มหานครธรรมแห่งลำน้ำโขง ดินแดนแห่งพระเจดีย์ธาตุ กับผู้สูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07080010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

เศรษฐกิจชาวบ้าน

ภ.พชร อาจารย์พิเศษ ภาควิชาการตลาด คณะการจัดการและการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยบูรพา

มหานครธรรมแห่งลำน้ำโขง ดินแดนแห่งพระเจดีย์ธาตุ กับผู้สูงวัย

เมื่อต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ร่วมกับ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครพนม และ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ได้ร่วมกันสรรค์สร้างโปรแกรมการท่องเที่ยวที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง คือโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอีสาน โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมเดินทางเกือบร้อยชีวิต รวมทั้งคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลาง รวมผู้เขียนอยู่ในนั้นด้วย

จุดเด่นของการเดินทางก็คือ เป็นการเดินทางท่องเที่ยวแบบเชื่อมโยง เริ่มต้นออกเดินทางด้วยขบวนรถ OTOP Train ขบวนรถไฟพิเศษเพื่อการท่องเที่ยว จากกรุงเทพมหานครไปยังจังหวัดขอนแก่น แล้วก็ต่อด้วยรถบัส 2 ชั้นอย่างดี ไปยังจังหวัดสกลนคร นครพนม และมุกดาหาร ซึ่งอยู่ภายใต้การดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครพนม โดยมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือ พระธาตุประจำวันเกิดทั้ง 7 วัน 7 พระธาตุ ซึ่งตั้งกระจายอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว

เนื่องจากเป็นโปรแกรมการท่องเที่ยวที่ค่อนข้างจะใช้เวลา คือราว 3 วัน 3 คืน ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ดังนั้น กลุ่มนักท่องเที่ยวเป้าหมายร้อยละ 98 ที่ร่วมเดินทางไปด้วย จึงกลายเป็นกลุ่มผู้สูงอายุวัยเกษียณไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นี่จึงเป็นโอกาสดี และสอดคล้องกับสถานการณ์ เพราะสังคมผู้สูงอายุในประเทศไทย นับวันจะยิ่งขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับในด้านการท่องเที่ยว ประเทศไทย ถือว่าเป็นผู้นำในด้านนี้ และเมื่อก้าวข้ามเข้าสู่การเปิดเสรีด้านการท่องเที่ยว ตามข้อตกลงกลุ่มประเทศอาเซียนแล้ว ผู้จัดการท่องเที่ยวในประเทศไทยทั้งหลาย จึงควรให้ความสำคัญ ไม่ละทิ้งโอกาสเช่นนี้ เร่งศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค โดยเฉพาะผู้สูงวัยในประเทศไทย เพื่อใช้เป็นต้นแบบที่จะนำพาผู้สูงวัยในกลุ่มประเทศอาเซียน ได้เข้ามาสัมผัสกับอารยธรรมลุ่มน้ำโขงในพื้นที่เช่นนี้บ้าง อาจช่วยนำเงินตราเข้ามาในประเทศได้ ไม่มากก็น้อย

สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดการ เมื่อมีผู้สูงวัยเป็นจำนวนมากเข้าร่วมท่องเที่ยวในโปรแกรมการท่องเที่ยว นอกจากการบริการที่ดีเลิศจากพนักงานสตาฟฟ์ที่มีประสบการณ์ ข้อมูลที่เที่ยงตรงแม่นยำ และลูกล่อลูกชนเรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดเส้นทาง จากมัคคุเทศก์มือฉมัง โรงแรมที่พักระดับดีเลิศ อาหาร ภัตตาคารระดับหรู พนักงานขับรถที่ชำนาญการ รถทัวร์ และตู้รถไฟ ที่มีสภาพดีเยี่ยม การเตรียมความพร้อมเรื่องการตรงเวลา และความปลอดภัยของผู้ร่วมคณะเดินทาง จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

โดยในครั้งนี้ บริษัท เมืองไทย ครีเอทีฟ แอนด์ ทัวร์ จำกัด ผู้ได้รับความไว้วางใจจากหลายหน่วยงานด้านการท่องเที่ยว ถึงกับต้องจัดให้มีรถนำขบวน จัดการจราจร ตลอดเส้นทาง และก็ได้กลายเป็นรถสำรองฉุกเฉิน เมื่อผู้ร่วมคณะ เกิดอาการอันไม่พึงประสงค์ขณะเดินทาง จะได้นำส่งโรงพยาบาลได้อย่างทันท่วงที

จากชานชาลาหัวลำโพง ราว 20.35 น. ของวันพฤหัสบดี ขบวนรถไฟ OTOP Train ก็เคลื่อนตัวออกอย่างช้าๆ ผ่านการจราจรที่ติดขัดของกรุงเทพฯ มีแสงไฟจากสัญญาณไฟเขียว บอกว่าเส้นทางปลอดโปร่ง สัญญาณไฟเขียวในเกือบทุกอึดใจของการเดินทางออกจากความมืดมิด ในจิตใจของผู้คนในเมืองหลวง สู่อารยธรรมอันสว่างไสวในต่างถิ่น ผ้าห่มผืนบางที่พนักงานรถไฟยื่นให้ คงไม่พอกับความหนาวเย็นของบรรยากาศที่อยู่รอบตัว จากเครื่องปรับอากาศ แต่ของขบเคี้ยวแบบหนักๆ ก็คงจะพอเผาผลาญให้พลังงานและความอบอุ่นได้บ้าง ห้องคาราโอเกะขนาดเล็กบนรถไฟ ที่เตรียมไว้สำหรับผู้ร่วมเดินทางสูงวัย กลายเป็นที่หลบภัยหนาวไปเสียแล้ว

คณะของเราเดินทางมาถึงตัวเมืองขอนแก่น ราว 04.30 น. ของวันใหม่ ตู้รถไฟ OTOP Train ถูกลากกลับกรุงเทพฯ ไปในทันที รถทัวร์ 2 ชั้นจากกรุงเทพฯ จอดรออยู่ข้างเสาไฟใต้โคมไฟที่สาดแสงจ้า กันไว้ไม่ให้ผู้ร่วมเดินทางเดินหลงทางไปไหน กระเป๋าถูกลำเลียงมาครบแล้ว รอการยืนยันอีกครั้งเพื่อที่จะขนขึ้นไปเก็บยังช่องเก็บสัมภาระ การเดินทางสั้นๆ เพียง 10 นาทีไปยังโรงแรมชั้น 1 ของจังหวัดขอนแก่น เพื่ออาบน้ำ ล้างหน้าล้างตา และเพื่อรับประทานอาหารเช้า จากนั้นการเดินทางในแหล่งอารยธรรมอีสานจึงเริ่มต้นขึ้น ผ่านเรือกสวนไร่นา ตอซังข้าวที่เหลือไว้หลังจากการเก็บเกี่ยว เหลืองอร่ามไปสุดลูกหูลูกตา ที่ไหนพอจะมีน้ำมาก ก็ได้เห็นทุ่งนาข้าวเขียวระบัดทานแรงลม ช่วงความกดอากาศสูงเข้าปกคลุม

เมื่อเริ่มเข้าสู่เขตอำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร รถนำขบวนของเทศบาลตำบลนาหัวบ่อ วิ่งเข้ามาสมทบ แล้วก็พาคณะของพวกเราลัดเลาะถนนเลียบคลองชลประทานไปยังหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง บ้านโนนเรือ ตำบลนาหัวบ่อ อำเภอ พรรณานิคม จังหวัดสกลนคร โดยมีนายกเทศมนตรีตำบลนาหัวบ่อ และคณะผู้บริหาร ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมนำเยี่ยมกิจกรรมของ “กลุ่มทอฝ้ายเข็นย้อมคราม” ของชุมชน ว่าถึงผู้คนในพื้นที่แห่งนี้ ล้วนเป็นชาวไทยที่สืบเชื้อสืบสายมาจากชาวภูไทวัง ซึ่งอพยพมาในช่วงรัชกาลที่ 3 ของไทย จาก “เมืองวัง” ปัจจุบันชื่อเมืองวีละบุลี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแขวงสะหวันนะเขต มีความชำนาญเป็นพิเศษด้านการทอผ้า เรียกว่าผ้าซิ่นหมี่ตีนต่อ ย้อมครามเกือบสีดำ เรียกว่าผ้าดำหรือซิ่นดำ โดยกิจกรรมในวันนั้นนอกจากจะมีการสาธิตการทอผ้า และการย้อมคราม ยังมีการจัดแสดง และจัดจำหน่ายสินค้าสำเร็จรูป ซึ่งเป็นจุดรวมความสนใจของชาวคณะอีกด้วย กะประมาณด้วยสายตา ราวร้อยละ 80 ของผู้ร่วมเดินทางที่เป็นสุภาพสตรีสูงวัย ไม่ยอมพลาดโอกาสทอง ที่จะได้ครอบครองสินค้าหัตถกรรมฝีมือดี ราคาคุ้มค่า ต่างจัดหาไปกันคนละถุงสองถุง ตั้งแต่ยังไปเที่ยวกันไม่ถึงไหน ของดีมีน้อย ลายสวยก็มีจำกัด อยากได้จำนวนมาก ก็ต้องสั่งจองล่วงหน้า แต่หากถึงฤดูทำนา ก็ต้องรอไปก่อน

ในช่วง 2 วันครึ่งที่เหลือ จากนี้ไปก็เป็นการเข้าสู่กิจกรรม นมัสการพระธาตุประจำวันเกิด ซึ่งก็น่าแปลกใจที่ทุกคนที่ร่วมเดินทาง นอกจากจะให้ความสำคัญกับพระธาตุประจำวันเกิดของตนเองแล้ว แต่ละท่านก็ยังมีความผูกพันกับพระธาตุแห่งอื่นๆ อีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของในอดีตที่เคยมาเที่ยวชม สมัยยังเป็นสาวหนุ่ม บ้างก็เคยมาพบรักกันแถวๆ นี้ เคยมาทำงานในละแวก เคยมาหาเพื่อน หรือไม่ก็ มาอธิษฐานเผื่อให้บุคคลในครอบครัว เรื่องราวในอดีต ล้วนถูกนำออกมาเล่าสู่กันฟัง ด้วยความสุข จากสมาชิกแปลกหน้าที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน กลายมาเป็นเพื่อนสนิทกัน มีความหลังร่วมกัน และมีความสุขร่วมกัน วงคาราโอเกะชั้นล่างของรถบัส ได้สมาชิกเพิ่มขึ้นอีก โปรแกรมทัวร์ครั้งหน้าก็คงจะมีเพื่อนเพิ่มขึ้นอีกเช่นกัน…

รายละเอียดต่างๆ ของแต่ละพระธาตุในช่วงเวลานั้น มีดังนี้ : พระธาตุเรณู (พระธาตุประจำวันเกิดวันจันทร์) อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม พระธาตุศรีคูณ (พระธาตุประจำวันเกิดวันอังคาร) อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม พระธาตุมหาชัย (พระธาตุประจำวันเกิดวันพุธ) อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม พระธาตุประสิทธิ์ (พระธาตุประจำวันเกิดวันพฤหัสบดี) อำเภอนาหว้า จังหวัดนครพนม พระธาตุท่าอุเทน (พระธาตุประจำวันเกิดวันศุกร์) อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม พระธาตุนคร (พระธาตุประจำวันเกิดวันเสาร์) อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม พระธาตุพนม (พระธาตุประจำวันเกิดวันอาทิตย์ และพระธาตุประจำปีเกิดปีวอก) อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม และเพื่อความเป็นสิริมงคล ทางผู้จัดการท่องเที่ยว จึงได้เสริม พระธาตุเชิงชุม อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร และ พระมหาธาตุแก่นนคร วัดหนองแวง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จนครบ 9 พระธาตุ

นับเป็นการตระเวนนมัสการพระธาตุที่ครบถ้วนตามคติความเชื่อของคนไทย และหากใครอยากมีประสบการณ์เช่นนี้บ้าง ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึงนี้ ก็น่าจะเป็นเวลาที่เหมาะสมนะครับ

ขอขอบคุณ : คุณบุณยานุช วรรณยิ่ง ผู้อำนวยการ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานนครพนม โทรศัพท์ (042) 513-490-1

มีคำถามเรื่องอาชีพ ยินดีตอบทุกประเด็น ฝากคำถามมาได้ที่ อีเมล p.bhachara@gmail.com

Facebook เติมเต็มการค้าขายออนไลน์ ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ Shop Section

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07084010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ไอทีมาร์เก็ตติ้ง

กิตติ ภูวนิธิธนา twitter@Cheaupa

Facebook เติมเต็มการค้าขายออนไลน์ ด้วยการเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ Shop Section

ยังคงครองแชมป์การเป็นสื่อสังคมออนไลน์หรือ Social Network ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเมืองไทยสำหรับ Facebook ทั้งในส่วนของการใช้งานทั่วไปหรือ Facebook Profile และในส่วนของการใช้งานทางด้านการตลาดอย่าง Facebook Fan Page

ใครที่ใช้ Facebook เป็นประจำทุกวันคงจะเห็นการเปลี่ยนแปลงในลักษณะของการเพิ่มลูกเล่นหรือความสามารถใหม่ๆ ที่ Facebook มีการอัพเดตอยู่เสมอๆ ล่าสุดทางด้านการใช้งาน Fan Page ทาง Facebook ได้อัพเดตฟีเจอร์ใหม่อีกอย่างหนึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์การขายสินค้าอย่างมาก ฟีเจอร์ที่ว่าก็คือ Shop Section

ขณะนี้ Shop Section ยังไม่ได้เปิดให้ใช้อย่างเป็นทางการจะมีผู้ใช้หรือ Fan Page เพียงบางแห่งเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้ทดลองใช้ฟีเจอร์นี้ก่อน แต่ไม่แน่ว่าขณะที่นิตยสารเส้นทางเศรษฐีฉบับนี้วางแผง Facebook อาจจะเปิดให้ใช้ฟีเจอร์นี้กันถ้วนหน้าแล้วก็ได้ ถึงแม้ว่าจะยังไม่เปิดให้ใช้ก็ตามคงไม่เสียหายอะไรหากจะทำความรู้จักเอาไว้ก่อน ถึงเวลาที่ Facebook ปล่อยฟีเจอร์นี้ให้ใช้อย่างเป็นทางการจะได้ใช้งานกันได้เลย

Shop Section คืออะไร

ถ้า Fan Page ของใครเป็นผู้โชคดีมีโอกาสได้ทดลองใช้ฟีเจอร์นี้ก่อน เมื่อเข้าไปยังหน้า Fan Page จะพบกับลิงก์การตั้งค่า Shop Section ปรากฏอยู่บนแท็บเมนูในหน้า Fan Page เขียนว่า “+Add Shop Section”

ถ้าเห็นลิงก์ดังกล่าวและสนใจอยากจะลองฟีเจอร์ หรือความสามารถใหม่ของ Facebook อันนี้ล่ะก็คลิกเข้าไปได้เลยรับรองไม่มีอะไรเสียหาย หากใช้แล้วไม่ถูกใจก็สามารถลบออกได้ แต่ขอบอกว่าน่าสนใจแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใครสร้าง Fan Page ขึ้นมาเพื่อเน้นขายสินค้าโดยเฉพาะ

เนื่องจาก Shop Section คือการสร้างพื้นที่หรือส่วนที่เป็นเมนูแสดงรายการสินค้าของร้านค้านั่นเอง เป็นฟีเจอร์ที่ทำให้หน้า Fan Page สามารถเพิ่มรายการและข้อมูลสินค้าได้เหมือนกับเว็บไซต์เปิดร้านค้าออนไลน์ต่างๆ โดยการแสดงผลของ Shop Section จะเสมือนเป็นเมนูเมนูหนึ่งชื่อว่า “Shop” บนแท็บเมนูในหน้า Fan Page เมื่อคลิกเข้าไปที่เมนู “Shop” ก็จะพบกับรายการสินค้าต่างๆ ที่ร้านค้าได้ใส่ข้อมูลเอาไว้

Shop Section น่าสนใจอย่างไร

จริงๆ แค่บอกว่า Shop Section คืออะไร ผู้ที่ขายสินค้าผ่าน Fan Page ก็คงเข้าใจได้แล้วว่า Shop Section น่าสนใจอย่างไรและน่าสนใจแค่ไหน แต่เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้นจึงขออธิบายโดยสังเขปดังนี้

เชื่อว่าความสามารถของ Shop Section ตามที่ได้บอกไปคือ ทำหน้าที่แสดงรายการสินค้าของร้านค้าเหมือนกับเว็บไซต์ เป็นสิ่งที่ร้านค้าหรือผู้ที่ขายสินค้าผ่าน Fan Page หลายคนอยากได้แบบนี้มานานแล้ว เนื่องจากที่ผ่านมาการโพสต์สินค้าใน Timeline ของ Fan Page ข้อมูลสินค้าเก่าๆ ที่เคยโพสต์ไว้ก่อนหน้านั้นก็จะตกลงไปเรื่อยๆ ทำให้ผู้ที่เข้าไปยัง Fan Page ของร้านค้าเห็นรายการสินค้าไม่ครบถ้วน ทำให้พลาดโอกาสในการขายไปอย่างน่าเสียดาย

นอกจากการโพสต์ข้อมูลสินค้าไว้ใน Timeline แล้ว อีกวิธีหนึ่งที่นิยมทำกันก็คือ การสร้างอัลบั้มภาพสินค้า แยกรายการสินค้าเป็นอัลบั้มๆ ไป แต่ก็ใช่ว่าลูกค้าทุกคนจะเข้าถึงและมองเห็นรายการสินค้าของทางร้านได้ทั้งหมด

แต่การแสดงผลของ Shop Section นอกจากจะเป็นเมนูบนแท็บเมนูในหน้า Fan Page แล้ว ระบบจะมีการดึงข้อมูลสินค้าบางส่วนมาแสดงไว้ในตำแหน่งบนสุดของ Timeline ด้วย จะแสดงอยู่ด้านบนสุดตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องตั้งค่าการพินสเตตัส (Pin to Top) แต่อย่างใด และแม้ว่าจะมีสเตตัสใดที่ถูก Pin to Top ก็จะอยู่ถัดหรือรองลงมาจากสเตตัสของ Shop Section ดังนั้น ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่า ข้อมูลหรือรายการสินค้า โดยเฉพาะรายการสินค้าแนะนำของทางร้านจะถูกดันตกลงไปและต้องคอยมาอัพเดตตลอดเวลา

ด้วยความสามารถดังกล่าวนี้ นับว่าคุณสมบัติของ Shop Section ตอบโจทย์และมีประโยชน์อย่างมาก เป็นฟีเจอร์ที่มาเติมเต็มการใช้งานสำหรับผู้ที่ใช้ Fan Page เป็นช่องทางในการขายสินค้าอย่างแท้จริง

การใส่ข้อมูลรายการสินค้าไม่ได้จำกัดว่าใส่ได้แค่ไหน จะ 10, 20 หรือ 30 รายการก็สามารถที่จะใส่ได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้นในการสร้างข้อมูลสินค้าแต่ละรายการสามารถที่จะใส่ภาพสินค้าได้มากกว่า 1 ภาพ เหมือนกับเวลาที่ไปคลิกดูข้อมูลสินค้าบนหน้าเว็บไซต์ จะมีภาพสินค้าในมุมต่างๆ ที่สามารถคลิกดูเพิ่มเติมได้ การใส่ภาพสินค้าใน Shop Section ก็จะเป็นแบบนั้น และฟิลด์สำหรับการตั้งชื่อสินค้า ระบุราคา และข้อมูลสินค้า ไม่เพียงเท่านั้นยังมีเครื่องมือแต่งสีหรือใส่ Filter ให้กับภาพสินค้าให้ใช้งานอีกด้วย

นอกจากนั้นในส่วนของสินค้าแนะนำ สินค้าขายดี หรือสินค้ามาใหม่ ยังสามารถตั้งค่าให้เป็น Featured Products ได้ เพื่อการแสดงผลมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น

เห็นอย่างนี้เชื่อว่าร้านค้าที่ใช้ Fan Page เป็นช่องทางในการขายสินค้าคงอยากจะใช้ฟีเจอร์กันแล้ว คาดว่าอีกไม่นานเกินรอคงได้ใช้กันอย่างถ้วนหน้าแน่นอน

อย่าไว้ใจทาง?อย่าวางใจเฟซบุ๊ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07086010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

เทคโนโลยีสร้างอาชีพ

สุเทพ โลหณุต

อย่าไว้ใจทาง?อย่าวางใจเฟซบุ๊ก

“ขายดีจนเป็นเหตุให้โดนถูกแฮกข้อมูล ถึงวันนี้คุณอาจจะยังไม่เคยเจอเหตุการณ์เหล่านี้ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิดขึ้นกับคุณหรือคนใกล้ตัว?”

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่เคารพรักทุกท่าน เรื่องราวที่ผมหยิบมาเล่าในครั้งนี้ต้องขอบอกว่าเป็นเหตุการณ์จริงที่ได้ข้อมูลทางอีเมลจากแฟนประจำคอลัมน์เทคโนโลยีสร้างอาชีพท่านหนึ่ง เขียนมาเล่าเพื่อเป็นอุทาหรณ์สอนใจให้ใครก็ตามที่ใช้เฟซบุ๊กจงพึงระวังและระลึกถึงเรื่องของความปลอดภัยเป็นอันดับแรก มิฉะนั้นความยุ่งยากและปัญหาจะตามมาอีกเพียบ

ผมขอสรุปเนื้อความในเมลฉบับนั้นแบบสั้นๆ เลยนะครับว่า?”แฟนประจำท่านนี้ทำอาชีพอิสระขายเครื่องสำอางผ่านเฟซบุ๊ก ธุรกิจนี้เปิดตัวค้าขายผ่านออนไลน์มาได้ 7-8 ปี มีแนวโน้มว่าจะโตได้มากกว่านี้ ถ้าไม่สะดุดกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเสียก่อน เมื่อประมาณต้นเดือนมีนาคม 2559 ปรากฏว่าเมื่อเปิดเฟซบุ๊กขึ้นมาข้อมูลภายในไม่ว่าจะเป็นโปรไฟล์ หรือโพสต์ประกาศขายสินค้าต่างๆ ถูกเปลี่ยนแปลงข้อมูลใหม่ทั้งหมด ปัญหาที่ตามมาย่อมส่งผลกระทบถึงลูกค้าอย่างแน่นอน เพราะเกิดความสับสนในข้อมูลที่นำเสนอว่าใช่พ่อค้าหรือแม่ค้าที่เคยติดต่อด้วยหรือไม่” นี่เป็นเพียงเนื้อหาที่เขียนมาเล่าเรื่องราวบางส่วนเท่านั้นนะครับ

เหตุการณ์อย่างนี้บนโลกสังคมออนไลน์ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่ใครๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ การป้องกันมีครับไม่ใช่เรื่องยากด้วยเพียงแค่ผู้ใช้งานตั้งค่าระบบความปลอดภัยในบัญชีของผู้ใช้งานเท่านั้น แต่โดยมากจะละเลยและไม่ได้ใส่ใจกันจนเรื่องลุกลามใหญ่โตนั่นแหละถึงค่อยมาคิดได้ว่าน่าจะทำเสียตั้งนานแล้ว หากคุณไม่อยากเป็นเหยื่อรายต่อไปโปรดอย่าละเลยกับสิ่งเหล่านี้

ตั้งระบบยามเฝ้าตรวจการล็อกอินอัตโนมัติ

ปัจจุบันนี้การขโมยข้อมูลในโซเชียลเน็ตเวิร์กทำได้ง่ายมากโดยส่วนใหญ่ 90 เปอร์เซ็นต์ ล้วนแล้วแต่เกิดจากคนใกล้ตัวแทบทั้งสิ้นไม่ต้องอาศัยเทคโนโลยีอะไรที่มันสลับซับซ้อน เพียงแค่รู้ข้อมูลของเหยื่อเท่านั้นก็เปิดใช้งานได้แล้ว วิธีการแก้ไขนอกจากหมั่นเปลี่ยนรหัสผ่านบ่อยๆ แล้ว การตั้งค่าบัญชีผู้ใช้งานในส่วนของความปลอดภัยถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ขั้นตอนการตั้งค่าทำได้ดังนี้

1. เมื่อเปิดเฟซบุ๊กขึ้นมาให้แตะเลือก 3 ขีดมุมบนด้านขวา (Settings) > “ตั้งค่าบัญชีผู้ใช้ (Account Settings)”

2. แตะเลือกรายการ “ความปลอดภัย (Security)”

3. เมื่อหน้าต่างความปลอดภัยปรากฏขึ้นมา ให้แตะเลือกรายการ “เตือนการเข้าสู่ระบบ” > “การแจ้งเตือน” > “รับการแจ้งเตือน” (แจ้งเตือนผ่านทางเฟซบุ๊ก)

4. แตะเลือก “บันทึก” เพื่อยืนยันการใช้งานแจ้งเตือนในส่วนของเฟซบุ๊ก

5. หน้าต่างรายการจะย้อนกลับมาที่หน้าหลัก “เตือนการเข้าสู่ระบบ” อีกครั้งให้เลือก “อีเมล” > “รับการเตือนทางอีเมล” (แจ้งเตือนผ่านทางอีเมล)

6. แตะเลือก “บันทึก” เพื่อยืนยันการใช้งานแจ้งเตือนในส่วนของอีเมล

วิธีตรวจสอบว่ามีใครแอบเข้าเฟซบุ๊กเราบ้าง

จริงอยู่ที่ระบบมีการแจ้งเตือนส่งผ่านทางเฟซบุ๊กและอีเมล แต่หากเราต้องการค้นหาข้อมูลแบบละเอียดขอแนะนำว่า ให้ลองเข้าไปตามขั้นตอนต่อไปนี้

1. แตะเลือก 3 ขีดมุมบนด้านขวา (Settings) > ตั้งค่าบัญชีผู้ใช้ (Account Settings)”

2. หน้าต่างการตั้งค่าปรากฏขึ้นมา ให้แตะเลือกรายการ “ความปลอดภัย (Security)”

3. แตะเลือกรายการคำสั่ง “เซสชั่นที่ใช้งานอยู่ (Active Sessions)”

4. จากนั้นจะปรากฏผลลัพธ์แสดงวันและเวลาที่มีการใช้อุปกรณ์ สถานที่ที่มีการเข้าระบบเฟซบุ๊ก

บทสรุป “อย่าไว้ใจทาง?อย่าวางใจเฟซบุ๊ก”

ต่อให้แอพบนโลกใบนี้มีความฉลาดปราดเปรื่องมากเพียงใดก็ตามใช่ว่าจะเชื่อใจและวางใจได้เสมอไป เพราะทุกครั้งที่ผิดพลาด ผลลัพธ์ที่ตามมาหมายถึงบทเรียนราคาแพงที่เราไม่อาจจะประเมินค่าได้ ไม่อยากอยู่บนความเสี่ยงหรือความสูญเสีย ขอแนะนำว่าให้ใส่ใจในเรื่องของความปลอดภัยเป็นอันดับแรกและสิ่งสำคัญที่สุด

แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า สวัสดีครับ

ผิดสัญญาเช่าซื้อรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07088010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ฎีกาธุรกิจ

โอภาส เพ็งเจริญ o-pas@matichon.co.th

ผิดสัญญาเช่าซื้อรถ

ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ กำหนดผ่อนชำระ 48 งวด แต่เมื่อผ่อนชำระได้เพียง 2 งวดก็หยุดผ่อนชำระไป ครั้นเวลาล่วงเลยไป ไม่ชำระค่างวดผ่อนชำระ 3 งวดติดต่อกัน บริษัทผู้ให้เช่าซื้อจึงบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ติดตามยึดรถคืน แล้วเสียค่าเสียหาย มาดูกันว่าต้องจ่ายค่าเสียหายเพียงไร ตั้งแต่เมื่อไร

1.

วันที่ 21 พฤษภาคม 2546 คุณจำนูญทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์นั่งจากบริษัท ราคา 657,240.96 บาท โดยตกลงจะชำระค่าเช่าซื้อ 48 งวด เป็นเงินงวดละ 13,692.52 บาท

เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 มิถุนายน 2546

งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 20 ของเดือนถัดไปจนกว่าจะครบกำหนด

คุณจำนูญทำสัญญาเสร็จสรรพจึงขับรถออกจากโชว์รูมบริษัทมา

พอถึงวันที่ 20 กรกฎาคม อันเป็นวันครบกำหนดชำระงวดที่ 2 ลูกค้าชั้นดีอย่างคุณจำนูญก็ชำระเงินค่างวด จำนวน 13,692.52 บาท ครบถ้วนไม่ขาดไม่เกิน

ดวงอาทิตย์โผล่พ้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออก ก่อให้เกิดเป็นช่วงเวลาที่เรียกว่ากลางวันอันสว่างไสว เปิดโอกาสให้มนุษย์ส่วนใหญ่ได้ใช้เวลาดำเนินกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะสิ่งที่เรียกว่าการทำมาหากินกันไป แม้จะมีบางคนบางกลุ่มนอนหลับในช่วงเวลานั้นบ้างก็ตาม แล้วมันก็บอกลาวันนั้นไปทางทิศตะวันตก ก่อให้เกิดช่วงเวลาที่เรียกว่ากลางคืนอันมืดค่ำอันเป็นเวลาหลับนอนของผู้คนส่วนมาก

หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนเป็นเช่นนี้ จากเช้าเป็นสาย เที่ยง บ่าย เย็น และค่ำ

เป็นกลางวันกลางคืนสลับกันไป

เมื่องวดแรก งวดที่ 2 ผ่านไป งวดที่ 3 ของการที่จะต้องชำระเงินตามสัญญาเช่าซื้อ ก็เดินทางมาถึงกำหนดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในวันที่ 20 สิงหาคม 2546

แต่นับแต่เช้าของวัน กระทั่งเวลาล่วงเลยไป จนบริษัทให้เช่าซื้อปิดทำการ ก็ไม่ปรากฏคุณจำนูญและโดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินค่างวดที่ 3 เข้าสู่บัญชีของบริษัทแต่อย่างใด

ล่วงไปวันรุ่งขึ้นยิ่งชัดเจนว่า คุณจำนูญไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 3

เช่นเคย แม้วันคืนเกิดขึ้นสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนไป จากกำหนดชำระงวดที่ 3 ไปถึงและล่วงเลยวันกำหนดชำระงวดที่ 4 ในวันที่ 20 กันยายน งวดที่ 5 วันที่ 20 ตุลาคม คุณจำนูญก็หาได้ไปชำระค่าเช่าซื้ออีกต่อไปไม่

เมื่อล่วงเลยกำหนดชำระค่าเช่าซื้อไปแล้ว 3 งวด วันที่ 21 ตุลาคม 2546 บริษัทจึงให้คุณทนายความมีหนังสือถึงคุณจำนูญ

บอกกล่าวทวงถาม ขอให้คุณจำนูญชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ค่าเบี้ยปรับชำระล่าช้า และค่าติดตาม ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือนี้

ที่สำคัญ ได้ระบุไปด้วยว่า

หากไม่ชำระภายในกำหนด จะถือหนังสือนี้เป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ

บริษัทส่งหนังสือให้คุณจำนูญได้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2546

จากวันที่ 28 ตุลาคม 2546 เป็นต้นไป เวลาล่วงเลยไป 30 วันแล้ว แต่คุณจำนูญหาได้ชำระเงินตามที่บริษัทเรียกร้องแต่อย่างใดไม่

2.

คุญจำนูญเห็นเงียบไปก็สบายใจ ใช้รถยนต์คันนั้นเรื่อยมา คล้ายว่าเป็นรถฟรี หรือเป็นรถยนต์ราคาถูก จ่ายเงินดาวน์ไปส่วนหนึ่งแล้ว จ่ายค่าเช่าซื้อเพียง 2 งวด แล้วได้รถมาใช้อย่างสบายอะไรทำนองนั้น

แต่ปรากฏว่าการณ์หาได้เป็นเช่นที่คุณจำนูญคิดไม่

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2546 บริษัทติดตามและยึดรถกลับคืนมาได้ แล้วเรียกค่าเสียหายเอาจากคุณจำนูญ แต่เช่นเคย คุณจำนูญก็นิ่งเฉยเสีย

เวลาล่วงเลยมา หรือล่วงเลยไป บริษัทมีธุระจำต้องดำเนินกิจกรรมต่างๆ อันจำเป็นหลายประการ กระทั่งเรื่องของคุณจำนูญเงียบไป

คุณจำนูญคิดไปอีกว่า บริษัทคงเบื่อที่จะติดตามทวงถามเอากับตนเสียแล้ว น่าจะรอด น่าจะสบายไม่ต้องจ่ายอะไรอีกแล้ว

แต่ที่ไหนได้ แต่มันจะเป็นเช่นนั้นไปได้อย่างไร หรือ แต่มันดำเนินไปดังที่คาดหมายอย่างนั้นกระไรได้

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2549 บริษัทยื่นฟ้องคุณจำนูญเป็นจำเลยต่อศาล ระบุว่า เมื่อติดตามยึดรถยนต์คืนมาได้จากคุณจำนูญ รถอยู่ในสภาพชำรุด เมื่อนำรถออกประมูลขายได้ราคาเพียง 242,990.65 บาท ทำให้บริษัทได้รับความเสียหายขาดราคา 386,593.10 บาท

ทั้งยังขาดประโยชน์จากการนำรถยนต์ออกให้เช่า ค่าเช่าเดือนละ 6,000 บาท นับแต่วันที่เริ่มผิดนัดจนถึงวันยึดรถคืนได้ เป็นเวลา 3 เดือน เป็นเงิน 18,000 บาท

ยังมีเสียค่าใช้จ่ายในการติดตามยึดรถคืน และเสียภาษีมูลค่าเพิ่มแทนไปอีก รวม 4,769.57 บาท

รวมเป็นค่าเสียหายทั้งหมด 411,108.67 บาท

ขอให้ศาลพิพากษาบังคับคุณจำนูญ ชำระเงิน 411,108.67 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท

คุณจำนูญที่เดิมเคยคิดว่าจะรอดตัวแล้ว กลับต้องถูกฟ้อง จึงยื่นคำให้การต่อสู้คดีไปว่า ตนไม่ได้ผิดสัญญา บริษัทจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าขาดประโยชน์

ทั้งค่าขาดประโยชน์ที่เรียกมาเป็นการกำหนดขึ้นมาเอง ตนเป็นผู้ส่งคืนรถที่เช่าซื้อ บริษัทจึงไม่อาจเรียกค่าติดตามยึดรถคืน ไม่มีสิทธิคิดดอกเบี้ยจากเงินต้น 411,108.67 บาท เพราะเงินดังกล่าวรวมดอกเบี้ยตั้งแต่วันทำสัญญาเช่าซื้อแล้ว หากให้คิดดอกเบี้ยตามฟ้องจะเป็นการคิดดอกเบี้ยซ้ำซ้อน

ขอให้ยกฟ้อง!

อย่างไรก็ตาม ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น คุณจำนูญแถลงสละข้อต่อสู้ตามคำให้การทั้งหมด

ขอให้วินิจฉัยเพียงประการเดียวว่า บริษัทเสียหายเพียงใด

3.

เมื่อคุณจำนูญสละคำให้การอื่นๆ หมด คดียิ่งพิจารณาง่ายเข้า

ที่สุดศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษา ให้คุณจำนูญชำระเงิน 274,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้นดังกล่าว ถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่บริษัท

แต่คุณจำนูญเห็นว่า ยอดเงินที่ต้องชำระยังสูงไปจึงอุทธรณ์คดี

ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน

คุณจำนูญฎีกาคดี

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เห็นว่า คุณจำนูญผิดนัด ไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่บริษัทตั้งแต่งวดที่ 3 ประจำวันที่ 20 สิงหาคม 2546 เป็นต้นไป

เมื่อคุณจำนูญไม่ชำระค่าเช่าซื้อติดต่อกันครบ 3 งวด บริษัทจึงมอบหมายให้ทนายความมีหนังสือลงวันที่ 21 ตุลาคม 2546 บอกกล่าว ทวงถามให้คุณจำนูญชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ ค่าเบี้ยปรับชำระล่าช้า และค่าติดตามภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ชำระภายในกำหนด ให้ถือหนังสือดังกล่าวเป็นการแสดงเจตนาบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ

บริษัทสามารถส่งหนังสือให้คุณจำนูญได้เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2546

แต่คุณจำนูญไม่ชำระเงินภายในกำหนด

สัญญาเช่าซื้อระหว่างบริษัทและคุณจำนูญ จึงเป็นอันเลิกกันตั้งแต่วันที่ 28 พฤศจิกายน 2546

เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว ย่อมมีผลทำให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ไม่มีผลกระทบถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายแก่กัน ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 และมาตรา 392 บัญญัติว่า การชำระหนี้ของคู่สัญญาอันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 369 กล่าวคือ ให้นำมาตรา 369 ว่าด้วยการชำระหนี้ในสัญญาต่างตอบแทนมาใช้บังคับ

คุณจำนูญมีหน้าที่ต้องส่งมอบรถที่เช่าซื้อคืนบริษัทตามที่กำหนดไว้ในสัญญาและหนังสือทวงถาม

แต่คุณจำนูญไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนบริษัท โดยยังคงครอบครองใช้ประโยชน์จากรถยนต์คันดังกล่าวตลอดมาตั้งแต่วันที่คุณจำนูญไม่ชำระค่าเช่าซื้อให้แก่บริษัทประจำงวดที่ 3 ย่อมทำให้บริษัทเสียหาย จึงมีสิทธิเรียกให้คุณจำนูญชดใช้ค่าเสียหายที่คุณจำนูญได้ใช้ทรัพย์ของบริษัทมาตลอดระยะเวลาที่คุณจำนูญครอบครองทรัพย์ คือตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2546 เป็นต้นมา เพื่อชดเชยเป็นค่าเสียหายได้ตามมาตรา 391 วรรคสาม

มิใช่เริ่มมีสิทธิเรียกร้องค่าขาดประโยชน์ตั้งแต่วันที่เลิกสัญญาดังที่คุณจำนูญฎีกา

ที่ศาลล่างทั้งสองกำหนดให้คุณจำนูญต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์แก่บริษัท นับแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2546 จนถึงวันที่ติดตามยึดรถคืนได้ จึงชอบแล้ว

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คุณจำนูญชำระเงิน 271,000 บาท แก่บริษัทผู้ให้เช่าซื้อ

(เทียบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2904/2558)

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 391 เมื่อคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม แต่ทั้งนี้จะให้เป็นที่เสื่อมเสียแก่สิทธิของบุคคลภายนอกหาได้ไม่

ส่วนเงินอันจะต้องใช้คืนในกรณีดังกล่าวมาในวรรคต้นนั้น ท่านให้บวกดอกเบี้ยเข้าด้วย คิดตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้

ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ท่านให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้นๆ หรือถ้าในสัญญามีกำหนดว่าให้ใช้เงินตอบแทน ก็ให้ใช้ตามนั้น

การใช้สิทธิเลิกสัญญานั้นหากระทบกระทั่งถึงสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายไม่

มาตรา 392 การชำระหนี้ของคู่สัญญาอันเกิดแต่การเลิกสัญญานั้น ให้เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งมาตรา 369

มาตรา 369 ในสัญญาต่างตอบแทนนั้น คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมชำระหนี้จนกว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะชำระหนี้ หรือขอปฏิบัติการชำระหนี้ก็ได้ แต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าหนี้ของคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งยังไม่ถึงกำหนด

98 ปี วันจักรี กับวันทรงเปิดวิถีสะพานพุทธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

เก็บตกจาก “แท็กซี่ กูรู”

TAXI MASTER

98 ปี วันจักรี กับวันทรงเปิดวิถีสะพานพุทธ

มีข่าวแท็กซี่ปฏิเสธผู้โดยสารได้ออกทีวี หรือถูกแจ้งข่าวผ่านสถานีวิทยุการจราจรทุกคลื่น มีทุกเวลาหรือจะกล่าวว่าทุกวันทุกเส้นทางถนนก็ไม่ผิด ถ้าจะกล่าวหาให้มากกว่านั้นก็กล่าวว่ามีทุกช่วงเวลาเช้า สาย บ่าย เย็น ค่ำ ดึก ก็เชื่อว่าไม่ผิดอีก จนผู้ที่ได้ฟังข่าวนี้ไม่ได้เห็นว่าเป็นเรื่องแปลกใหม่แล้ว

แต่ลึกไปกว่านั้นในใจคิดสวดชยันโตกี่จบก็มิอาจรู้ได้ ส่วนข่าวที่ “ผู้โดยสารปฏิเสธจ่ายค่าแท็กซี่” ไม่ค่อยได้มีโอกาสออกอากาศเท่าใดนัก เพราะมักจะเกิดในที่ลับ ซอยลึก หรือกลางดึกในซอยเปลี่ยว เพื่อนผมคนหนึ่งโทรมาเล่าให้ฟังว่า เมื่อตี 1 ของคืนวันที่เขาบอกว่าจะมีดวงดาวย้ายตำแหน่ง พระราหูเข้าสู่จักรราศีผู้คนสวดทำบุญกัน เขามีผู้โดยสารเรียกให้ไปส่งในซอยย่านชานเมืองแห่งหนึ่ง เข้าปากซอยแล้วเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวายังกะเขาวงกต แต่ผู้โดยสารพูดเหมือนกับว่าเข้าไปสุดซอยแล้วทะลุถนนอีกเส้น ระหว่างเลี้ยวซ้ายขวาในซอยเขาชวนคุยลักษณะอวดว่าตัวเองเป็นคนดังในซอยนี้ มีเพื่อนๆ กึ่งๆ นักเลงมากรู้จักกันหมด เขาคุยถามว่าวันนี้วิ่งรถได้หลายเที่ยวแล้วหรือยัง ทำให้คิดไกลไปว่าถ้าจะบอกว่าได้เงินมากกลัวจะถูกจี้เพราะเกิดสังหรณ์ใจในพฤติกรรมคำพูด ก็ตอบว่าเพิ่งออกรถตอนเที่ยงคืนยังได้ค่าโดยสารไม่ถึง 300 เลยครับ เขาก็บอกให้จอดหน้าซอยแคบๆ รถเข้าไม่ได้แต่มีสะพานไม้เป็นซอกเข้าไป บอกว่าบ้านอยู่ในซอยนี้ พอดีมีแบงก์พันคงไม่มีตังค์ทอน เดี๋ยวเข้าไปเอาแบงก์ย่อยในบ้านมาให้ แล้วเดินเข้าซอกสะพานไม้นั้นหายไป คอยๆ กว่าครึ่งชั่วโมง ไม่มีใครออกมา มีบ้านหนึ่งเปิดหน้าต่างตะโกนบอกว่า คุณโดนหลอกแล้วอย่าคอยเลย เขาคงทะลุออกอีกซอยแล้วซอยนี้ทางตัน คุณหาที่กลับรถเองกลางซอยโน่นแหละ คิดในใจว่าโชคดีแล้วเขาไม่ขอ 300 ไปด้วยก็บุญแล้ว

นานๆ มีโอกาสขึ้นรถโดยสารประจำทางปรับอากาศที่ชอบเรียกกันว่า “รถ ปอ.” ถ้าหากเลยเวลาเข้าทำงานราชการหลัง 3 โมงเช้า ก็พอจะมีที่นั่งที่ยืนสะดวกหน่อย ถ้าจะไปธุระที่ไหนที่รถเมล์ผ่านก็น่าใช้บริการ เพราะมีให้เลือกทั้งรถเมล์ฟรีจากภาษีประชาชนเพียงแต่อาจจะต้องคอยนาน หรือมาติดๆ กันแต่ไม่จอดรับก็มี ลองถามๆ ดู มีคนนินทาว่าเขาต้องการให้ครบจำนวนเที่ยวแต่ละวัน ไม่ได้รับเปอร์เซ็นต์ค่าโดยสารก็ไม่ต้องจอดรับทุกป้าย บางป้ายก็แถมให้อีกป้ายเมื่อมีคนลง

วันนี้ได้ขึ้นรถโดยสารปรับอากาศไปพบหมอตามนัด ถ้าขับรถไปไม่มีที่จอดแน่นอน โรงพยาบาลของรัฐที่ให้โอกาสข้าราชการทั้งปัจจุบันและอดีตใช้บริการ “จ่ายตรง” มักจะไม่มีที่บริการจอดรถ เพราะลำพังของเจ้าหน้าที่เองก็แทบจะไม่พอจอด สังเกตเห็นด้านในหน้ารถปรับอากาศหน้าคนขับ มีป้ายบอกให้ผู้โดยสารจำข้อความสายรถ xxx หมายเลขข้างรถ x-xxxxx และหมายเลขทะเบียนรถ xx-xxxx นอกจากนั้นยังมีอีกป้ายคู่กันเขียนว่า “ผู้โดยสารโปรดจำข้อความข้างล่างนี้ เพื่อประโยชน์ของท่าน” แล้วแสดงภาพพนักงานขับรถพร้อมลงลายมือชื่อ มีบัตรประจำตัวผู้ขับรถ ชื่อผู้ขับรถทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และลงนามผู้อนุญาต ผมสังเกตว่า ทั้งหมดเป็นความปรารถนาดีว่าถ้าเกิดเหตุกรณีใดๆ ผู้โดยสารสามารถแจ้งตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลสอบสวนได้ แต่ความเป็นจริงใครจะจำได้ และที่สำคัญ ป้ายที่นำมาติดพร้อมรูปบางครั้งเมื่อเปลี่ยนคนขับก็ไม่ได้เปลี่ยนป้ายทุกครั้ง ทุกคนกว่าจะสืบหาตามกันได้ก็ไม่อยากจะเอาเรื่องแล้ว แต่ถ้าใช้ตัวเลข 1 ตัว หรือ 2 ตัว เป็นรหัสแทนน่าจะตามง่ายกว่าโดยมีบัญชีรายชื่อคุมรหัสที่ประจำสำนักงาน อย่างไรก็ตาม มีรถโดยสารปรับอากาศหลายสายที่เขาให้บริการคิดค่าโดยสารผู้สูงอายุ โดยแนบบัตรประจำตัวจ่ายค่าโดยสารเขาจะคิดเพียงครึ่งราคาเป็นส่วนลดตลอดสายที่น่าพอใจ ก็มีพรรคพวกบางคนบ่นว่า ขึ้นรถแล้วยื่นบัตรประชาชนพร้อมเงินเขาให้ตั๋วลดครึ่งมานั้นดีแล้ว แต่ที่เสียอารมณ์เพราะบางสายพนักงานฉีกตั๋วโดยสารลดครึ่งโดยไม่ได้แสดงบัตรนี่ซิเจ็บใจนัก ที่เขามองว่าเราสูงอายุโดยไม่ดูหลักฐาน

ผมมีผู้โดยสารเรียกให้ไปส่งที่ “ฝั่งธนบุรี” และยังไม่ได้ตกลงว่าควรจะผ่านเส้นทางข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาโดยสะพานสมเด็จพระปิ่นเกล้าหรือสะพานพระพุทธยอดฟ้า (สะพานพุทธ) ดี เพราะเป็นทางเลือกไปปลายทางได้เท่าๆ กัน แต่สุดท้ายเขาบอกว่าไปทางสะพานพุทธเถอะ เพราะตอนนี้ที่ปากคลองตลาดเขาจัดระเบียบแม่ค้า แผงผัก ดอกไม้ข้างถนนไม่เกะกะ รถสะดวกขึ้นแล้ว คุณแท็กซี่เปิดข่าวหรือเปิดเพลงก็ได้ คือไม่ชอบนั่งรถเงียบๆ ฟังได้ทุกแนว ผมได้ทีคิดถึงข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา คิดถึงเพลง Bridge Over Troubled Water ที่ Simon and Garfunkel ขับร้องไว้ “When you”re weary, feeling small, When tears are in your eyes, I will dry them all. I”m on your side. When times get rough. And friends just can”t be found, Like a bridge over troubled water. I will lay me down…” พอเสียงเพลงขึ้นเขายิ้มใหญ่บอกว่า ชอบเพลงนี้มาก แต่สะพานพุทธไม่ได้ข้ามแม่น้ำเชี่ยวกรากเลย เจ้าพระยายังไหลผ่านทุกสะพานเพียงแต่ยังเป็น River of return ไม่ใช่ No return เขาพูดยิ้มๆ อย่างสดชื่นอารมณ์ดี

รถผ่านโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยและเพาะช่างเดิม มองเห็นอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 และข้างหลังเป็นโครงสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้าแต่ดูแล้วต่ำกว่าสะพานพระปกเกล้า เขาพูดเปรยขึ้นว่าไม่น่าเชื่อนะสะพานพุทธสร้างมาแล้ว 84 ปี แต่วันจักรีมีมาเกือบ 100 ปี เห็นพระบรมรูปรัชกาลที่ 1 ก็คิดถึงวันจักรี ปีนี้ก็ครบ 98 ปีแล้ว ตั้งแต่รัชกาลที่ 6 คุณเคยมาถวายบังคมวันจักรีไหม เดือนเมษาทุกปีจะระลึกถึงอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 1 และสะพานพระพุทธยอดฟ้าสมัยก่อนที่เปิดให้เรือใหญ่ผ่าน คุณแท็กซี่เคยเห็นไหม ผมได้แต่ยิ้ม

ดูเหมือนเขาภูมิใจที่ได้กล่าวถึงเหตุการณ์นั้นๆ ผมจึงเปิดประเด็นต่อด้วยคำถามว่า วันจักรีกับสะพานพุทธเกี่ยวข้องกันอย่างไร เขาหันมาแซวผมว่าแหมถามเหมือนกับว่าผมจะเกิดทัน คือเพราะผมเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนที่จะไปส่งนี่แหละ กำลังทำผลงานกำหนดตำแหน่งอาจารย์ 3 มีข้อมูลเรื่องนี้ที่จะรวบรวมเล่มส่งผลงานจึงพอจะรู้ ผมสรุปให้ฟังก็ได้นะรถไม่ติดเดี๋ยวเล่าไม่ทัน คืออย่างนี้ ที่มาของวันจักรีนั้นเริ่มมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ได้โปรดเกล้าฯ ให้หล่อพระบรมรูปตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลที่ 4 เพื่อประดิษฐานไว้ให้ถวายบังคมสักการะ ระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณเป็นธรรมเนียมปีละครั้ง แล้วอัญเชิญไว้ที่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีการย้ายอีกหลายครั้ง ต่อมาในรัชกาลที่ 6 ได้ย้ายพระบรมรูปไว้ ณ ปราสาทพระเทพบิดรพร้อมพระบรมรูปรัชกาลที่ 5 พอลุเดือนเมษายน พ.ศ. 2461 จึงได้มีพระบรมราชโองการ ประกาศตั้งพระราชพิธีถวายบังคมพระบรมรูปในวันที่ 6 เมษายนปีนั้น และต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เรียกวันที่ 6 เมษายนว่าเป็น “วันจักรี” ก็ไม่เกี่ยวกับสะพานพุทธหรอกนะ

รถชะลออยู่กลางสะพานพุทธ เพราะเชิงสะพานด้านฝั่งธนมีอุบัติเหตุเล็กน้อย ผมมองลงในแม่น้ำเจ้าพระยาซึ่งดูสะอาดดี แต่เลยไปถึงโค้งแม่น้ำเห็นวัดอรุณ (วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร) โดดเด่น ถามคุณครูเขาว่า สะพานพุทธช่วงกลางนี้ใช่ไหมที่เปิดให้เรือผ่านได้ ไม่น่าเชื่อว่า 80 กว่าปีมาแล้วจะสร้างได้ตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 7) เขาหันมาอีกครั้งดูจริงจังแล้วยกมือพนมเหนือหัว พูดต่อว่าด้วยพระบารมีพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดใช้ตั้งแต่เมื่อคราวฉลองพระนคร 150 ปี ผู้คนตื่นเต้นกันมาก เพราะมีความคิดกันมาตั้งแต่ พ.ศ. 2471 แล้ววางศิลาฤกษ์สร้างสะพานวันที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2472 และประกาศกระแสพระบรมราชโองการเรื่องสร้างสะพานพระพุทธยอดฟ้า จะได้ทัน พ.ศ. 2475 ที่กรุงเทพฯ จะครบ 150 ปีบริบูรณ์ โดยพระราชทานพระบรมราชาธิบายเหตุผลที่จะสร้างสะพานและทรงพระราชดำริว่า ควรสร้าง 2 สิ่งประกอบกัน สิ่งหนึ่งคือ สร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช องค์ปฐมบรมกษัตริย์มหาจักรีวงศ์เพื่อเป็นสวัสดิมงคลสืบไป กับสะพานข้ามแม่น้ำ ทำทางถนนเชื่อมจังหวัดพระนคร ให้ติดต่อกับจังหวัดธนบุรีสมัยนั้น ตามที่เห็นนี่แหละ

ผมเอ่ยว่า ไม่ทราบว่าสมัย 84 ปี ที่สร้างสะพานเสร็จนั้นจะใช้เงินเท่าไหร่ เขารีบตอบว่าเชื่อไหมสมัยนั้นกะกันว่าจะใช้เงินประมาณ 4 ล้านบาท โดยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์ส่วนหนึ่ง รัฐบาลจ่ายงบแผ่นดินส่วนหนึ่ง และบอกบุญเรี่ยไรอีกส่วน การก่อสร้างสะพานเสร็จเรียบร้อยตามกำหนด และพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดวิถีสะพาน ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2475 อันเป็นวันฉลอง 150 ปี บริบูรณ์แห่งพระนครรัตนโกสินทร์

ดูแล้วยังทันสมัยใช้งานถึงทุกวันนี้เลย

สรุปจากหนังสือ “ภาพงามของความหลัง” เรื่องสะพานพระพุทธยอดฟ้า โดย ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับ อาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07092010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ดวงเศรษฐี 12 ราศี กับ อาจารย์ณัฐ นรรัตน์

ราศีเมษ (13 เมษายน-13 พฤษภาคม)

จะเห็นได้ว่าเด่นมากในเรื่องเงินๆ ทองๆ ในระยะนี้มีเข้ามามาก คุณก็จ่ายมาก มีเข้ามาน้อย คุณก็จ่ายมากอีก แล้วมันจะไปเหลือเก็บตรงไหนได้ คุณต้องวางแผนการจัดการเรื่องเงินซะใหม่ได้แล้ว งานในช่วงนี้ยังเอื้อประโยชน์โดยตรงให้กับคุณและบริวาร การพูดเจรจาต่อรองคุณไม่เป็นสองรองใครอยู่แล้ว ใช้วาทศิลป์ที่มีอยู่ในตัวให้เกิดประโยชน์มากที่สุด และคำพูดของคุณนี่แหละคือกุญแจไขความสำเร็จในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจส่วนตัวที่ฝืดเคืองอยู่ในขณะนี้ เเต่เรื่องโชคลาภเเบบฟลุกๆ อย่าไปหวังเลยมันไม่มีมานานเเล้วล่ะ แต่ยังดีที่การค้าขายทำกำไรและความพยายามที่เหนื่อยยากมาก่อนหน้านั้นกำลังจะเห็นผล มีเกณฑ์ประสบความสำเร็จสูงถึงสูงมาก มีคนคอยช่วยเหลือถ้าคุณต้องการ ส่วนเรื่องความรักนั้น มีโอกาสได้พบเจอคนที่ถูกใจ มีเกณฑ์ได้ทำกิจกรรมที่มีความสุขร่วมกัน เป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะพูดคุยเรื่องสำคัญๆ ต่อกัน โดยเฉพาะในเรื่องที่คุณเก็บไว้มานาน ร่างกายควรดูเเลเรื่องน้ำตาลในเลือดและไมเกรนครับ

ราศีพฤษภ (14 พฤษภาคม-13 มิถุนายน)

มุมที่ต้องระวังให้มากเป็นพิเศษคือเรื่องของการเข้าไปหุ้นส่วนกับใคร รวมทั้งอาจต้องมีปัญหาที่ต้องเคลียร์กับหุ้นส่วนเพื่อนร่วมงานในเรื่องผลประโยชน์ที่ยังไม่ลงตัว ส่วนมุมที่ดีของคุณนั้นไม่ว่าคุณจะมีเรื่องราวใดๆ ก็แล้วแต่ คุณสามารถขอความช่วยเหลือจากผู้หลักผู้ใหญ่ ขอให้ช่วยเคลียร์หรือขอคำแนะนำ คำปรึกษา ท่านก็จะให้การช่วยเหลือคุณเป็นอย่างดี คำแนะนำในช่วงนี้ควรเสริมสติสมาธิโดยการทำบุญไม่ทางใดก็ทางหนึ่งจะดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะจากนี้เป็นต้นไปจะมีคนที่คอยตั้งเเง่กับคุณเเละพยายามจะตั้งเเง่เป็นอริกับคุณอย่างเปิดเผยมากขึ้น การค้าขายทำกำไรจะต้องใช้การเทกแคร์ดูแลบริการอย่างถึงอกถึงใจ เรียกว่าคุยกับลูกค้าหรือกับเพื่อนร่วมงานควรจะมีรอยยิ้ม มีความสุขในการพูดคุยที่มอบให้กับผู้ฟังให้มากยิ่งขึ้น คุณก็จะได้รับสิ่งดีๆ ที่คุณอาจไม่เคยได้รับจากใครบางคนนั้น คืนกลับมา ส่วนเรื่องความรักก็เช่นกัน อยากให้ใครทำสิ่งใดให้ คุณก็ควรจะปฏิบัติสิ่งนั้นออกไปก่อนเสมอ สุขภาพมีเรื่องท้องไส้คอยจะปั่นป่วน รวมถึงระวังอาหารเป็นพิษด้วยครับ

ราศีเมถุน (14 มิถุนายน-14 กรกฎาคม)

การลงทุนในเรื่องการงานจะสำเร็จลุล่วงลงไปได้อย่างฉิวเฉียด โดยเฉพาะต้องระวังการหักหลังในเชิงธุรกิจ การงานใดที่มีผลประโยชน์ร่วมกันในหมู่เพื่อนฝูง การงานนั้นอันตราย คุณต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนรัดกุมกว่าเดิม ถามถึงลูกน้องบริวาร พวกเขาจะเป็นเรี่ยวเป็นแรงคอยช่วยเหลือคุณอย่างเต็มกำลัง ส่วนการเงินคุณเป็นคนที่หาทางหมุนเงินได้เก่งอยู่แล้ว ฉะนั้น ปัญหาทางด้านการเงินไม่น่าเป็นห่วงแต่อย่างใด การค้าขายทำกำไรต้องเน้นการใช้หลักการตลาดเข้ามาปรับเสริมให้ธุรกิจและการงานของคุณมีกำไรที่เพิ่มขึ้นมา นั่นแสดงว่ากลยุทธ์การลดแลกแจกแถมยังจะประสบความสำเร็จในช่วงจากนี้ไป แต่ที่น่าห่วงใยคือคุณจะเหนื่อยกับงานอยู่คนเดียว เพราะเอาเข้าจริงไม่ค่อยจะมีใครตามสมองและหัวคิดของคุณได้ทันสักคน ด้านคู่ครองมีการห่างเหินกันในช่วงต้นเดือน เเต่ช่วงกลางเดือนเห็นทีจะอยู่ด้วยกันเเบบเต็มที่ ควรระวังการทะเลาะเมื่อยามอยู่ด้วยกัน ด้วยเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง สุขภาพมีอันต้องปวดหัวตัวร้อนไม่สบายในระยะนี้

ราศีกรกฎ (15 กรกฎาคม-16 สิงหาคม)

โครงสร้างดวงชะตาในระยะนี้ยังทำมุมที่ส่งผลร้ายกับคุณในเรื่องของการเดินทาง การลงทุน และเรื่องของครอบครัว ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้คุณต้องทำตัวเป็นกบ เป็นช่วงที่ต้องจำศีลเก็บตัวเก็บตังค์เก็บอารมณ์ อย่าพยายามเริ่มอะไรใหม่ๆ ด้วยตัวเอง ที่ทำได้คือต้องมอบหมายงานให้คนสนิทที่คุณไว้ใจได้ช่วยทำแทนไปก่อนสักพัก ส่วนเรื่องคู่จะเกิดเรื่องวุ่นวายน่าเวียนหัวกับคนที่ไม่ใช่คู่จริงๆ ของคุณ ดังนั้น ใครที่มีคนอื่นเเอบซ่อนอยู่เตรียมระวังตัว ที่ดูได้ว่าช่วงนี้ยังไม่ค่อยดีโดยคุณลองสังเกตระยะนี้คุณจะเจ็บตัวเล็กๆ น้อยๆ อยู่ตลอดเวลา เพราะเป็นเดือนที่ชงกับชะตาคุณพอดี การค้าขายทำกำไรจะต้องระวังคู่แข่งที่เริ่มเล่นเกมถล่มตลาด เล่นวิธีการลดแลกแจกแถมเพื่อสู้กับกิจการของคุณ รวมถึงท่านที่ทำงานในบริษัท ช่วงนี้ต้องระวังเจ้านายตำหนิ มีคนคอยจับผิด จะทำสิ่งใดต้องทำต่อหน้าและลับหลังให้เหมือนๆ กัน บางทีอาจมีผักชีโรยหน้าแบบพองามเพื่อให้การทำงานของคุณไม่ต้องอึดอัดมากจนเกินไป สุขภาพก็เจ็บป่วยไข้โดยไม่ได้นัดหมาย

ราศีสิงห์ (17 สิงหาคม-16 กันยายน)

โครงสร้างชีวิตในช่วงนี้ผันแปรไปตามสภาพความร้อนของอากาศ ดาวประจำราศีสิงห์มีกำลังมากที่สุดในช่วงนี้ ที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งคือปัญหาภายในบ้านและยังมีปัญหาภายในองค์กรของตัวเองอีก คุณจะมองเห็นถึงความยุ่งยากขัดแย้งอย่างชัดเจน ขอให้คุณตั้งสติอย่าหลงเข้าไปตามกระแสของความขัดแย้ง ผู้ใหญ่หรือนายกำลังจะลงมาเคลียร์เอง ส่วนงานย่อยๆ จะนำซึ่งเงินทองไหลย้อนกลับเข้ามาให้อุ่นใจขึ้น เเละช่วงหลังจากนี้ไปดาวโชคลาภของดวงเมืองกำลังจะเคลื่อน ทำให้โชคของคุณจะมาได้จากเรื่องการงานเป็นหลัก หวังลูกฟลุกยาก ส่วนการค้าขายทำกำไรถือว่ามีแนวโน้มที่ดีขึ้น มีลูกค้าเข้ามาอย่างน่าชื่นใจ มีโอกาสควรหาสิ่งใหม่ๆ โปรเจ็กต์ใหม่ๆ มาทำก็จะทำให้เงินคล่องตัวขึ้นกว่าเดิม แต่ที่ต้องระวังคือการให้ใครกู้ยืมที่ผ่านมานั้น เงินก้อนดังกล่าวยังต้องถูกเลื่อนชำระออกไปก่อน กับความรักถือว่าทำให้คุณยิ้มได้ จะมีสิ่งดีๆ ที่ทำร่วมกัน พูดถึงร่างกายบ้างให้ระวังอาการปวดหลังปวดบ่า เนื่องจากนั่งทำอะไรนานๆ

ราศีกันย์ (17 กันยายน-16 ตุลาคม)

การเดินทางไปติดต่อเจรจายังไม่ประสบความสำเร็จนัก ทางแก้คือคุณต้องนัดพูดคุยเจรจานอกรอบก่อนหรือคุยกันแบบส่วนตัวไม่ต้องเป็นทางการจึงจะสำเร็จ เป็นไปได้ในเรื่องใดก็แล้วแต่ที่มีผลประโยชน์เข้ามา คุณต้องพยายามเก็บตัว อย่าเปิดไพ่ในมือให้ใครเห็นจนหมดจะเสียเปรียบและหมดอำนาจการต่อรองในภายหลังได้ โดยในช่วงนี้จะเสียเงินในเรื่องรถกับเรื่องเพื่อนฝูงมากเป็นพิเศษ เงินทองมีเข้ามาให้ใช้ได้เรื่อยๆ ไม่ได้ขาดแต่ก็ไม่เหลือเก็บเหลือสะสมสักที นั่นเป็นเพราะค่าใช้จ่ายทั้งในบ้านและนอกบ้านบวกกับหนี้สินในบางท่านที่มียังคงเพิ่มจำนวนรายจ่ายต่อเดือนอย่างต่อเนื่อง จึงต้องรัดเข็มขัดในช่วงนี้บ้าง กับการค้าขายให้ระวังถูกใส่ร้ายใส่ความ ถูกคดโกง มีคนเลื่อนนัดผิดนัด ส่วนเรื่องความรักเป็นเวลาที่คุณจะร้องขอหรือขอความเห็นใจจากเเฟนคุณได้ทุกเรื่องก็จะประสบความสำเร็จ แต่ทั้งนี้ ต้องเป็นเรื่องที่ดีที่งามด้วยนะครับ ในด้านสุขภาพจะมีปัญหาเรื่องความร้อนในร่างกาย เช่น เป็นไข้ปวดหัว

ราศีตุล (17 ตุลาคม-16 พฤศจิกายน)

ในช่วงนี้ดาวประจำตัวมีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ เหมาะแก่การเริ่มต้นคิดและทำสิ่งที่คุณอยากทำ การต่อรองใดๆ มีโอกาสที่จะสำเร็จเป็นอย่างสูง ไหวพริบฉับไวใครก็กินคุณยาก ควรนำประสบการณ์ที่สั่งสมมา เข้ามาประกอบการตัดสินใจให้มาก สิ่งใดที่เคยทำแล้วผิดพลาดไม่ประสบความสำเร็จก็ต้องกลับมาพิจารณาทบทวนอีกครั้งแล้วค่อยตัดสินใจ ลูกน้องหรือบริวารข้างกายเป็นแรงส่งให้คุณถึงจุดหมายได้เป็นอย่างดี อีกทั้งโปรเจ็กต์ส่วนตัวที่คิดไว้กำลังจะได้ทำ กอปรกับเรื่องชื่อเสียงของคุณจะเริ่มดังขึ้น มีคนกล่าวขานมากขึ้นเรื่อยๆ การเงินจะเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น มีรายได้ที่ทำให้สภาพคล่องไหลลื่นยิ่งขึ้นกว่าเดิม รายจ่ายในส่วนของบ้านและคนในครอบครัวยังสูงต้องปรับแผนให้สมดุล ความรักไม่ว่าคุณจะทำสิ่งใดยังมีคนคอยเป็นกำลังใจให้เสมอ ถึงแม้ว่าเขาอาจจะพูดจาไม่เข้าหู พูดจาทำร้ายหัวใจคุณเป็นระยะบ้าง แต่ก็ยังรักคุณเหมือนเดิม สุขภาพต้องระวังการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ

ราศีพิจิก (17 พฤศจิกายน-15 ธันวาคม)

ในเรื่องของงานช่วงนี้มีแต่คุณต้องเข้าไปแก้ไขสะสางปัญหาที่คนอื่นทำมา เป็นโอกาสอันดีที่คุณจะได้โชว์ผลงานโชว์ฝีมือไหวพริบ โดยคุณจะทำได้ดีมีคำชมจากหัวหน้า นายงาน และคนรอบข้าง พร้อมทั้งมีเกณฑ์ต้องเดินทางอยู่ไม่ค่อยจะติดที่ ไปในเรื่องของธุระและกิจกรรมเกี่ยวเนื่องจากงานเป็นสำคัญ และจะเสริมการเดินทางให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น เวลาไปไหนควรนำลูกน้องหรือคนสนิทติดตัวไปด้วย เเต่ไม่ใช่เอาก๋งเอากิ๊กไปเเทนนะครับอันนี้จะเจ็บตัวเสียมากกว่า เเละช่วงนี้คุณจะมีกิจกรรมในเรื่องส่วนตัวมากขึ้นเรื่อยๆ การค้าขายจะต้องใช้แผนการตลาดเข้ามาในธุรกิจและกิจการของตนเองเพิ่มมากขึ้น รายได้ต่อเดือนถึงจะสมดุล หาทางปรับปรุงดูแลคุณภาพของสินค้า ปรับปรุงวิธีการทำงานที่ทำให้เกิดความเยิ่นเย้อเสียเวลาออกไป กับความรักเป็นช่วงเวลาที่อาจเข้าใจผิดกันได้ง่าย คุยกันไม่กี่ประโยคก็มีอันต้องทะเลาะขัดแย้งต่อกัน จึงต้องควบคุมอารมณ์และวาจาเป็นพิเศษ ด้านสุขภาพจะมีปัญหาที่เกี่ยวกับคอเเละหลอดลม

ราศีธนู (16 ธันวาคม-15 มกราคม)

ในงานใดที่คุณมุ่งหวังและตั้งใจอยู่ คุณจะประสบความสำเร็จก็ต่อเมื่อคุณวางระบบการจัดการเรื่องลูกน้องและบริวารให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ จะเห็นได้ว่าเมื่อคุณผ่อนปรนไม่เด็ดขาด บริวารข้างตัวก็เริ่มแข็งข้อ เกิดความแตกแยก หัวหมอคอยแต่จะตักตวงหาผลประโยชน์จากตัวคุณประเภทเผลอหน่อยจะมีมีดปักอยู่กลางหลัง ในช่วงนี้คุณจะได้ข่าวการล้มหายตายจากของเพื่อนหรือญาติพี่น้อง ทางด้านโชคลาภยังหวังได้ยากจะมีก็เเต่ได้จากคนที่คุณไม่คิดว่าจะได้ความรักความใคร่ไม่เข้าใครออกใคร ขออย่าได้ตกในวังวนเเห่งมันเด็ดขาด การทำงานจะได้ข่าวดี มีการปรับแก้งานเล็กน้อยแต่ก็สามารถทำให้คุณประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงในหน้าที่ที่ทำ มีคนสนับสนุนเป็นอย่างดี ทำสิ่งใดในช่วงนี้ต้องใช้สติและปัญญามากกว่าอารมณ์ การเสี่ยงโชคเสี่ยงดวงจะมีเรื่องฟลุกๆ ให้ชื่นใจ งานเอกสารจะติดขัดเล็กน้อย แต่ท้ายที่สุดก็แก้ไขปัญหาให้จบลงได้อย่างสวยงาม ส่วนเรื่องสุขภาพระวังโรคกระดูกและปวดเมื่อยเนื้อเมื่อยตัวมากกว่าปกติ

ราศีมังกร (16 มกราคม-12 กุมภาพันธ์)

โครงสร้างชะตาชีวิตในเรื่องการงานเป็นช่วงขาขึ้นพยายามอดทนกัดฟันสู้ต่อไป สิ่งดีๆ กำลังจะปรากฏทางข้างหน้าเป็นความสำเร็จที่คุณรอคอย เพียงแต่ขวากหนามชิ้นสุดท้ายรอให้คุณลุยและขจัดมันอยู่ ความกล้าคิด กล้าทำ กล้าพูด และกล้าที่จะวิจารณ์ คือหนทางที่จะแก้ปัญหาที่มีอยู่ในเวลานี้ ที่ต้องระวังในเวลานี้คือเรื่องลูกน้องรวมทั้งบริวารจะสร้างปัญหาทำให้คุณต้องเสียเงินทองเป็นระยะๆ โชคลาภจะมาในรูปข่าวดีแบบเนื้อๆ อีกทั้งมีโอกาสจะได้เจอพระผู้ใหญ่หรือคนที่มีบารมีสูงๆ ได้ไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์หรือพิธีมงคล ด้านการทำงานยังต้องระวังบริวารที่ทำงานล่าช้า ไม่ทันใจวัยรุ่นอย่างคุณ ดังนั้น ถ้าต้องการจะเร่งงานตัวไหนให้แล้วเสร็จ คุณจึงต้องกำหนดขอบเขตระยะเวลาของงานให้ชัดเจน รวมถึงต้องลงไปจัดการทุกๆ อย่างด้วยตัวของคุณเองในเบื้องต้นซะก่อน กับความรักจะได้ยินได้ฟังและได้รับสิ่งดีๆ จากคนที่คุณรัก ส่วนใครที่เบื่ออยู่บ้าน มีเกณฑ์การเดินทางไกลในที่ที่คุณชอบ สุขภาพมีเรื่องน้ำหนักตัวที่ควรดูเเล

ราศีกุมภ์ (13 กุมภาพันธ์-13 มีนาคม)

บรรยากาศรอบตัวช่วงนี้ยังอึมครึม มีความผันแปรไม่แน่นอนในหลายๆ เรื่อง สิ่งที่หวังไว้ว่าต้องได้แน่นอนชัวร์ๆ กลับพลิกหน้ามือเป็นหลังมือ เรียกได้ว่าถูกยิงประตูในช่วงทดเวลาเจ็บทำให้ช้ำใจเหลือทน อีกเรื่องที่ต้องระวังเป็นอย่างยิ่งคือการขับรถ รวมทั้งอุบัติเหตุที่เกิดจากความประมาท มีเกณฑ์ที่คุณจะต้องเสียทรัพย์สินเงินทอง รวมทั้งการเจ็บเนื้อเจ็บตัว โชคลาภจะได้มาจากเพศตรงข้ามแบบไม่คาดฝัน อีกทั้งคุณจะได้เจอคนเก่าคนเเก่ที่ไม่ได้เจอกันมานาน เเต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือมีเกณฑ์ได้ฟังข่าวที่ไม่เป็นมงคลที่มาจากญาติพี่น้อง การค้าขายระวังคนเอาเปรียบ มีคนจ้องหาผลประโยชน์จากคุณ กับลูกน้องบริวารให้ระวังการสั่งงานลงไปแล้วพวกเขาทำผิดพลาด เกิดปัญหาที่ต้องลงมาแก้จนทำให้ผลงานที่ออกมาล่าช้า ทางที่ดีคุณควรลงมาดูมาบริหารอย่างใกล้ชิดด้วยตัวเองในทุกๆ เรื่อง ปัญหาต่างๆ ก็จะจบลงไปด้วยดี กับความรักจะมีเรื่องดีๆ ที่มีให้แก่กัน ถึงแม้มันจะทำให้หงุดหงิดใจเคืองใจในช่วงต้นของการคุยในทุกครั้งไป ส่วนสุขภาพระวังเรื่องสายตา ตาอักเสบ

ราศีมีน (14 มีนาคม-12 เมษายน)

การลงทุนยังไม่น่าไว้วางใจมีสิทธิ์โดนน็อกคาเวที ถ้ายังไม่เริ่มก็ขอให้ศึกษารายละเอียดจากผู้ที่มีประสบการณ์ให้มากกว่าเดิม และในช่วงนี้ญาติพี่น้องรวมทั้งคนสนิทจะคอยช่วยเหลือ เเต่มีข้อเเม้ว่าต้องมีรายได้หรือผลประโยชน์ตอบเเทนจึงจะทำอย่างเต็มที่ ช่วงนี้คุณพยายามอย่าสร้างความกดดันให้ตัวเองมากจนเกินไป อีกทั้งผู้ใหญ่ที่คุณรักระยะนี้ท่านจะมีความทุกข์ใจในเรื่องส่วนตัว คุณควรเข้าไปดูเเลสอบถาม จะช่วยเหลือเเบ่งเบาภาระหนักอกหนักใจท่านได้บ้าง การค้าขายจำเป็นต้องใช้รอยยิ้มเข้ามาประกอบการทำงานที่มากขึ้น มีการใช้การบริการก่อนและหลังการขายให้มากยิ่งกว่าเดิม กับความรักจะต้องใช้เวลาสำหรับใครที่อยากเร่งให้มีข้อสรุปโดยไวนั้นยังไม่สำเร็จเป็นแน่ แต่ยังดีที่ระยะนี้ปากเป็นเอกเลขเป็นโท แสดงว่าวาจาของคุณจะนำความสำเร็จมาให้โดยที่คุณต้องลงไปทำไปดูด้วยตนเอง ด้านร่างกายให้ระวังปัญหาโรคประจำตัว ถ้าเป็นให้รีบไปหาแพทย์ อย่าปล่อยเลยตามเลยอย่างเด็ดขาด

เลขมงคลประจำปักษ์นี้ เลข 1 เลข 5 และเลข 8 ควรเว้น เลข 2

สิ่งมงคลที่ควรกราบไหว้บูชาประจำปักษ์นี้ พระพุทธไสยาสน์ (หลวงพ่อพระนอน)

เรื่องที่ควรระวังเป็นพิเศษในปักษ์นี้ ระวังอุบัติเหตุที่เกิดจากตนเองประมาท

กินอะไรไม่เป็นโรคข้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07096010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ไร้โรคาพาร่ำรวย

นายแพทย์กิตติ โตเต็มโชคชัยการ

กินอะไรไม่เป็นโรคข้อ

มีคำกล่าวภาษาอังกฤษที่ว่า “you are what you eat” ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยว่า “กินอะไรเข้าไปก็จะได้ผลตามที่กินนั้น” ซึ่งน่าจะหมายความว่า “ถ้ารับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย คนคนนั้นก็มีสุขภาพดี แต่ถ้ารับประทานอาหารที่มีโทษต่อร่างกาย ก็จะทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้” อาหารอาจเป็นทั้งสาเหตุของโรคต่างๆ แต่ในขณะเดียวกัน การรับประทานอาหารที่ถูกต้องก็อาจช่วยป้องกันการเกิดโรคได้ อาหารเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ ขณะเดียวกัน ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก้ไขได้ ต่างจากปัจจัยอื่น เช่น พันธุกรรม จึงมีการศึกษาถึงชนิดและรูปแบบของอาหารที่อาจจะช่วยลดหรือเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคต่างๆ รวมถึงการนำอาหารบางชนิดมาใช้หรือการปรับเปลี่ยนรูปแบบอาหารมาใช้ในการรักษาโรค การศึกษาถึงความสัมพันธ์ของอาหารกับความเสี่ยงของการเกิดโรคมีจำนวนมาก การศึกษาในระยะแรกส่วนใหญ่เป็นการศึกษาที่มีผู้เข้าร่วมการศึกษาไม่มาก แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีการศึกษาในกลุ่มประชากรที่มากขึ้นทำให้การศึกษามีความน่าเชื่อถือมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การศึกษาส่วนใหญ่อาศัยข้อมูลจากแบบสอบถามความถี่ของการบริโภคอาหารแต่ละชนิด จึงอาจมีปัญหาเรื่องอคติ การลืม ความแม่นยำของแบบสอบถามที่ใช้

โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังที่มีการสันนิษฐานว่าจะมีสาเหตุมาจากปัจจัยทางพันธุกรรม และปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่มากมาย ปัจจัยที่ได้รับการศึกษาแล้วว่าเป็นความเสี่ยงที่สำคัญต่อการเกิดโรค ได้แก่ การสูบบุหรี่ และการมีการอักเสบเรื้อรังของเหงือกบริเวณรอบฟัน สำหรับอาหารเป็นปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมอีกประการหนึ่งที่ดูจะมีบทบาทสำคัญอยู่ไม่น้อย ถ้ากล่าวถึงชนิดของอาหาร มีการแบ่งการศึกษาการเกิดโรคตามอาหารชนิดต่างๆ เช่น

1. เนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อหมู เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของโปรตีนและสารอาหารที่จำเป็น รวมทั้งแร่ธาตุ เหล็ก สังกะสี และวิตามินบี 12 มีการศึกษาจำนวนมากพบว่า การบริโภคเนื้อแดงเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด ของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ การศึกษาในกลุ่มประชากรของประเทศนอร์เวย์ พบว่าผู้ที่บริโภคเนื้อแดงปริมาณมากกว่า 58 กรัม ต่อวัน มีความเสี่ยงของโรคข้ออักเสบเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่บริโภคเนื้อแดงปริมาณน้อยกว่า 25.5 กรัม ต่อวัน อีกการศึกษาหนึ่งก็แสดงให้เห็นว่าผู้ที่บริโภคเนื้อแดงและผลิตภัณฑ์จากเนื้อสัตว์อื่นๆ ปริมาณมากกว่า 87.8 กรัม ต่อวัน เป็นโรคข้ออักเสบมากกว่าผู้ที่บริโภคเนื้อในปริมาณน้อยกว่า 49 กรัม ต่อวัน

2. ปลา การบริโภคปลา เป็นที่ยอมรับว่าสามารถป้องกันโรคเรื้อรังหลายโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด มีการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการบริโภคปลาและโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ 7 การศึกษาที่มีผลการศึกษาขัดแย้งกัน แต่การวิเคราะห์รวมของทั้ง 7 การศึกษาพบว่า การรับประทานปลาประมาณ 9 ออนซ์ ต่อสัปดาห์ ลดความเสี่ยงของโรคข้ออักเสบได้ร้อยละ 20-24 เมื่อเทียบกับการไม่รับประทานปลา ผลการศึกษาที่แตกต่างกันส่วนหนึ่งอาจเป็นจากปลาแต่ละชนิดมีปริมาณของกรดไขมันโอเมก้า 3 แตกต่างกัน นอกจากนี้ ปลาอาจมีสารปนเปื้อนบางอย่างที่อาจมีความสัมพันธ์กับโรคข้ออักเสบ เช่น สารปรอท

3. ผักและผลไม้ การบริโภคผักและผลไม้ ช่วยป้องกันโรคเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือดที่เป็นโรคที่มีการอักเสบเรื้อรังคล้ายโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ การบริโภคผักและผลไม้ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อาจช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ การศึกษาในประเทศกรีซพบว่า ผู้ที่รับประทานผักที่ปรุงสุกมากกว่า 85 หน่วยบริโภค ต่อเดือน มีความเสี่ยงของโรคข้อน้อยกว่าผู้ที่รับประทานผักปรุงสุกน้อยกว่า 20 หน่วยบริโภค ต่อเดือน ประมาณร้อยละ 60 ในบรรดาผลไม้ ส้มและ grapefruit มีความเสี่ยงต่ำที่สุด ในขณะที่ในบรรดาผัก ผักตระกูลกะหล่ำมีความเสี่ยงต่ำที่สุด

4. ผลิตภัณฑ์นม หมายถึง นมและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม เช่น โยเกิร์ต ชีส เนย ซึ่งมีแคลเซียม แมกนีเซียม วิตามินดี และโปรตีนเวย์ในปริมาณที่สูง การศึกษาประชากรในรัฐไอโอวา สหรัฐอเมริกา พบแนวโน้มของความสัมพันธ์แบบผกผันระหว่างการบริโภคผลิตภัณฑ์นม เช่น หางนม ไอศกรีม โยเกิร์ต ชีส ครีมชีส กับความเสี่ยงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ แต่การศึกษาประชากรในนอร์เวย์ พบว่า ความเสี่ยงของโรคข้ออักเสบเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่าในผู้ที่บริโภคผลิตภัณฑ์นมปริมาณมากกว่า 260 กรัม ต่อวัน เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่บริโภคผลิตภัณฑ์นมน้อยกว่า 153 กรัม ต่อวัน

5. กาแฟ กาแฟเป็นเครื่องดื่มที่นิยมบริโภคกันทั่วโลก การศึกษาในประเทศฟินแลนด์พบว่า ผู้ที่ดื่มกาแฟ 4 ถ้วย ต่อวันขึ้นไป เพิ่มความเสี่ยงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ประมาณ 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ดื่มกาแฟน้อยกว่า 4 แก้ว ต่อวัน การศึกษาในประเทศเดนมาร์ก ก็พบความเสี่ยงของโรคสูงขึ้นในผู้ที่ดื่มกาแฟ สำหรับกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน การศึกษาในกลุ่มประชากรหญิงในรัฐไอโอวา สหรัฐอเมริกา พบว่าผู้ที่ดื่มกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน 4 แก้ว ต่อวันขึ้นไป เพิ่มความเสี่ยงของโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ประมาณ 2 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มกาแฟที่ไม่มีคาเฟอีน

6. แอลกอฮอล์ การศึกษาจำนวนหนึ่งพบว่า การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณปานกลางในระยะยาวอาจส่งผลต่อการทำงานของภูมิคุ้มกัน และสามารถลดการผลิตสารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ (pro-inflammatory cytokine) ซึ่งมีส่วนสำคัญของกระบวนการอักเสบในโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ เมื่อไม่นานมานี้ มีการวิเคราะห์การศึกษา 8 ฉบับ พบว่า การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณน้อยถึงปานกลาง สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ได้ร้อยละ 14 โดยมีความเสี่ยงต่ำที่สุดเมื่อดื่มแอลกอฮอล์ 9 กรัม ต่อวัน ในขณะที่ความเสี่ยงสูงที่สุดเมื่อดื่มแอลกอฮอล์มากกว่า 30 กรัม ต่อวัน

กินอย่างไร ไม่ปวดข้อ พอทำได้

ทานอย่างไร ไม่พิการ สานประสม

เลือกทานปลา อาหารผัก รักดื่มนม

อย่ามัวชม ชื่นกาแฟ แย่ตามกัน

คู่แข่งที่ต้องพึงระวัง!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07098010459&srcday=2016-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 394

ก่อนปิดร้าน

วิมล ตัน Monmati13@yahoo.com

คู่แข่งที่ต้องพึงระวัง!!

นอกจากประเทศญี่ปุ่นจะมีความก้าวหน้า ล้ำกว่าประเทศอื่นๆ ในแถบเอเชียแล้ว รู้หรือไม่ว่า ญี่ปุ่นยังเป็นประเทศแรกในเอเชียที่ก้าวเข้าสู่ “สังคมคนแก่” ก่อนใครเพื่อน

เมื่อหลายปีก่อน มีผลสำรวจที่ระบุว่า ประเทศญี่ปุ่นมีประชากรผู้สูงอายุในสัดส่วนที่สูงกว่าประชากรวัยอื่นๆ ด้วยเหตุที่เศรษฐกิจสังคมญี่ปุ่นได้รับการพัฒนาให้เจริญและขยายตัวอย่างรวดเร็ว คนญี่ปุ่นทำงานกันอย่างหนัก อัตราเด็กเกิดใหม่ลดจำนวนลงอย่างน่าใจหาย จนกระทั่งวันหนึ่งสังคมคนญี่ปุ่นมีคนแก่เต็มไปหมด ขณะที่วัยเด็กวัยรุ่นโตไม่ทัน ผนวกกับเศรษฐกิจของญี่ปุ่นเริ่มเจอปัญหาเงินฝืด การค้าการขายในประเทศเริ่มตีบตัน ค่าครองชีพสูงลิ่ว คนเอาแต่ออมเงิน ไม่อยากลงทุน สุดท้ายอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จำเป็นต้องหนีต้นทุนค่าใช้จ่ายที่สูง ค่าแรงแพง ไปลงทุนขยายฐานการผลิตในต่างประเทศแทน

เช่นเดียวกับคนแก่ในญี่ปุ่นเอง ก็หนีภาวะค่าครองชีพสูงในประเทศตัวเอง มองหาช่องทางการไปใช้ชีวิตบั้นปลายอยู่ในต่างประเทศที่มีค่าใช้จ่ายถูกกว่า ซึ่งจะเห็นได้ว่า หลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยเอง ก็สบช่อง มองเห็นโอกาสในการทำตลาดธุรกิจท่องเที่ยวแบบลองสเตย์ หรือการท่องเที่ยวแบบที่พักอาศัยแบบระยะยาว ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่ทำตลาดด้านส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย มีการจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว มีอยู่หลายปีก่อนหน้า ที่ ททท. เน้นกลยุทธ์ดึงดูดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลุ่มลองสเตย์ให้เข้ามาในเมืองไทย เพราะมีผลสำรวจที่ว่า คนญี่ปุ่นอายุ 55 ปีขึ้นไป เริ่มปลดเกษียณจากการทำงาน เลือกที่จะมาท่องเที่ยวเมืองไทย เป็นการมาเที่ยวแบบอยู่อาศัยยาวๆ แทบจะเหมือนการมาใช้ชีวิตในเมืองไทย ไม่ใช่มาเที่ยวแบบนักท่องเที่ยวทั่วๆ ไป

ไม่ใช่แต่ไทยเท่านั้นที่สนใจนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นกลุ่มนี้ หลายประเทศในอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ก็สนใจ อย่างเช่น มาเลเซีย รัฐบาลถึงกับมีการออกมาตรการสนับสนุน ส่งเสริม ดึงดูดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้มาเที่ยวแบบลองสเตย์ โดย 10 ปีก่อนรัฐบาลมาเลเซียมีการออกโปรแกรมที่เรียกว่า Malaysia My Second Home (MM2H) ส่งเสริมให้คนต่างชาติเข้าไปตั้งรกรากในมาเลเซีย มีการให้สิทธิประโยชน์มากมาย อาทิเช่น ให้วีซ่าพักอาศัยยาวนานถึง 10 ปี สามารถเข้าออกประเทศได้หลายครั้ง ยกเว้นภาษีการโอนเงินกองทุนบำนาญนอกประเทศ ให้สิทธิทำธุรกิจได้ สามารถครอบครองอสังหาริมทรัพย์ได้ สามารถซื้อรถยนต์ที่มาเลเซียผลิตได้ คือยี่ห้อ โปรตอน โดยไม่ต้องเสียภาษี เป็นต้น

ถึงกระนั้น คนแก่ญี่ปุ่นกลับชอบเมืองไทย!!

แต่ล่าสุด ประเทศคู่แข่งที่น่าจะมาแรง และประเทศไทยน่าที่จะตื่นตัวรับมือเอาไว้ก่อน นั่นก็คือ กัมพูชา ซึ่งจากคำให้สัมภาษณ์ของ มร.นาโออากิ คาโมชิดะ ที่ปรึกษาสถานทูตญี่ปุ่น ประจำกัมพูชา ระบุว่า จากตัวเลขผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่นที่มาลงทะเบียนพักอาศัยอยู่ในกัมพูชา ณ เดือนมกราคม 2559 ที่ผ่านมา มีถึง 300 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนถึง 30 เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าจะเทียบไม่ได้เลยกับจำนวน 80,000 คนในไทย แต่หากพิจารณาจากจำนวนคอนโดมิเนียมสไตล์ญี่ปุ่น ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดที่เมืองเสียมเรียบ เมืองที่ตั้งมรดกโลกที่มีชื่อเสียงโด่งดัง อย่างนครวัด นครธม ทำให้มีการคาดหมายกันว่า ผู้สูงอายุชาวญี่ปุ่น น่าจะชื่นชอบ และอยากจะมาใช้ชีวิตบั้นปลายที่กัมพูชาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ว่ากันว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนแก่ชาวญี่ปุ่นอยากมาพำนักพักอาศัยในช่วงสุดท้ายของชีวิตที่กัมพูชาเพิ่มมากขึ้น เพราะนอกจากจะมีค่าครองชีพที่ถูกกว่าไทยแล้ว ระบบสาธารณูปโภค สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เริ่มได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นกว่าอดีตมาก แม้ว่าจะยังมีปัญหาเรื่องระบบความปลอดภัย ระบบการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุที่ต้องแก้ไขปรับปรุง แต่ถึงแม้จะมีอุปสรรค ข้อขัดข้องบ้าง ความได้เปรียบในเรื่องค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ประชากรสูงอายุ ที่มีข้อจำกัดในเรื่องรายได้ มีเงินออมจำกัดจำเขี่ยที่ต้องจัดสรรให้สามารถใช้ดำรงชีพให้ได้อย่างไม่กระเบียดกระเสียรจนเกินไป

ต้องยอมรับกันว่า เดี๋ยวนี้บ้านเราอะไรๆ แพงขึ้นเยอะ!!

“เต้าน้ำหยาด” สำเร็จรูป ไทยคิด ลาวชอบ ทยอยสั่ง…หลายหมื่นแพ็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0726150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

รายงานพิเศษ

“เต้าน้ำหยาด” สำเร็จรูป ไทยคิด ลาวชอบ ทยอยสั่ง…หลายหมื่นแพ็ก

ประโยคที่ว่า “สินค้ายุคนี้ ต้องสู้กันด้วยไอเดียใหม่ๆ”

คงไม่เกินเลยจากความจริงในทุกวันนี้…เท่าใดนัก

เพราะช่วงเวลาของการแข่งขันกันอย่าง “เข้มข้น” นั้น เกิดขึ้นแล้วแทบทุกธุรกิจ

หากผู้ผลิตรายใดยังหยุดนิ่ง หรือก้มหน้าก้มตาขายของแบบเดิม-เดิม อยู่ต่อไป รายรับคงไม่น่าจะพอกับต้นทุน

เนื่องจากถูกคู่แข่งหัวคิด “ล้ำกว่า” แย่งชิงฐานลูกค้าไปเสียหมด

คิดเพื่อพ่อ

หวังช่วยลดขยะ

“อิมินา-ที่กรวดน้ำสำเร็จรูป”สวยงาม น้ำหนักเบา ใช้ง่าย ไหลสะดวก เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่คือข้อความประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์เพื่อการทำบุญแนวใหม่ เจ้าแรกและเจ้าเดียวของไทย นำไปสู่การสนทนากับ คุณอุ๋ย-ณัฎฐวี จัดแจง เจ้าของสินค้าไอเดียสร้างสรรค์

เริ่มต้นให้ฟัง ปัจจุบันอายุ 38 ปี พื้นเพเป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่ย้ายตามคุณพ่อ-คุณแม่ มาตั้งรกรากอยู่ที่จังหวัดเชียงรายได้เกือบ 30 ปีแล้ว

จบการศึกษาปริญญาตรีด้านการท่องเที่ยว ปริญญาโทบริหารธุรกิจ ปัจจุบันมีงานหลักคือ เป็นผู้บริหารรีสอร์ต “ณัฎฐิพล” ธุรกิจของครอบครัวตั้งอยู่ที่อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย

ส่วนความเป็นมาของผลิตภัณฑ์ “อิมินา” นั้น เริ่มต้นจากความคิดของคุณพ่อของเธอ ที่อยากช่วยลดปัญหาขยะและสร้างความสวยงามให้กับวัด

“คุณพ่อมารับราชการที่จังหวัดเชียงรายนานแล้ว ทำให้ซึมซับประเพณีชาวเหนือหลายอย่าง โดยเฉพาะเวลาทำบุญเสร็จจะต้องกรวดน้ำกันทันที แต่หลายครั้งหาที่กรวดน้ำไม่ได้ ชาวบ้านมักใช้ขวดเครื่องดื่มชูกำลังหรือไม่ก็ใช้ขวดน้ำใบเล็กๆ แทน พอใช้เสร็จมักทิ้งกันไว้ ทำให้มีเศษขยะกองเป็นภูเขา ไม่สวยงามสะอาดตา” คุณอุ๋ย ย้อนให้ฟังถึงจุดเริ่ม

สำหรับที่กรวดน้ำแบบดั้งเดิม ที่ส่วนใหญ่ทำจากทองเหลืองนั้น คุณอุ๋ย บอก จากการรับฟังจากปากพระเถระผู้ใหญ่ในจังหวัดเชียงรายหลายแห่ง ทำให้ทราบข้อเท็จจริง ผู้คนสมัยนี้จิตใจยากแท้หยั่งถึง ที่ผ่านมา แม้แต่โกศเก็บกระดูก หรือที่กรวดน้ำที่ตั้งอยู่ในวัด ยังถูกลักขโมยไปขายเป็นประจำ

ขณะเดียวกัน ที่กรวดน้ำซึ่งทำจากวัสดุอื่น อย่าง กระเบื้อง หรือกะไหล่ทอง นั้นมีข้อด้อยตรงแตกหักง่าย

และด้วยความที่ ที่กรวดน้ำทำจากทองเหลือง-กระเบื้อง-กะไหล่ทอง มีราคาสูงถึงหลักร้อยต้นจนถึงร้อยปลาย ชาวบ้านจึงไม่ซื้อหามาใช้ส่วนตัวแน่นอน หรือแม้แต่คนมีกำลัง ก็หายากที่จะซื้อหาไว้เพื่อหิ้วไปวัด

คนส่วนใหญ่จึงใช้อุปกรณ์ใกล้ตัวเท่าที่จะหาได้ อย่าง ขวดน้ำส้ม ขวดน้ำเปล่า ขวดเครื่องดื่มชูกำลัง มาใช้ในการกรวดน้ำกันเป็นประจำ

หลังจากได้รับโจทย์จากคุณพ่อ ให้มาช่วยคิด-ออกแบบ ทำที่กรวดน้ำแบบใหม่ ที่ไม่ต้องถูกขโมย ไม่แตกหักง่าย ไม่สร้างมลภาวะ และทำให้บรรยากาศภายในวัดเป็นไปด้วยความเรียบร้อยสวยงาม คุณอุ๋ยจึงเริ่มต้นด้วยการคิดและขีดเขียนแบบลงบนกระดาษ

เริ่มต้นจากความคิด จะทำให้ออกมาเป็นแบบศิลปะภาคเหนือ “ทรงเจดีย์ระฆังคว่ำ” รูปร่างเหมือนเจดีย์ธาตุชเวดากอง ซึ่งเป็นพระธาตุประจำปีเกิดของเธอคือ ปีมะเมีย

ลงทุนหลักแสน

ร้านสังฆภัณฑ์เมิน

หลังจากร่างแบบในกระดาษได้พอใจระดับหนึ่ง จึงติดต่อโรงงานฉีดพลาสติกของญาติที่กรุงเทพฯ ให้ช่วยขึ้นโมเดล-ตัวต้นแบบให้

แม้จะออกมาสวยงามอย่างแบบร่าง แต่พอนำมาทดลองใช้งานจริง น้ำกลับไม่ไหลออกมา จึงต้องคว้านรูน้ำไหลให้กว้างขึ้น เพื่อให้อากาศผ่านเข้าไปได้

ช่วงที่ทำการปรับแบบก่อนนำไปขึ้นโมเดลต้นแบบอีกครั้ง ได้นำปัญหาไปปรึกษาอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏ ทำให้มีหลายคนเข้ามาถามไถ่ว่าจะทำอะไร ทำไว้ใช้หรือทำออกขาย พร้อมกับแนะให้นำความคิดครั้งนี้ไปจดสิทธิบัตรไว้ก่อน ป้องกันปัญหาลอกเลียนแบบ

“ช่วงไปขอจดสิทธิบัตร เจ้าหน้าที่ถามว่าขายชิ้นละเท่าไหร่ ตอนนั้นไม่คิดจะทำขายเลยไม่รู้จะตั้งราคายังไง ทางเจ้าหน้าที่ท่านเดิมบอกน่าจะทำขายได้ ถ้าไม่เป็นผู้ผลิตเองก็ขายไอเดียได้ ความคิดในการทำเป็นธุรกิจจึงเริ่มตั้งแต่นั้น” คุณอุ๋ย บอก

และว่าหลังจากสั่งสินค้าล็อตแรก ยังหาหน้าร้านขายไม่ได้ เลยใช้วิธีการ นำไปถวายตามวัดต่างๆ ทั้งในเชียงรายและส่งไปให้ญาติที่อยุธยา หลายคนเห็นชอบใจ ทำให้มีออร์เดอร์สั่งซื้อเข้ามาบ้างเพียงประปราย

“ตอนลองผิดลองถูกกว่าจะออกมาใช้ได้ ลงทุนหมดไปเป็นแสน เลยต้องขวนขวายหาช่องทางจำหน่าย เริ่มต้นจากไปเสนอตามร้านสังฆภัณฑ์ในเชียงราย แทบทุกร้านปฏิเสธหมด บอกทำไมต้องเปลี่ยนมาใช้แบบนี้ ของเดิมดีอยู่แล้ว ตอนนั้นท้อมาก กลับมาบ้านร้องไห้ประจำ เป็นอย่างนั้นอยู่เกือบครึ่งปี” คุณอุ๋ย เล่าพลางหัวเราะร่วน อารมณ์ดี

ได้กุนซือดี

ผลิตแทบไม่ทัน

กระทั่งช่วงกลางปีที่แล้ว มีโอกาสไปฟังสัมมนาโครงการพัฒนา SMEs จัดโดยสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) และมีเจ้าหน้าที่มาติดต่อ ให้นำสินค้าในแบบของเธอเข้าร่วมโครงการเป็นกรณีพิเศษ

ซึ่งนับว่าเป็นผลดีอย่างมาก เพราะนอกจากจะมีผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้การทำธุรกิจในหลายด้านแล้ว ยังพาไปร่วมออกบู๊ธที่ประเทศลาว ทำให้สินค้าได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก

จนได้เซ็นสัญญากับนักธุรกิจชาวลาว สั่งซื้อสินค้าล็อตแรกจำนวน 50,000 ชุด โดยทางผู้ผลิตจะเปลี่ยนฉลากบนแพ็กเกจสินค้าเป็นภาษาลาวให้

“คนลาว เรียกที่กรวดน้ำว่า เต้าน้ำหยาด ล็อตแรกตามสัญญาส่งไปแล้วหมื่นชิ้น หมดภายในเวลาไม่นาน ช่วงนี้กำลังทยอยส่งเพิ่ม ก่อนหน้ายังไม่ได้ทำสัญญา มีส่งให้กับรายย่อยด้วย ประมาณ 15,000 ชุด ทั้งแบบชิ้นเดียวและแบบแพ็กคู่

ทุกวันนี้ออร์เดอร์จากประเทศลาวยังดีอยู่เรื่อยๆ ถ้าเทียบกับจำนวนประชากรในประเทศของเขาซึ่งมีไม่เยอะเท่าบ้านเรา ออร์เดอร์ขนาดนี้ถือว่าดีมากแล้ว และอาจเพราะไม่ใช่ของกิน เลยขายช้านิดหนึ่ง รายรับเป็นเหมือนออมสิน ค่อยๆ หยอดไปค่ะ” คุณอุ๋ย บอกอย่างนั้น

และว่า หลังจากได้รับคำแนะนำจาก ISMED แล้ว การทำการตลาดมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทุกวันนี้ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญในจังหวัด อย่าง วัดร่องขุ่น ร้านขายของที่ระลึก ร้านสังฆภัณฑ์ ต่างยินดีรับ “อิมินา” ไปวางจำหน่ายต้อนรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือน ทั้งยังได้รับการยกย่องให้เป็นโอท็อปของดีแม่จัน เชียงราย อีกด้วย

และเร็วๆ นี้มีเอเย่นต์มาติดต่อขอนำสินค้า “อิมินา” ไปลงในแค็ตตาล็อกของร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น เป็นการเพิ่มช่องทางจำหน่ายอีกทางหนึ่ง ทำให้มีออร์เดอร์จากลูกค้ากลุ่มที่นำไปเป็นของแจกในงานต่างๆ อย่าง งานศพ งานทำบุญวันเกิด เป็นต้น

มาถึงวันนี้หายท้อหรือยัง คุณอุ๋ยยิ้มกว้าง ก่อนตอบเสียงดังฟังชัด

“หายแล้วค่ะ แต่ไม่คิดว่าจะร่ำรวยอะไร แค่รู้สึกภูมิใจ ที่มีคนชอบสินค้าของเรา”

เมื่อถามถึงแผนธุรกิจที่วางไว้ เจ้าของเรื่องราว บอก อยากได้ตัวแทนจำหน่ายเพิ่ม เพราะเชื่อว่าที่ไหนมีคนพุทธ “อิมินา” ขายได้หมด ขึ้นกับว่าลูกค้าตรงนั้นจะเปิดใจรับของใหม่ได้มากน้อยแค่ไหน

ส่วนปัญหาการลอกเลียนแบบ ไม่สร้างกังวลอะไร เพราะมีอนุสิทธิบัตรคุ้มครองไว้แล้วระดับหนึ่ง

แต่ถ้าจะปรับเปลี่ยนเป็นรูปทรงอื่น ก็ยินดีที่จะมีคนออกมาช่วยกันคิดค้นอะไรออกมาเพื่อพุทธศาสนาบ้าง…ไม่มากก็น้อย

อิมินา-ที่กรวดน้ำสำเร็จรูป

คุณสมบัติ

– ที่กรวดน้ำรูปแบบใหม่

– น้ำหนักเบา พกพาง่าย สะดวก สวยงาม

– สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ โดยการเติมน้ำลงไป (ผลิตภัณฑ์นี้ช่วยลดโลกร้อน)

– จดสิทธิบัตรแล้ว

– ประกอบด้วย 2 ส่วนคือ ส่วนบน (เป็นส่วนที่บรรจุน้ำ ที่มีความยืดหยุ่น สามารถบีบเพื่อบังคับการไหลของน้ำได้ พร้อมฝาบิดเกลียว กันน้ำหก) และส่วนล่าง (เป็นส่วนที่ฐาน เพื่อรองรับน้ำที่ไหลออกมาจากส่วนบน) ทั้ง 2 ส่วน สามารถล็อกติดกันได้ เปิดและปิดง่าย

– ใช้ได้ทุกงานบุญ ทำบุญวันเกิด ถวายสังฆทาน ทำบุญขึ้นบ้านใหม่ งานบวช ทำบุญเปิดร้าน เปิดกิจการ เปิดบริษัท ถวายพระบวชใหม่ ถวายสามเณรภาคฤดูร้อน งานฌาปนกิจ ฯลฯ

– เหมาะสำหรับผู้ที่ถือศีลและปฏิบัติธรรมสม่ำเสมอ

– เหมาะสำหรับผู้ที่ใส่บาตรทุกวันพระหรือทุกวันเกิด

อิมินา ที่กรวดน้ำสำเร็จรูป บรรจุอยู่ในหลากหลายแพ็กเกจอยู่ในกล่องกระดาษ ทั้งแบบคู่ แบบเดี่ยว แบบที่มาพร้อมกับสบู่อยู่ในผ้าโปร่ง หรือจะเลือกแบบไม่ต้องใส่กล่อง สามารถนำไปแจกในงานพิธีต่างๆ ราคาขายส่งเริ่มต้นไม่ถึง 20 บาท

สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ คุณอุ๋ย-ณัฎฐวี จัดแจง โทรศัพท์ (090) 316-0688 หรือ Facebook/อิมินา ที่กรวดน้ำสำเร็จรูป

ห่วงยาง ห่วงใย-พวงหรีดดีไซน์ใหม่ BY…HOO DIY

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0728150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

รายงานพิเศษ

ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

ห่วงยาง ห่วงใย-พวงหรีดดีไซน์ใหม่ BY…HOO DIY

วันแห่งความโศกเศร้าที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น การสูญเสียคนรักไปอย่างที่ไม่มีวันกลับนั้น เป็นเรื่องที่ทำใจยาก

แต่เมื่อไม่มีใครหนีพ้น คนเป็นเจ้าภาพคงต้องนึกถึงการจัดงานศพ ส่วนผู้มาร่วมงาน สิ่งทำได้ดีที่สุดคือ แสดงความอาลัยต่อผู้ล่วงลับด้วย “พวงหรีด”

ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว มักเป็นโครงทรงกลม ประดับด้วยดอกไม้หลากสี เขียนคำไว้อาลัยต่อท้ายด้วยชื่อผู้ให้ วางไว้จนกว่างานจะเสร็จสิ้น

แต่ด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ทุกวันนี้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดงานศพตามแต่รสนิยมของเจ้าภาพซึ่งรวมถึง…พวงหรีด ด้วย

……………

“พอพูดถึงพวงหรีด คนส่วนใหญ่จะนึกถึงอะไรที่เป็นทรงกลมๆ มีดอกไม้ประดับ แต่ด้วยความเป็นคนที่ชอบทำงาน DIY นำสิ่งของต่างๆ มาผสมผสานให้เป็นของใหม่ขึ้นมา เลยอยากทำพวงหรีดจากตุ๊กตาตัวหนึ่งที่แทนความหมายของคำว่าห่วงใย และไม่อยากให้เศร้าเลยทำรูปแบบสีสันสดใส สนุกสนาน ทำให้หายเศร้า สะท้อนว่าอย่าเศร้าเลย มีชีวิตต่อไปเถอะ คนที่อยู่ก็ยังดำเนินชีวิตต่อ” คุณเต้าหู้-ณฤต เลิศอุตสาหกูล นักออกแบบอิสระในนาม HOO DIY ชายหนุ่มผู้หลงรักงาน DIY เป็นชีวิตจิตใจ ดีกรีปริญญาตรีและโท สาขาออกแบบตกแต่งภายใน คณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เริ่มต้นบทสนทนา

ก่อนเล่าให้ฟังต่อว่า พวงหรีดที่ทำจากห่วงยางสีชมพูอยู่บนหัวตุ๊กตา ที่เกริ่นถึงนั้น ให้ชื่อว่า Tube Doll หรือ ตุ๊กตาเป็นห่วง เป็นงานศิลปะในแบบของเขา ที่ส่งเข้าร่วมแสดงในนิทรรศการ “ศาลาคนเศร้า” ซึ่งจัดโดยวง “เดอะ ชราภาพ” ศิลปินแนวใหม่

ซึ่งนิทรรศการดังกล่าว มีนักออกแบบกว่า 20 ชีวิต มาร่วมกันออกแบบผลงานศิลปะรูปทรงพวงหรีด ช่วยเตือนสติให้ผู้ชมงานดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท

เมื่อถามว่าพวงหรีดในแบบ “ฉีกกรอบ” จากแบบเดิมๆ ที่นำมาจัดแสดงกันนั้น สามารถนำไปใช้งานหรือผลิตขายได้จริงหรือไม่ คุณเต้าหู้ ให้ความเห็นว่า พฤติกรรม มุมมองของคนสมัยนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การสร้างสรรค์สิ่งใหม่เกิดขึ้นอยู่เสมอ

อย่างผลงานพวงหรีด Tube Doll มีข้อดีคือ ประหยัดพื้นที่การขนส่ง แค่เป่าลมให้พอง เสียบปลั๊กต่อไฟกะพริบให้สวยงาม แล้วนำมาตั้งในงานศพหรืออาจนำมาใช้ใหม่อีกครั้งได้ สามารถไปต่อยอดเป็นน็อกดาวน์ สามารถถอดได้เป็นท่อนๆ แล้วเอาไปประกอบทีหลังได้ เปลี่ยนแนวคิดว่าพวงหรีดต้องมีในลักษณะดอกไม้ตกแต่งเท่านั้น

และหากมีใครอยากทำออกมาขายจริง อยากให้ใช้วัสดุเหลือใช้ ไม่มีต้นทุนมาก แต่ถ้าเป็นต้นทุนจริงๆ มีตัวห่วงยาง หาได้ทั่วไปราคา 50-60 บาท ขึ้นอยู่กับสีสัน แต่ถ้าจ้างพิมพ์ลวดลายพิเศษ มีช่อดอกไม้ประดับ หรือเพิ่มช่องให้ใส่คำไว้อาลัย สามารถเพิ่มมูลค่าได้ ต้นทุนอาจอยู่ราว 100-500 บาท ขึ้นอยู่กับปริมาณในการผลิต

หรือหากคนที่อยู่ไกลอาจจัดส่งพวงหรีดในรูปแบบพัสดุ เมื่อถึงงานสามารถหยิบขึ้นมาเป่า เหมือนกับงานแต่งงานที่ส่งการ์ดเป็นอีเมลหรือเฟซบุ๊กแทนการใส่ซองทำให้สะดวกมากยิ่งขึ้น

ส่วนในแง่ของการประหยัดวัสดุ พวงหรีดทั่วไปที่ประดับด้วยดอกไม้ติดกับโฟมเมื่องานจบใช้แล้วทิ้งไป ไม่สามารถนำมารีไซเคิลใหม่ได้ แต่หากเป็นห่วงยางสามารถนำมาใช้ใหม่ได้ในงานอื่นๆ อาจให้วัด หรือบริจาคให้กับเด็กๆ ได้ใช้ประโยชน์ในการนั่งเรือหรือว่ายน้ำ ซึ่งคิดว่าสามารถทำขึ้นได้จริงในอนาคต แต่การนำไปมอบในงานศพนั้นๆ ต้องคำนึงถึงกาลเทศะและเจ้าภาพที่จัดงานว่าเห็นด้วยหรือไม่

“ทุกวันนี้ หลายคนไม่มีเวลาไปงานศพ จึงจำเป็นต้องไปจ้างทำพวงหรีด ซึ่งพวงหรีดของทุกคนก็คล้ายกันไปหมด ไม่ได้บ่งบอกถึงรายละเอียดความรู้สึกที่มอบให้ไปตรงนั้น แต่ถ้าได้ทำเองมันเป็นการใส่ใจลงไปยิ่งมีคุณค่ามากกว่าใช้เงินไปซื้อพวงหรีดมามอบให้” คุณเต้าหู้ ว่าอย่างนั้น

ท้ายสุด ศิลปินหนุ่ม ให้แง่คิดไว้ด้วยว่า การออกแบบพุทธศิลป์ในเชิงพาณิชย์ เป็นเรื่องของการออกแบบบนฐานของความเชื่อ การตลาด ซึ่งมีอยู่ในตัวมนุษย์อยู่แล้ว ในยุคใหม่ สินค้าของใช้ที่เกี่ยวกับพุทธศิลป์นั้น ย่อมเปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย อาจเกิดสิ่งใหม่ได้ทั้งในแง่ดีและไม่ดี แต่หลักสำคัญที่สุด ควรเลือกใช้และเลือกทำให้เหมาะกับเหตุและผลรวมทั้งแก่นของศาสนาด้วย

ท่านใดอยากได้คำแนะนำดีๆ จากนักออกแบบรุ่นใหม่ท่านนี้ เผื่อบางทีอาจนำไปต่อยอดเป็นธุรกิจ ติดต่อพูดคุยไปได้ที่ อีเมล e_hooo@hotmail.com, Facebook/Hoo DIY และอินสตาแกรม/hoo_diy