูกค้าขอห่อกลับบ้าน”

งานบันเทิงยังเป็นงานหลัก

สุดท้าย เจ้าของร้านยืนยัน ยังคงทำงานบันเทิงเป็นหลักเพราะรักงานด้านนี้ ส่วนร้านถ้ามีเวลาเธอแวะมาให้กำลังใจแฟนหนุ่มไม่ขาด เพราะเธอเห็นถึงความตั้งใจและมุ่งมั่นของแฟน ที่ไม่เคยบ่นเหนื่อย มีแต่รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุข

“ตุ๊กกี้เห็นบู้มีความสุข แสดงว่า คนที่ทำอะไรแล้วมีความสุข เขาจะตั้งใจทำ มุ่งมั่น ส่วนตุ๊กกี้ยังอยู่ในวงการบันเทิง เป็นอาชีพที่เลี้ยงครอบครัว เป็นอาชีพที่ทำแล้วทำได้ดีที่สุด ยังเป็นตุ๊กกี้ชิงร้อยชิงล้านตลอดไป ร้านนี้เราทำประชาสัมพันธ์ให้บู้ ซัพพอร์ตแรงในเรื่องของการโปรโมต เพราะเราไปนั่งร้านทุกวันคงไม่ได้ แต่ถ้าวันไหนเลิกงานเร็วก็จะรีบไปดูร้าน แม่ตุ๊กกี้เคยถามว่าทำไมต้องทำงานหนัก ที่มีอยู่ก็กินไม่หมด เราบอกอนาคตไม่รู้ มีกำลังทำก็ทำ บางทีลูกค้ามาร้านไม่เจอตุ๊กกี้ บู้เขาก็รับหน้าขอโทษลูกค้ามาเจอบู้ก่อนก็ได้ ทุกอย่างที่ทำเกินความคาดหมาย แต่เราทำให้ดีที่สุด

ก่อนจะเปิดร้านยอมรับว่าตัวเองไม่อยากทำ เพราะฉะนั้น เวลาเกิดปัญหาจะโมโหเป็น 2 เท่า งอนเป็น 2 เท่า อะไรไม่ได้ดั่งใจก็จะโทษบู้เพราะเราไม่อยากทำ ตอนทำร้านใหม่ๆ ทะเลาะกันบ่อยมาก จนมานั่งคุยกัน เราเข้าใจบู้มากขึ้น บู้ฝากชีวิตไว้กับร้านนี้ เขามีความสุข ให้กำลังใจ ไม่อยากให้เครียด เราเป็นมือใหม่หัดขับ ทุกอย่างมันล้วนมีปัญหาเหมือนคนตำส้มตำ 1 จาน ต้องมี 1 จานคนไม่ชอบ บอกเขาอย่าไปมองอะไรที่ทำให้บั่นทอนใจ อย่าไปมองอะไรที่ไม่มีแรงผลัก มองที่จรรโลงใจ คนนี้ชม คนนี้ซื้อกลับบ้าน เลยทำให้มีกำลังใจ”

สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล เปิดบริการทุกวันอังคารถึงอาทิตย์ ตั้งแต่เวลา 17.00-23.00 น. สอบถามได้ที่ โทรศัพท์ (02) 101-2197, (085) 980-9712 หรือแฟนเพจ สะบาย สะบาย บาร์ ราชาทะเล

ปลานิลพระราชทาน ครบรอบ 50 ปี เพาะพันธุ์เพื่อเกษตรกรไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07070010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

ปลานิลพระราชทาน ครบรอบ 50 ปี เพาะพันธุ์เพื่อเกษตรกรไทย

การเลี้ยงปลานิลจิตรลดา ปลาพันธุ์พระราชทานในประเทศไทย เพาะเลี้ยงและรู้จักกันมาครบรอบขวบปีที่ 50 เมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งขึ้นแท่นเป็นปลาเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกร สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยอย่างมาก

จากปลานิลจิตรลดา ซึ่งเป็นปลาพระราชทาน ที่มีจุดเด่นในการเลี้ยงง่าย โตไว เหมาะจะเผยแพร่สู่เกษตรกรให้นำไปเลี้ยงสร้างรายได้และอาชีพ สู่ความมั่นคงทางอาหารและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของคนไทย

ข้อมูลการเก็บรวบรวมของกรมประมง พบว่า ในปัจจุบันภายในประเทศไทย สามารถผลิตปลานิลขายกว่า 200,000 ตัน ต่อปี โดยมีมูลค่าตลาดรวมถึง 10 ล้านบาท และยังสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศเกือบ 20,000 ตัน ต่อปี

ดร.จรัลธาดา กรรณสูต ที่ปรึกษาสำนักราชเลขาธิการ เผยว่า กว่าจะมาเป็นโครงการพัฒนาสายพันธุ์ปลานิลจิตรลดานั้น เกิดขึ้นหลังจากที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นครองราชย์ในปี 2489 เป็นช่วงที่ประเทศไทยตกอยู่ในภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว อันเป็นผลกระทบมาจากสงครามโลกครั้งที่ 2

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานโครงการพระราชดำริมากมายเพื่อบรรเทาทุกข์ของประชาชน

รวมไปถึงโครงการพัฒนาพันธุ์ปลานิลจากปลาน้ำจืด ตระกูลทิลาเปีย คือ NILE TILAPIA จำนวน 50 ตัว จากสมเด็จพระจักรพรรดิอะกิฮิโตะ แห่งญี่ปุ่น ขณะนั้นดำรงตำแหน่งพระอิสริยยศมกุฎราชกุมาร ได้ทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในปี 2508 พระองค์ได้ทรงเลี้ยงไว้ในบ่ออนุบาลที่สวนจิตรลดา ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำไปขยายพันธุ์ต่อและแจกจ่ายให้เกษตรกร พร้อมกับพระราชทานนามว่า “ปลานิล”

ความพิเศษของปลานิลจิตรลดา พันธุ์พระราชทานนี้คือ เลี้ยงง่าย โตไว ให้ลูกพันธุ์ปลามาก และเป็นที่นิยม ความต้องการของตลาดสูง

แต่เดิมเผยแพร่พันธุ์ปลานิลและเลี้ยงกันมากในแถบภาคกลาง แต่ปัจจุบันนี้สามารถเลี้ยงปลานิลได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทยได้ ขอเพียงมีแหล่งน้ำ ก็สามารถเลี้ยงได้

โดย คุณสนธิพันธ์ ผาสุขดี ผู้อำนวยการกองวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด บอกว่า การเลี้ยงปลานิลที่เหมาะกับการค้าขาย ต้องเลี้ยงปลาเพศผู้เท่านั้น เพราะจะให้น้ำหนักดี โตไว จึงมีการพัฒนาให้ปลานิลที่เลี้ยงในเชิงการค้า สามารถเปลี่ยนเพศ ให้เป็นเพศผู้ทั้งหมดได้ ซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธีคือ

1. เปลี่ยนแปลงโครโมโซมเพศ ทำให้การผสมเป็น YY คือเพศผู้

2. การใช้ฮอร์โมนเพศผู้ในการเลี้ยง ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ทำได้ง่ายและเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมด้วย

โดยวิธีการในการให้ฮอร์โมน คือหลังจากการฟักออกจากไข่ ประมาณ 15 วัน จะทำการเลี้ยงปลาโดยให้ฮอร์โมนและให้ต่อเนื่องประมาณ 20-25 วัน ปลานิลจะมีโอกาสกลายเป็นเพศผู้มากกว่าเพศเมียเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

สำหรับการใช้ฮอร์โมนเพศนี้ ไม่มีผลกระทบหรือความเสี่ยงในการบริโภค เพราะฮอร์โมนเพศดังกล่าวจะค่อยๆ หายไป เนื่องจากต้องใช้เวลาในการเลี้ยงปลานิลต่อไปอีกประมาณ 6-8 เดือน จึงจะสามารถนำไปจำหน่ายได้

สำหรับการเลี้ยงปลานิลมีหลายรูปแบบ ที่นิยมกันมากคือ การเลี้ยงในบ่อดินและกระชัง โดยมีข้อแตกต่างกันดังนี้

– บ่อดิน ต้นทุนในการเลี้ยงและลงทุนต่ำกว่าการเลี้ยงในกระชัง ปลาไม่ค่อยเสี่ยงต่อโรค คือจะแข็งแรง แต่อาจติดเรื่องของกลิ่นสาบดินโคลนในตัวปลาบ้าง ซึ่งก็ไม่ได้เป็นทุกพื้นที่ที่เลี้ยง ขึ้นอยู่กับแหล่งน้ำ การดูแล รักษา และการทำความสะอาดก่อนบริโภค

– กระชัง การลงทุนในตอนแรกค่าใช้จ่ายอาจสูง เนื่องจากราคากระชังต่อ 1 ลูก ราคาสูงพอสมควร เลี้ยงในบริเวณที่เป็นแหล่งน้ำไหล อาจมีเสี่ยงต่อการติดโรคมาจากแหล่งน้ำที่ไหลผ่าน แต่จุดเด่นคือตัวปลาจะไม่มีกลิ่น

สำหรับอาหารของปลานิลนั้น สามารถกินได้ทั้งอาหารเม็ดและอาหารหมักจากพืชผักได้ ซึ่งหากให้อาหารหมักจะช่วยลดต้นทุนอาหารในการเลี้ยงปลานิลได้

คุณสนธิพันธ์ บอกต่อว่า “ปัจจุบัน ตลาดปลานิลเป็นที่นิยม กรมประมงเพาะเลี้ยงลูกปลาเพื่อขายให้เกษตรกร มากถึงปีละ 300 ล้านตัว ส่วนราคาขายเมื่อถึงวัยที่ปลานิลสามารถจำหน่ายได้ก็อยู่ที่ระหว่าง 50 บาทโดยเฉลี่ย ราคาอาจสูงถึง 100 บาทในบางพื้นที่ ทั้งนี้ปัจจัยขึ้นอยู่กับพื้นที่ในการเพาะเลี้ยง และความต้องการของตลาดว่ามากน้อยขนาดไหน รวมไปถึงปลานิลออกสู่ตลาดมากหรือน้อยในแต่ละช่วงด้วย”

สำหรับภาพรวมการเลี้ยงในช่วงนี้ คงมีลดลงบ้าง เพราะแล้ง แต่ก็ยังมีเกษตรกรที่สามารถเลี้ยงและนำมาจำหน่ายออกสู่ตลาดได้

รถยนต์กระดาษ เล็กซัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07078010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

BIG IDEA

สุมิตรา จันทร์เงา

รถยนต์กระดาษ เล็กซัส

โอริกามิ (Origami) เป็นศิลปะการพับกระดาษของญี่ปุ่น ให้เป็นรูปร่างสิ่งของต่างๆ

เป็นการฝึกทักษะการเรียนรู้ที่น่าสนใจ โดยเชื่อกันว่าถ้าเด็กๆ ได้เล่นการพับกระดาษแบบโอริกามิจะช่วยให้เกิดการพัฒนาการเรียนรู้ที่ดี เมื่อเติบโตขึ้นสามารถนำไปพัฒนาต่อยอดใช้กับการทำงานจริงได้ เช่น ทางด้านการออกแบบวิศวกรรม อุตสาหกรรม เป็นต้น

เมื่อก่อนศตวรรษที่ 20 วิธีการและรูปแบบการพับกระดาษของญี่ปุ่นยังเป็นแบบธรรมดาทั่วไป แต่หลังจากนั้น การพับกระดาษก็ได้พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปจนเป็นมากกว่าแค่การพับกระดาษ

รูปแบบการพับกระดาษโอริกามิที่เก่าแก่ที่สุดของญี่ปุ่นคือ กบและนก โดยวัตถุดิบสำคัญที่ใช้คือกระดาษซึ่งถูกผลิตขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศจีนเมื่อ 250 ปีก่อนคริสต์ศักราช จากนั้น ญี่ปุ่นก็ได้เรียนรู้วิธีการทำกระดาษ สี หมึก จากประเทศจีน และสามารถผลิตใช้ได้เองในปี ค.ศ. 610

รูปแบบการพับกระดาษของญี่ปุ่นมีความซับซ้อนมากขึ้นตั้งแต่ปี ค.ศ. 1200 จนเมื่อ 400 ปีที่แล้วได้มีหลักสูตรการพับกระดาษขึ้นแก่เด็กๆ ในโรงเรียน เป็นการผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกและตะวันตก

อาคิระ โยชิซาวา (Akira Yoshizawa) เป็นผู้สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในศิลปะการพับกระดาษ โดยพัฒนารูปแบบใหม่ๆเพิ่มขึ้นกว่า 50,000 ชิ้นงาน และจัดทำหนังสือรวบรวมผลงานเอาไว้เรียบร้อย ต่อมา โอริกามิถูกใช้เป็นสื่อการสอนด้านการศึกษาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเรขาคณิตต่างๆ

แต่ใครจะเชื่อว่าความละเอียดพิถีพิถันของศิลปะการพับกระดาษนี้จะนำมาสู่การสร้างรถยนต์เล็กซัส Lexus IS เวอร์ชั่นรถกระดาษ แต่ขับได้จริง!!

บริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่น เล็กซัส (Lexus) ได้สร้างสรรค์รถกระดาษขนาดเท่าของจริง โดยจำลองแบบมาจาก Lexus IS ที่เหมือนต้นแบบทั้งภายนอกและภายใน และที่สำคัญรถกระดาษคันนี้สามารถขับเคลื่อนได้ด้วย

โปรเจ็กต์ “รถกระดาษ” หรือ “Origami Car” นี้ ถูกผลิตขึ้นที่่ลอนดอน โดยนักออกแบบและนักสร้างโมเดลที่มีความเชี่ยวชาญเป็นอย่างยิ่งจากงานตัดกระดาษแบบเลเซอร์คัตเวิร์กและสเกลโมเดล (Laser Cut Work และ Scales & Models)

แนวคิดของ Origami Car สร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงทักษะและความสามารถด้านงานฝีมือที่ปรากฏอยู่ในรถยนต์ของ Lexus ทุกคัน ด้วยการนำกระดาษลังแบบรีไซเคิลที่มีความหนา 10 มิลลิเมตร จำนวนมากมาวางเรียงซ้อนกันแล้วตัดกระดาษออกมาเป็นชิ้นส่วนรถยนต์คล้ายกับการประกอบรถยนต์ในโรงงาน ซึ่งทำให้พื้นผิวของ Origami Inspired Car ดูคล้ายกับลายเส้นบนแผนที่

งานนี้นับเป็นความท้าทายสำหรับทีมงานนักออกแบบเป็นอย่างมาก โดยเทคนิคการออกแบบและผลิตใช้ภาพดิจิตอล 3 มิติของรถยนต์ Lexus IS เพื่อแบ่งชิ้นส่วนของรถยนต์ออกเป็นส่วนต่างๆ อย่างชัดเจนก่อน ทั้งส่วนของแผงหน้าปัดรถยนต์ ส่วนเบาะนั่งในห้องโดยสาร และ ล้อรถ

หลังจากนั้น ทีมงานจะทำให้ภาพ 3 มิติกลายเป็นภาพ 2 มิติ แล้วตัดชิ้นส่วนเหล่านั้นให้เป็นแผ่นบางๆ หนา 10 มิลลิเมตร ด้วยเครื่องตัดเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูงให้ ซึ่งบนกระดาษแต่ละแผ่นจะระบุเลขอ้างอิงเพื่อช่วยในการเรียงลำดับและประกอบชิ้นส่วนได้อย่างถูกต้องโดยใช้กาวชนิดพิเศษประกอบชิ้นส่วนเข้าไว้ด้วยกัน

รถทั้งคันนี้ใช้กระดาษมากถึง 1,700 ชิ้น และใช้เวลาในการสร้างนานถึง 3 เดือน

ชิ้นส่วนกระดาษจำนวน 1,700 ชิ้น ถูกนำไปแปะบนโครงเหล็กซึ่งแต่ละชิ้นที่หมายเลขซีเรียลนัมเบอร์กำกับนั้นต้องวางให้ลงล็อกพอดีเหมือนกับการต่อจิ๊กซอว์ แล้วทากาวประกอบขึ้นทีละชิ้น และแต่ละชิ้นต้องจับเอาไว้นิ่งๆ ให้แห้งประมาณ 10 นาทีเป็นอย่างน้อย

ลองนึกดูก็แล้วกันว่า กว่าจะประกอบไอเอสซีดานคันนี้ต้องใช้ความมุ่งมั่นตั้งใจขนาดไหน

แต่ในที่สุดก็สำเร็จออกมาเป็น Lexus เวอร์ชั่น Origami ที่ใส่ใจทุกรายละเอียดให้มีขนาดและองค์ประกอบทั้งภายในและภายนอกเหมือนของจริงมากที่สุด มีแค่เพียงชิ้นส่วนกระจกเท่านั้นที่ไม่ใช่กระดาษ อีกทั้งยังสามารถเปิดเข้าไปนั่งภายในรถ เปิดไฟหน้าและขับได้จริงด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า

รถคันนี้ได้ถูกนำไปแสดงในงาน Grand Designs Live ที่เมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ ในช่วงวันที่ 8-11 ตุลาคม 2558 สร้างความประทับใจให้ผู้เข้าชมงานเป็นอย่างมาก

เห็นรถยนต์หรูทำจากกระดาษลูกฟูกคันนี้แล้ว วิศวกรนักออกแบบรุ่นใหม่ของเราคงเกิดแรงบันดาลในการสร้างสรรค์งานของตัวเองให้เกิดนวัตกรรมได้เพียบเลย