กล่องเสียงธรรม by ธรรมสภา สื่อเผยแผ่ธรรมะ ยุคดิจิตอล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0730150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

รายงานพิเศษ

ดวงกมล

กล่องเสียงธรรม by ธรรมสภา สื่อเผยแผ่ธรรมะ ยุคดิจิตอล

สร้างสีสันให้วงการศาสนา สำหรับกล่องเครื่องเล่นเสียงธรรมแบบพกพา สื่อเผยแผ่ธรรมะร่วมสมัยในยุคดิจิตอลที่บรรจุเสียงธรรมคมชัดไว้ให้ฟังมากมาย อาทิ บทสวดมนต์ เสียงธรรมบรรยายจากพระเถรานุเถระ พระธรรมเทศนา นิทานธรรมะ ข้อคิดเตือนใจต่างๆ วัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกเพศ ทุกวัย มองว่าการสวดมนต์ไม่ใช่เรื่องไกลตัว หรือเฉพาะผู้สูงวัยเท่านั้น แต่ทุกคนสามารถเข้าถึงหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ ฉะนั้น กล่องเครื่องเล่นเสียงธรรมแบบพกพา จึงเป็นทางเลือกของคนที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวาย ทำจิตใจสงบ และผ่อนคลาย

พลิกวงการสื่อธรรมะ

ทุกคนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ธรรมสภา สำนักพิมพ์เอกชนที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2530 มีปณิธานในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตามเจตนารมณ์ของท่านเจ้าคุณพระสุธรรมเมธี (นายบรรลือ สุขธรรม ป.ธ.๘) อดีตเจ้าคณะจังหวัดอุตรดิตถ์ ผู้ก่อสร้างธรรมสภา อันเป็นธรรมสภาแห่งแรกของประเทศไทย สมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงปิดทองลูกนิมิตเอก ในวันที่ 3 พฤศจิกายน 2493 ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 ธรรมสภาจดทะเบียนนิติบุคคล ใช้ชื่อการค้าว่า บริษัท ธรรมสภา บันลือธรรม จำกัด มี คุณสุทธิรักษ์ สุขธรรม ดำรงประธานกรรมการ คุณธรรมะ สุขธรรม เป็นประธานบริษัท

ปัจจุบัน บริษัท ธรรมสภา เผยแผ่ธรรมะรูปแบบต่างๆ อาทิ จัดพิมพ์และเผยแผ่หนังสือธรรมะ ซีดีและวีซีดีธรรมะ รับพิมพ์งานหนังสือธรรมานุสรณ์และหนังสืออนุสรณ์ ผลิตหนังสือธรรมะมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ โดย คุณสุทธิรักษ์ เป็นลูกชายท่านเจ้าคุณพระสุธรรมเมธี พระชั้นผู้ใหญ่ ที่ทำหน้าที่เผยแผ่ธรรม เพื่อสืบอายุพระศาสนามาตลอด โดยต้นฉบับทุกชิ้นที่ตีพิมพ์ได้รับความร่วมมือจากทุกวัดในประเทศ

“ในยุคก่อนปี พ.ศ. 2530 ธรรมสภาผลิตหนังสือธรรมะออกสู่ตลาด แต่ไม่ค่อยมีผู้คนสนใจเท่าที่ควร เป็นเพราะรูปเล่มไม่สวยงาม ไม่น่าอ่าน พิมพ์ด้วยกระดาษปรู๊ฟ สีเหลืองเก่าๆ มีแต่ตัวหนังสือสีดำเล็กๆ ต่อมา พ.ศ. 2540 ธรรมสภาและสถาบันบันลือธรรม จัดทำสื่อธรรมะรูปเล่มสวยงาม น่าอ่าน ใช้กระดาษมันอาร์ต ปกแข็ง เย็บเล่มสวยงาม สามารถขึ้นโชว์ตามร้านหนังสือชั้นนำ ติดอันดับ Best Seller เหมือนหนังสือทั่วไป ประชาชนหันมาอ่านหนังสือธรรมะเพิ่มมากขึ้น”

หลายคนมองว่า หนังสือธรรมะเหมาะกับผู้สูงวัย หรือคนที่ละทางโลก ด้านคุณสุทธิรักษ์ มองว่า หนังสือธรรมะเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ล้วนสามารถนำพระธรรมคำสอนมาปรับใช้ได้ทั้งสิ้น หากเป็นเด็ก ธรรมะจะอยู่ในรูปแบบของการ์ตูนหรือรูปภาพที่อ่านง่าย ในช่วงวัยรุ่นจะมีหนังสือธรรมะที่เสนอเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการครองชีวิตในวัยรุ่น อยู่อย่างไรไม่ให้ตกไปในทางเสื่อม ส่วนวัยชรา หนังสือธรรมะเน้นเรื่องการรักษาตัว รักษาใจ สอนให้พิจารณาเรื่อง เกิด แก่ เจ็บ ตาย เพื่อไม่ให้กังวลถึงสิ่งเหล่านี้

ทุกวันนี้ รูปแบบของสื่อธรรมะมีความทันสมัย ธรรมสภาก็ปรับตัวสอดคล้องกับกาลเวลา มีสื่อ อาทิ เทป ซีดี วีซีดี หนังสือการ์ตูน รวมถึงกล่องเสียงธรรม สื่อเผยแผ่ธรรมะยุคดิจิตอล บรรจุเสียงธรรมเพื่อความสุขใจของผู้ฟัง

รวมทุกบทสวด

เสียงต้นฉบับ และเสียงพากย์

“กล่องเสียงธรรม” บรรจุบทสวดมนต์ เสียงธรรมบรรยายจากพระเถรานุเถระต่างๆ พระธรรมเทศนา นิทานธรรมะ คำสอน เพลงธรรมะ ฯลฯ รวมกว่า 1,000 ชั่วโมง โดยแปลงไฟล์จากแผ่นเสียง CD มาอยู่ในรูปแบบ SD Card ใช้งานง่าย พกพาไปได้ทุกที่ และเป็นเจตนาที่ธรรมสภาต้องการเผยแผ่ธรรมะ

สำหรับบทสวดมนต์มีครอบคลุมทุกบท ตั้งแต่ ทำวัตรเช้า-เย็น พร้อมคำแปล ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก คาถาชินบัญชร บทสวดมนต์ชัยมงคลคาถา (พาหุงมหากา) อาราธนาศีล 5 ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร คาถาบูชาท้าวจตุโลกบาล ขอขมาพระรัตนตรัย บทสวดมนต์ชัยมงคลคาถา โพชฌังคปริตร พระเจ้า 30 ชาติ 84 นิทานเทียบสุภาษิตไทย ฯลฯ

กล่องเสียงธรรมมีทั้งเสียงทีมพากย์ชื่อดัง และเสียงจากพระชั้นผู้ใหญ่แถวหน้าระดับประเทศที่ทางธรรมสภาได้เคยบันทึกไว้ อาทิ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก, พระธรรมโกศาจารย์ (พุทธทาสภิกขุ) สวนโมกขพลาราม จังหวัดสุราษฎร์ธานี, พระพรหมมังคลาจารย์ (ปัญญานันทภิกขุ) วัดชลประทานรังสฤษฎ์ จังหวัดนนทบุรี, พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต ป.ธ.๙) อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, พระธรรมสิงหบุราจารย์ (จรัญ ฐิตธมฺโม) วัดอัมพวัน จังหวัดสิงห์บุรี เป็นต้น

กล่องเสียงธรรม ประกอบด้วย

1. SD card 16 GB. ที่รวบรวมเสียงธรรมบรรยายจากพระเถรานุเถระต่างๆ รวบรวมไว้ 900 กว่าเรื่อง

2. สมุดบันทึก ที่มีคู่มือการใช้งาน และหัวข้อธรรมต่างๆ พร้อมสายชาร์จ

3. วิทยุสำหรับเปิดฟังเสียงธรรม พร้อมสายชาร์จแบต สามารถเปิดฟัง FM หรือเสียบ USB, SD card, Mocro SD card และช่องเสียบหูฟัง น้่ำหนักเบาพกพาได้สะดวก คำแนะนำ ควรชาร์จแบตเครื่องวิทยุ 6 ชั่วโมง ก่อนการใช้งาน สามารถเปิดเสียงธรรมได้นาน 6-8 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับการใช้งาน

ด้านบทสวดยอดฮิต คุณสุทธิรักษ์ เผยว่า อันดับ 1 ที่คนนิยมสวดกันมากที่สุดคือ ทำวัตรเช้า-เย็น อันดับ 2 คาถาชินบัญชร อันดับ 3 บทสวดมนต์ชัยมงคลคาถา อันดับ 4 ยอดพระกัณฑ์ไตรปิฎก

สำหรับสื่อธรรมะ “กล่องเสียงธรรม” ทางธรรมสภาวางจำหน่ายได้ปีกว่าแล้ว ยอดขายมากกว่า 1,000 กล่อง คุณสุทธิรักษ์ เผยว่า 50 เปอร์เซ็นต์ รายได้ของบริษัทมาจากกล่องเสียงธรรม และในปี 2559 จะรุกธุรกิจสื่อธรรมะออนไลน์มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์คนในยุคนี้

ติดต่อหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท ธรรมสภา บันลือธรรม จำกัด โทรศัพท์ (091) 883-7117,

(091) 884-9916 ที่อยู่ เลขที่ 1/4-5, 2-14 ม.10 ถนนบรมราชชนนี ปากซอยบรมราชชนนี 119 แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ

อดีตบิ๊ก บ.ประกัน เช่าที่ 100 ตารางวา ปลูกสารพัดผัก…รับทรัพย์ทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0734150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

เกษตรเทรนด์ใหม่

พารนี

อดีตบิ๊ก บ.ประกัน เช่าที่ 100 ตารางวา ปลูกสารพัดผัก…รับทรัพย์ทุกวัน

“…เรียนจบ ทำงานเป็นสาวออฟฟิศมาตลอด ไม่เคยรู้ว่าการเป็นเกษตรกรเริ่มต้นยังไง แต่เมื่ออยากทำ ก็ต้องเรียนรู้จากศูนย์”

ยุคเศรษฐกิจฟุบแทบโงหัวไม่ขึ้น หลายองค์กรใหญ่-น้อย ต่างพากันรัดเข็มขัด ออกมาตรการ “ต้อง” ประหยัดกันสารพัด

“การยุบแผนก” เพื่อลดจำนวนพนักงาน คือวิธีการลดต้นทุน ที่ไม่มีใครอยากเห็น แต่เมื่อถึงคราวจำเป็นก็คงหลีกเลี่ยงไม่ได้

และหากใครโดน “แจ็กพอต” ย่อมต้องดิ้นรนมองทางเลือกเพื่อหาทางรอดกันไป

ตามกำลังและความสามารถที่มีอยู่เป็นทุน…ดั้งเดิม

ถูกเลิกจ้าง

เรียนรู้วิชาเห็ด

เมื่อราวต้นปี 2558 ที่ผ่านมา คุณเอีย-อารีย์ เพ็งสุทธิ์ วัย 46 ปี คือหนึ่งใน “มนุษย์ออฟฟิศ” แห่งยุค ที่มีอันต้องถูกเลิกจ้างจากตำแหน่งผู้บริหาร ระดับผู้ช่วยผู้อำนวยการแผนกคอร์ปอเรต มาร์เก็ตติ้ง ของบริษัทประกันในเครือธนาคารใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งช่วงเวลานั้นเธอมีรายรับเป็นเงินเดือนประจำถึงหลักแสนบาทเลยทีเดียว

“ตอนออกมาได้ทุนมาก้อนหนึ่ง น้องๆ ที่อายุยังน้อยพากันไปหางานใหม่ ส่วนตัวเองอายุขนาดนี้ ฐานเงินเดือนเท่านี้ หางานใหม่คงลำบาก แม้จะไปสมัครงานใหม่ไว้ แต่เริ่มคิดอยากทำธุรกิจของตัวเองแล้ว” คุณเอีย เริ่มต้นบทสนทนา ด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม เป็นกันเอง

ก่อนเล่าต่อ ช่วงแรกยังไม่รู้จะเริ่มต้นอาชีพอิสระในแบบของตัวเองอย่างไรดี แต่ด้วยความที่มีฝีมือทำอาหาร เลยตั้งใจจะทำ “แกงถุง” ไปฝากขายตามออฟฟิศพรรคพวกที่เคยร่วมงาน

แต่ยังไม่ทันลงมือ มีเพื่อนรุ่นน้องคนหนึ่ง ซึ่งชื่นชอบการทำเกษตรเป็นชีวิตจิตใจ มาแนะนำให้ทำฟาร์มเห็ด เพราะแนวโน้มตลาดยังดีอยู่

“ตอนแรกอยากทำผักไฮโดรฯ เพราะเคยทำงานด้านมาร์เก็ตติ้งมาก่อน รู้จักคนในแวดวงโรงแรม ร้านอาหารเยอะ ถ้าปลูกแล้วทำส่งให้เขาน่าจะได้ ประกอบกับเคยไปฟาร์มผักไฮโดรฯ เห็นแล้วสวยดี เลยอยากทำบ้าง แต่พอศึกษาละเอียด รู้ว่าต้องใช้เงินลงทุนสูงพอสมควร” คุณเอีย ว่าให้ฟัง

เมื่อโปรเจ็กต์ผักไฮโดรโปนิกส์ยังไม่ผ่าน คุณเอียจึงทำตามคำแนะนำของเพื่อนรุ่นน้องคนดังว่า หันมาศึกษาวิชาการเพาะเห็ดขาย ตระเวนไปหาความรู้เกี่ยวกับเห็ดทุกรูปแบบ นับแต่ การลงก้อน การรักษาก้อน การปล่อยน้ำ การเก็บ เป็นต้น

“ไม่เคยจับงานด้านเกษตรเลย แม้พื้นเพเป็นคนนครศรีธรรมราช พ่อ-แม่ทำนามาก่อน แต่ท่านให้แต่เรียนหนังสือ โตขึ้นมาหน่อยส่งเข้ากรุงเทพฯ เรียนจบ ทำงานเป็นสาวออฟฟิศมาตลอด ไม่เคยรู้ว่าการเป็นเกษตรกรเริ่มต้นยังไง แต่เมื่ออยากทำ ก็ต้องเรียนรู้จากศูนย์” คุณเอีย เล่ายิ้มๆ

ใช้เวลาไม่นาน จึงมี “วิชาเห็ด” ติดตัว ขั้นต่อไปคือ หาเช่าที่ดินเพื่อสร้างโรงเรือนเพาะเห็ด เพราะบ้านที่อาศัยในรามอินทราของเธอและลูกๆ นั้น เป็นทาวน์โฮมตามสมัยนิยม ซึ่งมีพื้นที่ไม่มากนัก

แต่จนแล้วจนรอด หาเท่าไหร่หาไม่ได้ ส่วนที่พอจะได้ ก็ราคาแพงจนรับไม่ไหว

“ขับรถตระเวนหาเช่าที่ไปทั่วจนท้อ จำได้วันนั้นจะถอดใจ คิดว่าคงไม่ได้ทำแล้ว แต่ระหว่างทางก่อนถึงบ้านแค่ซอยเดียว เหลือบไปเห็นป้ายประกาศให้เช่าที่ 2 แปลง แปลงละ 100 ตารางวา กับ 200 ตารางวา เลยรีบโทรศัพท์ไปถาม พอทราบเงื่อนไข-ราคา รีบบอกตกลงเดี๋ยวนั้นเลย” คุณเอีย เล่าก่อนหัวเราะร่วน

ปลูกผักปลอดสาร

เพาะต้นอ่อนเสริม

เจ้าของเรื่องราว เล่าให้ฟังต่อ ที่ดิน 100 ตารางวา ที่อยู่ในซอยคู้บอน 27 แยก 8 ซึ่งเธอทำสัญญาเช่าเป็นเวลา 2 ปีกับเจ้าของที่ดินนั้น ใช้เงินมัดจำ 10,000 บาท ค่าเช่าต่อเดือน 3,000 บาท หากครบเวลาตามสัญญาแรกแล้ว อาจทำสัญญาใหม่เป็นแบบปีต่อปี

หลังจากเข้ามาถางหญ้าสูงท่วมเอว เก็บขยะ ปรับหน้าดิน ล้อมรั้ว จนเป็นที่พอใจแล้ว

ขั้นต่อไปคือ การขอน้ำ-ขอไฟ เดินสายเข้ามาในที่ดิน ก่อนลงทุนด้วยเงิน 50,000 บาท สร้างโรงเรือนเพาะเห็ด ขนาด 4 คูณ 6 เมตร จำนวน 2 หลัง

จากนั้นจึงนำก้อนเห็ดนางฟ้าภูฏาน จำนวน 2,500 ก้อน มาลงไว้ในโรงเรือนหลังแรก ส่วนหลังที่ 2 ยังไม่ลงก้อนเห็ด เพียงแต่สร้างรอไว้ก่อน

“เห็ดล็อตแรกดอกสวย ไม่หงิก ไม่แฉะ ออกมาช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว เก็บได้ประมาณ 80 กิโลกรัม แบ่งขายส่ง 20 กิโล คิดกิโลละ 70 บาท ขายปลีกกิโลละ 120 บาท คนรับซื้อส่วนใหญ่เป็นคนคุ้นเคยกัน” คุณเอีย เผย

และว่า โรงเรือนเพาะเห็ดขายทั้ง 2 โรงของเธอนั้นใช้พื้นที่ไม่ถึงครึ่งของ 100 ตารางวา เลยอยากหาพืชอื่นมาลงเพิ่ม ประกอบกับรู้จักกับคุณตา ที่อยู่ในละแวกบ้าน ซึ่งเป็น “หมอชาวบ้าน” มีความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรอย่างดี เลยชักชวนให้ท่านมาช่วยอีกแรง

โดยวางแนวคิด “ปลูกไว้กิน เหลือค่อยขาย” พืชที่ลงเพิ่มส่วนใหญ่จึงเป็นพืชอายุสั้น อย่าง แตงกวา แตงร้าน ถั่วฝักยาว พริก มะเขือ ชะอม ต้นหอม ดอกดาวเรือง เป็นต้น

และหลักการสำคัญที่ทำมาตั้งแต่ต้นจนบัดนี้คือ ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีและไม่ใช้ยาฆ่าแมลง

“ตอนปรับหน้าดิน นำขี้วัวมาลงด้วย พอแตงกวา ถั่วฝักยาว เริ่มออก จะมีพวกรา เพลี้ย หนอน มารบกวน วิธีการกำจัดดีที่สุดคือ มือของเรานี่แหละ รูดบ้าง บี้บ้าง ให้มันตาย นี่คือภารกิจทุกๆ เช้าที่ผ่านมา แต่พอเริ่มโตไม่ต้องทำแล้ว รดน้ำตามปกติพอ” คุณเอีย เผยเทคนิคที่ได้รับถ่ายทอดมาจากคุณตา ผู้ช่วยคนสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ทั้งเห็ดและพืชผักสวนครัวดังว่า ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งถึงจะสามารถเก็บดอกผลออกจำหน่าย รายได้จึงอาจขาดช่วง คุณเอียจึงแก้ปัญหาด้วยการปลูก “ต้นอ่อน” ของพืช พวก ผักบุ้ง ทานตะวัน และโตเหมี่ยว เพราะพืชกลุ่มนี้ ใช้เวลาไม่เกิน 7 วัน สามารถเก็บขายได้แล้ว

ส่วนความรู้เรื่องการเพาะต้นอ่อนนี้ อาศัยจากการอ่านหนังสือและค้นคว้าทางอินเตอร์เน็ต หาว่า ทำกันยังไง ใช้ดินแบบไหน หาซื้อเมล็ดพันธุ์ที่ใดได้บ้าง ช่วงลองผิดลองถูกเสียหายไปสองสามถาด แต่พยายามปรับปรุง จนตัดออกขายได้หลายชุดแล้ว

เห็นเงินทุกวัน

เลี้ยงตัวสบาย

ใช้เวลาเพียงไม่กี่เดือน ถึงวันนี้ “เฮย์เดย์ ฟาร์ม” แปลงผักในเมือง ภายใต้การดูแลของคุณเอีย ให้ผลผลิตออกมาแล้วหลากหลาย นับตั้งแต่ เห็ดนางฟ้าภูฏาน ต้นอ่อนผักบุ้ง-ทานตะวัน-โตเหมี่ยว แตงกวา แตงร้าน ถั่วฝักยาว ดอกดาวเรือง ฯลฯ สามารถสร้างรายได้ให้เป็นระยะ

ส่วนวิธีการ “เข้าถึง” ลูกค้าในแบบของคุณเอียนั้น นับว่าน่าสนใจไม่น้อย

เริ่มจากส่งให้ตามออฟฟิศที่เคยทำงานและมีพรรคพวกคนรู้จักย่าน สีลม สาทร ราชดำริ โดยพอตกเย็นวันพฤหัสบดี จะโทรศัพท์สอบถามแต่ละตึกว่ามีออร์เดอร์มั้ย อะไรบ้าง จากนั้นจึงกลับมาแพ็กตามคำสั่งลูกค้า เช้ามารวบรวมก่อนขับรถไปหย่อนตามตึก และจะมีรุ่นพี่-รุ่นน้องหลายคน ช่วยรวบรวมเงินค่าผักมาให้

“ทุกวันศุกร์ผักจะเต็มท้ายรถและห้องโดยสารเลยนะ ช่วงแรกเขาคงอยากช่วย เลยสั่งซื้อ แต่ระยะหลังยังสั่งกันตลอด แสดงว่าผลผลิตเราขายได้ด้วยตัวเองแล้ว และคงสะดวกดี มีบริการส่งให้ถึงที่ ของก็มีคุณภาพ” คุณเอีย บอกอย่างนั้น

ก่อนกระซิบว่า ขับรถไปส่งของในเมืองแบบนี้ ค่าทางด่วน 200 ค่าแก๊สรถ 200 ยังคุ้มอยู่ เพราะขายได้บางครั้งถึง 3,000 กว่าบาท แถมยังได้เจอะเจอเพื่อนฝูงด้วย

สำหรับผักที่ส่งขายตามออฟฟิศในเมืองนี้ ส่วนใหญ่เป็นเห็ดและต้นอ่อนต่างๆ ส่วนแตงร้าน แตงกวา ถั่วฝักยาวที่เหลือจากเก็บไว้กินแล้ว คุณเอียพุ่งเป้าหมายไปที่ร้านส้มตำในละแวกบ้าน ทั้งแบบรถเข็นไปจนตึกแถว โดยขับรถเข้าไปถามกันตรงๆ ช่วงแรกแม่ค้าหลายคนทำหน้างง ไม่แน่ใจพูดจริงหรือพูดเล่น ที่ขับรถเก๋งคันเป็นล้านมาบอกขายถั่ว-ขายแตง

“เมื่อก่อนเห็นเงินพันสองพันเฉยๆ ตอนนี้ ร้อยสองร้อยกว่าจะได้มามันยากนะ แต่ก็หาได้ทุกวันอยู่ที่ขยันมากน้อยแค่ไหน อย่างแตงร้าน ออก 10 กิโล ขายหมดได้ 300 บาท แตงกวาอีก 5 โล ต้นอ่อน 20 ถุง ทำไปทำมาวันนั้นพันนึงได้แล้ว” คุณเอีย ว่าเสียงเรียบ

ธุรกิจ “เฮย์เดย์ ฟาร์ม” ของอดีตผู้บริหารบริษัทประกันชีวิตท่านนี้ ใช้เงินลงทุนประมาณ 100,000 บาท และกำลังสร้างรายได้กลับเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้เจ้าของมีกำลังใจและกำลังจะขยายโรงเพาะเห็ดเพิ่มเป็นโรงที่ 3 แล้วด้วย

“ไม่อายเลยที่ทุกวันนี้ต้องมาปลูกเห็ด-ปลูกผัก เพราะมีรายรับเลี้ยงตัวเลี้ยงลูกได้สบาย แต่แอบห่วงความรู้สึกของแม่และลูกชายทั้ง 2 คนเหมือนกัน ว่าพวกเขาจะรู้สึกยังไง” คุณเอีย เผยความในใจ ส่งท้าย

ก่อนฝากไปยัง “มนุษย์เงินเดือน” ที่อาจกำลังต้องเผชิญสถานการณ์เดียวกันกับเธอว่า

“ต้องมีสติอยู่กับตัวตลอดเวลา อะไรผ่านมาแล้วให้ผ่านไป และเชื่อมั่นว่าต้องอยู่ให้ได้”

……………

ข่าวล่าสุดแจ้งว่า คุณเอียได้งานประจำที่ใหม่แล้ว ซึ่งอยู่ในแวดวงการประกันชีวิตเหมือนเดิม แต่เธอยังไม่ทิ้งอาชีพเกษตรกรที่กำลังตกหลุมรัก และจะใช้เวลาว่างหลังเลิกงานและวันหยุด มาดูแล “เฮย์เดย์ ฟาร์ม” ของเธออย่างเต็มกำลัง

สนใจอยากได้ผักดี-มีคุณภาพ ไปลองรับประทาน สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ (091) 875-0777

เคสมือถือ สุดสยอง ขนหัวลุก แต่ลูกค้ากลับชอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0739150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

ไอเดียแปลก

ดวงกมล

เคสมือถือ สุดสยอง ขนหัวลุก แต่ลูกค้ากลับชอบ

ถึงขั้นสะพรึง ขนหัวลุก สำหรับเคสมือถือ ร้าน Death Store อุปกรณ์ป้องกันโทรศัพท์มือถือไม่ให้เป็นรอยสุดสยองแนว Horror Art เจาะกลุ่มคนชอบความแปลกแหวกแนว ไม่ว่าจะเป็นรูปผี ดวงตาปีศาจ สมองสุดสยอง ฯลฯ เอาใจคนชอบงานหลอน น่ากลัวฝุดๆ เรียกว่าเป็นการฉีกกฎเคสมือถือธรรมดาๆ ให้กลายมาเป็นเคสปีศาจชนิดไม่ซ้ำใคร รายแรกรายเดียวในไทยที่เห็นแล้วต้องทึ่ง

จากทำไว้ใช้เอง

กลายเป็นธุรกิจ ไม่ทันตั้งตัว

คุณวิลาวัณย์ อ้นมั่น หรือ คุณฝ้าย สาวน้อยวัย 24 ปี เธอบอกกับเส้นทางเศรษฐีว่า ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังแนวสยองขวัญ ส่วนตัวชอบศิลปะแขนงนี้ด้วย เลยใช้ความรู้ที่ได้จากการเรียนคณะประติมากรรม มหาวิทยาลัยนเรศวร มาปั้นเคสมือถือไว้ใช้เอง และเนื่องจากผลงานที่ออกมาเป็น 3 มิติ ค่อนข้างน่ากลัวเหมือนจริง คนใกล้ตัวร้องว๊ายหวาดกลัว แต่ขณะเดียวกัน คนกลุ่มหนึ่งกลับชอบ เลยเป็นที่มาของธุรกิจเมื่อปลายปี 2558

“ฝ้ายทำเคสมือถือไว้ใช้เอง เรียกแนว Horror Art เพื่อนบางคนเห็นชอบมาก เรียกร้องให้ทำขาย เลยลองขายเป็นเรื่องเป็นราวผ่านเฟซบุ๊ก และอินสตาแกรมของตัวเอง พอมีเพื่อนของเพื่อนมาเห็น ต่างก็บอกต่อ ปากต่อปาก บางคนแชร์ต่อมีทั้งรังเกียจและเจตนาดี จากจุดนี้ทำให้ Death Store เริ่มเป็นที่รู้จักของเฉพาะกลุ่มคนที่ชอบศิลปะแขนงนี้”

นอกจากในโลกโซเชียล ที่เพื่อนแชร์ต่อๆ กัน เมื่อปลายปี 2558 ฝ้ายบอกว่า มาออกอีเว้นต์ที่แอร์พอร์ตลิงก์ มักกะสัน การออกงานครั้งนี้ทำให้สินค้าเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น มีทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ให้การยอมรับ ลูกค้าบางคนตามหาเคสมือถือแบบนี้มานาน ไม่คิดว่าจะมีคนไทยทำเอง

“หลังจากไปออกงานอีเว้นต์ และจากการแชร์ต่อในเฟซบุ๊ก ต้นปี 2559 กระแสการตอบรับดีมาก ขายดีจนตกใจ ทำไม่ทัน และไม่คิดว่าลูกค้าจะชอบเยอะขนาดนี้ เพราะเนื่องจากชิ้นงานค่อนข้างน่ากลัว แต่เพื่อป้องกันคนลอกเลียนแบบ ขณะนี้ผลงานได้มีการจดลิขสิทธิ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

สำหรับจุดเด่นของ Death Store เป็นงานปั้นแบบเรียลลิสติก คือปั้นเสมือนจริง ทุกขั้นตอนแฮนด์เมด 100 เปอร์เซ็นต์ วิธีการคือ ปั้นขึ้นรูป ลงสี จากนั้นติดกาว นำไปติดลงวัสดุที่ต้องการ บางชิ้นงานปั้นขึ้นเอง เช่น ดวงตา ใบหน้า บางชิ้นงานหล่อจากอวัยวะจริง เช่น นิ้วมือ หู ฟัน ไม่มีการทำบล็อก หรือปั๊มจากแบบ วัสดุหลักๆ มี เรซิ่น ซิลิโคน สีอะครีลิก

หน้าตาดี ใช้เยอะ

อนาคต ทำของแต่งบ้าน

นอกจากความหลอนที่เป็นจุดขาย งานแฮนด์เมดก็โดนใจลูกค้าตามไปด้วย หญิงสาว บอกว่า ลูกค้าคนไทยมีหลากหลายวัย ตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน แถมหลากหลายอาชีพด้วย อาทิ ครู ทหาร ตำรวจ เภสัชกร นิติกร ทนาย พยาบาล เป็นต้น ส่วนต่างชาติมีญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ฝรั่งเศส อาหรับ ชอบมากถึงขนาดซื้อกลับไปต่างประเทศเลยทีเดียว

“80 เปอร์เซ็นต์ของลูกค้าคือ ซื้อใช้เอง มีทุกวัย หน้าตาดีด้วยนะ บุคลิกไม่สอดคล้องกับสินค้าเลย แปลกใจเหมือนกัน อีก 20 เปอร์เซ็นต์ ซื้อไปฝากเป็นของขวัญ เช่น คู่รัก เพื่อนซื้อให้เพื่อน”

นับตั้งแต่ร้าน Death Store เปิดในโลกโซเชียลจนถึงทุกวันนี้ สาวไอเดียแปลก บอกว่า ไม่เคยเสียเงิน โปรโมตเพจ หรือซื้อโฆษณาเลย ที่มีคนรู้จัก 100 เปอร์เซ็นต์มาจากการแชร์ต่อล้วนๆ แชร์จากคนที่เกลียดที่กลัวแต่ไปโดนใจคนที่ชอบ

ปัจจุบัน สินค้าของร้าน Death Store แตกไลน์ไม่เฉพาะเคสมือถือเท่านั้น งานปั้นดังกล่าวยังสามารถประยุกต์ไอเดียนำไปติดลงบนแอกเซสซอรี่ต่างๆ อาทิ กระจก กระเป๋า กล่องดินสอ ยางมัดผม แหวน ให้ลูกค้าได้สยองติดตัวตามไปทุกที่

ด้านแผนธุรกิจในอนาคตที่สาวฝ้ายคิดไว้ เธอบอกว่า จะต่อยอดจากเคสมือถือมาเป็นสินค้าแต่งบ้าน ยังคงเน้นงานปั้น เพราะเรียนมาด้านนี้อยู่แล้ว

ส่วนกำลังการผลิต ทุกวันนี้คุณฝ้ายรับหน้าที่ปั้นแต่เพียงผู้เดียว เฉลี่ย 7-10 วัน ทำเคสมือถือได้ 40 ชิ้น เน้นทำตามออร์เดอร์ลูกค้า ปั้นใหม่ทุกชิ้น

ถ้าเบื่อเคสมือถือฟรุ้งฟริ้ง หรือเคสซิลิโคนแบบเดิมๆ จะลองเปลี่ยนมาใช้เคสสายโหดก็เข้าท่า ร่วมออกแบบเองได้อีกด้วย ปรึกษาแม่ค้าเพิ่มเติมที่ http://www.facebook.com/Death-Store หรือ โทรศัพท์ (085) 737-4142

“ลิตเติ้ลซูคาเฟ่” รวมพลคนรัก สุนัขจิ้งจอกทะเลทราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0742150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

Pet”s Business

เรื่อง ดวงกมล ภาพ ณัฏฐ์ฤดี รวยนิรันดร์

“ลิตเติ้ลซูคาเฟ่” รวมพลคนรัก สุนัขจิ้งจอกทะเลทราย

“คาเฟ่สัตว์เลี้ยง” ธุรกิจที่กำลังได้รับความนิยมจากผู้ที่ตกหลุมรักสัตว์ เทรนด์ธุรกิจมาแรงที่ผสมผสานระหว่างอาหารอร่อย และความน่ารักน่าชังของสัตว์เลี้ยง ล่าสุดมีคาเฟ่ที่นำสุนัขจิ้งจอกทะเลทรายเอาใจกลุ่มเลิฟสัตว์เอ็กซ์โซติก เป็นแห่งแรกในประเทศไทย จนมีผู้สนใจแห่เข้าไปอุดหนุนเป็นจำนวนมาก ร้านนี้มีชื่อว่า “ลิตเติ้ลซูคาเฟ่” (Little ZOO Cafe) ตั้งอยู่โครงการสุโขทัย 99 เมืองทองธานี ถนนบอนด์สตรีท กรุงเทพฯ มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

คาเฟ่อื่น ต้องหลบ

ถึงเวลา จิ้งจอก & ผองเพื่อน

คุณวชิราภรณ์ อร่ามพิบูลผล หรือ คุณเบียร์ เธอเป็นคนรักสัตว์ มีฟาร์มเลี้ยงสุนัขจิ้งจอก เพาะพันธุ์ชูก้าไกลเดอร์, แร็กคูน, ชินชิล่า (สัตว์ฟันแทะเหมือนกระต่าย) แมวไทยขาวมณี สุนัขพันธุ์ยอร์กเชียร์ ฯลฯ สัตว์ที่เลี้ยงส่วนใหญ่เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหมด

การที่หญิงสาวอยู่ในแวดวงสัตว์เลี้ยง บ่อยครั้งมักจะมีคนเข้ามาสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับสัตว์ โดยเฉพาะสุนัขจิ้งจอกทะเลทราย เธอเลยตัดสินใจเปิดคาเฟ่เพื่อจะใช้เป็นสถานที่มาแลกเปลี่ยนความรู้ในการเลี้ยง เสมือนเป็นที่เวิร์กช็อปให้คนที่สนใจมาทดลองเล่น มาสัมผัส มาเรียนรู้ลักษณะนิสัย ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสุนัขจิ้งจอกทะเลทรายมาเลี้ยง เพราะสัตว์ชนิดนี้บางตัวมีอายุยืนยาวเป็น 10 ปี หากไม่ศึกษาพฤติกรรม อุปนิสัย ซื้อไปไม่เลี้ยงเอาไปปล่อย เท่ากับเป็นการเพิ่มภาระให้กับสังคม

คุณเบียร์ตั้งใจอยากให้ผู้เลี้ยงได้เรียนรู้ก่อนจะไปซื้อสุนัขจิ้งจอกทะเลทราย รวมถึงสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นๆ ไม่อยากให้เลี้ยงตามกระแส จึงตัดสินใจเปิดเป็นคาเฟ่ทำเป็นอาชีพ โดยสัตว์เลี้ยงในคาเฟ่แห่งนี้จะประกอบไปด้วย เฟนเน็กฟ็อกซ์, เรดฟ็อกซ์, เมียร์แคต, แร็กคูน, สุนัข ทั้งหมดแล้วกว่า 20 ตัว หมุนเวียนสลับสับเปลี่ยนมาให้กอดอุ้ม และแชะภาพถ่ายรูป

เฟนเน็กฟ็อกซ์ มีจำนวน 5 ตัว (สุนัขจิ้งจอกตัวจิ๋วจากทะเลทราย) ตัวเล็กประมาณแมว ขนสีน้ำตาลอ่อน หูกางใหญ่ นิสัยขี้ตกใจ ขี้กลัว แต่ก็ขี้เล่น เรดฟ็อกซ์ 1 ตัว (สุนัขจิ้งจอกจากอเมริกา) เมียร์แคต แร็กคูน สุนัข ทั้งนี้ผู้ใช้บริการจะต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของพนักงานจากทางร้าน ที่จะคอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดถึงวิธีการเล่น การอุ้ม เพราะสัตว์แต่ละตัวมีธรรมชาตินิสัยที่แตกต่างกัน

“เฟนเน็กฟ็อกซ์” อยู่ในตระกูลจิ้งจอกที่ตัวเล็กที่สุดในโลก ต้นกำเนิดอยู่ทะเลทรายซาฮาร่า ซูดาน ประเทศอียิปต์ สามารถเลี้ยงในประเทศไทยได้ เพราะไทยมีอากาศไม่ร้อนไม่หนาวจนเกินไป ลักษณะเหมือนสุนัข กินอาหารเม็ด พฤติกรรมไม่เหมือนสุนัขคล้ายแมวมากกว่า ชอบให้คนเข้าหา จุดเด่นคือ ความซน น่ารัก ใบหูจะมีขนาดใหญ่ คุณเบียร์ใช้วิธีนำเข้าพ่อพันธุ์แม่พันธุ์ ราคาเฉลี่ยตัวละ 60,000 กว่าบาท

กระแสดีเกินคาด

ลูกค้าไทย เทศ บอกต่อ

ด้านกลุ่มลูกค้าของทางร้านมีทั้งชาวไทยที่เป็นกลุ่มวัยรุ่นที่รักสัตว์ ชอบอะไรแปลกใหม่ ที่ทราบข่าวจากกระแสโซเชียลจึงแห่เข้ามาถ่ายรูป มาเล่น เพราะบางคนไม่เคยเห็นสัตว์ชนิดนี้ ชาวต่างชาติก็มีเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน ไต้หวัน ฮ่องกง สเปน รัสเซีย ที่ได้รับข่าวสารจากสื่อต่างชาติที่เผยแพร่ไป

“ลูกค้าทราบจากการบอกต่อจริงๆ ทั้งที่ร้านไม่ได้โปรโมต คิดว่าเป็นเพราะความน่ารักของสัตว์ พนักงานดูแลดี รักสัตว์ ไม่เหวี่ยงลูกค้า จึงได้รับคำชมเสมอ รวมถึงรสชาติอาหารของที่นี่ก็มีดีไม่แพ้ร้านอื่นอย่างแน่นอน”

สำหรับข้อแนะนำและการปฏิบัติตัวในการใช้บริการ คุณเบียร์ บอกว่า ต้องล้างมือด้วยสบู่และแอลกอฮอล์ให้สะอาดก่อนเข้าเล่นกับสัตว์ เพื่อความสะอาดและป้องกันทั้งตัวเราและสัตว์จากเชื้อโรค ถ้าสัตว์ไม่เล่นด้วยห้ามฝืน ห้ามปลุกสัตว์ที่กำลังหลับ ห้ามเปิดแฟลชตอนถ่ายรูป ห้ามส่งเสียงดังรบกวน ตลอดจนวิ่งต้อนสัตว์หากสัตว์ไม่พร้อมให้เล่น เพราะสัตว์เลี้ยงยังไม่ค่อยคุ้นเคยกับคนแปลกหน้า เพราะฉะนั้น ต้องสร้างความสนิทสนม ไม่เช่นนั้นหากสัตว์ตกใจแล้วอาจจะเกิดการบาดเจ็บได้ทั้ง 2 ฝ่าย และห้ามให้อาหารที่คนกินกับสัตว์โดยเด็ดขาด

ขนาดพื้นที่ของ “ลิตเติ้ลซูคาเฟ่” พื้นที่ชั้นละ 60 ตารางเมตร ใช้เงินลงทุน ค่าตกแต่ง เครื่องใช้ รวมแล้วร่วม 5 ล้านบาท สาเหตุที่หญิงสาวเลือกทำเลนี้เพราะใกล้บ้าน เข้ามาดูแลได้ 24 ชั่วโมง อันที่จริงตอนแรกเธอดูไว้หลายที่ อาทิ ทองหล่อ เอกมัย พระราม 9 แต่ทุกที่เป็นคอมมูนิตี้มอลล์ถึงเวลาปิดต้องปิดตามนั้น ไม่สามารถดูแลสัตว์เลี้ยงได้ทั่วถึง

อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นที่ให้ทดลองเล่นกับสัตว์แปลกๆ แต่เมื่อเปิดตัวว่าเป็นคาเฟ่ จึงต้องมีอาหารเป็นอีกจุดเด่นของร้านด้วย ในร้านมีเค้ก เครป แซนด์วิช วาฟเฟิล และเครื่องดื่ม กาแฟ ชา ช็อกโกแลต สมูธตี้ และอิตาเลียนโซดา

ใครอยากลองฉีกประสบการณ์ใหม่ ไปเล่นกับบรรดาสัตว์เอ็กซ์โซติก ไปได้ที่ “ลิตเติ้ลซูคาเฟ่” ตั้งอยู่ในโครงการสุโขทัยเอฟ 99 เมืองทองธานี ถนนบอนด์สตรีท โครงการติดกับกรมที่ดิน โทรศัพท์ (092) 448-1116 หรือ http://www.littlezoocafe.com

ร้าน “ชีวิตธรรมดา” กับความคิด (ไม่) ธรรมดา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=0760150359&srcday=2016-03-15&search=no

วันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 393

อาหารสร้างอาชีพ

สดุจตา

ร้าน “ชีวิตธรรมดา” กับความคิด (ไม่) ธรรมดา

“เรื่องยอดขายอาจไม่ได้วางไว้สูง แต่ใช้งบลงทุนสูง เพราะมีค่าก่อสร้าง ตกแต่ง กว่า 10 ล้านบาท เราคิดว่าเป็นร้านของเรา ก็ต้องทำให้ดี ต่อเมื่อถูกใจลูกค้า ซึ่งตอนนี้มีทั้งกลุ่มคนไทยในพื้นที่ซึ่งมักจะใช้ร้านชีวิตธรรมดา เป็นสถานที่รับแขก และยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงวันหยุด และช่วงเทศกาล”

ชีวิตธรรมดา ได้อยู่กับธรรมชาติ คือความปรารถนาของใครหลายคน ที่มักวางแผนไว้เมื่อย่างสู่วัยเกษียณ

ทำไมต้องเป็นเช่นนั้น ในเมื่อวันนี้ เราสามารถมีชีวิตธรรมดาได้…ถ้ากล้าพอ

นี่คือจุดเริ่มต้นของ คุณนัทธมน โฮล์มเบิรก์ อดีตพนักงานต้อนรับบนสายการบิน (แอร์โฮสเตส) ที่ต้องใช้ชีวิตอยู่กับการเดินทางมา 5 ปี จวบจนวันหนึ่งที่เขาเลือก “หยุด” เพื่อมาอยู่กับคนรัก บนชีวิตธรรมดาๆ และอาชีพที่ตื่นขึ้นมาทำ ก็รับรู้ได้ถึงความสุข

ร้านกาแฟ & เบเกอรี่ ที่ชื่อ “ชีวิตธรรมดา” จึงเกิดขึ้นมา

ลงหลักปักฐาน

วาดชีวิตธรรมดา

คุณนัทธมน หญิงสาววัย 40 ปีต้นๆ นั่งสบายๆ ในร้าน พร้อมเล่าเรื่องราวให้ฟังว่า ตนและสามีชาวสวีเดน ได้เดินทางมาจังหวัดเชียงราย และแรกพบก็เกิดความรู้สึกชอบใจในทันที จึงเลือกทำเลเหมาะต่อการอยู่อาศัย และวางเป้าหมายให้เป็นร้านขายกาแฟและเบเกอรี่

พื้นที่ริมน้ำกกขนาด 1 ไร่แห่งนี้คือรากฐานนำมาซึ่งโครงสร้างอาคารสไตล์โคโลเนียลสีขาว ปกคลุมด้วยไม้เลื้อยจนถึงหลังคา บริเวณโดยรอบยังมีไม้ใหญ่ ไม้ประดับ สนามหญ้าเล็กๆ ริมน้ำ ให้ได้เห็นความเป็นสไตล์นี้มากขึ้น บวกของตกแต่ง ข้าวของเครื่องใช้ แม้กระทั่งจานชามที่ใส่ใจว่าต้องร้อยไปด้วยกัน

ระยะเวลาประมาณ 2 ปี กับการก่อสร้างและรอให้ต้นไม้เติบโตสวยงาม เป็นเวลาพอๆ กับที่คุณนัทธมน ใช้เวลาเรียนรู้วิธีทำเบเกอรี่และเครื่องดื่มอย่างจริงจัง แล้วนำมาลองผิดลองถูก จนได้ฤกษ์เปิดร้าน “ชีวิตธรรมดา”

วันแรก คือวันที่ผู้ประกอบการรอลุ้นผลตอบรับจากลูกค้า และยอดขาย 9,000 บาท ก็ทำให้ได้ชื่นใจ

จากหลักพันขยับเป็นหลักหมื่น และยอดสูงสุดในช่วงเทศกาลขายได้ถึงหลักแสน ร้านชีวิตธรรมดา จึงไม่ธรรมดา

“เรื่องยอดขายอาจไม่ได้วางไว้สูง แต่ใช้งบลงทุนสูง เพราะมีค่าก่อสร้าง ตกแต่ง กว่า 10 ล้านบาท เราคิดว่าเป็นร้านของเรา ก็ต้องทำให้ดี ต่อเมื่อถูกใจลูกค้า ซึ่งตอนนี้มีทั้งกลุ่มคนไทยในพื้นที่ซึ่งมักจะใช้ร้านชีวิตธรรมดาเป็นสถานที่รับแขก และยังมีกลุ่มนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ เข้ามาอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในช่วงวันหยุด และช่วงเทศกาล”

ไม่ทำตามใคร

ขายสไตล์ตนเอง

จากเมนูเบเกอรี่มีอยู่ราว 10 รายการ และเครื่องดื่มหลักๆ ประเภท ชา กาแฟ น้ำผลไม้ ซึ่งคุณนัทธมน เป็นผู้ปรุงรส ส่วนบุคคลในครอบครัวเป็นพนักงานประจำร้าน ต่อมากิจการได้ขยับขยาย เพิ่มจำนวนเมนูทั้งเบเกอรี่และอาหารจานหลัก ตามคำเรียกร้องของลูกค้า โดยเมนูซิกเนเจอร์ ได้แก่ บานอฟฟี่ และ ธรรมดาคอฟฟี่

“ในแต่ละปีจะออกเมนูใหม่ประมาณ 10-15 รายการ โดยคิดสูตรปรุงเองทั้งหมด ในร้านจึงมีเมนูหมุนเวียนค่อนข้างหลากหลาย ส่วนราคาขาย อย่าง เครื่องดื่ม เริ่มต้น 70-90 บาท สำหรับกำไรถ้ามองในภาพรวมน่าจะอยู่ราวๆ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งในวันนี้ถือว่ารายได้เพียงพอหล่อเลี้ยงร้าน และพนักงานที่มีอยู่เกือบ 50 ชีวิต”

คุณนัทธมน ยังกล่าวย้อนไปถึง การเลือกทำเลร้าน ว่ามีความสำคัญมากต่อการทำธุรกิจ ควรเลือกทำเลที่มีความโดดเด่น และมีโอกาสต่อธุรกิจ ซึ่งหากย้อนไปราว 4 ปีครึ่ง ริมน้ำกกยังไม่มีร้านประเภทนี้ และแม้ในปัจจุบันอัตราเติบโตจะพุ่งสูง แต่ทว่าผู้ประกอบการคนขยันยังมั่นใจในร้านชีวิตธรรมดา

“แม้ร้านประเภทนี้จะเกิดขึ้นเร็วและมีจำนวนมากขึ้นๆ แต่เรามองว่า ความชอบของลูกค้าต่างกัน เรามีกลุ่มลูกค้าของเรา ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่ลอกเลียนแบบใคร อร่อย บริการดี ในบรรยากาศสวยงาม”

ความทุ่มเทในด้านงานก่อสร้าง รวมไปถึงตกแต่ง บวกพื้นที่สีเขียว เป็นสิ่งที่คุณนัทธมนใส่ใจเก็บรายละเอียด “อย่างจานชามนำมาเสิร์ฟลูกค้า หลายคนบอกเสียดายเพราะราคาแพงกลัวแตก แต่เรายอมจัดโต๊ะให้ลูกค้า ต้องการให้ออกมาสวยงาม ลงตัวกับสไตล์”

นักท่องเที่ยวเดินทางมา

อีเว้นต์ สัมมนา พร้อมขาย

หากดูรายการอาหาร ตั้งไว้ตอบตลาดกลางและบน แต่คุณนัทธมน ก็ยืนยันว่า เป็นราคาที่คนในพื้นที่มีกำลังจ่าย และรวมไปถึงนักท่องเที่ยวผู้ชื่นชอบแสวงหาความอร่อยในบรรยากาศงดงาม จนเกิดการบอกต่อบนโลกโซเชียล ชีวิตธรรมดา จึงกลายเป็นร้านดังได้ในเวลาไม่นาน

“ตอนนี้โลกโซเชียลคือกระบอกเสียงสำคัญ เราได้ลูกค้าจากเฟซบุ๊กสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ และได้รับโอกาสจากดารานักแสดงหลายๆ ท่านเดินทางมาแล้วเช็กอิน ทำให้ร้านเป็นที่รู้จักในวงกว้าง”

ตลอดฤดูหนาว กลุ่มลูกค้านักท่องเที่ยวพุ่งสูง แต่ทว่าในช่วงโลว์ซีซั่นใช่ว่าจะเงียบเหงา เพราะคุณนัทธมนเปิดบริการรับจัดงานอีเว้นต์

“รับเป็นออร์แกไนซ์จัดงานแต่งงาน จัดอีเว้นต์ต่างๆ ซึ่งก็จะคิดค่าบริการคือ ค่าอาหารหัวละ 850-900 บาท โดยพื้นที่ร้านสามารถรองรับได้ 150 คน ส่วนองค์กรใดต้องการจัดงานเลี้ยง ก็สามารถติดต่อขอใช้พื้นที่ได้ ถ้าไม่ต้องปิดร้าน ก็จะคิดค่าบริการเพียงอาหารและเครื่องดื่มเท่านั้น”

ดังได้กล่าวแล้วว่า คุณนัทธมนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในอาหาร จึงเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ออร์แกนิก อย่างพืชผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ ไข่ไก่ ตลอดจนเครื่องปรุงยังต้องโลว์โซเดียม และด้วยปริมาณยอดขายเพิ่มขึ้น กอปรกับต้องการการันตีความปลอดภัย ในอนาคตอันใกล้จึงวางแผนสร้างฟาร์มออร์แกนิกบนพื้นที่ 8 ไร่ บริเวณทางขึ้นดอยแม่สลอง

“อย่างเมนูอาหารคาว เราทำขึ้นมาเพราะลูกค้าหิว ซึ่งในช่วงแรกเลือกเมนูที่ครอบครัวทำทานแล้วอร่อย จึงนำมาปรุงให้ลูกค้า จนเพิ่มจำนวนมากขึ้นๆ จำนวนวัตถุดิบก็เพิ่มตามไปด้วย เราจึงคิดขยับไปสู่การปลูกด้วยตนเอง เพื่อควบคุมความปลอดภัย”

ธุรกิจมีสิทธิ์โต

แต่ต้องคิดให้ต่าง

การได้ทำสิ่งที่ตนเองรัก คือเป้าหมายหลักในการทำธุรกิจ อีกทั้งยังก่อให้เกิดความไม่ย่อท้อต่อเมื่อเจออุปสรรค โดยคุณนัทธมน ยกตัวอย่างปัญหาช่วงเริ่มต้น ได้แก่ กำลังคนเข้าออกบ่อยครั้ง ทำให้ระบบการทำงานไม่นิ่ง ต่อมาจึงเริ่มเรียนรู้ความเป็นอยู่ของเขา หาวิธีผูกใจ ซึ่งหลักๆ ก็คือรายได้ควรเพียงพอ

“เราดำเนินธุรกิจในรูปแบบบริษัท และให้ความสำคัญกับพนักงาน อัตราเงินเดือนของพนักงานที่นี่สูงกว่าในกรุงเทพฯ พร้อมทั้งมีสวัสดิการ และเงินปันผลให้ด้วย นับมา 3 ปีหลังนี้ พนักงานแทบไม่ลาออกเลย”

คุณนัทธมน ยังกล่าวถึงธุรกิจร้านเครื่องดื่มและเบเกอรี่ ในมุมมองของเธอ ต่อทำเลจังหวัดเชียงราย แม้จะมีผู้ก้าวเข้ามาในตลาดมากขึ้นๆ อย่างต่อเนื่อง แต่ทว่าก็ยังคงมีช่องว่างให้ก้าวเดิน

“ผู้จะก้าวเข้ามา สิ่งสำคัญของการทำร้านอาหารคือ รสชาติต้องอร่อยเป็นมาตรฐาน บริการดี สำหรับตัวผู้ประกอบการเรื่องเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญมาก และควรรู้ให้กระจ่างชัดเจน อย่าคิดว่าเราเก่งคนเดียว ฉะนั้น ต้องดูตลาด อย่างทุกวันนี้โดยส่วนตัวยังคงเดินทางไปดูร้านอื่นๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างประเทศ เพื่อนำมาปรับประยุกต์ใช้ อีกข้อหนึ่งที่จะแนะนำคือ เวลาทำอะไรต้องเป็นตัวของตัวเอง อย่าเลียนแบบใคร และจะให้ธุรกิจเติบโตได้นานๆ ต้องทำในสิ่งที่รักที่ชอบค่ะ”

จากเหตุผลธรรมดาๆ ที่ต้องการลงหลักปักฐานอยู่กับชีวิตธรรมดา ภาพความฝันในวันเวลาที่ล่วงมากว่า 4 ปี ชัดเจนขึ้นๆ

และนี่คือ ชีวิตธรรมดา ของคนธรรมดาๆ

สนใจติดต่อร้าน “ชีวิตธรรมดา” โทรศัพท์ (081) 984-2925, (053) 166-967 หรือ Facebook : Chivit Thamma Da Coffee House

ตลาดเพื่อนบ้าน CLMV เป้าหมายใหม่ส่งออกอาหารไทยปี 2559

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07012010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

จอดป้ายเส้นทางเศรษฐี

ตลาดเพื่อนบ้าน CLMV เป้าหมายใหม่ส่งออกอาหารไทยปี 2559

“ในปี 2558 สินค้าอาหารแปรรูปในหมวดเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์นมของไทยมีกลุ่มประเทศ CLMV เป็นตลาดส่งออกหลัก ส่วนน้ำผักผลไม้ก็เป็นสินค้าที่มีการขยายตัวได้ดี คาดว่าในปี 2559 จะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง”

สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เผยข้อมูลตลาดส่งออกอาหารของไทยในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา, สปป.ลาว, เมียนมา, เวียดนาม) อนาคตไกล ปี 2558 สัดส่วนพุ่งเป็นร้อยละ 53 ของตลาดอาเซียน เฉพาะในปี 2558 มีมูลค่าส่งออก 122,947.5 ล้านบาท ขยายตัวร้อยละ 16.92 คาดปี 2559 อาหารแปรรูปหมวดเครื่องดื่ม ผลิตภัณฑ์นม และน้ำผักผลไม้ ยังคงมีแนวโน้มเติบโตดี มั่นใจภาพลักษณ์คุณภาพมาตรฐานอาหารไทยตอบโจทย์ผู้บริโภคคนรุ่นใหม่ แนะเอสเอ็มอีส่งออกมือใหม่ควรเริ่มเจาะตลาดตามแนวชายแดนไทยก่อนค่อยขยายสู่เมืองหลักเพื่อลดความเสี่ยง หรือเข้าร่วมงานแสดงสินค้าเพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์

ไทยส่งอาหารไปเมียนมาเยอะสุด

เศรษฐกิจ CLMV ยังรุ่ง

คุณยงวุฒิ เสาวพฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม เผยตลาดข้อมูลส่งออกอาหารของไทยไปยังกลุ่มประเทศ CLMV ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา พบว่ามีอัตราเติบโตเฉลี่ยถึงร้อยละ 15.94 ต่อปี ขณะที่มูลค่าส่งออกอาหารไปอาเซียน เฉลี่ยมีอัตราขยายตัวเพียงร้อยละ 9.19 ต่อปี โดยปี 2558 ที่ผ่านมา มูลค่าส่งออกอาหารไปตลาดอาเซียนเท่ากับ 231,433.17 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25.65 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ส่วนมูลค่าส่งออกอาหารไป CLMV ในปี 2558 เท่ากับ 122,947.5 ล้านบาท มีอัตราขยายตัวจากปีก่อนหน้าถึงร้อยละ 16.92

ทั้งนี้ เมียนมาเป็นประเทศที่ไทยส่งออกในสัดส่วนมากที่สุดราวร้อยละ 32 รองลงมาคือ เวียดนาม ร้อยละ 31.5 กัมพูชา ร้อยละ 20.5 และสปป.ลาว ร้อยละ 16 โดยพบว่าสัดส่วนของมูลค่าส่งออกอาหารไปยัง CLMV มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเทียบกับภาพรวมการส่งออกไปอาเซียน แสดงให้เห็นว่า CLMV คือตลาดอาเซียนใหม่ที่มีความสำคัญ โดยเฉพาะสำหรับเอสเอ็มอีกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร

“ในปี 2558 สินค้าอาหารแปรรูปในหมวดเครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์นมของไทยมีกลุ่มประเทศ CLMV เป็นตลาดส่งออกหลัก ส่วนน้ำผักผลไม้ก็เป็นสินค้าที่มีการขยายตัวได้ดี คาดว่าในปี 2559 จะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง และมีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคต่างๆ เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่ดีมีคุณค่าทางโภชนาการ เนื่องจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวจากการค้าและการลงทุน”

ผู้อำนวยการสถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลของ IMF ที่ประเมินภาวะเศรษฐกิจของประเทศ CLMV พบว่าในปี 2559 นี้อัตราขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเบื้องต้นของทั้งกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม ยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับประเทศไทย โดยกัมพูชาและ สปป.ลาว เศรษฐกิจจะขยายตัวในอัตราเพิ่มขึ้นมากกว่าปี 2558 อยู่ที่ร้อยละ 7.1 และ 7.9 ตามลำดับ

ส่วนเมียนมาอัตราเติบโตของเศรษฐกิจขยายตัวใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา แต่ถือว่าอยู่ในระดับสูง คือร้อยละ 8.3 ขณะที่เวียดนามจะมีอัตราเติบโตร้อยละ 6.4 ส่วนไทยคาดว่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 3.2 และเมื่อพิจารณากำลังซื้อของผู้บริโภคก็พบว่า ทั้ง CLMV ผู้บริโภคมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตามทิศทางเศรษฐกิจที่เติบโต ทำให้เกิดการจ้างงานและมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยผู้บริโภคกัมพูชามีอำนาจซื้อเฉลี่ยต่อคนต่ำที่สุด ขณะที่ผู้บริโภค สปป.ลาว และเมียนมามีกำลังซื้อเฉลี่ยต่อคนใกล้เคียงกัน ส่วนเวียดนามมีอำนาจซื้อเฉลี่ยต่อคนสูงที่สุดใน 4 ประเทศ

“นม” สินค้าดาวรุ่ง

อาหารแปรรูป อนาคตสดใส

สถาบันอาหารได้ทำการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคใน CLMV เกี่ยวกับการบริโภคอาหารแปรรูป พบว่า กัมพูชา ชาวกัมพูชามักจะทำอาหารด้วยตนเองเป็นประจำทุกวัน คิดเป็นร้อยละ 35.2 โดยในปัจจุบันพฤติกรรมการทานอาหารสำเร็จรูปประเภทต่างๆ ยังไม่เป็นที่นิยมแพร่หลายมากนัก เช่นเดียวกับ สปป.ลาว กลุ่มตัวอย่างร้อยละ 97.0 มีพฤติกรรมการปรุงอาหารทานเองที่บ้าน มีความถี่ในการทานบะหมี่/ก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูป และอาหารสำเร็จรูปแช่เย็นแช่แข็ง 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ส่วนอาหารแปรรูปกระป๋องมีความถี่ในการทาน 1-2 ครั้ง ต่อเดือน มากที่สุด ร้อยละ 90 เลือกบริโภคเครื่องดื่มสำเร็จรูป ได้แก่ (1) เครื่องดื่มจำพวกน้ำผลไม้พร้อมดื่ม (2) เครื่องดื่มจำพวก ชา กาแฟ น้ำปั่น (3) นมพร้อมดื่ม นมเปรี้ยว โยเกิร์ต โดยมีความถี่ในการบริโภค 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ เท่ากันทุกชนิดมากที่สุด

สำหรับเมียนมา กลุ่มตัวอย่างบริโภคอาหารแปรรูป (1) ขนมขบเคี้ยวประเภทถั่วและธัญพืช คิดเป็นร้อยละ 87.0 ด้วยความถี่ 2-3 ครั้ง ต่อสัปดาห์ (2) ขนมขบเคี้ยวประเภทขนมปังกรอบ เคยทานคิดเป็นร้อยละ 78.7 ด้วยความถี่ 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ (3) ขนมหวานจำพวกวุ้น เยลลี่ เคยทานคิดเป็นร้อยละ 62.0 ด้วยความถี่ 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ (4) หมูยอ กุนเชียง หมูหย็อง แหนม เคยทานคิดเป็นร้อยละ 59.7 ด้วยความถี่ 1 ครั้ง ต่อเดือน (5) ผักผลไม้แปรรูป ดอง แช่อิ่ม อบแห้ง เคยทานคิดเป็นร้อยละ 40.0 ด้วยความถี่ 1 ครั้ง ต่อเดือน (6) อาหารแปรรูปไขมันและแป้งน้อย เคยทานคิดเป็นร้อยละ 34.3 ด้วยความถี่ประมาณ 1 ครั้ง ต่อสัปดาห์ (7) อาหารแปรรูปแช่เย็นแช่แข็งนั้นผู้บริโภคชาวเมียนมาไม่เคยบริโภคมากถึงร้อยละ 95.0 และอาหารแปรรูปกระป๋องนั้น โดยรวมแล้วเคยทานอยู่ที่ร้อยละ 74.0 มีความถี่ 1 ครั้ง ต่อเดือน มากที่สุด

ด้านเวียดนาม ส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการปรุงอาหารทานเองที่บ้านมากถึงร้อยละ 98.0 ของกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด มีความถี่ในการทานบะหมี่/ก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูป 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์ ส่วนอาหารแปรรูปแช่เย็นแช่แข็งและอาหารแปรรูปกระป๋องมีความถี่ในการทาน 1-2 ครั้ง ต่อเดือน มากที่สุด โดยชาวโฮจิมินห์ส่วนใหญ่นิยมทานบะหมี่/ก๋วยเตี๋ยวกึ่งสำเร็จรูป อาหารแปรรูปแช่เย็นแช่แข็ง และอาหารกระป๋องมากกว่าชาวฮานอย กลุ่มตัวอย่างมากกว่าร้อยละ 90 เลือกบริโภคเครื่องดื่มสำเร็จรูป ได้แก่ (1) เครื่องดื่มจำพวกน้ำผลไม้พร้อมดื่ม (2) เครื่องดื่มจำพวก ชา กาแฟ น้ำปั่น (3) นมพร้อมดื่ม นมเปรี้ยว โยเกิร์ต โดยมีความถี่ในการบริโภค 1-2 ครั้ง ต่อสัปดาห์

คุณยงวุฒิ กล่าวว่า “จากสภาพเศรษฐกิจที่กำลังพัฒนา มีร้านค้าสมัยใหม่เกิดขึ้นมาก ศักยภาพของตลาดที่ขยายตัวเนื่องจากการลงทุนและการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในเมืองสำคัญ แนวโน้มตลาดอาหารแปรรูปยังมีโอกาสให้ขยายตัวได้อีกมาก ผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ได้ง่าย นอกจากนี้ ภาพลักษณ์ของอาหารไทยที่แข็งแรงด้านคุณภาพและมาตรฐานสินค้า จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารของไทยยังมีอนาคตสดใสในตลาด CLMV สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มเอสเอ็มอีที่ยังไม่มีประสบการณ์ แต่มีความสนใจส่งออกสินค้าอาหารแปรรูปเข้าสู่ตลาด CLMV ควรเจาะตลาดตามแนวชายแดนก่อน เมื่อมีแนวโน้มดีจึงค่อยรุกเข้าสู่ตลาดในเมืองหลักตามลำดับ เพื่อลดความเสี่ยง หรืออาจเริ่มต้นจากการเข้าร่วมงานแสดงสินค้ากับหน่วยงานภาครัฐของไทย และรับคำแนะนำจากทูตพาณิชย์ของไทยประจำประเทศต่างๆ”

“สำรวจกิจการ SMEs ก่อนเป็น NPL”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07014010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

คลินิกค้ำประกัน

โดย มิสเตอร์ บสย.

“สำรวจกิจการ SMEs ก่อนเป็น NPL”

สวัสดีแฟนคลับ “เส้นทางเศรษฐี” และผู้ประกอบการ SMEs ทุกท่านครับ เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ผมกริ๊งกร๊าง เซฮัลโหล กับผู้การสาขา ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เมืองหอยใหญ่ ไข่แดง ถามสารทุกข์สุกดิบ เศรษฐกิจโซนนี้ และสุขภาพของผู้ประกอบการ SMEs เป็นอย่างไรบ้าง…ผมอยากรู้และอดเป็นห่วงไม่ได้

ผู้การสาขาที่ผมพูดถึงคือ คุณเทียบจิตต์ หรือ พี่เทียบ ของน้องๆ ท่านเป็นผู้ใหญ่ใจดีของ บสย. เป็นทัพหน้าที่คอยดูแล ห่วงใย และคอยให้คำปรึกษา เวลา SMEs มีปัญหา ต้องการขยายธุรกิจ เพิ่มเงินทุนหมุนเวียน หรือแม้แต่เวลาที่ธุรกิจเริ่มไม่รื่นไหล เกิดอาการชักกระตุก สะดุด ชะงักงัน ท่านนี้คร่ำหวอดครับ ได้รับรู้ปัญหาของ SMEs มานับไม่ถ้วน เชื่อว่า หาก SMEs ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ชุมพร พังงา ภูเก็ต ระนอง และสุราษฎร์ธานี และเป็นผู้ประกอบการ ขอสินเชื่อจากธนาคาร และให้ บสย.ค้ำประกันแล้ว คงจะเห็นด้วยกับผม

พี่เทียบ เล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้น่าเห็นใจชาวสวนยาง เพราะได้รับผลกระทบโดยตรงจากราคายางตกต่ำ แต่รัฐบาลไม่นิ่งเฉย ช่วยกันแก้กันไป ก็น่าจะดีขึ้นเป็นลำดับครับ แต่ธุรกิจที่ยังแรงดีไม่มีตก นาทีนี้คงไม่พ้น ธุรกิจท่องเที่ยวครับ…! ว้าวววว คุณเทียบ พูดแบบนี้ ผมเกิดรอยยิ้มตรงมุมปากเลยครับ ผมถามต่อว่า คำว่า แรงดีไม่มีตก เนี่ยเป็นยังงัยครับ

พี่เทียบ บอกว่า ปีที่แล้ว มีลูกค้า บสย. ที่ทำกิจการท่องเที่ยว 3 ราย โดย 2 รายแรกทำธุรกิจแพที่พัก ที่เขื่อนเชี่ยวหลาน (กุ้ยหลินเมืองไทย) รายหนึ่งคือ “แพ 500 ไร่” ส่วนอีกแพหนึ่งชื่อ แพภูตะวัน ทั้ง 2 รายนี้ ขยายกิจการรองรับการเติบโตของตลาดท่องเที่ยว ส่วนอีกรายหนึ่ง ทำกิจการท่องเที่ยวอยู่ที่กระบี่ชื่อ ศรีสวัสดิ์ ทราเวล ได้วงเงินไปต่อยอดและขยายกิจการ นี่เป็นเพียงบางส่วนครับ

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายกิจการที่เกี่ยวเนื่อง ขยายกิจการกันอย่างคึกคักเลยครับ ผมว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยยังไปได้อีกไกลครับ จากปีที่แล้วมี SMEs ได้รับความช่วยเหลือด้านการค้ำประกันจาก บสย. ถึง 1,366 ราย ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอย่างอาหารและเครื่องดื่ม ได้ขยายธุรกิจสมดังความตั้งใจไปถึง 710 ราย

แต่ก็อย่าประมาทครับ ผมว่านาทีนี้ ผู้ประกอบการ SMEs ต้องหมั่นเช็กสุขภาพตัวเองถี่หน่อยนะครับ ท่านกูรู พี่เทียบ บอกมาว่า วิธีการสำรวจตัวเองเพื่อเตรียมพร้อมก่อนจะเป็น NPL ต้องไม่ประมาทกับ 3 เรื่องนี้คือ

1. สำรวจว่ากิจการได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจหรือไม่ ซึ่งอาจจะทำให้มีรายได้ลดลง กระทบกับเงินทุนหมุนเวียน ที่อาจทำให้เกิดการขาดสภาพคล่องทางการเงิน ความสามารถในการผ่อนชำระหนี้ลดลง

2. สำรวจดูว่าในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้านี้ กิจการมีรายจ่ายอะไร ที่จำเป็นต้องเตรียมเงินไปจ่าย

3. ต้องประเมินคู่ค้า และกลับมาทบทวนเรื่องเครดิตเทอม เพื่อไม่ให้กระทบถึง Cash Flow ของกิจการ และมีผลกระทบต่อการผ่อนชำระหนี้กับทางธนาคาร

เตรียมความพร้อมป้องกันไว้ เพราะเศรษฐกิจในอีก 3-6 เดือนข้างหน้าอาจจะพลิกผันได้ครับ สวัสดีครับ ติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ http://www.tcg.or.th และที่ Facebook/บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม

กระเป๋าตังค์จะไม่ตุงอีกต่อไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07016010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ชักหน้า…ให้ถึงหลัง

ป้านะยะ Pranaya.n@ktc.co.th

กระเป๋าตังค์จะไม่ตุงอีกต่อไป

ใครที่เคยบ่นเรื่อง กระเป๋าตังค์ตุงจากการพกบัตรหลายๆ ใบในกระเป๋าสตางค์ ทั้งบัตรประชาชน บัตรเครดิต บัตรเดบิต บัตรสินเชื่อ บัตรรถไฟฟ้าใต้ดิน บนดิน นี่ยังไม่รวมบัตรส่วนลดต่างๆ นานาชนิด…

เรื่องนี้อาจจะเป็นข่าวดีสำหรับท่าน

ด้วยแผนยุทธศาสตร์ National E-Payment ที่จะผลักดันให้คนไทยหันมาใช้ระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดปัญหาต่างๆ ทั้งในระดับประเทศและระดับภาคประชาชน เช่น เงินสวัสดิการจากหน่วยงานรัฐที่ล่าช้า ไม่ทั่วถึง ปัญหาเรื่องค่าธรรมเนียมที่สูงอย่างไม่เป็นธรรมในการโอนเงิน ปัญหาเรื่องการหลีกเลี่ยงภาษีของธุรกิจนอกระบบ เป็นต้น อีกทั้งน่าจะเป็นตัวช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับธุรกิจไทยในตลาดโลก

ดังนั้น ไม่ว่าจะในฐานะประชาชนคนธรรมดา หรือ เจ้าของกิจการ พ่อค้าแม่ขาย ไม่ว่ารายเล็ก รายใหญ่ คงต้องคอยติดตามข้อมูลเพื่อเตรียมความพร้อมในการปรับตัว ปรับใจ เพราะน่าจะกระทบกับทั้งชีวิตประจำวัน และธุรกิจของเราไม่มากก็น้อย

เห็นว่า National E-Payment จะเริ่มกันยายน ปีนี้แล้ว ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจในรัฐบาลลุงตู่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ทุบโต๊ะสั่งเดินหน้า National E-Payment ให้แล้วเสร็จใน 1 ปีครึ่ง โดยยุทธศาสตร์หลักที่จะผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่ยุคดิจิตอล มี 5 ข้อดังนี้

1. Any ID : คือ เอา ID หรือชิปบนบัตรประชาชน มาใช้ในการโอนเงิน จ่ายเงิน ชำระบริการทั้งออนไลน์ ออฟไลน์ โดยในตอนเริ่ม จะใช้กับ เลขบัตรประชาชนและเบอร์โทรศัพท์ โดยหลังจากนั้นก็จะมีการเปิดให้ประชาชนไปลงทะเบียนใช้ E-Payment กัน นั่นหมายความว่าต้องมีการเชื่อมโยงฐานข้อมูลบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์เคลื่อนที่ เลขที่บัญชีธนาคาร หมายเลขกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ ให้สามารถดำเนินการเชื่อมโยงข้อมูลได้

2. ติดตั้งเครื่องรับ E-Payment เมื่อทุกคนมีบัตร ก็ต้องมีการขยายการเข้าถึง โดยจะเพิ่มปริมาณเครื่องรูดบัตร (EDC) ให้เป็น 2 ล้านเครื่อง จากปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 100,000 เครื่อง ครอบคลุมประชาชนทั่วประเทศ โดยมีการเปิดเผยเบื้องต้นว่า “มูลค่าการชำระเงินขั้นต่ำคือ 20 บาท”

3. ระบบภาษีของกรมสรรพากร การใช้ National E-Payment จะช่วยทำให้ระบบการจัดเก็บภาษีของรัฐบาลดีขึ้น ทำให้ธุรกิจที่ไม่เสียภาษี หรือเศรษฐกิจนอกระบบ (Shadow Economy) อย่างขายของออนไลน์ ต้องเข้าสู่ระบบมากขึ้น และเมื่อรวมกับนโยบายหนึ่งเอสเอ็มอี หนึ่งบัญชี ก็น่าจะทำให้ E-Payment เป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น

4. นำ E-Payment มาใช้กับหน่วยงานภาครัฐ การทำงานของภาครัฐ มักโดนบ่นเพราะล่าช้า แต่การนำระบบ E-Payment มาใช้กับองค์กรภาครัฐ จะช่วยให้การทำงานรวดเร็วยิ่งขึ้น และต่อไปสำเนาเอกสารคงไม่จำเป็นอีกต่อไป บัตรประชาชนใบเดียวจบ ปัญหาเงินสวัสดิการต่างๆ ที่เคยล่าช้า ไม่ทั่วถึง น่าจะหมดไป

5. ส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทั่วประเทศเข้าใจ ให้ได้เห็นประโยชน์และความสะดวกจาก E-Payment

นับเป็นอีกหนึ่งวาระแห่งชาติ ที่น่าจะทำให้คนไทยก้าวเข้าสู่ Digital Economy อย่างแท้จริง

ดังนั้นวินาทีนี้ ทุกวงการต้องตื่นตัว และเตรียมตัวกันอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก รวมถึงวงการการตลาดที่ตอนนี้ต้องวางแผนเพื่อรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงนี้

สำหรับผู้บริโภคก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า วิถีชีวิตเราก็น่าจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เทคโนโลยีน่าจะเข้ามาช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกขึ้น เราจะพกเงินสดกันน้อยลง ปลอดภัยจากทำสูญหายหรือขโมยขโจรวิ่งราวบนท้องถนน อีกทั้งเราควรจะได้ประโยชน์จากการเสียค่าธรรมเนียมในการโอนเงินที่ถูกลงและเป็นธรรมมากขึ้น ดูแล้วก็น่าจะดี

แต่อย่าลืม กระเป๋าไม่ตุง แต่ก็ต้องมีตังค์นะ พี่น้อง

* ขอบคุณข้อมูลเบื้องต้นจาก ThaiGovGov

นัมเบอร์วัน…ตลาดปิ้งย่าง “บาร์บีคิวพลาซ่า” ยอดขายปีเดียว 3 พันล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07020010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

เรื่องจากปก

เรื่อง : พารนี, เมดาริน ภาพ : ธนศักดิ์

นัมเบอร์วัน…ตลาดปิ้งย่าง “บาร์บีคิวพลาซ่า” ยอดขายปีเดียว 3 พันล้าน

“มาหารือกัน ตลอดเวลา 29 ปี เราทำธุรกิจบนพื้นฐานของอะไร เพื่อจะได้รู้จักตัวเองจริงๆ เพราะการทำธุรกิจไปทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี บางทีอาจหลงลืมแก่นไป สุดท้ายจึงพบว่า ที่ผ่านมา บาร์บีคิวพลาซ่า เน้นสร้างความสุขให้ผู้คนโดยมีอาหารเป็นสื่อกลาง”

ย้อนไปราว 5-6 ปีที่แล้ว วงการอาหารปิ้งย่างสไตล์ไทย ญี่ปุ่น เกาหลี มองโกล ทั้งหน้าใหม่-หน้าเก่า ต่างขับเคี่ยวกันอย่างดุเดือด

มีพื้นที่ในห้างสรรพสินค้า เป็นดั่ง “สมรภูมิ-ติดแอร์” หากแต่ร้อนระอุใช่เล่น

เพราะจากการประเมินเม็ดเงินซื้อขายในช่วงดังกล่าว มีตัวเลขระบุถึงมูลค่าตลาดของอาหารปิ้งย่างไว้ว่า สูงถึง 3,600 ล้านบาท และจะเพิ่มแบบก้าวกระโดดไปแตะที่ 4,400 ล้านบาท เมื่อถึงสิ้นปี 2556

ทำให้ “เบอร์หนึ่ง” ในเวลานั้น อย่าง “บาร์บีคิวพลาซ่า” ธุรกิจของคนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเปิดมาแล้ว 25 ปี ต้องทุ่มงบการตลาดเป็นเงิน 500 ล้านบาท

เพื่อรั้งตำแหน่งแถวหน้าไว้…ให้ได้

โดยงบครึ่งหนึ่งถูกใช้ไปในการรีโนเวตร้านทุกสาขา เพื่อตกแต่งให้มีความทันสมัยขึ้น รวมถึงการรีแบรนดิ้ง และอีกครึ่งนำไปใช้ในการจัดรายการส่งเสริมการขาย

อย่างไรก็ตาม การลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลในครั้งนั้น นับว่าได้ผลคุ้มค่า

นอกจากจะสร้าง “การรับรู้” ของแบรนด์ในหมู่ลูกค้าได้เป็นลำดับต้นๆ แล้ว

“ยอดขาย” โดยรวมยังขยับขึ้นอย่าง…งดงาม

จากเมื่อปี 2554 อยู่ที่ 1,700 ล้านบาท พอปี 2557 มียอดขาย 2,700 ล้านบาท

ล่าสุดในปี 2558 ทำยอดขายรวมได้กว่า 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 11 เปอร์เซ็นต์ จากปี 2557

มีส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 58 เปอร์เซ็นต์ จากตลาดรวมปิ้งย่างที่มีมูลค่า 5,160 ล้านบาท

……………

“ในอดีต บาร์บีคิวพลาซ่า ทำมาค้าขายเหมือนทั่วไปคือ ขายอาหารที่มีการแข่งขันกันสูงมาก แข่งกันไป แข่งกันมา แข่งแย่งลูกค้า แข่งแย่งพนักงานด้วย กระทั่งกลายมาเป็นสงครามราคาเกิดขึ้น”

คุณชาตยา สุพรรณพงศ์ อดีตผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า จำกัด ปัจจุบันขยับขึ้นมารับตำแหน่ง CEO บริษัทใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ดูแลกิจการร้านอาหารแบรนด์ บาร์บีคิวพลาซ่า จุ่มแซบฮัท และ ไก่ทอดฮ็อทสตาร์ เริ่มต้นให้ฟังอย่างนั้น

ก่อนบอกต่อ เมื่อผลพวงจากการห้ำหั่นกันทางธุรกิจภายนอก มีแต่เสียกับเสีย บาร์บีคิวพลาซ่า “ยุคใหม่” ภายใต้การบริหารโดยทายาทรุ่นที่ 2 อย่างเธอ ในฐานะลูกสาวคนโต

จึงปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ แทนที่จะตั้งหน้าตั้งตาแข่งขันกับธุรกิจภายนอก กลับหันมาให้ความสำคัญกับเรื่องของ “ภายใน” มาเป็นอันดับ 1 แทน

เริ่มจากเรียกประชุมผู้บริหาร เพื่อค้นหาถึง “แก่น” ของตัวเอง

“มาหารือกัน ตลอดเวลา 29 ปี เราทำธุรกิจบนพื้นฐานของอะไร เพื่อจะได้รู้จักตัวเองจริงๆ เพราะการทำธุรกิจไปทุกวัน ทุกเดือน ทุกปี บางทีอาจหลงลืมแก่นไป สุดท้ายจึงพบว่า ที่ผ่านมา บาร์บีคิวพลาซ่า เน้นสร้างความสุขให้ผู้คนโดยมีอาหารเป็นสื่อกลาง” ผู้บริหารสาวไฟแรง เผย

เมื่อค้นเจอ “แก่น” ในความเป็นตัวเองได้ดังนั้น ขั้นตอนต่อไปคือ ต้องทำการ “เปลี่ยนแปลง” ครั้งสำคัญ แต่ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป

ตั้งต้นจากวิธีคิดของผู้บริหาร ที่ต้องเพิ่มความกระตือรือร้นในการทำงานทุกเช้า ก่อนส่งผ่านไปยังคนใกล้ตัว ไล่เรียงไปจนถึงทีมงานในทุกระดับ

สเต็ปต่อไปคือ เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่จับต้องได้ อย่าง ชุดยูนิฟอร์มของพนักงาน อุปกรณ์บนโต๊ะอาหาร การจัดโปรโมชั่นใหม่เป็นระยะ เพื่อทำให้ลูกค้ารู้สึกได้ถึงความไม่หยุดนิ่ง

“แต่ก่อนลูกค้าต้องขอให้พนักงานช่วยเติมน้ำจิ้มให้ ทุกวันนี้ปรับมาเป็น วางน้ำจิ้มและเครื่องเคียง พวก พริก กระเทียม มะนาว ไว้ที่โต๊ะเลย อยากใส่เยอะแค่ไหนก็ได้ ไม่หวงเครื่อง ไม่คิดตังค์เพิ่ม เพราะรู้ว่าตรงนี้คือ หัวใจหลัก ทำให้ลูกค้าเอนจอยแบบไม่สะดุด การเปลี่ยนแปลงตรงนี้ มาจากการใส่ใจในทุกรายละเอียด” คุณชาตยา บอกอย่างนั้น

ก่อนว่าถึง นโยบาย “กะหล่ำปลี-ไม่มีอั้น” ซึ่งมาจากแนวคิดของผู้บริหารยุคใหม่ ที่อยากให้ลูกค้าได้รับสารอาหารครบถ้วน ทั้งเนื้อ-แป้ง-ผัก แต่ในอดีตกะหล่ำปลีฝอยเสิร์ฟมาในเซต บ้างเหลือทิ้ง บ้างไม่พอต้องสั่งเพิ่ม เลยคิดว่าจะดีมั้ย ถ้าให้ลูกค้าได้ทานกะหล่ำปลีแบบไม่อั้น อย่างสบายใจ เท่าไหร่ก็ได้

นอกจากจะใส่ใจความต้องการของลูกค้า เป็นสำคัญแล้ว “ความสุข” ของทีมงาน ก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะไม่ว่าจะทำธุรกิจอะไร ใหญ่-เล็กขนาดไหน ทุกธุรกิจ ล้วนเกี่ยวข้องกับคน ไม่ว่าคุณจะมีผลิตภัณฑ์ที่ดีแค่ไหน มีแผนการตลาด มีกลยุทธ์ทางการตลาด เลิศหรูปานใด แต่ถ้าไม่มีคนพร้อมมาช่วยขายของ สินค้านั้นก็ขายไม่ได้

เธอจึงอยากเห็นคนค้าขายยุคใหม่เปลี่ยนความคิด คือนอกจากต้องให้ความสำคัญกับลูกค้าแล้ว อยากให้เปลี่ยนมามองคนรอบตัว อย่าง เพื่อนร่วมธุรกิจ พนักงาน ทีมงานด้วย เพราะเขาเหล่านั้น คือคนสำคัญที่สุด ที่จะช่วยขายของและช่วยสร้างธุรกิจ

“ทุกวันนี้ ธุรกิจอาหารมีเยอะมาก ในเมืองไทยคงมีเป็นล้านราย การจะทำยังไงถึงแตกต่างจากคนอื่นได้ ต้องเริ่มจากความเชื่อของตัวเอง ถ้าเชื่อในสิ่งที่ยิ่งใหญ่มีความหมาย ย่อมมีคนอยากมาเชื่อกับเรา พนักงานเองก็อยากมาร่วมงานด้วย

บาร์บีคิวพลาซ่า เป็นธุรกิจสร้างความสุข อยากดูแลความสุขให้กับผู้คน ไม่ว่าจะเป็นลูกค้า คู่ค้า โดยมีอาหารเป็นสื่อกลาง เหล่านี้คือความเชื่อใหม่ ที่เปลี่ยนความคิดจากแค่ขายอะไร มาเป็นขายด้วยความเชื่ออะไร เปลี่ยนจากขายอาหารที่ใครก็ขายกัน มาเป็นการขายความสุข และถ้าสร้างความสุขได้มากพอ ผลลัพธ์ทางธุรกิจจะตามมาเอง” คุณชาตยา สรุป

ก่อนทิ้งท้ายน่าคิด

“ความสุข คือ สกุลเงินใหม่ ของชาวบาร์บีคิวพลาซ่า”

บาร์บีกอน “พ่นไฟ สยายปีก”

ตั้งบริษัทใหม่ “ฟู้ดแพชชั่น”

กุมบังเหียน “บาร์บีคิวพลาซ่า-จุ่มแซบฮัท-ไก่ฮ็อทสตาร์”

บริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2530 โดย คุณชูพงศ์ ชูพจน์เจริญ นักธุรกิจหัวสมัยใหม่ ที่รักการกินทุกรูปแบบ ได้แรงบันดาลใจมาจากการได้ไปเห็นร้านอาหารปิ้งย่างของชาวมองโกล สไตล์ “เซลฟ์ คุกกิ้ง” หรือ ลูกค้าปรุงเอง

จึงนำมาผสมกับไอเดียส่วนตัว ปั้นกิจการนี้ขึ้นมากับมือ ด้วยความเชื่อจะต้องได้การตอบรับที่ดี

ก่อนตัดสินใจเปิดร้าน “บาร์บีคิวการ์เด้น” ตั้งอยู่ภายในห้างสรรพสินค้าเมโทร ถนนเพชรบุรี

แต่ด้วย “ความใหม่” จนผู้บริโภคยังไม่เกต และทำเลที่ไม่ค่อยดีนัก ยอดขายจึงไม่เป็นอย่างคาด บาร์บีคิวการ์เด้น เปิดได้เพียงไม่นานมีอันต้องปิดตัวลง

แม้จะเสียหายไป 1 รอบ แต่เพราะความมั่นใจในแนวคิด กรรมวิธีในการกิน การปรุง ความสนุก รสชาติปรับเข้ากับความชอบของลูกค้าแต่ละคน

บวกกับความเชื่อร้านอาหารแนวนี้จะขยายสาขาได้ไม่ยาก เพราะไม่ต้องการพ่อครัว-แม่ครัว เป็นพิเศษ เพียงแค่เน้นการควบคุมวัตถุดิบที่ดี บวกกับน้ำจิ้มรสชาติพิเศษเป็นเอกลักษณ์ เป็นพอ

หัวหน้าครอบครัวชูพจน์เจริญ เลยขอ “แก้มือ” อีกครั้ง ด้วยการเปิด “บาร์บีคิวพลาซ่า” สาขาแรก ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซา สาขาลาดพร้าว เมื่อปี 2530

“ณ วันนั้น คนไม่รู้จักการกินปิ้งย่างแบบนี้เลย แม้กระทั่งตอนเปิดที่เซ็นทรัล ลาดพร้าว คนก็ยังไม่รู้จัก ต้องมีการสาธิตหน้าร้านเลยว่ากินกันแบบนี้ ช่วงคุณพ่อ-คุณแม่ เอาลูกไปเลี้ยงที่ร้าน จะพาไปนั่งกินอยู่หน้าร้าน นั่งติดกระจกให้คนเดินผ่านไปผ่านมาเห็นว่าเด็กๆ ก็กินกันได้ สนุก ง่าย กินแบบนี้ เรียกว่าถูกเลี้ยงมาในร้านเลย” คุณเป้-ชาตยา สุพรรณพงศ์ ลูกสาวคนโต ในฐานะพรีเซ็นเตอร์คนแรก ย้อนความทรงจำ ด้วยน้ำเสียงอารมณ์ดี

ก่อนบอกต่อว่า คุณพ่อ-คุณแม่ ของเธอ ต้องใช้ความอดทนและความเชื่อแน่วแน่ที่ว่าร้านนี้จะต้องไปได้ เป็นเวลาประมาณ 2-3 ปี ลูกค้าจึงตอบรับอย่างดีและต่อเนื่อง

ปัจจุบัน บาร์บีคิวพลาซ่า มีร้านสาขาในประเทศไทย 111 แห่ง ในมาเลเซีย 16 แห่ง และอินโดนีเซีย 2 แห่ง มีพนักงานทั้งในส่วนสำนักงานและร้านอาหารประมาณ 3,800 คน

และล่าสุดในโอกาสครบรอบ 29 ปี กิจการแห่งนี้ทำการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ โดยเปลี่ยนชื่อจาก บริษัท เดอะบาร์บีคิวพลาซ่า จำกัด มาเป็น บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด ทำหน้าที่ดูแลแบรนด์บาร์บีคิวพลาซ่า จุ่มแซบฮัท และไก่ทอดฮ็อทสตาร์ และมีแผนจะเปิดตัวแบรนด์ใหม่ในปีนี้อีก 1 แบรนด์

โดยมีกลยุทธ์สำคัญคือ เติมเต็มความสุขและความต้องการในทุกมื้ออาหารให้กับคนไทย

“เชื่อว่าหลังปรับโครงสร้างองค์กรครั้งนี้ จะช่วยทำให้แต่ละแบรนด์สามารถขยายการเติบโตได้อย่างเต็มที่ ซึ่งจะส่งให้มีการเติบโตในภาพรวมเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ หรือ 6,000 ล้านบาท ภานในปี 2561 และในปีนี้ได้เตรียมงบลงทุนในการขยายธุรกิจไว้ไม่น้อยกว่า 700 ล้านบาท” CEO บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด เผย

แฟนคลับ…บาร์บีกอน

ตรึมมม! ขอบอก

“หลังจากเปิดกิจการมาได้เกือบ 10 ปี ราวปี 2539 บาร์บีกอน เจ้ามังกรตัวเขียวอารมณ์ดี ก็ถือกำเนิดขึ้น

เพราะช่วงนั้น ลูกค้าเริ่มสงสัยบาร์บีคิวพลาซ่าที่ เดอะมอลล์ ท่าพระ กับ เซ็นทรัล ลาดพร้าว เป็นสาขาเดียวกันหรือเปล่า เจ้าของเดียวกันหรือเปล่า เลยต้องสร้างมาสคอตขึ้นมาตัวหนึ่ง ทำให้เป็นเอกลักษณ์ ให้ลูกค้าจดจำได้และเกิดความมั่นใจว่าแต่ละร้านมีมาตรฐานเดียวกัน

เลยเกิดมาเป็นมังกรบาร์บีกอน เพราะครอบครัวเราเป็นคนไทยเชื้อสายจีน มีความเชื่อในสัตว์มงคล อย่างมังกร ที่มีความยิ่งใหญ่ บวกกับกิจการบาร์บีคิว เลยกลายมาเป็น บาร์บีกอน

หลังจากที่สร้างบาร์บีกอนขึ้นมา เราไม่ได้หยุดที่แค่ว่าเอาตัวนี้มาตั้งหน้าร้าน แต่ทำการตลาดควบคู่ไปด้วย บาร์บีกอน จึงมีส่วนร่วมในการสร้างแบรนด์มาตลอด ถือเป็นหนึ่งแอกเซสที่สำคัญ เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างลูกค้ากับแบรนด์ สามารถสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นได้จริงๆ

เห็นได้จากตัวเลขล่าสุดว่า บาร์บีคิวพลาซ่า มีฐานสมาชิกแล้วถึง 580,000 คน และตั้งเป้าเพิ่มขึ้นให้ได้ถึง 780,000 คน ภายในปีนี้”

คุณชาตยา สุพรรณพงศ์

CEO บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด

ปั้นฝัน “ราย็อง” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ใจกลางระยอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07024010359&srcday=2016-03-01&search=no

วันที่ 01 มีนาคม พ.ศ. 2559 ปีที่ 22 ฉบับที่ 392

ของดี…ทั่วไทย

สดุจตา

ปั้นฝัน “ราย็อง” แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ใจกลางระยอง

“วันหยุดนักขัตฤกษ์ ต้องรอต่อคิวโต๊ะ ยอดขายอาจแตะถึง 30,000 บาท เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยวเดินทางมามากขึ้น กลายเป็นว่าเขาได้เข้ามาชมเมืองโบราณ ชุมชนเก่าของระยอง มาทานอาหารที่ร้าน กลายเป็นเรื่องบอกต่อๆ กัน”

ถนนยมจินดา ตั้งอยู่อำเภอเมืองระยอง เมื่อครั้งอดีตถนนเส้นนี้คือถนนสายเศรษฐกิจที่มีการค้าขายอย่างคึกคัก แต่ทว่าหลายปีล่วงผ่าน ความเงียบเหงาแทนที่ แม้กระทั่งคนในพื้นที่จังหวัดระยอง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ยังแทบไม่รู้จักเรื่องราวของถนนเส้นนี้ ต่างจาก คุณธัชญา จวงสันทัด หญิงสาวชาวกรุงเทพฯ ที่เมื่อมีโอกาสเห็นถนนเส้นนี้ และบ้านเรือนไม้หัวมุม เลขที่ 001 เธอตัดสินใจลงหลักปักฐาน สร้างอาชีพให้ตัวเอง ภายใต้ชื่อร้าน “ราย็อง” ตามเสียงเรียกจังหวัดระยองเมื่อครั้งอดีต

จากความถูกชะตาในพื้นที่และบ้านไม้หลังงามอายุอานามกว่า 100 ปี จากการเริ่มต้นขายกาแฟบนรถเข็นที่มีชุดโต๊ะเก้าอี้ให้ลูกค้านั่ง 3 ชุด จากยอดขายวันละ 300 บาท ผ่านมา 14 ปี ในวันนี้ ร้านราย็อง ทำรายได้หลักหมื่นบาทต่อวัน และกลายเป็นร้านที่คนระยอง และนักท่องเที่ยวต่างต้องเดินทางมา จึงอาจเรียกได้ว่านี่คือ แลนด์มาร์กแห่งใหม่ ใจกลางเมืองระยอง

เปิดบ้านอายุกว่าร้อยปี

จากกาแฟรถเข็น สู่ร้านหรู

คุณธัชญา หรือ คุณยะห์ เล่าย้อนไปเมื่อ 14 ปีก่อนให้ฟังว่า หลังศึกษาจบนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยสวนสุนันทา เธอก็เข้าทำงานในบริษัทแห่งหนึ่ง แต่ว่าไม่นานก็ตัดสินใจลาออก ด้วยเพราะมาเห็นบ้านหลังเก่าบนถนนยมจินดา ภาพการค้าขายจึงเกิดขึ้นในใจทันที

“ตอนได้มาเห็นครั้งแรกถนนเส้นนี้เงียบมาก แต่เมื่อรู้ประวัติว่าเคยเป็นถนนเศรษฐกิจ และเพียงแค่เปิดประตูบ้านไม้หัวมุม ก็เกิดความรู้สึกชอบ จึงตัดสินใจขอเช่าในราคาเดือนละ 3,500 บาท เพื่อเปิดร้านขายกาแฟ”

ร้านค้าตั้งอยู่บางตา ส่วนร้านกาแฟก็แทบไม่ปรากฏให้เห็น แต่ทว่าคุณยะห์กลับมั่นใจว่า จะสามารถปลุกให้พื้นที่นี้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

เงินลงทุนหลักหมื่นบาทกับการซื้อรถเข็นและอุปกรณ์ขายกาแฟ รวมชุดโต๊ะเก้าอี้ 3 ชุด ยอดขายวันแรก 300 บาท คุณยะห์ ว่า นี่คือความภูมิใจว่าได้เดินมาถูกทาง

“เริ่มต้นขายกาแฟแก้วละ 15 บาท ขายได้ 300 กว่าบาท ดีใจมาก เพราะเมนูก็มีแค่เครื่องดื่มไม่กี่รายการกับขนมปังปิ้ง ส่วนความรู้ด้านการชง อาศัยลองผิดลองถูกด้วยตัวเองหมด และเมื่อยอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งรู้เลยว่ามาถูกทาง การขยับขยายจึงค่อยๆ ตามมา”

จากพื้นที่นั่งตั้งโต๊ะได้ 3 ชุด ขยับขยายมาเป็น 20 ชุด ส่วนเมนูเพิ่มมากขึ้น ทั้งเครื่องดื่ม อาหารหวานคาว และจากพื้นที่เช่าเล็กๆ ก็ขอเช่าเพิ่ม จวบจนปัจจุบันซื้ออาคารด้วยเงิน 3 ล้านบาท เป็นเจ้าของร้านอย่างเต็มภาคภูมิ

สวย อร่อย คุ้มค่า

ทุกเมนูลงมือทำเอง

ความคิดสร้างสรรค์ บวกการตกแต่งจาน ส่วนหนึ่งอาจมาจากความเป็นอาร์ตของคุณยะห์เอง และสำคัญคือคุณยะห์จับตลาดถูกว่าจะขายใคร ยิ่งสมัยนี้โซเชียลมีผลต่อการโปรโมตร้าน ก็ยิ่งต้องสร้างจุดต่างให้กลายเป็นเรื่องราวที่คนคนหนึ่งจะสามารถเล่าผ่านไปยังคนอีกหลายๆ คนได้

“อย่างที่บอกเริ่มแรกขายเครื่องดื่มกับขนมปังปิ้ง จากนั้นก็เพิ่มเมนู และแต่ก่อนไม่มีอาหารจานหลัก ก็มองว่าลูกค้าอย่างถ้ามาเป็นกลุ่ม บางคนต้องการทานข้าว เขาก็พากันไปทานข้าวก่อน บางทีอิ่มแล้วก็ไม่กลับมาร้านเรา จึงว่าถ้าอย่างนั้นก็ทำอาหารจานหลักรองรับลูกค้าเลยแล้วกัน โดยปัจจุบันนี้มีเมนูเกือบ 100 รายการแล้ว แต่ที่ได้รับความนิยมถือเป็นซิกเนเจอร์ ก็อย่าง ข้าวมันไก่ โรตีพิซซ่า เมี่ยงคำร้อยปี สลัดเมล่อน หรืออย่างฤดูกาลมะม่วงก็มีไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง ข้าวเหนียวมะม่วง”

นอกจากความหลากหลายของเมนู บวกจัดจานสวยงาม ในส่วนของปริมาณ และราคา คุณยะห์ ว่า สำคัญไม่ยิ่งหย่อน เพราะขายอาหารถ้ารสไม่ดี มีหรือจะเกิดการทานซ้ำ ในขณะที่ถ้าปริมาณต่อจานทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าถูกเอาเปรียบ ยิ่งไม่ได้ใจ

“เรื่องเมนูพยายามทำให้ครอบคลุมหวานคาว และทุกรายการทำเองทั้งหมด แม้กระทั่งน้ำจิ้ม หรืออย่างไอศกรีม แน่นอนว่าต้องเหนื่อยมากเพราะมีรายการอาหารเกือบ 100 เมนู แต่ว่าเราภูมิใจกับการจะได้ตอบลูกค้าว่า ทำเอง ส่วนรสชาติให้ความใส่ใจมาก ตั้งแต่คัดเลือกวัตถุดิบ อย่างข้าวมันไก่จานละ 45 บาท จัดลงจานโดยมีใบตองรองรับ หน้าตาดูดี รสอร่อย ปริมาณก็ต้องสมเหตุสมผลด้วย ซึ่งผ่านมา 14 ปี ลูกค้าบางคนทานตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน จนตอนนี้แต่งงานมีลูกแล้ว ก็ยังจูงลูกมาทานอยู่เลย”

คืนสู่ความคึกคัก

สร้างโอกาสท่องเที่ยว

จากความเงียบเหงาของถนนยมจินดา มาในวันนี้เริ่มคืนสู่ความคึกคัก และคงปฏิเสธไม่ได้ว่าร้านราย็อง คือหนึ่งในการเรียกนักท่องเที่ยวและรวมไปถึงคนในพื้นที่จังหวัดระยองให้กลับมาเยือนอีกครั้ง ซึ่งในอนาคตข้างหน้า คุณยะห์ ตั้งใจว่าจะทำให้ร้านราย็อง กลายเป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่

“เมื่อก่อนตอนเปิดร้าน คนระยองยังไม่รู้จักร้าน ไม่รู้จักย่านชุมชนเก่าแห่งนี้ อย่างนักท่องเที่ยวเองก็มักจะเดินทางไปทะเล ไปเกาะเสม็ดกันหมด แต่มาในวันนี้กลับมาคึกคัก คนระยองเดินทางมาทานกันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียน และด้วยเป็นเมืองอุตสาหกรรม กำลังซื้อจึงสูงมาก ไม่เกี่ยงเรื่องราคา ส่วนในวันหยุดและวันนักขัตฤกษ์ ก็จะได้กลุ่มนักท่องเที่ยวเข้ามาทาน มาแชร์ภาพและเรื่องราว การบอกต่อจึงไปได้กว้างและเร็วมาก”

บวกกับราคาขายตั้งไว้ไม่สูง เริ่มต้น 15 บาท ไปจนถึง 220 บาท (สลัดเมล่อน ใช้เมล่อนสดจากสวน) ราย็อง จึงกลายเป็นร้านที่สามารถจับตลาดได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย

“วันหยุดนักขัตฤกษ์ ต้องรอต่อคิวโต๊ะ ยอดขายอาจแตะถึง 30,000 บาท เพราะตอนนี้นักท่องเที่ยวเดินทางมามากขึ้น กลายเป็นว่าเขาได้เข้ามาชมเมืองโบราณ ชุมชนเก่าของระยอง มาทานอาหารที่ร้าน กลายเป็นเรื่องบอกต่อๆ กัน”

จากจำนวนร้านกาแฟเมื่อวันเริ่มเปิดมีอยู่ราว 2 แห่ง จึงเรียกว่าโอกาสทางการตลาดสูง แต่มาวันนี้ระยะทางราว 1 กิโลเมตรบนถนนยมจินดา มีผู้ประกอบการค้าขายเครื่องดื่มประเภทกาแฟ และบางร้านเปิดจำหน่ายอาหารอื่นด้วย รวมแล้วราว 6 แห่ง แต่ทว่าคุณยะห์กลับไม่เห็นถึงปัญหา เพราะเชื่อว่าถ้าใช้ใจทำงาน โอกาสยืนอยู่บนถนนสายนี้ก็ยังอีกยาวไกล

เปิดเพิ่ม 2 สาขา

แฟรนไชส์จ่อรอคิว

ด้วยเพราะกำลังซื้อของคนในพื้นที่มีสูง จึงทำให้วันนี้มีผู้เปิดร้านกาแฟจำนวนมาก และก็จำนวนไม่น้อยต้องปิดตัวลง

คุณยะห์ให้ข้อคิดถึงผู้ที่ต้องการก้าวสู่เส้นทางสายนี้ว่า “ร้านกาแฟในตัวเมืองน่าจะร้อยกว่าร้าน ผุดขึ้นเยอะมาก บางคนเปิดร้าน ชงกาแฟไม่ถึง 20 แก้วเลิกแล้ว ซึ่งถ้ามองถึงปัญหา ส่วนหนึ่งเพราะทำตามๆ กัน ไม่มีความแตกต่าง จริงๆ แล้ว ต้องหาจุดเด่นของตัวเองให้เจอ ที่เราอยู่มาได้เพราะราย็องเป็นตัวของตัวเอง และขอย้ำเลยว่า ความอดทนเป็นเรื่องสำคัญมาก คิดจะเปิดร้านกาแฟต้องมองตัวเองให้ออกว่ารักอาชีพนี้หรือไม่ อย่าลืมว่างานนี้คืองานบริการ ลูกค้ามาร้อยคนก็ร้อยแบบ สามารถรองรับตรงนี้ได้หรือเปล่า”

คุณยะห์ยังกล่าวถึงองค์ความรู้ว่า แม้ไม่ได้จบด้านการตลาด หรือเรียนรู้การทำอาหารมาก่อน แต่อาศัยตนเองเป็นคนชอบปรุงและชอบค้าขาย บวกการสั่งสมประสบการณ์มานานกว่า 10 ปี ทำให้เข้าใจในอาชีพ และจากความสำเร็จในสาขาแรก มาวันนี้ ราย็องเปิดสาขาเพิ่มอีก 2 แห่งคือ สาขาทับมา และสาขาพัทยา

ไม่เพียงเท่านั้นยังมีผู้สนใจต้องการติดต่อร่วมลงทุนในรูปแบบแฟรนไชส์ ซึ่งคุณยะห์ ว่า ต้องขอเวลาศึกษารูปแบบ และโดยเฉพาะในด้านการควบคุมคุณภาพ รสชาติ ให้เสมือนต้นตำรับ

ส่วนผู้สนใจเดินทางไปร้านราย็อง สอบถามเส้นทางได้ที่ โทรศัพท์ (093) 320-0058